ตุลาคม ๒๕๑๔ ท่านพุทธทาสบรรยายชุดยาว ๑๓ ครั้งภายใน ๘ วันแก่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย เชียงใหม่ · ท่านเปิดครั้งแรกด้วยการระบุผู้ฟังและเลือกเรื่องให้ตรงกับวิชาที่พวกเขาเรียน: “เนื่องจากท่านทั้งหลายเป็นผู้ศึกษาวิชาสังคมศาสตร์ ดังนั้นการบรรยายในวันนี้เห็นว่า ควรจะพูดถึงเรื่องสังคมธรรม หรือธรรมะสำหรับสังคม แล้วก็ในทัศนะของพุทธบริษัทด้วย”
สิ่งแรกที่ท่านทำคือชำระคำ: คำว่า “สังคม” ในภาษาไทยไม่ตรงกับคำบาลี “สังคม หรือสมาคม” ซึ่งแปลเพียง “มาประชุมกันมากๆ” — ท่านชี้ว่าความหมายไทยไปตรงกับบาลีคำว่า เสวนา คือ “การคบหา” ซึ่งกว้างกว่ามาก: “เสวนากับคน ก็เรียกว่าเสวนา แม้แต่เสวนากับความผิด ความชั่ว ความเลว ก็เรียกว่าเสวนา เสวนากับความคิดชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่ในใจของตัวเองอยู่เป็นประจำ นี่ก็เรียกว่าเสวนา”
วิธีเดินเรื่องทั้งชุดใช้ logic ที่ถอดรูปจากอริยสัจ ๔ — “คืออะไร เพราะเหตุใด เพื่ออะไร และก็โดยวิธีใด” — และท่านยืนยันว่าจะไม่เริ่มจากทฤษฎี: “การที่จะเข้าใจ สังคม หรือรู้ รู้จักตัวสังคมดีนั้น มันไม่มีทางอื่นดีไปกว่าการที่จะมองดูมาจากปัญหาของสังคมนั่นเอง ถ้าไม่อย่างนั้นมันเป็นเรื่องทฤษฏีเฟ้อ หรือบ้าหอบฟาง” · และเน้นว่าปัญหาสังคม “ภายใน” ใหญ่กว่าภายนอก จึงเป็นสิ่งที่ชุดนี้พูดถึงมากที่สุด
กลางชุด (ครั้งที่ ๓–๔) ท่านลงลึกที่ต้นตอเดียว — ความเห็นแก่ตัว — และแยกให้ไม่ปนกัน: ระดับ สัญชาตญาณ (รักตัวในชั้นพื้นฐาน หาอาหาร หนีอันตราย) ซึ่ง “ยังไม่เป็นไร ยังไม่เป็นภัย อันตรายอะไร” กับระดับที่กลายเป็น กิเลส อันเป็นต้นเหตุของปัญหาจริง · ท่านวางคู่เทียบไว้ว่า “เห็นแก่ตัวหรือว่าเห็นแก่ธรรม ถ้าเห็นแก่ตัวมันก็ต้องเกิดกิเลส … แต่ถ้าเห็นแก่ธรรม แก่ธรรมะ มันก็ไม่อาจจะเกิดกิเลสได้” และเตือนซ้ำเรื่อง “ความสับปลับของภาษาที่ใช้พูดกัน” ที่ทำให้คนคุยกันไม่รู้เรื่องแม้ใช้คำเดียวกัน
ครั้งที่ ๑๒ ท่านตั้งข้อสังเกตว่าโลกเรียนปรัชญากันกว้างขวางแต่ “ก็ยังตอบไม่ได้ว่า คนเรานั้น เกิดมาทำไม” จนถึงขั้น “คนแก่ๆ เป็น Professor อมมือ เพราะไม่รู้เกิดมาทำไม” แล้วสรุปว่า “เดี๋ยวนี้ เวลานี้ โลกยังไม่มีปรัชญาที่เหมาะแก่สังคมโลก” — พร้อมออกตัวว่า “การพูดยืนยันอย่างนี้ไม่ได้ต้องการให้เชื่อ ต้องการแต่เพียงเสนอข้อคิดเห็น ให้ไปคิดดูมากกว่า”
นี่คือปรัชญาที่เหมาะแก่สังคมโลก คือปรัชญาเป็นกลาง … ไม่เอียงไปซ้าย ไปขวา เป็นปรัชญาที่ทำให้ยิ้ม ให้เย็นอยู่เสมอ … ของเป็นคู่ๆ มันอยู่ตรงกลางคือ อิทัปปัจจยตา
ครั้งที่ ๑๒ “ปรัชญาของสังคมโลก” ๒๕ ตุลาคม ๒๕๑๔
คำที่ท่านเสนอเป็น “ปรัชญาเป็นกลาง” ในเดือนตุลาคม ๒๕๑๔ นี้ คือคำเดียวกับที่ท่านยกเป็น “หัวใจของพระพุทธศาสนา” ในการสนทนากับคณะท่านสุเมโธอีกยี่สิบปีต่อมา — อ่านบทความชุดนั้น
ครั้งที่ ๑๓ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ท่านเปิดด้วยการเล่นกับเลขของครั้งเอง — ความกลัวเลข ๑๓ เป็น “ตัวอย่างอันแรกของคำว่า ไม่รอด ไม่หลุดพ้น มันโง่ กลัวสิ่งที่ไม่ต้องกลัว” — แล้วโยงเข้า คำว่า วิมุตติ คือความรอด: “ทุกคนก็ต้องการ ตัวเองก็ต้องการ สังคมก็ต้องการ แต่ว่ามันเป็น ความรอดทางจิตใจ ความรอดทางวิญญาณ ไม่คอยมีใครรู้จัก” · ท่านถ่อมตัวกับผู้ฟังที่เรียน สังคมศาสตร์ว่า “อาตมามีอายุ ๖๖ ปีแล้ว ก็พูดเป็นแต่เรื่องของคนแก่ … พูดจาสมัยใหม่อย่างฝรั่ง ก็พูดไม่ได้ … มันพูดได้แต่ตามแบบที่พระพุทธเจ้าท่านสอน” แล้วปิดชุดด้วยการอธิษฐานให้ผู้ฟัง “เป็นนักสังคมที่ดี ไม่ว่าจะเป็นสังคมแขนงไหน”
ทะเบียนบันทึกชุดนี้ไว้ ๑๓ ครั้ง มีไฟล์เสียงบน pagoda.or.th ๑๒ ครั้ง · กดปุ่มเพื่อฟังครั้งนั้นได้ทันที (๑ ไฟล์ = ๑ ครั้ง จึงไม่ต้องหาช่วงนาที)
| ครั้ง | วันที่ | หัวข้อ (ตามทะเบียนเสียง) | ความยาว | ฟัง |
|---|---|---|---|---|
| ๑ | ๑๙ ต.ค. | ทัศนะของพุทธบริษัทเกี่ยวกับสังคม | ๑ ชม. ๕ นาที | |
| ๒ | ๑๙ ต.ค. | ปัญหาสังคม | ๑ ชม. ๒๔ นาที | |
| ๓ | ๒๐ ต.ค. | มูลเหตุของปัญหาสังคม | ๑ ชม. ๒๓ นาที | |
| ๔ | ๒๐ ต.ค. | มูลเหตุของปัญหาสังคม (ต่อ) ความเห็นแก่ตัว | ๑ ชม. ๑ นาที | |
| ๕ | ๒๑ ต.ค. | ผลเลิศทางสังคม | ๑ ชม. ๑๖ นาที | |
| ๖ | ๒๑ ต.ค. | สื่อสังคมที่เป็นสัมมาทิฏฐิ | ๑ ชม. ๑๓ นาที | |
| ๗ | ๒๒ ต.ค. | ทางของสังคม | ๑ ชม. ๑๑ นาที | |
| ๘ | ๒๒ ต.ค. | ความเชื่อของสังคม | ๕๗ นาที | |
| ๙ | ๒๓ ต.ค. | ความยึดมั่นของสังคม | ๑ ชม. ๓ นาที | |
| ๑๐ | ๒๔ ต.ค. | สติสัมปชัญญะของสังคม | ๕๖ นาที | |
| ๑๒ | ๒๕ ต.ค. | ปรัชญาของสังคมโลก | ๑ ชม. ๘ นาที | |
| ๑๓ | ๒๖ ต.ค. | ความรอดของสังคม | ๑ ชม. ๑๖ นาที |