ประวัติพุทธทาสภิกขุ

 

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ) หรือรู้จักในนาม ท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นชาวอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกิดเมื่อปี พ.ศ. พุทธศักราช 2449 เริ่มบวชเรียนเมื่ออายุได้ 20 ปี ที่วัดบ้านเกิด จากนั้นได้เข้ามาศึกษาพระธรรมวินัยต่อที่กรุงเทพมหานคร จนสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค ท่านได้ตัดสินใจมาปฏิบัติธรรมที่อำเภอไชยา ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมของท่านพร้อมปวารณาตนเองเป็น พุทธทาส เนื่องจากต้องการถวายตัวรับใช้พระพุทธศาสนาให้ถึงที่สุด

 

ท่านพุทธทาสภิกขุมีนามเดิมว่า เงื่อม พานิช เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย หรือวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. พุทธศักราช 2449 ในสกุลของพ่อค้า ที่ตลาดพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นพุมเรียงยังเป็นที่ตั้งของตัวเมืองไชยา หรือจังหวัดไชยา ก่อนที่จะกลายมาเป็นจังหวัดสุราษฎร์ธานีในปัจจุบัน บิดาของท่านพุทธทาสภิกขุชื่อ เซี้ยง พานิช ประกอบอาชีพหลักคือการค้าขายของชำ บิดาของท่านพุทธทาสภิกขุมีเชื้อสายจีน เนื่องจากปู่ของท่านพุทธทาสภิกขุอพยพจากมณฑลฝูเจี้ยนในประเทศจีน มาเป็นช่างเขียนภาพสีบนกระจกที่เมืองไชยา ย่าของท่านพุทธทาสภิกขุชื่อส้มจีน ซึ่งเชื้อสายของย่าอพยพจากอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มาอยู่เมืองไชยาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เดิมบิดาของท่านพุทธทาสภิกขุใช้แซ่โข่วหรือข่อ (หรือโค้ว ในภาษาแต้จิ๋ว) ต่อมาเมื่อมีพระราชบัญญัตินามสกุลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทางราชการจึงเปลี่ยนนามสกุลของบิดาท่านเป็น พานิช เพราะตอนนั้นมีเพียงครอบครัวของท่านเท่านั้นที่ทำการค้าขาย  งานอดิเรกที่รักยิ่งของบิดาท่านพุทธทาสภิกขุคืองานด้านช่างไม้ โดยในเวลาว่าง บิดาของท่านพุทธทาสภิกขุจะทำการต่อเรือไม้เป็นอาชีพเสริม ซึ่งทำให้ท่านพุทธทาสภิกขุสนใจ และชอบในงานด้านนี้ไปด้วย แม้ที่สวนโมกขพลาราม งานไม้ส่วนใหญ่ก็เกิดจากการทำกันเองของคณะสงฆ์ นอกจากนี้ บิดาของท่านพุทธทาสภิกขุยังมีความสามารถในทางกวี ซึ่งความสามารถด้านนี้ส่งอิทธิพลต่อท่านพุทธทาสภิกขุเป็นอย่างมาก โดยผลงานธรรมะของท่านพุทธทาสภิกขุส่วนหนึ่งได้ประพันธ์ไว้ในรูปร้อยกรอง ซึ่งมีความไพเราะ และดึงดูดใจให้คนทั้งหลายเข้าถึงเนื้อหาธรรมะได้ง่ายขึ้น

 

มารดาของท่านพุทธทาสภิกขุชื่อ เคลื่อน พานิช เกิดที่อำเภอท่าฉาง ตาของท่านพุทธทาสภิกขุชื่อเล่ง มียศเป็นขุนสิทธิสาร ปกครองหัวเมืองกระแดะ หรืออำเภอกาญจนดิษฐ์ในปัจจุบัน ครอบครัวของตายายมีความมั่นคงในพระพุทธศาสนา และมีการปฏิบัติสมาธิภาวนากันภายในบ้านเรือน ทำให้มารดาของท่านพุทธทาสภิกขุใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก ซึ่งความศรัทธาในพระพุทธศาสนานี้ได้ส่งต่อมาที่บุตร และหล่อหลอมให้เด็กชายเงื่อม พานิช กลายเป็นท่านพุทธทาสภิกขุในเวลาต่อมา ท่านพุทธทาสภิกขุมีน้องสองคน ซึ่งมีอายุห่างจากท่านพุทธทาสภิกขุ 3 ปี และ 6 ปี ตามลำดับ น้องคนโตเป็นชาย ชื่อ ยี่เกย พานิช ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น ธรรมทาส พานิช และได้เป็นกำลังหลักของคณะธรรมทานในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา และสนองงานของท่านพุทธทาสภิกขุ ส่วนน้องสาวคนสุดท้องของท่านพุทธทาสภิกขุชื่อ กิมซ้อย พานิช ซึ่งภายหลังแต่งงานไปอยู่บ้านดอน และใช้นามสกุลสามีว่า เหมะกุล

 

ท่านพุทธทาสภิกขุได้บวชเรียนตามประเพณี เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. พุทธศักราช 2469 ที่โรงอุโบสถวัดอุบล หรือวัดนอก ก่อนจะย้ายมาประจำอยู่ที่วัดพุมเรียง มีพระอุปัชฌาย์คือ พระครูโสภณเจตสิการาม (คง วิมาโล) รองเจ้าคณะเมืองในสมัยนั้น และมีพระปลัดทุ่ม อินทโชโต เจ้าอาวาสวัดอุบล และ พระครูศักดิ์ ธมฺรกฺขิตฺโต เจ้าอาวาสวัดวินัย หรือวัดหัวคู เป็นพระคู่สวด ท่านพุทธทาสภิกขุได้รับฉายาว่า อินทปญฺโญ ซึ่งแปลว่าผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่

 

ผลงานเด่นของทาสพุทธทาสคืองานหนังสือ อาทิ หนังสือพุทธธรรม ตามรอยพระอรหันต์ และคู่มือมนุษย์ และยังมีผลงานอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วนซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อชนรุ่นหลังในการศึกษาศาสนาพุทธเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ท่านยังเป็นพระสงฆ์ไทยรูปแรกที่บุกเบิกการใช้โสตทัศนูปกรณ์สมัยใหม่สำหรับการเผยแพร่ธรรมะ และท่านมีสหายธรรมคนสำคัญ คือ ปัญญานันทภิกขุ วัดชลประทานรังสฤษฎ์ และท่าน บ.ช. เขมาภิรัตน์

 

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ)ได้ละสังขารอย่างสงบ ณ สวนโมกขพลาราม เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. พุทธศักราช 2536 สิริรวมอายุ 87 ปี 67 พรรษา คงเหลือไว้แต่ผลงานที่ทรงคุณค่าแทนตัวท่านให้อนุชนคนรุ่นหลังได้สืบสานปณิธานของท่านรับมรดกความเป็น "พุทธทาส" เพื่อพุทธทาสจะได้ไม่ตายไปจากพระพุทธศาสนาดังบทประพันธ์ของท่านที่ว่า

พุทธทาส จักอยู่ไป ไม่มีตาย

ร่างกายเป็น ร่างกายไป ไม่ลำเอียง

พุทธทาส คงอยู่ไป ไม่มีตาย

สมกับมอบ กายใจ รับใช้มา

แม้ร่างกายจะดับไปไม่ฟังเสียง

นั่นเป็นเพียงสิ่งเปลี่ยนไปในเวลา

ถึงดีร้ายก็จะอยู่คู่ศาสนา

ตามบัญชาองค์พระพุทธไม่หยุดเลย

พุทธทาส ยังอยู่ไป ไม่มีตาย

ด้วยธรรมโฆษณ์ตามที่วางไว้อย่างเคย

แม้ฉันตาย กายลับ ไปหมดแล้ว

ว่าเคยพลอดกันอย่างไรไม่เสื่อมคลาย

ทำกับฉัน อย่างกะฉัน นั้นไม่ตาย

มีอะไรมาเขี่ยไค้ ให้กันฟัง

ทำกับฉัน อย่างกะฉัน ไม่ตายเถิด

ทุกวันนัด สนทนา อย่าเลิกแล้ง

อยู่รับใช้เพื่อนมนุษย์ไม่หยุดเฉย

โอ้เพื่อนเอ๋ยมองเห็นไหมอะไรตายฯ

แต่เสียงสั่ง ยังแจ้ว แว่วหูสหาย

ก็เหมือนฉันไม่ตาย กายธรรมยัง

ยังอยู่กับ ท่านทั้งหลายอย่างหนหลัง

เหมือนฉันนั่ง ร่วมด้วย ช่วยชี้แจง

ย่อมจะเกิด ผลสนอง หลายแขนง

ทำให้แจ้ง ที่สุดได้ เลิกตายกันฯ

 

ชีวประวัติท่านพุทธทาสตามปีพุทธศักราช
พุทธศักราช 2449
เด็กชายเงื่อม หรือพุทธทาสภิกขุในเวลาต่อมา เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม ตรงกับวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย เป็นบุตร นายเซี้ยงและนางเคลื่อน พานิช ที่หมู่บ้านกลาง ตำบลพุมเรียง ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นที่ตั้งของจังหวัดไชยา
พุทธศักราช 2451
เด็กชายยี่เกย หรือ ธรรมทาส พานิช ผู้น้องชาย เกิดเมื่อ วันที่ 13 สิงหาคม
พุทธศักราช 2452
ย้ายที่ตั้งตัวจังหวัดไปอยู่บ้านดอน
พุทธศักราช 2457
เมื่ออายุ 8 ขวบ บิดามารดาพาเด็กชายเงื่อมไปฝากเป็นเด็กวัดที่วัดพุมเรียง เป็นเวลา 3 ปี เพื่อรับการศึกษาเบื้องต้นตามแบบโบราณ
พุทธศักราช 2460
เด็กชายเงื่อมกลับมาอยู่บ้าน เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดโพธาราม และเล่าเรียนที่นี่จนถึงชั้นมัธยม
พุทธศักราช 2464
ย้ายมาเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 ที่โรงเรียนสารภีอุทิศ ตำบลตลาด เพื่อจะได้อยู่กับบิดา ซึ่งมาเปิดร้านค้าอีกแห่งหนึ่งที่ตำบลนี้
พุทธศักราช 2465
บิดาถึงแก่กรรมด้วยโรคลมปัจจุบัน เด็กหนุ่มเงื่อมออกจากโรงเรียนมาช่วยทำระหว่างนี้ นายยี่เกย น้องชายบวชเป็นสามเณรและเรียนชั้นมัธยมอยู่ที่โรงเรียนประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี
พุทธศักราช 2470
พระเงื่อมสอบได้นักธรรมโท
พุทธศักราช 2471
ต้นปีพระเงื่อมเข้าเรียนต่อกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่วัดปทุมคงคา อยู่ได้เพียง 2 เดือน ก็เดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดพุมเรียง ปีนั้นสอบได้นักธรรมเอก
พุทธศักราช 2472
เป็นครูสอนนักธรรม โรงเรียนนักธรรม วัดพระบรมธาตุไชยา นายยี่เกยตั้งคณะธรรมทานขั้นต้นขึ้น โดยเปิดหีบหนังสือธรรมะให้คนยืมอ่านที่ร้านไชยาพานิช และเริ่มรับหนังสือวารสารพุทธศาสนาภาษาอังกฤษจากต่างประเทศ อีกทั้งนายยี่เกยเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯ ใช้นามปากกาว่า "ธรรมทาส"
พุทธศักราช 2473
พระเงื่อมขึ้นกรุงเทพฯ มาอยู่วัดปทุมคงคาอีกครั้งหนึ่งเพื่อเรียนบาลีต่อ เขียนบทความชิ้นแรกชื่อ "ประโยชน์แห่งทาน" เพื่อพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระอุปัชฌาย์ มีเนื้อความตอบคำถามของคนสมัยใหม่ที่เริ่มสงสัยคุณค่าของการทำทานแบบที่ทำ ๆ กันอยู่ ปลายปีเขียนบทความขนาดยาวเรื่อง "พระพุทธศาสนาขั้นบุถุชน" อธิบายคุณค่าของพระพุทธศาสนาด้วยภาษาสมัยปัจจุบัน และเริ่มแสดงความคิดเห็นว่า มรรค ผล นิพพาน เป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริงในสมัยปัจจุบัน บทความนี้พิมพ์เป็นหนังสือแจก งานฉลองโรงเรียนนักธรรมวัดพระบรมธาตุไชยา ปลายปีนั้นสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค เป็นพระมหาเงื่อม อินฺทปญฺโญ
พุทธศักราช 2474
เบื่อเรียนมากขึ้น ค้นคว้าศึกษานอกตำราเรียนออกไป ความคิดอุดมคติเริ่มตั้งมั่น ปลายปีสอบเปรียญธรรมประโยค 4 ตก เตรียมเดินทางกลับบ้านเพื่อทำงานตามอุดมคติ
พุทธศักราช 2475
เดินทางกลับถึงพุมเรียง (6 เม.ย.) เข้าอยู่ในวัดร้างตระพังจิก ซึ่งเป็นสวนโมกขพลาราม - กำเนิดสวนโมกข์ (12 พ.ค.) นางเคลื่อนทำพินัยกรรมมอบเงิน 6,378 บาท ตั้งเป็นทุนต้นตระกูลพานิช ใช้ดอกผลบำรุงสวนโมกข์และคณะธรรมทาน คณะธรรมทานตั้งขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะ (ก.ค.) เปิดบ้านหนังหนึ่งเป็น "ห้องธรรมทาน" มีทำบุญเลี้ยงพระและเทศน์ทุกวันพระและวัน 8 ค่ำ เริ่มเขียน "ตามรอยพระอรหันต์" ในเดือนสิงหาคม
พุทธศักราช 2476
ออกหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา ราย 3 เดือนเริ่มเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์สภาพพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์ใช้นามปากกา "ธรรมโยช" "ชินวาทก์" ฯลฯ และเขียน "ทำไมไม่ไปกับพระโลกนาถ" ลงหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ฉบับวันที่ พุทธศักราช 24 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2476
พุทธศักราช 2477
คณะธรรมทานซื้อแท่นพิมพ์มาพิมพ์หนังสือเอง เขียน "คันถะธุระกับวิปัสสนาธุระเนื่องกันอย่างไร" เริ่มแปล "พุทธประวัติจากพระโอษฐ์" "บาลีมหาสติปัฏฐานสูตร" อีกทั้ง สด กูรมะโรหิต เขียนเรื่องมาจากปักกิ่ง ทั้งหมดนี้ลงพิมพ์ในพุทธสาสนา ก่อนเข้าพรรษาเดินทางไปนครศรีธรรมราช ปาฐกถาเรื่อง "การส่งเสริมปฏิบัติธรรม" และ "หลักพุทธศาสนา" ให้แก่คณะของพระดุลยพากย์สุวมัณฑ์ ซึ่งเปิดสวนปันตาราม ตามแบบสวนโมกขพลาราม ในพรรษาเข้ากรรมฐาน 3 เดือนงดพูด จดบันทึกปฏิบัติธรรมเป็นรายวัน และเขียนบทความขนาดยาวเรื่อง "การปฏิบัติธรรม" (17 ก.พ.)
พุทธศักราช 2478
ทางราชการย้ายที่ว่าการอำเภอจากพุมเรียง ไปอยู่ที่ตำบลตลาด ริมทางรถไฟ คณะธรรมทานและโรงพิมพ์ธรรมทานย้ายตามไปอยู่ที่ตำบลตลาดด้วย ท่านได้เริ่มแปล "อริยสัจจากพระโอษฐ์" ลงพุทธสาสนา ในเดินทางไปเทศน์ถิ่นไทยทางใต้สุด กลับมาเขียนเรื่อง "พระพุทธศาสนาในถิ่นไทยทางใต้" และเริ่มติดต่อกับสามเณรกรุณา กุศลาสัย (ต่อมาคืออาจารย์กรุณา กุศลาสัย) บรรพชิตไทยรูปเดียวที่เดินเท้าไปถึงอินเดียพร้อมกับพระโลกนาถ (พระภิกษุชาวอิตาเลียน)
พุทธศักราช 2479
แปลและแต่งกาพย์สุกรยักษ์ อันเป็นคำวิจารณ์พระสงฆ์อย่างรุนแรง (จากบางตอนของสุมังคลวิลาสินี) รวมทั้งเขียน "คุณค่าของปริยัติ" ชี้ให้เห็นความสำคัญของการเชื่อมระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติในพุทธศาสนา "สังคายนาแต้มหัวตะ" เรียกร้องให้แปลพระไตรปิฎกเป็นไทย และวิจารณ์การทำสังคายนาที่ผ่าน ๆ มา ท่านปัญญานันทะ พระราชญาณกวี (บุญชวน) และสามเณรสำเริง มาร่วมจำพรรษาอยู่ด้วย และได้พิมพ์รวมเล่มพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ครั้งแรกคณะธรรมทานเปิดโรงเรียนพุทธนิคม
พุทธศักราช 2480
หัวหน้ากองตำรามหามกุฎราชวิทยาลัย ประกาศใช้พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ เป็นหนังสือประกอบแบบเรียน (15 มิ.ย.) ในปีนี้ได้แปล "ลังกาวตาลสูตร" จากพระสูตรฝ่ายมหายาน ลงพุทธสาสนา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร) วัดเทพศิรินทร์ ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม และผู้บัญชาการคณะสงฆ์แทนองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เดินทางมาเยี่ยมสวนโมกข์และค้างคืน 1 คืน (26 มิ.ย.) และเขียน "บรรณวิจารณ์อภิธานัปปทีปนีกา" และ "ต้นบัญญัติสิกขาบท" ไว้อาลัยวาระสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ (16 ธ.ค.)
พุทธศักราช 2481
เริ่มอบรมสามเณรชุดพิเศษ เพื่อสร้างนักเผยแผ่ที่ทันสมัย (งานที่ไม่ประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา) และยังได้เรียบเรียง "เกียรติคุณของพระพุทธเจ้า" หนังสือพุทธประวัติสำหรับคนหนุ่มสาว ลงวันที่ 11 ม.ค. รวมทั้งเขียนบทความขนาดยาว "อนัตตาของพระพุทธเจ้า"พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ (วงศ์ ลัดพลี) อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ พระยาภะรตราชสุพิช ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และนายสัญญา ธรรมศักดิ์ มาเยี่ยมสวนโมกข์เป็นครั้งแรก
พุทธศักราช 2482
นายยี่เกยเปลี่ยนชี่อเป็น "ธรรมทาส" อย่างเป็นทางการ และได้สร้างหอสมุดธรรมทาน ที่วัดชยาราม เป็นที่พักและที่ทำงานอีกแห่งหนึ่ง มีบทความเกี่ยวกับกฤษณมูรติ ลงพุทธสาสนาเขียนบทความขนาดยาว 55 หน้า "ตอบปัญหาบาทหลวง" หักล้างความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าแบบบุคคลอย่างรุนแรง ลงพุทธสาสนา
พุทธศักราช 2483
เกิดสงครามในยุโรป ทำให้กระดาษแพง หายาก พุทธสาสนา 2 เล่ม ออกรวมเป็นเล่มเดียว เริ่มมีบทความต่อต้านสงครามเรื่อง "ไฟไหม้โลกยุคกึ่งพุทธกาล" ลงพุทธสาสนาแสดงปาฐกถาที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ตามคำอาราธนาของพุทธธรรมสมาคม (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ.พุทธศักราช 2484) ในหัวข้อเรื่อง "วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม" (13 ก.ค. พูด 2 ชั่วโมง 15 นาที)
พุทธศักราช 2484
ทางราชการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ จาก 1 เมษายน เป็น 1 มกราคม และได้เริ่มแปล "ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์" ลงพุทธสาสนา
พุทธศักราช 2485
เริ่มสร้างสโมสรธรรมทาน ที่วัดชยาราม หนังสือพิมพ์พุทธสาสนาเริ่มลงเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน แสดงปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยเรื่อง "ความสงบในฐานะเป็นผลแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม"
พุทธศักราช 2486
วางเงินซื้อที่บริเวณธารน้ำไหลจากหลวงพรหมปัญญา เมื่อ 18 มีนาคม หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์เป็นผู้เชื่อมให้ได้เฝ้าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่วังวรดิศ เพื่อปรึกษาหารือเรื่องโบราณคดีเมืองไชยา และยังได้เทศน์งานพระราชทานเพลิงศพของสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เรื่อง "ลักษณะน่าอัศจรรย์บางประการของนิพพาน" (22 ส.ค.) เขียนความเรียบเรียงเชิงประวัติ เกี่ยวกับชีวิตและงานในสวนโมกข์ที่ผ่านมาชื่อ "สิบปีในสวนโมกข์"
พุทธศักราช 2487
ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าฝ่ายองค์การเผยแผ่ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี (22 ม.ค.) ย้ายมาจำพรรษาที่สวนโมกข์แห่งใหม่ บริเวณธารน้ำไหล เขาพุทธทอง (สวนโมกข์ปัจจุบัน) คณะพระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์มาเยี่ยมครั้งที่ 2
พุทธศักราช 2489
ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระครูอินทปัญญาจารย์ ปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เรื่อง "พุทธธรรมกับสันติภาพ" (2 มี.ค.) เลิกสวนโมกข์แห่งเดิมที่พุมเรียงโดยสิ้นเชิง (ก่อนหน้านี้ยังมีพระอยู่ประจำ) ปาฐกถาธรรมที่สมาคมพุทธบริษัทไทยจีนประชา เรื่อง "ข้อควรทราบเกี่ยวกับหลักพุทธศาสนาระหว่างนิกายต่าง ๆ" (29 ธ.ค.)
พุทธศักราช 2490
ปาฐกถาที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เรื่อง "พุทธธรรมกับเจตนารมณ์แห่งประชาธิปไตย" ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในขณะนั้นเข้าฟังด้วย (11 พ.ย.) เกิดคณะพุทธนิคมที่เชียงใหม่ ปาฐกถาที่หอประชุมใหญ่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง "พระพุทธศาสนาจะช่วยพวกเราในปัจจุบันนี้ได้อย่างไร" (31 พ.ค.) เริ่มแปล "สูตรของเว่ยหล่าง" ลงพุทธสาสนา
พุทธศักราช 2491
โยมมารดาถึงแก่กรรม (พุทธศักราช 24 เม.ย.) เดินทางขึ้นเชียงใหม่ครั้งแรกเพื่อช่วยให้คำแนะนำแก่กิจการของคณะพุทธนิคมเชียงใหม่ (ก่อนเข้าพรรษา) ออกตระเวณเทศน์ตามเกาะสมุย เกาะพงัน ปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เรื่อง "ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม" (5 มิ.ย.) และเริ่มถูกโจมตีในข้อหาเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ ในวันออกพรรษา ท่านปัญญานันทะขึ้นไปประจำอยู่ที่เชียงใหม่
พุทธศักราช 2492
ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าองค์การเผยแผ่ประจำภาค 5 (ภาคใต้ 14 จังหวัด) และได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุไชยา (30 มิ.ย.)
พุทธศักราช 2493
พักสวนชาใกล้หมู่บ้านแก่งปันเต้า อ.เชียวดาว จ.เชียงใหม่ เป็นเวลา 20 วัน เพื่อเขียน "โบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน" (ม.ค.) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ สาขาประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เขียนบทความทดลอง เสนอเกี่ยวกับจิตวิทยาแบบพุทธ เรื่อง "ปมเขื่อง" และยังตระเวณเทศน์หัวเมืองปักษ์ใต้ กับพระยาอมรฤทธิธำรง (พร้อม ณ ถลาง) ในที่สุดได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานพิธีสวดกระทำน้ำมุรธาภิเษกสำหรับพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ณ วัดพระบรมธาตุไชยา ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระอริยนันทมุนี (4 ธ.ค.)
พุทธศักราช 2494
อบรมข้าราชการในสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมและศาล ที่กรุงเทพฯ เรื่อง "ทุกขขัปนูทนกถา" (20 ก.ย.) มีประกาศในพุทธสาสนาว่าพระยาอนุมานราชธนส่งหนังสือมาให้ห้องสมุดธรรมทานหลายเล่ม
พุทธศักราช 2495
นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ มาเยี่ยมสวนโมกข์ (ก.พ.) คณะพุทธนิคม เชียงใหม่ ออกหนังสือพิมพ์ชาวพุทธ เมื่อวันวิสาขบูชา ซึ่งมีพิธีทอดกฐินครั้งแรกและครั้งเดียวของสวนโมกข์ เขียน "บันทึกเปิดผนึกครบรอบ 20 ปี" ลงในพุทธสาสนา ซึ่งออกรวมเป็นเพียงฉบับเดียวในปีนั้น เริ่มมีการบรรยายประจำคืนในช่วงพรรษา เพื่ออบรมพระภิกษุสามเณรภายในสวนโมกข์
พุทธศักราช 2496
แสดงธรรมเรื่อง "ศาสนาคือโรงพยาบาลของโลก" ที่โรงพยาบาลสงฆ์ ในโอกาสเปิดตึกสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (21 ก.พ.) คณะธรรมทานได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็น "ธรรมทานมูลนิธิ" (พุทธศักราช 24 พ.ย.) มีผู้บริจาคแท่นพิมพ์และเครื่องตัดกระดาษให้ใหม่ มีการฉายสไลด์ในสวนโมกข์ ริเริ่มการเผยแผ่ธรรมโดยการฉายสไลด์
พุทธศักราช 2497
อธิษฐานไม่ออกนอกเขตตลอดพรรษา พิมพ์หนังสือทำวัตรสวดมนต์แปลครั้งแรก อีกทั้งร่วมประชุมและกล่าวปราศรัยในนามตัวแทนคณะสงฆ์ไทย ในงานฉัฏฐสังคายนาที่ประเทศพม่า เรื่อง "ลักษณะน่าอัศจรรย์บางประการของพุทธศาสนาแบบเถรวาท" (6 ธ.ค.) เขียน "โลกอาจรอดได้ แม้เพราะกตัญญู" (8 มี.ค.) เป็นบทความที่เด่นบทหนึ่ง แสดงให้เห็นถึงโลกทัศน์แบบพุทธที่มีลักษณะนิเวศวิทยาอยู่ในตัว
พุทธศักราช 2498
อบรมข้าราชการตุลาการครั้งแรก เรื่อง "ใจความสำคัญของพุทธศาสนา" ณ ห้องบรรยายเนติบัณฑิตยสภา ต่อมาพิมพ์เป็นเล่มชื่อหลักพระพุทธศาสนา และพิมพ์ในชุดธรรมโฆษณ์ ชื่อ "ตุลาการิกธรรม เล่ม 1" การบรรยายชุดนี้ทำต่อเนื่องมาอีกรวม 14 ครั้ง
พุทธศักราช 2500
แสดงธรรมที่โรงพยาบาลสงฆ์ เรื่อง "ธรรมะคือโอสถสำหรับโลก" (ก.พ.) เทศน์ในโอกาส พุทธศักราช 25 พุทธศตวรรษ เรื่อง "หนทางดับความเลวร้ายในยุคปัจจุบัน" ที่วัดพระบรมธาตุไชยา คณะพุทธนิคมเชียงใหม่ตั้งชาวพุทธมูลนิธิ ในพรรษาบรรยาย "การศึกษาธรรมะอย่างถูกวิธี" หรือ "ธรรมวิภาคนวกภูมิ" ต่อมากลายเป็นหนังสือพื้นฐานที่สำคัญอีกเล่มหนึ่งของสวนโมกข์ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชชัยกวี
พุทธศักราช 2501
ตั้งสำนักปฏิบัติธรรม "สวนอุศม" และ "สวนอุศมมูลนิธิ" ที่กรุงเทพฯ เป็นอีกองค์กรหนึ่งในเครือข่ายของสวนโมกข์ ทางราชการประกาศให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนา สอดคล้องกับที่สวนโมกข์ทำมาก่อน และไปเขมร ชม นครวัด นครธม
พุทธศักราช 2502
กรมศิลปากรส่งศิลาจารึกจำลองทุกหลักที่ทำจากไชยามาถวาย ท่านปัญญานันทะลงมาจำพรรษาที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ เจ้าชื่น สิโรรส หัวหน้าคณะพุทธนิคมและบุตรลงมาอยู่ที่สวนโมกข์ในระหว่างช่วงเข้าพรรษา อีกทั้งสถานีวิทยุ ปชส. 7 ธนบุรี นำ "หลักพระพุทธศาสนา" ที่อบรมข้าราชการตุลาการครั้งแรก ไปอ่านออกอากาศเป็นประจำทุกวัน เวลา 06.30 น. ในระหว่างช่วงเข้าพรรษา พิมพ์อริยสัจจากพระโอษฐ์ ครั้งแรก และบรรยาย "อานาปานสติ" (ฉบับสมบูรณ์) ในระหว่างพรรษาในสวนโมกข์
พุทธศักราช 2503
โรงเรียนพุทธนิคมเปิดชั้นเตรียมอุดมศึกษา แสดงธรรมที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง "ส่วนสำคัญของพระพุทธศาสนาที่ทุกคนควรรู้จัก" ตามคำอาราธนาของสมเด็จพระราชชนนี องค์อุปถัมภกของชมรมกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีผู้ฟังประมาณ 3,000 คน (28 ธ.ค.)
พุทธศักราช 2504
ในพรรษาพูดเรื่อง "ตัวกู - ของกู" อบรมพระสงฆ์สามเณร และร่วมสัมมนาเรื่อง "การศึกษาพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัย" ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (26 พ.ย. - 22 ธ.ค.) และแสดงธรรมอบรมนิสิต รวม 7 ครั้ง
พุทธศักราช 2505
เริ่มสร้างโรงมหรสพทางวิญญาณ (โรงหนังแบบสวนโมกข์) และมีโรงปั้นเพื่อปั้นภาพพุทธประวัติยุคแรกของโลก ทั้ง 2 อย่างนี้ใช้เวลาราว 10 ปี จึงเสร็จ
พุทธศักราช 2506
อภิปรายแบบธรรมสากัจฉา กับหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ครั้งแรก ในหัวข้อ "การทำงานคือการปฎิบัติธรรม" มีนายปุ๋ย โรจนบุรานนท์ และ นายฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ ร่วมด้วย ที่หอประชุมคุรุสภา (6 ธ.ค.)
พุทธศักราช 2507
อภิปรายแบบธรรมสากัจฉา (ที่กลายเป็นวิวาทะ) กับหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ครั้งที่ 2 และครั้งสุดท้าย ที่หอประชุมคุรุสภา เรื่อง "การทำงานด้วยจิตว่าง" (13 ก.พ.)
พุทธศักราช 2508
ปาฐกถาธรรมเรื่อง "สิ่งที่เรายังเข้าใจผิดกันอยู่" ที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ (21 ม.ค.) และปาฐกถาธรรมเรื่อง "การส่งเสริมจริยธรรมแก่เด็กวัยรุ่น" ในที่ประชุมสามัญประจำปี ที่คุรุสภา (27 เม.ย.)
พุทธศักราช 2509
เริ่มมีงานล้ออายุ ครั้งแรก (27 พ.ค.) อีกทั้งมีปาฐกถาธรรมเรื่อง "สิ่งที่เรายังสนใจกันน้อยเกินไป" ในที่ประชุมองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ณ พุทธสถานเชียงใหม่ (8 พ.ย.) ตามด้วยการปาฐกถาธรรมเรื่อง "ผีหัวเราะเยาะมนุษย์" แก่ผู้ร่วมประชุมยุวพุทธิกสมาคมทั่วประเทศครั้งที่ 10 ยอดเขาพุทธทอง สวนโมกข์ (14 พ.ย.)
พุทธศักราช 2510
เป็นประธานในการอบรมพระธรรมทูตรุ่นแรกที่จะไปเผยแผ่พระศาสนาในต่างประเทศ ยังมีการปาฐกถา "คริสตธรรม-พุทธธรรม" ณ วิทยาลัยพระคริสตธรรม เชียงใหม่ ในพรรษา เริ่มบรรยายชุด "ธรรมปาฏิโมกข์" แก่พระสงฆ์สามเณรภายในสวนโมกข์ (กระทำต่อเนื่องทุกพรรษาถึง พ.ศ. พุทธศักราช 2514)
พุทธศักราช 2511
เป็นประธานในการประชุมสมาคมพุทธศาสนาทั่วประเทศ ครั้งที่ 16 ณ ค่ายลูกเสือธรรมบุตร ติดกับสวนโมกข์ (1 ธ.ค.) พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ "สหายธรรมหมายเลขหนึ่ง" ถึงแก่อนิจกรรม (19 เม.ย.) มอบทุน 200,000 บาท ให้ธรรมทานมูลนิธิ และเริ่มโครงการพิมพ์หนังสือชุดธรรมโฆษณ์
พุทธศักราช 2512
บรรยายชุด "บรมธรรม" แก่ พระนิสิตภาคฤดูร้อน
พุทธศักราช 2514
เริ่มบรรยายธรรมประจำวันเสาร์และทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระเทพวิสุทธิเมธี" (5 ธ.ค.) เขียน "บันทึกคำชี้แจงเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท" (30 ก.ย.)
พุทธศักราช 2515
บรรยายชุด "แก่นพุทธศาสน์" ที่โรงพยาบาลศิริราช และบรรยายชุด "สอนพุทธศาสนาผ่านคัมภีร์ไบเบิล" ในสวนโมกข์
พุทธศักราช 2516
บรรยายเรื่อง "มหาวิทยาลัยกับความรู้เรื่องจิต" แก่อาจารย์คณะแพทย์ศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมหิดล ที่มาสวนโมกข์ (30 ส.ค.) และได้เขียนบทความขนาดยาว "สมเด็จในความรู้สึกของข้าพเจ้า" ตามคำขอของพระดุลยพากย์สุวมัณฑ์ เพื่อพิมพ์ในหนังสือครบรอบ 100 ปี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร) บรรยายเรื่อง "ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม" ในสวนโมกข์ (11 พ.ย.) ได้อาพาธขณะกำลังเทศน์และเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช (ธ.ค.)
พุทธศักราช 2517
บรรยายเรื่อง "มหิดลธรรม" แก่พระนักศึกษาภาคฤดูร้อน และบรรยายเรื่อง "สังคมนิยมตามหลักแห่งพระศาสนา" (15 ก.ย.)
พุทธศักราช 2518
บรรยายชุด "โมกขธรรมประยุกต์" สำหรับพระนักศึกษาภาคฤดูร้อน" "พระพุทธเจ้ามีอุดมคติเป็นสังคมนิยม" และ"สังคมนิยมชนิดที่ช่วยโลกได้" (27 พ.ค. 18)
พุทธศักราช 2521
เริ่มปาฐกถาธรรมทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ทุกวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือน
พุทธศักราช 2522
บรรยายชุด "ใจความแห่งคริสตธรรม เท่าที่พุทธบริษัทควรทราบ" และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพุทธศาสตร์ จากมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
พุทธศักราช 2525
สวนโมกข์อายุครบ 50 ปี พิมพ์แถลงการณ์ 50 ปี สวนโมกข์ และพิมพ์กฎบัตรของพุทธบริษัท ในวันวิสาขบูชา
พุทธศักราช 2527
พิมพ์อริยสัจจากพระโอษฐ์ ฉบับสมบูรณ์
พุทธศักราช 2528
อาพาธค่อนข้างหนักตั้งแต่ต้นปี
พุทธศักราช 2529
ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาอักษรศาสตร์ (ศาสนาและปรัชญา) จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง
จาก อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" หน้า 693 - 708