Buddhadasa.org
หนังสือเรามา "กิน" เวลากันเถิด › อ่านฉบับเต็ม

📖 เรามา "กิน" เวลากันเถิด

ธรรมเทศนาแสดง ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๑๐ — เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖ (ฉบับ ส.ค.ส. ๒๕๑๑) · วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๑๐

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.4 นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสฯ กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา-ติ ธมฺโม สกุกจฺจํ โสตพฺโพ-ติ ณ บัดนี้จะได้วิสัชนา พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาค เจ้า เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อและวิริยะ ความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าว หน้าในทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่ง ของสัตว์ทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา ธรรมเทศนาในวันนี้ ปรารภการที่ เป็นวันขึ้นปีใหม่ จึงได้ยก หัวข้อนิเขปบท ว่า 'กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพา เนว สหตฺตนา" ซึ่งแปลว่า “ เวลาย่อมกินสรรพสัตว์ กับทั้งตัวมันเอง" ดังนี้เป็นต้น. ข้อนี้หมายความว่า วันเช่นวันนี้เรียกกันว่าวันขึ้นปีใหม่ คำว่าปีใหม่หรือ ปีเก่านี้เกี่ยวกับ เวลา เพราะฉะนั้นเราจึงควรจะศึกษาพิจารณากันถึงเรื่อง ของสิ่งที่เรียกว่า เวลา

น.5 ข้อแรกที่สุดอยากจะขอร้องให้ทุกคน ระลึกนึกไว้ เสมอว่า คำพูดของมนุษย์ คำหนึ่ง ๆ นั้น แต่ละคำย่อมมี เป็น ๒ ความหมาย คือความหมายตามภาษาคนธรรมดานี้ อย่างหนึ่ง, ความหมายตามภาษาของคนผู้รู้ธรรมนั้นอีก อย่างหนึ่ง. ดังนั้นจึงได้เรียกว่าภาษาคนกับภาษาของธรรม ภาษาคนหมายถึงที่คนธรรมดาพูดและเข้าใจและมีความ หมาย, ภาษาธรรมหมายถึงที่ผู้รู้พูดเข้าใจและมีความ หมาย. ดังนั้นจึงต่างกันคือพวกหนึ่งไม่รู้ ยังไม่รู้; พวกหนึ่ง รู้แล้ว; จะพูดเหมือนกันไม่ได้ เหตุฉะนี้แหละจึงต้องมีการ แบ่งความหมายของคำพูดแต่ละคำ ๆ เป็น ๒ ชนิด คือเป็น ภาษาคนชนิดหนึ่ง เป็นภาษาธรรมชนิดหนึ่ง. จะยกตัวอย่าง ให้ฟังง่าย ๆ สำหรับคนที่ยังไม่เคยฟัง ยกตัวอย่างเช่นคำว่า คน. คำว่าคนในภาษาคนธรรม- ดานั้นหมายถึง สัตว์มีรูปร่างอย่างคนก็แล้วกัน; ส่วนคำว่า คนในภาษาธรรมะนั้นเขาหมายถึง คุณธรรม ที่มีอยู่ในบุคคล ต่างหาก. ภาษาคนธรรมดาถ้าเกิดมามีรูปร่างอย่างคนแล้ว,

น.6 ๒ ก็ เรียกว่าคนทั้งนั้น; แต่ภาษาธรรมะนั้นต้องมีคุณสมบัติ อย่างคนจึงจะเรียกว่าคน. บางทีคนทั่วไปก็พูดว่า "คนนี้ไม่ ใช่คน" ก็หมายความว่า คนนั้นไม่มีคุณสมบัติอย่างคนจึงได้ ถูกจัดไว้ว่าไม่ใช่คนทั้งที่เขามีรูปร่างอย่างคน. คำว่าคนอย่าง นี้แหละเป็นภาษาธรรม หมายถึงคุณธรรม หรือจะยกตัวอย่างคำหนึ่ง เช่น คำว่า ว่าง คำว่าว่าง นี้ ในภาษาคนก็หมายถึงไม่มีอะไรเลย; แต่คำว่าว่างในภาษา ธรรมนั้นหมายถึงมีครบหมดทุกอย่าง แต่ไม่มีการยึดถือว่า เป็นตัวเป็นตน. เมื่อไม่มีการยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน ก็เท่า กับว่าง. สิ่งทั้งปวงที่ไม่ถูกยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตนนั้น เรา เรียกว่ามันว่าง. ฉะนั้นโลกนี้ทั้งโลกทั้งสัตว์ทั้งคนทั้งอะไร หมดที่มีอยู่ในโลกนี้ก็เรียกว่าว่าง เพราะไม่มีความเป็นตัวเป็น ตนที่แท้จริง อย่างนี้เรียกว่าว่าง ในภาษาธรรม. นี้เป็นการ เปรียบเทียบให้เห็นว่ามันต่างกันมาก. คำว่าว่างในภาษา คนคือไม่มีอะไรเลย: คำว่าว่างในภาษาธรรม มีหมดทุก อย่าง แต่ไม่มีความรู้สึกว่าตัวตนหรือของตนอย่างนี้เป็น ต้น หรือจะยกตัวอย่างด้วยเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง อบายทั้งสี่ ได้แก่นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย. อบาย

น.7 ๓ ในภาษาคนนั้น จะตกหรือจะถึงก็ต่อเมื่อตายเข้าโลงไปแล้วไป เกิดใหม่ จึงจะถึงอบายเหล่านั้น; ส่วนในภาษาธรรมะนี้ อบายหมายถึงสิ่งที่มีอยู่ในใจของคน; เมื่อใดร้อนใจ เมื่อนั้น เป็นนรก; เมื่อใดโง่ เมื่อนั้นเป็นสัตว์เดรัจฉาน; เมื่อใดหิว กระหายทะเยอทะยาน เมื่อนั้นก็เป็นเปรต; และเมื่อใดขี้- ขลาด เมื่อนั้นก็เป็นอสุรกาย. อบายทั้งสี่มีอยู่แล้วในคน, ในใจของคน ไม่ต้องรอต่อเมื่อตายแล้ว เข้าโลงไปแล้วเกิด ใหม่จึงจะได้จึงจะถึง มันต่างกันอยู่อย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า อะไร ๆ ก็มีอยู่ในคน คือในร่าง กายที่ยาวประมาณ วาหนึ่ง อันมีพร้อมทั้ง สัญญา และใจ นี้ก็หมายความว่า อบายนั้นมีอยู่แล้วในคน. ถ้าใครอยากจะ จะรู้รส ก็ลองประพฤติไปในปากทางของอบายที่เรียกว่า อบายมุข เช่นดื่มน้ำเมา เช่นเล่นการพนัน คบคนชั่วเป็น มิตร เกียจคร้านทำการงาน อะไรอย่างอื่น ลองดู ; นี้เรียก ว่าอบายมุข คือปากทางของอบาย. พอทำอย่างนี้ อย่างใด อย่างหนึ่งเข้า ก็ตกอบายทันที ยกตัวอย่างเช่นไปเล่นการพนันเข้า มันก็ร้อนใจ เป็นไฟสุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อแพ้ ; และเมื่อยังไม่แพ้ มันก็กลัวจะแพ้ ; ความร้อนใจนั้นเป็นนรก สมกับที่เรียกว่า

น.8 ๔ การเล่นการพนันเป็นอบายมุข คือเป็นปากทางแห่งอบาย. ทีนี้คนเล่นการพนันนั้นคือคนโง่ ถ้าคนไม่โง่ก็ไม่ไปคิดรวย ด้วยการพนัน ดังนั้นมันก็เป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่แล้วในขณะ ที่เล่นการพนัน. และคนเล่นการพนันต้องหิวต้องทะเยอทะ- ยานในการที่จะได้เหมือนใจจะขาด เพราะฉะนั้นมันจึงเป็น เปรตอยู่เสร็จแล้วในขณะที่เล่นการพนัน. ทีนี้คนที่เล่นการ พนันย่อมขี้ขลาดในการที่จะเสีย มันก็เป็นอสุรกายอยู่แล้ว. เป็นอันว่าอบายมุข คือการเล่นการพนันนั้น ทำให้ตกอบาย ครบได้ทั้ง ๔ อย่างที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือความร้อนใจ คือความ โง่ คือความหิว กระหาย ทะเยอทะยาน และความขี้ขลาด รวมกันหมด. อบายอย่างนี้ตกที่นี่ เรียกว่าอบายในภาษา ธรรม. และถ้าใครไม่ตกอบายในภาษาธรรมคือไม่ตกอบาย ชนิดนี้แล้ว แม้จะตายเข้าโลงไปแล้วก็ไม่ตกอบายชนิดไหน หมด. เพราะฉะนั้นระวังอย่าตกอบายอย่างภาษาธรรมที่นี่ และเดี๋ยวนี้ แล้วก็จะไม่ตกอบายภาษาคน ที่ว่าจะตกต่อเมื่อ ตายแล้วเป็นต้น ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ถ้ารู้ภาษาธรรมเสียอย่างเดียว แล้ว ภาษาคนก็หมดปัญหาไปด้วย จึงขอให้ท่านทั้งหลาย ทุกคน สนใจในเรื่องภาษาธรรม ซึ่งเป็นภาษาของพระพุทธ

น.9 ๕ เจ้า ให้มีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องกันจงทุกคนเถิด จะเป็นการประหยัดเวลาอย่างยิ่ง คือจะเสียเวลาน้อยที่สุด ในการรู้ธรรมและปฏิบัติธรรม และได้รับผลของการปฏิบัติ ธรรม. นี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ภาษาคนกับภาษา ธรรมนั้นต่างกันอย่างไร ทีนี้ข้อต่อไปที่ว่า คำว่า เวลา ก็มีเป็นภาษาคนและ ภาษาธรรม. คำว่า "เวลา" ในภาษาคนธรรมดาสามัญนั้น เขาก็หมายความว่า เวลาเป็นวินาฑี เป็นนาฑี เป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี ; แล้วก็เอาระยะเวลา อย่างนี้ ไปเที่ยวจับนั่น จับนี่ จับโน่น ว่าสั้นหรือยาว นานหรือไม่ นานอย่างไร จนกระทั่งเกิดความร้อนใจเพราะเวลาขึ้นมาจน ได้ ; นี่เวลาในภาษาคน คือเป็นภาษาคนที่ไม่รู้ธรรม. เพราะ ฉะนั้นเขาจึงถูกเวลาบีบคั้นหรือกินเอา เช่นเข้าใจว่าล่วงไป เดือนหนึ่ง ล่วงไปปีหนึ่ง ก็หมายความว่าเวลากินไปแล้ว เดือนหนึ่งปีหนึ่ง ทำให้คนนั้นใกล้ความตายเข้าไปเดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น. "เวลา" อย่างภาษาคนอย่างนี้ เขา เอาวัตถุภายนอกเป็นหลักเป็นเกณฑ์ เช่นพูดว่า เวลา กลาง- วัน เวลากลางคืน ก็คือเอาดวงอาทิตย์เป็นเกณฑ์ เห็นดวง อาทิตย์ก็เป็นกลางวัน ไม่เห็นดวงอาทิตย์ก็เป็นกลางคืน.

น.10 ๖ ความโง่อาจจะทำให้เข้าใจไปว่ามันต่างกันก็ได้ คือเป็นเวลา กลางวัน และเป็นเวลากลางคืนดังนี้เป็นต้น. ทั้งที่แท้เวลา นั้นไม่ได้ต่างกันจะเป็นกลางวันหรือเป็นกลางคืน มันก็เป็น สักว่าเวลาเท่านั้น. ส่วนที่มันมืดหรือมันสว่างนั้นมันไม่ใช่ เรื่องของเวลา ; มันเป็นเรื่องของดวงอาทิตย์กับโลก ที่ทำ อะไรต่อกันต่างหาก. ส่วนตัวเวลาแท้ ๆ นั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง มันก็ล่วงไปสม่ำเสมอกัน อย่างเดียวกันทั้งกลางวัน และกลาง- คืน ; แต่คนธรรมดาไปสนใจอยู่ที่ดวงอาทิตย์ สว่าง, กลาง- คืนมืด ก็เลยเห็นเวลาต่างกัน ; เลยกำหนดนับเวลาได้ว่าเป็น เวลาเท่านั้น เท่านี้ เพราะเอาพระอาทิตย์เป็นเกณฑ์. แต่ ตามความจริง เวลานั้นเป็นสิ่งที่ไม่เป็นอย่างนั้น ต่อเมื่อ เข้าใจถูกต้อง ในภาษาธรรม ก็จะเห็นได้ว่า ตัวเวลามันเป็น สิ่งที่ไหลไปเรื่อยไม่เป็นขยัก ๆ ไม่เป็นขั้น ๆ ตอน ๆ เหมือน ความรู้สึกของคน ; เป็นแต่กระแสแห่งนามธรรมอันหนึ่งที่ ไหลไปเรื่อย ถ้ารู้จักสังเกต ก็จะสังเกตได้ด้วยตนเอง โดยสังเกต ที่คำว่าอดีต อนาคต ปัจจุบัน. ถ้าพูดอย่างภาษาคนธรรม- ดาแล้วก็มีอดีต มีปัจจุบัน มีอนาคต แน่นอน ; แต่ถ้าพูด อย่างภาษาธรรมะคือของจริงแล้ว หามีไม่ คือไม่มีอดีต

น.11 ๗ อนาคต ปัจจุบัน ; มีแต่กระแสอันใดอันหนึ่ง ซึ่งไหลไป อย่างไม่อาจจะปัน แบ่งเป็นขั้นเป็นตอนได้ ตัวอย่างง่ายๆ ที่จะต้องสังเกตดูให้ดี ; ว่าโดยที่แท้ นั้นเราไม่สามารถจะรู้จัก อดีต หรือปัจจุบัน หรืออนาคต ได้เลย. เราไม่อาจรู้จักสิ่งที่เป็นปัจจุบันได้ ถ้าสิ่งนั้นไม่กลาย เป็นอดีตไปเสียก่อน. เหมือนอย่างว่าเมื่อตาเห็นรูป เช่นเห็น ดอกไม้ดอกหนึ่ง จิตใจต้องรับอารมณ์เสร็จแล้ว ภาพที่เห็น นั้นเป็นอดีตไปแล้ว เราจึงจะรู้ว่าเป็นดอกไม้ดอกหนึ่ง เช่น ดอกกุหลาบดอกหนึ่งเป็นต้น ถ้าไม่เป็นอดีตไปเสียก่อน จิต ใจก็ไม่มีทางจะรู้ว่า มันเป็นอะไร. เพราะเหตุฉะนั้นปัจจุบัน เป็นสิ่งที่เรารู้ไม่ได้ รู้สึกไม่ได้ สัมผัสไม่ได้ เพราะว่าเรา ไม่อาจจะรู้จักสิ่งใดได้โดยที่สิ่งนั้น ไม่เปลี่ยนเป็นอดีตไปเสีย ก่อนนั่นเอง ; ต้องเป็นขณะจิตในอดีตเสียก่อน จึงจะรู้ว่า สิ่งนั้นเป็นอะไร ; เราจึงไม่อาจจะสัมผัสปัจจุบันได้. ส่วนเวลา ที่เรียกว่าอนาคตก็ยังไม่มา ส่วนอดีตก็ล่วงลับไปแล้วเราก็ ไม่ได้รับอะไรเลย แม้แต่ที่เป็นปัจจุบัน. ถ้าใครมองเห็น อย่างนี้ ก็เรียกว่า รู้จักเวลา อย่างถูกต้อง คือเวลาในภาษา ธรรมะ ซึ่งไม่อาจจะแบ่งเป็นวินาฑี นาฑี เดือน ปีอะไรได้ เลย. มันเป็นกระแสอันหนึ่ง ซึ่งคงที่ จนกล่าวได้ว่าไม่มี

น.12 ๘ เบื้องต้น ไม่มีเบื้องปลาย ไม่มีท่ามกลาง. สิ่งที่เรียกว่าเวลา นั้นไม่มีใครรู้ได้ว่าตั้งต้นเมื่อไร มากี่กัปป์กี่กัลปแล้ว จะไป สิ้นสุดเมื่อไรอีกกี่กัปป์กี่กัลป์. แล้วในขณะแห่งปัจจุบันของ มัน เราก็แตะต้องมันไม่ได้ เพราะต้องเป็นอดีตไปเสียก่อน ทุกทีจึงจะรู้สึกขึ้นในใจได้ว่าอะไรเป็นอะไร. เมื่อตาเห็นรูปก็ ดี เมื่อหูฟังเสียงก็ดี เมื่อจมูกได้กลิ่นก็ดี ลิ้นได้รสก็ดี กาย ได้สัมผัสทางผิวหนังก็ดี หรือใจคิดนึกอะไรก็ดี ขณะจิตแห่ง อดีต เท่านั้นที่จะบอกได้ว่าอะไรเป็นอะไร. ขณะเป็นปัจจุบัน นั้นบอกให้ไม่ได้ เพราะเร็วเกินไป เพียงขณะจิตเดียวก็เป็น อดีตเสียแล้ว. ขณะจิตที่กระทบอารมณ์นั้น บอกอะไรไม่ได้ จนกว่าเป็นขณะจิตที่เสวยอารมณ์เสร็จแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่ง นั้นก็เป็นอดีตไปแล้ว ดังนี้เป็นต้น. ทีนี้ท่านลองเปรียบเทียบดูว่า คนไหนโง่หรือคนไหน ฉลาดกว่ากัน คนที่เห็นเวลาเป็นอย่างนี้อย่างนั้น เป็นอดีต เป็นอนาคตปัจจุบัน จนปัญหาเกิดขึ้นนั้น ก็ต้องมีความทุกข์ เป็นธรรมดา. ส่วนพระอรหันต์นั้น ฉลาดจนไม่มีอดีต อนา- คต ปัจจุบัน อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ไม่ถือเอาไว้ที่ ส่วนสุดทั้งสอง และทั้งไม่ถือเอาไว้ที่ตรงกลาง" นั่นคือ ความไม่ยึดถือ ; เป็นบุคคลผู้หลุดพ้นแล้ว ไม่ยึดถือส่วน

น.13 ๙ ทั้งสอง คืออดีตกับอนาคต. ส่วนข้างต้นเรียกว่าอดีต ส่วน ข้างปลายเรียว่าอนาคต นี้ก็ไม่ยึดถือ ; แล้วก็ไม่ยึดถือแม้ กระทั่งส่วนตรงกลางคือ ปัจจุบัน อย่างนี้ก็เรียกว่าไม่มีการ ยึดถืออะไร และเป็นพระอรหันต์ เพราะรู้จักเวลาอย่างถูก ต้องเช่นนี้ แต่คนธรรมดาสามัญทำอย่างนี้ ไม่ได้ ทำไม่เป็น ดังนั้นจึงต้องสอนกันอีกอย่างหนึ่ง อีกแนวหนึ่งให้รู้จักจัดการ เกี่ยวกับเวลา ว่าอย่างไรเป็นอดีต อย่างไรเป็นอนาคต อย่างไรเป็นปัจจุบัน ; แล้วก็ให้จัดการกับปัจจุบันให้ถูกต้อง อย่าไปมัวห่วงเรื่องอดีต อนาคตให้ฟุ้งซ่าน; แต่ให้สนใจ กับปัจจุบัน คือสิ่งที่จะต้องทำเฉพาะหน้าที่นี่เดี๋ยวนี้ ในวันนี้ ให้ถูกต้อง อย่างนี้คนธรรมดาก็บรรเทาความทุกข์ไปได้มาก แต่ถ้าคนธรรมดาสามัญนั้นมองเห็นปัจจุบันที่ลึกขึ้นไปอีก จน กระทั่งไม่มีแล้ว คนธรรมดาสามัญนั้นก็กลายเป็นพระอริยะ เจ้าไป ด้วยเหตุนี้ ทีนี้มันก็เนื่องไปถึงเรื่อง "ความไม่ประมาท" ความไม่ประมาทในภาษาคนนั้นอย่างหนึ่ง ; ความไม่ประมาท ในภาษาธรรมนั้นอย่างหนึ่ง. ความไม่ประมาทในภาษาคนก็ คือว่าอย่าปล่อยให้เวลาล่วงไป จงรีบขยันขันแข็ง ทำสิ่งที่

น.14 ๑๐ เป็นหน้าที่ของตัวให้เสร็จทันเวลา หรือก่อนเวลา อย่างนี้ เรียกว่าไม่ประมาท ; แต่เป็นความไม่ประมาทในภาษาคน. ส่วนใน ภาษาธรรมะที่ว่าไม่ประมาทนั้น คือ อย่าไปโง่ ไป หลง ไปงมงาย ไปยึดมั่นถือมั่นนั่นนี่เข้าว่าเป็นตัวเป็นตน หรือว่าเป็นของๆตน นั่นคือไม่ประมาทในภาษาธรรม. เพราะ ฉะนั้น ที่เรียกว่าไม่ ประมาทในภาษาคน นั่นแหละ กลับ กลาย เป็นความประมาทในภาษาธรรมไปก็ได้ เพราะว่าถ้าสอนกัน ไม่เป็น ก็คือสอนให้คนขยันขันแข็งด้วยความโลภ ด้วยกิเลศ มีความทุกข์ มีความเร่าร้อนเป็นอบาย จนตกนรก ตก อบายอยู่ที่นั่นไปก็ได้ ; นี้มันก็กลายเป็นความประมาทไปเสีย แล้ว ; ทั้งที่บางคนอาจจะพูดว่า นั่นคือความไม่ประมาท. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า “เธอทั้งหลายจงทำความไม่ ประมาทให้ถึงพร้อม" นี้แสดงว่า ทรงยืนยันในความไม่ ประมาทว่าเป็นของสำคัญและจะต้องทำ ทีนี้มันมีปัญหาเหลืออยู่ที่ว่ามันจะต้องทำอย่างไร คน ธรรมดาก็จะต้องรีบทำการทำงาน คือไม่ประมาท ; แต่ถ้า เรื่องธรรมะแท้ ๆ แล้ว ก็คืออย่าเผลอตัวไปโง่ ไปหลงว่า อะไรเป็นตัวกู เป็นของกู เชิดชูเข้ามา นี้จึงจะเรียกว่า ความไม่ประมาท. คนธรรมดาสามัญ จึงควรจะรู้จักความ

น.15 ๑๑ ไม่ประมาทให้ถูกต้อง คือว่า แม้ว่าจะขยันขันแข็ง กระทำ การงานในหน้าที่ของคน ก็อย่าทำด้วยกิเลสเลย จงรู้จักทำ ด้วยจิตที่ ไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือที่เรียกว่าจิตว่างนั่นเอง. ศึกษาให้รู้เรื่องจิตว่าง ให้เพียงพอ รู้จักทำจิตไม่ให้เกิดความ ยึดถือว่าตัวกูว่าของกู แล้วก็มีปัญญารู้ว่า สิ่งใดเป็นสิ่งที่ควร กระทำ ก็กระทำไปก็แล้วกัน. อย่างนี้ก็เรียกว่าคนนั้นประพฤติ ธรรมะอย่างถูกต้อง เป็นความไม่ประมาท ; แล้วก็ขยันขัน แข็ง รีบกระทำสิ่งที่เป็นหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยเร็วได้ เหมือนกัน. ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นภิกษุ สามเณร เป็นบรรพชิต หรือว่าเป็นคฤหัส ฆราวาส ครองเรือน เป็นพ่อค้า ชาวนา ชาวสวน ลูกจ้างกรรมกร หรือเป็นอะไรก็สุดแท้ ล้วนแต่จะ ต้องมีความเข้าใจในเรื่องนี้ให้ถูกต้องเสมอกันหมด คือเรื่อง ความไม่ประมาทนี่เอง. ถ้าเข้าใจผิดแล้ว จะเกิดนรก หรือ อบายขึ้นมาทันที. เช่นจะมีความร้อนใจกลัวไม่ทันเวลามัน ก็ตกนรกแล้ว; ไปโง่อย่างนี้เข้า มันก็ร้อนใจขึ้นมาจริงๆ มัน ก็เป็นสัตว์เดรัจฉานแล้ว ; ไปหิวกระหายไม่ทันแก่เวลานี้มันก็ เป็นเปรตแล้ว ; ถ้ามัวนอนขี้ขลาดอยู่กลัวจะยากจนกลัวจะ ลำบากยากแค้นมันก็เป็นอสุรกายแล้ว เพราะความขลาดนั้น;

น.16 ๑๒ นี้หมายความว่า ถ้าเราทำผิดเรื่องเวลาเท่านั้นเองอบาย ภูมิทั้งสี่ก็ครอบงำเราที่นี่และเดี๋ยวนี้. เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า "เวลา" นี้ ให้ถูกต้อง ทั้งทางโดยภาษาคนและโดยภาษาธรรม. เรา อยู่ในโลกนี้กับผู้อื่น พูดกันด้วยภาษาคน เราก็รู้เรื่องภาษาคน เรื่องเวลานาที ชั่วโมง วันเดือนปี แล้วก็รู้จักทำอะไรให้เสร็จ ทันเวลากะเขาด้วยเหมือนกัน; แต่ว่าต้องไม่เร่าร้อน ต้อง ไม่เป็นอบายภูมิทั้งสี่ขึ้นมา นี่ก็เพราะรู้ว่าเวลานั้นเป็นอย่าง- ไร. เราไม่สนใจเรื่องได้เรื่องเสีย เพราะไม่มีเวลา ; เราสน- ใจแต่ที่จะกระทำด้วยจิตใจที่ปกติ. ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วก็เรียก ว่ารู้จักใช้เวลาในภาษาธรรม. ทีนี้ก็มาถึงผล ที่เกิดขึ้น ต่าง อย่าง ตรงกันข้าม ก็คือว่า ถ้าผู้ใดไม่รู้จักเวลาตามที่เป็นจริง หรือรู้แต่เวลาในภาษาคน แล้ว เวลามันก็จะกัดกินผู้นั้นอย่างพระพุทธภาษิตที่ว่า ; เวลาย่อมกัดกินสรรพสัตว์พร้อมทั้งตัวมันเอง เพราะเขาเป็น คนโง่ ไม่รู้เรื่องเวลา. แต่ถ้าผู้ใดรู้เรื่องเวลาอย่างถูกต้องใน ภาษาธรรม ไม่ยึดมั่นเกี่ยวกับเวลาแล้ว คนผู้นั้นกลับกัดกิน เวลา. พูดสั้น ๆ ก็ว่า สำหรับคนธรรมดานั้นเวลากินคน; สำหรับคนที่รู้ธรรมะนั้น คนกินเวลา. ภาษาธรรมดา คน

น.17 ๑๓ พ่ายแพ้แก่เวลา แต่ภาษาธรรมะนั้นเวลาพ่ายแพ้แก่คน จะเลือกเอาข้างไหน ก็เลือกเอาเองเถิด ความจริงมันมีอยู่ ดังนี้. จะให้เวลากินคนดี หรือว่าจะให้คนกินเวลาดี. ถ้าจะให้คนเป็นผู้กินเวลาแล้ว ก็ต้องศึกษาภาษา ธรรมะ ให้รู้ว่าเวลานั้นเป็นอย่างไร รู้จักความจริงของเวลา จนไม่มีอดีต ปัจจุบัน และอนาคตแล้ว เวลาก็ทำอะไรไม่ได้ เราก็ชนะเวลา เรากินเวลา อยู่เหนือเวลา คือเหนือความ ทุกข์ทั้งปวง และเขาเรียกว่าเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นพระ อริยะเจ้า. ส่วนบุคคลที่ไม่รู้เรื่องเวลาอย่างถูกต้องเช่นนี้ มันมีเวลาไปหมด ยิ่งมีความอยากมากเข้าเท่าไร เวลามันก็ สั้นเข้า ๆ เท่านั้นจนกระทั่งเป็นวินาฑีหรือครึ่งวินาฑี มันก็มี ความกลัวมาก มีความต้องการมาก มีความวิตกกังวลมาก มันก็ยิ่งมีความทุกข์มาก. นี่คือเวลากินคน จนเหลือแต่กระดูก จนหมดกระดูก สิ้นทั้งกระดูก เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า เวลา. ทีนี้เราลองพิจารณากันต่อไปว่า เมื่อสักครู่นี้เราพูด กันว่าวันนี้เป็นวันปีใหม่ หรือขึ้นปีใหม่ ที่ล่วงไปเป็นปีเก่า นี้ก็หมายความว่าเราพูดถึงเวลา. เรื่องปีใหม่ปีเก่านี้ เป็น ภาษาคน ถ้าเป็นภาษาธรรมะแล้ว ไม่มีเก่าไม่มีใหม่.

น.18 ๑๔ สิ่งที่เรียกว่าเก่าหรือใหม่นี้มีได้แต่ในภาษาคน และมีได้แต่ กับคนที่ไม่รู้ธรรม คือเป็นคนธรรมดานั่นเอง เพราะฉะนั้น คำว่าเวลาในภาษาคนมันจึงมีเวลาเก่าเวลาใหม่ เช่น เดือนเก่า เดือนใหม่ ปีเก่าปีใหม่อย่างนี้เป็นต้นแล้วคนก็รีบทำงาน ขยันขันแข็ง ให้ทันแก่เวลา ; แล้วปัญหาก็ไปอยู่ที่ว่า ทำ เป็นหรือไม่เป็น ถ้าทำเป็นก็ไม่เป็นทุกข์นัก ถ้าทำไม่เป็น ก็เป็นทุกข์มาก เพราะฉะนั้นต้องระวังให้ดี ๆ ในการที่จะขึ้น ปีใหม่. ถ้าทำไม่เป็นทำไม่ดีมันจะมีความทุกข์มากกว่าปีเก่า เพราะว่ามันใกล้ความตายเข้าไปอีกหนึ่งปี ความกลัวมันก็จะ มากขึ้น ความวิตกมันก็จะมากขึ้นแล้วปีใหม่มันก็จะมีความ ทุกข์มากกว่าปีเก่า. นี้มันโง่มากขึ้นไม่ใช่ฉลาดมากขึ้น เป็น สิ่งที่ต้องระวังด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจะต้องนึกดูว่า ปีเก่าสั้นไป ปีใหม่ ขึ้นมานี้ มันหมายถึงอะไร ? มันเป็น อดีต ปัจจุบัน อนาคต หรือไม่ ? ถ้ายังเป็น ปัจจุบัน เป็นอดีต เป็นอนาคต มันก็ ต้องเป็นทุกข์. แต่ถ้ารู้เรื่องเวลา ไม่เห็นเป็นอดีต เป็น อนาคต เป็นปัจจุบันเพิ่มขึ้นอีกปีหนึ่งแล้ว มันก็หมาย ความว่า ใกล้ต่อพระนิพพานเข้าไปทุกที ๆ หรือทุกปีอีก ด้วยเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นถ้าเวลาปีใหม่ขึ้นมา เราก็

น.19 ๑๕ พิจารณาโดยลักษณะเดียวกันที่ว่า ไม่มีเก่าไม่มีใหม่ มีแต่ เวลาที่ล่วงไป ถ้าเราไปยึดถือมากมันก็สั้นเข้า ถ้าไม่ค่อยยึด ถือมันก็ยาวออกไป ถ้าเราไม่ยึดถือเลยมันก็ว่าง. ถ้าว่างอย่าง นี้มันก็ ไม่มีความทุกข์. เพราะฉะนั้น ปีใหม่นี้ควรรู้จักทำจิตใจให้ว่างกว่า ปีเก่า. ถ้าปีที่แล้วมามันวุ่นวายเพราะความโลภความโกรธ ความหลง เท่าไหร่ ; ปีใหม่นี้มันต้องน้อยลงไป มันจึงจะ เรียกว่าเอาชนะเวลา หรือว่าเราเป็นผู้กินเวลา ไม่ใช่เวลา กินเรา ; หรือว่าเรารู้เวลาในภาษาธรรมะของพระพุทธเจ้า มากขึ้น ท่านต้องสังเกตดูให้ดี ว่าพระพุทธเจ้า บางทีท่านก็พูด ภาษาคน, บางทีท่านก็พูดภาษาธรรม มันเป็นอย่างนี้ด้วยกัน ทุกศาสนาไม่ว่าศาสนาไหน ถ้าท่านพูดกับเด็ก ๆ หรือคนแก่ หัวหงอกที่มีความรู้สึกอย่างเด็ก ๆ ท่านก็พูดภาษาคน ว่ามีอดีต อนาคต ปัจจุบัน จงรีบขยันขันแข็งทำให้ทันกับความตาย อย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าท่านตรัสกับคนที่มีปัญญาอาจจะรู้จัก พระนิพพานได้ ท่านก็พูดว่าไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มี ปัจจุบัน ; ไม่ยึดถือ อดีต อนาคต ปัจจุบันเพราะมันไม่มี ; ทำให้เราไม่อยากอะไร ไม่ต้องการอะไร ไม่อาจจะยึดมั่น

น.20 ๑๖ ถือมั่นสิ่งใดได้. อย่างนี้เรียกว่าพระพุทธเจ้าท่านพูดกับบุคคล นั้นในภาษาธรรมะ เราต้องศึกษาสังเกตจนให้รู้จักตัวเราเอง หรือจิตใจ ของเราเองว่า ความอยากที่เรียกว่าตัณหาก็ดี ความยึดมั่นถือ มั่นที่เรียกว่าอุปาทานเป็นต้น ก็ดีนี้ มันมาจากความเข้า ใจผิดเรื่องเวลา เวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในการที่ทำให้ คนเรา มีความรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้นขึ้นมาได้. แม้ ที่สุดแต่สิ่งที่สวยงามเอร็ดอร่อยไพเราะหอมหวาน นิ่มนวล เหล่านี้ มันก็ขึ้นอยู่กับเวลา เป็นเรื่องละเอียดอยู่สักหน่อย อาจจะเข้าใจได้ยาก เช่นว่าสิ่งนี้จะมีกลิ่นหอม มันก็ต้องหมายความว่าชั่ว ระยะเวลาเท่านั้น. ถ้ามันยืดกว้างออกไป หรือสั้นเข้ามามันก็ เป็นกลิ่นเหม็น หรือเป็นกลิ่นฉุน สิ่งที่เรียกว่ากลิ่นหอมนั้น หมายถึงว่ามันมี ไอละเหย มีปรมาณู ของสิ่งที่เรียกว่ากลิ่น ในปริมาณจำกัด แล้วต้องใช้เวลาเท่านั้นเท่านี้ คือมีความเข้ม ข้นเท่านั้นเท่านี้. ถ้ายืดออกไปได้ มันก็จางไป หรือเป็นกลิ่น ชนิดหนึ่ง ถ้าร่นให้แคบเข้ามามันก็ฉุนจัด. จงสังเกตดูอย่าง ง่าย ๆ ว่า ดอกไม้หรืออะไรก็ตามที่เราเรียกว่ามีกลิ่นหอมนั้น ถ้าเรากระจายให้มันยาวออกไป มันก็จางหายเป็นกลิ่นชนิด

น.21 ๑๗ อื่น. ถ้าเราทำให้มันเข้มงวดข้นเข้ามา มันก็ฉุนจนจมูกทน ไม่ไหว อย่างนี้เป็นต้น ที่แท้มันก็คือสิ่ง ๆ เดียวกัน คือ ปริมาณของอณูในอากาศในแก๊สนั้น ที่มากระทบผิวของจมูก ในปริมาณเท่านั้น ในเวลาเท่านั้นมันจึงจะมีกลิ่นชนิดนั้น ทีนี้เรื่อง ความสวย ความงาม ก็เหมือนกัน มันขึ้น อยู่กับเวลาและการกินเนื้อที่ พอดีจึงจะถือได้ว่าสวย ถ้าทำ ให้ยาวออกไปหรือสั้นเข้ามา มันก็กลายเป็นไม่สวย. ของ อร่อยที่ลิ้นนี้ก็เหมือนกัน มันต้องการเวลาจำกัดเท่านั้น มัน จึงจะรู้สึกว่าอร่อยอย่างนั้น ๆ อย่างที่เรากิน แล้วรู้สึกว่า อร่อย แต่ถ้าเวลามันยืดออกไปมันก็ไม่อร่อยมันจางไป; พอ เวลามันสั้นเข้ามา มันก็เข้มจนอร่อยไม่ไหวอย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นเวลาทำให้เรารู้สึกสวยทางตา ไพเราะทางหู หอมทางจมูก หรือนิ่มนวลทางผิวหนังเป็นต้น. ที่ไพเราะ ทางหูยิ่งเห็นได้ง่ายกว่าเพื่อน: หมายความว่าเสียงๆนี้ ไพเราะ ฟังถูก; แต่ถ้ายืดเสียงนี้ให้ยาวออกไปสองเท่าสามเท่าสี่เท่า มันก็เป็นเสียงอื่นซึ่งฟังไม่ได้ฟังไม่ไหว. อย่างเสียงเปิดประตู เปิดเร็วๆ ก็ดังเสียงอี๊ด เปิดพอประมาณก็ดังแอ๊ด ๆๆๆ เปิด ช้ามากก็ดังออด ๆๆๆๆๆ ดังนี้เป็นต้น เกี่ยวกับเวลา ที่แท้นั้น เป็นของอย่างเดียวกัน สิ่งเดียวกัน ต่างกันแต่เวลา. หรือ

น.22 ๑๘ เสียงของผู้หญิง ผู้ชายที่ไพเราะ ลองไปยืดใหยาวเข้าหรือไป หดให้สั้นเข้ามันก็กลายเป็นเสียงที่ฟังไม่ได้. เสียงผู้ชายนั่น เอง ถ้าย่นเร็วเข้ามาหน่อยเป็นเสียงผู้หญิง; เสียงผู้หญิงนั่น เองยืดยาวไปอีกหน่อยเดียวก็เป็นเสียงผู้ชาย อย่างนี้เป็นต้น. พิสูจน์ ได้ง่าย ด้วยวัตถุ สำหรับ การศึกษา สมัย วิทยาศาสตร์นี้ โดยไม่มีที่สงสัยเลย. ดังนั้นขอให้เข้าใจว่า สิ่งที่ เรียกว่า เวลา นั้นมัน เป็นผี ชนิดหนึ่งที่หลอกหลอนคนอยู่ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ จนเราโง่จนเราหลงจนเราไป อยากเข้า เกิดตัณหาคือความอยากด้วยอำนาจอวิชชา แล้ว ก็ยึดมั่นถือมั่นเป็นอุปทาน ด้วยอำนาจอวิชชา มันจึงได้เป็น ทุกข์อย่างยิ่ง เพราะอำนาจของตัณหาและอุปาทานนั้น ตก นรกที่นี่ เป็นสัตว์เดรัจฉานที่นี่เป็นเปรตที่นี่เป็นอสุรกายที่นี่ ก็เพราะความโง่อย่างนี้ทั้งนั้น คือความโง่ที่ถูกหลอกลวงด้วย เวลาเรียกว่าเวลามันกินเรา ไม่มีอะไรเหลือกระทั่งกระดูก คือฉิบหายหมดนั่นเอง. แต่พอเรารู้เราไม่มีความหลงใหลด้วย ตัณหาและอุปาทานเพราะรู้เท่าทันเวลาอย่างนี้แล้ว จิตใจก็ว่าง จากความอยากและความยึดมั่นถือมั่น ไม่มีความทุกข์เลย; จนกระทั่งว่าไม่มีความตาย, ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มี

น.23 ๑๙ ปัจจุบันแล้วจะตายได้อย่างไร ? จะเกิดได้อย่างไร ? มันจึงไม่ มีทั้งความเกิดและความตาย; เรียกว่าเป็นผู้กินเวลา ฆ่าเวลา ไม่ให้มีเหลืออยู่ได้เลย เป็นพระอรหันต์ ผู้ชนะสิ่งทั้งปวงดังนี้ ขอให้พิจารณาดูให้ดีว่า ปีใหม่ของเรานี้มันโง่มากขึ้น หรือว่าโง่น้อยลง. ถ้าโง่น้อยลงก็เรียกว่าเป็นปีใหม่ได้ สมควร ที่จะเรียกว่าปีใหม่ คือมันดีขึ้น; มันใกล้กับนิพพานเข้าไปทุก ที. แต่ถ้าเข้าใจผิดไปยึดมั่นถือมั่นเรื่องเวลาแล้ว เวลาจะ เป็นฝ่ายตีกลับ มันก็ถอยหลังไปหาความทุกข์ ความตายมาก เข้าทุกที ไม่อยู่เหนือความเกิดความตายไปได้เลย. นี่แหละ จะเรียกว่าประมาทหรือไม่ประมาทมันก็อยู่กันที่ตรงนี้. ถ้าโง่ อยู่โดยรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัวก็ตาม เรียกว่าประมาททั้งนั้น. ถ้า ฉลาด ฉลาดนี้มันต้องเป็นการรู้สึกตัวแน่นอนจะไม่รู้สึกตัวไม่ ได้ ถ้าฉลาดแล้ว ก็เป็นความไม่ประมาทขึ้นมาทันที เป็น สิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนาขึ้นมาทันที สมกับที่พระพุทธ- เจ้าได้ตรัสไว้ว่า เป็นคุณธรรมอันเอก เป็นธรรมะที่รวม แห่งธรรมะทั้งหลาย " เหมือนกับรอยเท้าช้างเป็นที่รวมได้ แห่งรอยเท้าสัตว์ทั้งหลาย ที่รู้ ๆ เห็น ๆ กันอยู่. เมื่อความไม่ประมาทเป็นธรรมะที่รวมแห่งธรรมะทั้ง หลายเป็นธรรมะสำคัญดังนี้แล้ว เราก็จะเห็นได้ว่าเรื่องเวลา

น.24 ๒๐ นี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเท่ากัน เพราะว่ าความประมาทนั้นมันคือ ไปถูกหลอกด้วยเวลา ความไม่ประมาทก็คือไม่ถูกหลอก ด้วยเวลา .เพราะฉะนั้นปีใหม่นี้เราระวังอย่าให้เวลามันหลอก เราเหมือนกับปีเก่า หรือเท่ากับปีเก่าเลย. จงทำให้มันหลอก เราได้น้อยที่สุด หรือหลอกไม่ได้เสียเลยก็จะเป็นการดี. เพราะฉะนั้นก็อย่าอวดดี อย่าสะเพร่า อย่าเพ้อเจ้อฟุ้งซ่าน ไป ตามอำนาจของความโง่ความหลง เพราะถูกเวลาหลอก เอา. จงระมัดระวังสำรวม จงพูดแต่น้อยจงระวังให้มาก จง คิดให้มาก จึงจะเป็นผู้ เอาชนะ เวลาได้ . ถ้าขืนพูดพล่าม ไปไม่มีที่สิ้นสุด แม้จะพูดธรรมะมันก็ยังเป็นคนโง่และเป็นคน ประมาทและถูกเวลากัดกินอยู่นั่นเอง เพราะไม่เข้าใจธรรมะที่ พูด ก็พูดเพ้อเจ้อไปด้วยความอยากจะพูด อยากจะอวด อยากจะได้ชื่อเสียงเพราะการพูดธรรมะ นี้มันก็ถูกเวลาหลอก เอาอย่างเต็มที่แล้ว ในเรื่องเกี่ยวกับชื่อเสียงซึ่งเป็นของ หลอก ๆ. ถ้าเราจะเอาชนะเวลา เราต้องปฏิบัติธรรมะ ไม่ใช่พูดธรรมะ. ปฏิบัติธรรมะก็คือระวังเรื่องเวลาอีกนั่น เอง มีสติสัมปชัญญะ ระวังอย่าให้อะไรมาหลอกเราว่าสวย ว่าหอม ว่างาม ว่านิ่มนวล ว่าอะไรต่าง ๆ ที่เคยหลง; เวลาก็ทำอะไรเราไม่ได้ เพราะเราไม่หลงในสิ่งที่เป็นเหยื่อ

น.25 ๒๑ ของเวลา. เวลาได้ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเหยื่อล่อเป็นเครื่องตก เบ็ดเรา ถ้าเราโง่ไปกินเบ็ดเข้าก็ต้องได้รับความทุกข์. กาล เวลานี้เปรียบเหมือนกับพญามารชนิดหนึ่งเหมือนกัน. ระวัง ให้ดีว่าสิ่งที่เรียกว่าเวลานั้น ที่แท้ก็คือมารหรือพญามารชนิด หนึ่ง มันหลอกให้หลง แล้วมันก็กินเรา. ทีนี้เราจะต้องทำ ในทางตรงกันข้ามหรือตีกลับ คือไม่หลงแล้วกินพญามารเสีย คือกินเวลาเสียดังนี้เป็นต้น. นี่แหละคือ คนที่ขึ้นปีใหม่แล้วโดยสมบูรณ์ ไม่ต้อง พูดถึงปีใหม่ พูดถึงว่าเดือนใหม่ วันใหม่ ชั่วโมงใหม่ นาที ใหม่ กระทั่งวินาทีใหม่ก็ได้ ถ้าท่านเข้าใจสิ่งนี้ แล้วจิตใจได้ เปลี่ยนไปในวินาทีนี้ มันก็เป็นวินาทีใหม่ที่ไม่ซ้ำกับเก่า; เปลี่ยนจากความเป็นคนโง่ไปเป็นคนฉลาด เปลี่ยนจากเป็น คนธรรมดาสามัญไปเป็นพระอริยะเจ้านั่นเอง. ดังนั้นที่เราจะต้องระมัดระวังกันต่อไปก็คือ ศึกษาให้ เข้าใจให้ดีว่า เวลาในภาษาคนนั้นมันอย่างหนึ่ง เวลาในภาษา ธรรมะนั้นมันอย่างหนึ่ง. เวลาในภาษาคนนั้น มันมีสำหรับ กินคนให้คนมีความทุกข์; เวลาในภาษาธรรมะนั้น มันมี สำหรับให้คนรู้ความจริงและคนไม่เป็นทุกข์ เราก็กินเวลา เอาชนะเวลาได้. ผู้ใดไม่มีตัณหาอุปทาน ในรูปเสียงกลิ่นรส

น.26 ๒๒ โผฏฐัพพะธรรมารมณ์แล้ว ผู้นั้นก็ไม่มีอะไรให้เวลากิน เวลา จะกินผู้นั้นไม่ได้ ผู้นั้นไม่มีตัวไม่มีตนให้เวลากิน ผู้นั้นไม่มี อดีต อนาคต ปัจจุบัน สำหรับเอามายึดมั่นถือมั่น หรือทำ ให้เป็นทุกข์ ผู้นั้นก็พ้นจากอบายโดยประการทั้งปวง แล้วก็ ไม่ไปติดอยู่ในกรงที่สวยงาม เช่น สวรรค์ วิมานเป็นต้น แต่ ลุถึงสิ่งสูงสุด คือความว่างอย่างยิ่งที่เรียกว่านิพพาน. ว่าง จากกิเลส ว่างจากความทุกข์ ว่างจากทุก ๆ สิ่ง กระทั่งว่าง จากเวลานั้นเองด้วย เวลาไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้นอีกต่อไป เขาจึงเป็นผู้มีชัยชนะ มีความเป็นอิสระโดยสมบูรณ์. หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะได้พิจารณสิ่งที่เรียกว่าเวลา นี้กันเสียใหม่ ไม่มากก็น้อย; ให้สมกับที่วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ ก็ขึ้นปีใหม่ให้เป็น ให้ถูกให้ต้อง ตามแบบของพระพุทธเจ้า ตามแบบของภาษาธรรมะ แล้วมีชัยชนะเหนือเวลาด้วยกัน จงทุก ๆ คนเถิด. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอว์ ก็มีด้วยประการ ฉะนี้.

น.27 --------------------------------------------------------------------- พิมพ์ที่ ร.พ. อักษรสัมพันธ์ ๑๑๗-๑๑๙/๒ ถนนเฟื่องนคร พระนคร โทร. ๒๙๗๓๒ นายประยูร พศนาคะ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๕๑๑

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต