วันรุ่งขึ้นหลังการสนทนาครั้งที่ ๑ ท่านพุทธทาสเปิดประเด็นต่อทันที: "ขอให้เราได้คุยเรื่องอิทัปปัจจยตาต่อจากวันที่แล้วมา" โดยยกหลักบาลีขึ้นตั้ง — ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ "เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง" — แล้วชี้ว่าการเห็นตามที่เป็นจริงนั้น ก็คือเห็นอิทัปปัจจยตานั่นเอง
ท่านแบ่งอิทัปปัจจยตาเป็น ๒ ระดับ: ของทั้งสากลจักรวาล (สิ่งไม่มีชีวิต — จากจุดตั้งต้น ที่เรายังไม่รู้จัก เกิดจักรวาล ดวงอาทิตย์ ดวงดาว โลก) กับ ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเรียกชื่อเฉพาะว่า "ปฏิจจสมุปบาท" — อย่างหลังจำเป็นเร่งด่วนกว่าเพราะสิ่งมีชีวิตรู้สึกทุกข์ได้ แต่ควรรู้ทั้งสองระดับ เพราะมันเนื่องถึงกันเป็นสายเดียว "จนกระทั่งมาเป็นเราที่นั่งอยู่ที่นี่"
ขอช่วยจำคำนี้ว่า ไม่มีอะไรแปลก … ของแปลกนั้นคือของที่ยังไม่เคยเห็น ยังไม่รู้จัก มันจึงเป็นของแปลก ถ้าเคยเห็นเสียแล้วมันก็เป็นของธรรมดา
นี่คือแก่นของการสนทนาครั้งนี้ — ดวงอาทิตย์ ดวงดาว โลกกี่พันโลก ล้วนเป็นปรากฏการณ์ ของอิทัปปัจจยตา ถ้านักวิทยาศาสตร์เห็นอิทัปปัจจยตาของสสารและพลังงานครบถ้วน "คำว่าแปลกจะไม่มีพูดในโลกอีกต่อไป"
ท่านขยายไปถึงความงามและรสนิยม: ดอกไม้ที่ว่าสวย ดนตรีที่ว่าไพเราะ ภาพเขียนราคาหลายสิบล้าน — ทั้งหมดตั้งอยู่บน "ความลับ" ข้อหนึ่งคือ เราต้องยอมโง่ตามที่เขาบัญญัติ ยอมโง่ตามโน้ตที่นักดนตรีบัญญัติว่าไพเราะ ยอมโง่ตามความนิยมที่ว่าภาพนั้นงาม มันจึงจะไพเราะจะงามขึ้นมา "ถ้าเราไม่ยอมโง่ตามนั้น ให้เปล่า ๆ ก็ไม่เอา" · ท่านชี้ไปที่สุนัขที่นอนอยู่ตรงนั้นเป็นพยาน: ความเปลี่ยนแปลงหลอกลวงเหล่านี้ "ไม่มีผลต่อสุนัข … มันก็เลยนอนสบาย ไม่มีปัญหาอย่างคน"
เมื่อไม่รู้เท่าทันอิทัปปัจจยตา ปัญหาจึงงอกเป็นชั้น ๆ: ฝ่ายบวกหลอกให้เห็นแก่ตัว จนมนุษย์รักกันไม่ได้ เกิดสงครามไม่สิ้นสุด ฝ่ายลบทำให้เครียด เดือดร้อน "จนเป็นบ้ากันไปเลย" · ความหลงของแปลกทำให้เกิดส่วนเกิน — กินเกิน นุ่งห่มเกิน มีเกิน — "มนุษย์เราเดี๋ยวนี้ อยู่ด้วยความเกิน และความเกินทุกอย่างเป็นต้นเหตุแห่งปัญหา หรือวิกฤติการณ์ทั้งนั้น ไม่ใช่สันติภาพ" ท่านถึงกับนิยามว่า "progress คือความโง่ ไม่รู้เท่าทันอิทัปปัจจยตา"
แม้คู่ตรงข้าม (pair of opposites) ที่เราถือเป็นจริงเป็นจัง — สวย-ไม่สวย หอม-เหม็น สั้น-ยาว ดำ-ขาว — ก็เป็นมายา: ไอระเหยกระทบจมูกจาง ๆ เรียกว่าหอม เข้มข้นขึ้นเรียกว่าเหม็น · สิ่งกระทบลิ้นน้อยเรียกว่าจืด มากขึ้นเป็นหวาน เข้มไปกว่านั้นเป็นเค็มหรือขม — "มันไม่มีตรงกันข้ามหรอก มีแต่ความมากน้อยปรุงแต่งของอิทัปปัจจยตา"
เมื่อผมยังหนุ่ม ๆ อยู่นั้น อ่านหนังสือเรื่องแกรนด์แคนยอนที่อเมริกา อยากจะไปดูที่สุด อยากจะไปอย่างขาดใจ … เดี๋ยวนี้ศึกษาเรื่องอิทัปปัจจยตา โอ๊ย, จ้างก็ไม่ไป
ท่านออกตัวว่า "อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว" — ความอยากเห็นแกรนด์แคนยอนอย่างขาดใจในวัยหนุ่ม คือตัวอย่างการถูกของแปลกหลอก เมื่อเห็นอิทัปปัจจยตาแล้ว "จืดหมด" ไม่อยากไปอเมริกา ยุโรป หรือแม้แต่สวรรค์ "ไปถึงสวรรค์ก็จะเห็นแต่อิทัปปัจจยตา … นั่งดูที่นี่ก็พอแล้ว" — ลืมตาดูต้นไม้ ดูสุนัข ดูก้อนหิน ก็เห็นอิทัปปัจจยตาปรุงแต่งอยู่ทั้งนั้น · แล้วท่านชี้วิธีที่ได้ผลกว่า: มองเข้าไปข้างใน — ดูระบบกาย แล้วดูระบบที่สำคัญที่สุดคือ จิต "จะเป็นทุกข์ก็อยู่ที่จิต จะไม่เป็นทุกข์ก็อยู่ที่จิต … จับอิทัปปัจจยตาที่เกี่ยวกับจิตให้ได้ แล้วเราก็จะควบคุมจิตได้" (พร้อมทบทวนหลักความจริง ๔ ข้อจากครั้งที่ ๑ อีกรอบ)
ช่วงท้ายของการสนทนา ท่านเรียงลำดับการเห็นธรรมเป็นขั้น ๆ ว่าผู้เห็นการปรุงแต่ง ของอิทัปปัจจยตาจะเห็นสิ่งเหล่านี้ไล่ขึ้นไปตามลำดับ:
อตัมมยตา … เป็นคำสุดท้ายของการบรรลุธรรม … คือกระทำจนอิทัปปัจจยตา ปรุงแต่งไม่ได้ แล้วก็เป็นนิพพาน ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป นี่คือหัวใจของพระพุทธศาสนา
ท่านกำชับให้จำคำว่า "อตัมมยตา" ไว้ให้ดี พร้อมแยกศัพท์ให้คณะฟัง: อ = ไม่ · ตํ = นั้น · มย = สำเร็จมาจาก (made of) — "ต่อไปนี้ปัจจัยอะไรมาปรุงแต่งไม่ได้ … สิ้นสุดแล้ว อยู่เหนืออำนาจอิทัปปัจจยตา แล้วก็เป็นนิพพาน" — เป็นบทสรุปที่รับกับครั้งที่ ๑ พอดี: หัวใจของพระพุทธศาสนาทั้งหมด "เกี่ยวกับอิทัปปัจจยตาทั้งนั้น"