น.64 ? ข้อแรกที่สุด จะต้องระลึกให้กว้างกันไปสักหน่อยว่า คนธรรมดาทั่วๆ ไป มีปัญหาอยู่ในใจว่า เกิดมาทำไม จริงหรือเปล่า ? ปัญหาข้อนี้ถือกันว่าทุกคนสนใจและสงสัย. แม้กระ- นั้นก็อาจจะมีบางคนมีเล่ห์เหลี่ยมที่จะเยาะเย้ยว่า ก็ พระพุทธ- ศาสนา สอนถึงความไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา คือ ไม่มีใครเกิดดังนี้แล้ว เหตุใดจึงมีปัญหาว่าเกิดมาทำไมด้วยเล่า? ถ้าผู้ใดถามซักไปในทำนองนั้น เราจะต้องถือว่าเขาอาศัย หลักของพระพุทธศาสนาชั้นสูงสุด คือขั้นว่าด้วยความหลุด พ้นมาพูดสำหรับคนธรรมดาสามัญที่ยังไม่มีความหลุดพ้น;เป็น เรื่องที่ไม่ถูก ไม่ตรง คือไม่ถูกฝา ถูกตัว; เพราะว่า ตาม ธรรมดาของคนที่ยังไม่รู้ธรรมะถึงที่สุดแล้ว จะต้องมี ความรู้สึกว่าตนกำลังเกิดอยู่ และตนมีปัญหามากมายที่จะ ต้องทำ กระทั่งไม่รู้ว่าเกิดมานี้เพื่อทำอะไรกัน โดยทั่ว ๆ ไป ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ ถึงที่สุดแห่งธรรม ในพระพุทธศาสนาแล้วเท่านั้น ที่จะรู้สึกว่ามิได้มีการเกิดอยู่ใน บัดนี้; ไม่มีสัตว์บุคคล ตัวตนของใครที่เป็นผู้ที่เกิดอยู่ในบัดนี้. ดังนั้นปัญหาที่ว่าเกิดมาทำไมจึงไม่มีแก่พระอรหันต์ แต่สำหรับ บุคคลที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ แม้ที่ยังเป็นพระอริยเจ้า ใน
น.65 ๒ ขั้นต้น ๆ เช่นพระโสดาบันก็ดี ก็ยังมีความรู้สึกว่ามีตัวตน ของตนและตนกำลังเกิดอยู่ทั้งนั้น จึงจัดได้ว่าเป็นผู้ที่ล้วน แต่มีปัญหาอยู่ในใจว่าเกิดมาทำไมด้วยกันทุกคน. โดยเหตุนี้ ขอให้สรุปใจความของปัญหานี้สั้น ๆ ว่า เกิดมาทำไม ? และว่ า เป็นปัญหาของคนทั่วไป ที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์. ทีนี้เราจะพิจารณากันดูถึงความรู้สึกที่เกิดอยู่เองในใจ ของตน ซึ่งต่างคนก็มักจะมีความคิดเป็นของเขาด้วยกันทั้ง นั้นว่าเขาเกิดมาทำไม ? ถ้าจะถามเด็กๆดูก็จะตอบว่าเกิดมาเพื่อเล่นกันให้สนุก สนานทีเดียว; ถ้าจะถามคนหนุ่มคนสาว ก็คงจะตอบว่า เกิดมาเพื่อความสวยความงาม ความรื่นเริงบรรเทิงกันใน ระหว่างเพศ; ถ้าจะถามคนที่สูงอายุขึ้นไปในวัยเป็นพ่อบ้านแม่ เรือน ก็คงจะตอบกันเป็นส่วนมากว่าเกิดมาเพื่อสะสมทรัพย์ สมบัติไว้กินต่อแก่เฒ่าและให้ลูกให้หลาน ดังนี้เรื่อย ๆ ไปด้วย กันทั้งนั้น. ครั้นอยู่ไปจนถึงแก่ชรา แก่หง่อม เมื่อถามดูว่าเกิด มาทำไม ? คงจะงง และคงจะคิดว่า เกิดมาเพื่อตายไปสำหรับ จะเกิดใหม่ต่อ ๆ ไปมากกว่าอย่างอื่น. ข้อนี้น้อยคนที่จะคิดว่า เกิดมาแล้ว ก็สิ้นสุดกันเพียงตาย; เพราะว่าได้ถูกอบรมสั่งสอน มาตั้งแต่อ้อนแต่ออกถึงเรื่องโลกอื่น ถึงเรื่องชาติอื่นหลังจาก
น.66 ๓ ตายแล้ว จนฝั่งอยู่ในจิตใจด้วยกันแทบทั้งนั้น. สำหรับผู้ที่มี วัฒนธรรมที่รับมาจากชาวอินเดีย ไม่ว่าจะนับถือพุทธ ศาสนา หรือศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนาอื่น ๆ ส่วนมาก มีความเชื่อไปในทางตายแล้วเกิดให ม่. คนแก่ ๆ คนชรา หมดปัญญาที่จะนึกคิดอะไรแล้ว ก็คงจะตอบว่าเกิดมาเพื่อตาย. แล้วไปเกิดใหม่ดังนี้. นี้หลักใหญ่ ๆ ทั่ว ๆ ไปก็ตอบได้แค่นี้ ถ้าจะพิจารณาดูกันอีกทางหนึ่งในส่วนรายละเอียดปลีก ย่อย. คนบางคนก็คงจะตอบว่าเกิดมาเพื่อกิน เพราะมักมากใน การกิน; และบางคนก็คงจะตอบว่าเกิดมาเพื่อกินเหล้าเพราะ ว่าเป็นทาสของเหล้าอยู่ตลอดเวลา ไม่บูชาอะไรยิ่งไปกว่าเหล้า ดังนี้ก็มี. บางคนเกิดมาเล่นไพ่ จนถึงกับมีคำกล่าวว่า ยอม หย่าผัวไม่ยอมหย่าไพ่ ดังนี้ก็ยังมี บางคนยังหลงไหลในสิ่ง อื่น ๆ ในอบายมุขอื่น ๆ แม้กระทั่งของเล่น จนเห็นว่าเป็นสิ่ง ที่สูงสุด ในสิ่งที่เขาควรจะได้อย่างนี้ก็มี . โดยทั่วๆไปคนที่ เรียกว่าได้รับการศึกษาดีนั้น มักจะนิยมหลงใหลในเรื่องเกียรติ คืออยากจะมีเกียรติว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ให้สูงสุดขึ้นไป เพราะเกิดมาเพื่อจะสร้างเกียรติ. เท่าที่กล่าวมานี้ พอจะสรุปได้ว่า เกิดมาเพื่อกิน, เกิด มาเพื่อกาม. และเกิดมาเพื่อเกียรติ.
น.67 ๔ พวกที่ ๑ คือเรื่องกินนั้น เป็นของจำเป็น ครั้นไปติด ในรสของอาหารเข้าก็หลงใหลในเรื่องของการกิน ดูคนสมัยนี้ สนใจในเรื่องการกินกันมากยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที ตามหน้าหนังสือ พิมพ์ก็ดี หรือเครื่องมือสื่อมวลชนอย่างอื่นก็ดี มีโฆษณา เรื่องกินอย่างมีศิลปะกันยิ่งขึ้น จนเป็นที่เชื่อได้ว่าคนจำนวน ไม่น้อย หลงใหลบูชาในเรื่องการกิน เกิดมานี้ก็เพื่อกิน นี้ เป็นพวกที่ ๑. พวกที่ ๒ ที่เรียกว่าเรื่องกามนั้น หมายถึงความสนุก สนาน เอร็ดอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทุกชนิด; เพราะว่าเมื่อเสร็จจากเรื่องกินแล้ว คนก็หันมาเรื่อง ความสนุกสนานทางอายตนะเป็นส่วนใหญ่ นี้เรียกว่าเป็น เรื่องกาม กลายเป็นคนที่ตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งเหล่านี้ถึง ขนาดที่เรียกว่าเป็นทาสด้วยกันทั้งนั้น. แม้ที่สุดแต่อบายมุข ต่าง ๆ ที่กล่าวนามมาแล้วนั้นก็รวมอยู่ในเรื่องกาม คือความ รู้สึกเอร็ดอร่อยทางจิตใจ ซึ่งเป็นอายตนะที่ ๖ เป็นเรื่องหลง ใหลได้ถึงที่สุดด้วยกันทุกอย่าง นี้เรียกว่าคนเหล่านี้เกิดมา เพื่อสิ่งที่เรียกว่ากาม คือวัตถุอันเป็นที่ตั้งของความใคร่ อัน อาศัยอายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเครื่องมือ นี้เป็นพวกที่ ๒
น.68 ๕ พวกที่ ๓ เกิดมาเพื่อเกียรติ. นี้ได้รับการอบรมสั่งสอน มาให้บูชาเกียรติ แม้ชีวิตนี้ก็สละได้เพื่อเกียรติ ถ้าหนทางที่ ตนถือเอาสำหรับแสวงหาเกียรตินั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์ผู้ อื่นหรือประโยชน์ตนรวมกันไป ก็ยังนับว่าเป็นประโยชน์อยู่ มาก ไม่เป็นที่ตั้งแห่งการติเตียนตามวิสัยชาวโลกทั่ว ๆ ไป แต่ ในทางธรรมะนั้น ถ้าหลงใหลถึงขนาดตกเป็นทาสของสิ่ง ที่เรียกว่าเกียรตินี้แล้ว ก็ยังถือกันว่าเป็นสิ่งที่น่าเวทนา สงสาร คือยังไม่ดับทุกข์นั้นเอง. เพราะฉะนั้น เรื่องกินก็ดี เรื่องกามก็ดี เรื่องเกียรติก็ดี จึงมีไว้สำหรับเป็นเครื่องหลง ใหลอย่างยิ่งได้ด้วยกันทุกอย่าง. อย่างที่เราจะได้ยินได้ฟังอยู่มากกว่าอย่างอื่นในหมู่คน ที่ยากจนว่าจำเป็นที่จะต้องประกอบอาชีพเพื่อได้วัตถุมาเลี้ยง ชีวิต แต่แล้วก็ดูเหมือนว่า ไม่ได้คิดว่ามีสิ่งอื่นซึ่งสำคัญ หรือจำเป็นยิ่งกว่าเรื่องทำมาหากิน จึงถือเอาเรื่องทำมาหากิน เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตของตน จนกลายเป็นว่าเกิดมาก็ เพื่อทำมาหากิน ทำไร่ ทำนา ค้าขาย หรืออะไรก็แล้วแต่ถนัด ทำอย่างนี้เรื่อยจนเน่าเข้าโลงไปทีเดียว ก็ยังไม่มีจุดที่ถือได้ว่า เพียงพอ. นี้เรียกว่า เกิดมาเพื่อทำมาหากินแท้ ๆ ไม่เคย นึกว่ามีสิ่งใดที่สำคัญไปกว่า; เพราะเหตุว่าคนเหล่านั้นไม่ได้ นั่งใกล้พระอริยเจ้า ไม่ได้พึ่งธรรมของพระอริยเจ้า คง
น.69 ๖ นั่งใกล้แต่เพื่อนปุถุชนด้วยกัน ฟังคำของปุถุชนด้วยกัน นับว่าเป็นสิ่งที่น่านึกน่าคิดตรงที่ว่า เขาถือว่าเป็นการถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ถึงที่สุดเพียงแค่นั้น แต่ที่แท้แล้วมันจะเป็น การถูกต้องเพียงครึ่งเดียวหรือไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำไป เพราะ ว่าคนเรานั้นมีวัตถุประสงค์มุ่งหมายในการเกิดมา มากไปกว่า ที่จะเกิดมาเพียงเพื่อทำมาหากิน. นี่แหละคือ ข้อที่ทุกคนจะ ต้องสนใจศึกษากันให้เป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า การ เกิดมาเพื่อทำมาหากินให้มีชีวิตอยู่นี้อยู่ไปทำไมกัน ต่อ เมื่อมีความเข้าใจอันถูกต้องว่ามีชีวิตอยู่ไปนี้จะอยู่เพื่อ อะไรในที่สุดแล้ว จึงจะรู้ว่าการทำมาหากินนี้เป็นเพียงเรื่อง ที่สองรองลงมาจากเรื่องที่ใหญ่ที่สำคัญเรื่องหนึ่งคือเรื่องที่ว่า เกิดมาเพื่ออะไรนั่นเอง. เราทำมาหากินนี้สำหรับจะได้เลี้ยงชีวิต เพื่อมีชีวิตอยู่ แล้วจะได้ทำสิ่งอื่นที่ดีกว่านี้ หรือว่าการทำมาหากินนี้สำหรับ จะได้สะสมทรัพย์สมบัติไม่มีขอบเขต ? เท่าที่เห็นกันอยู่โดย มากเป็นไปในทำนองทำมาหากินเพื่อสะสมทรัพย์สมบัติอย่าง ไม่มีขอบเขต ไม่ได้ทำมาหากินเท่าที่จำเป็นจะต้องทำ เช่น ทำเพียงเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ผาสุก ไม่มีความยากลำบาก ให้มีการก้าวหน้าไปตามทางของคน ธรรมดาทั่วๆไป. คนโดยมากเฝ้าสะสมทรัพย์เท่าไรไม่พอไม่
น.70 ๗ มีขอบเขตจนกระทั่งตัวเองก็บอกไม่ได้ว่า จะเอาไปทำอะไร อย่างนี้ก็มีอยู่มากมายในโลกนี้. การกระทำอย่างนี้ของบุคคล ประเภทนี้ ตามทางศาสนาถือว่าเป็นการทำบาปอยู่ในตัว โดย ตรงบ้าง โดยปริยายบ้าง. ศาสนาคริสเตียนถือว่าการแสวงหาทรัพย์เกินกว่าจำ เป็นนั้นเป็นบาปโดยตรง ในศาสนาอื่นก็ยังมีว่าอย่างนั้น. ใน ศาสนาพุทธเรานี้ ก็มีหลักการในทำนองนั้น คือว่าผู้ที่มัวคอย สะสมทรัพย์สมบัติ ไม่มีขอบเขต นั้น มีความหลง ความโง่ ความเขลา อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ขึ้นชื่อว่าความหลงแล้วก็ เป็นบาปอยู่ในตัว แม้ไม่ใช่บาปอย่างฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเขา ก็ยัง เป็นบาปชนิดใดชนิดหนึ่ง; ดังนั้นควรจะยุติกันเสียสักทีว่า คนเราไม่ควรจะเกิดมาเพื่อการสะสมทรัพย์สมบัติอย่างไม่ มีที่สิ้นสุดควรจะนึกถึงเรื่องอีกเรื่องหนึ่งซึ่งดีกว่านั้น หมาย ความว่าเราสะสมทรัพย์ ก็เพื่อซื้อความสะดวกแก่การเป็น อยู่ในทุกประการแล้ว ก็แสวงหาสิ่งอื่นที่ดีไปกว่าทรัพย์สมบัติ จะช่วยให้ได้ สิ่งนั้นได้แก่อะไร ก็ควรจะได้คิดดูเอาเองตาม ชอบใจไปพลางก่อน. ทีนี้มาถึงข้อที่ว่า คนที่เกิดมาลุ่มหลงในทางกามนั้น น่า จะระลึกนึกถึงภาษิตโบราณสักบทหนึ่งว่า "อาหารนิทฺทา ภย เมถุนญฺจ สามาญฺญเมตปุปสุภิ นราน์" การแสวงหาความสุข
น.71 ๘ จากการกินอาหารก็ดี การแสวงหาความสุขจากการนอนก็ดี การแสวงหาความสุขจากเมถุนธรรมก็ดี และการรู้จักขี้ขลาด ต่ออันตรายหนีภัยก็ดี ๔ อย่างนี้มีเสมอกันในระหว่างสัตว์ มนุษย์กับสัตว์เดรัจฉาน. "ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส" แต่ ว่าธรรมะเท่านั้น ที่จะทำคนให้ผิดแปลกแตกต่างจากสัตว์ "ธมฺเมน หีนา ปสุภิ สมานา" เมื่อปราศจากธรรมะแล้วคนกับ สัตว์ก็เสมอกัน. นี้เป็นคำกล่าวที่มีมาแต่โบราณกาลก่อน พระพุทธเจ้า และแม้ในยุคพระพุทธเจ้าก็ยังคงยอมรับภาษิต นี้ และในพุทธศาสนาเราก็ถือว่าคำกล่าวนี้ถูกต้องตามหลัก พระพุทธศาสนาด้วย. เป็นอันว่าเท่าที่เกิดมาตามธรรมดาสามัญนี้ คนเรามี ความรู้สึกเหมือนกับสัตว์ ในเรื่องกินเรื่องนอนเรื่องเมถุน ธรรมและหนีภัยอันตรายโรคภัยไข้เจ็บศัตรูอะไรก็ตาม เหล่า นี้เป็นเรื่องที่สัตว์ก็ทำเป็นเหมือนกับคน ดังนั้นการที่จะเกิด มาเพื่อบูชาสิ่งที่เรียกว่า กามคุณ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นี้คงจะไปไม่รอด คือแสดงว่ายังไม่ รู้อะไรอยู่บางอย่างหรือมากอย่าง จึงได้ไปลุ่มหลงสิ่งซึ่งแม้ ธรรมดาสัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็นดังที่กล่าวแล้ว. เนื่องจาก เหตุที่ สิ่งที่เรียกว่าวัตถุกามนั้น เป็นมูลเหตุดึงดูดใจถึงที่สุด
น.72 ๙ ยากที่สัตว์ตามธรรมดาจะมองเห็น แล้วถอนตนออกมาได้ เราจึงถือว่าสัตว์ตามธรรมดาไม่ใช่บุคคลสูงสุด ไม่ใช่บุคคลที่ ถึงที่สุดแห่งการเกิดมาเป็นคน; เป็นเพียงผู้ที่กำลังลุ่มหลง อะไรอยู่ในระหว่างทางครึ่ง ๆ กลาง ๆ เท่านั้นเอง ถือเอาเป็น ประมาณไม่ได้. และ ถ้าสิ่งที่เรียกว่าถามคุณเหล่านั้นเป็นสิ่ง สูงสุดแล้ว คนก็ตามสัตว์ก็ตาม ย่อมจะเรียกได้ว่าต่างอยู่ ในฐานะถึงสิ่งที่สูงที่สุดแล้วด้วยกันทั้งนั้น บัดนี้เรายอมรับกันแล้วว่าแม้แต่พวกเทวดาประเภท กามาวจร ซึ่งอยู่ในสวรรค์ประเภทนั้น ก็ยังไม่ใช่คนดี วิเศษอะไร ยังมีความทุกข์ร้อน ยังมีความสกปรกเศร้า หมองเพราะประพฤติกรรมที่ไม่สมควรทางกาย ทางวาจาและ ทางใจอยู่เป็นประจำ. พวกเทวดาเหล่านั้น เมื่อสำนึกตัวขึ้น มาได้ทีไร ก็ร่ำหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ตลอด ไป นี้จึงเป็นอันว่าเรื่องสูงสุดแม้ในทางกามนั้นยังไม่ใช่สิ่งสูง สุดของมนุษย์เลย; ไม่ควรถือว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อสิ่งเหล่านั้น. ทีนี้มาถึงเรื่องเกียรติ. ถ้าจะคิดว่าคนเราเกิดมาเพื่อ เกียรติ ก็คงจะเป็นสิ่งที่น่าสงสารมาก เพราะว่าดูจะเป็นเรื่อง ลม ๆ แล้ง ๆ โดยเหตุที่สิ่งที่เรียกว่าเกียรตินั้น ต้องมีมูล มาจากคนเหล่าอื่นหรือคนจำนวนมากอุปโลกน์ให้ นิยม
น.73 ๑๐ ยกย่องให้เป็นเรื่องอุปโลกน์กันผิด ๆ โดยไม่รู้สึกตัวก็มี. เมื่อคนส่วนมากนั้นเป็นคนโง่ คนเขลา คนหลง คนพาล ไม่ รู้จักธรรมะแล้ว สิ่งที่เขาหลงนิยมยกย่องให้เป็นเกียรติแก่กัน นั้นก็ต้องเป็นเรื่องธรรมดา ๆ สามัญตามประสาที่คนเหล่านั้น ชอบนั่นเอง หาใช่เป็นเรื่องที่พระอริยเจ้าท่านสรรเสริญหรือ สั่งสอนแต่ประการใดไม่. ยิ่งในสมัยที่คนลุ่มหลงเรื่องเกียรติ กันมาก ก็ดูจะยิ่งเป็นสิ่งที่น่าสมเพชยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที อย่างว่าใคร จะออกไปนอกโลกได้ ถือเป็นเกียรติสูงสุด มันก็ยังไม่มีอะไร ดีไปกว่าที่จะทำมนุษย์ทั้งหมดนี้ให้มีความสุขมากขึ้นได้ มีแต่ เรื่องยุ่งเหยิงสับสนอลหม่านมากขึ้นกว่าเก่าเท่านั้น. นี้เป็น ตัวอย่างของสิ่งที่เรียกว่าเกียรติ ของปุถุชนคนธรรมดา ทั่วไป ซึ่งมีอยู่ในโลกนี้. ดังนั้นถ้าจะถือว่าเกิดมาเพื่อเกียรติ ก็คง จะน่าหัวเราะเท่า ๆ กันกับที่จะว่าเกิดมาเพื่อถามหรือแม้ แต่เพื่อกิน อันอยู่ในระดับที่น่าสงสารเท่า ๆ กัน แล้วแต่ ว่าถูกอบรมสั่งสอนกันมาอย่างไร. รวมความแล้วเป็นอันว่าทั้ง เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่อง เกียรติ ๓ เรื่องนี้ยังไม่ใช่สิ่งสูงสุดที่พุทธบริษัทจะพึงปรารถนา เป็นแน่นอน. ทีนี้จะกล่าวถึงพระพุทธภาษิตที่เห็นว่าจะช่วยให้เรา เข้าใจคำตอบของปัญหาว่าคนเราเกิดมาทำไมนี้ได้ กล่าวคือ
น.74 ๑๑ พระพุทธ ภาษิตที่ได้ยกขึ้นไว้เป็นนิกเขปบทข้างต้น ที่แรกว่า "สงฺขารา ปรมาทุกฺขา" สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง "นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ" นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง "เอตํ ญตฺวา ยถาภูตํ สนฺติ มคฺคํ วพฺรูหเย” เมื่อรู้ความจริงข้อนี้อย่างถูกต้องแล้ว บุคคล ควรพอกพูนหนทางแห่งสันติ ดังนี้. ข้อแรกที่ว่า สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่งนั้นจะต้องเข้าใจ คำว่าสังขารกันให้ดีๆ เพราะสิ่งที่เรียกว่าสังขารนั้น มีอยู่ หลายความหมาย สั งขารหมายถึงรูปและนาม คือร่างกาย กับจิตใจนี้ก็มี สังขารอย่างนี้เป็นทุกข์ต่อเมื่อมีอุปาทาน เข้าไปยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นของตน ลำพังสังขาร ล้วน ๆ ไม่ถือว่าเป็นทุกข์ ชนิดที่เป็นเครื่องทรมานใจหรือทำ ความทนยากให้แก่บุคคล. สังขารโดยศัพท์แล้วแปลว่า "ปรุง" คือกระทำครบถ้วนอย่างที่เราเรียกกันว่าปรุง ถือเอาตามรูป ศัพท์ตรง ๆ อย่างนี้จะดีกว่า โดยจำกัดความลงไปว่า การที่ “ปรุง" เรื่อยนั้น เป็นความทุกข์อย่างยิ่ง. คำว่าปรุง ในที่นี้หมายความว่าไม่มีการหยุด มีการปรุงให้เกิดขึ้นใหม่ ๆ เรื่อย และ สิ่งที่เรียกว่า "ปรุง" นี้ หมายถึง กิเลส เป็น ผู้ปรุง ต่อเมื่อมีอวิชชาความโง่ ความหลง ซึ่งเป็นต้นเหตุของ กิเลสเหล่าอื่น เช่น โลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นแล้ว ก็มี
น.75 ๑๒ การปรุง คือปรุงจิตใจให้ยึดมั่นถือมั่นเป็นนั่นเป็นนี่ มีนั่นมีนี่ เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด. และ คำว่า "ปรุง" ในที่นี้หมาย ถึงความยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานรวมอยู่ด้วยเสร็จ จึง จะเรียกว่าเป็นการปรุง. ถ้าไม่มีอุปาทานไม่มีกิเลสตัณหา อุปาทานเข้าไปรวมอยู่ด้วยแล้ว การเกิดขึ้นเหล่านั้นไม่ เรียกว่าการปรุงในที่นี้ คือไม่เรียกว่าการ "ปรุง" ใน ประโยคที่ว่า "สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา" สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา ของปรุงหรือเครื่องปรุงทั้งหลายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง หมายความว่า มันปรุงจนเป็นกิเลสตัณหาจนเป็นอุปาทาน มีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว อะไร ๆ ก็เป็นทุกข์ไปหมด. ถ้าอย่า ปรุงในทำนองนี้แล้วก็ไม่มีความทุกข์ การปรุงในทำนองนี้ มีความทุกข์และเป็นความทุกข์อยู่ในตัวการปรุงนั้นเอง การปรุงทำนองนี้แหละที่เรียกว่า สังสารวัฏฏ์คือวนเวียน อยู่ในลักษณะ ๓ อย่าง กล่าวคือ กิเลส เป็นเหตุให้ กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป, เมื่อกระทำแล้วเกิดผล ขึ้นมา ก็มีกิเลสที่จะยินดียินร้าย เพื่อทำซ้ำหรือทำอย่าง อื่นต่อไปอีก, วนเวียนอยู่ในเรื่องกิเลส เรื่องกรรมและ เรื่องผลของกรรม เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด. นี้คืออาการที่ เรียกว่าเป็นการปรุงโดยแท้จริง ในประโยคที่ว่าสังขารทั้ง
น.76 ๑๓ หลายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง คือความปรุงไม่หยุดนั้นเองเป็นทุกข์ อย่างยิ่ง ข้อ ๒. ที่ว่า "นิพฺพานํ ปรมํ สุข" นิพพานเป็นสุข อย่างยิ่งนั้น นี้เป็นคำกล่าวอย่างโวหารชาวบ้าน เพื่อให้รู้ สิ่งที่ตรงกันข้ามกับสั่งขาร. นิพพานก็คือ ไม่ปรุง ไม่ปรุง เมื่อไรก็เป็นนิพพานเมื่อนั้น. ไม่ปรุงเด็ดขาดก็เป็นนิพ- พานจริง ไม่ปรุงชั่วคราวก็เป็นนิพพานชั่วคราว หรือ นิพพานชิมลอง เมื่อผู้ใดรู้เรื่องการปรุงว่าเป็นอย่างไร ถึงที่สุดแล้ว ก็ย่อมจะเข้าใจสภาพที่ตรงกันข้าม คือไม่ ปรุงได้โดยไม่ยากนัก โดยเทียบเคียงกันในฐานะเป็นสิ่ง ตรงกันข้าม. นิพพานนี้แปลว่าดับก็ได้ แปลว่าหยุดก็ได้ แปลว่าเย็นคือไม่ร้อนก็ได้ แปลว่าไม่ขบกัดเสียบแทงกี่ ได้ ความหมายก็เหมือนกันหมดตรงที่ว่ามันหยุด คือ ไม่ปรุง ปรุงก็คือไม่หยุด จะต้องเป็นไปในลักษณะที่เร่าร้อน เป็นทุกข์เสียบแทงทนทรมานเสมอไป. คำว่านิพพานให้ถือ เอาความหมายตรงกันข้ามจากสังขาร คือไม่ปรุงในลักษณะ ดังกล่าว. ทีนี้คำกล่าวต่อไปที่ว่า "เอตํ ญตฺวา ยถาภูตํ สนฺติมคฺคํ วพฺรูหเย บุคคลรู้ความจริงข้อนี้อย่างถูกต้องแล้ว พึงพอก
น.77 ๑๔ พูนทางแห่งสันติ." นี้หมายความว่า เมื่อรู้ความจริงข้อนี้ แล้วให้พอกพูนหนทางแห่งสันติคือนิพพานนั่นเอง. คำว่า นิพพานนั้นบางทีก็เรียกว่าสันติ ซึ่งแปลว่าความสงบเย็น ใช้แทนกันได้กับคำว่านิพพาน. การพอกพูนทางแห่งสันติก็คือ การพอกพูนทางของนิพพาน, หมายความว่าให้ทำทุกอย่าง ทุกประการที่จะให้คนเราใกล้ชิดสิ่งที่เรียกว่าสันติหรือนิพพาน นั้นยิ่งขึ้นไปทุกที. เพียงเท่านี้ ท่านทั้งหลายก็คงจะได้เค้าเงื่อนบ้างว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายให้คนรู้ความจริงเกี่ยวกับ ความทุกข์และไม่ทุกข์ แล้วให้เริ่มพอกพูนหนทางที่จะ ดำเนินไปสู่ความไม่มีทุกข์โดยประการทั้งปวงคือนิพพาน พูดสั้น ๆ ก็ว่าคนเราควรจะเกิดมา เพื่อพอกพูนหนทาง แห่งนิพพานนั้นเอง. แต่ถ้าคนไม่รู้เอาเสียเลยว่า มีนิพพาน หรือนิพพานเป็นสิ่งที่ควรปรารถนาอย่างยิ่ง เพราะเป็นความ ดับทุกข์อย่างยิ่งแล้ว คนก็ไม่ปรารถนานิพพาน และไม่พอก พูนหนทางแห่งนิพพานอยู่นั่นเอง. ต่อเมื่อคนรู้จักว่า การที่ เป็นอยู่ในขณะนี้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง แล้วอยากจะได้สิ่งตรงกัน ข้ามเท่านั้นแหละ คนจึงจะสนใจในเรื่องของนิพพาน และ พอกพูนหนทางเพื่อไปสู่นิพพาน.
น.78 ๑๕ เมื่อเป็นดังนี้ เขาก็จะต้องพิจารณาดูภาวะของตนเอง ให้ดีให้ละเอียดให้ลึกซึ้ง ว่าสภาวะที่กำลังเป็นอยู่ของ ตนนี้เป็นสังขารหรือไม่ . คนที่ทำกรรมไปตามอำนาจของ กิเลส โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำชั่ว เช่นการกินเหล้าเมายา การฆ่า การฟัน การขโมย หรืออะไรต่าง ๆ ที่ถือกันว่าเป็น ความชั่วนั้นมันเป็นการ “ปรุง” ของอวิชชา ความโง่ ความหลงเรื่อย ๆ ไป จนเกิดความเอร็ดอร่อย สนุกสนาน เพลิดเพลินแก่บุคคลผู้กระทำ ได้รับทุกข์แล้วก็ยังยากจะแก้ ทุกข์ด้วยการกระทำซ้ำอย่างเดียวกันหรือให้ยิ่งขึ้นไปอีก นี้ เรียกว่าเป็นการปรุงอย่างยิ่งขึ้นไปอีก จนกว่าเขาจะมองเห็นว่า นี่เป็นการทนทรมานจึงจะหยุดชะงัก แล้วเหลียวไปดูทิศทาง อื่นเพื่อจะสอดส่ายหาให้พบสิ่งที่ไม่เป็นความทนทรมาน ไม่ ต้องตกเป็นทาสของเหล้าของการพนันของการทำชั่ว หรือ ของการประพฤติผิดนานาประการอีกต่อไป ทีนี้จะมองดูในกรณีผู้ที่ทำดี หรือไม่ทำชั่วทำนองนั้น แต่ว่าทำสิ่งที่เขาเรียกกันว่าดีอยู่ทุก ๆ เวลา ได้รับผลสมจริง ตามสิ่งที่เขาเรียกกันว่าดี เช่นว่ามีเงินมีชื่อเสียง มีอะไรทุก ๆ อย่างตามที่คนดีเขาต้องการกัน. แต่ว่าเมื่อมามองดูความสุข
น.79 ๑๖ ทุกข์ทางใจแล้วเขาก็ยังต้องร้องไห้ ระทมทุกข์เท่ากับที่มีเงิน มาก มีเกียรติมาก มีชื่อเสียงมากอยู่นั่นเอง. คนมีเกียรติ มากก็ร้องไห้บ่อย ๆ เพราะเกียรตินั้น, คนมีทรัพย์มากก็ร้องไห้ บ่อย ๆ เพราะทรัพย์นั้น, คนมีลูกก็ร้องไห้เพราะลูก, คนมี หลานก็ร้องไห้เพราะหลาน; หรือมีอะไรที่ตนรักตนพอใจก็ ต้องร้องไห้เพราะสิ่งนั้น,แม้ที่สุดบางคน ก็ต้องร้องไห้เพราะวัว เพราะควายเป็นต้น อย่างนี้ก็ยังมี. นี้ล้วนแต่แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า แม้ว่าจะได้กระทำไป ในทางที่ดี ไม่มีผิด ไม่เป็นบาป ไม่เป็นอกุศลแล้ว ก็ยังไม่ ถึงที่สุดแห่งการดับทุกข์ ยังต้องเป็นทุกข์ตามแบบของคนดี. คนชั่วเป็นทุกข์ตามแบบคนชั่ว. คนดีเป็นทุกข์อย่างละเอียด ลึกซึ้งตามแบบคนดี ในเมื่อมีความรู้สึก ยึดมั่น ถือมั่น ว่า ตน เป็นคนดี; ดังนั้นเมื่อมองดูในลักษณะของธรรมชาติล้วนๆ แล้วจะพบว่า คนชั่วที่กำลังเสวยผลของความชั่ววนเวียน ๆ อยู่นั้นก็เป็นการปรุง, คนดีที่กำลังได้รับผลของความดี วนเวียน ๆ อยู่นั้นก็เป็นการปรุง, ทั้งสองพวกเป็นการปรุง ด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีหยุด, จะต้องไหลเรื่อยไป ไม่มีหยุด, มีการคิดการทำ และได้รับผลของการทำ แล้วก็มีการคิด ต่อไป, นี้เรียกว่า "สังสารวัฏฏ์" เป็นการปรุงอย่างยิ่ง.
น.80 ๑๗ พอมานึกได้อย่างนี้ คนก็จะสนใจสิ่งที่ตรงกันข้าม คือเห็นว่าเงินก็ช่วยไม่ได้ ชื่อเสียงก็ช่วยไม่ได้ สิ่งเท่าที่ เรามีมาหมดแล้วนี้ก็ช่วยไม่ได้ เราควรจะมีอะไรหรือได้ อะไรที่ดีกว่านี้ เมื่อนั้นแหละเขาจะเริ่มชะเง้อหาสิ่งที่ดี กว่าสูงกว่าไปในทิศทางอื่น จนกระทั่งไปพบพระอริยเจ้า นั่งใกล้พระอริยเจ้า ฟังธรรมะของพระอริยเจ้า จึงได้ รู้เรื่องสิ่งซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งต่าง ๆ ที่ตนมีตนเป็น ตน กระทำอยู่ นั้นก็คือเรื่องพระพิพพาน หรือเรื่องหนทาง ของพระนิพพานนั่นเอง. เขามีความแน่ใจว่านี่แน่แล้วเป็น สิ่งที่ทุกคน ๆ ควรจะได้ควรจะถึง และคนทุกคนเกิดมา เพื่อสิ่งนี้แน่แล้ว; เพราะว่าสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดนั้น ไม่เป็น ความดับ ความเย็น ความสงบ ยังเป็นความสับสนวุ่นวาย คือปรุงแต่งอยู่นั่นเอง: เขาจึงได้สนใจเรื่องของพระนิพพาน ในลักษณะที่จะพอกพูนหนทางของพระนิพพาน โดยถือว่า คนเราเกิดมาเพื่อพอกพูนหนทางของพระนิพพานนั้น. สิ่งที่ควรจะคิดมีอยู่อีกนิดหนึ่งว่า การที่เกิดมานี้ เรา ต้องการหรือไม่ เราพอใจหรือไม่ ? โดยที่แท้แล้วคนทุก คนไม่เคยรู้สึกเรื่องนี้ ว่าไม่ได้เลยอยากเกิดโดยตรง แต่
น.81 ๑๘ ว่ามันได้เกิดมาแล้ว. แต่พอเกิดมาแล้วได้พบสิ่งซึ่งเป็น อารมณ์ ที่ถูกใจ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หลงใหลพอใจในสิ่งเหล่านี้ จึงได้อยากเกิด หรืออยากเป็นอยู่ อยากให้มีอยู่เพื่อจะได้บริโภคสิ่งเหล่านี้. หรือเมื่อได้ยินได้ฟัง ว่าทำบุญให้มากตายไปแล้วจะมีสิ่งเหล่านี้ ชั้นดีกว่านี้ ประณีต กว่านี้ สูงสุดกว่านี้ ก็มีความอยากเกิด ยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อจะ ให้ได้สิ่งเหล่านี้. นี้มีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เพราะได้เกิด มาจึงได้บริโภค รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ซึ่งถูกอกถูกใจ เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวตนเป็น ของตนขึ้นมา เป็นการเกิดขึ้นมา แล้วก็พอใจยินดีใน การเกิด กลัวความดับหรือความตายเป็นอย่างยิ่ง เพราะ ว่าจะต้องพลัดพรากจากสิ่งเหล่านี้ . นี้เรียกว่าโดยเนื้อแท้ แล้วค นไม่ได้เกิดมาเองได้ หรือไม่ได้ตั้งใจจะเกิดมา ด้วยเจตนาของตนมันเป็นมาตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ที่มีการสืบพันธุ์, ครั้นเป็นคนขึ้นมาแล้ว จึงได้รับการอบรม ที่ให้เกิดความ รู้สึก คิดนึกไปในทาง ที่อยากเกิดใน ลักษณะที่ กล่าวมานี้. ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติจริงๆ หรือเอาสัตว์ เดียรัจฉานเป็นเกณฑ์กันแล้ว ความอยากเกิดจะมีน้อยมาก
น.82 ๑๙ และจะไม่มีปัญหายุ่งยากเหมือนมนุษย์ด้วยซ้ำไป. เดี๋ยวนี้มนุษย์จะยอมรับว่า เราเป็นผู้อยากเกิด และเกิดมาเพื่อจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง อย่างนั้นจริงหรือไม่. ถ้าจะถือว่าเราอยากเกิดมา เพื่อจะมาทำอะไรที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะทำ ตอนนี้ฟังดูแล้วคล้ายๆ กับว่า เป็นความโง่ความหลง หรือความเสือกกระโหลกอยู่มากเหมือนกัน เพราะว่าถ้าเลือกเอาในทางที่ไม่เกิดได้แล้ว มันก็ไม่ควรจะเกิดมาตั้งแต่ทีแรก. ทำไมจะต้องมาอยากเกิดขึ้นมา เพื่อจะต้องสร้างต้องทำต้องเดินทางไปจนกว่าจะถึงที่สุดถึงนิพพานอีกเล่า ? เรื่องไม่เกิดมันก็ดีอยู่แล้ว ทำไมจะเกิดมาเพื่อให้เป็นภาระด้วยเล่า ? นี่แหละคือปัญหาหรือต้นเงื่อนของปัญหาที่เป็นตัว อวิชชา หรืออย่างน้อยก็มีมูลมาจากอวิชชา ที่ว่าคนเราเกิดมาเอง หรือว่ามีอะไรบังคับให้เกิดมา? และว่าเมื่อเกิดมาแล้วจะต้องทำอะไรบ้าง ? คนโดยมากไม่คิดมากถึงอย่างนั้น จะคิดตัดบทสั้น ๆ แต่เพียงว่า ที่กำลังเกิดอยู่เดี๋ยวนี้จะต้องทำอะไร. พอเห็นว่าเกิดมาเพื่อสะสมทรัพย์ ก็สะสมทรัพย์เรื่อย ๆ ไปก็แล้วกัน. หรือถ้าเกิดมาเพื่อกิน เพื่อเกียรติ ก็ทำไปเพื่อกินเพื่อเกียรติอีก แล้วก็ถือว่าพอแล้ว มีชื่อเสียงมาก พอใจแล้ว ตายเป็นสุขแล้ว อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นความถูกของบุคคล
น.83 ๒๐ นั้นอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ที่ถือเอาเพียงสั้น ๆ เท่านั้น. แต่เดี๋ยวนี้คนเราได้รับการศึกษามีการอบรมให้รู้จักคิดนึกมากกว่านั้น จนกระทั่งมองเห็นว่า การทำอย่างนั้น การได้เป็นอย่างนั้น การได้ทำจนถึงที่สุดของความเป็นอย่างนั้นก็ยังไม่เป็นที่พอใจเราเลย ยังมีอะไรที่เรารู้สึกว่ายังซ่อนเร้นอยู่ เราจำใจจำทำเท่าที่นึกได้เพียงเท่านั้น เราอาจจะถูกหลอกถูกลวงอย่างไรก็ได้ เมื่อสงสัยอยู่ดังนี้ ก็คงจะไม่วายที่จะคิดไปว่ายังมีอะไรยิ่งไปกว่าเกียรติ. ในที่สุดจะมาลงร่องลงรอยของธรรมะที่ว่า เกิดมาเพื่อศึกษาให้รู้เรื่องที่สูงสุดที่ประเสริฐ สุดของมนุษย์ ให้ได้พบสิ่งที่สูงสุดประเสริฐสุดของมนุษย์ ให้จบให้สิ้นสุดลง ตรงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ไม่มีอะไรดียิ่งไปกว่านั้นแล้ว, นี้หมายความว่า เมื่อยอมรับว่าเกิดมา หรือต้องเกิดมา และเกิดมาแล้ว จะมีอะไรที่จะต้องทำให้ถึงที่สุด จนถือว่าเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ ดังนั้นก็ไม่ควรจะมีอะไร มากไปกว่าสิ่งที่ดับทุกข์ ได้สิ้นเชิง และ ภาวะที่เป็นความดับทุกข์ ได้สิ้นเชิง ที่ตนจะพึงลุพึงถึง ตามหลักของพระพุทธศาสนา. นี้เป็น อันกล่าวได้ว่าพุทธศาสนาเกิดขึ้นมาในโลกนี้เพื่อทำให้คนรู้จักสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะเข้าถึง หรือได้รับนั่นเอง.
น.84 ๒๑ ศาสนาอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วก่อนพุทธศาสนา ก็ล้วนแต่พยายามที่ จะตอบปัญหา ว่าเกิดมาทำไมอย่างเดียวกันหมด คือว่ามนุษย์ เกิดมาเพื่ออะไรที่ดีที่สุดด้วยกันทั้งนั้น จึงได้บัญญัติความอิ่ม เอิบด้วยกามคุณในสวรรค์ว่าเป็นสิ่งสูงสุดบ้าง และบัญญัติ ความสุขที่ไม่เกี่ยวกับกามคุณ เป็นความสุขที่บริสุทธิ์อย่าง พรหมโลกว่าเป็นสิ่งสูงสุดของมนุษย์บ้าง กระทั่งมีลัทธิที่ สอนว่าเกิดมาเพื่อหาความสุขจากความรู้สึกที่ว่าไม่มีอะไร เลย; - ไม่มีอะไรเลย, ดังนี้ ก็ยังมี, กระทั่งความที่มีอาการ เหมือนกะว่าเป็นอยู่ ก็ไม่ใช่ ตายแล้วก็ไม่ใช่ คือไม่มีสัญญา ในสิ่งใดหมด เกิดความสุขขึ้นมาจากภาวะอย่างนี้ นี้ก็บัญญัติ ว่าเป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์จะพึงได้พึงถึงก็ยังมี และสูงสุดกันอยู่ เพียงเท่านี้ในยุคพุทธกาล. พระพุทธเจ้าทรงขวนขวายศึกษา ตามสำนักต่าง ๆ จนจบจนทั่วก็ได้รับคำสอนสูงสุดเพียงเท่านี้ พระองค์มีปัญญามากพอที่จะไม่ เห็นว่านี้เป็น สิ่งสูงสุดที่มนุษย์ ควรจะได้จะถึง จึงได้ทรงค้นต่อไปตามวิถีทางของพระองค์ เอง จึงได้ตรัสรู้สิ่งที่ดับทุกข์สิ้นเชิงที่เรียกว่านิพพานนี้ขึ้น มา. แม้ว่าสิ่งที่เรียกว่านิพพาน ๆ นี้เขามีพูดกันอยู่ก่อนพุทธ กาล, แต่ความหมายของคำว่านิพพาน ในลัทธินั้น ๆ ไม่
น.85 ๒๒ เหมือน กับความ หมายของคำว่า นิพพานใน พระพุทธศาสนา, ดังเช่นบางลัทธิบางศาสนาในครั้งกระโน้น ถือเอาความถึงที่ สุดของกามารมณ์ว่าเป็นนิพพานและเรียกชื่อว่านิพพาน อย่าง นี้ก็มี นี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าคำพูดนั้นไม่แน่ มันต้องเอา ความหมายเป็นเกณฑ์. ถ้าถือว่าเกิดมาเพื่อให้ได้นิพพาน ก็ต้องเป็นนิพพานตามหลักของพุทธศาสนา อย่าให้เป็น นิพพานตามหลักของลัทธิอื่น เช่นเอาความสมบูรณ์ของ กามารมณ์เป็นนิพพาน หรือเอาความสุขเกิดจากสมาบัติขั้น สูงสุดว่าเป็นนิพพานดังนี้เป็นต้นเลย. เมื่อถือว่านิพพานเป็นจุดหมายปลายทางของเรา ก็ต้อง หมายเอานิพพานในพระพุทธศาสนา. นิพพานในพุทธศาสนา นั้น เมื่อกล่าวสำหรับคนทั่วไปแล้วก็พึงเข้าใจเถิดว่ามันตรง กันข้ามจากคำว่าสังขาร โดยบาลีว่า "สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง, นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง" ดังนี้. ดังนั้นจึงได้ความว่าสิ่งที่เรียกว่านิพพาน นั้นก็คือไม่ปรุงนั่นเอง. เกิดมาเพื่อไม่ปรุงฟังดูก็ขันดี. ขันดี ตรงที่บางคนอาจจะหัวเราะเยาะก็ได้ว่า เกิดมาเพื่อหาให้พบ “ความไม่ปรุง" ความปรุงคือเวียนว่ายไปในสังสารวัฏฏ์
น.86 ๒ ๓ เป็นความทุกข์. ความไม่ปรุงคือมีสติปัญญาสูงถึงขนาดที่ ตัดผ่าวงกลมนี้ ให้ขาดกระจายออกไป ไม่ ให้หมุนได้อีก ต่อไป คือไม่เป็นสังสารวัฏฏ์ อย่างนี้เรียกว่าไม่ปรุง คือ เกิด มาเพื่อหยุดเสียซึ่งสังสารวัฏฏ์ ให้ถึงที่สุดของความทุกข์ คือไม่มีทุกข์เลย. นี้เรียกว่านิพพาน อย่างนี้ ไม่ใช่เป็น เรื่องที่ลึกลับมหัศจรรย์เหลือวิสัยของคน หรือว่าเป็นสิ่ง ที่จะได้ต่อตายแล้ว ขอให้เข้าใจกันเสียใหม่ให้ถูกต้องว่า สิ่งที่เรียกว่า นิพพานนั้นต้องได้ ในขณะที่มีความรู้สึกเป็นๆอยู่อย่างนี้ ในขณะใดไม่มีการปรุงแท้จริง ในขณะนั้นเป็นนิพพาน. ถ้าเด็ดขาดก็เป็นนิพพานแท้; ถ้าไม่เด็ดขาดก็เป็นนิทาน ชั่วคราวดังที่กล่าวแล้ว . เมื่อรู้จักนิพพานชั่วคราวแล้ว ก็ เป็นลู่ทางสว่างไสวที่จะดำเนินต่อไป จนถึงนิพพานถาวรคือ นิพพานแท้จริง ที่ทำบุคคลผู้ลุถึงให้เป็นพระอรหันต์นั่นเอง. นี้ก็เพราะมารู้ว่า สังขารคือปรุง เป็นทุกข์. นิพพานคือ ไม่ปรุง เป็น "สุข" คนทุกคนควรจะเกิดมาเพื่อพอกพูน หนทางของพระนิพพานโดยแท้. เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ด้วยความมุ่งหมายที่จะช่วย ให้ท่านทั้งหลายเข้าใจว่า หลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้น
น.87 ๒๔ เมื่อจะต้องตอบปัญหาที่ถามว่าเกิดมาเพื่ออะไรแล้ว ก็น่าจะ ถือเอาพระพุทธภาษิตบทนี้เป็นหลักสำหรับที่จะตอบ ; และ เพื่อจะให้คนทุกคนไม่ว่าระดับไหนชันไหน ถือเอาประโยชน์ ได้จากพระพุทธภาษิตนี้ จึงได้นำมากล่าวในโอกาสนี้และใน ลักษณะเช่นนี้. หวังว่าในโอกาสแห่งการเข้าพรรษานี้ การ เดินทางไปสู่สันติของท่านทั้งหลาย คงจะก้าวไปเร็ว-เร็วกว่า ระยะกาลนอกพรรษาโดยแน่นอน. ขอให้เป็นผลสมตาม ความปรารถนาโดยสมควรแก่การที่มีการศึกษามีความเข้าใจใน หนทางแห่งธรรมะนี้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยกันจงทุกคน เทอญ ฯ ธรรมเทศนา สมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
Buddhadasa