น.5 ท่านผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย ในการบรรยายครั้งที่ ๕ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึง มหาวิทยาลัยในตัวคน หรือ ธรรมะกำมือเดียวที่จำเป็น สำหรับทุกคน เพื่อให้ได้มาซึ่งบรมธรรม เราได้พูดกันมา ตามลำดับถึงเรื่อง ธรรมะทำไมกัน ? ธรรมทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น และ ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้เป็นบรมธรรม ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ได้ด้วยกันทั้งนั้น, บัดนี้ จะพูดกันถึงเรื่องธรรมะส่วนที่สำคัญ แล้วก็มีน้อยจนเรียกว่า เป็นธรรมะกำมือเดียว สำหรับให้ได้มาซึ่งบรมธรรมนั้น และจำเป็นแก่คนทุกคน.
น.6 ๒ เกี่ยวกับ เรื่องนี้ จะต้อง ย้อน ไประลึก นึกถึง ข้อที่ ว่า อะไร ๆ ก็เรียกว่าธรรมะ ไม่ยกเว้นอะไร ก็เป็นเหตุให้เกิด ความสงสัยว่า เราจะรู้ธรรมะทั้งหมดได้อย่างไรกัน ? หรือ ปฏิบัติธรรมะทั้งหมดได้อย่างไรกัน ? ทีนี้ก็ตอบคำถามนี้ได้ ด้วยคำว่า "ธรรมะกำมือเดียว" ในข้อนี้จะต้องระลึกนึกถึงพระบาลีสูตรหนึ่ง ซึ่งเรียก ว่าสีสปาวนสูตร เป็นสูตรที่กล่าวถึงเวลา ๆ หนึ่ง พระ พุทธเจ้าเสด็จไปในป่า เป็นการเดินทางไกล เมื่อผ่านป่าไม้ สีสปาวนนี่ก็หยุดพัก แล้วพระพุทธเจ้าท่านได้ทรงกำใบไม้ แห้ง ๆ ที่พื้นดินขึ้นมากำมือหนึ่ง แล้วก็ถามภิกษุทั้งหลายว่า ใบไม้กำมือเดียวนี้เมื่อเทียบกับใบไม้หมดทั้งป่า แล้วมันเป็น อย่างไรกัน ภิกษุทั้งหลายก็พอจะเข้าใจได้ ว่ามันมากกว่ากัน เหลือที่จะเปรียบเทียบกันไหว ใบไม้กำมือเดียวกับใบไม้ หมดทั้งป่า ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า ธรรมทั้งหลายที่ ตถาคตตรัสรู้ หรือรู้ เทียบเท่ากับใบไม้หมดทั้งป่า แล้วธรรม เท่าที่เอามาสอนแก่สาวกนี้ เทียบเท่ากันได้กับใบไม้กำมือ
น.7 ๓ เดียวนี้ หมายความว่าไม่ได้เอามาสอนทั้งหมด และก็ ไม่ได้ปฏิบัติกันทั้งหมด ทรงเลือกเอามาแต่ที่จำเป็น สำหรับ ทุกคน และ ธรรมะกำมือเดียวนี้ ก็ได้แก่เรื่องที่เรารู้จัก กันดี คือเรื่องอริยสัจ-อริยสัจสี่ประการ หมายความว่า เรื่องนอกจากเรื่องนี้ไม่จำเป็น; รู้ก็ได้-ไม่รู้ก็ได้. รู้ก็เป็น เพียงความรู้สำหรับความรอบรู้ ที่จำเป็นแก่มนุษย์ก็คือ เรื่องอริยสัจ พอเหมาะพอดีสำหรับบุคคลที่จะรู้ และปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์โดยตรง. ถ้าจะมีใครสงสัยว่าธรรมะอันมากมาย นอกจาก กำมือเดียวนั้นมันคืออะไร ? มันก็ตอบได้ว่า คือเรื่องที่ไม่ จำเป็นจะต้องเอามาพูดกันเดี๋ยวนี้ นับตั้งต้นตั้งแต่เรื่อง ที่ ชอบพูดชอบเถียงกันมากที่สุดกว่าเรื่องใด ๆ เช่นเรื่องว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่ อะไรไปเกิด เกิดอย่างไร โดยวิธีใด มากมายเหลือเกิน อย่างนี้เป็นต้น ทำไมจึงไม่เอามาสอน เพราะว่ามันไม่จำเป็นไม่รีบด่วน. ส่วนที่รีบด่วนนั้นก็คือเรื่อง เมื่อเกิดอยู่ที่นี่เดี๋ยว นี้มันมีหน้าที่ ๆ จะต้องดับทุกข์อย่างไร มีหน้าที่หรือมีวิธี
น.8 ๔ ที่จะดับทุกข์อย่างไร อย่าให้ชีวิตนี้ เป็นทุกข์ได้เลย นี้เรียก ว่าเรื่องจำเป็นเรื่องรีบด่วน นี่ท่านเปรียบอุปมาว่าเหมือน กับเรื่องไฟไหม้บ้าน หน้าที่ของเราต้องรีบดับไฟ ไม่ ใช่ไปเที่ยวทำอย่างอื่น หรือว่าไฟไหม้ศีรษะเรา เราก็ต้อง รีบดับไฟ เป็นเรื่องรีบด่วนขนาดนี้ หรือว่าถูกยิง ก็ต้อง รีบจัดการรักษา ไม่ใช่ไปมัวเที่ยวถามให้รู้ว่า ใครยิง, ยิง ทำไม, ยิงด้วยอะไร, โกรธเรื่องอะไร ให้มันมากมายออก ไป มันก็ตายเสียก่อน มันไม่ได้รักษา ดังนั้นจึงถือว่า คำถามเช่นถามว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด เกิดอย่างไร วิธีใด นี้ไม่จำเป็น ไม่รีบด่วน. ที่รีบด่วนก็คือว่า เราเกิดอยู่เดี๋ยวนี้ เราจะต้องทำ อย่างไร เราจะต้องปฏิบัติในส่วนที่เกิดอยู่เดี๋ยวนี้ เพื่อให้ ดับทุกข์ได้ และ ถ้าเราปฏิบัติจนดับทุกข์ได้จริง ตาม หลักของพระพุทธศาสนาแล้ว เราจะรู้เลยไปจนถึง เรื่องว่าไม่ได้มี ใครเกิดอยู่เลย คือไม่ได้มีคนอย่างที่ เคยนึกยึดมั่นถือมั่นกัน: แต่เห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นส่วนประกอบ เป็นขันธ์ เป็นธาตุ เป็นอายตนะ เป็นธรรมชาติไปหมด เรียกว่าคนโดยสมมติเท่านั้น โดยแท้จริงไม่ได้มีคน ปัญหา
น.9 ๕ ว่าคนตายแล้วเกิดหรือไม่ อะไรไปเกิด - อย่างนี้มันก็เลย หมดสิ้นไปเอง สลายไปเองในตัว ที่เหลืออยู่เป็นร่างกาย กับจิตใจนี้ก็ไม่มีความทุกข์ เพราะฉะนั้นปัญหาก็หมด นี่ ท่านจึงเรียกว่า เป็นเรื่องรีบด่วนเป็นเรื่องจำเป็น. ถ้าเรียกอย่างภาษาวัด ๆ ภาษาทางศาสนาท่านเรียก ว่า เงื่อนต้นของพรหมจรรย์ เงื่อนต้นของพรหมจรรย์ หมายความว่า เราต้องตั้งต้นการรู้และการปฏิบัติที่นี่ ที่จุด นี้ แล้วก็ไปตามลำดับ จนถึงดับทุกข์ได้สิ้นเชิง เท่านี้เรียก ว่าพรหมจรรย์ และเท่านี้เอง ที่เรียกว่าใบไม้กำมือเดียว เรียกชื่อว่าเรื่องอริยสัจ ได้ยินชินหูกันมาแล้วว่าเรื่อง ทุกข์ เรื่อง เหตุให้เกิดทุกข์ เรื่อง ภาวะดับสนิทแห่งทุกข์และ วิธีที่จะให้ได้มาซึ่งภาวะดับสนิทแห่งทุกข์ ฉะนั้นเราจึง มองเห็นได้ทันทีว่า ถ้าดับทุกข์ได้สิ้นเชิงก็คือ ได้บรม ธรรม เพราะฉะนั้นธรรมะกำมือเดียวจึงจำเป็นสำหรับทุก คน เพื่อให้ได้มาซึ่งบรมธรรม. สรุปความในส่วนนี้ก็คือว่า อย่ากลัวว่า พุทธศาสนา จะมีเรื่องมาก แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ เหลือวิสัยที่
น.10 ๖ จะเล่าเรียนจนเข้าใจหรือปฏิบัติ ถ้าหากว่าผู้ใดกระทำไปถูก วิธีตามวิธีของพระพุทธองค์แล้ว จะง่ายเหมือนกับเก็บใบไม้ กำมือเดียว มาใช้เป็นยาอมฤตแก้ความตายได้. ทีนี้ข้อต่อไปที่จะต้องทราบ ก็คือข้อที่ว่า จะเรียน ธรรมะกำมือเดียวหรือปฏิบัติธรรมะกำมือเดียว กันที่ไหน และอย่างไร ? ข้อนี้มีคำตอบ ที่บางคนอาจจะยังไม่เคยได้ยิน คือพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า "โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลก ก็ดี ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ทางปฏิบัติให้ถึงความดับ สนิทแห่งโลกนั้นก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ในกายอันยาว ประมาณวาหนึ่งนี้ ซึ่งมีพร้อมทั้งสัญญา และใจ" ใจ ความก็คือว่า ในร่างกายมนุษย์เป็น ๆ ที่มีสัญญาและใจ ก็หมายถึงมนุษย์เป็น ๆ ไม่ใช่มนุษย์ตายแล้ว ในร่างกาย มนุษย์เป็น ๆ ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ มีครบอยู่แล้ว ทั้ง โลก ทั้งเหตุให้เกิดโลกความดับของโลก และทางให้ ถึงความดับของโลก เพราะฉะนั้นจึงชอบเรียกข้อนี้กันว่า มหาวิทยาลัยที่มีอยู่ในร่างกาย ที่กล่าวอย่างนี้ก็เพื่อจำง่าย. ถ้าจะถามกันว่า มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาที่แท้จริง อยู่ที่ไหน ? อย่าได้ไปชี้ที่วัดนั้นวัดนี้วัดโน้น หรือเมืองนั้น
น.11 ๗ เมืองนี้ ขอให้ชี้เข้าไปในร่างกายที่ยังเป็น ๆ ของตัวเอง จะต้องเรียนที่นั่น และรู้เห็นปฏิบัติได้จากที่นั่น. หมาย ความว่า จะเอาแต่ลำพัง หนังสือ หนังหา ตำหรับตำรา คำบอก คำสอนนั้นไม่ได้; ยังไม่ใช่ตัวแท้ของพระพุทธ ศาสนา มันเป็นเพียงเรื่องคำบอกเล่าหรือบันทึกอะไรเท่านั้น เอง เช่นพระไตรปิฎกนี้ ก็เป็นเพียงบันทึกทั้งหมดของ คำสั่งสอน แต่ตัวแท้ของพระพุทธศาสนานั้น อยู่ที่ ธรรมะชนิดที่เป็นเรื่องความดับทุกข์ได้จรง และที่คาบ เกี่ยวกันคือตัวทุกข์นั่นเอง เราต้องเอาตัวทุกข์แท้ ๆ จริง ๆ มาเป็นบทเรียน สำหรับเรียนด้วยการดับมันให้ได้ ดังนั้น จึงเป็นการเรียนจากของจริงโดยตรง ไม่ได้เรียนมาจาก หนังสือ เดี๋ยวนี้ เราเรียน จากหนังสือกัน มากเกินไป จนเฟ้อ เราก็เลยไม่เข้าถึงตัวแท้ของพระพุทธศาสนา มีแต่คัมภีร์ มี แต่ตำรามากมายไปหมด ตัวธรรมแท้ไม่ค่อยจะมี จึงมี ลักษณะที่น่าสังเวชน่าสงสาร คือมีแต่คำพูด หรือตัวหนังสือ สำหรับข้อที่ว่า แทนที่พระพุทธเจ้าท่านจะตรัสว่า ทุกข์ ท่านกลับตรัสว่า โลก ที่ตรัสว่าโลกก็ดี เหตุให้เกิด
น.12 ๘ โลกก็ดี ความดับของโลกก็ดี ทางที่ให้ถึงความดับของโลกก็ดี บัญญัติไว้ในกายที่ยาววาหนึ่งมีสัญญาและใจ กล่าวอย่างนี้ เป็นภาษาธรรม คือไม่ใช่ภาษาชาวบ้านตามธรรมดา ที่ เรียกโลกว่าทุกข์เรียกทุกข์ว่าโลก นี่เป็นภาษาธรรม โลกอย่างวัตถุ ภาษาชาวบ้านนั้นหมายถึงตัวแผ่นดิน ตัวสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในแผ่นดินหรือตัวคน ตัวสัตว์ แต่แล้ว ความหมายของสิ่งเหล่านั้นคืออะไร ความหมายของสิ่ง เหล่านั้นก็คือเมื่อไปยึดมั่นว่าโลกเข้า ก็จะมีความทุกข์ คำว่ายึดมั่นนี้ มันมีความหมายละเอียดมาก เช่นกระดาษ หรือโลหะที่เป็นเงิน ถ้าเรายึดมั่นว่าเงินและเงินของเรา ก็ เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา ถ้าไม่มีความยึดมั่น ก็เป็นกระดาษหรือ เป็นเนื้อโลหะ เช่นแร่เงินเป็นต้น; ไม่ได้ทำให้เกิดความ ทุกข์ขึ้นมา ดังนั้น การที่เราไปเรียกมันว่าโลกนั้น; มันมี ความหมาย ต่อเมื่อมีความยึดถือ ในฐานะที่มีอะไรต่าง ๆ ที่น่าสนใจ น่ารักน่าพอใจ น่าเอาใจใส่ น่าทึ่ง อย่างนี้ เป็นต้น. เพราะฉะนั้น เมื่อเรายึดมั่นว่านี่โลก หรือเราสำคัญ ว่านี่โลก มันจึงเป็นโลก ถ้าไม่ได้สำคัญว่าเป็นโลก มันก็
น.13 ๙ ไม่ได้เป็นอะไร นี่แหละภาษาธรรมมีอยู่อย่างนี้ อย่างคนนี้ ถ้าเราไม่ได้คิดเข้าใจว่าคน มันก็เป็นคนไปไม่ได้ ที่พูด อย่างนี้มันฟังยาก แต่ไม่ยากจนเกินไปที่จะเข้าใจ คือพอเรา ไปคิดว่า มันเป็นอะไร; มันก็เป็นอันนั้นขึ้นมาทันที และความคิดของเราก็เป็นไปตามความหมายของมัน หรือ คุณค่าของมัน ในส่วนที่เราสนใจหรือต้องการ ความหมาย อื่น ๆ เราไม่สนใจเราไม่ต้องการ. เราต้องการแต่ความ หมายที่เราพอใจ จะให้เป็นอย่างนั้น ดังนั้นถ้าใครมาเรียก เราว่า เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง เราก็ไม่ชอบ แต่ถ้าเรียกว่า เป็นคนจึงจะชอบ ถ้าเรียกว่าเป็นมนุษย์หรือเป็นเทวดา จะยิ่งชอบ. นี่มันเป็นความหมาย ที่มนุษย์รู้สึกเอาตามความ พอใจของมนุษย์. เมื่อยึดถือว่าโลกมันก็เป็นโลก ไม่ยึดถือว่าเป็น โลก มันก็เป็นวัตถุธาตุ หรือเป็นอะไรไปตามเรื่องราว ของมัน และเรียกได้ว่า เป็นธรรมชาติต่าง ๆ เท่านั้นเอง, นี้อย่างหนึ่ง ที่ได้เรียกทุกข์ว่าโลก เรียกโลกว่าทุกข์. ทีนี้อีกอย่างหนึ่ง ที่จะขอให้ท่านทั้งหลายฟังดู พิจารณาดูให้ดี ให้เป็นพิเศษ ก็คือข้อที่ว่า โลกนี้มันมี
น.14 ๑๐ ปัญหาขึ้นมา หรือว่าโลกนี้จะมีความหมายขึ้นมาว่า โลกเป็น โลก ก็ต่อเมื่อมันมีปัญหาเกี่ยวกับความทุกข์. ถ้าไม่เข้าใจ ก็ลองคิดดูอีกทีว่า โลกนี้ตั้งต้นมีโลกขึ้นมา ต่อเมื่อมี ปัญหาเป็นเรื่องของความทุกข์ของคนในโลก ก่อนหน้านี้ มันไม่มีความหมายอะไร มันมีปัญหาขึ้นมา ก็เมื่อคนรู้จัก ยึดถือเรื่องดีเรื่องชั่วในโลก. ในสมัยแรกทีเดียว ที่โลกแยกออกมาจากดวงอาทิตย์ หรือจะมาจากอะไรก็สุดแท้ ยังไม่มีคน ก็ไม่มีความหมาย หรือมีคนในระดับต่ำเหมือนกับสัตว์ นี้ก็ยังไม่มีความหมาย จนกว่าเมื่อใดจะมีคนในระดับที่รู้เรื่องดีเรื่องชั่ว เป็นปัญหา ว่าจะต้องเอาชนะความชั่ว ให้ได้ความดี เป็นภาระเป็น หน้าที่ เป็นปัญหาขึ้นมา นี้จึงเรียกว่าเป็นโลก, ก่อนแต่ มนุษย์รู้เรื่องดีเรื่องชั่ว หรือก่อนแต่มนุษย์รู้เรื่องที่เหมาะสม แก่การเป็นมนุษย์นั้น เมื่อนั้นยังไม่มีโลก ยังไม่ถือว่ามีโลก โลกเริ่มมีเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแก่มนุษย์ ในเรื่องอันเกี่ยวแก่ ความทุกข์ และก็มีหลักเกณฑ์เกี่ยวแก่ความรู้สึก ว่าได้, ว่า เสีย, ว่าดี, ว่าชั่ว ดังที่ได้อธิบายแล้วในวันก่อน เรื่องคู่ ตรงกันข้าม ซึ่งเป็นเหตุให้มนุษย์เกิดความยึดมั่นถือมั่น.
น.15 ๑๑ ถึงตอนนี้อยากจะอธิบายกว้างออกไปหน่อย เพื่อ ประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย ที่บางทีจะต้องโต้ตอบสนทนา หรือตอบปัญหากับพวกชาวต่างประเทศ; โดยเฉพาะที่เป็น คริสเตียน ในคัมภีร์แรกที่สุดของใบเบิล คือคัมภีร์เยเนซิส. พูดถึงเรื่องพระเจ้าสร้างโลก มีคนคู่แรกที่สร้างขึ้นมา คือ อาดัมกับอีฟ ไม่รู้ภาษีภาษาอะไร เพราะยังไม่ ได้กินผลไม้ ของต้นไม้ต้นที่หนึ่ง ซึ่งพระเจ้าห้ามคือต้นไม้ที่กินผลเข้าไป แล้วทำให้รู้จักดีรู้จักชั่ว ผลของต้นไม้ต้นนี้พระเจ้าห้ามไม่ ให้กิน อยู่มาวันหนึ่งเขาถูกหลอกให้กิน ทั้งคู่ทั้งผัวทั้งเมีย นี้กินเข้าไปก็เลยทำให้รู้จักดีรู้จักชั่ว กระทั่งรู้จักว่า เราไม่ ได้นุ่งผ้า หรือ เราเป็นหญิง หรือเราเป็นชาย เราเปลือย กาย หรือเรานุ่งผ้าเหล่านี้เป็นต้น รู้ทั้งหมดขึ้นมา เมื่อวัน ที่กินผลไม้นั้น เข้าไป พอพระเจ้ารู้ว่าสองคนนี้ได้กินผลไม้ เข้าไปก็โกรธมากถึงกับสาปให้มีความทุกข์ตลอดกาล ต่อไป นี้มนุษย์นี้มีบาปตลอดกาล มีความทุกข์ตลอดกาล นั่น แหละลองฟังดูให้ดี เป็นเรื่องเดียวกันแท้กับเรื่องที่กำลัง กล่าว. พระเจ้านั้นจะเป็นธรรมชาติหรือจะเป็นอะไร ก็ได้ แต่ว่ามีอำนาจทำให้คนที่เกิดรู้เรื่องดีเรื่องชั่วขึ้น มาแล้ว จะต้องมีภาระ มีปัญหา มีความทุกข์ ถ้า
น.16 ๑๒ คนยังไม่รู้เรื่องดี, เรื่องชั่ว, เรื่องบุญ, เรื่องบาป, เรื่อง นุ่งผ้า ไม่นุ่งผ้า เรื่องหญิง เรื่องชาย เป็นต้น นี้มันไม่มี ปัญหา มันไม่มีความทุกข์. เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า มนุษย์เริ่มรู้จักดีรู้จักชั่ว เมื่อไร ก็เรียกว่าโลกได้ตั้งต้นเมื่อนั้น ก็หมายถึงโลกที่มี ความหมายสำหรับมนุษย์ ก่อนนี้มันมีโลกแผ่นดินเปล่า ๆ หรือโลกอะไรก็ตาม ไม่มีความหมายสำหรับมนุษย์หรืออย่าง มนุษย์ หรือเพื่อมนุษย์ ทีนี้ โลกอย่างมนุษย์มันเริ่มต้น ขึ้นมา เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักว่า อะไรดีอะไรชั่ว แล้วก็มี ปัญหาที่จะต้องทำเกี่ยวกับเรื่องนี้. ทีนี้ก็ควรจะรู้ต่อไปว่า ยังมีต้นไม้ต้นที่สองอีกต้น หนึ่ง เรียกว่า ต้นไม้แห่งชีวิต ถ้ากินผลของต้นไม้ต้นนี้ เข้าไปแล้ว มนุษย์จะไม่รู้จักตายเหมือนพระเจ้า ที่นี้พระเจ้า เกรงว่ามนุษย์จะไปกินผลไม้ต้นที่สองนี้เข้าอีก จึงทำการ อารักขาอย่างยิ่ง จนมนุษย์ ไม่ได้กินผลไม้ต้นที่สอง เพราะ ฉะนั้น มนุษย์จึงเป็นมนุษย์ชนิดที่ มีแต่ความต้องทนทุกข์ ทรมานเรื่อยมา ตลอดจนถึงลูกหลานเหลนเป็นลำดับมา มีความทุกข์เกี่ยวกับความยึดมั่นถือมั่น เรื่องดีเรื่องชั่วนี้เอง
น.17 ๑๓ จนกว่าจะถึงยุคอีกยุคหนึ่ง ยุคอื่นซึ่งมีพระศาสดามาสอน ให้ รู้เรื่องชีวิตนิรันดร อย่างความมุ่งหมายของต้นไม้ต้นที่สอง นั้น เช่นต่อมา พระเยซูได้เกิดขึ้นก็สอนให้มนุษย์ รู้เรื่อง ชีวิตนิรันดร นี่คือการทำให้มนุษย์รู้เรื่องชีวิตนิรันดร นี่ คือการทำให้มนุษย์ ได้กินผลไม้ต้นที่สอง อย่างที่เรียกว่า ฝืนประสงค์ของพระเจ้าก็ได้ พระเจ้าต้องการให้มนุษย์มี บาปตลอดกาล มีทุกข์ตลอดกาล แต่พระเยซูกลับต้องการ ให้มนุษย์มีชีวิตนิรันดร พ้นบาปพ้นทุกข์. เรื่องนี้มันกล่าวอย่างภาษาวัตถุ ภาษาคน ถ้าแปล เป็นภาษาธรรมก็หมายความว่า เมื่อมนุษย์มีความรู้ธรรมะ ไม่ยึดมั่นถือมั่น เกี่ยวกับดีชั่วเป็นต้นแล้ว ก็อยู่เหนือ ความทุกข์ เหนือชีวิตชนิดที่ต้องตาย กลายเป็นชีวิตชนิด ที่ไม่มีความตาย และเรียกว่าชีวิตนิรันดร เช่นเดียวกับ พระพุทธศาสนา ที่สอนในข้อที่ว่า เมื่อละความยึดมั่น ถือมั่นดีชั่วได้แล้ว ก็บรรลุบรมธรรม คือนิพพาน. ซึ่ง อยู่เหนือความตาย ใจความที่เป็นส่วนลึกเกี่ยวกับความดับ ทุกข์นี้ เหมือนกันทีเดียว ถ้าเรารู้ถึงความจริงของเรื่อง.
น.18 ๑๔ เดี๋ยวนี้ต่างฝ่ายหรือแต่ละฝ่ายไม่รู้ความจริงของเรื่อง แล้วก็พยายามที่จะไม่ให้เข้าร่องเข้ารอยกันได้ คือพยายามที่ จะเป็นศัตรูกัน พยายามที่จะข่มขี่กัน จึงเข้าใจกันไม่ได้ เป็น เหตุให้เกิดความยุ่งยากลำบากหลายอย่าง ที่มนุษย์จะสามัคคี กันทีเดียวทั้งโลกไม่ได้ เพราะมองเห็นศาสนาของตน ๆ ใน ลักษณะที่ขัดแย้งกับศาสนาอื่นไปหมด แต่แล้วนี่แหละ คือ การกระทำชนิดที่ลบหลู่ธรรมชาติ ตบตาธรรมชาติ เหยียบ ย่ำธรรมชาติ หรือ ที่แท้ก็คือเหยียบย่ำพระธรรม มันจึงถูก พระธรรมตบหน้าเอา ให้มนุษย์เหล่านี้มีความทุกข์ร้อน ไม่มีวันสิ้นสุดได้จริงเหมือนกัน ถ้าเมื่อใดมารู้ความจริง ของธรรมชาติ หรือของพระธรรมอย่างถูกต้อง มนุษย์ นี่แหละจะรวมกันได้ ในทางที่จะเอาชนะความทุกข์โดยสิ้น เชิง. เรื่องนี้พูดมากไปก็เพราะว่า เพื่อรักษาเครดิตของ พวกพุทธบริษัทเรา ที่จะถูกชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะ ชาวต่างศาสนาเขาถามอะไรแล้ว ระวังให้ดี! ตอบให้ถูกต้อง ที่สุด อย่าให้เสียเครดิตของการเป็นพุทธบริษัท ซึ่ง พระ พุทธศาสนา มีหลักธรรมะกว้างขวางอย่างยิ่ง คือเป็นเรื่อง ของธรรมชาติทั้งหมดทั้งสิ้น.
น.19 ๑๕ นี่สรุปความในข้อนี้ว่า โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทของโลกก็ดี ทางให้ถึงความดับสนิทของ โลกก็ดี มีอยู่ในคนเป็น ๆ เพราะว่าคนมีความยึดมั่นใน เรื่องโลก และมีความทุกข์ คือถ้าเขาต้องการจะดับทุกข์ เขาต้องดับที่ความทุกข์ ดังนั้นเมื่อทุกข์อยู่ที่ไหน ก็ต้อง ดับทุกข์ที่นั่น เมื่อโลกอยู่ในคน ความดับทุกข์ก็ต้องอยู่ ในคน คนแต่ละคนต้องทำความดับทุกข์. ฉะนั้นเรื่องความ ดับทุกข์ หรือวิธีดับทุกข์ หรือการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ก็อยู่ที่คน ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ความทุกข์นั้นก็อยู่ในคน คน เป็นทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์อยู่ในคน ก็ได้แก่ความโง่ของคน ความอยากของคน ความยึดมั่นของคน ทีนี้ภาวะที่จะดับ ทุกข์ ที่เป็นความดับทุกข์ ที่ไม่มีทุกข์นั้นก็ต้องอยู่ที่ตัวความ ทุกข์ ความทุกข์อยู่ที่ไหนต้องดับที่นั่น ฉะนั้นจึงอยู่ในคน และ คนจะต้องปฏิบัติ ฉะนั้นการปฏิบัติก็อยู่ที่เนื้อที่ตัวที่ กายที่วาจาที่ใจของคน. เพราะเหตุนี้เอง พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า โลก ก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับแห่งโลกก็ดี ทางให้ถึง
น.20 ๑๖ ความดับแห่งโลกก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ในกายที่ยาวประมาณ วาหนึ่ง ซึ่งมีพร้อมทั้งสัญญาและใจ ฉะนั้น เราจึงถือว่าใน ร่างกายของคนเป็น ๆ นั้น คือมหาวิทยาลัยของพุทธ- ศาสนา โดยแท้จริง ดังที่กล่าวแล้ว นี่เรียกว่า เรื่องอริยสัจเป็นเรื่องจริง หาที่อื่นไม่ พบ นอกจากจะหาในตัวคนที่เป็น ๆ ถ้าไม่เคยฟังมาอย่างนี้ ก็จงฟังเดี๋ยวนี้ และก็พยายามคิดพิจารณาให้เข้าใจในเรื่อง ที่เรียกว่าเรื่องอริยสัจ. มีคนพูดสะเพร่า ๆ หรือพวกต่างประเทศที่ไม่เข้า ใจพระพุทธศาสนาก็มักจะพูดว่า พระพุทธศาสนาเป็น Negative มีแต่เรื่องทุกข์ เพราะโผล่ขึ้นมาก็เรื่องทุกข์ แล้ว ก็มีแต่เรื่อง ทุกข์ ๆๆๆ ตั้งสี่เรื่อง ไม่มีเรื่องความสุข นั่น เพราะเขาไม่เข้าใจ เราพูดครบหมดทุกเรื่อง แต่ว่าเรื่อง ที่เป็นวัตถุประสงค์มุ่งหมาย; ก็คือเรื่องความดับทุกข์. ทีนี้ เราก็จะต้องมองกันต่อไปถึงพระพุทธเจ้า ผู้ ประทานใบไม้กำมือเดียวดังที่กล่าวแล้ว ว่าพระพุทธองค์ ทรงมีความรอบรู้ถึงที่สุด จึงสามารถประทานใบไม้กำมือ
น.21 ๑๗ เดียว รู้จักเลือกและรู้จักประทานให้ ในลักษณะที่จะใช้เป็น ประโยชน์ ได้จริง นี้เราก็จะต้องรู้ว่า แม้พระพุทธเจ้าเอง ท่านก็เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาได้ ด้วยการรู้อริยสัจ เกี่ยวกับ พระองค์เองก็มีตรัสไว้มาก เกี่ยวกับเรื่องอริยสัจ ว่าถ้าไม่มี ความรู้อย่างสมบูรณ์ในอริยสัจ ก็ยังไม่ประกาศพระองค์เป็น พระพุทธเจ้า. สำหรับคำว่าความรู้นี้ ขอย้ำไว้เสมอว่า อย่าได้ เข้าใจไปตามภาษาไทยตามธรรมดาคือ เรียนแล้วก็รู้ ความ รู้ในภาษาบาลี ซึ่งเรียกว่ญาณทัสนะหรือญานก็ได้ ความรู้ อย่าง นี้ไม่ใช่ความรู้ที่มาจากการเรียน แต่เป็นความรู้ที่มา จากการที่ได้ผ่านสิ่งเหล่านั้นไปแล้วด้วยใจ คือเป็นอย่าง นั้น ๆ ๆ ๆ ไปแล้วด้วยใจ จึงเรียกว่ารู้. ดูเหมือนจะเคยได้บอกกันไว้แล้ว ในการบรรยาย ครั้งแรก ๆ ว่า ภาษาไทยเรานั้น คำว่า ความรู้ เราหมาย ถึงสิ่งที่ได้มาจากการเรียน ความเข้าใจเราได้มาจากการใช้ เหตุผล สำหรับกรณีย์นี้หมายถึงความเห็นแจ้งประจักษ์แก่ ใจ ต้องได้มาจากการที่ได้ผ่านสิ่งนั้นมาแล้วจริง ๆ.
น.22 ๑๘ พระพุทธเจ้าท่านได้ผ่านความทุกข์ ผ่านเหตุให้เกิด ทุกข์ ผ่านความดับสนิทของความทุกข์ ผ่านวิธีเพื่อให้ถึง ความดับสนิทของความทุกข์ด้วยใจ เพราะฉะนั้นพระองค์ จึงรู้ ในความหมายที่เรียกว่า รู้อย่างเห็นแจ้ง คือรู้จริงใน ที่นี้. การรู้อริยสัจสี่นั้น แต่ละข้อ ๆ แยกออกให้ชัดเจน; ได้เป็นสาม เช่น รู้เรื่องทุกข์อย่างนี้ ข้อแรกรู้เรื่องทุกข์ ต้องรู้ว่ามันคืออะไร แล้วต้องทำอย่างไรกับมัน แล้วเรา ได้ทำเสร็จแล้วด้วย รู้เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ก็เหมือนกัน รู้ว่า มันคืออะไร เราต้องทำอย่างไรกับมัน แล้วเราได้ทำแล้ว เสร็จด้วย ความดับทุกข์ก็เหมือนกัน ต้องรู้ว่ามันคืออะไร เราต้องทำอย่างไรกับมัน แล้วเราก็ทำเสร็จแล้วด้วย ทาง ให้ถึงความดับทุกข์ก็เหมือนกัน เราต้องรู้ว่ามันคืออะไร แล้วเราต้องทำอย่างไรกับมัน แล้วเราก็ได้ทำเสร็จแล้วด้วย. อริยสัจนั้นมีอยู่สี่ และในหนึ่ง ๆ นั้นมีสิ่งที่ต้องรู้ ถึงสาม มันจึงกลายเป็นสิบสองรู้ เมื่อครบสิบสองรู้ อย่างนี้จึงจะเรียกว่ารู้อริยสัจ พระพุทธเจ้าท่านประกาศ
น.23 ๑๙ พระองค์ว่า ตถาคตได้รู้อย่างนี้ ๆ และทรงจำแนกให้ ครบสิบสองอย่างนี้ แล้วจึงปฏิญญาณตัวเองว่าเป็นสัมมา สัมพุทธะ ทีนี้เราไม่ได้รู้อย่างนี้ เรารู้แต่ด้วยการท่องจำบันทึก คำเหล่านี้ ไว้เท่านั้นเอง ไม่ได้ผ่านสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้น เราจะต้องเข้าใจ พอสมควรในเรื่องนี้ เช่นความทุกข์ข้อ ที่หนึ่ง รู้ว่ามันเป็นอย่างไร ได้ชิมมาแล้วเองด้วยแล้วก็รู้ว่า ความทุกข์นี้เป็นสิ่งที่เราต้องรู้จักมันให้จริง ๆ ว่าความทุกข์ เป็นอย่างไร และความทุกข์นี้ เป็นสิ่งที่เราต้องรู้จักมัน อย่างรอบรู้ จนกระทั่งว่า เรารู้ว่า เรารู้แล้ว ทีนี้เหตุให้ เกิดทุกข์ นี่ก็ต้องรู้ว่ามันเป็นอย่างไร แล้วก็รู้ว่าสิ่งนี้ต้อง ละ แล้วก็รู้ว่าสิ่งนี้ เราละเสร็จแล้ว เราละได้แล้ว แล้ว เรื่องความดับทุกข์ ต้องรู้ว่ามันเป็นอย่างไร มีภาวะอย่างไร ต้องรู้ว่า สิ่งนี้ต้องทำให้ปรากฏออกมาแก่จิตใจของเราให้ ได้ แล้วก็ต้องรู้อันที่สามว่า เราได้ทำให้ปรากฏแก่จิตใจ ของเราได้แล้ว อันที่สี่คือมรรค หรือทางปฏิบัติให้ถึงความ ดับทุกข์ ก็ให้รู้ว่า ทาง ๆ นี้เป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง อริยมรรคมีองค์แปดนี้ ทางนี้เราจะต้องทำอย่างไรกับมัน
น.24 ๒๐ ก็รู้ว่าเราต้องทำให้มันเกิดมีขึ้นมาให้สมบูรณ์ แล้วก็รู้ให้ถึง ที่สุดว่า เราได้ทำให้มันเกิดมีขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แล้ว ฉะนั้น จึงครบสิบสอง นับว่าเป็นการรู้อริยสัจอย่างสมบูรณ์. เขาเรียกว่า มีปริวัติสามมีอาการสิบสอง เหมือน รูปธรรมจักร์ วงล้อธรรมจักรที่เขาถือว่าเขียนกันอย่างถูก ต้องนั้น ต้องเขียนมีสิบสองซี่ จึงจะเป็นธรรมจักรที่ถูก ต้องและสมบูรณ์ คืออริยสัจที่ถูกต้องและสมบูรณ์ เรา เรียกว่าธรรมจักร. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ท่านเป็น พระพุทธเจ้าเพราะรู้อย่างนี้ เพราะรู้ข้อนี้. บางทีท่านใช้คำว่าโลกอย่างที่กล่าวแล้ว แทนที่จะ ใช้คำว่าทุกข์ ท่านใช้คำว่าโลก ท่านก็มีคำตรัสอย่างอื่นว่า ตถาคตถอนตัวออกมาเสียจากโลกได้ และก็ละเหตุที่ให้ เกิดโลกนั้นเสียได้ แล้วก็ทำให้แจ้งซึ่งความดับของโลก นั้นแล้ว แล้วก็ทำหนทางที่จะให้ถึงความดับโลกนั้นได้ ด้วย แล้วก็รอบรู้ในสิ่งที่เทวดามารพรหมหมู่สัตว์ทั้งหลาย พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เหล่าอื่นไม่รู้ แล้วพากันหลงใหลนัก นี่จึงประกาศตนเป็นพระพุทธเจ้า ฟังดูให้ดี!
น.25 ๒๑ ถ้าเลือน ๆ ก็ย้ำใหม่ได้ว่า ท่านประกาศออกมาว่า ท่าน เกี่ยวกับโลกหรือทุกข์ ท่านถอนตัวออกมาจากโลกได้ เกี่ยวกับเหตุของโลกนั้นท่านละมันเสียได้ เกี่ยวกับความดับ ของโลกนั้น ท่านก็ได้ทำให้ปรากฏแก่ใจแล้ว และวิธีที่จะ ให้ถึงความดับนั้น ก็ได้ทำให้มีให้เป็นให้ครบถ้วนแล้ว ดังนั้น ท่านจึงรอบรู้ ในสิ่งที่มนุษย์เทวดามารพรหม สมณพราหมณ์อะไรก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวงนั้นพากันหลง ใหล ท่านรู้ในสิ่งที่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงพากันหลงใหล ดังนั้น จึงประกาศตัวว่า เป็นพระพุทธเจ้า ; ก็คือรู้อริยสัจ ถึง ขนาดที่ไม่หลงใหล ในสิ่งที่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงพากันหลง ใหล นี่เราแสดงลักษณะของอริยสัจที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ และแสดงพระคุณอันสูงสุด ของพระพุทธเจ้าในกรณีย์ ที่เกี่ยว กับอริยสัจ. ยังมีพุทธภาษิตอย่างอื่นอีกมากมาย ถ้าเอามาพูด กันให้หมดก็ต้องหลายชั่วโมง ไม่จำเป็นที่จะต้องเอามา เอา มาแต่ใจความสำคัญ อย่างนี้ เท่าที่จะพอให้เข้าใจได้ และ ในที่สุดพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งใน อดีตทั้งในปัจจุบันทั้งในอนาคต ก็ล้วนแต่รู้อริยสัจนี้อย่าง
น.26 ๒๒ เดียวกัน ดังนั้นเราจึงถือเป็นหลักได้ว่า พระพุทธเจ้านี้ เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาเพราะรู้อริยสัจ ; และรู้เหมือนกันทุก พระองค์ ทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในอนาคต นี้ก็เป็น เครื่องที่จะช่วยให้เรารู้ ได้ว่า อริยสัจมีความสำคัญอย่างไร. สำหรับอริยสัจที่เกี่ยวกับมนุษย์เรา (ที่พูดไปแล้ว นั้น คืออริยสัจที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า) สำหรับเรื่องอริยสัจ ที่เกี่ยวกับมนุษย์เรา พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้อีกมากเหมือน กัน เช่นท่านตรัสว่า มนุษย์แทบทั้งหมด หรือส่วนมาก ถือเอาที่พึ่งผิด ๆ จึงไม่พ้นจากทุกข์ หรือไม่เป็นที่พึ่งที่ดี ถ้าผู้ใดถือเอา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง จนรู้อริยสัจ ผู้นั้นเรียกว่า มีที่พึ่งที่ดีที่ถูกต้อง นี้เป็น พระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้มีใจความอย่างนี้ ผู้ที่ไม่ถือเอา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง จนรู้อริยสัจนี้ ก็ถือ ที่พึ่งเช่น ถือต้นไม้ถือภูเขา ถือเทวดาถือผีสางต่าง ๆ อะไร เหล่านี้ เป็นที่พึ่ง ซึ่งมีอยู่ทั่วไป ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่ว่า ยังเหลืออยู่แม้ในหมู่พุทธบริษัท มันก็ช่วยไม่ได้ เพราะ ว่ามันไม่มีใครจะบังคับใครได้ รู้แต่ได้เพียงว่า เขายังไม่ได้ รับที่พึ่งที่ถูกต้องที่จะดับทุกข์ได้.
น.27 ๒๓ นอกจากนี้ยังมีตรัสไว้อีกว่า ผู้ที่ไม่รู้อริยสัจ ย่อม หลงสร้างเหวสำหรับความทุกข์ เพื่อตัวเองอยู่ร่ำไป และยังตรัสว่า ผู้ไม่รู้อริยสัจชื่อว่า ตกอยู่ในที่มืดเสมอ ไป ผู้ที่ไม่รู้อริยสัจชื่อว่า ตกอยู่ในหลุมเพลิงอยู่เสมอ ไป. นี้เป็นข้อเปรียบในส่วนที่ว่า ถ้าไม่รู้อริยสัจแล้วจะมีผล ร้ายอย่างไร ที่ว่าสร้างเหวแห่งความทุกข์สำหรับตัวเองอยู่ เสมอไปนั้น ข้อความก็เกือบอธิบายอยู่ในตัวแล้ว เพราะ เรื่องอริยสัจนี้เป็นเรื่องทุกข์เรื่องดับทุกข์ ดังนั้นถ้าไม่รู้มันก็ ไม่ได้ดับทุกข์ ก็มีความทุกข์ทะยอยขึ้นมาเรื่อย เหมือนตก อยู่ในเหวของความทุกข์ ; และเพราะไม่รู้เรื่องนี้ เรียกว่า เป็นผู้มืดเป็นผู้ตาบอด ยิ่งกว่าตาบอดชนิดไหนหมด แล้ว ก็มีอาการทนทรมานอยู่ในกองทุกข์. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสต่อไปอีก ถึงเรื่องที่น่ารู้ว่า พอสักว่าคนเราเริ่มรู้อริยสัจในระดับแรก ความทุกข์ ทั้งหลาย จะสิ้นไปหมดไป อย่าง มากมาย เหลือที่จะเปรียบ เทียบ โดยพระองค์ ได้ทรงหยิบฝุ่นที่พื้นดินขึ้นมาชั่วที่จะติด ขึ้นมาได้ด้วยปลายนิ้วสองนิ้ว แล้วก็ชูให้ภิกษุทั้งหลายดู ว่านี่ฝุ่นนี้เท่านี้ เปรียบเทียบกับฝุ่นทั้งโลก มันมากน้อยกว่า
น.28 ๒๔ กันเท่าไร ภิกษุก็เห็นอยู่ว่ามันมากน้อยกว่ากันเหลือที่จะ เปรียบกันได้ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า นั่นแหละ เมื่อรู้ อริยสัจอย่างถูกต้องอย่างแท้จริงแม้ในอันดับแรก ความ ทุกข์จะหมดไปเท่ากับฝุ่นทั้งโลก นอกจากฝุ่นที่เหลืออยู่ ที่นิ้วมือ. ที่ว่ารู้อริยสัจแท้จริงในอันดับแรกนั้น หมายถึง ความเป็นพระโสดาบัน คือการบรรลุมรรคผลอันดับแรกที่ สุด สูงขึ้นไปจากปุถุชน คงจะเคยได้ยินได้ฟังกันแล้ว ถึง คำสี่คำว่า เป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี เป็นพระ- อนาคามี แล้วเป็นพระอรหันต์. คนมักจะเข้าใจกันว่าเป็น พระอรหันต์นั้นหมดความทุกข์สิ้นเชิง แต่ถ้าเป็นเพียงพระ โสดาบันนี้ความทุกข์จะสิ้นไปเพียงนิดเดียว เหลืออยู่มาก มาย แต่มีพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้อย่างตรงกันข้าม ว่า เพียงแต่รู้อริสัจในลำดับแรก คือเป็นพระโสดาบันเท่านั้น ฝุ่นหมดไป เหลือเท่าที่ติดอยู่ปลายนิ้วสองนิ้วเท่านั้น ลอง คำนวณดูเอง. พระพุทธเจ้า ยังได้ ตรัสไว้ อย่าง น่าสนใจ อีกว่า การรู้อริยสัจไม่ใช่สิ่งเหลือวิสัย เป็นสิ่งที่มีได้แม้แต่
น.29 ๒๕ คฤหัสถ์ ดังนั้นสาวกที่เป็นอริยบุคคลจึงมีมากแม้ในหมู่ คฤหัสถ์ นี่พูดแต่ใจความตามที่ได้ตรัสไว้ ถ้าใครสงสัยต้อง การจะรู้ที่มา ว่าอยู่ในพระไตรปิฎกเล่มไหนหน้าเท่าไร ข้อ ไหนก็ได้ ถ้าต้องการรู้ถึงขนาดนั้นก็ได้ พร้อมเสมอที่จะ แสดงให้ดู แต่ดูมันจะเสียเวลามาก จึงพูดแต่ใจความของ เรื่อง เพราะว่าคนส่วนมากมักจะคิดว่า เรื่องรู้อริยสัจนี้ เหลือวิสัยบ้าง ไม่ใช่วิสัยของฆราวาสครองเรือนบ้าง แต่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ไม่เหลือวิสัยและอยู่ในวิสัยแม้ผู้อยู่ ครองเรือน. ฉะนั้น ขอให้เอาไปนึกไปคิดดูให้ดีว่า ถ้าความทุกข์ อยู่ที่ไหนมันก็ต้องการความดับทุกข์ที่นั่น ถ้าคฤหัสถ์หรือ ฆราวาส มีความทุกข์มาก มันก็ยิ่งต้องการความดับทุกข์ มาก เขาก็ยิ่งจำเป็นที่จะรู้หรือควรจะรู้อริยสัจมาก แล้วยิ่ง มีความทุกข์มากเท่าไร ก็ยิ่งรู้จักความทุกข์ได้ดีเท่านั้น ดังนั้น ผู้ที่เป็น ฆราวาส มีความทุกข์มากกว่า พระที่อยู่ ที่วัด ; ดังนั้นควรจะซึมซาบในรสชาตของความทุกข์ ได้ดีกว่า เว้น แต่จะไม่สนใจเท่านั้นเอง.
น.30 ๒๖ มักจะพูดกันว่า พวกเทวดาไม่ค่อยรู้เรื่องความทุกข์ เพราะไปเพลิดเพลินมัวเมาในเรื่องกามารมณ์ นั้นมันก็จริง เหมือนกัน ที่เป็นเหตุให้เทวดานี่รู้เรื่องความทุกข์ ได้ยาก คือสบายเกินไป เทวดาชนิดไหนก็ได้ ; จะเป็นเทวดาบน สวรรค์ก็ตามใจ ; หรือว่าเทวดาอย่างในเมืองมนุษย์ คือคน ที่เขามีเงินมีอำนาจวาสนา มีความสุขตามที่ต้องการในทาง วัตถุอย่างนี้ ก็มักจะไม่ค่อยรู้เรื่องความทุกข์ ไม่สนใจในเรื่อง ความทุกข์ คนยากจนจะรู้ได้ง่ายกว่า แต่ถ้าไม่สนใจก็ไม่ รู้เหมือนกัน ฉะนั้น มันก็อยู่ที่ว่า สนใจที่จะดับทุกข์ หรือไม่. ที่นี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ต่อไปว่า จงเก็บตัวใน ที่สงบ จงเจริญสมาธิ แล้วจักรู้ อริยสัจ เหมือนเห็นของ ในน้ำใส เราไปที่ลำธารหรือที่บึงหนองที่มีน้ำใส จน เห็นกรวดเห็นทรายเห็นปลาเห็นปู ชัดเจน เราก็เรียกว่า เห็น เหมือนเห็นของในน้ำใส ผู้ที่ไปนั่งคิดนั่งนึกในเรื่องอริยสัจ บ้างนั้นด้วยจิตที่เป็นสมาธินี้ จะเห็นอริยสัจเหมือนเห็นของ ในน้ำใส.
น.31 ๒๗ ได้เคยกล่าวกันมาแต่ในวันแรกแล้วว่า คนเราควร จะมีมุมสงบ ที่กอกล้วยที่กอไผ่ริมบ้านหรือตรงไหน หรือ ถ้าไม่มีที่ไหนก็ในห้องพิเศษ ซึ่งจะเก็บตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เพื่อมองดูในด้านใน นี้เรียกว่าหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด แล้ว ก็ทำสมาธิคือสำรวมจิตใจให้อยู่ในสภาพที่โปร่งดี แล้วก็ พิจารณาดูเรื่องนี้ คือเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์เป็นต้น นี้ แล้วก็จะเข้าใจมันได้ เหมือนเห็นของในน้ำใส แต่ เดี๋ยวนี้เราไม่ทำกันเสียเลย วันหนึ่งก็ไม่ได้ทำ เดือนหนึ่ง ก็ไม่ได้ทำ ปีหนึ่งก็ไม่ได้ทำ แล้วมาโทษว่าธรรมะนี้ยาก อริยสัจนี้ยาก พระพุทธเจ้าสอนในสิ่งที่เหลือวิสัย อย่างนี้มัน ไม่ยุติธรรม ไม่เหมาะสม ไม่ควรแก่บุคคลที่รักความเป็น ธรรม ตัวเองไม่ทำ แล้วก็ ไปโทษว่าสิ่งนั้นยาก. ในที่สุดพระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า คนจะพ้นทุกข์โดย ไม่รู้อริยสัจนั้น เป็นไปไม่ได้ นี้เราพูดเรื่องต่าง ๆ ที่ เกี่ยวกับมนุษย์ และอริยสัจมาพอสมควรแล้ว ขอได้นำไป คิดดูไปพิจารณาดูให้เห็นว่า มันเป็นเรื่องจำเป็นแก่เราทุกคน เรื่องธรรมะกำมือเดียวนี้ จำเป็นแก่เราทุกคนเพื่อให้ได้ บรมธรรม เราจะได้อย่างอื่นมากมายสักเท่าไร ถ้าไม่ได้
น.32 ๒๘ บรมธรรม ก็ยังไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ฉะนั้น อย่ามองข้ามไปเสีย แล้วมันไม่ขัดกันกับเรื่องอาชีพการงาน หรือเรื่องอะไรเลย เวลาว่างมันก็ยังมีอยู่พอ แต่เราไปใช้ อย่างอื่นเสีย เราไม่ใช้เพื่อสิ่งที่ดีที่มนุษย์ควรจะได้ เพื่อ ความอยู่เป็นผาสุข เพื่อเป็นมนุษย์ที่ดี เพื่อประกอบสิ่งที่ เป็นประโยชน์แก่มนุษย์อื่น ๆ ด้วยการที่เราเป็นผู้ชนะตัวเอง สะสางปัญหาของตัวเองได้ แล้วก็ช่วยสะสางปัญหาให้ผู้อื่น ได้. ทีนี้ก็จะได้พูดถึงตัวอริยสัจต่อไป ขอให้สังเกตว่าเรา พูดมาตามลำดับเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับมนุษย์ ที่นี้ พูดถึงตัวอริยสัจเอง มีพระพุทธภาษิตว่า เรื่องอริยสัจนี้ เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ต้องเป็นอย่างนี้เสมอไป พระพุทธภาษิตนั้นมีว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีของสี่ อย่าง ซึ่งคงที่ไม่เปลี่ยนจากความคงที่ ไม่ไปสู่ความมีความ เป็น โดยประการอื่น ภิกษุทั้งหลายของสี่อย่างนั้นคืออะไร เล่า ก็ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราแสดงอริยสัจ คือทุกข์ไว้ เป็นข้อที่หนึ่ง อริยสัจ คือเหตุให้เกิดทุกข์ไว้เป็นข้อที่สอง อริยสัจ คือความดับทุกข์ไว้เป็นข้อที่สาม อริยสัจ คือทาง ให้ถึงความดับแห่งทุกข์ไว้เป็นข้อที่สี่
น.33 ๒๙ ที่ว่าของสี่อย่างนี่เปลี่ยนแปลงอีกไม่ได้; ก็เพราะ เหตุที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านได้บัญญัติขึ้นตามกฎของธรรมชาติ เป็นผู้มองเห็นธรรมชาติ รู้จักธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ แล้วบัญญัติขึ้นตามที่ธรรมชาติบังคับให้บัญญัติ เพราะฉะนั้นมันจึงถูกต้องกับธรรมชาติ โดยไม่มีทางที่จะบัญญัติเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ เช่นทุกข์นี้ต้องมาจากความ อยาก ซึ่งเรียกว่าตัณหา และความดับทุกข์ ก็ต้องเป็น ความดับไปแห่งตัณหา และการเป็นอยู่ชอบเท่านั้น จึง จะทำให้ตัณหาสิ้นไป นี้เป็นเรื่องตามกฎของธรรมชาติและพระองค์ยังทรงยืนยันหรือถึงกับท้าทายว่า การที่สมณ- พราหมเหล่าอื่นจะมาบัญญัติ จะมาคัดค้านเรื่องอริยสัจ หรือ ลำดับของอริยสัจนี้ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เราจึงถือว่า กฎเรื่องอริยสัจสี่นี้ เป็นกฎที่ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นกฎตาย ตัว เป็นธรรมชาติประเภทที่สอง ซึ่งเรียกว่าเป็นกฎของ ธรรมชาติ และเป็นกฎของธรรมชาติชนิดที่เกี่ยวกับความ ดับทุกข์โดยตรง และเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ท่าน ทั้งหลายจงรู้จักสงเคราะห์กฎอันนี้ เข้าในกฎธรรมชาติหมวด ที่สอง ดังที่ได้กล่าวแล้วแต่วันแรก,
น.34 ๓๐ เราจะดูตัวอริยสัจนี้ต่อไปถึงข้อที่ว่า มันมีอยู่สี่อย่าง อย่างแรกคือ ทุกข์ ควรรู้จักมันให้ดี อย่างที่สองคือ เหตุ ให้เกิดทุกข์ ควรละมันเสียให้ได้ อย่างที่สาม ความดับ ทุกข์ควรทำให้แจ้งขึ้นในใจ มรรคคือทางให้ถึงความดับ ทุกข์นั้นควรทำให้เต็มขึ้นมา. สำหรับความหมายของคำว่าทุกข์ หรือเหตุให้เกิด ทุกข์นี้ ก็เคยอธิบายในบางตอนมาแล้ว จะสรุปอีกครั้ง หนึ่งก็ได้ว่า คำว่า ทุกข์นี้ อย่างหนึ่งหมายถึงเวทนา ที่ รู้สึกอยู่กับใจ ว่าเป็นทุกข์เจ็บปวดรวดร้าว ทุกข์ที่เป็น เวทนารู้อยู่แก่ใจ อีกอย่างหนึ่งคือทุกข์ในฐานะที่เป็น ลักษณะของธรรมชาติ ในสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เราไป มองดูมันแล้วรู้สึกว่า มันมีลักษณะแห่งความทุกข์ ความ ทุกข์อย่างนี้ ไม่ใช่เป็นเวทนาในใจเรา แต่เป็นลักษณะที่มี อยู่ในธรรมชาติทั้งปวงก็มี ; ก็เรียกว่าความทุกข์เหมือนกัน แต่เนื่องจากเรื่องทุกข์นี้เราพูดกันเฉพาะที่เกี่ยวกับสิ่งที่มีชีวิต เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่นก้อนหิน ก้อนดิน เป็นต้น แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าเราดูก้อนหินก้อนดิน เราก็จะ มีความรู้สึกไปในทำนองว่า มีลักษณะแห่งความทุกข์ด้วย
น.35 ๓๑ เหมือนกัน คือการที่มันเปลี่ยนแปลง ชราคร่ำคร่าคงตัว อยู่ ไม่ได้ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย อย่างลำบากลำบน อย่างนี้เป็นต้น ให้เห็นความทุกข์ทั้งสองลักษณะคือ ทุกข์ ที่รู้สึกอยู่ในใจเป็นทุกขเวทนา ก็รู้จัก ทุกข์ที่เป็นเพียง ลักษณะในสิ่งทั้งปวงที่เป็นสังขารทั้งปวงนี้ ก็รู้จัก ทีนี้ทุกข์ที่ปรากฏแก่ใจ เรียกว่าความรู้สึกที่เป็น เวทนานี้ ท่านระบุลงไปที่ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ว่าเป็นทุกข์ คนไม่เข้าใจมีความฉงนสงสัย เพราะ เกี่ยวกับภาษา ในภาษาบาลี คำว่าความเกิดเป็นทุกข์ ความ แก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ นี้มันหมายความว่า ความ เกิด ความแก่ ความตาย เป็นต้นนั้น ได้ถูกคนนั้นยึดถือ เอาว่า เป็นความเกิดของเขา ความแก่ของเขา ความตาย ของเขา กิริยาที่เรียกว่าเกิดแก่เจ็บตายนี้ มันเป็นเพียง ความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติเท่านั้น แต่คนไม่รู้จักมัน ไปหลงสำคัญ ว่ามันเป็นความเกิดความแก่ความเจ็บความ ตายของเรา ฉะนั้นมันจึงเป็นทุกข์ไปหมด ถ้าไปเห็น เป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ไม่เห็นเป็นความ เกิดแก่เจ็บตายของเรา ก็ไม่เป็นความทุกข์แก่ผู้นั้น
น.36 ๓๒ ฉะนั้น ภาษาธรรมะมีอะไรที่จะต้องทราบไว้อย่างนี้ ด้วย แต่ในที่สุด พระพุทธเจ้าท่านตรัสสรุปความไม่จารนัย อย่างนี้ สรุปความว่าสิ่งที่ถูกยึดมั่นนั่นแหละเป็นตัวทุกข์ คือ เ บญจขันธ์ หมายถึงว่าร่างกายกับจิตใจของเรานี้ที่ถูก ยึดมั่นว่าเราว่าของเรานี้เป็นตัวทุกข์ เพราะเมื่อเรายึดมั่น ร่างกายกับจิตใจว่าเป็นตัวเราเสียแล้ว มันก็ต้องเป็นทุกข์ เพราะร่างกายนั้นมันมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความ ตายเป็นต้น ; ถ้าไม่ยึดมั่น กายและใจว่าเป็นของเรา ความ เกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็พลอยไม่เป็นของ เราไปด้วย มันจึงไม่เป็นทุกข์ ; ดังนั้น ท่านจึงตรัสว่า ความ ยึดมั่นในเบญจขันธ์นั่นแหละเป็นตัวทุกข์ นี้เป็นภาษาวัด ฝั่งยาก. พูดภาษาชาวบ้านก็ว่า ความที่ไปยึดมั่นสิ่งใดว่า เป็นตัวเราเป็นของเรานั่นแหละเป็นตัวทุกข์ มันทรมาน เพราะไปยึดไว้ เหมือนกับแบกของหนัก ขอให้เข้าใจ-ใจ ความสำคัญว่า ความยึดมั่นนั่นแหละเป็นทุกข์-แล้วก็เป็น อันถูก. อริยสัจข้อที่สอง ที่เรียกว่า เหตุให้เกิดความทุกข์.
น.37 ๓๓ ในอริยสัจอย่างที่สรุปสั้น ๆ ท่านเรียกว่า ตัณหาคือความ อยาก เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ในภาษาไทยคำว่าความอยาก นี้ มันกำกวม ไม่เหมือนในภาษาบาลีที่เรียกว่าตัณหา ตัณหาในภาษาบาลีหมายถึงความอยาก ที่มาจากควา มโง่ มาจากอวิชชาเป็นเหตุให้อยากด้วยอำนาจอวิชชา ความ อยากอย่างนี้จึงจะเรียกว่าตัณหา ถ้าเป็นความอยากที่มาจาก วิชชา ความต้องการที่มาจากปัญญา อย่างนี้ไม่เรียกว่า ตัณหา เช่นเรารู้ว่าจะต้องดับทุกข์อย่างไร แล้วเราอยากจะ ดับทุกข์ พยายามจะดับทุกข์อยู่ ความอยากอันนี้ไม่เรียกว่า ตัณหา. แต่พอแปลคำว่าตัณหาเป็นความอยาก ในภาษา ไทย คนก็เข้าใจผิดว่าอะไร ๆ ก็เป็นตัณหาไปหมด แล้วห้ามไปหมด ก็เลยไม่กล้าอยากอะไร แม้แต่อยาก ทำการงานเป็นต้น ; แล้วก็ไปโทษพระพุทธเจ้าอีกตาม เคย ว่าตรัสอะไรไว้ไม่เหมาะสมไม่ถูกต้องก็มี หรือว่า หลักธรรมนี้ มันใช้ไม่ได้กับเราเสียแล้วก็มี เพราะว่าไปเข้า ใจคำ ๆ นี้ผิด.
น.38 ๓๔ ฉะนั้นความอยากที่เป็นกิเลสนั้น มันเป็นความอยาก ที่มาจากความโง่และหลงทะเยอทะยาน กระวนกระวายระส่ำ ระสาย และแม้จะได้ทำไป ก็ทำไปตามความโง่ความหลง ความสำคัญผิด เขาจึงเรียกว่าความโลภ หรือเรียกว่าตัณหา หรือว่าอุปาทานหรืออะไรก็สุดแท้ มันเป็นความต้องการ ด้วยความโง่. แต่ถ้าความประสงค์หรือความต้องการ ที่เป็นไป ตามทางปัญญาที่แท้จริงนี้ เขาเรียกว่าความปรารถนาหรือ ความต้องการ แล้วแต่จะเรียกกัน ในภาษาบาลีก็เรียก ความต้องการนี้ว่าความพอใจ เช่นฉันทะบ้าง ปัถนา ความ ปรารถนาบ้าง สังกัปปะ ความดำริห์ประสงค์บ้าง ถ้ามัน เป็นไปในทางที่ถูกต้องแล้วไม่เรียกว่าตัณหา ต่อเมื่อมันมี ความโง่ความไม่รู้เป็นมูล จึงเรียกว่าตัณหา. เพราะฉะนั้น เราจะต้องจับใจความสำคัญให้ถูกต้อง ว่า ถ้าจะต้องการอะไรอยากอะไรประสงค์อะไร ; จงดู เสียก่อนว่า มันเป็นความต้องการของวิชชาหรือ ของ อวิชชา ความอยากในกามารมณ์อย่างนี้ มันเป็นความอยาก ของอวิชชา หรือของวิชชา หรือว่าถ้าเราจะต้องเข้าไปเกี่ยว
น.39 ๓๕ ข้องกับกามารมณ์ จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยความรู้สึก ชนิด ใด อย่างนี้เป็นต้น จึงจะไม่เป็นความทุกข์ขึ้นมา. ขอให้เข้าใจถูกกันเสียด้วยว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ ได้ตรัสว่า อย่าแต่งงาน อย่ามีผัวมีเมีย ทิ้งบ้านทิ้งเรือนไป บวชกันเสียให้หมด อย่าเกี่ยวข้องกับกามารมณ์ ท่านไม่ได้ ตรัสอย่างนี้ จะเป็นพระหรือฆราวาสก็ได้ จะต้องประพฤติ ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหนทางที่ตรัสไว้ ถ้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับ รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส คือกามารมณ์นี้ ก็ต้องทำด้วยสติ สัมปชัญญะ ให้รู้ความพอเหมาะพอดี ในทางที่จะไม่ให้ เกิดความทุกข์ขึ้นมา แต่จะทำให้เกิดความรู้บางอย่างบาง ประการขึ้นมาเรื่อย ๆ จนรู้สึก จนรู้จักเบื่อหน่ายไปเองใน ตอนหลัง อย่างนี้มันก็กลายเป็นการศึกษาไป การที่จะเข้า ไปเกี่ยวข้องกับรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสเหล่านั้น ก็กลายเป็น การศึกษาไปในตัว ถึงจะเป็นอะไรก็ตามใจ ถ้ามนุษย์ยัง จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้อง ก็ให้ไปเกี่ยวข้องด้วยวิชชา ด้วย ปัญญา ด้วยความรู้ที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่เพียงพอ ก็ได้ทั้งนั้น แล้วมันจะค่อยเลื่อน ๆ ของมันขึ้นไปเองตามลำดับ ๆ จน กระทั่งว่าไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่อะไรเลย.
น.40 ๓๖ นี่เราจะต้องเข้าใจคำนี้ให้ถูกต้อง คำว่าตัณหาใน ภาษาบาลี ก็หมายถึงว่าอยากด้วยอวิชชา ความอยากที่ เป็นไปด้วยปัญญา หรือวิชชานั้นยังมีอยู่ส่วนหนึ่ง แล้ว อันนั้นแหละจะช่วยดับความอยาก ที่เป็นไปด้วยอวิชชา ในตอนหลังอีก. ทีนี้มาถึงอริยสัจข้อที่สาม ที่เรียกว่า ความดับทุกข์ คนมักจะเข้าใจว่าตายไป เข้าโลงไปแล้ว สิ้นสุดกันที จึงจะ เป็นเรื่องความดับทุกข์ พระพุทธเจ้าได้ตรัสพระพุทธภาษิต ข้อนี้ว่า หมายถึงการดับตัณหานั้นเสีย " เป็นความดับทุกข์ ฉะนั้นตัณหาดับที่ไหน มีความดับทุกข์ที่นั่น ตัณหาดับ ไปเมื่อไร มีความดับทุกข์เมื่อนั้น ดังนั้นพอมีความทุกข์ เกิดขึ้น เราจงมีสติสัมปชัญญะดับทุกข์ทันที; แล้วมัน ก็มีความดับทุกข์ที่นั่น มีนิพพานในลักษณะอย่างนี้ที่นั่น ไม่ใช่ต่อตายแล้ว เรื่องตายแล้วไม่ให้เอามาพูดกัน เรื่อง หลังจากตายแล้วนั้น มันขึ้นอยู่กับเรื่องที่ยังไม่ตาย ; ถ้า เราทำเรื่องต่าง ๆ ในขณะที่ยังไม่ตายถูกต้อง ; ต่อตาย แล้วมันก็เป็นเรื่องถูกต้องไปหมด ถ้าเราทำเรื่องที่ยัง เป็น ๆ อยู่นี้ผิด ; ตายแล้วมันก็ผิด มันมีเรื่องผิด ฉะนั้น
น.41 ๓๗ เราจงสนใจทำให้ถูกที่สุด ที่นี่และเดี๋ยวนี้ แล้วมันก็คุ้มไป หมด. คำว่าดับทุกข์นี้จะเรียกว่านิพพานก็ได้ แต่มีหลาย ความหมาย นิพพานในอันดับชิมลอง ในอันดับตัวอย่าง ในอันดับปัจจุบันทันตาเห็นนี้ก็มี ; มีชื่อเรียกเหมือนกัน แต่ ว่านิพพานในความหมายสูงสุด ก็คือดับกิเลสหรือดับทุกข์ สิ้นเชิง เป็นพระอรหันต์ ทีนี้ก็มาถึงอริยสัจข้อที่สี่ ที่เรียกว่า ทางให้ถึงความ ดับทุกข์ ได้พูดกันวันก่อนแล้วว่า ภาษาธรรมะยืมไปจาก ภาษาชาวบ้าน คือยืมเอาคำว่าถนนหนทางนี่แหละไปเป็น ชื่อของธรรมะที่จะดับทุกข์ จึงเรียกว่าทาง ทางให้ถึงความ ดับทุกข์ หรือทางพระนิพพาน เป็นถนนสำหรับจิตใจ เดิน ประกอบไปด้วยความถูกต้องแปดประการ ใช้ภาษา ธรรมดา ๆ กันดีกว่า ประกอบอยู่ด้วยความถูกต้องแปด ประการ ช่วยจำไว้ว่า ประกอบอยู่ด้วยความถูกต้องแปด ประการ คือ ๑. ความถูกต้องในเรื่องความคิดเห็น ๒. ความ ถูกต้องในเรื่องความใฝ่ฝันหรือปรารถนา ๓. ความถูกต้อง ในการพูดจา ๔. ความถูกต้องในการประกอบกรรมทาง
น.42 ๓๘ กาย ๕. ความถูกต้องในการประกอบอาชีพเพื่อการดำรงชีวิต ๖. ความถูกต้องในการมีความพากเพียร ๗. ความถูกต้อง ในการดำรงสติและ ๘. ความถูกต้องในการมีสมาธิ. รวม เป็น ๘ ประการ. ถ้าเรียกเป็นบาลี ก็เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ สัมมา- สัมกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชี โว สัมมา วายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ไม่ต้องจำคำบาลีก็ได้ แต่ ถ้าจำได้ก็ยิ่งดี เป็นความถูกต้องแปดประการ แล้วรวม กันเป็นถนนเส้นหนึ่ง เป็นหนทางเส้นหนึ่ง ไม่ใช่แปดทาง หรือแปดเส้น แปดอย่างนี้รวมกันเป็นถนนหนทางเส้นหนึ่ง เรียกว่าอริยมรรคสำหรับใจเดินหรืออยู่. เราเข้าใจได้ง่าย ๆ จากพระพุทธภาษิตอีกข้อหนึ่งว่า " ถ้าภิกษุเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่างจาก พระอรหันต์ " ถ้าเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่างจาก พระอรหันต์ ความเป็นพระอรหันต์ไม่ยากไม่เหลือวิสัย เพราะว่าสำเร็จได้ด้วยเพียงว่า เป็นอยู่กันให้ถูกต้องเท่านั้น ‘เป็นอยู่กันให้ถูกต้อง" ก็คือเป็นอยู่ให้ถูกต้องแปดประการ นี้ และเมื่อเป็นอยู่ถูกต้องแปดประการนี้ กิเลสไม่มีทางที่ จะได้อาหารกิน ความเคยชินของการที่จะเกิดกิเลสนั้นร่อย
น.43 ๓๙ หรอไป ๆ ๆ ๆ จนไม่เกิดกิเลสขึ้นมาได้ เพราะกิเลสไม่ได้ อาหารไม่ได้ปัจจัย มันก็ค่อย ๆ เหี่ยวแห้งและสูญสิ้นไป นี่ คือความเป็นพระอรหันต์ เราอย่าไปรบกับมันซึ่ง ๆ หน้า มันลำบากหรือป่วย การ หรือบางทีจะสู้มันไม่ได้ เหมือนกับว่าเราจะไปสู้เสือ ซึ่งหน้านี้ มันไม่ใช่วิธีที่ฉลาด แต่ถ้าเรามีวิธีใดวิธีหนึ่ง ปิดไม่ให้มันได้อาหารกิน มันก็ตายเอง. นี่คือความหมายของคำว่า "เป็นอยู่อย่างถูกต้อง แล้วโลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์" และเป็นอยู่อย่างถูก ต้องก็คือ อริยสัจข้อที่สี่ ที่เรียกว่าอริยมรรคมีองค์แปด ประการนี้เอง ลองไปคิดดูว่า จะเอาไปใช้ในปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไรหรือเท่าไร อาตมายืนยัน ว่าเอาไปใช้ได้หมดและก็จำเป็นด้วย เดี๋ยวนี้เราไม่สามารถ จะเอาไปใช้ หรือไม่รู้เรื่องนี้เสียเลยก็มี ดังนั้นจึงมีความ ระส่ำระสายหม่นหมองในชีวิตประจำวัน เรียกว่าไม่เป็นอยู่ โดยชอบ แล้วก็ไปโทษว่าธรรมะนี้ยากอีกตามเคย. ขอให้นึกถึงอยู่เสมอว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ธรรมะกำมือเดียวจำเป็น สำหรับทุกคน ที่จะถึง ซึ่ง บรมธรรม
น.44 ๔๐ คือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ไม่ขัดข้องกับอาชีพชนิด ไหนหมด จะเป็นผู้พิพากษา หรือจะเป็นอาชีพอย่างอื่น จะเป็นอะไรก็ตาม นี้ยิ่งเป็นประโยชน์ ยิ่งสนับสนุน ยิ่งช่วย ให้เกิดความเหมาะสม ความคล่องแคล่ว ความพร้อมที่ จะเคลื่อนไหว ที่จะทำการทำงาน ที่นี้ในทางด้านจิตใจ ก็จะทำให้เกิดความสงบเย็นไม่มีความทุกข์ เราก็มีจิตใจที่มี สมรรถภาพและมีความสุข. เรื่องอริยสัจสี่นี้ ถ้าเอาแต่เพียงเรื่องเดียวคือ เรื่องความดับทุกข์ ถ้าแยกออกไป มันจะแยกเป็นความ ทุกข์กับความดับทุกข์ . ความทุกข์จะต้องรู้เหตุของมันด้วย ความดับทุกข์ต้องรู้หนทางของมันด้วย มันจึงกลายเป็นสี่ เรื่อง สี่เรื่องย่นลงเหลือสองเรื่อง สองเรื่องย่นลงเหลือ เพียงหนึ่งเรื่อง คือความดับทุกข์ ซึ่งเป็นผลของการ กระทำที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ ไม่มี อะไรมากไป กว่านั้น. อยากจะบอกให้ทราบว่า เกี่ยวกับคำพูดนี้ มันก็มี คำแทนกันได้ ไม่ว่าภาษาไหน ก็มีคำแทนกันได้ เช่นคำว่า
น.45 ๔๑ ทุกข์ บางทีพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าโลกก็มี บางทีตรัสว่า อุปาทานขันธ์ก็มี คำว่าเหตุให้เกิดทุกข์ บางทีระบุถึงตัณหา ก็มี บางทีระบุถึงอวิชชาก็มี ระบุถึงภาวะตัณหาก็มี มัน เหมือนกันหมด ถ้าท่านระบุถึงตัณหา ท่านหมายถึงความ อยากซึ่งมาจากอวิชชา ถ้าท่านระบุถึงอวิชชาท่านหมาย ความว่า อวิชชานี้มันจะทำให้เกิดตัณหาแน่นอน มันเป็น อย่างอื่นไม่ได้ แล้วมันก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ส่วนคำว่า ความดับทุกข์นั้นบางทีเรียกว่านิพพาน บางทีเรียกว่านิโรธ บางทีเรียกว่าวิชชา วิมุตก็มี. ที่นี้คำว่ามรรคหรือหนทางมีองค์แปดนี้ บางทีเรียก ว่าไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา ก็มี ถ้าท่านไม่ทราบเรื่อง นี้ท่านจะเวียนหัว และก็ฉงนสนเท่ห์ว่า แหมมีมากจริง! จำไม่ไหวแล้วฟั่นเผื่อ ที่จริงมันไม่ฟั่นเผื่อ ฉะนั้นเราจงมา ทำความเข้าใจจนเกิดความรู้เรื่องธรรมะหลักพื้น ฐานกันก่อน ให้ได้หลักพื้นฐานว่า เป็นอย่างนี้ ๆ ให้แน่นอนก่อน แล้ว ส่วนชื่อซึ่งเรียกต่าง ๆ ยุ่งยากมากมายนั้นไม่เป็นไร มันไม่ ทำให้เราหลงได้ โดยอาศัยหลักพื้นฐาน อยากจะกล่าวต่อไปถึงข้อที่ว่า อริยสัจสี่ประการนี้
น.46 ๔๒ ที่พระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่า เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ ได้ จะวางรูปโครงเป็นอย่างอื่นไม่ได้นั้น ก็น่าสนใจ เดี๋ยว นี้เราถือกันเป็นหลักว่า เรื่องอริยสัจนี่เองเป็นเรื่องตรรก- วิทยาที่ดีของพุทธบริษัท พุทธบริษัทเรามีระบอบตรรกวิทยา โดยอาศัยหลักอริยสัจ นี้เป็นหลัก เรื่องอริยสัจนี้ เรื่องที่ หนึ่งก็คือ คำตอบสำหรับ คำถามว่า คืออะไร ? เรื่องที่ สองก็คือ มาจากอะไร ? เรื่องที่สามก็คือ เพื่อประโยชน์ อะไร ต่อไป ? ; เรื่องที่สี่ก็คือ จะสำเร็จตามนั้นได้ โดย วิธีใด ? ช่วยจำสี่คำนี้ไว้ว่า คืออะไร ? จากอะไร ? เพื่อ อะไร ? แล้วก็โดยวิธีใด? จะได้รู้เรื่องอริยสัจ และเอาไปใช้ให้ เป็นประโยชน์ ได้โดยง่าย คือว่าเราจะทำอะไร จะศึกษา อะไร ๆ ก็ตาม เราจะทำให้เป็นเรื่องอริยสัจได้ขึ้นมาทันที โดยแยกปัญหาว่า คืออะไร จากอะไร เพื่ออะไร โดย วิธีใด แม้ที่สุดแต่จะเขียนบทความสักเรื่องหนึ่งว่าด้วยเรื่อง อะไร ก็ให้ตั้งปัญหาสี่อย่างนี้ แล้วก็เขียนได้ง่ายเขียนได้ดี ถือเป็นตรรกหรือ Logic ของพุทธบริษัท สำหรับศึกษา
น.47 ๔๓ สำหรับปฏิบัติ สำหรับแก้ปัญหาต่าง ๆ สำหรับตอบคำถาม ต่าง ๆ. ทีนี้มองให้กว้างออกไปถึงข้อที่ว่า พุทธศาสนาใน ฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์ ในฐานะที่เป็นปรัชญา ในฐานะ ที่เป็นจิตวิทยา หรืออะไรทำนองนี้มีอีกมากมาย ทั้งหมดนี้ ก็ล้วนมุ่งหมายแต่เรื่องอริยสัจ เพราะว่าอริยสัจนี้เราจะมอง ดูในแง่ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ตามหลักวิทยาศาสตร์ก็ได้ คือ มันเป็นเรื่องเหตุและผลทั้งนั้น ไม่มีอะไร ทุกข์ก็เป็นผล เหตุให้เกิดทุกข์ก็คือเหตุ ความดับทุกข์ ก็เป็นผล วิธีให้ ถึงความดับทุกข์ก็เป็นเหตุ ดังนั้นจึงไม่ต้องอาศัยพระเจ้า ไม่ต้องอาศัยอะไรอย่างอื่นหมด นอกจากเหตุผลตามธรรมชาติ แต่แล้วนี่แหละจะกลายเป็นพระเจ้าอย่างยิ่ง กฎแห่ง เหตุผลนี่แหละคือพระเจ้าอย่างยิ่ง ถ้าเราเอาตามวิทยา- ศาสตร์ เราก็ไม่ต้องมีพระเจ้า แต่เรารู้ว่าสิ่งนี้มีอำนาจ เท่ากับพระเจ้า เพราะบังคับสิ่งต่าง ๆ ได้. ถ้าเรามองดูในทางปรัชญา ก็จะต้องเป็นปรัชญาที่ ถูกต้องตามหลักการของปรัชญา คือสามารถจะตอบคำถาม
น.48 ๔๔ ตาม Logic สี่อย่างนี้ได้ แล้วพิสูจน์ ได้ตามวิธีของปรัชญา ว่า คงจะนำไปสู่ความดับทุกข์ ได้จริง. เพราะฉะนั้น เรามองดูอริยสัจในทุกแง่ทุกมุม ใน ฐานะเป็นศาสนาก็ได้ เป็นธรรมะก็ได้ เป็นศีลธรรมก็ได้ แม้ที่สุดแต่เป็นจิตวิทยาก็ได้ ถ้าเราไม่ประสงค์ความดับทุกข์ หรือว่าอะไรมากไปกว่านั้นแล้ว มันเป็นความรู้ทางจิตวิทยา ก็ยังได้ เช่นว่าจิตมันมีลักษณะอย่างนี้ มีพฤติอย่างนี้ อาจ จะเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกฎเกณฑ์อย่างนี้ ก็กลายเป็นจิต วิทยาไป. เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาในส่วนปริยัติจึงมีมาก มี มากเท่ากับใบไม้ทั้งป่า แต่นี่เราเลิกพูดกันถึงเรื่องใบไม้ทั้ง ป่า พูดกันแต่เรื่องใบไม้กำมือเดียว จึงพูดกันแต่เรื่องอริยสัจ ในฐานะที่เป็นธรรมะ สำหรับดับทุกข์โดยตรง คือเป็น หน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติโดยตรง เราเรียนรู้แต่เรื่องอริยสัจ หรือกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับอริยสัจทั้งหมดทั้งสิ้น มันก็เป็นหลัก วิชาเป็นทฤษฎีไปหมด เป็นเพียงเทคนิคไปหมด แต่ถ้า เราเรียนรู้เฉพาะเรื่องมรรค คือ อริยมรรคมีองค์แปด คือ
น.49 ๔๕ ความถูกต้องแปดประการ แล้วปฏิบัติมันให้ได้จริง ๆ มันก็กลายเป็นการปฏิบัติเป็น Technique ไปทันที คือเป็นวิธี การของการปฏิบัติไปทันที ไม่เป็นเพียงหลักวิชา. ดังนั้น ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ใบไม้กำมือ เดียวนี้ก็คือ ต้องปฏิบัติ ไปในรูปของการปฏิบัติที่เป็น Technique เป็น Practice หรืออะไร ก็แล้วแต่จะเรียกกัน แต่เป็นเรื่องปฏิบัติโดยตรง อย่าไปหลงว่ามันเป็นเรื่องที่มาก มาย อธิบายไม่มีที่สิ้นสุดตามวิธีของอภิธรรม อย่างนั้นมัน เป็นส่วนเกิน อภิธรรมแปลว่าธรรมะส่วนเกิน อภิแปลว่า เกิน คือเกินความจำเป็นที่มนุษย์จะต้องเกี่ยวข้อง มันเกิน กำมือเดียวไป พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ; ภิกษุ ทั้งหลาย อริสัจ เราบัญญัติแล้วว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับสนิทแห่งทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ ก็แต่ว่าในอริยสัจทั้งหลายนั้นมีการพรรณาความ มีการลง อักษร มีการจำแนกที่พิศดาร มากจนประมาณไม่ได้. การอธิบายโดยวิธีนั้น วิธีนี้ วิธีอักษรศาสตร์ วิธีจิต วิทยา วิธี Logic วิธีปรัชญาอะไรก็ตาม มากจนประมาณไม่ ได้ นี้ยังไม่พูด ไม่จำเป็นจะต้องพูด และไม่สนใจก็ได้
น.50 ๔๖ เว้นไว้แต่ต้องการเป็นพิเศษ เฉพาะที่เราจะเป็นผู้รอบรู้ใน ส่วนนี้ แต่ส่วนการปฏิบัติ เพื่อเอาผลในทางพระพุทธศาสนา โดยตรงนั้น ไม่ต้องมากจนถึงอย่างนี้ พยายามให้มีความถูก ต้องแปดประการนั้นแล้วเป็นพอ. ทีนี้ชั่วเวลาที่เหลืออยู่เล็กน้อยนี้ อยากจะพูดให้เสร็จ ไปเสียเลย ถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน ว่าเรื่องอริยสัจนี้ บางที พระพุทธเจ้าท่านตรัสโดยย่อ บางทีท่านตรัสโดยพิสดาร เรื่องอริยสัจเหมือนกัน หลักเดียวกัน ตามปกติตรัสโดยย่อ ว่าทุกข์ ว่าเหตุให้เกิดทุกข์ ว่าความดับทุกข์ ว่าทางให้ถึง ความดับทุกข์. สำหรับทุกข์ท่านก็ตรัสว่า ความเกิดแก่เจ็บ ตาย หรือความยึดมั่น เบญจขันธ์ ว่าของเรา ส่วนเหตุให้ เกิดทุกข์ก็ตรัสว่า ความอยากที่มาจากอวิชชา ความดับ ทุกข์ก็คือการดับความอยากนั้นเสีย มรรคก็คือปฏิบัติชอบ ให้ถูกต้องแปดประการ สั้น ๆ เท่านี้. แต่ถ้าท่านจะตรัสโดยพิสดาร ท่านก็แจกความทุกข์ นี้ให้มันมากออกไป แล้วเหตุให้เกิดทุกข์นั้น แทนที่จะพูด ว่า ความอยากอย่างเดียว; ท่านเริ่มมาเป็นสาย อย่างที่ เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ตั้งแต่อวิชชาให้เกิด สังขาร สังขาร
น.51 ๔๗ ให้เกิดวิญญาณ วิญญาณให้เกิดนามรูป นามรูป ให้เกิด อายตนะ เกิดผัสสะ เกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิดภพเกิดชาติ และเกิดทุกข์ แยกออกไปถึง ๑๑ ตอน มัน ก็เลยเป็นพิสดาร แทนที่จะพูดว่าเป็นตัณหาอย่างเดียว ท่านแสดงถึงวิธีที่ตัณหาจะเกิดมาอย่างไร แล้วตัณหาจะทำ ให้เกิดทุกข์ต่อไปอย่างไร มันเป็นเรื่องปฏิจจสมุปบาท. ที่นี้ พอถึงเรื่องความดับแห่งทุกข์ก็เหมือนกัน แทนที่จะพูดว่า ดับตัณหาเสีย ท่านก็พูดไปตามสายปฏิจจสมุปบาท ว่า ดับอวิชชาเสียแล้วสังขารดับ, สังขารดับแล้ววิญญาณดับ, วิญญาณดับ, แล้วนามรูปดับ, อายตนะดับ, ผัสสะดับ, เวทนา ดับ, ตัณหาดับ, อุปาทานดับ, ภพดับ, ชาติดับ, ทุกข์ดับ อย่างนี้เรียกว่าอริยสัจใหญ่ หรืออริยสัจพิศดาร ทีนี้ก็มา ถึงมรรคมีองค์แปด คืออริยสัจข้อที่สี่ นี้ ไม่สามารถจะให้ พิสดารหรือสั้นได้กว่านี้แล้ว มันต้องถูกต้องแปดประการนี้ เสมอไป นี้เรียกว่าอริยสัจใหญ่ อริยสัจเล็ก, อริยสัจปกติ หรืออริยสัจโดยพิสดาร. จะรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทก็ได้ แต่รู้สึกว่ายังไม่จำ เป็น ถ้าอยากจะรู้ก็รู้แต่เพียงว่า มันขยายออกไปให้ละเอียด
น.52 ๔๘ เท่านั้น ว่าตัณหาเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วให้เกิดทุกข์ต่อ ไปได้อย่างไร เรารู้แต่ที่จำเป็นก็คือ รู้ว่าตัณหามันเกิดขึ้น มาอย่างไร แล้วเราจะดับมันอย่างไร คือ ถ้าเป็นอยู่ให้ถูก ต้องแปดประการแล้ว ตัณหาไม่อาจจะเกิดขึ้น, เมื่อ ตัณหาไม่อาจจะเกิด ความทุกข์ก็ไม่อาจจะเกิดเท่านี้ ก็ พอแล้ว แต่ที่แท้มันก็เป็นปฏิจจสมุปบาทอยู่ในตัวอย่างครบ ถ้วน แต่เราไม่รู้จักชื่อของมัน เราไม่ได้เรียนทางจิตวิทยา จนแยกชื่อว่า ส่วนนั้นเรียกว่าอวิชชา ส่วนนั้นเรียกว่า สังขารวิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา เราไม่รู้จัก แยกของมัน แต่ที่จริงมันก็มีอยู่และเป็นไปอยู่ตามพฤตินั้น. เพราะฉะนั้น จะรู้อย่างที่พระเรียนรู้ หรือว่าผู้มี หน้าที่จะต้องเรียนรู้และสอนนั้นก็อย่างหนึ่ง แต่สำหรับ ฆราวาสทั่ว ๆ ไป ก็ไม่จำเป็น เว้นแต่ต้องการเป็นพิเศษ เฉพาะบางคน. ในที่สุดก็มาถึงอุปมาของอริยสัจ ขอให้ทราบไว้ว่า ในพุทธศาสนานี้ชอบอุปมา เป็นวิธีของชาวอินเดียมาแต่ โบราณกาล ท่านไม่ทำอะไรลวก ๆ ท่านทำอะไรระมัดระวัง แวดล้อมไว้ ไม่ให้เข้าใจผิดได้ เพราะฉะนั้นเมื่อได้พูดถึง
น.53 ๔๙ เรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว มักจะพูดถึงอุปมาไว้คู่กันเสมอ เพื่อ ประกันความเข้าใจผิด หรือว่ามันเลื่อยลอยไปทางอื่นได้ เรียกว่าแวดล้อม กันไว้ทุกอย่าง; ดังจะเห็นได้ว่า คำตรัส ในพระบาลีจะเต็มไปด้วยอุปมา วิธีสอนก็ใช้อุปมา. อุปมาสำหรับอริยสัจนี้ ไม่ยากเย็นอะไร พอพูดขึ้น ก็รู้หมด เช่นว่า ความทุกข์ ก็อุปมาเหมือนกับโรค ตัณหา เหตุให้เกิดทุกข์ ก็อุปมาเหมือนสมุฏฐานของโรค นิโรธคือ ความดับทุกข์ ก็อุปมาเหมือนภาวะที่หายโรค มรรคมีองค์ แปดที่เป็นทางดับทุกข์ ก็เปรียบเหมือนวิธีการเยี่ยวยารักษา ให้หายโรคนี่ ก็ช่วยให้เข้าใจความหมายของอริยสัจได้ถนัดขึ้น อีกหน่อยหนึ่ง. ในที่บางแห่งท่านเปรียบว่า ทุกข์ ข้อแรกนั้นเหมือน กับอดข้าวไม่มีข้าวกิน จนเป็นทุกข์เดือดร้อนหรือตายบ้าง และสมุฏฐานของทุกข์ เปรียบเหมือนกับฝนแล้ง เหตุให้ ฝนแล้ง ความดับทุกข์หรือนิโรธก็เปรียบเหมือนกับว่ามีข้าว กิน และวิธีของมัน หรือทางมาของมันก็คือฝนดี อย่างนี้ เป็นต้น. หรือบางทีก็เปรียบว่า ความทุกข์เหมือนกับคน ไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีอาหารจะกิน เหตุให้เกิดทุกข์ก็คือ
น.54 ๕๐ ความขี้เกียจของเขา เมื่อเขามีอะไรกินก็เป็นความผาสุขของ ฉะนั้นการที่ทำงานดี ๆ มันก็เป็นหนทางที่จะให้มีอะไรกิน อย่างนี้เป็นต้น มันจึงเป็นกฎเกณฑ์ที่มีอยู่แม้ในคนขอ ทาน คนกรรมกร หรือคนทุกคนในโลกนี้. ถ้ามองกันในแง่สังคม ความทุกข์ ก็เหมือนความ เดือดร้อนที่เรากำลังได้รับอยู่ในประเทศเรา มูลเหตุของมัน ก็คือความเสื่อมเสียทางศีลธรรม มันจึงเดือดร้อน ถ้ามัน ตรงกันข้ามก็คือ ว่ามีความผาสุข ก็คือมีศีลธรรมดี. ทีนี้เอาเฉพาะคนเข้ามาอีก เฉพาะเป็นคน ๆ ถ้ามี ความร้อนใจเหมือนตกนรกทั้งเป็น นี่คือความทุกข์ และ สมุฏฐานหรือเหตุของความทุกข์นี้ก็คือ การที่หันหลังให้ ธรรมะ เพราะเราหันหลังให้ธรรมะ เราจึงมีความทุกข์ ถ้า เราต้องการจะมีความผาสุข เย็นอกเย็นใจ เราก็ต้องหัน หน้าเข้าไปหาธรรมะ. ถ้าพูดโดยส่วนใหญ่ ว่ามีสงคราม มีภาวะสงคราม เป็นความทุกข์; สมุทัยของมันก็คือความเห็นแก่ตัว ภาวะ
น.55 ๕๑ ตรงกันข้ามก็คือสันติภาพ และทางมาของมันก็คือความไม่ เห็นแก่ตัว. นี่แหละ ท่านสามารถที่จะเอาไปอุปมาด้วยตนเองได้ มากมายหลายร้อยหลายพันอย่าง จนกระทั่งในที่สุดท่านจะ เห็นได้ว่า ไม่มีที่ไหนที่ไม่มีกฎเกณฑ์ของอริยสัจเข้าไปแทรก ไปซึมอยู่ เหมือนกับที่พูดว่า พระเจ้ามีอยู่ในที่ทุกหนทุก แห่ง. แล้วก็ขอให้มองดูในแง่นี้ ว่ากฎธรรมชาติเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับสนิทแห่งทุกข์ เรื่อง ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ นี้มีแทรกซึมอยู่ในที่ทุกหน ทุกแห่ง ทุกหัวระแหงในบรรดาสิ่งที่มีชีวิต ไ ม่ว่าคนว่าสัตว์ ถ้ามีชีวิตมีความคิดนึกแล้ว ย่อมเป็นไปตามกฎนี้ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกคนถือว่ามีมหาวิทยาลัยใน ร่างกาย จงเข้ามหาวิทยาลัยนี้กันทุกคน ด้วยการเป็นลูก ศิษย์ของพระพุทธเจ้าผู้สั่งสอน ในที่สุดเราก็จะมองเห็นได้ ทันทีว่า ธรรมะกำมือเดียวนี้ไม่ใช่เล่นเสียแล้ว ธรรมะ กำมือเดียวนี้ ไม่ใช่ของเล่น ๆ เสียแล้ว เป็นของจำเป็น
น.56 ๕๒ แก่ทุกคนเพื่อให้ได้มาซึ่งบรมธรรม เพื่อให้มนุษย์กล่าวได้ว่า มนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ ไม่เสียทีที่ เป็นมนุษย์เลย แล้วก็พยายามให้เป็นเรื่องของการปฏิบัติให้ ปฏิบัติอยู่เรื่อยไป อย่าให้เป็นเรื่องเพื่อทางปริยัติ หรือทาง หลักวิชามากไป. ยกตัวอย่างอันสุดท้ายเหมือนกับว่า คนจีนไม่มี ปริญญาทางพฤกษศาสตร์ ทางวิทยาศาสตร์ ทางธรณีวิทยา ทางอะไรนี้ เขาก็สามารถทำสวนมะพร้าวมีลูกขายร่ำรวยเร็ว ทันตาเห็น คนที่มีปริญญาทางวิทยาศาสตร์ รู้เรื่องดินเรื่อง แมลงเรื่องหนอน เรื่องพฤกษศาสตร์อันมากมาย แต่ไม่ เคยทำสวนมะพร้าวเลย ก็ต้องไปซื้อของคนจีนกิน. ธรรมะต่าง ๆ ก็มีลักษณะอย่างนี้ ถ้าไปเพ้อใน ส่วนที่เป็นปริยัติจนเป็นส่วนเกินแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะได้รับ ประโยชน์จากธรรมะ ที่เป็นหัวใจแท้ ๆ ของพระพุทธ ศาสนา. ในครั้งพุทธกาล คนแก่ชาวบ้านไม่รู้หนังสือ ตาสี ตาสาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พูดกันไม่กี่คำเป็นพระอรหันต์ ไปก็
น.57 ๕๓ มีและก็มาก คนแก่ที่ไม่รู้หนังสือขนาดชาวบ้านธรรมดานี่ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พูดกันไม่กี่คำเป็นพระอรหันต์ ไปก็มีมาก เพราะว่ามันมีเรื่องจริงอยู่ในใจ ชีวิตร่างกายนี้เป็นมหา วิทยาลัยมองด้านในอยู่เสมอ รู้ว่าจิตใจนี้มันมีพฤติอย่างไร เขาก็ยังขาดอยู่นิดเดียวที่ว่า ไม่มีความรู้เรื่องว่า อย่าปล่อยให้มันยึดมั่นถือมั่น พอรู้เรื่องนี้มันก็สามารถควบคุมความ ยึดมั่นถือมั่น กลายเป็นคนหยุดหรือสงบ เป็นพระอรหันต์ ไปก็มี. อย่างเรื่ององคุลีมาลย์ เป็นโจรร้ายกาจฆ่าคนอยู่ หยก ๆ เลือดยังติดอยู่ที่มือ ที่ดาบ ก็เป็นพระอรหันต์ ได้ เพราะได้ฟังคำว่า " หยุด " คือหยุดเป็นคน หยุดความ ต้องการ หยุดความยึดมั่นถือมั่น ที่เป็นเหตุให้ต้องการ หยุดอย่างนี้ไม่ใช่หยุดทางร่างกาย หยุดความเป็นคน คือ หยุดยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกูว่าของกู นั่นแหละคือหยุด ถ้ายัง มีตัวกูของกูอยู่ มันวิ่งเรื่อย มันวิ่งไปตามความต้องการของ ตัวกูและของกู จึงรู้ได้ว่า ถ้ามีความรู้สึกว่าตัวกูของกูอยู่ ; ยังต้องวิ่งยังต้องการ ด้วยตัณหาอยู่เรื่อย พระองคุลีมาลย์
น.58 ๕๔ ถูกหลอกให้เที่ยวหาอะไรบางอย่าง เพื่อแลกกับสิ่งที่ต้องการ ทีนี้พอรู้ว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะต้องการ หรือเป็นเรื่อง มายา ก็หยุด ก็เป็นพระอรหันต์ ได้. คำว่าหยุดนี้ ไม่ใช่หยุดวิ่ง หรือหยุดฆ่าคน หรือ ว่าหยุดอะไรทำนองนั้น คือมันหยุดมีคน หยุดมีตัวกูของกู ซึ่งเป็นเหตุให้วิ่ง ทีนี้ท่านวิ่งมาจนมากมายแล้ว คือต้อง การ แล้วเที่ยวฆ่าคน เพื่อจะให้ครบตามที่กำหนดกันไว้ว่า จะได้อะไรสักอย่างหนึ่งจากอาจารย์ แต่ในที่สุดท่านหยุด ความอยากที่มาจากความโง่นั้น เสียได้ ก็กลายเป็น พระ อรหันต์. โดยเหตุที่ธรรมะส่วนนี้มันมีอำนาจมาก มันจึง ครอบงำกรรมต่าง ๆ แต่หนหลังได้ เพราะว่ากรรมใหม่ นี้ มันมีอำนาจสูงสุดเหนือกรรมดีกรรมชั่ว เป็นกรรมที่สาม ขึ้นมา ท่านจึงเป็นพระอรหันต์ได้. ขอให้จับใจความส่วนนี้ให้ได้ว่า ถ้าทำถูกวิธี ถ้า เป็นไปถูกวิธี ทำถูกวิธีแล้วไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่เรื่อง เหลือวิสัยเลย ; เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสยืนยันไว้
น.59 ๕๕ ว่า ไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัยเลย ในการรู้อริยสัจนี้ ในที่สุด ก็เป็นอันถือได้ว่า พอแล้ว หรือสมควรแล้ว เหมาะสม แล้ว สำหรับใบไม้กำมือเดียว ถ้าใครเอาไม่ได้ มันก็เป็น ความน่าเวทนาสงสารสำหรับคนนั้นเอง ไม่ใช่เรื่องมากมาย อะไร นี่คือข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องอริยสัจ เท่าที่ ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาควรจะทราบ. อาตมาขอยุติการบรรยาย สำหรับวันนี้เพียงเท่าน ชุดอบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ปี ๒๕๑๑ มี ๑๐ ครั้ง ร้านสุวิชานนท์ ๑๒๒ สามยอด พระนคร ได้จัดพิมพ์ ครบชุด ออกจำหน่าย เล่มละ ๒๐ บาท พิมพ์ที่โรงพิมพ์อักษรสัมพนธ์ ๑๑๗-๑๑๙/๒ ถนนเฟื่องนคร พระนคร โทร. ๒๙๗๓๒ นายประยูร พิศนาคะ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา ๒๕๑๑
Buddhadasa