Buddhadasa.org
หนังสือวิธีชนะความตาย (ธรรมะ คือ ผ้าประเจียด) › อ่านฉบับเต็ม

📖 วิธีชนะความตาย (ธรรมะ คือ ผ้าประเจียด)

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — วิธีชนะความตาย (ธรรมะ คือ ผ้าประเจียด)

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.48 วันนี้ เป็นการบำเพ็ญกุศล เพื่อความยืนยาวของอายุ เป็นเหตุให้ระลึกนึกถึงสิ่งซึ่งจะอำนวย ให้สำเร็จตามความประสงค์นั้น; สิ่งที่จะอำนวยให้สำเร็จประโยชน์ เช่นนี้มิได้มีสิ่งอื่น นอกจากธรรมะซึ่งเป็นเหมือนผ้าประเจียด. ดังที่มีเรื่องเล่ากันไว้ในคัมภีร์พิเศษบางแห่งว่า เมื่อ เทวดาตนหนึ่งเดือดร้อนเนื่องด้วย จะถึงคราวสิ้นสุดลงแห่งอายุ ได้ดิ้นรนมีประการต่างๆ : ไม่มีใครจะช่วยให้ความเดือดร้อน นั้นระงับไปได้ ในที่สุดได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และ พระองค์ได้ตรัสถึงธรรมะข้อนี้, คือข้อที่ขึ้นด้วยบทว่า ; "อตฺถิ อุณฺหิสฺสวิชโย ธฺมโม โลเก อนุตฺตโร" อันเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ในหมู่พุทธบริษัทชาวไทยเรา. เรื่องที่กล่าวนี้จะเท็จจะจริงอย่างไรไม่สำคัญ: คือไม่ ต้องเชื่อตามเรื่องนั้น ๆ ก็ได้ หากแต่ว่าจะต้องพินิจพิจารณา ดูด้วยปัญญาของตนเองว่าเรื่องทำนองนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ ? นี้เป็นกฎเกณฑ์ของพุทธบริษัททั้งหลาย.

น.49 ๒ พุทธบริษัททั้งหลาย ไม่เชื่อตามที่บุคคลอื่นบอก. การที่เป็นดังนี้ก็เพราะปฏิบัติตามคำสั่งของพระพุทธเจ้าที่ว่า "อย่าเชื่อตามบุคคลอื่น" ดังที่ปรากฏอยู่ในบาลีเช่นกาลาม- สูตร เป็นต้น ซึ่งมีคำตรัสไว้ว่า อย่าเชื่อด้วยเหตุที่ว่า ผู้นี้เป็นครูของเรา: หรือ อย่าเชื่อโดยเหตุที่ว่า คำกล่าว นี้มีอยู่ในปีฎก. เราควรจะคิดดูให้ดี ว่าการที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ ดังนี้ มีความมุ่งหมายอย่างไร: "อย่าเชื่ออะไรโดยที่มีเหตุผล แต่เพียงว่า ผู้นี้เป็นครูของเรา" นี้ย่อมหมายความว่า แม้ พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เป็นครูของเรา: แต่เหตุใด พระพุทธองค์จึงตรัสไม่ให้เชื่อ. ข้อนี้เป็นหลักของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นอย่างนั้นเอง. เมื่อพระพุทธองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่ ได้ตรัสไว้ในทำ นองนี้ จนถึงกับมีการถือกันเป็นหลักทั่วไป: แม้พระสารีบุตร ก็ยังได้ยืนยันข้อนี้แก่พระพุทธเจ้า ในที่เฉพาะพระพักตร์ว่า :-- ข้าพระพุทธองค์มิได้เชื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าดอก แต่จัก เชื่อความเห็นแจ้งของตนเอง ด้วยตนเอง. พระพุทธองค์ ได้ทรงสาธุ.

น.50 ๓ และข้อที่ตรัสว่า อย่าเชื่อเพราะเหตุว่าข้อความ นี้มีในปิฎก ( ไม่ได้พูดถึงไตรปิฎก: เพราะว่ายังมิได้มีการจัดเป็น พระไตรปิฎก จึงได้ตรัสแต่เพียงว่า: อย่าเชื่อ เพราะเหตุที่ข้อความนี้ มีในปิฎก) ข้อนี้ก็เหมือนกันกับที่ตรัสว่า อย่าเชื่อ แม้แต่พระองค์ เองตรัสในทันที; จะต้องพิจารณาดูให้เห็นตามที่เป็นจริง เชื่อ ด้วยสติปัญญาของตน แล้วจึงเชื่อตามที่ตรัสนั้นหรือตามที่มีอยู่ ในปีฎกทั้งหลาย. เป็นอันว่า ข้อแรกที่สุดเราจะต้องพินิจพิจารณาดูว่า สิ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะควรเชื่อหรือไม่. ข้อที่กล่าวว่า เทวดาเดือดร้อนด้วยการที่จะต้องสิ้น อายุแล้วไปทูลขอวิธีที่จะระงับความเดือดร้อนนี้ พระพุทธองค์ ได้ตรัสคำดังกล่าวนี้ จะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้เพียงไรนั้น เราต้อง พิจารณาดู. ถ้าถือว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้มีขึ้นจริง ๆ คำกล่าว นี้ก็ระบุชัดอยู่ในตัวแล้วว่า "ธรรมะซึ่งเป็นเหมือนผ้าประ เจียด นั้นมีอยู่ในโลกนี้." ธรรมะซึ่งเป็นเหมือนผ้าประเจียด, หมายความว่า ธรรมะซึ่งสามารถจะป้องกันอันตรายแม้กระทั่ง ความตาย.

น.51 ๔ เมื่อพูดถึง สิ่งซึ่งป้องกันความตาย คนก็จะพากัน สงสัยว่า จะป้องกันได้อย่างไร ? สิ่งซึ่งจะป้องกันความตาย นั้นมีอยู่ ๒ ความหมาย :- ความหมายอันหนึ่งก็คือ อย่าให้ตายก่อนอายุขัย; นี้หมายความว่า ให้อยู่ไปจนถึงสิ้นสุดของอายุขัย เท่าที่จะอยู่ได้ เพียงไร นี้ก็อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่งนั้นเป็นการป้องกันโดยสิ้นเชิง คือไ ม่ให้ มีความตายโดยประการทั้งปวง นี้เป็นธรรมะสูงสุด. เมื่อ เข้าถึงธรรมะสูงสุดนั้นแล้ว คนนั้นจะไม่มีความเกิด ไม่มี ความแก่ ไม่มีความตาย เพราะว่าถอนอุปาทานว่า "เรา" ว่า "ตัวเรา" หรือ "ของเรา" เสียได้, ไม่มีตัวเรา ไม่มี สัตว์ ไม่มีบุคคล ตัวตนของเรา หรือของเขาอื่น; เมื่อเป็น ดังนี้ก็ไม่มีความตาย; เป็นผู้อยู่เหนือความตาย พ้นจากความ ตายโดยสิ้นเชิง. ธรรมะเป็นเครื่องกำจัดเสีย หรือป้องกันเสียซึ่งความ ตาย มีอยู่เป็นสองความหมายดังนี้. แต่เหมือนกันตรงที่เรียก ว่า "ธรรม" เหมือนกัน: จะป้องกันความตายได้ ชั่วที่จะให้ อยู่ไปจนถึงอายุขัยนั้นก็ต้องใช้ธรรม; จะป้องกันไม่ให้ตายเลย

น.52 ๕ โดยประการทั้งปวง คือกลายเป็นผู้รู้จัก หรือถึงความไม่ตาย ที่ เรียกว่า "นินพาน" ไป นี้ก็ต้องใช้สิ่งที่เรียกว่าธรรม. เพราะฉนั้น ควรจะได้พิจารณากันถึงสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นี้ว่า มีอะไรบ้าง: และจะป้องกันความตายได้อย่างไร. อ าตมาอยากจะให้ท่านสาธุชนทั้งหลาย ได้ทราบถึง ความหมายของคำว่า "ธรรม" ไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อประโยชน์ แก่การศึกษาธรรมะต่อไปข้างหน้า. คำว่า "ธรรม" โดย ความหมายทั่ว ๆ ไปนั้น มีทางที่จะพิจารณาได้ดังนี้ :- ตามภาษาบาลี คำ ๆ นี้ นับว่าเป็นคำประหลาด พิเศษที่สุด: หรือจะถือว่า พิเศษ ประหลาดที่สุดในโลกก็ ยังได้; เพราะว่า คำว่า "ธรรม" คำเดียวสั้น ๆ; หมายถึงทุก สิ่งไม่ว่าอะไรหมด. ใคร-ในภาษาไหน มีคำเช่นคำนี้บ้าง คือ คำเดียว หมายถึงสิ่งทุกสิ่งไม่ว่าอะไรหมด. แต่ในภาษาบาลี นี้มี และเราก็รับเอามาใช้ในภาษาไทยของเราโดยไม่ต้องแปล เรียกว่า "ธรรม" ไปตามเดิม ตามภาษาบาลี; เมื่ออยาก จะทราบว่า คำว่า ธรรม ได้เล็งถึงอะไรแล้ว ก็มีทางที่จะพิจารณา ได้ดังนี้ :- นัยอันแรก คำว่า "ธรรม" นี้หมายถึง ธรรมชาติ

น.53 ๖ ทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งในทางวัดวาของเรา มักจะเรียกว่า "สภาวธรรม" ธรรมที่เป็นอยู่เอง, หรือสิ่งที่เป็นอยู่เอง; ถ้าเรียกโดยภาษาชาวบ้าน หรือนักศึกษาอย่างปัจจุบันก็ต้อง เรียกว่าธรรมชาติ. นัยที่แรกหมายถึงตัวธรรมชาติทั้งหลายทุกสิ่ง ทุกอย่างไม่ยกเว้น จะเป็นรูปธรรม, นามธรรม หรือความคิด ความนึกอะไรก็ตาม ซึ่งมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลายตามธรรมชาติแล้ว เรียกว่าธรรมชาติทั้งนั้น. แต่ภาษาบาลีเรียกว่า "ธมฺม" เฉย ๆ. นัยที่ ๒ คำว่า "ธรรม" หมายถึง กฎของธรรมชาติ ขึ้นชื่อว่าธรรมชาติทั้งหลาย ย่อมมีกฎอยู่ในตัวมันเอง; เช่น สิ่งที่เรียกว่า ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุน้ำ เหล่านี้ เป็นธรรมชาติ; แต่ในสิ่งนั้น ๆ มีกฎของธรรมชาติว่าจะต้อง เป็นอย่างไร. เช่นถูกความร้อนเข้าจะเป็นอย่างไร, ถูกความเย็น เข้าจะเป็นอย่างไร. หรือว่า สังขารร่างกายของเรา หรือของ สัตว์ทั้งหลายก็ตาม แม้ที่สุดแต่ต้นไม้ที่เป็นของธรรมชาติก็ตาม; ย่อมมีกฎเกณฑ์อยู่ในสิ่งนั้น ๆ ว่าร่างกายนี้จะต้องเป็นอย่างนี้; ต้นไม้ภูเขา ก้อนอิฐ ก้อนหิน ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็มีกฎเกณฑ์ ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้. ส่วนที่เป็นกฎเกณฑ์นี้เราเรียก

น.54 ๗ ว่ากฎของธรรมชาติ. แต่กฎธรรมชาติชนิดนี้ในภาษาบาลีก็คง เรียกเพียงสั้น ๆ ว่า "ธมฺม หรือ ธัมมะ" เฉย ๆ อย่าง เดียวกัน หรือที่เรามักจะเรียกกันตามภาษาวัดวาอารามนี้ว่า "สัจจธรรม" เมื่อเราเรียกว่าสภาวธรรม เราหมายถึง ตัว ธรรมชาติ. เมื่อเราเรียกว่า สัจจธรรม เราหมายถึง กฎเกณฑ์ ธรรมชาติ. นัยที่ ๓ นั้นคำว่า "ธรรม" หมายถึง หน้าที่ที่มนุษย์ จะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกตรงตามกฎของธรรมชาติ อย่าง นี้เราเรียกว่า ปฏิบัติติธรรม แต่ภาษาบาลีก็คงเรียกว่า ธมฺมหรือ ธัมมะ เฉย ๆ อยู่นั่นเอง, มนุษย์เกิดมามีกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ครอบงำอยู่. มนุษย์มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาตินั้น ๆ นับตั้งแต่หน้าที่ที่จะแสวงหาอาหารให้มี ชีวิตเป็นอยู่, ตลอดถึงหน้าที่ต่าง ๆ ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ ต่อสัตว์ ต่อบุคคลที่มาเกี่ยวข้องด้วย, จนกระทั่งถึงหน้าที่สูงสุด คือกระทำตนให้พ้นจากความทุกข์โดยประการทั้งปวง; แม้ที่สุด แต่การปฏิบัติเพื่อให้ลุถึงพระนิพพาน ก็ยังเรียกว่า หน้าที่ ของมนุษย์อยู่นั่นเอง; และหน้าที่ทั้งหมดนี้ล้วนแต่จะต้องอนุโลม ให้เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ จะฝืนกฎของธรรมชาติไม่ได้.

น.55 ๘ การที่มนุษย์มีความทุกข์ ก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติ การที่มนุษย์มีหน้าที่ที่จะต้องเอาชนะความทุกข์ให้ได้ จึงต้อง เป็นไปตามกฎของธรรมชาติด้วย; แม้ว่าจะเป็นไปในทำนอง ตรงกันข้าม; ดังนั้นขึ้นชื่อว่า หน้าที่แล้วจะต้องอนุโลมตาม กฎของธรรมชาติทั้งนั้น. ดังนี้เป็นอันว่า คำว่า " ธรรม" หรือ " ธรรมะ ” เพียงคำเดียวนี้ หมายถึงของ ๓ อย่างโดยสมบูรณ์ คือตัว ธรรมชาติอย่างหนึ่ง กฎของธรรมชาตินั้นอย่างหนึ่ง, หน้าที่ ที่ต้องปฏิบัติตามกฎธรรมชาตินั้นอีกอย่างหนึ่ง. ท่านสาธุชนทั้งหลาย พิจารณาดูเองก็แล้วกันว่าคำ ๆ นี้ เป็นที่น่าประหลาดมหัศจรรย์สักเท่าไร เพราะว่าได้รวมสิ่งทุกสิ่ง ไว้ในคำเพียง คำเดียว. ที่สำคัญที่สุด ก็คือสิ่งที่เรียกว่า หน้าที่ที่มนุษย์จะ ต้องปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ ดังนั้น ถ้าเราจะศึกษาดู ถึงตำราอันว่าด้วยถ้อยคำ แม้ที่มีอยู่ตั้งแต่ก่อนพุทธกาลโน้น; คำว่า " ธรรม" นี้ เขาก็ แปลกันว่า "หน้าที่"; หรืออีกอย่างหนึ่งก็ว่าถ้าไม่เอาศาสนา เป็นเกณฑ์ เอาเพียงภาษาพูดโดยทั่ว ๆ ไปเป็นเกณฑ์; ถามว่า

น.56 ๙ ธรรมะ คืออะไร ในปทานุกรมเก่า ๆ เหล่านั้น ก็แปลคำ ธรรม ว่า "หน้าที่" ข้อนี้ทำให้เราเห็นได้ว่า ในบรรดาคำแปล หรือความ หมายของคำว่าธรรมทั้งสามอย่างนั้น คำแปลอย่างสุดท้าย คือที่แปลว่า หน้าที่ นั้น สำคัญกว่าคำแปลทั้งหลาย; เพราะ เหตุว่า เราจะรอดจากความทุกข์ เอาชนะความทุกข์ได้ก็เพราะ การทำตามหน้าที่ ให้ถูกกฎของธรรมชาติ; แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ต้องรู้เรื่องของธรรมชาติ จะต้องรู้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ไว้ด้วย เราจึงจะสามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ แล้ว เอาชนะทุกข์ได้. เมื่อเป็นดังนี้ จะเห็นได้ทันทีว่า ถ้าเราปฏิบัติถูกต้อง ก็หมายความว่า เรามีความรู้เรื่องธรรมชาติ; และเรื่องกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติไปด้วยในตัว โดยไม่ต้องสงสัย ยกตัวอย่างเช่น เรารู้จักทำมาหากิน ประกอบอาชีพ ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี; อย่าได้เข้าใจว่า เรามีความรู้เพียงหน้าที่ อันนี้, แท้จริงในความรู้อันนั้น มันมีความรู้เรื่องธรรมชาติ รวมอยู่ด้วย มันมีความรู้เรื่องกฎของธรรมชาติรวมอยู่ด้วย. แต่ ความรู้หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัตินั้น เป็นส่วนสำคัญ. เราจึงเพ่งเล็งกันแต่ความรู้เรื่องหน้าที่ หรือทำหน้าที่ให้

น.57 ๑๐ สำเร็จก็แล้วกัน; อย่างนี้ใช้ได้ในกรณีอย่างโลก ๆ ทั่ว ๆ ไป. แต่ถ้าในกรณีที่เกี่ยวกับความทุกข์ หรือความดับทุกข์ ในขั้นสูงสุดแล้ว จะต้องสนใจเรื่องตัวธรรมชาติ, และเรื่องตัว กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ให้มากเป็นพิเศษ. ดังนั้นเราจึงได้ ศึกษา เรื่องขันธ์ เรื่องธาตุ เรื่องอายตนะ หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งเป็น ตัวธรรมชาติ กันอย่างละเอียดลออ, แล้วก็ ศึกษา เรื่อง กฎของธรรมชาติ เช่นเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กันอย่างละเอียดลออ; แล้วจึง ศึกษา เรื่องการปฏิบัติ เพื่อพ้นจากทุกข์ตามกฎธรรมชาตินั้น ๆ เช่นเรื่องอริยมรรค มี องค์แปดเป็นต้น กันอย่างละเอียดละออ; เราจึงสามารถเอาชนะ ความทุกข์ได้ตามลำดับ ๆ จนกระทั่งบรรลุถึงธรรมสูงสุดคือ นิพพาน ดังนี้. นี่เราจะเห็นได้ว่า คำว่า "ธรรม" คำเดียว เป็นคำที่ ประหลาดมหัศจรรย์อย่างไร และจะเป็นสิ่งที่มีอานุภาพอย่างยิ่ง ถึงกับสามารถปะทะความตาย เป็นเหมือนผ้าประเจียดต่อสู้กับ มัจจุราชทั้งหลายได้อย่างไร ก็จะได้คิดดูกันต่อไป. คนเราถ้าไม่ทำหน้าที่ที่เรียกว่าธรรมแล้ว จะต้องตาย; เช่น ไม่หาอาหารกิน ก็จะต้องตายไม่ว่าจะเป็นสัตว์มนุษย์หรือ สัตว์เดียรัจฉาน. การที่ไม่ทำมาหากินเป็นการไม่ปฏิบัติ

น.58 ๑๑ ธรรมะอย่างยิ่ง, หรือเป็นการปฏิบัติผิดธรรมะอย่างยิ่ง ในเมื่อ ธรรมะแปลว่า หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ; ผู้ที่ไม่ทำมาหากิน จึงต้องตาย; นี้เรียกว่า ไม่มีธรรมะจึงต้องตาย. แต้ถ้ามีธรรมะ เข้ามา คือ ทำหน้าที่ของตนให้บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้วไซร้ เขาก็ไม่ต้องตาย; นี้เรียกว่า ธรรมะ เป็นเหมือนผ้าประเจียด สามารถปะทะกับความตาย ยังบุคคลนั้นให้มีชีวิตรอดอยู่ได้ ดังนี้. ที่นี้ การประพฤติทางธรรมจรรยาทั่ว ๆ ไป ที่เกี่ยวกับ สังคม ก็เหมือนกันอีก; เป็นหน้าที่ที่แต่ละคนจะต้องประพฤติ จะต้องปฏิบัติ เมื่อไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติก็คือไม่มีธรรมะ; ไม่มี ธรรมะก็เหมือนไม่มีผ้าประเจียด สำหรับปะทะกับความตาย เขา จึงต้องตาย. บางทีก็ ตายโดยร่างกาย, บางทีก็ ตายโดยทาง วิญญาณ คือตายจากคุณความดี คือไม่มีอะไรเหลืออยู่ที่จะเป็น ความดีสำหรับมนุษย์อีกต่อไป; นี้ก็เรียกว่า ความตาย. รวมความ แล้วก็ว่าขาดธรรมะแล้วก็จะต้องตาย แม้ในลักษณะอย่างนี้. ทีนี้ ก็มาถึงเรื่อง โรคภัยไข้เจ็บ; ถ้าคนเรามีธรรมะใน ความหมายที่ว่า เป็นหน้าที่ตามธรรมชาติแล้ว คนนั้นก็ยากที่ จะมีโรคภัยไข้เจ็บ, หรือยากที่จะตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ สิ่งที่เรียก

น.59 ๑๒ ว่าโรคภัยไข้เจ็บนั้น เมื่อกล่าวโดยทั่วๆ ไปแล้ว ย่อมพอที่ จะกล่าวได้ว่า มีอยู่ ๒ อย่างด้วยกัน คือโรคทางกาย และโรค ทางวิญญาณ. โรคทางกาย นั้นได้แก่ความเจ็บไข้ทางกายทั่วๆ ไปนั้น อย่างหนึ่ง; รวมทั้งความเจ็บไข้ที่เนื่องด้วยโรคเกี่ยวกับจิตที่เรา ต้องไปส่งโรงพยาบาลโรคจิตนี้อีกอย่างหนึ่ง; ทั้งสองนี้ก็รวมเรียก ว่า โรคทางกาย. หรือถ้าไม่อยากเรียกรวมกันก็จะแยกออกเป็น ๓ อย่างก็ได้: โรคทางกายอย่างหนึ่ง, โรคทางจิตอย่างหนึ่ง โรคทางวิญญาณอีกอย่างหนึ่ง. โรคทางกายก็รักษาที่โรงพยาบาล ตามปกติ โรคทางจิตก็ไปโรงพยาบาลโรคจิต ส่วนโรคทาง วิญญาณนั้นต้องไป โรงพยาบาลของพระพุทธเจ้า. โรคทางวิญญาณ หมายความว่า ร่างกายก็สบายดี จิตใจก็ปกติดี มีอนามัยแข็งแรงดี มีทรัพย์สมบัติเกียรติยศ ชื่อเสียงพอตัว แต่แล้วก็ ยังต้องน้ำตาไหลอยู่บ่อย ๆ ต้องมี ความทุกข์ทรมาน บางอย่างบางประการอยู่บ่อย ๆ. ส่วนนี้ เรียกว่า โรคทางวิญญาณ ต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลของ พระพุทธเจ้า แต่แล้วก็ไม่มีอะไรอื่นนอกจากธรรม ทีนี้ เรามาคิดกันดูใหม่ สำหรับโรคที่เรียกกันว่า

น.60 ๑ ๓ โรคทางกาย หรือโรคทางจิตนั้น ก็มีมูลมาจากการขาดธรรม ด้วยเหมือนกัน และจะหายได้ก็ด้วยการมีธรรม ยิ่งกว่าการ กินหยูกกินยาโดยแน่นอน. คือว่า คนเราจะเจ็บป่วยอะไรขึ้น มา ก็เนื่องจากการทำผิดหน้าที่ธรรมชาติ ยกตัวอย่าง: ตั้งต้น ตั้งแต่เพราะไม่ระวัง จึงได้มีการเจ็บป่วย เป็นบาดเป็นแผล อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น; นี้เรียกว่าขาดสติ สัมปชัญญะ ก็ ต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัว เรียกว่าขาดธรรม ที่ชื่อว่า สติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องมี. ทีนี้ คนเรายังมีโรคอื่นอีกหลายอย่าง; นับตั้งแต่ที่ เรารู้จักกันมาก ๆ เช่นโรคประสาท โรคความดันโลหิตสูง แม้โรคเบาหวาน โรคกระเพาะอาหาร; เขามักจะคิดกันเสีย ว่า นั่นมันเป็นโรค แล้วก็จะต้องรักษา ตามวิธีของการรักษา โรค; เขาลืมไปเสียว่า อาการชนิดนั้นเกิดขึ้นมา เพราะขาด ธรรม. คนเราเป็นโรคกระเพาะอาหาร เพราะขาด ธรรมะ ข้อนี้ไม่ได้หมายความแต่เพียงว่า เป็นผู้ไม่ระมัด ระวังอาหารการกิน แต่ข้อนี้หมายความว่า คนโดยมากเมื่อ ขาดธรรมะ แล้วย่อม มีจิตใจ เศร้าหมอง มีจิตใจวิตก กังวล

น.61 ๑๔ วิตกกังวล ด้วยความยึดมั่นถือมั่น ในเรื่องตัวตน หรือ ของตน มากเกินไป นอนหลับไม่สนิท; กระทั่งนอนไม่ หลับ กระทั่งอยู่ด้วยความวิตกกังวล เป็นการทรมาน; ความ วิตกกังวลนี้ทำให้นอนหลับยากและเมื่อเป็นไปมากเข้า ๆ ก็มี ผลทางร่างกายทำให้เกิดโรค นับตั้งแต่โรคกระเพาะอาหาร เป็นต้นไป. เพราะว่าความวิตกกังวลนั้น ทำให้เสียโลหิตที่ หล่อเลี้ยงร่างกายไปเป็นอันมาก เพราะไปถูกทำลายเสียมากมาย ที่ส่วนสมอง; ส่วนกระเพาะที่จะย่อยอาหารก็ขาดแคลนโลหิต นานเข้ากระเพาะอาหารก็ผิดปกติ คนเราก็เป็นโรคกระเพาะ อาหาร ชนิดที่รักษาได้แสนยาก เหลือที่จะรักษาได้โดยง่าย จนหมดศรัทธา จนตายไปก็มี; นี่ไม่ใช่โรคทางกายล้วน ๆ. พิจารณาดูจะเห็นได้ว่า เพราะ ขาดธรรม. เพราะโรคทาง วิญญาณเป็นต้นเหตุ เราจึงเป็นโรคทางกาย เช่น โรค กระเพาะอาหาร เป็นต้น. หรือว่า ถ้าความวิตกกังวลนั้น ได้ทำให้วิกลจริต ต้องส่งไปโรงพยาบาลโรคจิต หรือโรงพยาบาลทางประสาท ก็ตาม; นี้ก็มันไม่ใช่เรื่องทางกายล้วน ๆ: มันเป็นเรื่องของโรค ทางวิญญาณที่ทำให้เกิดอาการชนิดนั้นขึ้นมา. ต้องวิกลจริต

น.62 ๑๕ ต้องไปโรงพยาบาลประสาท อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่มีวัน หาย ก็เพราะว่า ต้นเหตุอันแท้จริงไม่ได้รักษา; คือไม่ ได้รักษาโรคทางวิญญาณ ให้เป็นคนหยุดความวิตกกังวล เสียได้. ดังนั้นจะรักษาโรคประสาท หรือโรคความดันโลหิต กันสักเท่าไร ๆ มันก็ไม่มีทางจะหายได้; เว้นเสียแต่ว่า จะได้ รักษาโรคทางวิญญาณ คือมีธรรมะเป็นเครื่องกำจัดความวิตก กังวลเสียได้; ไม่ต้องกินยาอะไรโรคภายนอกเหล่านั้นก็หายไป เอง: เป็นอย่างนี้. นี้เรียกว่า โรคทั้งหลายมีมูลมาจาก โรคทางวิญญาณ คือการขาดธรรมนั่นเอง. การแก้ไขโรคในทางวิญญาณนั้นเป็นหน้าที่. มนุษย์ ละเลยหน้าที่ จึงต้องได้รับโทษ คือความทุกข์หรือ ความตาย; แต่ถ้าไม่ละเลยหน้าที่ คือมีธรรมะในส่วนนี้ แล้ว ก็ไม่เป็นโรคและไม่ตาย. ดังนั้น จะพิจารณากันสักเท่าไร ๆ ก็จะได้พบว่า โรค ทั้งหลาย เกิดมาจากการที่มนุษย์ทำผิดหน้าตามธรรมชาติ ทั้งนั้น ไม่ว่าโรคอะไร; แม้ที่สุด แต่ทำมีดบาดมือให้เป็นแผล เจ็บปวดขึ้นมา ก็เพราะว่าทำผิดหน้าที่ ที่จะต้องมีสติสัมปชัญญะ ดังที่กล่าวแล้ว.

น.63 ๑๖ นับตั้งแต่โรคอย่างต่ำที่สุดขึ้นไปอย่างนี้ จนถึงโรคอย่าง สูงที่สุดล้วน แต่เป็น เรื่องทำ ผิดเพราะ ไม่มีสติ สัมปชัญญะบ้าง; เพราะความเข้าใจผิดอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง; เพราะความไม่รู้ ในสิ่งที่ควรรู้เสียเลย โดยประการทั้งปวงบ้าง; นี้เรียกว่าเป็น โรคทางวิญญาณทั้งนั้น. ถ้าเราเอาใจใส่ให้มากที่สุดในหน้าที่ของตนในส่วน นี้ คือมีธรรมะ ในส่วนนี้แล้ว คนเราก็จะเจ็บไข้ได้ป่วย ยากที่สุด; และเมื่อคนเราเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วก็จะหายได้ โดยง่ายที่สุด. เดี๋ยวนี้เรามีความเจ็บความไข้แล้วเราก็ไม่รู้จะ รักษาอย่างไร ไม่รู้จักกำจัดโรคนั้นออกไปได้โดยวิธีใด: เพราะ ไม่รู้ธรรมะ เพราะไม่รู้หน้าที่. หารู้ไม่ว่า โ รคภัยทั้งหลายเกิดมาจากความวิตก กังวล; แล้วก็ไม่ได้กำจัดความวิตกกังวล. ตัวเป็นโรค กระเพาะอาหาร เพราะมีความวิตกกังวลเป็นต้นเหตุ แต่แล้ว ก็ไม่สนใจที่จะรักษาโรคกระเพาะอาหาร ด้วยการทำลายความ วิตกกังวล; กลับไปสร้างความวิตกกังวลในด้านกิจการงาน การเงิน การอะไรต่าง ๆ ให้มากขึ้นอีกทางหนึ่ง; มันก็ไม่มี ทางจะหายได้

น.64 ๑๗ โรคทั้งหลายมีมูลมาจากความไม่เป็นปกติ ของส่วน ประกอบของร่างกาย ซึ่งเป็นธรรมชาติ และเป็นไปตามกฎ ของธรรมชาติทั้งนั้น ไม่ว่าโรคอะไร ; ฉะนั้น ถ้าผู้ใดได้เข้า ถึงความจริงข้อนี้ มีธรรมะกันจริง ๆ ในข้อนี้แล้ว ก็ยาก ที่จะเจ็บไข้ หรือยากที่จะตาย ได้ ; นี่แหละ คือข้อที่ธรรมะ เป็นเหมือนผ้าประเจียดที่จะปะทะมัจจุราชทั้งหลายไว้ ไม่ให้ ครอบงำบุคคลนั้น. นี้เรียกกันว่า ปะทะมัจจุราช ในด้านที่ เป็นโรคภัยไข้เจ็บ. ทีนี้ จะพิจารณากันถึงความตาย ที่จะมีมาโดยทางสัง คม ; เช่นจะถูกเขาฆ่าตาย. การจะถูกเขาฆ่าตายนั้น ลอง คิดดูเถิดว่า มีมูลมาจากอะไร ถ้าไม่ใช่มาจากการขาด ธรรมะ, เพราะว่าการขาดธรรมะนั้น ทำให้เป็นผู้ประพฤติ อย่างสะเพร่า ; จนเกิดเรื่องเกิดราวถูกเขาฆ่าตาย ; หรือการ ขาดธรรมะนั้น ทำให้เป็นคนเจ้าโทสะ ไปทะเลาะวิวาท ; ทำให้เขาถูกฆ่าตาย ; หรือว่าการ ขาดธรรมะนั้น สร้างเวร สร้างภัย ด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่น ข่ม เหงผู้อื่น ; เพราะขาดธรรมะนั้น จะทำให้ถูกเขาฆ่าตาย. และยังมีอีกมากมายหลายอย่างหลายประการ นับตั้งแต่

น.65 ๑๘ เป็นคนไม่กตัญญูกตเวทีต่อบุคคลผู้มีพระคุณ ก็ยังเป็นเหตุ ให้บุคคลสาปแช่ง, และทำผิดเรื่อยไป; จนถูกคนใดคนหนึ่ง ฆ่าตาย. แม้แต่สุนัขที่เลี้ยงไว้นั่นเอง ก็ยังจะกัดบุคคลชนิดนี้ โดยไม่ต้องสงสัย นี้เรียกว่า เพราะขาดธรรมะ จึงเปิดโอกาส แห่งความตาย อันจะมีมาจากทางสังคมด้วยเหตุนี้. หากมีธรรมะ เป็นผู้ประพฤติดี, ประพฤติถูกต้อง ตามหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องประพฤติแล้ว ก็ยากที่จะตาย ได้. เพราะเหตุฉะนั้นแหละจึงสมกับข้อที่กล่าวไว้ในเรื่องนี้ว่า ผู้ประกอบไปด้วยธรรมะ ไม่มีการตาย อันมิใช่กาละ; คือยัง ไม่ถึงอายุขัยนั่นเอง ; นี่เรียกว่า ความตายโดยทั่ว ๆ ไปตาม ธรรมดา. พวกที่เขามีธรรมะเป็นหลักประกัน ย่อมมีความ เชื่อมั่นในใจว่า จะอยู่ไปจนถึงที่สุดแห่งอายุขัย สุดเหตุสุด ปัจจัยของสังขารด้วยกันทั้งนั้น. เป็นอันว่า ธรรมะคือหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินั้น เป็นเหมือนผ้า ประเจียดที่จะปะทะอันตราย คือมัจจุราชโดยตรงได้. คำว่า "ผ้าประเจียด " ในที่นี้ อาตมาหมายถึง เครื่องรางอันศักดิ์สิทธิ์ที่บุคคลมีแล้วจักป้องกันตัวให้ปราศจาก

น.66 ๑๙ อันตราย แม้แต่ความตาย; ดังที่บุคคลเขาใส่ผ้าประเจียด แล้ว ก็ทำการต่อสู้กัน เพื่อจะเอาชัยชนะ ; ด้วยหวังว่า ผ้าประเจียดนั้น จักเป็นเครื่องคุ้มครอง. แต่นั้นเป็นเรื่อง ของเด็กอมมือ ผ้าประเจียดชนิดนั้น ยังไม่ยึดถือเป็นสาระ อะไรได้มากมายนัก แต่ ผ้าประเจียด - คือธรรมะ นี้ คุ้มได้ จริง ๆ ; นี่เรียกว่าคุ้มความตาย ตามความหมายตามธรรมดา ได้ส่วนหนึ่งแล้ว. ที่นี้ ก็ยังเหลือแต่ส่วนสูงสุด คือจะทำให้ ไม่มีความ ตายโดยประการทั้งปวงเสียเลย ; ซึ่งเป็นธรรมะชั้นสูง อันเราจะต้องศึกษากันต่อไป. ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ของ สัตว์ทั้งหลายนั้น เกิดมีขึ้นมา เพราะอำนาจอวิชชา ตัณหา อุปาทาน. การกล่าวอย่างนี้ ท่านจะหมายเอาความตายอย่าง ไหนก็ได้ทั้งนั้น คือจะหมายเอาว่า ถ้ามี อวิชชา ตัณหา อุปาทานแล้ว เราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร มีความ ตายไม่มีที่สิ้นสุด ; เมื่อดับอวิชชา ตัณหา อุปาทานแล้ว คน เราก็บรรลุนิพพาน ไม่มีการเวียนว่ายในวัฏฏสงสารอีกต่อไป อย่างนี้ก็ได้,

น.67 ๒๐ แต่อาตมาอยากจะขอร้องให้ท่านสาธุชนทั้งหลายสนใจ ไปในอีกแง่หนึ่ง มุมหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจกว่า ; นี้ก็คือ ข้อที่ว่า ถ้าเรายังมีอวิชชา - มีความหลงยึดมั่นถือมั่นสังขารร่างกาย นี้ว่า เป็นตัวตน, หรือเป็นของของตนอยู่แล้ว ความตาย ก็จะมีปัญหา ; คือจะทรมานจิตใจของเราอยู่ทุกเวลานาทีที เดียว, แต่ถ้าเราเพิกถอน ความยึดมั่นถือมั่นสิ่งต่าง ๆ โดย ความเป็นตัวเรา หรือของเราแล้ว ; ความตายก็เป็นของน่า หัวเราะเยาะอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง. ไม่มีความหมายอันใดมาก ไปกว่านั้น. ท่านทั้งหลายลองกระทำโดยประการที่ ความตายจะ กลายเป็นของเด็กเล่น น่าหัวเราะเยาะอย่างหนึ่งดูบ้างเถิด; จะ ได้รับสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ส่วนที่เป็นเหมือนผ้าประเจียดได้ถึง ที่สุดทีเดียว. ทำอย่างไร จึงจะเป็นอย่างนั้นได้? นี้ก็ ต้องอาศัยสติ ปัญญา พิจารณาของตนเอง เป็นหลักอีกเหมือนกัน ; จะ เชื่องมงายตามบุคคลอื่นไม่ได้; เพราะว่าสิ่งนี้ไม่สำเร็จด้วย ความเชื่อ ไม่สำเร็จด้วยพิธีรีตรอง ; แต่สำเร็จด้วยปัญญาอัน แท้จริง โดยมาศึกษาให้รู้ให้เห็น ตามที่เป็นจริงว่า "เรา"

น.68 ๒๑ ประกอบขึ้นมาด้วยอวิชชาทีไร จิตใจนี้ก็มีตัวตน และมีของ ตนขึ้นมา และมีความทุกข์ทุกที. ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่า กิเลส หรือ ความทุกข์ นี้ ไม่ใช่ เกิดอยู่เป็นพื้นฐาน ; สิ่งที่เรียกว่า กิเลส หรือความทุกข์นี้ เพิ่งเกิดเป็นครั้งคราว. พระพุทธเจ้า ท่านจึงตรัสว่า : - "ปภสสฺรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ" - ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร. "อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุป กิลิฏฺฐํ " - แต่ว่าจิตนี้เศร้าหมองแล้วเพราะกิเลสที่เป็นอาคัน ตุกะเข้ามา. คำว่า " กิเลส ที่เป็นอาคันตุกะเข้ามา " หมาย ความว่า กิเลสนี้มิได้มีอยู่เป็นพื้นฐาน ในฐานะเป็นเจ้าของ บ้าน มีประจำสังขารทั้งหลายอยู่เป็นปกติ ; แต่ว่าเพิ่ง จะเกิดมีมา อย่างอาคันตุกะ หรือแขกมาเป็นครั้งคราว. รู้ได้ด้วยบาลีที่เป็นหลักสำคัญ เช่นบาลี ปฏิจฺจ สมุปฺบาท เป็นต้นว่า : - เมื่อใดตาได้กระทบรูป, หูได้กระทบเสียง เป็นต้น : เป็นผัสสะขึ้นมาแล้ว เมื่อนั้นจึงจะมีสิ่งที่เรียกว่า เวทนา คือ รู้สึกเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง.

น.69 ๒๒ เมื่อมีเวทนาแล้วจึงจะมีตัณหา-คือความอยากอย่างนั้น อย่างนี้ไปตามเวทนานั้น เมื่อมีตัณหาแล้ว จึงจะมีอุปาทาน คือความยึดมั่น สำคัญมั่นหมายว่า สิ่งนั้นเป็นเรา สิ่งนั้นเป็นของเรา. เมื่อมีความยึดมั่น สำคัญมั่นหมายโดยความเป็นตัวเรา แล้ว ก็เรียกว่า มีตัวเรา. ตัณหา หรือ อุปาทาน นี่แหละคือกิเลสโดยสมบูรณ์ และ "ตัวเรา" ก็เพิ่งมีกันตอนนี้เอง จึงเรียกว่ามีภพมีชาติ กันตอนนี้เอง - เมื่อยังไม่มีอาการอย่างที่กล่าวนี้ เรียกว่าไม่มี ภพ ไม่มีชาติที่แท้จริง; มีแต่ภพแต่ชาติตามที่ปากตลาดเขา ว่ากัน ; เช่นว่าพอเกิดมาจากท้องมารดาแล้วก็มีภพมีชาติอย่างนี้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ว่า. พระพุทธเจ้าท่าน ว่า : - เมื่อมีผัสสะ แล้วมีเวทนา มีเวทนาแล้วมีตัณหา ; - มีตัณหาแล้วมีอุปาทาน ; - มีอุปาทาน แล้วมีภพ ; มีภพแล้วมีชาติ. ทุกคราวที่มีการกระทบทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หกอย่างนี้ ; แล้วมีเวทนา มีตัณหา อุปาทาน นั้น, เรียกว่ามีกิเลส มีภพ มีชาติ มีตัวเราเกิดขึ้น.

น.70 ๒๓ ถ้าจิตไม่ได้มีความรู้สึกอย่างนี้ มันก็มีค่าเท่ากับไม่มี ; กิเลสก็ไม่มี, ตัวเราก็ไม่มี, มีแต่สักว่าร่างกาย, จิตใจ, ตาม ธรรมชาติ, ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวเราแล้ว มันก็ไม่มี ความหมายเป็นตัวเรา. เพราะฉะนั้น เมื่อใดเรามีความโง่ความหลงเกิดขึ้น มาเป็นพัก ๆ ว่า มีตัวเรา มีของเรา ; เมื่อนั้นแหละจึงจะ เรียกว่า มีตัวเรา มีกิเลส มีตัณหา ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ นี้ทำให้เรากล่าวได้ว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา ก็มิได้มีอยู่ ตลอดเวลา. สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา มีอยู่เป็นคราว ๆ เป็นพัก ๆ ตาม ที่อุปาทานเกิดขึ้นว่าตัวเรา; ส่วนนอกนั้นมันก็มีแต่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ไปตามสภาวธรรม เป็น ธรรมชาติล้วน ๆ. ต่อเมื่อใด มีการกระทบ และ เผลอสติ แล้วเกิดอวิชชา - ตัณหา - อุปาทาน: รู้สึกเป็นตัวกู ของกู ขึ้นมาคราวหนึ่ง ๆ. นั่นแหละเรียกว่า มีตัวเราเกิดขึ้นมาคราว หนึ่ง ; ดังนั้นจึงถือว่า สิ่งที่เรียกว่าตัวเรานี้ มิได้มีอยู่ตลอดกาล ; มีอยู่ต่อเมื่อมีอุปาทานเกิดขึ้น. ทั้งนี้ กิเลส ตัณหา อุปาทาน นั้นก็เหมือนกัน มิได้

น.71 ๒๔ มีอยู่ตลอดกาล ; แต่มีเฉพาะต่อเมื่อมีอารมณ์มากระทบทางตา เป็นต้น แล้วเผลอสติจึงจะเกิดขึ้น ; ถ้าเป็นผู้ไม่เผลอสติ เพราะ ได้ฟังธรรมะของพระอริยเจ้า เข้าใจแจ่มแจ้งอยู่เป็นประจำแล้ว กิเลส ตัณหา ก็ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้. แม้ว่าวันหนึ่ง จะได้กระทบ ผัสสะ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มากมายสักเท่าไร สักกี่ครั้ง ก็ไม่ อาจจะเกิดตัณหาอุปาทาน ซึ่งเป็นกิเลสนั้นได้; เรียกว่าเราอยู่ ด้วยความสงบสุขเป็นพื้นฐาน; มีจิตว่างจากกิเลส เป็นประภัสสร อยู่เป็นพื้นฐาน : เป็นที่ควรชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง เพราะปราศจาก โรคทางวิญญาณ ; ไม่เป็นทางให้เกิดโรคทางกายหรือ ทางจิต. นี่แหละเรียกว่า เราสามารถที่จะกำจัดโรคทางวิญญาณ ให้หายไป ; ไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเราเกิดขึ้นมา ทั้งวันทั้งคืน แล้วความตายจะมีมาแต่ไหน ; คือว่าความคิดนึก ถึงความตายในฐานะเป็นปัญหานั้นจะไม่มี. เราจะมีแต่จิตชนิดหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยสติปัญญา หัวเราะเยาะความตายได้อยู่เสมอ ; ความตายเป็นของเด็กเล่น น่าหัวเราะเยาะอยู่เสมอ. นี่เรียกว่า ความตาย ไม่มีด้วย

น.72 ๒๕ เหตุที่เรามีธรรมะเหมือนผ้าประเจียดคาดอยู่ที่หน้าผาก ของเราอยู่เป็นประจำ คือมีสติ สัมปชัญญะสมบูรณ์ ในความรู้เรื่องธรรมชาติ หรือ สภาวธรรม; ในความรู้ เรื่องของกฎธรรมชาติ คือ สัจจธรรม; และในความรู้ เรื่องหน้าที่ที่เราจะต้องปฏิบัติตามธรรมชาติ อันเรียกว่า ปฏิบัติธรรม. ธรรมะทั้งสามอย่างนี้ เป็นผ้าประเจียดยิ่งกว่าผ้า ประเจียด เพราะสามารถปะทะความตายได้จริง ๆ ; ไม่ให้ ความตายมีเข้ามา แม้แต่ขณะจิตเดียว. ความตายกระเด็นถอย ออกไป ไม่มีมาปรากฏ แม้จะนึกถึงความตาย ก็นึกไปในทาง หนึ่ง คือเห็นเป็นของน่าหัวเราะเยาะ ;- ไม่มีความหมาย, ไม่มี อำนาจ, ไม่มีน้ำหนักแต่ประการใด. ไม่เหมือนกับคนที่มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน นึกถึง โลกหน้าขึ้นมาแล้วก็หวั่นไหวเต็มไปด้วยความทุกข์ ; นึกถึง ความตายขึ้นมาทีไร ก็รู้สึกวาบหวามเต็มไปด้วยปัญหา เต็ม ไปด้วยความทุกข์ มีความกระสับกระส่าย วุ่นวาย ทุกข์ร้อน ในจิตใจ ; เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ความตาย, เพราะไม่มี ความรู้ที่จะปะทะกันกับความตาย. ไม่มีความรู้ที่จะหัวเราะเยาะ

น.73 ๒๖ ความตาย คือไม่มีผ้าประเจียด กล่าวคือธรรมะคาดไว้ที่ศีรษะ นั่นเอง. เมื่อใด เป็นผู้มีความเข้าใจแจ่มแจ้ง ในเรื่องตัวเรา ของเรา ที่เกิดขึ้นมาเป็นประจำวันว่า เพราะอำนาจเผลอสติ มีตัณหา อุปาทาน; เมื่อนั้นก็จะเป็นผู้ที่มิได้มีอยู่: มิได้มีความ ยึดมั่นถือมั่นอยู่ เหมือนกับมิได้มีตัวอยู่ ความตายจึงไม่ครอบ งำบุคคลผู้นั้นได้: สมตามพระพุทธภาษิต ที่พระพุทธองค์ตรัส ไว้ว่า "สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต" -ดูก่อน ! โมฆราช ท่านจงมีสติ มองดูโลกนี้โดยความเป็น ของว่างเถิด "เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺติ มจฺจุราชา น ปสฺสติ" -เมื่อท่านมองดูโลกอยู่ในลักษณะนี้ มัจจุราชก็จะตามหาท่าน ไม่พบ. ข้อนี้หมายความว่า เมื่อเราเห็นโลกหรือสิ่งสกปรก ทั้งปวงโดยความเป็นของว่างอยู่แล้ว ความตายก็ไม่มีที่ตั้งที่ อาศัย, มันจึงไม่มี. ที่ว่า เห็นโลกโดยความเป็นของว่าง นี้ หมายความ ว่า เห็นสิ่งทั้งปวง ; เพราะคำว่า "โลก" ในที่นี้ หมายถึง สิ่งทั้งปวง ; สิ่งทั้งปวงในที่นี้ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ; - - สิ่ง ที่เราจะรู้สึกมันได้ ทางตา

น.74 ๒๗ - สิ่ง ที่เราจะรู้สึกมันได้ ทางหู - สิ่ง ที่เราจะรู้สึกมันได้ ทางจมูก - สิ่ง ที่เราจะรู้สึกมันได้ ทางลิ้น - สิ่ง ที่เราจะรู้สึกมันได้ ด้วยการสัมผัสทางผิวกาย - และ สิ่ง ที่เราจะรู้สึกมันได้ ทางจิตใจ. รวมเป็น ๖ ประการด้วยกันนี้ เรียกว่าโลก. เมื่อใดเรามองเห็นสิ่งทั้งหกประการนี้ โดยความเป็น ของว่าง คือไม่มีสาระอะไรที่จะยึดมั่น หมายมั่นว่าเป็นตัวเรา ของเรา ดังนี้แล้ว ; เรียกว่า เห็นโลกโดยความเป็นของว่าง เมื่อเห็นโลกโดยความเป็นของว่างดังนี้แล้ว จิตก็ไม่ได้เข้าไป ยึดมั่นอยู่ที่สิ่งใด ไม่ได้สำคัญมั่นหมายสิ่งใดว่าเป็นตัวเราของเรา เลยเป็นจิตว่าง. จิตว่างจากอุปาทานเช่นนี้ ความตายไม่มี ; เ พราะ ความตายไม่มีที่ตั้งที่อาศัย. ความตายจะต้องตั้งอาศัยอยู่ที่ ตัวเรา หรือชาติที่ถือว่าเป็นตัวเรา. เดี๋ยวนี้สิ่งที่เรียกว่าชาติ หรือตัวเรานั้นมิได้มี เพราะเราไม่สำคัญผิดด้วยอวิชชาอีก ต่อไป. สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา หรือชาติ - ความเกิด ของเรานั้น

น.75 ๒๘ เป็นมายาเกิดมาจาก อวิชชา-ความไม่รู้และความเข้าใจผิด. ถ้ามีความรู้ถูกเสียแล้ว ความคิดอย่างนั้นจะไม่มี คือ ความคิดว่ามีตัวเรานั้นจะไม่มี ; จะเห็นแต่ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ตามที่เป็นจริง, ตามที่เป็นธรรมชาติ, ตามที่เป็นกฎธรรมชาติ, ตามที่เป็นหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติตามธรรมชาติเท่านั้น. ไม่มี ส่วน ใดที่จะสำคัญผิดไปว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของของเรา นี้เรียกว่า เห็นโลกโดยความเป็นของว่าง ; จิตใจไม่ทุกข์เลย สติปัญญากลับสมบูรณ์ ; ทำอะไร ๆ ก็ทำได้ดี จำอะไรก็จำเก่ง ทำการงานไม่ผิดพลาด ; ได้รับผลมาเท่าไรก็ไม่ยึดถือเอาเป็น ของตน ปล่อยให้เป็นของธรรมชาติ นี้เรียกว่า เขาทำงานตามธรรมชาติ ทำงานเพื่องาน ไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน ไม่ได้ทำงานเพื่อเกียรติยศชื่อเสียง เขา จึงไม่มีความทุกข์ ; แต่แล้วสิ่งที่เป็นผลงานเหล่านั้นก็ไม่ไปไหน เสีย คงมีอยู่ในการจัดการทำของบุคคลนั้นเอง แม้ว่าเขาจะไม่ยึดถือว่า นี่เป็นของเรา แต่ก็ไม่มีใคร มาแย่งชิงเอาไปได้ ; เพราะเหตุที่มีกฎหมาย มีขนบธรรมเนียม ประเพณีคุ้มครองอยู่ และแม้ว่า จะมีใครมาแย่งชิงเอาไปได้ เขาก็มีแต่จะหัวเราะ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ; จึงไม่มีอะไร

น.76 ๒๙ ที่จะทำให้เป็นทุกข์ได้อีกต่อไป. นี่เรียกว่า แม้ว่าเราจะไม่มีความยึดถือในสิ่งใด เรา ก็ยังคงทำอะไรได้, เราก็ยังคงหาทรัพย์สมบัติได้, เราก็ยังคง ใช้จ่ายทรัพย์สมบัติได้ เราก็ยังคงทำประโยชน์แก่บุคคลผู้อื่น ให้มีความสุข มีความสบาย อยู่ด้วยกันได้ ทั่วไปทั้งโลกดังนี้. นี้คือหน้าที่สูงสุดที่มนุษย์จะต้องเข้าให้ถึง ตามคำสั่ง สอนของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่าเข้าถึงธรรมอันสูงสุดนั่นเอง ; ทำให้คนผู้เข้าถึงธรรมะชนิดนี้ ไม่มีความทุกข์เลย. ถ้าใครไม่ประสงค์จะมีธรรมะชนิดนี้ ก็จงสมัคร ทนทุกข์ ไปตามเดิม, เต็มไปด้วยความวิตกกังวล ความ ทรมานใจ, เป็นโรคทางกาย, เป็นโรคทางจิต, เป็น โรคทางวิญญาณ ไม่รู้จักเสื่อมซาได้, แล้วก็ไม่ต้องโทษ ใคร โทษตนเอง ที่ไม่มีธรรมะเหมือนผ้าประเจียด ; ก็เป็นการสมกันดีแล้ว. แต่ว่าพุทธบริษัทจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ มันเสียเกียรติ ของพุทธบริษัท ; มันเป็นที่น่าอับอายขายหน้าเหลือประมาณ ทีเดียว พุทธบริษัทจะต้องมีลักษณะเป็นผู้สะอาด เป็นผู้ สว่าง เป็นผู้สงบเย็น

น.77 ๓๐ เป็นผู้สะอาด คือ เป็นผู้มีความบริสุทธิ์สะอาด ไม่มี สิ่งที่ใคร ๆ จะตำหนิได้ ไม่มีสิ่งที่ตนเองจะตำหนิติเตียนตนเอง ได้ ไม่มีสิ่งที่แม้แต่เทวดาที่มีหูมีตาเป็นทิพย์ ก็ไม่อาจจะติเตียน บุคคลนั้นได้ ; นี่เรียกว่า เขาเป็นคนสะอาด. ที่ว่า เป็นคนสว่าง นั้น ก็เพราะว่า เขาเป็นผู้มี ความรู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ โดยครบถ้วนสมบูรณ์จริง ๆ ; โดยเฉพาะ ก็รู้เรื่อง ธรรม หรือธัมมะ รู้ว่าธรรมชาติเป็นอย่างไร, รู้ว่า กฎเกณฑ์ของธรรมชาติเป็นอย่างไร, รู้ว่าหน้าที่ที่จะต้องประพฤติ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไร. หรือถ้ากล่าวอีกอย่างหนึ่ง เขามีความรู้ โดยสมบูรณ์ ว่า : ความทุกข์เป็นอย่างไร, เหตุให้เกิดความทุกข์เป็นอย่างไร, ความดับสนิทไม่เหลือของความทุกข์เป็นอย่างไร, และทางให้ ถึงความดับสนิทของความทุกข์เป็นอย่างไร, อย่างนี้ก็ได้. หรือแม้ที่สุดแต่จะกล่าวว่า เขารู้ว่าความตายคืออะไร, เหตุให้มีความตายนั้นคืออะไร ; ความไม่มีแห่งความตายนั้น เป็นอย่างไร, ทางปฏิบัติให้ลุถึงความไม่มีแห่งความตายนั้นเป็น อย่างไร, ดังนี้ก็ได้. เหล่านี้ล้วนแต่เรียกว่า เขามีความสว่าง, เขาเป็นคนสว่าง.

น.78 ๓๑ ส่วนที่ว่า เป็นคนสงบเย็นนั้น เขามีความสงบ ไม่ มีความทุกข์ ไม่มีความร้อน กิเลสก็ไม่แผดเผาให้เขาเดือด ร้อนได้. ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็กลาย เป็นของน่าหัวเราะเยาะไป ; สำหรับบุคคลนี้ ไม่มีปัญหาอะไร แก่เขา เขาจึงเป็นผู้มีความสงบ. เขาเป็นผู้มีความสะอาด เขาเป็นผู้มีความสว่าง เขา เป็นผู้มีความสงบ ครบถ้วนบริบูรณ์ทั้ง ๓ ประการนี้ เรียกว่า เป็นพุทธบริษัทเต็มตัว; สามารถที่จะท้าทายหัวเราะเยาะมัจจุราช ได้. ความตายกลายเป็นสิ่งที่หนีเตลิดเปิดเปิงกระเจิงไปไม่เข้า มารอเฉพาะหน้าบุคคลผู้มีธรรมะเป็นผ้าประเจียดดังนี้. นี่เรียกว่าสามารถขจัดความตายออกไปเสียได้ โดย ไม่มีส่วนเหลือแม้ในเวลานี้ แม้ในปัจจุบัน และตลอดกาล โดยประการทั้งปวง; หมายความว่า เมื่อบรรลุธรรมะขั้นสูงสุด ในขณะนี้ในปัจจุบันนี้แล้ว ต่อแต่นี้ไป ก็ไม่มีปัญหาเรื่องความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกต่อไป ; เพราะสิ่งที่เรียกว่าตัวเรานั้นถูก ดับหายไปหมดแล้ว คืออัตตวาทุปาทาน ที่สำคัญมั่นหมายว่า เป็นเรา หรือเป็นของของเรานั้น ได้ถูกทำให้หมดสิ้นไปแล้ว. ไม่มีทางที่จะรู้สึก แม้แต่เพียงว่า เป็นตัวเรา หรือของเรา

น.79 ๓๒ จึงไม่มีทางที่จะพลุ่งพล่านขึ้นมาเป็นตัวกู หรือของกู ซึ่งเราเห็น กันอยู่โดยมาก. นี้เรียกว่า ไม่มีตัวตน สำหรับจะให้เป็นที่ตั้งอาศัยของ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายอีกต่อไป. เบญจขันธ์ หรือร่างกายกับจิตใจนี้ เป็นเบญจขันธ์บริสุทธิ์สะอาด ไม่เป็น ที่ตั้งแห่งตัณหา อุปาทาน; ไม่มีความคิดว่าตัวเรา หรือของ เราเข้ามาครอบงำเบญจขันธ์ หรือร่างกายจิตใจชนิดนี้ได้อีก ต่อไป; จึงเป็นร่างกายจิตใจหรือเป็นเบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์ ไม่ เป็นที่ตั้งแห่งความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เช่นนี้. อยู่เหนือความตายเช่นนี้แล้ว จึงไม่มีปัญหาอะไรอัน เกี่ยวกับความตายนั้น ; ไม่มีปัญหาอะไรที่จะต้องต่ออายุอีกต่อไป เพราะว่าเป็นผู้อยู่เหนือความตายโดยประการทั้งปวง. นี้แหละ ธรรมะที่เป็นเหมือนผ้าประเจียด ในอันดับสูงสุดนั้น มีอยู่อย่างนี้ เป็นอยู่อย่างนี้. จึงควรที่พุทธบริษัททั้งหลาย จะมีความสนใจ ในสิ่งที่ เรียกว่า ธรรมะ ซึ่งเป็นเหมือนผ้าประเจียดสำหรับปะทะกับ ความตาย อันมีอยู่หลายชั้น หลายลำดับ ดังที่กล่าวมาแล้ว

น.80 ๓ ๓ ให้เป็นที่เข้าใจ; แล้วก็เอาชนะสิ่งที่เรียกว่าความตายให้ได้ขึ้น มาตามลำดับ ๆ ๆ ๆ จนกระทั่งถึงลำดับสุดท้าย คือหมด ตัณหา อุปาทาน ไม่มีอะไรเป็นที่ตั้งแห่งความตาย ไม่มีทั้ง ความเกิด ไม่มีทั้งความตายและมิได้มีทั้งความอยู่ ด้วย. ฟังดูให้ดี ก็มีทางที่จะเข้าใจได้; เพราะมีอุปาทาน ว่าตัวเรา ก็มีความเกิดของตัวเรา มีความอยู่ของตัวเรา มี ความตายของตัวเรา. ถ้าไม่มีอุปาทานว่าตัวเรา ก็ไม่มีความเกิด ของตัวเรา ไม่มีความอยู่ของตัวเรา ไม่มีความตายของตัวเรา จิตใจชนิดนี้แหละเป็นสุขที่สุดสงบเย็นที่สุด สะอาดที่สุด สว่าง ไสวที่สุด, เราจึงควรมีจิตใจชนิดนี้อยู่ดีกว่าที่จะมีจิตใจชนิดที่ตกต่ำ อยู่ภายใต้ความครอบงำของ ความเกิด ความตายดัง ที่กล่าว แล้ว. ดังนั้น การที่พระพุทธองค์ หรือใคร ๆ ก็ตามจะกล่าว ว่า "ธรรมะซึ่งเป็นเหมือนผ้าประเจียดนั้นมีอยู่ในโลกนี้" นี้ช่าง เป็นการถูกต้อง ไม่มีทางที่ใครจะคัดค้านได้เลย. หวังว่าท่านทั้งหลาย ควรจะได้สนใจให้เป็นพิเศษ ให้ สมกับความปรารถนาของท่านเจ้าภาพ ที่ได้บำเพ็ญกุศลใน

น.81 ๓๔ โอกาสอันสำคัญ คือล่วงกาลผ่านวัยมาถึง ๗๒ ฤดูฝนเช่นนี้ เรียกว่า อย่างน้อยก็เป็นผู้ที่เยาะเย้ยความตายโดยทางร่างกาย มาได้หลายครั้งหลายหนแล้ว; เหลืออยู่แต่จะเยาะเย้ยความตาย ต่อไปข้างหน้าอีกเท่าไรนั้น มันขึ้นอยู่กับการที่ว่าจะแขวนผ้า ประเจียดของพระพุทธเจ้าไว้ได้มากน้อยเพียงไรเท่านั้นเอง. และหวังว่า ท่านทั้งหลายจะได้ช่วยกันสนับสนุนให้ ความ ประสงค์อันนี้เป็น ไปใน ทางที่จะ สำเร็จ ประโยชน์ ได้มาก ขึ้นโดยที่ทุกคน ๆ พยายามที่จะสวมผ้าประเจียด อันนี้ด้วย กันทั้งนั้นให้เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นผู้นำที่ดี สิ่งทั้งหลายก็จะเป็น ไปในทางที่พระพุทธเจ้าทรงพระประสงค์ คือธรรมเป็นที่พึ่ง ของสัตว์ทั้งหลายได้ ทั้งโลกนี้และทั้งโลกหน้า และทั้งอยู่ เหนือโลกโดยประการทั้งปวง คือในภาวะที่ไม่มีความตายมา ครอบงำได้อีกต่อไป. ขอให้ความหวังอันนี้จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ด้วยอำนาจที่เราทั้งหลายมีความเชื่อมีความ เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ไม่คืนคลาย ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํก็มีด้วยประการฉะนี้.

น.82 ถ้าท่านต้องการรู้หลักพุทธศาสนาที่แท้จริง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ดับทุกข์ ดับกิเลส ในชีวิตประจำวัน เชิญอ่านหนังสือต่อไปนี้ เอกสารชุดมองด้านใน ของท่านพุทธทาสภิกขุ ๑. ภาษาคน -ภาษาธรรม ๒ . ภัยของพุทธศาสนา (วิปัสสนาตำน้ำพริก) ๓. เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ ๔. เกิดมาทำไม ? (ตอน ๑ -๒) ๕. เกิดมาทำไม ?. (ตอน ๓-๔-๕) ๖. เรามา "กิน" เวลากันเถิด. ๗. ทำบุญสามแบบ. ๘. ทางรอด ๕ ประการ. (วิมุตตายตนะ) ๙. ระวังว่างอันธพาล. ๑๐. การมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน. ๑๑. สมาธิวิปัสสนาตามธรรมชาติ. ๑๒. ดวงตาที่เห็นธรรม ๑ ๓. วิธีชนะความตาย. (ธรรมะ คือผ้าประเจียด) ๑๔. มหาวิทยาลัยในตัวคน. ๑๕. อุปสรรคของการเข้าถึงธรรม. ๑๖. อุปสรรคที่มีอยู่ในคำพูด. ๑๗. ในวัฏฏสงสารมีนิพพาน. ๑ ๘. ทำอย่างไรจึงจะเรียนดี. ๑ ๙. วิธีศึกษาพุทธศาสนา. ๒๐. โจรปล้นธรรมชาติ. ๒๑. รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง. ๒๒. ทำอย่างไรคุณพระจึงจะคุ้มครอง. ๒ ๓. การงาน คือการปฏิบัติธรรม. ๒๔. ชนะดวงจันทร์ หรือชนะตนดี. ๒๕. ความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก.

น.83 ๒๖. จิตประภัสสร, จิตเดิมแท้, จิตว่าง, เหมือนกันหรืออย่างไร ? ๒๗. การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์. ๒๘. สิ่งที่ทำให้ชีวิตของนักศึกษาไร้ความหมาย. ๒๙. การศึกษาชนิดที่นำโลกไปสู่ความวินาศ. ๓๐. สิ่งที่ผู้ฉลาดถือเอาเป็นครู. ๓๑. ปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวัน ๓๒. ทางสายกลาง. ๓ ๓. มรรค ผล นิพพาน ในชีวิตประจำวัน. ๓๔. สิ่งที่ทำให้ลามก. ๓๕. ไม่มีศาสนา. ๓๖. ความเจ็บไข้มาตักเตือนให้ฉลาด. ๓๗. การบำรุงพระศาสนา. ๓๘. ฅนได้มีโอกาสเสียสละเป็นผู้มีโชคดี และปีใหม่สามแบบ. ๓๙. การบวช คือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น. ๔๐. ชีวิตต้องเทียมด้วยควาย ๒ ตัว. ๔๑. หลักปฏิบัติเกี่ยวกับทานบริจาค. ๔๒. ฆราวาส กับไสยศาสตร์. ๔๓. เคล็ดลับในการครองชีวิต. ๔๔. ลัด รวดเดียว ถึง 1. ๔๕. จิตที่คิดจะให้นั้นสบายกว่าจิตที่คิดจะเอา. เพราะมีผู้ขาดแคลนเราจึงมีโอกาสได้บุญ. ๔๖. สะสางปัญหาชีวิตในวันปีใหม่. ๔๗. ปั้นมนุษย์แต่ยังเด็ก. ๔๓. การแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด. ๔๙. กรรมตามหลักพระพุทธศาสนา. ๕๐. รับใช้ผู้อื่น คือสร้างสันติภาพโลก. เอกสารชุดมองด้านในราคาเล่มละ ๑ บาท ค่าส่งลงทะเบียนเล่มละ ๒.๕๐ บาท

น.84 หนังสือซึ่งองค์การ ฟื้นฟูพุทธศาสนาได้จัดพิมพ์ให้ร้าน "ธรรมบูชา" เป็นผู้แทนจำหน่ายคือ ราคา คู่มือมนุษย์ (ย่อจากหลักพระพุทธศาสนาชุดที่ ๑) ของพุทธทาสภิกขุ ๕ วิธีระงับดับทุกข์ (ย่อจากหลักพระพุทธศาสนาชุดที่ ๓) ,, ๘ จิตว่าง ,, ๕ เรียนลัดพุทธศาสนา (ย่อจากหนังสือ "ตัวกู-ของกู") ,, ๘ ศาสนาสำหรับปัญญาชน (ย่อจากคำบรรยายสอนนิสิตจุฬาฯ) ,, ๘ กลัวสิ่งที่มองไม่เห็น ,, ๒ ทัศนาจรด้วยจิตว่าง ,, ๒ ภูตผีปีศาจในตัวคน, ในตัวข้าราชการ, ในตัวนักการเมือง ,, ๒ สิ่งที่เรายังเข้าใจกันไม่ได้ ,, ๒ แนะแนวคำตอบข้อถามพุทธธรรมบางเรื่อง ,, ๒ ภาษาธรรมต่างกับภาษาคน ,, ๒ สิ่งที่เรายังสนใจกันน้อยไป ,, ๑ วันวิสาขบูชาในทัศนะของปัญญาชน ,, ๑ อุปสรรคแห่งการเข้าใจธรรมะ ,, ๔ วิวาทะในเรื่อง "จิตว่าง" พุทธทาสภิกขุ, ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ๓ เกิดมาแล้วควรทำอย่างไร, มีศาสนาทำไม ? พุทธทาสภิกขุ, นายปุ่น ๒ ชาวพุทธควรเชื่ออย่างไร, ท่านปัญญานันทะภิกษุ ๒ พุทธศาสนาที่แท้ ,, ๒ ศึกษาพุทธธรรม ,, ๒ ใครเห็นผิด ,, ๕ ความงมงาย พุทธทาสภิกขุ, ปัญญานันทภิกขุ ฯ ล ฯ ๕

น.85 คำสอนของฮวงโป ๘ ๒.๕๐ สูตรของเว่ยหล่าง ๘ ๒.๕๐ มหาสติปัฏฐานสูตร ๒ ๒.๕๐ หลักพระพุทธศาสนาและธรรมบรรยายพิเศษ ๑๑ ๒.๕๐ อานาปานสติภาวนา ๑ ชุด (มี ๓ เล่ม) ๓๘ ๓.๕๐ คู่มืออุบาสกอุบาสิกา สวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น (แปล) ๒ ๒.๕๐ อานาปานสติภาวนา ภาษาอังกฤษ (กระดาษปอนด์) ๓๑ ๓ อานาปานสติภาวนา ภาษาอังกฤษ (กระดาษปรู๊ฟ) ๒๑ ๒.๕๐ คริสต์ธรรม–พุทธธรรม (ภาษาไทย) ๕ ๒.๕๐ คริสต์ธรรม–พุทธธรรม (ภาษาอังกฤษ) ๑๐ ๒.๕๐ คู่มือมนุษย์ ภาษาอังกฤษ (กระดาษปอนด์ ) ๑๕ ๒.๕๐ คู่มือมนุษย์ ภาษาอังกฤษ (กระดาษปรู๊ฟ) ๑๐ ๒.๕๐ หลักธรรมะสำหรับนักศึกษา ภาษาอังกฤษ (กระดาษปอนด์ ) ๑๐ ๒.๕๐ ธรรมะคุ้มครองโลก (ภาษาอังกฤษ) ๕ ๒.๕๐ วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม (ภาษาอังกฤษ) ๘ ๒.๕๐ หัวข้อธรรมในคำกลอนของพุทธทาสภิกขุ ๒ ๒.๕๐ อภิธรรมคืออะไร ๕ ๒.๕๐ ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ๕ ๒.๕๐ พระพุทธเจ้าชนิดที่อาจอยู่กับเราได้ตลอดเวลา นิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้ กับ นิพพานต่อตายแล้ว ๕ ๒.๕๐ อานาปานสติภาวนา สำหรับนิสิต ๑๔ ๓ ปัญญาในพุทธศาสนานิกายเซ็น ขุนประจักษ์ (แปล) ๓ ๒.๕๐ ภาพล้อคน ในโรงมหรสพทางวิญญาณ ๑๐ ๓ ชีวิตและงานของท่านพุทธทาสภิกขุ ๓๕ ๓.๕๐

น.86 แก่นพุทธศาสน์ ๑๑ ๒.๕๐ เราเป็นใคร ๕ ๒.๕๐ ตัวกู–ของกู (กระดาษปรู๊ฟ ปกอ่อน) ๒๗ ๒. ๕๐ ตัวกู–ของกู (กระดาษปอนด์ ปกแข็ง) ๓๗ ๔ ภาษาคนภาษาธรรม (ภาษาอังกฤษ) ๗ ๒.๕๐ เกิดมาทำไม (ภาษาอังกฤษ) ๓ ๒. ๕๐ ในวัฏฏสงสารมีนิพพาน (ภาษาอังกฤษ) ๓ ๒.๕๐ รบกันพลางแลกธรรมกันพลาง (ภาษาอังกฤษ) ๗ ๒.๕๐ ไม่มีศาสนา (ภาษาอังกฤษ) ๕ ๒.๕๐ ชุมนุมข้อคิดอิสระ ๒๕ ๓.๕๐ ชุมนุมเรื่องสั้น ๒๐ ๓.๕๐ ชุมนุมธรรมบรรยายเรื่องจิตว่าง ๒๐ ๓.๕๐ ฆราวาสธรรม (กระดาษปรู๊ฟ ปกแข็ง) ๕๐ ๘ ฆราวาสธรรม (กระดาษปอนด์ ปกแข็ง) ๗๐ ๑๐ บรมธรรม (เล่ม ๑–๒–๓ ปกอ่อน กระดาษปรู๊ฟ) ชุดละ ๕๖ ๓ บรมธรรมรวมเล่ม (กระดาษปอนด์ ปกแข็ง) ๘๐ ๑๐ สวนโมกข์เมืองไชยาและพุทธทาสภิกขุ ๓๐ ๓.๕๐ อาหารใจ (กระดาษปอนด์) ๒ ๒ พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา ๓๐ ๓.๕๐ ชีวิตของข้าพเจ้า (ประวัติท่านปัญญานันทะภิกขุ) ๕ ๒.๕๐ สั่งซื้อทางจดหมายส่งเงินพร้อมกับใบสั่ง เขียนชื่อที่อยู่และชื่อ หนังสือที่ต้องการซื้อให้ชัดเจน ธนาณัติหรือเช็คไปรษณีย์ สั่งจ่าย ป.ณ. ราชดำเนิน สั่งซื้อได้ในนามของ นายไสว สุนทร ผู้จัดการ ร้านธรรมบูชา ๕/๑–๒ ถนนอัษฎางค์ เชิงสะพานเจริญศรี ริมคลองหลอด ตรงข้าม กระทรวงยุติธรรม (ศาลอาญา) กรุงเทพฯ ๒ โทร. ๒๒๓๕๔๙

น.87 หนังสือที่ดีที่สุด ซึ่งพระภิกษุสงฆ์ทุกองค์และประชาชนทุกคน ควรอ่านอย่างยิ่ง เพื่อความสิ้นกิเลส สิ้นทุกข์ เพื่อความเป็น พระสงฆ์ที่สมบูรณ์ เพื่อเลื่อนชั้นตัวเองจาก สมมุติสงฆ์เป็นอริยสงฆ์, จากปุถุชนเป็นอริยชน เพื่อ ความ เจริญ รุ่งเรือง แห่ง พระพุทธศาสนา และประเทศชาติ ผู้ใดซื้อถวายพระสงฆ์ ได้กุศลมหาศาล เพราะเป็นการส่ง เสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงยาวนานต่อไปอีก และเป็น การช่วยให้ประเทศชาติมีความสงบสันติสุข เหมาะสำหรับซื้อถวาย พระสงฆ์ ในเทศกาลบวชพระ เข้าพรรษา ออกพรรษาทอดกฐิน ทอดผ้าป่า และงานศพ เป็นต้น หรือซื้ออ่านเองหนังสือนั้นคือ ๑. คำสอนผู้บวชพรรษาเดียว (ฉบับสมบูรณ์) ๒. บวช ๓ เดือน ๓. การบวชคือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น ๑ ชุดมี ๓ เล่ม ราคา ๓๖ บาท ลดเหลือ ๓๐ บาท รวม ทั้งค่าส่งเสร็จ มีจำหน่ายที่ร้านธรรมบูชา ๕/ ๑ – ๒ ถนนอัษฎางค์ เชิงสะพานเจริญศรี ริมคลองหลอด ตรงข้าม กระทรวงยุติธรรม (ศาลอาญา) กรุงเทพฯ ๒ โทร. ๒๒๓๕๔๙

น.88 แนะนำหนังสือเรื่อง "นิพพาน" ของ พุทธทาสภิกขุ พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า "นิพฺพานํ ปรมํ สุญญ์" แปลว่า "นิพพานคือความว่างอย่างยิ่ง" นิพฺพานํ ปรมํ สุข" แปลว่า "นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง" ในฐานะที่เรานับถือพุทธศาสนา เราเคยคิดกันบ้างไหม ว่า "นิพพาน" คืออะไร? ทำไมชาวพุทธเกือบทุกคนจึงอธิษฐาน หรือปรารถนาขอให้ถึง "นิพพาน" ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัส สอนว่า "นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง" ทำอย่างไรจึงจะถึง "นิพพาน "? และเมื่อถึง "นิพพาน" แล้วดีอย่างไร? ท่านจะหาคำตอบจากได้ หนังสือเรื่อง "นิพพาน" ซึ่งอธิบายไว้ละเอียดและสมบูรณ์ที่ สุดในโลก ฉนั้นหนังสือเรื่อง "นิพพาน" จึงเป็นหนังสือที่ควรอ่าน ควร ศึกษา ควรปฏิบัติตามอย่างยิ่ง ทั้งควรแนะนำภิกษุสามเณร และญาติมิตร ที่เคารพรักให้ได้อ่าน ได้ศึกษา ได้ปฏิบัติให้ถึง "นิพพาน" อีกด้วย เพื่อเรา จะได้ไม่เสียชาติเกิด ก่อนที่เราจะตายเน่าเข้าโลงไป มิฉะนั้นเราจะเป็นคน ใกล้เกลือแต่กินด่าง เวลานี้ฝรั่งเขาศึกษาเรื่อง "นิพพาน" กันเป็น การใหญ่ และเขาพยายามปฏิบัติกันอย่างจริงจัง เพื่อให้บรรลุถึง "นิพพาน" เพราะฝรั่งเขารู้แล้วว่า "นิพพาน" เป็นหัวใจ เป็นแก่น และเป็นความมุ่ง หมายที่สูงสุดอันแท้จริงของพระพุทธศาสนา แล้วเราชาวไทยเล่าครับ ? ได้อ่านหนังสือเรื่อง "นิพพาน" กันแล้วหรือยัง ? ราคาเล่มละ ๘ บาทเท่านั้น

น.89 หนังสือธรรมะที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ซึ่ง ผู้สอนธรรมะ นักศึกษาธรรมะ และผู้ปฏิบัติธรรมะควรหา อ่านให้ได้ คือ :- ๑. อภิธรรมคืออะไร ของ พุทธทาสภิกขุ ราคา ๕ บาท ๒. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ของ พุทธทาสภิกขุ ,, ๕ ,, ท่านเป็นชาวพุทธใช่ไหม ? ฉะนั้นท่านควรอ่านนิตยสาร "ชาวพุทธ" ของพุทธนิคม เชียงใหม่ ออกรายสองเดือนต่อ ๑ ฉบับ มีธรรมบรรยายของ ท่านพุทธทาสภิกขุ และท่านปัญญานันทภิกขุ ประจำทุกฉบับ ราคาเล่มละ ๔ บาท ค่าส่ง ๒.๕๐ บาท ถ้าท่านไม่ต้องการมีความทุกข์โศก ท่านควรอ่านนิตยสาร "อโศก" ออกเป็นรายสะดวก มีธรรมบรรยายของพระภิกษุโพธิรักษ์ (รัก รักพงศ์) เป็น ส่วนมาก ราคาเล่มละ ๕ บาท ค่าส่ง ๒.๕๐ บาท สั่งซื้อได้ในนามของ นายไสว สุนทร ผู้จัดการร้าน ธรรมบูชา ๕/ ๑-๒ ถนนอัษฎางค์ เชิงสะพานเจริญศรี ตรง ข้ามกระทรงยุติธรรม (ศาลอาญา) ริมคลองหลอด ติดกับวัด บุรณศิริมาตยาราม กรุงเทพฯ ๒ โทร. ๒๒๓๕๔๙.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต