Buddhadasa.org
หนังสือภัยของพุทธศาสนา › อ่านฉบับเต็ม

📖 ภัยของพุทธศาสนา

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา ๒๓ มกราคม ๒๕๐๙ — เอกสารชุดมองด้านใน · วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๐๙

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.50 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย วันนี้อาตมาได้รับการขอร้อง ให้มาช่วยพูดในสถาน ที่นี้เป็นพิเศษ ก็เลยนึกได้ว่า เรื่องที่ควรจะเอามาพูดที่ เหมาะแก่ท่านทั้งหลายก็คือ เรื่องเกี่ยวกับความว่าง หรือ สุญญตา. ที่เป็นดังนี้ก็เพราะว่า โดยมากยังไม่เคยได้ยิน เรื่องนี้ โดยมากยังเข้าใจผิดอยู่ว่า เรื่องความว่าง เรื่อง สุญญตานี้ ไม่มีในพระพุทธศาสนาก็มี และยิ่งกว่านั้นยังเข้า ใจผิดกันอยู่ คือเมื่อได้ยินคำว่า "สุญญตา" หรือ "สุญญ" ก็ตาม ก็เข้าใจกันว่า สูญเปล่า-ไม่มีอะไร การที่เข้าใจว่า สุญญตา คือสูญเปล่าไม่มีอะไรนี้ เป็น ความโง่ที่สุดของพุทธบริษัทสมัยนี้ เพราะว่าเรื่องสุญญตา เป็นเรื่องหัวใจ เป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนา ถ้าเรื่องหัวใจ

น.51 ๒ หรือเรื่องแก่นแท้ของพุทธศาสนา เป็นเรื่องสูญเปล่าไม่มี อะไร พุทธศาสนาก็เป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ไม่มีสาระอะไร; เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจคำว่า "สุญญะ" หรือ "สุญญตา" เสียให้ถูกต้อง ข้อแรกที่สุดที่อยากจะบอกให้ทราบก็คือข้อที่ว่า สุญญตา หรือเรื่องความว่างนี้ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ข้อนี้ก็คือข้อที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า " เมื่อใดไม่มีการ ศึกษา สนใจ ปฏิบัติ เรื่องสุญญตา เมื่อนั้นเนื้อแท้ของ พุทธศาสนาหมดไปแล้วไม่ได้มีเหลืออยู่ " ข้อนี้มี พระ- พุทธภาษิตกล่าวไว้ว่า "เปรียบเหมือนกับกลองศึกของพวก กษัตริย์พวกหนึ่งชื่อพวก "ทสาฬหะ" แต่เก่าแก่ แต่โบราณ, เมื่อเนื้อไม้ที่กลองนั้นเกิดผุ เกิดแตก เกิดริ พวกกษัตริย์ เหล่านั้นก็เอาไม้ใหม่มาปะ มาอุด. ควักเนื้อเสียเนื้อร้ายออก อุดลงไปหรือปะลงไปที่รอยแตก. ครั้นทำดังนี้มานานเข้า ๆ หลายสิบปี ก็มาถึงวันหนึ่งซึ่งปรากฏว่า ไม้เดิมของกลอง คือเนื้อแท้ไม้เดิมของกลอง ไม่มีเหลืออยู่เลย; มีแต่ชิ้นไม้ ที่ปะ ๆ อุด ๆ กันเข้าใหม่ทั้งนั้น." ข้อนี้ฉันใด ในพุทธศาสนา นี้จักมีสมัยหนึ่ง ซึ่งพุทธบริษัทไม่สนใจในเรื่องสุญญตา อัน เป็นเรื่อง สุตตันตะ ที่ตถาคตกล่าวเอง มีข้อความลึกซึ้ง มี

น.52 ๓ ความหมายลึกซึ้ง เป็นเรื่องเหนือโลก และเนื่องด้วยเรื่อง สุญญตา; แต่ไปสนใจกับเรื่องใหม่ ๆ ที่สาวกพวกกวีทำขึ้นใน ชั้นหลัง ไพเราะทางตัวหนังสือ ไพเราะทางอักขระพยัญชนะ เป็นเรื่องนอกแนวไม่เกี่ยวกับสุญญตา, และเมื่อเป็นอย่างนี้ก็ เป็นอันว่าเรื่องเนื้อแท้ของพุทธศาสนานั้นหมดไปเหลือแต่เรื่อง ที่ปรุงแต่งกันขึ้นใหม่ ๆ เหมือนเนื้อไม้ใหม่ที่แทนเนื้อไม้เก่า ของกลองใบนั้น มีพระพุทธภาษิตในนิทานวรรค สังยุตตนิกาย ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้. เพราะฉะนั้นขอให้คิดดูว่า เรื่อง สุญญตานี้เป็นเรื่องสำคัญมากน้อยอย่างไร เป็นเรื่องเนื้อแท้ของ พุทธศาสนาอย่างไร แล้วการที่มาเข้าใจ หรือเอามาสอนให้เข้า ใจกันว่า สุญญ คือสูญเปล่าไม่มีอะไรนี้ มันเป็นเรื่องโง่ เรื่องหลงสักเท่าไร. เนื้อแท้ของพระพุทธศาสนาจะเป็นเรื่องสูญ เปล่าไม่ได้ แต่ต้องเป็นเรื่องอะไรที่ประเสริฐที่สุด ในสูตรอีกสูตรหนึ่งตรัสว่า "เมื่อใดไม่มีการสนใจ ศึกษา ปฏิบัติเรื่องสุญญตา แต่ไปสนใจเรื่องใหม่ ๆ ที่แต่ง ขึ้นในชั้นหลังแล้ว เมื่อนั้นเรียกว่า วินัยเลอะเลือนไปแล้วเพราะ ธรรมเลอะเลือน, และธรรมก็เลอะเลือนไปแล้วเพราะวินัยเลอะ เลือน, วินัยเลอะเลือนเพราะธรรมะเลอะเลือน, ธรรมะ

น.53 ๔ เลอะเลือน เพราะวินัยเลอะเลือน, จะเกิดขึ้นมาเพราะ การไม่สนใจของเก่าของเดิมแท้ คือคำสอนเรื่องสุญญตา; แต่ไปสนใจคำสอนเรื่องใหม่ ๆ ที่แต่งขึ้นที่หลัง และนี้ คืออนาคตภัยที่ยังไม่เคยเกิด แต่แล้วก็จะเกิดขึ้น; เพราะ ฉะนั้นเธอทั้งหลายจงรู้ไว้ ครั้นรู้ไว้แล้วจงพยายามปฏิบัติ เพื่อสะกัดกันภัยนี้เสีย" พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้. นี่ก็ เป็นอันว่า มันเป็นเรื่องสำคัญถึงกับว่า ถ้าไม่มีเรื่องสุญญตานี้ แล้ว, ก็คือภัยอันใหญ่หลวงได้มาถึงพุทธศาสนาแล้ว เพราะ ฉะนั้นเรื่องสุญญตาต้องไม่ใช่เรื่องว่างเปล่า สูญเปล่า ไม่มีอะไร ทีนี้อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้ทราบก็คือว่า พวกฆราวาส พวกหนึ่ง มีอุบาสกชื่อ ธัมมทินนะเป็นหัวหน้า เข้าไปเฝ้า พระพุทธเจ้า ทูลแก่พระพุทธเจ้าว่า ขอให้ทรงแสดงเรื่องที่ เป็นประโยชน์สุขเกื้อกูลแก่พวกข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนาน พระพุทธเจ้าก็ตรัสเรื่องสุญญตา ซึ่งมีบาลีสั้น ๆ ว่า "เย เต สุตฺตนฺตา-สุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด; ตถาคตภาสิตา-เป็นคำ กล่าวของตถาคต, คมฺภีรา-เป็นเรื่องลึกซึ้ง; คมฺภีรตฺถา-มี ความหมายลึกซึ้ง; โลกฺตฺตรา - เป็นเรื่องเหนือโลก ; สุญฺญ ตปฺปฏิสํยุตฺฺตา-เนื่องเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา เธอจงเข้าใจว่า

น.54 ๕ นี้เป็นเรื่องที่ควรศึกษาเล่าเรียน." นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ฆราวาสควรศึกษาเรื่องสุญญตาจึงจะได้รับประโยชน์สุขเกื้อกูล ตลอดกาลนาน แล้วเรื่องสุญญตานั้น โดยบาลีก็มีลักษณะจำกัด ระบุไว้อย่างที่กล่าวมาแล้ว. ที่ว่าสุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด นี้หมายความว่า ถ้อย คำที่เป็นเนื้อแท้ ที่ร้อยกรองไว้เป็นระเบียบ นี้เรียกว่า สุตตันตะ หรือที่เราเรียกกันง่าย ๆ สมัยนี้ว่า พระสูตร แต่ มักเข้าใจผิด คำว่าพระสูตรสมัยนี้ ไปหมายถึงนิทานต่าง ๆ สนุกสนานเรื่องต่ำ ๆ เตี้ย ๆ. ที่จริงคำว่า สูตร นั้นไม่ใช่ เป็นเรื่องนิทาน นี่คือความโง่ของพุทธบริษัทสมัยนี้ ซึ่งเข้าใจ คำว่า สูตร ว่าหมายถึงนิทาน. สูตร หมายถึงหลักธรรมะ ที่กล่าวถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เป็นแก่นเป็นสาระ แต่ว่ากล่าว อย่างมีระเบียบ เหมือนกับเป็น Formula อันหนึ่ง ๆ ซึ่งมีใจ ความรัดกุมเป็นระเบียบในการกล่าว นั้นก็เรียกว่าสูตร ๆ หนึ่ง เป็นหลักธรรมะทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องนิทาน; เพราะฉะนั้นควร จะเลิกงมงายหรือเข้าใจว่า พระสูตรนั้นเป็นเรื่องนิทานกัน เสียที ถ้าไม่อย่างนั้นก็เรียกตามที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกดีกว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่เรียกพระสูตรหรือสูตร ท่านเรียกว่า

น.55 ๖ สุตตันตะ สุตฺตนฺต-แปลว่า ยอดของสูตร; สุตฺต-แปลว่า สูตร อนุต-แปลว่า ที่สุด คือยอด; สุตฺตนฺต-แปลว่า ยอด ของสูตร; คำว่ายอดในที่นี้หมายถึงใจความหรือเนื้อแท้ ที่ กล่าวไว้ในฐานะเป็นสูตร ท่านควรจะรู้ต่อไปว่า คำว่า สูตร นี้แปลว่า เส้นด้าย เหมือนกับเส้นบรรทัดที่ขึงตึงเป็นบรรทัด นี้ก็เรียกว่า สูตร; ช่างไม้ก็ต้องใช้เส้นบรรทัด เส้นเชือกเส้นด้ายนี้ ก็คือใช้ สูตรนั่นเองเป็นหลักสำคัญในการทำไม้; ฉะนั้นคำว่าสูตรจึง แปลว่าระเบียบ หรือบรรทัดที่เป็นแนว อย่างใดอย่างหนึ่ง ทีนี้ อนุต-ที่แปลว่า ที่สุด ก็แปลว่า ชั้นดี ชั้นเลิศ ชั้น ยอดของมัน ก็แปลว่า บรรทัดที่ดี เส้นบรรทัดที่ดีนั่นเอง เรียกว่า สุตตันตะ. พระพุทธเจ้าตรัสว่า "สุตตันตะทั้งหลาย เหล่าใด" ที่นี้คำว่า ตถาคตภาสิตา-ซึ่งเป็นคำที่ตถาคตกล่าว นี้แบ่งแยกเด็ดขาดกันว่า ที่พระตถาคตกล่าวนั้นอย่างหนึ่ง ที่สาวกชั้นหลังกล่าวนั้นอีกอย่างหนึ่ง. ที่ตถาคตกล่าวก็ต้องเป็น คมฺภีรา-แปลว่า ลึกซึ้ง: คมฺภีรตฺถา-มีความหมายลึกซึ้ง; โลกฺตฺตรา-เป็นเรื่องเหนือโลก, คือเป็นเรื่องที่จะทำให้มนุษย์ อยู่เหนือการครอบงำย่ำยีของโลก; ถ้าถูกโลกครอบงำย่ำยีก็

น.56 ๗ หมายความว่ามีความทุกข์; เพราะฉะนั้นเราจะต้องอยู่เหนือ อำนาจครอบงำของโลก. เมื่อใดอยู่เหนืออำนาจครอบงำของ โลก เมื่อนั้นเรียกว่าอยู่เหนือโลก หรือโลกุตตระ, แล้วเรื่องนี้ ต้องเป็น สุญญตัปปฏิสังยุตตา คือเนี่องเฉพาะด้วยเรื่อง สุญญตา. เรื่องที่พระตถาคตกล่าวลึกซึ้ง มีความหมายลึก ซึ้ง และอยู่เหนือโลกนั้นต้องเป็นเรื่องที่เนื่องด้วยสิ่งที่ เรียกว่า สุญญตา-คือความว่าง เรื่องสุญญตา หรือความว่างมีมาก หลายแนวหลาย แง่หลายมุม; เพราะฉะนั้นจึงใช้คำว่า ต้องเนื่องด้วยเรื่อง สุญญตา; ถ้าเป็นอย่างนี้เรียกว่าเป็นตถาคตภาษิต เป็นของ เดิมแท้ เหมือนเนื้อไม้ที่สร้างกลองที่แรก. ถ้าเป็นสาวกภาสิตก็มีว่า เย เต สฺตฺตนฺตา อีกเหมือน กัน สุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด กวิกตา-ที่พวกนักปราชญ์ทำ ขึ้น: กาเวยฺยกา-เป็นไปในทำนองกาพย์ หมายความว่าคำที่ ร้อยกรองให้ไพเราะ เรียกว่า กาพย์ กาเวยฺย; จิตฺตกฺขรา จิตฺตปฺพยญฺชนา-มีตัวหนังสือ มีพยัญชนะ อันวิจิตรงดงาม สละสลวยชวนให้เพลิดเพลิน; พาหิรกา-นอกแนว คือนอก แนวของเรื่อง สุญญตา นี่เป็น สาวกภาสิตา-เป็นภาษิตของ พระสาวก.

น.57 ๘ ขอให้รู้จักแบ่งแยกกันอย่างนี้ก่อน แล้วสาวกภาษิต ชั้นหลังนี้คือไม้ใหม่ ที่เอามาอุดมาเสริม มาซ่อมกลองใบ นั้น จนปะปิดเนื้อไม้ของเก่าหมด ไม่มีเหลืออยู่เลย. เมื่อ เรารู้ว่า ตถาคตภาษิต เป็นเรื่องสุญญตา แต่สาวกภาษิตชั้น หลัง ๆ ที่ร้อยกรองกันให้ไพเราะนี้ ไม่เนื่องด้วยสุญญตาอย่าง นี้แล้ว ก็ควรจะระลึกย้อนหลังกลับไปสู่เรื่องสุญญตา คือของ เดิม. พระพุทธเจ้าว่ามีทางที่จะทำได้ โดยการที่กลับไปสนใจ ศึกษาเรื่องสุญญตาอีกนั่นเอง. นี่ความหมายของคำว่าสุญญตา หรือที่มาของสุญญตามีอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องไม่มีอะไร, สูญเปล่า ทีนี้จะอธิบายเรื่องสุญญตานั้น ในลักษณะที่ฆราวาส ทั้งหลายจะเข้าใจได้ และโดยเฉพาะสมัยนี้ ถ้าจะเข้าใจเรื่อง สุญญตาก็ต้องระลึกถึงพระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า "โลกนี้ว่าง, โลกนี้เป็นของว่าง" ท่านเข้าใจหรือยังก็ลองคิดดู; เด็ก ๆ คง จะไม่เชื่อ เพราะไม่เห็นว่าโลกนี้มันว่าง, เพราะว่าโลกนี้เต็ม ไปหมดด้วยสิ่งต่าง ๆ : ถ้าใครยังคิดอย่างนี้ คนนั้นก็ยังเป็น เด็ก. ถ้าเป็นคนโตมีปัญญาอย่างผู้ใหญ่ ก็จะใคร่ครวญดู ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่า "โลกนี้ว่างอย่างไร ?" พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "โลกนี้ว่าง เพราะไม่มีสิ่งใดที่ควรถือ

น.58 ๙ ว่าเป็นตัวตนหรือของตน " ขอย้ำอีกว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่าโลกนี้ว่าง ก็เพราะว่าไม่มีสิ่งใดเลยที่ควรยึดถือว่าเป็นเราหรือ เป็นของเรา"; มันมีมากมายเต็มไปหมด เรื่องรูปธรรม, นามธรรม อย่างนั้นอย่างนี้ วิจิตรพิศดารอย่างยิ่ง สวยงาม อย่างยิ่ง แต่ไม่มีอะไรสักสิ่งเดียว ที่ควรจะถือว่า เป็นตัว ตนหรือของตน. เมื่อมันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวตนหรือของตน ได้อย่างนี้แล้ว จะเรียกว่า มันว่างหรือไม่ว่าง ก็ลองคิดดู. มันมีเกลื่อนกลาดไปหมด แต่สิ่งนั้น ๆ ก็ไม่ใช่ตัวตนหรือของตน ไม่ควรถือว่าตัวตนหรือของตน มันเป็นเหมือนกับมายา. ทำไมจึงเรียกว่ามายา ? เพราะมันเปลี่ยนแปลง เรื่อย มันไหลเรื่อย; เราเรียกกันในภาษาของพวกเราว่า " อนิจจัง " ภาษาของพวกอื่นเรียกว่าไหลเรื่อย มันก็เหมือน กัน เช่นพวกกรีกใช้คำว่า " ไหลเรื่อย"; คือมีศาสดาพวกกรีก พ้องสมัยกับพระพุทธเจ้าในประเทศกรีกว่า "แพนทาเร (Panta Rhei) " Panta แปลว่า ทุกสิ่ง, Rhei แปลว่า ไหล. ทุกสิ่งไหลเรื่อย. นี่พวกอื่นก็ยังมองเห็นว่า ทุกสิ่งไหลเรื่อย พวกเราก็มองเห็นว่า ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง "อนิจจัง" - ก็คือเปลี่ยนแปลงเรื่อย, มันก็คือไหล เรื่อย ; เพราะฉะนั้นจึงถือว่าเป็นมายา เมื่อเป็นมายาก็ไม่มี ส่วนที่จะถือว่า "เป็นตัวตนหรือเป็นของตน." พระพุทธเจ้า

น.59 ๑๐ ท่านตรัสว่า โลกนี้ว่างเพราะปราศจากสิ่งที่ควรถือว่าเป็น ตัวตนหรือของตน ; เราต้องศึกษาต้องเข้าใจในข้อแรกที่สุด นี้ก่อนว่า "โลกนี้ว่าง " ทีนี้ก็มาถึง ข้อที่สองเกี่ยวกับจิต, เมื่อจิตประกอบไป ด้วยปัญญา เห็นว่าโลกนี้ว่างจริงๆ จิตนี้ก็พลอยว่างไปด้วย; คือจิตนี้ จะไม่ไปเที่ยวยึดถือเอาอะไรเข้าว่าเป็นตัวเป็นตน. จิต ที่ไม่ยึดถืออะไรว่าเป็นตัวเป็นตน หรือกำลังไม่ยึดถืออะไร ว่าเป็นตัวเป็นตนนี้ เราขอเรียกว่า จิตว่าง ,เพราะไม่มีคำอื่นที่ ดีกว่านี้ จิตที่ไปจับฉวยอะไรเอาไว้ เราเรียกว่า จิตวุ่น .จิตที่ไม่ ได้จับฉวยอะไรเอาไว้ด้วยความยึดถือด้วยอุปทานนี้ เราเรียกว่า จิตว่าง; เหมือนกับมือของเราถ้าไปจับกุมอะไรอยู่เราเรียกว่า มือไม่ว่าง. ถ้ามือไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้จับกุมอะไรไว้ ก็เรียก ว่ามือว่าง; นี่เปรียบได้อย่างนี้ จิตนี้ก็เหมือนกัน ถ้าไปมอง เห็นอะไรด้วยความเข้าใจผิดว่าน่ารัก, น่ายึดถือ, น่าพอใจ เท่านี้มันก็ไปจับฉวยเอาด้วย กิเลส, ด้วยอุปาทาน: เมื่อนั้น ในจิตก็มีราคะบ้าง, มีโทสะบ้าง มีโมหะบ้าง แล้วแต่กรณี อย่างนี้เรียกว่าจิตไม่ว่าง. ทีนี้ถ้าว่ามันว่างจากการจับฉวย ไม่มีราคะ, โทสะ, โมหะ ก็กลายเป็นจิตที่ว่าง; มันมีคำอธิบายอยู่ใน "สทฺธมฺม-

น.60 ๑๑ ปโชติกา" ภาคหนึ่ง กล่าวว่า "ราคโทสโมเหหิ สุญฺญตตฺตา สุญญโต " .- ชื่อว่า สุญญาตา คือว่าง เพราะว่าว่างจากราคะ, โทสะ, โมหะทั้งหลาย. จิตใจขณะนั้นว่างจาก ราคะ, โทสะ, โมหะ, เพราะจิตในขณะนั้นประกอบด้วยปัญญา เห็นว่า "โลกว่าง" ; ด้วยเหตุนี้แหละ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัส สอนว่า "จงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ" เหมือนอย่างสอนพระโมฆราชในโสฬสปัญหา ซึ่งทุกๆ คนก็ แทบจะได้ยินอยู่แล้ว: - "สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสฺ โมฆราช สทา สโต"-ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติ เห็นโลก โดยความเป็นของว่างอยู่เสมอไป. พระพุทธเจ้าท่านสอน อย่างนี้ เมื่อเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง จิตก็ไม่มีที่ยึด ถืออะไรด้วยอุปาทาน; เพราะฉะนั้นจึงเป็นจิตว่าง จิตว่างนี้สบายที่สุด, ฉลาดเฉลียวที่สุด, คล่อง แคล่วต่อการทำการงานที่สุด; เพราะว่ามันประกอบไปด้วย ปัญญา ไม่ประกอบไปด้วยกิเลส. นี่ความว่างอย่างนี้-ของ จิตอย่างนี้ เราเรียกว่า สุญญตา. เพราะฉะนั้น สุญญตาจึงเป็น สิ่งที่ดีที่สุด, มีค่าที่สุด ประเสริฐที่สุดยิ่งกว่าสิ่งใด; แล้วคน โง่ ๆ เขลา ๆ ก็มาเข้าใจเสียว่า สุญญตานี้คือความสูญเปล่า ไม่มีอะไร. อาตมาจึงต้องขอเรียกว่า นี้คือความโง่ของพวก

น.61 ๑๒ พุทธบริษัทบางพวกและเป็นส่วนมากในสมัยนี้ จึงฟังคำว่า "โลกว่าง" นี้ไม่ถูก; แล้วฟังคำว่า "จิตว่าง" ก็ไม่ถูกเหมือน กัน. เพราะฉะนั้นเราได้ใจความในครั้งแรกว่า "โลกนี้ว่าง เพราะว่างจากตัวตน; ได้ใจความถัดมาว่า จิตว่างเพราะ ว่างจาก ราคะ โทสะ โมหะ. โดยเหตุที่จิตนี้ได้มองเห็นว่า โลกนี้ว่าง ไม่มีอะไรที่ควรยึดถือว่า ตัวตนของตน นี่คือความ หมายของคำว่าสุญญตา; อันเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านได้ ตรัสไว้เองเป็นเรื่องลึกซึ้ง มีความหมายลึกซึ้ง เป็นเรื่องที่ จะช่วยคนให้มีจิตใจอยู่เหนือการครอบงำของโลก และไม่มี ความทุกข์เลย; เราจะเรียกเรื่องนี้ว่า อนัตตาก็ได้ มันก็มี ความหมายอย่างเดียวกัน. อนัตตา-แปลว่า ไม่มีตัวตน ก็คือว่างจากสิ่งที่เป็น ตัวเป็นตน หรือควรยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน; มันมีเยอะแยะ ไปหมดแต่เป็นสังขารธรรม คือสิ่งปรุงแต่งไหลเวียนเปลี่ยน แปลงเรื่อยไปนี้ มีเต็มทั่วไปหมด; แต่เป็นอนัตตาเพราะไม่มี ส่วนใดที่ควรถือว่าเป็นตัวตน; เพราะฉะนั้นเรื่องที่ ไ ม่ควร ยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าง จึงไม่ ยึดมั่น เพราะไม่มีตัวตน จึงไม่ยึดมั่น.

น.62 ๑๓ เพราะฉะนั้น ความสำคัญมันจึงอยู่ที่ความไม่ยึดมั่น ถ้ายึดมั่นก็เป็นทุกข์ ; ถ้าไม่ยึดมั่นก็ไม่มีความทุกข์ พระพุทธ- เจ้าท่านไม่ตรัสเรื่องอื่น ท่านตรัสว่า :- "ปุพฺเพ จาหํ ภิกฺขเว เอตรหิ จ ทุกฺขญฺเจว ปญฺญาเปมิ ทุกฺขสฺส จ นิโรธํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่ก่อนนี้ก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี ตถาคตบัญญัติเฉพาะเรื่องความทุกข์และความ ดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น". นี่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสเรื่องอื่น ไม่ได้พูดเรื่องอื่น ไม่ได้สอนเรื่องอื่น นอกจากเรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์ เท่านั้น ; ทีนี้เราไปมัวสนใจเรื่องอื่นที่เป็นฝอยปลีกย่อยออกไป ยกตัวอย่างเช่น มัวไปสนใจอย่างเป็นบ้าเป็นหลังว่า ตาย แล้วเกิดหรือไม่เกิด, อะไรไปเกิด พาไปเกิดได้อย่างไร, แต่ไม่สนใจในข้อที่ว่า เดี๋ยวนี้เกิดอยู่. เป็นทุกข์อยู่: จะ ดับทุกข์ได้อย่างไร นี้ไม่สนใจ. ก็แปลว่าไม่สนใจเรื่อง ทุกข์ และเรื่องความดับทุกข์ โดยตรง แต่ไปสนใจเรื่องอื่น ที่มันไกลออกไป ๆ ซึ่งไม่ใช่เป็นเงื่อนต้นของความดับทุกข์ ; เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่เรียกว่า อาทิพรหมจรรย์ เรื่องชนิดนั้น ไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหมจรรย์เพราะมันชวน ให้พูด ชวนให้ถก ชวนให้เถียง จนไกลออกไปเรื่อย ๆ ;

น.63 ๑๔ ไม่มาสู่ปัญหาสำคัญ คือว่าทุกข์เป็นอย่างไร, ดับทุกข์เป็น อย่างไร ; นี่เรียกว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนแต่เรื่องความทุกข์ กับความดับทุกข์. เราอยู่ในโลก กำลังอยู่ในโลกนี้มันเป็น ทุกข์ จะต้องรีบดับทุกข์โดยด่วน; เหมือนไฟไหม้บ้านต้องรีบ ดับไฟ อย่าไปมัวถามว่า ใครจุด จุดเพราะเหตุอะไรเอาอะไร จุด, มันโกรธเรื่องอะไร มันจึงมาจุด, มันมีนโยบายอย่างไร มันจึงได้จุด ; นี้อย่าไปมัวถามให้เสียเวลา. ต้องรีบดับไฟทันที ให้ไฟมันดับดีกว่า แล้วมันก็หมดเรื่องกัน เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงกำชับและให้สนใจเรื่องทุกข์ กับความดับ ทุกข์ ; เพราะว่าเมื่อศึกษาเรื่องความดับทุกข์ถึงที่สุด,หรือสนใจ แต่เรื่องความดับทุกข์ถึงที่สุด ท่านจะพบเรื่องอนัตตาคือไม่มี ตัวตนหรือเรื่องว่าง คือไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มีตน ไม่มีเรา ไม่มี เขา ; เพราะสิ่งเหล่านั้นมันเป็นมายา มันมีแต่สังขารไหล เวียนเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่คน. ทีนี้ พอรู้เรื่องไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่คน มันก็ไม่มีใครตาย ใครเกิด ; แม้ที่นั่งอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้มีใครเกิดอยู่ ; แล้วจะไปถาม ว่าตายแล้วเกิดหรือไม่ เกิดได้อย่างไร มันเป็นปัญหาที่บ้าที่สุด ที่บอที่สุด ที่เสียเวลาที่สุด ; เพราะว่าที่แท้มันไม่มีคน ไม่มี

น.64 ๑๕ เกิด ไม่มีตาย. สิ่งที่เรียกว่าคนนั้นเป็นเพียงความเข้าใจผิด ความโง่ ความหลง ไปยึดมั่นสังขารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่กำลัง ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงว่าคน ; แล้วก็ไปหลงสำคัญผิดว่ากิริยา อย่างนั้นเรียกว่าเกิด, กิริยาอย่างนั้นเรียกว่าแก่, กิริยาอย่าง นั้นเรียกว่าตาย ; เพราะฉะนั้นคำว่าเกิด แก่ เจ็บ ตายนี้ มี ขึ้นมาได้เพราะความยึดมั่นถือมั่นในเรื่อง "คน" ที่จริงแล้ว ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงอย่างนั้น ๆๆๆ เป็นแต่เพียงความ เปลี่ยนแปลงของสังขาร, ทีนี้เรามาเข้าใจด้วยความยึดมั่นถือ มั่นก็เรียกว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ; พอ ไปเรียกว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ด้วย ความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้ มันก็เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที. ความ เกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ก็ เพราะว่าในความเกิด ความแก่ ความตายนั้น มันมีความ ยึดมั่นด้วยอุปาทานอยู่ ; ถ้าไม่ยึดมั่น มันเป็นเพียงการไหล เจียนแห่งสังขาร ไม่มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความ ตาย. พระพุทธเจ้าท่านประสงค์จะให้รู้ความจริงข้อนี้ว่า คน ไม่มี สัตว์ไม่มี มีแต่สังขารที่ไหลเวียนเปลี่ยนไปตามเหตุ ตามปัจจัย, พอเราปฏิบัติถึงความดับทุกข์สิ้นเชิงเห็นคนไม่มี ;

น.65 ๑๖ อะไรเกี่ยวกับคน ๆ นี้ก็ไม่มี ปัญหาที่จะต้องถามว่า เกิด หรือไม่เกิดมันก็หมดไป; มันไม่มี มันไม่เกิดมาเป็นปัญหา ขึ้นได้ ; แล้วเราเองก็หมดปัญหา เพราะว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีความ ทุกข์แล้ว ; นี่คือประโยชน์ของการศึกษาเรื่องว่าง เรื่อง อนัตตา เรื่องสุญญตา เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นอย่างนี้. ที่นี้ ท่านคงจะถามว่าจะ ปฏิบัติอย่างไร ชั่วเวลาเล็ก น้อยก็จะตอบว่า การปฏิบัตินั้นให้แบ่งออกเป็น ๓ ระยะ : - ระยะแรก คือตามปกติ อยู่กันอย่างนี้ ตามปกติ ไม่ได้กระทบอารมณ์ นี่เรียกว่า ในระยะแรกก็ให้มีปัญญา ให้มีปัญญาอยู่เป็นประจำ ศึกษา พินิจพิจารณาว่า โลก ว่าง. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โลกว่างนั้น มันว่างอย่างไร ; แล้วจิตมันไปยึดมั่นถือมั่นเข้า มันเป็นจิตวุ่นอย่างไร ; จิต ไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะเห็นว่าโลกว่าง เป็นจิตว่างนี้มันเป็น อย่างไร ; นี่ศึกษาข้อนี้อยู่เป็นประจำ, ปรึกษาหารือกันอยู่ เป็นประจำ ถกเถียงคุ้ยเขี่ยกันอยู่เป็นประจำ จนมองเห็น จริงตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โลกนี้ว่าง. เราจะศึกษา ในแง่ของปริยัติ ในแง่ของทฤษฎี หรืออะไรก็ได้ แต่ให้เข้าใจ เรื่องคำว่าโลกนี้ว่าง ; นี่เรียกว่า ทำปัญญาอยู่เป็นประจำ. อย่า ลืมว่าปัญญาต้องมาก่อนเรื่องอื่น ในการปฏิบัติทั้งหลายแหล่

น.66 ๑๗ ทั้งหมดทั้งสิ้น ต้องเอาปัญญาออกมาก่อน; ถ้าเอาเรื่องศีล เรื่องอะไรออกมาก่อน แล้วมันจะเขวออกนอกทาง, เป็น ศีลที่เขวออกนอกทางได้; แม้แต่การทำทานก็เหมือนกัน ให้ทานอย่างนี้ ต้องเอาปัญญามาก่อน จึงจะให้ทานถูกต้อง ไม่เป็นทานที่เขว ทานที่เขวนั้นนำไปสู่ความทุกข์ก็ได้ ศีลที่เขวนำไปสู่ความทุกข์ก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องเอาปัญญา มาก่อน ให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือว่า โลกนี้เป็นของว่าง เช่นนี้กันเสียก่อน แล้วความมุ่งมาด ปรารถนามันก็ถูกต้อง เพื่อจะเอาชนะโลกที่ว่าง, เพื่อไม่ให้เป็นทุกข์อย่างนี้ ก็ปฏิบัติในเรื่องทาน เรื่องศีล; เพื่อกำจัดกิเลส เพื่อกำจัด ความยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น; ถ้าไม่อย่างนั้นละก็ จะให้ทาน เพื่อแลกเอาวิมาน เอาสวรรค์; รักษาศีลเพื่อไปเกิดในสวรรค์ เกิดสวย เกิดรวย อย่างนี้มันเรื่องธรรมดาสามัญ ไม่วิเศษ ที่ตรงไหน. แต่ถ้ารู้เรื่องโลกว่าง ไม่มีอะไรที่ควรยึดถือ แต่จิต มันจะยึดถืออยู่เรื่อย ก็จงให้ทาน รักษาศีลเพื่อกำจัดความยึดถือ กำจัดความตระหนี่ความยึดเอาเป็นของตนนี้เรื่อย ๆ ไป เพราะ เหตุฉะนี้แหละจึงมีหลักว่า ปัญญาต้องมาก่อน

น.67 ๑๘ ท่านจะเห็นได้ด้วยตนเองว่า ในพระพุทธภาษิตที่ สำคัญ ที่เป็นหลักปฏิบัติ เช่นมรรคมีองค์แปด- สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป นี้มาก่อน อย่างนี้เป็นปัญญา; มาเป็นเข็ม ทิศ มาเป็นกรุยทางที่ดี; แล้วจึงมาถึงศีล คือ สั มมาวาจา, สัมมากัมมันโต, สัมมาอาชีโว; แล้วก็มาถึงสมาธิ, คือ สัมมาวายาโม, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ ศีลกับสมาธิตาม หลังมา, ปัญญานำหน้า เพื่อให้ศีลและสมาธิถูกทาง; เมื่อ ศีลสมาธิถูกทาง มันก็ส่งเสริมปัญญาให้สูงให้ยิ่งขึ้นไปอีก: เมื่อ ปัญญาสูงยิ่งขึ้นไปอีก มันก็ทำให้ศีลสมาธิสูงยิ่งขึ้นไปอีก; มัน วนเวียนส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างนี้ วันหนึ่งมันก็บรรลุ ธรรมะในระดับสูงสุด. นี้เรียกว่า ถ้าพูดเป็นหลักปฏิบัติแล้วก็ ต้องพูดว่า ปัญญาแล้วศีล แล้วสมาธิ; ข้อเท็จจริงหรือพฤตินัย เป็นอย่างนั้น; แต่โดยนิตินัยนั้นเรามักจะพูดกันว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เรียงตามลำดับคุณค่าที่มากและน้อย สูงและต่ำ เราเคยชินกันแต่ว่า ศีลสมาธิปัญญาเสียเรื่อยไป พอถึง คราวปฏิบัติก็ตั้งหน้าตั้งตาแต่เรื่องศีลอย่างงมงาย หลับหู หลับตา เพราะไม่มีปัญญา อย่างนี้ รักษาศีลจนตาย ก็ไม่มีศีล มีแต่ท่าทาง มีแต่พิธี มีแต่ระเบียบ: ลองให้มี ปัญญานำหน้า ศีลจะมีประโยชน์ตั้งแต่ขณะที่แรกรักษา คือ

น.68 ๑๙ จะขุดเกลาความยึดมั่นถือมั่น เพราะฉะนั้นจึงมีหลักในทาง ปฏิบัติทั่วไปว่า เอาปัญญาก่อน ปญฺญา หิ เสฏฺฐา กุสลา วทนฺติ; พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ปัญญาเป็นของประเสริฐที่สุด นอกนั้นเป็นบริวาร ของปัญญา; ฉะนั้นเรื่องเกี่ยวกับความว่างนี้ ในชั้นแรก จะ ต้องศึกษาคุ้ยเขี่ยกันอยู่เรื่อย ๆ ด้วยปัญญาว่า มันว่างอย่างไร, พอวุ่นขึ้นมาแล้วเป็นทุกข์อย่างไร; พอว่างแล้วก็ไม่มีความ ทุกข์อย่างไร; กระทั่งว่า หัวใจของพุทธศาสนาคือเรื่อง ความว่าง เหมือนกับที่ได้กล่าวในตอนต้น; นี่เรียกว่า การ ปฏิบัติในระดับแรก ทำปัญญาอยู่เป็นประจำ อันดับที่สอง การปฏิบัติก็คือ ทำสติสัมปชัญญะ หรือสมาธิ นั่นเอง. เราจะต้องทำ สติ หมายความว่า เมื่อ มีอารมณ์มากระทบ การปฏิบัติขั้นที่สองนี้, เมื่อมีอารมณ์ มากระทบ; ส่วนการปฏิบัติขั้นที่หนึ่ง คือในเมื่อเราเตรียม ตัวอยู่ในเวลาปกติ ยังไม่มีอารมณ์มากระทบ การปฏิบัติขั้น ที่สองคือ เมื่อมีอารมณ์มากระทบจะต้องมีสติ มีสัมปชัญญะ สตินี้ก็ไม่ใช่อะไรอื่น คือปัญญานั้นเอง ที่วิ่งมาช่วยทัน ท่วงที: สติก็ระลึกถึงความรู้ความจริงสิ่งถูกต้องว่าอะไรเป็น อย่างไร อย่างนี้เรียกว่าสติ; เพราะฉะนั้นสติกับปัญญานั้น

น.69 ๒๐ มันแยกกันไม่ได้ . ระลึกได้ก็คือ ระลึกปัญญา นั่นแหละ มา เช่นระลึกว่า "โลกนี้ว่าง อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเข้า" นี้ก็ เรียกว่า ตัวความรู้นั้นเป็นปัญญา ตัวการระลึกความรู้ ออกมาได้นั้น เรียกว่าสติ เพราะฉะนั้นปัญญาเปรียบ เหมือนอาวุธที่เก็บไว้ในบ้านในเรือน; สตินั้นเหมือนกับเอา มาใช้ ขณะที่เอามาใช้นั้นเป็นสติ ขณะที่เก็บไว้เฉย ๆ เป็น ปัญญา; เพราะฉะนั้นปัญญาเฉย ๆ ไม่เอามาใช้ด้วยสติ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เหมือนมีอาวุธไว้ป้องกันตัว เก็บไว้บนเรือนเฉย ๆ ไม่ได้เอามาใช้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร. ทีนี้ข้าศึกก็คืออารมณ์ที่มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง ทางใจ หกอย่างนี้; ที่เรียกว่าข้าศึก ก็เพราะว่า มันจะมาทำอันตรายให้เกิดความทุกข์; เพราะ ฉะนั้นเราจะต้องทำให้ดี อย่าให้มันเป็นอันตรายขึ้นมา กำจัด มันเสีย หรือทำให้กลายเป็นประโยชน์เป็นมิตร เป็นเพื่อนไป เสียเลย ขอบอกกล่าวว่า อารมณ์ที่มากระทบ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ ตามปกตินั้นมันเป็นข้าศึก; เพราะว่าคน ตาม ปกติ นั้น โง่ นั้น หลง ไม่รู้แม้แต่เรื่องสุญญตา; และคน

น.70 ๒๑ ตามปกตินั้นมีอวิชชา มีโมหะ มีความหลง แล้ว รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสเข้ามา ก็เข้ามาเป็นศัตรู ทำบุคคลผู้นั้น ให้เป็นทุกข์ แต่ถ้าตามปกติคนเรามีสติปัญญาแล้ว รูป เสียง กลิ่น รส นั้นจะเข้ามาในฐานะเป็นเครื่องรับใช้อำนวย ความสะดวกสบายก็มี: เข้ามาในฐานะเป็นการศึกษาให้เรา ได้ศึกษามัน เข้าใจมันยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็มี นี่มันกลับมาทำ ประโยชน์ให้แก่เรา ไม่ใช่มาทำให้เราเดือดร้อนเสียหาย อะไร แต่ เพราะความโง่ ความเขลา ความหลง ความ ไม่รู้ของเราในเรื่องหลักธรรมะ จึงต้อนรับอารมณ์เหล่า นั้นมาในฐานะเป็นเครื่องทำลายตัวเอง หรือว่า ทำตัว เองให้เป็นทุกข์ ที่นี้เราก็มีทาง ป้องกันได้ด้วยปัญญาและ สติ; ไม่รับเอามันมาในฐานะที่เป็นเครื่องให้เกิดทุกข์; แต่ เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการศึกษา เกิดความรู้ความเข้าใจ ว่าสิ่ง นี้เป็นอย่างไร จนมันไม่อาจจะเป็นทุกข์แก่เราได้. ในการที่เราจะรู้ว่าสิ่งนี้เป็นอะไรนั้น พระพุทธเจ้าท่าน แนะให้สังเกตอย่างน้อย ๓ อย่างว่า: - สิ่งนี้มันมีความ ยั่ว ยวนอย่างไร เขาเรียกว่า อัสสาทะ มันมีอัสสาทะอย่างไร; แล้วก็สิ่งนี้มันมีโทษหรือมีพิษร้ายอย่างไร โทษหรือพิษร้าย

น.71 ๒๒ นี้เรียกว่า อาทีนวะ; แล้วสิ่งนี้เราจะมีอุบายวิธีที่จะเอาชนะ มันได้อย่างไร อุบายวิธีนี้เรียกว่า นิสสรณะ; เพราะฉะนั้น ขอให้จดจำไว้ว่า การที่เราจะศึกษาสิ่งใดที่เป็นเรื่องสำคัญ เราต้องตั้งปัญหาขึ้น ๓ ประการนี้เป็นอย่างน้อย ว่าอัสสาทะ ของมันเป็นอย่างไร อาทีนวะของมันเป็นอย่างไร และ นิสสรณะของมันเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างว่า เงิน-เงินที่เราชอบกันมากนี้ ทำงาน เพื่อเงินนี้ เพราะเราชอบเงิน; เงินนี้มีอัสสาทะ คือเสน่ห์ หรือมายาดึงดูดใจคนอย่างไร; แล้วเงินนี้มีอาทีนวะ คือ โทษอันร้ายกาจเลวทรามอย่างไร; แล้วเงินนี้มันมีนิสสรณะ คือทางที่เราจะอยู่เหนือเงิน เอาชนะเงินให้จนได้นี้มันเป็น อย่างไร; ถ้ารู้ครบทั้งสามอย่างนี้แล้ว เป็นอันว่าปลอดภัย และเรียกว่าเป็นผู้ที่รู้จริง ในเรื่องอารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อย่าง นี้ก็เหมือนกัน ต้องรู้ว่า อัสสาทะคือเสน่ห์ของมันเป็นอย่างไร; อาทีนวะ คือพิษร้ายที่มันซ่อนไว้เบื้องหลังนั้นเป็นอย่างไร; แล้วนิสสรณะ คืออุบายที่จะออกไปเสียได้จากอารมณ์เหล่านี้ คืออย่าให้มันทำอะไรเราได้นั้นเป็นอย่างไร. เหมือนปลาตัวหนึ่ง

น.72 ๒๓ มองเห็นเหยื่อที่เกี่ยวเบ็ดอยู่ พอรู้ว่าเหยื่อนี้อร่อย มีอัสสาทะ อร่อย; แต่ว่าเหยื่อนี้มันมีอาทีนวะ คือเบ็ดอยู่ข้างใน; ที่นี้ นิสสรณะ ก็คืออย่าไปกินมันเข้า ปลาตัวนั้นก็ไม่กินเบ็ด ไม่ กินเหยื่อ มันก็ไม่ติดเบ็ด. มนุษย์เราเปรียบเหมือนกับปลา เวียนว่ายอยู่ในน้ำ คือวัฏฏสงสาร โดยมากโง่ กินเหยื่อและติดเบ็ดเข้าไปด้วย; มันควรจะเป็นปลาที่ฉลาดรู้ว่า อัสสาทะเป็นอย่างไร; อาทีน- วะเป็นอย่างไร, นิสสรณะเป็นอย่างไร; แล้วก็อยู่ในโลกนี้ โดยไม่ต้องจมโลก ไม่ต้องกินเหยื่อในโลก แต่ขึ้นเหนือโลก นั่นแหละเขาเรียกว่าโลกุตตระ. ถ้าจมน้ำกินเหยื่อติดเบ็ด ตายอยู่ในน้ำ เกิดอยู่ในน้ำเรื่อยไป ก็เรียกว่าเป็นโลกียะ คือจมโลก หรืออยู่ใต้โลก เป็นปลาโง่; ถ้านานเข้ามันก็ควร จะฉลาดรู้ว่า เหยื่อเป็นอย่างไร เบ็ดเป็นอย่างไร ทำอย่างไร จึงจะกินแต่เหยื่อแล้วไม่ติดเบ็ด, นี่คือข้อที่เราจะว่าบริโภค รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์อย่างไร แล้วจะ ไม่เกิดทุกข์: อย่างนี้เรียกว่ารู้จักกินแต่เหยื่อเป็นอาหารแล้ว ไม่ติดเบ็ด. ฉะนั้น คำว่า "เหยื่อ" กับ คำว่า "อาหาร" นั้นต่าง กัน เหยื่อ คือล่อให้ติดเบ็ดและเป็นทุกข์, อาหารเป็นเรื่อง

น.73 ๒๔ จำเป็นที่เราจะต้องกิน เพื่อบำรุงรักษาชีวิตไว้ สืบอายุ ไว้ เพราะฉะนั้นเราไปทำ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เหล่านั้นให้เป็นอาหาร อย่าทำให้เป็นเหยื่อ ; นี้เรียกว่า มีอุบาย ถือเอานิสสรณะเหล่านั้น ไม่ติดเบ็ด แต่ได้กินเหยื่อ เป็นอาหาร เปลี่ยนสภาพเหยื่อให้เป็นอาหาร การอย่างนี้ ทำได้เพราะมีสติ เพราะมีสัมปชัญญะ เมื่อเผชิญกันเข้ากับ เหยื่อ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เป็นเหยื่อใน โลก หรือบางทีก็เรียกว่า มารเถยยะ คือบ่วงมารซึ่งมีลักษณะ เป็นพวงดอกไม้ บ่วงมารต้องมีลัษณะสวยสดงดงาม หอม หวน ไพเราะ เป็นพวงดอกไม้; แต่แล้วมันเป็นบ่วงที่จะผูก คอมนุษย์ ลากไปสู่ความทุกข์; นี่เราไม่กินเหยื่อ เราไม่ติด บ่วงมารเพราะมีสติ. พอมีอารมณ์ทางตา ทางหูมากระทบ ก็สักว่ากระทบ อย่าไปตะครุบเอาด้วยตัณหาและอุปาทาน แล้วมีตัวตนของตน เกิดรัก เกิดโกรธ เกิดเกลียด เกิดกลัว เกิดหลงใหลต่าง ๆ จนมีความทุกข์: แต่ให้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร มันเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร ควรจัดการกับมันไหม ถ้าไม่ · ควร ก็ไม่ต้องจัดอะไรเลย. ถ้าจะต้องจัดการกับมันอย่างไร เช่นเปลี่ยนเหยื่อให้เป็นอาหารก็ทำไป เปลี่ยนเหยื่อให้เป็น อาหาร. นี้รวมความว่า ถ้าไม่ต้องจัดต้องทำก็อย่าไปทำมัน

น.74 ๒๕ เลย อยู่สบาย ๆ นิ่ง ๆ แต่ถ้าต้องจัดต้องทำเพราะมีหน้าที่ เพราะสัมพันธ์กัน เกี่ยวข้องกันก็จัดก็ทำไปด้วยสติสัมปชัญญะ; สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เป็นการศึกษาไปบ้าง เป็นอาหารไปบ้าง เป็นอะไรไปบ้างในทางที่จะเป็นประโยชน์. ขั้นที่สอง นี้ เรียกว่า มีสติมีสัมปชัญญะ อย่างนี้ แต่ แล้วก็ต้องรวมธรรมะที่เนื่องกัน เช่นสัญญมะ- ความสำรวม ; เราจะต้องมีความสำรวมจึงจะมีสติ เพราะฉะนั้นจึงต้อง มีศีล จึงจะมีสติ หรือความสำรวมนั้นเอง เป็นทั้งสติเป็น ทั้งศีล. ข้อนี้อยากจะแนะว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นไม่แยกกัน ในทางปฏิบัติที่สำเร็จประโยชน์จริงนั้นไม่อาจจะแยกกัน; ใคร ถือว่าแยกกันได้ คนนั้นเป็นคนโง่ที่สุด ในพระพุทธศาสนา เราไม่อาจจะแยกศีลออกไปจากสมาธิหรือปัญญา ไม่อาจ แยกปัญญาออกไปจากศีลหรือสมาธิ เพราะมันเป็นไปไม่ ได้; ศีลมันต้องมีปัญญาควบคุม และความมุ่งมั่นที่จะให้มี ศีลนั้นมันก็เป็นสมาธิ ขอให้เข้าใจว่าอย่างนั้น เราจะรักษาศีล โดยไม่มีความมุ่งมั่นนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะความมุ่งมั่นนั้นมัน เป็นสมาธิ : แล้วความรู้เรื่องศีล อะไรเป็นอย่างไรนั้นเป็น ปัญญา นี่รักษาศีลอย่างนี้จึงจะเป็นศีลในพุทธศาสนา ถ้าผิดจาก

น.75 ๒๖ นี้เป็นเพียงพิธีรีตอง ไม่เป็นพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นเมื่อ เราทำสติ ที่จะเห็นโลกเป็นของว่างอย่างเดียวเท่านั้น มันมีทั้ง ศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา. รู้ว่าโลกเป็นของว่างนี้เป็น ปัญญา พออารมณ์มา กระทบมีสตินี้เป็น สมาธิ แล้วสำรวมระวังไว้อย่างนี้เสมอ นี้เป็น ศีล; ความสำรวมระวังนั้นคือศีล หรือว่า เมื่อกำหนด ลมหายใจ การตั้งความกำหนด บังคับตัวเองให้กำหนด ลมหายใจนี้เป็นศีล; ความที่กำหนดอยู่ได้นั้นเป็นสมาธิ: การรู้ลักษณะของลมหายใจว่าเป็นอย่างไร เช่นความไม่ เที่ยงเป็นต้นนี้เป็นปัญญา เพราะฉะนั้นจึงมีทั้งศีล สมาธิ ปัญญา เต็มเปี่ยมอยู่ในการกำหนดลมหายใจ. กิริยา อย่างนี้เรียกว่า สมังคี คือถึงพร้อมด้วยองค์สม่ำเสมอครบ ถ้วน; เช่นมรรคมีองค์แปดต้องครบทั้งแปดองค์ เป็นอัน เดียวกันสม่ำเสมอครบถ้วนเรียกว่า สมังคี. ศีลสมาธิปัญญา นี้ก็ต้องสมังคี จึงจะเป็นศีล สมาธิ ปัญญาในพระพุทธ - ศาสนา ขืนแยกกันก็จะไม่มีเหลือสักอย่างเดียว. จึงขอ อภัยที่กล่าวว่า ใครถือว่าแยกกันได้ และปฏิบัติแยกกัน คน นั้นเป็นคนโง่ที่สุดในพระพุทธศาสนา; เขาเป็นผู้ทำสิ่งที่เป็น ไปไม่ได้ และไม่มีประโยชน์อะไรเลย; เพราะฉะนั้นขอให้

น.76 ๒๗ สนใจที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์ ในการทำสติสัมปชัญญะนี้มี ทั้งปัญญา มีทั้งศีล. ทีนี้ อีกอย่างหนึ่ง เราจะต้องใช้อุบาย กิเลสนี้มัน ตลบแตลง; เพราะฉะนั้นเราจะต้องใช้อุบายให้มันสมกันกับ ที่กิเลสนี้มันเป็นมายา มันตลบแตลง อย่างเสือนี้ถ้าเราเข้า ไปสู้มันซึ่งหน้า มันกัดเราตาย แต่ถ้าเราใช้อุบาย การดัก, การลอบทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เสือก็ตายได้; เราก็ไม่ต้อง ตาย. กิเลสนี้มันยิ่งกว่าเสือ มันใหญ่โตกว่าเสือ มันดุร้าย กว่าเสือ เข้าไปซึ่งหน้าแล้วก็เราจะแย่ เราจะต้องใช้อุบาย วิธี อุบายวิธีคือหลักธรรมะของพระพุทธเจ้า ตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ถ้าภิกษุทั้ง หลายเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่างจากพระ อรหันต์"; พั่งดูคล้ายกับไม่ได้ทำอะไร :- ส เจ เม ภิกฺขเว ภิกฺขู สมฺมา วิหเรยฺยํ-ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเหล่านี้ พึงอยู่โดยชอบไซร้: อสฺญฺโญโลโก อรหนฺเตหิ อสฺส-โลกนี้ก็ จะไม่ว่างจากพระอรหันต์. "โลกนี้ไม่ว่างจากพระอรหันต์ด้วย เหตุสักว่า ภิกษุทั้งหลายอยู่โดยชอบ" ; แต่คำว่า "อยู่โดย ชอบ" นี้ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ มันเป็นอุบายที่ลึกซึ้ง; แต่ พูดว่าอยู่โดยชอบนี้ ฟังดูคล้าย ๆ กับว่าเล่น ๆ อยู่เล่น ๆ

น.77 ๒๘ ไปอย่างนั้น, อยู่โดยชอบเล่น ๆ ไป มันไม่ใช่อย่างนั้น นี่- แหละ คือลักษณะของสิ่งที่เรียกว่าอุบาย. อุบายเป็นอยู่โดยชอบ นี้หมายความว่า เป็นอยู่ ด้วยสติปัญญา ที่เห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ; มี สติที่จะทำจิตให้ว่างอยู่เสมอ มองเห็นโลกโดยความเป็นของ ว่าง แล้วก็ไม่อยากจะเอาอะไรเป็นอะไรด้วยตัณหาอุปาทาน ไม่มีอุปาทาน อยู่ด้วยจิตว่างอย่างนี้แหละเรียกว่า อยู่ชอบ พึง อยู่โดยชอบ เป็นอยู่โดยชอบ นี้เป็นอุบาย; เพราะว่า เมื่อเป็น อยู่อย่างนี้ - กิเลสไม่ได้กินอาหาร ไม่มีทางที่กิเลสจะได้กิน อาหารจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์. รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เกิด ขึ้นในฐานะที่จะเป็นเหยื่อของกิเลส; เรากำจัดด้วยจิตที่ว่าง นี้มันไม่อาจจะเป็นเหยื่อของกิเลสได้; แต่มันกลายไปเป็น เหยื่อของปัญญา ทำให้รู้แจ้งยิ่งขึ้นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างไร เหตุการณ์นี้เป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไรเสีย. ทีนี้กิเลสไม่ได้กินอาหาร ไม่เท่าไรมันก็ซูบผอม คือ ลดกำลังลง และไม่เท่าไรมันก็สิ้นไป; เหมือนกับว่าเสือตัวหนึ่ง ถ้าเราช่วยกันล้อมไว้ได้ ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ให้อาหาร เข้าไปหาเสือได้ เสือก็ออกมาหาอาหารไม่ได้; ไม่เท่าไร

น.78 ๒๙ อาหารที่มีอยู่ในที่ล้อมอยู่กับเสือนั้น มันก็หมดไป อาหารข้าง นอกเข้าไปไม่ได้ เสือมันก็ไม่มีทางที่จะได้กินอาหาร มันก็ จะผอมลง ๆ แล้ววันหนึ่งมันจะต้องตาย ภิกษุนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเป็นอยู่โดยชอบในลักษณะอย่าง ที่กิเลสไม่ได้กินอาหาร เพราะมีจิตว่างอยู่เป็นประจำแล้ว กิเลสก็จะต้องเหือดแห้งลง ๆ และสิ้นไป; นี่เป็นอยู่ชอบอย่างนี้ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ ขออ้างคำว่า "อสฺญฺโญ" แปลว่า ไม่ว่าง, อสฺญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส. สุญฺญ-แปลว่า ว่าง, อสฺุญฺฺญ - แปลว่า ไม่ว่าง; โลกนี้ ก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ นี้เรียกว่าอุบาย วิธี. อีกแง่หนึ่งก็คือ การปฏิบัตินี้ต้องทำจนชินเป็น นิสัย; ช่วยจำคำว่าต้องทำจนชินเป็นนิสัย, ไม่ใช่ว่าวันพระ มาที่นี่ทีหนึ่งแล้วก็นึกกันนิด ๆ หน่อย ๆ กลับไปบ้านก็เลิก กันไป แล้ววันพระก็มาอีกอย่างนี้ทำจนตายก็ไม่ชินเป็นนิสัย มัน จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องอยู่เป็นประจำ ทั้งที่วัดทั้งที่ บ้าน ทั้งที่ไหนก็ตามใจ จนเคยชินเป็นนิสัย จนสามารถ จะมีสติ ได้โดยไร้สำนึก โดยภายใต้สำนึก

น.79 ๓๐ ข้อนี้จะยกตัวอย่างเหมือนว่า พอเราตื่นนอนขึ้นมา เราก็ไปล้างหน้า แปรงฟัน แล้วตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ นี่ทำไป ได้โดยจิตใต้สำนึก ไม่ต้องตั้งเจตนา; ที่แรก ๆ เมื่อไม่เคยต้อง ตั้งเจตนา ตื่นขึ้น เตือนตัวเองให้ไปล้างหน้า ให้ไปแปรงพัน แต่พอทำไปจนเป็นนิสัยแล้ว ไม่มีเจตนา ทำไปได้ ล้างหน้า แปรงฟัน ด้วยความเคยชิน นั่นมันสำเร็จประโยชน์เต็มที่ อย่างนั้น มันไม่ทุกข์ มันไม่ลำบาก มันไม่ต้องยุ่งยาก. ทีนี้เรื่อง สติ ก็เหมือนกัน ต้องทำให้เป็นอย่างนั้น ที่ ใกล้ชิดเข้ามาอีกอย่างหนึ่ง ก็เหมือนกับการขับรถ ที่นั่งกัน อยู่ที่นี่ ใครขับรถยนต์เป็นจนชำนาญ; ลองคิดดู. เมื่อแรก ขับรถ มันต้องมีความระมัดระวังมาก แทบจะไม่มีระยะว่าง เป็นงานที่ยากลำบากอย่างยิ่ง; แม้แต่ขี่รถจักรยาน อย่าว่าแต่ จะขับรถยนต์เลย ไหนจะไปชนเขา ไหนอะไรจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ต้องมีสติมาก; แต่ขับไปเป็นหลายๆ ปีเข้า เป็น ๒๐ ปี ๓๐ ปีเข้า เกิดความเคยชิน อะไรผ่านแวบวับมาอย่างนี้ก็ เหยียบเบรคได้เอง อะไรได้เอง โดยความเคยชิน ไม่ต้องมี เจตนา แล้วก็สบาย แล้วก็ปลอดภัยที่สุดด้วย. นี่ความเคยชิน เกิดขึ้นเพราะกระทำมามาก กระทำมานาน โดยบทว่า :- ภาวิตาพหุลีกตา-นี้ ทำให้มาก ทำให้ชำนาญ อย่างนี้แล้วมัน

น.80 ๓๑ สบายเท่าไร; แล้วไปเปรียบเทียบดูกับคนที่แรกหัดขับรถยนต์ วันนี้ เดือนนี้ดูซิ มันต่างกันเท่าไร; มันต้องมีความระมัดระวัง สำรวมมากเท่าไร นี่ ปฏิบัติธรรมะ ก็เหมือนกัน ต้องทน ทำไปจนมีความเคยชินเป็นนิสัย. เดี๋ยวนี้ไม่เป็นอย่างนั้น ไม่ได้ทำจนเคยชินเป็นนิสัย ทำอย่างหลอกตัวเองอย่างขอ ไปที่ อย่างเพื่ออวดสังคมบ้างอะไรบ้าง ทำนองนี้ หรือ เพราะไม่รู้จะทำอะไร; หรือเพราะหวาดกลัวว่า ตายแล้วจะ เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ อุตส่าห์ทำ ๆ ไว้บ้าง อย่างนี้ไม่เกิดความ ถูกต้อง ไม่เกิดความเคยชิน ไม่เกิดผลที่สมบูรณ์ได้. ฉะนั้น ขอให้มีความคิดที่จะทำจนเคยชินเป็นนิสัย เหมือนกับที่ว่า เราทำงานต่าง ๆ จนเคยชินเป็นนิสัย ไม่ ต้องมีเจตนา; การปฏิบัติที่ชินถึงขนาดไม่มีเจตนา นี่ เป็นโลกุตตระ; ถ้ายังต้องตั้งเจตนาควบคุมอยู่ ยังเป็น โลกียะ อยู่เรื่อยไป. นี่คือขั้นที่สองที่ว่า ต้องมีสติ. สตินี้ ต้องมีความสำรวม มีสัญญมะ มีอุบาย, มีการกระทำให้ชิน เป็นนิสัย จึงจะเป็นสติจริง ๆ; ไม่อย่างนั้นจะเป็นเพียงสติ ล้มลุกคลุกคลาน หรือไม่อย่างนั้นจะเป็นสติเพียงระเบียบ พิธีรีตอง, ท่าทาง เท่านั้นเอง ใช้ไม่ได้ ต้องเป็นสติจริง ๆ นี้เป็นขั้นที่สอง

น.81 ๓๒ ขั้นที่สาม เราจะต้องรู้ไว้ว่า เมื่อเราได้ทำพลาด ไป เพราะว่าครั้งแรกจะต้องพลาด เช่นหัดขี่รถจักรยาน หัด ขับรถยนต์นี้จะต้องมีการพลาดในตอนแรก ๆ; ในการทำสติ ไม่ ให้ไปยึดมั่นนั่นนี่ ว่าเป็นตัวกูของกู นี่ก็เหมือนกัน มันพลาด อยู่เรื่อย ขั้นที่สามนี้ เมื่อมีการพลาด อย่างนี้ ต้องมีความ ละอาย ต้องมีความกลัว คือต้องมีหิริและมีโอตตัปปะ รู้จัก ละอายกันเสียบ้าง รู้จักกลัวกันเสียบ้าง. เดี๋ยวนี้เป็นคน หน้าด้าน ไม่รู้จักอาย; แล้วเป็นคนเย่อหยิ่ง ทะนง อวดดี ไม่รู้จักกลัว คือ ไม่มีหิริและโอตตัปปะ ทั้งนี้ก็เพราะถือ เสียว่า เรื่องกิเลสเกิดตัวกูของกู ในใจเป็นทุกข์นี้ไม่มี ใครเห็น เพราะฉะนั้น ไม่ต้องละอาย นี่มันคือความเข้า ใจผิด. ถ้าเป็นพุทธบริษัทจริง แม้ไม่มีใครเห็นก็ต้องละอาย อย่างยิ่ง ละอายในการที่เผลอจนเกิดกิเลส เป็นตัวกู เป็น ของกู เป็นจิตวุ่น และเป็นทุกข์ นี่ต้องละอายอย่างยิ่ง; เพราะ นี่มันคือ ความเสียหายอย่างยิ่ง ความสูญเสียสิ่งที่ดีที่สุดที่ มนุษย์ควรจะได้. ทีเรื่องทางวัตถุ ทางโลก ๆ ละอายกัน เหลือเกิน ไม่ได้หวีผมนิดหน่อยก็ละอาย, ไม่ได้ใส่น้ำมัน นิดหน่อยก็ละอาย, หรือไปทำอะไรหลุดลุ่ยกลางถนนหน

น.82 ๓๓ ทางก็ละอาย จนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน; ทีอย่างนั้นละก็ ละอาย-ละอายเป็น ; แต่พอถึงทีของการปฏิบัติธรรมะที่ควร ละอายอย่างยิ่งกลับไม่ละอาย ว่าได้เกิดความโลภขึ้นก็ไม่ละอาย เกิดความโกรธขึ้นก็ไม่ละอาย เกิดความโง่ขึ้นก็ไม่ละอาย. ขอให้คิดกันเสียใหม่ว่า พอถึงวันหนึ่งคืนหนึ่ง พอถึง เวลาสุดท้ายของวันก่อนจะนอน นี่ต้องคิดบัญชีดูว่า วันนี้ได้ พลาดพลั้งขาดสติ เกิดความรู้สึกเป็นตัวกูของกู มีความโลภ มีความโกรธ มีความหลงอย่างไรบ้าง; แล้วก็เอามานอน ละอายให้มาก เสียใจให้มาก คือมีหิริและโอตตัปปะให้มาก แล้วก็มีความเข็ดหลาบ รู้จักเข็ดหลาบ; เหมือนกับเผลอตก ร่องหนหนึ่ง แข้งขาถลอกปอกเปิกนี้ ต้อง รู้จักเข็ดหลาบ ทั้ง ละอาย ทั้ง กลัว ทั้ง ระวัง ไม่ให้ตกอีก แล้วก็มีความ เบื่อระอา ที่จะเป็นอย่างนั้นอีก นี่เป็นนิพพิทาในเบื้องต้น ที่เกิดขึ้น. สิ่งที่เรียกว่า นิพพิทา จะต้องตั้งต้นที่ตรงนี้ คือละอาย และ กลัว และ เข็ดหลาบ แล้วก็ ระอาที่จะเป็นอย่าง นั้นอีก; นิพพิทาอ่อน ๆ ตั้งขึ้นในลักษณะอย่างนี้. นี้อันดับ ที่สาม เราต้องมีความกลัว มีความละอาย มีความเข็ดหลาบ มีความระอาที่จะเป็นอย่างนั้นอีกให้มากที่สุด แล้วมันก็จะ

น.83 ๓๔ ไม่เป็นอีก แล้ว การทำสตินี้ก็จะเป็นของที่ทำได้ ไม่เหลือ วิสัย เดี๋ยวนี้มีแต่บ่นกันว่า ทำสติปัฏฐานนี้มันยาก มันเหลือ วิสัย มันทำไม่ได้ จนไม่คิดจะทำ ท้อใจที่จะทำ นี้มันไม่จริง; ความจริงมันอยู่ที่ว่า ต้องรู้จักอายรู้จักกลัว รู้จักเข็ดหลาบ รู้จักระอา. รวมข้อปฏิบัติเป็น ๓ ชั้น หรือ ๓ ฝ่ายด้วยกัน :- ขั้นแรก ตามปกติก็ต้อง เจริญปัญญา อยู่เสมอ ให้รู้ ว่าโลกว่าง จิตอย่าไปยึดเข้า จิตจะได้เป็นจิตว่างอยู่เสมอ. ขั้นที่สอง มีสติ เมื่อจ่อหน้ากันเข้ากับข้าศึก คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มีสติสัมปชัญญะ มีสัญญมะ มี อุบายวิธี. มีการต่อสู้จนเคยชิน. ขั้นที่สาม เมื่อได้พ่ายแพ้ไปแล้ว ก็ละอายให้มาก กลัวให้มาก เข็ดหลาบให้มาก รู้จักระอา นี้ถ้าเผอิญว่า วัน หนึ่ง ๆ ทำสำเร็จ ไม่มีการบกพร่องเลย ก็อย่าเหลิง ก็อย่า ประมาท จะมีปีติปราโมทย์บ้างก็ได้เหมือนกัน แต่อย่าถึง กับประมาท. ถ้าปฏิบัติอยู่อย่างนี้แล้ว เป็นอันว่าการปฏิบัติธรรมะ ในพระพุทธศาสนาขั้นสูงสุดของฆราวาส คือทำจิตให้ว่างนี้ จะเป็นไปได้; จะไม่ไปมีเรื่องมีราวกับรูป เสียง กลิ่น รส

น.84 ๓๕ สัมผัส จนขาดศีล จนไม่มีสมาธิ จนเป็นทุกข์เป็นร้อน. ขอ ให้นึกถึงเรื่องว่า ธรรมดา ๆ ทำไมเราไม่เผลอ เราจึงไม่เผลอ ตกร่องที่นอกชานทุกวัน แล้วทำไมเราจึงไม่ขับรถลงคูทุกวัน นี่ก็เพราะเราทำด้วยอุบายอย่างนี้. ทีนี้ การที่เราจะขับรถคืออัตภาพของเรานี้ ให้แล่น ไปตามทางของอริยมรรคไปสู่นิพพาน มันก็เหมือนกันอย่าง นั้น; เพราะฉะนั้นขอให้สนใจโดยหลักอย่างนี้ไว้เป็นประจำ; รวมความว่า ขอให้ให้ความสนใจแก่ธรรมะให้เพียงพอ. จงให้ความเป็นธรรมแก่พระธรรมให้เพียงพอ เดี๋ยวนี้ไม่ ให้ความเป็นธรรมแก่พระธรรมอย่างเพียงพอ เพราะว่าใน วันหนึ่ง ๆ ๒๔ ชั่วโมงนั้น สนใจปฏิบัติธรรมะไม่กี่นาที นอกนั้นเอาไปทำอะไรเสียก็ไม่ทราบ ไปคิดดูเองก็แล้ว กัน; นี้เรียกว่า ไม่ให้ความสนใจที่เพียงพอ ไม่ให้ความ เป็นธรรมที่เพียงพอ เพราะไม่รู้สึกว่า ธรรมะนี่คือตัวชีวิต จิตใจ คือเนื้อแท้ตัวแท้ของชีวิต ของความดับทุกข์. เรา ต้องให้ความสนใจมากกว่าอย่างอื่น ถ้าเราไม่มีเวลาไป นั่งทำภาวนาตามโคนต้นไม้ ตามถ้ำ ตามเขา เราก็ต้อง ทำวิปัสสนานั้นในการงานนั้นเอง; การงานที่ทำอยู่นั้น แหละจะเป็นการงานครัว, งานบ้าน, งานเรือน, งานค้าขาย

น.85 ๓๖ ทำไร่ ทำนา ทำสวน ทำราชการที่ออฟฟิศ บนโต๊ะที่ทำ งานก็ต้องทำวิปัสสนา คือมีสติอย่างที่ว่ามานี้. เมื่อใดมีสติอย่างที่ว่ามานี้ “เมื่อนั้นเป็นการทำวิปัส- สนา ดั งนั้น หุงข้าว ตำน้ำพริกอยู่ในครัว กระเด็นเข้าตา ก็ควรจะเป็นวิปัสสนา ยิ่งกว่าจะไปร้องอู้เหมือนกับสัตว์ ถูกน้ำร้อนลวก มันไม่สมควรกัน; มัน ควรจะพิจารณา เวทนา ควรจะฝึกหัดควบคุมสติ ควรจะฝึกหัดไม่ให้ดิ้น รนจนเป็นทุกข์อย่างนั้น. ปฏิบัติธรรมที่ตรงนั้น มีทั้งศีล มี ทั้งสมาธิ และปัญญา ในขณะที่ตำน้ำพริกแกงเข้าตา อย่างนี้เป็นต้น; ในห้องน้ำ ห้องส้วม ห้องอะไรก็เหมือน กันหมด จะต้องมีสติสัมปชัญญะเรื่องสิ่งทั้งปวงว่า ยึดถือ ไม่ได้. สิ่งที่มายั่วให้โกรธ ก็ไม่ยึดถือ สิ่งที่มายั่วให้รักก็ไม่ ยึดถือ นี่เรียกว่าฝึกหัด ศีล สมาธิ ปัญญา หรือเรียกว่า วิปัสสนาก็ตามใจ ทุกอิริยาบถ; ดังนั้นการปฏิบัติธรรมะมัน จึงมีมาก เพราะมีอยู่ในตัวชีวิตและการงาน อย่างนี้จึงจะ เรียกว่าให้ความเป็นธรรม หรือให้ความยุติธรรมแก่ธรรมะ เพียงพอ. จนในที่สุด จิตนี้ว่างเป็นส่วนมาก วันหนึ่งคืน หนึ่งจิตนี้ว่างเป็นส่วนมาก ที่วุ่นมีนิดเดียว หรือถึงกับไม่มี

น.86 ๓๗ หรือถึงกับไม่ปรากฏ เราก็ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือความสะอาดบริสุทธิ์ ความสว่างไสวแจ่มแจ้ง และความ สงบสุขเยือกเย็น; ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ซึ่ง เรียกโดยภาษาบาลีว่าความบริสุทธิ์ หรือปัญญา หรือสันติ ทำนองนี้. สุทธิ, ปัญญา, สันติ อย่างนี้; สะอาด, สว่าง สงบ เหล่านี้, เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ แล้วก็ได้ใน ตัวความว่างหรือจิตว่างนั่นเอง; เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า ความว่างนั้นไม่ใช่การสูญเปล่า ไม่มีอะไร แต่ว่ามีทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้เพราะเหตุนี้. เพราะฉะนั้น อย่าไปหลงเข้าใจผิดว่า สุญฺญ-สูญเปล่าไม่มีอะไร หรือชีวิต นี้ไม่มีแก่นสาร นั่นคือคนโง่ที่สุด คนบ้าที่สุด ที่พูด ว่าชีวิตนี้ไม่มีแก่นสาร; ถ้าเขารู้จักประพฤติธรรมะของ พระพุทธเจ้าในเรื่องสุญญตา ที่ทรงประทานแก่ฆราวาสแล้ว แก่นสารของชีวิตจะปรากฏออกมาให้เห็น เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ และชีวิตนี้จะเป็นแก่นสารสำหรับผู้มี ปัญญา; เพราะเหตุนี้ นี่คือคุณค่าของเรื่องสุญญตา หรือ เรื่องความว่าง ไม่ใช่หมายถึงไม่มีอะไร แต่ว่ามีอะไรทก อย่างที่มนุษย์ควรจะได้ และควรปรารถนา.

น.87 ๓๘ จึงหวังว่า ท่านทั้งหลายจะได้เริ่มสนใจ และสนใจ ยิ่ง ๆ ขึ้นไปในเรื่องสุญญตา ซึ่งเป็นเนื้อแท้ของพระพุทธ ศาสนา ดังที่ได้ยกเอาพระพุทธภาษิตมากล่าวให้ฟังแล้วพอ สมควรแก่เวลา. ขอยุติการบรรยายเพียงเท่านี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต