น.10 ท่านทั้งหลายอย่าได้มีความประมาทใน เรื่องของสมาธิที่เป็นไปตามธรรมชาติทำนองนี้เลย. มันเป็น เรื่องที่เราอาจจะได้ก่อน ทำได้ก่อนหรือได้อยู่แล้วเป็นส่วน มาก ; ควรจะประคับประคองมันให้ถูกวิธี ให้มันเป็นไป ด้วยดีถึงที่สุด ก็จะมีผลเท่ากัน เหมือนกับผู้ที่บรรลุพระ อรหันต์ไปแล้วเป็นส่วนมาก ไม่เคยรู้จักนั่งทำสมาธิแบบ เทคนิคใหม่ๆ ต่าง ๆ เลย แม้แต่หน่อยเดียว. ทีนี้ จะกล่าวถึงความลับของธรรมชาติที่เกี่ยวกับ เรื่องดำเนินการงานทางจิตอย่างถูกวิธีนี้. ในลำดับแห่ง ความรู้สึกต่าง ๆ ภายในใจ จนกระทั่งเกิดการเห็นแจ่มแจ้ง ตามที่เป็นจริง ต่อโลกหรือต่อขันธ์ห้านั้น ลำดับแรกได้แก่สิ่ง ที่เรียกว่า ปราโมทย์ และ ปีติ. คำว่า ปราโมทย์ หรือ ปีติ นี้ มีความหมายอย่างเดียว กันกับในภาษาไทยเรา คือ หมายถึงความชุ่มชื่นใจ หรือความ อิ่มใจ. สิ่งนี้ ต้องการเป็นข้อแรก. ในพระบาลีมากแห่ง ด้วยกัน ระบุเริ่มแรกด้วยปีติปราโมทย์ทั้งสิ้น.
น.11 ๗ ปีติปราโมทย์ในที่นี้ หมายถึงปีติปราโมทย์ในทาง ธรรม, หรือที่ประกอบอยู่ด้วยธรรม โชคดีอยู่หน่อยหนึ่งว่า คำว่าปราโมทย์หรือปีตินี้ภาษา ไทยเราไม่เคยเอาไปใช้กันในทางที่เป็นเรื่องของกามารมณ์เลย คงใช้แต่ในเรื่องปรกติธรรมดาเป็นอย่างน้อย. หรือถ้าให้ถูก ตรงตามความหมายของคำนี้แต่ตั้งแต่เดิมแล้ว ก็ต้องใ ห้ปีติ ปราโมทย์เป็นสิ่งที่เกิดมาตามทางธรรม คือเกิดจากการทำ ความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง, เกิดมาจากการเคารพนับถือตัวเอง โดยเฉพาะ ว่าตัวเองได้เป็นผู้ทำความดี, หรือการที่บุคคลมี ความบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ในตัว ด้วยการไม่เคยทำความชั่ว และกำลังกระทำความดีเป็นที่พออกพอใจของตัว จนถึงกับ ตัวเองก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ หรือมีความคิดว่าน่าไหว้ อยู่ ดังนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่าปีติปราโมทย์นั้น ก็ต้องเป็นสิ่งที่น่ามี และมีอยู่ในนั้นแล้ว อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้. การที่เราทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ที่สุดแต่ การ ให้ทาน การเผื่อแผ่ ซึ่งถือกันว่า เป็นการกุศลชั้นต้น ๆ ก็ เป็นการให้เกิดปีติและปราโมทย์นี้ได้. ถ้าไปถึง ชั้นศีล, การ
น.12 ๘ มีศีล คือมีความประพฤติทางกายทางวาจาไม่มีที่ด่างพร้อย เกิดนับถือเคารพตัวเองได้ ปีติปราโมทย์ก็มากขึ้น. ถ้าหาก ว่าไปถึง ชั้นสมาธิ จะเห็นได้ว่าในองค์ของสมาธิในอันดับ แรก ที่เรียกว่า ป ฐ ม ฌ า น นั้น มีปีติอยู่องค์หนึ่งด้วย โดยแน่นอนไม่ต้องสงสัย. แต่เราไม่พูดถึง สมาธิที่เป็นฌาน อะไรทำนองนั้น ซึ่งเป็นเรื่องเทคนิค เราจะพูดกันถึงเรื่อง สมาธิตามธรรมชาติต่อไป. ขอให้ย้อนมาพิจารณากันให้มาก ถึงความปีติปราโมทย์ ทุกชนิดที่อาจเกิดตามธรรมชาติ นับตั้งแต่เราไปนั่งเล่นในที่ สงัด อากาศดี วิวดี สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ดี จนมีความชุ่ม ชื่นใจ อย่างนี้เรียกว่าเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของปีติหรือ ปราโมทย์ในที่นี้ด้วยเหมือนกัน. ถ้าหากว่าได้ทำความดีอะไร ๆ ไว้ จนตัวเองก็มองเห็น ชัดอยู่จริง ๆ ว่าเป็นความดีจริง ก็มีความปีติปราโมทย์มาก ถึงที่สุด. แม้แต่ในกรณีได้นอนหลับมาอย่างเต็มตื่น เต็มตา มีความสดชื่นสบายใจอย่างนี้ ก็ยังสงเคราะห์อยู่ในพวกปีติและ ปราโมทย์ด้วยเหมือนกัน. ทั้งหมดนี้เป็นปีติปราโมทย์ที่เกิด ขึ้นตามธรรมชาติ.
น.13 ๕ ในพระบาลีมีกล่าวถึงปีติปราโมทย์ชนิดนี้ อย่างน่า อัศจรรย์อยู่หลาย ๆ อย่าง เช่นกล่าวถึงภิกษุที่กำลังแสดง ธรรมสอนผู้อื่นอยู่บนธรรมาสน์ บนที่นั่งสอนนั่นเอง ก็ยังมี ปีติปราโมทย์ในการที่ตนได้สอน ได้ปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุ ให้เกิดปีติปราโมทย์และอื่น ๆ ตามลำดับจนกระทั่งบรรลุ มรรคผลเพราะเหตุนั้นได้ก็มี ปีติปราโมทย์นั้น มีอำนาจอยู่ในตัวมันเองอย่างหนึ่ง ซึ่งจะให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ปัสลัทธิ คำว่า ปั ส สั ท ธิ นี้ แปลว่า ค ว า ม ร ำ งั บ. ตามปรกติจิตของคนเรา ไม่ค่อยจะรำงับ เพราะว่าจิตตกเป็นทาสของความคิดความนึก ของอารมณ์ของเวทนา ของอะไรต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา. เป็น ความฟุ้งอยู่ภายใน ไม่เป็นความรำงับ. หากแต่ถ้าว่าเกิด ความปีติปราโมทย์ตามทางธรรม มาครอบงำมีอำนาจแรง กล้าพอสมควรแล้ว ความสงบรำงับนั้นจะต้องมี คือมีxyส- สิทธิขึ้น. ปัสลัทธินี้ จะมีมากน้อยตามอำนาจของปีติปราโมทย์ ที่มีมากหรือน้อย เป็นธรรมหรือไม่ เป็นธรรมมากเพียงไร,
น.14 ๑๐ ประกอบด้วยปัญญา หรือไม่ประกอบด้วย ปัญญามากเพียงไร ด้วย. เมื่อมีความรำงับดังนี้แล้ว ก็ย่อมจะเกิดอาการที่ เรียกว่า สมาธิ คือใจอยู่ในสภาพที่เป็น กมฺมนิโย อย่างที่ได้ อธิบายมาแล้วแต่ต้น มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติอีกเหมือนกัน สำหรับคำว่า ก มฺ ม นิ โย ในที่เช่นนี้ ตรงๆ กับคำที่ เราชอบพูดกันในปัจจุบันนี้คำหนึ่ง คือคำว่า Active มาก ที่สุด, หมายถึง เร็ว คล่อง สะดวก เบาสบาย พร้อมที่จะ ไหวไปตามความต้องการ ลักษณะที่เรียกว่า Active นี้ ตรง กับความหมายของคำว่า ก มฺ ม นิ โย อยู่มากทีเดียว. เมื่อจิตรำงับลงในลักษณะที่เรียกว่าปัสสิทธิแล้ว จะมี ลักษณะอันแท้จริงของสมาธิ คือลักษณะแห่ง กมุมนียภาพ หรือภาวะที่เหมาะสมแก่การที่จะประกอบการงานในทางจิต. สมาธิที่แท้จริงในการปฏิบัติธรรมเพื่อตัดกิเลส จึงไม่ใช่ไป ทำจิตให้เงียบเป็นก้อนหิน เงียบอย่างหลับหูหลับตา ตัวแข็ง ทื่ออะไรทำนองนั้นก็หาไม่, ที่แท้จะยังคงมีลักษณะต่าง ๆ ปรกติอยู่ แต่ว่ามีจิตสงบเป็นพิเศษ เหมาะสมที่จะรู้ กำลัง
น.15 ๑๑ มีความผ่องใสที่สุด เยือกเย็นที่สุด สงบรำงับที่สุด เรียกว่า ก มุ ม นิ โย คือพร้อมที่จะรู้. นี่คือลักษณะแห่งสมาธิที่เราต้องการ ไม่ใช่อยู่ในฌาน สมาบัติแข็งทื่อเหมือนตุ๊กตาหิน หรืออะไรทำนองนั้น. การ อยู่ในฌานในทำนองนั้น จะพิจารณาอะไรไม่ได้เลย. จิตที่ติด ในความสุขอันเกิดจากฌาน ก็พิจารณาธรรมไม่ได้, มีแต่จะ ตกลงสู่ฌานเสียตลอดไป ไม่สามารถยกขึ้นมาใช้ในการ พิจารณา จัดว่าเป็นอุปสรรคของการพิจารณาโดยตรงทีเดียว. ผู้จะพิจารณาธรรมได้ จะต้องออกจากฌานแล้ว จึงพิจารณา โดยใช้อำนาจการที่จิตมีสมาธิขนาดฌานมา แล้วนั่นเอง เป็นเครื่องมือ หรือเป็นกำลังสำหรับจะ พิจารณา. ในที่นี้ เราไม่ต้องเข้าฌาน ไม่ต้องการฌาน หากแต่ ว่าต้องการ จิตที่เป็นสมาธิ หรือมีคุณสมบัติเป็น กมฺมนิโย ครบถ้วนพร้อมที่จะรู้แจ้งจนเกิดสิ่งที่เรียกว่า ยถาภูตญาณ ทัสสนะ คือ ความรู้ความเห็นตามที่เป็นจริงต่อโลก ทั้งหมด หรือต่อปัญหาต่าง ๆ ที่เราต้องการรู้ ที่เราสะสมไว้ ในคลังแห่งความสงสัยของเรา โดยอาการตามธรรมชาติ
น.16 ๑๒ ทำนองเดียวกันกับที่มีผู้รู้แจ้งตรงที่นั่งฟังต่อพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสดงธรรม, หรือนำไปคิดพิจารณาใน ที่เหมาะสม จนรู้. ไม่มีพิธีรีตอง หรือปาฏิหาริย์อันเป็นที่ ตั้งแห่งความยึดถือหรือหลงใหลต่าง ๆ แต่อย่างใด. แต่ทั้งนี้มิ ได้หมายความว่า จะเป็นการเกิดญาณทัสสนะรวดเร็วถึงที่สุด เป็นพระอรหันต์ ไปทันที แต่อย่างเดียวก็หามิได้. ในบาง กรณีอาจจะเกิด ย ถ า ภู ต ญ า ณ ทั ส ส น ะ ขั้นต้น ๆ ก็ได้ แล้วแต่กำลังของสมาธิอีกเหมือนกัน. ยิ่งกว่านั้น ในกรณีพิเศษบางกรณี อาจจะไม่เกิดเป็น ยถาภูตญาณทัสสนะ คือไม่ตรงตามที่เป็นจริงก็ได้ เพราะว่า ตนได้ศึกษามาก่อนอย่างผิด ๆ หรือว่าได้แวดล้อมอยู่ด้วย ทิฏฐิที่ผิด ๆ มากเกินไป. แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้ความ แจ่มแจ้งที่เกิดนั้น จะต้องพิเศษกว่าธรรมดา เช่นว่าใสแจ๋ว ลึกซึ้ง มีเหตุผล มีอะไร ๆ ยิ่งกว่าธรรมดา หรือมีกำลังแรง เท่า ๆ กับที่เป็น ยถาภูตญาณทัสสนะเสมอ. ที่นี้ ถ้าหากว่าความรู้นั้นเป็นไปถูกต้องตามความเป็น จริง คือเป็นไปตามทางธรรม ก็เดินไปข้างหน้าจนกระทั่ง
น.17 ๑๓ เป็น ยถาภูตญาณทัสสนะ คือเกิดความรู้ความเห็นในสังขาร ทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริง ถ้าเกิดขึ้นเพียงน้อย ๆ ก็ทำให้ เป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น ๆ ได้. หรือถ้าน้อยลงไปอีก ก็เป็น เพียงกัลยาณบุถุชน คือ คนธรรมดาที่เป็นชั้นดีได้. ถ้าหาก ว่ามีสิ่งแวดล้อมเหมาะสม และบารมีต่าง ๆ ได้เคยสร้าง สมมาเต็มที่ ก็เป็นพระอรหันต์เลยก็ได้. ทั้งนี้ แล้วแต่ เหตุการณ์ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในขณะที่จิตเป็นสมาธิตาม ธรรมชาตินี้ สิ่งที่เรียกว่า "ญาณทัสสนะ" จะต้องเกิดขึ้น และจะต้องรู้เห็นตรงตามที่เป็นจริง ไม่มากก็น้อย เพราะ เหตุว่าพุทธบริษัทเรา ย่อมเคยได้ยินได้ฟัง ได้เคยคิดเคยนึก เคยศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้เคยมองดูโลก ดูขันธ์ ดู สังขารทั้งหลาย ด้วยความอยากจะเข้าใจตามที่เป็นจริงมา แล้วเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นความรู้ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิต เป็นสมาธินั้น จึงไม่มีทางเสียหายเลย ย่อมเป็นไปเพื่อ ประโยชน์โดยส่วนเดียว.
น.18 ๑๔ คำว่า เกิด ยถาภูตญาณทัสสนะ ในที่นี้ หมายถึง การรู้การเห็น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอย่างถูกต้องตามที่ เป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างที่เคยกล่าวแล้วสรุปใจความได้สั้น ๆ ว่า ถ้า เห็นตามที่เป็นจริง ก็คือเห็นว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น" เพราะฉะนั้น เราจะต้องเข้าใจคำ สรุปที่สั้นที่สุดของพุทธศาสนา หรือของไตรลักษณ์ ๓ ประ การนั้นให้ชัดเจน. พระบาลีนั้นมีอยู่ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย; แต่เป็นบาลีจำยากก็เอาแต่คำไทย ๆ ก็แล้วกัน ซึ่งแปลว่า “ธรรมทั้งปวง ไม่ควรจะเข้าไปยึดถือเลย" คำว่า ธรรม หรือ สิ่งทั้งปวง ไม่ว่าอะไร ๆ ไม่ควรเข้าไปยึดถือเลย นี้ ก็ คือไม่ควรเข้าไปยึดว่าเป็นตัวเป็นตน ว่าของตน ว่าดีว่าชั่ว หรือกลาง ๆ ว่าน่าเอา ไม่น่าเอา น่ารักหรือน่าชัง อย่างนี้ เป็นต้น.
น.19 ๑๕ ถ้าเข้าไปมีความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็น ไปในทางพอใจก็ตาม ไม่พอใจก็ตาม เรียกว่าเข้าไป ยึดถือในสิ่งนั้น . ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ต้องเข้าไปกอบโกย เอามาที่บ้านเป็นของของเราทำนองนี้ก็หามิได้. แม้เพียงแต่ รู้สึกคิดนึกหรือความระลึกถึงเท่านั้น ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นการ ยึดถือในที่นี้ ถ้าหากว่าระลึกถึงด้วยความรัก ความพอใจ ความไม่พอใจความเป็นห่วง ความวิตกกังวล อะไรต่าง ๆ. ข้อที่ว่า ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น นี่ก็มาจากหลักที่ว่า ไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ นั่นเอง. ถ้าน่ายึดถือ ก็หมายความว่า น่าเอา น่าเป็น. ตัวอย่างในเรื่องเอา ก็คือการปักใจใน ทรัพย์สมบัติเงินทอง สัตว์ สิ่งของ อันเป็นที่พอใจต่าง ๆ. การเป็น ก็คือการถือว่าตนเป็นนั้นเป็นนี่ เป็นผู้ชายเป็น ผู้หญิง เป็นสามีภรรยา เป็นพ่อแม่ เป็นลูกหลาน เป็นคน มั่งมีคนเข็ญใจ เป็นคนแพ้ คนชนะ เป็นคนปกครองเขาหรือ ถูกเขาปกครอง เป็นคนทำคนอื่น เป็นคนถูกคนอื่นทำ เป็น คนดีคนชั่ว กระทั่งเป็นมนุษย์หรือเป็นสัตว์ เป็นเทวดาหรือ เป็นพรหม เป็นอะไรทุก ๆ อย่าง นี่เรียกว่า ความเป็น. กระทั่งความเป็นตัวเองหรือความเป็นตัวเราก็ตาม.
น.20 ๑๖ ถ้าพิจารณาเห็นลึกซึ้งจนถึงว่าแม้ความยึดถือว่าตัวเอง เป็นคน นี้ก็ไม่น่าสนุก น่าเอือมระอา เพราะเป็นที่ตั้งของ ความทุกข์ ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับความยึดถือว่าเป็นคนนี้เสียได้ ก็จะไม่เป็นความทุกข์. เหล่านี้เรียกว่าเห็นความไม่น่าเป็น ซึ่งมี ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นชนิดไหน ก็ต้องมีความทุกข์ตามแบบของความเป็นชนิดนั้น เพราะ ว่าความเป็นอะไร ๆ นี้ มันต้องทนเป็น ทนอยู่ ทน ดำรงอยู่, ต้องมีการต่อสู้เพื่อให้ได้เป็นหรือเป็นอยู่. อย่างน้อยที่สุด ก็คือการต่อสู้ในทางใจในการที่จะยึดถือ เอาความเป็นอะไร ๆ ของตนไว้ให้ได้. นี่ ก็เรียกว่าเป็นความ ต่อสู้เหมือนกัน. เมื่อมีตน หรือมีตัวตนของตนแล้ว ก็จะต้องมีอะไรๆ ของตนภายนอกตนออกไปอีก คือมีตนอื่นซึ่งเป็นของตนนี้ ฉะนั้นจึงมีลูกของตนเมียของตน อะไร ๆ ของตนอีกหลาย ๆ อย่าง จนกระทั่งมีหน้าที่แห่งความเป็นผัวเป็นเมีย ความ เป็นนายเป็นบ่าว ความเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ของตนขึ้นมา.
น.21 ๑๗ ทั้งหมดนี้เป็นการชี้ให้เห็นความจริงในข้อที่ว่า ความ เป็น ทุกชนิด ต้องมีการต่อสู้เพื่อดำรงเอาความเป็นนั้นไว้ เสมอไป. ไม่มีความเป็นชนิดไหน ที่ไม่ต้องอาศัยการดิ้นรน ต่อสู้เพื่อดำรงความเป็นนั้นไว้, การดิ้นรนต่อสู้นั้น ก็คือ ผลหรือปฏิกิริยาของอุปาทาน ซึ่งทำการยึดถือสิ่งต่าง ๆ หรือยึดถือความเป็นต่าง ๆ นั่นเอง, ข้อที่จะเข้าใจไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ถ้าไม่ให้เอา ไม่ให้เป็นกันแล้ว จะอยู่กันได้อย่างไร, นี่คงจะเป็นที่สงสัย อย่างใหญ่หลวง ของผู้ที่ไม่เคยคิดไม่เคยนึกในเรื่องนี้. คำว่า 'เ อ า’ คำว่า ‘เ ป็ น’ ในที่นี้ หมายถึงการเอา หรือเป็นด้วยความยึดถือในทางใจตามลักษณะอาการดังกล่าว แล้ว. ความยึดถือด้วยกิเลส ด้วยตัณหา ด้วยอุปาทาน ว่าน่าเอา น่าเป็น และใจก็ไปเอาเข้าจริง ๆ ไปเป็นเข้าจริง ๆ ตามความยึดถือด้วยกิเลส ด้วยตัณหา ด้วยอุปาทานเหล่านั้น เพราะฉะนั้นมันก็ต้องหนักที่ใจ มันก็ต้องร้อนที่ใจ มันก็ต้อง ถูกทิ่มแทงตบตี เผาลนผูกพันครอบงำที่ใจ นับตั้งแต่แรก
น.22 ๑๘ ไปทีเดียว และตลอดเวลาทีเดียว. นี้ เป็นทุกข์หรือความ หนัก ความทนทรมาน ตามธรรมชาติของความมีความเป็น ด้วยอำนาจอุปาทาน. เมื่อเรารู้ความจริงข้อนี้แล้ว เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้ง หลายเหล่านั้น ด้วยเครื่องมือคือความรู้ข้อนี้ ก็สามารถที่จะ มีสติสัมปชัญญะคุ้มครองจิตใจของตัวเอง ไม่ให้ตกลงไปเป็น ทาสของสิ่งต่าง ๆ หรือของความมีความเป็นด้วยอำนาจ อุปาทาน, แต่ให้มีสติปัญญาอยู่เหนือสิ่งต่าง ๆ เหนือความ มีความเป็น. เมื่อเรารู้สึกอยู่ว่า โดยที่แท้ มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น หากแต่เรายังไม่สามารถถอนตัวออกไปเสียจาก ความมี ความเป็น เรายังต้องมี ต้องเป็น ตามที่เรายังมี กิเลสอยู่มากน้อยเพียงไร เราจึงระมัดระวังมีสติสัมปชัญญะเข้า ไปเอา ไปเป็น ในสิ่งที่ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น เหล่านั้น ในลักษณะที่พอเหมาะสม คือเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ; เราก็ไม่ เดือดร้อน เหมือนคนที่หลับหูหลับตาเข้าไปเอา ไปเป็น อย่างโง่เขลางมงาย ซึ่งผลสุดท้ายก็ตกหลุมตกบ่อของอวิชชา
น.23 ๑๙ อุปาทานของตัวเอง จนต้องฆ่าตัวตายหรืออะไรที่คล้ายๆ กัน. นี่แหละ เป็นเครื่องแสดงว่าเราจะอยู่กันอย่างไร โดย ไม่มีใจยึดถือในการเอา การเป็น. ถ้าเราเข้าไปเอา ไปเป็น กับสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น อยู่ตามธรรมชาติเหล่านั้น ด้วยวิชาความรู้ของพระพุทธเจ้า คือรู้ว่าแท้ที่จริง ไม่มีอะไร ที่น่าเอา ที่น่าเป็น ก็เรียกว่าเรา เข้าไปเพื่อเอาชนะสิ่ง เหล่านั้น ไม่ใช่เข้าไปเพื่อแพ้และตกเป็นทาสสิ่งเหล่านั้น สมมติตัวอย่างว่า เสือเป็นสัตว์ที่ขายได้แพง หรือ งูร้ายเป็นสิ่งที่ขายได้แพง ในเมื่อเราไม่มีวิธีอื่นที่จะประกอบ อาชีพ เราจะเข้าไปจับเสือมาขาย อย่างนี้ มันก็เป็นธรรมดา อยู่เอง ที่เราจะต้องเข้าไปจับเสือให้ถูกวิธี เราจึงจะได้เสือ มาขายและได้เงินมาเลี้ยงชีวิต. ถ้าทำผิดวิธี เราก็จะต้องตาย เพราะเสือนั่นเอง โ ลกหรือสิ่งทั้งปวงโดยเฉพาะคือเบญจขันธ์นี้มีลักษณะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. มันจะแผดเผาทิ่มแทงคนผู้ ที่เข้าไปยึดถือด้วยตัณหาอุปาทาน นับตั้งแต่วาระแรก คือ
น.24 ๒๐ นับตั้งแต่เมื่ออยากได้ อยากเป็น, กำลังได้ กำลังเป็น, และได้แล้วเป็นแล้ว, ตลอดเวลาแห่งกาลทั้งสาม คือทั้ง ก่อนทำ ทั้งกำลังทำ และทั้งทำเสร็จแล้ว. ถ้าใครเข้าไป ยึดถือในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นนั้น อย่างหลับหูหลับตาแล้ว ก็จะมีความทุกข์ อย่างเต็มที่ เหมือนอย่างที่เราเห็นปุถุชนคนเขลาตามปรกติ เป็น ๆ กันอยู่. แม้ที่สุดแต่สิ่งที่เรียกว่า "ความดี" ที่ใคร ๆ บูชา กันอยู่ ถ้าหากว่าใครเข้าไปเกี่ยวข้องกับความดีในลักษณะที่ ผิดทาง และยึดถืออะไรมากเกินไปก็จะได้รับความทุกข์จาก ความดีนั้นเช่นเดียวกัน ; เว้นไว้แต่เราจะเข้าไปเกี่ยวข้อง กับมัน ในลักษณะที่รู้ว่าธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้น แล้วเราจะต้องทำอย่างนี้ ๆ จึงจะเหมาะสมกัน นั่นแหละ จึงจะเรียกว่าเป็นผู้ลืมตา มีสติปัญญาสามารถฉลาดเข้าไป เกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มีพิษซ่อนเร้นอยู่อย่างไม่น่า เอา ไม่น่าเป็น.
น.25 ๒๑ ท่านทั้งหลายอย่าลืมความหมายของคำว่าไม่น่าเอา ไม่ น่าเป็นที่พร่ำบอกอยู่เสมอว่า มันจะใส่ความทุกข์ หรือสาด เทความทุกข์กลับเข้ามาหาบุคคลที่เข้าไปเอา ไปเป็น โดย ลักษณะที่ไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น. ถ้าเรายังจำเป็นต้องเอา ต้องเป็น เพราะเหตุอย่างใด อย่างหนึ่ง โดยเฉพาะก็คือยังละกิเลสไม่ได้แล้ว เราต้องเข้า ไปเอา ไปเป็น ด้วยสติสัมปชัญญะที่รู้อยู่เสมอ ว่ามันเป็น สิ่งที่ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ; การกระทำนั้น ๆ จะไม่มีผิดจะไม่ มากเกินไป หรือไม่น้อยเกินไป แต่จะพอเหมาะพอดีและไม่ มีความทุกข์ มีความเป็นอยู่ผาสุกในการเอาการเป็นนั้น ๆ. อาจจะมีผู้สงสัยต่อไปว่า ถ้าไม่มีอะไรที่น่าเอา น่า เป็นแล้วก็จะไม่มีการประกอบการงานอะไร หรือไม่สามารถ จะรักษาทรัพย์สมบัติสิ่งของต่าง ๆ ตามที่ตนมีอยู่ได้มิใช่หรือ ? ข้อนี้จะเป็นปัญหาอยู่ตลอดเวลาที่ยังไม่มีความเข้าใจเพียงพอ. ถ้ามีความเข้าใจเพียงพอแล้ว ก็จะรู้ว่าเราควรมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเสียก่อน แล้วจึงทำสิ่งต่าง ๆ, ดีกว่าที่
น.26 ๒๒ จะต้องทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความมักมากทะเยอทะยาน โง่เขลา งมงาย หลงใหลในสิ่งที่จะทำ : มีใจความสั้น ๆ ว่า ใ ห้เรา เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ด้วยสติปัญญา อย่าเข้าไป เกี่ยวข้องด้วยกิเลสหรือตัณหา ; เรื่องมีอยู่เท่านี้เอง. ถ้าเรา เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ด้วยกิเลสตัณหา ไม่ว่าจะทำ อะไรหมดมันจะมีผลเกิดขึ้นเป็นคนละอย่าง ตรงกันข้ามจาก ที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยปัญญา. พระอรหันต์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ได้บรรลุมรรคผลชั้นสูงสุดไปแล้ว คือ ไม่มีกิเลสตัณหา อุปาทานเลยแล้ว ท่านก็ยังทำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ได้ มากกว่าพวกเราเสียอีก. ขอให้เราคิดดู ถ้าเราไม่เข้าใจใน เรื่องนี้ ก็เป็นเพราะเราไม่เข้าใจของเราเอง ไม่ใช่เพราะ เรื่องของท่านผิด. มันเป็นเพราะเราไม่เข้าใจในคำว่าหมด กิเลสตัณหา. ผู้หมดกิเลสตัณหาอย่างพระพุทธเจ้า กลับทำ งานหามรุ่งหามค่ำ กว่าพวกเราท่านทั้งหลายนี่เสียอีก. ลองหาอ่านดูจากพระพุทธประวัติ ว่าวันหนึ่งคืนหนึ่ง พระพุทธเจ้าทำอะไรบ้าง, ก็จะพบว่าท่านมีเวลาจำวัดพักผ่อน
น.27 ๒๓ เพียง ๔ ชั่วโมง นอกนั้นทำงานตลอดหมด ท่านทำมาก กว่าพวกเราซึ่งพักเล่นเสียก็มากกว่า ๔ ชั่วโมงแล้ว. นี่ท่าน ทำไปเพราะอำนาจของอะไรในเมื่อกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้อยาก เป็น อยากเอาสิ่งต่าง ๆ ก็หมดเสียแล้ว ? นี่ท่านทำไปด้วย อำนาจของ ปัญญาที่บวกกับเมตตา. ก่อนแต่ท่านจะเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นพระพุทธเจ้า นั้น ท่านได้เคยบ่มตัวเอง ฝึกฝนตัวเอง บังคับตัวเอง อบรมตัวเองให้เกิดปัญญา และเมตตาอยู่เสมอ มันจึงมี กำลังแรงขึ้น ๆ ทุกวัน ทุกคืน ทุกปี จนกระทั่งบรรลุ ความ สิ้นอาสวะ. กิเลสหมดไปแล้วด้วยอำนาจของปัญญาก็จริง แต่กำลังของปัญญานั้น ยังคงมีเหลืออยู่ หาหมดไปด้วยไม่, เมตตาก็ยังคงเหลือเป็นกำลังอยู่. ฉะนั้น การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในตอนหลังการตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า หรือของพระอรหันต์ทั้งหลายก็ตาม ล้วนแต่เป็นไปด้วยกำลังของเมตตาและปัญญาที่เหลืออยู่ มันเหลืออยู่ในฐานะคล้าย ๆ กับว่าเป็นซาก เพราะว่ากิเลส และตัณหาซึ่งวิ่งเต้นเป็นตัวนายโรงนั้น ตายไปแล้ว เหือด
น.28 ๒๔ แห้งไปหมดแล้ว ยังเหลือแต่ร่างกายกับใจ หรือเบญจขันธ์ ในลักษณะที่บริสุทธิ์ คือปราศจากกิเลสตัณหา. แต่ในความ บริสุทธิ์หรือขันธ์ห้าที่บริสุทธิ์นั้น มีเมตตาและปัญญาเหลือ เป็นซากอยู่ไม่น้อยเลย ฉะนั้นจึง 'วิ่ง’ ต่อไปได้ด้วยอำนาจ ของเมตตา และปัญญา. เราอาจจะเปรียบลักษณะเช่นนี้กับรถหรือเรือที่เราหยุด กำลังที่ทำให้มันวิ่งนั้นเสียแล้ว แต่มันก็ยังวิ่งไปได้อีกระยะ หนึ่ง ด้วยกำลังของความเร็วที่ยังเหลืออยู่ ที่เรียกว่าโม เมนตั้มหรืออะไรทำนองนั้น ไปได้อีกเท่าไหร่ ย่อมแล้วแต่ว่า กำลังที่มันวิ่งมาทีแรกนั้นจะมีมากเท่าไร. พระอรหันต์ก็เหมือนกัน แม้จะหมดกิเลสตัณหา ด้วยอำนาจของปัญญาและเมตตาแล้ว แต่โมเมนตั้ม ของปัญญาและเมตตาเหลืออยู่มาก ฉะนั้นท่านจึงทำ สิ่งที่ควรทำไปได้ทุกอย่าง ด้วยอำนาจของปัญญาเป็น ใหญ่ : ท่านจะไปสอนคน ด้วยความลำบากตรากตรำ ชนิดที่คนอื่นทำไม่ได้ ท่านก็ทำได้. คนที่หวังจะได้เงินเดือน ได้ค่าจ้าง หรืออะไรทำนองนี้ ก็ยังไม่อาจจะทำงานตรากตรำ
น.29 ๒๕ ได้ เหมือนอย่างท่านที่ไม่ได้หวังเอาอะไรเลย แต่ทำไปด้วย อำนาจของเมตตาบริสุทธิ์ ปัญญาบริสุทธิ์ ที่ยังเหลืออยู่. แม้สิ่งที่เป็นไปตาม ความต้องการของร่างกายตาม ธรรมชาติ เช่นท่านจะต้องไปบิณฑบาตรหาอาหารฉันเหล่านี้ ท่านก็ยังคงทำไปได้ด้วยอำนาจของปัญญาที่ยังคงเหลืออยู่เช่น เดียวกัน ไม่มีกิเลสไม่มีตัณหา ว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นอย่าง นั้น-เพื่อเอาอย่างนี้. แต่ปัญญาความรู้จักผิดชอบชั่วดีที่ยัง เหลืออยู่เป็นกำลังที่พอจะส่งร่างกายนี้ออกแสวงหาอาหาร. มันจะผิดกันอยู่บ้าง ก็ตรงที่ว่า หาได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ได้ เท่านั้น. ในกรณีของการเจ็บการไข้ ท่านก็มีปัญญาเหลืออยู่ พอที่จะให้รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร ท่านก็ดำเนินการแก้ไขเท่าที่ ปัญญามันบอก. ถ้ามันเป็นเรื่องมากเกินไปก็เป็นธรรมดา ที่ว่าจะต้องแตกดับ เพราะว่าท่านมีความขวนขวายน้อย. ความอยู่หรือความแตกดับ ไม่มีความหมายสำหรับท่าน หรือ มันมีค่าเท่ากัน แต่ปัญญาเหลืออยู่สำหรับการจะรู้จักแก้ไข ไปตามมีตามได้ ตามที่ควรทำ ; นับว่าเป็นความถูกต้อง ที่สุดสำหรับกรณีที่จะไม่มีความทุกข์เลย.
น.30 ๒๖ มันไม่ต้องมีตัวมีตนเป็นเจ้าของเรื่องที่ไหน มันมี แต่ปัญญาที่ไปบังคับร่างกายให้เป็นไปตามอำนาจของ ธรรมชาติ เป็นแมคานิคของรูปธรรมนามธรรมล้วนๆ ไม่มี ตัวตนเจืออยู่ในนั้น ก็เป็นไปได้ตามอัตโนมัติของธรรมชาติ. ฉะนั้นท่านจึงไม่มีการขวนขวายมาก ถึงกับว่าจะต้องหายา เป็นพิเศษ หาเงินมาใช้ในการรักษาเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ใช่ว่า จะไม่ขวนขวายเลย ; ท่านปล่อยไปตามที่ความรู้จักผิดชอบ ชั่วดีของท่านจะเชื้อเชิญให้ทำ. ถ้ามันเป็นเรื่องยุ่งยากมาก ท่านก็ไม่ขวนขวาย ท่านอยู่เฉย ๆ จนหายเอง หรืออาจจะ นิพพานไป ด้วยเหตุนั้นก็ได้ นี่เป็นของธรรมดา แต่ก็ ไม่ได้หมายความว่าความหมดกิเลสนั้น จะทำให้ไม่รู้สึก ในการที่จะเยียวยารักษาอาพาธนั้น ก็หาไม่ ; ฉะนั้นท่าน จึงเป็นอยู่ได้เพราะอำนาจของปัญญา : ไม่ต้องตายเพราะ อดอาหาร, ไม่ต้องตายเพราะเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วไม่มีการรักษา แต่อย่างใดเลย. นี่ เราเห็นได้ว่า เพียงอำนาจของปัญญาบริสุทธิ์ เมตตาบริสุทธิ์ที่เหลืออยู่เท่านั้น ก็ทำให้พระอรหันต์ทั้งหลาย
น.31 ๒๗ เป็นผู้มีชีวิต หรือยังคงมีชีวิตอยู่ในโลกได้ และ ทำประโยชน์ ให้แก่ผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ได้ และจะทำได้สูงหรือมากกว่า คนที่ยังมีกิเลสตัณหาเสียอีก. คนที่มีกิเลสตัณหา อยากเอา อะไร อยากได้อะไรเป็นของตัวนั้น ย่อมทำแต่ที่จะให้ได้ แก่ตัว เพราะความเห็นแก่ตัว ; ส่วนท่านนั้น ทำไปด้วย ความเมตตาบริสุทธิ์ ด้วยปัญญาบริสุทธิ์ ไม่มีความเห็นแก่ตัว ฉะนั้นมันจึงทำได้มากกว่ากัน กว้างกว่ากัน สูงกว่ากัน บริสุทธิ์ กว่ากันทำนองนี้. เมื่อเราเอาตัวอย่างของพระอรหันต์มาเปรียบเทียบ เรา ก็จะเห็นได้ว่า ผู้ที่เห็นเด็ดขาดลงไปแล้ว ว่าไม่มีอะไร ที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็นนั่นแหละ กลับเป็นผู้ที่ทำ อะไรได้ดีกว่าผู้ที่เอาอะไร เป็นอะไรเสียเรื่อย และ กลับจะเป็นผู้ปฏิบัติถูกต่อสิ่งต่าง ๆ อย่างแท้จริง. ความอยากเอาอยากเป็นนี้ เป็นความมืดอย่างยิ่งชนิด หนึ่ง. ที่ว่าเป็นความมืด ก็เพราะเป็นความหลง ไม่รู้ตามที่ เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร จนกระทั่งไปคว้าเอากงจักรมาเป็น
น.32 ๒๘ ดอกบัว. คนเรามีความมืดครอบงำ หรือมีความมืดเป็น เครื่องจูง แล้วจะไปกันอย่างไรขอให้ลองคิดดู. เพราะฉะนั้นขอให้เราทุกคนปฏิบัติหน้าที่ของตน ไม่ ว่าจะเป็นหน้าที่อาชีพการงาน หรือหน้าที่อะไรทุก ๆ ชนิด ด้วยสติปัญญาที่รู้สึกอยู่เสมอว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น หรือน่าหลงใหลยึดถือดังกล่าวแล้ว. จงกระทำไปให้พอเหมาะ พอสมกับที่ว่าสิ่งเหล่านั้นมีความไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น อยู่ ตามธรรมชาติ. เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องให้ถูกวิธี และพอเหมาะ ในเมื่อเรายังต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือยังต้องเอา ต้องเป็น อยู่ก่อน. ข้อนี้ เป็นการทำให้จิตของเรายังคงสะอาด สว่าง ไสวแจ่มแจ้ง สงบเย็น อยู่เสมอ แล้วเข้าไปเกี่ยวข้องกับโลก หรือสิ่งทั้งปวงในลักษณะที่จะไม่เป็นพิษเป็นโทษขึ้นมาได้. ความไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น นี้ ชาวโลกธรรมดาฟังดุ ชวนให้น่าเบื่อหน่ายหรือเป็นที่ตั้งแห่งความเบื่อหน่าย. แต่ ถ้าใครได้เข้าถึงตามความหมายที่แท้จริงของมันแล้ว กลับ เป็นที่ตั้งแห่งความกล้าหาญ ร่าเริง หรือความมีจิตเป็น นายเป็นอิสระต่อสิ่งทั้งปวง ทำให้เราสามารถเข้าไปหา
น.33 ๒๕ สิ่งใด ๆ ด้วยความรู้สึกที่ไม่ตกเป็นทาสของมัน คือไม่ เข้าไปด้วยอำนาจความอยากของกิเลสตัณหาหน้ามืดจนกลาย เป็นทาส ของมัน. คนเรากำลังเอาอะไรอยู่ก็ตาม กำลังเป็นอะไรอยู่ก็ตาม ขอให้รู้สึกตัวอยู่เสมอว่า เรากำลังเอาหรือเป็นในสิ่งที่แท้แล้ว เอาไม่ได้ เป็นไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรที่เอาได้จริง เป็น ได้จริงตามต้องการของเรา. มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ตลอดเวลาดังได้กล่าวแล้ว เราเองเข้ายึดมัน ด้วยกิเลส ตัณหา ด้วยความบ้าบอของเราเองต่างหาก. ฉะนั้น เราจึงทำกับสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกตรงกับที่มันเป็น จริง. เพราะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยความไม่รู้ตามที่เป็นจริง นั้นเอง จึงเกิดความทุกข์ ยุ่งยากขึ้นทุกอย่างทุกประการ. คนแต่ละคน ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ บริสุทธิ์ผุดผ่องได้ ก็เพราะมันอยากเอาอะไร อยากเป็น อะไร เกินขอบขีดของความเป็นจริง เพราะอำนาจของ กิเลสตัณหาของตนเองเสียเรื่อย จึงไม่สามารถจะดำรงตน ให้อยู่ในสภาพที่เป็นความดี ความงาม ความถูกต้อง และ ความยุติธรรมอะไรได้เลย.
น.34 ๓๐ มูลเหตุอันแท้จริง มันอยู่ที่เราตกเป็นทาสของสิ่งเหล่านี้ เสียแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ การรู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริงนี้ จึงเป็น ใจความสำคัญที่สุดของพุทธศาสนาเรา เป็นทางให้เราเอาตัว รอดกันได้ทุกประเภท ไม่ว่าในเรื่องประโยชน์ทางโลก ๆ ในโลกนี้เอง ซึ่งหวังผลเป็นทรัพย์สมบัติชื่อเสียง ไมตรีมิตร สหายสังคมสมาคมอะไรก็ตาม หรือว่าเพื่อหวังผลประโยชน์ ในโลกหน้า เช่นสวรรค์สุคติในโลกหน้าก็ตาม หรือว่าเรื่อง ที่พ้นจากโลกขึ้นไป คือเรื่องมรรคผลนิพพานก็ตาม ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ต้องอาศัยความรู้ความเห็นอันถูกต้องเรียกว่า ย ถ า ภู ต ญ า ณ ทั ส ส น ะ นี้ทั้งนั้น เราทุกคนจะต้องเป็นผู้รุ่งเรืองอยู่ด้วยความสว่าง ไสวแจ่มแจ้งของแสงสว่าง คือ ปัญญา . นี้เป็นใจความ สำคัญของพระพุทธศาสนาที่ได้กล่าวอยู่บ่อย ๆ ว่า คนเรา บริสุทธิ์ด้วยปัญญา ไม่ใช่บริสุทธิ์ด้วยอย่างอื่น. ทางรอด ของเราอยู่ตรงที่มีปัญญา เห็นแจ่มแจ้งในสิ่งทั้งปวงว่าไม่มี อะไรที่น่ายึดถือ คือ น่าเอา น่าเป็น ด้วยการมอบกาย
น.35 ๓๑ ถวายชีวิตเลย. อะไร ๆ ที่มีอยู่แล้ว ที่เป็นอยู่แล้ว ก็ขอ ให้เป็นเพียงสมมติ การสมมติว่าเราเป็นนั้นเป็นนี่กัน ก็เพื่อจะให้รู้จักชื่อ รู้จักเสียงกัน รู้จักแบ่งหน้าที่การงานกัน เพื่อความสะดวก ในทางสังคม. เราอย่าไปหลงยึดถือตัวเรา ว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ไปตามที่เขาสมมติเลย มันก็จะมีลักษณะเหมือนกับการถูก มอมดังสัตว์เล็ก ๆ เช่นจิ้งหรีดเป็นต้น เมื่อถูกมอม ถูกทำ ให้มึนให้งงแล้ว มันก็กัดกันเองได้จนตาย. คนเรานี่แหละถ้าถูกมอมถูกล่อลวงต่าง ๆ ก็จะมึนเมา จนทำสิ่งที่ตามปรกติมนุษย์เราทำไม่ได้เช่นฆ่ากันตายเป็นต้น ได้เช่นเดียวกัน ฉะนั้นเราอย่าไปหลงสมมติ แต่พึงรู้สึก ตัวว่านั่นเป็นเรื่องของการสมมติ ซึ่งเป็นของต้องมีในสังคม. เราจะต้องรู้สึกโดยแท้จริงว่า กายกับใจนี้ คืออะไร. ธรรมชาติที่แท้จริงของมันเป็นอย่างไร โดยเฉพาะ ก็คือเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง. ส่วนเราจะต้อง ดำรงตนอยู่ในลักษณะที่เป็นอิสระอยู่เสมอ.
น.36 ๓๒ สำหรับสิ่งของที่เรามี เช่นทรัพย์สมบัติหรืออะไร ๆ ที่เรามี ที่เป็นของจำเป็นจะต้องมี, นี่ก็ขอให้เห็นชัดว่า เป็นการสมมติอีกเหมือนกัน. จงปล่อยไว้ตามขนบธรรมเนียม ประเพณีที่มีอยู่ว่า นี่ต้องเป็นของคนนี้, นี่บ้านของคนนี้, นี่นาของคนนี้เป็นต้น. ตลอดถึงกฎหมายก็คุ้มครองกรรมสิทธิ์ ในความมีนั้น ๆ ไว้ให้เราได้ ทั้งที่จิตใจของเราไม่ต้องยึดถือ ว่าเป็นของเรา. เพราะฉะนั้นเราก็ควรมีอะไร ๆ เพียงเพื่อความสะดวก สบาย ไม่ใช่มีมาเพื่อเป็นเครื่องกดทับ หรือเป็นนายอยู่เหนือ ใจเรา. เมื่อเรามีความรู้แจ้งอย่างนี้ สิ่งต่าง ๆ ก็จะลง ไปอยู่เป็นข่าวเป็นทาสเรา และเราก็อยู่เหนือมัน. ถ้าเรา รู้สึกกลับตรงกันข้ามไปในทางมีตัณหาอุปาทาน จนมีอะไร เป็นอะไรด้วยจิตใจที่ยึดถือเหนียวแน่นแล้ว มันจะขึ้นอยู่ เหนือศีรษะเรา แล้วเราก็จะกลับลงไปเป็นบ่าวเป็นทาสมัน. มันกลับกันอยู่เป็นคนละอย่างดังนี้. ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่เราต้องระมัดระวัง ให้เป็นไปในลักษณะ ที่เรายังคงเป็นอิสระอยู่เหนือโลก เหนือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
น.37 ๓๓ จึงจะได้ ; มิฉะนั้นแล้ว เราเองจะต้องตกอยู่ในสถานะที่น่า สงสารที่สุด ในบรรดาสิ่งที่น่าสงสาร. ไม่มีอะไรที่น่าจะสงสาร ยิ่งไปกว่านี้. เราควรจะสมเพชตัวเองล่วงหน้ากันไว้บ้าง ตามสมควร. เมื่อมี ยถาภูตญาณทัสสนะ เห็นจริงว่าไม่มีอะไร ที่น่าเอา น่าเป็น อย่างนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่า นิ พ พิ ท า คือความเบื่อหน่ายนั้น ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นติดตามมา ตามส่วนสัดของการเห็น. คำว่า นิ พ พิ ท า นี้แปลว่า ความ เบื่อหน่าย. นี้ตรงกันข้ามจากคำว่า อัสสาทะ ซึ่งแปลว่า ความเอร็ดอร่อย ที่อาจหาได้ในสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกียวิสัย ส่วน นิพพิทา แปลว่า ความเบื่อหน่ายในสิ่งที่ตนเคยเอร็ด อร่อยมาแล้วนั้น. เมื่อก่อน ตนมีการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงด้วยกิเลส และบริโภคสิ่งเหล่านั้นด้วยอำนาจของกิเลส จึงมีสิ่งที่เรียกว่า อั ส ส า ท ะ อยู่เต็มที่. ครั้นมี ยถาภูตญาณ ทัสสนะ เกิดขึ้น เห็นว่าตัวผู้บริโภคนั้นก็ว่างเปล่าจากตัว ตน สิ่งที่ถูกบริโภค ก็ว่างเปล่าจากตัวตน เป็นอนิจจัง
น.38 ๓๔ ทุกขัง อนัตตา ไร้ความหมายแห่งตัวตนด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ละฝ่าย ล้วนแต่ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ดังนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่า นิ พ พิ ท า คือความหน่ายก็เกิดขึ้น. นี่หมายความว่า มีการคลอนแคลนสั่นสะเทือนเกิดขึ้น แล้วในการหลงเข้าไปยึดถือ หรือเปรียบเหมือนเมื่อเราต้อง ตกเป็นทาสเขามานาน จนมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น ก็มีความ เคลื่อนไหวไปในทางที่จะเปลื้องตนออกจากความเป็นทาส ; นี้ เป็นลักษณะของนิพพิทา คือ เกลียดความเป็นทาส ขึ้นมาแล้ว. สิ่งที่เรียกว่า นิ พ พิ ท า จึงได้แก่ความเกลียด หรือความหน่ายต่อความที่ตนโง่หลงเข้าไปยึดถือเอาสิ่งต่าง ๆ ด้วยความเข้าใจว่าน่าเอา น่าเป็น. ครั้นมีสิ่งที่เรียกว่านิพพิทา ความเบื่อหน่ายแล้ว โดยอัตโนมัติตามธรรมชาตินั้นเอง ย่อมจะมีสิ่งที่เรียกว่า วิ ร า ค ะ วิราคะ แปลว่า ความจางออกหรือคลายออก เหมือนกับเชือกที่ผูกมัดไว้แน่น ถูกแก้ออก หรือเหมือนสี ย้อมผ้าติดแน่น แล้วแช่น้ำยาบางอย่างให้มันละลายออกหลุด ออก, ความยึดถือที่คลายออก หรือจางออก จากโลก หรือ
น.39 ๓๕ จากสิ่งทั้งปวงที่เคยยึดถือนี้ ท่านเรียกว่า วิ ร า ค ะ. ระยะนี้ ถือว่าเป็นระยะที่สำคัญที่สุด ; แม้จะไม่ใช่ระยะที่ถึงที่สุด ก็เป็นระยะที่สำคัญที่สุดของการหลุดพ้น เพราะว่า เมื่อมีการ คลายออกจางออกดังนี้แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลย สิ่งที่เรียก ว่าความหลุดออกได้หรือวิมุตตินั้น จะต้องมีโดยแน่นอน. เมื่อมีความหลุด หรือหลุดออกมาได้จากความเป็น ทาส ไม่ตกเป็นทาสของโลกอีก ต่อไปก็จะมีอาการที่เรียก ว่า วิ สุ ท ธิ คือบริสุทธิ์. บริสุทธิ์ในที่นี้ หมายความว่า ไม่เศร้าหมอง. ก่อนนี้เศร้าหมองโดยทุกวิถีทาง เพราะการ เข้าไปจมเป็นทาสของโลกอยู่ จะเป็นการเศร้าหมองที่กายที่ วาจาที่ใจ หรือจะมองดูกันในแง่ไหน ๆ ก็เป็นเรื่องเศร้าหมอง. ต่อเมื่อหลุดพ้น ออกมาจากความเป็นทาสในรสอร่อยของโลก แล้ว จึงจะอยู่ในลักษณะที่บริสุทธิ์ คือไม่เศร้าหมอง, เมื่อมีความบริสุทธิ์แท้จริง อย่างนี้แล้ว ก็มีสิ่งที่ เรียกว่า สันติ คือความสงบอันแท้จริงสืบไป. เป็นความ สงบเย็นจากความวุ่นวาย จากความรบกวน หรือจากการ ต่อสู้ดิ้นรน ทนทรมานต่างๆ เมื่อปราศจากอาการเบียด
น.40 ๓๖ เบียนวุ่นวายเหล่านี้แล้ว ท่านสรุปเรียกความเป็นอย่างนี้ ว่า สันติ คือความสงบรำงับดับเย็นของสังขารทั้งปวง แทบจะเรียกได้ว่าเป็นขั้นสุด หรือ ชั้นเดียวกับนิพพานได้. แท้จริง สั น ติ กับ นิ พ พ า น นั้น เกือบจะไม่ต้องแยกกัน ที่แยกกันก็เพื่อจะให้เห็นว่า เมื่อสงบแล้ว ก็นิพพาน. คำว่า นิพพาน ให้ถือเอาความหมายตามตัวหนังสือ. นิพพาน แปลว่า ไม่มีเครื่องทิ่มแทง ; คำว่า นิ แปลว่า ไม่มี คำว่า ว าน [ คือ พาน ในที่นี้ ] แปลว่า เครื่องที่ม แทง, อย่างนี้ก็มี. อีกอย่างหนึ่ง ว า น ะ แปลว่า ไป, นิ แปลว่า ไ ม่ มี. ไม่มีการไป คือดับสนิทไม่มีเหลือ. ฉะนั้น คำว่า นิพพาน จึงได้ความหมายใหญ่ ๆ เป็น ๒ ประการ คือดับไม่มีเชื้อเหลือสำหรับจะเกิดมาเป็นความทุกข์ อีกต่อไป นี่อย่างหนึ่ง ; และอีกอย่างหนึ่งก็คือปราศจากความทิ่มแทง ปราศจากความเผาลน ปราศจากความผูกพันร้อยรัดต่าง ๆ ทุกอย่างทุกประการ นี้ เป็นลักษณะของพระนิพพาน รวม ความแล้วก็แสดงถึงภาวะที่ปราศจากความ ทุกข์ โดยสิ้นเชิง. คำว่า นิ พ พ า น มีความหมายส่วนใหญ่อย่างนี้
น.41 ๓๗ แต่ขอให้เข้าใจว่า คำว่า นิพพาน ๆ นี้ ยังมีความ หมายที่มุ่งใช้ต่าง ๆ กันอีกหลายอย่าง ในเมื่อเพ่งเล็งให้ กว้างออกไป: เช่นหมายถึง การดับของความทุกข์ ก็มี ; หมายถึง การดับของกิเลส ชนิดสิ้นเชิงก็มี ; หมายถึงธรรม หรือเครื่องมือ หรือเขตแดน หรือ สภาพอันใดอันหนึ่งที่ เป็นเครื่องดับทุกข์ดับกิเลสดับสังขารทั้งปวง ได้สิ้นเชิง ก็มี ; มันหลายความหมายเช่นนี้. คำว่า นิพพาน ๆ นี้ เรายืมเขามาใช้. นักศาสนา ในสมัยพระพุทธเจ้าก็ได้ยืมเอาคำว่า นิพพาน ที่มีอยู่ก่อน มา ใช้เรื่อย ๆ กันมา. เข้าใจว่าครั้งแรกทีเดียว ได้ยืมคำกลาง บ้านมาใช้. ถ้าเป็นคำใช้กลางบ้าน คำว่านิพพาน แปลว่า ดับเย็น หมายถึงของที่ร้อน ดับเย็นลงไป, เป็นแง่คิดของ ความดับทุกข์โดยตรง. แม้จะมีคำว่านิพพาน ใช้กันอยู่ในลัทธิศาสนาหลาย ๆ ลัทธิก็ตาม แต่ความหมายไม่เหมือนกันเลย เช่นลัทธิหนึ่ง ถือเอาความสงบเย็นในขณะได้ฌานได้ สมาบัติเป็นนิพพานไป ก็มี. บางลัทธิยังมากไปกว่านั้นอีก คือถึงกับถือเอาความ สยบมัวเมา อยู่ในกามารมณ์กัน อย่างเพียบพร้อม เป็นนิพพาน มาแล้วก็มี. พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธนิพพานในความหมาย
น.42 ๓๘ เช่นนั้น, ทรงระบุความหมายของนิพพานในลักษณะที่เป็น ภาวะอันปราศจากความทิ่มแทงร้อยรัด แผดเผาของกิเลสและ ความทุกข์ เพราะการได้เห็นโลก เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตามที่เป็นจริง จนดับกิเลสตัณหาและอุปาทานเสียได้ดังนี้ .. เพราะฉะนั้น เราจึงควรจะมองเห็นคุณค่าอันใหญ่ยิ่ง ของการเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริง ที่เรียก ว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ. ควรพยายามทำให้เกิดมีขึ้นทางใด ทางหนึ่ง ใน ๒ ทาง เท่าที่เราจะพึงทำได้ ; คือทางที่ จะเป็นไปเองตามธรรมชาติโดยการประคับประคองให้ดี ใน การทำจิตให้มีปีติปราโมทย์ เป็นการเป็นอยู่ชอบ เป็นอยู่ บริสุทธิ์ ทุกลมหายใจเข้าออกทั้งกลางวันกลางคืนอยู่เสมอ จนกระทั่งเกิดคุณธรรมต่าง ๆ ตามลำดับ ที่กล่าวมาแล้วนี้ได้ ตามธรรมชาติ, นี้วิธีหนึ่ง. ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้น เป็นการเร่งรัดเอาด้วยกำลังบังคับ คือไปศึกษาและปฏิบัติตามวิธีเทคนิคโดยเฉพาะ ในการทำ สมาธิ หรือการเจริญวิปัสสนา. เมื่อมีอุปนิสัยและอินทรีย์ ต่าง ๆ เหมาะสมในตน ก็สามารถทำให้ก้าวหน้าไปได้โดยเร็ว ในเมื่อถูกวิธี และถูกสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ.
น.43 ๓๙ แต่อย่างไรก็ดี โอกาสที่เบ็ดไว้สำหรับทุกคน มีอยู่ ตรงที่ว่าอย่างน้อยก็อาจทำตามวิธีธรรมชาติ ที่ได้กล่าว แล้วโดยละเอียดนี้ จงอย่าละเว้น จงอย่าได้คิดว่าต่อ แก่ ๆ เฒ่า ๆ จึงค่อยเข้าวัดไปทำ หรือต้องลาราชการไปบวช สามเดือนสี่เดือนก่อน จึงค่อยทำ, เราจะต้องพยายาม ทำทุก โอกาส ทุกลมหายใจเข้าออก. ระมัดระวังให้การเป็นอยู่ ประจำวันของเราบริสุทธิ์ผุดผ่อง เกิดปีติปราโมทย์ เกิด ปัสสิทธิ สมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ วิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพานอย่างชิมลอง น้อย ๆ เรื่อยไปตาม ธรรมชาติทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี ก็จะใกล้ชิดพระพุทธศาสนา อย่างแท้จริงได้ ตั้งแต่บัดนี้ไป. สรุปความว่า ส ม า ธิ และ วิ ปั ส ส น า ตามธรรมชาติ ที่ทำให้บุคคลบรรลุมรรคผลกันได้ ในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้ มีพระภาคตรงที่นั่งฟังนั่นเอง และเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับ บุคคลทุกคนนั้น ตั้งอาศัยอยู่บนรากฐานแห่งการพิจารณา ความจริงในข้อที่ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น" อยู่เป็น ประจำวันทุกวัน.
น.44 ๔๐ ผู้หวังจะได้ผลอันนี้ จะต้องพยายามทำตนให้เป็น คนสะอาด มีอะไรเป็นที่พอใจตัว จนยกมือไหว้ตัวเองได้ มีปีติปราโมทย์ตามทางธรรมอยู่เสมอ ไม่ว่าในเวลาปฏิบัติ งานในหน้าที่หรือเวลาพักผ่อน. ปีติปราโมทย์นั้นเองทำให้ เกิดความแจ่มใสสดชื่น มีใจสงบรำงับเป็นปัสสิทธิ เป็นเหตุ ให้มีสมาธิตามธรรมชาติอยู่อย่างอัตโนมัติ จนเห็นความจริงที่ ว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น อยู่เสมอ. ขณะใดเป็นไปแรงกล้า จิตก็หน่าย คลายกำหนัด จากสิ่งที่เคยยึดถือ หลุดออกมาได้จากสิ่งที่เคยยึดถือ แม้แต่ การยึดถือว่าตัวตน หรือของตน, ไม่มีความหลงอยากใน สิ่งใดด้วยกิเลสตัณหาอีกต่อไป ความทุกข์ไม่มีที่ตั้งอาศัยก็ สิ้นสุดลง. ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ถึงที่สุดแห่งการปฏิบัติเพื่อ ความพ้นทุกข์ ไม่มีอะไรที่จะต้องทำเพื่อให้ตนพ้นทุกข์อีก ต่อไป. นับว่าเป็นของขวัญที่ธรรมชาติมีไว้สำหรับคนทุกคน โดยแท้จริง. ขอ สรรพสัตว์ จงได้ใช้โอกาสที่ธรรมชาติมีอยู่แล้ว ประจำตัว เป็นเครื่องให้เกิดการเดินทาง จากจุดที่มีทุกข์ ไปสู่ความไม่มีทุกข์ จงทุก ๆ คนเทอญ.
น.45 รายนามท่านผู้สละทรัพย์ช่วยเผยแพร่เอกสารชุด มองด้านใน ๑. คุณพี่ทองดี คุณพี่สายสวาท อิศรกุล ๑,๐๐๐ บ. ๒. พ.อ. สาลี่ ปาละกุล และครอบครัว ๑,๐๐๐ บ. ๓. นายสุน นางตุ๋น ศิริอัฐ ๕๐๐ บ. ๔. ว.อ. ๑๐๐ บ. ๕. คุณศรีพงษ์ สุวรรณหลง ๒๐๐ บ. ๖. คุณรัตน์ สุวรรณ์ ๑๑๐ บ. ๗. คุณฉาย นุตเกษม ๒๐ บ. ๘. คุณฉลวย เก้านพรัตน์ ๑q๐ บ. ๙. ท่านที่บริจาค ผ่านการพิมพ์พระนคร ๗๒๗ บ. ๑๐. คุณสุรพงษ์ ธุระกิจร่วมกัน ๕๐ บ. ๑๑. คุณวิสัย สุทธิวานิช ๑๐๐ บ. ๑๒. คุณถม โสภณจิตต์ ๒๐ บ. ๑๓. พระบุญธรรม โชติธมฺโม ๖ บ. ๑๔. พระสงวน ธมฺมคุตฺโต ๑๐๐ บ. ๑๕. พลตรีสวัสดิ์ สวัสดิ์รณภักดิ์ ๑๐๐ บ. ๑๖. วิญญาณอมตะ ๗๕ บ. ๑๗. หลวงจำลองศุภลักษณ์ ๑๐๐ บ. ๑๘. อุบาสิกาสินธุ์ โชตินุชิต ๕๐ บ. (ส่วนที่ขาดผู้จัดทำชำระ)
น.46 เอกสารชุด มองด้านใน อันดับ ๑. ภาษาคน - ภาษาธรรม " ๒. ภัยของพุทธศาสนา (วิปัสสนาตำน้ำพริก) " ๓. เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ " ๔. เกิดมาทำไม? ตอน ๑. เกิดมาเพื่อเดินทาง ตอน ๒. เดินทางด้วยปัญญา " ๕. เกิดมาทำไม? ตอน ๓. ที่แท้คนเรามิได้เกิดมา ตอน ๔. เดินทางอย่างเบาสบาย ตอน ๕. ใช้หนี้บาปไปพลาง ถอนลูกศรไปพลาง " ๖. เรามา "กิน" เวลากันเถิด " ๗. ทำบุญ ๓ แบบ " ๘. ทางรอด ๕ ประการ (วิมุตตายตนะ) " ๙. ระวังว่างอันธพาล ! เล่มต่อไปบางเล่ม เช่นเรื่อง "อุปสรรคที่มีอยู่ในคำพูด" เรื่อง "อุปสรรคของ การเข้าถึงธรรม" จะมีความยาวราว. ๒ เท่าของเล่มที่เผยแพร่ไปแล้ว ราคา จึงต้องขอเพิ่มเป็น ๒ เท่าด้วย)
Buddhadasa