Buddhadasa.org
หนังสือภาษาคน - ภาษาธรรม › อ่านฉบับเต็ม

📖 ภาษาคน - ภาษาธรรม

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกข ๘ ตุลาคม ๒๕๐๙ — เอกสารชุดมองด้านใน · วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๐๙

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.193 นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ อปฺปมตฺ โต อุโภ อตฺเถ อธิคณฺหาติ ปณฺฑิโต อตฺถาภิ สมยาธีโร ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจตีติ. ธมฺโม สกุกจฺจํ โสตพฺโพ ติ. ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็น เครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา - ความเชื่อ และวิริยะ - ความพากเพียร ของท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพุทธบริษัทให้เจริญ งอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรม ศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ๑

น.194 ๒ ธรรมเทศนาในวันนี้เป็นธรรมเทศนาพิเศษ ดังที่ ท่านทั้งหลายก็เห็นได้อยู่แล้ว อาตมาได้พิจารณาแล้ว ๆ เล่า ๆ ว่าจะแสดงด้วยเรื่องอะไรดี ในที่สุดก็มามองเห็นว่า ข้อที่ท่าน ทั้งหลายส่วนมาก ไม่เข้าใจในธรรมะอันลึก ซึ่งแสดงอยู่แล้ว เป็นอันมาก, ได้ยินได้ฟังกันอยู่เป็นอันมากก็ยังไม่เข้าใจ เกิดความสงสัยขึ้นว่า ข้อนี้เป็นเพราะเหตุไร ค้นไปค้นมา ในที่สุดก็พบว่า เนื่องด้วยคนเราโดยมาก รู้แต่ภาษาธรรมดา คือภาษาชาวบ้านพูด หรือเรียกว่า "ภาษาคนธรรมดา" ไม่ค่อย จะรู้ "ภาษาของธรรมะ" และไม่เคยคิดว่า มีภาษาอีกภาษาหนึ่ง ซึ่งแตกต่างกัน แทบจะตรงกันข้ามก็มี ; นั้นเป็นภาษาธรรมะ. จงกำหนดจดจำไว้ให้ดีว่า ภาษาคนนั้นเป็นอย่างหนึ่ง ภาษาธรรมะนั้นเป็นอย่างหนึ่ง : ภาษาคนก็คือภาษาโลก ๆ ภาษาของคนที่ไม่รู้ธรรมะ พูดกันอยู่ตามภาษาคนที่ไม่รู้ธรรมะ นี้เรียกว่าภาษาคน ; ส่วนภาษาธรรมะนั้นเป็นภาษาที่ "คน" เหมือนกันพูด, แต่ว่าได้เห็นธรรมะในส่วนลึก หรือเห็น ธรรมะที่แท้จริง แล้วพูดไปด้วยความรู้สึกอันนั้น จึงเกิด เป็นภาษาธรรมะขึ้นมา ไม่เหมือนภาษาคน นี้เรียกว่าภาษา ธรรมะ.

น.195 ๓ ภาษาจึงมีอยู่เป็น ๒ ภาษา คือ ภาษาธรรม อย่างหนึ่ง ภาษาคน อย่างหนึ่ง ภาษาคนนั้นเอาไปตามทางของวัตถุ ตามทางที่รู้สึกได้ตามคนธรรมดารู้สึก และอาศัยวัตถุเป็น พื้นฐาน ไม่ได้อาศัยธรรมะเป็นพื้นฐาน จึงพูดแต่เรื่องวัตถุ พูดแต่เรื่องโลก พูดแต่เรื่องที่เห็นได้ด้วยตาตามธรรมดา สามัญชน. ส่วนภาษาธรรมะนั้น เป็นไปในทางนามธรรมที่ ไม่เห็นตัว ไม่เนื่องด้วยวัตถุ ต้อง มีปัญญาเห็นนามธรรม เหล่านั้นแล้ว จึงจะพูดเป็น และให้ความหมายเป็น ; จึงพูดกันอยู่แต่ในหมู่ผู้เห็นธรรม นี้เป็นภาษาธรรมะ ภาษา นามธรรมที่เหนือไปจากวัตถุ. ถ้าพูดอย่างภาษาสมัยใหม่นี้ก็จะพูดว่า เป็นภาษาทาง physics ซึ่งอาศัยวัตถุเป็น physical way of speaking คือ พูดไปตามแบบตามวิธีของฝ่าย physics ทีนี้ที่ตรงกันข้ามนั้น เป็น meta-physics คือนอกเหนือที่วิชา physics จะเข้าไป เกี่ยวข้องด้วยได้ อย่างนี้เรียกว่า meta-physics ; มีวิธีพูดเป็น meta-physical way of speaking ของมันเอง. ฉะนั้นจึงเรียก สั้น ๆ ว่า มีภาษา physics กับภาษาที่เหนือ physics. ภาษา physics ก็คือภาษาโลก ภาษาคน ที่พูดกัน อยู่ตามธรรมดา ที่อาศัยวัตถุเป็นพื้นฐาน ส่วนภาษา

น.196 ๔ meta-physics ต้องอาศัยนามธรรมเป็นพื้นฐาน, ต้องเคยรู้ ต้องเคยศึกษา ต้องเคยเข้าใจ ไม่ต้องอาศัยวัตถุเป็นพื้นฐาน แต่อาศัยนามธรรมพวก abstract ต่าง ๆ เป็นพื้นฐาน. หวังว่า ท่านคงจะเข้าใจ ในความแตกต่างของภาษาคนกับภาษาธรรม ขึ้นบ้างแล้ว. อาตมาจะชี้ต่อไปว่า เพราะรู้แต่ภาษาคนนี่เอง ไม่รู้ ภาษาธรรมะ จึงฟังธรรมะแท้ ๆ ไม่เข้าใจ, คือธรรมะใน ชั้นสูง ธรรมะในชั้นโลกุตตระ ที่จะดับทุกข์ได้จริง นั้น ฟังไม่เข้าใจ, เพราะรู้แต่ภาษาคน ไม่รู้ภาษาธรรม. ทีนี้ เพื่อจะเปรียบเทียบให้เห็น ก็ต้องยกมาทั้งภาษาคน และ ภาษาธรรมควบคู่กันไปทีเดียว ขอให้สนใจในนิเขปบท ที่ได้ยกขึ้นไว้ข้างต้นว่า :- อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ อธิคณฺฺหาติ ปณ์ฑิโต - ว่า ผู้ที่เป็นบัณฑิตนั้น ย่อมถือเอาอรรถทั้งหลายทั้งสองด้านได้ อตฺถาภิสมยาธีโร ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจตีติ - เป็นคน ฉลาดรู้พร้อมซึ่งอรรถทั้งหลายแล้ว เขาก็เรียกว่าเป็นบัณฑิต. นี้เป็นหลักทั่ว ๆ ไป ที่จะใช้ในทางธรรมะชั้นสูงก็ได้ ชั้นต่ำก็ได้ แม้จะใช้กับเรื่องภาษาพูดก็ได้ เพราะมีคำจำกัดชัด

น.197 ๕ อยู่ว่า อุโภ อตฺเถ คือ ซึ่งความหมายทั้งสอง หรือซึ่งอรรถะ ทั้งสอง ถ้าเป็นคนฉลาดต้องถือเอาความหมาย หรืออรรถะ ได้ทั้งสองฝ่ายหรือสองอย่าง, ไม่ใช่ถือเอาได้แต่อย่างเดียว เช่นถือเอาแต่ความหมายในทางภาษาคนได้, แต่ไม่ถือเอา ความหมายในทางภาษาธรรมะได้, อย่างนี้ก็ต้องเรียกว่าไม่ใช่ บัณฑิต, ไม่ใช่คนฉลาด เพราะพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า ถ้าเป็นคนฉลาด ต้องถือเอาอรรถะทั้งหลายได้ทั้งสองฝ่าย นั่นเอง เราต้องเป็นคนไม่ประมาท ขยันศึกษา ถือเอาอรรถะ ทั้งสองฝ่ายให้ได้, คือทั้งฝ่ายภาษาคนและฝ่ายภาษาธรรม ซึ่งจะได้เปรียบเทียบให้เห็นต่อไป ขอให้ตั้งใจฟังให้ดีสักหน่อย. คำแรก ที่อาตมาจะยกเอามาเป็นตัวอย่าง ก็คือคำว่า "พุทธะ" คำว่าพุทธะก็แปลว่าพระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลาย ก็รู้ดีอยู่แล้ว พุทธะในภาษาคน หมายถึงองค์พระพุทธเจ้า เนื้อหนังของท่าน ร่างกายของท่าน ที่เกิดในประเทศอินเดีย เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว นิพพานแล้ว เผาไหม้ไปหมดแล้ว นั้นพุทธะภาษาคน. ส่วน "พุทธะ" ภาษาธรรม นั้น หมายถึงตัวธรรมะ แท้ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรมะ. ผู้ที่ไม่เห็นธรรมะนั้น

น.198 ๖ แม้จะจับจีวรของตถาคตอยู่แท้ ๆ ก็ไม่ชื่อว่าเห็นตถาคตเลย". ลองคิดดูว่าธรรมะในที่นี้คืออะไร ? ธรรมะในที่นี้คือ สิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่เป็นตัว เป็นตน ไม่ใช่เนื้อหนัง แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นั่นแหละ คือ ตัวตถาคต องค์ตถาคต ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นเห็น ตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรมะ, ไม่เห็นธรรมะ ก็ชื่อว่าไม่เห็นตถาคต. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าในภาษา ธรรมะนั้น คือตัวธรรมะที่ทำบุคคลให้เป็นพระพุทธเจ้า คือว่า ถ้าเห็นแล้ว จึงได้ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้าตัวจริง. เห็นแต่ เนื้อหนังของท่าน ไม่ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า และไม่สำเร็จ ประโยชน์อะไร. คนเป็นอันมากในครั้งพุทธกาล ไม่ชอบพระพุทธเจ้า ค่าพระพุทธเจ้า ทำร้ายพระพุทธเจ้าก็มี, นั่นเขาเห็นเนื้อ เห็นตัวท่าน ก็ไม่เข้าใจท่าน เพราะนั่นเป็นพระพุทธเจ้าส่วน เปลือก ส่วนภาษาคน ; พระพุทธเจ้าเนื้อแท้ ภาษาธรรมะ นั้นคือธรรมะในจิตของท่าน ที่ทำให้บุคคลเป็นพระพุทธเจ้า ขึ้นมา. อย่างที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรมะ" นี่คือพระพุทธเจ้า ในภาษาธรรมะ.

น.199 ๗ หรืออีกอย่างหนึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า "ธรรมวินัยที่ ได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว นั้นจักอยู่เป็นศาสดาแห่งพวกเธอ ทั้งหลาย ในกาลเป็นที่ล่วงลับไปแห่งเรา" หมายความว่า พระพุทธเจ้าองค์แท้นั้น ไม่ได้ดับหายไป ไม่ได้สูญไป ดับหายไปแต่ร่างกายหรือเปลือก พระศาสดาองค์แท้คือธรรม วินัยนั้นยังอยู่ อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นพระพุทธเจ้าในภาษาธรรมะ สรุปความว่า พระพุทธเจ้าภาษาคนนั้น หมายถึง ตัวคน พระพุทธเจ้าภาษาธรรมะนั้น หมายถึงธรรมะที่ทำ ความเป็นพระพุทธเจ้า. ทีนี้ก็มาถึงคำที่สอง คือคำว่า ธรรม หรือ ธมฺม พระธรรม ; คำว่า พระธรรม ภาษาเด็ก ๆ ก็หมายถึง พระคัมภีร์ หนังสือหนังหา ที่เรียกกันว่าพระธรรมอยู่ในตู้ ; หรือว่าเสียงที่ใช้แสดงธรรม ดังที่กล่าวออกเสียงอยู่เดี๋ยวนี้ ว่านี่คือตัว ธรรม ; พระคัมภีร์เป็นตัวธรรม เสียงเทศน์ เป็นตัวธรรม. อย่างนี้เป็นต้น ธรรมะอย่างนี้เป็นภาษาคน ภาษาคนโง่ ภาษาคนที่ยังไม่เห็นธรรมะ เรียกว่าภาษาคน. ธรรมะในภาษาธรรมะ นั้นก็คือ ธรรมะที่เป็นอัน เดียวกันกับพระตถาคต ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นพระธรรม ธรรมะจริงในภาษา ธรรมะนั้นอยู่ที่นั้น.

น.200 ๘ หรือถ้าจะให้จำแนก คำว่า "ธรรม" ในภาษาบาลีนั้น หมายถึงสิ่ง ที่ละเอียด ลึกซึ้งหลายอย่าง หลายประการรวมกัน ที่เรียกว่าธรรมชาติ. ไม่มีเวลาที่จะจาระไนโดยรายละอียด จะกล่าวแต่หัวข้อว่า :- - ตัวธรรมชาติแท้ ๆ นั้น ก็เรียกว่าธรรมะ. - กฎเกณฑ์ของธรรมชาตินั้น ก็เรียกว่าธรรมะ. - หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องประพฤติให้ถูกให้ต้อง ตาม กฎของธรรมชาตินั้น ก็เรียกว่าธรรมะ. - ผลอันใดเกิดขึ้นมาจากการประพฤติปฏิบัติ ถูกต้อง ตามธรรมชาตินั้น ก็เรียกว่าธรรมะเหมือนกัน ธรรมะมีความหมายกว้างขวางอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นเพียง หนังสือ คัมภีร์ ใบลาน หรือ เสียงเทศน์. คำว่า ธรรมะ ในภาษาธรรมหมายถึงนามธรรม ที่เป็นธรรมะที่กว้างขวาง ที่ลึกซึ้ง ที่หมายถึงทุก ๆ สิ่ง ที่เข้าใจได้ยากก็มี เข้าใจได้ง่ายก็มี. คำถัดไป คือคำว่า "สังฆะ" หรือ พระสงฆ์ คำว่าพระสงฆ์ในภาษาคน หมายถึงตัวนักบวชเหลือง ๆ แดง ๆ เพ่นพ่านทั่ว ๆ ไป นี่คือพระสงฆ์ในภาษาคน, ภาษาคนโง่ ที่ยังไม่เห็นธรรมะ. ส่วนพระสงฆ์ในภาษาธรรมะนั้น

น.201 ๙ หมายถึงธรรมะอีกเหมือนกัน คือธรรมะหรือคุณธรรม ทุกขั้นทุกตอน ที่มีอยู่ในจิตใจของนักบวชผู้มีคุณธรรม. นักบวชคนไหนมีคุณธรรมอยู่ในใจ ไม่ใช่เป็นนักบวช แต่เปลือก คุณธรรมที่มีอยู่ทุกขั้นทุกตอน ในจิตใจของ นักบวชนั้น เรียกว่าพระสงฆ์. พระสงฆ์ ภาษาธรรมะก็หมายถึง คุณธรรม หรือ พระธรรมอีกเหมือนกัน ; พระสงฆ์ภาษาคน หมายถึงตัวนัก บวช พระสงฆ์ภาษาธรรมะ หมายถึงคุณธรรมที่มีอยู่ในจิตใจ ของคน อย่างที่เราเรียกว่าพระสงฆ์ มี ๔ :- โสดา, สกิทาคา, อนาคา และอรหัตต์. นี้ก็หมายถึงคุณธรรม ไม่ได้หมาย ถึงตัวคน เพราะเปลือก หรือตัวคนนั้น มันเหมือน ๆ กันหมด ไม่ว่าของใคร มันผิดกันแต่คุณธรรมในใจที่ทำให้เป็นพระโสดา, สกิทาคา, อนาคา และอรหันต์ขึ้นมา เราควรรู้จักพระสงฆ์ ในภาษาธรรมกันเสียบ้าง. ทีนี้ก็มาถึง คำว่า ศาสนา หรือ พระศาสนา คำว่า ศาสนาในภาษาคน หรือภาษาคนโง่นั้น หมายถึงโบสถ์ วิหาร เจดีย์ ผ้ากาสาวพัสตร์เหลืองอร่ามไปหมด มีเจดีย์ สะพรั่งไปหมด มีโบสถ์สะพรั่งไปหมดก็ว่า "พระศาสนา เจริญแล้วเว้ย !" นี่พระศาสนาในภาษาคน.

น.202 ๑๐ ส่วนคำว่า ศาสนาในภาษาธรรมนั้น หมาย ถึงตัวธรรมะที่แท้จริง ที่เป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ ได้จริง ธรรมะใดเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ ได้จริง ดับทุกข์ให้แก่ มนุษย์ได้จริง ธรรมะนั้นคือศาสนา คือสิ่งที่เรียกว่า ศาสนาในภาษาธรรมะ ถ้า ศาสนาเจริญ ก็หมายความว่า มีคุณธรรมที่ดับทุกข์ได้จริง แพร่หลายทั่วไปในหมู่มนุษย์ ; นี้เรียกว่าศาสนาเจริญ. ไม่ใช่เพียงแต่รุ่งเรืองไปด้วยผ้า กาสาวพัสตร์ แล้วก็เรียกว่าศาสนาเจริญก็หาไม่. ศาสนาภาษาคน หมายถึงโบสถ์วิหาร เจดีย์ ผ้า กาสาวพัสตร์เป็นต้น, ศาสนาภาษาธรรม หมายถึงธรรมะ ที่เป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ได้จริง . หรือจะเขยิบให้ใกล้เข้ามาอีกหน่อยหนึ่ง คำว่า ศาสนา แปลกันว่า คำสั่งสอน คนโดยมากก็เอาคำสั่งสอนเป็นตัว ศาสนา ถ้ามีการเรียนการสอนที่เจริญแล้วก็เรียกว่าศาสนาเจริญ นี้ก็ถูกเหมือนกัน แต่น้อยเกินไป คือถูกแต่ตามตัวหนังสือ ศาสนาที่แปลว่า คำสั่งสอน นี้เป็นภาษาคนไม่ใช่ภาษาธรรม. ศาสนาที่เป็นภาษาธรรมะนั้นคือ ตัวพรหมจรรย์ คือ การประพฤติปฏิบัติลงไปจริง ๆ ตามทางธรรม เป็น

น.203 ๑๑ พรหมจรรย์ ที่มีความงดงามในเบื้องต้น พรหมจรรย์ที่มี ความงดงามในท่ามกลาง และพรหมจรรย์ที่มีความงดงาม ในเบื้องปลาย ; เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสั่งภิกษุ ๖๐ รูป ว่า "จงไปประกาศพรหมจรรย์แก่ชาวโลก จงไป ประกาศพรหมจรรย์ให้งดงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และ เบื้องปลาย" “พรหมจรรย์" ในที่นี้ ท่านหมายถึงการประพฤติ ปฏิบัติ ที่ดับทุกข์ได้จริง งามในเบื้องต้น ก็คือการศึกษา เล่าเรียน งามในท่ามกลาง ก็คือการปฏิบัติ งามในขั้นปลาย สุดท้าย ก็คือผลของการปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง ๆ นี้คือตัว พรหมจรรย์ที่เป็นตัวศาสนาตามภาษาของธรรมะ. ศาสนาในความหมายภาษาคน หมายถึงตัวคำสั่งสอน แต่ศาสนาภาษาธรรม หมายถึงตัวพรหมจรรย์ที่งดงามใน เบื้องต้น ในท่ามกลาง และเบื้องปลายดังที่กล่าวมา จึงต่าง กันมาก. ทีนี้ จะพิจารณากันให้ละเอียดลงไป จนถึงคำที่เกี่ยว ข้องกับเราเป็นประจำวัน เช่นว่า :- คำว่า "ทำการงาน" หรือ "การงาน" ภาษาคน การงานหมายถึงอาชีพ ที่ทำด้วยความจำเป็น ไม่ทำไม่ได้

น.204 ๑๒ มันบังคับให้ทำ เพื่อเอามาเลี้ยงปาก เลี้ยงท้องบ้าง เพื่อ เสวยกามารมณ์บ้าง อาชีพที่ทำไปด้วยความจำเป็นนี้เรียกว่า การงานในภาษาคน ส่วนการงานในภาษาธรรมนั้นหมายถึง กัมมัฏฐาน คือการปฏิบัติธรรม หรือตัวการปฏิบัติธรรม นั่นเอง เป็นตัวการงาน. จะเปรียบเทียบให้เห็นยิ่งขึ้นไป คนธรรมดาหรือ คนไม่เห็นธรรม ทำการงานด้วยความจำเป็น เพื่อเลี้ยงปาก เลี้ยงท้อง เพื่อซื้อหากามคุณ ; แต่พระอริยบุคคลหรือคนที่ เห็นธรรม ทำการงานในฐานะที่เป็นการปฏิบัติธรรม เพราะ ว่าการงานนี้ต้องทำด้วยความซื่อตรง ด้วยความสุจริต ด้วย ความขยัน ด้วยความแข็งขัน ด้วยความฉลาด ด้วยคุณธรรม มากมายหลายประการ จึงจะสำเร็จการงานนั้นได้ ดังนั้น การงานนี้ก็คือ การปฏิบัติธรรม. ในขั้นที่ลึกลงไป ถ้าคนเราทำการงานตามหน้าที่ ของตน แม้การงานในโลก ในที่สุดการงานนั้นจะสอนให้ รู้จักความจริงของชีวิตจิตใจ สอนให้รู้จักความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สอนให้บรรลุธรรมะโดยไม่รู้สึกตัว. การงานในภาษาธรรม จึงหมายถึงการปฏิบัติธรรม ที่มี อยู่เองในตัวชีวิตจิตใจนั่นเอง ; แม้ที่สุดแต่การที่เราจะต้อง

น.205 ๑๓ บริหารร่างกายให้เป็นสุข ให้สะอาด ให้เรียบร้อย นี้ก็เป็นการ ปฏิบัติธรรม ก็ต้องทำด้วยจิตใจที่ดีที่ฉลาด ที่ขยันขันแข็ง เป็นต้น. สรุปความว่า "การงาน" ภาษาคนหมายถึงอาชีพ ที่ทำด้วยความจำเป็น การงานในภาษาธรรมะ หมายถึง การปฏิบัติธรรม คำว่า "กัมมัฏฐาน" ก็แปลว่าการงาน การปฏิบัติที่เป็นชิ้นเป็นอันในทางธรรมะแล้ว ก็เรียกว่า กัมมัฏฐานทั้งนั้น กัมมัฏฐานก็แปลว่าการงาน. "การงาน" ในภาษาธรรมะจึงหมายถึงการปฏิบัติธรรมอยู่ในตัวมันเอง. จะกล่าวถึงคำว่า "พรหมจรรย์" อีกครั้งหนึ่ง พรหมจรรย์ภาษาคน ภาษาชาวบ้าน ที่ไม่รู้อะไรในทางธรรม ก็เข้าใจได้แต่เพียงว่า พรหมจรรย์นั้น คือเว้นจากการประพฤติ ผิดในทางกาม ของคนหนุ่มคนสาวเท่านั้นเอง. แต่คำว่า พรหมจรรย์ในภาษาธรรมนั้น หมายถึงการทำเพื่อละกิเลส อย่างใดอย่างหนึ่ง ระบบใดระบบหนึ่งลงไปจริง ๆ ด้วย ความเคร่งครัดไม่ให้บกพร่อง ไม่ว่าเราจะสมาทานการปฏิบัติ ข้อไหน ถ้าปฏิบัติลงไปให้จริงให้เคร่ง ไม่มีการบกพร่องแล้ว เรียกว่าพรหมจรรย์ทั้งนั้น ; มิได้หมายแต่เพียงว่า การไม่ ประพฤติผิดในทางเรื่องชู้สาว ของคนหนุ่มสาวเท่านั้นเอง ; นี่แหละ ภาษาคนกับภาษาธรรมต่างกันอยู่อย่างนี้.

น.206 ๑๔ กระโดดข้ามไปถึงคำว่า "นิพพาน" นิพพานใน ภาษาคน ภาษาชาวบ้าน ที่ไม่รู้อะไรก็เข้าใจว่า นิพพาน เป็นบ้าน เป็นเมือง ; เพราะคนเทศน์ก็มักจะเทศน์อยู่ว่า "นิพพานเป็นอมตะมหานคร" บ้าง, เป็น "เมืองแก้ว กล่าว แล้ว คือพระนิพพาน" บ้าง. คนที่นั่งฟังไม่เข้าใจ ก็เข้าใจ ว่า เป็นนคร เป็นบ้าน เป็นเมืองเอาจริง ๆ แล้วเลยเดาต่อไป อีกขั้นหนึ่งว่า ที่นั่นมีอะไรให้สารพัดอย่าง เป็นเมืองแก้ว สารพัดนึก จะนึกอะไรก็ได้นั่น ตามชอบใจตัวเอง ก็เลย อยากไปนิพพาน เพราะเป็นบ้านเป็นเมืองสารพัดนึกเช่นนั้น ; นี้ นิพพานภาษาคน, ภาษาคนโง่ ภาษาคนที่ไม่รู้ธรรมะ แต่ก็มีอยู่มากทั่ว ๆ ไปแทบทุกวัดทุกวา. คำว่า "นิพพาน” ในภาษาธรรมะนั้น หมายถึง ความดับสิ้นสุดแห่งกิเลส และความทุกข์โดยประการทั้งปวง และอย่างแท้จริง . เมื่อใดมีการดับแห่งกิเลส และดับ ความทุกข์อย่างแท้จริง เมื่อนั้นเป็นนิพพานตามมากตามน้อย ตามสถานะ ; ถ้าหมดจดสิ้นเชิงก็เป็นนิพพานถึงที่สุด เป็น การดับเย็นแห่งความทุกข์ความร้อน แห่งไฟ คือกิเลสและ ความทุกข์ นี้นิพพานภาษาธรรม. นิพพานภาษาคนก็คือ เมืองแก้วสารพัดนึก ; นิพพานภาษาธรรม ก็คือความ

น.207 ๑๕ ดับทุกข์สิ้นเชิงที่นี่และเดี๋ยวนี้ก็ได้. ท่านลองคิดดูเถิดว่า คนเข้าใจนิพพานอย่างไรกันโดยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนแก่ ตามศาลาวัด. ลดลงไป ก็มาถึงคำว่า "มรรค - ผล" คำว่ามรรค ผลนี้ชอบพูดกันติดปาก แม้พวกชาวบ้าน "ทำอะไร ทำให้ เป็นมรรคเป็นผล" พอประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนต้องการ ขึ้นมา ก็เรียกว่า "เป็นมรรคเป็นผลแล้วเว้ย !" แม้แต่เป็น เรื่องโลกีย์, โลกียะของคนชาวบ้านกิเลสหนา ก็พูดว่า "เป็นมรรคเป็นผลแล้วเว้ย !" เพราะทำการทำงานนั้นได้สำเร็จ ตามที่ตนต้องการ. นี่มรรคผลภาษาคน หมายอย่างนี้ แต่ "มรรคผล" ภาษาธรรมะนั้น หมายถึงการ ทำลายความทุกข์ ทำลายกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้ อย่างถูกต้อง ตามหลักธรรมะเป็นขั้น ๆ ขึ้นไปทีเดียว นี้คือคำว่ามรรคผลในภาษาธรรมะ. ท่านทั้งหลายก็เคยพูดคำว่ามรรคผลกันอยู่เป็นประจำ วัน เมื่อไรพูดมรรคผลภาษาคน เมื่อไรพูดมรรคผลตาม ภาษาธรรมะ หรือภาษาพระพุทธเจ้า ก็ต้องระวังให้ดี ๆ. ทีนี้ มาถึงคำที่ประหลาดต่อไป ก็คือคำว่า "มาร" มาร พญามารเป็นต้น : มารในภาษาคน ก็หมายถึงยักษ์มาร

น.208 ๑๖ ที่มีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว นี่มารในภาษาคน. มารในภาษาธรรมะนั้นไม่เป็นคน แต่เป็นภาวะอันหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะขัดขวางความดีความงาม ความที่จะก้าวไปถึงความดับทุกข์. สภาพที่ขัดขวางหนทางของสิ่งเหล่านี้ เรียกว่า "มาร" หรือถ้าจะให้เป็นตัวบุคคลกันก็เอา แต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง. คำว่า "มาร" นั้น คงจะได้ยินได้ฟังกันมาบ้างแล้วว่ามาจากชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ลงมาจากสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี มาผจญพระพุทธเจ้า นี้คือพญามารที่แท้จริงมาจากสวรรค์ชั้นสูงสุด สวรรค์ปรนิมมิตวสวัตตีนั้น เป็นสวรรค์ที่ประกอบไปด้วยกามคุณชั้นสูงสุดด้วย แล้วยังได้อย่างอกอย่างใจ มีคนคอยอำนวยให้อย่างเต็มตามความต้องการด้วย, ไม่ใช่พญามารที่หน้าตาดุร้าย น่าเกลียด เที่ยวจับสัตว์เดรัจฉานกินเลือด ที่ปากแดงอย่างนี้เป็นต้น นั่นเป็นมารของคนโง่ มารในภาษาคน คือคนโง่ ที่ไม่รู้จักมาร. "มาร" ในภาษาธรรมะ อย่างเลวที่สุดก็หมายถึงสวรรค์ หรือ กามคุณชั้นสูงสุด ที่เรียกชื่อว่าปรนิมมิตวสวัตตี และเมื่อกล่าวโดยทั่วไป ก็คือสภาวะทางนามธรรมที่ขัดขวางความดี ความงาม ความก้าวหน้า ในทางธรรมทุกชนิด นี้เรียกว่ามารในภาษาธรรมะ.

น.209 ๑๗ ทีนี้ พูดถึงคำว่า "โลก" กันบ้าง คำว่าโลกนี้ ภาษาคนหมายถึง แผ่นดิน. ตัวโลกนี้ จะว่าแบนหรือกลมก็ตามใจหมายถึงตัวโลกแผ่นดิน, นี่คำว่าโลกในภาษาคน. แต่ภาษาธรรมะนั้น คำว่า "โลก" เขาหมายถึง นามธรรม หรือ คุณธรรม หรือ คุณสมบัติ ที่มีประจำอยู่ในโลก เช่นความทุกข์เป็นต้น. ความไม่เที่ยง ความเปลี่ยนแปลง ความทุกข์ เหล่านี้เป็นคุณสมบัติประจำอยู่ในตัวโลก นั่นแหละคือตัวโลกในภาษาธรรมะ จึงกล่าวว่าโลกก็คือความทุกข์ ความทุกข์ก็คือโลก อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสอริยสัจจ์สี่ บางทีก็ใช้คำว่า "โลก" บางทีก็ใช้คำว่า "ทุกข์" เป็นอันเดียวกัน เช่นพูดว่า : โลก, เหตุให้เกิดโลก, ความดับสนิทของโลก, หนทางให้ถึงความดับสนิทของโลก ; อย่างนี้พระพุทธองค์ทรงหมายถึงตัวทุกข์, ตัวเหตุให้เกิดทุกข์, ตัวความดับสนิทของความทุกข์ และวิธีหนทางทำให้ถึงความดับสนิทของความทุกข์. เพราะฉะนั้น ในภาษาของพระพุทธเจ้าหรือภาษาธรรมะนั้น คำว่า "โลก" หมายถึงความทุกข์, ทุกข์กับโลกเป็นตัวเดียวกัน. หรืออีกอย่างหนึ่ง คำว่า "โลก" หมายถึงสิ่งที่ต่ำ ๆ เตี้ย ๆ ไม่ใช่ลึกซึ้ง ไม่ใช่สูงสุด เราพูดกันว่าเป็นเรื่องโลก ๆ

น.210 ๑๘ ไม่ใช่เรื่องธรรมะ อย่างนี้เป็นต้น ; นี้ก็ยังเป็นคำว่า "โลก" ในภาษาธรรมะเหมือนกัน ไม่ใช่คำว่าโลกจะหมายถึงแต่ตัว แผ่นดินเสมอไป นั่นเป็นภาษาคน. เขยิบให้สูงขึ้นไป ก็มาถึงคำว่า "ชาติ" หรือ "ความเกิด" คำว่าความเกิดหรือชาติในภาษาคนนี้ หมาย ถึงการคลอดจากท้องแม่. คนหนึ่งก็คลอดทีเดียวเท่านั้น แล้วก็อยู่ไปจนกว่าจะตายเน่าเข้าโลง ความเกิดมีครั้งเดียว ; เกิดจากท้องแม่อย่างนี้เป็นความเกิดตามภาษาคน. ส่วนคำว่า "เกิด" หรือ ความเกิดในภาษาธรรมะ นั้น หมายถึงความเกิดแห่งความรู้สึก ว่าตัวฉันหรือตัวกู ก็ตาม ที่เกิดขึ้นมาครั้งหนึ่ง ๆ ในจิตใจของคนเราเป็น ประจำวัน คนธรรมดาก็เกิดได้มากครั้ง ถ้าเป็นคนดี ก็เกิดได้น้อยครั้ง. ถ้าเป็นพระอริยเจ้าก็ยิ่งเกิดน้อยลงไปอีก กระทั่งไม่เกิดเลย เมื่อใดเกิดความรู้สึกว่า "ตัวฉัน" อย่างนั้น อย่างนี้เร่า ๆ ขึ้นมาในใจ กระทั่งเป็นตัวกูขึ้นมาอย่างนั้นอย่างนี้ นี้ก็เรียกว่าตัวฉันเกิดขึ้นมาคราวหนึ่ง เรียกว่าความเกิด. เพราะฉะนั้นความเกิดจึงเกิดได้หลาย ๆ ครั้ง แม้ใน วันหนึ่ง. คิดไปอย่างสัตว์เดรัจฉานก็เกิดไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน เดี๋ยวนั้นเอง, คิดไปอย่างคนก็เกิดเป็นคนเดี๋ยวนั้นเอง, คิดไป

น.211 ๑๙ อย่างเทวดา ก็เกิดเป็นเทวดาเดี๋ยวนั้นเอง. เพราะว่าชีวิต, อัตภาพ, สุขทุกข์หรืออะไรเหล่านี้ ท่านกำหนดไว้ด้วย ความเกิดขึ้นแห่งจิต ขณะหนึ่ง ๆ เท่านั้น. ฉะนั้นคำว่า "ความเกิด" ในภาษาธรรมะนั้น หมายถึงเกิดแห่งความรู้สึก ว่าตัวฉันหรือตัวกู นี้เป็นความเกิดในภาษาธรรม ความเกิด ในภาษาคน หมายถึงเกิดจากท้องแม่. เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม เรื่องความเกิดนั้น บางคราวก็แสดงด้วยภาษาคนก็มีเหมือนกัน ในเมื่อพูดตาม ธรรมดา; แต่ถ้าพูดในเรื่องธรรมะชั้นสูง เช่นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท เป็นต้นแล้ว คำว่าความเกิดนั้น ท่านพูด ในภาษาธรรมะ ไม่ได้หมายถึงเกิดจากท้องแม่ แต่หมายถึง การเกิดขึ้นแห่งอุปาทาน ว่าตัวตนหรือของตน ตัวฉันหรือ ของฉัน ตัวกูหรือของกูเป็นต้น. ทีนี้ ก็มาถึง "ความตาย" ความตายภาษาคน ก็คือ ตายชนิดที่จะต้องเอาใส่โลงไปเผา ไปฝั่ง แต่ความตายในภาษาธรรมะนั้น หมายถึงความ สลายแห่งความรู้สึกที่ว่า เมื่อตะกี้นั่นเอง คือความรู้สึกที่ เกิดขึ้นว่าเป็นตัวฉัน ตัวกู นั่นแหละมันสลายลงไป นี้ เรียกว่าความตายในภาษาธรรมะ. 09

น.212 ๒๐ พูดถึงคำที่เรียกว่า "ชีวิต" คำว่าชีวิตในภาษาคน, ภาษาเด็ก ๆ ก็ได้ ก็คือสิ่งที่ยังไม่ตาย ยังเป็นได้ ยังดิ้นได้ ยังเดินได้ ยังกินอาหารได้ เป็นต้น ; ภาษาที่ละเอียดที่สุด เช่นภาษาชีววิทยา ก็ว่า ความสดอยู่ได้ของ nucleus ของ cell เซลล์หนึ่ง คือ protoplasm นั้นยังสดอยู่ ยังเจริญอยู่ก็เรียกว่า ชีวิตอย่างนี้ ; นี้ก็ยิ่งเป็นภาษาวัตถุหรือภาษาคนมากขึ้นไปอีก. ส่วนคำว่า "ชีวิต" ภาษาธรรมะนั้น ต้องหมายถึง สภาวะที่ไม่รู้จักตายจริง ๆ คืออสังขตธรรม คือนิพพาน หรือชีวิตนิรันดรจริงๆ จึงจะเรียกว่า "'ชีวิต". เมื่อใดพูดว่า ชีวิต ภาษาคนก็หมายถึงชีวิตอย่างที่เขาพูด ๆ กันอยู่ เมื่อใด พูดถึงชีวิต ภาษาธรรมก็หมายถึงภาวะที่ไม่รู้จักตาย เพราะมัน ไม่มีความเกิด มันจึงไม่มีความตาย จึงได้แก่อสังขตธรรม ทั้งหลาย ที่เราเรียกกันว่านิพพาน เป็นต้น ; หรือในที่อื่น หรือในศาสนาอื่นเขาอาจจะเรียกว่า ชีวิตนิรันดร เป็นชีวิต ที่ไม่รู้จักดับอีกต่อไป เป็นชีวิตพระเป็นเจ้า, หรือชีวิตอะไร ก็แล้วแต่จะเรียก นั่นแหละจึงจะเป็นชีวิตจริง หรือชีวิตใน ภาษาธรรมะ ทีนี้ก็มาใกล้ จนถึงกระทั่งถึงคำว่า "คน" เราพูดกัน ติดปากว่า "คน คน คน" ทุกคนก็เป็นคน. แต่ระวังให้ดี

น.213 ๒๑ คำ ๆ นี้ก็มีอยู่ ๒ ความหมาย คำว่าคนในภาษาคนก็หมายถึง สัตว์ที่มีรูปร่าง อย่างที่เราเรียกว่าคน. แต่คำว่า คนในภาษาธรรมะนั้น หมายถึงคุณธรรม ที่เหมาะกับคำว่ามนุษย์ คือคุณธรรมอย่างสูงที่เหมาะกับคำ ว่ามนุษย์ คือมีจิตใจสูง ; นี้เราจะเข้าใจได้ง่าย ๆ เช่นเมื่อท่าน ทั้งหลายบางคนไปด่าเพื่อนค่าฝูงว่า "มึงไม่ใช่คน" นี้หมาย ความว่าอย่างไร? เขาก็เป็นคนมีรูปร่างเหมือนคนที่ด่าเขา นั่นเอง แต่ทำไมไปหาว่าเขาไม่ใช่คน นี่ก็เพราะว่าเขาขาด คุณธรรมที่เหมาะสำหรับคำว่ามนุษย์ เราจึงด่าเขาว่าไม่ใช่คน. คำว่า "คน" จึงมี ๒ ความหมายเสียแล้ว ความหมาย หนึ่งเป็นภาษาคน หมายถึงสัตว์ที่มีรูปร่างอย่างคน อีกความ หมายหนึ่งเป็นภาษาธรรมะ หมายถึงคุณธรรมที่เหมาะสมกับ คำว่า มนุษย์. ทีนี้ไปนึกถึงคำว่า "พระเจ้า" หรือ "พระเป็นเจ้า" พระเป็นเจ้าในภาษาคน ก็หมายถึงเทวดาที่มีอำนาจในการสร้าง ในการบันดาล ในการเนรมิตต่าง ๆ นี้เรียกว่าพระเป็นเจ้า ; นี้ก็ถูกตามภาษาคน. แต่ในภาษาธรรมะนั้น คำว่า "พระเป็น เจ้า" ในความหมายอย่างนี้นั้น เขาหมายถึงอำนาจอันลึกลับ ที่ไม่ต้องเป็นตัวคน ไม่ต้องเป็นตัวเทวดา ไม่ต้อง 1

น.214 ๒๒ เป็นตัวอะไรหมด, แต่เป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ เป็นนามธรรม เช่นกฎของธรรมชาติเป็นต้น. - สิ่งที่เรียกว่า กฎของธรรมชาติ นั่นแหละ บันดาลให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นมา. - กฎของธรรมชาติ นั่นแหละควบคุมสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง. - กฎของธรรมชาติ นั่นแหละมีอำนาจเหนือสิ่ง ทั้งปวง. เพราะฉะนั้นคำว่า " พระเป็นเจ้า " ในภาษาธรรมะ นั้น เราหมายถึง กฎธรรมชาติ เช่นนี้เป็นต้น เป็นตัวอย่าง และ เราเรียกว่า " ธรรม " . กฎของธรรมชาตินี้ เราเรียกกันอย่างภาษาไทย, ถ้า เรียกอย่างภาษาบาลี เรียกว่า ธมฺ เฉยๆ, ธรรมะนั่นแหละ คำ ๆ เดียวกันนั่นแหละ เรียกว่า "ธรรม" เฉยๆ หมายถึง กฎธรรมชาติ เพราะฉะนั้นพระเป็นเจ้าของเราก็คือ ธรรม. ทีนี้ มองดูลงไปข้างล่าง ถึงคำว่า " อบาย " คำว่า อบาย ก็หมายถึงโลกที่ตกต่ำ ตามปกติเราแจกเป็น-สัตว์นรก, -สัตว์เดรัจฉาน, -เปรต, -อสุรกาย สี่อย่างนี้รวมเรียกกันว่า

น.215 ๒๓ อบาย เขียนภาพไว้ตามฝาผนังโบสถ์, นรกเป็นอย่างนั้น สัตว์เดรัจฉานเป็นอย่างนี้ เปรตเป็นอย่างโน้น อสุรกายเป็น อย่างนู้น ; ล้วนแต่จะเป็นต่อเมื่อตายแล้วทั้งนั้น. นั้นเรียก ว่าอยู่ในสภาพที่เป็นวัตถุ เป็นสัตว์ที่เลว ๆ. นี่คืออบาย ในภาษาคน นรกในภาษาคน สัตว์เดรัจฉานในภาษาคน. เทียบคู่กันให้เห็นง่ายๆ "นรก" ในภาษาคน หมาย ถึงเมืองอยู่ใต้ดิน มีเจ้าหน้าที่เป็นยมบาล จับคนไปลงโทษ ต่าง ๆ นานา ตายแล้วจึงจะไปถึง. ส่วน นรกในภาษาธรรมะ นั้นหมายถึง ความร้อนใจ เหมือนไฟเผา . เมื่อใดมีควาร้อนใจเหมือนไฟเผา เมื่อนั้น เรียกว่า เป็นนรกในภาษาธรรมะ . ใครทำความร้อนใจ ให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง ในลักษณะเหมือนไฟเผาเมื่อไร ก็เรียก ว่าตกนรก เมื่อนั้น. และความร้อนใจนั้น ก็มีหลายอย่าง หลายแบบ หลายชนิด เพราะฉะนั้นจึงแบ่งชื่อนรกได้เป็น ต่าง ๆ กัน. คำว่า " สัตว์เดรัจฉาน " กำเนิดสัตว์เดรัจฉานก็หมาย ถึงหมู หมา กา ไก่ ที่เที่ยววิ่งอยู่ตามพื้นดิน ตายแล้วไปเกิด เป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างนั้น นี่เรียกว่ากำเนิดเดรัจฉานของ ภาษาคน.

น.216 ๒๔ ส่วน ในภาษาธรรมะนั้น หมายความว่า เมื่อใดเรา มีความโง่เช่นเดียวกับสัตว์เดรัจฉาน เมื่อนั้นเราเกิดเป็น สัตว์เดรัจฉานแล้วที่นี่และเดี๋ยวนี้เอง ; วันหนึ่งเกิดเป็น สัตว์เดรัจฉานหลายหนก็ได้ นี้คำว่ากำเนิดเดรัจฉานในภาษา ธรรมะ หมายถึงความโง่ . คำว่า " เปรต " ในภาษาคน หมายถึงสัตว์ที่มีปาก นิดเดียว มีท้องโตมาก กินไม่ทันและหิวอยู่เรื่อย และจะเป็น ก็ต่อเมื่อตายแล้วเหมือนกัน นี่เรียกว่า เปรต ในภาษาคน. ส่วน เปรตในภาษาธรรมะ นั้น เมื่อใดมีความ ทะเยอทะยานด้วยกิเลสตัณหา มีความวิตกกังวลด้วยกิเลส ตัณหาแล้ว เมื่อนั้นเรียกว่าเป็นเปรต เพราะมันมีอาการ เหมือนกับว่า ปากเท่ารูเข็ม ท้องเท่าภูเขาเหมือนกัน. คน มีกิเลสตัณหามาก โลภจัดเกินไป วิตกกังวลมากเกินไป ก็มี อาการเป็นเปรต เรียกว่าเกิดเป็นเปรตแล้วที่นี้และเดี๋ยวนี้ ไม่ ต้องรอต่อตายแล้ว. คำว่า " อสุรกาย " กำเนิดอสุรกาย ภาษาคน ก็หมายถึงผีชนิดหนึ่ง มองไม่เห็นตัว เที่ยวหลอกเที่ยวหลอน ไม่กล้าแสดงตัว เพราะมีความขลาด.

น.217 ๒๕ แต่ อสุรกายในภาษาธรรมนั้น หมายถึงตัว ความขลาดในจิตใจของมนุษย์นั่นเอง ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว จึงจะไปเกิดเป็นอสุรกาย เมื่อใดมีความขี้ขลาด เมื่อนั้นเป็น อสุรกายทันที. ขี้ขลาดอย่างไม่ควรจะขี้ขลาด ขี้ขลาดเกินไป กลัวกระทั่งจิ้งจกตุ๊กแก กิ้งกือไส้เดือน เหล่านี้ก็เรียกว่า ขี้ขลาดเกินไป จนอยู่ในสภาพอสุรกาย ; กลัวการทำความดี ก็มี กลัวว่าบรรลุนิพพานแล้วจะไม่มีรสมีชาด สู้อยู่ในเรื่อง โลก ๆ นี้ไม่ได้ เพราะกลัวนิพพานอย่างนี้ก็มี. ความกลัว อย่างไม่มีเหตุผลชนิดนี้เป็นอสุรกาย. เมื่อใดมีความกลัว อย่างนี้ ก็ให้ถือว่าเป็นอสุรกายที่นี่และเดี๋ยวนี้. นี่เป็นอบายในภาษาธรรมะ แตกต่างกับอบาย ในภาษาคน : แล้วมันยังมีเรื่องที่จะต้องคิดต่อไปว่า ถ้าไม่ตก อบายในภาษาธรรมะแล้ว. เป็นไม่ตกอบายในภาษาคนแน่ ; เช่นว่าเราไม่ทำผิดจนมีอะไรร้อนใจ ไม่ตกนรกในชาตินี้แล้ว ชาติหน้าไม่ต้องกลัว ต่อหลังจากตายแล้วไม่ต้องกลัว เป็นไม่ ตกนรกแน่. หรือว่าชาตินี้เราไม่โง่อย่างสัตว์เดรัจฉาน ; ไม่หิวอย่างเปรต ; และไม่ขี้ขลาดอย่างคนขี้ขลาดแล้ว ; ก็ไม่มีบาปอันใดที่จะทำให้ต้องตาย แล้วไปเกิดเป็นสัตว์ เดรัจฉาน หรือเป็นเปรต หรือเป็นอสุรกาย.

น.218 ๒๖ เพราะฉะนั้นจงสนใจแต่เรื่องนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ที่จะตกที่จะเป็นกันที่นี่ และเดี๋ยวนี้ให้มากที่สุด. นรก เปรต เดรัจฉาน อสุรกาย ที่จะถึงต่อตายแล้วนั้น เก็บไว้ทีก่อนก็ได้ ไม่ต้องไปสนใจ เพราะว่าถ้าไม่เป็นนรก, เดรัจฉาน, เปรต, อสุรกายในภาษาธรรมะ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ แล้ว แม้จะตายอย่างไรก็ไม่ต้องไปนรก หรือไปเป็นเปรต เป็นต้น ; เพราะว่าเราประพฤติปฏิบัติชอบ ไม่มีอะไรทำให้ ต้องตกอบายในปัจจุบันนี้แล้ว มันก็ไม่ต้องไปตกต่อเมื่อตาย แล้วแน่นอน. ทุกคนก็ดูเหมือนจะพูดเป็น ว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ ; แล้วทำไมจึงโง่เกินไป ถึงกับไม่เข้าใจในเรื่อง อบายทั้งสี่ ที่มีอยู่ในชีวิตนี้จริงๆ ; ทั้งที่พูดอยู่ว่า สวรรค์ อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ. ถูกแล้วแน่นอน สวรรค์หรือนรกภาษาคนนั้น อยู่ นอกตัว อยู่ที่โลกไหนก็ไม่รู้ ถึงกันต่อเมื่อตายแล้ว. ส่วน นรกหรือสวรรค์ในภาษาธรรมะนั้นอยู่ในใจ ถึงได้เมื่อไรก็ได้ แล้วแต่การปรุงแต่งของชีวิตจิตใจ นี้เรียกว่าอบายในภาษาคน กับอบายในภาษาธรรมะนั้นต่างกันอย่างนี้ เมื่อพูดถึง สวรรค์ ใ นภาษาคนก็หมายถึงเทวโลก อันงดงาม อยู่เบื้องบน ที่ใฝ่ฝันกันนัก ; ทำบุญสักบาทหนึ่ง

น.219 ๒๗ ก็จะเอาวิมานหลังหนึ่ง มีนางฟ้าเป็นร้อย ๆ สิบ ๆ นี้เป็นสวรรค์ ในภาษาคน. ส่วนสวรรค์ในภาษาธรรมะนั้น หมายถึงกามคุณ หรือยอดสุดของกามคุณเป็นต้น ที่ทำให้คนลุ่มหลง นี้เรียกว่า สวรรค์ชั้นกามาวจร ; ถ้าเป็นสวรรค์ชั้นพรหมโลก ก็หมายถึง ความว่างจากกามารมณ์ มีความสบายใจ เพราะไม่ถูกกามารมณ์ รบกวน. เหมือนอย่างว่า คน ๆ หนึ่ง เมื่อมีความหิว ในกามารมณ์ บริโภคกามารมณ์เสร็จแล้ว ไม่อยากแตะต้อง กามารมณ์อีกต่อไป ในเวลานั้นต้องการอยู่ว่าง ๆ เงียบ ๆ จืดๆ ; นี้ก็คือความรู้สึกที่ว่างจากกามารมณ์ ที่พอจะเทียบกันได้กับ คุณสมบัติของพวกพรหม หรือพรหมโลก. เพราะฉะนั้นเราจึง กล่าวว่า สวรรค์ชั้นธรรมดา ก็คือสมบูรณ์ไปด้วยกามารมณ์ สวรรค์ชั้นสูงสุด เช่น ปรนิมมิตวสวัตตี ก็คือสมบูรณ์ไปด้วย ยอดสุดของกามารมณ์ สวรรค์ชั้นพรหมโลก ก็คือว่างจาก การเบียดเบียนของกามารมณ์ แต่ยังมีตัวมีตนมีตัวกูอยู่. ทีนี้ ลองพูดถึงคำว่า "น้ำอมฤต" น้ำอมฤตซึ่ง แปลว่า น้ำที่ทำความไม่ตาย น้ำอมฤตภาษาคน ก็หมายถึงเหล้า ชนิดหนึ่ง ซึ่งพวกเทวดากินกันเข้าไปแล้วก็ไม่ตาย แล้วก็เลย รบราฆ่าฟันกันอีก นี้น้ำอมฤตภาษาคน.

น.220 ๒๘ แต่น้ำอมฤตในภาษาธรรมนั้น หมายถึงธรรมะ ชั้นสูงในขั้นอนัตตา หรือสุญญตา. ธรรมะในชั้นสูง ถึงขนาดเป็นอนัตตาหรือเป็นสุญญตานั้น ทำให้คนไม่ตาย เพราะทำให้ว่างจากตัวคน ไม่มีตัวคนแล้วจะมีความตาย ได้อย่างไร. ฉะนั้น ธรรมะในขั้นอนัตตาหรือสุญญตานั้น คือน้ำอมฤต ในภาษาธรรมะ. ส่วนสุราชนิดหนึ่งซึ่งกินเข้าไปแล้ว ไม่ตายตามที่ เล่ามาอย่างปรัมปรานั้น เป็นน้ำอมฤตในภาษาคน. คนโง่, คนที่ไม่เห็นธรรมหรือไม่ถึงธรรม. ทีนี้เมื่อได้พูดถึงคำว่า สุญญตาขึ้นมาแล้ว ก็จะถือโอกาสอธิบายคำ ๆ นี้เสียเลย. คำว่า "สุญญตา" เป็นภาษาบาลี, "สุญญ" แปลว่า ว่าง ; "ตา" แปลว่าความ ; "สุญญตา" แปลว่า ความว่าง. ความว่างในภาษาคน, ภาษาคนโง่ที่ไม่เห็นธรรม ไม่ถึง ธรรมนั้น, มีความหมายว่าไม่มีอะไรเลย หรือสูญเปล่า ไม่ได้อะไรเลย. พั่งดูให้ดี ๆ ว่าสุญญตา ความว่างในภาษาคนนั้น ไม่มีอะไรเลย แม้แต่สักนิดเดียว สักอย่างเดียว คือมันว่าง ไปหมด แล้วก็สูญเปล่าด้วย ไม่เป็นประโยชน์อะไร ; นี่สุญญตา ความว่างในภาษาคน คนโง่ คนไม่เห็นธรรม.

น.221 ๒๙ ส่วน สุญญตา หรือ ความว่าง ในภาษาธรรมนั้น มีทุกอย่าง ๆ ทุกประการ อะไร ๆ ก็มี เท่าไร ๆ ก็ได้ เว้นเสียแต่ความรู้สึกว่าตัวฉัน หรือของฉัน. ให้มีอะไร ๆ ครบทุกอย่าง ทุกประการอย่างไร ๆ จะนึกคิดไปอย่างไรก็ได้ ให้มีทุก ๆ อย่างได้ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม เว้นเสีย อย่างเดียวแต่ว่าไม่มีความรู้สึกว่า ตัวฉัน หรือของฉัน ; ไม่มี ความรู้สึกว่าตัวกู หรือของกู ; นั่นคือ สุญญตา ; -ความว่าง ตามความหมายในภาษาธรรมะ หรือภาษาของพระพุทธเจ้า. สุญญตา แปลว่า ว่าง ; ว่างจากอะไร ? ว่างจาก ตัวตน หรือของตน นอกนั้นมีได้หมด อะไร ๆ ไม่ถือว่าเป็น ตัวฉันและของฉัน ตัวกูและของกูก็แล้วกัน ; นี่เรียกว่า สุญญตา-ความว่าง ตามภาษาธรรมะ. เมื่อพระพุทธเจ้าท่าน ตรัสว่าสุญญตาหรือความว่าง ท่านตรัสในภาษาธรรมะ ; พวก คนโง่ฟังเป็นภาษาคน ก็เลยเอาไปเป็นว่า ไม่มีอะไรหรือสูญ เปล่า. เมื่อเข้าใจคำว่าความว่างเป็นเช่นนี้ ในภาษาคนเช่นนี้ เสียแล้ว มันก็เข้าใจสุญญตาในภาษาธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ได้; คนโง่เหล่านี้จึงได้พ่นอะไรออกมาแปลก ๆ เกี่ยวกับ เรื่องความว่าง ซึ่งไม่เข้าเรื่องเข้าราวกันกับเรื่องความว่างของ พระพุทธเจ้า ที่ได้กล่าวไว้ในภาษาธรรมะ.

น.222 ๓๐ จึงหวังว่า ท่านทั้งหลายทุกคนจะได้สนใจกำหนด จดจำ คำว่า "ว่าง, ว่าง" นี้ไว้ให้ดี ว่า ถ้าภาษา physics หรือ mhysical นั้น หมายถึงไม่มีอะไรจริง ๆ แต่ถ้าภาษา petaphysics แล้ว หมายถึงมีทุกอย่าง เว้นเสียแต่ความเป็น ตัวฉัน หรือความเป็นของฉัน. ในวัตถุสิ่งของ รูปธรรม นามธรรม หรืออะไร ก็ตาม มันไม่มีอะไรที่เป็นตัวฉัน หรือของฉันได้ ; มัน ว่างจากคุณสมบัติแห่งความเป็นตัวฉัน เป็นของฉันเช่นนี้ จึงได้เรียกมันว่าว่าง ; และมันไม่ได้สูญเปล่า มันเอามา ใช้ทำอะไรก็ได้ ตามที่สติปัญญาจะรู้จักใช้ รู้จักทำมัน ก็แล้วกัน ขออย่างเดียวแต่ว่า อย่าไปเกิดมีความรู้สึกว่า เป็นตัวฉันหรือของฉันเข้า. เพราะฉะนั้น สุญญตา หรือความว่างในภาษาธรรมะ นั้น ไม่ได้แปลว่า สูญเปล่า ถ้าใครไปแปล สุญญตา-ความว่าง ว่าสูญเปล่านั้น เป็นคนโง่ ยังไม่รู้จักธรรมะ ไม่รู้ภาษา ของธรรมะ พูดไปตามภาษาคนอย่างเดียว ; แล้วเอามางัดกัน เข้ากับความว่างในภาษาธรรม แล้วมันจะพูดกันรู้เรื่องได้ อย่างไร. ขอให้เข้าใจคำ ๆ นี้ไว้เป็นพิเศษว่า มีความหมาย เป็น ๒ ทางอย่างนี้.

น.223 ๓๑ ทีนี้ก็มาถึงคำว่า "ความหยุด" หยุดคือไม่แล่น ไม่ เคลื่อนไหวนั้น ความหยุดอย่างภาษาคน ภาษาชาวบ้านนั้น มีความหมายอย่างหนึ่ง ; ความหยุดอย่างภาษาธรรมะของ พระพุทธเจ้านั้น มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง จะยกตัวอย่างให้ เห็นง่าย ๆ :- เช่นความหยุดตามภาษาขององคุลีมาลนั้น มันอย่าง หนึ่ง ความหยุดตามภาษาของพระพุทธเจ้านั้นมันอีกอย่างหนึ่ง; ท่านทั้งหลายก็เคยได้ยินได้ฟังเรื่ององคุลีมาลมาแล้ว ว่าโต้ตอบ กันอย่างไรกันกับพระพุทธเจ้าในข้อนี้ ความหยุดอย่างของ องคุลีมาลนั้นเป็นภาษาคน ความหยุดอย่างภาษาของพระ- พุทธเจ้านั้นเป็นภาษาธรรมะ. ความหยุดอย่างภาษาชาวบ้าน ภาษาคนขององคุลีมาลก็คือไม่เคลื่อนไหว ให้ยืนอยู่นิ่ง ๆ. แต่ความหยุดในภาษาของพระพุทธเจ้านั้น ท่าน หมายถึงความว่างจากตัวตน ถ้าว่างจากตัวตน แล้วจะเอา อะไรไปวิ่ง ; ลองคิดดูข้อนี้ก็แล้วกัน. ถ้าเมื่อมันว่างจาก ตัวตน แล้วจะเอาตัวฉันที่ไหนไปวิ่ง ; ก็ต้องถือว่า ฉัน หยุดแล้ว นี้ความหยุดอย่างภาษาของพระพุทธเจ้า ไม่มีตัวตน จะยึดถือไว้ว่าเป็นตัวตน ว่างจากตัวคนโดยสิ้นเชิง.

น.224 ๓๒ ความว่าง นั้นคือ ความหยุดในที่นี้ นี้คือหยุดอย่าง ภาษาพระพุทธเจ้า มันต่างกับหยุดอย่างภาษาคนธรรมดา อย่างไร ; ลองเปรียบดูเถิด. หยุดอย่างภาษาพระพุทธเจ้านั้น วิ่งอยู่ก็ได้ ก็เรียกว่าหยุด ; เพราะมันไม่มีคนผู้วิ่ง มันหยุดความ ต้องการของกิเลสตัณหาโดยประการทั้งปวง ไม่มีตัวฉันที่ จะต้องการอะไรที่ไหน ไม่วิ่งไปวิ่งมาที่ไหน. เหมือนอย่างคนที่ว่า ยังมีความอยาก แล้วก็เที่ยววิ่ง หาบุญหากุศล หาความดี หาอะไรไปเสียสารพัดอย่าง ที่นั่นที่นี่ เที่ยวแห่กันไปเที่ยวแห่กันมา อย่างนี้ก็เรียกว่า วิ่ง. แต่ถ้าหยุดความต้องการเสียได้ หยุดความมีตัว มีตนเสียได้ แม้จะขึ้นเรือบินอยู่ ก็เรียกว่าหยุด. ขอให้ รู้จักเปรียบเทียบความหยุดตามภาษาคน กับความหยุดใน ภาษาธรรมให้เข้าใจให้ดี แล้วก็ช่วยให้เข้าใจเรื่องความว่าง ได้ดีด้วย. พูดแต่เรื่องลึก ๆ อย่างนี้ก็คงจะง่วงนอน ทีนี้ก็มา พูดถึงเรื่องคำง่าย ๆ เช่นว่า "แสงสว่าง" : ตามธรรมดา เมื่อพูดถึงแสงสว่าง ก็หมายถึงแสงตะเกียง แสงดวงอาทิตย์ แสงไฟฟ้าอะไรก็แล้วแต่จะเรียกกัน นี้เป็นภาษาคน.

น.225 ๓๓ แต่ถ้า ภาษาธรรม ของพระพุทธเจ้า คำว่า "แสงสว่าง" ท่านหมายถึงปัญญา หรือวิชชา หรือ ญาณ หรืออะไรที่คล้ายกัน. แม้จะไปนั่งอยู่ในถ้ำมืดตือ ก็มีแสงสว่าง เพราะว่า ขณะนั้นมีปัญญา มีวิชชา มีญาณอยู่ในใจอย่างโชติช่วง จึงว่า ที่นั่นก็มีแสงสว่าง ในถ้ำมืดตื้อ ; หรือว่ากลางคืน ไม่มี แสงเดือนแสงดาว ดับตะเกียงเสียให้หมด ก็เรียกว่ามีแสงสว่าง คือมีปัญญา มีวิชชา มีญาณอยู่ในจิตในใจของพระโยคาวจรนั้น นี้เรียกว่าแสงสว่างภาษาธรรม ทีนี้ เกี่ยวกับ "ความมืด" ความมืดในภาษาคน ธรรมดา หมายถึงมืดจนมองด้วยตาไม่เห็น มันมืดเหลือเกิน นี้เรียกว่าความมืดภาษาคน. ส่วนความมืดในภาษาธรรมนั้นหมายถึง อวิชชา- ความโง่ ความหลง โมหะ นั่นแหละคือความมืด จับตัว ไปนั่งอยู่กลางแดด มันก็ยังมืดอยู่นั่นเอง, เพราะมันมืด ด้วยอวิชชา มืดด้วยโมหะ. ความมืดภาษาคนกับความมืด ภาษาธรรมต่างกันอย่างนี้. ทีนี้ ก็ไปถึงคำว่า "กรรม" เมื่อชาวบ้านเขาพูดว่า "กรรมแล้วเว้ย !" ก็หมายความว่า มันแย่แล้ว ! มีโชคร้าย มีผลบาปมาถึง นี่คำว่ากรรมภาษาชาวบ้าน.

น.226 ๓๔ แต่กรรมในภาษาธรรมะนั้นหมายถึงสิ่งอื่น คือหมาย ถึงการกระทำ กระทำไม่ดี กระทำชั่วก็เรียกว่ากรรมดำ, กระทำดี ก็เรียกว่ากรรมขาว, แล้วมีกรรมประหลาดอีกอย่างหนึ่ง ที่ไม่ดำไม่ขาว คือกรรมที่ทำให้สิ้นกรรมอีกต่อหนึ่ง ยิ่งฟัง ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าทำอย่างไร ; ก็คือเรื่องทำให้รู้อนัตตา ให้รู้ สุญญตา จนไม่มีตัวตน นั่นแหละ ทำอย่างนั้นเรียกว่าเป็น กรรมในพระพุทธศาสนา กรรมที่แท้จริง กรรมที่พระพุทธเจ้า ท่านทรงสั่งสอน ท่านอุตส่าห์สั่งสอนยิ่งกว่ากรรมไหนหมด. แต่คนก็ไปสนใจกันเพียงเรื่องกรรมดำกรรมขาว คือ กรรมดี กรรมชั่ว ; ไม่สนใจกันถึงกรรมที่สามนี้ ที่ไม่ดำ ไม่ขาว ไม่ดีไม่ชั่ว คือว่างจากตัวตนไปหมด และทำให้ลุถึง นิพพาน ให้สิ้นกรรมดีกรรมชั่วโดยประการทั้งปวง. เขาไม่ เข้าใจว่า จะสิ้นกรรมได้อย่างไร ไม่รู้ว่าจะสิ้นกรรมได้ด้วย เพราะการทำกรรมให้ถูกตามวิธีของพระพุทธเจ้า ที่ได้ตรัสไว้ คืออริยมรรคนั่นเอง. เมื่อใดประพฤติอริยมรรค โดยเฉพาะคือ อริยมรรคมีองค์แปด เมื่อนั้นชื่อว่าทำกรรมที่ไม่ดำไม่ขาว และจะเป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งปวง นี่คือกรรมในภาษา ธรรมะ ; ไม่ใช่กรรมภาษาลูกเด็ก ๆ ว่าเป็นกรรมแล้ว แย่แล้ว โชคร้ายจริง นี้เรียกว่ากรรม ; นี่เป็นกรรมในภาษาคน.

น.227 ๓๕ คำว่า "ที่พึ่ง" หรือคำว่า สรณะ ที่พึ่ง, ที่พึ่ง หรือสรณะภาษาคนนั้น หมายถึงคนอื่น หมายถึงสิ่งอื่นที่อยู่ นอกตัว ที่จะเอามาเป็นที่พึ่ง เช่นพึ่งเจ้าพึ่งนาย ก็หมายถึง คนอื่นที่อยู่นอกตัวเรา พึ่งผีพึ่งสาง พึ่งจอมปลวก พึ่งศาล พระภูมิ พึ่งอะไรก็สุดแท้ มันล้วนแต่เป็นสิ่งอื่น คนอื่น อยู่นอกตัวเรา นี้คือสรณะ - ที่พึ่งในภาษาคน. ส่วน สรณะที่พึ่งในภาษาธรรม นั้น หมายถึงตัวเอง อยู่ในตัวเอง แม้ว่าเราจะพูดว่า พึ่งพระพุทธ พึ่งพระธรรม พึ่งพระสงฆ์ ก็หมายถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่มีอยู่จริงในตัวเรา มีอยู่ในจิตใจของเรา จึงจะเป็นที่พึ่ง แก่เราได้ ; เพราะฉะนั้นมันจึงมีอยู่ในตัวเรา หรือเป็นการ กระทำของตัวเรา ที่ทำให้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมาในจิตใจของเรา. ที่พึ่งหรือสรณะในภาษาธรรมนั้น คือตัวเองอยู่ในตัวเอง ไม่ได้อยู่ข้างนอก. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า "หัวใจของพุทธศาสนา" เมื่อพูด ถึงหัวใจของพุทธศาสนาแล้ว จะมีเรื่องประหลาด ๆ บางคน ก็ท่องนั่นนี่ เช่น วิสุปะ = วินัย, สุตตะ, ปรมัตถะ อย่างนี้ วิสุปะ, วิสุปะ, วิสุปะ ว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา. หัวใจ พุทธศาสนาอย่างนี้ มันภาษาคน, คนโง่, คนไม่เห็นธรรม,

น.228 ๓๖ ท่องคาถาเป็นภาษาบาลีสองสามตัว เรียกว่าหัวใจของพุทธ- ศาสนาก็มี หรือท่องอย่างอื่นก็มี. แต่ หัวใจของพระพุทธศาสนาในภาษาธรรม ตาม แบบของพระพุทธเจ้า นั้น คือ "ความรู้ที่รู้ว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวเราหรือของเรา" ถ้าพูดเป็นภาษาบาลีก็ว่า. "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย- สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันบุคคลไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็น ตัวเราของเรา" นั้นคือหัวใจของพุทธศาสนา ตามภาษาธรรมะ หรือภาษาของพระพุทธเจ้าดังที่กล่าวแล้ว. เพราะฉะนั้นใครอยากจะมีหัวใจของพระพุทธศาสนา ก็ระวังให้ดี อย่าไปถือเอาหัวใจพุทธศาสนาตามภาษาคน หรือ คนโง่ คนไม่เห็นธรรม, คนไม่ถึงธรรมเข้า ; จะน่าหวัว จะน่าหัวเราะเหมือนเด็ก ๆ. ทั้งหมดเท่าที่แสดงมานี้ ก็เรียกว่าพอที่จะช่วยให้ ท่านทั้งหลายรู้จักเปรียบเทียบ คำ ๆ เดียวว่ามี ๒ ความหมาย อย่างไร. ถ้าเป็นบัณฑิตมีสติปัญญา จะถือเอาได้ซึ่งอรรถะ ทั้งสอง, อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ อธิคณฺหาติ ปณฺฑิโต บัณฑิตเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมถือเอาได้ซึ่งอรรถะทั้งสอง, อรรถะทั้งสองในที่นี้ อาตมาหมายถึงความหมายทั้งสอง ของ คำทั้ง ๒ ประเภท.

น.229 ๓๗ ความหมายของคำทางภาษาคนนั้นอย่างหนึ่ง ความ หมายของคำ ๆ เดียวกัน ในทางภาษาธรรมะนั้น อีกอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นคนฉลาดจริง ก็จะต้องถือเอาให้ได้ทั้งสองอย่าง เหมือนตัวอย่างที่ได้ยกมากล่าวให้เห็นอย่างมากมาย. แต่ว่าคำ ทั้งหลายที่ได้ยกมากล่าวแล้วข้างต้นนั้น เป็นภาษาสูง ๆ ไป. ทีนี้เราจะมาพูดกันถึงภาษาต่ำ ๆ ดูบ้าง : ขออภัยอย่าถือว่าเป็นคำโสกโดกหยาบคาย เช่นคำว่า "กิน" คำว่ากินในภาษาคน หมายถึงกินอาหารทางปาก เหมือนที่เราเรียกกันอยู่ว่า กินเข้าไป. แต่คำว่า "กิน" ในภาษาธรรมนั้น , กินทางตา กินทางหู กินทางจมูก กินทางลิ้น กินทางกาย กินทางใจ ; ลองคิดดูว่า หมายถึงอะไร คำว่ากิน. ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น นี้เรียกว่ากิน กินทางตา กินทางหู เป็นต้น ; อย่างนี้ท่านเรียกว่า ภาษาธรรมะ. เช่นคำว่า "กามโภคี" ผู้บริโภคกาม ใช้อยู่ทั่วไป ในภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็นคำเดียวกับคำว่ากิน. คำว่า "บริโภคสตรี" ฟังดูก็คงจะเป็นที่หัวเราะกัน ลั่นทีเดียว สำหรับคนไทยเรา ; แต่เป็นของธรรมดาที่สุดใน ภาษาบาลีหรือภาษาสันสกฤต.

น.230 ๓๘ คำว่าบริโภคสตรี ไม่ใช่หมายถึงจับผู้หญิงมาฆ่ามา แกงกิน แต่หมายถึงบุรุษเพศบริโภครสอันเกิดแต่สตรี อย่างนี้ เรียกว่าบริโภคสตรี. คำว่ากิน ในภาษาธรรมะ หมายความ อย่างนี้. ในภาษาบาลีถ้าพูดว่า "นิพฺโภโค" คือไม่มีอะไรจะกิน แล้ว ก็หมายความว่า พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทั้งหลาย ไม่ถูกปรุงแต่งด้วย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์อีกต่อไป ; อยู่เหนืออำนาจการปรุงแต่งของสิ่งทั้ง หกนี้แล้ว เรียกว่าคนไม่มีอะไรจะกิน. จงรู้จักคำว่า "กิน" ในภาษาธรรมะให้กว้างขวางอย่างนี้ จะเข้าใจธรรมะอันลึกซึ้ง ได้โดยง่าย. ทีนี้มาถึงคำว่า "นอน" นอนหลับนี่แหละ เราหมาย ถึงการนอน อย่างสุนัขนอน หมานอน แมวนอน นี้ คือนอน ภาษาคน ; นอนหลับภาษาคน. แต่ถ้านอนหลับภาษาธรรม หมายถึงเป็นอยู่ด้วย อวิชชา ต่อให้นั่งลืมตาอยู่อย่างนี้ แต่ถ้ากำลังโง่แล้ว เรียกว่า หลับอยู่ ; นี้คือหลับในภาษาธรรมะ. การเป็นอยู่ หรือ มีชีวิตอยู่ด้วยอวิชชา ในอิริยาบถใด ก็ตาม เรียกว่าหลับ. การตื่น เราหมายถึงตื่นนอน

น.231 ๓๙ แต่ในภาษาธรรมนั้น หมายถึงชีวิต ที่เป็นอยู่ด้วย ชาคริยานุโยค เป็นอยู่ด้วยสติปัฏฐาน และทั้งตื่นและหลับ ก็เรียกว่าตื่น. ผู้เจริญสติปัฏฐานมีสติไม่ขาดตอน แม้หลับลง ไปแล้ว ตื่นขึ้นมาด้วยสติอย่างนั้นอีก อย่างนี้เรียกว่ามีสติ ทั้งหลับทั้งตื่น, เมื่อเขาตื่นอยู่ก็เรียกว่าตื่นอยู่, เมื่อเขาหลับอยู่ ก็เรียกว่าเขาตื่นอยู่ ; นี่ตื่น, ตื่นแล้วในภาษาธรรมะ. ถ้าพูดว่า "เล่น" ภาษาชาวบ้าน ภาษาคนก็หมาย ความถึง เล่นอย่างเด็ก ๆ เล่น เล่นกีฬา เล่นหวัว สนุกสนาน ทำนองนั้น. เรียกว่า "เล่น". คำแต่ว่าเล่นในภาษาธรรมะนั้น หมายถึงบันเทิง อยู่ด้วยธรรมะ เป็นธรรมบันเทิง แม้ที่สุดแต่เล่นอยู่ใน ความสุขของฌาน ของสมาธิ ก็เรียกว่า "ฌานกีฬา" อย่างนี้ก็เป็นการเล่นของพระอริยเจ้า. คำว่า "เล่น" ในภาษา ธรรมะหมายอย่างนี้. คำว่า "นางฟ้า" ภาษาคนก็หมายถึงนางฟ้าตัวสวย ๆ อยู่ในสวรรค์วิมานข้างบนโน้น เรียกว่านางฟ้า. แต่ นางฟ้าในภาษาธรรมนี้ กลับหมายถึงธรรมะของ พระพุทธเจ้า โดยมากมักจะเล็งถึงปริยัติธรรม; แต่โดย

น.232 ๔๐ ที่แท้แล้วต้องเล็งถึงธรรมะทั่วๆ ไป ที่มีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในเบื้องปลาย ; เหมือนที่ได้กล่าวมาแล้วในคำว่าพรหมจรรย์. นี้คือนางฟ้า ในภาษาธรรมะ เป็นที่ต้องการ เป็นที่ปรารถนาของสัตบุรุษ ในพระพุทธศาสนา. แม้แต่ว่านางฟ้า ก็ยังมีความหมาย แตกต่างกันอย่างนี้ ทีนี้ เราลองพูดถึงคำว่า "หญิงกับชาย" ภาษาคน ธรรมดาสามัญ ภาษาโลก ๆ ก็หมายถึงเพศตรงกันข้ามเป็น หญิงเป็นชาย. แต่ถ้า ภาษาธรรมะ เขาหมายถึงนิมิตแห่งหน้าที่ ที่ธรรมชาติกำหนดให้มนุษย์จะต้องร่วมมือกันกระทำ ไม่ใช่ เรื่องการบริโภครสของกามคุณ แต่เล็งถึงการที่ว่า มนุษย์จะ ต้องอยู่ในโลก จะต้องไม่สูญพันธุ์ไป ; แปลว่ามนุษย์ยังไม่ บรรลุถึงธรรมะสูงสุด คือนิพพานเพียงใด ยังจะต้องมีการสืบ เชื้อสาย เมื่อนั้นจึงต้องแบ่งแยกหน้าที่กันในระหว่างหญิงกับ ชาย. หรือว่าเมื่อเป็นหญิงเป็นชายแล้ว ก็ช่วยกันแบ่งภาระ ในหน้าที่การงานประจำวันที่เป็นการปฏิบัติธรรม ให้เบา บางลงไป นิมิตแห่งหน้าที่ที่ธรรมชาติกำหนดให้อย่างนี้ เรียก ว่าเป็นหญิงเป็นชายในภาษาธรรมะ ; ไม่ใช่หญิงชายตามภาษา

น.233 ๔๑ ธรรมดา มีความหมายต่ำ ๆ เป็นไปตามสัญชาตญาณ ซึ่งสัตว์ เดรัจฉานก็ทำเป็น. ไม่ควรจะนึกไปเพียงเท่านั้นว่า ความ หมายของเพศหญิงเพศชายนี้มีความหมายเช่นนั้น, ควรจะ นึกถึงแต่เพียงว่า เครื่องหมายอันหนึ่ง ซึ่งเป็นการแบ่งแยก หน้าที่ที่จะต้องร่วมกันทำ. ดังนั้นจะเลยพูดถึงคำว่า "สมรส" เสียเลยจะดีกว่า : คำว่า "สมรส" แปลว่าการแต่งงาน หรืออะไร ทำนองนั้น ก็รู้กันดีอยู่แล้ว, คำว่าสมรสในภาษาคน หมายถึง คนหญิงชาย แต่งงานกันตามธรรมเนียม ตามประเพณี สมรสนี้เป็นภาษาคน. แต่คำว่า สมรสในภาษาบาลีหรือภาษาธรรมนั้น แปลว่ามีรสเสมอกันโดยธรรม คือมีความปรารถนา มีความ ต้องการที่ถูกต้อง แล้วร่วมเป็นอันเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมี กายสัมผัส ระหว่างหญิงกับชาย, ไม่มีแม้แต่ว่า จะเขียน จดหมายถึงกันทางไปรษณีย์ก็ยังได้ คือโดยทางเนื้อทางหนัง ทางตัวบุคคลนั้น ไม่ได้เคยแตะต้องกันเลย แต่ก็มีการสมรส กันได้ ; เพราะมีความปรารถนาอย่างเดียวกัน มีหน้าที่ อย่างเดียวกัน มีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน มีความยินดีพอใจ

น.234 ๔๒ อย่างเดียวกัน. เช่นว่า ต้องการจะพ้นทุกข์ด้วยกันอย่างแท้จริง ในหลักเกณฑ์อันเดียวกัน ; ต่างคนต่างพอใจในการปฏิบัติ ธรรมอันนั้นร่วมกัน หวังผลร่วมกัน ; อย่างนี้ก็เรียกว่า มีรส เสมอกัน; เป็นการสมรสในภาษาธรรมะ หรือภาษาบาลีก็ตาม. ภาษาตามทางธรรม มีความหมายที่บริสุทธิ์สะอาดอย่างนี้ เสมอไป. ทีนี้มาถึงคำว่า "พ่อแม่" ภาษาชาวโลก ๆ ที่เราเรียก กันว่าพ่อว่าแม่ ก็หมายถึงผู้ให้กำเนิดเกิดมา. แต่ใน ภาษาธรรมะอันลึกซึ้ง นั้น พ่อหมายถึง อวิชชา แม่หมายถึงตัณหา ล้วนแต่ต้องฆ่าเสียให้ตาย อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : "มาตร์ บีตร์ หนุตวา อกตญญูสิ พราหมณ" เป็นต้น ว่าให้ฆ่าพ่อฆ่าแม่เสียแล้ว เป็นคนอกตัญญู จึงจะถึงนิพพานอย่างนี้. พ่อผู้ให้กำเนิด คืออวิชชา แม่ผู้ให้กำเนิดคือตัณหา พ่อ-แม่ในภาษาธรรมะ ในชั้นสูง ท่านเล็งความหมายกันอย่างนี้ กลายเป็นสิ่งที่ต้องฆ่า ต้องทำลายเสีย แล้วจึงจะบรรลุถึงนิพพาน. พ่อแม่ในภาษาคน ภาษาชาวบ้าน ภาษาเด็ก ๆ นั้น ก็คือผู้ที่เรียกกันว่าพ่อแม่ ๆ อยู่เป็นประจำวัน.

น.235 ๔๓ คำว่า "เพื่อน" ภาษาชาวบ้าน ภาษาโลก ๆ นี้ ก็เรียกว่า เพื่อน ว่าเกลอ ว่านั่นนี่ กันตามที่ใช้กันอยู่ เรียกว่าเพื่อน คือคนที่ทำอะไรถูกใจตน ก็เรียกว่าเพื่อน. แต่เพื่อนหรือสหายหรือมิตรใน ภาษาธรรมะนั้น หมายถึงธรรมะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือธรรมะที่ทำความ พ้นทุกข์ให้ ; ระบุชื่อลงไปว่า อัษฎางคิกมรรค หรือ อัฏฐังคิกมรรค นี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เป็นกัลยาณมิตร อย่างยิ่งของคนทุกคน. คำว่าเพื่อนในภาษาธรรมะ หมายถึง อริยอัฏฐังคิกมรรค มีองค์แปดประการ :- สัมมาทิฏฐิ สัมมา สังกัปโป ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น นี่คือเพื่อนในภาษาธรรมะ. คำว่า "ศัตรู" ศัตรูภาษาโลก ภาษาคน ก็คือ คนที่เราเกลียด และคนที่กำลังต้องการทำอันตรายเรา เรียกว่าศัตรู แต่คำว่าศัตรูในภาษาธรรมะนั้น หมายถึงจิตใจ ของตัวเองที่ตนตั้งไว้ผิด ๆ; จิตใจของตัวเอง และตนเอง นั่นแหละตั้งมันไว้ผิด ๆ นั่นแหละคือศัตรู. จิตที่เรา ตั้งไว้ผิด ๆ นั่นแหละคือศัตรู ไม่ใช่คนนอกตัวเรา. ไม่ใช่ คนที่อยู่นอกตัวเรา เหมือนที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า ศัตรู, นั้นมันศัตรูภาษาคน ; ศัตรูภาษาธรรมะนี้ คือจิตที่ตั้งไว้ผิด

น.236 ๔๔ เมื่อใดจิตตั้งไว้ผิด เมื่อนั้นมีศัตรู และเกิดอยู่ในใจ เกิดขึ้น ในใจ เกิดจากจิตใจ มีศัตรูอยู่ในอกในใจ. เมื่อใดจิตนั้น ตั้งไว้ถูก ประกอบไปด้วยธรรม เมื่อนั้นไม่มีศัตรู, มีมิตร. คำสุดท้ายที่อยากจะพูดถึง ก็คือคำ "ของเหม็นคาว เหม็นเน่า" ปลาเน่า เป็นต้น เราเรียกกันว่าของเหม็นคาว ของเน่าในภาษาคน ภาษาโลก. แต่ ของเน่า ของเหม็นคาว ในภาษาธรรม นั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสระบุถึงกิเลส เช่น อภิชฌา-ความอยาก ได้เกินประมาณ หรืออัสมิมานะ-ความมีตัวมีตน ยกหูชูหาง เป็นตัวกู ของกูขึ้นมา ; อย่างนี้เรียกว่าของเหม็นคาว. ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นคำธรรมดาที่สุดแล้ว ที่เอามา เป็นตัวอย่าง มาเปรียบเทียบให้เห็นว่า ภาษาคนกับภาษา ธรรมนั้น มันแตกต่างกันอย่างไร. เมื่อท่านทั้งหลายทบทวน ดูแล้วก็จะเห็นได้ว่า นี่เองเป็นต้นเหตุ เป็นมูลเหตุ ที่ทำให้ เราฟังธรรมะไม่รู้เรื่อง ฟังธรรมะชั้นสูงสุดที่เป็นปรมัตถ์ เป็นอภิธรรมชั้นลึกซึ้งนั้นไม่รู้เรื่อง เพราะว่าเราไม่เข้าใจ ภาษาธรรมะ เข้าใจแต่ภาษาคนอย่างเดียว ; ภาษาพระอริยเจ้า เราเข้าใจไม่ได้.

น.237 ๔๕ ตัวอย่างเหมือนว่า "การหัวเราะ" มีภาษิตว่า "การที่หัวเราะร่วนไปอย่างนั้น เขาเรียกว่าอาการของเด็ก อ่อนนอนเบาะ" คิดดูเถิด เราก็ยังชอบหัวเราะร่วนกันอยู่ นั่นเอง ทั้งที่เป็นอาการของเด็กอ่อนนอนเบาะ เราก็ไม่รู้จัก ละอาย เราชอบหัวเราะกัน ร่าเริงร่วนกันไป สรวลเสเฮฮา กันไป. ทำไมว่า "หัวเราะเหมือนอาการของเด็กนอนในเบาะ" ก็คิดดูเถิดว่า เด็กนอนในเบาะ มันก็ยิ้มแหยอยู่อย่างนั้น แต่ถ้าจะเป็นการ หัวเราะอย่างภาษาพระอริยเจ้า กันบ้างแล้ว ก็จะต้องหัวเราะเยาะสังขารที่ไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ เป็นอนัตตา ที่มีความเปลี่ยนแปลง, เรารู้เท่าทัน แล้วหัวเราะเยาะสังขาร หรือหัวเราะเยาะกิเลสตัณหา ว่า ต่อไปนี้ มันทำอะไรเราไม่ได้ อย่างนี้จึงจะเรียกหัวเราะ ที่ควร แก่คำว่าหัวเราะ ที่มีความหมาย ที่มีคุณค่า ที่มีประโยชน์. คำว่า "ร้องเพลง" การร้องเพลง เหมือนที่ร้อง กันอยู่แซ่ดตามวิทยุนั้น คืออาการของเด็กร้องไห้ หรืออาการ ของคนร้องไห้. พระอริยเจ้าท่านจัดมันไว้ในฐานะเป็นอาการ ร้องไห้, เพราะต้องทำปาก ทำคอ ทำเสียง ทำลิ้น ทำอะไร เหมือนกับการร้องไห้.

น.238 ๔๖ ถ้าเป็นการร้องเพลงจริงๆตามแบบของพระอริยเจ้า แล้ว ก็คือการเห็นธรรมะแล้ว เปล่งอุทานอันสูงสุดออกมา เป็นการแสดงความจริงบ้าง เป็นการแสดงความพอใจใน ธรรมะบ้าง เป็นการบรรเลงในทางธรรมะออกมา, หรือกล่าว อุทานเป็นธรรมะออกมา, นี่จึงจะเป็นการร้องเพลงที่แท้จริง. ทีนี้ก็มาถึง "การเต้นรำ" นิยมกันมาก อุตส่าห์ ไปหัดกัน ใช้ให้ลูกสาวลูกชายไปหัดกัน เสียเงินเสียทองเป็น อันมาก นั้นมันคืออาการของคนบ้า. พระอริยเจ้าเรียกการ เต้นรำว่า อาการของคนบ้า. ไปเปรียบเทียบดูเอาเองก็แล้วกัน ว่ามันเป็นอาการของคนบ้าอย่างไร. ถ้าไม่บ้าแล้วมันคงลุกขึ้น เต้นไม่ได้, เคยคำนวณกันไว้ว่า มันต้องบ้ามากเกินกว่า ๑๕ มันจึงจะหมดความละอาย ลุกขึ้นเต้นได้ ; จึงถือว่า การลุกขึ้น เต้นรำนี้เป็นอาการของคนบ้า. แต่ถ้าจะเป็น การเต้นรำตามแบบของพระอริยเจ้า แล้ว ต้องหมายถึงคำว่า "ธรรมนันทิ" คือการลุกขึ้นเต้นรำ เยาะเย้ยกิเลส หรือแสดงความหลุดพ้นแล้ว, ไม่ติดบ่วงของ อุปาทานทั้งสี่ ที่เท้า ที่มือ ที่แขน ที่ขา ที่คอ เป็นมือเท้า แขนขาที่อิสระรำพ้ออยู่ได้ เพราะไม่ถูกอุปาทานผูกมัด นี่จึง จะเรียกว่าเต้นรำตามแบบของพระอริยเจ้า.

น.239 ๔๗ คิดดูเถิด ถ้าเรารู้กันแต่ทางภาษาคน คงไม่อาจจะ ฟังคำเหล่านี้เข้าใจ. ผู้ที่มีปัญญาพูดว่า "นกไม่เห็นฟ้า" คนโง่ ๆ ก็ไม่เชื่อ, ทำไมนกจะไม่เห็นฟ้า เพราะว่านกมันก็บิน อยู่ในฟ้า. คนมีปัญญาจะพูดว่า "ปลาไม่เห็นน้ำ" คนโง่ ๆ ก็ไม่เชื่อ ไม่เคยนึกว่า ปลาอยู่ในน้ำนั้นไม่อาจจะเห็นน้ำ เพราะมันถึงน้ำ มันรู้จักน้ำ. หรือว่า ไส้เดือนที่มุดอยู่แต่ในดิน ก็ไม่เห็นดิน, หรือว่า หนอนที่จมอยู่ในคุก เกิดในคูณ ตาย ในคูณ ก็ยังไม่เห็นคูณ. ในที่สุด คนนั่นเองไม่เห็นโลก, คนที่นั่ง นอน เดิน ยืน อยู่ในโลกนี่แหละ ไม่เห็นโลก เป็นผู้ไม่เห็นโลก ; ถ้าเป็นผู้เห็นโลกแล้วคงไม่จมอยู่ในโลก คงจะขึ้นมาเสียจากโลก มาอยู่กับธรรมะ. เพราะคนจมมุดอยู่ในโลก เหมือนหนอนจมอยู่ในคุณ จึงรู้แต่ภาษาคน ไม่รู้ภาษาธรรม-ไม่รู้ภาษาธรรมะ เพราะว่า มัวจมอยู่แต่ในโลก เหมือนหนอนจมอยู่ในคูณ, เหมือน ไส้เดือนจมอยู่ในดิน, เหมือนปลาจมอยู่ในน้ำ, เหมือนนก ไม่เห็นฟ้า ; ดังนั้นคนจึงไม่รู้ภาษาธรรม, คนรู้แต่ภาษาคน เลยฟังภาษาธรรมไม่ถูก.

น.240 ๔๘ อาตมาจะยกตัวอย่าง ภาษาธรรมะ อย่างรุนแรงมา ให้ฟัง เช่น ภาษาธรรมะ จะพูดว่า "ยิ่งเดินจะยิ่งไม่ถึง" คนธรรมดาก็พังไม่ถูก เพราะว่าการเดินนั้น มันหมายถึงว่า มันต้องการอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วมันก็เดินไปเที่ยวหา เดินไป จะเอาให้ได้, ยิ่งเดินมันก็ยิ่งไม่ถึง คือไม่ถึงความสงบ ไม่ถึงนิพพาน. นิพพานจะถึงได้ เพราะไม่ต้องการ เพราะ ไม่อยาก เพราะไม่หวัง เพราะไม่ปรารถนา มันจึงไม่ ต้องเดิน. ไม่เดินมันจึงจะถึงนิพพาน ; ยิ่งเดินยิ่งไม่ถึง ยิ่งเอายิ่งไม่ได้ ; ยิ่งเอา คือว่ายิ่งมีตัณหา อยากเอานั่นเอานี่ เป็นนั่นเป็นนี่ มันก็ยิ่งไม่ได้. พอหยุดเอาเสียเท่านั้น มันก็ได้ เต็มที่ขึ้นมาทันที. เกี่ยวกับ "การส่งเสียง" ภาษาธรรมะจะพูดว่า "การส่งเสียงนี้จะไม่ดัง ไม่ส่งเสียงนั้นแหละจะดัง" หมายความว่าถ้าเรามีสมาธิ มีความสงบ มีความรำงับแล้ว เสียงของธรรมะจะดังขึ้นมาในจิตในใจ. หรือจะพูดว่า สิ่งที่เอามาพูดได้นี้ ไม่ใช่ธรรมะ ไม่ใช่ของจริง ; สิ่งที่เป็นธรรมะแท้จริง เอาพูดไม่ได้. ดังนั้นอาตมาพูดอยู่ตลอดเวลานี้ ยังไม่ใช่ธรรมะ ยังไม่ใช่ของจริง, เป็นแต่เสียงที่แสดงออกไป เพื่อให้

น.241 ๔๙ เกิดความรู้ความเข้าใจว่า จะไปถึงของจริงได้อย่างไร เท่านั้น, ของจริงนั้นเอามาพูดไม่ได้ ยิ่งพูดเท่าไร ยิ่งไม่เป็น ของจริง, พูดได้ก็แต่วิธี ที่จะแนะที่จะบอกกันว่า ทำอย่างไร จึงจะถึงของจริง ดังนั้นต้องเลิกพูดกัน. เป็นอันว่าจบเรื่องของการเปรียบเทียบ ในระหว่าง ภาษาคนกับภาษาธรรม, และขอให้ท่านทั้งหลาย เอาไปคิด ไปนึกดูให้ดีว่า มันจริงตามที่อาตมานึกหรือไม่. อาตมานึกว่าเดี๋ยวนี้เราฟังเทศน์ ฟังปาฐกถา ฟัง ธรรมเทศนากันมา ตั้ง ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี แล้วก็มี แต่ทำไม จึงฟังไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ไม่เห็นธรรม ไม่ถึงธรรม. ที่ฟัง ไม่เข้าใจไม่รู้เรื่อง นี้ก็เพราะว่าพังไม่ถูก. ทำไมจึงพังไม่ถูก ก็เพราะรู้แต่ภาษาคน ไม่รู้ภาษา ธรรม รู้ฟังแต่ภาษาคน ไม่รู้พังภาษาธรรมะ ; พอได้ยิน ภาษาธรรม ก็เอาภาษาคนเข้าไปจับ เหมือนคนที่โง่เอาคำว่า "ความว่าง” ในภาษาคนไปจับกันเข้ากับภาษาธรรม เลย ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ แล้วก็พูดอะไรโง่ ๆ ออกมาอีกมากมาย. นี้คือโทษของการที่ไม่รู้ภาษาคน และภาษาธรรม ทั้งสองอย่าง ถือว่าเป็นคนประมาท ยังไม่ใช่บัณฑิตเลย

น.242 ๕๐ ตรงตามที่พระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า "อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ อธิคณฺหาติ ปณฺฑิโต" - บัณฑิตย่อมถือเอาซึ่งประโยชน์ ทั้งหลายทั้งสองอย่างได้ เป็นผู้ไม่ประมาท ; - "อตฺถาภิ สมยาธีโร ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจติ" - คน ฉลาดชื่อว่าเป็นบัณฑิต ก็เพราะรู้แจ้งแทงตลอด ซึ่งอรรถะ ทั้งหลายทั้งปวงดังวิสัชนามา. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ ☸

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต