Buddhadasa.org
หนังสือเทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ › อ่านฉบับเต็ม

📖 เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๐ — เอกสารชุดมองด้านใน · วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๐

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.64 ท่านนักศึกษาทั้งหลาย ! อาตมารู้สึกยินดีที่ได้มาพบกันวันนี้ และแสดงธรรม บรรยายที่เห็นว่าเหมาะสมแก่พวกเราที่นี่ สิ่งที่รู้สึกสดุดใจหรือสนใจที่สุด ก็คือคำว่า " วิทยาลัย เทคนิค " หรือโดยเฉพาะก็คือคำว่า " เทคนิค " คำนี้เป็นคำที่น่า สนใจอย่างไรนั้น จะได้อธิบายให้ฟังตามทัศนะของธรรมะ หรือตามหลักธรรมะในพุทธศาสนา อาจจะยังมีคนไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดอยู่บ้างก็ได้เกี่ยวกับคำ ๆ นี้ กับสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะในพระพุทธศาสนา. เพราะฉะนั้นหัวข้อที่จะกล่าวในวันนี้ก็มีว่า เทคนิคนั่น แหละ คือธรรมะ หรือ ธรรมะ นั่นแหละคือเทคนิค ฉะนั้น ขอให้สังเกตหรือพังให้ดีพิจารณาให้ดี

น.65 ๒ ในชั้นแรกนี้ที่จะต้องนึกถึง ก็คือว่า สิ่งที่เรียกว่า เทคนิคนั้น เรายังรู้จักกันน้อยไป หรือสนใจกันแต่บางประ เภท เทคนิคที่สัมพันธ์กันอยู่หลาย ๆอย่าง ซึ่งควรจะรู้ทั้ง หมด เราก็มักจะรู้หรือสนใจกันแต่เพียงอย่างเดียว และวิทยาลัย ของเราก็สอน หรืออบรมเฉพาะเทคนิคที่เกี่ยวกับวิชาอาชีพ ; แต่เนื้อแท้นั้น สิ่งที่เรียกว่าเทคนิคนั้น มันมีมากกว่านั้น จนกลับจะต้องกล่าวว่า เทคนิคของความเป็นคนหรือ เทคนิค ของความเป็นมนุษย์ มากกว่า. ที่ว่าสัมพันธ์กันนั้น ยกตัวอย่าง เช่น เรามีเทคนิค ในการทำการงาน จนประสบความสำเร็จในการงาน แต่ เราก็ไม่มีเทคนิคในการที่จะทำให้การงานนั้นไม่เป็นทุกข์ แก่เรา หรืออีกอย่างหนึ่งก็ว่า เรามีเทคนิคในการหาเงิน แต่แล้วเราก็ไม่มีเทคนิคในการที่จะป้องกัน ไม่ให้เงินนั้นเกิด เป็นพิษร้ายขึ้นแก่เรา เราจึงต้องเป็นทุกข์ทั้งที่มีเงินหรือหา เงินได้อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นสิ่งที่มนุษย์ต้องการและหากัน เช่นเงิน เช่น ชื่อเสียงเหล่านี้ หรือความสะดวกสบายอย่างอื่น ที่เรียกว่า สิ่งที่มนุษย์ต้องการนั้น หามาได้ แต่แล้วกลับมาเป็นพิษร้าย

น.66 ๓ คือทำให้มนุษย์มีความทุกข์อย่างอื่นเกิดขึ้นมา อย่างที่เราเห็น กันอยู่ในเวลานี้ ว่าโลกสมัยนี้ยิ่งก้าวหน้าทางวิชาการทางวัตถุ แต่แล้วก็ยิ่งมีความทุกข์ความเดือดร้อนมากในทางจิตใจ หรือ แม้ที่สุดแต่เรื่องสงคราม ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่เจริญงอกงามไปตาม ความเจริญของวัตถุด้วย นี้เรียกว่าเทคนิคนั้นไม่สัมพันธ์กัน เสียแล้ว. เรามีเทคนิคแต่เรื่องหา สร้างวัตถุ แต่แล้วเราก็ไม่ มีเทคนิคในการที่จะควบคุมสิ่งเหล่านั้น นี้เรียกว่าเทคนิคแห่ง ความเป็นมนุษย์ไม่สมบูรณ์ เพราะขาดเทคนิคส่วนที่จะควบ- คุมสิ่งที่เราต้องการหรือได้มา ถ้าท่านเข้าใจข้อความนี้ ท่านเข้าใจได้เองทันทีว่า ธรรมะนั้นคืออะไร ? หรือเป็นเทคนิคอย่างไร? คนหนุ่มคนสาวสมัยนี้ไม่สนใจธรรมะ เพราะเข้าใจ ผิดไปว่า ไม่เกี่ยวข้องกับเรา หรือไม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ เป็นของมีไว้ดูเล่น มีไว้บูชา มีไว้ประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ ไม่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ใครเข้าใจอย่างนี้ก็เป็นคนโง่ที่ สุดในโลกนี้ เพราะว่าเขาไม่รู้ว่า ธรรมะนั้น เป็นระบบ

น.67 ๔ เทคนิคอันหนึ่งที่จะควบคุม สิ่งที่เรากำลังทำ กำลังหา กำลังสร้างนั้นอย่าให้เกิดความทุกข์ขึ้น ถ้าท่านเข้าใจความข้อนี้ ท่านก็จะชอบใจธรรมะขึ้น มาเอง จะรักและนับถือพระพุทธเจ้าขึ้นมาเอง แต่ถ้า ไม่เข้าใจความจริงข้อนี้แล้ว แม้ใครจะชักชวนหรือจะบังคับ อย่างไร ท่านก็จะไม่ชอบธรรมะ จะไม่ต้องการพระพุทธเจ้า อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงให้หัวข้อเรื่องว่า เทคนิค นั้นคือธรรมะ ธรรมะนั้น คือ เทคนิค แม้แต่เทคนิคทาง วัตถุ ทางวิชาอาชีพนี้ ก็ยังเป็นธรรมะซึ่งจะได้ว่าให้ฟังเป็น ลำดับไป. แต่ในตอนนี้ อยากจะขอร้องให้ช่วยกันซ้อมความเข้า ใจในคำว่าเทคนิคให้ตรงกันเสียก่อน. เราจะต้องนึกถึงคำสองคำ คือ คำว่าเทคนิค ซึ่งตัว C อยู่ท้าย กับเทคนีค ซึ่ง que อยู่ท้าย เทคนิคส์ (Technics) เราแปลกันว่าวิชาการ ส่วนเทคนีค (Technique) นั้น เรา แปลว่าวิธีการ เราจะมีความรู้แตกฉานแต่วิชาการไม่ได้ เรา ต้องมีความแตกฉานในส่วนวิธีการด้วย และต่อเมื่อเอาเทค

น.68 ๕ นิคส์กับเทคนีคมารวมกันมันจึงจะเป็น Technical ที่ถูกต้อง คือสมบูรณ์ทั้งวิชาการและวิธีการ. วิชาการคือความรู้ วิธีการคือการกระทำ และทั้ง หมดนั้นต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ ทั้ง เทคนิคส์และเทคนีคจะต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎ ของธรรมชาติ เราจะรู้หรือไม่รู้ไม่สำคัญ แต่ข้อเท็จริงหรือ ความจริงนั้น ต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติและกฎของ ธรรมชาตินั่นเองคือสิ่งที่เรียกว่าธรรมหรือธรรมะก็แล้วแต่จะ เรียก เรียกว่า ธรรม เฉย ๆ หรือ ธรรมะก็ได้. ตรงนี้สรุปความว่า ต้องสมบูรณ์ทั้งเทคนิคส์และ เทคนิค คือทั้งวิชาการและวิธีการ ถ้าท่านยอมรับหลักอันนี้ ว่าสองอย่างนี้รวมกันแล้วจึงจะเป็น Technical ที่สมบูรณ์ หรือที่ถูกต้องที่จะใช้ประโยชน์ได้แล้ว ท่านก็จะเกิดความ แน่ใจและพอใจในพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านมีคุณสมบัติที่สำคัญอันหนึ่งเรียกว่า วิชชาจรณะ สัมปัณโณ, ถ้าท่านเคยสวด อิติบีโสท่านก็จะได้ ยินชินหูว่า: อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชาจรณะ สัมปัณโณ , วิชาจรณะสัมปัณโณ ฟังดูให้ดีๆ วิชชาจรณะสัม

น.69 ๖ ปัณโณ แปลว่าสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ วิชชานั้นคือเทค นิคส์ส่วนจรณะนั้นคือเทคนีค วิชชาแปลว่าความรู้ จรณะ แปลว่าการกระทำหรือการประพฤติ สัมปัณโณแปลว่า สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงเป็นผู้ที่สมบูรณ์ทั้ง เทคนิคส์และเทคนีค ท่านจึงเป็นบุคคล Technician อย่าง สมบูรณ์ที่สุด การที่ใครจะไปสมบูรณ์แต่ทางวิชชาอย่างนี้ก็ไม่ถูกแน่ เพราะว่าอาจจะกระทำไม่ได้ก็ได้ มีแต่ความรู้แล้วกระทำไม่ ได้ก็ได้; ถ้าจะมีแต่การกระทำ ไม่มีความรู้ มันก็ทำไม่ได้; ดังนั้นจึงต้องระบุให้ชัดลงไปว่า "วิชชา จรณะสัมปัณโณ" สัม บูรณ์ทั้งความรู้และการกระทำ, คือมีทั้งเทคนิคส์และเทค- นีคอย่างที่กล่าวแล้ว ฉะนั้นหลักของการมีเทคนิคนี้จึงเป็นหลักในพระพุทธ- ศาสนา หรือเป็นหลักที่ยิ่งกว่านั้น ก็คือ อยู่ที่เนื้อที่ตัวของ พระพุทธเจ้านั่นเอง ฉะนั้นขอให้สนใจในคำว่า : วิชชาจรณะ สัมปั่นโณ แล้วเราก็จะรู้ว่า เทคนิค นั้น เกี่ยวข้องกับธรรมะ อย่างไร

น.70 ๗ สิ่งที่เรียกว่าเทคนิคเป็นภาษาต่างประเทศเราก็ยังไม่ได้ แปลเป็นภาษาไทยที่เป็นที่พอใจ ก็แปลแต่เพียงว่าวิชาการ เทคนีค ก็คือวิธีการ วิชาการกับวิธีการผสมกัน ก็คือ Technical ที่สมบูรณ์ที่ได้กล่าวมาเมื่อตะกี้นี้ว่าทั้งสองอย่าง นี้ต้องเป็น ไปตามกฎแห่งธรรม ที่นี้จะอธิบายคำว่าธรรม ท่านจงกำหนดไว้เป็นหลักว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมนี้, มันหมายถึงสิ่งทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไรแต่ เรามักจะเข้าใจกันว่า ธรรมหรือพระธรรมะนี้เป็นคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า อย่างนี้มันน้อยเกินไป มันเพียงแต่สิ่ง ที่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และยังไม่รู้ว่าสอนอย่างไร ด้วยซ้ำไป แต่คำว่าธรรมนั้นหมายถึงสิ่งทุกสิ่ง คือทั้งที่มนุษย์ จะรู้จักหรือจะไม่รู้จักก็ตาม ขอให้ถือเป็นความรู้ที่เพิ่งจะได้ ยินใหม่วันนี้ก็ตามใจ ว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมนั้นคือทุกสิ่ง และ เพื่อเข้าใจความหมายของคำว่าทุกสิ่ง เราแจกออกไปได้เป็น ว่า :- (๑) ธรรมชาติทั่วไป (๒) กฎของธรรมชาติ ที่มีอยู่ในตัวธรรมชาตินั้น

น.71 ๘ (๓) หน้าที่ที่มนุษย์ จะต้องกระทำให้ถูกต้องตาม กฎของธรรมชาตินั้น และ (๔) ผลที่จะเกิดขึ้น จากการกระทำนั้น เป็น ๔ อย่างด้วยกัน ๑)ตัวธรรมชาติแท้ๆ นี้อย่างแรก จะเป็นวัตถุก็ ได้มิใช่วัตถุก็ได้ สิ่งที่เป็นความคิดนึกล้วน ๆ ก็ได้ ที่เป็นอยู่ ตามธรรมชาติ นี้เราเรียกว่าธรรมชาติหมด Nature หรือ ธรรมชาติในลักษณะเช่นนี้ อาจจะไม่เหมือนกันกับที่เขาพูด กันอยู่ในโลกก็ได้ แต่ว่าตามหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา จะเรียกทุกอย่างนี้ว่าธรรมชาติหมด อย่างคนเราคนหนึ่งร่าง- กายก็เป็นธรรมชาติ จิตใจก็เป็นธรรมชาติ ความคิดนึกก็เป็น ธรรมชาติ และสิ่งต่าง ๆ ที่นอกออกไปจากตัวเราเป็นแผ่น- ดิน ต้นไม้ ภูเขา ทุกอย่างที่มนุษย์รู้จักนี้เรียกว่าธรรมชาติ หมดจนกระทั่งว่ามีรูปก็มี ไม่มีรูปก็มี เปลี่ยนแปลงก็มี ไม่ เปลี่ยนแปลงก็มี อย่างนี้เป็นต้น-หมดเลย, นี่เรียกว่าธรรม- ชาติ ๒) กฎของธรรมชาติ (Law of Nature) คือว่า กฎของธรรมชาติ ก็มีอยู่ในธรรชาตินั้น, เช่นความเปลี่ยน

น.72 ๙ แปลง ถ้าเปลี่ยนแปลงจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไรนี้เป็นต้น เช่นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอย่างนี้, เรียกว่าเป็น กฎของธรรมชาติ หรือแม้แต่กฎวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ก็ยัง เรียกว่า กฎของธรรมชาติ นี้เราก็ต้องรู้จัก ๓) หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎธรรมชาติ นี้คงจะ เข้าใจได้เองว่าธรรมชาติมันมีอำนาจที่เฉียบขาด ที่เด็ดขาด ถ้าใครทำไม่ถูกต้องกับเรื่องของมัน มันก็จะเกิดปัญหาไปใน ทางที่เป็นทุกข์ ถ้าทำถูกต้องก็จะได้ประสบความสำเร็จตาม ที่ต้องการ, ฉะนั้นมนุษย์จึงต้องรู้หน้าที่ ๆ ตนจะต้องกระทำ ตามธรรมชาติ แม้ที่สุดแต่ว่าหน้าที่ ๆ จะต้องกินอาหาร จะ ต้องถ่ายอุจจาระปัสสาวะหรืออะไรก็ตาม, นี้เป็นหน้าที่ทาง ร่างกาย ที่นี้หน้าที่ทางจิตใจ คือเราจะต้องดำรงค์จิตใจไว้ ในลักษณะอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ จึงจะไม่ เป็นทุกข์ อย่างนี้เรียกว่าหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ ๔) ผลที่เกิดขึ้นจากการทำหน้าที่ มันก็ต้องเป็น ไปตามกฎธรรมชาติ เช่นว่า จะสร้างอะไรขึ้นมาเป็นวัตถุ มันก็ต้องเป็นไปตามอำนาจกฎของธรรมชาติ, ได้ผลทาง วัตถุขึ้นมา, หรือว่าเราประพฤติในทางจิต ทางใจ ได้ผล

น.73 ๑๐ เป็นความสงบสุขขึ้นมา อย่างที่เรียกว่ามรรคผลนิพพานใน พระพุทธศาสนา, นี้ก็เรียกว่า เป็นผลที่เกิดมาจากการทำ หน้าที่อย่างถูกต้อง ตามกฎธรรมชาติ เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า เราแบ่งสิ่งที่เรียกว่า ธรรมนี้ออกเป็น ๔ ประเภทอย่างนี้, แล้วทั้งหมดนั้นล้วนแต่ เนื่องอยู่กับธรรมชาติ หนึ่ง คือตัวธรรมชาติเอง สองคือ กฎของธรรมชาติ สามคือ หน้าที่ของมนุษย์ตามธรรม ชาติ สี่คือ ผลที่มนุษย์จะพึงได้รับตามกฎของธรรมชาติ ฉะนั้นทุกสิ่งทั้งหมดจะรวมอยู่ใน ๔ ประเภทนี้ แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า พระเจ้า ก็รวมอยู่ในคำว่าธรรม นี้เหมือนกันคือพระเจ้าในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ มีหน้า ที่มีอำนาจเฉียบขาดตามธรรมชาติ ที่นี้คนเราก็รวมอยู่ในสิ่ง เหล่านี้ ความรู้ ความคิด การกระทำของคนเรา ก็รวมอยู่ ในสิ่งเหล่านี้ ผลที่เกิดขึ้น เป็นความเจริญ หรือเสื่อมทราม อะไรก็สุดแท้ ก็รวมอยู่ในสิ่งเหล่านี้ นี้คือคำว่าธรรมในภาษาบาลี ฉะนั้นจึงกล่าวว่าธรรม คือทุกสิ่ง ที่เป็นธรรมชาติและเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ

น.74 ๑๑ ฉะนั้นถ้าเรารู้เรื่องเหล่านี้ดี เราก็เรียกว่ารู้ส่วนที่ เป็นเทคนีคของสิ่งเหล่านี้ ถ้าเรารู้หน้าที่ ที่จะต้องกระ ทำต่อสิ่งเหล่านี้ดี ก็เรียกว่ารู้เทคนีคของสิ่งเหล่านี้ เมื่อ รวมกันทั้งเทคนิคส์กับเทคนีค (Technics- Technique) ก็คือ ความสมบูรณ์ ที่จะนำมาซึ่งชัยชนะหรือความสำเร็จในการ ที่เราจะเป็นมนุษย์อยู่ในโลกนี้ คือสามารถทำตนให้ไม่มี ความทุกข์ได้อย่างนี้ จึงเห็นได้ว่าเป็นคำกล่าวที่มีวงกว้างมากที่สุด คือกิน ความไปถึงทุกสิ่ง ไม่ใช่เพียงแต่ความรู้เท่าที่จะทำให้เรา ประกอบการงานที่เป็นอาชีพได้เท่านั้น, ไม่ใช่ ฉะนั้นขอให้นักศึกษาจำคำว่า ธรรม หรือ ธรรมะ ใน ๔ ความหมายนี้ไว้เป็นต้นทุนสำหรับศึกษาหาความรู้ใน วิชาเกี่ยวกับธรรมะต่อไปในคราวอื่น ๆ อาตมาขอยืนยันว่า ถ้ามีความเข้าใจในส่วนนี้เป็นพื้นฐานเป็นต้นทุนแล้ว จะเข้า ใจธรรมะที่มากมายได้โดยไม่ยาก แต่โดยง่ายโดยสะดวก ดังนั้นเราจะต้องเห็นกันให้ชัดลงไปว่า ธรรมะนั่น แหละคือเทคนิค เทคนิคนั่นแหละคือธรรม แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ เคยนึกกันอย่างนี้ เราว่า เทคนิคก็คือวิชาที่สอนให้เราทำ

น.75 ๑๒ อะไรเป็นตามที่เราต้องการ แต่แล้วก็เป็นเรื่องทางวัตถุทั้ง นั้น มันจึงเป็นเรื่องหาเงินหรือหาชื่อเสียงมาอย่างเดียว โดย ไม่รู้จักควบคุมสิ่งเหล่านั้น ฉะนั้นถ้าเราจะพูดถึงเทคนีคโดย สมบูรณ์ เราต้องมีความรู้ที่จะควบคุมสิ่งเหล่านั้นด้วย. ฉะนั้นนักศึกษาเทคนีคทั้งหลาย นอกจากจะมีวิชา ความรู้เทคนีคฝ่ายที่จะสร้างหรือจะหามา แล้วยังจะต้องมี ความรู้ที่จะควบคุมสิ่งเหล่านั้นให้อยู่ในอำนาจของเราด้วย คือ อย่าให้เป็นพิษแก่จิตใจของเราขึ้นมา เช่นมีเงินแล้วเงินกลาย เป็นพิษขึ้นมา ทำให้คนต้องติดคุกติดตราง ต้องฆ่าตัวตาย ต้องเป็นโรคเส้นประสาทต้องเป็นโรคจิต ก็เพราะเงินที่เขา มีอยู่นั้นเหมือนกัน ชื่อเสียงก็เหมือนกัน ฉะนั้นจึงต้องนึก ถึงเทคนีคส่วนนี้ด้วย นี่คือความจำเป็นที่ทำให้ต้องมีการสั่งสอนอบรมเทค- นีดในส่วนนี้กันบ้าง การบรรยายธรรมะในวันนี้จึงได้มีขึ้น เพื่อประโยชน์แก่ส่วนนี้เอง แต่แล้วก็เป็นที่น่าประหลาดใจ ที่ว่ามันเป็นคำ ๆ เดียวกัน, คือคำว่าเทคนิคดังที่กล่าวแล้ว ถ้าทางฝ่ายวัตถุ ท่านทั้งหลายก็เรียนก็ทำสำเร็จอยู่แล้ว แต่ ฝ่ายจิตใจนั้นอาจจะยังขาดอยู่ก็ได้ คือยังไม่ได้รู้และยังไม่ได้

น.76 ๑๓ ทำ มันอาจจะปวดหัวเพราะการเรียนนั้นก็ได้เพราะการทำ นั้นก็ได้ อาจจะร้องไห้เพราะการเรียนหรือการทำนั้นก็ได้ ถ้า มันยังแยกกันอยู่โดยไม่เกี่ยวข้องกันอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้น เราจึงสนใจธรรมะหรือเทคนิคในทางฝ่ายธรรมะ คือที่เป็น ฝ่ายจิตใจหรือฝ่ายวิญญาณอีกด้วย ทีนี้เราก็จะมองกันต่อไปว่า เทคนิคจะชนิดไหนก็ ตาม จะต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ฝืนกฎธรรม ชาติไปไม่ได้ อย่าได้อวดดีในเรื่องนี้ ถ้าขืนอวดดีในเรื่อง นี้ ก็จะเป็นคนโง่ที่สุดในโลกเป็นครั้งที่ ๒ จะต้องดูให้ดีว่า มันจะต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติอย่างไร เราอาจจะยืนยันได้ว่า ถ้าฝืนธรรมะแล้ว ก็จะต้อง ฝืนธรรมชาติ ถ้าฝืนธรรมชาติแล้วก็จะต้องผืนธรรมะ ถ้าฝืนธรรมะหรือฝืนธรรมชาติแล้วจะไม่มีเทคนิค จะไม่ เป็นเทคนิค ฉะนั้นอย่าได้เข้าใจไปตามคนสมัยใหม่บางคน พูดอย่างเขลา ๆ ว่า เราจะควบคุมธรรมชาติ เราจะเอาชนะ ธรรมชาติ แล้วคนบางคนก็เข้าใจไปตามนั้นว่า เราจะเอา ชนะธรรมชาติได้, นี้ฟังดูให้ดีถ้าฟังไม่ดีแล้วจะเข้าใจผิด

น.77 ๑๔ ว่าเราอาจจะฝืนธรรมชาติได้ เราอาจจะเอาชนะธรรมชาติได้ ควบคุมธรรมชาติได้ อย่างนี้เป็นไปไม่ได้ เราไม่อาจจะผืนธรรมะได้, ไม่อาจจะเอาชนะธรรมชาติ ได้ นอกจากจะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ คือธรรมะหรือเทคนีคของธรรมชาติ เราเอาชนะมันได้ตาม ที่เราต้องการนั้น ก็เพราะเราทำถูก-ถูกตามกฎของมัน ถ้าพูด อย่างว่ามันเป็นคน ก็คือทำถูกใจมัน ๆ จึงอำนวยประโยชน์ ให้แก่เรา เหมือนกับที่ว่าเรานับถือพระเจ้า, อ้อนวอนพระเจ้า ทำถูกใจพระเจ้า เราจึงได้รับประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้จาก พระเจ้า ถ้าแปลความให้ถูกต้อง พระเจ้าใน ที่นี้ก็ คือกฎธรรม ชาติ เราอ้อนวอนพระเจ้าก็ด้วยการพยายามทำให้ดีที่สุดให้ ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติเราจึงจะทำอะไรได้ แม้การสร้างสรรค์ในทางวัตถุก็เหมือนกัน จะสร้าง นั่นสร้างนี่ขึ้นมาเป็นความเจริญอย่างสมัยใหม่นี้ มันก็ดู ๆ คล้ายกับว่าเราแก้ธรรมชาติ, ฝืนธรรมชาติ, ชนะธรรมชาติ ที่จริงเป็นการเปล่าเลย เรากลับจะต้องทำให้ถูกต้องตาม ธรรมชาติ, ตามกฎธรรมชาติที่เร้นลับอยู่อีกส่วนหนึ่งต่างหาก

น.78 ๑๕ เราจึงประสบความสำเร็จ ในการที่เอาธรรมชาติมาใช้ให้เป็น ประโยชน์แก่เราได้ ถ้าเราจะพูดว่าควบคุมธรรมชาติชนะ ธรรมชาติได้ มันก็มีความหมายเพียงอย่างนี้เท่านั้น คือเรา ไปทำถูกต้องตามกฎของธรรมาชาติเข้าแล้วโดยไม่รู้สึกตัว เมื่อ เราเอามันมาใช้ได้ เราก็คิดว่าเราชนะมัน ที่แท้มันชนะเรา อยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เรียกว่าเทคนิคก็คือสิ่งที่เราเอาชนะธรรม ชาติกันในลักษณะอย่างนี้ โดยเราทำถูกต้องตามกฎของธรรม- ชาติ จนเราเอาประโยชน์จากมันได้ ที่นี้ท่านคงจะมองเห็นได้บ้างแล้วว่า พระพุทธเจ้า เป็นนักเทคนิคอย่างไรสมบูรณ์อย่างไร ส่วนเราจะเป็นนักเทค- นิคเพียงกะผีกเดียวของพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ จะเท่ากับปีกลิ้น ในเมื่อเอาไปเปรียบกับภูเขาเลากาทำนองนั้น คนโบราณมีเทคนีคมากกว่าคนสมัยนี้ ฟังดูไม่น่าเชื่อ และก็คงจะไม่มีใครเชื่อกี่คนนัก ว่าคนโบราณมีเทคนิคมาก กว่าคนสมัยนี้คงจะไม่ค่อยมีใครเชื่อเพราะว่ามันไม่เคยมีคำว่า เทคนิคพูดของคนโบราณ แต่แล้วอย่าลืมตัวอย่างที่ได้ยกขึ้น ให้ฟังว่า พระพุทธเจ้าสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ คือ ทั้งเทคนิคส์และเทคนิค ซึ่งเข้าใจกันดีแล้ว

น.79 ๑๖ ทีนี้ไม่ต้องถึงพระพุทธเจ้า, คนโบราณ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ท่านก็ยังมีเทคนิคมากกว่าพวกเราสมัย นี้ยกตัว อย่างให้ฟังสักเรื่องหนึ่งว่า เมื่ออาตมาเป็นเด็ก ๆ อายุ ๑๔- ๑๕ ปี ไปเยี่ยมย่ายายต่างตำบลออกไปท่านให้พรอย่างที่ฝั่ง แล้วสะดุ้งจนงงว่า "ให้ได้เมียที่เป็นหญิงนะลูกนะ " ฟังดู "ให้ได้เมียที่เป็นหญิงนะลูกนะ" นี่เป็นเทคนิคอย่าง ยิ่ง ซึ่งจะรู้ว่าผู้หญิงนั้นคืออะไร เรางงเลยว่า ใคร ๆ ก็มี ภรรยาเป็นผู้หญิงกันทั้งนั้น แล้วคนเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไรบ้าง ดูจะไม่สนใจที่จะได้ภรรยาที่เป็นหญิง อะไรก็เอาทั้งนั้นเลย, แล้วยังไม่รู้ความหมายของคำว่า หญิงกับชายนี้ต่างกันอย่างไร ด้วยซ้ำไป และยิ่งมาถึงสมัยนี้ยิ่งปนกันยุ่ง . คือผู้หญิงทำ อย่างเดียวกับผู้ชาย ๆ ทำอย่างเดียวกับผู้หญิง, จนไม่รู้ว่าจะ เป็นหญิงหรือเป็นชายกันแน่ นี่เสียเวลาสักหน่อยอยากจะพูดให้ฟังว่า ถ้าตามความ หมายทางศาสนาอย่างคริสเตียนนี้ ก็เขียนไว้ชัดในเยเนซีส นั้นว่า พระเจ้าสร้างผู้หญิงขึ้นจากกระดูกซี่โครงของผู้ชายซึ่ง สร้างขึ้นมาด้วยดิน พระเจ้าเอาดินขึ้นมาสร้างเป็นมนุษย์ผู้ชาย และดึงเอากระดูกซี่โครง ของผู้ชายมาสร้างเป็นมนุษย์ผู้หญิง

น.80 ๑๗ คิดดมันต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร นี่ไปอ่านดูเอาเองก็ แล้วกัน เยเนซีสของคัมภีร์ไบเบิ้ล ในเยเนซีสตอนท้ายจะ เรียกผู้ชายว่า Son of God เรียกผู้หญิงว่า Daughter of man คนละคำคนละศัพท์กันเลย มันจะเหมือนกันไม่ได้ นี่เขามีความมุ่งหมายชัดอยู่แล้วว่า, ผู้หญิงต้องมี ลักษณะอย่างผู้หญิง, ต้องทำหน้าที่อย่างผู้หญิง ผู้ชาย ต้องทำหน้าที่หรือมีลักษณะอย่างผู้ชาย ทีนี้ในทางพุทธศาสนาเราก็มี, ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า, ผู้หญิงเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ เป็นจักรพรรดิ์ไม่ได้ เป็นพรหม ไม่ได้อย่างนี้เป็นต้น เพราะว่ามันทำหน้าที่ต่างกัน และ พระพุทธเจ้าท่านยังทรงรับรองขนบธรรมเนียมประเพณีในอิน- เดียสมัยนั้นที่ว่า ผู้หญิงจะไม่นั่งในรัฐสภา ผู้หญิงจะไม่ไป แคว้นกัมโพชะ คือไปศึกษาอย่างชั้นสูงเหมือนอย่างไปเรียน เมืองนอกสมัยนี้ ผู้หญิงจะไม่ทำการงานที่สำคัญหน้าที่การงาน ที่สำคัญอย่างเป็นนายกรัฐมนตรีอะไรทำนองนี้ก็เพราะว่าเขา สร้างผู้หญิงมาเพื่อทำอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งผู้ชายไม่ทำหรือทำไม่ได้ ทีนี้ถ้าทั้งสองฝ่ายทำรวมกันก็เป็นความสมบูรณ์ การที่ทำแต่ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมันเป็นเพียงครึ่งเดียว ๒

น.81 ๑๘ ฉะนั้นความหมายของคำว่าหญิง ว่าชาย นี้ จึง มีความสำคัญมาก ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราจึงมีเทคนิคมาก ที่ว่าให้หาเมียที่เป็นหญิง ส่วนคนสมัยนี้ไม่ได้คิด ฉะนั้นจึง ถือว่าไม่มีเทคนิค เป็นคนเพ้อเจ้อ ทำอะไรละเมอ ๆ ฟุ้งไป ตามความต้องการของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีความหมาย ไม่มีหลักเกณฑ์ ไม่มีเทคนิค ถึงจะหาเงิน ได้ก็หามาเพื่อเป็นพิษร้ายแก่ตน จะต้องร้องไห้หรือจะต้อง ฆ่าตัวตายเพราะเงินเพราะชื่อเสียง เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่อง เกียรติ เหล่านี้ จะมาเป็นพิษขึ้นทั้งนั้น ถ้าขาดเทคนิคใน ส่วนนี้ นี่ขอให้ยอมรับกันเสียสักทีว่า ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ก็เป็นนักเทคนิค แล้วเป็นเทคนิคที่สำคัญกว่าเสียด้วย คือ เทคนิคในทางธรรมะ ทีนี้ก็มาถึงข้อที่พูดเมื่อตะกี้ว่า เทคนิคนั้นมีความมุ่ง หมายใหญ่ คือเทคนิคสำหรับความเป็นมนุษย์หรือความเป็น คน ฉะนั้นถ้าเราจะตั้งปัญหาทางเทคนิคที่สมบูรณ์ เราจะ

น.82 ๑๙ ต้องตั้งปัญหาว่า ความเป็นคนนี้เป็นทำไม หรือว่าเกิด มาทำไม อย่างนี้จะดีกว่า ตั้งปัญหาข้อแรกว่าเกิดมาทำไม ถ้าไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ก็เป็นคนโง่ที่สุด ครั้งที่ ๓ ในโลกเพราะไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม นี้ลองถามตัวเองดูทุกคนว่า เกิดมาทำไม อาจจะยังไม่เคยคิด หรือถ้าคิดเดี๋ยวนี้ก็คงจะ ไปได้หลาย ๆ ทาง หลาย ๆ แนว ถ้าถามเด็กเล็ก ๆ ก็คงจะคิดว่าเกิดมานี้เพื่อสนุก เพื่อ เล่นเพื่อกินให้สนุก กินเนื้อสะเต๊ะให้หมดจานแล้วก็ไปขี่ ประตูแกว่งเล่นอ๊อดแอ๊ด ๆ เท่านี้ก็พอแล้ว ดีที่สุดแล้วสำหรับ การที่เกิดมา เกิดมาเพื่ออย่างนี้ หรือที่ว่าโตขึ้นมาเป็นคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาว ก็จะต้อง เพื่อความสำราญตามที่ต้องการ ทีนี้ถ้าว่าเป็นคนอายุมากแล้วเป็นพ่อบ้านแม่เรือน เขา ก็จะมีความรู้สึกว่า เกิดมาเป็นวัวเป็นควายแท้ ๆ คือเกิดมา เป็นผู้รับภาระหนักให้ลูกให้หลานสบาย คนที่เป็นพ่อบ้านแม่ เรือนจะรู้สึกว่า เกิดมาเพื่ออย่างนี้ ทีนี้พอถึงคนชราแก่หง่อมแล้ว เกิดมานี้ไม่สนุกเลย

น.83 ๒๐ เกิดมาให้เขาหัวเราะ เกิดมาให้เด็ก ๆ เขารำคาญ เรื่องนี้อยากจะเล่านิทานสั้น ๆ ๕ นาทีให้ฟังเพื่อช่วย ให้จำง่าย คือนิทานเรื่องสร้างโลกมีว่า พระเจ้าสร้างโลก ขึ้นมาใหม่ ๆ แล้วก็สร้างมนุษย์ขึ้นมา เพื่อให้โลกนี้ไม่ว่าง เปล่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมา ทันทีนั้นก็งงเหมือนกับพวกเรา เดี๋ยวนี้ คือไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร "ตัวเองจะเป็นอะไร เป็น มนุษย์จะเป็นทำไม เป็นเพื่ออะไรก็ไม่รู้ จึงต้องถามพระเจ้า ว่า เป็นอะไร ? พระเจ้าว่า เป็นมนุษย์. เป็นทำไม ? ก็ เป็นเพื่อให้โลกนี้มีประโยชน์และงดงาม เป็นหน้าที่ที่ สำคัญมาก ให้โลกนี้มีประโยชน์และงดงาม มนุษย์ถามว่า ให้อยู่นานเท่าไร พระเจ้าว่าให้อยู่นาน ๓๐ ปี มีอายุ ๓๐ ปี ทีนี้พระเจ้าเห็นว่ามนุษย์นี้ต้องมีเครื่องมือสำหรับทำ มาหากินก็เลยสร้างสัตว์ เช่น วัว ควาย ขึ้นมา วัวควาย ก็ไม่รู้ตัวเองก็ต้องถามพระเจ้าว่าเป็นอะไร เป็นวัวเป็นควาย เป็นทำไม ? รับใช้มนุษย์ทำการงาน, ให้มนุษย์ได้ทำการงานใน หน้าที่ของตน อยู่นานเท่าไร ? อยู่นาน ๓๐ ปี วัวควายนี้บอก ว่ามากนัก ๓๐ ปีทำงานหนัก, ให้ลด พระเจ้าลดให้ ๒๐ ปี

น.84 ๒๑ และจะมีอายุประมาณ ๑๐ ปี ทีนี้มนุษย์เมื่อตะกี้ที่พอใจในความเป็นมนุษย์ของตัว ก็ไปต่อรองกับพระเจ้าว่าขออายุที่ลดให้วัว ๒๐ ปี นี่เอามา ให้มนุษย์เถอะ เอามาเพิ่มให้มนุษย์ มนุษย์ก็ได้มาอีก ๒๐ ปี เป็น ๕๐ ปี ทีนี้ต่อมาพระเจ้าเห็นว่าเมื่อมนุษย์มีทรัพย์สมบัติแล้ว ไม่มีสัตว์อารักขาทรัพย์สมบัติของมนุษย์ ๆ ก็จะลำบาก จึง สร้างสัตว์อารักขา เช่นสุนัขเฝ้าบ้านขึ้นมา สุนัขก็ถามพระเจ้า ว่าเป็นอะไร ? เป็นสุนัข เป็นทำไม ? เฝ้ายามระวังรักษา ทรัพย์สมบัติของมนุษย์ นานเท่าไร ? ๓๐ ปีอีก สุนัขว่าไม่ ไหว อดนอน ๓๐ ปีมากนัก ก็ต่อรอง พระเจ้าก็ลดให้ ๒๐ ปี เป็นสุนัข ๑๐ ปี, ๒๐ ปียกเลิก มนุษย์ก็ค่อย ๆ คลานเข้าไปขอร้องอีกว่า ที่ลดให้ สุนัข ๒๐ ปี เอามาให้คนอีกเถอะ ก็ได้มาอีก ๒๐ ปี ที่นี้ต่อมาพระเจ้าเห็นว่ามนุษย์มีทรัพย์สมบัติ มีสัตว์ อารักขาแล้ว ก็ควรจะมีสิ่งสนุกสนานบ้าง ก็เลยสร้างสัตว์เช่น ลิง ขึ้นมา สำหรับมนุษย์จะได้หัวเราะ ลิงถามพระเจ้าว่า

น.85 ๒๒ เป็นอะไร ? พระเจ้าว่าเป็นลิง เป็นทำไม ? เป็นเพื่อช่วยให้ มนุษย์มีความสำราญได้หัวเราะ กี่ปี ? ก็ ๓๐ ปี อีก ดูจะเป็น กฎเกณฑ์ของพระเจ้า ลิงก็บอกว่าทำงานหนักนัก ๓๐ ปี ทำ หน้าที่จำอวดนี่ ก็เลยให้ลด ก็ลด ๒๐ ปีอีก ให้เป็นลิงมีอายุ ประมาณ ๑๐ ปี ทีนี้คนก็แข็งใจเข้าไปเป็นครั้งสุดท้ายขอ ๒๐ ปี ที่ลด ให้ลิงเอามาให้คนอีก ลองทบทวนดู พระเจ้าให้เป็นคน ๓๐ ปี แต่มนุษย์ก็ยังมาขอ, ที่เรียกภาษาหยาบคายว่าสะเออะ หรือเลือกเข้าไปขอเอาของวัวมา ๒๐ ปี ของสุนัขมา ๒๐ ปี ของลิงมา ๒๐ ปี มันได้มาใหม่อีก ๖๐ ปี รวมกันเป็น ๙๐ ปี มนุษย์เราจึงมีอายุประมาณ ๙๐ ปี ทีนี้ก็ให้เป็นไปตามข้อสัญญาข้อตกลง มนุษย์อย่างสมัย นักศึกษาเหล่านี้ มันก็ยังเป็นคนอยู่ เพราะมันยังอยู่ในระยะ ๓๐ ปี มันจึงน่าดูหรือสวยงามหรือว่าสดชื่น ทีนี้พอหลังจากนั้น ๓๐ ปีขึ้นไปถึง ๕๐ ปีที่เอาของวัวมานี้มันจะเป็นวัวแล้ว จะ ต้องทำหน้าที่อย่างวัว คือลากแอก หน้าที่การงานรับผิดชอบ ครอบครัวอะไรก็ตาม เป็นพ่อบ้านแม่เรือนอะไรเหล่านี้ พอ

น.86 ๒๓ เลย ๕๐ ปีขึ้นไป จะเป็นคุณย่าอย่างนี้มันก็นอนไม่หลับเหมือน สุนัข เพราะเอาอายุของสุนัขมามันนอนหลับยาก เป็นห่วง ลูกห่วงหลานที่ไปเรียนอยู่เมืองนอกบ้าง, อยู่ที่ไหนบ้างก็ไม่รู้, มันนอนหลับยาก ทรัพย์สมบัติก็หวงแหนเกินประมาณ วิตก กังวลเกินประมาณ นอนหลับยาก ที่นี้ต่อไปอีก ๒๐ ปี ซึ่ง ไปเอาของลิงมา ก็แสดงเป็นคนป้ำ ๆ เป๋อ ๆ งก ๆ เงิน ๆ กินแล้วว่าไม่ได้กินอะไรทำนองนี้, ครบบริบูรณ์ นี่ถ้าถามว่า เกิดมาทำไม ก็ดูจากเรื่องนี้ หน้าที่ที่มัน เป็นไปอย่างแท้จริงตามธรรมชาติที่เราเอาชนะธรรมชาติไม่ได้ นั่นแหละคือข้อที่เราเอาชนะธรรมชาติไม่ได้ มันจึงต้องเป็น ไปอย่างนั้น ถ้าเราเป็นนักศึกษาเทคนิค อย่างแบบของพระพุทธ- เจ้า เราต้องควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ ต้องไม่มีความทุกข์ไม่มีความ ลำบากเพราะสิ่งเหล่านี้ ถ้าเรามีความรู้ทางธรรมะแล้ว เราก็ จะสามารถเปลื้องข้อผูกพันที่ต้องเป็นวัว ๒๐ ปีได้ ถ้าเรา สามารถทำจิตใจให้อยู่เหนือความทุกข์ชนิดนี้ได้ ด้วยธรรมะ

น.87 ๒๔ ชั้นสูงที่เรียกว่าความไม่ยึดมั่นถือมั่นหรืออะไรก็ตาม การงาน นั้นแทนที่จะเป็นของหนักเหมือนแอกสำหรับวัวลาก มันกลาย เป็นของสนุกสนานไปก็ได้ แต่เรื่องนี้มันกินเวลามากที่จะ อธิบาย ฉะนั้นให้ศึกษาเอาเองต่อไปข้างหน้า หรือว่าถ้า มีเวลาก็จะพูดกันใหม่ แต่ว่าธรรมะนี้จะช่วยได้ คือจะช่วยให้คนไม่ ต้องเป็นทุกข์เพราะการทำงาน การงานนั้นถ้าทำไปด้วย ความยึดมั่นถือมั่นแล้ว จะหนักเหมือนภูเขา หรือตกนรก ทั้งเป็น แต่ถ้าทำด้วยจิตใจที่ประกอบด้วยเทคนิคตามทาง ธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว กลายเป็นของสนุก การงาน จะกลายเป็นของสนุก เหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องพูดอย่างเดียว หรือเป็นเรื่องพูดเล่น เป็นข้อเท็จจริงที่จะไปรู้ได้เองเมื่อ สามารถจะทำได้ ทีนี้ที่จะต้องเป็นมนุษย์นอนไม่หลับนั้นก็เหมือนกัน เพราะขาดธรรมะ ไม่มีธรรมะเรื่องปล่อยวาง จึงนอนไม่ หลับ ถ้ามีธรรมะถูกต้องตามเทคนิคของธรรมะแล้วนอนหลับ

น.88 ๒๕ สนิทกว่าที่แรกเสียอีก ถ้ามีธรรมะสมบูรณ์แก่ชราอายุ ๑๐๐ ปี ก็ไม่ฟั่นเฟื่อน ไม่หลงใหล ไม่งก ๆ เงิ่น ๆ นี่ถ้าใครสามารถทำสติปัฏฐานอยู่เป็นประจำจนแก่จน ชรา ก็จะเป็นคนชราที่ไม่หลงไม่ฟั่นเฟื่อน ไม่งก ๆ เงิ่น ๆ ไม่ต้องแสดงละครลิงให้ลูกหลานดู, นี่มันพ้นบาปมากถึงอย่าง นี้. ทีนี้ที่ว่า เกิดมาทำไม ก็กลายเป็นว่า เกิดมาเพื่อ การสอบไล่ ๓ ชั้น ๔ ชั้นนี้ให้ได้ ลุล่วงไปด้วยดี ด้วย เทคนิคคือธรรมะ ไม่ใช่อย่างที่ว่าเด็ก ๆ เกิดมาเพื่อกิน เพื่อเล่น คนหนุ่มคนสาวเกิดมาเพื่อความสำราญ คนพ่อบ้าน แม่เรือนเกิดมาเพื่อลากแอกอย่างวัวนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น นั้น เป็นส่วนที่มนุษย์เอาชนะไม่ไดคือไม่เป็นเทคนิค ไม่เป็นนัก เทคนิค แต่ถ้าเราจะตอบกัน อย่างจริยธรรม หรือความ คิดของนักจริยธรรม ก็จะเป็นการง่ายแก่การจดจำ. ฉะนั้นขอให้ช่วยจำว่า ถ้าถูกถามว่า เกิดมาทำไม ก็ตอบอย่างกำปั้นทุบดินก่อนว่า เกิดมาเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดที่

น.89 ๒๖ มนุษย์ควรจะได้ เรียกว่ากำปั้นทุบดิน น่าหวัว เพื่อสิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. ทีนี้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นั้น ต้องเอาตาม หลักจริยธรรม Ethicist คือ นักจริยธรรมทั่วโลก ค้นคว้า ศึกษารวบรวมโดยสมบูรณ์แล้วและตอบว่า เพื่อ Summum Bonum คือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ต้องได้ในชาตินี้ ๔ ประการ (๑) ความสุขที่แท้จริง Happiness นี่เรียกตรง ๆ แปลตรง ๆ ว่า Happiness (๒) เพื่อความเต็ม Perfection ความเต็มเปี่ยม (๓) เพื่อหน้าที่ Duty และ (๔) เพื่อความรักสากล Universal Love ๑) เพื่อความสุข ต้องเป็นความสุขที่แท้จริง ไม่ใช่ความสุขอย่างหลอกลวง ฉะนั้นมันจึงต้องมีความหมาย เป็นความ สะอาด สว่าง สงบ อยู่เป็นธรรมดา ความสุขที่ไม่ ทำให้คนต้องนั่งร้องไห้น้ำตาเช็คเข่าอะไรทำนองนี้ เรียก ว่าความสุขความสงบเย็น นั้นเข้าใจได้ไม่ยาก ถ้าร้อนอยู่ก็ไม่ ใช่ แม้จะร่ำรวยมีเกียรติมีอะไรมากมาย แต่ถ้ายังร้อนอยู่ก็

น.90 ๒๗ ไม่ใช่ ยังร้อนอยู่คือยังตกนรกทั้งเป็นอยู่ ยังไม่ใช่ความสุข ๒) ความเต็ม หรือ Perfection นี้คือความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ ลองถามดู ว่าใครเป็นมนุษย์ที่เต็มแล้วบ้างที่นั่งอยู่ที่นี่ เต็มคืออย่างไร เต็มแห่งความเป็นมนุษย์คืออย่างไร หลวงวิเชียร ฯ ว่ายังน้อยกันอยู่ ๑๕ % ยังพล่องอยู่ นี่อย่างน้อยหรืออย่างธรรมดา ฉะนั้นความเต็มนี่มันอยู่ที่ไหน ความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ มันต้องอยู่ที่มีความรู้ถูกต้อง มีการกระทำถูกต้อง คือมีทั้ง Technics และ Technique อีกนั่นเองที่สมบูรณ์ จึงจะมีความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ทั้งทางสติปัญญาความคิดเห็น ทางวิญญาณ ๓) เพื่อหน้าที่ Duty หน้าที่นี้พิเศษหน่อย เพราะมีระบุว่า หน้าที่เพื่อหน้าที่ Duty for the Sake of Duty หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ ถ้าใครยังทำหน้าที่เพื่อประ-โยชน์แก่เงิน ยังไม่ใช่ เราเรียนเราประกอบอาชีพเพื่อประ-โยชน์แก่เงิน ด้วยความรู้สึกแก่ตัวเราเองแก่ตัวกูของกู แก่ครอบครัวของกู นี้ยังม่ใช่ ยังไม่ใช่คำว่าหน้าที่ในที่นี้ หน้าที่ที่จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์นั้นคือหน้าที่เพื่อหน้าที่

น.91 ๒๘ เรารู้สึกว่าเราเกิดมาเป็นมนุษย์มีหน้าที่ที่จะต้องทำหน้าที่ของมนุษย์ แล้วก็ทำหน้าที่นั้นให้สมบูรณ์ ส่วนเงินหรืออะไรนั้นเป็นของพลอยได้เป็นขี้ ฝุ่นไปเท่านั้น ตัวหน้าที่คือตัวสิ่งที่ประเสริฐ แล้วก็ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ หรือพูดอีกภาษาหนึ่งก็คือ ทำงานเพื่องาน ถ้าในใจยังมีความรู้สึกรับผิดชอบและทำจริง ในข้อที่ว่าทำงานเพื่องานทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด สิ่งที่สูงประเสริฐที่สุดในความเป็นมนุษย์ที่จะพึงได้พึงถึง ฉะนั้นอย่างน้อยขอให้จำใส่ใจไว้ว่า สักระดับหนึ่งเราจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ แม้เราเรียนนี้ก็เรียนเพราะเป็นหน้าที่ของมนุษย์ เราประกอบการงานก็เพราะเป็นหน้าที่ของมนุษย์ เราจะต้องทำอย่างอื่นอีกหลาย ๆ อย่าง ก็เพราะเป็นหน้าที่ของมนุษย์ หน้าที่เพื่อหน้าที่ อย่างนี้ ใจบริสุทธิ์ ถ้าหน้าที่เพื่อเงิน เพื่อเกียรติ เพื่ออะไรแล้วมันเป็นเพื่อตัวกู ของกูอย่างนี้ใจไม่บริสุทธิ์ คือเป็นกิเลส ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ฉะนั้นเขาจึงระบุว่าต้องทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ๔) ความรักสากล Universal Love แต่คำว่า Love นี้ หมายถึงเมตตา คือควรจะระบุให้ชัดว่า Loving

น.92 ๒๙ Kindness เมตตา ไม่ใช่ Love ความรักด้วยกิเลสตัณหา Love ความรักสากลนี้ไม่ใช่ความรักของหญิงโสเภณี, มีความหมายเฉพาะที่บริสุทธิ์ที่ประกอบด้วยเทคนิคคือธรรมะ คือมีเมตตาสากลนี้เป็นสิ่งที่ทำยาก เป็นเทคนิคยิ่งกว่าเทคนิคของเราทั้งหมดรวมกันก็ได้ เราจะต้องจิตใจในลักษณะพิเศษเฉพาะ ที่มีไว้เฉพาะ จึงจะมีความรักสากลซึ่งเป็นสิ่งที่ ๔ ในบรรดาสิ่งที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ แล้วเราก็เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ทีนี้ท่านจะมองเห็นได้ทันทีว่า มันเป็นเทคนิคที่กว้างขวาง, ที่ลึกลับซับซ้อน ที่มีอะไรมากมายสักเท่าไร ฉะนั้นปัญหาเทคนิคข้อใหญ่ของความเป็นมนุษย์เรา ก็อยู่ตรงที่ว่า เกิดมาทำไม เป็นต้น ถ้าสะสางปัญหาข้อนี้ได้ก็เรียกว่าเป็นผู้มีเทคนิคที่สมบูรณ์ เดี๋ยวนี้มักจะคุยกันเสียว่า ความเจริญการศึกษาใหม่ ๆ ของพวกฝรั่งนี้ทำให้มนุษย์เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเทคนิค มีวิชาความรู้ความสามารถ ถึงกับคุยโตว่าขึ้นถึงขีดสูงสุดของเทคนิค นี่เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ เพราะว่ามันยังมีเทคนิคของธรรม-ชาติอีกมากมายที่ยังไม่เปิดเผยออมา ที่ยังลึกกลับอยู่ ที่มนุษย์เหล่านี้ยังรู้ไม่ได้

น.93 ๓๐ ฉะนั้นเทคนิคในโลกปัจจุบันนี้ ก็เป็นเรื่องทางวัตถุล้วน ๆ แล้วก็ยังไม่หมด ฉะนั้นก็ไม่ควรจะคุยโตว่าเป็นเทคนิคในโลกยุคที่สมบูรณ์หรืออะไรทำนองนั้น มันพิสูจน์ได้ง่าย ๆ ตรงที่ว่า เดี๋ยวนี้โลกมันยุ่งยากมากขึ้นใช่ไหม ? ถ้ามันเป็นไปอย่างถูกต้องตามเทคนิคแล้ว โลกนี้มันควรจะเรียบร้อยหรือสงบเย็นลงไป เดี๋ยวนี้มันยุ่งยากมากขึ้น เดือดร้อนมากขึ้น น่าเวียนหัวมากขึ้น มีคนเป็นโรคจิตกันมากขึ้น เทคนิคอะไรกันอย่างนี้ ฉะนั้นเราจะต้อง มุ่งไปยังความสงบเป็นเครื่องวัดว่า เทคนิคนี้สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ ทีนี้ก็ไปเข้ารูปดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เทคนิคนั้นต้องแบ่งเป็น ๒ อย่าง คือ เทค-นิคทางฝ่ายวัตถุนี้อย่างหนึ่ง และเทคนิคทางฝ่ายวิญญาณนั้นอีกอย่างหนึ่ง มันก็เลยมีความยากลำบากแก่การศึกษา หรือเข้าใจเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่า เทคนิคทางฝ่ายวัตถุอย่างเดียว เราก็รู้สึกว่ามันยากมากอยู่แล้ว คำพูดก็ไม่พอไม่ค่อยพอ ที่จะใช้ในการทำความเข้าใจกัน ทีนี้ยิ่งเป็นเรื่องเทคนิคทางวิญญาณเข้าด้วย มันก็ยิ่งยากไปกว่านั้น แล้วไม่มีคำพูดในโลกนี้เลยที่จะใช้กันได้

น.94 ๓๑ เพราะว่าเขาไม่เคยรู้จักและไม่ได้พูดถึง ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ เราจะเข้าใจได้ทันทีไม่ได้ ขอให้มีความเห็นอกเห็นใจในข้อนี้ อย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาใหม่ ๆ ท่านก็จนปัญญา เหมือนกัน ท้อถอยอยู่พักใหญ่ว่า ไม่รู้จะสอนอย่างไร มัน ไม่ใช่คำพูด มันไม่มีคำพูดที่มนุษย์พูดกันอยู่ แล้วจะไปพูด ให้เขาเข้าใจได้อย่างไร แล้วเรื่องมันก็ลึก ท่านเลยคิดว่าไม่ สอนละอยู่ระยะหนึ่ง จะไม่สอนสัตว์ จะไม่โปรดสัตว์จนกว่า ความคิดอันใหม่จะมีเพราะความกรุณา ความกรุณามีมาก ว่า ถ้าอย่างไรก็จะสอนเฉพาะผู้ที่อาจจะเข้าใจได้ ก็เลยทรงสอน นี้คือความยากลำบากของเรื่องเทคนิคทางวิญญาณมัน ไม่มีคำพูดในโลกที่พูดกันอยู่ก่อน มันจึงลำบากในการสอน จะยกตัวอย่างให้นักศึกษาทั้งหลายฝั่งสัก ๒ -๓ คำเช่น คำว่า ความเกิด การเกิดนี้ ถ้าทางวัตถุทาง Physical มันก็เป็นเรื่องเกิดจากท้องแม่ ความเกิดหมายความ อย่างนี้เสียแล้ว แต่ถ้าทางฝ่ายวิญญาณหรือเรื่องทางจิตใจ ความเกิดนั้นเขาหมายถึงความคิดในใจที่เกิดคิดขึ้นมาว่า ฉันกำลังเป็นอะไรฉัน เป็นอย่างไร คิดครั้งหนึ่งก็เรียกว่า เกิดครั้งหนึ่ง เช่นคิดอย่างโจรก็เกิดเป็นโจร คิดอย่างมนุษย์ก็

น.95 ๓๒ เกิดเป็นมนุษย์ คิดอย่างสัตว์เดียรัจฉานก็เกิดเป็นสัตว์เดียรัจ- ฉานลงไปทันทีที่นั่นและเดี๋ยวนั้น คิดอย่างเทวดาก็เกิดเป็น เทวดาแล้วอย่างนี้เป็นต้น นี่คำว่าความเกิดในภาษาเทคนิค ทางฝ่ายวิญญาณเป็นอย่างนี้ ที่นี้คำว่า ชีวิต "ชีวิต" ภาษาวัตถุ ภาษา Physics ชีวิตก็คือยังไม่ตาย คือยังสดอยู่ ตามภาษาชีววิทยาโปโต- พลาสม์ในเซลล์ ๆ หนึ่งยังสดอยู่ ก็คือมีชีวิตอยู่ ยังกินอาหาร ยังเจริญงอกงาม นี้เรียกว่าชีวิต แต่ในทางวิญญาณทาง ธรรมะเขาไม่อธิบายอย่างนั้นเขากลับจะถือว่า นั่นคือความ ตายอีกด้วยซ้ำไป "ชีวิต" คือ "ความไม่ตาย" ไม่ตาย จริงๆ ที่เรียกว่า "ชีวิตนิรันดร" ไม่มีความตายเลย นี่เป็นภาษา ธรรมะ เช่น ในทางพุทธศาสนาก็มีว่า ถ้าเรามีความรู้ ธรรมะจนเห็นว่า มนุษย์ นี้ไม่ได้เป็นมนุษย์ เป็นเพียง ธรรมชาติ และธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักตายอย่างนี้ นั่นแหละคือเห็นความไม่ตาย ถ้าจิตมันมีความรู้สึกอย่าง นั้นก็เรียกว่าจิตถึงความไม่ตาย ถึงสิ่งที่ไม่ตาย จึงเป็นชีวิต นิรันดรอย่างนี้เป็นต้น ทีนี้พูดถึง ความตาย ความตายตามธรรมดาก็คือ อายุแก่มาก หรือเจ็บไข้ มันตายลงไปจับใส่โลงไปเผาไปฝัง

น.96 ๓๓ นี้คือความตายภาษาธรรมดา ภาษาธรรมะนั้นเขาหมายถึง ความที่หมดความดี หมดคุณสมบัติของมนุษย์ ในคริสเตียน เขาหมายถึงการมีบาปถาวร ต้องเป็นทุกข์นั่นแหละคือความ ตาย ทีนี้คำสุดท้ายก็คือคำว่าว่าง คำว่า "ความว่าง" ภาษา วัตถุธรรมดา ทาง Physics ทางวัตถุว่างก็คือไม่มีอะไรเลย เรียกว่าว่าง ว่างเหมือนกับ Vacuum หรือยิ่งกว่านั้นไปอีก ไม่มีอะไรเลย คือไม่มีอะไรเลย ไม่คิดนึกอะไรเลย ไม่ทำ อะไรเลย เมื่อไม่มีอะไรเลยจะคิดนึกอะไรได้อย่างไรแต่ว่าความ ว่างในภาษาธรรมะนั้นหมายถึงว่า เมื่อจิตของเรารู้สึกว่าไม่มี อะไรเป็นของเรา อย่างนั้นเรียกว่า "ว่าง" เมื่อเราไม่ถือว่า โลกนี้เป็นของเรา ก็ถือว่าโลกนี้ว่างอย่างนี้เป็นต้น มีความ หมายคนละอย่าง อย่างนี้เสมอ ฉะนั้นเทคนิคในทางธรรมะมันจึงไม่มีคำพูดที่พูดกันอยู่ ตามธรรมดา เลยเข้าใจไม่ได้ ต้องศึกษากันใหม่ แต่ว่าเมื่อ ศึกษาแล้วจะมีประโยชน์คุ้มค่าของการศึกษา ฉะนั้นขอให้ สนใจ ทีนี้เรามัวสนใจกันแต่ในเรื่องทางฝ่ายวัตถุ ทั้งที่เรา ๓

น.97 ๓๔ จะต้องร้องไห้ ต้องเป็นทุกข์เพราะเรื่องนั้นเราก็ยังไม่รู้สึก เราก็ยังไม่เข็ดหลาบไม่ขวนขวายหาความรู้ที่จะทำให้เกิดความ สงบสุขหรือความตรงกันข้าม นี่เรามัวมุ่งหมายแต่ในทางวัตถุ เกินไปนั่นเอง ทีนี้เมื่อพูดถึงสิ่งที่ ไม่มีตัวตน เช่นธรรมะ เราเข้าใจ ไม่ได้ก็ท้อแท้ หรือหมดความพยายามเสียทีเดียว ถ้าใครเข้า ใจอย่างนี้ขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ทรง ประสงค์ไม่ได้ทรงต้องการถึงขนาดนั้น เราไม่ต้องรู้ทุกสิ่ง เรารู้แต่สิ่งที่จำเป็นแก่ความเป็นมนุษย์ของเรา ฉะนั้นใน ทางฝ่ายวัตถุ เราก็จงรู้แต่เท่าที่จำเป็นแก่ความเป็นมนุษย์ ของเรา ในทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณฝ่ายธรรมะ ก็รู้เท่าที่ จำเป็นแก่ความมนุษย์ของเรา เพราะว่าตัวสิ่งนั้นเรายังไม่อาจ จะเข้าถึงได้โดยสมบูรณ์ แต่ว่าเราอาจจะได้รับประโยชน์จาก สิ่งนั้นได้ ต้องฟังดูให้ดี จะทบทวนใหม่ว่า เราอาจจะเอาประโยชน์จากสิ่ง นั้นได้ โดยที่เราไม่รู้จักว่ามันเป็นอะไร คงจะหัวเราะกัน ครืนก็ได้ ถ้าพูดอย่างนี้ แต่ที่จริงมันเป็นอย่างนี้ พระพุทธ เจ้าท่านจึงวางขอบเขตไว้ว่า เรารู้กันเพียงเท่านี้ก็พอ อย่า ไปรู้ถึงสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้ เพราะไปมัวรู้ ไปมัวอยากรู้

น.98 ๓๕ หรือพยายามจะรู้สิ่งเหล่านี้แล้วก็ตายก่อน ไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ ฉะนั้นท่านจึงจำกัดขอบเขตเข้ามาว่ามนุษย์ ควรจะศึกษาวิชาเทคนิคอย่างไร หรือเท่าไรหรือเพียงไร ยกตัวอย่างในทางวัตถุ ไม่เกี่ยวกับการธรรมะ เช่น เรื่องไฟฟ้าอย่างนี้ เดี๋ยวนี้นักปราชญ์ยอดสุดทางวิชาไฟฟ้า ก็ยังไม่รู้ว่า ไฟฟ้าคืออะไรกันแน่ บัญญัติตกลงไปคราวหนึ่งไม่ เท่าไรก็ต้องถอนคำนิยามอันนั้น ทำกันอยู่อย่างนี้ ก็ยังไม่รู้ ว่าไฟฟ้าโดยแท้จริงนั้น มันคืออะไรกันแน่ แต่เราก็ สามารถเอาไฟฟ้านี้มาใช้เป็นประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้ จน กระทั่งยุคนี้ยุคอีเล็คโทรนิค ซึ่งละเอียดซับซ้อนมากขึ้นไปอีก เราก็นำมาใช้เป็นประโยชน์ได้ ทั้งที่เรายังไม่สามารถจะตอบ หรือจะให้คำนิยามจำกัดลงไปได้ว่าไฟฟ้านั้นคืออะไร ทีนี้สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่เรียกว่า พระเจ้านั้นก็เหมือนกัน เรายังไม่ต้องรู้หรือว่าเรายังไม่สามารถ จะรู้ว่า ตัวแท้ของธรรมะ พระเจ้าหรือ ตัวพระเจ้านั้นคือ อะไร แต่ถ้าเราปฏิบัติไปตามหลักปฏิบัติระบอบหนึ่ง เรา จะได้ประโยชน์ จากพระเจ้า หรือจากพระธรรมหรือจาก พระพุทธเจ้า ถึงขนาดที่เรียกว่า ดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้รับได้ ฉะนั้นเราสนใจกันแต่ส่วนที่เป็นเทคนิคเพียงเท่านี้

น.99 ๓๖ อย่าให้มากไปจนถึงว่าทั้งหมด มันจะตายเสียก่อน ยกตัวอย่างที่เห็นชัดขึ้นมาอีก เหมือนกับว่าจีนคนหนึ่ง เขาอยากจะทำสวนมะพร้าวเลี้ยงชีวิตอย่างนี้ ถ้าเขาจะไปมัว เรียนเรื่องเทคนิค เรื่องดินอย่างละเอียด เรื่องโรคอย่าง ละเอียด เรื่องแมลงอย่างละเอียด เรื่องวัตถุธาตุอะไรอย่าง ละเอียด เขาก็ไม่ได้ทำสวนมะพร้าว แล้วเรียนก็ไม่ได้ ถึง จะเรียนได้มันก็ไม่ได้ทำสวนมะพร้าว ฉะนั้นพวกจีนเขาก็ ปลูกมะพร้าวได้เป็นผลงอกงามดี มีผล ได้เงินตามความต้อง การ โดยที่รู้เทคนิคเพียงว่า ขุดหลุมอย่างไร ฝั่งอย่างไร ใส่ปุ๋ยอย่างไร เท่านั้นเอง ไม่ต้องรู้ทั้งหมด. ในพระพุทธศาสนาก็จำกัดไว้อย่างนี้ โดยพระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า สิ่งที่ตถาคตรู้นั้น มีมากเท่ากับใบไม้ทั้งป่า แต่เอามาสอนนั้นเท่ากับใบไม้กำมือเดียว แต่มันเป็นเทคนิค ที่จำเป็น ที่เป็น Practical ที่สุดสำหรับความเป็มมนุย์ ของเรา ฉะนั้นมันจึงไม่ยาก มันจึงไม่เหลือวิสัย มันไม่ใช่ มากเกินไป ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ควรจะสนใจแต่ส่วนนั้น ทีนี้ตามที่ปรากฏอยู่จริงมันไม่เป็นอย่างนั้น ปัญหาที่ อาตมาถูกถามมากที่สุด ก็คือปัญหาที่ว่า ตายแล้วเกิดหรือ

น.100 ๓๗ ไม่ นี่ขอให้ฟังดูซิ ไปถามว่าตายแล้วเกิดหรือไม่ ไม่ถามว่า เดี๋ยวนี้จะต้องทำอะไร ไม่ค่อยมีใครถามว่า เดี๋ยวนี้จะต้อง ทำอะไร ไปถามว่าตายแล้วเกิดหรือไม่ แล้วทำไมไม่คิดว่าถ้า เกิดก็เกิดมาเป็นอย่างนี้อีก แล้วทำไมไม่ถามว่าถ้าเกิดมาเป็น อย่างนี้อีกแล้วจะต้องทำอะไร ฉะนั้นจึงเรียกว่าเป็นปัญหานอก เรื่องแม้จะเป็นวิชาหรือจะเป็นความจริง หรือจะเป็นเทคนิค อันหนึ่งก็ตาม แต่ยังไม่จำเป็น ยังนอกเรื่อง เพราะฉะนั้น ใน ครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าท่านไม่ยอมตอบปัญหาที่คนเหล่า นั้นมาถาม เรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่เป็นต้น เขามีว่า คือมีอยู่ ๑๐ หัวข้อด้วยกันที่คนในอินเดีย สมัยพระพุทธเจ้านั้นชอบถาม ว่าโลกนี้เป็นของเที่ยงหรือว่าไม่ เที่ยง เขาตั้งปัญหาว่าโลกนี้เป็นของตายตัวอย่างนี้หรือว่าไม่ ตายตัวอย่างนี้, ว่าโลกนี้จะมีที่สิ้นสุดลงไปหรือว่าจะไม่มีที่ สิ้นสุด, หรือว่าร่างกายนี้หรือที่ไปเกิดอีกหรือว่าเป็นร่างกาย อื่น, หรือว่าตายแล้วไปเกิดใหม่นั้น จะเกิดเป็นอย่างนี้อีก หรือว่าจะเกิดเป็นอย่างอื่น, หรือว่าจะเป็นอย่างนี้อีกก็มีไม่ เป็นอย่างนี้อีกก็มี, หรือว่าจะเป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่จะไม่ เป็นอย่างนั้นก็ ไม่ใช่; เป็น ๕ คู่และ ๑๐ หัวข้อด้วยกัน อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านประณามว่าเป็นปัญหาที่ไม่ต้องตอบ

น.101 ๓๘ ไม่มีประโยชน์อะไรคือจะไม่เป็นชนวนให้เรา ประสบความสำ- เร็จในการเป็นมนุษย์คือมันไม่ช่วยให้พบกัน เข้ากับความสงบ สุขหรือนิพพาน ถ้ามัวตั้งปัญหาอย่างนี้ ฉะนั้นควรจะต้องตั้งปัญหาว่า ที่เราเกิดอยู่นี้ ที่กำลัง เป็นอยู่นี้ จะต้องทำอย่างไร พระองค์หนึ่งไปขะยั้นขยอพระพุทธเจ้าว่า ถ้าไม่ ตอบปัญหา ๑๐ ข้อนี้แล้วจะสึก พระพุทธเจ้าท่านว่าสึกก็สึกซิ เพราะว่า เราไม่ได้สัญญากันว่า จะตอบปัญหานี้จึงมาบวช เพราะเป็นปัญหาที่ไม่มีประโยชน์อะไร ที่นี้ท่านก็ย้อนถามพระองค์นั้นว่า ต่อเมื่อเรารู้ว่าโลก เที่ยงหรือไม่เที่ยงเสียก่อน แล้วเราจึงจะประพฤติธรรมะได้ อย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างเดี๋ยวนี้ก็ว่า เราจะต้องรู้ว่าตายแล้ว เกิดหรือไม่เกิดเสียก่อน แล้วเราจึงประพฤติธรรมะได้อย่าง นั้นหรือ พระองค์นั้นก็จำนนต่อเหตุผล ก็ต้องตอบว่า ไม่ ใช่อย่างนั้น คือว่าเราไม่ต้องไปรู้คำตอบของปัญหาเหล่านั้น เราก็ประพฤติธรรมะ หรือประพฤติพรหมจรรย์เพื่อดับทุกข์ นี้ได้.

น.102 ๓๙ ก็เป็นอันว่า เราไม่ต้องรู้คำตอบของปัญหาเหล่านั้น เราก็สามารถจะประพฤติธรรมะเพื่อให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่ มนุษย์ควรจะได้รับได้ เพราะฉะนั้น อย่าไปตั้งปัญหาชนิดที่ทำให้เสียเวลา พระพุทธเจ้าเลยตรัสว่า เมื่อไปฝังมั่นอยู่ในความเชื่อว่าโลก เที่ยงหรือไม่เที่ยง มีที่สิ้นสุดหรือไม่มีที่สิ้นสุดนี้ เมื่อไปฝัง มั่นอยู่กับความเชื่ออย่างนี้แล้ว นั่นแหละจะมีความเกิดความ แก่, ความเจ็บ, ความตาย, ความโศรก, ความทุกข์ อย่างที่ เป็นทุกข์แก่มนุษย์นี้ขึ้นมา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความทุกข์ที่ตถา- คตบัญญัติว่า มนุษย์เราสามารถจะกำจัดเสียได้ในชีวิตนี้ใน ชาตินี้ในชีวิตนี้ ไม่ใช่หลังจากตายแล้ว นี้หมายความว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นั้น มันได้เสร็จทันได้ในชาตินี้ พระพุทธเจ้าท่านยืนยันอย่าง นี้ ความทุกข์ซึ่งเราบัญญัติการกำจัดเสียได้ในภพที่ตน เห็นเองนี้ นี่ฟังไว้เป็นเครื่องประดับความรู้บ้างก็ได้ ถ้า เป็นภาษาบาลี คำว่า ชาตินี้ ท่านเรียกว่าภพที่ตนเห็นเอง นี้ คือว่าผู้นั้นเห็นเอง คือเห็นอยู่ คือยังไม่ตายนี่แหละ คือชาตินี้ ความทุกข์เป็นสิ่งที่เราบัญญัติการกำจัดเสียได้ใน

น.103 ๔๐ ภพที่ตนเห็นเองนี้ หมายความว่า นิพพานเป็นสิ่งที่บรรลุ ได้ในชีวิตนี้ แล้วจะไปมัวถามว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ทำไม ฉะนั้นเราจะต้องถือหลักเหมือนที่นักจริยธรรมสกลเขา นิยมกันว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะได้รับ ต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับในชีวิตนี้ คือว่าถ้าเราสนใจอย่างนี้ก็จะ เป็นการสนใจธรรมะหรือเทคนิค ธรรมะที่เป็นเทคนิค เทคนิคที่เป็นธรรมะ ในลักษณะที่จำกัดพอเหมาะพอดีกับที่ เราจะสะสางให้เสร็จสิ้นไปได้ในชีวิตนี้ ทันแก่ความเป็น มนุษย์นี้ เราก็จะแก้ปัญหาอย่างเมื่อตะก็้นี้ได้ ไม่ต้องเป็น มนุษย์วัว มนุษย์สุนัข มนุษย์ลิง อะไรทำนองนั้น เพราะฉะนั้นขอให้ถือว่า มันเป็นเทคนิคอย่างยิ่ง คือ จำกัดเวลาให้เพียงชาตินี้ เพียงงชาตินี้ต้องรู้ให้ทัน ต้อง รู้ให้ครบ ต้องทำเสร็จ ให้ได้รับผลมาในชาตินี้ มันก็ยิ่งเป็นเทคนิคอย่างยิ่ง จำกัดเข้ามารอบตัว ทั้งการกระทำ ทั้งเวลา ทั้งขอบเขตอะไรเหล่านี้ ทีนี้ใจความสำคัญของเรื่องที่เราจะพูดกันในวันนี้ก็คือ เทคนิคฝ่ายวิญญาณหรือฝ่ายธรรมะนั่นเอง เพราะว่าเทคนิค

น.104 ๔๑ ทางฝ่ายวัตถุนั้น ท่านนักศึกษาทั้งหลายที่นี่กำลังมีอยู่อย่าง สมบูรณ์ ถ้าอาตมาพูดเรื่องนี้ ก็เหมือนกับเอามะพร้าวมา มาขายสวน ที่มันมีมากกว่าเสียอีก ไม่จำเป็น ก็เลยพูด แต่ฝ่ายที่เรียกว่าเป็นฝ่ายนามธรรม คือเป็นฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ จนต้องใช้คำว่าทางวิญญาณขึ้นมา อะไร ๆ ก็ถูกหาว่าทางวิญญาณ เขาหาว่าเป็นเรื่อง บ้าบอชนิดหนึ่ง ทางวิญญาณไม่รู้ว่าทางอะไร มีคนพูดมาก แต่อาตมาก็ยังขอยืนยันว่า ทางวิญญาณนี้มันคู่กันกับทางร่าง- กายทางวัตถุ คือว่าทาง Physics นี้ก็อย่างหนึ่ง แล้วก็ทาง Metaphysicsคือ มันเหนือขึ้นไปกว่า Physics หรือนอก ขอบเขตPhysics นั่นแหละคือทางฝ่ายจิต หรือฝ่ายวิญญาณ จะยกตัวอย่างเป็นการเปรียบเทียบกับวัตถุ สมมติว่า เราจะยกตัวอย่างเรื่องการหกล้ม การหกล้มนี้ใครๆ ก็รู้จักดี เมื่อพูดถึงทางวัตถุ ถ้าหกล้มทุกที มันไม่สนุกเลย อย่าง น้อยมันก็แข้งขาถลอกปอกเปิด นี่มันก็กลัว แล้วก็รู้จักดี แล้วก็ระวังตัวดีมาก ไม่ค่อยมีใครหกล้มทั้งวันทั้งเดือนทั้งปี แต่ว่าการหกล้มนั้นไม่ได้มีแต่ทางฝ่ายร่างกายอย่างนี้ มันมีทางฝ่ายวิญญาณด้วย ในเมื่อใดจิตของเราสูญเสียสภาพ

น.105 ๔๒ ปกติ สูญเสียความสมดุลย์ไม่ Balance หรืออะไรทำนองนี้ ที่เรียกว่าไม่สงบนั่นแหละ เอียงมาทางซ้ายก็ดี เอียงไปทาง ขวาก็ดี คือว่าไปรักเข้าก็ดี หรือไปเกลียดเข้าก็ดี ไปกล้าเข้า ก็ดี ไปกล้าเข้าก็ดีอะไรเหล่านี้เรียกว่า เสียสมดุลย์นี่แหละ คือเอียง นี้คือหกล้ม มีการหกล้มทางวิญญาณเมื่อไร จะมีความทุกข์เมื่อนั้น อย่างน้อยก็ปวดหัวขึ้นไปจนถึงร้อง ไห้เป็นโรคเส้นประสาทต้องส่งโรงพยาบาลโรคจิตกระทั่งตาย เลย ทีนี้สังเกตดูให้ดีว่า การหกล้มในทางจิตทางวิญญาณ นี้ มันมีอยู่อีกแบบหนึ่งอีกส่วนหนึ่ง และหกล้มกันมากที่สุด ยิ่งกว่าทุกคน แล้วคนหนึ่งก็หกล้มวันละหลายหน หลาย ๆ สิบหน การหกล้มในทางวิญญาณนี้ คือการที่จิตหม่นหมอง มืดมัน เร่าร้อน อึดอัด กลัดกลุ่ม หนักอกหนักใจนี่ มัน เสียความทรงตัวของมันเมื่อไร ก็เรียกว่าการหกล้มทาง วิญญาณได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อนั้น ฉะนั้นถ้าใครมีธรรมะไม่พอ มีเทคนิคของธรรมะไม่ พอ จะหกล้มวันหนึ่งมากครั้งเกินไป และเมื่อหกล้มแล้ว มันทำอะไรไม่ได้ มาเรียนหนังสือก็ไม่ได้ อย่าว่าแต่จะทำอะไร

น.106 ๔๓ เลย นั่งอยู่เฉยๆ มันก็ไม่มีความสุข นอนก็ไม่มีความสุข ถ้ามันมีการหกล้มในทางจิตทางวิญญาณ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงเห็นว่ามันเป็นความจำเป็น มากที่มนุษย์จะต้องมีความรู้เรื่องนี้ ท่านจึงสอนธรรมะใน ลักษณะที่ว่าเปรียบเหมือนกับการป้องกันการหกล้มใน ทางจิตทางวิญญาณ นั่นเอง ทีนี้เราจะรวบรัดเรื่องทั้งหมดที่เป็นคำสอนของพระ พุทธเจ้ามาพูดกันในเวลาอันสั้น เพราะเวลาของเรามีเท่านี้ก็ ขอให้นึกถึงพระพุทธภาษิต ที่มีอยู่ว่า " สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใครๆไม่ควรไปสำคัญมั่นหมายเอาว่า มันเป็นตัวเรา หรือของเรา" ประโยคนี้ช่วยจดลงไปในกระดาษ ถ้าเป็นนัก เทคนิคอย่างน้อยต้องมีเศษกระดาษอยู่ในกระเป๋ามีดินสออยู่ บ้าง นักเรียนแห่งหนึ่งไม่มีปากกาอยู่ในกระเป๋าได้ความว่า เอาไปขาย ซื้อพวงมาลัยรำวงเมื่อคืน ยังไม่ได้ไถ่มา อาตมาให้จดก็เลยไม่มีปากกาจะจด นี่ที่พิษณุโลก นี้เรียกว่า ไม่เป็นเทคนิคอย่างยิ่งเลย คือไม่ได้เตรียมพร้อม "สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรสำคัญนั้น หมายว่าเป็นตัวเราหรือของเรา" ถ้าเป็นภาษาบาลีก็ว่า

น.107 ๔๔ “ สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ” สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเราหรือของเรา คือ มีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า คำสอนของพระพุทธเจ้ามาก มายเหลือเกิน อย่างที่เดี๋ยวนี้เราเรียกว่าแปดหมื่นสี่พันพระ- ธรรมขันธ์ เรียนเวียนหัว ขอให้พระพุทธเจ้าช่วยสรุปให้เป็น ประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียวจะได้ไหมและว่าอย่างไร พระ- พุทธเจ้าท่านว่าได้ แล้วท่านก็ว่าอย่างนี้ คือประโยคนี้ คน นั้นก็เลยได้รับประโยคสั้นๆที่เป็นคำสอนทั้งหมดในพระพุทธ- ศาสนาทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์จะรวมอยู่ที่นี่คือ ความ ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา ทีนี้ก็เลยสังเกตต่อไปได้ว่า เมื่อใดเรามีความรู้สึกมั่น หมายหรือยึดมั่นทางจิตใจนั้นนี่ว่าอะไรเป็นของเราเมื่อนั้นก็มีตัว เรา เมื่อนั้นก็มีตัวฉัน เมื่อนั้นก็มีของฉัน มันจึงไม่ว่าง ฉะนั้นเข้าใจได้ง่าย ๆ ตรงที่มันมีตัวฉันมีของฉันแล้วมันจะ ว่างได้อย่างไร ถ้าความรู้สึกว่า ตัวเราหรือของเราไม่มี เมื่อ นั้นเรียกว่ามันว่าง คือว่าจิตนี้ไม่ได้ถืออะไรไว้ มันว่าง มันเหมือนกับมือว่าง เพราะไม่ได้ถืออะไรไว้ ถ้าจิตไปถือ

น.108 ๔๕ อะไรเข้าอย่างใดอย่างหนึ่งว่าตัวฉันว่าของฉัน จิตนั้นก็ไม่ ว่าง เมื่อไม่ว่างนั่นแหละคือหกล้มในทางวิญญาณ มันสูญเสีย สภาพเดิมปกติของมัน นี่มันเกิดเป็นเทคนิคอย่างแรงอย่างทำยาก ปฏิบัติ ยากขึ้นมาว่า เราจะทำอะไรได้โดยที่จิตว่าง คำตอบก็มีว่า ระวังอย่าไปสำคัญมั่นหมายอะไรเข้าว่า เป็นตัวเราหรือ เป็นของเรา อย่างว่าเราเรียนวิชาอยู่ในวิทยาลัยนี้ กำลังเรียนอยู่ แท้ ๆ ก็เรียนด้วยสติปัญญา มีสมาธิ สัมปชัญญะ อย่างเต็ม ที่ แต่ความรู้สึกว่าฉัน ฉันจะเอาอย่างนั้น ฉันจะเอาอย่างนี้ ฉันจะได้อย่างนั้น ฉันจะเสียอย่างนี้ อย่ามีเป็นอันขาด นั่น แหละเรียกว่าเรียนด้วยจิตที่ว่างจากตัวฉันหรือของฉัน ทีนี้เมื่อจิตมันว่างจากตัวฉันของฉัน มันก็เป็นจิตที่ไม่ หนัก ไม่อุ้ยอ้าย ไม่หนัก มันเป็นจิตที่เบาที่โป่รง ที่มีสมาธิ มีปัญญา มันคิดอะไรได้คล่องแคล่ว ว่องไว จำเก่ง สิ่งที่ เรียนไปแล้วมันก็นึกได้ไว นี่แหละเรียนด้วยจิตที่ว่าง คือจิต ที่ไม่หกล้ม เมื่อสอบไล่ แล้วยิ่งจำเป็นมาก ที่จะต้องสอบไล่ด้วย จิตที่ว่าง คือไม่หกล้ม เพราะไปยึดถืออะไรเข้าฝ่ายใดฝ่าย

น.109 ๔๖ หนึ่ง สมมติว่าฝ่ายซ้ายคือความรัก ฝ่ายขวาคือความเกลียด ถ้ามันเอียงซ้าย หรือเอียงขวา มันก็คือหกล้ม ถ้ามันทรง สภาพอยู่ตามปกติ มันก็คือไม่หกล้ม ตามปกติมันว่าง เต็มไปด้วยปัญญาและสมรรถภาพ ถ้ามันหกล้มมันไม่ว่าง คือมันวุ่น มันสูญเสียสมรรถภาพ สูญ เสียปัญญามัน หมกมุ่นวุ่นวายอยู่ด้วยความมืดมัวสกปรกเร่า ร้อน เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นประโยชน์จากคำตรัส ของพระ- พุทธเจ้าที่ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรเข้าไปสำคัญ มั่นหมายตัวเราว่าของเรา แม้การเรียนนี่ก็เรียนไปได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้อง สำคัญมั่นหมาย ว่า เราเรียนเพื่อจะเอาอย่างนั้นอย่างนี้ หรือแม้ประสบความสำเร็จในการเรียน ไปทำการงานก็ตาม ก็ไม่ต้องยึดมั่นการงานนั้น จนจิตใจปั่นป่วนหกล้ม หรือได้ เงินทองได้ผลได้เกียรติได้อะไรมา ก็ไม่ต้องยึดมันในเงิน ในเกียรติเหล่านั้นจนจิตใจปั่นป่วนคือหกล้ม เป็นจิตใจที่ทรง ตัวอยู่ได้ปกติอยู่ได้ ที่เรียกว่า Equilibrium มันปกติอยู่ได้มี สมดุลย์อย่างยิ่ง

น.110 รักษาคุณสมบัติต่าง ๆ ของมันไว้ได้ เช่นสติปัญญา ความสดชื่น ความแจ่มใส่ ความว่องไว Activeness นี้มันได้หมด ฉะนั้นเราจึงได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่ มนุษย์ควรจะได้รับอยู่ในสิ่งนั้น คือ มีความสุขหรือ Happiness อยู่ในสิ่งนั้น, มีความเต็มหรือ Perfection อยู่ในสภาพอย่างนั้น, และนั่นแหละคือทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ หน้าที่เพื่อหน้าที่ และนั่น แหละเราเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว จึงเรียกว่ามีความรักสากลอัน แท้จริงได้ เพราะเราไม่เห็นแก่ตัว ความไม่เห็นแก่ตัว ซึ่ง เป็นหัวใจของศาสนาทุกศาสนาเป็นอย่างนี้ เพราะเราไม่ไปยึดมั่นอะไรเข้า เราจึงไม่มีการหกล้มใน ทางจิตทางวิญญามีเท่านี้เอง คำสั่งสอนทั้งหมดในพระไตรปิฎก ก็มีเท่านี้เอง อย่าไปยึดมั่นถือมั่น คือไปโง่เข้าว่าอะไรเป็น ของเราหรือเป็นตัวเรา ให้เป็นของธรรมชาติไปหมด เป็น ของธรรมะไปหมด เป็นของพระเจ้าไปก็ได้ อย่าเป็นของเรา จิตใจของเราก็จะปกติอยู่ในสภาพที่เรียกว่าไม่หกล้ม แล้วก็มี การได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้อยู่ในตัวมันเอง เวลา น้อยก็พูดได้แต่ใจความสั้น ๆ ทีนี้ที่จะพูดอยู่ในเวลาที่เหลือนี้ก็คือว่า ทำอย่างไรที่ เป็นหลักการปฏิบัติ โดยสรุปสั้น ๆ ก็จะต้องแบ่งเป็นว่า ก่อน

น.111 ๔๘ เกิดเรื่อง กำลังเกิดเรื่อง และเกิดเรื่องแล้ว "เรื่อง" นี่หมายความว่าที่จะหกล้มนั่นแหละ "เรื่อง" คือการหกล้ม ก่อนการหกล้ม ก่อนที่จะเกิดเรื่องหกล้ม คือว่าก่อนที่ อารมณ์จะมากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางอะไร จนเกิด เรื่องหกล้มนี้ เราจะต้องมีปัญญา พิจารณาเห็นโทษของการ หกล้ม และเห็นคุณของการไม่หกล้มนี้อยู่เป็นประจำ ที่ เรียกว่าทำกัมมัฏฐานทำวิปัสสนาก็คือทำสิ่งนี้ ดูโทษของการหกล้มนี้ ดูอานิสงส์ของการไม่หกล้ม คือดูโทษที่น่าเกลียดของกิเลสของความทุกข์ แล้วก็ดูอานิสงส์ คือไม่มีกิเลส ไม่มีทุกข์ว่ามันสะอาด สว่าง สงบอย่างไร ดู อยู่เป็นประจำ แล้วก็มีสติสัมปชัญญะ คือความรู้สึไวที่ต่อ การต้องถูกอย่างไวอยู่เสมอ ในการที่มีอะไรมากระทบตา กระทบหูนี่อย่าให้ความคิดมันไปในทางหกล้ม นี้เรียกว่ามี ปัญญามีสติสัมปชัญญะอยู่ก่อนเกิดเรื่อง. พอเกิดเรื่องหกล้ม ก็ต้องมีสติ มีขันติ มีสติลุก ขึ้นทันทีอย่าให้หกล้มนาน หรือเพียงแต่เซก็ให้มันทรง ตัวเสียให้ได้ อย่าให้ถึงกับหกล้ม แต่ในขณะนั้นต้องมี ความอดทน ถ้าไม่อดทนมันก็คิดเตลิดเปิดเปิงไปอย่างผิดๆ

น.112 ๔๙ จนกลายเป็นหกล้มมาก หกล้มใหญ่ หกล้มไม่ลุกไปเลย ถ้า มีความอดกลั้นอดทนสำรวมสติสัมปชัญญะได้ เราก็ตั้งตัวขึ้น มาได้ทันที นี้เรียกว่าเมื่อหกล้ม หลังจากหกล้มแล้ว ระยะที่ ๓ นี่เราต้องมี หิริ คือความละอาย มีโอตตัปปะ คือความกลัว แล้วก็มี นิพพิทาอย่างสามัญธรรมดา คือรู้จักเข็ดรู้จักหลาบเสีย บ้าง เดี๋ยวนี้เราไม่ละอาย ความคิดที่ชั่วร้ายเกิดขึ้นในใจ เรา หกล้ม เราถือเสียว่าไม่มีใครรู้ เราก็ไม่ละอาย แล้วสิ่งนี้มันก็ ลึกซึ้งเกินกว่าที่เราจะกลัว เราก็เลยไม่กลัว แล้วเราก็ไม่เบื่อ ไม่เข็ดหลาบ เพราะไม่ละอายและไม่กลัว มันจึงหกล้มกัน เรื่อย ทางจิตทางวิญญาณจึงมีการหกล้มกันเรื่อย เพราะ มันมีทางออกอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่มีใครรู้ แล้วก็ไม่ละ- อาย ถ้าทางฝ่ายวัตถุเราไปทำผ้านุ่งหลุดกลางถนน ก็ไม่รู้จะ เอาหน้าไปไว้ที่ไหน ละอาย มันก็เลยไม่เผลอได้ เพราะ มันละอายมาก แต่ทางฝ่ายวิญญาณไม่มีใครเห็นของเรา เรา ก็ไม่ละอาย ๔

น.113 กลายเป็นเรื่องที่ทำยากไปโดยที่ไม่ ควรจะเป็น ที่จริงมันไม่ยาก ถ้าเรามีความละอายความกลัว มากเหมือนเรื่องทางวัตถุแล้ว เรื่องทางฝ่ายจิตนี้เราจะทำได้ เหมือนกับเรื่องทางฝ่ายวัตถุเหมือนกัน ถ้าเราหกล้มลงที่นี่ เราละอายเพื่อนจะหัวเราะ เราก็เลยไม่หกล้ม แต่หกล้มทาง วิญญาณไม่มีใครเห็นของเรา เราเก็บไว้สบายเลย จนเคย ชินเป็นนิสัยในการหกล้ม มันจึงยาก-ยากแก่การที่จะแก้ไข ถ้าเรากลัวมันแต่ที่แรกละอายมันแต่ที่แรก มันก็ไม่มีการหก ล้มเป็นนิสัยได้เหมือนกัน ฉะนั้นต้องให้ความยุติธรรมแก่พระพุทธเจ้า แก่ธรรมะ หรือแก่อะไรนี้ ว่าที่แท้มันเป็นเรื่องที่ง่ายเท่ากัน แต่ถ้า เราไม่สนใจ ถ้าเราไม่ละอาย ถ้าเราไม่กลัว มันเกิด ความเคยชินเป็นนิสัย จะกลายเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นขออย่าได้เข้าใจว่า "เทคนิค" ทาง ธรรมะทางวิญญาณนี้มันยากเกินไป หรือว่ายากเกินวิสัยของ มนุษย์ ที่แท้ไม่ยากเกินไป ไม่เกินวิสัย อยู่ในวิสัยเช่นเดียว กับเรื่องทางฝ่ายวัตถุ แต่แล้วเราก็สนใจกันแต่เรื่องทางฝ่าย วัตถุหมดทั้ง ๑๐๐%แห่งเวลาความคิดนึกรู้สึกของเราไป สนใจ

น.114 ๕๑ แต่เรื่องทางฝ่ายวัตถุหมดทั้ง ๑๐๐% จะเจียดให้เรื่องทาง ฝ่ายวิญญาณสัก๑% ก็ทั้งยากในปีหนึ่งเดือนหนึ่ง และ ถ้ามีใครมาสนใจบ้าง ก็มักจะสนใจเพื่อเอาไปประดับเกียรติ ทางฝ่ายวัตถุ อย่างนี้เป็นการให้ความอยุติธรรมแก่ธรรมะ อย่างยิ่งที่จะเอาธรรมะไปเป็นเครื่องประดับเกียรติทางฝ่าย วัตถุ มาวัดบ้างก็เพื่อมีโอกาสดีทางสังคม เพื่อหาเงินหา เกียรติต่อไป มันไม่ใช่เรื่องของธรรมะ ฉะนั้นไม่ควรจะคิดว่า จะศึกษาธรรมะเพื่อเป็น เครื่องประดับเกียรติทางฝ่ายวัตถุ ต้องถือว่าเป็นของที่คู่กัน ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์เราจะมีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องได้ ก็เพราะความสมบูรณ์ ทั้งทางฝ่ายร่างกายและทั้งทางฝ่ายจิต นี่จึงต้องมีการบรรยายอย่างนี้กันบ้างในสถานที่นี้ ซึ่งเป็น สถานที่สำหรับศึกษาเทคนิคทางฝ่ายวัตถุโดยตรง แต่เมื่อ ทางฝ่ายจิตมันจำเป็นเท่ากัน คู่กัน มันก็ต้องเอามาพูดกัน บ้าง แต่มันก็โชคดีอย่างยิ่งที่ว่าเรื่องทางงฝ่ายจิตทางฝ่ายวิญ- ญาณนี้ มันไม่ต้องสอนมากพูดมากทั้งเดือนทั้งปีเหมือนทาง ฝ่ายวัตถุ เพราะว่าถ้าพูดแล้วเข้าใจแล้วพูดเพียงชั่วโมง เดียวปฏิบัติจนตายก็ไม่หมด

น.115 ขอให้เข้าใจให้ถูกต้องให้สมบูรณ์ เท่าที่ พูดเพียงชั่วโมงเดียวนี้ ก็สามารถจะปฏิบัติได้จนตายก็ไม่หมด เราจึงไม่ต้องเสียเวลามากเหมือนกับการศึกษาทางฝ่ายวัตถุ ซึ่ง ต้องเรียน๕ปีบ้าง๘ปีบ้าง ๑๐ ปีบ้างแล้วก็ยังจะต้องไปฝึกหา ความชำนาญอยู่อีกตั้งนาน ส่วนฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณนี้พูด ชั่วโมงเดียวครึ่งชั่วโมงก็ได้ ปฏิบัติจนตายก็ไม่หมด ฉะนั้น ขอให้จำไว้ให้ดี ทำความเข้าใจไว้ให้ดี ให้เป็นหลักที่มันจะ ออกมาช่วยได้ทันท่วงที นี่เรียกว่าเทคนิคของความเป็นมนุษย์โดยใจความสำคัญ ที่สุดของพระพุทธศาสนา ฉะนั้นเราจะต้องสนใจในเทคนิคนี้ เพื่อความเป็นคน เพื่อความเป็นมนุษย์ของเรา เรียกว่า เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ เราต้องเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา ให้บิดามารดา ได้รับความชื่นอกชื่นใจจากเรา ไม่จับบิดามารดาใส่ลงไปใน นรกด้วยการทำบิดามารดาให้ร้อนใจอย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เรียก ว่าอาศัยเทคนิคเพื่อความเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดาเพราะ ธรรมะช่วย

น.116 ๕๓ เราจะต้องเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ครูบา อาจารย์ไม่ใช่ลูกจ้างเหมือนที่นักเรียนบางคนเข้าใจ ครูบาอา- จารย์เป็นปูชนียบุคคลที่ช่วยเหลือเรา เพื่อให้เอาชนะปัญหา ของชีวิต เพื่อความเป็นมนุษย์ของเรา เพื่อจะเป็นมนุษย์ ที่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ฉะนั้นจะต้องตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนีย- บุคคลเสมอ ดังนั้นเราจึงต้องเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ของเรา และ เราจะต้องเป็นประชาชนที่ดีของประเทศชาติ ข้อนี้ไม่ อยากอธิบาย เพราะว่ารู้กันอยู่ทั่วๆไปแล้ว แต่จะต้องบอก กันอีกว่า ตรงที่เราต้องมีเทคนิคที่ถูกต้องในการเป็นประชาชน ที่ดีคือมีธรรมะ จึงจะเป็นประชาชนที่ดีของประเทศชาติ ได้ และ เราจะต้องเป็นพลเมืองที่ดีของโลกทั้งหมด โดย ส่วนรวม เป็นพลโลกที่ดีของโลก และ ในที่สุดเรา ก็จะเป็นสาวกที่ดีของพระสัมมาสัม พุทธเจ้า นี่ผลของเทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์จะทำให้เกิดสิ่งที่ น่าชื่นอกชื่นใจอย่างนี้.

น.117 จึงหวังว่านักศึกษาทุกคนจะได้เป็น บุตรที่ดีของบิดามารดา เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ เป็นประชาชนที่ดีของประเทศชาติ แล้วก็เป็นพลเมืองที่ดี ของโลก และในที่สุดเป็นสาวกที่ดีของพระสัมมาสัม พุทธเจ้า แล้วปัญหาก็สิ้นสุดลงแล้ว เรื่องของเราก็จบกัน ขอกล่าวคำสวัสดี เพราะเวลาอำนวยให้เพียงเท่านี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต