น.55 นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺฺพุทฺธสฺส ฯ ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว วิมุตฺตายตนานิ, ยตฺถ ภิกฺขุโน อปฺปมตฺฺตสฺส อาตาปีโน ปหิตตฺตสฺฺส วิหรโต, อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ วิมุจฺจติ, อปริกฺขีณา อาสวา ปริกฺขย์ คจฺฉนฺฺติ, อนนปฺปตฺตํ วา อนุตฺตรํ โยคกฺเขมํ อนุปาปฺณาตี-ติ, ธมฺโม สฺกฺกจฺจํ โสตพฺโพติ ฯ. ณ บัดนี้จะได้วิสัชนา พระธรรมเทศนาในวิมุตตาย- ตนะสูตรเพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา ความเชื่อ และวิริยะความพากเพียรของท่านทั้งหลายผู้เป็น พุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนา
น.56 ๒ ของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา ข้อความในวิมุตตายตนะสูตรนี้ เป็นข้อความแสดง ให้ทราบถึงเหตุ ๕ ประการ อันจะเป็นทางให้บุคคลหลุด พ้นจากกิเลส และทำอาสวะให้สิ้นไป ให้ได้บรรลุธรรมอัน เกษมจากโยคะ กล่าวคือพระนิพพาน เหตุ ๕ ประการนี้ เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายมักจะไม่ได้ฟังกัน จึงเป็น เรื่องที่ควรนำมาวิสัชนา ข้อความในพระบาลีนั้นมีอยู่ดังต่อ ไปนี้. สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวัน อันเป็นอารามที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวายใกล้พระนคร สาวัตถี ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสให้ภิกษุทั้งหลาย ตั้งใจฟังแล้ว ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย ! เหตุแห่งความพ้นพิเศษจากอาสวะทั้งหลายมีอยู่ ๕ อย่าง อันเป็นเหตุที่ทำให้ภิกษุผู้ไม่ประมาทมีความเพียรเผา กิเลส มีตนส่งไปแล้ว ย่อมทำจิตที่ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส ให้หลุดพ้นจากกิเลสได้ ย่อมทำอาสวะทั้งหลายที่ยังไม่สิ้นไป
น.57 ๓ ให้ถึงความสิ้นไปได้. อนึ่ง ธรรมอันเกษมจากโยคะ ไม่มี ธรรมอื่นยิ่งไปกว่าที่ตนยังไม่ได้ไม่ถึงนั้น ก็จะได้จะถึง. เหตุ แห่งความพ้นพิเศษ ๕ ประการนี้เป็นอย่างไรเล่า? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อพระศาสดาครูอาจารย์ก็ดี หรือเพื่อน สพรหมจารีด้วยกันอันเป็นที่เคารพรูปใดรูปหนึ่งก็ดี ในธรรม วินัยนี้ แสดงธรรมแก่ภิกษุ เมื่อครูอาจารย์หรือเพื่อน สพรหมจารี ซึ่งเป็นที่เคารพรูปใดรูปหนึ่ง แสดงธรรมแก่ ภิกษุนั้น ๆ ด้วยประการใด ภิกษุนั้นก็เป็นผู้รู้แจ้งประจักษ์ ชัดข้ออรรถข้อธรรม ในธรรมนั้นด้วยประการนั้น ปรา- โมทย์ความบันเทิงใจย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้รู้แจ้งชัดซึ่งอรรถและ ธรรม เมื่อปราโมทย์เกิดแล้ว ปีติความอิ่มเอิบย่อมบังเกิด เมื่อมีใจอิ่มเอิบด้วยปีติแล้ว นามกายก็ระงับ เมื่อนามกาย ระงับแล้ว เธอย่อมได้เสวยสุข จิตของภิกษุผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เป็นเหตุให้เกิดความหลุดพ้น ให้มีจิตหลุดพ้นจากกิเลสอันยังไม่หลุดพ้น ทำอาสวะทั้ง หลายที่ยังไม่สิ้นให้สิ้นไป ธรรมอันเป็นที่เกษมจากโยคะ ที่ยัง ไม่ได้ไม่ถึง ก็จะบรรลุ ก็จะได้จะถึง นี้เป็นเหตุแห่งความ พ้นพิเศษข้อที่ ๑.
น.58 หาได้แสดงธรรมแก่ภิกษุนั้นไม่ เพื่อน สพรหมจารีเป็นที่เคารพรูปใดรูปหนึ่ง ก็หาได้แสดงธรรม แก่ภิกษุนั้นไม่ ก็แต่ภิกษุนั้นเองได้แสดงธรรม ตามที่ตน ได้สะดับมาก่อนแล้วอย่างไร ได้เรียนไว้แล้วอย่างไรก็แสดง แก่ชนทั้งหลายเหล่าอื่น โดยพิสตาร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุแสดงธรรมที่ตนได้สะดับแล้ว ที่ตน ได้เรียนแล้วอย่างไร แก่ชนทั้งหลายเหล่าอื่น โดยพิสดารด้วยประการใด ๆ ใน ขณะนั้นภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้รู้แจ้งประจักษ์ชัดในข้ออรรถ ข้อ ธรรม ในธรรมนั้นด้วยประการนั้นๆ ปราโมทย์ความบันเทิง ใจย่อมเกิดขึ้น แก่เธอนั้น เมื่อมีปราโมทย์เกิดแล้วปีติย่อม บังเกิดเมื่อมีปีติเกิดในใจแล้ว นามกายก็ระงับ เมื่อนามกาย ระงับแล้วเธอย่อมได้เสวยสุข จิตของภิกษุผู้มีความสุขย่อม ตั้งมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เป็นเหตุแห่งความพ้น พิเศษที่ ๒ ที่ทำให้ภิกษุผู้ไม่ประมาทนั้นมีจิตหลุดพ้นแล้ว จากกิเลสทั้งหลาย ทำอาสวะทั้งหลายให้สิ้นไปและธรรมอัน เป็นที่เกษมจากโยคะที่ยังไม่เคยได้เคยถึงก็จะได้จะถึง ดู ก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เป็นเหตุแห่งความหลุดพ้นข้อที่ ๒
น.59 มิได้แสดงธรรม และภิกษุนั้นเองก็มี ได้แสดงธรรมตามที่ตนได้สะดับแล้ว เรียนแล้วแต่อย่างไร แก่ชนทั้งหลายเหล่าอื่น หากแต่ภิกษุนั้นได้สาธยายได้ท่อง ได้บ่นธรรมตามที่ตนได้สะดับแล้ว ได้เรียนแล้วอย่างไรโดย พิสดาร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุนั้นสาธยายท่องบ่น ธรรมที่ตนได้สะดับแล้วเรียนแล้วอย่างไร โดยพิสดารด้วย ประการใด ๆ ในขณะนั้นภิกษุนั้นเป็นผู้รู้แจ้งประจักษ์ชัด ข้ออรรถข้อธรรม ในธรรมที่ตนสาธยายแล้ว ท่องบ่นแล้ว ด้วยประการนั้น ๆ เมื่อนั้นปราโมทย์ความบันเทิงใจ ย่อม เกิดขึ้นแก่เธอ เมื่อมีปราโมทย์เกิดแล้ว ปีติย่อมบังเกิด เมื่อมีใจประกอบด้วยปีติแล้ว นามกายก็รำงับ เมื่อนามกาย รำงับแล้ว เธอย่อมได้เสวยสุข จิตของภิกษุผู้มีความสุขย่อม ตั้งมั่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้นี้ก็เป็นเหตุแห่งความหลุด พันของภิกษุนั้นผู้มีความเพียรอันกระทำแล้ว ทำจิตให้หลุด พ้นจากกิเลส ทำอาสวะทั้งหลายให้สิ้นไป ธรรมอันเกษม จากโยคะ ที่ยังไม่ได้ไม่ถึง ก็จักได้จักถึง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เป็นเหตุแห่งความหลุดพ้นข้อที่ ๓.
น.60 ศาสดา ครู อาจารย์ ก็มิได้แสดงธรรม และพระภิกษุนั้น เองก็มิได้แสดงธรรม ภิกษุนั้นก็มิได้สาธยายท่องบ่นธรรม แต่ว่าภิกษุนั้นได้ตริตรองธรรมด้วยจิต พิจารณาด้วยใจซึ่ง ธรรมที่ตนได้สะดับแล้วได้เรียนแล้วอย่างไร ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุนี้ตริตรองด้วยจิตพิจารณาด้วยใจ ซึ่ง ธรรมที่ตนได้สะดับแล้วเรียนแล้วอย่างไรด้วยประการใด ๆ เธอนั้นก็เป็นผู้รู้แจ้งประจักษ์ชัด ซึ่งข้ออรรถข้อธรรมใน ธรรมนั้นด้วยประการนั้น ๆ เมื่อนั้นปราโมทย์ความบันเทิง ย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ เมื่อปราโมทย์เกิดแล้ว ปีตีย่อมเกิด เมื่อปีติเกิดในใจแล้ว นามกายก็รำงับ เมื่อนามกายรำงับ แล้ว เธอย่อมได้เสวยสุข จิตของภิกษุผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น ดู ก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้นย่อมจะมีจิตอันพ้นแล้วจาก กิเลสย่อมจะมีอาสวะสิ้นแล้ว ธรรมเป็นที่เกษมจากโยคะที่ยัง ไม่ได้ไม่ถึงก็ย่อมได้ย่อมถึง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เป็น เหตุแห่งการหลุดพ้นข้อที่ ๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหตุข้ออื่นยังมีอีก คือพระ ศาสดา ครู อาจารย์ ก็ไม่ได้แสดงธรรม ภิกษุนั้นก็ไม่ได้
น.61 ๗ แสดงธรรม ภิกษุนั้นก็ไม่ได้สาธยายธรรมตามที่เรียนแล้ว อย่างไร และภิกษุนั้นก็ไม่ได้ตรึกตรองซึ่งธรรมตามที่ได้ สะดับแล้วเรียนแล้วอย่างไรด้วย หากแต่ว่าภิกษุนั้นได้ทำ สมาธินิมิตให้เกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอารมณ์อันเธอ ถือเอาด้วยดีแล้ว ทำในใจด้วยดีแล้ว ทรงไว้ในใจด้วยดี แล้ว ได้แทงตลอดด้วยดีแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมาธิ นิมิตอันใดอันหนึ่งเป็นอารมณ์ที่ภิกษุนั้นถือเอาด้วยดีแล้ว ทำไว้ในใจด้วยดีแล้ว ทรงจำไว้ด้วยดีแล้ว แทงตลอดด้วย ดีแล้วด้วยประการใด ๆ เธอนั้นก็เป็นผู้รู้แจ้งประจักษ์ชัด ซึ่งข้ออรรถ ข้อธรรมในธรรมนั้นด้วยประการนั้น ๆ ปรา- โมทย์ย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ เมื่อปราโมทย์เกิดแล้ว ปีติย่อม บังเกิด เมื่อปีติมีในใจแล้ว นามกายก็รำงับ เมื่อนามกาย รำงับแล้ว เธอย่อมได้เสวยสุข จิตของภิกษุผู้มีความสุข ย่อมตั้งมั่น ภิกษุนั้นย่อมจะทำจิตให้หลุดพ้นจากกิเลสย่อมจะ ทำอาสวะให้สิ้นไป ธรรมเป็นที่เกษมจากโยคะ ไม่มีธรรมอื่น ยิ่งกว่าธรรมที่ยังไม่ได้ไม่ถึง ก็ย่อมจะได้จะถึง ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย ! อันนี้เป็นเหตุแห่งความหลุดพ้นข้อที่ ๕.
น.62 ทั้งหลาย ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุแห่งความหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย อันเป็นเหตุ ที่เมื่อภิกษุผู้ไม่ประมาทแล้ว มีความเพียรเผากิเลส มีตน ส่งไปแล้ว ก็ทำจิตที่ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส ให้หลุดพ้นได้ ย่อมทำอาสวะที่ยังไม่สิ้นให้สิ้นได้ ธรรมอันเป็นที่เกษม จากโยคะไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่ตนยังไม่ได้ไม่ถึง ก็จะพึง ได้พึงถึงโดยแท้แล" ข้อความในพระบาลีมีเพียงเท่านี้ จากพระพุทธภาษิต แห่งพระบาลีนี้ มีใจความสำคัญที่ควรจะกำหนดไว้เป็น ๕ อย่างสั้น ๆ ว่า ภิกษุได้ฟังธรรมที่มีผู้อื่นมาแสดง ก็ทำ ให้เห็นอรรถเห็นธรรม จนมีจิตตั้งมั่น บรรลุถึงความหลุด พันได้ นี้อย่างหนึ่ง, อย่างที่ ๒ ภิกษุนั้นแสดงธรรมเอง เมื่อแสดงอยู่ ย่อมรู้อรรถรู้ธรรมที่ตนกำลังแสดงนั้น ก็ทำ จิตให้หลุดพ้นได้ และข้อที่ ๓ ภิกษุนั้นท่องบ่นสาธยาย ธรรมที่ตนได้ศึกษามา ก็ทำให้เกิดความเห็นแจ้งในอรรถ และธรรมนั้น ก็สามารถทำให้จิตหลุดพ้นได้. และข้อที่ ๔ คือภิกษุนั้น ตริตรองธรรมที่ตนได้ศึกษามาแล้วอย่างไร
น.63 ๙ ก็ทำให้เกิดการหลุดพ้นแก่ภิกษุนั้นได้ และข้อสุดท้ายก็มีว่า ภิกษุนั้นมีสมาธินิมิต ที่กำหนดอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิ อย่างใดอย่างหนึ่ง จนจิตเป็นสมาธิแล้ว ก็สามารถทำให้ เกิดการหลุดพ้นแก่ตนได้ เป็น ๕ อย่างด้วยกันฉะนี้ ถ้าสรุปให้สั้นกว่านี้ก็จะได้ความว่า ภิกษุจะหลุดพ้น จากกิเลสได้ด้วยเหตุ ๕ อย่างคือ ตนเองได้นั่งธรรม อย่างหนึ่ง และตนเองเป็นผู้แสดงธรรมเสียเองนี้ อย่างหนึ่ง ตนเองสาธยายธรรมอยู่นี้ก็อย่างหนึ่ง ตนเอง ตริตรองในธรรมอยู่นี้ก็อย่างหนึ่ง ตนเองทำสมาธิให้ เกิดขึ้นแล้วก็หลุดพ้นได้ นี้อย่างหนึ่ง, รวมเป็น ๕ อย่างด้วยกัน อย่างแรกคือพึ่งธรรม อย่างที่สองคือแสดง ธรรมเสียเอง อย่างที่สามท่องบ่นสาธยายธรรมอยู่ด้วยตน เอง อย่างที่สี่ตริตรองใคร่ครวญธรรมอยู่ด้วยตนเอง อย่าง ที่ห้าทำจิตให้เป็นสมาธิ ทั้งห้าอย่างนี้มีผลเหมือนกัน คือทำ ให้บรรลุความสั้นไป แห่งกิเลสได้ด้วยกันทั้งนั้น ข้อที่เข้าใจว่าท่านทั้งหลายจะไม่เคยได้ยินได้ฟังไม่ เข้าใจนั้นก็อยู่ตรงนี้เอง เพราะว่า คนทั่วไปมักจะเข้าใจกัน
น.64 ๑๐ ว่า เราจะหลุดพ้นจากกิเลสได้ ก็ตรงด้วยการปฏิบัติ สมาธิวิปัสสนาอย่างเดียว จึงจะเป็นต้นเหตุให้หลุดพ้น จากกิเลสได้. แต่ในที่นี้พระพุทธเจ้าท่านกลับตรัสไว้ว่าเหตุ ที่จะทำให้หลุดพ้นได้นั้น มิใช่มีเพียงเท่านั้น แต่มีอยู่ถึง ๕ ประการด้วยกัน สี่อย่างที่เพิ่มเข้ามานั้น เราไม่เคยได้ยิน ได้ฟัง และเรายังสงสัย และเรายังไม่เชื่อ ว่าจะเป็นไปได้ถึง อย่างนั้น เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่ควรจะกำหนดจดจำ พิจารณากันให้ดี ศึกษากันให้ดี สังเกตดูให้ดีเป็นพิเศษ ซึ่ง จะได้วิสัชนาต่อไป. ข้อที่ ๑. ว่าเพราะได้พังธรรมจึงหลุดพ้น ข้อที่ ๒. ว่าเพราะแสดงธรรมด้วยตนเองจึงหลุดพ้น ข้อที่ ๓. ว่า สาธยายธรรมอยู่จึงหลุดพ้น ข้อที่ ๔. ว่าตริตรองธรรมอยู่ จึงหลุดพ้น ใน ๔ ข้อนี้เป็นของแปลกของใหม่ที่เราต้อง สังเกต ต้องเข้าใจกันเสียใหม่ วิมุตตายตนะข้อที่หนึ่งว่า ได้พึ่งธรรม จิตหลุดพ้น นั้น เข้าใจได้ไม่ยากนัก เพราะตามธรรมดาเราก็ได้ยินได้ ฟังอยู่ทั่ว ๆ ไปแล้วว่า มีบุคคลผู้บรรลุความเป็นพระอรหันต์
น.65 ๑๑ ในที่นั่งนั้นเอง เช่นไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากำลังฟังคำแนะ นำสั่งสอนของพระองค์อยู่ ก็บรรลุธรรมสูงสุดคือเป็น พระอรหันต์ในที่นั้นเอง นี้ไม่ได้ไปทำสมาธิวิปัสสนาที่ ไหน ก็บรรลุธรรมในขณะที่ฟังนั้นเอง นี้ก็เพราะเหตุที่ว่า มีความประจวบเหมาะในการฟังนั้น ทำให้เห็นชัดในข้อ อรรถ ข้อธรรม หมายความว่ามีความเข้าใจแจ่มแจ้งลึกซึ้ง ส่งจิตไปตามความเข้าใจนั้นแล้ว ถอนความยึดมั่นถือมั่นใน สิ่งที่ตนเคยยึดมั่นถือมั่นเสียได้ ข้อนี้ก็เป็นเพราะว่า ในการฟังธรรมนั้น ทำให้ เกิดความเข้าใจก่อน และความเข้าใจนั้น ทำให้เกิด ปราโมทย์คือความบันเทิงรื่นเริงในธรรมนั้น ปราโมทย์ นั้นทำให้เกิดปีติคือความอิ่มอกอิ่มใจ เมื่อปีติเกิดแล้ว นามกาย คือจิตใจความคิดต่าง ๆ ก็รำงับลง เมื่อนาม ภายรำงับลงแล้ว ความรู้สึกเป็นสุข ก็เกิดขึ้น ความรู้สึก ที่เป็นสุขนั้น ทำจิตให้ตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ แจ้งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริงจนหมดความยืด มั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง.
น.66 ๑๒ นี้เป็นเรื่องที่ต้องสังเกตดูให้ดี ๆ ว่า ต้องมีการฟัง ธรรม และมีการเข้าใจในธรรมที่ได้ฟังนั้น อย่างที่เรียกว่า รู้ประจักษ์ชัด ว่ามีเหตุอย่างไร มีผลอย่างไร และเมื่อ เข้าใจถึงขนาดนั้นแล้วจะเกิดความพอใจขึ้นในตน มีความ รื่นเริงบันเทิงในธรรม แล้วมีปีติอิ่มเอิบ ทำให้จิตใจและ ความรู้สึกคิดนึกรำงับแล้ว จึงจะรู้สึกเป็นสุข ต่อเมื่อรู้สึก เป็นสุขชนิดนี้แล้ว จิตจึงจะอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า พร้อม หรือได้ที่ ที่ความเห็นอย่างแจ่มแจ้งในสิ่งทั้งปวงจะปรากฏ จนเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เป็นต้น บางคนคงจะประหลาดใจ ว่าทำไมจึงเอาความ สุขมาไว้อยู่ที่ตรงนี้ คือเอาความสุขมาไว้ตรงก่อนแต่ที่ จิตจะตั้งมั่น และเห็นแจ้งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็น จริง นี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะต้องสังเกตไว้และเข้าใจ ในการที่เราท่านทั้งหลายฟังธรรมนั้น ได้เกิดความรู้สึกตาม ลำดับอย่างนี้หรือไม่ โดยทั่ว ๆ ไปไม่ได้เกิดความรู้สึกครบ ถ้วนตามลำดับอย่างนี้ เพราะว่าไม่เข้าใจประจักษ์ชัดในอรรถ
น.67 ๑๓ และธรรมถึงขนาดนั้น เราเข้าใจบ้างเหมือนกัน แต่ว่าไม่เข้า ใจอย่างแจ่มแจ้งประจักษ์ชัดในอรรถและธรรม ถึงขนาดที่ จะให้เกิดปราโมทย์ปีติ และทำนามกายให้รำงับได้. ข้อนี้เป็นเพราะเหตุหลายอย่างหลายประการ เช่นว่า เราฟังธรรมแต่พอเป็นพิธีบ้าง เช่นมานั่งหลับฟังธรรม อย่างนี้ก็เป็นอยู่โดยมาก หรือว่าฟังธรรมโดยคิดว่าเอาแต่บุญ ก็พอแล้ว อย่างนี้ไม่มีทางที่จะเกิดญาณทัศนะเหมือนอย่างที่ กล่าวไว้ในพระสูตรนี้ คนส่วนมากฟังธรรมเข้าใจก็ไม่เข้าใจ มาก ถึงขนาดที่เกิดญาณทัศนะในลักษณะนี้โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในสมัยปัจจุบันนี้ มีการพึ่งธรรมกันแต่ตามธรรมเนียม ตามประเพณีหรือที่เรียกได้ว่าฟังละเมอ ๆ เพ้อ ๆ ไปเป็นส่วน มาก หรือว่าฟังด้วยจิตที่ทะเยอทะยานด้วยความโลภ อยาก จะมีความรู้ไว้มาก ๆ เพื่อเป็นคนรู้มากแล้วก็จะดีจะเด่น หรือจะเอาความรู้นั้นไปเป็นเครื่องมือหาลาภสักการะ อย่าง นี้เป็นต้น ถ้าฟังด้วยจิตใจที่เป็นอย่างนี้แล้ว ไม่มีทางที่จะเกิด ญาณทัศนะในขณะที่ฟังธรรมนั้นจนมีการบรรลุเป็นลำดับ ๆ ไป ดังที่ได้กล่าวไว้ ในพระสูตรนี้ได้
น.68 ๑๔ ด้วยเหตุนี้เองหวังว่าเราท่านทั้งหลาย จะได้ปรับปรุง ตนเองกันเสียใหม่ ในเรื่องอันเกี่ยวกับการฟังธรรม ใน พระสูตรนี้มีข้อความปรากฏชัดอยู่แล้วว่า พระศาสดา ครูบาอาจารย์ก็ดี หรือว่า เพื่อนสพรหมจารีด้วยกันอันเป็น ที่เคารพก็ดี แสดงธรรมอยู่ ภิกษุนั้น ย่อมฟังด้วยดี ไม่ ได้ถือว่าเพื่อนสพรหมจารีด้วยกันแสดง แล้วก็ไม่สนใจฟัง เท่าที่พระศาสดาเองจะทรงแสดงหรือครูบาอาจารย์บางคน จะได้แสดง นี้ก็เพราะว่าไปนึกถึงเรื่องสูง เรื่องต่ำ เรื่องเกียรติ์ เรื่องภูมิ ของบุคคลผู้แสดง ดังที่เราได้ยินได้เห็นกันอยู่ เป็นอันมากในการวิพากษ์วิจารณ์ ว่าคนนั้นแสดง คนนี้ แสดง แสดงดี แสดงไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแสดง ธรรมทางวิทยุกระจายเสียงเป็นต้น มัวแต่วิพากษ์วิจารณ์ กันอย่างนี้แล้ว จะมีการพังด้วยดีอย่างไรเล่า ผู้ที่ฟังด้วยดีนั้น ต้องไม่คำนึงถึงตัวบุคคลว่าสูงว่าต่ำ ว่าเก่ง หรือไม่เก่ง อย่างนี้เป็นต้น แต่จะเพ่งเฉพาะสิ่งที่กำลังแสดง ข้อความ ที่กำลังแสดง อรรถและธรรมที่กำลังแสดงว่าเป็นอย่างไร เมื่อมีผู้เอาอรรถและธรรมมาแสดง ก็ตั้งใจฟังย่อม เงี่ยหูฟัง คือ ฟังด้วยใจทั้งหมด จนประจวบเหมาะในข้อ
น.69 ๑๕ ที่แสดงนั้น ตรงกันกับเรื่องที่ตนรู้สึกอยู่ ศึกษาอยู่ ค้นคว้าอยู่ สงสัยอยู่ ในข้ออรรถและธรรม นั้นแจ่มกระจ่างออกมา เป็นความรู้สึกด้วยใจไม่ใช่เป็นความเข้าใจ หรือเห็นพ้องด้วย ตามแนวของเหตุผล หากแต่ว่าเป็นความรู้สึกที่ลึกกว่านั้น คือรู้สึกลึกซึ้งอยู่ในจิตใจ จนซึมซาบในใจถึงความจริงข้อ นั้น ซึ่งเป็นความจริงที่แท้จริงที่เด็ดขาดที่เฉียบขาด ที่ภิกษุ นั้นเห็นอยู่ เข้าใจอยู่ รู้สึกอยู่ว่าเป็นความจริงเหลือที่จะประ มาณได้ ดังนี้แล้วก็เรียกว่า เป็นผู้รู้แจ้งประจักษ์ชัด ซึ่ง ข้ออรรถและข้อธรรมแห่งเนื้อความนั้น เมื่อเป็นดังนี้ ย่อม เกิดปราโมทย์ คือความบันเทิงใจ เป็นลักษณะแห่งความ พอใจอย่างยิ่งก่อน เมื่อเกิดปราโมทย์ คือความบันเทิงใจอย่างนี้แล้ว ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่จะเกิดปีติ ความอิ่มอกอิ่มใจต่อ ไปอีกชั้นหนึ่ง เมื่อสิ้นอำนาจแห่งปีตินี้แล้ว นามกายก็ รำงับ หมายความว่า ความรู้สึกคิดนึกในทางจิตใจของ ภิกษุนั้นทุกอย่างทุกประการย่อมจะรำงับลง มีอาการแห่ง จิตที่ไม่มีปัญหา ไม่รู้สึกว่ามีปัญหา ไม่มีความหวัง ไม่มี
น.70 ๑๖ ความทะเยอทะยาน ไม่มีความกระหาย แม้แต่อย่างใด อย่างหนึ่ง เมื่อนามกายรำงับในลักษณะนี้แล้ว อาการที่เป็นสุข ชนิดใหม่ที่ยังไม่เคยรู้จักมาก่อน ก็จะเกิดขึ้น เมื่อความสุข ชนิดนี้เกิดขึ้นแล้ว ก็มีความรำงับแห่งจิตถึงขนาดที่เรียกว่า เป็นสมาธิ คือตั้งมั่น เป็นสมาหิโต ในลักษณะของความ ตั้งมั่นเป็นสมาหิโตนี้; ย่อมมีความ บริสุทธิ์ ปราศจาก การรบกวนของนิวรณ์ด้วย ; ย่อมมีลักษณะที่เป็น กัมมนิโย คือแคล่วคล่องว่องไวต่อความรู้แจ้งด้วย ประกอบไปด้วย อาการ ๓ อย่างอย่างนี้แล้วเรียกว่า "ตั้งมั่น" โดยแท้จริง ทบทวนอีกครั้งหนึ่งก็คือว่า เป็น สมาหิโต ตั้งมั่น เป็น ปริสุทโธคือบริสุทธิ์ เป็น กัมมนิโย คือไว คล่องแคล่ว ต่อการที่จะรู้แจ้ง หรือการงานในทางจิต เมื่ออาการอย่าง นี้มีขึ้นแก่จิต หรือว่าคุณสมบัติอย่างนี้มีขึ้นแก่จิตแล้ว ย่อม เกิดอาการที่เรียกว่า ยถาภูตัง ปชานาติ คือย่อมรู้ชัดสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง.
น.71 ๑๗ ความลับในข้อนี้มีอยู่ว่า ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นในลักษณะนี้ แล้ว ไม่สามารถที่จะเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ทั้ง ๆ ที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ก็มีลักษณะตามที่เป็นจริงแสดง อยู่. ข้อนี้เราจะต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า สิ่งทั้ง หลายทั้งปวงย่อมแสดงลักษณะแห่งความจริงของมันอยู่ ด้วยกันทั้งนั้น หากแต่ว่าเราเองต่างหาก ไม่ได้ปรับปรุง จิตใจให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ที่จะมองเห็นความจริงข้อ นั้น จะพูดให้เห็นด้วยตัวอย่างที่ชัดยิ่งขึ้นไปกว่านี้ก็ด้วยอยาก จะพูดว่า ต้นไม้ก็พูดได้ ก้อนหินก็พูดได้ พวกเรานั่งอยู่ ที่นี่เต็มไปด้วยต้นไม้ เต็มไปด้วยก้อนหินที่มันพูดได้ แต่ แล้วเราก็ไม่ได้ยิน เพราะว่าเราหูหนวก หรือตาบอด ไม่ เห็นความจริงที่สิ่งเหล่านี้แสดง และไม่ได้ยินข้อความที่สิ่ง เหล่านี้แสดง. การที่กล่าวว่าต้นไม้ก็พูดได้ ก้อนหินก็พูดได้ อะไร ๆ ก็พูดได้นี้ หมายความว่า สิ่งเหล่านั้นมันแสดงความจริงอยู่ ทุกขณะ คือแสดงความจริงที่ว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และแสดงความจริงสรุปว่า ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น แต่แล้ว
น.72 ๑๘ เราก็ ไม่ได้สนใจในสิ่งเหล่านี้เลย เรามานั่งที่นี่ก็เลยไม่ได้ ประโยชน์จากธรรมะที่สิ่งเหล่านี้แสดง แต่ถ้าว่าเป็นผู้ปฏิบัติ ธรรมเป็นโยคีเป็นมุนี มีจิตใจที่ตั้งอยู่ในลักษณะที่ละเอียด ที่ประณีต ที่สุขุม ที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติแล้ว ย่อมจะได้ยิน คำว่า "ได้ยิน" ในที่นี้เป็นคำอุปมา หมาย ความว่า มันเกิดรู้สึกขึ้นมา เหมือนกับว่า เห็นหรือเหมือนกับ ได้ยิน เมื่อพระพุทธเจ้าทรงนั่งพิจารณาธรรม อยู่ที่โคนต้น โพธิ์ จนกระทั่งได้รู้แจ้งเห็นจริง นี้เราพูดเป็นอุปมาว่าได้ ยินเสียงของธรรมชาติ ได้ยินเสียงของต้นโพธิ์นั้นเองพูดให้ ฟัง, มีพระศาสดาที่สำคัญ ๆ หลายองค์นั่งฟังจากธรรมชาติ นั่งดูจากธรรมชาติ แล้วก็ได้เห็นและได้ยิน ได้รับความจริง นั้นมาจากธรรมชาติแล้วก็มาสอนคนอื่นได้ มีศาสดาในรุ่น หลัง ๆ หลายองค์ที่เป็นอย่างนี้ จนเขาสร้างรูปของพระ- ศาสดาองค์นั้น ในลักษณะที่เอามือป้องหูอยู่ เอามือป้องหู คล้าย ๆ กับว่าดักเสียงที่ลอยมาตามธรรมชาติ แล้วก็ ได้ยิน, "ได้ยิน" ก็คือเข้าใจรู้แจ้งตามที่เป็นจริง แล้วก็มา
น.73 ๑๙ สรุปเป็นหัวข้อ สำหรับสอนคนอื่นเป็นบทเพลง อย่างนี้ เรียกว่าอาจารย์ผู้นี้ได้ยินต้นไม้พูด ได้ยินก้อนหินพูด ได้ ยินเสียงลมพัดพูด ได้ยินอะไร ๆ ต่าง ๆ พูด และได้เห็น ทุกสิ่งทุกอย่างแสดงความจริงให้ดู จึงได้รับความจริงจาก ธรรมชาติ นี่ ความสำคัญมันอยู่ตรงที่ใจของท่านตั้งมั่นอยู่เสมอ คือว่าใจของท่านตั้งมั่นอยู่ในลักษณะที่พร้อมที่จะรับสิ่งเหล่า นี้เสมอ. ก็คือตั้งมั่นในลักษณะที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง คือว่า จิตแน่วแน่มีอารมณ์เดียว จิตบริสุทธิ์ผุดผ่อง จิตไวต่อ ความรู้สึก ประกอบอยู่ด้วยลักษณะ ๓ ประการนี้แล้ว เรียก ว่าจิตตั้งมั่นพร้อมอยู่เสมอ ที่จะรับเอาความจริงจากทุกสิ่งที่ มันแสดงออกมา เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นอะไรเข้าก็เห็นความ จริงของสิ่งนั้น ในลักษณะที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น หรือเมื่อได้ฟังอะไรมา ก็แปลความหมายไปใน ทางที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้อย่าง นี้ด้วยกันทั้งนั้น. จิตที่ตั้งมั่นในลักษณะอย่างนี้ มีได้แก่ภิกษุผู้พึ่งธรรม และแม้แก่ภิกษุผู้กำลังแสดงธรรมอยู่เอง และแม้แก่ภิกษุที่
น.74 ๒๐ กำลังสวดท่องบ่นสาธยายธรรมอยู่ และแม้แก่ภิกษุที่ตริตรอง ทบทวนธรรมอยู่ ทำไมจึงต้องแยกออกไปอย่างนี้ ก็เพราะ ว่า มันมีอาการที่ต่างกัน. เราไม่สังเกตดูให้ดี แม้แต่ใน เรื่องการฟังธรรม เราก็ยังทำไม่ได้เสียแล้ว แล้วเราจะเป็น ผู้แสดงธรรมได้อย่างไร, สำหรับในเรื่องการฟังธรรมพอจะ เห็นได้โดยง่ายว่า ถ้าเข้าใจธรรมก็จะมีปิติปราโมทย์อย่างนี้ ได้ และมีจิตตั้งมั่นอย่างนี้ได้และในขณะที่จิตตั้งมั่นนั่นเอง ญาณทัศนะในขั้นสุดท้าย จะเห็นว่าสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงยึดมั่น ถือมั่นไม่ได้ก็ปรากฏ จิตใจก็คลายออกจากการยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งปวงที่เรียกว่า วิราคะ เมื่อคลายออกแล้วก็เป็นอัน ว่าหลุดพ้น ยกตัวอย่างเหมือนอย่างว่า ได้ฟังธรรมที่แสดงให้ เห็นชัดว่า กามคุณทั้งหลายมีลักษณะเปรียบเหมือนกับไฟ บ้าง เปรียบเหมือนกับงูพิษบ้าง เปรียบเหมือนกับหลุมถ่าน เพลิงบ้าง เปรียบเหมือนกับเขียงรองสับเนื้อบ้าง ดังนี้ เป็นต้นแล้ว ถ้ามีความเข้าใจแจ่มแจ้งประจักษ์ชัดในข้อ อรรถ ข้อธรรมนั้นแล้ว สิ่งที่เรียกว่าความเบื่อหน่ายต่อ
น.75 ๒๑ ถามคุณนั้นย่อมจะเกิดขึ้น ที่เรียกว่านิพพิทาญาณ มีความ เบื่อหน่ายเกิดขึ้นแล้ว ก็จะเกิดการวาง ที่เรียกว่า วิราคะ หรือการคลายออกที่เรียกว่า วิราคะ เมื่อเกิดวิราคะคลาย ออกแล้ว ก็จะเกิดความหลุดพ้น ที่เรียกว่า วิมุตติ ในที่นี้ คือหลุดพ้นจากกิเลส และสิ้นอาสวะและได้รับธรรมข้ออัน เกษมจากโยคะคือความดับทุกข์ ปรากฏชัดอยู่ในขณะนั้น. เมื่อเป็นดังนี้ เราก็จะสรุปใจความได้อีกครั้งหนึ่งว่า ในการฟังธรรมนั้น เมื่อฟังจนเข้าใจว่า สิ่งทั้งหลายทั้ง ปวงนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอยู่อย่างไรแล้ว แล้วการที่ไปหลงยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานั้น ก็เท่ากับเป็นการเข้าไปกอดรัดเอากองไฟ คือความทุกข์เอาไว้นั่นเอง มันจึงสะดุ้งกลัวและถอยหลัง ออกมาจากสิ่งนั้น ซึ่งเรียกว่านิพพิทา หรือวิราคะ หรือวิมุตติ ซึ่งมีความหมายเหมือนกันหมด นิพพิทา คือความเบื่อหน่าย ก็เป็นอาการที่ถอยออก วิราคะ คือการคลาย การคลายความ ยึดถือก็เป็นการถอยออก วิมุตติ คือความหลุดพ้นก็เป็นการ ถอยออกแล้วอย่างเต็มตัว
น.76 ๒๒ จึงเป็นการเห็นได้ชัดว่า การฟังธรรมที่เข้าใจ อย่างแจ่มแจ้งประจักษ์ชัดนี้ ทำให้เกิดการถอยออก จึงทำให้เกิดการหลุดพ้นขึ้นมาได้ แต่กำลังของจิตที่จะ ถอยออกนี้ ไม่มากพอ จึงต้องมีปีติและปราโมทย์ มีความ รำงับและได้เสวยสุขก่อน จึงจะมีกำลังของจิตมากพอที่จะ ถอยออก แต่ในขณะนั้นก็มีความรู้สึกระคนปนกันหมด เจือ กันหมด คือความเห็นแจ้งมีเท่าไร ปีติปราโมทย์ก็มีมากเท่า นั้นมีความรำงับมากเท่านั้น จิตก็ตั้งมั่นมากเท่านั้น สมสัด สมส่วนกันพอดี และจิตที่ตั้งมั่นในขั้นต้น ๆ ก็ทำให้ ฟังธรรมนั้นเข้าใจประจักษ์ชัดยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้มี ปีติปราโมทย์มากขึ้นไปอีก ทำให้นามภายรำงับยิ่งขึ้น ไปอีก มีความสุขชนิดที่ทำให้จิตตั้งมั่นมากขึ้นไปอีก ทำงานเจือกัน สัมพันธ์กันอย่างนี้ มากยิ่งขึ้นทุกที ผู้นั้น ก็สามารถที่จะหลุดพ้นจากกิเลสได้ ในที่นั่งฟังธรรมนั้น เอง อย่างนี้เรียกว่าวิมุตตายตนะ คือบ่อเกิดแห่งวิมุตติข้อที่ หนึ่ง. อันเกิดขึ้นมาได้จากการฟังธรรม. วิมุตตายตนะ ข้อที่สอง ซึ่งเกิดขึ้นจากการแสดง ธรรม ภิกษุนั้นแสดงธรรมอยู่แท้ ๆ แสดงธรรม ให้ผู้อื่น
น.77 ๒๓ ฟังอยู่แท้ ๆ ก็เกิดวิมุตติ คือความหลุดพ้นแก่ตัวเองได้ ข้อนี้ย่อมหมายความในชั้นต้นว่า ภิกษุที่ยังไม่หลุดพ้นเป็น พระอรหันต์ ก็แสดงธรรมได้เหมือนกัน ไม่ใช่รอว่าให้ เป็นพระอรหันต์เสียก่อน จึงจะแสดงธรรม ข้อความในสูตร นี้ ยืนยันปรากฏชัดอยู่ดังนี้. ถ้าภิกษุนั้นแสดงธรรมอยู่ การ แสดงนั้นก็แสดงไป ตามที่ตนได้ศึกษาเล่าเรียนมาอย่างไร แล้วก็พยายามแสดงแก่ผู้ฟังด้วยความตั้งอกตั้งใจ จะให้ ละเอียดละออให้พิสดาร ให้ถ้วนถี่ ให้ลึกซึ้ง ให้แจ่มกระ- จ่างแก่ผู้พึ่ง. เมื่อภิกษุกำลังพยายามอยู่อย่างนั้น ท่านทั้งหลายลอง พิจารณาลองคิดดูลองทายดูว่าผลจะเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง ข้อ นี้ผู้ที่เคยเป็นนักเขียน นักขีดนักเขียน ย่อมจะเข้าใจได้ง่าย ผู้ที่เป็นนักเขียนบทความ หรือเขียนเรื่องอะไรที่ลึกซึ้งยาก ๆ ก็ตาม ย่อมรู้ดีว่าก่อนแต่ที่จะเขียนลงไปนั้นต้องคิดต้องนึก เสียก่อนทั้งนั้น บางทีเขียนไม่ได้เป็นชั่วโมง ๆ ก็ยังมี ไม่พอ ใจที่จะเขียนลงไปทั้งที่ไม่ดีทั้งที่ไม่ชัดไม่ละเอียดละออไม่แจ่ม แจ้ง ต้องรออยู่จนกว่าจะเข้าใจแจ่มแจ้งเสียก่อนจึงจะเขียน
น.78 ๒๔ ลงไป ดังนั้นในขณะที่คิดมาก ๆ เพื่อจะเขียนลงไปนั่นแหละ จิตก็ได้ทำงานไปอีกส่วนหนึ่ง คือ คิดอย่างลึกซึ้ง เพื่อจะ ให้เกิดการบรรยายโดยพิสดารผู้เขียนนั้นเองกลับได้รับความรู้ อย่างใหม่หรือเรื่องใหม่ หรือข้อใหม่อันใหม่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ นึกไม่ฝัน จึงได้เขียนไปอย่างเป็นตุเป็นตะ ในสิ่งที่ปรากฏ ออกมาใหม่ ที่ไม่เคยเข้าใจมาแต่ก่อน ที่เพิ่งจะมาปรากฏใน ขณะนี้เอง นี้เห็นได้ง่ายเพราะว่าการขีดการเขียนลงในกระ ดาษนั้นมีเวลามากพอที่จะคิดจะนึกได้อย่างละเอียดละออ. ทีนี้ เรามาดูกันถึงการพูด เช่นการแสดงปาฐกถา ผู้แสดงปาฐกถาจะต้องมีความระมัดระวังมาก จะต้องคิดนึก มาก จะต้องกระทำไม่ให้มีการผิดพลาดเลย ดังนั้นจิตจึง ทำหน้าที่ ที่ยากลำบากขึ้นมาในขณะนั้น คือเพ่งพิจารณา อย่างจริงจังให้เห็นแจ้งชัดเสียก่อนแล้วจึงพูดออกมา เป็น คำพูดทางปาก ไม่ใช่ว่าพูดพล่อย ๆ ไปได้เหมือนกับนกแก้ว นกขุนทอง หรือเหมือนกับเราเปิดจานเสียง แล้วมันก็ดังออก มา หรือว่าพูดไปตามความเคยชิน ไม่ต้องรับผิดชอบใน สิ่งที่พูด อย่างนั้นก็หามิได้ แต่ต้องสำรวมสติสัมปชัญญะ
น.79 ๒๕ สำรวมความจำความรู้ทุกอย่างทุกประการ แล้วพูดออกไป ให้ลึกซึ้ง แล้วเป็นไปในลักษณะที่ให้แทงจิตแทงใจของ บุคคลผู้ฟังด้วย เมื่อกระทำอยู่อย่างนี้ ท่านทั้งหลายลอง คำนวณดูเถิดว่า ในขณะนั้นจิตจะต้องปักดิ่งแน่วแน่ลึกซึ้ง อย่างไร และขุดค้นเอาของที่ไม่เคยปรากฏมาแต่ก่อน ออก มาได้ใหม่ ๆ อีกอย่างไรเท่าไร. ในการแสดงปาฐกถาเป็น อย่างไร ในการแสดงธรรมะในวัดในวา ในอารามนี้ก็เป็น อย่างนั้นเหมือนกัน ยิ่งเป็นการแสดงในที่สงบ สงัด แก่ บุคคลผู้ตั้งใจฟังอย่างยิ่ง แก่เพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งใจฟัง อย่างยิ่งแล้ว จิตของภิกษุนั้นย่อมมีความแหลม มีความคม มีความละเอียดละออลึกซึ้งมากกว่ากันอีกมาก ไม่เหมือน การแสดงปาฐกถาตามธรรมดาพอให้แล้วแล้วไป หรือแสดง กันแต่ในเรื่องโลก ๆ ตามความถนัด. การแสดงธรรมใน พระพุทธศาสนานั้น มีความละเอียด ประณีต สุขุม อย่างนี้ เพราะฉะนั้น ผลจึงเกิดขึ้นในลักษณะที่ลึกซึ้ง ดังที่ได้กล่าว ไว้ในข้อนี้ว่า ภิกษุนั้นแสดงธรรมที่ตนได้สดับมาแล้วอย่างไร ได้เรียนแล้วอย่างไรแก่ชนทั้งหลายเหล่าอื่นโดยพิสดาร เธอ
น.80 ๒๖ แสดงด้วยประการใด ๆ เธอรู้ประจักษ์ชัดข้ออรรถ ข้อธรรม นั้นด้วยประการนั้น ๆ. นี้เป็นคำพูดที่ฟังได้ง่ายว่า ภิกษุนั่นแหละจะได้รับ สิ่งนั้นก่อนผู้ฟัง หมายความว่าสิ่งใดที่ภิกษุนั้นคิดออกคิดได้ เห็นแจ้งนั้น เธอนั้นเป็นผู้รู้แจ้ง รู้ชัดก่อนผู้พัง เพราะว่า มันต้องปรากฏอยู่ในใจของเธอก่อน จึงจะแสดงออกมาเป็น คำพูดผู้ฟังย่อมจะได้รับที่หลัง นี้เป็นเครื่องแสดงอยู่ชัดแล้วว่า ภิกษุนั้นได้อะไรมากกว่าผู้ฟังมากที่ตรงไหน ? ก็มากที่ตรง ข้อที่ว่า ผู้ฟังเพิ่งจะได้ฟังเป็นครั้งแรก ยังคลับคล้ายคลับ- คลาไม่ค่อยจะเข้าใจด้วยซ้ำไป แต่ในเรื่องเดียวกันนั้นเอง ภิกษุผู้แสดงธรรมนั้นย่อมรู้แจ้งประจักษ์ชัดอย่างใสแจ๋วเห็น จริงอยู่ในจิตใจของตนแล้ว เรียกว่าภิกษุนั้นได้รับธรรมะ นั้นมากกว่าที่ผู้ฟังได้รับ ลึกซึ้งกว่าที่ผู้ฟังได้รับและก่อน กว่าที่ผู้ฟังจะได้รับ. เมื่อเป็นอย่างนี้ควรจะเข้าใจกันเสียว่า ผู้แสดงธรรมนั่นแหละได้อะไรมากกว่าผู้ฟัง ผู้พึ่งได้อะไร น้อยนิดเดียว แต่ผู้แสดงนั่นแหละกลับได้มากกว่า เพราะ ต้องคิดนึกมากกว่า ต้องสำรวมมากกว่า ต้องระวังมากกว่า
น.81 ๒๗ ต้องตั้งสติมากกว่า อะไร ๆ ก็ล้วนแต่ได้มากกว่าไปเสียทั้ง นั้น ฟังดูก็ขำดี ว่าผู้ให้นั้นแหละได้มากกว่าผู้รับ ถ้า ท่านไม่เชื่อก็ลองไปคิดดู. ทีนี้ ถ้าว่าภิกษุนั้นขยันให้ - ขยันให้อยู่อย่างนี้ ก็ย่อม ได้รับอะไรมากกว่าผู้รับมากขึ้น ๆ เป็นทวีคูณ หนักเข้า ๆ ก็จะเต็มไปด้วยธรรมะที่ตนได้มากยิ่งขึ้นทุกที ผู้แสดงธรรม นั้น กลายเป็นผู้ที่บรรลุธรรมก่อนผู้ฟัง ไปไกลก้าวหน้าไป กว่าผู้ฟัง เป็นเรื่องที่จะมองเห็นได้ เป็นความจริงที่พอจะ เข้าใจได้ แม้อาตมาเอง ก็มีความรู้สึกอย่างนี้ ว่ามีอะไรที่ได้ ในขณะที่มีการให้แก่ผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อจะอธิบาย เรื่องที่ลึก ๆ ยาก ๆ ให้คนโง่ ๆ ฟัง มันเป็นเรื่องที่ต้องคิด หนักขนาดที่เกือบจะปวดหัว เมื่อมันคิดหนักขนาดนี้มันก็ ต้องรู้อะไรมาก หรือกว้างออกไปเป็นของตนก่อน เข้าใจ เป็นอย่างดีแล้วก็เอาไปพูดให้คนที่โง่นั้นฟัง แล้วก็พูดกัน อย่างไร ๆ มันก็ไม่รู้เรื่องอยู่นั่นเอง ผู้ฟังนั้นก็ไม่ได้อะไร ไป แต่ผู้พูดหรือผู้ให้นี้กลับได้มากยิ่งขึ้นทุกที ถ้าขืนทำอยู่ อย่างนี้บ่อยๆ ไม่กี่ปี ก็จะเจริญก้าวหน้าในทางธรรมมาก พอทีเดียว จนเป็นผู้รู้ธรรมะได้ สามารถทำความหลุดพ้น ให้แก่ตนได้.
น.82 ๒๘ ถ้าเข้าใจข้อนี้ ก็จะเข้าใจข้อความในพระบาลีนี้ ที่ กล่าวไว้ชัดว่า ภิกษุนั้นหลุดพ้นแล้วจากกิเลส เพราะเหตุ แห่งการแสดงธรรม ในขณะที่แสดงธรรมมีการบีบบังคับ ให้จิตใจของตนทำหน้าที่อย่างหนัก ในการนึก การคิด การพิจารณา เห็นแจ้งข้อความที่ตนได้เคยเล่าเรียนมาใน ขณะนั้น นี้ก็หมายความว่าภิกษุนั้นก็เคยเล่าเรียนมา ได้ฟัง มาแล้วเป็นอันมาก แล้วก็ไม่เข้าใจอยู่นั่นเอง เพิ่งจะมาเข้า ใจในเมื่อต้องการจะอธิบายให้ผู้อื่นฟัง คือเอาสิ่งที่ได้เล่า เรียนมานั่นแหละมาขบมาคิดกันใหม่ ในขณะที่ต้องการจะ พูดให้ผู้อื่นฟัง โดยเฉพาะที่จะพูดให้คนโง่ฟัง ต้องคิด มาก ต้องนึกมาก ต้องนึกกว้างมากกว่าที่จะพูดให้คน ฉลาดฟัง เพราะฉะนั้นคนโง่ ๆ นี้ก็มีประโยชน์เหมือนกัน ในการที่จะช่วยทำให้ใครคนใดคนหนึ่ง ต้องคิดนึกอะไร มาก เช่นเดียวกับภิกษุนี้ ที่ต้องการจะแสดงธรรมแก่คน เหล่าอื่นโดยพิสดาร จึงต้องคิดนึกมาก จนตัวเองเป็นผู้รู้ ประจักษ์ชัดในข้ออรรถ ข้อธรรมในธรรมนั้น ๆ โดยประการ นั้น ๆ จนกระทั่งเกิดปราโมทย์ เกิดปีติ มีนามกายรำงับ
น.83 ๒๙ แล้วมีความสุข มีจิตตั้งมั่นในลักษณะที่เป็น สมาหิโต ปริสุทโธ กัมมนิโย ดังที่กล่าวแล้ว ญาณทัศนะก็เกิดขึ้น ในสิ่งทั้งปวงว่า ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น มีความเบื่อหน่าย มี ความคลายกำหนัด มีความหลุดพ้นจากกิเลส ทำอาสวะให้ สิ้นไป ได้บรรลุธรรมที่เกษมจากโยคะ คือไม่มีความทุกข์ ที่ยังไม่เคยได้ไม่เคยถึง ก็มาได้มาถึงด้วยเหตุนี้. เพื่อประโยชน์ ที่มากออกไป อยากจะ แนะนำท่านทั้ง หลายว่า การที่ท่านทั้งหลายจะเสียสละกันบ้าง ย่อมจะเป็น การดี คือเสียสละในการที่จะอธิบายธรรมให้ผู้อื่นฟัง เมื่อ ถึงวันพระวันอุโบสถมาประชุมกันแล้ว เราก็ทำการเสียสละ เพื่อจะเป็นผู้อธิบายให้ผู้อื่นพัง เราก็ตั้งจิตคิดนึกอย่างลึกซึ้ง สำรวมอย่างลึกซึ้งเพื่อที่จะอธิบายให้เขาฟัง และเมื่อเขาฟัง ไม่เข้าใจ ก็ยอมให้เขาซักไซ้โดยไม่ต้องโกรธ เขายิ่งซักไซ้ มากขึ้นก็ยิ่งไม่โกรธ แต่พยายามคิดนึกให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อจะตอบคำถามของเขาให้ได้ ถ้าทำอยู่อย่างนี้ไม่เท่าไร ก็จะมีความแคล่วคล่องว่องไว ในการคิดการนึกในข้ออรรถ ข้อธรรม แล้วก็จะได้รับผลก่อนเพื่อนที่นั่งฟัง หรือที่มาซัก
น.84 ๓๐ ถามเรา คือเราจะประจักษ์ชัดในข้ออรรถข้อธรรมนั้นก่อน เขา ได้รับประโยชน์ก่อนเขา และบางทีเขาอาจจะไม่ได้รับ เลยก็ได้ แต่เราก็ได้รับถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นขอให้ทุกคนรู้จักเสียสละในการที่จะคิดนึก เพื่อ อธิบายให้เพื่อนกันฝั่ง ซึ่งก็เป็นการแสดงธรรมอยู่แบบหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน แสดงให้ละเอียดละออโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย พยายามอธิบายให้ละเอียดละออ โดยไม่มีการโกรธแค้นขุ่น เคืองในเมื่อมีผู้มาซักถาม เดี๋ยวนี้เราทำกันอย่างนี้หรือไม่ ดูเหมือนจะไม่ได้ทำกันอย่างนี้เลย พอถูกใครซักถามเข้า หน่อยก็โกรธเสียแล้ว เมื่อความโกรธเกิดแล้วก็เป็นความมืด มิดยิ่งกว่าความมืดใด ๆ เมื่อเกิดความมืดเสียแล้วจะมีความ แจ่มแจ้งในข้ออรรถข้อธรรมไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องไม่ โกรธ ที่นี้อีกทีหนึ่งก็ขี้เกียจ ขี้เกียจที่จะพูดด้วย ไม่อยากจะพูด ด้วย ก็เพราะมีความเห็นแก่ตัวมากเกินไป ไม่คิดจะช่วยผู้อื่น เสียเลย ความขี้เกียจนี้ก็เป็นอุปสรรคที่จะทำให้ผู้นั้นไม่เจริญ ไม่ก้าวหน้าในทางธรรม เราควรจะขยันในการที่จะเสียสละ
น.85 ๓๑ หรือช่วยผู้อื่น ยอมเสียสละ ไม่มีความเบื่อหน่ายแม้จะถูก รบกวนมากมายอย่างไร ข้อนี้มันเป็นกำไรแก่บุคคลผู้นั้น เอง เพราะว่ายิ่งต้องถูกซักไซ้มากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นความ ฉลาดแก่ผู้ถูกซักไซ้นั้นเองมากเท่านั้น ธรรมชาติสร้างให้ เรามีปัญญา มีความสามารถพอที่จะทำอย่างนั้นได้ แต่เรา ไม่ยอมรับ เรามาทำลายความฉลาดนั้นเสีย คือทำตัวเราให้ โง่ลงไปอีก เพราะไม่ยอมให้ถูกซักไซ้ ไล่เลียง ไม่พยายาม ที่จะตอบคำถามที่ควรจะตอบ อย่างนี้เป็นต้น. จึงหวังว่าภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา จะได้ เอาความข้อนี้ไปคิดกันเสียใหม่ แล้วอย่าเห็นแก่ตัวมากถึง ขนาดที่จะไม่ยอมสนใจ ในการที่จะตอบคำถามอย่างจู้จี้พิรี้ พิไรของบุคคลอื่นเลย จงถือเสียว่า การจู้จี้พิรี้พิไรของคน อื่นนั้น มันเป็นลาภแก่เรา เป็นการ " ได้" ที่ดีแก่เรา มันเหมือนกับการสอบไล่เราในชั้นต้นก่อนว่า เป็นคนขี้เกียจ หรือไม่ขี้เกียจ เป็นคนขี้โกรธ หรือไม่ขี้โกรธ เมื่อเราไม่ ขี้เกียจ ไม่ขี้โกรธ เราก็สอบต่อไปว่า เรามีความรู้พอ สมควรแก่อัตภาพหรือหาไม่ ถ้าเราไม่ตอบคำถาม หรือ
น.86 ๓๒ ตอบคำถามตามธรรมดาไม่ได้ ก็เรียกว่า เรายังไม่มีความรู้ ที่สมควรแก่อัตภาพ เราจะต้องพยายามให้รู้ให้เข้าใจให้พอ สมควรแก่อัตภาพเสียก่อน ให้เป็นต้นทุนสำหรับจะก้าวหน้า ต่อไปในธรรมที่สูงขึ้นไป. เพราะฉะนั้น ขอให้ยินดีในการที่จะตอบคำถามของผู้ อื่น แม้จะไม่ตั้งตัวเป็นผู้แสดงธรรมขึ้นธรรมาสน์เทศน์ ก็จงแสดงธรรมด้วยการตอบคำถามของผู้อื่นเถิด พยายาม ตอบคำถามให้ดีที่สุด แม้แต่ของลูกของหลานตัวเล็ก ๆ ที่จะมาจู้จี้พิรี้พิไรถามอย่างใดก็ตาม ก็จงพยายามคิดนึก เพื่อตอบให้ดีที่สุดเถิด จะเป็นเหตุให้ได้รับอานิสงส์แห่ง วิมุตตายตนะข้อที่สองนี้ โดยไม่ต้องส่งสัยเลย ไม่ต้องขึ้น ธรรมาสน์แสดงธรรมเหมือนภิกษุก็ได้รับผลอย่างเดียวกันให้ ตั้งอกตั้งใจตอบคำถามให้ดีที่สุด แล้วความแจ่มแจ้งสว่าง ไสวจะเกิดแก่เราก่อน /แล้วจะเกิดปราโมทย์และปีติ ทำจิต ให้รำงับตั้งมั่นพร้อมที่จะเกิดญาณทัศนะในอันดับสูงยิ่งขึ้นไป จนเกิดความหลุดพ้นจากกิเลสได้ นี้เรียกว่า วิมุตตายตนะ คือ บ่อเกิดแห่งวิมุตติ ข้อที่สอง อันเกิดมาจากการแสดง ธรรม ต่างกันกับข้อที่หนึ่งที่เกิดมาจากการพึ่งธรรม
น.87 ๓๓ เอามาเปรียบกันดูก็จะน่าอัศจรรย์ในข้อที่ว่า การฟัง ธรรมก็ทำให้หลุดพ้นได้ การแสดงธรรมก็ทำให้หลุดพ้นได้ ผู้ให้ธรรมก็หลุดพ้นได้ ผู้รับธรรมก็หลุดพ้นได้ มันมีวิธีมาก มายอยู่ถึงขนาดนี้แล้ว ทำไมเราจึงไม่ได้รับประโยชน์อะไร จากช่องทางหรือโอกาสที่มีอยู่มากมายถึงขนาดนั้น. วิมุตตายตนะข้อที่สาม ที่นี้ลองพิจารณากันดูต่อไป ถึงวิมุตตายตนะ ข้อที่สามคือ ความหลุดพ้นที่เกิดมาจากการ สาธยายธรรม ท่องบ่นธรรม. ข้อแรกที่เราจะต้องพิจารณาดูให้ดี คือ การท่องบ่น ชนิดไหนเล่า ที่จะทำให้เกิดความหลุดพ้นแก่บุคคลผู้ท่องบ่น การท่องบ่นเหมือนการสวดมนต์เมื่อตะก็นี้ที่สวดกันดังลั่น ไปหมดนี้ จะเรียกว่าเป็นการสาธยายท่องบ่นที่เป็นวิมุตตา- ยตนะข้อที่สามได้หรือไม่ ถ้าได้ทำไมไม่ทำให้คนที่ท่องบ่น สาธยายนี้มีความหลุดพ้นจากกิเลสเหมือนที่กล่าวไว้ในสูตรนี้ เล่า, ถ้าอยากจะเข้าใจข้อความนี้ ก็ขอให้ท่านทั้งหลายทบ- ทวนดูถึงเรื่องที่เคยชี้แจงอธิบายมามากมายหลายครั้งหลาย- หนแล้ว ว่าสวดมนต์แปลนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับให้ท่องสวด
น.88 ๓๔ อย่างนกแก้วนกขุนทองหรือท่องเฉย ๆ ทีแรกเราสวดบาลี ยังไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวนี้เรามีคำแปลด้วย ก็พอจะรู้เรื่อง แต่แล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องอยู่อีกนั่นเอง เพราะว่าไปท่องเสียอย่าง เดียวกับท่องบาลี. เมื่อเราสวดไม่แปลเราสวดอย่างไร เมื่อ สวดแปลเราก็ยังสวดอย่างนั้น หรือสวดอย่างละเมอเพ้อ ๆ ไป เพราะปากว่าไปได้ด้วยความเคยชิน มีความรู้สึกครึ่ง- หลับครึ่งตื่นก็ยังสวดมนต์แปลนี้ ไปได้ เพราะว่ามีความเคย ชิน. เพราะเหตุฉะนั้น จึงกล่าวว่าแม้จะมีการสวดแปล แล้วก็ยังเหมือนกับที่สวดไม่แปลอยู่นั่นเอง คือสวดไปตาม ความเคยชิน เพราะเหตุฉะนั้น จึงได้แนะให้ว่าอย่าสวด อย่างนั้น ให้หัดสวดด้วยการสวดคำแปลได้แล้ว ให้รู้ ความหมายของคำแปลให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป จนกระทั่งว่า เป็นการแสดงธรรมให้แก่ตัวเองฟัง เมื่อเราสวดออกไป อย่างไรก็ให้เหมือนกับการแสดงธรรมให้ตัวเองพัง ให้เรื่อง ที่เคยลึกซึ้งอยู่นั้นค่อย ๆ ตื้นเข้า ๆ เพื่อให้รู้ความหมายของ คำที่สวดนั้นเช่นเราจะสวดว่า คนพวกหนึ่งข้ามฟากโน้นไป
น.89 ๓๕ ไม่ได้ มัวแต่วิ่งเลาะอยู่ตามฝั่งนี้และมีอยู่มาก นี้ก็ให้รู้ว่าเรา อยู่ในพวกนั้นหรือเปล่า ถ้าเราอยู่ในพวกนั้นก็ควรจะสะดุ้ง แล้วก็จะมีการเปลี่ยนแปลงในทางจิตใจ เพื่อจะเป็นผู้ข้ามฟาก กับเขาได้บ้าง หรือเมื่อเราสวดเรื่องบทอนิจจังทุกขัง อนัตตา เราต้องสะดุ้ง เมื่อได้สวดคำว่าอนิจจัง หรือทุกขัง หรือ อนัตตา เพราะเราสวดด้วยสติสัมปชัญญะในความเป็นอนิจ- จัง ทุกขัง อนัตตาของสิ่งต่าง ๆ นั่นเอง อย่างนี้เรียกว่า เราสวดด้วยใจ ไม่ใช่สวดด้วยปาก, เมื่อเราสวดด้วยใจอย่างนี้จนถึงที่สุดแล้ว เราก็เลื่อน ไปสวดด้วยความรู้สึกที่ลึกไปกว่านั้น คือความรู้สึกจริง ๆ ที่ เราอบรมอยู่เสมอ ให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ มันเลย ความเข้าใจไปเป็นความรู้สึก จนกระทั่งเป็นปัญญาที่แท้จริง คือรู้แจ้งชัดในข้ออรรถข้อธรรม ด้วยความรู้สึกจริง ๆ ไม่ ใช่รู้สึกด้วยความคิดความนึกหรือเหตุผล แต่รู้สึกว่ามองเห็น ชัดจริง ๆ มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ โดยไม่ต้องอาศัยเหตุผล ก็มีความรู้สึกอย่างแจ่มแจ้งได้ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว การสวด มนต์นั้นเอง การสาธยายท่องบ่นข้อความนั้นเอะทำให้จง
น.90 ๓๖ เกิดวิมุตตายตนะข้อนี้ได้ แต่ว่าผู้นั้นจะต้องฝึกฝนเป็นอย่าง มาก ฝึกฝนแล้วฝึกฝนอีก ที่จะให้การสวดมนต์ของตนลึกซึ้ง ยิ่งขึ้นเสมอไป ไม่ใช่สวดพอให้นอนหลับสบาย คือสวดให้ เกิดอาการง่วงนอนแล้วจะได้นอนหลับสบาย ไม่ใช่สวด- มนต์แก้นอนไม่หลับ อย่างนี้มันเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่ง ไม่อยู่ในวิมุตตายตนะข้อนี้เลย จะต้องไม่สวดแต่ปาก จะ ต้องสวดด้วยจิตใจและไม่สวดแต่เพียงด้วยจิตใจ จะต้องสวด ด้วยสติปัญญา ที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น ฝึกอยู่อย่างนี้แล้ว การสวด มนต์นั้นก็คือการทำวิปัสสนาชนิดหนึ่งนั้นเอง ไม่ใช่ การสวด ๆ ท่อง ๆ บ่น ๆ ไปด้วยปากด้วยลิ้นตามความ- เคยชิน เหมือนที่สวด ๆ กันอยู่ นี้คือ ข้อที่แนะให้สังเกตดูกันเสียใหม่ ให้พยายาม กันเสียใหม่ ที่ว่าการสวดมนต์ของเรานี้ จะต้องดีขึ้นทุก เดือนทุกปี ทุก ๆ ปี คือให้สวดมนต์ด้วยสติปัญญา ด้วยความ รู้สึกมากยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกปี จึงจะได้รับอานิสงส์ที่เป็นวิมุต- ตายตนะข้อนี้ เดี๋ยวนี้เราสวดอย่างถอยหลังเข้าคลอง เหมือน ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า พอจำได้แม่นยำแล้ว สวดอย่าง
น.91 ๓๗ ละเมอ ๆ ครึ่งหลับครึ่งตื่นก็สวดกันไปได้อยู่นั่นเอง ยิ่งทำ อย่างนี้มากขึ้นเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นการถอยหลังเข้าคลองมาก ขึ้นเท่านั้น. ขอให้สังเกตดูให้ดี และให้จับความจริงข้อนี้ให้ได้ ว่าสวดมนต์บทที่เข้ามาใหม่ ๆ นั้น เราระมัดระวังมาก รู้เนื้อ ความของบทสวดมนต์บทนั้นมาก แต่พอเราจำได้จนเคยชิน ปากแล้วมันก็เลือนไป กลายเป็นว่าแต่ปากอย่างนกแก้วนกขุน ทองไปเสียแล้ว หาได้จับอกจับใจในเนื้อความแห่งมนต์นั้น เหมือนกับที่เราแรกรับเอามาเรียนใหม่ ๆ ไม่ ขอให้ทุกคน สังเกตดูเถิดว่า สวดมนต์บทใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่เราเพิ่งจะ ได้รับมานั้น มันทำความอิ่มอกอิ่มใจให้แก่เราในข้อความนั้น อยู่พักหนึ่งทีเดียว อาจจะเป็นเวลาหลายเดือนก็ได้ แต่แล้ว พอความเคยชินเกิดขึ้น สวดได้คล่องโดยไม่ต้องระมัดระวัง ในเรื่องความหมายแล้ว มันก็เลือนไปจางหายไป เงียบไป เหลืออยู่แต่เสียงที่ปากว่าไปได้ด้วยความเคยชิน นี้เป็นกันหรือไม่ และเป็นกันมากน้อยเท่าไร ขอให้ ทุกคนสังเกตดูตนเองให้มาก เพื่อจะได้นำมาปรับปรุงการ
น.92 ๓๘ สาธยายท่องบ่น สวดมนต์ทำวัตรของตนให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ให้ถูกตามเรื่องตามราวยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกระทั่งได้รับอานิสงส์ ที่เป็นวิมุตตายตนะข้อที่สามนี้ ให้ได้ด้วยกันทุกคนเพื่อจะมี โอกาสหลุดพ้นจากกิเลส แม้ด้วยลำพังการสวดมนต์อย่าง ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในสูตรนี้ก็ได้ ฟังดูให้ดี ๆ ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า แม้แต่ การสาธยายท่องบ่นนี้ก็ยังเป็นชนวนเป็นต้นเหตุให้เกิดความ หลุดพ้นจากกิเลสของจิตได้ เราควรจะได้รับประโยชน์ในข้อ นี้กันโดยเร็ว เพราะว่ามันอยู่ในวิสัยที่เราจะทำได้ อย่าได้ไป คิดว่าต้องไปนั่งวิปัสสนาในป่าในดงอย่างนั้นอย่างนี้จึงจะ หลุดพ้นได้ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เองว่า แม้แต่การ สาธยายท่องบ่นธรรมะที่ตนได้เรียนแล้วสดับแล้วอย่างไร ก็ ยังทำให้เกิดการหลุดพ้นจากกิเลสแก่จิตใจได้ ขออย่างเดียว แต่อย่าสวดอย่างนกแก้วนกขุนทอง โดยลักษณะดังที่กล่าว มาแล้วนั้น. ให้พยายามอบรมบ่มนิสัย สร้างจิตใจที่มีสมรรถ- ภาพที่จะรู้สึกต่อความหมายของธรรมที่ตนกำลังสวดอยู่นั้น ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็จะเกิดอาการที่เรียกว่าภิกษุนั้นสาธยายธรรม
น.93 ๓๕ ที่ตนสดับแล้วได้เรียนแล้วอย่างไร โดยพิสดารด้วยประการ ใด ๆ ภิกษุนั้นเป็นผู้รู้แจ้งประจักษ์ชัดข้ออรรถ ข้อธรรม ที่ตนกำลังสาธยายนั้น โดยประการนั้น เมื่อเป็นดังนี้ ปรา- โมทย์ก็เกิด ปีติก็เกิด นามกายก็รำงับได้เสวยสุข แล้วทำ จิตให้พร้อมอยู่ในการที่จะเกิดญาณทัศนะ เพื่อเกิดวิราคะ เกิดวิมุตติตามลำดับไป. หนทางที่จะหลุดพ้นได้เพิ่มขึ้นอีกข้อหนึ่งเป็นสามข้อ ว่าการฟังผู้อื่นพูดก็ดี การพูดให้ผู้อื่นฟังก็ดี และการท่องบ่น มนตราที่ได้เรียนไว้ก็ดี ทั้ง ๓ อย่างนี้แต่ละอย่าง ๆ ก็เป็น หนทางที่จะให้เกิดความหลุดพ้นจากกิเลสได้ หมายความว่า แม้จะไม่มีสติปัญญามากมายขนาดจะนับเมล็ดทรายในมหา- สมุทรได้ เราก็ยังอาจที่จะหลุดพ้นจากกิเลสได้ เพราะการ สาธยายท่องบ่นที่ถูกวิธีดังที่กล่าวมานี้. วิมุตตายตนะข้อที่สี่ ทีนี้ถัดไปข้อที่สี่ ภิกษุตริตรอง พิจารณาธรรมที่ได้สดับแล้วได้เรียนแล้วอย่างไร นี้ไม่เกี่ยว กับการพูดให้ผู้อื่นฟัง หรือฟังผู้อื่นพูด หรือท่องบ่นอีกแล้ว แต่หมายถึงการเจาะจงพินิจพิจารณาธรรม ที่เราได้เคยได้ยิน ได้พึ่งมาแล้วอย่างละเอียด อย่างลึกซึ้ง อย่างพิสดาร นี้คือข้อ
น.94 ๔๐ แนะทั่ว ๆ ไป คำสั่งสอนทั่ว ๆ ไป ที่เราได้ยินได้ฟังอยู่ จะ ไม่อธิบายอะไรให้มากไปกว่านี้อีก เพราะเป็นเรื่องที่ได้ยิน ได้ฟังซ้ำๆซาก ๆว่าให้หมั่นพินิจพิจารณาธรรมะที่ตนได้อ่าน ได้ฟัง ได้ศึกษา ได้เล่าเรียนให้จริงจังก็จะเกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงได้ ดูแล้วมันยากไปกว่าข้อที่หนึ่ง ข้อที่สอง ข้อที่ สาม คือพังผู้อื่นพูด หรือพูดให้ผู้อื่นฟัง หรือสวดร้องท่อง บ่นธรรมะนั้น ๆ อยู่ วิมุตตายตนะข้อที่ห้า ที่นี้ก็มาถึงข้อที่ห้า ที่ว่าทำจิต ให้เป็นสมาธิ ถือเอาธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง มาเป็นนิมิตแห่ง สมาธิ จะใช้วัตถุภายนอก หรือใช้อาการภายใน เช่นลม หายใจเป็นต้น ทำจิตให้เป็นสมาธิ ด้วยการเพ่งอารมณ์นั้น ให้เป็นอารมณ์ที่ถือเอาด้วยดี ให้มีการแทงตลอดอารมณ์นั้น จริง ๆ คือว่าจะเพ่งในลักษณะที่ให้จิตสงบเป็นสมาธิ แล้ว เพ่งหาความจริงในสิ่งนั้นอีกต่อหนึ่ง จนกระทั่งเกิดปีติปรา โมทย์ เกิดความรำงับในทางนามกาย มีจิตประกอบด้วย ลักษณะ ๓ ประการ ที่พร้อมที่จะบรรลุญาณทัศนะ นี้ก็เป็น การเจริญสมถะและวิปัสสนาโดยตรง.
น.95 ๔๑ สรุปความแล้วก็กล่าวได้ว่า ในโอกาส ๕ ประการนี้ มีความลดหลั่นกันตามลำดับ ข้อแรกดูจะเป็นของธรรมดา มากหรือง่ายที่สุด คือการฟังเขาพูด ข้อที่สอง เราพูดให้ เขาฟัง ข้อที่สาม ก็ท่องบ่นอยู่ด้วยความรู้สึกในความหมาย ของสิ่งที่ท่องบ่น ส่วนข้อที่สี่นั้น เพ่งพิจารณาธรรมะนั้น ๆ อย่างละเอียดละออ ส่วนข้อที่ห้านั้น ให้ถือเอาธรรมะเป็น อารมณ์หรือเป็นนิมิตสำหรับให้เกิดสมาธิเสียก่อน แล้วจึง พิจารณาด้วยปัญญาในลักษณะที่เป็นวิปัสสนาโดยตรง รวม เป็นห้าข้อด้วยกัน แต่ละข้อ ๆ เป็นเหตุให้หลุดพ้นจากกิเลส โดยเสมอกันดังพระบาลีที่ได้ตรัสไว้เช่นนี้. ประโยชน์แห่งพระสูตรนี้ ที่เห็นว่ามีอยู่อย่างมากมาย นั้น ก็คือการที่แสดงให้เห็นได้ว่า แม้เราจะไม่สามารถ ทำสมถะและวิปัสสนาที่ลึกซึ้งยุ่งยากลำบาก เราก็ยัง สามารถจะหลุดพ้นจากกิเลสได้ ด้วยการพิจารณาไตร่ ตรองในธรรมะที่เราได้ยินได้ฟัง ถ้าเราไม่สามารถจะพิจารณา ไตร่ตรองธรรมะนั้นได้ เราก็ยังมีโอกาสที่จะท่องบ่นธรรมะ นั้นด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยจิตใจที่คอยจดจ่ออยู่ที่ความหมาย
น.96 ๔๒ ของสิ่งที่เราท่องบ่น ถ้าเรายังทำอย่างนั้นไม่ได้อีก เราก็ พยายามที่จะพูดให้ผู้อื่นฟัง ด้วยความตั้งอกตั้งใจอย่าง ละเอียดละออ ถ้าเรายังทำอย่างนั้นไม่ได้อีกเราก็จงฟังผู้อื่นพูด ด้วยความตั้งอกตั้งใจอย่างระมัดระวังให้ดีที่สุด เราก็ยังมี ทางที่จะหลุดพ้นได้ อย่างนี้เรียกว่าโอกาสมีให้เลือกถึง ๕ ประการแล้ว และก็มีอย่างง่าย ๆ รวมอยู่ด้วยถึง ๓ อย่าง ถ้าหากว่าเราไม่สามารถจะถือเอาอย่างใดอย่างหนึ่งในห้าอย่าง นี้ได้แล้ว ก็เรียกว่าเป็นผู้อาภัพ เป็นผู้ที่ไม่สมควรที่จะหลุด พ้นเสียแล้ว เป็นคนอาภัพไม่สมควรที่จะหลุดพ้นจากกิเลส เสียแล้วเป็นแน่นอน ใครจะยอมตนเป็นคนอาภัพถึงขนาด นั้นบ้าง ก็ลองพิจารณาดูเองเถิด เกิดมาที่หนึ่งก็อย่าให้ เสียทีที่เกิดมา เป็นมนุษย์ และพบ พระพุทธศาสนาเลย อย่าให้ต้องอาภัพถึงขนาดนั้นเลย เพราะหนทางมีให้เลือก ถึง ๕ ประการ แล้วก็มีอย่างง่ายที่สุดให้เลือกด้วย. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้ถือเอาประโยชน์จากพระ- บาลี วิมุตตายตนะสูตรนี้ ให้ได้ด้วยกันทุกคน ในลักษณะที่ เหมาะสม จะเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นของที่เหมาะ
น.97 ๔๓ สำหรับตนก็ได้ หรือว่าจะถือเอาโอกาสทั้งห้าโอกาสนั้นฝึก ฝนสลับกันไปอย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้นโดยสมควรแก่โอกาส และสมัย อย่างนี้ก็ยังทำได้ เรียกว่าเรายังมีโอกาสที่จะ บรรลุธรรมะได้มากมายเหลือเกิน มีให้เลือกมากเหลือเกิน แต่เราก็เหลวไหลเสียเอง ขี้เกียจเสียเอง ไม่เอาใจใส่เสียเอง เอาแต่เรื่องง่าย ๆ อย่างขี้เกียจ คือฟังก็พังให้แล้ว ๆ ไป ถึง ทีจะพูดให้ผู้อื่นฟังบ้างก็ขี้เกียจเสียแล้ว ถึงคราวที่จะสวดร้อง ท่องบ่นก็สวดร้องอย่างนกแก้วนกขุนทอง พอถึงคราวที่จะ ตริตรองธรรมะอันลึกซึ้งบ้างก็ปล่อยให้ง่วงนอนเสีย พอถึง คราวที่จะทำสมถะวิปัสสนาบ้าง ก็ว่ายุ่งยากเกินไปมีเรื่องที่ จะต้องทำลำบากมาก ไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ มันก็หมดกัน ไม่มีอะไรเหลือสำหรับบุคคลผู้นั้น ที่จะเอาตัวรอดได้. ทีนี้มาตั้งใจเสียใหม่ พยายามพึ่งผู้อื่นพูดให้ดี ๆ พยา- ยามพูดให้ผู้อื่นพึ่งบ้างให้ดี ๆ สวดร้องท่องบ่นอยู่เป็นประจำ ให้ดี ๆ พิจารณาไตร่ตรองธรรมะตามโอกาสที่เรามีความ โปร่งอกโปร่งใจสบายดี แล้วก็ถือโอกาสทำสมาธิวิปัสสนา เท่าที่เราจะทำได้ เรียกว่าเป็นผู้ขยันขันแข็งอยู่ทุก ๆ วิถีทาง
น.98 ๔๔ นี้เรียกว่าเป็นการเจริญภาวนา คืออบรมบ่มตัวเองให้เจริญ ก้าวหน้าไป ตามทางธรรมะแห่งพระพุทธศาสนา ได้รับ ประโยชน์ โดยสมคว แก่การ ประพฤติ ปฏิบัติ โดยแน่นอน เพราะว่าธรรมะนั้นเป็น อกาลิโก ไม่จำกัดกาลเวลา และ อยู่ในคลองแห่งเหตุผล ประพฤติได้เท่าไหร่ก็มีผลเท่านั้น มีผลแน่นอนด้วย ไม่จำกัดเวลาด้วย คนจึงได้รับประโยชน์ จากธรรมะกันมาแล้วมากมาย จนกลายเป็นอริยะบุคคลใน พระพุทธศาสนา. หวังว่าท่านทั้งหลายทุกคนที่มีความสนใจในเรื่องของ พระอรหันต์ อันมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน จะได้ สนใจในเรื่องวิมุตตายตนะ คือบ่อเกิดแห่งวิมุตตินี้กันให้มาก เพื่อจะได้ทำให้เราเดินตามพระอรหันต์ได้ง่ายขึ้น ปฏิบัติ ตามพระอรหันต์ได้ง่ายขึ้น เหมือนที่เราปัจจเวกขณ์อุโบสถ อยู่ทุกวันว่า มีการทำตามพระอรหันต์อย่างนั้นอย่างนี้อย่าง สุดความสามารถของเรา และวันนี้ก็เป็นวันที่ระลึกแก่พระ อรหันต์ที่ประชุมกัน ๑๒๕๐ องค์ ประกาศหลักของการ
น.99 ๔๕ ประพฤติ ปฏิบัติที่จะทำให้หลุดพ้น คือความไม่ยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง. ถ้าเรามีความสนใจในความหลุดพ้น ต้องการจะทำ ให้ได้โดยเร็ว โดยสะดวกยิ่งขึ้น ก็จงสนใจในบ่อเกิดแห่ง วิมุตติ ทั้ง ๕ ประการนี้ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วการ ปฏิบัติเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นของเรา ก็จะเจริญงอกงาม ก้าวหน้าลุล่วงไปโดยเร็ว สมตามที่เรามาประชุมกันเพื่อเป็น ที่ระลึกถึงพระอรหันต์ เพื่อเป็นการบูชาแก่พระอรหันต์ และเพื่อเป็นการเดินตามรอยของพระอรหันต์อันมีพระสัมมา สัมพุทธเจ้าเป็นประมุข เป็นประธาน ตั้งอยู่ในฐานะเป็นที่ พึ่งของโลกจนตลอดกัลปาวสาน. ตลอดเวลาที่ยังมีธรรมะของพระอรหันต์อยู่ใน โลกนี้ โลกนี้ก็จะยังเป็นโลกที่น่าดู คือมีความงดงามใน การที่เอาชนะกิเลสได้ ทั้งอย่างหยาบ อย่างกลางและ อย่างละเอียด ทั้งเบื้องต่ำ ทั้งท่ามกลาง และทั้งเบื้อง สูง. สมตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสธรรมะไว้เผื่อเลือก ทั้ง เบื้องต่ำ ทั้งท่ามกลาง และเบื้องสูง ดังที่เราได้ทราบกันดี อยู่แล้วทุก ๆ คน
น.100 ๔๖ ขอให้สนใจ ที่จะถือเอาประโยชน์ตนให้ได้โดยเร็ว ที่สุด และช่วยกันสืบอายุพระศาสนา ให้ตั้งอยู่เพื่อประโยชน์ แก่คนทั้งหลาย และแก่ชนทั้งหลายอันจะมีมาในกาลข้างหน้า เมื่อทำได้อย่างนี้แล้วก็เรียกว่า เราได้ทำได้ดีที่สุดแล้ว ในสิ่ง อันเป็นหน้าที่ หรือเป็นความรับผิดชอบของพุทธบริษัทเรา เป็นผู้มีความเจริญงอกงาม ก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา โดยสมควรแก่การกระทำของ ฅน ๆ ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการ ฉะนี้ พิมพ์ ที่โรงพิมพ์อักษรสาสน์ ๔๒ ถนนเจริญกรุง พระนคร โทร. ๒๑๑๓๙ นายภิญโญ เลี่ยวรักษ์โอฬาร ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๑๒
Buddhadasa