น.77 เกิดมาทำไม ? ชี้วิธีการดำเนินชีวิตอันประเสริฐคือ. ( ตอน ๑-๒ เกิดมาเพื่อเดินทาง-วิธีการเดินทาง ) ๑. ปัญหาว่า "เกิดมาทำไม ? ทุกคนควรสนใจและ สงสัย. ๒. ไม่ใช่เกิดมาเพื่อกิน, กาม, เกียรติ หรือหา ความสุขจากการกิน, นอน, เสพกาม และขี้ขลาดหนีภัย อย่างสัตว์เดรัจฉาน หรือสะสมทรัพย์ไม่มีขอบเขต ผู้สระสม ไม่มีขอบเขต มีความโง่หลง ความหลงเป็นบาป. ๓. เกิดมาเพื่อเดินทางจากความทุกข์ ไปสู่ความไม่มี ทุกข์ อันเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุดของมนุษย์. ๔. ความดับทุกข์สิ้นเชิงคือนิพพาน ต้องได้ในขณะ ที่มีความรู้สึกเป็น ๆ อยู่อย่างนี้. ๕. แม้แต่การมีบุตรเพื่อสืบพันธุ์ ก็ควรจะเป็นการ สืบพันธุ์ไว้ เพื่อการเดินทางต่อไปจนกว่าจะถึงที่สุด ถ้าไม่ มีความรู้สึกอย่างนั้น ก็แปลว่ายังมีความคิดต่ำเหมือนกับสัตว์
น.78 ข ๖. เกิดมาเพื่อวิวัฒนาการของมนุษย์เป็นส่วนรวม จน กว่าจะไปถึงที่สุด ( เพราะทุกชีวิตเป็นชีวิตเดียวกัน จึงไม่ ใช่เกิดมาเพื่อตัวคนเดียว ). ๗. ถ้าเป็นมนุษย์จะต้องเดินถูกทาง พอเดินผิดทางก็ กลายเป็นไม่ใช่มนุษย์ ต้องระวังทุกขณะจิต เผลอเมื่อใดวก ไปผิดทางเมื่อนั้น ถึงความไม่มีทุกข์ ต้องรู้จักทุกข์ ทุกข์ เพราะไปยึดมั่นถือมั่นสังขาร คือการปรุง โดยความเป็น ตัวตนของตน - การปรุงคือเวียนว่ายอยู่ในเรื่องกิเลส - กรรม - ผล ของกรรม เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด. - ความดับทุกข์สิ้นเชิง คือการไม่ปรุง ต้องหาให้พบ ความไม่ปรุงผลคือหยุดสังสารวัฏฏ์ - พบความไม่ปรุงได้ต่อเมื่อมีสติปัญญาสูงถึงขนาดที่ เรียกว่า ตัดผ่าวงกลมคือสังสารวัฏฏ์นี้ให้ขาดกระจาย ไม่ให้หมุนได้อีกต่อไป. - วงกลมดังกล่าวจะขาดได้ ต่อเมื่อเห็นความจริงของ สังขารว่า มันไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ( คือ เห็นว่าเป็นสิ่งไหลเรื่อยปรุงเรื่องหาตัวตนที่แท้จริง
น.79 ค ไม่ได้ หรือไม่ใช่ตัวตนของใคร ) จึงจะเบื่อระอา หรือเกลียดสังขารคือความทุกข์. - สังขารเป็นความทุกข์ ไม่เป็นสังขาร ( วิสังขาร ) คือ นิพพาน จึงจะเป็นความสุข. - จะเป็นสังขารก็ตามไม่โช่สังขารก็ตาม แต่เป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน ที่จะยึดเอาเป็นของตนได้เท่ากัน ( ตอน ๓ ที่แท้คนเรามิได้เกิดมา ) ๘. ผู้ที่มีปัญญามองเห็นอนัตตา ก็คือบุคคลที่มองเห็น ว่า ไม่มีใครเกิดมา. ๙. การเดินทางไปถึงนิพพานนั้น ก็คือถึงความไม่เกิด ๑๐. พวกที่ถือว่า การเกิดเป็นการบังเอิญเพียงครั้ง เดียว จะต้องกอบโกย แล้วก็แข่งขันกัน ในที่สุดก็เบียด เบียนกัน ๑๑. พวกที่ถือว่าเกิดอีก พวกนี้ตั้งใจทำให้ดี เพื่อว่า ข้างหน้าจะได้ดียิ่งขึ้น แต่มิได้คิดนึกว่า เรามิได้เกิดอยู่. ๑๒. โดยเนื้อแท้ไม่มีใครเกิดมา หรือใครเป็นอยู่หรือ ใครตายไป มีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ เปลี่ยนแปลงไป.
น.80 ฆ ๑๓. ร่างกายจิตใจจะแยกออกเป็นส่วนย่อย ๆ หลาย ร้อยส่วน ก็ให้ถือว่า แต่ละส่วนนั้นเป็นเพียงธรรมชาติล้วนๆ. ๑๔. มันสำคัญตรงที่มีความรู้สึกนึกคิดได้นี่เอง คือ ทำให้เกิดความรู้สึกไปในทำนองที่ว่า ตัวเรามีอยู่ เช่นปรัชญา ตะวันตก พุทธบริษัทพยายามแต่จะพูดว่า " ข้าพเจ้ามิได้มี อยู่ แม้ว่าข้าพเจ้าคิดได้หรือรู้สึกได้ " ๑๕. ร่างกาย-จิตใจ-นิพพาน อันเป็นที่ดับแห่งร่างกาย จิตใจ ก็ล้วนแต่เป็นธรรมชาติเสมอกัน. ๑๖. ร่างกายประกอบด้วยวัตถุ มันเปลี่ยนแปลงไป ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ดินกลับไปเป็นดิน น้ำกลับไป เป็นน้ำ วนเวียนอยู่ในลักษณะอย่างนี้. ๑๗. จิตใจ อาศัยความเหมาะสมของวัตถุธาตุแสดง ปรากฏการณ์ออกมาได้ และมีวิวัฒนาการทำปฏิกิริยาต่าง ๆ ได้ ก็ต้องเรียกว่าเป็นธรรมชาติ. ๑๘. คนที่ไม่มีความรู้ดังกล่าว จึงยึดมั่นว่า เราเกิด อยู่ เรามีอยู่ ฯลฯ และมีปัญญาว่า เกิดมาทำไม ไม่รู้ว่าจะ เดินไปทางไหน จึงจะถูก-ดี-ประเสริฐ ๑๙. ผู้เดินทางถึงจุดหมายคือผู้มีปัญญารู้ว่า สังขารทั้ง
น.81 ง หลายทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา. ( ตอน ๔ เดินทางอย่าหอบหิ้วอะไรไป ) ๒๐. ถ้าเป็นผู้มีสติปัญญา แม้จะมีเรื่องกิน, กาม,เกียรติ เจืออยู่ด้วย เรื่องเหล่านั้นก็จะต้องทำให้เราฉลาดยิ่ง ๆ ขึ้นไป ซึ่งเป็นการเดินทางอยู่ในตัวด้วยเหมือนกัน. ๒๑. การปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ คือการเดินทาง. ๒๒. ผู้ที่เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ จึงเป็นผู้หยุด ความยึดมั่นถือมั่น ไม่มีตัวตน เกิดมา ไม่มีตัวตนเดินทาง ไปหาอะไรที่ไหน. ๒๓. เดินทางสบาย ต้องไม่หอบหิ้วอะไรไป แม้สิ่ง ที่เรียกว่า บุญ. ๒๔. แต่ไม่ใช่ให้หยุดทำบุญ เพียงแต่ว่าอย่าไปแบก มัน ให้บุญกลายเป็นเครื่องอำนวยความสดวก เหมือนกับผู้ ที่คอยส่งอาหารให้เมื่อหิวในระหว่างเดินทาง. ๒๕. ทุกคนต้องเว้นชั่วทำดี แต่อย่าเอามาแบกหาม ต้องรู้จักทำจิตให้บริสุทธิ์ ความดีก็กลายเป็นบริวาร คอยรับ ใช้คอยอำนวยความสดวก
น.82 จ ๒๖. สิ่งที่เป็นอุปธิหรือยึดมั่นนั้น มีได้มากในสิ่งที่ เป็นที่รักที่พอใจ แม้สิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นอุปธิได้ เช่นความโกรธ, เกลียด, ไม่รู้ส่าง. ( ตอน ๕ ใช้หนี้บาปไปพลางถอนลูกศรไปพลาง ) ๒๗. เพราะเราหลงว่ามีตัวเราจึงมีการเดินทาง เมื่อ รู้ว่า ตัวเราไม่มี มีแต่ธรรมชาติ ก็ไม่มีการเดินทาง ไม่มี การหยุด. ๒๘. การเดินทางของจิตใจ ที่เดินจากที่ต่ำไปสู่ที่สูง หมายถึงการปลดเปลื้องสิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่นให้หลุดออกไปๆ เรื่อย ๆ. ๒๙. ถ้าว่าบุคคลได้ได้เสวยสุขและทุกข์ เพราะเหตุ แห่งกรรมที่ได้กระทำไว้แต่ก่อนขอให้ถือเสียว่า เป็นการ เปลื้องหนี้บาป ๓๐. แม้ความสุขในสวรรค์ก็เป็นความวุ่นวาย หา ความสงบไม่ได้ จึงถูกประนามว่าเป็นบาป เพราะทำให้เวียน ว่ายอยู่ในสังสารวัฏฏ์. ๓๑. กรรมมี ๓ คือ ดำ, ขาว, ไม่ดำไม่ขาว กรรม คำกรรมขาวทำให้เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร ขึ้น ๆ ลง ๆ
น.83 ฉ อยู่ในระหว่าง สุคติ ทุคคติ ส่วนกรรมไม่ดำไม่ขาว คือ อริยมรรค นำให้ขึ้นเหนือโลก เหนือสังสารวัฏฏ์ ๓๒. ชาวบ้านที่ยังหลับตา พอได้ทุกข์ ก็ตัดใจสละ ให้ บอกว่า "เอ้า ! ยอมใช้หนี้ไป" แต่ถึงคราวได้รับ ความสุขสนุกสนาน ไม่เคยคิดว่า เป็นการใช้หนี้. ๓๓. เรื่องสุขเรื่องทุกข์ นี้มันเท่ากัน คือมันวนเวียน อยู่ในวัฏฏสงสาร เวียนว่ายไปในกองทุกข์เสมอกัน-เมื่อได้รับ รับจึงให้ถือเป็นการใช้หนี้บาป. ๓๔. การไม่ต้องหัวเราะ ไม่ต้องร้องไห้ เป็นความ สงบ เป็นความไม่ทุกข์ทรมาน. ๓๕. ผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ถ้ากิเลสเผาลนเมื่อไร ก็ต้อง วิ่งไป เหมือนกับสุนัขถูกน้ำร้อนราด แต่เมื่อมันเผาอย่าง ซ่อนเร้นคล้ายกับไม่ถูกเผา ก็หลงใหลอยู่ในสิ่งนั้น ๆ เรียก ว่าหยุดอยู่หรือจมอยู่. ๓๖. เมื่อใดถอนลูกศรคือตัณหาหรือความอยากนี้เสีย ได้ เนื้อนั้นจะไม่แล่น เนื้อนั้นจะไม่หยุด ไม่วิ่งไปวิ่งมา. ๓๗. ความรู้สึกที่ว่า อะไรเป็นตัวเรา หรือเป็นของ เรานั้นคือกิเลส ถ้ากิเลสไม่มีความรู้สึกว่าตัวเราหรือของเรา ก็ไม่มี.
น.84 ช ๓๘. ในบรรดาประโยชน์ทั้งหลาย ไม่มีประโยชน์ใด ที่จะสูงจะยิ่งไปกว่าประโยชน์ที่ถอนลูกศรออกไปเสียได้. ๓๙. มีเงินมาก มีเกียรติมาก มีลูกหลานมาก ถ้าไม่ สามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้จะยิ่งหัวเราะร้องไห้บ่อยเข้า มัน คือถูกลูกศรเสียบแทงเอา. ๔๐. ถอนลูกศรออกเสียให้ได้ ก็จะไม่วิ่งไม่หยุด เพราะไม่มีตัวตนหรือของตนที่จะตั้งอยู่หรือแล่นไป เป็นผู้ ถึงจุดหมายปลายทาง เพราะการใช้หนี้หมดสิ้น วศ. ผู้จัดทำหัวข้อ
น.85 เกิดมาทำไม ? (ตอน ๓) ที่แท้คนเรามิได้เกิดมา ๕ สิงหาคม ๒๕๐๙ ( กล่าวนโม ๓ จบ ) ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่อง ประดับสติปัญญา, ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ และวิริยะความ พากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ; ให้เจริญ งอกงามก้าวหน้า ในทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จพระบรม ศาสดา ; อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายกว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนาในวันนี้พึงถือว่าเป็นธรรมเทศนา ที่เป็นปุพพา- ปรลำดับสืบต่อจากธรรมเทศนาในวันก่อน. ในวันแรกได้กล่าวโดยหัวข้อที่สรุปว่า คนเรานี้ เกิด มาทำไมกัน ? แล้วสรุปคำตอบว่า คนเราเกิดมาเพื่อ พอกพูนหนทางไปสู่สันติคือนิพพาน นี้ครั้งหนึ่ง ; ในครั้ง ต่อมาได้กล่าวถึง วิธีการเดินทางหรือพอกพูนหนทางไปสู่
น.86 ๒ สันตินั้นว่า : จ ะต้องทำอย่างไร ; และสรุปเป็นใจความ สั้น ๆ ว่า หนทางที่จะไปสู่นิพพานอันเป็นธรรมหมดจด ถึงที่สุดนั้น ; ก็คือปัญญาที่รู้อยู่ตามเป็นจริงว่า สังขาร ทั้งปวงไม่เที่ยงและเป็นทุกข์, ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ดังนี้ ; ผู้ใดมีปัญญาในเรื่องนี้ เรียกว่าเป็นผู้เดินทางไปสู่ นิพพานอันเป็นธรรมหมดจด. ข้อความที่แล้วมาเป็นอย่างนี้. ในวันนี้จักได้กล่าวถึงข้อที่ควรจะได้รับการพิจารณาให้ ละเอียดลงไปว่า เมื่อบุคคลได้เดินไปตามทางของสติปัญญา ที่ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังนี้ แล้ว มีความรู้สึกเกี่ยวกับความเกิดนี้เป็นอย่างไรบ้าง. ผู้ที่ ได้ยินได้ฟังได้ศึกษามาจนเข้าใจเรื่องอนัตตาดีแล้ว ย่อมจะ ตอบได้ว่า ผู้ที่มีปัญญามองเห็นอนัตตานั้น ก็คือบุคคลผู้ที่ มองเห็นว่า ไม่มีใครเกิดมา. เมื่อเป็นดังนี้เรื่องก็จะ กลายเป็นว่า การเดินทางไปถึงนิพพานนั้น ; ก็คือ ถึงความ ไม่เกิด, คื อรู้ว่าโดยที่แท้ไม่มีการเกิด. ปัญญาที่เป็นเครื่อง เห็นอนัตตานั้น จะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจเช่นนั้น ; แต่ ทีแรกไม่มีใครจะรู้สึกเช่นนั้นได้ ก็ต้องรู้สึกไปในทำนองที่ว่า;
น.87 ๓ เราเกิดมา แล้วก็มีปัญหาว่า เกิดมาทำไม ; แล้วก็ตี ปัญหานี้ผิดบ้างถูกบ้าง. ที่นี้จะมีคนที่เขาแย้งขึ้นมาว่า ที่แท้เราจะไม่ได้เกิด มาละกระมัง ; ถ้ามีใครคัดค้านอย่างนี้ตั้งแต่ทีแรก ก็ แปลว่าคนนั้นรู้ธรรมะข้อนี้ดีกว่าคนทั้งหลาย ; แต่เดี๋ยวนี้ ลองสังเกตดูจะเห็นได้ว่า ไม่มีใครเคยแย้งเคยค้านหรือเคย ยิ้มเยาะอย่างนั้นเลย ; เพราะว่าทุกคนมัวแต่โง่แต่หลงว่าตน เกิดมา. เมื่อมีปัญหาถามขึ้นว่า เกิดมาทำไม ? ก็ไม่ เคยคิดที่จะแย้งว่าไม่ได้เกิดมา ; มีแต่ไปมัวคิดปัญหาที่ว่า เกิดมาทำไม ? เรื่อยไป ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็ตอบไป ต่าง ๆ กันตามภูมิตามชั้นของตน ; เป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกันให้ วิวาทกัน ; ทำนองเดียวกับคนตาบอด ๖ คน คลำช้างที่งวง บ้าง ที่เท้าทั้ง ๔ บ้างและที่หางบ้าง ; แล้วก็ตอบว่าช้างมีรูป ร่างต่างกัน แล้วก็ตอบไปในทางที่ให้ทุ่มเถียงกันว่า ช้างมี รูปร่างแตกต่างกัน จนได้ทะเลาะวิวาทกันฉันใดก็ฉันนั้น. คนทุกวันนี้อย่างดีที่สุดก็จะตอบว่า เกิดมาเพื่อให้ได้ อะไรตามใจตนก็แล้วกัน ; เพราะถือว่าตายไปแล้วนี้ไม่
น.88 ๔ ต้องเกิดอีก. พวกที่ถือว่าการเกิดเป็นเพียงการบังเอิญ ครั้งเดียว เกิดมาเป็นคนแล้ว พอตายก็เลิกกันไม่มีอะไร อีก ; คนที่มีความคิดเห็นเช่นนี้ ก็จะต้องมีความคิดไป ในทำนองที่ว่า ชั่วที่เกิดมาครั้งนี้นั้น จะต้องกอบโกย เอาไว้ก่อน ; สิ่งไรที่ถูกอกถูกใจ เราก็จะต้องกอบโดย เอาไว้ให้มากที่สุด ; เพื่อประโยชน์แก่ความต้องการของ เราเองโดยเฉพาะ ; ตายแล้วก็เลิกกัน. นี่เมื่อมีความคิดเห็นกันอย่างนี้โดยมากแล้ว ; คน ในโลก, หรือว่าโลกของเรานี้ ก็จะเต็มไปด้วยแต่คนที่ตั้ง หน้าตั้งตากอบโกย, แล้วก็แข่งขันกัน ; ในที่สุดก็เบียด- เบียนกัน . นี้คือผลของการที่ว่า ไม่มีอะไรมากไปกว่าเกิดมา เพื่อจะกอบโกย ; แต่ถ้าคนที่มีความคิด มีความรู้ มีความ เชื่อไปในทางที่ว่า คนยังเกิดอีกนี้ ก็มีปัญหาแปลกออก ไป; ในข้อที่ตนจะต้องเกิดแล้วเกิดอีก; ถ้าทำไม่ดีการ เกิดครั้งหลังก็จะลำบาก หรือเป็นเรื่องเสียหายร้ายแรง ยิ่งขึ้นทุกที. คนพวกนี้ก็ตั้งใจจะทำให้ดี, เพื่อว่าการเกิด ต่อไปข้างหน้าจะได้ดียิ่งขึ้น. ความคิดเช่นนี้พอจะสรุปรวม
น.89 ๕ ลงไปได้ในข้อที่ว่า ; เกิดมาเพื่อจะสร้างความดี หรือ สร้างหนทางไปสู่ยอดสุดของความดี. อย่างนี้ก็นับ ว่าเป็นการดีมาก ; แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครเคยนึกไปถึงข้อที่ว่า โดยที่แท้เรามิได้เกิดอยู่ ; เพราะว่าไม่มีสติปัญญา เพียงพอที่จะรู้ได้เองเช่นนั้น ; และแม้พระอริยเจ้า, พระสัม- มาสัมพุทธเจ้าจะได้ตรัสได้สอนอยู่เป็นประจำว่า ; "โดยที่แท้ นั้น คนเรามิได้เกิดมา คือมิได้มีสัตว์บุคคลตัวตน เรา เขา" อะไรทำนองนี้อยู่เสมอ ; คนเหล่านั้นก็ไม่เชื่อ, ไม่ยอม เชื่อ, แม้จะต้องเชื่อเพราะความเกรงใจ, หรือด้วยความเคารพ ก็เป็นความเชื่อแต่ปาก. ความรู้สึกที่แท้จริงที่รู้สึกอยู่ในใจ นั้น มันเป็นเรื่องของการเกิด ; เราเกิดอยู่ มีตัวเราอยู่ : เป็นปัญหาเฉพาะหน้าอยู่อย่างนี้เรื่อยไป. เป็นอันว่าความรู้ที่จะเกิดขึ้นมาว่า ; โดยเนื้อแท้ คนไม่ได้เกิดอยู่ , หรือไม่ได้มีตัวเราที่เกิดมา นี้เป็นสิ่งที่ มีได้ยาก ; แต่ในที่สุดเรื่องก็ไปจบลงตรงที่ว่า คนเรา โดยเนื้อแท้นั้นมิได้เกิดมาหรือมิได้มีอยู่หรือมิได้
น.90 ๖ ตายไป อยู่นั่นเอง. เพราะตามความจริงนั้น สังขารทั้งปวง เป็นอนัตตา, คือไม่เป็นตัวคนตัวใคร ; จึงไม่มีใครเกิดมาหรือ ใครเป็นอยู่ หรือใครตายไป ; มีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ เปลี่ยนแปลงไป ; ซึ่งเราทุกคนจะต้องจำความข้อนี้ไว้ ให้แม่นยำที่สุด. โดยพระบาลีว่า : "สุทฺธิ ธมฺมา ปวตฺตนฺติ" ธรรมชาติล้วน ๆ เท่านั้นเปลี่ยนแปลงไป, ไม่มีบุคคล, ไม่มี ชีวะ, ไม่มีตัวตน อะไรที่ส่วนไหน มีแต่ธรรมชาติล้วนๆ เปลี่ยนแปลงไป ไหลเชี่ยวเป็นกระแสไปทีเดียว. ข้อนี้คนชาวบ้านตามธรรมดาไม่มีทางที่จะเข้าใจได้, รู้ สึกว่าจะเป็นเรื่องเป่าปี่ให้แรดฟัง, เป่าปี่ให้เต่าฟัง เสียมาก กว่า; แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังขืน, หรือฝืนนำเอามาพูดจา พิจารณาชักชวนกันให้ระลึกศึกษาอยู่นั่นเอง; เผื่อว่านานเข้า ก็อาจจะเข้าใจความข้อนี้ได้บ้าง. พระบาลีที่ว่า "สุทฺธิ ธมฺมา ปวตฺตนฺติ"; ซึ่งมีใจความว่า มีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ เท่านั้น เปลี่ยนแปลงไปนี้; เราจะต้องมีความเข้าใจที่เล็งไปยังกลุ่ม สังขารร่างกายชีวิตจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้น ที่สมมุติกันว่าเป็นคน ๆ หนึ่งนี่แหละ ที่เรียกว่าเป็นธรรมชาติ ทั้งหลายล้วน ๆ เปลี่ยน
น.91 ๗ แปลงไป. เท่าที่เราศึกษากันมาโดยมาก เราก็แยกกลุ่มที่รวม กันเป็นคน ๆ หนึ่งนี้ออกเป็น ๕ ส่วน; คือเป็นส่วนรูป, ส่วน เวทนา, ส่วนสัญญา, ส่วนสังขาร, ส่วนวิญญาณ, เป็น ๕ ส่วน แล้ว ทีนี้ในส่วนหนึ่งเช่นส่วนรูปก็แยกออกไปเป็นมหาภูตรูป, อุปปาทายรูปอีกมากมาย ตั้ง ๒๐-๓๐ ส่วน ; ที่เป็นเวทนา ก็แยกออกไปตามอาการของการเกิด เช่น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายเป็นต้น กระทั่งทางใจเอง ; มัน ก็ได้เวทนาที่มากมายออกไปตามอายตนะและอารมณ์ที่มา กระทบ ; ก็เลยเป็นส่วนเล็กส่วนน้อยย่อยออกไปทุกที. ส่วน ที่เป็นสังขารก็เหมือนกัน ; ส่วนที่เป็นสัญญาก็เหมือนกัน ; แจกไป ตาม วัตถุ หรือ อารมณ์ ซึ่งเป็นที่ตั้ง ของ สัญญานั้น ๆ. สัญญาก็มีมากส่วนออกไปอีก ; สำหรับสังขารก็ยังแยกออก เป็นสังขารที่ดีที่ไม่ดี, ที่ไม่กล่าวได้ว่า ดีหรือไม่ดีดังนี้เป็นต้น ; และถือว่าเป็นเพียงความคิดนึก ที่เกิดขึ้นตามการปรุงแต่ง ; เมื่อสิ่งปรุงแต่งมันมีมาก และทางเกิดแห่งการปรุงแต่งก็มีมาก เช่น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ; ดังนั้น สังขารคือความคิดเหล่านั้น ก็ถูกแยกออกเป็นส่วน ๆ มาก ส่วน. ส่วนสุดท้ายที่เรียกว่าวิญญาณนี้ก็ยังแบ่งออกได้ตาม
น.92 ๘ อายตนะที่กระทบ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; แล้วยังแบ่ง ย่อยออกไปเป็นส่วนย่อย ๆ อีก ; แล้วแต่ว่าจะเนื่องด้วย เวลาหรือด้วยภูมิ หรือว่าด้วยชั้น สูง ต่ำอย่างไร. เป็นอันว่าขันธ์ทั้ง ๕ นี้ ถูกแยกออกเป็นส่วนย่อยแต่ ละส่วน ๆ มากมายหลายสิบหลายร้อยส่วนทีเดียว. ทางที่จะ เข้าใจให้ได้ก็คือ ให้ถือว่าทุกส่วน ๆ แต่ละส่วนนั้น เป็น เพียงธรรมชาติล้วน ๆ, คือว่าเป็นของเกิดเองตาม ธรรมชาติ, เกิดเองตามเหตุตามปัจจัยเครื่องปรุงแต่งของ ธรรมชาติ, เกิดเองโดยกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ; อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของธรรมชาติ ; คือตัวสิ่งเหล่านั้นก็เป็น ธรรมชาติ, เหตุปัจจัยของสิ่งเหล่านั้นก็เป็นธรรมชาติ; อำนาจที่ บันดาลให้สิ่งเหล่านั้นปรุงแต่งไปหมุนเวียนไปก็เป็นธรรมชาติ ดังนั้น จึงกล่าวว่าธรรมชาติล้วนๆ เท่านั้นเปลี่ยนแปลง ไป ; ไม่มีอะไร ไม่มีส่วนไหนที่จะเป็นสัตว์เป็นบุคคลเป็นตัว เป็นตน เป็นเรา เป็นเขา. ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกับว่าเรา รื้อรถยนตร์คันหนึ่งออกไปจนถึงที่สุด ; เป็นส่วน ๆ แล้ว ยัง แยกออกไปอีก เช่นว่าส่วนที่เป็นเหล็กก็ยังแยกออกไปให้ แหลกละเอียดจนไม่เป็นเหล็ก ; แต่เป็นเพียงส่วนประกอบ
น.93 ๙ ของเหล็ก ที่เป็นทองเหลือง ทองแดง เป็นไม้เป็นยาง เป็น อะไรต่าง ๆ ก็ยังถูกแยกให้แหลกลงไปอีก ; จนไม่อยู่ในรูป ที่จะเรียกว่าทองเหลืองทองแดง เป็นไม้เป็นยางหรืออะไรได้ ต่อไป คือไปอยู่ในรูปที่เรียกกันว่า อนู หรือ ปรมาณู ใน ที่สุด. ก็จะเห็นได้ว่ารถยนตร์นั้นมิได้มีอยู่จริง เป็นเพียงการ ประกอบกันเข้า, การคุมกันเข้าของส่วนต่าง ๆ ที่ละเอียด นั้น ; แล้วมันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, คือว่าวัตถุ นี้ หรือสิ่งนี้เมื่อถูกกระทำอย่างนี้มันก็มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นอย่าง นั้น. สิ่งที่เรียกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงก็ดี, สิ่งที่เรียกว่าอากาศก็ดี, สิ่งที่เรียกว่าการกดดันก็ดี, การเผาไหม้ก็ดี, วัตถุต่าง ๆ เหล่า นั้นก็ดี, มันมีกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติที่ว่า ; เมื่อถูกกระทำเข้า อย่างนั้น ก็ย่อมเกิดปฏิกิริยาอย่างนั้น ; และปฏิกิริยานั้นเอง ที่เป็นตัวแสดงออกมาให้เห็นเป็นว่า มันเป็นรูปเป็นร่างเป็น รถยนตร์ขึ้นมา แล้วก็วิ่งไปได้. ถ้าเราดูไปในทางสมมุติจะ เห็นว่า รถยนตร์นั้นมีอยู่จริง ; แต่ถ้าเราดูไปในทางปรมัตถ์, คือด้วยสติปัญญาที่ละเอียดแล้ว ก็เห็นว่ารถยนตร์นั้นมิได้มี อยู่จริง เป็นแต่เพียงประกอบกุมกันเข้าของส่วนย่อย ๆ ต่าง ๆ ถูกต้องตามเรื่องตามราวของธรรมชาติแล้วมันก็วิ่งไปได้ ; ไม่ มีส่วนไหนที่จะเป็นตัวตนของรถยนตร์ ; มีแต่ส่วนประกอบ
น.94 ๑๐ ต่าง ๆ ที่เป็นไปตาม กฎเกณฑ์ ของสิ่งเหล่านั้น หรือ ของ ธรรมชาติ. เมื่อเรามองเห็นในชั้นแรกอย่างนี้ว่า สิ่งที่เรารู้สึก คล้าย ๆ กับว่าเป็นตัวเป็นตนนั้น มันเป็นเพียงการประชุม กุมกันเข้า ; หรือที่เรียกว่าการปรุงแต่งนั้นเป็นไปถูกต้อง ตามวิธีการเท่านั้นเอง. ชีวิตสังขารร่างกายของคนเราคนหนึ่ง ๆ นั้น มัน ก็มีลักษณะอย่างเดียวกันนั้น, หากแต่ว่ามันมีส่วนประกอบ ที่ประณีตกว่าลึกซึ้งกว่า ประเสริฐกว่า ; เมื่อประชุมกุม กันเข้าแล้ว มันจึงยิ่งกว่ารถยนตร์, มันมีลักษณะเป็น อย่างที่เราเรียกกันว่า คน ๆ หนึ่ง, หรือสัตว์ตัวหนึ่ง ; มี ความรู้สึกคิดนึกได้, มีการกระทำตามความรู้สึกคิดนึกได้, และมีความรู้สึกยินดียินร้ายในการเสวยผลแห่งการกระทำ นั้น ๆ; มันสำคัญอยู่ตรงที่มีความรู้สึกคิดนึกได้นี่เอง คือทำให้เกิดความรู้สึกไปในทำนองที่ว่า ตัวเรามีอยู่. ในการศึกษาค้นคว้าของพวกนักปราชญ์ที่ไม่ใช่พุทธ- บริษัท, คือไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ที่มีอยู่ในฝ่ายตะวันตก ของประเทศเรานี้มีอยู่หลายพวก, พวกที่ไปได้ไกลหรือคนทั้ง หลายยอมเห็นด้วย ก็คือพวกที่กล่าวว่า ; "เพราะเรารู้สึกคิด
น.95 ๑ ๑ นึกได้ จึงถือว่าตัวเรามีอยู่." ขอให้ฟังดูให้ดีว่า ; เพราะ ข้าพเจ้าคิดได้ ; ข้าพเจ้าจึงมีตัวข้าพเจ้าอยู่. คำพูดอย่างนี้มัน จะมีน้ำหนักสักเท่าไร, จะมีเหตุผลสักเท่าไร, เพราะว่าความ คิดเช่นนั้นย่อมจะต้องปะทะกันเข้ากับ ความคิดของพวกพุทธ บริษัท ; ที่พยายามแต่ จะพูดว่าข้าพเจ้ามิได้มีอยู่แม้ว่า ข้าพเจ้าคิดได้หรือรู้สึกได้. ถ้าพุทธบริษัทคนใดเกิดไปมี ความเชื่อเข้าว่าเพราะเราคิดได้เพราะฉะนั้นต้องถือว่าเรา มีอยู่ ; อย่างนี้แล้วคนนั้นไม่ใช่พุทธบริษัท ; ก็จะกลาย เป็นสมาชิกของนักปรัชญาฝ่ายตะวันตกสาขาใดสาขา หนึ่งไปเท่านั้นเอง. เพราะเหตุฉะนั้นควรจะระวังให้ดี ๆ ว่า; ในบรรดา พวกพุทธบริษัทเรานี้ มีใครคนใดบ้างที่กำลังเชื่ออยู่ว่า เพราะ เรารู้สึกได้ เพราะเราคิดนึกได้ จึงต้องถือว่าเรามีอยู่. ที่จริง ความคิดข้อนี้ก็นับว่าแยบคายอยู่มาก ; ถ้าไม่มีตัวเราแล้ว อะไรจะคิด อะไรจะรู้สึก ; การที่จะมาบอกให้เชื่อว่า สิ่งที่รู้สึก ได้ คิดนึกได้ ก็ยังไม่ใช่ตัวเรานั้น เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยาก ; เรียกว่าแทบ จะเหลือวิสัย ที่จะพูดกันกับคนตามธรรมดานี้ที- เดียว. เพราะเหตุว่าสิ่งที่เรียกว่าจิตใจที่รู้สึกคิดนึกได้นี้ เป็นสิ่ง ที่ละเอียดประณีตลึกซึ้งสุขุมเกินไป กว่าที่จะมาพิสูจน์กันได้ว่า
น.96 ๑๒ มันเป็นเพียงธรรมชาติล้วน ๆ ; ดังนั้นเราจะต้องอาศัยหลัก ในทางพระพุทธศาสนาที่ว่า "รูปธรรมก็ดี นามธรรมก็ดี ทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นธรรมชาติเสมอกัน ; หรือถ้าจะมีอะไร มากไปกว่ารูปธรรม นามธรรมอีก แม้สิ่งนั้นก็ยังคงเป็น เพียงธรรมชาติเสมอกัน." ดังนั้นจึงกล่าวได้เป็นหลักทั่วไปว่ารูปธรรมก็ดี นาม ธรรมก็ดี ธรรมชาติหรือสิ่งที่เป็นที่ดับแห่งรูปธรรม และนาม ธรรมนั้นก็ดี ; ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นเพียงธรรมชาติเสมอกัน. กล่าวสั้น ๆ ก็ว่า ร่างกายก็ดี, จิตใจก็ดี, นิพพานอันเป็นที่ ดับแห่งร่างกายและจิตใจก็ดี, ล้วนแต่เป็นธรรมชาติเสมอ กันดังนี้ : ถ้าใครเข้าใจข้อความเหล่านี้ ก็มีทางที่จะเข้าใจ ได้ว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกกันว่าจิตใจที่รู้สึกนึกคิดได้นั้น ก็ไม่ใช่ ตัวตนเป็นเพียงธรรมชาติ ; ทั้งนี้เพราะเหตุว่า สิ่งที่เรียกว่า นามธรรมหรือจิตใจมันมีลักษณะอย่างนั้น, มันมีหน้าที่ อย่างนั้น, มันมีปรากฏการณ์อย่างนั้น คือการที่รู้สึกคิดนึก ได้นั่นเอง. ถ้ามันไม่มีหน้าที่หรือปรากฏการณ์อย่างนั้น มัน ก็ไม่ใช่นามธรรม มันก็ต้องเป็นรูปธรรมไปเสีย แล้วนามธรรม ก็ไม่มี ; เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดกันอยู่แล้วว่า มีทั้งรูปธรรมและ นามธรรม ; เมื่อรูปธรรมมีลักษณะอย่างหนึ่ง นามธรรมก็ ต้องมีลักษณะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ; แต่ทั้งสองอย่างนั้นยังคง
น.97 ๑๓ เป็นเพียงธรรมชาติได้เสมอกัน ; เพราะว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เอง, เกิดเอง, เป็นไปได้เอง, ตามกฎเกณฑ์ของตัวมันเอง, แม้ว่ามันจะมีอะไร ๆ แตกต่างกัน ในทางรูปร่างหรือทาง ปรากฏการณ์หรือทางหน้าที่การงานเหล่านี้เป็นต้น. เพื่อเข้าใจง่าย เราก็ควรจะพิจารณากันถึงรูปธรรมนี้ ก่อน, คือส่วนร่างกายนี้ว่าเป็นไปตามธรรมชาติอย่างไร ; คน โดยมากก็เข้าใจว่าแม้แต่ร่างกายนี้ก็เป็นของผิดธรรมชาติเสีย แล้ว ไม่ใช่ธรรมชาติเสียแล้ว. เขาจะต้องศึกษาให้รู้ว่า ร่างกายนี้แม้จะมีอะไรมากอย่างผิดแปลกแตกต่างกันอย่างไร ก็ยังประกอบไปด้วยวัตถุธาตุเสมอกัน. วัตถุธาตุที่เรียกกันว่า ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุไฟ, ธาตุลม หรืออะไรก็ตาม เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นธรรมชาติเสมอกัน ; เปลี่ยนแปลงไปตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ มาเป็นรูปเป็นร่างอย่างนี้ได้ ; แล้วก็แยก สลายไปเป็นธรรมชาติเดิม ; ที่เรียกว่าดินก็กลับไปเป็นดิน, น้ำก็กลับไปเป็นน้ำเป็นต้น, วนเวียนอยู่ในลักษณะอย่างนี้ ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ; เพราะว่าวัตถุธาตุเหล่านั้นเป็น ธรรมชาติ.
น.98 ๑๔ ทีนี้ก็มาถึงนามธรรมหรือจิตใจ, คืออาศัยความเหมาะสม ของวัตถุธาตุแสดงปรากฏการณ์ออกมาได้, และมีวิวัฒนาการ ทำปฏิกิริยาต่าง ๆ ได้ ; นี้ก็ต้องเรียกว่าเป็นธรรมชาติในฝ่าย นามธาตุ ; เช่นเดียวกับที่ร่างกายเป็นธรรมชาติในฝ่ายวัตถุ ธาตุ. วัตถุธาตุก็ดี, นามธาตุก็ดี มีชื่อเรียกเสมอกันว่าเป็น ธาตุคือ ธา-ตุ ; ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ทรงตัวอยู่ตามธรรมชาติ ; ไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่งซึ่งทรงตัวอยู่ตามธรรมชาติ. เมื่อ ร่างกายก็ดี จิตใจก็ดี เป็นเพียงธาตุที่ทรงตัวอยู่ตามธรรมชาติ ดังนี้ ; ก็จะมองเห็นได้ง่ายขึ้นไปอีกว่ามันเป็นเพียงธรรมชาติ ที่เปลี่ยนแปลงไป ๆ ๆ ; อย่างที่เรียกว่าไหลเชี่ยวเป็นเกลียว ไปที่เดียว คือมีความเหมาะสมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ; และเปลี่ยนแปลงไปอย่างเหมาะสมไม่มีที่สิ้นสุด. มันจึงมี ปรากฏการณ์ดังที่กำลังเป็นคนเราที่รู้สึกคิดนึกได้และทำอะไร ได้อย่างนี้ ; และความรู้สึกคิดนึกในสิ่งซึ่งเรียกว่าคนนั้นเอง ; มีทางที่จะคิดนึกไปแต่ในทางที่จะเป็นตัวเรา ; เพราะมารู้สึก ว่าเรานึกได้, เรารู้สึกได้, เราคิดได้ เราทำอะไรได้, ประหลาด เหลือเกิน, และความรู้สึกคิดนึกนั้นก็คิดไปแต่ในทางเป็นตัว เรา ; เพราะฉะนั้น จึงมีตัวเราอย่างนี้ ไม่ยอมเชื่อเป็นอย่างอื่น
น.99 ๑๕ นี้ก็เป็นอันว่า ความโง่ข้อนี้เองเป็นตัวการหรือเป็น ต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากต่าง ๆ นานา ขึ้นมา ; เกี่ยว กับคนที่มีความรู้มีความเข้าใจเพียงเท่านั้น ; จึงยึดมั่นถือมั่น อยู่แต่ในทางที่ว่า, เราเกิดมา, เรามีอยู่, เราจะตายไป, และเราอยากจะเกิดอีก ; เพราะว่าเวลานี้เราก็ยังไม่ อยากจะตาย, แล้วทำไมเมื่อตายแล้วเราจะไม่อยากเกิด อีก ; ปัญหาจึงได้มีมาก และมีปัญหาที่ว่า เกิดมาทำไม ? นั่นแหละเป็นประธานแห่งปัญหาทั้งหลาย ; เพราะว่า เป็นเครื่องรบกวนใจ, ทำให้ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร, หรือจะเดิน ไปในทางไหน จึงจะถูกจึงจะดี จึงจะประเสริฐ เป็นต้น. ถ้า เผอิญโชคดี มาได้รับความรู้ของพระพุทธเจ้าเสียก่อนว่า ; ที่แท้ไม่ได้เกิดมา ให้ศึกษาให้พินิจพิจารณากันไปโดย ทำนองนี้ จนรู้ว่าที่แท้ไม่ได้เกิดมา ; มีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ หมุนไปตามเหตุตามปัจจัย จนกว่าจะหมดเหตุหมดปัจจัย เท่านั้น. และเหตุปัจจัยที่ทำให้ธรรมชาติเหล่านั้นหมุนไปก็คือ ความโง่ ; หรือ อวิชชา ที่สิงประจำอยู่ในกลุ่ม ๆ นั้น ; หรือ ที่เรียกว่าเป็นสัตว์ตัวหนึ่งเป็นคน ๆ หนึ่ง ; แม้เป็นเทวดา องค์หนึ่งก็ตาม มีความโง่ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ธรรมชาติที่เป็น
น.100 ๑๖ รูปธรรมและนามธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปไม่มี ที่สิ้นสุด. นับตั้งแต่เป็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ กระทั่งมาเป็นสัตว์ตัว ใหญ่ ๆ มาเป็นคน มาเป็นเทวดาเป็นต้น ; ก็ไม่มีอะไรมาก ไปกว่าที่จะเรียกว่าธรรมชาติล้วน ๆ เปลี่ยนแปลงไป ; ไม่มี อะไรที่เป็นสัตว์บุคคลตัวตน เราเขา สมตามพระบาลีที่ว่า สุทฺธิ ธมฺมา ปวตฺตนฺติ. ธรรมชาติทั้งหลายล้วน ๆ เปลี่ยน แปลงไป ไม่มีอะไรที่มากไปกว่านั้น ; เมื่อใดมามีความรู้ ความเข้าใจในปรมัตถธรรม ข้อนี้อย่างถูกต้อง ; เมื่อนั้นจิต จะหลุดพ้นจากอุปาทานทั้ง ๔ ประการ ; เป็นการลุถึงพระ นิพพานที่เป็นจุดหมายปลายทาง สมกับที่ว่าเราเกิดมาเพื่อถึง พระนิพพานอันเป็นจุดหมายปลายทางได้ด้วยการเดินตามทาง คือมีปัญญารู้ว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นของไม่ เที่ยงเป็นทุกข์และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา โดย นัยดังที่วิสัชนามา. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.101 เกิดมาทำไม ? (ตอน ๔ ) เดินทางอย่าหอบหิ้วอะไรไป ๑๓ สิงหาคม ๒๕๐๘ ( กล่าวนโม ๓ จบ ) โย เว อวิทวา อุปธึ กโรติ ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มฺนฺโท ตสุสมา ปชานํ อุปธึ น กยิรา ทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปฺสฺสีติ ธมฺโม สกฺจฺจํ โสตพฺโพติ ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนาเพื่อเป็นเครื่อง ประดับสติปัญญา, ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อและวิริยะความ พากเพียรเป็นต้น ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ; ให้ เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จพระ- บรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายกว่าจะยุติลงด้วย
น.102 ๑๘ เวลา. พระธรรมเทศนาในวันนี้ เป็นปุพพาปรลำดับ สืบต่อ จากธรรมเทศนา, หรือเกี่ยวเนื่องกับธรรมเทศนาที่ได้วิสัชนา แล้วในวันก่อน ๆ นับตั้งแต่วันเข้าพรรษาเป็นต้นมา ในวันแรกได้กล่าวถึงข้อที่ว่า มีปัญหาเกิดขึ้นว่าคนเรา เกิดมาทำไม ? และในครั้งต่อมาได้กล่าวถึงข้อที่ว่าเกิดมา เพื่อเดินทางโดยวิธีที่รู้แจ้งในสิ่งทั้งหลายเพิ่มขึ้น ; และใน ครั้งที่ ๓ ได้แสดงถึงที่สุดแห่งความรู้แจ้ง ว่าถ้ารู้แจ้งจริง ๆ แล้ว ก็จะรู้ว่า คนเราไม่ได้เกิดมา. ผู้ที่ไม่ทราบข้อ ความเหล่านี้ก่อน ย่อมไม่อาจจะเข้าใจข้อความต่อไปได้ จึง มีการทบทวนเท่าที่จะเห็นว่าเป็นความสมควร. ข้อแรกที่ว่า คนเกิดมาทำไมนั้น ถือว่าเป็นปัญหา ที่ทุกคนควรจะตอบได้ : ถ้าผู้ใดตอบไม่ได้ว่าเกิดมาทำไม ก็ ดูจะเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องของตัวเองอย่างยิ่ง ; เพราะแม้ว่า บางคนจะไม่เคยนึกที่จะตอบปัญญาข้อนี้ ; แต่เขาก็จะต้องมี ความมุ่งหมายในใจอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เป็นธรรมดา ; ซึ่ง ถือว่าเป็นความต้องการของเขา และเขาก็เกิดมาเพื่อสิ่งนั้น ; ซึ่งสรุปสั้น ๆ แล้ว ในโลกนี้ ก็มีการเกิดมาเพื่อกิน, เพื่อ กาม, และเพื่อเกียรติ, เป็น ๓ อย่างด้วยกัน,
น.103 ๑๙ เกิดมาเพื่อกินเห็นได้ง่ายที่เด็กๆ เกิดมาเพื่อการบริโภค กาม ; หมายถึงคนที่โตแล้ว หมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทุกชนิด, สะสมทรัพย์สมบัตินานาประการ, ก็เพื่อการ บริโภค รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส. เหลือจากนั้นก็เกิดมา เพื่อเกียรติ, เช่นบางคนก็เมาเกียรติ, หรือทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อเกียรติอย่างเดียว ; แม้ที่สุดบางคนเกิดมาทำบุญให้ทาน หวังจะไปสวรรค์อย่างนี้ ก็ไม่พ้นไปจากการหวัง เพื่อจะได้ มีการบริโภคกามอันเป็นทิพย์ในสวรรค์เป็นต้น. หรือแม้ว่า จะตั้งใจไปพรหมโลกซึ่งบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวกับกาม ; ความหมาย ก็คล้าย ๆ กับเกียรติ คือเป็นสัตว์ผู้สูงสุด ผู้ยิ่งใหญ่เหนือ กว่าสัตว์ทั้งหลาย. เพราะฉะนั้นควรจะถือได้ว่า ถ้าปล่อยไปตามธรรมดา ของสัตว์ปุถุชนทั่วไปแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็เกิดมาเพื่อกิน, เพื่อ กาม, และเพื่อเกียรติเป็น ๓ ประการด้วยกันดังนี้ ; แต่ถ้า ไม่เป็นปุถุชนมากถึงอย่างนั้น, คือเป็นผู้ได้ยินได้ฟังคำสอน ของพระอริยะเจ้าแล้ว ความมุ่งหมายนั้นจะเปลี่ยนไปอย่างไร. ข้อนี้ควรจะมองต่อไปว่า ผู้ที่ได้ยินได้ฟังธรรมะของพระอริยะ เจ้าแล้ว ย่อมรู้สิ่งต่าง ๆ พอสมควร ; ที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า
น.104 ๒๐ ชีวิตของคนเรานี้มีวิวัฒนาการสูงขึ้นไป ๆ ตามลำดับ จนกว่า จะถึงที่สุด. แล้วก็มองหาจุดหมายปลายทาง, พบสิ่งซึ่งเป็น จุดหมายปลายทาง, หรือที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ; ว่า เกิด มานี้เพื่อเดินทางไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง อันนั้น , คือ สิ่งที่เรียกว่า พระนิพพานหรืออะไรก็ได้แล้วแต่จะเรียก ; ขอแต่ให้เป็นความหมายว่าดับทุกข์สิ้นเชิง เป็นสิ่งที่ดีที่ สุดที่มนุษย์ควรจะได้. ถ้าตนเองยังไม่ได้ ไม่ถึง ก็หวังที่ ให้ลูกหลานเหลนถึงให้จนได้ ; ฉะนั้นจึงมีลูกมีหลานเพื่อ การเดินทางต่อไปอย่าให้หยุดชงักเสีย จนกว่าจะบรรลุถึงจุด หมายปลายทาง ; อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้เกิดมาเพื่อเดินทาง ไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง ; ผิดกับผู้ที่จะเกิดมาเพื่อพะวง อยู่กับเรื่องกิน, เรื่องกาม, เรื่องเกียรติ. แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นผู้มีสติปัญญา ; เพราะได้ ยินได้ฟังคำสอนของพระอริยะเจ้าบ้างแล้ว ; แม้จะมี เรื่องกิน, เรื่องกาม, เรื่องเกียรติ, เจืออยู่ด้วย ; เรื่อง เหล่านั้นก็จะทำให้เขาฉลาดยิ่ง ๆ ขึ้นไป ; ซึ่งก็เป็นการ เดินทางอยู่ในตัวด้วยเหมือนกัน ; คือว่าเกิดมาในโลกนี้
น.105 ๒๑ ได้พบปะอะไร ; ได้บริโภคใช้สอยอะไรก็ล้วนแต่เป็น ความฉลาดเพิ่มขึ้น คือในที่สุดเฉยได้; ไม่หลงไหลใน สิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป. นี้เรียกว่าความฉลาดเกิดขึ้น เพราะ การได้เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น. เพราะฉะนั้นถ้ามีสติปัญญาเกี่ยวข้องกับเรื่องกิน, เรื่อง กาม, เรื่องเกียรติ, ก็ควรจะฉลาดขึ้นโดยเร็ว ; ไม่จมติดอยู่ ในสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นการเดินทางเหมือนกัน. สรุปความว่าถ้า มีปัญญาแล้ว ชีวิตนี้ก็จะเป็นการเดินทางก้าวหน้าไปโดยเร็ว ถึงที่สุด ; นี้เป็นใจความของธรรมเทศนาครั้งที่ ๑. ครั้งถัดมาอีก ก็ได้กล่าวถึง การเดินทางนั้นว่าจะเดิน อย่างไร , คือการเดินทางนั้นได้แก่การปฏิบัติถูกต้อง อย่าง ที่เรียกว่าเดินอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ความเข้าใจ ความคิดเห็นก็ถูกต้อง, ความมุ่งหมายก็ถูกต้อง, การพูดจาก็ ถูกต้อง, การทำการงานทางร่างกายก็ถูกต้อง, การเลี้ยงชีวิตก็ ถูกต้อง, ความเพียรพยายามก็ถูกต้อง, ความรำลึกประจำใจอยู่ เสมอก็ถูกต้อง, และความตั้งใจมั่นคือสมาธิก็ถูกต้อง เป็น ความถูกต้อง ๘ ประการด้วยกันดังนี้; รวมกันเข้าเป็นอันเดียว กันแล้วก็เรียกว่าการเดินทางที่ดีที่สุดตามหลักของพระพุทธเจ้า.
น.106 ๒๒ และได้กล่าวสรุปอีกทางหนึ่งว่า การที่เห็นแจ่มแจ้งใน อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เกิดปัญญาเบื่อหน่ายในความทุกข์แล้ว นั่นแหละคือหนทางของนิพพาน ; นี้เป็นการกล่าวอย่างตัด ลัดตรงไปยังนิพพาน ; และในระดับสูงคือปัญญาที่มองเห็น ความไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นอนัตตา, อยู่เป็นประจำ. ใจ ความสำคัญของการเดินทางในขั้นสูงและรวดเร็วมีอยู่ดังนี้ : และเมื่อสติปัญญาที่จะเห็น อนิจฺจํ, ทุกฺขํ อนตฺตา เป็นไปแก่ กล้าถึงที่สุด ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเห็นอนัตตา, ความไม่มี ตัวไม่มีตน, ไม่มีสัตว์, ไม่มีบุคคล. แม้แต่ตัวเราเองหลง เข้าใจผิดว่าเราเป็นเรา, เรามีอะไรเป็นของเรา, ไม่มีความ หลงอย่างนี้อีกต่อไป ; ก็เรียกว่าเป็นผู้ถึงจุดหมายปลายทาง : ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความรู้ขึ้นมาว่า ตัวเราไม่มี ; การเดินทาง จึงไม่มี ; และเราก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเดินทาง. ถ้าฟังไม่ดีก็วกวน ; ถ้าฟังให้ดีก็จะเข้าใจได้ว่า ถ้า ยังเป็นปุถุชนคนเขลา, คนพาล, ก็มีตัวตนของตน, หรือมี อะไรเป็นของตน ; มีตนที่เกิดมา แล้วก็มีปัญหาว่าเกิดมา ทำไม, มีสติปัญญาต่อไปเพื่อจะเดินทางคือเกิดมาเพื่อจะเดิน
น.107 ๒๓ ทางให้ถึงปลายทาง ; พอถึงปลายทางเข้าจริง ๆ ก็พบความว่างจากตัวตนดังนี้ ไม่มีตัวตนทั้งในอดีต, ทั้งในปัจจุบัน,ทั้งในอนาคต นี้เป็นใจความสำคัญ. เพราะว่าเป็นการกล่าวแต่ต้นจนปลาย ของธรรมะ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสสอนไว้ โดยสรุปรวมแล้วจักมีอยู่เพียงเท่านี้ ; คือว่าเมื่อยังหลง ไม่รู้จริง ก็มีตัวตนหรือมีของ ๆ ตน ; พอหมดความหลง หมดความเข้าใจผิดหมดอวิชชาก็มองเห็นว่า ไม่มีตัวตน ไม่มีของตน ; มีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ ของธรรมชาติล้วน ๆ เป็นธรรมชาติล้วน ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตาม ธรรมดาของธรรมชาตินั้นเอง. ร่างกาย คือสังขารจิตใจเหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็นธรรมชาติ หมุนไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, เกิดก็เกิดตามธรรมชาติ, ดับก็ดับตามธรรมชาติ ; แม้จะถึงจุดหมายปลายทาง คือ พระนิพพานนั่นก็ยังเป็นธรรมชาติ. เพราะฉะนั้นจึงถือว่า ไม่มีอะไรนอกไปจากธรรมชาติล้วน ๆ มีอยู่หรือเปลี่ยนแปลงไป ; ธรรมชาติเหล่าใดมีการเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนแปลงไป ; ธรรมชาติเหล่าใดเที่ยงแท้ถาวร, โดยเฉพาะคือนิพพานก็ตั้งอยู่ในฐานะเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวรดังนี้ : แต่แล้วก็รวมเรียก
น.108 ๒๔ ว่าธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น. นี้เป็นผู้ที่เข้าถึงความจริง ; จึงเป็นผู้ที่หยุดความยึดมั่นถือมั่น, ไม่มีตัวตนเกิดมา, ไม่มีตัวตนเดินทางไปหาอะไรที่ไหน. แต่ทว่าตามธรรมดาทั่วไปแล้ว ยากที่คนเราจะเป็นอย่างนั้นได้; เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาค้นคว้า คุ้ยเขี่ยกันต่อไป ในเรื่องที่จะให้เกิดปัญญา มองเห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ; จนกระทั่งไม่มีตัวตน และหยุดการเดินทางได้. การเดินทางก็คือการเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร แห่ง การเกิด, การแก่, การเจ็บ, การตาย, ไม่มีที่สิ้นสุด ; นี้เรียกว่าการเดินทาง แม้ในขณะที่เรามีชีวิตอยู่ชาติหนึ่งนี้ ก็มีการเกิด, การแก่, การเจ็บ, การตาย, ของความรู้สึกคิดนึก ; ซึ่งถือว่าเป็นตัวเราขณะหนึ่ง ๆ ๆ อยู่เสมอ. เราคิดอย่างคนดีก็เป็นคนดี ; คิดอย่างคนชั่วก็เป็นคนชั่ว ; เลิกจากคิดอย่างคนชั่วก็คือตายจากคนชั่วแล้วก็มาเกิดเป็นคนดี จนกระทั่งกว่าจะสิ้นสุดความคิดชนิดนั้นลง ; แล้วเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นต่อไปอีก. อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นการเดินทางเหมือน กัน ; เป็นการเวียนว่ายในวัฏฏสงสารเหมือนกัน คือเป็นการเกิด, แก่, เจ็บ, ตาย, อยู่ในทางจิต ทางใจ หรือทาง
น.109 ๒๕ วิญญาณ ไม่มีที่สิ้นสุด; จนกว่าจะรู้ความจริงที่แท้จริงที่ถูกต้องจึงจะหยุด หรือจึงจะสิ้นสุด ; ตลอดเวลาที่ยังไม่รู้จริง จะต้องเดินทางอยู่เสมอ. ทีนี้เราสมมุติกันว่า เราต้องเดินทางแน่นอน ; เราก็มีปัญหาแต่เพียงว่า จะเดินวิธีไหนจึงจะค่อยเบาสบายเรื่อย ๆไป จนกว่าจะถึงปลายทาง. เพราะฉะนั้นการบรรยายในวันนี้ จะได้กล่าวถึงพระพุทธภาษิต ที่แสดงถึงการเดินทางสบาย ๆ. อย่างเบาสบายเรื่อย ๆ ไป กว่าจะถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง. โดยอาศัยพระพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นไว้เป็นนิเขปบทข้างต้นนั่นเองว่า "โย เว อวิทวา อุปธึ กโรติปุนปปุนํ ทุกขมุเปติ มนฺโท" ผู้ใดเป็นผู้ไม่มีปัญญาไม่รู้แจ้งเป็นคนเขลา ย่อมกระทำซึ่งอุปธิ แล้วก็ได้เข้าถึงความทุกข์บ่อย ๆ ตสฺสมา ปชานํ อุปธึ น กยิรา ทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปสฺสี เพราะฉะนั้นบุคคลพึงเป็นผู้รู้สึกตัวอยู่เสมอ ; มองเห็นแดนเกิดแห่งความทุกข์อยู่เสมอ ; แล้วอย่ากระทำซึ่งอุปธิ. คำแปลตามตัวหนังสืออย่างนี้เข้าใจยาก จึงต้องอธิบาย; สิ่งที่เรียกว่าอุปธินั้น โดยเปรียบเทียบก็คือการหาบคอน ;
น.110 ๒๖ คำว่าอุปธิ, ก็แปลว่าเข้าไปทรงไว้, เข้าไปแบกไว้, เข้าไปถือไว้, หรือสิ่งซึ่งตนได้เข้าไปแบกไว้ทูนไว้, ถือไว้, หาบไว้, คอนไว้, อย่างใดก็ได้. คนที่ไม่มีปัญญาไม่มีความรู้เป็นคนเขลา ; ย่อมแบก ย่อมหาม ย่อมหาบ ย่อมคอน อย่างนี้เรียก ว่ากระทำซึ่งอุปธิ. เขาก็ต้องเข้าถึงความทุกข์อยู่เสมอ ๆ ; ส่วนผู้ที่มีความรู้เห็นว่าการหาบ, การคอน, การแบก, การทูน, หรืออะไรเหล่านี้ เป็นแดนเกิดแห่งความทุกข์ ; เขาก็ไม่ทำการแบก การหาบ การคอน. ถ้าจะเปรียบกับการเดินทาง เราจะเดินสบาย ๆ หรือว่าจะแบกของหนักเอาไปด้วย ; ปัญหาก็ย่อมจะเกิดขึ้นว่าเดินอย่างไรจึงจะเบาสบายไม่แบกเอาของหนักไปด้วย. เพราะคนก็มักจะสงสัยว่าจะเอาอะไรไปกิน ; ถ้าไม่แบกข้าวสาร น้ำตาล อะไรต่าง ๆ เอาไปแล้วจะกินอะไร. คนฉลาดเขาก็ตอบว่า ถ้าฉลาดจริง ก็หาเอาได้ตลอดทาง ; ถ้าเป็นคนโง่ไม่อาจจะหาได้ตามกลางทาง ; ก็ต้องแบก ต้องทูน ต้องหาบ ต้องหาม ต้องเหน็ดต้องเหนื่อย ตลอดเวลาที่หาม. ส่วนคนฉลาดหาได้ตลอดทางก็ไม่ต้องแบกต้องหาม ; อย่างนี้มันต้องผิดแปลกแตกต่างกันมากทีเดียว. การเดินทางไปนิพพานมี
น.111 ๒๗ ปรากฏชัดอยู่ในพระพุทธภาษิตนี้แล้ว ว่าอยากระทำซึ่งอุปธิ, คือทำการแบกหาม ; เพราะว่าถ้าทำการแบกหามแล้ว ก็จะ หนักจนไปไม่ได้. เพราะสิ่งที่เรียกว่าอุปธินั้น ทำให้เกิด การหนักจนไปไม่ได้ เหมือนว่าเรามีอุปธิ ในบ้านเรือนของ เรา เราจะแบกเอาบ้านเรือนเดินทางไปได้อย่างไรอย่างนี้ เป็นต้น หรือว่าเรามีเรือกสวนไร่นา เราจะแบกเอาเรือกสวน ไร่นาไปได้อย่าง ; นี้อาการที่ต้องแบกต้องหามขนาดที่เดิน ไม่ไหวอย่างนี้เรียกว่าอุปธิ. ถ้าถามว่า สิ่งใดเป็นอุปธิ คำตอบก็มีว่า ; ได้แก่สิ่ง ที่กำลังยึดมั่นถือมั่นอยู่ นั่นเอง. เดี๋ยวนี้ใครกำลังยึดมั่นถือมั่น อะไร ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลนั้น : กล่าวรวม ๆ กัน ไปก็คือ ยึดมั่นถือมั่นในเรื่องรูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัส ; ยึดมั่นถือมั่นในวัตถุปัจจัยของเรื่องกิน, เรื่องกาม, เรื่อง เกียรติ; ยึดมั่นถือมั่นเงินทองเข้าของทรัพย์สมบัติ, เกียรติยศ, ชื่อเสียง, บริวาร, หรืออะไรต่าง ๆ แล้วแต่จะจารนัย ออกไป เป็นเรื่องที่จารนัยไม่ไหว. แต่อย่าลืมว่า แม้ที่สุด แต่สิ่งที่เรียกว่าบุญกุศลก็เป็นอุปธิด้วยเหมือนกัน ; ดังพระ พุทธภาษิต ว่า "ปุญฺโญปริกํ" บุญก็ยังเป็นอุปธิ ;
น.112 ๒๘ เพราะว่าแม้สิ่งที่เรียกว่าบุญ ถ้าไปแบกไปหามไปหาบ เข้าก็หนักเหมือนกัน. แบกหามในที่นี้หมายถึงยึดมั่น ถือมั่น ด้วยอุปาทาน ว่าเป็นของเรา ; หรือเทียบให้เห็นได้ ง่าย ๆ ว่าบุญกับบาป ถ้ายึดถือแล้วเป็นของหนักเหมือนกัน ; ก็เช่นว่าเราจะแบกก้อนหินออกไปมันก็หนัก. เราจะแบกถุง เงินถุงทองออกไป มันก็ยังหนัก ; แม้แต่จะแบกถุงที่เต็มไป ด้วยเพชรพลอย มันก็ยังหนักอยู่นั้น : ขึ้นชื่อว่าแบกแล้ว ย่อมเป็นความหนักทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า แม้สิ่งที่เรียกว่าบุญ ก็ เป็นอุปธิ. การกล่าวเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการสอนให้หยุดทำ บุญ ; หรือเลิกทำสิ่งซึ่งเรียกว่าบุญ เพียงแต่สอนว่าอย่า ไปแบกมันเข้าเท่านั้นเอง. ทำก็ทำให้มากได้ตามที่ตัว ต้องการ เหมือนกับเราอยากจะมีเงินสักเท่าไรเราก็หา ได้ ; แต่แล้วอย่าเอามาแบกมาทูนไว้บนศีร์ษะ ; วางไว้ ตามที่ควรจะวาง ไม่มาหนักอยู่บนศีร์ษะก็แล้วกัน จะมี สักเท่าไรก็ได้. ยิ่งมีมากก็มีทางที่จะได้รับความสะดวก มาก ; ใช้เป็นประโยชน์ได้มาก ; แต่ถ้ายิ่งมีมาก ยิ่ง เอาทูนไว้มากมันก็ยิ่งหนักมาก . จึงไม่เป็นการสมควร.
น.113 ๒๕ สิ่งที่เรียกว่าบุญนี้ก็เหมือนกัน จะสร้างสรรค์กันอย่างไร เท่าไรก็ได้, แต่อย่ายึดถือให้เกิดเป็นอุปธิขึ้นมา. การกล่าว เช่นนี้คงจะเข้าใจได้ยากสำหรับคนธรรมดา ซึ่งไม่ค่อยได้ยิน ได้ฟังคำสั่งสอนเรื่องชนิดนี้, ข้อนี้เป็นข้อที่จำเป็นจะต้อง เป็นอย่างนี้ จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้. เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจะต้องขยันสดับตรับฟัง เรื่องความยึดมั่นถือมั่น, หรือความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ให้มาก พอสมควร ; ก็จะเข้าใจได้สักวันหนึ่งโดยแน่นอน ; ว่าเรา จะเป็นอยู่ได้โดยไม่ต้องยึดถืออะไรเลยนั้น. จะทำอย่างไร, มีอะไร, ไม่ต้องแบกต้องทูนไว้. นี้ก็เห็นกันอยู่แล้ว แต่ว่า จิตใจมันแอบไปแบกไปทูนเอาไว้เรื่อยไป ; เช่นว่ามีเงิน : ไม่ได้เอามาแบกไว้บนบ่าทูนไว้บนหัวก็ตาม, แต่ก็ไปแบก ไปทูนไว้ด้วยจิตใจ, คือความยึดมั่นถือมั่น. มีลูกมีหลานไม่ ได้เอามาแบกมาทูนไว้บนศีรษะก็ตาม, แต่ก็แบกหรือทูนไว้ ด้วยจิตใจ ; มีเกียรติ มีบุญ มีอะไรก็ตาม ; มีการแบกการ ทุนไว้ด้วยจิตใจมันจึงเป็นของหนัก. ถ้าไม่มีการแบกการทูน ทั้งทางกายและทั้งทางใจ ก็ไม่เป็นของหนัก, นี่แหละเรียก ว่าการไม่กระทำซึ่งอุปธิ.
น.114 ๓๐ อุปธิหมายถึงการแบก, การทูน, การหาบ, การหาม, การอะไรต่าง ๆ, ซึ่งรวมเรียกสั้น ๆ ว่าอุปธิ แปลว่าการถือ ไว้หรือทรงไว้. การเข้าไปทรงไว้ หมายความว่าเราเข้าไป อยู่ข้างใต้ แล้วสิ่งเหล่านั้นบรรทุกอยู่บนเรา ; อาการอย่างนี้ เรียกว่าอุปธิ. คนไม่รู้ไม่ฉลาดย่อมกระทำอุปธิคือการแบก, การทูน, การหาบ, การหามอะไรต่าง ๆ ไว้เต็มไปหมด ; อย่าว่าแต่จะเดินไปเลย, แม้นั่งอยู่นอนอยู่ก็ยังเอามาแบก มา ทูนไว้ ไม่มีเวลาสร่างเลย นี้เรียกว่าผู้กระทำซึ่งอุปธิ. เขา เป็นผู้เขลาอย่างนี้แล้วย่อมประสบความทุกข์ หรือเข้าถึงความ ทุกข์อยู่โดยสม่ำเสมอ. ส่วนผู้ใดมีปัญญามองเห็นว่า การ แบก, การทูน, หรืออุปธินี้, เป็นต้นเหตุให้เกิดความทุกข์ : เขาก็จะประพฤติกระทำในทางตรงกันข้าม. ข้อที่ว่าการแบก, การทูน, เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ นี้ ท่านทั้งหลายก็สวดร้องท่องบ่นอยู่ทุกวัน ได้แก่บทว่า สงฺขิเตน ปญฺจุปาทานกุขนฺธา ทุกฺขา, เสยฺยถีท์, รูปปาทานกุ- ขนฺโธ, เวทนูปาทานกุขนฺโธ, สญฺญปาทานกุขนฺโธ สงฺขารู- ปาทานกุขนฺโธ, วิญญาณูปาทานกุขนฺโธ. ดังนี้เป็นต้น. ซึ่งมี ใจความว่า เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ; เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่
น.115 ๓ ๑ ด้วยความยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละเป็นตัวทุกข์ อย่าได้ไปโทษ ความเกิด, ความแก่, ความเจ็บ, ความตาย, อะไรให้มาก นัก ; เพราะว่าความเกิด, ความแก่, ความเจ็บ, ความตาย, เป็นต้นนั้น ถ้าไม่ไปยึดมั่นถือมั่นแล้วมันหาเป็นความทุกข์ไม่. คนได้ไปยึดมั่นขันธ์, เบญจขันธ์ที่มีความเกิด, ความแก่, ความเจ็บ, ความตาย, จนเกิดความรู้สึกสำคัญมั่นหมายว่า ความเกิด เกิดของเรา, ความแก่ของเรา, ความเจ็บของเรา, ความตายของเรา, อย่างนี้ขึ้นมาแล้วจึงได้เป็นทุกข์ต่างหาก. ถ้าไม่มีความยึดมั่นถือมั่น คือไม่แบกเอาความเกิด, ความแก่, ความเจ็บ, ความตาย, ไว้แล้วมันก็ไม่เป็นทุกข์: ฟังดูก็น่าหวัว ที่ว่าคนเขลาเหล่านี้ได้แบกเอาความเกิด, ความแก่, ความเจ็บ, ความตาย, ไว้เป็นอุปธิ หรือเป็นของของตน, คือบรรทุก หนักอยู่บนตน ; เพราะความสำคัญว่าความเกิดก็ของเรา, ความแก่ก็ของเรา, ความเจ็บก็ของเรา, ความตายก็ของเรา, จึงเป็นผู้ที่มีความทุกข์อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้. ถ้าอย่ายึดมั่นถือมั่น แม้ในความเกิด, ความแก่,ความ เจ็บ, ความตายแล้ว, ก็หาเป็นทุกข์ไม่. ผู้ที่ไม่แบกไม่ยืดใน เรื่องความเกิด, ความแก่, ความเจ็บ, ความตายนั้น, ก็คือผู้ที่
น.116 ๓๒ เห็นอนิจฺจํ, ทุกขํ, อนตฺตา, อย่างถึงที่สุดแล้ว; ไม่มีอะไร เป็นตัวตน หรือเป็นของตนแล้วนั่นเอง. เมื่อเราเข้าใจคำว่ า ความยึดมั่นถือมั่นดี เราก็เข้า ใจคำว่าอุปธิได้ดี , เพราะโดยเนื้อแท้ก็เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน. ความยึดมั่นถือมั่น ก็หมายความว่าจิต ใจได้เข้าไปยึดถือสิ่งนั้น ๆ เข้าไว้ ความที่จิตใจเข้าไปยึดถือ นั้น มันหมายความว่าสิ่งนั้น ๆ มันบรรทุกอยู่บนจิตบนใจทับ ถมอยู่บนจิตบนใจ; ดังนั้นจึงมีความทุกข์. เช่นไปยึดถือว่า เงินของเราเข้าเมื่อใด เงินไม่ว่าอยู่ที่ไหน ก็มารวมกันอยู่บน ศีร์ษะของบุคคลนั้นทันที; จะฝากไว้ในธนาคารก็มาอยู่บน ศีร์ษะของคนนั้นทันที; นี้เรียกว่าความยึดมั่นถือมั่น หรือเรียก ว่าอุปธิในที่นี้. เพราะเหตุฉะนั้นเอง วัวควาย, ไร่นา, ที่อยู่ตามทุ่ง ตามนา ก็สามารถที่จะวิ่งมาอยู่บนศีรษะ ของเจ้าของทันที; เมื่อมีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเจ้าของ, หรือยึดมั่นถือมั่น อย่างใดก็ตาม, เมื่อไม่มีความยึดมั่นถือมั่น มันก็อยู่ตามที่ที่ มันอยู่ จะใช้จะสอยเมื่อไรก็ทำไปตามที่ถูกที่ควร ก็ไม่มาอยู่ บนศีร์ษะของเรา; ความทุกข์ก็ไม่ได้เกิดขึ้น; สิ่งที่ต้องการ จะได้จะทำก็ทำไปได้ โดยไม่ต้องมีความทุกข์.
น.117 ๓๓ ดังนั้นเรื่อง ความยึดมั่นถือมั่น, หรือไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับคนทุกคน; และโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งคือผู้ที่จะเดินทาง; เพราะว่าถ้าแบก, ทูน, หาบ, หาม, อยู่เต็ม หนักเสมอไปแล้ว จะไปได้อย่างไร, ต้องทำให้ เป็นความเบาสบาย ไม่มีการแบกหาม, หาบ, ทุนอะไร; ตัวอย่างเหมือนเรานั่งรถไฟไป, หรือเรามีสตางค์ไปซื้อของ กินกลางทางจนตลอดทาง, หรือว่ามีคนคอยเอาอาหารมาส่ง ให้ตลอดทางเหล่านี้: มันเป็นได้อย่างนี้เพราะเราจัดถูกวิธี เราทำถูกวิธี, เพราะเรารู้เรื่องสิ่งเหล่านี้ดี เราจึงทำให้เป็น อย่างนั้นได้. การเดินทางในทางจิตใจเพื่อจะไปสู่จุดหมายปลาย ทางคือนิพพานนั้นก็เหมือนกัน ; เราจะต้องทำให้ไม่มี การแบกการทูน ; ให้เราเดินตัวเปล่าเดินเบาสบายไปโดยเร็ว เพื่อถึงจุดหมายปลายทาง. อย่างนี้แหละจึงกล่าวว่า แม้เรา จะทำบุญก็จงทำบุญให้เป็น ; อย่าให้บุญนั้นกลายเป็น อุปธิขึ้น ; แต่ให้บุญนั้นกลายเป็นเครื่องอำนวยความ สะดวก เหมือนกับผู้ที่คอยส่งอาหารให้เรากิน, ทุกคราว ที่เราหิว, ในระหว่างที่เราเดินทาง ฉันใดก็ฉันนั้น. ถ้า
น.118 ๓๔ ผิดจากนี้แล้วบุญนั่นเองจะกลายเป็นอุปธิ, และเป็นความหนัก อย่างยิ่ง จนเดินทางไม่ได้ ; ก็เป็นเรื่องน่าขบขัน ; และใน ที่สุด ก็กลายเป็น เรื่องน่าเวทนา สงสาร อย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่เมา บุญเมากุศลเห่อ ๆ ตาม ๆ กันไป ; โดยไม่รู้ว่าแม้สิ่งนี้ก็เป็น อุปธิได้ ในเมื่อมีความยึดมั่นถือมั่น. เราทุกคนมีหลักการประพฤติปฏิบัติ ในการที่จะ เว้นจากความชั่ว; แล้วก็ทำความดี; นี้หมายความว่าความ ดีที่ทำได้นั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ต้องแบกต้องหามเอาไว้; เพราะว่าเราจะต้องรู้จักทำจิตให้บริสุทธิ์, คือปราศจาก ความยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดอยู่เสมอด้วย . ฉะนั้นความดีจึงไม่ ต้องยึดถือ; เราจะมีความดีสักเท่าไร ก็ไม่ต้องยึดถือ, ความ ดีก็กลายเป็นบริวาร คอยรับใช้คอยอำนวยความสะดวก; ไม่ มาทับถมสุมอยู่บนศีรษะของผู้นั้นเลย. นี้เรียกว่าเขารู้จักจัด รู้จักทำอย่างถูกต้องกับการเดินทางในทางนามธรรม คือใน ทางจิตใจ ; ได้แก่การทำความดีให้ก้าวหน้า, ให้มากให้สูง ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ถ้าเข้าใจผิด มันก็จะกลายเป็นเพียงการสะสม สิ่งต่าง ๆ ที่จะทับถมตนเองให้เคลื่อนไหวไม่ได้, ให้กระดุก กระดิกไม่ได้ในที่สุดเพราะความยึดมั่นถือมั่น ; แล้วก็จมอยู่
น.119 ๓๕ ในความทุกข์ตลอดเวลา ; เพราะความกระดุกกระดิกไม่ได้ นั่นเอง, เพราะความถูกทับถมมีความหนักจนกระดุกกระดิก ไม่ได้นั่นเอง. การกล่าวดังนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า แม้เราจะต้องเดิน ทาง ด้วยการทำความดี ; เราก็ต้องทำให้ถูกต้องตามเรื่อง ตามราว ; อย่าให้ความดีหรือบุญกุศลนั้นกลายเป็นอุปธิขึ้น มาได้ เพราะว่าถ้าเกิดเป็นอุปธิขึ้นมาแล้วย่อมเป็นของหนัก ทั้งนั้น ; และทุกสิ่งเป็นอุปธิได้ไม่ยกเว้นอะไรแม้กระทั่งบุญ ก็ยังเป็นอุปธิได้ ; ถ้ามีความยึดมั่นถือมั่น. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงกำชับไว้ว่า อย่า ได้ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายโดยความเป็นตัวตนหรือเป็น ของ ๆ ตน; โดยพระพุทธภาษิตว่า ; "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือ มั่นว่าเป็นตัวตน หรือของ ๆ ตนดังนี้; ซึ่งเป็นข้อความที่ ท่านทั้งหลายเคยฟังมาแล้วอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ. และข้อความ นั้นก็เป็นอย่างเดียวกันกับพระพุทธภาษิตข้อนี้ที่กำลังกล่าวอยู่ นี้ว่า ; ผู้ใดเป็นคนเขลาไม่รู้ ย่อมกระทำซึ่งอุปธิ, คือความ
น.120 ๓๖ แบก, หาม, หาบ, คอนต่าง ๆ ในสิ่งที่ตนรัก ตนพอใจ ; และไม่รัก ไม่พอใจ เขาจึงต้องได้รับความทุกข์. สิ่งที่เป็นอุปธิหรือยึดมั่นถือมั่นนั้น มี ได้โดยมากใน สิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจ, แต่แม้สิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็น อุปธิได้ เช่นความโกรธไม่รู้สร่าง, ความเกลียดไม่รู้ สร่าง อย่างนี้สิ่งที่เราไม่รักไม่ชอบ ไม่ปรารถนา ก็มาเป็น อุปธิแก่เรา ; มาสุมอยู่ในจิตใจของเรา, คอยนึกถึงแต่คนที่ตน เกลียด หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งตนไม่ชอบก็เอามาใส่ใจ ทำจิตใจให้เป็นทุกข์อยู่เสมอ. นี้เรียกว่าแม้บาปก็เป็นอุปธิ คู่กันกับว่าแม้บุญก็เป็นอุปธิ "ตสฺสมา " ปหาน อุปธึ น กยิรา" เพราะฉะนั้นจงเป็นผู้มองเห็นเหตุอันเป็นแดนเกิด ของความทุกข์ว่าได้แก่อุปธิ ; แล้วอย่ากระทำอุปธิต่อไป ; เป็นผู้ไม่แบก, ไม่หาม ไม่ทูน, ไม่อะไรอีกต่อไป ในสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงทุก ๆ อิริยาบถ เดิน, ยืน, นั่ง, นอน, ก็ จะเรียกว่าเป็นผู้เดินทางไปได้ด้วยความเบาสบาย รวดเร็ว ถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง ได้ทันตามเวลา สมตามความ ปรารถนา. ที่ว่าเกิดมานี้เพื่อเดินทางไปถึงสันติบท, กล่าว
น.121 ๓๗ คือ พระ นิพพาน อันเป็น ที่สิ้นสุด ของ ความ ปรารถนา ทุก อย่างทุกประการ. ไม่มีอะไรที่จะสูงจะดีไปกว่านี้ ในบรรดา สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้. หวังว่า ท่านทั้งหลาย จะได้กำหนด พระพุทธภาษิต ข้อนี้ ไว้ โดยใจความสั้น ๆ ว่า จงอย่าได้ แบก, หาม, หาบ, คอน, ทูนสิ่งใด ๆ ไว้ จนตลอดทุกทิพาราตรีกาลเทอญ. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.122 เกิดมาทำไม ? ( ตอน ๕ ) ใช้หนี้บาปไปพลาง ถอนลูกศรไปพลาง ( กล่าว นโม ๓ จบ ) อิทานิ จาตุทฺทสี ทิวเส สนฺนิปตีตาย พุทฺธปริสาย กาจิธมฺมิกา กลิยเต สเจ ปุพเพ กตเหตุ สุขทุกข์ นิคฺฺติ โปราณกํ กติ ป่าปี ตเม โส มุญฺจเต อิณฺติ. ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็น เครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ และวิริยะ ความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญ งอกงามก้าวหน้า ในทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรม ศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา.
น.123 ๔๐ ธรรมเทศนาในวันนี้ ยังเป็นธรรมเทศนาที่เป็นปุพพา- ปรลำดับ, คือสืบต่อจากธรรมเทศนา ที่ได้กล่าวแล้วในวัน ก่อน ๆ มีใจความเนื่องกันมา ควรจะได้รับการทบทวน ในขั้นแรกที่สุด ได้กล่าวถึงปัญหาที่ว่า คนเราเกิด มาทำไม; และยุติต้องกันว่า เกิดมาเพื่อเดินทาง ให้ไปจน ถึงจุดหมายปลายทางของสิ่งที่เรียกว่า ชีวิต; คือถึงพระนิพพาน อันเป็นที่สิ้นสุดแห่งความทุกข์ทั้งปวง. ในคราวถัดมาได้กล่าวถึง วิธีของการเดินทาง ซึ่งเมื่อ สรุปแล้ว ก็ได้แก่ การที่มีจิตใจก้าวหน้าสูงขึ้นไป ในทาง ปัญญา; เห็นว่าสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ครั้นถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ก็ คือ การหมดความเห็นหรือความยึดถือ, หรือหมดความสำคัญ มั่นหมาย ว่าตัวเรา ว่าของเรา; ไม่เห็นว่ามีตัวเรา ไม่เห็นว่า มีของเรา เห็นว่าเป็นแต่เพียงธรรมชาติล้วน ๆ เท่านั้น หมุนไป เวียนไป. ธรรมชาติล้วน ๆ เป็นรูปกายก็มี; เป็น นามธรรมคือจิตใจก็มี; เรียกว่าขันธ์ ทั้งห้าบ้าง เรียกอย่างอื่น บ้าง; ทั้งหมดนี้ ล้วนแต่เป็นธรรมชาติล้วน ๆ หมุนไปตาม
น.124 ๔๑ เรื่องของธรรมชาติ ไม่มีตัวเรา. การที่มีความเห็นแจ้งแทง ตลอดอย่างนี้ ทำให้เห็นลึกลงไปว่า ตัวเราไม่มี; เมื่อตัวเรา ไม่มี ก็เท่ากับการเดินทางไม่มี; เพราะเราไปหลงว่ามีตัวเรา คือตัวเรามี มันจึงได้มีการเดินทาง; เพราะความดิ้นรน, เพระความต้องการ, หรือทนทรมานอยู่ด้วยความทุกข์ ก็ต้อง การจะพ้นจากทุกข์; จึงต้องเดินทาง. ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่ น่าหวัว, หรือว่าสับสนกันอยู่ สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้อันถูก ต้อง. ผู้ที่มีความรู้ถูกต้องย่อมรู้ว่า เราสำคัญว่าตัวเรามี ในเมื่อ เราเผลอไป มีความหลงว่าตัวเรามี; ตัวเราไม่มี ในเมื่อเรามี ความรู้แท้จริงว่า มีแต่ธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวเรา; เพราะฉะนั้นใน ขณะที่เรายังหลงอยู่ว่าตัว ตัวเรามี; เราก็ต้องมีปัญหาเกี่ยวกับ การทำให้ดีให้ยิ่งขึ้นไป ซึ่งเปรียบเสมือนการเดินทาง. ครั้นถึง ที่สุด เมื่อมารู้ว่าตัวเราไม่มี มีแต่ธรรมชาติ ก็ไม่มีการเดินทาง; ไม่มีการหยุดอยู่ที่นั่นด้วย, ไม่มีการเดินด้วย. แล้วมันอยู่ที่ไหน; ผู้มีปัญญาควรจะมีความรู้ ความเข้าใจ ว่านี่แหละเป็นใจความ อันแท้จริง ของสิ่งที่เรียกว่า ความว่าง. ถ้าเมื่อว่างจากตัว ผู้เดินแล้ว มันก็ไม่ได้เดินไปไหน; และมันก็ไม่ได้หยุดจมอยู่ ที่ไหน มันจึงไม่มีทั้งการหยุด, และไม่มีทั้งการจม. นี้จึงว่า
น.125 ๔๒ เดินไปถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่มีตัวผู้เดิน; มองมาดูข้างหลังว่าที่ แท้ก็ไม่มีตัวผู้เดิน. แต่สำคัญว่ามีตัวผู้เดิน เพราะความเข้า ใจผิด. ทีนี้ในคราวต่อมา ได้แสดงถึงข้อที่ว่า ถ้ายังต้องเดิน, คือยังโง่ ยังหลง ยังเขลา ยังต้องเดินอยู่แล้ว; ก็อย่าได้ หอบหิ้วอะไรเอาไป ให้มันรุงรัง, หนักลำบาก; นี้ก็เป็นเรื่องที่ เข้าใจยากแก่คนทั่วไป อีกเหมือนกัน. เพราะคนทั่วไปเป็น ห่วงแต่เรื่องกิน ว่าจะเอาอะไรกิน; นึกถึงแต่การเดินทางตาม ธรรมดา จะต้องหาเสบียงไปกินอย่างเดียวเท่านั้น. หารู้ไม่ ว่า การเดินทางที่ถูกต้อง ที่ฉลาดนั้น; เราไม่ต้องหาบอะไร เอาไปก็ได้; เราจะอาศัยสติปัญญาของเรา ทำให้มีกินมีใช้ และมีความปลอดภัยไปตลอดเวลาของการเดินทาง ดังนี้ก็ได้. ในทางธรรมะนี้ ยิ่งจะเป็นอย่างนั้น, คือว่าการเดินทาง ของจิตใจ ที่เดินจากที่ต่ำ ไปสู่ที่สูงนั้น; ย่อมหมายถึงการ ปลดเปลื้อง สิ่งที่เคยยึดมั่น ถือมั่น มาแต่ก่อน, ให้หลุดออก ไป, ให้หลุดออกไป ๆ ๆ เรื่อย ๆ, ตามลำดับจนกว่าจะหมด. เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรจะเพิ่มเข้า ให้มันมาก, ให้มันหนัก, ให้ มันรุงรัง ยิ่งไปกว่าเดิม. นี่แหละจึงว่า ไม่พึงกระทำอุปธิ, คือ
น.126 ๔๓ การหอบหิ้ว แบก หาม หาบ ทูน หรืออะไรก็ตาม ในขณะที่ เป็นการเดินทาง เพื่อลุถึงจุดหมายปลายทาง; แม้แต่สิ่งที่ เรียกว่าบุญ. ถ้าเอามาถือเป็นอุปธิ ก็กลายเป็นของหนัก; ทำ ให้การเดินทางเป็นไปไม่ได้ เพราะเราแบกของหนัก. ขึ้นชื่อว่าความยึดถือแล้ว ย่อมจะเป็นของหนักทั้งนั้น; ไม่ว่าจะยึดถือบุญหรือบาป เช่นเดียวกับว่า เราจะแบกกระ- สอบใส่ก้อนหิน มันก็หนัก. เราจะแบกกระสอบใส่เงินทอง แก้วแหวน เพชรพลอย อะไร มันก็ยังหนัก มันจะไม่หนัก ก็ต่อเมื่อไม่แบกเท่านั้น. เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้ไม่ถือ ไม่หาม ไม่หิ้ว ไม่แบก; ถ้าจะใช้ประโยชน์ก็ใช้โดยไม่ต้อง ยึดมั่นถือมั่น; คือให้มันอยู่ตามธรรมชาติ ธรรมดาของมัน. เราเข้าไปเกี่ยวข้องโดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น; และจัดทำทุก สิ่งทุกอย่างไปได้ด้วยสติปัญญาอันนั้น; ก็จะเป็นการก้าวหน้า ยิ่งขึ้นไปทุกที สูงขึ้นไปทุกที .. หรือกล่าวอีกทางหนึ่งก็ว่า เบาลงทุกที, น้อยลงทุกที; ไม่มีสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นมากเหมือน แต่กาลก่อน. อย่างนี้เรียกว่า เดินทางไปโดยไม่หอบหิ้วอะไรไป; มี แต่จะสลัดทิ้งเรื่อยไป. จนถึงที่สุดของการเดินทาง: เพราะ
น.127 ๔๔ ฉะนั้น ผู้ฟังทุกคนจะต้องสังเกตดูให้ดี ๆ ว่า คำกล่าวอย่างนี้ มันมีความหมายที่แท้จริงอย่างไร; และมันขวางกันกับคำ กล่าว หรือคำพูด ความคิด ความนึก ของคนธรรมดาทั่วไป อย่างไร. เมื่อมองเห็นความแตกต่างข้อนี้แล้ว จะเข้าใจ ธรรมะในชั้นสูง คือธรรมะสำหรับความหลุดพ้นนั้นได้โดย ง่ายๆ ถ้าไม่เข้าใจแล้ว ก็จะสับสนวนเวียน ฟังไม่ได้เรื่อง ไม่ ได้ราว เสร็จแล้วก็ลืมแล้วก็เลิกกัน เป็นอยู่อย่างนั้นไปจนตาย. เพราะฉะนั้นในวันนี้ ก็จะได้กล่าวถึง สิ่งที่ไม่ควรยึด มัน ถือมั่น ในการเดินทางต่อไปอีกเหมือนกัน; หรือให้ชัด เจนยิ่งกว่านั้น ก็คือว่า ตลอดเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ กำลังเป็น อยู่นี้อย่าได้พอกพูน ความยึดมั่น ถือมั่น; อย่าสะสมสิ่งซึ่งยึด มั่น ถือมั่น; หากแต่กระทำให้เป็นการปล่อย เป็นการวาง เรื่อย ๆ ไปตามลำดับ; โดยอาศัยธรรมภาษิต ที่ยกขึ้นไว้เป็น หัวข้อข้างต้น ว่า : - สเจ ปุพฺเพ กตเหตุ สุขทุกฺขํ นิคจุฉติ ถ้าว่าบุคคลได้เสวยสุขและทุกข์, เพราะเหตุแห่งกรรมที่ ได้กระทำไว้แต่ก่อน. โปราณกํ กตํ ปาปํ ตเมโส มุญจเต อิณ์ ขอให้ถือเสียว่าเป็นการเปลื้องหนี้บาปที่กระทำไว้แต่ กาลก่อนเสมอไป.
น.128 ๔๕ ฟังดูใหม่อีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าได้รับความสุข ความทุกข์ เนื่องมาแต่การกระทำ ที่กระทำไว้แต่ก่อน ; ก็ให้ถือเสียว่า นั่นเป็นการใช้หนี้บาป ที่กระทำไว้แต่ก่อน. สิ่งที่ต้องสังเกต พิจารณาดูให้ดี ก็คือข้อที่ว่า เราได้รับทั้งความสุข ได้รับ ทั้งความทุกข์ เพราะเหตุแห่งกุศลและอกุศลที่ได้กระทำไว้ แต่ปางก่อน ; เราทำทั้งสองอย่าง คือทั้งบาปและทั้งบุญ แล้วเราก็ได้รับทั้งความสุขและความทุกข์. ในที่นี้ท่านสอนว่า เมื่อได้รับทั้งความสุขและความทุกข์ทั้งสองอย่าง ; นั้น ให้ถือเสียว่า นั่นมันเป็นการใช้หนี้บาปที่กระทำไว้แต่ กาลก่อน. ทำไมจึงรวบเอาทั้งสุขและทั้งทุกข์ ว่าเป็นผลของบาปที่ ทำไว้แต่กาลก่อน ; และให้ถือเสียว่ามันเป็นการใช้หนี้ ให้ ร่อยหรอไป ให้หมดไป : อย่าได้มัวยินดีเมื่อได้รับสุข อย่าไปมัวยินร้ายเดือดร้อนเมื่อได้รับทุกข์. การที่กล่าว อย่างนี้มีใจความสำคัญตรงที่ว่า ท่านประณามความสุขและ ความทุกข์ ทั้งสองอย่างนี้ ว่าเป็นผลของบาปที่กระทำไว้ใน กาลก่อน ; ลองคิดดูด้วยกันทุกคนว่าทำไมจึงเป็นบาป, และ บาปในที่นี้หมายถึงอะไร. บาปในที่นี้หมายถึงการที่ต้อง
น.129 ๔๖ เกิดมาเสวยสุข เสวยทุกข์ นั่นเอง : เมื่อเกิดมาแล้ว ต้อง เสวยสุข ต้องเสวยทุกข์ นี้แน่นอน. บาปนั้นเป็นเหตุให้เกิด มา ; ถือว่า การได้เกิดมาเสวยสุข เสวยทุกข์นี้ ควรจะถูก จัดว่าเป็นบาป. นี่ฟังดูแล้วมันขัดกันกับที่เขาสอน ๆ กัน อยู่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว, ทำกุศลได้ความสุขไป สวรรค์, ทำบาปได้ความทุกข์ไปนรก. แต่นี่ทำไมจึงพูดว่า การที่ได้รับความสุข ความทุกข์ สองอย่างนั้น เป็นผลของ บาปที่ทำไว้แต่กาลก่อน : การที่กล่าวดังนี้ ก็เพราะว่าเป็น การกล่าวเลื่อนชั้นสูงขึ้นไป ถึงระดับของบุคคลที่อยากจะ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ ; ถือเสียว่าการเวียน ว่ายในสังสารวัฏฏ์นั้นเป็นเหมือนบาป. แม้ว่าในสังสารวัฏฏ์ นั้นมีทั้งนรก มีทั้งสวรรค์ ; การเวียนว่ายในนรก ในสวรรค์ วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ ถือว่าเป็นการเวียนว่าย. ขึ้นชื่อว่าการเวียนว่ายแล้ว ถือว่าเป็นบาปหรือเป็น ของสกปรก เป็นของชั่วเสมอกัน. คนตามธรรมดาอยากไป สวรรค์. บูชาภาวะที่เรียกกันว่าสวรรค์ ; แต่คนที่มีความรู้ อย่างถูกต้องในทางธรรมนั้น กลับไม่ต้องการสวรรค์, กลับ จัดไว้ในฐานะเป็นบาปที่ซ่อนเร้นชนิดหนึ่ง ; เป็นที่ทำให้
น.130 ๔๗ คนต้องทนทรมานอยู่ที่นั่นด้วยชนิดหนึ่ง จึงไม่ได้ปรารถนา สวรรค์, ในฐานะเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาหรือน่าปรารถนาแต่ ประการใด. กลับไปถือเสียว่า การที่ต้องเวียนว่าย สุข ๆ ทุกข์ ๆ สุข ๆ ทุกข์ ๆ อยู่เสมอไป นี้เป็นการถูกทรมาน ; และจัดไว้ว่าเป็นบาป. เรื่องมันจึงอยู่กันคนละระดับ ; คือ เรื่องที่เคยเป็นบุญของคนธรรมดาสามัญนั้น มากลายเป็น เรื่องที่ไม่พึงปรารถนา, หรือจัดว่าเป็นบาปเสียแล้วในที่นี้. เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวถึงการไปสวรรค์ คนพวกนี้ก็ ขยะแขยง ; พวกที่มีจิตใจสูง ต้องการความสงบแล้ว ย่อม ไม่ต้องการสวรรค์ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ; เพราะว่ามีสิ่ง ที่ยั่วยวนชวนให้วุ่นวายมากกว่าในมนุษย์นี้เสียอีก. ไม่ต้อง พูดถึงความสุขในโลกมนุษย์นี้ : เพราะว่าแม้ความสุขในโลก สวรรค์ก็เป็นความวุ่นวาย หาความสงบไม่ได้ จึงถูกประณาม ไว้ว่าเป็นบาป. คำว่าบาปในที่นี้จึงมีความหมายพิเศษเฉพาะ คำ ๆ นี้, เฉพาะในกรณีอย่างนี้. ถ้าฟังไม่ดีก็ไม่เข้าใจ แล้ว ก็จะสับสนวนเวียน ; ถ้ามีปัญญาพอก็จะฟังเข้าใจ และถือ เอาประโยชน์ได้, คือเลื่อนระดับแห่งจิตใจของตนขึ้นมาได้ อีกขั้นหนึ่ง, สูงขึ้นมาได้อีกขั้นหนึ่งดังนี้.
น.131 ๔๘ ทีนี้ยังมีข้อที่จะต้องสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า การที่ได้รับ สุขรับทุกข์ระคนกันไปในโลกนี้ ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปีนี้ ขอให้ถือว่านั้นเป็นการใช้หนี้ให้หมดไป ; เพื่อว่าอย่าให้ต้อง มาเป็นอย่างนี้อีกเลย. คำว่าหนี้ในที่นี้หมายความว่าเราได้ทำ ผิด เป็นลูกหนี้, เป็นฝ่ายที่เป็นลูกหนี้ ; เราต้องใช้หนี้ หนี้ของเราคือการทำผิด. เราทำผิดตรงที่ไปหลง บูชาสิ่งที่ทำให้เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏฏ์ : เรามีความโง่ ความหลง ถึงกับไปบูชาสิ่งที่ทำให้เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏฏ์ ; เพราะฉะนั้น เราจึงกระทำแต่กรรมที่ทำให้เวียนว่ายอยู่ใน สังสารวัฏฏ์. มีหัวข้อที่อาจจะจำได้ง่าย ๆ ก็คือว่ากรรม นี้แบ่ง เป็นสามชนิด :- กรรมดำ, กรรมขาว, กรรมไม่ดำ ไม่ขาว. กรรมดำหรือกรรมขาวสองอย่างนี้ เป็นกรรมที่ ทำให้เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏฏ์ ; กรรมคำทำให้เวียนลงไปใน ความทุกข์ ; กรรมขาวทำให้เวียนไปในความสุข ; ส่วนกรรมที่ ไม่ดำไม่ขาวเพราะไม่มีสี ไม่มีทางที่จะกล่าวได้ว่าดำหรือขาว นั้น เป็นกรรมที่ทำให้หยุดการเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์.
น.132 ๔๙ กรรมดำเราเรียกว่าบาป, ว่าอกุศล. กรรมขาวเราเรียก ว่าบุญหรือกุศล. ส่วนกรรมที่ไม่ดำไม่ขาวนั้นอยู่เหนือบาป, เหนือบุญ, เหนือกุศล จนไม่เรียกว่าเป็นบุญหรือบาป, เป็น กุศลหรืออกุศล, แต่นิยมเรียกกันว่าเป็นอพยากฤต ; คือเป็น สิ่งที่ใคร ๆ พูดไม่ได้ว่ามันเป็นอะไร. กรรมไม่ดำไม่ขาวนี้ จึงไม่ใช่บุญ, ไม่ใช่บาป, ไม่ใช่กุศล, ไม่ใช่อกุศล ; แต่ว่า เป็นไปเพื่อจะระงับเสียให้หมดทั้งบุญ ทั้งบาป ทั้งกุศล ทั้ง อกุศลนั่นเอง. เพราะฉะนั้น กรรมที่สาม ที่ไม่ดำไม่ขาวนี้ ก็ได้แก่กรรมที่ประพฤติกระทำ เพื่อให้ลุถึงนิพาน ; กรรมดำ นำไป ทุคคติ-นรก ; กรรมขาวนำไป สุคติ-สวรรค์ ; กรรม ไม่ดำไม่ขาว นำไปสู่นิพพาน เราจะเห็นได้ว่า กรรมคำกรรมขาวนั้น ทำให้เวียนว่าย อยู่ในวัฏฏสงสาร ขึ้น ๆ ลง ๆ, อยู่ในระหว่าง สุคติ ทุคคติ. ส่วนกรรมคือ อริยมรรค ที่ไม่ดำไม่ขาวนั้น นำให้ขึ้นเหนือ โลก เหนือสังสารวัฏฏ์, เรียกว่าโลกุตตระ อยู่เหนือโลก เรียกว่าวิวัฏฏะ, คือไม่เป็นสังสารวัฏฏ์ ; เป็นนิพพาน หรือ เป็นที่สิ้นสุดแห่งความทุกข์ทั้งปวง.
น.133 ๕๐ เมื่อเป็นดังนี้ เราก็ได้หลักขึ้นมาสั้น ๆ ว่า ; กรรม อะไรก็ตามที่จะให้เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารแล้ว ถือว่าเป็น บาป ; และเมื่อเราไปทำบาปเข้า ก็คือว่าเราทำผิด. ทำผิด ก็ต้องเป็นหนี้, ต้องใช้บาป, ต้องใช้หนี้. ดังนั้นเมื่อเราได้ เสวยสุขในสวรรค์, ได้เสวยทุกข์ในอบายก็ตาม ต้องถือว่า เป็นการใช้หนี้ด้วยกันทั้งนั้น. เราได้ยินชาวบ้านทั่ว ๆ ไป มักจะพูดว่ายอมใช้หนี้ เฉพาะแต่เมื่อมีความทุกข์ ; พอได้ ทุกข์ร้อนอะไรขึ้นมาก็ตัดใจเสียสละ ให้บอกว่า "เอ้า ! ยอม ใช้หนี้ไป " ให้มันหมดกันเสียที ; แต่พอถึงคราวที่ได้รับ ความสุขสนุกสนานนั้น ไม่เคยคิดว่าเป็นการใช้หนี้ : เพราะว่ายังหลับหูหลับตาอยู่ครึ่งหนึ่งนั้นเอง . ต่อเมื่อลืม หูลืมตามีปัญญาอย่างถูกต้อง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ; เขาจึงจะเห็นว่า เรื่องสุขเรื่องทุกข์นี้มันเท่ากัน ; คือ มันเวียนวนอยู่ในวัฏฏสงสาร เวียนว่ายไปในกองทุกข์เสมอ กัน. เพราะฉะนั้น เมื่อเสวยสุขก็ดี เมื่อเสวยทุกข์ก็ดี ล้วน แต่เป็นการใช้หนี้ของบาปที่กระทำไว้แต่ โบราณ ด้วยกันทั้ง นั้น ; ดังนั้นจึงสมกับธรรมภาษิตที่ได้ยกขึ้นไว้เป็นหัวข้อข้างต้น ว่า สเจ ปุพฺเพ กตเหตุ สุขทุกฺขํ นิคจฺฉติ - บุคคลได้เสวยสุข
น.134 ๕๑ และทุกข์เพราะเหตุแห่งกรรมที่กระทำไว้ใน กาลก่อน. โป- ราณกํ กตํ ปาปํ ตเมโส บุญฺจเต อิณํ. ถ้าเป็นอย่างนั้น ให้ถือว่านั่นคือการใช้หนี้แก่บาปที่กระทำไว้แต่ กาลก่อน. หวังว่าทุกคนจะได้กำหนดจดจำไว้ให้ดี เพื่อจะระลึก ได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ว่าทั้งเสวยสุขและทั้งเสวย ทุกข์ ล้วนแต่เป็นการใช้หนี้ ; หมดหนี้เมื่อไร เป็นหมดสุข หมดทุกข์เมื่อนั้น. อย่าได้หลงใหล ไปมั่วเกลียดความทุกข์, ไปมัวรักความสุข เหมือนที่แล้ว ๆ มาอีกต่อไป ; เพราะ นั้นเป็นความหลง . ทั้งความสุขและความทุกข์เป็นสิ่งที่ไม่ ควรหลง, เพราะว่าเป็นเครื่องทรมานเสมอกัน : ถูกจัดว่า เป็นบาปเสมอกัน : ถูกจัดว่าเป็นลูกหนี้ที่ต้องใช้หนี้เสมอกัน. เรามุ่งหมายต่อความไม่เป็นหนี้ มุ่งหมายต่อความหลุด พ้นโดยประการทั้งปวง. เห็นความสุขและความทุกข์สอง อย่างนี้เป็นของสำหรับเด็กเล่น ; สำหรับคนโง่เขลาที่ยึดถือ กันไปเท่านั้น ; และจะได้เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารเพราะ เหตุนั้น. พูดอย่างง่าย ๆ อีกทีหนึ่งก็ว่า ร้องไห้เราก็ไม่ชอบ ; หัวเราะเราก็ไม่ชอบด้วยเหมือนกัน ; เราอยากจะอยู่นิ่ง ๆ อยากจะอยู่ตามปกติ. เราดีใจเราก็เหนื่อยไปอย่างหนึ่ง ; เรา
น.135 ๕๔ อย่างนี้ยังมีลูกศรอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งยังถอนออกไม่ได้, อย่างน้อยก็เป็นลูกศรเกี่ยวกับภพ คือความเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ตามที่ตนชอบใจ เป็นเหมือนกับหมุด หรือตะปู ที่ ตรึงบุคคลนั้นให้ติดแน่นไว้กับภพนั้น ๆ นี้เรียกว่าจม เพราะเหตุฉะนั้นเราจะต้องมองเห็นให้ได้ว่า ผู้ที่ยังมี กิเลสอยู่นั้น ถ้ากิเลสเผาลนเมื่อไร ก็ต้องวิ่งไปเหมือนกับสุนัข ถูกน้ำร้อนราด เมื่อกิเลสยังไม่เผาลน ก็หลงใหลอยู่ในสิ่งนั้นๆ ด้วยความยึดมั่นถือมั่น นี้เรียกว่าหยุดอยู่ หรือจมอยู่เหมือนกับ สัตว์มีสุนัขเป็นต้น มันต้องการจะได้อะไรมันก็เฝ้าอยู่ที่นั่น; เหมือนอย่างที่เรียกว่า โสมเฝ้าทรัพย์, อย่างนี้เรียก ว่า หยุดอยู่. เพราะฉะนั้นกิเลสนี้ ทำให้คนวิ่งไปด้วย ความเดือดร้อนก็ได้: ทำให้คนหยุดจมติดแน่นอยู่ที่นั้น เพราะความยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งนั้น ๆ ก็ได้; และสิ่งนั้น เอง ถึงคราวที่มันจะเผาลนขึ้นมา มันก็เผาลนให้. มันก็ต้อง ดิ้นไป วิ่งไป แล่นไป พอสุดฤทธิ์แล้วมันก็มาหมกมาจม, มา กอดรัดยึดถือ สิ่งเหล่านั้นอยู่อีก; จนกว่าจะเกิดเป็นพิษขึ้นมา อีก ก็แล่นไปพักหนึ่ง; แล้วก็มาหยุด มาจมอยู่ที่นี่อีก. เช่น นี้เรียกว่า เป็นคนที่ยังถอนลูกศรนั้นไม่ได้. การวิ่งไปวิ่งมา
น.136 ๕๕ ทุกทิศทุกทาง หรือแม้แต่ว่าวิ่งออกไป แล้ววิ่งกลับมา; วิ่ง ออกไปแล้ววิ่งกลับมา อย่างนี้ก็เรียกว่า แล่นไปในทิศทั้ง ปวง ด้วยเหมือนกัน. ต่อ เมื่อใดถอนลูกศรคือตัณหา หรือ ความอยากนี้เสียได้ เมื่อนั้นจะไม่แล่น เมื่อนั้นจะไม่ หยุด คือไม่มีวิ่งไป วิ่งมา; ไม่วิ่งไปหาอะไรที่ไหน เพราะ ไม่ต้องการอะไร; ไม่หยุดสยบอยู่ที่ไหน เพราะว่าไม่มีอะไร จะยึดมั่น ถือมั่น อยู่ที่นั่น อย่างนี้มันเลยความเป็นคนไป เสียแล้ว คือมีความรู้ มีความเข้าใจถูกต้อง ว่าไม่มีตัวเรา และไม่มีของเรา. คนชนิดนี้ มันเป็นอย่างไร คนชนิดนี้เป็นคนที่มีกาย กับใจบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสครอบงำ; มันจึงไม่มีความรู้สึกว่า อะไรเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา. ความรู้สึกที่ว่าอะไรเป็น ตัวเรา หรือเป็นของเรานั้นคือกิเลส; ถ้ากิเลสไม่มี ความ รู้สึกว่าตัวเราหรือของเราก็ไม่มี. ทั้งที่เขาก็เป็นคน - คน เหมือนคนทั่วไปเหมือนกัน ในทางกายและทางใจ; ผิดกันอยู่ แต่ตรงที่ว่า มีกิเลส ที่เป็นเหตุให้ยึดมั่น ถือมั่น หรือไม่เท่า นั้น, คนทั่วไปยังเขลาอยู่ พอได้สัมผัสอะไรเข้า ทางตา, ทางหู, ทางจมูก, ทางลิ้น, ทางกาย, ทางใจ, ก็มีความยึดมั่น ถือมั่น.
น.137 ๕๖ ส่วนพระอริยะเจ้านั้น ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น, หรือมีความ ยึดมั่นถือมั่นน้อยจนไม่มีความทุกข์ลำบากเหมือน บุถุชนคน ธรรมดา นี้เรียกว่า จะมองกันในทางหนึ่ง คือโดยรูปร่างก็ เป็นคน คนเราดี ๆ นี่เอง. แต่ว่าในจิตใจนั้นมีอะไรต่างกันอยู่ อยู่มากตรงที่ว่า; พวกหนึ่งมีกิเลสเป็นเหตุให้ยึดมั่น คือความ โง่, ความหลง, ความปราศจากสติ, ปราศจากปัญญา; ส่วน อีกพวกหนึ่งนั้น มีสติปัญญาแจ่มจ้าอยู่ตลอดเวลา; ไม่มีระยะ ที่จะทำให้เกิดความโง่ ความหลง แต่ประการใด. ดังนั้น ราคะหรือตัณหาอันเปรียบเสมือนลูกศร จึงไม่อาจจะเสียบแทง บุคคลชนิดนั้น; เขาจึงไม่แล่นไปในที่ใด ๆ; อุปาทานหรือ อวิชชาของเขาก็ไม่มี. ดังนั้นเขาจึงไม่ได้หยุด, ไม่ได้จม, ไม่ได้สยบ, อยู่ที่ไหน; นี่แหละคือบุคคลที่ไม่ต้องหัวเราะ และไม่ต้องร้องไห้อีกต่อไป. คนธรรมดาได้อย่างใจก็หัวเราะ ไม่ได้อย่างใจก็ร้องไห้; ได้รับสิ่งที่ตนต้องการก็หัวเราะ; ครั้นพลัดพรากจากกันไป ก็ร้องไห้ อย่างนี้เรียกว่ามีลูกศรเสียบอยู่ตลอดเวลา. จง พยายามพิจารณามองให้เห็นลูกศรที่เสียบอยู่ตลอดเวลานี้,แล้ว พยายามดึงออกไปเสียให้ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องวิ่งไป และไม่
น.138 ๕๗ ต้องหมกจมอยู่ในที่ไหนอีกต่อไปดังนี้. เรียกว่าได้รับประ- โยชน์จากพระพุทธศาสนา; ได้รับประโยชน์จากพระธรรมคำ สอน ของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของตน; เป็น ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด หรือถึงที่สุด ที่พระพุทธศาสนาจะ มีให้ได้. ในบรรดาประโยชน์ทั้งหลาย ไม่มีประโยชน์ใดจะสูง จะยิ่งไปกว่าประโยชน์อันนี้, คือประโยชน์ที่ถอนลูกศรออกไป เสียได้นั่นเอง; การที่เราจะมี รูป, เสียง, รส, สัมผัส, มาก มายอย่างไร เป็นของทิพย์ ของสวรรค์อย่างไร; มีเงิน มี เกียรติ์ มีอะไรอย่างไร; ถ้ายังมีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันก็ เป็นลูกศรที่เสียบบุคคลนั้น ให้ต้องร้องไห้และหัวเราะสลับ กันไปไม่มีที่สิ้นสุด. ยิ่งมีเงินมาก ก็ยิ่งจะต้องหัวเราะและร้องไห้บ่อยเข้า; มี ลูกมีหลานมาก ก็ยิ่งจะต้องหัวเราะและร้องไห้บ่อยเข้า; มี เกียรติ์มาก ก็ยิ่งจะต้องหัวเราะและร้องไห้บ่อยเข้า; อย่างนี้ เสมอไป. เพราะว่าไม่สามารถจะควบคุมสิ่งเหล่านั้นได้; มันจึง กลายเป็นลูกศรเสียบแทงเอา. เราไม่มีปัญญาจะช่วยตัวเองได้ ในข้อนี้; แต่เรามีที่พึ่ง นั่นคือพระธรรมหรือศาสนา หรือที่
น.139 ๕๘ เราจะเรียกว่า พระพุทธเจ้า, พระธรรม, พระสงฆ์, หรือเรา จะเรียกอย่างอื่น ๆ ก็ได้อีกมากมาย; แต่โดยใจความแล้วก็ เหมือนกันหมด. คือธรรมะ ที่แท้จริงที่ทำบุคคลให้อยู่เหนือ ความทุกข์ได้; ให้รู้จักประพฤติกระทำชนิดที่จะอยู่เหนือ ความสุข เหนือความทุกข์ กลายเป็นความสงบรำงับ; หรือ ว่างไปจากการเวียนว่าย ว่างไปจากการเกิด การดับ. เป็น คำที่พูดยาก; เพราะไม่มีในคำพูดของมนุษย์ตามธรรมดา; คือคำที่เรียกว่า นิพพาน แปลว่าไม่เสียบแทง; นิ -แปลว่าไม่; พาน -แปลว่า เสียบแทง นิพพานะ-แปลว่าไม่เสียบแทง คือ ไม่มีลูกศรที่เสียบแทงอย่างนั้นก็มี. หรือ พานะ (วานะ) แปล ว่าไป; นิ-แปลว่าไม่เหลือ; ไปไม่เหลืออย่างนี้หมายถึง ไม่มีอะไรตั้งอยู่ในฐานะเป็นของร้อน; คือเป็นความดับ เย็นเป็นปกติ นิพพานเป็นของเย็น และไม่เป็นการเสียบ แทง. มีความหมายหลายอย่างหลายประการ เหลือที่จะเอา มากล่าวให้หมดสิ้นในที่นี้ได้; แต่รวมความแล้วก็คือ หมดหนี้ หมดสินกันที; อยู่เหนือความสุข ความทุกข์แล้ว ก็คืออยู่ เหนือบาป ที่กระทำไว้แต่กาลก่อนโดยประการทั้งปวง. เป็นผู้ ถอนลูกศรออกแล้ว ไม่วิ่งไปและไม่หมกจมอยู่ที่ไหน สมตาม
น.140 ๕๙ พระพุทธภาษิตที่ว่า : เยน สฺเลน โอติณฺโณ ทิสาสพฺพา วิธาวติ คนถูกลูกศรเสียบแล้วก็วิ่งไปในทิศต่าง ๆ. ตเมว สลฺลํ อพฺพุยห น ธาวติ น สีทติ. ถอนลูกศรนั้นนั่นแหละออก เสียให้ได้แล้ว ก็จะไม่วิ่ง และไม่หยุด เพราะไม่มีตัวตนหรือ ของตน ที่จะตั้งอยู่; หรือว่าจะยึดมั่นถือมั่น; หรือว่าจะแล่น ไปในที่ใด เป็นผู้ถึงที่สุดแห่งความทุกข์; ไม่มีความทุกข์ เหลืออีกต่อไป. เรียกว่าถึงจุดหมายปลายทาง เพราะการใช้ หนี้หมด เพราะถอนลูกศรเสียได้; มีนัยดังได้วิสัชนามา สมควรแก่เวลา. ธรรมเทศนา สมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการะ ฉะนี้./
น.141 รายนามท่านที่สละทรัพย์ช่วยกิจการเผยแพร่ วิธีการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ ๑. คุณพี่ทองดี คุณพี่สายสวาท อิศรกุล ๑,๐๐๐ บาท ๒. พ.อ. สาลี่ ปาละกุล และครอบครัว ๑,๐๐๐ บาท ๓. คณะแพทย์และพยาบาล ร.พ. ศิริราช ผ่านคุณหมอประพันธ์ อารีย์มิตร ๗๐ บาท ๔. ร.อ. หลวงสรรพทิศวิชัย ๑๑๐ บาท ๕. คุณวีระบูล พงศ์พิพัฒน์ ๘๐ บาท ๖. คุณพรัด โชติพานิช ๒๐๐ บาท ๗. พระครูเหล็ก ฐิตธมฺโม วัดจอมเพ็ชร์เวียง ๑๒๐ บาท ๘. คุณพี่ปรุง สมิตศิริ นำมาจากผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ๑,๕๐๐ บาท ๙. ว.อ. ๑๐๐ บาท ๑๐. ว.ศ. ๑,๐๐๐ บาท ๑ ๑. พ.ต.อ. กระจ่าง มีแสงศรี ๒๐ บาท ๑๒. คุณสุรพงษ์ แซ่ห่าน ๒๐ บาท ๑๓. คุณเมือง อยู่ทรง ๑๐ บาท ๑๔. พระภิกษุ กระจ่าง ประภัสสโร ๑๐ บาท
น.142 กราบเรียน ท่านผู้มีจิตใจที่เสียสละเพื่อเพื่อนร่วมโลกที่เคารพยิ่ง คณะเผยแพร่ ฯ มีจุดประสงค์ที่จะผลิตงานของท่านอาจารย์สวน โมกข์ ไชยา จากเทปออกมาเป็นเล่มหนังสือ โดยเฉพาะในส่วนที่ยัง ไม่เคยมีการพิมพ์เผยแพร่มาก่อนเลย ทุกเล่มมีข้อความที่ชี้ให้ทกชีวิต ได้ทราบวิธีควบคุมกิเลส และกำจัดกิเลสให้สิ้นไป จนเป็นจิตที่อิสระ ไม่มีความเห็นแก่ตัวตามหลักธรรม เมื่อมีจิตอิสระ ปัญหายุ่งยากใน ทางส่วนตัวและส่วนสังคมย่อมหมดสิ้นไป ทั้งนี้ย่อมเป็นที่ตระหนัก แก่จิตใจของท่านอยู่แล้ว. การที่ท่านสละทรัพย์จะด้วยรับหนังสือไป เผยแพร่ต่อไปหรือไม่ ก็ตาม ก็นับว่ามีส่วนอย่างใหญ่หลวงที่ทำให้กิจการดังกล่าวดำเนิน ไปได้ ท่านที่สละทรัพย์ ๕, ๑๐, ๑๐๐, ๒๐๐ เหล่านี้ส่วนใหญ่รับ หนังสือไปช่วยเผยแพร่ นับว่าท่านได้ช่วยให้กิจการเผยแพร่ได้ขยาย วงออกไปได้อีกมาก. คณะเผยแพร่ ฯ จึงขออนุโมทนาและขอขอบพระคุณไว้ในที่นี้ เป็นอย่างสูง ภาพหน้าปกคือภาพหนึ่งจากจำนวนมากมายที่เขียนไว้ ที่ฝาผนังโรงมหรสพทางวิญญาณ ของโมกขพลาราม ไชยา. วิเชียร อินทรคูสิน วิโรจน์ ศิริอัฐ ในนามคณะผู้จัดทำเอกสารชุดมองด้านใน คณะเผยแพร่วิธีการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ พระนคร โทร. ๒๓๕๔๙
น.143 โปรดถามตนเองว่า เ กิ ด ม า ทำ ไม ? - เกิดมาเพื่อช่วยกันทำโลกให้สงบเย็นน่าอยู่. - โดยทุกท่านต้องสละความเห็นแก่ตัวออกไป อยู่เสมอ จนจิตอิสระและสูงอย่างมนุษย์. - ผลคือพัฒนาสังคมและตนเองให้ก้าวหน้าไปสู่จุดหมาย สูงสุด มิฉะนั้นจะเสียชาติเกิด และสร้างความยุ่งยาก ให้แก่สังคม และตนเองโดยไม่รู้สึกตัว เพราะ หากเกิดมาเพื่อตัวคนเดียว ทำให้เห็นแก่ตัว มีการบูชาเงิน-วัตถุ และกิน, กาม, เกียรติ แล้วก็แสวงหาสระสมอย่างไม่มีขอบเขต จน เบียดเบียนกันเป็นความเดือดร้อนเสียหาย อย่างมหาศาลไปทั่วโลก อิสระจากอะไร - โดยวิธีใด โ ป ร ด ล อ ง คิ ด ดู ! ว.ศ. พิมพ์ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด การพิมพ์พระนคร ๖๘/๒๐-๒๑ ถนนบุญศิริ พระนคร. โทร. ๒๒๓๓๗ นายบุญธรรม สุนทรวาที ผู้พิมพ์โฆษณา๒๕๑๐
Buddhadasa