น.4 ท่านสมาชิกกลุ่มพุทธศาสตร์ และท่านที่สนใจทั้งหลาย ในการบรรยายครั้งนี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงสิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งสำคัญที่สุด แต่ว่าคนส่วนมากอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่อง รุ่มร่าม ไม่จำเป็นอีกตามเคย สิ่งที่ว่าสำคัญที่สุดนี้ก็คือ การ มองสิ่งทั้งปวงในด้านใน สิ่งที่เรียกว่า การมองสิ่งทั้งปวงในด้านในนี้ มีความ สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับการที่จะเข้าใจธรรมะ หรือเข้าใจ พระพุทธศาสนา. การที่มองไม่ตรงกัน เป็นเหตุให้เข้าใจ กันไม่ได้ เหมือนอย่างว่า การที่คนทะเลาะวิวาทกัน ก็ เพราะคนหนึ่งมันมองไปอีกทางหนึ่ง ไม่อาจจะเข้าใจคำพูด
น.5 ๒๑ ของกันและกันได้. ฉะนั้นคนที่ทะเลาะวิวาทกัน ก็เป็นเพราะ มองไปในทัศนะต่างกัน. เพราะฉะนั้นการที่เราจะเข้าใจ คำสั่งสอนของพระ- พุทธเจ้า จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมองในด้านใน เพราะว่า พระพุทธเจ้าท่านมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน และคำที่ท่าน ทรงนำมากล่าวมาสอนก็เป็นการบรรยายสิ่งทั้งปวงในเมื่อ มีการมองกันในด้านใน เรื่องความทุกข์ ที่เป็นเรื่องสำคัญที่กล่าวอยู่ในเรื่อง อริยสัจก็ดี ในเรื่องปฏิจจสมุปบาทก็ดี ในเรื่องอื่น ๆ ก็ดี มันเป็นเรื่องของความทุกข์ที่มองกันในด้านในทั้งนั้น เพราะ ฉะนั้นถ้าเรา ไม่พยายามที่จะมองสิ่งทั้งปวงในด้าน ในตาม อย่างพระพุทธเจ้าแล้ว ย่อมหวังได้ยาก หรือหวังไม่ได้เลย ในการที่จะเข้าใจ พระธรรมคำสอนของพระองค์. เพราะ ฉะนั้นอาตมาจึงเห็นว่า มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณากัน ถึงเรื่องนี้อย่างละเอียดลออ. แม้ว่าในการบรรยายสามครั้งที่แล้วมา ก็เป็นการ บรรยายถึงการมองสิ่งทั้งปวงในด้านในด้วยกันทั้งนั้น. มอง ชีวิตในด้านในจึงจะเป็นอันเดียวกับธรรมะ และต้องมองสิ่ง
น.6 ๓ ต่าง ๆ ในด้านในจึงจะสามารถเอาธรรมะมาใช้ให้เป็นของ คู่กันกับชีวิต หรือว่าเป็นอันเดียวกันกับชีวิตได้. แม้การชี้ให้เห็นความหมายอันแท้จริงของคำว่าความ เกิด ในการบรรยายครั้งที่สาม หรือโลกในด้านในนั้น ก็ เพราะความจำเป็นข้อนี้ ล้วนแต่เป็นการมองสิ่งที่สำคัญ ที่ เกี่ยวข้องกันกับคนเราในด้านในด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เป็นการจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ผู้ศึกษาพุทธศาสนา จะต้องหัด มองสิ่งทั้งปวงในด้านใน พวกคนที่เขาจะว่าเรารุ่มร่าม พูดสิ่งที่ไม่จำเป็นจะ ต้องพูดนั้น ก็คือพวกที่เข้าใจว่า เด็ก ๆ หรือคนอายุน้อย หรือเยาวชนนี้ ไม่อาจจะมองสิ่งทั้งปวง ในด้านใน นั่น มันเป็นเรื่องของคนแก่ที่ไม่อาจจะมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน แล้วก็พาลหาเรื่องว่าเด็ก ๆ นี้ไม่อาจจะมองสิ่งทั้งปวงในด้าน ใน.เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องสนใจกับถ้อยคำชนิดนั้นก็ได้ คือ ว่าเราไม่ต้องสนใจถึงเรื่องใครจะมีความเห็นอย่างไร เรา สนใจแต่ว่าเราจะเข้าใจสิ่งที่จำเป็นที่สุด คือธรรมะนี้ได้- อย่างไรก็แล้วกัน.
น.7 ๔ ทีนี้ก็มาถึงข้อที่ว่า ทำไมจะต้องพูดเป็นด้านนอก ด้านใน ? ข้อนี้เชื่อว่าท่านทั้งหลายอาจจะเข้าใจได้ด้วยตน เอง โดยไม่ต้องอธิบายกันมากนักก็ได้ ว่าสิ่งทั้งปวงนี้จะ ต้องมีเป็น ๒ ชั้นคือชั้นนอกและชั้นใน หรือ ด้านนอก ด้านใน ด้วยกันทั้งนั้น. คำในทางปรัชญามีอยู่คำหนึ่ง และ เป็นคำธรรมดานั่นเองว่า quintessence; quint แปลว่า ที่- ห้า; essence แปลว่าเนื้อใน หรือสาร หรือแก่นสาร- quintessence ก็แปลว่าสาระอันที่ห้า. พวกนักปรัชญา พวกนี้เขาถือว่า สาระที่สี่ก็คือ ธาตุ ทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟนี้ มันเป็นส่วนภายนอก ทั้งสี่อย่าง นี้มันเป็นภายนอกทั้งนั้น ส่วนอันที่ห้าไม่ใช่ดินน้ำลมไฟแต่ เป็นอะไรอีกอย่างหนึ่งต่างหาก ซึ่งเขาเรียกว่า essence ที่ ห้า นั่นแหละคือด้านในซึ่งหมายถึงเรื่องทางฝ่ายจิตหรือฝ่าย วิญญาณ เพราะฉะนั้นเราจะต้องสนใจกับสิ่งที่เรียกว่า มูล ธาตุที่ห้าหรือ essence ที่ห้านี้ กันให้ถูกต้องหรือให้เพียงพอ. อยากจะบอกกล่าวเสียเลยว่า ในพระพุทธศาสนาเรา นั้นยังมี essence ที่หก คือยังมีธาตุอีกธาตุหนึ่ง ซึ่งจะนับ ให้ฟัง สี่ธาตุตอนต้นก็คือดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วอันที่ห้า
น.8 ๕ เรียกว่า วิญญาณธาตุ วิญญาณนี้คือธาตุทางฝ่ายวิญญาณ แล้วอันที่หก เรียกว่า "ความว่าง" ธาตุแห่งความว่าง หรือ "นิพพานธาตุ" ก็เรียก แต่เรียกตรง ๆ นั้นเรียกว่า ความ ว่าง เพราะฉะนั้นเราจึงมีธาตุหก คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุ ลม ธาตุไฟ และธาตุวิญญาณ หรือวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้) แล้วก็ ธาตุความว่างหรือ "สุญญตธาตุ" วิญญาณธาตุ หรือ สุญญต- ธาตุนี้ คือ essence ที่ห้าและ essence ที่หก ซึ่งลึกเข้าไป เป็นด้านใน. เพราะฉะนั้นลองมองดู ด้วยการทบทวนดู ตามการ บรรยายที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งอาตมาได้กล่าวถึงด้านใน คือ ส่วนที่เป็นจิตหรือเป็นวิญญาณ ที่เป็นความรู้สึกว่าเป็นตัวกู -ของกู เป็นเหตุให้ทำดีทำชั่ว นี้เป็นธรรมะประเภทหนึ่ง. ส่วนอันที่หกนั้น หมายถึงความว่างจากตัวกูว่างจากของกู คือว่างจากความรู้สึกที่เป็นตัวกูของกู ก็หมายความว่า ว่างจากกิเลสนั่นเอง. เมื่อว่างจากกิเลสก็เป็นการว่างจาก ความทุกข์ แปลว่าว่างจากสิ่งซึ่งเป็นความทุกข์โดยประการ ทั้งปวง.
น.9 ๖ การที่ท่านจัดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นธาตุ ธา-ตุ หรือบาง ทีก็เรียกว่า element ขึ้นมานี้ มันเป็นความถูกต้องอย่างยิ่ง แต่ว่าคนธรรมดาสามัญอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหลก็ได้ เพราะเขารู้จักธาตุกันแต่ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือธาตุอื่น ๆ ทางด้านวัตถุเท่านั้น พอเรื่องทางจิตทางวิญญาณ และ เรื่องที่ลึกไปกว่านั้นอีก เขาก็ไม่รู้สึกว่ามันเป็นธาตุ พอได้ ยินคำว่าเป็นธาตุขึ้นมาก็ชักจะรวนเรไม่สนใจ. ที่จริง คำว่าธาตุ หรือ ธา-ตุ ในที่นี้ มันหมายถึง สิ่งที่มีอยู่จริงเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงอะไรมากไปกว่านั้น. สิ่งที่เป็นของภายนอกมันก็มีอยู่จริง อย่างภายนอก; ส่วนที่ อยู่ลึกในทางฝ่ายภายใน ถึงกับมองไม่เห็นตัวหรือคว้าไม่ถูก นี้มันก็ยังมีอยู่จริงด้วยเหมือนกัน. ก็เลยถือเอาความที่มันมี อยู่จริง-มีอยู่จริง ๆ นี้เป็น essence ชนิดหนึ่งเหมือนกัน แล้วมันก็เป็นธาตุหรือเป็น element ที่เป็นมีมูลธาตุของสิ่ง- ทั้งปวงด้วยเหมือนกัน. เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน อาตมาอยากจะเพิ่มเติมคำ อธิบายเรื่องนี้อีกนิดหนึ่งว่า ในทางหลักพุทธศาสนานั้น
น.10 ๗ เมื่อพูดกันถึงเรื่องธาตุ ที่ถูกต้องแล้ว ท่านนิยมพูดว่า มี อยู่ ๓ เท่านั้น คือ รูปธาตุ อรูปธาตุ และ นิโรธธาตุ. รูปธาตุ อันแรกก็หมายถึงธาตุที่เป็นวัตถุเป็นตัวตน- เป็นชิ้นเป็นก้อน เห็นได้ ดมได้ คลำได้ อย่างนี้ เรียกว่า รูปธาตุ อรูปธาตุ ก็หมายถึงสิ่งที่มันไม่มีรูปร่างทำนองนั้น แต่ มันก็มีอยู่จริง หมายความว่าต้องรู้ ได้ด้วยใจเพราะเป็นเรื่อง ทางใจนั่นเอง. เหล่านี้ทั้งหมด เรียกว่าอรูปธาตุ. ที่นี้มาถึง อันที่สาม เรียกว่า นิโรธธาตุ นิโรธธาตุนี้แปลว่าดับ คือความดับ. ธาตุ นี้ก็มีอยู่จริง แต่ว่าเป็นที่ดับแห่งธาตุทั้งปวง. สองธาตุที่กล่าวมาแล้ว คือรูปธาตุ และอรูปธาตุนั้น ถ้ามันถึงเข้ากับนิโรธธาตุเมื่อไรแล้ว มันก็ดับไป ไร้ความ หมายหรือเหมือนกับว่าไม่มี. เพราะฉะนั้นนิโรธธาตุ นี้จึง ไม่ใช่รูปธาตุและอรูปธาตุ: มันยิ่งกว่านั้นอีก จะว่ามี รูปก็ไม่ได้ จะว่าไม่มีรูปก็ไม่ได้ เพราะว่ามันอยู่เหนือการ ที่จะกล่าวว่ามีรูปหรือไม่มีรูป เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้า ท่านจึงเรียกว่า " ธาตุแห่งความดับ "หรือ" ธาตุแห่งนิพพาน "
น.11 ๘ หรือ " ธาตุแห่งความว่าง " แต่ชื่อที่มีอยู่ชัดนั้นเรียกว่า นิโรธธาตุ แปลว่าธาตุแห่งความดับ. นี่แหละเข้าใจไว้เถิดว่าคำว่าธาตุนี้มันมีมากออกไปถึงอย่าง นี้ แล้วอย่าเข้าใจว่ามีเพียงเท่าที่เรียนในเรื่องวิทยาศาสตร์ ทางวัตถุ ซึ่งถือว่าดินน้ำลมไฟหรือว่าจะแยกเป็นธาตุแท้ อย่างที่เรียนกันในตำราเคมีอย่างนั้นก็ตาม ทั้งหมดนั้นมัน เป็นแต่เรื่อง ของทางฝ่ายรูปธาตุ-ธาตุเดียวเท่านั้น; แล้ว ยังเหลืออีก ๒ ธาตุ คือ อรูปธาตุกับนิโรธธาตุ ซึ่งท่านทั้ง หลายอาจยังไม่เคยนึกถึงมันเลย บางคนจะยังไม่เคยเรียน เลย บางคนยังไม่คิดว่ามีอยู่ด้วย. เพราะฉะนั้นการที่ได้มาฟัง คำอธิบายที่พระพุทธเจ้า ท่านได้สอนไว้นี้ มันคงจะทำให้ฉลาดขึ้นบ้าง คือทำให้รู้ ว่ามีสิ่งอะไรอีกบางอย่างซึ่งเร้น ลับ แต่มันเร้นลับสำหรับ พวกเราเท่านั้น มันไม่เร้นลับสำหรับบุคคลประเภทพระ อริยเจ้า หรือโดยเฉพาะคือพระพุทธเจ้า. คือว่าสำหรับพระพุทธเจ้าแล้ว เรื่องอรูปธาตุหรือ นิโรธธาตุนี้ มันก็เป็นเรื่องธรรมดา ง่าย ๆ ตื้น ๆ เหมือน
น.12 ๙ กับที่พวกเรารู้เรื่องธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม หรือ ธาตุ อะไรต่าง ๆ เก้าสิบเก้าหรือร้อยธาตุ แล้วแต่จะค้น พบได้เรื่อย ๆ . เพราะฉะนั้นเราจึงตั้งสมมุติฐานของเราใหม่ หรือ สูงขึ้นมาถึงกับว่า สิ่งที่เรียกว่า "ธาตุ" นี้มันมีอยู่ถึงอย่าง นี้ เพราะฉนั้นธาตุประเภทใดที่มันเป็นส่วนลึกนั้น เราจะ ต้องรู้จักมองมันในด้านใน ต้องมองมันในด้านใน เราจึง จะรู้จักหรือเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้เราเข้าใจพระ พุทธศาสนา ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นนักมองสิ่งทั้งปวงใน ด้านในได้ โดยง่าย. ไหน ๆ ท่านทั้งหลายก็สนใจ ที่จะศึกษาพระพุทธ- ศาสนาเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว และกลุ่มพุทธศาสตร์ก็จัดขึ้น ด้วยความมุ่งหมายจะเข้าใจพระพุทธศาสนา ฉะนั้นก็จำเป็น ที่จะต้องศึกษากัน ไปในทางที่เป็นหลักเกณฑ์อันมั่นคงของ พระพุทธศาสนา จะเอาตามสบายใจเรา ตามชอบใจเรา หรือตามสะดวกแก่เรานั้นมันทำไม่ได้ ถ้าฝืนทำ มันก็ได้ ผลน้อยที่สุด มันไม่คุ้มกันกับเวลา แล้วมันก็จะต้องเลิกล้ม
น.13 ๑๐ ไปโดยแน่นอน มันไม่มีอะไรที่จะทำให้เป็นประโยชน์อัน แท้จริงขึ้นมาได้. เพราะฉะนั้นจึงขอร้องหรือถึงกับวิงวอนว่า เรา จำเป็นแล้ว ที่จะ ต้องหัดมองหรือศึกษาสิ่งทั้งปวงในด้าน ใน ให้รู้จักธาตุที่ห้าและธาตุที่หก ลึกเข้าไปตามลำดับ การมองสิ่งทั้งปวงในด้านในนี้ เข้าใจได้ง่าย ๆ จาก คำธรรมดาสามัญที่รู้จักกันดี หรือที่พวกนักปรัชญาก็เอาไป ใช้ คือคำว่า objectivity กับคำว่า subjectivity ซึ่งเป็นคำ คู่และตรงกันข้าม. คำว่า objectivity ตามตัวก็แปลว่าภาวะที่ปรากฏเมื่อ เรามอง หรือเรารู้สึกกันในแง่ทางวัตถุธรรม หรือในแง่ของ สิ่งที่ถูกกระทำ ส่วน subjectivity นั้น ก็คือภาวะที่ปรากฏ ต่อเมื่อเรามองหรือรู้สึกกันในแง่ของนามธรรม และเป็นใน แง่ของผู้กระทำ ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ. ท่านควรกำหนดความหมายไว้ให้ดี ๆ ว่า objective นี้ มันในแง่ของวัตถุธรรม คือฝ่ายที่เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น จึงเป็นฝ่ายถูกกระทำเสมอไป; แต่ฝ่าย subjective นั้น มัน
น.14 ๑๑ มองกันในแง่ของฝ่ายนามธรรม คือเล็งถึงจิตใจ เพราะ ฉะนั้นมันจึงเป็นฝ่ายที่กระทำหรือไม่ถูกกระทำ, คำ ๆ นี้ ถ้าถือตามหลักของภาษาบาลีแล้วยิ่งชัดเจน มาก เพราะ คำว่าจิตหรือนามธรรมนี้ รูปศัพท์มันแปลว่า เป็นฝ่ายสร้างหรือฝ่ายกระทำ หรือฝ่ายรู้หรือฝ่ายน้อมนำ สิ่งอื่นไป. ทีนี้ส่วนฝ่ายรูปธรรมนั้น มันเป็นฝ่ายที่ถูก สร้างขึ้น แตกง่าย ทำลายง่าย ถูกรู้สึก ถูกน้อมไป หรือถูกกระทำ. เพราะฉะนั้น เราในที่นี้ก็ จะต้อง หัด มองกันใน ฝ่าย subjectivity คือจะมองกันในฐานะที่เป็นนามธรรม และใน ฐานะที่เป็นฝ่ายกระทำ ไม่ใช่ถูกกระทำ. เพียงเท่านี้ก็จะเข้าใจได้แล้วว่า ถ้าเราไปหลงติดหรือ หลงมองในฝ่าย objective แล้ว เราจะเป็นฝ่ายถูกกระทำ นั้นหมายความว่าเราจะตกเป็นทาส เป็นทาสเป็นบ่าวของ อารมณ์ ไปทีเดียว. แต่ถ้าเราจะมองกันในฝ่าย subjective แล้ว เราก็จะกลายเป็นฝ่ายตรงกันข้าม คือเป็นฝ่ายจิต และจะเป็นผู้กระทำ. นี่มันได้เปรียบกันอย่างนี้. ถ้ามองกัน
น.15 ๑๒ ในฝ่าย objective แล้ว เป็นฝ่ายถูกกระทำ: ถ้าเป็นฝ่าย subjective แล้วเป็นฝ่ายกระทำ เพราะฉะนั้นจึงเป็นการ ควรอย่างยิ่ง ที่ว่าจะหัดมองกันในฝ่ายที่ได้เปรียบ คือ ฝ่ายที่อยู่เหนือ คือฝ่าย subjective นั่นเอง นั้นแหละคือ ประโยชน์ของการมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน. คนเราเกิดมาไม่ได้รับการศึกษาอบรบที่ถูกต้อง ตาม ทางธรรมะหรือทางปรัชญา เพราะฉะนั้นตั้งแต่เกิดมาจน บัดนี้ เราจึงถูกปล่อยให้ตกอยู่ในฝ่ายวัตถุ คือไปติดในฝ่าย วัตถุ แล้วก็มองอะไรแต่ในฝ่ายวัตถุหรือฝ่าย objective ไปหมด ฉะนั้นจึงคล้าย ๆ กับว่าผืน ในการที่จะมองกันใน ฝ่ายเหนือหรือฝ่ายตรงกันข้าม แต่นี่มันช่วยไม่ได้อีกแล้ว ที่ว่าเราจะปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนั้น เราต้องตั้งต้น กันใหม่ ที่จะเป็นผู้มองสิ่งทั้งปวงในฐานะเป็นผู้ชนะ ไม่ใช่เป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้. นี่คือความจำเป็นที่ว่า เราจะต้องหัดมองสิ่งทั้งปวงใน ลักษณะที่เป็นฝ่าย subjective ให้ภาวะที่เป็นด้านใน หรือ ฝ่ายในนั้นปรากฏชัดแจ้งแก่เราให้จนได้ ให้ subjectivity ต่าง ๆ นั้นไม่เป็นของลึกลับแก่เราอีกต่อไป.
น.16 ๑๓ อาตมาจะได้กล่าวถึง การมองด้านนอกด้านใน ใน ลักษณะที่เห็นได้ง่ายสืบไปอีก ด้วยถ้อยคำธรรมดาสามัญ ที่สุด. การมองด้านนอกกับมองด้านในนั้น มันจะตรงกัน ข้ามเสมอไป ทั้ง ๆ ที่ว่าด้านนอกกับด้านในนี้ มันเป็น ของร่วมกัน ไม่แยกกันได้ เพราะว่าของด้านในมันก็ต้อง อาศัยอยู่บนของด้านนอก เช่นว่าร่างกายนี้ มันเป็นที่อาศัย ของใจ ใจก็อาศัยอยู่ที่ร่างกาย มันไม่แยกกันได้ แต่มันยัง แบ่งกันได้ว่าเป็นด้านนอก และด้านใน. เหมือนอย่างผลไม้มันมีเปลือกและมีเนื้อใน แต่มันก็ เนื่องกันอย่างนี้ ไม่อาจจะแยกกันได้. ถ้าเรามองด้านนอก มันถูกเปลือก มันกินได้เมื่อไร ลองคิดดู; แต่ถ้าเรามอง ด้านในก็ถูกเนื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็บริโภค. เพราะ ฉะนั้นถ้าไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ เราก็กินไม่ได้. คือขืนกินเข้าไปให้ ได้ทั้งเปลือกทั้งเนื้อ มันก็รู้สึกกระอัก กระอ่วนเต็มที. ฉะนั้นการที่รู้จักมองในด้านในและแยกให้เห็นชัด จึง เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง การมองด้านในนี้ เป็นสิ่งที่จำเป็น
น.17 ๑๔ แต่ก็อย่าได้ไปตั้งแง่ด้วยทิฏฐิมานะ จนถึงกับจะรังเกียจ ด้านนอก เกิดเป็น pessimism ต่อด้านนอกขึ้นมา อย่างนี้ ก็ไม่ถูก มันเป็นความผิดอย่างยิ่งเหมือนกัน. เราต้องเห็นคุณของเปลือก หรือด้านนอกอยู่เสมอไป อย่างว่าผลไม้นั่นแหละ ถ้าไม่มีเปลือกแล้ว เนื้อในจะอยู่ ได้อย่างไร ? ถ้าไม่มีเปลือกแล้วมันก็ออกเป็นลูกมาไม่ได้ เนื้อในล้วน ๆ นั้นมันงอกออกมาไม่ได้ และมันไม่เจริญจน แก่จนสุกให้เรากินได้ มันอยู่ได้ด้วยเปลือกแท้ ๆ แต่ถ้าเรา จะไปหลงใหลในเปลือก มันก็น่าสงสาร. แต่ถึงอย่างไรก็ดี การมองอย่างด้านนอกนี้ถูกเปลือก การมองอย่างด้านในมันก็ย่อมถูกเนื้อใน; และ การมองด้าน นอกก็จะตกเป็นทาสของอารมณ์ แต่การมองด้านในจะ กลายเป็นนายเหนืออารมณ์ต่างๆ ซึ่งได้กล่าวแล้วแต่วัน ก่อนว่า อารมณ์ต่าง ๆ ก็คือโลก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มีอยู่ในโลกคืออารมณ์ ถ้าเราปล่อยให้จิตใจตกต่ำ ไปอยู่ใต้อำนาจของการมองในด้านนอกแล้ว มันก็ตกเป็น ทาสของอารมณ์ จะถูกอารมณ์ครอบงำบังคับลากจูง
น.18 ๑๕ เหมือนกับเขาจูงจมูกไปตามต้องการของเขา. แต่ถ้ามอง ด้านในแล้วเป็นอิสระขึ้นมาทันที ไม่มีอะไรมาจูงไปได้ แล้วจิตที่เป็นอิสระเท่านั้น จึงจะไม่เป็นภาวะที่ทนทุกข์ ทรมาน. ทีนี้การมองด้านนอกนั้น มันทำให้เข้าใจธรรมะไม่ได้ แต่ว่าการมองด้านในนี้ทำให้เข้าใจธรรมะได้ ท่านลองคิดดู เทียบคู่กันไปเรื่อย. เพราะเหตุใด ? ตอบง่ายนิดเดียว เพราะว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น มันเป็นเรื่องทางด้านใน เป็นความลับของด้านนอก. ที่ว่าเป็นความลับนี้ หมายความว่า เป็นความจริงที่ มองเห็นยากขนาดที่เป็นความลับทีเดียว. ความลับของ อะไร ? ก็ความลับ ของด้านนอกนั่นเอง. เรารู้กันแต่ เรื่องด้านนอก ไม่รู้ถึงเรื่องด้านในซึ่งเป็นความลับของ ด้านนอก นั่นแหละคืออวิชชาของเรา เรียกกันง่ายๆ ก็ คือความโง่ ความหลง ความเป็นพาล ความเป็นคนเขลา ความเป็นปุถุชนคนหนา อะไรทำนองนี้ แล้วแต่จะเรียก ในโวหารศาสนาเขาเรียกกันอย่างนั้น เพราะว่าธรรมะเป็น
น.19 ๑๖ ความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง คือเป็น ด้านในของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั่นเอง. แต่ถ้าถือเอาตามคำอธิบายที่ได้กล่าวมาแล้วสองสาม วันก่อนนั้น ก็กล่าวได้ชัด ๆ ในวันนี้ว่า การมองด้านนอก นั้น มันดับตัวกู-ของกูไม่ได้; แต่การมองด้านในนั้น มันดับความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูนี้ได้ เพราะเหตุใด ? ก็ ตอบได้ง่ายนิดเดียวอีกเหมือนกันว่า เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า ตัวกู-ของกูนั้น มันแสนจะลึกลับ มันอยู่ด้านในสุด; ด้าน ในชนิดที่ไม่เห็นตัว คว้าไม่ถูกหรืออะไรทำนองนี้. แต่ถ้าเราหัดมองด้านใน ตามวิธีที่พระพุทธเจ้าท่าน สอนไว้ มันจะมาปรากฏแก่เรา ชัดเจนง่าย ๆ เหมือน ของด้านนอกเหมือนกัน. การมองด้านใน อย่างน้อยก็ตามวิธีที่กล่าวมาแล้ว ในการบรรยายที่แล้วมา มันจะมองเห็นตัวกูของกูชัดเจน ชัดเจนในฐานะที่ว่า นี่เอง ! มันเป็นต้นเหตุของความ ทุกข์ ที่แก้กันไม่ตกและไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นจะต้อง ฆ่ามันให้ตายด้วยอุบายที่ชอบ เช่น ไม่ให้มันได้กินอาหาร
น.20 ๑๗ แล้วมันผอมลง แล้วมันตายไปเอง เหมือนกับสัตว์ร้ายที่ ล้อมคอกไว้ แล้วไม่ให้กินอาหารอย่างนั้น. ยิ่งกว่านั้น อาจจะมองเห็นต่อไปว่า การมองใน ด้านนอกนี้มันตกไปฝ่ายวัตถุนิยม การมองด้านในนั้นมัน ทำให้เป็นไปในฝ่ายของอุดมคตินิยม, Materialism ตรงกัน ข้ามกับ Idealism ซึ่งท่านทั้งหลายก็พอจะรู้อยู่แล้วสำหรับ คำอย่างนี้ ไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย เพราะว่า การมองด้าน นอกนั้นมันเป็นตัว Materialism อยู่ในตัวมันเอง แล้วมัน นำผลเป็น Materialism ยิ่ง ๆ ขึ้นอีกมากมาย แล้วมันก็เกิด อาการที่ว่าจะต้องเป็นทาสของวัตถุนิยม และเกิดปัญหา ยุ่งยากไม่มีที่สิ้นสุด. โลกเราสมัยนี้มีปัญหายุ่งยากเพราะตัวนี้ตัวเดียว คือ ตัววัตถุนิยมนี้อย่างเดียวเท่านั้น. ไม่ว่าฝ่ายไหนหมด ที่มัน รบกันได้นี้ มันเป็นฝ่ายวัตถุนิยมด้วยกันทั้งนั้น; แต่มัน เป็นฝ่ายวัตถุนิยมคนละรูป คือว่าหยาบไปบ้าง ละเอียด ประณีตไปบ้าง เอาจัง ๆ ตรง ๆ ซึ่งหน้าบ้าง เอาอย่าง ละเอียดประณีตแนบเนียน เร้นลับบ้าง แต่ทั้งสองฝ่ายนี้ ลุ่มหลงในวัตถุนิยมด้วยกันทั้งนั้น.
น.21 ๑๘ เพราะฉะนั้นไม่มีทางอะไรที่จะแก้ได้ หรือแก้ตกได้ ในเรื่องวิกฤติการณ์ของโลกในสมัยปัจจุบันนี้ เว้นเสียแต่ ว่าถ้าทั้งสองฝ่ายนั้น หายโง่ในเรื่องวัตถุนิยม แล้วก็รู้จัก Idealism (คือรู้จักสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุนิยม ที่เป็นอุดมคติสูงสุด) ที่เป็นภายใน หรือเป็นด้านในขึ้นมาเท่านั้นเอง ไม่ต้องมี ใครห้ามเขาหรอก "เขาก็จะหยุดเบียดเบียนกัน แล้วก็จะ แสวงหาความสุขที่แท้จริงได้ โดยไม่ต้องเสียเลือด เสียเนื้อ เสียวัตถุหรือเสียอะไร อยู่กันเป็นผาสุกอย่างยิ่ง ที่เรียกกัน ว่าสมัยพระศรีอาริย หรืออะไรก็ได้. ลองพิจารณาดูเถิดว่า โทษของการมองด้านนอก กับ คุณของการมองในด้านในนี้ มันมีอยู่อย่างไร เพราะฉะนั้น จึงขอให้สนใจอย่างยิ่ง ในฐานะที่เป็นหนทางทางเดียว เท่านั้นที่จะเข้าใจถึงธรรมะหรือพระพุทธศาสนา. เพราะฉะนั้นถ้าท่านผู้ใดเกลียดวัตถุนิยม และบูชา อุดมคตินิยมแล้ว ก็ต้องหัดมองด้านในตามแนวของพระ พุทธศาสนาโดยเฉพาะ ซึ่งอาตมารับรองได้ ในส่วนพระ พุทธศาสนานี้ว่าย่อมสำเร็จประโยชน์โดยแท้จริง แต่เราไม่
น.22 ๑๙ พูดถึงศาสนาอื่น ซึ่งก็มีได้เหมือนกันด้วยกันทุก ๆ ศาสนา. แต่เดี๋ยวนี้ เรากำลังพูดถึงพระพุทธศาสนา แล้วกล้า ยืนยันว่า ตามอุดมคติของพุทธศาสนานั้น ไม่เกี่ยวกับวัตถุ นิยมเลย และยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือว่า จะเป็นนายเหนือวัตถุ นิยม สิ่งที่เป็นโลกุตตระ นั้นก็หมายความว่า มันอยู่เหนือ โลกซึ่งเป็นที่ตั้งของวัตถุนิยม ความลุ่มหลงในโลกนั้นแหละ เป็นตัววัตถุนิยม เพราะฉะนั้นเราจะต้องมองในลักษณะที่ อยู่เหนือโลกเสมอไป มีคำอีกคู่หนึ่ง ซึ่งพวกเราเกี่ยวข้องกันมากที่สุด คือ ธรรมะนี้มันมีวิธีพูด หรือวิธีกล่าวอยู่เป็น ๒ ฝ่าย หรือ ๒ แง่ ฝ่ายหนึ่งก็คือ บุคคลาธิษฐาน คือกล่าวเป็นเรื่องของ คนไปเลย เป็นตัวสิ่งของ เป็นตัววัตถุไปเลย; แต่อีกทาง หนึ่งก็กล่าวเป็นเรื่อง นามธรรมล้วน ไม่ใช่คน เป็น เรื่องธรรมะล้วน เขาเรียกว่า ธรรมาธิษฐาน. ยกตัวอย่างเช่นว่า เมื่อพูดกันขึ้นว่าพญามารอย่างนี้; ว่าพญามารเป็นยักษ์ขี่ช้างขี่ม้า ถือหอกถือดาบอย่างนี้ การ
น.23 ๒๐ พูดถึงพญามารอย่างนี้ก็เรียกว่า พูดอย่างบุคคลาธิษฐาน แต่ถ้าพูดว่าพญามาร แล้วเล็งถึงสิ่งที่ร้ายกาจที่สุดที่ทำลาย มนุษย์อย่างยิ่ง คือกิเลส เช่น ความโง่ ความโลภ ความโกรธ ความหลงเหล่านี้ก็เรียกว่า พญามารใน ลักษณะของธรรมาธิษฐาน คือกล่าวในแง่ของธรรมะ หรือ ฝ่ายนามธรรม. ถ้าท่านไม่หัดมองในด้านในแล้ว จะไม่สามารถรู้จัก ธรรมะ ฝ่ายธรรมาธิษฐาน จะรู้จักแต่ฝ่ายบุคลาธิษฐาน เสมอไป. ถ้าโง่มากก็จะกลายเป็นเหยื่อของการโฆษณา ชวนเชื่อให้ทำบุญ ไปสวรรค์ หรือทำบุญพ้นบ่วงของ พญามารทำนองนี้ก็ได้. เมื่อเราหัดมองให้ถูกต้องตามที่เป็น จริง คือลึกเข้าไปถึงความจริงที่เป็นธรรมาธิษฐานแล้ว จะเป็นผู้รู้ความจริง ไม่มีใครหลอกเราได้. คำคู่ต่อไปที่นิยมเรียกในพระบาลีนี้ ท่านเรียกว่า “ทรัพย์-ทรัพย์สมบัติ" นี่แหละ ทรัพย์สมบัติมีอยู่ ๒ ประเภท คือ ทรัพย์ของปุถุชนเป็นทรัพย์ภายนอก และ ทรัพย์ของพระอริยเจ้า เป็นทรัพย์ภายใน อย่างนี้ไม่ต้อง
น.24 ๒๑ พูดอธิบายมากมายก็รู้กันอยู่เป็นส่วนมากแล้วว่า แก้ว แหวนเงินทองที่ดิน ไร่นา ช้าง ม้า วัว ควาย กระทั่ง เกียรติยศ อำนาจวาสนา ชื่อเสียงอย่างนี้ เป็นทรัพย์ภาย นอกของปุถุชนทั้งนั้น ส่วนทรัพย์ภายในนั้นเขาเรียกว่า อริยทรัพย์ แปลว่า ทรัพย์ที่ประเสริฐหรือทรัพย์ของพระ อริยเจ้า นี้เขาหมายถึงธรรมะ ที่ทำให้เกิดความดับทุกข์ได้; นั้นเรียกว่า อริยทรัพย์. เพียงเท่านี้ท่านก็เห็นได้ทันทีว่า ทรัพย์ของปุถุชน หรือทรัพย์ภายนอกนั้น มันเป็นสิ่งที่มองกันด้านนอกจึง ไปลุ่มหลงอยู่ที่ทรัพย์อย่างนั้น ส่วนอริยทรัพย์หรือทรัพย์ ภายในของพระอริยเจ้านั้น ไม่มีทางอื่น ต้องมองด้วย จิตใจที่ประณีตละเอียด ที่มองลึกได้ในด้านใน ก็จะ พบอริยทรัพย์. ในเรื่องประโยชน์ของสิ่งนี้ ท่านแสดงไว้มากมาย แต่จะยกมาเป็นตัวอย่างว่า อันทรัพย์ภายนอกนั้นมันไม่ อยู่กับเรา และไม่อยู่กับเราอย่างแท้จริง โจรขโมยไปก็ได้ ไฟไหม้ไปก็ได้ หรือเป็นอันตรายอย่างอื่นก็ได้ เรียกว่ามัน ไม่อยู่กับเราอย่างแท้จริง; และเท่านั้นยังไม่พอ มันยังเป็น
น.25 ๒๒ พิษต่อเราอยู่บ่อย ๆ คือพูดง่าย ๆ มันเล่นงานเรา ทำ ความลำบากยากเข็ญไปตาม ๆ กันนี้บ่อย ๆ ส่วนอริย ทรัพย์ที่เป็นภายในนั้นตรงกันข้าม ไม่เป็นอย่างนั้นเลย ไม่เคยเป็นพิษขึ้นมาเลย ไม่เคยทำให้ใครน้ำตาไหล และ บางทีก็ไม่เคยทำให้ใครหัวเราะด้วย เพราะว่า การหัวเราะ หรือการร้องไห้นี้มันกระหืดกระหอบด้วยกันทั้งนั้น สู้อยู่ เป็นอิสระ ว่าง ๆ เฉย ๆ ไม่ได้ ดังนั้นอริยทรัพย์ที่เป็น ภายในนี้ จึงไม่ทำให้ใครหัวเราะหรือร้องไห้ ให้แต่ความ สงบเย็นอย่างเดียว นี่ ! เราจะต้องใช้สติปัญญามองทะลุ ภายนอกเข้าไปถึงภายใน เราจึงจะได้ทรัพย์อย่างนี้มาเป็น ทรัพย์ของพุทธบริษัทโดยเฉพาะ. เรามามองดูกันในแง่ร้ายบ้าง ว่า คนที่มองแต่ด้าน นอกนั้น เขาจะรู้จักแต่โรคภัยไข้เจ็บ หรืออันตราย แต่ เพียงด้านร่างกาย หรือด้านวัตถุเท่านั้น แล้วก็จะตกอก ตกใจกันใหญ่โตเป็นวักเป็นเวร นอนไม่หลับ; แต่ส่วน อันตรายโรคภัยไข้เจ็บในด้านในนั้นไม่รู้ว่ามีอยู่ และมันร้าย กาจยิ่งกว่านั้นอีก; และเขายังไม่รู้ว่าโรคภัยไข้เจ็บธรรมดา
น.26 ๒๓ สามัญด้านนอกนี้ มันมีเหตุอันแท้จริงมาจากโรคภัยไข้เจ็บ ด้านวิญญาณ. คือ ถ้าเราเป็นโรคภัยไข้เจ็บด้านวิญญาณคือภายใน อยู่แล้ว โรคภัยไข้เจ็บด้านนอกนี้ มันจะประดังกันเข้า มา แม้ที่สุดแต่โรคลำไส้ซึ่งเป็นปัญหากันมาก หรือแทบ ทุกคนนี้ หมอหรือการค้นคว้าทางแพทย์ก็ต้องรับรองว่า มันมีมูลมาจาก ความเป็นคนเจ้าวิตกกังวล นานพอสมควร แล้วก็ต้องเป็นโรคลำไส้ เพราะว่าทุกคราวที่วิตกกังวลนั้น เลือดไม่ได้มาหล่อเลี้ยงลำไส้ อย่างเพียงพอ แต่ไปหล่อ เลี้ยงมันสมองที่บ้าคลั่ง หรือกำลังเดือดพล่านเสียหมด เมื่อ เป็นอย่างนี้ทางลำไส้ก็เกิดวิปริตขึ้นมา ฉะนั้น ท่านจะ รู้สึกได้ด้วยตนเองว่า ถ้าเสียใจมาก ๆ มันปวดท้องถึงกับ กินข้าวไม่ได้ ขืนกินเข้าไปจะตาย เพราะว่าลำไส้มันไม่ ยอมรับอาหารอย่างนี้เป็นต้น. นี้เป็นอันว่า มันมีโรคภายใน คือทางวิญญาณอยู่ ก่อน คือความวิตกกังวล ความวิตกกังวลนี้ก็มาจากการที่ คิดผิด หรือว่ามีมิจฉาทิฏฐิเห็นผิดในสิ่งทั้งหลายทั้งปว
น.27 ๒๔ ในโลกนั่นเอง มันจึงได้เกิดความยึดมั่นถือมั่นชนิดที่ทำ ให้เกิดความวิตกกังวลมีโรคทางวิญญาณ แล้วก็เป็นโรค ทางกายหรือทางฝ่ายวัตถุ. หรือ ถ้าจะกล่าวให้ครอบคลุมไปหมดก็อาจจะกล่าว ได้ว่า เมื่อคนเรามีสภาพทางวิญญาณ ทางจิตใจเสื่อม ทรามแล้ว เชื้อหรืออำนาจที่จะต้านทานโรคภัยไข้เจ็บใน ตัวเราจะลดน้อยลงไปทันที เพราะฉะนั้นเชื้อโรคอะไรเข้า มาเพียงนิดเดียว ก็เป็นเรื่องใหญ่โตทำให้เจ็บป่วยได้. ถ้าเราไม่เป็นโรคทางวิญญาณเลย จิตใจเข้มแข็ง เหมือนพวกโยคี พวกมุนีที่อยู่ตามป่านี้ ต่อให้เชื้อโรคเข้า ไปเป็นกอบเป็นกำ มากมาย มันก็ไม่เป็นอะไร มันมี ความต้านทานเพียงพอ ไม่เป็นโรค แล้วก็ไม่ต้องกินยา อย่างนี้เป็นต้น. หมายความว่า ความเข้มแข็งและแกร่ง กร้าว ในทางวิญญาณนั้นเป็นมูลเหตุของการต่อต้านโรค ภัยไข้เจ็บในทางร่างกายด้วย. นี้เราควรจะมองกันให้ลึก ถึงโรคภัยไข้เจ็บด้านนอก ด้านใน และมูลเหตุของมันทั้งด้านนอกและด้านในอย่างนี้
น.28 ๒๕ ซึ่งก็ไม่มีอะไรนอกไปจากธรรมะ อันจะเป็นยา หรือ เป็นเครื่องป้องกันโรคในทางภายในโดยสิ้นเชิง แล้ว โรคทางภายนอกก็จะกระเด็นไป สูญหายไปตั้ง ๙๙% จึงเห็นได้ว่า ผู้ที่อยู่ตามแบบของธรรมะเป็นฤๅษี เป็นมุนี อะไรก็ตามนั้น แข็งกร้าว ไม่ค่อยรู้เรื่องโรคภัย ไข้เจ็บ ถ้าจะเอาอายุยืนกันละก็ต้องเป็นอยู่ในลักษณะอย่าง นี้ด้วย. ถ้ามองดูกันในแง่ของความสุขบ้าง ก็มีเป็นคู่ ๆ อย่าง เดียวกันอีก ในบาลีท่านเรียกว่า ความสุขที่ต้องอาศัยบ้าน เรือน เรียกว่า "เคหนิสฺสิตสุข" เป็นความสุขที่ต้องเนื่องอยู่ กับบ้านกับเรือน คือ การครองเรือน นี้เป็นความสุขด้าน นอกซึ่งรู้จักกันดีมาก ส่วนความสุขที่ตรงกันข้าม หรือด้าน ในนั้น ท่านเรียกว่า "เนกฺขมุมนิสฺสิตสุข" แปลว่าความสุข ที่เกิดมาจาก การออกไปจากบ้านเรือน ซึ่งในที่นี้ก็หมาย ถึงการออกโดยจิตใจ คือจิตใจอยู่เหนือความรู้สึก ที่จะ รูสึกว่าเรามีบ้านเรือน เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เพียงเท่านี้ก็ เรียกว่า เนกฺขมุมนิสฺสิตสุขอยู่แล้ว.
น.29 ๒๖ แม้ว่าคนแก่คนหนึ่ง คลานไปไหนไม่ไหว ต้องนอน อยู่ในเรือน แต่ถ้ารู้ธรรมะในระดับนี้แล้ว เขาจะได้รับ ความสุขที่เรียกว่า เนกขมฺมนิสฺสิตสุข คือความสุขที่อาศัย การออกไปจากบ้านเรือนเหมือนกัน ทั้งที่นอนอยู่ในเรือน นั่นแหละ เพราะว่าคำว่า "ออกไปจากบ้านเรือน" นี้หมายถึง ออกด้วยจิตใจ มีจิตใจ อยู่เหนือโลกเป็นโลกุตตระ อย่าง ที่กล่าวแล้วแต่วันก่อน. เพราะฉะนั้นนอนอยู่ในเรือนนั้น เอง จะเอาความสุขอย่างในเรือนก็ได้ จะเอาความสุขอย่าง นอกเรือนก็ได้ เพราะว่าเขาสามารถมองสิ่งทั้งปวงในด้าน ใน โดยอาศัยธรรมะเป็นเครื่องมือ หรือเป็นวิธีที่จะมอง. เพราะฉะนั้น ความสุขในบ้านเรือนเขาเรียกว่าโลกิย สุข ความสุขเหนือบ้านเรือนเขาเรียกว่า โลกุตตรสุข คือเอาจิตใจเป็นเกณฑ์ ถ้าจิตใจอยู่ใต้โลกแล้วต่อให้ไปอยู่ ที่วัด หรือไปอยู่ในป่า มันก็มีความสุขอย่างบ้านเรือนอยู่ นั่นเอง เพราะว่าคนที่อยู่ที่วัด ก็ยังกระหายดิ้นรนเหมือน กับใจจะขาดอยากจะออกจากกรง เพื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน
น.30 ๒๗ ฉะนั้นลำพังวัดหรือสถานที่มันช่วยไม่ได้ มันช่วยได้ก็ต่อ เมื่อใจมันรู้จักมองในด้านใน. เพราะฉะนั้นจะอยู่ที่ไหน มันก็สามารถจะมองโลกลึก ในด้านใน และอยู่เหนือโลกเหนือบ้านเรือน นี่ ! ถ้าจะดู ให้ดีแล้วก็จะต้องรู้สึกว่า เป็นกำไรอย่างยิ่ง เป็นกำไร อย่างยิ่งที่ได้ความสุขที่ประเสริฐ เพิ่มขึ้นมาโดยไม่ต้อง ลงทุนอะไรเลย อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสของท่านไว้ ว่า นิพพานนี้ให้เปล่า คือไม่เอาสตางค์ ว่า "ลทฺธา มุธา นิพฺพุตึ ภุญฺชมานา" ประโยคนี้มีใจความว่า นิพพานนี้ ให้เปล่า หรือว่าเป็นสิ่งที่ได้เปล่า ไม่ต้องลงทุน มันมีแต่ ทิ้ง ใช้คำว่าทิ้งก็ได้, คือโยนมันเสียให้หมดก็แล้วกัน มัน ก็ได้นิพพานมา. หมายความว่ามีจิตใจอยู่สูงจนไม่ติดอยู่ในโลก โดย ประการทั้งปวง นี่ ! ทำอย่างนี้เท่านั้น คือโยนโลกไปเสีย ให้หมด มันก็ได้นิพพานมา แทบว่า ไม่ต้องทำอะไรและ ไม่ต้องลงทุนด้วยอะไร อยู่เฉย ๆ อยู่ว่าง ๆ ให้ถูกวิธี เท่านั้น นิพพานก็ได้มา คือปรากฏขึ้น.
น.31 ๒๘ และที่ร้าย ที่น่าตกใจนั้น คือว่าคนที่มองสิ่งทั้งปวง ในด้านนอกนั้น มันจะหลงผิดชนิดที่เห็นงูเป็นปลา ส่วนคนที่มองโลกหรือมองสิ่งทั้งหลายในด้านในอย่างถูก ต้องนั้นมันเห็นอะไร ตามที่เป็นจริงไปหมด เห็นงูเป็นงู เห็นปลาเป็นปลา เห็นอะไรก็เป็นอะไรอย่างถูกต้อง ตาม ที่เป็นจริง คนที่เห็นงูเป็นปลา แล้วก็กอดรัดเอาไว้นี้มัน อันตรายเท่าไรก็พอจะเห็นได้. สำนวนอย่างอื่นก็ว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" มี ความหมายเหมือน ๆ กัน แต่อาจจะร้ายแรงไปกว่ากัน คือมีนิทานเล่าว่า คน ๆ หนึ่งเห็นเปรตมีกงจักรอยู่บนหัว พัดเลือดแดงฉาน กลับเห็นเป็นดอกบัว ไปวิงวอนขอเอา มาใส่หัวของตน (ที่เล่าเป็นนิทานอย่างนี้ มันเป็นเรื่อง เพื่อให้จำง่าย แต่ความหมายของเรา เราต้องการจะอธิบาย คำว่าด้านนอกด้านใน) บางคนที่สำคัญผิดเห็นงูเป็นปลา เห็นกงจักรเป็นดอกบัว นี้หมายความว่า มันเห็นผิด เกี่ยวกับอารมณ์ทั้งปวง แล้วมันตกเป็นทาสของอารมณ์ แล้วมันยิ่งกว่าติดคุกติดตะราง หรือถูกทนทรมานในนรก ไปเสียอีก.
น.32 ๒๙ เท่าที่ยกตัวอย่างมาเป็นคู่ ๆ ให้ท่านทั้งหลายเห็นนี้ ก็พอแล้ว ขืนยกตัวอย่างอีกมันจะค่ำ เพื่อให้เห็นสิ่งที่ตรง กันข้ามว่า มันต่างกันอย่างยิ่ง พร้อมกันนั้นก็แสดงให้เห็น ว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักมองในด้านใน เพื่อให้จิต ใจนี้ เอาตัวรอดอยู่เหนือสิ่งทั้งปวงได้. ทีนี้เรามามองดูกันถึงอาการที่ เรากำลังเป็นผู้ผิด เป็นผู้ทำผิดเสียเองในเรื่องนี้ดูบ้าง เรามามองดูกันถึงเรื่อง พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์, นรก, สวรรค์, นิพพาน, หรือศาสนา, ความงาม, ความดี, ความจริง, ความ ยุติธรรม อะไรเหล่านี้ ที่เรา ยกย่องบูชา ปรารถนากัน นักนี้ ว่ากำลังเป็นอย่างไร ? กำลังอยู่ในสภาพที่ถูกต้อง หรือไม่ ?. อย่างพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้คนโง่ ๆ ก็ถือ ว่ามันเป็นหญ้าปากคอก นี้มันง่ายเหมือนกับปอกกล้วยใส่ ปากเพียงว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ฯ เสร็จแล้วก็มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เขาจึงว่ามันง่าย. แต่ที่จริงนั้น มันเป็นเรื่องเปลือกยิ่งกว่า
น.33 ๓๐ เปลือก ยิ่งกว่าเปลือกหลายเท่าทีเดียว เพราะนั่นไม่ใช่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เลย มันเป็นเปลือก. การเห็นหรือถึง พระพุทธเจ้า ถ้าเขามองด้านนอก เขาก็จะเห็นถึงขนาดว่าเห็นพระพุทธรูปนี้ว่าเป็นพระพุทธ- เจ้า หรือแม้แต่จะเห็นบุคคลที่เดินได้เดินโปรดสัตว์อยู่ใน อินเดียเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว ว่าเป็นพระพุทธเจ้า นี้ก็ ยังไม่ถูก พระพุทธเจ้าท่านห้ามขาดไม่ให้เขลาไปถึงอย่าง นั้น โดยตรัสว่า “ เห็นธรรมะคือเห็นตถาคต เห็นตถาคต คือเห็นธรรมะ " ไม่ใช่เห็นร่างกายที่เดินไปเดินมาอยู่นั้น. เพราะฉะนั้นคนที่แม้จะเกิดในเมืองพระพุทธเจ้า เกิด ในนครกบิลพัสดุ์มีเยอะแยะมากมายที่ไม่เห็นพระพุทธเจ้าที่ แท้จริง เห็นแต่เปลือกของพระพุทธเจ้าแล้วก็ไม่รู้จักพระ- พุทธเจ้า จึงมีคนที่ตั้งหน้าเป็นศัตรู เป็นปฏิปักษ์ล้างผลาญ พระพุทธเจ้าอยู่จำนวนหนึ่งมากมายเหมือนกัน. นี่คือโทษของการที่ไม่มองให้ถูกต้อง หรือเพราะไม่ อาจจะมองอย่างถูกต้อง; อย่างนี้พวกเราก็มีอยู่มาก; แต่ว่า เราจะยกไปให้แก่พวกเด็ก ๆ หรือคนที่ยังด้อยการศึกษา.
น.34 ๓๑ ที่นี้สำหรับนิสิตของมหาวิทยาลัยนี้จะอยู่ในระดับไหน เป็น เรื่องที่ไปคิดเอาเองก็แล้วกัน เราจะมองพระพุทธเจ้าที่พระพุทธรูป; หรือจะมอง พระพุทธเจ้าที่รูปกาย ที่เดินไปเดินมาอยู่ในอินเดียครั้ง กระโน้น; หรือว่าจะมองพระพุทธเจ้าที่ภาวะแห่งความ ว่าง จากตัวกูของกู เป็นความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด ที่มีประจำอยู่ในจิตใจของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า ธรรมะ: "เห็นธรรมะคือเห็นตถาคต เห็นตถาคตคือเห็น ธรรมะ" พระธรรม -เกี่ยวกับพระธรรม ถ้ามองด้านใน ก็จะ ถึงองค์พระธรรมได้อย่างน่าชื่นอกชื่นใจ แต่ถ้ามองด้าน นอก ก็ติดอยู่ที่เล่มหนังสือใบลานพระไตรปิฎกบ้าง ติด อยู่ที่เสียง ที่ถือกันว่าเป็นเสียงธรรมะ เสียงแสดงธรรม ของพระเทศน์บ้าง แล้วติดอยู่ที่พิธีรีตองทางศาสนา หรือ ปฏิบัติธรรมะเป็นท่าเป็นทาง แม้แต่ทำวิปัสสนาก็มีท่า ทางอย่างนี้เป็นต้น มันก็ไปติดอยู่ที่ท่าทางนั้นหมด ไม่ ถึงธรรมะ. นี่ ! เรากำลังถึงพระธรรมกันในลักษณะไหน ?
น.35 ๓๒ สิ่งที่เป็นหัวใจของพระธรรมหรือพระธรรมที่แท้จริง ก็คือ ภาวะที่ว่างจากตัวกูของกูมีความสะอาด สว่าง สงบ อย่างยิ่ง คืออย่างที่มีอยู่ในหัวใจของพระพุทธเจ้าอย่าง เดียวกันนั่นเอง พระสงฆ์ ถ้ามองด้านนอก ก็คือบุคคล ลูกคนนั้น หลานคนนี้ บวชวัดนั้น บวชวัดนี้ เป็นนั่นเป็นนี่ไปเลย ถ้ามากไปกว่านั้น เห็นแต่ผ้าเหลือง ๆ ก็เรียกว่าพระสงฆ์ไป แล้ว คือ ชายผ้าเหลืองก็สมมติเป็นพระสงฆ์ไปแล้วก็มี. อย่างนี้มันเป็นเปลือก. แต่ว่าการไปหลงเปลือกอย่างนี้มีอยู่ มากที่สุด : เช่นไปตั้งข้อรังเกียจ ภิกษุ นักบวช บางองค์ บางรูปนี้ แล้วก็พาลหาเรื่องว่าพระสงฆ์เป็นอย่างนี้ไป ทั้งหมด อย่างนี้มันเป็นความเขลา และเป็นการตู่พระสงฆ์ อย่างยิ่ง. เพราะว่าพระสงฆ์ไม่ได้อยู่ที่จีวรเหลือง ๆ หรือ อยู่ที่คนที่บวช พระสงฆ์ที่แท้จริง คือ ธรรมะหรือภาวะ แห่งความว่างจากตัวกูของกู เบาบางจากตัวกูของกู สะอาด สว่าง สงบ อยู่เต็มที่ หรือตามส่วน นั้น คือ เป็น ธรรมะอย่างเดียวกันกับที่เป็นหัวใจของพระธรรม หรือ ธรรมะอย่างที่มีอยู่ในหัวใจของพระพุทธเจ้า.
น.36 คนที่มองทะลุข้อเท็จจริงถึงที่สุดแล้ว เขารู้ว่า ไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่มีสิ่ง เดียวเท่านั้น คือเป็นสิ่ง ๆ เดียวกันเลย เปลือกข้างนอก อาจจะเป็นสามอย่างก็ได้ แต่เนื้อในเหมือนกัน เอาเปลือก ออก มันก็เหลือแต่ของสิ่งเดียว คือ ภาวะที่ว่างจากตัวกู เป็นธรรมะที่ เป็นความสะอาด สว่าง สงบอยู่ในตัวมัน เองโดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับอะไร นี้เรียกว่า " ความว่าง " แม้ ในบาลีก็มีกล่าวว่า ถ้ากล่าวโดยวัตถุก็เป็นสาม ; "ถ้ากล่าว โดยปรมัตถ์ คือเนื้อความอย่างยิ่งใจความอย่างยิ่งก็มี เพียงอย่างเดียว " อย่างนี้เป็นต้น. เรื่องนรก สวรรค์ คนมองทางวัตถุ ก็สนใจเรื่อง นรกอย่างที่เขียนไว้ตามผนังโบสถ์ เป็นเรื่องนรก ทำทรมาน อย่างนั้นอย่างนี้ ที่แท้ก็เป็นวิธีลงโทษคนทำผิดในสมัยครั้ง พุทธกาล ที่มีอยู่ประมาณ ๓๐ วิธีนั่นเอง ไปอ่านประวัติ ศาสตร์ อย่างน้อยในสมัยพระเจ้าอโศกนี้ ก็ยังมีการทำ ทรมานลงโทษนักโทษในลักษณะอย่างนี้. คือเขาเอาอาการ ที่น่ากลัวที่สุดในการลงโทษนี้ มาวาดภาพเป็นนรก ก็เป็น
น.37 ๓๔ นรกข้างนอก. บางคนก็ฉลาดถึงกับว่า คุกตารางอย่าง ธรรมดานี้ก็คือนรก อย่างนี้ก็ยังเรียกว่านรกด้านนอก. มัน ไม่เผาหัวใจมากเหมือนนรกด้านใน. นรกด้านใน คือ ความโง่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความรัก ความเกลียด ความกลัว ความวิตก กังวล นั่นคือนรกที่น่ากลัวกว่า และเป็นนรกที่ป้องกัน ยากที่สุด. นรกอย่างที่เขียนตามผนังโบสถ์นั้น เรากล้าท้า เลย ว่าทำอย่างไรเราก็ไม่ตกแน่ ! แต่ถึงทีนรกจริงอย่างที่ ว่านี้ใครบ้างกล้าท้า ? แต่ถ้ามองดูเข้าไปในด้านในแล้ว จะรู้สึกว่า น่าหวาด- เสียว มันกำลังเผาอยู่โดยไม่แสดงอาการเผา มันกำลังผูก อยู่โดยไม่แสดงอาการผูก มันล่ามมันมัดอยู่โดยไม่แสดง อาการล่ามและอาการมัด นี่ ! คือนรกแท้จริง ที่เห็นได้ใน เมื่อมองในด้านใน. เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ก็จะขมีขมันกุลี กุจอหาที่พึ่ง แล้วก็หาพบได้ง่าย และปฏิบัติได้โดยง่าย. ถ้าเราไปมัวหลงนรกข้างนอกอยู่แล้วละก็จะโลเลอยู่เรื่อยไป. สวรรค์ก็เหมือนกัน : สวรรค์ที่แท้จริง มันควรจะ เป็นความพอใจ รู้จักสร้างความพอใจในสิ่งต่าง ๆ ที่เราได้
น.38 ๓๕ มา ที่เรามีอยู่โดยชอบธรรม หรือโดยธรรม. เมื่อมีความ พอใจในสิ่งที่มีอยู่ แล้วมันก็เป็นสวรรค์. ส่วนสวรรค์อย่างที่เขียนไว้ตามผนังโบสถ์ก็เหมือนกัน อีกนั่นแหละ เป็นเรื่องมัวเมาในทาง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ซึ่งเป็นทาสของอารมณ์อย่างเต็มที่. พวกเทวดา เก่งกว่าพวกมนุษย์อีก พวกคนร่ำรวยก็ทำได้มากกว่าคน ยากจน อย่างนี้เขาก็คิดว่ามันเป็นสวรรค์ เพราะเขามีปัญญา เพียงเท่านั้น แต่มันเป็นสวรรค์ที่เผารน เป็นความสุก ชนิดที่ "ก" สะกด เช่น ต้มสุก เผาสุก จี่สุก ปิ้งสุก ทำนอง นี้ มันไม่ใช่เรื่องของความสงบเย็น ฉะนั้นความ สันโดษ คือ รู้จักพอใจยินดี ในสิ่งที่มี อยู่ ได้อยู่นี้ ทำให้มีความรู้สึกเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง เป็น สวรรค์อย่างยิ่งขึ้นมา ถ้าใครไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ได้มาหรือมีอยู่แล้ว คน นั้นเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น เป็นคนยากจนอยู่ตลอด กาล แม้เขาจะเป็นเศรษฐีมีเงินในธนาคาร นับเป็นล้าน หรือร้อยล้าน พันล้าน แต่เขาก็เป็นคนจนอย่างยิ่ง เพราะ
น.39 ๓๖ ว่ามีแต่ความกระหาย คอแห้ง อยู่เสมอ อยากอยู่เสมอ. เพราะฉะนั้น พวกเราจะไปหาสวรรค์ด้วยความสำคัญผิด นั้นไม่ได้ จะต้องหาสวรรค์ด้วยความเข้าใจถูก หรือสำคัญ ถูกด้วยเหมือนกัน. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า "นิพพาน" เราได้ยินคนแก่ ๆ พูดว่า ตายแล้วขอให้ไปเกิดในเมืองแก้ว อมตนคร เมืองแก้ว กล่าวคือพระนิพพาน มีปราการเจ็ดชั้น อะไรทำนองนี้ เพราะมีใครสอนเขาอย่างนั้น ว่าเป็นนคร เป็นเมืองอยู่ ที่นั่นที่นี่ บางทีก็เอาไปปนกันกับสุขาวดีของฝ่ายฮินดู หรือ ฝ่ายมหายาน อย่างนี้เป็นนิพพาน บางคนก็เข้าใจไปว่า นิพพานก็คือสวรรค์นั่นเอง แต่ ว่าคูณด้วยสิบ คูณด้วยร้อย คูณด้วยพัน คูณให้มาก ๆ เข้าไปก็แล้วกัน ; สวรรค์นี้คุณกำลังสิบ กำลังร้อย กำลัง พัน แล้วก็คือนิพพานอย่างนี้ก็มี นี้คือพวกวัตถุนิยมที่มัวเมาในกามคุณ ไปเอา ความหมายของนิพพานเป็นอย่างเดียวกับสวรรค์ นั่น แหละโทษของการที่มองสวรรค์ด้านนอก ในฐานะที่เป็น
น.40 ๓๗ objective อยู่เรื่อยไป. ทีนี้ทางที่ถูกต้อง สิ่งที่เรียกว่านิพพาน นั้นก็คือ ความว่าง สะอาด สว่าง สงบที่สุด เพราะไม่มี ความรู้สึกที่เป็นกิเลส หรือเป็นความทุกข์ อย่างที่กล่าวมา แล้ว. ใกล้เข้ามาถึงสิ่งที่เรามักจะเข้าใจผิดอยู่มาก ก็คือคำ ว่า ศาสนา จะเป็นพุทธศาสนา หรือศาสนาไหนก็ตาม คำว่า ศาสนานั้น คนแก่ ๆ ก็หมายถึงวัตถุที่วัด ที่ต้นโพธิ์ ที่ พระเจดีย์ คือ หมายถึงสถานที่ เป็นที่นั่น ที่นี่ สถานที่ทาง ศาสนาตรงนั้นตรงนี้เป็นศาสนา หรือพิธีรีตองต่าง ๆ ที่ เขาทำทางศาสนาว่านั่นเป็นศาสนา แล้วก็เป็นศาสนาตาม แบบ เป็นชิ้น เป็นก้อน เป็นวัตถุไปหมด ไม่เป็นศาสนา ที่แท้จริงอย่างของพระพุทธเจ้า. คำว่า " ศาสนา " ของท่านนั้น ท่านเล็งถึงสิ่ง ๓ สิ่ง คือความรู้อย่างหนึ่ง และการปฏิบัติ ตามความรู้นั้น อย่างหนึ่ง และการได้ผลเป็นความสะอาด สว่าง สงบ ขึ้นมานั้นอีกอย่างหนึ่ง รวมกันสามอย่างนี้ เรียกว่าศาสนา. เรียกเป็นบาลีก็ว่า : เป็นปริยัติธรรม, ปฏิบัติธรรม, ปฏิเวธ ธรรม สามอย่างนี้รวมกันเรียกว่าพระศาสนา.
น.41 ท่านทั้งหลายจะต้องเข้าถึงศาสนาอย่างนี้ และมีศาสนาอย่างนี้ เพื่อความรู้ก็ตาม เพื่อปฏิบัติก็ตาม เพื่อเอาเป็นที่พึ่งก็ตาม ต้องมีศาสนาอย่างนี้ นี้เป็นคำกล่าว ที่กว้างที่สุด และใช้ได้แก่ศาสนาทั้งปวง. ทีนี้เรามาถึงเรื่องเบ็ดเตล็ด เป็นคำเบ็ดเตล็ด แต่ว่า สำคัญมาก เป็นสิ่งที่สำคัญแก่มนุษย์เรามาก เป็นมูลเหตุแห่ง ความทุกข์ และความสุขทีเดียว เช่นว่า ความงาม ความดี ความจริง ความยุติธรรมเหล่านี้ ลองคิดดูว่าอะไรเป็น ความงาม ความดี ความจริง ความยุติธรรม. ความงาม ทางฝ่ายวัตถุนั้น ; คงจะเข้าใจกันได้ดีมาก ว่าความงามทางฝ่ายวัตถุก็คือรูปงาม บางคนเอาความงาม ของร่างกาย เป็นอาชีพก็มี จึงได้นึกหลงใหลกันในความ งามมากถึงอย่างนั้น ทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายที่เป็นเจ้าของ ความงาม และผู้ที่จะมาซื้อหาความงามจากบุคคลนั้น อันนี้ ก็คือความงามที่วัตถุที่ร่างกาย หรือที่เนื้อหนัง. ทีนี้ ความงาม เพราะว่าเขาร่ำรวย บางคนก็เอาความ งามที่ร่ำรวย เพราะมีทรัพย์มาก อย่างนี้ก็มี. ทีนี้บางคน
น.42 ๓๙ ก็วัดความงามที่มีวิชาความรู้สูง งามอย่างนี้ก็มี. อย่างที่เขาจะเลือกคู่ครองอย่างนี้ จะต้องนึกถึงรูป นึกถึงทรัพย์ นึกถึงวิทยฐานะอะไรทำนองนี้ แต่ว่าความ งามเหล่านี้ มันเป็นเรื่องวัตถุและมองกันในด้านนอกหรือ ภายนอกเท่านั้น. ส่วน ความงามที่แท้จริงนั้น เป็นเรื่องทางภายใน ด้านจิตใจ คือ ความงามของธรรมะที่มีอยู่ในบุคคลนั้น คือเขางาม ด้วยอำนาจของธรรมะที่มีอยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่กาย ที่วาจาที่ใจของเขา ไม่คำนึง ถึงรูป หรือทรัพย์สมบัติ หรือวิทยฐานะเลย แต่ถ้ามันมีหมด มันก็ยิ่งงามทั้งข้าง นอกข้างใน แต่ถ้าจะต้องเลือกเอาอย่างเดียวแล้ว จะเลือก เอาอย่างไหน ? ไปคิดดูกันเอง เรื่องของความดี พวกวัตถุนิยมก็ต้องเอาว่า " ได้ " นั่นแหละดี ได้มาเป็นของกู เป็นตัวกูแล้ว นั่นแหละดี ; อย่างอื่นไม่ดี, นี่ ! ขอให้ดูไปเถิด ดูที่เราเอง ดูที่คนอื่น ดูที่คนทั้งเมือง ว่าเขากำลังเอาอะไรเป็นความดี เขากำลังเอา
น.43 ๔๐ สิ่งที่ได้ หรือการได้ นั้นเป็นความดีหรือเปล่า ? บางคน ก็เอาตามที่โลกเขานิยมกันว่าดีก็แล้วกัน เพราะเขาว่าดีกัน ทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว เราจะไปไม่ดีอยู่คนเดียวอย่างไรได้ อย่างนี้ก็มี. แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ว่าอย่างนั้น คนทั้งเมืองจะว่า อย่างไร ฉันไม่รู้ ถ้าดีมันต้องดีจริง และดีจริงอย่างยิ่ง ก็ ตรงที่มันไม่เศร้าหมอง มันไม่เร่าร้อน มันไม่ทุกข์ร้อน มันไม่โง่เขลา มันต้องดีอยู่ที่ความ สะอาด สว่าง สงบด้วยเหมือนกัน. บางคนเป็นเอามากกว่านั้นอีก คือ โลกนิยมนั้นมัน ยังเป็นสมัย ๆ อีกด้วยซ้ำไป อย่างแบบเสื้อหรืออะไรอย่างนี้ มันยังเป็นสมัย ๆ ชั่วเวลาไม่กี่เดือน. ทีนี้ ความดี อย่างอื่น ก็เหมือนกัน ที่โลกเขานิยมแล้ว ยังเป็นสมัย ๆ เป็นเฉพาะ ถิ่นเฉพาะแห่งไปก็มี. บางคราวเขานิยมว่า นั่นนี่เป็นดี พอ ถึงคราวอื่นเขาไม่นิยมเสียแล้ว. นี่เป็นความดีอย่างหลอก ลวง อย่างมายา ตามประสาของโลก.
น.44 ๔๑ ส่วนความดีที่แท้จริงที่มนุษย์ควรจะได้ให้ทันในชาติ นี้นั้น ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่า ความสงบเย็นชนิดที่หา จากทางอื่นไม่ได้ นอกจากจะหาจากธรรมะอย่างเดียว จึงจะเรียกว่าเป็นความดี. ถ้าพูดถึง ความจริง คนมันมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย เป็นเครื่องสัมผัส เพราะฉะนั้นมันก็จริงเท่าที่เขา สัมผัสได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กายของเขาเอง คือเท่าที่เขา พิสูจน์ได้ ทดลองได้ทางวัตถุ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า ความจริงของชาวโลก ที่ไม่เกี่ยวกับธรรมะนั้น มันก็คือ เท่าที่เขาเห็นหรือเขารู้สึก หรือเขาเชื่อว่ามันจริง. เพราะ ฉะนั้นมันจึงถูกหลอกด้วยอารมณ์ หรือแม้แต่ถูกหลอกด้วย เหตุผล ที่มันเปลี่ยนแปลงได้ เป็นความจริงในขณะหนึ่ง และไม่เป็นความจริงในอีกขณะหนึ่ง. แม้แต่กฎวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์นั้น ผู้ศึกษา ก็รู้ได้ดีว่า มันเปลี่ยนอยู่บ่อย ๆ ครั้งหนึ่งสมมุติว่า จริง อย่างยิ่ง กฎวิทยาศาสตร์ข้อนี้ แล้วต่อมาก็ไม่จริงแล้ว นี้เพราะว่ามันจริงเท่าที่เขารู้สึกได้ด้วยตัวเขาเฉพาะขณะนั้น
น.45 ๔๒ เวลานั้น ด้วยเหตุผลอย่างนั้น ด้วยการพิสูจน์ทดลองอย่าง นั้น เท่านั้น. อย่างนี้ยังไม่ใช่ธรรมะเลย เป็นความจริง อย่างโลก ๆ ทางภายนอก. ความจริงที่แท้จริงมันต้องจริงชนิดที่ไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าทุกข์ก็ต้องทุกข์จริง ถ้าไม่ทุกข์ก็ต้องไม่ทุกข์จริง ถ้าเป็น เหตุให้เกิดทุกข์ ก็ต้องให้เกิดทุกข์จริง ๆ ไม่หลอกใคร ; และ ถ้าดับทุกข์ได้ก็ต้องดับทุกข์ได้จริง ๆ แล้วก็ไม่หลอกใคร นี่ ! จึงจะเรียกว่าความจริงที่ประเสริฐของพระพุทธเจ้า หรือ ของพระอริยะเจ้า. ขอให้เรามองความจริงหรือสิ่งที่จริงกัน ในลักษณะเช่นนี้ ความมุ่งหมายของการศึกษาทั่วไป ทั้งหมดทั้งสิ้นก็ เพื่อเข้าถึงความจริง ; ความมุ่งหมายของปรัชญาทั้งหมด ทั้งสิ้น ก็มุ่งหมายเพื่อจะเข้าถึงความจริง ; แต่ทีนี้การ ศึกษาหรือปรัชญาแขนงนั้น ๆ หรือสิ่งนั้นมันไม่สมบูรณ์ มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วมันถึงกับป้ำ ๆ เป๋อๆ ก็มี นี่ ! แล้ว มันจะจริงหรือเข้าถึงความจริงได้อย่างไร.
น.46 ๔๓ ทีนี้เราก็เอาเรื่องที่สำคัญที่สุดมาเป็นตัวเรื่อง เช่น เรื่องความทุกข์ และเรื่องดับทุกข์เราค้นหาความจริงของ เรื่องนี้ให้พบ นี้มันจึงจะพบของจริง และเป็นสิ่งที่มี ประโยชน์ที่สุด ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด. ส่วนของจริงที่ไม่มี ประโยชน์ หรือว่าเพราะไม่อาจจะ เอามาใช้เป็นประโยชน์ อะไรได้นั้นก็มีอยู่เยอะแยะ. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่า ฉันบอก แกกำมือเดียวเท่านั้น ที่ไม่บอกอีกเยอะแยะ ที่จำเป็น จะต้องบอกกันนี้กำมือเดียว ซึ่งกล่าวให้ฟังแล้วแต่วันแรก ว่าจริงแท้ด้วย แล้วก็กำมือเดียวเท่านั้น แล้วก็มีประโยชน์ ทั้งหมดทั้งสิ้น. คำสุดท้ายที่จะพูดคือ "ความยุติธรรม" หรือความ เป็นธรรม ในโลกนี้อำนาจอาจจะเป็นยุติธรรม หรือเป็น ธรรมขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ หรือว่าตัวประโยชน์นั่นแหละ อาจจะเป็นความยุติธรรมขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ หรือว่าวัตถุ พยานเท่าที่เขาจะหามาได้เท่านั้น ที่จะให้เป็นเหตุผลแก่ ความยุติธรรม. ทีนี้ถ้าพยานมันเท็จ หรือมันไม่อาจจะรู้ ได้ว่าพยานเท็จแล้ว ความยุติธรรมนั้นมันก็หลอกทั้งที่ไม่รู้
น.47 ความยุติธรรม ที่แท้ จริงนั้น จึงหา ไม่ได้ ถ้าไม่เกี่ยวกับธรรมะ: ถ้ามันเป็นเรื่องโลกแล้วมันก็เป็น ความยุติธรรมไปตามแบบของโลก ความยุติอย่างโลก ๆ เป็นเรื่องด้านนอกเสมอไป; แต่ถ้าธรรมะแล้วมันไม่เข้า ใครออกใคร เด็ดขาดโดยประการทั้งปวง. เช่นกฎแห่งกรรม ก็ดี กฎแห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาก็ดี เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางให้ถึง ความดับทุกข์ก็ดี เหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่เด็ดขาดและยุติธรรม อย่างยิ่ง ไม่เห็นแก่หน้าใคร ไม่มีผู้ได้สิทธิพิเศษหรือ อะไรทำนองนั้น มันเป็นธรรมชาติที่มีอำนาจเด็ดขาด ตายตัว. เพราะฉะนั้นให้เรารู้จักมองเอาความยุติธรรม ชนิด ที่อาจจะเป็นที่พึ่งแก่เราได้ นั่นแหละมาเป็นที่พึ่งแก่เรา อย่าได้มัวลุ่มหลงคือไปรักหรือไปโกรธความยุติธรรมที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ของโลก เพราะว่าความยุติธรรมของโลกแล้ว มัน จะต้องเป็นอย่างนั้น. บางคราวเราจะไม่เห็นด้วย บางคราว เราจะคัดค้าน บางคราวเราจะไปดีใจด้วย บางคราวเรา
น.48 ๔๕ ก็จะต้องร้องไห้ เพราะความยุติธรรมนั้น อย่างนี้ไม่ไหว: เราไม่ยอมร้องไห้ ไม่ยอมดีใจ ไม่ยอมตื่นเต้น ไปตามเรื่อง ของโลก คงยึดหลักธรรมะ เป็นหลักที่ให้ความเป็นธรรม ดีกว่า แล้วเราจะหัวเราะข้างใน ไม่ใช่หัวเราะข้างนอก คือ จะยิ้มอยู่ภายในได้เสมอไป นั่นแหละคือไม่ทุกข์. อยากกล่าวอีกสักนิดหนึ่ง ถึงเรื่องเครื่องราง เครื่อง รางข้างนอกเครื่องรางข้างในอีกนั่นเอง เครื่องรางข้างนอก ก็แขวนไว้ที่คอบ้าง ผูกไว้ที่หน้าผากบ้าง ที่สะเอวบ้าง แล้วแต่จะมีกัน มากมายจนไม่ต้องอธิบาย แต่มันคุ้มอะไร ได้บ้าง ? เราไปดูที่ศพของคนถูกฆ่าที่แขวนเครื่อง ราง อย่างนี้ ก็ได้ หรือคนที่ยังเป็น ๆ อยู่นี้ มันทุกข์ร้อนยิ่งกว่าถูกไฟ เผาเสียอีก มันกลัดกลุ้มร้อนรุมมากขึ้น ก็เอาเครื่องรางมา แขวนมากขึ้น รดน้ำมนต์มากขึ้น ทำอะไรมากขึ้น มันก็ ยิ่งร้อนมากขึ้นไปกว่านั้นอีก และมันยิ่งโง่มากไปกว่าเดิม อีก พร้อมกันไปในตัว นี่ ! อานิสงส์ของเครื่องรางข้างนอก อย่างด้านนอก.
น.49 ๔๖ ทีนี้อานิสงส์ของ เครื่องราง อย่าง ด้านใน ของ พระ พุทธเจ้านั้น ตรงกันข้าม ถ้าใครมีมาแขวนไว้เป็นสงบเย็น สะอาด สว่าง สงบขึ้นมาทันที; แต่ถ้าถึงที่สุด คือเครื่อง รางชั้นสูงแล้ว ว่างไปเลย ไม่มีอะไรมาแผ้วพาน ให้ ระคายขึ้นได้แม้แต่สักเส้นเดียว นี่เครื่องรางของพระพุทธ เจ้าเป็นอย่างนี้. ทั้งหมดเท่าที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่เป็นลักษณะอาการ ของการที่จะทำความเข้าใจกัน ในการที่จะมองด้านนอก หรือจะมองด้านใน มองอย่างไร ? และอันไหนมีความ จำเป็นกว่า ? และเมื่อภักดีต่อพระธรรม หรือต่อพระ ศาสนา หรือต่อพระพุทธเจ้าแล้ว มันไม่มีทางอื่น นอก จากรีบหัดมองด้านในกันเสียเท่านั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็จะต้องเอาความดับทุกข์ในด้านใน ความดับทุกข์ที่จะ ดับทุกข์ได้จริง ต้องเป็นเรื่องของความดับทุกข์ที่เป็นด้าน ใน และดับทุกข์ภายใน เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่วัตถุ ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่พิธีรีตองศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่อำนาจศักดิ์สิทธิ์ บุคคลศักดิ์สิทธิ์ หรืออะไรทำนองนั้น แต่ว่าต้องเป็น ธรรมะอันศักดิ์สิทธิ์
น.50 ๔๗ ธรรมะที่แท้จริงเป็นสัจธรรม เราไม่ต้องพูดถึง ศักดิ์สิทธิ์หรอก เพราะมันยิ่งกว่าศักดิ์สิทธิ์ คำว่าศักดิ์สิทธิ์ นี้มีค่านิดเดียวไปทันที หรือน้อยไปทันทีในเมื่อเอาเข้าไป เทียบกับคำว่าธรรมะ เพราะว่าธรรมะนี้มันยิ่งกว่าศักดิ์ สิทธิ์. เพราะฉะนั้นเลิกวัตถุศักดิ์สิทธิ์ พิธีศักดิ์สิทธิ์ บุคคล ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรอย่างนั้นกันเสียบ้างก็จะดี เพราะ ว่าถ้าไปมัวศักดิ์สิทธิ์อยู่แต่ที่นั่นแล้ว จะไม่พบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่แท้จริง คือธรรมะ เราจะไปมัวหวังพึ่งหรือนอนใจ ไว้ใจ อยู่แต่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างนอก ๆ เปลือก ๆ นี้ มันจึงเลยเข้าไม่ถึงเนื้อใน ก็กินเปลือกมังคุดไปเรื่อย ไม่ได้กินเนื้อมังคุด คือไม่ได้รับผลที่น่าชื่นใจ ทั้งที่มันมี อยู่ในโลก และทั้งที่ธรรมชาติก็สร้างมาสำหรับเรา และ สร้างเรามาสำหรับให้มีความสามารถ เพียงพอที่จะเข้าถึงสิ่ง เหล่านี้ทั้งหมดทั้งสิ้น นี่คือประโยชน์หรืออานิสงส์ของการ ที่เรา จะมองใน ด้านใน ให้เข้าถึง essence ที่ห้า หรือเข้าถึง essence
น.51 ๔๘ ที่หกคือความว่างได้ มันก็ยิ่งดี เรียกว่าเป็นการมองใน ด้านใน เข้าถึงใจความ หรือศูนย์กลางของสิ่งทั้งปวง แล้ว ในที่สุดก็จะถึงความเป็นอันเดียวกันกับความว่าง ว่างจาก ตัวกูของกู นี่ ! ทั้งหมดนี้เป็นผล เป็นอานิสงส์ของการที่จะรู้จัก มองในด้านใน เข้าถึงภาวะที่เป็น subjectivity จะเป็น ภาวะที่ปรากฏต่อเมื่อมองกันในด้านใน และเป็นไปใน ลักษณะของฝ่ายที่กระทำ ไม่ถูกกระทำ แต่เป็นฝ่าย กระทำ คือเป็นผู้ชนะตลอดกาลนั่นเอง แล้วเราก็เป็นผู้ชนะ ไม่พ่ายแพ้ สมกับที่เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีนาม ว่าผู้ชนะ. ชินะแปลว่าผู้ชนะ เช่นชินสีห์ก็แปลว่าราชสีห์ ผู้ชนะ เช่นชินราชก็เป็นพระราชาผู้ชนะ คำว่า "ชินะ" นี้เป็นชื่อเฉพาะชื่อหนึ่งของพระพุทธเจ้าด้วย. เพราะฉะนั้นเราจึง ถือว่า ท่าน เป็น ผู้ชนะสิ่ง ทั้งปวง เราอาศัยวิธีของท่านเราก็เป็นผู้ชนะสิ่งทั้งปวงได้ และ ทั้งหมดนี้ก็สำเร็จมาได้จากการฉลาด สามารถมองใน ด้านใน ดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง อาตมาขอยุติการบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.
Buddhadasa