Buddhadasa.org
หนังสือทำบุญสามแบบ › อ่านฉบับเต็ม

📖 ทำบุญสามแบบ

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกข ๒๙ สิงหาคม ๒๕๐๐ — เอกสารชุดมองด้านใน · วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๐๐

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.5 สิ่งที่เรียกว่า "บุญ" นี้ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญสำหรับ พุทธบริษัททั้งหลาย. แม้ว่าท่านทั้งหลายที่มาประชุมกันที่นี่ ก็มีมูลเหตุเนื่องมาจาก ความต้องการบุญ ; และทุกคนก็พูด ถึงกันแต่เรื่องบุญ มาทำบุญ ไปทำบุญ, เที่ยววิ่งว่อนไปหมด นี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำบุญ, และฝันถึง ระลึกถึงอยู่แต่ เรื่องบุญ ; จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องกระทำให้เป็นบุญกัน ขึ้นมาจริง ๆ จึงเป็นเรื่องที่ควรนำมาพิจารณาอยู่บ่อย ๆ เพื่อให้เป็นบุญยิ่งขึ้น และกว่าจะถึงที่สุด. เพราะเหตุฉะนั้น ท่านผู้ใดต้องการด้วยบุญ จงตั้งใจฟังให้เป็นอย่างดี อย่าฟัง พอเป็นพิธีเหมือนคนโดยมาก คนโดยมากเป็นคนโง่ ไม่รู้ว่าทำบุญนั้นคืออะไร ? ทำอย่างไร? เพื่ออะไร ? แล้วก็ทำบุญโดยสักว่าเหมา ๆ เอา

น.6 ๒ ว่าได้บุญ เขาทำกันอย่างไรก็ทำอย่างนั้นเหมือนเขา แล้วก็ทึก ทักเอาว่าได้บุญ อย่างนี้มีกันอยู่ทั่วไป; เรียกว่าได้บุญตามเขา ว่า ได้บุญอย่างละเมอเพ้อฝันไปเท่านั้นเอง บางทีจะไม่คุ้ม กับบุญด้วยซ้ำไป. เพราะจะเปรียบเทียบกับบุญชนิดนั้น ก็ ได้กับสิ่งที่เป็นเพียงเปลือก กะพี้เท่านั้นเอง. บางคนยังยิ่งไป กว่านั้นเสียอีกคือว่า ต้องการเพียงสักแต่ว่าทำบุญ ก็แล้วกัน ไม่รู้ว่าเอาบุญไปทำอะไร. นี่เป็นคนโง่มาก น่าสงสารที่สุด : คือว่าทำบุญก็แล้วกัน ไม่รู้ว่า เอาบุญนั้นไปทำอะไร. ข้อนี้เปรียบเหมือนกับคนที่เลี้ยงไก่, เป็นคนโง่เลี้ยงไก่, อุตส่าห์เลี้ยงไก่ด้วยความยากลำบาก หมดเปลือง สิ่งของ หมดเปลืองเวลา ; ครั้นไก่โต ไข่ออกมา ก็หารู้ไม่ว่า ไข่นั้นมี ประโยชน์ : ก็ปล่อยให้ไข่นั้นเรี่ยราดอยู่ที่นั้นเอง หาได้เก็บ เอาไม่ปล่อยให้สุนัขกิน, คนอย่างนี้จะโง่เขลาสักเท่าไร ท่าน ทั้งหลายลองคิดดูเถิด, เขาควรถูกเรียกได้สั้น ๆ ว่าเป็นคนที่ เลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน ตัวเองไม่ได้สนใจ เพราะไม่รู้จักว่า ไข่นั้นคืออะไร, นี่เหมือนกันกับทายกทายิกาทั้งหลายที่มัวแต่ ทำบุญ แล้วก็ไม่รู้ว่าบุญนั้นคืออะไร, จะเอาไปทำอะไร ก็

น.7 ๓ หาได้สนใจในส่วนที่เป็นบุญจริง ๆ ไม่, สนใจแต่เรื่องทำ บุญเท่านั้นเหมือนกับคนโง่ สนใจแต่เรื่องเลี้ยงไก่ แต่แล้ว ก็หาได้เอาไข่ไม่. ลองพิจารณาดูเถิดว่า คนชนิดไหน, ทายก ทายิกา พวกไหนที่เป็นคนโง่ เลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน, มันก็คือทายก ทายิกาที่ดีแต่ทำบุญให้ทาน เลี้ยงพระ บำรุงศาสนา แล้วก็ หาได้รับเอาตัวศาสนาไปเรียนรู้ และปฏิบัติไม่, ดีแต่ทำบุญ เลี้ยงพระ ให้ทาน บำรุงศาสนาอย่างเดียว ไม่รู้จักรับเอา ตัวของพระศาสนาไปศึกษาและปฏิบัติ และให้ได้รับประโยชน์ เต็มตามควรแก่การปฏิบัติ; คนชนิดนี้แหละ คือ คนที่ทำบุญ เหมือนกับเลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน, ทำบุญมากมายจนตลอด ชีวิตก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่นั่นเอง ; เพราะว่าจิตใจไม่ได้ดีขึ้น กิเลสไม่ได้เบาบางลง, ไม่รู้ว่า พระพุทธศาสนาคืออะไร, ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร, ไม่รู้ว่าหัวใจของพระ พุทธศาสนานั้นคืออะไร; เพียงแต่จะรู้ ก็ไม่รู้เสียแล้ว แล้วจะปฏิบัติได้อย่างไร ; ก็เลยไม่ได้มรรคผล ประการ ใด, นี้เรียกว่า ทายกทายิกาที่ดีแต่เลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน,

น.8 ๔ ขออภัยที่ต้องใช้คำตรง ๆ โสกโดก อย่างนี้ ; เพราะว่าเป็น การช่วยความจำได้อย่างดี ว่า ทายกทายิกาทั้งหลายจงได้ หยุดการบำเพ็ญบุญ ชนิดที่เหมือนเลี้ยง ไก่ไว้ ไข่ ให้สุนัข กินนั้นเสียทีเถิด จงได้ขยันเลี้ยงไก่ ไปในทางที่ว่า รู้จักถือเอาไข่ จากไก่ เอาไปเป็นประโยชน์แก่ตนให้ได้มากที่สุดเถิด. ขอให้บำรุงศาสนา แล้วได้รับ ประโยชน์จาก ศาสนา: เป็นผู้เรียนรู้ตัวศาสนา, เป็นผู้ปฏิบัติตัวศาสนา, เป็นผู้มีจิตใจที่สะอาด, มีจิตใจที่สว่าง, และมีจิตใจที่ สงบ. ความมีจิตใจสะอาด สว่าง สงบ นี่แหละคือ ตัวแท้ของศาสนา, คือเยื่อเนื้อของศาสนา; เปรียบ เหมือนกับไข่ไก่ที่มีประโยชน์. ส่วนอาการที่สักว่า "เลี้ยง" สักว่า "ทำบุญ" นั้นยังไม่สำเร็จประโยชน์ก่อน; เป็นแต่เพียง ได้บุญเหมา ๆ เอาเท่านั้นเอง, ยังไม่แน่. ถ้าจะให้แน่นอน ต้องรู้จริงว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างไร, อะไรเป็นหัวใจ ของพระพุทธศาสนา, แล้วก็ปฏิบัติ, แล้วก็ได้รับผลของการ ปฏิบัติจริงๆ เช่นรู้ว่าพระพุทธศาสนาสอนเรื่อง "ความไม่

น.9 ๕ ยึดมั่นถือมั่น " ก็สามารถที่จะเอามาปฏิบัติได้ในชีวิตประจำ วันอยู่ทุกเวลานาที; เป็นผู้มีความสุขสบายดีตลอดเวลาเหล่า นั้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาทำการงานหรือเวลาพักผ่อน ล้วนแต่ มีความสุขสงบไปทั้งนั้น; อย่างนี้เรียกว่าผู้ที่เลี้ยงไก่แล้วได้ กินไข่, คือ ผู้ที่บำรุงศาสนาแล้ว ได้รับประโยชน์ จาก ศาสนา, เรียกว่าเป็นผู้ที่ ทำบุญด้วยความรู้จักบุญ. แล้วก็ ได้บุญนั้นมาจริง ๆ. ทีนี้ เพื่อจะให้เข้าใจความข้อนี้ยิ่งขึ้น จะได้วิสัชนา ในคำว่า "บุญ" โดยละเอียดออกไป. คำว่า "บุญ" นี้ แปลว่า เครื่องฟูใจ ก็มี และ แปลว่า เครื่องชำระชะล้างซึ่งบาป ก็มี เราเอาความหมาย สำคัญกันดีกว่า ความหมายที่สำคัญ คือความหมายที่ว่า เครื่องชำระชะล้างซึ่งบาปนั่นเอง. ดังนั้นจึงขอให้ทุกคน จำไว้ว่า "บุญ" มีความหมายชั้นสำคัญสูงสุดว่าเป็นเครื่องชำระ ชะล้างซึ่งบาป; อย่าเอาแต่ว่า เป็นเครื่องฟูใจ อิ่มใจ สบายใจเลย; เพราะว่า อาจจะเป็นเรื่องผิดขึ้นมาโดยไม่ทัน รู้ตัวก็ได้. ถ้าถือเอาว่า บุญเป็นเครื่องชำระชะล้างบาป แล้วไม่มีทางที่จะผิด; หรือจะผิดก็ผิดแต่น้อย ยังมีส่วน

น.10 ๖ ถูกอยู่นั่นเอง ถ้ามุ่งหมายจะให้เป็นเครื่องชำระชะล้าง ซึ่งบาป. เป็นอันว่า เราถือเอาใจความของคำว่า "บุญ" นี้ว่า "เครื่องชำระชะล้างซึ่งบาป”. ทีนี้ จะพิจารณาถึง " บุญ ” นั้นอีกต่อไป ในฐานะ เป็นเครื่องชำระชะล้างบาป. เปรียบเหมือนกับว่า เราใช้น้ำอาบ ล้างตัวเราให้ สะอาด ; บางคนไม่ค่อยจะมีการพิถีพิถันอะไร ; ใช้น้ำ โคลนอาบ เพราะไม่มีน้ำสะอาดจะอาบ, ใช้น้ำโคลนขุ่น ๆ อาบ นี่ก็มีอยู่พวกหนึ่ง. อีกพวกหนึ่งก็ใช้น้ำที่ละลายด้วย น้ำหอม, เครื่องหอมต่าง ๆ อาบ นี้ก็พวกหนึ่ง. อีกพวก หนึ่งเป็นพวกสุดท้ายคือ พวกที่อาบด้วยน้ำสะอาด, ใช้ สบู่และน้ำที่สะอาด. ลองคิดดูเถิดว่า คนหนึ่งอาบน้ำโคลนจะ สะอาดได้สักเท่าไร คนหนึ่งอาบร่ำด้วยน้ำแป้งหอมจะสะอาด ได้สักเท่าไร อีกคนหนึ่งอาบด้วยน้ำที่ใสสะอาด ใช้สบู่ ที่ถูกต้อง แล้วก็จะใสสะอาดได้สักเท่าไร มันต่างกันเป็น ๓ อย่างอย่างนี้. คนที่อาบน้ำโคลน เพราะไม่มีน้ำอื่นจะอาบ; อาบ เสร็จแล้วก็ยังมีโคลนติดอยู่ที่ตัว; แม้แต่จะเอาน้ำโคลนล้าง

น.11 ๗ เท้า เท้าก็ยังเปื้อนโคลนอยู่นั่นเอง. ถ้าอาบด้วยน้ำที่ปน ด้วยเครื่องหอม เมื่ออาบเสร็จแล้วก็มีเยื่อของเครื่องหอมนั่น เองติดอยู่ที่เนื้อที่ตัว. ถ้าอาบด้วยน้ำที่ใสสะอาด ลูบไล้ด้วย สบู่ แล้วล้างด้วยน้ำที่ใสสะอาด ก็ไม่มีอะไรติดอยู่ที่เนื้อที่ตัว เป็นเนื้อตัวที่สะอาด. เราจึงเห็นได้ว่า ในตัวอย่าง ๓ ประ- การนี้ เป็นการล้างหรือการอาบ ที่ไม่เหมือนกัน, จะต้อง ระวังให้ดี ๆ ว่ามันไม่เหมือนกัน. อาบน้ำโคลน เสร็จแล้ว ก็มีโคลนติดตัว! อาบน้ำแป้ง เสร็จแล้วมันก็มีแป้งติดตัว. อาบน้ำที่สะอาด เสร็จแล้วมันก็ไม่มีอะไรติดตัว เมื่อเปรียบการอาบน้ำล้างตัว ด้วยการทำบุญแล้ว การทำบุญก็มี ๓ อย่าง เช่นเดียวกัน : ทำบุญเหมือนกับน้ำ โคลน ก็คือพวกที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาทำบุญให้ทาน, ฆ่าวัว ฆ่าไก่ เลี้ยงสุรายาเมา, ทำการตามประสาคนที่เห็นแก่ปาก แก่ท้องก็เห็นแต่เรื่องกินเป็นใหญ่; แล้วก็ฆ่าสัตว์ทำบุญ หรือ ทำบุญอวดคน ทำแต่เพียงเรื่องให้อวดคน คือทำบุญเอาหน้า เป็นการค้ากำไร. อย่างนี้มันเหมือนกับว่า บุญนี้เหมือนกับ น้ำโคลน คนนั้นจึงได้ผลเหมือนกับอาบน้ำโคลน

น.12 ๘ ทีนี้คนอีกจำพวกหนึ่ง ทำบุญด้วยอุปาทาน ยึดมั่น ถือมั่นในบุญ เมาบุญ เมาสวรรค์วิมานเป็นต้น. ถ้าทำบุญด้วย ความคิดอย่างนั้น ก็เรียกว่า เหมือนกับอาบน้ำด้วยน้ำที่เจือ ด้วยแป้งปูนต่าง ๆ ที่เป็นของหอม อีกพวกหนึ่ง ประเภทที่ ๓ พวกนี้ทำบุญเพื่อจะละ เสียซึ่งความยึดมั่นถือมั่น, ไม่ไปมีความยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดว่า เป็นตัวเราหรือของเรา, ทำเพื่อให้กิเลสหมดไปจากสันดาน ; อย่างนี้เหมือนกับคนอาบน้ำที่สะอาด ; เมื่ออาบด้วยน้ำ ที่สะอาด มันก็เป็นเนื้อเป็นตัวที่สะอาด ; บุญนั้นจึงเป็น บุญที่เหมือนกันกับสบู่หรือน้ำที่สะอาด .. ทบทวนใหม่อีกครั้งหนึ่งว่า บุญชนิดที่หนึ่งเหมือน กับน้ำโคลน. บุญชนิดที่สอง เหมือนกับน้ำแป้งหอม. ส่วน บุญชนิดที่สามนั้น เหมือนกับน้ำที่สะอาด. ใครอาบน้ำ อย่างไหนก็ย่อมจะได้ผลต่างกัน, ไม่เหมือนกันเลย ทั้งที่ เรียกว่า"น้ำ" เหมือนกัน และ "อาบ" เหมือนกัน ; แต่ อาบแล้วได้ผลไม่เหมือนกันเลย ; เพราะคนหนึ่งอาบ น้ำโคลน คนหนึ่งอาบน้ำแป้งหอม คนหนึ่งอาบน้ำที่สะอาด

น.13 ๙ คนหนึ่งทำบุญเหมือนโคลน, คนหนึ่งทำบุญเหมือนแป้งหอม คนหนึ่งทำบุญเหมือนน้ำที่สะอาด, เพราะฉะนั้นบุญนั้นจึงไม่ เหมือนกัน. เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้ดีขึ้น ควรจะระลึกนึกถึง พระพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นไว้เป็นนิเขปข้างต้นนั้นว่า: " เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน, เมื่อเพ่งเห็นภัยในความตาย ; กยิราถ ปุญฺญานิ สุขาวหานิ , ท่านทั้งหลายจงกระทำบุญ อันจะนำสุขมา" ; นี้อย่างหนึ่ง เป็นคำกล่าวของพวกเทวดา. "โลกามิสํ ปชเห สนฺติเปกฺโข ท่านทั้งหลายพึงละเสีย ซึ่งโลกามิส เพ่งหวังต่อสันติเถิด" นี้เป็นคำตรัสของพระ พุทธเจ้า. ขอทบทวนใหม่ว่า พวกเทวดามาเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วทูลว่า ; เขามีความเห็นว่า "ถ้าเห็นภัยอันตรายใน ความตายแล้วให้รีบทำบุญ". พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ถูก, แต่เราไม่ว่าอย่างนั้น". เมื่อเทวดาทูลขอให้พระพุทธเจ้าตรัส ว่าเป็นอย่างไร ; พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า "เมื่อเพ่งเห็น ภัยในความตาย จงรีบละเหยื่อในโลกเสีย แล้วเพ่ง

น.14 ๑๐ หวังสันติเถิด". เทวดาต้องการให้ทำบุญ ; แต่พระพุทธ เจ้าว่า ให้ละเหยื่อในโลกเสีย ; ความข้อนี้มันจะเหมือนกัน หรือจะค้านกันอย่างไร ขอให้ลองพิจารณาดู ถ้าผู้ใดมีสติปัญญาละเอียดละออ รอบคอบ สุขุม พอก็จะเห็นได้ว่า มันไม่ถึงกับค้านกันทีเดียว ; เพราะว่า เทวดานั้นว่า "ให้ทำบุญ" , บุญก็มีถึง ๓ อย่าง : ทำบุญ เหมือนกับน้ำโคลน, ทำบุญเหมือนกับน้ำแป้งหอม, ทำบุญ เหมือนกับน้ำที่สะอาด. ทำบุญเหมือนกับน้ำที่สะอาดนี้ก็เป็น การชำระชะล้างกิเลสอยู่แล้ว ; แต่ว่าพวกเทวดาจะรู้ถึง ข้อนี้หรือหาไม่ ก็ไม่ทราบ ; แต่ก็ได้ใช้คำว่า "บุญ" ซึ่ง เป็นชื่อของสิ่งที่ล้างบาปด้วยเหมือนกัน. ส่วนพระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า "ให้ละเหยื่อในโลกเสีย แล้วเพ่งหาสันติเถิด" นี้ก็หมายความว่า : ทำจิตให้สะอาด อย่าไปเกี่ยวข้องกับ เหยื่อในโลก แล้วอยู่ด้วยความสงบเถิด ; มันก็เป็นบุญ ประเภทที่เหมือนกับน้ำที่สะอาดอยู่แล้วนั่นเอง เพราะว่า บุญประเภทที่เหมือนกับอาบน้ำ ล้างสบู่ด้วยน้ำที่สะอาดนี้ ก็คือ ทำบุญเพื่อละความยึดมั่นถือมั่น นั่นเอง.

น.15 ๑๑ "การทำบุญละความยึดมั่นถือมั่น" นั้นก็มีความ หมายอย่างเดียวกันกับข้อที่ว่า "ละเหยื่อในโลกเสีย เพ่งหาแต่สันติเถิด" ; แต่พระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสเอ่ยถึง คำว่า "บุญ", ไปตรัสเอ่ยถึงว่า "ให้ละเหยื่อในโลก", นี้ก็เพื่อให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กำกวม เพื่อไม่ให้คั้นได้ในคำ ว่า "บุญ" ; ซึ่งมักจะเข้าใจผิด และหลงใหลกันไปในทาง ที่ผิด จนถึงกับทำบุญเหมือนกับน้ำโคลนทางหนึ่ง, อีกทาง หนึ่งก็ทำบุญเหมือนกับน้ำแป้งหอม, ไม่มีใครทำบุญด้วยคิด ว่า เหมือนกับน้ำที่ใสสะอาด ชำระล้างให้สะอาดอย่างเดียว. ทายก ทายิกาทั้งหลายที่เที่ยวแห่กันไป แห่กันมา ทำบุญบ้านนั้น เมืองนี้, วิ่งไปวิ่งมา ขึ้นรถลงเรือ, นี้คิดดูเถิด ว่า ตัวเองทำบุญด้วยความหวังประเภทไหน. ส่วนใหญ่ก็คง จะทำบุญด้วยความหวังว่า จะได้บุญ, มีอุปาทานในบุญ เพื่อได้สวรรค์วิมาน ; แล้วก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ที่ ทำบุญเอาหน้า , อุตส่าห์เที่ยวทำบุญอวดคนถึงเมืองนั้น เมืองนี้ เมืองโน้น, เที่ยวทำบุญเอาหน้า อย่างนี้ก็มีอยู่ไม่ น้อยเหมือนกัน.

น.16 ๑๒ บางคน ถึงกับลงทุนทำบาป, หลอกลวงเอามา เรี่ยไร เอามา, ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เอามาทำบุญ อย่างนี้มันก็เป็นการ ทำบุญเหมือนกับน้ำโคลน ที่ทำไปด้วย เอาหน้า หรือ อวดคน ; หรือ ลงทุนที่เป็นบาป นี้ก็คือทำบุญเหมือนกับ น้ำโคลน. ถ้าทำบุญด้วยใจที่ เชื่อในบุญ ล้วน ๆ, และ ทำบุญไปตามวิธี ที่ถูก, มันก็เหมือนกับทำบุญที่รดด้วย น้ำแป้งหอม ทำให้ชื่นใจได้, แต่ก็ไม่ใช่ความสะอาด แม้ว่าเราจะเอาแป้งหอมมาทาที่เนื้อที่ตัวให้มันหอม มันก็ ไม่ใช่ความสะอาด, มันสกปรกอยู่ที่เยื่อของของหอมนั่นเอง ; แต่มันเป็นของหอม, เป็นเยื่อที่มีกลิ่นหอม, จึงชื่อว่าเป็น ความไม่สะอาดที่มีกลิ่นหอม ใครเคยทำบุญด้วยบริสุทธิ์ใจว่า จะละความยึดมั่นถือ มันว่า “ตัวกู" ว่า " ของกู " ดูจะหายากเต็มที่ เพราะปรากฏ ว่า แม้ที่นั่งกันอยู่ที่นี่ ก็ดูจะไม่มีใครสมัครใจที่จะปิดทอง หลังพระ ; อยากจะบีดทองหน้าพระ อยากจะให้เขาเห็น อยากจะเอาหน้าด้วยกันทั้งนั้น . ถ้าใครปิดทองหลังพระก็ จะหาว่า เขาเป็นคนโง่ ไปปิดตรงที่ใครไม่เห็น ; นี่ก็เพราะ

น.17 ๑๓ ว่า คนเหล่านั้นยึดมั่นในบุญ ไม่ได้ทำบุญเพื่อละความยึดมั่น ถือมั่น, ไปมีความยึดมั่นถือมั่น จึงไม่ยอมปิดทองหลังพระ; ปล่อยให้หลังพระไม่ได้ปิดทองสกปรกอยู่อย่างนั้นเอง ไม่มี ใครเอาใจใส่. บรรดาที่นั่งกันอยู่ที่นี่ ใครบ้าง มีความ สมัครใจ, แน่ใจ ที่จะปิดทองตรงที่หลังพระ แล้วก็ขอ ให้รู้ว่า คนนั้นแหละเป็นคนที่กำลังพยายามจะละความยึดมั่น ถือมันเสีย ; ไม่ต้องการจะเอาหน้า เอาเกียรติอะไร จึง สมัครที่จะปิดทองให้ครบให้ถ้วน ให้บริบูรณ์ ตรงที่เขาไม่บีด กัน ตรงที่หลังพระนั่นเอง. เพราะมีความเข้าใจถูกต้องว่า เรา ไม่ได้ทำบุญเอาหน้า จึงสามารถที่จะปิดทองหลัง พระได้. ด้วยเหตุนี้แหละ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสไว้ ตรง ๆ ว่า "จงละเสียซึ่งเหยื่อในโลก และมุ่งหวังแต่สันติ เถิด" เหยื่อในโลกนี้ คือ ความสวย ความรวย ความ เอร็ดอร่อย ความหรูหรา ความมีเกียรติ ความมีหน้ามีตา นี้ก็คือเหยื่อในโลกนี้ ; หรือว่า ตายแล้วไปเกิดในสวรรค์

น.18 ๑๔ มีวิมาน มีนางฟ้า บำรุงบำเรอ อย่างนี้ก็เป็นเหยื่อในโลก ให้ละเหยื่อชนิดนี้เสีย อย่าไปเห็นเป็นของประเสริฐวิเศษ อะไร , แล้วให้ไปหวังแต่ในสันติ คือความสงบ : คือ มี จิตใจสะอาด สว่าง สงบ นั้นเรียกว่า สันติ ; ให้ไปหวัง ในข้อนั้น ; อย่าได้ไปหวังในเรื่องสวย เรื่องรวย เรื่อง เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทาง ลิ้น ทางกาย ในสวรรค์วิมานอะไร ที่ไหน. ไม่เมาบุญ ไม่เมาสวรรค์แล้ว อย่างนี้เรียกว่า เป็นผู้ละเหยื่อในโลกเสียได้ แล้ว และเป็นผู้หวังแต่ในสันติคือความสงบ ดังที่พระพุทธ เจ้าท่านตรัสไว้อย่างที่ว่า "ถ้าเห็นว่าชีวิตนี้เป็นอันตราย ไม่ เท่าไรก็จะต้องแตกตายลงไปแล้ว ก็ให้รีบละเหยื่อในโลกนี้ เสีย แล้วเพ่งหวังแต่สันติเถิด" ดังนี้ ส่วนพวกเทวดานั้นกล่าวว่า "ให้รีบทำบุญเข้า, ให้ รีบทำบุญเข้า ; เพราะจะนำความสุขมาให้" . ถ้าใครไม่เข้าใจ ในคำพูดเหล่านั้นแล้ว ก็คงจะไปทำบุญชนิดที่เป็นน้ำโคลน เข้าก็ได้, หรือคงจะไปทำบุญชนิดเอาหน้าเอาตามากกว่า ; เพราะว่า ต้องการจะสวย จะรวย จะดี จะเด่น จะไปเกิด

น.19 ๑๕ ในสวรรค์วิมาน. โดยเหตุฉะนี้แหละ จึงได้กล่าวว่า คำว่า "บุญ ๆ" นี้ฟังยาก กำกวม เผลอเข้าเป็นเรื่องที่น่าเวทนา สงสารไปก็มี ; แต่ถ้าพูดว่า "จงละเหยื่อในโลกเสีย แล้ว เพ่งหาสันติเถิด" อย่างนี้ไม่มีทางที่จะผิดได้, ไม่มีทางที่จะ เข้าใจผิดได้. ดังนั้น จึงได้กล่าวให้เป็นที่เข้าใจกันว่า ให้ฟัง ให้ดี ๆ สำหรับคำว่า บุญ, บุญ บุญ นี้ มีทางที่จะผิดได้ ; ส่วนคำว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" นี้ ไม่มีทางที่จะผิดได้ แต่ถ้าเราจะใช้คำว่า "บุญ" กันต่อไป ก็ขอให้เข้าใจไว้เสมอ ว่า บุญนี้อย่างน้อยก็มี ๓ ชนิด, หรือ ๓ ชั้น, ๓ ระดับ บุญที่เหมือนกับน้ำโคลนนี้ก็อย่างหนึ่ง อาบแล้วก็ยังเปื้อน โคลน. บุญที่เหมือนกับน้ำแป้งหอมนี้ก็อย่างหนึ่ง อาบ แล้วตัวก็ยังเปื้อนอยู่ด้วยเครื่องหอมของหอมเหล่านั้น. อีก อย่างหนึ่ง บุญเหมือนกับน้ำที่สะอาด, ใช้สบู่ที่ดีเข้าช่วย แล้วล้างด้วยน้ำที่สะอาด, อย่างนี้อาบแล้วก็ไม่มีอะไรติดอยู่ ที่เนื้อที่ตัว.

น.20 ๑๖ คำว่า "บุญ" เป็นชื่อของ เครื่องล้างบาป. เครื่อง ล้างบาปมีความหมายอยู่เป็น ๓ ขั้นอย่างนี้, จงระวังให้ดี อย่าให้เสียทีที่ได้ เหนื่อยมาก เปลืองมาก และเสียเวลา มาก, แล้วไปได้บุญชนิดน้ำโคลนเข้าก็มี. ได้บุญชนิดที่ทาน้ำ แป้งน้ำปูนน้ำอบสักว่าให้หอม ๆ หลอกคนอื่น หลอกตัวเอง อย่างนี้ก็มี. ควรจะทำบุญชนิดที่ว่า เป็นเครื่องล้างบาปโดย แท้จริง. คือ เหมือนกับอาบน้ำที่สะอาด แล้วชำระชะล้าง ความเข้าใจผิด ความมัวเมา ความหลงใหล เหล่านั้น ออกไปเสียได้ ; นั่นแหละจึงจะเป็นบุญที่ถูกตรงตามความ หมายในพระพุทธศาสนา. ถ้าในพระพุทธศาสนานี้มีคำสอนข้อไหน, ประโยค ไหน, ที่ไหน, ว่า "ให้ทำบุญ" แล้ว ก็จงหมายความว่า ทำบุญ ชนิดที่ล้างบาปได้จริง. อย่าให้เหมือนพวกเทวดาที่พูดว่า ทำบุญ แล้วอะไรก็ยังไม่รู้, อาจจะเป็นเรื่องสวย เรื่องรวย เรื่องหอม เรื่องเย้ายวน เรื่องหลงใหลลุ่มหลงไปก็ได้ ; อย่างนั้นมันเป็นเรื่องของเทวดา ซึ่งมักชอบอย่างนั้น แต่ พุทธบริษัทนั้นต้องการบุญชนิดที่ล้างบาปได้ แล้วบาปคือ กิเลสทั้งหลายก็ทำใจให้เศร้าหมอง ; เพราะฉะนั้นบุญต้อง ให้เป็นเครื่องชำระชะล้างจิตใจอย่าให้เศร้าหมอง.

น.21 ๑๗ ถ้าทำบุญด้วยเอาหน้า มันก็เศร้าหมอง คือเศร้า หมอง ด้วยทิฏฐิ มานะ กิเลส ตัณหา ขึ้นมาอีก. ทำบุญอวดคน อย่างนี้ มันก็มีกิเลสอวดคนนั่นแหละเป็น เครื่องเศร้าหมองเกิดขึ้นมาใหม่. อย่าได้ทำบุญเอาหน้า, อย่าได้ทำบุญอวดคนเลย ; ถ้าถึงกับฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาทำ บุญอย่างนี้ด้วยแล้ว มันก็ยิ่งร้ายกาจลงไปอีก คือจะยิ่งกว่า น้ำโคลน, มันจะกลายเป็นโคลนแท้ ๆ. คนที่อาบโคลน แท้ ๆ นั้นจะสะอาดได้อย่างไร ? ขอให้ลองคิดดู อยู่ เฉย ๆ ยังสะอาดกว่า ; ไปเอาโคลนมาอาบเข้ามันก็สกปรก มากกว่าเดิม. เหมือนกับคนธรรมดาไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต มันก็ยังไม่บาปอะไร ; แต่พออยากจะเอาบุญจะเอาหน้า ขึ้นมา ไปฆ่าวัว ฆ่าควาย ฆ่าหมู ฆ่าไก่ มาทำบุญ อย่างนี้มันก็เท่ากับไปเอาโคลนมาอาบ ; แล้วมันจะสะอาด อย่างไร, มันจะสวยที่ตรงไหน ; มันจะสวย มันจะสะอาดได้ ก็แต่ในระหว่างพวกที่มีความเห็นชนิดนั้นด้วยกัน, คือพวกที่ จะเห็นแต่กิน เห็นแต่ปาก แต่ท้อง แต่ความสนุกสนาน เอร็ดอร่อย ด้วยกันเท่านั้น ที่จะเห็นว่า นี่ดี. ส่วนผู้ที่มีปัญญา พิจารณาแล้วจะเห็นว่า นี้ไม่ไหว นี่ไม่ใช่ทำบุญเลย ; แต่

น.22 ๑๘ เราก็ยังเรียกว่าบุญ คือเป็นบุญปลอม, บุญที่เหมือนกับน้ำ โคลนที่เอามาอาบเข้าแล้วมันก็ยังเปื้อนโคลน. หรือ แม้แต่บุญที่เหมือนกับอาบน้ำหอม อาบแล้ว มันก็ยังมีเยื่อแป้งหอม, เยื่อน้ำหอมติดอยู่ที่เนื้อที่ตัว ; หา ได้สะอาดแท้จริงไม่. ต่อเมื่อทำบุญชนิดที่ว่า ล้างด้วยน้ำ สะอาด, ใช้เครื่องซักฟอกที่ถูกต้อง แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด, มีร่างกายสะอาดแล้ว, จึงจะเรียกว่าบุญ เหมือนกับน้ำที่ใส สะอาดอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า "ธรรมะนี้เหมือน กับน้ำที่ไม่มีตม : ธมฺโม รหโท อกทฺทโม ". ช่วยกันจำไว้ให้ดี ๆ ว่า ธรรมะนั้นเหมือนกับน้ำที่ ไม่มีตม, ธรรมะแท้ ๆ ของพระพุทธเจ้านั้นเหมือนกับน้ำที่ไม่มี โคลน ไม่มีตะกอน ไม่มีเปลือกตม ; เมื่อเอามาอาบเข้ามัน ก็ทำให้ตัวสะอาดได้ ; อาบชนิดนี้แหละจึงจะเป็นการอาบ แท้จริง. ทำบุญชนิดนี้เป็นอันเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าตรัส ว่า "ละเหยื่อในโลกนี้เสีย แล้วเพ่งหาแต่ความสงบเถิด" เดี๋ยวนี้มัวแต่ทำบุญเอาหน้ากันบ้าง, ทำบุญหลอก ลวงเอาเงินเขาบ้างก็มี, อย่างดีก็ทำบุญเพื่อจะผูกพันกันไว้

น.23 ๑๙ เป็นมิตรกันไว้เอาประโยชน์ อย่างนี้ก็มี ; อย่างนี้มัน ยังไม่ใช่บุญอะไร มันเป็นเรื่องลงทุนชนิดหนึ่ง ถ้าเป็น เรื่องทำบุญจริง ๆ แล้ว มันต้องเป็นเรื่องล้างบาป, ต้องเป็น เรื่องบรรเทาเสียซึ่งความยึดมั่นถือมั่น ดังธรรมภาษิตที่ว่า ทานญฺจ ยุทฺธญฺจ สมานมาหุ, การให้ทานกับการรบนี้ เป็นของเสมอกัน. การให้ทานกับการรบพุ่งสงคราม มันเสมอกัน อย่างไร ?. การให้ทานนั้นคือการรบกันกับกิเลส, รบกันกับ ความยึดมั่นถือมั่น. การให้ทานที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เพื่อแลก เอาสวรรค์, ไม่ใช่แลกเอาความสวย ความรวย ; การให้ ทานที่แท้จริงนั้น เป็นการรบพุ่งกับกิเลส, รบกับความ เห็นแก่ตัว รบกับความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู-ของกู, รบ ให้กิเลสเหล่านั้นพ่ายแพ้ไป; นั่นแหละเรียกว่าการให้ทาน. ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า การให้ทานกับการรบนี้เสมอกัน หรือ เป็นสิ่งเดียวกัน อย่างนี้ก็ได้ ; หรือ ถ้าจะพูดให้ยืดเยื้อ ออกไป ก็จะพูดได้เหมือนกันว่า การให้ทานนั้นก็มีข้าศึก. ต้องมีการตระเตรียม , ต้องมีการฝึกฝน , ต้องมีการสะสม อาวุธ, สะสมเครื่องปัจจัยในการรบพุ่ง แล้วจึงจะไปรบกัน.

น.24 ๒๐ การให้ทานนี้ก็เหมือนกัน ต้องมีการตระเตรียมที่ ถูกต้อง จึงจะเป็นการให้ทานที่ดี. เมื่อให้ไปได้เท่าไรมันก็ ชนะเท่านั้น ; เหมือนกับการรบที่ชนะได้เท่าไรก็คือชนะได้ เท่านั้น . ถ้าให้ไม่ดี คือ รบไม่ดี มันก็เป็นการพ่ายแพ้ , คือเป็นการถอยหลังไปเห็นแก่ตัว , เป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง ไป ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือพวกที่ทำบุญเหมือน กับน้ำโคลน , ทำบุญเหมือนกับน้ำแป้งหอม ; ส่วนผู้ที่ทำ บุญให้ทานเหมือนกับการรบโดยแท้จริงนั้น เหมือนกับพวก ที่ทำบุญอาบรดด้วยน้ำที่สะอาด คือชำระล้างร่างกายนี้ให้ สะอาดได้จริง ๆ สรุปรวมความแล้ว ก็ได้ใจความว่า บุญนี้มีอยู่ ๓ อย่าง ; บุญเหมือนกับน้ำโคลน อย่างหนึ่ง, บุญเหมือน กับน้ำแข็งหอม นี้อย่างหนึ่ง, บุญเหมือนกับน้ำที่ใสสะอาด นี้อย่างหนึ่ง , มีความแตกต่างดังที่กล่าวมาแล้วโดยละเอียด นั้น. ท่านผู้ใดต้องการบุญชนิดไหนก็จงทำเอาได้ตามใจ, ไม่มีใครว่า, ไม่มีใครห้าม ที่กล่าวนี้เป็นการบอกกล่าวให้

น.25 ๒๑ รู้ว่า มันมีอยู่อย่างไร , ชนิดไหนควรและไม่ควร ; แต่ ถ้าว่า ใครสมัครใจจะทำบุญชนิดไหน ตามใจชอบของ ตนก็ไม่มีใครห้าม. ใครอยากตกนรกก็ไม่มีใครว่า, ใคร อยากจะไปสวรรค์ก็ไม่มีใครว่า, ใครอยากจะดับไม่เหลือเป็น นิพพานก็ไม่มีใครว่า. จงเลือกเอาเองตามชอบใจ ; อยาก ลงนรกก็ทำบุญชนิดเหมือนน้ำโคลน, อยากไปสวรรค์ก็ทำบุญ เหมือนกับน้ำแป้งหอม, อยากดับไม่เหลือ ก็ทำบุญ เหมือนกับน้ำที่สะอาด, ดับเสียซึ่งความสำคัญมั่นหมาย ว่าตัวกูของกูแล้ว ไม่เกิด โลภะ โทสะ โมหะ ได้อีก ต่อไป, มีความสะอาด สว่าง สงบเย็นจนตลอดชีวิต อย่างนี้ เรียกว่าดับเสียซึ่งตัวกูไม่ให้มีเหลือ, มี อยู่แต่ความ ว่างจากกิเลส, ว่างจากตัวตน เพราะไม่มีอะไรที่จะเป็น ความทุกข์ ทีนี้ เมื่อพูดถึงเรื่อง ความว่าง บางคนอาจจะเข้า ใจผิด เช่นเดียวกับคำว่า บุญ ; เพราะคำว่า "ว่าง" นี้ที่ เป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี. ในครั้งพุทธกาลนั้นก็มีคนสอนเรื่องความ ว่างที่ไม่ใช่อย่างพระพุทธเจ้า, พวกนั้นสอนเป็นมิจฉาทิฏฐิ

น.26 ๒๒ ที่กล่าวว่าไม่มีอะไร, ไม่ต้องนึกต้องคิดอะไร ; อย่างนั้นมัน เป็นความว่างอย่างอันธพาล, เป็นความว่างอย่างมิจฉาทิฏฐิ. การที่มีความว่างชนิดนั้นไม่ใช่เป็นความว่าง. เป็นเพียงความ วุ่นที่มันเข้มงวดกวดขันจนถึงกับไม่กลัวตาย ; หรือถึงกับไม่ คิดอะไร, ไม่เห็นแก่อะไรไปเสียอย่างนั้น. นี้เป็นความว่าง อย่างอันธพาล เป็นความว่างอย่างมิจฉาทิฏฐิ. ส่วนคำว่า สุญญตา หรือ ความว่างตามแบบของ พระพุทธเจ้านั้น มันมีอะไรอยู่ทุกอย่าง แต่ไม่ให้ไปถือ สิ่งเหล่านั้น แม้สิ่งใดสิ่งหนึ่งว่า เป็นตัวตนหรือของตน. กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็ยังมีอยู่ เช่นว่า ถ้าไปทำอย่างนี้เข้า, ผล ก็จะเกิดขึ้นมาอย่างนี้ ; ถ้าไปทำอย่างนั้นเข้า, ผลมันก็จะ เกิดขึ้นอย่างนั้น. เช่น ไปทำอย่างที่เรียกว่า " บาป" เข้า, ผลก็จะเป็นความทุกข์. ไปทำอย่างที่เรียกว่า “ บุญ" เข้า, ผลก็จะเป็นความสุข. แต่ว่า ทั้งความทุกข์และความสุขนั้นก็ ยังไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดมั่นถือมั่น, หรือสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัว เราหรือเป็นของเรา ; อย่างนี้เรียกว่า ความว่างตามแบบ ของพระพุทธเจ้า.

น.27 ๒๓ เรื่อง ความว่าง ก็ดี เรื่อง จิตว่าง ก็ดี มีอยู่เป็น ๒ ความหมาย อย่างนี้ คือ อย่างอันธพาลอย่างหนึ่ง อย่าง สัมมาทิฏฐิอย่างหนึ่ง. เปรียบเหมือนฤทธิ์หรือเดชนี้ ฤทธิ์อย่างอันธพาล ก็มี เหมือนกับพวกยักษ์พวกมารมีฤทธิ์ไว้ทำลายล้างผลาญ ฆ่าฟันกัน. นี้ก็เป็นฤทธิ์อย่างอันธพาล. ฤทธิ์อีกอย่างหนึ่ง เป็นของที่พระพุทธเจ้าท่านใช้ทำปาฏิหาริย์โปรดสัตว์ให้เลื่อม ใส่ในพระพุทธศาสนา, ฤทธิ์อย่างนี้ไม่เป็นอันตรายอะไร เป็นสิ่งที่พอจะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้. ฤทธิ์อย่างอันธพาล นั้นก็มีประโยชน์แก่พวกอันธพาล. ฤทธิ์อย่างบริสุทธิ์ก็มี ประโยชน์แก่พระอริยเจ้า ; หรือแก่การที่จะช่วยเหลือคน ทั้งหลายให้พลอยได้ประโยชน์. เพราะฉะนั้นถ้าใครต้องการ ฤทธิ์, ต้องการจะมีฤทธิ์, จะมากไปด้วยฤทธิ์, ก็ต้องเลือก ให้ถูกฤทธิ์ชนิดที่เป็นประโยชน์ ; เหมือนที่พระพุทธเจ้า ท่านใช้ทำปาฏิหาริย์ สอนคนให้หลุดพ้นจากความทุกข์, อย่าไปหลงเอาฤทธิ์อย่างยักษ์อย่างมารไว้ฆ่าฟันกัน ไว้ล้าง ผลาญกัน อย่างนั้นเลย.

น.28 ๒๔ เรื่อง จิตว่าง นี้ก็เหมือนกัน, เรื่อง ความว่าง นี้ก็เหมือนกัน. ความว่างอย่างอันธพาลนั้นมีไว้สำหรับ เอาเปรียบผู้อื่นโดยประการทั้งปวง, เช่นไม่ทำอะไร ก็เป็นการเอาเปรียบผู้อื่น, หรือไปเอาเปรียบผู้อื่นเข้าก็ไม่ เห็นเป็นบาปอะไร, อย่างนี้ก็เรียกว่า เป็นลัทธิความว่าง ของพวกอันธพาล : เหมาะสำหรับพวกโจรหรือพวกฝ่าย ด้านที่จะเอาไปใช้ตามความคิดเห็นของตัว เพื่อย่ำยีความคิด เห็นของบุคคลอื่นเท่านั้น, แต่ถ้าเป็นเรื่อง ความว่าง หรือจิตว่างของพระพุทธเจ้า แล้ว ก็คือ ใ ห้เป็นอยู่ทุก ลมหายใจเข้าออก ด้วยความไม่สำคัญมั่นหมายสิ่งใด โดยความเป็นตัวตน หรือเป็นของของตน. อย่าให้ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้นมาได้ ; แล้วจึงมีชีวิตอยู่ สำหรับประกอบการงานในสิ่งที่ควรกระทำ, ตามที่ควรกระทำ, เท่าที่ควรกระทำ. ไม่มีความทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น : อย่างนี้เรียกว่าเป็นลัทธิความว่างหรือจิตว่างตาม แบบของพระพุทธเจ้า ; แตกต่างกันอยู่เป็น ๒ อย่าง อย่างนี้. ความว่างหรือจิตว่างอย่างอันธพาลนั้นย่อมดึงไปให้ ทำบาป ความว่างหรือจิตว่างอย่างแบบของพระอริยเจ้า

น.29 ๒๕ นั้นย่อมดึงมาสำหรับให้ทำบุญชั้นสูงสุด, คือบุญเหมือน น้ำสะอาด ที่จะชำระชะล้างเสียซึ่งเหยื่อในโลก ; แล้วเพ่ง หวังแต่สันติ, ไม่เบียดเบียนตน, ไม่เบียดเบียนใคร, ไม่ เบียดเบียนอะไรหมด, จึงทำให้โลกนี้เป็นโลกที่อยู่กันด้วย ความสงบสุข ในเมื่อมั่นคงในหลักของพระพุทธเจ้า คือ ความว่างชนิดที่พระพุทธเจ้าท่านสั่งสอนเป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่มีความยึดมั่นสิ่งใด โดยความเป็นตัวตน หรือของตน แม้เราจะพูดว่ายึดมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้ก็ ไม่ใช่ความยึดมั่น ; เพราะความยึดมั่นนี้ไม่เป็นอุปาทาน มี มูลมาจากวิชชา. ถ้าเรายึดมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้นหมาย ความว่า ยึดมั่นด้วยสติปัญญา; ไม่ได้ยึดมั่นด้วยความโง่ หรืออวิชชา; เพราะฉะนั้นจึงไม่เหมือนกัน. แต่ในภาษา ไทยนี้แม้บางทีจะพูดกัน ว่าเป็นความยึดมั่นถือมั่นเหมือนกัน ฟังดูก็คล้ายกัน ; แต่เราพึงรู้เถิดว่า มันไม่เหมือนกัน ความยึดมั่นถือมั่นที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ละนั้น เป็น ความยึดมั่นถือมั่นของจิตใจ ที่มีมูลมาจากอวิชชา, คือ

น.30 ๒๖ ความโง่ ความหลง ; แต่ถ้าเรามีความตั้งใจ, หรือสำคัญ มั่นหมาย, หรือ ยึดมั่นถือมั่น ก็ตาม ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วย สติปัญญา แล้ว นั่นไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่น ; เป็น เพียงความต้องการที่ถูกต้อง ที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา ; หรือว่าเป็นความพากเพียรบาก บั่นพยายามที่ถูกต้องด้วยสติ ปัญญา ; อย่างนี้ไม่เรียกว่าอุปาทาน ไม่เรียกว่าความยึดมั่น ถือมั่น. สิ่งที่เรียกว่า "อุปาทาน" หรือความยึดมั่นถือมั่น นั้น ต้องมีมูลมาจากอวิชชา, ความโง่เขลาเสมอไป. ส่วนความต้องการ, เช่นต้องการยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ. หรือยึดมั่นหลักธรรมข้อนี้เป็นสรณะ อย่างนี้ไม่ใช่อุปาทาน ; เพราะไม่ได้มาจากอวิชชา, แต่มา จากวิชชา ซึ่งตรงกันข้าม คือมาจากปัญญา ; ดังนั้น จึงกล่าวเสียใหม่ว่า ถ้าเราจะมีความยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดที่จะ เป็นที่พึ่งได้ ก็ต้องทำไปด้วยสติปัญญา : อย่าทำไปด้วย อวิชชา. แล้วก็พึงรู้เสียเถิดว่า นั่นเขาไม่เรียกว่า ความ ยึดมั่นถือมั่น ; แต่ภาษาของเราพูดผิดกันไปเอง เรียกกัน ไปว่าเป็นความยึดมั่นถือมั่น

น.31 ๒๗ ที่นี้ก็มีทางที่จะพิจารณาดูกันต่อไป เช่นว่ายึดมั่น ถือมั่นในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ นี่แหละ บางคนยึดด้วยอวิชชาก็มี ; ขอให้พิจารณาดูให้ดี ๆ ว่า ความยึดมั่นถือมั่นของเราในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้น ยึดมั่นด้วยวิชชา หรือยึดมั่นด้วยอวิชชา. ถ้าเรา มีความรู้ ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หวังจะให้ดับทุกข์ได้ ; แล้วปฏิบัติตาม ; อย่างนี้เรียกว่ายึดมั่นถือมั่นด้วยวิชชาหรือด้วยปัญญา ; หรือ ที่ถูกไม่ควรจะเรียกว่า ความยึดมั่นถือมั่น ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. เร าควรจะเรียกว่า "สรณคมน์ " คือ การถือเอา, หรือการถึง ซึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะต่างหาก ; ไม่เรียกว่า ความยึดมั่นถือมั่น. ถ้าใครไปเรียกว่ายึดมั่นถือมั่น, และยึดมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างนี้ระวังให้ดี ; เผลอนิดเดียว ก็ เป็นความยึดมั่นถือมั่นของอวิชชา ; เพราะว่าเขาไม่รู้ว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร.

น.32 ๒๘ เห็นได้ง่าย ๆ : เช่นไปยึดมั่นในพระเครื่องรางว่า เป็นพระพุทธเจ้า, หรือไปยึดมั่นในผงขี้ดินอะไรอันหนึ่งว่า เป็นพระธรรม, ยึดมั่นเครื่องหมายอย่างใดอย่างหนึ่งว่าเป็น พระสงฆ์, อย่างนี้เรียกว่ายึดมั่นใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยอำนาจอวิชชา. ความยึดมั่นอย่างนี้เรียกว่า อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้ไม่ทำให้ดับทุกข์ได้ ; เป็นความยึดมั่นถือมั่นอย่างเดียวกันกับที่ไปยึดมั่นถือมั่นปัจจัย ภายนอก. ยึดถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์. ภูเขา ต้นไม้ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์, วัตถุศักดิ์สิทธิ์, เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์, ตะกรุดศักดิ์สิทธิ์ ผ้า ประเจียดศักดิ์สิทธิ์. หรืออะไรก็ล้วนแต่ศักดิ์สิทธิ์, นี่เรียกว่า ยึดมั่นถือมั่นด้วยอวิชชา, ถ้าไปยึดมั่นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในลักษณะอย่างนั้นแล้ว ก็เป็นความยึดมั่นถือมั่น ด้วยอวิชชาได้เหมือนกัน อย่าได้ไปเข้าใจว่า ยึดมั่นถือมั่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วจะปลอดภัยไปทีเดียว จะต้องดูให้ดี ๆ เสีย ก่อนว่า ยึดมั่นถือมั่นด้วยอะไรกันแน่ : ต่อเมื่อยึดมั่น ถือมันด้วยสติปัญญา, มีหูตาสว่างไสว, รู้แจ้งประจักษ์ว่า

น.33 ๒๕ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์คืออะไร, แล้วมุ่งหมายที่ จะใช้หลักเกณฑ์อันนั้นให้เป็นประโยชน์ เป็นการทำที่พึ่งแก่ ตนแล้ว นี้เรียกว่าทำไปอย่างถูกต้องตามทำนองของพุทธ บริษัท, คือเป็นผู้ถึงซึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยความเป็นสรณะของตน. ขอให้ทุกคนนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในลักษณะอย่างนี้เถิด. อย่าได้นับถือในลักษณะที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น, เป็นของขลัง เป็นของศักดิ์สิทธิ์ บูชาอ้อนวอน. แม้กระทั่ง พระพุทธรูปก็ยังเอาข้าว ปลา อาหาร มาเซ่นไหว้ ; และ บางทีก็ยังเลือกเฉพาะ อย่างว่าต้องเอาไข่ต้มกับปลาร้าไปเซ่น พระพุทธรูปองค์นั้นองค์นี้ อย่างนี้ก็ยังมี. นี้เป็นผลของความ ยึดมั่นถือมั่นที่มาจากอวิชชาโดยแท้ : มันเหมาะสำหรับคน ที่ยังมีอวิชชาอยู่ และเป็นความยึดมั่นถือมั่นชนิดที่เรียกว่า ไม่เป็นพุทธศาสนาแต่ประการใด. เป็นตรงกันข้ามกับพุทธ ศาสนาด้วยซ้ำไป ; แล้วจะมาเรียกว่า ทำไปในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างนี้ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย.

น.34 ๓๐ นี่แหละ คือความลึกลับซับซ้อนของถ้อยคำ ที่ใช้ พูดจากันอยู่. เช่น คำว่า "บุญ" ก็ดี, คำว่า "ยึดมั่น ถือมั่น " ก็ดี, คำว่า “จิตว่าง ", "ความว่าง" ก็ดี, คำว่า "ฤทธิ์ ", ว่า "ปาฏิหาริย์ " ก็ดี, ย่อมมีความหมาย ซับซ้อนกันอยู่อย่างนี้. เราจะต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพียงพอ ; แล้วรู้ว่า อะไรเป็นสิ่งที่ควรปรารถนา, ซึ่ง ควรจะเข้าใจ, และนำมาประพฤติปฏิบัติ ; ให้เป็นการ ประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้อง. เหมือนกับว่า เรารู้จักเลือกเอา บุญใน ๓ อย่างนั้น ให้ได้บุญที่เหมือนกับน้ำที่สะอาด ที่ชำระ ชะล้างร่างกายให้สะอาดได้จริง, ให้สมกับคำว่าบุญได้จริง. ทำไปด้วยความว่าง, ด้วยความรู้สึกในความว่าง, ในความ มีจิตว่าง, ในความไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด. ให้เข้าใจว่า พระพุทธศาสนานี้ มีคำสอนเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือความว่าง ; มีความว่างนั่นเองเป็นหัวใจด้วย และ เป็นทั้งหมดด้วย. ฟังดูแล้วก็ฟังยาก ; คือว่าความว่างนั่น แหละเป็นทั้งสิ่งเดียวด้วย, เป็นทั้งทุกๆ สิ่งด้วย. สิ่งเดียวก็คือ ว่างทั้งหมด ; ทุกสิ่ง ก็คือ ทุกสิ่งก็ว่างเช่นเดียวกัน.

น.35 ๓๑ เราควรจะได้แยกธรรมะในพระพุทธศาสนานี้ออก เป็นอย่าง ๆ ออกมา ดู เช่น อริยสัจจ์ เรื่องทุกข์ เรื่องสมุทัย เรื่องนิโรธ เรื่องมรรค. ทุกข์ ก็คือความทุกข์. สมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์. นิโรธ คือความดับสนิทของความทุกข์. มรรค คือการ ปฏิบัติเพื่อให้ได้นิโรธนั้น ทุกข์นั้นก็คือตัวธรรมชาติแท้ ๆ ที่เป็นอยู่ตาม ธรรมชาติ. ฟังดูให้ดี . และเข้าใจให้ดี ; ว่า ทุกข์นี้เป็น ธรรมชาติ, เป็นตัวธรรมชาติที่มีอยู่ตามธรรมชาติ จะเป็น ความทุกข์เพราะเกิด แก่ เจ็บ ตาย , หรือความทุกข์ด้วย เจ็บไข้ ปวดหัวตัวร้อน อะไรก็ตาม ; มันเป็นสิ่งที่มีอยู่ตาม ธรรมชาติ , เป็นตัวธรรมชาติ สมุทัย คือ เหตุให้เกิดทุกข์ . ความยึดมั่น , ความ ทะเยอทะยาน , หรือ ตัณหา อุปาทานนี้ เป็นสมุทัย . นี้ เป็นกฎของธรรมชาติ มรรคมีองค์แปด ที่เราปฏิบัติแล้วดับทุกข์ได้นี้ มัน เป็นหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ มนุษย์ต้อง

น.36 ๓๒ มีหน้าที่เดินให้ถูกทาง, ให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ ; จึง เรียกว่า การทำให้ถูกต้องนี้ เป็นหน้าที่ตามธรรมชาติ. ทีนี้ ในที่สุดก็เกิดผลเป็น ทุกขนิโรธ คือ ดับทุกข์ ได้ ขึ้นมา นี้ก็เป็นผลตามธรรมชาติ . ความทุกข์คือตัวธรรมชาติก็ดี, สมุทัยคือกฎธรรม- ชาติ ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์อย่างนั้นอย่างนี้ก็ดี, การปฏิบัติ ตามหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ นี้ก็ดี, และผลที่เกิดขึ้นเป็นความ สุขสงบแท้จริงนี้ก็ดี, ล้วนแต่เป็นธรรมชาติ. ไม่มีส่วนไหน สักส่วนเดียว ที่จะเป็นตัวเรา, หรือเป็นของเราได้เลย. มัน เป็นของธรรมชาติ, มันว่างจากตัวตน จึงได้เรียกว่า ว่าง. มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น ; หรือถึงจะไปยึดมั่นถือ มั่นมัน ก็ไม่ได้ ; ไปยึดมั่นถือมั่นเข้าเมื่อไร มันก็กลับผิด ไปเสียทันที, เป็นความทุกข์ขึ้นมาทันที ; ไปยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้ดังนี้ จึงได้เรียกว่า มันเป็นของว่างจากความที่ควรจะ ยึดมั่นถือมั่น. ทุกข์ก็ว่าง และไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. เหตุให้เกิด ทุกข์ก็ว่าง และไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. ความดับทุกข์ก็ว่าง

น.37 ๓๓ และไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. หนทางให้ถึงความดับทุกข์ก็ว่าง และไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. เหมือนที่พระพุทธองค์ตรัสว่าธรรมะ นี้เหมือนพ่วงแพ, เรือแพสำหรับขี่ข้ามฟาก เท่านั้นเอง ; ไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดมั่นถือมั่นเอาไว้เป็นทรัพย์สมบัติ ; แล้วเที่ยว ทูนหัว เที่ยวแบก เที่ยวพาไป อย่างนี้เป็นต้นเลย. ทุกข์ก็ เป็นธรรมชาติ. สมุทัยก็เป็นธรรมชาติ. นิโรธก็เป็นธรรมชาติ มรรคก็เป็นธรรมชาติ. ฉะนั้นจึงว่าง และไม่ควรยึดมั่นถือ มั่นด้วยกันทั้งนั้น ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่มีอะไรมากไปกว่านี้; สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงไม่มีอะไรมากไปกว่า ๔ อย่างนี้, สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงนั้นจำแนกได้เพียง ๔ อย่างเท่านี้ , คือ เป็นตัว ธรรมชาติอย่างหนึ่ง , เป็นกฎของธรรมชาติอย่างหนึ่ง , เป็น หน้าที่ของธรรมชาติอย่างหนึ่ง , เป็นผลตามธรรมชาติที่จะ พึงได้รับอย่างหนึ่ง , รวมเป็น ๔ อย่างด้วยกัน. ธรรมะทั้ง หลายมีเพียงเท่านี้. ทั้งหมดนี้เป็นของว่างจากตัวตน ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น ; เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ทีเดียวว่า ทุกสิ่งว่าง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น.

น.38 ๓๔ ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นเข้า มันก็เกิดความรู้สึกที่เป็น กิเลส หรือเป็นความทุกข์ขึ้นมา. ตลอดเวลาที่ยังไม่ยึดมั่น ถือมั่น ก็ไม่มีกิเลสหรือความทุกข์เลย. เราต้องมีสติ สัมปชัญญะ ระวังตัวในข้อนี้อยู่เสมอ นั่นแหละ คือหลัก ปฏิบัติ หรือหน้าที่ที่จะต้องประพฤติหรือปฏิบัติ. เมื่อ ปฏิบัติได้สำเร็จตามนี้ ก็ไม่มีความทุกข์; นั่นแหละคือผลที่ จะเกิดมา. เรียกว่าทุกอย่างเป็นธรรมชาติ, เป็นไปตามกฎ ของธรรมชาติ, ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นเป็นของใครได้เลย, ไม่ เป็นของพระพุทธเจ้า, ไม่เป็นของเรา, ไม่เป็นของใคร ; แต่เป็นธรรมชาติ, เป็นของธรรมชาติ เป็นตัวธรรมชาติ, เรามีหน้าที่ที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติเท่านั้น. เราจะไปเอามันมาเป็นของเราก็ไม่ได้ ; เราจะไปบังคับ มันก็ไม่ได้ ; เรามีหน้าที่แต่เพียงจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติเท่านั้น ; แล้วก็ไม่มีความทุกข์ และที่เรียกว่า "เรา" นี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา ที่เรียกว่า "เรา" นี้ก็คือร่างกายและจิตใจ ที่มีความรู้สึกนึกคิด ควบคุมกันไป ในระหว่างกายกับใจ.

น.39 ๓๕ เมื่อกายกับใจไม่ต้องการให้มีความทุกข์ ; กายกับใจก็อย่า ไปทำให้ผิดกฎของธรรมชาติ, ซึ่งตัวมันเองก็เป็นธรรมชาติ อยู่แล้ว. หมายความว่า กายกับใจนี้ก็เป็นตัวธรรมชาติ อยู่แล้ว, และมีกฎธรรมชาติอยู่ในตัวมันแล้ว, และมันต้อง เคลื่อนไหวไป ให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ นั้นคือหน้าที่ ของมัน ; มันจึงไม่มีความทุกข์ตามธรรมชาติ. เรียกว่า ธรรมชาติแท้ ๆ ก็ทำอะไรได้. เป็นทุกข์ได้, เป็นสุขได้, เป็นอะไรได้ตามลำพังธรรมชาติ. นี่แหละคือคำที่ท่านกล่าวว่า “การเดินก็ได้เดินไปแล้ว แต่ตัวผู้เดินไม่มี, ความทุกข์ ก็มีแล้ว แต่ตัวผู้ทุกข์ไม่มี." เรียกว่าไม่มีตัวตนที่จะเป็น ทุกข์ ; มีแต่ธรรมชาติ ; ธรรมชาติจะต้องทำให้เป็นไป อย่างถูกต้องตามกฎของมันเอง มันจึงจะไม่เป็นทุกข์ "เรา" นี้เป็นคำสมมุติ ใช้เรียกกายกับใจนั่นเอง. เราโง่ : นี้ก็หมายความว่า ร่างกายจิตใจกำลังประกอบไปด้วย อวิชชา. เราฉลาดก็หมายความว่า ร่างกายจิตใจกำลังประกอบ ไปด้วยสติสัมปชัญญะ หรือปัญญา. ไม่มีอันไหนเป็นตัวเรา ; มีแต่ร่างกายกับจิตใจที่กำลังประกอบอยู่ด้วย "อะไร" เท่านั้น.

น.40 ๓๖ ครั้นเมื่อมันมีความรู้ดี มีความรู้สึกในตัวมันเองดี ; มันก็ ทำไปได้ในทางที่จะไม่มีความทุกข์. ถ้ามันทำผิดมันก็ต้อง เป็นทุกข์. ฉะนั้นมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ; แต่เราพูดกัน อย่างนั้นไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง : เราก็ต้องพูดว่าเป็นตัวเรา, เดี๋ยวนี้ เรา ทำถูกไม่มีความทุกข์, เดี๋ยวนี้ เรา ทำผิด เ รา มี ความทุกข์, พูดกันอยู่แต่อย่างนี้. ถ้าโง่มากไปกว่านี้ ก็มีอะไรเป็นของเรา, มีเงินมี ทอง มีข้าวมีของเป็นของเรา, มีเกียรติยศเป็นของเรา, มีบุญเป็นของเรา, อะไรก็ล้วนเป็นของเราไปหมด, เรื่อง ก็เป็นไปเพื่อความทุกข์มากขึ้น. แต่ถ้ารู้ว่าอะไร ๆ ก็ไม่ ใช่ของเรา, แม้ที่สุดแต่บุญนี้ก็เป็นของธรรมชาติแล้ว ; จิตนี้ก็ ไม่มีทางที่จะเป็นทุกข์ ได้เลย. นี้เรียกว่าเรารู้จัก ธรรมะเพียงพอ, ถูกตรงตามหัวใจของพระพุทธศาสนา ใน ลักษณะที่เป็นบุญ ชนิดที่จะล้างบาปได้, คือเป็นบุญ ชนิดที่เป็นน้ำใสสะอาด ชำระชะล้างกิเลสได้จริง. เราจงขวนขวายในเรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนา ส่วนนี้กันเถิด อย่าได้เป็นทายก ทายิกาที่มัวแต่เลี้ยงไก่ไว้

น.41 ๓๗ ไข่ให้สุนัขกินเรื่อยๆ จนกระทั่งแตกตายทำลายขันธ์ไปนั้น มันน่าเวทนาสงสารอย่างยิ่ง. สิ่งที่จะต้องพิจารณาดูให้ดี อย่างนี้มีอยู่มากมาย. จงได้พิจารณาดูเรื่อย ๆ ไปว่า เรา กำลังผิดพลาดอยู่ที่ตรงไหน. ที่จริงนั้นธรรมะไม่ใช่เป็น ของยากและอยู่ไกล, ธรรมะมีอยู่ตามธรรมชาติ, ธรรมะ พร้อมที่จะช่วยเหลืออยู่เสมอ ; แต่สิ่งที่เรียกว่า "คน" นั่นแหละมันไม่จริง, มันเป็นคนโกหก หลอกลวงตัวเอง อยู่ตลอดเวลา. ถ้าอาตมาจะพูดว่า ท่านทั้งหลายเป็นคนพูดเท็จต่อ ตัวเองอยู่ตลอดเวลา ; อย่างนี้จะหาว่าพูดถูกหรือพูดผิด ? พูดจริงหรือไม่จริง? ลองคิดดูว่า ทุกคนพูดเท็จต่อตัวเอง อยู่ตลอดเวลา, นี้หมายความว่า รู้อยู่อย่างนั้นแท้ ๆ แล้ว ก็ยังทำลงไปได้ในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ. รู้อยู่ว่าไม่ควรทำ ก็ยัง ทำลงไปได้ในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ; แล้วจะไม่ให้เรียกว่า เป็นคนโกหกต่อตัวเองอยู่ตลอดเวลาอย่างไรได้. เช่น รู้อยู่ว่า ไม่ควรจะโกรธเขาเลย ก็ไปโกรธเขาได้. ไม่ควรจะถือตัว ถือตนเลย ก็ไปถืออยู่ได้. ควรจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ก็ไม่เอื้อ

น.42 ๓๘ เฟื้อเผื่อแผ่. ควรจะให้อภัยก็ไม่ให้อภัย. อย่างนี้เรียกว่าเป็น คนโกหกตัวเองอยู่ตลอดเวลา. เป็นคนพูดเท็จต่อตัวเองอยู่ ตลอดเวลา. คิดดูให้ดีว่า คนไหนบ้างที่ไม่พูดเท็จต่อตัวเองอยู่ ตลอดเวลา คนนั้นนับว่าเป็นผู้ที่น่าเคารพ น่าบูชาเป็น อย่างยิ่ง. ตามธรรมดาจะเห็นว่า พูดเท็จอยู่ตลอดเวลา, คือรู้อยู่ว่า สิ่งนี้ไม่ดีก็ยังทำ ; รู้อยู่ว่าสิ่งนี้ดี ก็หาได้ทำไม่, หาได้พยายามไม่. พ ยายามแก้ตัวให้ตัวเองว่า มีเหตุผล อย่างนั้นอย่างนี้ที่จะไม่ต้องทำ ; "หนักๆ เข้าก็พูดเอา ดื้อ ๆ ว่า ไม่อยากทำขึ้นมาเฉยๆ : แม้จะรู้อยู่ว่าสิ่งนี้เป็น ความดี, แม้จะรู้อยู่ว่า นี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น, รู้อยู่ว่า นี้ควรจะให้อภัย, ไม่ควรจะถือโทษ. นี้ควรจะ ขอโทษ, นี้ควรจะอดโทษ, นี้ก็รู้อยู่ดี ; แต่แล้วก็ไม่ทำ เช่นนั้น. นี้เรียกว่า คนเหล่านี้พูดเท็จต่อตัวเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จะไปโทษธรรมะไม่ได้ ; เมื่อธรรมะ ช่วยไม่ได้ จะไปโทษธรรมะไม่ได้ ; เพราะว่าตัวเองพูด เท็จอยู่ตลอดเวลา.

น.43 ๓๙ ตัวเองพูดเท็จต่อตัวเองอยู่ตลอดเวลา, โกหกตัวเอง อยู่ตลอดเวลา นี่มันคนละอย่างกับไปโกหกผู้อื่น. โกหก ผู้อื่น คือไปเอาประโยชน์ของเขามา, พูดจากับคนอื่นหลอก ลวงเขา ไปเอาประโยชน์ของเขามา, อย่างนี้เรียกว่าพูดเท็จ ต่อคนอื่น ไปเอาประโยชน์ของเขามา. ส่วนคนเหล่านี้พูด เท็จต่อตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่จริงต่อตัวเองอยู่ตลอดเวลา ; มันต่างกัน. ถึงขนาดที่ไปพูดเท็จต่อผู้อื่น เอาประโยชน์ จากผู้อื่นนั้น มันไม่ไหวแน่, เป็นเรื่องเสียหาย, เป็นเรื่อง เลวร้ายเหลือประมาณ ; แต่ข้อที่ว่า พูดเท็จต่อตัวเองกัน อยู่ตลอดเวลา นี้ก็ไม่ใช่เล็กน้อย ; ก็เป็นเพราะเหตุนี้เอง คนเราจึง ก้าวหน้าไปในทางธรรมะไม่ได้ สงวนเอาไว้ แต่เรื่องโลภะ โทสะ โมหะ, สงวน เอาไว้ซึ่งความโกรธ ความอาฆาต ความพยาบาท ความ เย่อหยิ่งจองหอง ความอวดดี ความยึดมั่นถือมั่น ความ อะไรต่าง ๆ อีกมากมาย, ล้วนแต่สงวนเอาไว้ ; ไม่ยอม ปล่อย ไม่ยอมละ ; เพราะเหตุฉะนั้นแหละ มันจึงมิได้ ละ ; เพราะเหตุฉะนั้นแหละ มันจึง ไม่ทำบุญชนิดที่เป็น

น.44 ๔๐ การล้างบาป ; แต่ทำบุญชนิดที่เป็นการพอกพูนบาป เหมือนอาบน้ำโคลน ; หรือ อย่างดีก็อาบน้ำแป้งน้ำปูน, แม้จะหอมก็เลอะเทอะไปหมด ไม่น่าดู ไม่น่านับถือที่ ตรงไหน. แต่ เมื่อใดทำบุญชนิดที่เป็นการอาบน้ำสะอาดล้าง โคลน, คือ อย่าพูดเท็จต่อตัวเองอยู่ตลอดเวลา ; มันก็ จะเป็นของง่ายดายในการที่จะทำบุญจริง, และได้บุญจริง, และล้างบาปได้จริงในพระพุทธศาสนานี้, และเป็นการดับ ทุกข์ได้จริง. เรื่องนี้มันง่ายมาก, คือมันไม่ต้องทำอะไร มากมายที่ไหน ; แต่ถ้าเข้าใจผิดแล้ว ดูว่าเรื่องมันมาก. พูดว่าต้องออกไปจากทุกข์บ้าง, ต้องหนีจากโลกไปหา โลกุตตระบ้าง, นั้นเป็นเรื่องของคนหลับตาพูด. ถ้าว่าโดย ที่แท้แล้ว มันไม่ต้องออกไปที่ไหน, ไม่ต้องหนีไปที่ไหน ไม่ต้องอะไร ; มันมีแต่ ทำที่ตรงนี้และทำให้มันว่างไป, ทำให้มันว่างไปดับไป ไม่มีอะไรเหลือที่ตรงนี้, ให้ความ รู้สึกว่า ตัวกู ของกู ที่ยกหูชูหางใส่คนนั้นคนนี้นั้นดับไป ว่างไปที่ตรงนี้. นั่งอยู่ตรงไหนก็ทำที่ตรงนั้น, ยืนอยู่ที่ตรง

น.45 ๔๑ ไหนก็ทำที่ตรงนั้น, เดินอยู่ที่ตรงไหนก็ทำที่ตรงนั้น, นอน อยู่ที่ตรงไหนก็ทำที่ตรงนั้น ; ไม่ต้องออกไปที่ไหน, ไม่ ต้องหนีไปที่ไหน . ดับตัวกูของกูที่ยกหูชูทางนั้นเสีย คือ ทำให้มันว่างไป ; ความทุกข์ก็ว่างไป, ผู้ทุกข์ก็ว่างไป, นั่นแหละคือการออกจากทุกข์ที่แท้จริง เป็นการดับทุกข์ที่ แท้จริงที่ตรงนั้น ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน. เดี๋ยวนี้มีคนอวดดี พูดไปตามความรู้สึกของตัวว่า, ไปที่นั่น ไปที่นี่, ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้, ออกจากโลกนี้ ไปโลกุตตระ, ออกจากสังสารวัฏฏ์ไปนิพพาน, นั้นเป็น เรื่องของคนพูดเอาเอง. ส่วน พระพุทธเจ้าท่านตรัสไปใน ทำนองที่จะสรุปได้ว่า มันเกิดที่ตรงไหน มันก็ต้องดับ ที่ตรงนั้น, ถ้าความทุกข์เกิดขึ้นที่ตรงนี้ มันก็ต้องดับที่ตรงนี้, ถ้าความทุกข์มันเกิดทางตา มันก็ต้องดับทางตา, ความทุกข์ มันเกิดทางหู มันก็ต้องดับทางหู, เมื่อตัวความทุกข์นั้นมัน เป็นสังสารวัฏฏ์แล้ว ความดับทุกข์ของสังสารวัฏฏ์นั้นเอง มันต้องเป็นนิพพาน, เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า “นิพพาน" ก็ต้องอยู่ตรงสังสารวัฏฏ์ ที่ดับไปนั้น. ไม่ต้องวิ่งไปที่ไหน,

น.46 ๔๒ ไม่ต้องหนีไปที่ไหน, ไม่ต้องออกไปที่ไหน. ที่พูดว่า วิ่งไป หนีไป ออกไป อย่างนั้นอย่างนี้, มันคนโง่ พูดสำหรับ คนโง่ฟัง พูดกันจนตาย กี่กัปป์กี่กัลป์มันก็ไม่รู้เรื่องกันได้, มันจึงเป็นอย่างนี้, และอยู่ในสภาพอย่างนี้. ลักษณะอย่างนี้ ไม่ใช่บุญเลย : ถ้าจะเป็นบุญก็เป็นบุญน้ำโคลน, เป็นบุญ น้ำแป้งน้ำปูนที่เลอะเทอะไปหมด. ไม่เป็นน้ำใสสะอาด ที่ จะชำระชะล้างจิตใจได้ที่ตรงไหน. หวังว่าท่านทายก ทายิกาทั้งหลายคงจะมีความเข้าใจ เพิ่มมากขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับคำว่า "บุญ ". จงรู้จักบุญใน ๓ ลักษณะนี้ ว่าบุญเหมือนน้ำโคลนก็มี, บุญเหมือนน้ำแป้ง หอมก็มี, บุญเหมือนน้ำใสสะอาดก็มี. บุญ ๒ อย่างแรกนั้น ทำไปก็มักเหมือนกับการเลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน. มีแต่บุญ ประเภทสุดท้ายเท่านั้น ที่ทำแล้วจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ จากสาระอันแท้จริงของการเลี้ยงไก่, คือการบำรุงพระศาสนา. ในที่นี้เราเปรียบไก่กับพระศาสนา, เป็นไก่ตัวใหญ่ที่ช่วยกัน เลี้ยงให้มันไข่ออกมา. คนมีปัญญาก็กินไข่นั้น, คนโง่ก็ไม่ได้ กิน เพราะไม่สนใจ. ถ้าโง่มากกว่านั้นก็ไปกินขี้ไก่ หรือไปกิน

น.47 ๔๓ ขนไก่ ซึ่งมีอยู่โดยมาก, คือพวกที่ทำบุญเหมือนน้ำโคลน ทำบุญเหมือนน้ำแป้งหอมนั่นเอง, ไม่ใช่อยู่ที่ไหนเลย. จงระวังให้ดี ; จงทำบุญให้ได้รับประโยชน์ ให้ เป็นประโยชน์, คือให้เป็นประโยชน์อันแท้จริง, เป็นบุญที่ แท้จริง, อย่าได้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธ- ศาสนาเลย. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา, เอวํก็มีด้วยประการฉะนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต