Buddhadasa.org
หนังสืออุปสรรคของการเข้าถึงธรรม › อ่านฉบับเต็ม

📖 อุปสรรคของการเข้าถึงธรรม

ธรรมบรรยายแก่นิสิตมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ ลานอโศก วัดมหาธาตุฯ พระนคร ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๐ — เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๑๕ · วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๐

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.5 ท่านนิสิตมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยและท่านสาธุชนผู้สน ใจในธรรมทั้งหลาย ผมรู้สึกว่าผิดจากที่ตั้งใจมา, ตรงที่เมื่อได้รับอาราธนา มานั้นคิดว่ามาพูดกันในที่เฉพาะหน้าบรรดานิสิตมหาจุฬาลง กรณ์ราชวิทยาลัย; จึงได้คิดนึกถึงเรื่องที่ควรจะพูดเฉพาะแก่ นิสิตซึ่งเป็นสพรหมจารีย์เป็นส่วนใหญ่. ขัดนี้มากลายเป็นว่า มีท่านสาธุชนที่เป็นคฤหัสถ์มากมาย. ฉะนั้นขอให้ถือว่าเป็น เรื่องที่จะต้องมีอะไรลำบากบ้าง คือว่าจะต้องพูดเพื่อคนสอง ฝ่ายร่วมกันอย่างนี้. ฉะนั้นขอให้เลือกถือเอาประโยชน์,ตาม แต่ที่จะถือเอาได้อย่างไรก็แล้วกัน.

น.6 ในเรื่องที่จะกล่าวนี้ก็เป็นเรื่องที่อาจจะใช้ได้ทั่วไป, เป็น ความรู้ทั่วไปทั้งแก่นิสิตที่เป็นบรรพชิต, และท่านสาธุชนที่ เป็นคฤหัสถ์ทั้งหลาย; และยิ่งกว่านั้นก็เป็นเรื่องที่เนื่องกันกับ การทอดผ้าป่า เลยดูจะเป็นเรื่อง เทศน์อานิสงส์ผ้าป่าไปในตัว ส่วนหนึ่ง; และก็ยังรู้สึกว่า ผมก็ได้มีโอกาสร่วมการกุศลนี้ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่มหาจุฬาลงกรณ์ ราชวิทยาลัยโดยตรง ด้วย. ฉะนั้นการที่ได้ทำอะไรไปที่นี่ ก็เป็นการได้ร่วมการ กุศลผ้าป่าด้วยเรี่ยวด้วยแรง. นอกจากนั้นก็เป็นการพูดเพื่อ ประโยชน์ในหน้าที่การงานในอนาคตของนิสิตทั้งหลายด้วย. สามเรื่องสามความหมายพร้อม ๆ กันไปในตัว. อีกประการหนึ่งถ้าหากว่า จะมีการพูดยาวไปข้างก็ได้ โปรดให้อภัยเพราะว่าเป็นการยากที่จะได้มาพูดอีกก็ได้, เนื่อง จากความแก่ชรา สังขารร่างกายไม่ใคร่จะอำนวย และอีก อย่างหนึ่งก็รู้สึกว่า, มีอะไรที่ควรจะพูดก็ต้องพยายามพูด, ในฐานะที่ว่าเราทุกคนเป็นผู้มีความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้ง คฤหัสถ์และบรรพชิต. คือในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท ไม่ว่า จะเป็นคฤหัสถ์และบรรพชิต เราย่อมมีความรับผิดชอบร่วม ๒

น.7 กัน ในการที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระศาสนาอย่างที่เขา เรียกกันว่าจรรโลงพระพุทธศาสนา. เราจะต้องนึกถึงข้อที่ว่า พระบรมศาสดา ได้ทรงหวัง เป็นอย่างยิ่งว่าพุทธบริษัทสี่ จะช่วยกันสืบอายุพระศาสนา คือหมายความว่าทำให้พระพุทธศาสนายังคงมีอยู่ในโลก เพื่อเป็นประโยชน์แก่ชาวโลกให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้นั่น เอง. เรามีหน้าที่ที่จะต้องทำ พระพุทธศาสนาหรือถ้า จะเรียกสั้น ๆ ก็คือพระธรรม ให้เข้าถึงจิตใจของ มนุษย์ตามลำดับยุค. เรามีหน้าที่ร่วมกันที่จะใช้พระ ธรรมให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์; และพระธรรม นั้นจะต้องถูกใช้ไปในลักษณะที่เป็นประโยชน์ ไม่ถูกใช้ไปใน ลักษณะที่เป็นเครื่องมือสำหรับถกเถียงกัน หรือทะเลาะ วิวาทกัน หรือแตกสามัคคีกัน ด้วยการใช้ธรรมะนั้นเป็น เครื่องมือ. มันก็จะน่าหวัว เหมือนกับว่าธรรมะนี้พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสเปรียบว่าเหมือนกับแพสำหรับข้ามฟาก แต่เราไม่ใช้ แพสำหรับข้ามฟาก เราใช้เพียงเอาไม้ไผ่ลำหนึ่ง ๆ มาประ ๓

น.8 กวดกัน ด้วยความสวยความงามของมัน ความประหลาด ของมัน, และไป ๆ มา ๆ ในที่สุด ใช้ลำไม้ไผ่นั้นฟาดกัน และกันในเมื่อเกิดเผลอขัดใจขึ้นมาอย่างนี้ มันก็เป็นเรื่อง น่าหวัว. ฉะนั้น เราจะต้องนึกถึงในข้อที่ว่า ธรรมะนี้มี ลักษณะเหมือนพ่วงแพ โอลุมปีกสูตรได้มีข้อความกล่าว ไว้อย่างนั้น. เราจึงทำหน้าที่เหมือนกับว่าสร้างเรือสร้าง แพ แล้วช่วยกันให้ได้ข้ามด้วยเรือด้วยแพ จากฟาก แห่งความทุกข์ไปสู่ฟากแห่งความดับทุกข์ ด้วยความรัก เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน. เราจะต้องนึกต่อไปว่า หน้าที่สำหรับมหาจุฬาลงกรณ์ ราชวิทยาลัยโดยเฉพาะนั้น เป็นเหมือนกับค่ายมั่น เป็นที่มั่น สำหรับกิจการอันนี้; เพื่อประโยชน์แก่โลก ในยุคที่โลกกำ ลังมีวิกฤติการณ์. เราไม่ต้องพูดมากในเรื่องวิกฤติการณ์ เพราะเห็น ๆ กันอยู่ว่า โลกกำลังมีวิกฤติการณ์และค่อนข้าง เป็นการถาวร. แทนที่จะมีสันติภาพถาวร กลายเป็นมี วิกฤติการณ์ถาวร. ๔

น.9 นี่พุทธบริษัทก็อยู่ในโลกกับเขาด้วยเหมือนกัน มีหน้า ที่ที่จะต้องช่วยกันคิดแก้ไขเหตุร้ายอันนี้. ที่สถาบันอย่าง มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ก็เป็นที่มั่นอันหนึ่ง เพราะ ฉะนั้น จึงมีหน้าที่ที่จะต้องทำตนเป็นแสงสว่าง เป็น เครื่องอำนวยทุกอย่างทุกประการที่จะให้ โลกนี้ผ่านพ้นวิกฤติ การณ์ถาวรไปได้ตามมากตามน้อย ตามสัดตามส่วน. และน่านึกอย่างยิ่งที่ว่าตรงนี้ได้ทราบว่า เขาเรียกกันว่า “ลานอโศก" เป็นชื่อที่ทั้งเพราะ ทั้งไพเราะ ทั้งมีความ หมาย. คำว่า "อโศก" นี้หมายถึงนิพพาน. เมื่อไม่มีความ โศกจึงหมายถึงนิพพาน, คำว่าอโศก เป็นไวพจน์ของนิพพาน ได้ และยิ่งกว่านั้นก็ยังได้ทราบว่าในวัดมหาธาตุนี้เคยมีวัด ซึ่งเรียกว่าวัดนิพพานารามเล็ก ๆ รวมอยู่ในเขตนี้ด้วย เหมือนกัน. และแม้คำว่า "มหาธาตุ" เอง ก็มีความหมาย พิเศษ ไม่ควรจะเข้าใจไปแต่เพียงว่าเป็นพระสารีริกธาตุ ควรจะถือเอาความหมายของคำ: "ม-หา-ธาตุ" คือธาตุ ที่ใหญ่หลวง ธา-ตุ ธาตุที่ ใหญ่หลวง. ๕

น.10 ธาตุที่ใหญ่หลวง ก็ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า นิพพานธาตุ ฉะนั้น จึงมีเรื่องที่ควรจะคิดนึกกันมาก ในความหมายของ คำว่า "ลาน อโศก" ก็ดี วัด "มหาธาตุ" ก็ดี วัด "นิพพานาราม" ซึ่งรวมอยู่ในวัดนี้ก็ดี ล้วนแต่มีความ หมายลึกซึ้งไพเราะสูงสุด ศักดิ์สิทธิ์ พอที่จะถือเอาเป็น อุดมคติ. นี่แปลว่าเรากำลังนั่งอยู่ในสถานที่หรือพื้นที่ ที่มี ความหมายมาก เราจึงควรจะช่วยกันทุกอย่างทุกประการ ที่จะทำให้ความหมายนี้สมบูรณ์. เช่นอย่างน้อยลานอโศก นี้จะต้องเป็นลานสำหรับอโศก, อย่าให้มีเรื่องโศก, หรือ เรื่องโศกนาฏกรรมหรืออะไรทำนองนั้น มันก็จะกลายเป็น เรื่องที่น่าหวัว ความหมายของคำว่าอโศกหรือนิพพาน, ก็เป็นที่ทราบ กันดีอยู่อย่างนี้. สำหรับใจความของเรื่องที่อยากจะกล่าวก็คือ ข้อเบ็ด เตล็ดต่าง ๆ เท่าที่นึกได้ว่าควรจะนำมากล่าว, แต่ว่าหนัก ไปในทางที่จะใช้ไปในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา: ก็ได้ กล่าวแล้วว่า, เป็นความประสงค์ของมหาจุฬาลงกรณ์ราช ๖

น.11 วิทยาลัย, โดยนิสิตทั้งหลายเป็นผู้ขอร้อง, เราจึงนึกถึง หน้าที่ของนิสิตเหล่านี้กันเป็นพิเศษ. หัวข้อที่จะพูดจึงมีว่า, " ปัญหาสำคัญบางประการเกี่ยวกับการเผยแผ่พระพุทธ ศาสนา" หรือ "อุปสรรคของการเข้าถึงธรรม" อุปสรรค ของการเข้าถึงธรรม จะมีอะไรบ้าง ก็ขอได้โปรดลองฟังดู, เพื่อจะช่วยคิดกันทุกคน, ร่วมมือกันทำ. ปัญหาข้อแรก, ที่เราเผยแผ่ธรรมะหรือพุทธศาสนา กันไม่ค่อยจะเป็นผล; ไม่เป็นผลดีตามที่เราต้องการนั้น ข้อ แรกจะต้องนึกถึงข้อที่ว่า มนุษย์ทุกวันนี้ ไม่นิยมเลื่อนชั้น ให้แก่ตัวเองในทางวิญญาณ. คำว่า "เลื่อนชั้น" หมายถึงอะไรก็พอจะเข้าใจกันได้ แต่คำว่า "ทางวิญญาณ" นี้อาจจะประหลาด, หรือ แปลกหูสำหรับบางท่านก็ได้ มันเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยที่ไม่ทราบว่าจะใช้คำว่าอะไรดี, ที่ต้องใช้คำว่า "ทาง วิญญาณ" นี้: มันหมายความถึงสภาพที่ละเอียดที่ ประณีตที่สูงขึ้นไป: แม้ว่าเราจะมีความสุขกายสุขใจ แต่ เราอาจจะไม่มีความสุขทางวิญญาณก็ได้. ๗

น.12 เหมือนอย่างว่าร่างกายก็สบายดี, จิตใจก็ปรกติดีไม่ ต้องไป โรงพยาบาลที่ปากคลองสาน, มีสุขภาพดีทั้งทางกาย ทางจิตอย่างนี้แล้ว แต่ทางวิญญาณนั้นยังมีปัญหา, คือยัง ต้องร้องไห้ ยังต้องทุกข์ทนหม่นหมองกันอยู่ แม้จะเป็น คนมั่งมี, สบายแข็งแรง, มีอำนาจวาสนา, ก็ยังมีไฟอยู่ หลาย ๆ กองในวันหนึ่ง ๆ ในจิตใจ; นี้เรียกว่าสภาพทาง วิญญาณยังตกต่ำ. คำว่า "วิญญาณ" หมายความว่า อย่างนี้. ในเวลานี้พวกพุทธเราเริ่มจะสนใจคำว่าวิญญาณ หรือทางวิญญาณกันขึ้นบ้างแล้ว. ที่จริงมันก็ไม่ควรที่จะมีคำว่า "วิญญาณ" หรือ "ทางวิญญาณ" นี้ถ้าถือตามบาลีก็มีแต่เรื่องทางกายและ ทางจิต; แต่เดี๋ยวนี้ในภาษาไทยเราเอาคำว่า "ทางจิต" นี้ไปใช้ต่ำเกินไป, เช่นหมายถึงทางจิตที่เนื่องกัน อยู่กับกาย เช่นพูดว่าโรคกาย, โรคจิต. โรคจิตก็กลายเป็นโรคจิตที่ ต้องไปโรงพยาบาลโรคจิตเสีย. แต่ โรคจิต ในภาษาบาลี ในพระคัมภีร์ นั้นหมายถึงโรคทางวิญญาณคือโรคโลภะ โทสะ โมหะ กิเลสที่รบกวนคนให้มีความทุกข์ทน ๘

น.13 หม่นหมองนี้ท่านเรียกว่า "โรคทางจิต" แต่เดี๋ยวนี้เรา เอาคำว่า "โรคทางจิต" ไปใช้เรียกโรคต่ำลงมา. อย่าง ที่ต้องไปที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาอย่างนี้เป็นต้น; มัน ก็ยังเหลือโรคทางวิญญาณอยู่ เราจึงใช้คำว่า "ทาง วิญญาณ" กันเพื่อให้รัดกุม. ฝรั่งเขาใช้คำนี้กันแพร่หลายเช่นว่า “Spiritual Happiness" อย่างนี้หมายความว่าความสุขทางฝ่ายวิญญาณ หมายถึงการได้เข้าถึงพระเป็นเจ้าอย่างนี้เป็นต้น Spiritual Endeavour คือความพากเพียรพยายามทางวิญญาณ, ก็ หมายความว่า ต้องการจะยกวิญญาณของตนให้สูงขึ้นไป ถึงความเป็นอันเดียวกันกับพระเป็นเจ้า. เพราะฉะนั้นคำว่า "ทางวิญญาณ" หรือ Spiritual นั้นแพร่หลายมากในหมู่ ชนเหล่านั้นแม้ที่เป็นคริสเตียน. แต่เราพุทธบริษัทยังพูดถึง กันน้อย, เพราะฉะนั้นอาจจะมีสักวันหนึ่ง ซึ่งเราจะต้องได้ รับความรู้สึกว่ายังด้อย, ยังน้อยหน้า. ลองคิดดูให้ดีจะเห็นได้ว่า การที่เราเป็นมนุษย์กันนี้, ถ้าเป็นมนุษย์กันจริง ๆ นี้ มันเป็นเรื่องทางวิญญาณ; ไม่ ๙

น.14 ใช่เรื่องทางกาย; ไม่ได้เป็นมนุษย์เพราะว่าร่างกายเกิดมา เป็นคน แต่เป็นมนุษย์เพราะมีจิตใจสูง มีวิญญาณสูง คือประกอบไปด้วยธรรม; นั่นแหละจึงจะเรียกว่าเป็น มนุษย์ที่ถูกต้องตามความหมายของคำว่า "มนุษย์" การ เป็นมนุษย์ จึงเป็นตามทางวิญญาณ, ไม่ใช่ทางร่างกาย. เพราะว่าทางร่างกายนี้ใคร ๆ เกิดมาก็เป็นคน, มีรูปร่าง อย่างคนด้วยกันทั้งนั้น, แต่แล้วยังไม่แน่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือ ไม่ เพราะว่าใจยังไม่สูงอย่างนี้เป็นต้น. เราต้องเข้าใจความทุกข์ทางวิญญาณกันให้ดี แล้วเรา ก็จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่าย, และแก้ปัญหาเรื่องนี้ลุล่วงไปได้. คือขอให้ไปนึกถึงข้อที่ว่า คนสบายทางกาย, ร่ำรวยมีชื่อ เสียง, มีอำนาจวาสนา แต่วิญญาณยังเป็นโรค มีความ ทุกข์ทนหม่นหมอง, ต้องทุกข์ต้องโศก ต้องร้องไห้ ต้อง ฆ่าตัวตายก็ยังมี นี่เพราะเป็นโรคทางวิญญาณ. ทีนี้เราก็มาถึงประเด็นที่ว่า มนุษย์ทุกวันนี้ ไม่นิยม เลื่อนชั้นในทางวิญญาณ ก็หมายความว่าเพราะไปหลง ใหลในเรื่องทางวัตถุ เพลิดเพลินในเรื่องทางวัตถุ จนไม่ได้ ๑๐

น.15 สนใจในเรื่องทางวิญญาณเลย ไม่รู้ว่ามีอยู่ ไม่รู้ว่ามีปัญหา ทางนี้อยู่, จึงไม่ได้สนใจที่จะเลื่อนชั้นให้แก่ตัวเองในทาง วิญญาณ. เพื่อความเข้าใจง่ายเกี่ยวกับการเลื่อนชั้นที่ว่านี้ ก็อยาก จะขอให้เราย้อนระลึกไปถึงคำสอน หรือคำแนะนำที่โบราณที่ สุดก่อนสมัยพระพุทธเจ้า กระทั่งในยุคพระพุทธเจ้า และ ใช้ได้แม้กระทั่งบัดนี้ คือข้อความในมนูธรรมศาสตร์ ที่ได้ กล่าวว่าบุคคลมีอยู่ ๔ อาศรมะ อาศรม ที่ ๑ คือ พรหม จารี, อาศรมที่ ๒ คือ คฤหัสถ์, อาศรมที่ ๓ คือ วน ปรัสถ์, อาศรมที่ ๔ คือ สันยาสี. คำว่าอาศรมในที่นี้มิได้หมายความว่ากระต๊อบใบไม้สำ หรับฤาษีองค์หนึ่งอยู่อย่างนั้นไม่ใช่. คำว่าอาศรมในที่นี้มี ความหมายว่า คนอยู่กันมาก ๆ ด้วยความคิด ความนึก และการกระทำที่เหมือน ๆ กัน; อย่างนี้ก็เรียกว่าอาศรม หนึ่ง. คำว่าอาศรม มีความหมายกว้างอย่างนี้ อาศรมที่ ๑ คือ พรหมจารี ก็คือ คนในโลก ใน วัยหนุ่ม ในวัยแรก คือเป็นเด็ก, และเป็นหนุ่มสาว, ยังไม่ ๑๑

น.16 ผ่านการสมรส คนทั้งหมดนี้ก็เรียกว่า "อาศรมพรหมจารี" จะต้องเคร่งครัดในการศึกษา ในการปฏิบัติขนบธรรมเนียม ประเพณีให้ถูกต้องอย่างเคร่งครัดทีเดียว; นี้อาศรมแรก. อาศรมที่ ๒ คือ คฤหัสถ์ ก็หมายถึงแต่งงานแล้ว เป็นพ่อบ้านแม่เรือนแล้ว ประกอบหน้าที่การงานอย่างหนัก อึ้งทีเดียว; นี้ก็มีอยู่อาศรมหนึ่ง. อาศรมที่ ๓ ถัดไปก็เรียกว่า "วนปรัสถ์" คำนี้แปลว่า อยู่ป่า, แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องออกไปอยู่ในป่า, ใน ถ้ำ, ในภูเขาเสมอไป. เมื่ออายุล่วงกาลผ่านวัยมามากจน อายุ ๖๐ ปี ตอนนี้อย่างที่เราเรียกว่าเขตเกษียณนี้ คนเหล่า นี้ก็ออกสู่อาศรมที่ ๓ คือ วนปรัสถ์ หมายความว่าหลีกตัว เองออกมาจากความวุ่นวายอย่างโลก ๆ นั้น มาอยู่ในที่สงบ สงัด มองในด้านใน, แทนที่จะมองในการงานข้างนอก เหมือนแต่ก่อนนั้น, พอกันที ๆ, เรื่องนี้พอกันที. ทีนี้ก็มอง ด้านในให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร, ที่ผ่านมาแล้วจนอายุตั้ง ๖๐ ปีนี้ ชีวิตคืออะไร ? การงานคืออะไร ? เกียรติยศชื่อ เสียงคืออะไร.? อะไรคืออะไรนี้, ทุกอย่างทุกประการ; ๑๒

น.17 เฝ้ามองในด้านในเรื่อยในที่สงบสงัด; ไม่ต้องออกไปอยู่ป่าก็ ได้, ที่กอกล้วย, ที่กอไผ่, มุมบ้าน, มุมบริเวณบ้าน, ตรง ไหนก็ได้, ไปนั่งมองในภายในอย่างนี้ก็เรียกว่า "วนปรัสถ์" ได้เหมือนกัน. แม้จะมีห้องส่วนตัวอยู่ปลีกตัวออกมาบำเพ็ญ ชีวิตเป็นผู้มองในด้านใน; อย่างนี้ก็ยังเรียกว่า "วน ปรัสถ์" ได้. ลองคิดดูว่ามันต่างกันอย่างไร ? เมื่อเป็นคฤหัสถ์นั้นก็ มองด้านนอก, หาเงินหาชื่อเสียง, หาทุกอย่างที่เขาหา ๆ กัน; แต่พอมาถึงตอนนี้มันทำให้รู้สึกว่านั่นไม่เท่าไร, นั่น พอกันที, หรือนั่นไม่น่าอัศจรรย์ อย่างนี้เป็นต้น; จึงได้เริ่ม มองด้านใน, เป็นผู้บำเพ็ญตนเป็นอาศรมที่ ๓ เรียกว่า "วนปรัสถ์." นี้มันสูงกว่ากันอย่างไร, ขอได้เริ่มสังเกต ดูให้ดี ๆ. อาศรมที่ ๔ เรียกว่า สันยาสี คือ ถ้าอยู่ไปอีก, จน อายุ ๘๐-๙๐ ก็สุดแท้, ยังมีชีวิตอยู่, ยังมีสุขภาพดีอยู่ ก็ พอใจที่จะเลื่อนไปอาศรมสุดท้ายคือ สันยาสี (ในกรณี ๑๓

น.18 พิเศษสำหรับคนบางคน อาจจะเลื่อนได้เร็วกว่านี้มาก จนถึง กับเป็นสันยาสีได้ตั้งแต่หนุ่ม ๆ ก็มี โดยเฉพาะคือพวกนัก บวช) การเป็นสันยาสีนั้น คือการทำตนเป็นแสงสว่างแก่ ผู้อื่น. ถ้าเป็นบรรพชิตก็ท่องเที่ยวไปสั่งสอนในหมู่ประชาชน; ถ้าเราเป็นฆราวาสเราก็ยังทำหน้าที่คล้าย ๆ กันได้, โดย ทำตนเป็นผู้ตอบปัญหาแก่คนที่มีปัญหา, ทำตัวเป็นแสงสว่าง แก่ผู้ที่ต้องการแสงสว่าง; จะเป็นคนในครอบครัว เป็นลูก, เป็น หลาน, เป็นเหลนอะไรก็ตาม. คนในอาศรมนี้สามารถให้แสงสว่าง; และเป็น ผู้รู้จริง, เพราะว่าเรียนมาจากชีวิตจริง ๆ ไม่ใช่เรียนมา จากหนังสือ. ฉะนั้น คนในอาศรมนี้จึงสามารถตอบปัญหา ทุกอย่างทุกประการได้อย่างถูกต้อง. ถ้าเรียนมาจากหนังสือ นั้น มันตอบผิดมากกว่าตอบถูก; ถ้าเรียนมาจากชีวิตจริง มันตอบถูกไปทั้งหมด; ฉะนั้น จึงเป็นผู้มีประโยชน์แก่ เพื่อนมนุษย์อย่างสูงสุด ตอบปัญหาทุกอย่างทุกประการที่ เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ได้. ๑๔

น.19 สรุปแล้วสิ่งที่เรียกว่าอาศรมมีอยู่ ๔ อาศรมอย่างนี้. แต่แล้วเดี๋ยวนี้ คนเราไม่ใคร่ซอบเลื่อนชั้นให้แก่ตนเอง ไปตามลำดับอาศรม, อย่างนี้เหมือนกับที่บัณฑิตผู้มีปัญญา ทั้งหลายอย่างพระมนู หรือว่าแม้แต่ต่อมาถึงยุคพระพุทธเจ้า ผู้มีปัญญาทั้งหลายก็ยอมรับหลักการอันนี้ว่า มันเหมาะสม แก่มนุษย์. แต่เราไม่สมัครจะเลื่อนชั้น เพราะว่าสมัยนี้มี ความนิยมทางวัตถุ, มีวัตถุมายึดตัวให้หลงใหลไม่รู้ สร่าง ก็เลยไม่นิยมเลื่อนชั้น. การไม่นิยมเลื่อนชั้นนี่ แหละ ไม่มีความใฝ่ฝันที่ว่ามีชั้นที่ไหนอีกที่จะต้อง เลื่อนนี้ เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งแก่การศึกษาธรรมะ เพราะว่า หู ตา เหล่านี้มันมัวเมาอยู่แต่เรื่องทางวัตถุ. ยิ่งเดี๋ยวนี้เขามีความก้าวหน้าในทางวัตถุอย่างเหลือที่ จะประมาณได้ ดังนั้นอำนาจดึงดูดของวัตถุก็มีมาก, จนคน ไม่เคยคิดนึกถึงการเลื่อนชั้นให้แก่ตัวเองในทางวิญญาณ, มาติดอยู่ที่ความเป็นคฤหัสถ์ แล้วก็หลงใหลในเรื่องของ คฤหัสถ์. จนถอยหลัง จนมีอาการเหมือนกับถอยหลังลงมา ๑๕

น.20 คือจิตหรือวิญญาณไม่สูงขึ้น, เพื่อจะอยู่เหนือวัตถุ. แต่ว่าถอยหลังลงมา ๆ มาอยู่ภายใต้วัตถุมากขึ้น นี้เป็น การถอยหลังอย่างยิ่ง, อย่างน่าอันตราย. เมื่อมีการ ถอยหลัง ไม่ยอมเลื่อนชั้นอย่างนี้, ยากที่จะเข้าใจธรรมะ, เพราะ ธรรมะต้องการบุคคลที่ต้องการจะเลื่อนสูงขึ้นไปตามลำดับ ฉะนั้น ถ้าเราจะเข้าถึงธรรมะเราต้องนึกถึงข้อที่จะเลื่อน ชั้นให้แก่ตัวเองในทางวิญญาณนี้ให้สูงขึ้นไปตามลำดับ. ถ้าเราจะดูในหลักทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ เรา ก็ยังเห็นว่าท่านได้กล่าวภูมิแห่งจิตใจไว้เย็น ๔ ภูมิ คือ กามาวจรภูมิ, รูปาวจรภูมิ, อรูปาวจรภูมิ, และโลกุตตร ภูมิ. นี่ก็แสดงชั้นที่เห็นได้ชัดว่า กามาวจรภูมิ นั้น หลง ใหลในความสุขที่เนื่องด้วยกาม. รูปาวจรภูมิ หลงใหลใน ความสุขที่ไม่เนื่องกับกาม, แต่เนื่องกับรูปที่บริสุทธิ์ ทีนี้สูง ขึ้นไป คือ อรูปาวจรภูมิ ก็หลงใหลในความสุขที่ไม่เนื่อง กับกามและไม่เนื่องกับรูป, แต่เนื่องกับ อรูป คือสิ่งที่ไม่มีรูป, มันจึงละเอียดและปราณิตยิ่งขึ้นไป. จนกระทั่งภูมิสุดท้าย โลกุตตรภูมิ พอใจในความสุขที่เหนือโลกไปทีเดียว . ๑๖

น.21 นี่แหละมันมีอยู่เป็นชั้น ๆ อย่างนี้, แต่แล้วเราก็ไม่สนใจที่ จะเลื่อนชั้นในทางวิญญาณตามแนวนี้ด้วยเหมือนกัน. ปัญหาก็มีอยู่อย่างเดียวกัน, คือว่าหลงใหลในภูมิ กามาวจรภูมินี้เป็นส่วนใหญ่, และยังเข้าใจไปเสียว่าเรื่อง รูปาวจรภูมิ, อรูปาวจรภูมิ เป็นต้นนี้ ต้องรอไว้ต่อ เมื่อตายแล้ว; เมื่อตายเข้าโลงไปแล้ว เกิดชาติหน้าชาติ อื่น ๆ ต่อไปอีก, จึงจะสนใจ; มันก็เลยเลื่อนชั้นขึ้นไป ไม่ได้. ถ้านึกว่ามันเป็นเรื่องทางจิตใจ, เลื่อนได้ทุก โอกาสทุกเวลาแล้ว ก็จะมีผลดีกว่า. ฉะนั้นจึงขอให้มีความนึกคิดในทำนองเดียวกันกับหลัก โบราณที่สุดที่ว่าเมื่ออายุล่วงมา ๆ ก็มีการเลื่อนชั้นในทาง วิญญาณสูงขึ้นไป จงมองดูตามธรรมชาติ มันก็ต้องการ อย่างนั้นอยู่แล้ว. คนจะหลงใหลในความสุขทางกามคุณได้ ก็ชั่วที่ร่างกายมันยังอำนวย พอหลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็น เรื่องอื่น. ดังนั้นเราจึงเห็นคนแก่ไปเล่นนกเขา, ไปเล่น บอน, ไปเล่นโกศลอะไรอย่างนี้, ไม่ได้เกี่ยวกับกามารมณ์ ทางเพศโดยตรง. นี้ก็เป็นเพราะธรรมชาติต้องการ ธรรม ๑๗

น.22 ชาตินั้นเองบีบบังคับให้เป็นไปตามกระแส แต่เราไม่ค่อย สนใจทำให้ดีกว่านั้น, ทำให้ยิ่งกว่านั้น; เราควรจะนึกถึงข้อ นี้กัน เพื่อเลื่อนชั้นให้แก่ตัวเองในทางจิต ทางวิญญาณ. นี่ปัญหาข้อแรกที่ว่า เราเผยแผ่พระพุทธศาสนา กันไม่ใคร่จะสำเร็จในยุคนี้ ก็เพราะว่าประชาชนส่วน ใหญ่ตกจมลงไปในทะเลของวัตถุ ไม่นิยมเลื่อนชั้นให้ แก่ตัวเองในทางวิญญาณ; ตกเป็นทาสของวัตถุมากเกินไป จึงมีราคะจัด, มีโลภะจัด, มีโมหะจัด กลายเป็นเหมือน แมลงที่ชักใยพันตัวเองหนาเช้า ๆ ๆ ทุก ๆ วิถีทาง, ทั้งทาง โลภะ โทสะ โมหะ; ชักใยพันตัวเองจนแสงสว่างส่องไม่ถึง; แสงสว่างแห่งพระธรรมส่องไม่ถึง; แล้วก็ไม่รู้จักว่าตนกำลัง เป็นอย่างนั้น นี้เราเรียกกันใหม่ว่า "ความมืดสีขาว," ขอได้โปรดจำคำว่า "ความมืดสีขาว" ความมืด สีขาว นี้คือมันมองไม่เห็น; ถ้าเห็นมันก็เห็นเป็นสีขาว. แล้วก็ไม่รู้สึกว่ามันมืด; แต่ที่แท้ความมืดสีขาวนี้มันยังยิ่ง กว่าความมืดสีดำ. ขอได้คิดและสังเกตดูให้ดี ค วามเข้าใจ ผิดว่าตัวถูก นั่นแหละคือความมืดสีขาว; คือเห็นเป็นถูก ๑๘

น.23 เสมอไป แล้วก็เลยลุ่มหลง. ถ้าเราจะต้องการความก้าว หน้าในทางธรรมแล้ว ต้องมีการเลื่อนชั้นแก่ตัวเอง เรา ต้องพยายามช่วยกันให้มีการเลื่อนชั้นให้แก่ตัวเอง ให้มี การพัฒนาเลื่อนชั้นตัวเองในทางวิญญาณ. เมื่อเราลองมองดูชาวโลกทั่วไปทั้งโลก ก็จะรู้สึกว่า ยิ่งตกจมอยู่ในทางวัตถุมากขึ้น จนมีแต่การต่อสู้, แข่งขัน, แย่งชิง, แต่เรื่องทางวัตถุ; มีแผนการไกล ระยะยาว หลายสิบปีล่วงหน้า เป็นร้อยปี, พันปี, จะไปโลกพระจันทร์, จะไปโลกไหนก็สุดแท้ นั้นล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้องการทาง วัตถุทั้งนั้น มีแผนการแต่ในเรื่องทางวัตถุทั้งนั้น; มัน จึงยิ่งไกลออกไป ๆ. ในโลกนี้จึงมีแต่การแข่งขันหรือ สงคราม หรืออะไรทำนองนั้น; ซึ่งเรียกกันเมื่อตะกี้นี้ว่า "วิกฤติการณ์ถาวร" คือความยุ่งยากลำบาก ทนทุกข์ ทรมานที่เป็นการถาวร. นี้เป็นข้อแรกที่ว่า มนุษย์ไม่นิยม การเลื่อนชั้นให้แก่ตัวเองเสียแล้ว การเผยแผ่พระพุทธ ศาสนาของเราก็มีอุปสรรค. และเต็มไปด้วยอุปสรรคของ การเข้าถึงธรรม นี้เป็นข้อที่ ๑. ๑๙

น.24 ปัญหาข้อที่ ๒ อยากจะแนะนำเพื่อนสพรหมจารีย์และ นิสิตมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยทั้งหลายนี้ว่า คนเดี๋ยวนี้ มองเห็นไปว่าศาสนาเป็นอุปสรรคแก่การพัฒนา. ความ คิดที่ว่าศาสนาเป็นอุปสรรคแก่การพัฒนานี้เริ่มมีหนาขึ้น ๆ ไม่เหมือนกับสมัยก่อน, ซึ่งเขามีความเข้าใจดีว่า ศาสนานั้นเป็นเครื่องประคับประคองมนุษย์ในการพัฒ นาหรือวิวัฒนาการของมนุษย์. นี้มันกลับตรงกันข้ามอีก เหมือนกัน เขามองศาสนาในฐานะเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และ มิหนำซ้ำยังเป็นอุปสรรคแก่ความเจริญของตัว, แล้วเขาก็ ต้องเกลียดเป็นธรรมดา. เราจะต้องมองจนให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้น มันเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนา; เป็นสิ่งที่จะต้องเคียงคู่ กันไปกับมนุษย์หรือจิตใจของมนุษย์. การพัฒนานี้ต้อง หมายถึงการพัฒนาที่ถูกต้อง. ถ้าเป็นการพัฒนาที่ถูกต้อง พุทธศาสนาไม่เป็นอุปสรรคแก่การพัฒนา. คำว่า "พัฒนา" นี้มันมีความหมายกว้างแปลว่าทำ ให้มากขึ้นแล้วก็เรียกว่าพัฒนาทั้งนั้น. เดี๋ยวนี้เขาพัฒนาไป ๒๐

น.25 ในทางที่จะทำให้เกิดวิกฤติการณ์ถาวร; คือความเจริญทาง วัตถุนี้ทำให้โลกพัฒนาไปในทางมีวิกฤติการณ์ถาวร ไม่ ใช่มีสันติภาพถาวร. เราจะต้องเอาพัฒนาที่ถูกต้อง, ที่เป็น ไปเพื่อสันติภาพอันถาวร. เดี๋ยวนี้มีการพัฒนาไปในทางที่ เป็นวิกฤติการณ์ถาวร จนเกิดปัญหาขึ้นมา ต้องแก้ไขสิ่ง ต่าง ๆ เหล่านี้, ก็เลยเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ, ไม่ได้แก้ที่ ต้นเหตุว่าเพราะขาดธรรมะจึงไม่มีสันติภาพอันถาวร, เพราะ ไปลุ่มหลงทางวัตถุ, จึงเกิดวิกฤติการณ์ถาวร; แล้วไปแก้ที่ ปลายเหตุสักเท่าไร ๆ มันก็ไม่สำเร็จ. เพราะว่าละทิ้งเครื่อง มือที่จะแก้ได้จริง คือศาสนาไปเสีย ไม่ว่าศาสนาไหน. ถ้าเรามีธรรมะมีศาสนา, จะทำให้การงาน หรือการ พัฒนานั้นไม่เป็นทุกข์ นี่ลองคิดดูให้ดี ๆ ว่า; แน่นอน, เราต้องพัฒนา, แต่การพัฒนานี้ถ้าปราศจากหลักธรรมะ หรือศาสนาแล้ว, การพัฒนานั้นจะยุ่งเหยิง และจะเป็น ทุกข์. ฉะนั้นจะต้องมีการพัฒนาที่ถูกต้อง, มีสิ่งที่ควบคุม กันอย่างถูกต้อง และไม่เป็นทุกข์แต่เป็นไปสนุก, และให้การ พัฒนานั้นเป็นการปฏิบัติธรรมไปในตัว. ถ้าผู้ใดประพฤติ ๒๑

น.26 ปฏิบัติในเรื่องนี้ถูกต้องแล้ว, การพัฒนาอะไรก็ตาม จะเป็นการปฏิบัติธรรมะไปในตัว. ถ้าผิดไปจากนี้ การ พัฒนานั้นก็จะเป็นการสร้างวิกฤตการณ์ถาวร, ทำโลกนี้ให้ ยุ่งให้ระส่ำระสาย. เราไม่อาจจะพิสูจน์ด้วยเหตุผล, แต่ว่าเราจะขออ้าง เอาตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าและพระอริยเจ้า: พระพุทธ เจ้าก็ตาม, พระอริยเจ้าก็ตาม, ท่านทำงานมากกว่าเรา. การที่จะคิดว่าผู้ที่หมดกิเลสแล้วจะไม่ทำงานนี้ ไม่มีหลัก ฐานที่ตรงไหน. พระพุทธเจ้าและพระอริยเจ้าท่านทำงาน มากกว่าพวกเรา, เสียสละมากกว่าพวกเรา, เหน็ดเหนื่อย มากกว่าพวกเรา, และงานนั้นของท่านก็เพื่อช่วยคนอื่น สำหรับพวกเราที่ยังรักกิเลสนี้, ทำแต่เพื่อตัวเอง, แม้ จะเป็นการเหน็ดเหนื่อยก็เป็นการเหน็ดเหนื่อยเพื่อตัวเอง; แล้วก็ทำแต่เท่าที่จำเป็น คือว่าเราอยากจะได้อะไรแล้วเราก็ ทำสิ่งนั้น, ไม่ได้ทำเพื่อผู้อื่นเลย. ดังนั้นการพัฒนาชนิด นั้นก็เป็นการพัฒนาไปในทางสร้างวิกฤตการณ์ถาวร. ๒๒

น.27 เราจะต้องพิจารณาจนให้เข้าใจให้ดีว่า ผู้ที่ไม่เห็นแก่ ตัว ๆ นั่นแหละกลับทำงานได้มาก. ฟังดูแล้วมันคล้ายจะ ขัดกันว่าไม่เห็นแก่ตัว, ไม่รักตัวแล้วจะไปทำงานทำไม. นี้มันก็พิสูจน์ยากอย่างที่ว่า ได้แต่อ้างว่าพระอริยเจ้าหรือ พระอรหันต์พระพุทธเจ้าท่านก็ทำงานมากกว่าใคร ๆ อัน นี้พุทธบริษัทเรายอมรับ. ที่นี้เมื่อเรามองเห็นและยอมรับ อย่างนี้อยู่แล้ว ก็น่าจะเป็นเหตุผลหรือ เป็นหลักฐานที่ เพียงพอด้วยเหมือนกัน. ถ้าจะพิสูจน์กันในทางจิตใจ เกี่ยว กับหลักธรรมแล้ว มันกินเวลามาก กลัวว่าหลายชั่วโมงก็ จะไม่พอ. เมื่อจะพิสูจน์ทางหลักจิตวิทยาไม่ได้, ก็ขออ้าง หลักฐานอย่างว่าให้ดูพระพุทธเจ้า, ดูพระอริยสาวกทั้งหลาย ที่ท่านทำงานมากกว่าพวกเรา. เรื่องที่ไปกลัวกันว่าศาสนาทำให้หมดกิเลส; หมด กิเลสแล้วไม่ทำการพัฒนาอย่างนี้ไม่จริง. แต่ว่าเราไม่มี เวลาที่จะพิสูจน์ เพราะต้องการเวลา หลายชั่วโมง จึง ฝากไว้ก่อนว่าขอให้นำไปคิดดู, โดยเพ่งเล็งพระพุทธเจ้าและ พระอรหันต์ทั้งหลายที่ท่านทำงานมากกว่าพวกเรา. ถ้ามีจิต ๒๓

น.28 ว่างตามหลักพระพุทธศาสนา ยิ่งทำงานได้มากและ สนุก. นี้อีกประเด็นหนึ่ง, ซึ่งประเดี๋ยวจึงจะพูด; ในที่นี้ เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตไว้ ให้เห็นว่า ถ้ามีจิตอย่างพุทธบริษัท แท้, จะทำงานได้มาก, จะพัฒนาได้มาก, และด้วย ความสนุกสนานที่เดียว. คนที่ไม่ยอมเชื่ออย่างนี้ก็เพราะ เขายังไม่เคยมีจิตที่ว่างอย่างนั้น, จึงเข้าใจไม่ได้. ฉะนั้นเราจึงควรจะเข้าใจว่า พระอริยบุคคลนั้น คือผล ของการพัฒนา ยอดสุดของการพัฒนาคน อยู่ที่ความ เป็นพระอริยบุคคล. ไม่มีการพัฒนาไหนที่จะดีไปกว่านี้ หรือนอกเหนือไปกว่านี้ได้. การพัฒนาคนจะต้องไปสูงสุด อยู่ที่ความเป็นพระอริยบุคคล; ฉะนั้น ความเป็นพระอริย บุคคลจะเป็นข้าศึกแก่การพัฒนาไปไม่ได้, เพราะเป็น วัตถุประสงค์ เป็นที่มุ่งหมาย ของการที่มนุษย์จะพัฒนา ตัวเองในลักษณะที่ถูกต้อง, และควรจะพัฒนา. นี่แหละศาสนาไม่เป็นอุปสรรคแก่การพัฒนาเลย, ขอ ให้ไปมองกันเสียใหม่. แต่เดี๋ยวนี้คนเสียอีกไปทำแก่พระ ศาสนาอย่างไม่น่าทำ; คนที่มีความเห็นอย่างนั้น ซึ่งมี ๒๔

น.29 ความลำเอียงต่อพระศาสนาแล้ว ยังกระทำอะไรบางอย่าง แก่พระศาสนาในลักษณะที่ไม่น่าจะทำ, กล่าวคือใช้พระ ศาสนานั้นเป็นเพียงเครื่องประดับเกียรติของตัว หรือเป็น สะพานอาชีพ ทำให้ศาสนาถูกสบประมาทลดค่าลงมา ถ้าศาสนาเป็นเพียงเครื่องประดับเกียรติของใครไปเสีย แล้ว, ศาสนาก็ถูกลดค่าลงมา. เราจะเห็นได้ว่าพิธีทางศาสนาที่ประกอบกระทำกันอยู่ โดยมากนั้นเป็นเพียงพิธีรีตอง, และเป็นเพียงเพื่อประดับ เกียรติของงานเท่านั้น; นี่พูดกันตรงๆ ในระหว่างพวกเรา ที่เป็นพุทธบริษัทว่า พิธีทางศาสนาต่าง ๆ ที่กระทำกันอยู่ นั้น มักจะเป็นเพียงพิธีรีตอง; และเพียงเพื่อประดับ เกียรติของงานหรือของเจ้าของงานเท่านั้น; ไม่ได้เอา พระศาสนาไปตั้งไว้ในฐานะเป็นที่เคารพสูงสุด และ พยายามกระทำให้ถูกวัตถุประสงค์ของศาสนา; หากแต่เอา ศาสนาไปเป็นเพียงพิธีรีตองประดับเกียรติของงาน, หรือของ เจ้าของงานไปเสีย นี่แหละแล้วมาโทษว่าศาสนาเป็นอุป ๒๕

น.30 สรรคแก่การพัฒนา; มันก็เป็นสิ่งที่น่าหัวเราะ, เพราะ ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ศาสนาเลย. อีกทางหนึ่งก็ใช้ศาสนาเป็นเพียงสะพานอาชีพ อาชีพ นี้หมายถึงเรื่องวัตถุ เรื่องโลก เขาต้องการประโยชน์ ทางวัตถุ ทางโลก, แต่แล้วเขากลับเอาศาสนาเป็น สะพานอาชีพชนิดนั้น. ทั้ง ๆ ที่ว่าศาสนานั้นมันอยู่อีกฝ่าย หนึ่งเป็นเรื่องทางจิตใจ เป็นเรื่องทางฝ่ายนามธรรม ทาง ฝ่ายวิญญาณ ให้มนุษย์มีความเจริญควบคู่กันไปกับทางร่าง กาย เพื่อว่าจะได้ควบคุมร่างกายให้เป็นไปถูกทาง. เดี๋ยวนี้ กลับเอาพระศาสนานั้น มาเป็นเครื่องมือสำหรับหาประโยชน์ ทางกายหรือทางวัตถุเสีย; มันก็เลยล้มละลายไม่มีอะไร เหลือ. นี้เรียกว่า ศาสนาถูกใช้เป็นเครื่องประดับเกียรติไป เสีย; คือมันถูกลดราคา, ลดค่าลงไปเท่าไร ก็ขอให้เรา ลองนึกดู. เพราะฉะนั้นไม่ควรจะมาพูดว่า, ศาสนาเป็นอุปสรรค แก่การพัฒนา; เพราะมนุษย์นั้นเองได้ทำให้เสียไปเสียใน ลักษณะเช่นนี้. เราลองคิดดูเถิดไม่ว่าศาสนาไหนทั่วโลก, ๒๖

น.31 ลองพิจารณาดูจะเห็นได้ว่า, ศาสนาเหลือแต่พิธีรีตอง, เป็นเพียงเล่นตลกกับศาสนาเท่านั้นเอง. ทางการเมือง ก็ดี, ทางการทหารก็ดี, มีพิธีรีตองที่เกี่ยวกับศาสนา, แล้ว ก็เป็นเพียงเล่นตลก; ไม่ได้ทำด้วยใจจริง. แม้ปากจะอ้อน วอนพระเจ้า, หรือว่าจะทำการสวดมนต์ หรือพรมน้ำมนต์ หรืออะไร ซึ่งเป็นเรื่องทางศาสนา ก็เป็นเพียงแต่พิธีรีตอง, และเป็นเรื่องเล่นตลกต่อศาสนา. ไม่ได้ทำอะไรให้ตรงตาม หลักเกณฑ์ของพระศาสนาเลย. เพราะฉะนั้นเราจะมองเห็นได้ว่า, ความเข้าใจผิดว่า ศาสนาเป็นอุปสรรคแก่การพัฒนานี้ เป็นสิ่งที่ร้ายกาจ อย่างยิ่ง, ที่ทำให้เกิดอุปสรรคขัดขวางในการเผยแผ่ พุทธศาสนา; เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงธรรม และ พร้อมกันนั้นก็เป็นการริดรอนพระศาสนาไปในตัว , ขอ ให้พวกเรานักศึกษามหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยนี้, นิกดู เพราะว่าเราเรียน, เราพยายาม, เราต่อสู้ทั้งหมดนี้, เพื่อ ความเจริญของพระพุทธศาสนา; แล้วเราก็จะต้องทำให้ถูก, แล้วเราก็ไม่เป็นผู้ที่ว่าเอาศาสนาไปเป็นเครื่องมือแสวงหา ๒๗

น.32 กอบโกยวัตถุไป เหมือนกับที่เขาทำกัน โดยมาก. ไหน ๆ ก็พูดมาถึงตอนนี้แล้ว, ก็อยากจะกล่าวถึง ประเด็นที่ ๓ ปัญหาข้อที่ ๓ ก็คือว่า ส่วนที่เกี่ยวกับลัทธิคอม มิวนิสม์. ในที่นี้เราไม่ได้พูดกันในแง่การเมือง แต่เราพูด กันในแง่ที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับพุทธศาสนา: ถ้าเข้าใจเรื่อง นี้ผิด, ก็เข้าใจเรื่องศาสนาผิด; แล้วก็เกิดการสับสน วุ่นวาย, เกิดความเสียหายขึ้นเพราะความเข้าใจข้อนี้ผิด สิ่งที่เรียกว่าคอมมิวนิสม์นั้น, เถียงกันมากเป็น ๒ ประเด็น คือพวกหนึ่งถือว่าเหมือนกับพุทธศาสนา, มีบางพวก และมีมากขึ้น ๆ, ที่พยายามจะอธิบายว่า คอมมิวนิสม์นั้นมี หลักเกณฑ์เหมือนกับพระพุทธศาสนา, แล้วก็เลยถือโอกาส ผสมโรง, ผสมรอย กลืนพุทธศาสนาไปในตัว. เราจะต้องมีความเข้าใจให้ถูกต้องว่ามันไม่ใช่สิ่งเดียว กัน. คือเราอาจจะพูดได้ว่า "คอมมิวนิสม์" นี้จะเกิดก็ ต่อเมื่อศาสนาหมดกำลัง เมื่อศาสนาหมดกำลัง ศาสนา เหลือแต่ซาก, นอนแบบอยู่. อย่างนี้เรียกว่าหมดกำลัง, ๒๘

น.33 หมดกำลังที่จะต่อสู้ แต่ไม่ใช่ตาย. ศาสนาหมดกำลัง เมื่อไร, ลัทธิประเภทคอมมิวนิสม์เป็นต้นนี้ จะต้องโผล่ขึ้นมา. เราเห็นกันได้ง่ายๆ ที่สุดว่า เมื่อใดศาสนาหมดกำลัง ไม่มีอิทธิพลเหนือจิตใจของมนุษย์แล้ว, เมื่อนั้นมนุษย์ ก็จะต้องเป็นคนเห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัวเองจนไม่เห็น แก่หน้าผู้ใด ที่นี้คนที่ได้รับความกดขี่ข่มเหงก็ต่อสู้ขึ้นมา, เรียกว่าคนยากจนต่อสู้คนมั่งมีที่เห็นแก่ตัว ขึ้นมาในโลก นี้มันไม่ใช่เป็นสิ่งเดียวกันกับพุทธศาสนา. มันเป็นเพราะ การขาดพระพุทธศาสนา. ถ้าหากว่าคนยังเมตตา, ปราณีแก่กันและกัน, เหมือน กับว่าเป็นแม่เป็นลูก, เป็นพ่อเป็นลูกแก่กันและกันอยู่แล้ว, สิ่งที่เราเรียกว่าคอมมิวนิสม์จะเกิดขึ้นมาในโลกไม่ได้. "นี่ แหละเราจึงถือว่าคอมมิวนิสต์เกิดเมื่อศาสนาหมดกำลัง จน ทำให้คนมีความเห็นแก่ตัวจัด อย่างนี้เป็นต้น. หรือว่า เมื่อศาสนาหมดกำลัง คือไม่มีหลักพระ ศาสนาที่ถูกต้องแล้ว, คนก็มีความเชื่อในเรื่องกรรมนี้ ๒๙

น.34 ผิดพลาดไป ไม่ได้เชื่อว่าคนเรามีกรรมต่างๆ กัน; เพราะ ฉะนั้นเราต้องเป็นไปต่าง ๆ กัน เป็นอยู่ต่าง ๆ กัน; จะ เหมือนกันไม่ได้ นี่เขาไม่เข้าใจในเรื่องกรรมที่ถูกต้อง. เขาจะเอาให้เหมือนกัน, ใครมีอะไรก็จะต้องมีเหมือนกันหมด; ถ้ายังมีไม่ได้ก็ต้องเอามาเฉลี่ยกัน, ต้องบังคับให้เอามาแบ่ง มาแจกกัน. อย่างนี้ ลัทธิคอมมิวนิสม์จึงเกิดขึ้นเมื่อคน เข้าใจผิดในเรื่องกรรม. เมื่อพระศาสนาหมดกำลังลงไป ไม่ได้สอนเรื่องกรรมอย่างถูกต้อง, เมื่อไม่มีความรู้ความ เข้าใจอย่างถูกต้องในเรื่องกรรม สิทธิที่จะแย่งชิงให้เสมอ ภาคกันก็เกิดขึ้นอย่างนี้เป็นต้น. เมื่อใดถ้าคนเห็นเรื่องทางจิตใจสำคัญน้อยกว่าเรื่อง ทางกาย, เมื่อนั้นลัทธิอย่างคอมมิวนิสม์ก็จะเกิดขึ้น. ถ้าศาสนายังมีชีวิตอยู่, ยังมีการสอนที่ถูกต้องอยู่; คน จะรู้สึกว่าเรื่องทางจิตใจสำคัญกว่าเรื่องทางร่างกาย เพราะ เรื่องทางจิตใจนี้เป็นรากฐานของเรื่องทางร่างกาย. พอเข้า ใจผิด มันก็กลับตรงกันข้าม, เห็นเรื่องทางร่างกายนี้สำคัญ ๓๐

น.35 กว่าจิตใจ; ให้ร่างกายหรือวัตถุนี้เป็นรากฐานที่ตั้งของจิตใจ ไปเสีย; อย่างนี้มันก็จะต้องกลับตรงกันข้ามไปหมด. ถ้าเรายังเห็นว่าเรื่องจิตใจเป็นรากฐานของเรื่อง ทางร่างกายแล้ว มันก็ยังถูกต้องอยู่. แต่พอกลับไปหลง ไหลในทางวัตถุ, หลงใหลในรสอร่อยของวัตถุ เห็นเรื่องทาง ร่างกายสำคัญกว่าแล้ว; ศาสนาก็แทบจะไม่มีแผ่นดินจะ อาศัย; ลัทธิที่สอนว่าวัตถุสำคัญกว่าจิตก็เกิดขึ้นมา. นี่ขออภัยที่จะกล่าววิงวอนเพื่อฝากข้อสังเกตไว้สักอย่าง หนึ่งว่า, เราคนไทยในประเทศไทย, ในพระนครนี้, บางที ก็พูดว่าสุขภาพทางกายสำคัญกว่าสุขภาพทางใจ; ให้มีกิน มีใช้, ให้อิ่มหนำสำราญ, มีสุขภาพทางกายดีเสียก่อนแล้ว จึงค่อยสนใจเรื่องทางจิตใจ, ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ก็ขอได้โปรด คิดนึกดูใหม่, ระวังให้ดี. เพราะว่าหลักพระพุทธศาสนา ไม่มีอย่างนั้น. สุขภาพทางใจ, คือใจที่ดี, ที่มีสัมมาทิฏฐิ, มีความคิด ถูกต้อง, มีความเข้าใจถูกต้อง นั้นเป็นรากฐานที่จะให้เกิด ๓๑

น.36 การกระทำที่ถูกต้อง; การกระทำ ทางกาย, ทางวาจา, ทางวัตถุ, ภายนอกที่ถูกต้อง ความถูกต้องมันมีเพราะ มีความถูกต้องภายใน, คือทางจิตใจ. ระวังให้ดีถ้าจะพูดว่า สุขภาพทางกายเป็นรากฐาน ของสุขภาพทางจิตนี, ระวัง ! จะนำมาซึ่งลัทธิวัตถุนิยม, และผิดหลักพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง แท้จริงนั้นมัน ต้องถูกมาจากข้างใน, แล้วข้างนอกมันจึงจะถูก. ถ้าไป หลงข้างนอกจนไม่นึกถึงข้างในก็จะเตลิดเปิดเปิงไป ไม่มีวัน ที่จะถูกเข้าไปถึงข้างใน, คือทางจิตใจหรือทางวิญญาณ. นี่ก็เป็นเรื่องที่ศาสนาหมดกำลังลงทุกที ๆ เพราะว่าคนเรา เห็นเรื่องทางวัตถุสำคัญกว่าเรื่องทางจิตใจ. ขอถือโอกาสกล่าวถึงสาเหตุอีกอันหนึ่งที่ ศาสนา หมดกำลังลงทุกที เพราะว่าคนเรามีการเกลียดชังกัน ในระหว่างศาสนา. เดี๋ยวนี้อยากจะบอกกล่าวขึ้นว่าน่า อันตรายอย่างยิ่งที่ศาสนาแต่ละศาสนาในโลกนี้ มองดูกัน ด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร. เรื่องนี้ที่จริงไม่ใช่ความประสงค์ ๓๒

น.37 ของธรรมชาติ, ไม่ใช่ความประสงค์ของพระเป็นเจ้าหรือของ ศาสนาไหน; แต่มันเป็นความเข้าใจผิดของคน ของคน ในโลกนั้นเอง, ที่ทำให้มองดูศาสนาอื่นเป็นศัตรูแก่ตัวเอง หรือศาสนาของตัวเอง. นี้ผมขอฝากความคิดอันนี้ไว้แก่ เพื่อนสพรหมจารีนิสิตมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย โดย เฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนสพรหมจารีทั้งหมดนี้ว่า ระวังให้ดี. การมองเห็นศาสนาอื่นเป็นศัตรูกันนั้น, เป็นความโง่ เขลาที่สุด; เป็นความเข้าใจผิดที่สุด; และเป็น อันตรายแก่มนุษย์ที่สุด. เราต้องมีความเข้าใจให้ถูกต้องว่าไม่มีศาสนาไหนที่มี อะไรจะต้องเป็นศัตรูแก่กัน. ควรมองดูในข้อแรก, คือ มองดูให้ถึงหัวใจของสิ่งที่เรียกว่าศาสนาแล้ว, จะรู้สึก ว่าเหมือนกัน คือทุกศาสนาต้องการจะกำจัดความรู้สึก ที่ว่ามีตัวกูของกูด้วยกันทั้งนั้น นั้นแหละคือเนื้อแท้ของ ศาสนา. เพื่อกันลืมก็อยากจะเปรียบเทียบให้ฟังเหมือนกับน้ำ คือ ๓๓

น.38 พร้อมกันทั้งโลก, แล้วโลกนี้ก็จะไม่มีศาสนา, แล้วลัทธิ ที่ตรงกันข้ามก็จะเจริญรุ่งเรือง, เฟื่องฟูขึ้นมาทันที, และ มนุษย์ก็หมดความเป็นมนุษย์; มันก็สูญ เป็นความเสีย หายล้มละลายของมนุษย์; ไม่มีอะไรที่จะน่าเศร้ายิ่งไปกว่านี้ นี้เรียกว่าลัทธิคอมมิวนิสม์นี้จะเกิดขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อศาสนา ถอยกำลัง, หรือหมดกำลังลง นอนแบบอยู่, ไม่มีกำลัง. ข้อที่จะดูกันต่อไป ก็ว่าเรานี้กำลังทำผิด ๆ ในการที่จะใช้ พุทธศาสนาเป็นเครื่องต่อต้านสิ่งเหล่านี้. พุทธศาสนา ในส่วนที่จะสามารถต่อต้านคอมมิวนิสม์ นี้เรากลับไม่ เอามาใช้; แล้วเราไปเอาพุทธศาสนาพิธีรีตองผิด ๆ, ที่ทำให้คอมมิวนิสต์หัวเราะเยาะได้นั้นมาใช้ นี่ลองคิดดู. พุทธศาสนาเนื้อแท้ที่สามารถต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสม์นี้, เราไม่เอามาใช้; และแถมไม่เอามาพูดกันด้วยซ้ำไป. แล้ว ไปเอาพิธีรีตองเปลือกนอกกระพี้ซึ่งไม่ใช่พุทธศาสนาแต่ก็ เรียกว่าพุทธศาสนา ที่ทำให้คอมมิวนิสต์หัวเราะเยาะนั้น มาใช้ อย่างนี้, แล้วมันจะได้ผลอะไร. นำมาใช้แต่ส่วนที่ ๓๖

น.39 ให้เขาหัวเราะเยาะได้. นี่มันก็อยู่ในสภาพที่ใคร ๆ ต้องพูด ว่า หมด ๆ ๆ ๆ ฉิบหายหมด, แย่แล้ว! ที่ว่าพุทธศาสนาในลักษณะที่เป็นพิธีรีตอง ที่ทำให้ เขาหัวเราะได้นั้นหมายถึงอะไรบ้าง ? ผมคิดว่าคงจะเข้าใจ กันดีอยู่แล้ว, เกือบจะไม่ต้องอธิบายอะไรมากนักก็ได้. เช่น ที่เรียกว่า, ทำบุญสุนทาน ๆ นี้ ถ้ามันเป็นการทำบุญ สุนทานจริง มันก็ไม่น่าหัวเราะเยาะ, แต่ถ้ามันเป็น การค้ากำไรเกินควรแล้ว, มันก็น่าหัวเราะเยาะ: การทำบุญสุนทานกลายเป็นการค้ากำไรเกินควร : เช่น ว่าลงทุนทำบุญไปสักบาทหนึ่ง แล้วก็อ้อนวอนแล้วอ้อนวอน อีก, ยกมือท่วมหัวขอให้ได้วิมานสักหลังหนึ่ง สองหลัง, สามหลัง, ให้เกิดสวย, เกิดรวย, อะไรต่าง ๆ; แล้วลง ทุนไปบาทเดียว; มันไม่มีการค้ากำไรเกินควรที่ไหนที่จะ มากเหมือนเท่านี้แล้วในโลกนี้. ถ้านำพระพุทธศาสนา อย่างนี้ไปต่อต้านใครเข้ามันก็เป็นเรื่องที่ทำให้เขาหัวเราะ เยาะมากกว่า, มันไม่ใช่ตัวพระพุทธศาสนาเลย. ๓๗

น.40 ของพุทธบริษัทนี้กำลังขวนขวาย, กำลังพยายามแต่ในเรื่อง ที่ไม่ใช่หัวใจของพุทธศาสนามากกว่า, เป็นเรื่องเกียรติบ้าง, เป็นเรื่องพิธีรีตองบ้าง, เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองบ้าง; เป็น เรื่องเกี่ยวกับหาประโยชน์ใส่ตัวบ้าง. ดังนี้มันไม่ใช่หัวใจของ พุทธศาสนา. และยิ่งกว่านั้นยังมีการทำให้เปลืองเงินอีกมาก, แล้ว เรื่องก็ได้นิดเดียว. เสียเงินไปประชุมกันมาก, แล้วเรื่องได้ นิดเดียว. เรื่องนั้นก็ปรากฏว่าไม่ลึกลับอะไร เพียงแต่ ถกกันให้หมดเวลา เสร็จแล้วก็เก็บเงียบ แล้วก็เลิกกัน, แล้ว ค่อยประชุมถกเถียงกันใหม่. ในแง่ธรรมะก็มี, ในแง่การ ปฏิบัติก็มี, ในแง่การดำเนินการงานอะไรก็มี, เราใช้เงิน มาก ๆ ใช้เวลามาก ๆ แล้วไม่มีอะไรที่เป็นหัวใจของพระ พุทธศาสนา. ความผิดทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องให้คอมมิวนิสต์ หัวเราะเยาะ, เมื่อเรานำไปใช้หรือว่ายืนยันว่าจะเป็นเรื่อง ต่อต้านคอมมิวนิสต์แล้ว มันเป็นเรื่องที่ทำให้ถูกหัวเราะเยาะ; ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเป็นผลดี อะไรแม้แต่ สักนิดเดียว. ๔๐

น.41 นี้เป็นอันว่าเราได้มองดูกัน ในแง่ที่เกี่ยวกับคอมมิวนิสม์, ว่าเรากำลังคิดผิด, คิดถูกอย่างไร. เรากำลังทำไปในทางที่ เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ในโลกอย่างไร. สำหรับข้อที่จะมีใครเข้าใจหรืออธิบายกันอยู่แม้ที่เมือง นอก ว่าพุทธศาสนากับคอมมิวนิสม์มีหลักเกณฑ์อันเดียว กันนั้น, เป็นอันว่าขอให้เข้าใจให้ถูกต้องกันเสียที, คอมมิว นิสม์กับพระพุทธศาสนา เป็นอันเดียวกันไม่ได้ มีประเด็น ใหญ่ ๆ ที่ควรกำหนดจดจำก็คือว่า หลักพระพุทธศาสนา นั้น ไม่สอนให้ยึดครองสิ่งใดโดยความเป็นของตัว. เกี่ยวกับแง่นี้มีคนเขียนอธิบายกันเป็นหนังสือหลาย เล่มที่ต่างประเทศว่าหลักพระพุทธศาสนาก็ว่าไม่ให้มีอะไร เป็นของตัว, ให้เป็นของสงฆ์ร่วมกัน, มีสิทธิ์ส่วนเท่ากัน, และหลักคอมมิวนิสม์ก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นคอมมิวนิสม์ กับพุทธศาสนาเป็นอันเดียวกัน อย่างนี้เขาเขียน. แต่เราต้องรู้ว่ามันเป็นเรื่องตู่กันซึ่งหน้า หลักของพระ พุทธเจ้า—พระพุทธศาสนานั้นไม่สอนให้ยึดครองอะไรเป็น ๔๑

น.42 ที่นี้มีคนบางคนคิดว่า คำสอนในพระพุทธศาสนาที่ เกี่ยวกับ "จิตว่าง" นี้, จะเป็นเหตุชักนำมาซึ่งคอมมิวนิสต์. ลัทธิสอนเรื่องจิตว่าง นี้จะเป็นช่องทางซักนำมาซึ่งความเป็น คอมมิวนิสต์นี้เป็นคำพูดที่เด็กอมมือก็พอจะมองเห็นได้ว่า การเป็นคอมมิวนิสต์นั้นเกิดจากจิตไม่ว่าง; นี่ ! ฟังดูให้ ดีว่า การเป็นคอมมิวนิสต์นั้นมันเกิดจากการที่จิตไม่ว่าง มันต้องการจะมีอะไรยึดครองเป็นตัวกูเป็นของกู, ฉะนั้นจิตว่างจึงไม่ใช่ช่องทางที่จะทำให้เกิดลัทธิคอม มิวนิสม์; เพราะว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ เกิดมาจากจิตวุ่น ไม่ว่าง; มันจิตวุ่นจนเดือดจัด, จนยอมทนนิ่งอยู่ไม่ได้, จนทนอยู่ไม่ได้. และ คอมมิวนิสต์นั้นจะไม่กลัวอะไรเลย, แ ต่จะ กลัวจิตว่างที่ถูกต้องตามแบบของพระพุทธศาสนา, ไม่ ใช่จิตว่างแบบอันธพาล. จิตว่างที่ถูกต้องตามแบบของ พระพุทธศาสนา คือสิ่งที่ลัทธิคอมมิวนิสต์กลัวที่สุด เพราะ ว่าถ้ามีจิตชนิดนี้แล้ว, มันไม่คิดที่จะยื้อแย่งอะไร; ลัทธิ คอมมิวนิสม์ก็สูญไปได้ในพริบตาเดียว. ๔๔

น.43 เราจะต้องถือว่า เรื่องสุญญตา , ซึ่ง เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนานั่นแหละ, คือสิ่งที่จะ ป้องกันคอมมิวนิสต์อย่างเด็ดขาด, และจะแก้สิ่งที่เรียก ว่าคอมมิวนิสม์อย่างเด็ดขาด, ให้สะอาดไปจากจิตใจของ พุทธบริษัท; ธรรมะข้ออื่นไม่มี, มีแต่ธรรมะเรื่องสุญญตาที่ เป็นหัวใจของพุทธศาสนาเท่านั้น, ที่จะทั้งป้องกันและ แก้ไข ต้านลัทธิที่เป็นภัยแก่จิตใจของพุทธบริษัทได้. ฉะนั้น เราควรจะพิจารณาถึงเรื่องนี้กัน ให้พอสมควร เรื่องที่ เกี่ยวกับจิตว่างอย่างไรนี้, เป็นเรื่องใหญ่มาก, สมกับที่เป็นเรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนา แต่เราก็ เอาใจใส่กันน้อย, ไม่สมกับที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เลย. ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมต้องการจะเผยแพร่และ อยากจะขอร้องและวิงวอนเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายทั้งปวง, ภิกษุ สามเณรทั้งปวง ให้ช่วยศึกษาให้เข้าใจและเผยแพร่ เพราะว่ามันเป็นเรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนา. พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงคำว่า "ตถาคตภาษิตา," แล้วก็ยกสุญญตาเป็นหลักทั้งนั้น; ซึ่งทำให้กล่าวได้ว่า, ถ้า ๔๕

น.44 ต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา. ทีนี้พอคนได้ยินคำว่าความว่าง, ก็หมายถึงความที่ ไม่มีอะไรเลย ๆ, เลยกลัวก็มี เลยไม่กล้าแตะต้อง, เพราะ กลัวว่าจะสูญหมดไม่ได้อะไรเลย. นี้มันเป็นโชคร้ายที่ว่า ไม่ทราบว่า ใคร, เมื่อไร, ครั้งไหน ไพล่ไปแปลคำว่า "สุญญะ" นี้ว่าสูญเปล่า; บาปกรรมลึกซึ้งอยู่ตรงที่ แปลคำว่าสุญญนี้ว่าสูญเปล่า. ถ้าใครเคยได้ยินคำว่า สูญเปล่า และแปลสุญญตาว่าสูญเปล่าแล้ว โปรดไป คิดเสียใหม่, พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ว่าสูญเปล่า. ท่านว่าว่าง และว่างจากอะไร ? ก็ว่างจากอัตตา, ว่างจากอัตนียา. ว่างจากอัตตา คือว่างจากความหมายที่จะเป็นตัวตน, ว่าง จากอัตนียา คือว่างจากความหมายที่จะเป็นของตน นั้น เรียกว่าความว่างที่ถูกต้องตามแบบของพระพุทธเจ้าและเป็น หัวใจของพุทธศาสนา. ฉะนั้นอย่าไปเอาความว่างตามแบบวัตถุ แบบคน ธรรมดา คือพูดว่าไม่มีอะไร หรือแม้แต่พูดว่าสูญเปล่า ๔๘

น.45 อย่างนี้ ก็อย่าเอามาใช้กันกับคำว่าสุญญตาในพระพุท ศาสนา มันไม่ศูนย์ เปล่า, มันเป็นสิ่งทั้งปวง, มันเป็นสิ่งทุกสิ่ง รวมทั้งเนื้อหนังจิตใจสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเราด้วย แต่แล้ว ทำไมจึงว่าง ? เพราะมันว่างจากความหมายที่ว่าจะเป็นตัวตน หรือเป็นของตน. เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ควรจะทราบให้กว้างออกไปถึงว่า ใน ประเทศอินเดียซึ่งประเทศไทยเราและประเทศใกล้เคียงอื่น ๆ ทั้งหมดที่รับวัฒนธรรมอินเดีย, ศาสนาอินเดียทั้งหมดมานี้, เขาต้องบัญญัติคำพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะว่าในถิ่นนี้มันมี ศาสนามาก หลาย ๆ ศาสนา หลาย ๆ ลัทธิ หรือหลาย สิบลัทธิ. ทีนี้เขาจะต้องแบ่งว่าพวกไหนลัทธิไหนพูดเรื่องว่าง, พวกไหนพูดเรื่องไม่ว่าง, คือมีตัวตน ก็เลย แบ่งศาสนา ทั้งหมด ที่มีหลาย ๆ สิบศาสนานี้ออกเป็น ๒ พวก: พวกหนึ่งสอนว่า "ว่าง" พวกหนึ่งสอนว่า "ไม่ว่าง”. สำหรับพุทธศาสนาเราอยู่ในพวกที่สอนว่าว่าง, แล้วก็ไม่ได้ หมายความว่าว่างมีแต่ในพุทธศาสนา ยังมีศาสนาอื่น หรือลัทธิ อื่น ในประเทศอินเดียที่สอนเรื่องว่างนี้อีกหลายศาสนาด้วยกัน. ๔๙

น.46 คำว่าว่าง หรือลัทธิว่างนั้นมันไม่ใช่มีอัน เดียว, แล้วไม่ใช่มีเหมือนกันอย่างเดียวมันมีมาก ๆ ให้รู้ ไว้อย่างนี้เสียก่อน. พุทธศาสนาเราเป็นศาสนาประเภทที่สอนว่า "ว่าง" ก็เลยเรียกว่าพวก "สุญญวาท" แล้วมีลัทธิศาสนาอื่นอีก มากในอินเดียคู่เคียงกันกับพระพุทธศาสนา สอนเรื่องไม่ว่าง คือมีตัวตน, นั้นเขาเรียกว่า "อสุญญวาท." แต่ถ้าเอาการพูดการอธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่เนื่องด้วยกาล เวลา พุทธศาสนาเราอยู่ในพวกที่เป็น "ขณิกวาท" คือสอนว่า ร่างกายจิตใจ,สุขทุกข์, ทุก ๆ สิ่งทุก ๆ อย่าง นี้มันมีชั่ว ขณะ ๆ ๆ ๆ เท่านั้น, ไม่ใช่เที่ยงแท้ถาวรตายตัว, อันเดียว, ตัวเดียว, ยืดยาวตลอดกาล; อย่างนี้เรียกว่า "ขณิกวาท" แต่ยังมีศาสนาอื่นลัทธิอื่นอีกมากมายเขาเป็น "อขณิกวาท" เขาสอนว่า, มันมีตัว, แท้, เที่ยง, ตัวเดียวยืดยาวเที่ยงแท้, ถาวร, นี่มันเป็นอขณิกวาท. พุทธศาสนาเราเป็นพวก "วิภัชชวาท” คือสอนว่าสิ่ง ๕๐

น.47 ต่าง ๆ นี้มันประกอบด้วยส่วนประกอบ, แบ่งแยกออกได้ เป็นเบ็ญจขันธ์ เป็นธาตุ, เป็นอายตนะ เป็นอะไรเหล่านี้ ไปได้ นี้เป็น "วิภัชชวาท" ส่วนพวกอื่นเขาสอนเป็นอัตตา ที่ไม่แบ่งแยกนี้เขาก็เป็น "อวิภัชชวาท, อย่างนี้เป็นต้น. มันจัดพวกได้เป็นคู่ ๆๆ ๆ กันมาอย่างนี้ เราก็ต้องรู้ เรื่องนี้ กล่าวคือ เรื่องเกี่ยวกับสุญญวาท อสุญญวาทนี้ให้ดี จะต้องระวังให้มากที่สุด. พวกที่ถือเป็นตัวตนนั้นแหละ มันเป็นสัสตทิฏฐิ; ต้องระวังให้ดี, คำว่า "สัสตทิฏฐิ" ถ้าใครไปเชื่อว่ามีตัวตน เที่ยงแท้ไม่แบ่ง, ไม่ประกอบด้วยขณะและไม่ว่าง แต่เป็น ตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร, คนเดียวกันนี้แหละไปเกิด แล้วก็ ไปเกิด, แล้วก็ไปเกิด, คนเดียวกันนี้แหละ; นั้นเป็น "สัสตทิฏฐิ" คือเป็นมิจฉาทิฏฐิ. ฉะนั้นระวังให้ดี จะต้องรู้ให้ถูกต้องตามหลักของพระ พุทธศาสนา ว่าแม้แต่สิ่งที่เรียกว่า “อวิชชา" นี้ก็เกิดดับ, แม้แต่สิ่งที่เราเรียกว่าอนุสัย. สัญโยชน์นี้ก็ต้อง เป็นสิ่งที่เกิดดับ ; ๕๑

น.48 อย่าได้เข้าใจว่าอวิชชาเป็นของดิ่งตายตัวไม่มีเกิดไม่มีดับ พระ พุทธเจ้าท่านตรัสว่ามันเกิดเมื่อมีการกระทบทางอารมณ์ ทาง อายตนะเป็นต้น, อวิชชาจึงเกิด เสร็จแล้วมันก็ดับไปตาม ขณะ. แม้สัญโยชน์หรืออนุสัยก็เหมือนกัน, มันมีการเกิด และการดับ การที่สอนกันโดยไม่ระมัดระวังว่า "อนุสัย" นอนเนื่องใน สันดาน เป็นตัวเดียวกันแท้ไม่มีเกิดไม่มีมีดับ. อย่างนี้มันเป็น สัสตทิฏฐิ นั่นแหละคือไม่ว่าง; และไม่ใช่พุทธศาสนา เมื่อเรารู้เรื่องความว่าง, ว่าหมายถึงว่างจากความ ยึดถือว่าตัวตน, เท่านั้นเอง, ไม่ใช่ไม่มีอะไร; นั่นก็เพื่อ ป้องกัน "สัสตทิฏฐิ" แล้วพร้อมกันนั้นก็ระวังที่จะเป็น "อุจ เฉททิฏฐิ" คือไปถือว่าไม่มีอะไรมีแต่ศูนย์เปล่านั้น มันก็เป็น อุจเฉททิฏฐิไป. ถ้าไปมีตัวตน, เที่ยงแท้, ถาวร, คนเดียวกัน เรื่อย มันก็เป็นสัสตทิฏฐิไป, ฉะนั้นความว่างนี้, ถ้าถูกต้อง ตามหลักพุทธศาสนาแล้ว ย่อมไม่เป็นทั้งสัสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ เป็นแน่นอน เรื่องนี้มีรายละเอียดมากจะต้องศึกษากันเป็น พิเศษด้วยตนเองอีกมาก. นี้คือเรื่อง ความว่าง .. ๕๒

น.49 ทีนี้ ก็มาถึง เรื่องโลกว่าง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ให้ มองดูโลกโดยความเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อ" นั่นเป็น หลักปฏิบัติที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา. เราจะพิจารณา คำว่า "โลกว่าง" เสียก่อน: โลกว่างนี้ก็เหมือนกับที่พูด มาแล้ว, ที่ว่าโลกว่างเพราะว่ามันว่างจากความหมายที่ควร จะยึดถือว่าเป็นตัวตนหรือของตน. คำอธิบายอย่างนี้ก็มีอยู่ในตัวพระไตรปิฎกเอง เราไม่ ต้องว่าเอาเองไม่ต้องบัญญัติเอง. คำอธิบายเช่นใน "ปฏิสัม ภิทามรรค" เป็นต้น ก็เขียนไว้ชัดว่า, "โลกว่าง เพราะ ว่างจากตัวตน, จากของตน; โลกว่างเพราะว่างจากอัตตา และอัตนียา" ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ดูโลกว่างนั้น บางคนคงจะคิดว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ดูว่าโลกนี้ไม่มีอะไร, ว่างเปล่า ศูนย์เปล่า เหมือนที่พูดกันเอาเอง. พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ดูโลกว่างนั้นคือ ว่ างจากความหมายที่จะเป็นตัวตน, หรือเป็นของ ๆ ตน และคำอธิบายนี้ก็เขียนชัดอยู่ในปฏิสัมภิทามรรค. ๕๓

น.50 ที่ทรงสอนให้เห็นโลกว่างอยู่เป็นนิตย์, ก็เพื่อจะไม่ให้ เกิดกิเลส, คือ โลภ, โกรธ, หลง เป็นต้น, เพื่อให้ความ จริงหรือความถูกต้องมาเป็นหลักประจำใจอยู่เสมอ. ถ้าเราเห็นโลกว่างตามแบบของพระพุทธเจ้านี้, เรา จะอยู่เหนือโลก, เราจะเป็นผู้ครอบครองโลก. ถ้าเรา โง่ไป, เห็นโลกไม่ว่างเมื่อไร: โลกนั้นจะกลับครอบ ครองเรา. นี่แหละมันกลับกันอยู่อย่างตรงกันข้ามอย่างนี้: พอจิต ของเราไม่ว่างก็เห็นโลกไม่ว่าง; พอเห็นโลกโดยความเป็น ของไม่ว่าง; จิตของเราก็ไม่ว่าง เมื่อนั้นโลกครอบงำเรา. ทีนี้ เมื่อเราเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง, จิตว่างจากความ ยึดถือ เมื่อนั้นเราจะครอบงำโลก. ลองคิดดูว่าอันไหนจะดีกว่า เราครอบงำโลกกับโลก ครอบงำเรา, อันไหนจะดีกว่ากัน. เราจะต้องระวังให้ดีว่า, เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยพระพุทธเจ้าจะไม่นำมาตรัสใน ๕๔

น.51 ฐานะที่ว่า นี้เป็นตถาคตภาษิต, และเป็นเพียงเรื่องเดียวนี้ ไม่มีเรื่องอื่น. เมื่อเราเห็นโลกว่างจากตัวตน มันก็มีผลที่ว่าเราอยู่ เหนือโลก, มีอำนาจเหนือโลก. พอเห็นโลกไม่ว่างจากตัวตน เราก็อยู่ภายใต้โลก, โลกครอบงำเรา. เมื่อจิตเห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่อย่างนี้แล้ว, ก็ไม่มีทางที่จะเป็นคอมมิวนิสต์ได้ เหมือน ที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อตะกี้. นี้เรียกว่าเรื่องโลกว่างนั้น หมายความว่าอย่างไร. ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไร; โลกคงมีตามที่โลกมี, และ จะมีมากขึ้น ๆ ๆ ตามกฎของความเปลี่ยนแปลง; แต่ว่า มันว่าง เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นปราศจากความหมาย ที่ว่า, เป็นอัตตา-หรือเป็นอัตนียา ดังที่กล่าวแล้ว. หัวข้อต่อไปก็คือคำว่า "จิตว่าง" เมื่อตะกี้เราพูดถึง ความว่าง, แล้วเราพูดถึงโลกว่าง, ทีนี้เราก็มาถึงจิตว่าง. คำว่า "จิตว่าง" นี้มันก็เป็นเรื่องอย่างเดียวกันอีกนั่นแหละ มันไม่ใช่ว่างตามที่คนธรรมดาเขาพูด มันว่างจากความยึดมั่นถือ ๕๕

น.52 มั่นสิ่งใดว่าเป็นตัวตนของตนก็แล้วกัน มันคิดนึกอะไรก็ได้รู้สึก อะไรก็ได้ กำลังพิจารณาอะไรอยู่ก็ได้ แต่ถ้าปราศจากการจับ ฉวยอะไรว่าเป็นตัวตนของตนแล้วเรียกว่า "จิตว่าง." ว่างตรงที่ ไม่จับฉวยอะไร ว่าเป็นตัวตนของตน นี่ตามหลักธรรมะ แท้ ๆ เป็นอย่างนี้. แต่เดี๋ยวนี้เราไม่เข้าใจอย่างนี้ เพราะฉะนั้นต้องเอามา ประมวลกันหมด, แล้วมาแยกกันดู ว่ามันต่างกันอย่างไร เพราะเหตุนี้ผมจะต้องขอชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า "จิตว่าง" นั้นมีอยู่ ๒ แบบ. คือจิตว่างแบบอันธพาลอย่างหนึ่ง, กับจิต ว่างตามแบบของพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้านี้อีก อย่างหนึ่ง. เราจะพูดถึง จิตว่างแบบอันธพาลก่อน. จิตว่างแบบ อันธพาลนั้นเป็นจิตว่างของคนที่ว่าเอาเอง, แม้ในประเทศ ไทยเรานี้, ก็มีคนพูดว่าเอาเองว่า จิตว่างอย่างนั้นจิตว่าง อย่างนี้-อย่างนี้ก็มี. มันเหมาะสำหรับที่จะแก้ตัวเท่านั้นเอง, ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น และจิตว่างแบบอันธพาลนี้มีไว้ ๕๖

น.53 สำหรับพวกมิจฉาทิฏฐิ: ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎกนี้ว่า มีอยู่หลายลัทธิ ที่เด่นที่สุดที่เป็นคู่แข่งของพระพุทธเจ้าก็มี อยู่ ๖ ลัทธิ, ที่เรียกว่าครูทั้ง ๖ ในบรรดาครูทั้งหกนั้นมีพูดเรื่องจิตว่างตรง ๆ อยู่ ๒ ครู คือปูรณกัสสป กับ อชิตเกศกัมพลี. คนหนึ่งว่า ไม่มีอะไร ๆ, การกระทำนี้ไม่เป็นกรรม ไม่เป็นกิริยา, ไม่มีอะไร, ไม่มีสัตว์, ไม่มีคน, ไม่มีเขา, ไม่ มีเรา, ไม่มีบุญ, ไม่มีบาป, อย่างนี้ก็มี ว่างแบบนี้,เป็นจิตว่าง แบบอันธพาล อีกคนหนึ่งว่า มันมีแต่ส่วนน้อย, อนุภาคส่วนน้อยที่ เรียกว่า อณูหรือปรมาณู: เพราะฉะนั้นการที่คนฆ่าคนนี้ ไม่มีความหมายอะไร เพียงแต่วัตถุธาตุอย่างหนึ่งผ่านไปใน ระหว่างวัตถุธาตุอย่างหนึ่งอย่างนี้ก็มี; อย่างนี้ก็เป็นจิตว่าง แบบอันธพาล เป็นมิจฉาทิฏฐิที่เหมาะสำหรับพวกโจร. ลองไปอ่านหนังสือเรื่องพวกโจรต่าง ๆ ในประเทศ อินเดียจะต้องถือลัทธินี้ เพื่อว่าฆ่าคนไม่บาป เพื่อว่าไปปล้น ๕๗

น.54 เอาของ ๆ เขามาไม่บาป เพราะฉะนั้นจึงต้องจัดไว้ในพวก ที่ว่าเป็นกลุ่มจิตว่างแบบอันธพาล. แล้วยังน่าหวัวมากไปกว่านั้นอีก คือว่าคัมภีร์ภควัทคี ตาของฝ่ายฮินดูซึ่งเป็นคัมภีร์ดีที่สุดที่สอนเรื่องอาตมันไม่ ตาย แต่สอนเป็นทำนองมีตัวตน: "อาตมันไม่ถูกฆ่า, อาต มันไม่ฆ่าใคร" นี่ก็ยังถูกเอาไปใช้ในลักษณะที่เป็นมิจฉา ทิฏฐิ, เพื่อจะแก้ตัวว่าฆ่าคนไม่บาป. เพื่อนที่เป็นชาวอินเดียคนหนึ่งเอาภควัทคีตาสวย ๆ เล่มสวย ๆ มาให้ผม, แล้วบอกว่าฮิตเล่อร์ได้สั่งพิมพ์หลาย แสนเล่ม ไปแจกทหารของเขา. นี้เป็นเรื่อง ๒๐ กว่าปีมา แล้ว, ตั้งแต่ครั้งกระโน้น เพราะว่าให้ทหารอ่านคัมภีร์ที่ ไม่มีตัวตน, ที่ฆ่ากันไม่บาปนี้; แล้วก็จะได้ปฏิบัติหน้าที่ ทหารอย่างดี นี่ความรู้ที่ว่าว่างหรือ จิตว่างแบบอันธ พาล ก็มีอย่างนี้, และถูกนำไปใช้อย่างนี้; ฉะนั้นอย่าเอา มาปนกันกับความว่างแบบของพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้แหละเราจึงต้องแยกความว่างแบบอันธ พาลออกไปเสียประเภทหนึ่ง:ว่าเอาเองก็ตาม, ว่าตามลัทธิ ๕๘

น.55 ของปูรณกัสสปหรืออชิตเกศกัมพลีก็ตาม, หรือว่าแกล้ง หาเลศตีความหมายของคัมภีร์ภควัทคีตาให้ผิด ๆ ก็ตาม และยังมีอื่น ๆ อีกมาก, ซึ่งล้วนแต่เป็น จิตว่างแบบอันธ พาล ทั้งนั้น. ทีนี้เราก็มาถึง จิตว่างตามแบบของพระพุทธศาสนา, หรือตามแบบของพุทธบริษัท. ก่อนแต่ที่จะกระโดดพรวด เดียวมายังจิตว่างแบบพุทธบริษัทนี้, อยากจะแนะให้ดู, สิ่ง คั่นระหว่างกลางสักอย่างหนึ่งก่อน คือจิตว่างตามธรรมชาติ จิตว่างตามแบบธรรมชาติ ว่างเองตามธรรมชาตินี้. ถูกมองข้ามอย่างไม่เป็นธรรมที่สุด หมายความว่าสิ่งนี้ สำคัญที่สุด, มีประโยชน์ที่สุด, ช่วยชีวิตมนุษย์ทั้งหมด ไว้เลย แต่คนก็มองข้าม, ไม่รู้จักบุญคุณของสิ่งนี้เลย. ที่ว่าว่างเองตามแบบของธรรมชาตินั้น, หมายความ ว่าตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมงนี้, เรามีจิตที่ว่างจากความ ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูว่าของกูนี้อยู่หลายชั่วโมง. ขอวิงวอน, อ้อนวอน, ขอร้อง, ให้ไปสังเกตดูกันใหม่ทุก ๆ คน, ว่าใน ๒๔ ชั่วโมงนี้, เราว่างจากตัวกูของกูที่เรียกว่าอุปาทานนี้ ๕๙

น.56 มากกว่าที่มันเกิด มันเกิดชั่วครู่, ชั่วยาม, ประเดี๋ยว, ประด๋าว, ทางตา, ทางหู, ทางจมูก, ก็จริง; แต่ว่ามันชั่ว คราวเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง. ส่วนเวลาที่มันไม่เกิด, ที่มัน ว่างจากตัวกูของกูนี้ มันมีมากกว่า. อย่างนี้ไม่ได้มีใครทำ หรอก, มันเป็นไปเองตามธรรมชาติ ฉะนั้นเราจึงมีเวลา นอนหลับตั้ง ๘ ชั่วโมง, แล้วเมื่อตื่น ๆ อยู่ เราก็ยังมี ว่างอย่างนี้อยู่อีกตั้งหลายชั่วโมง; ฉะนั้นเราจึงสบายดี. ใครลองมีจิตวุ่นเป็นตัวกูของกูเกินกว่าระดับที่ธรรมชาติ กำหนด คนนั้นก็เป็นโรคเส้นประสาททันที; และถ้าขืน ปล่อยไว้หลาย ๆ วัน มันก็จะเริ่มวิกลจริต; หลายวัน, หลายเดือนเข้า มันก็จะวิกลจริตและมันจะต้องตาย; เพราะ ไม่มีจิตว่างตามแบบธรรมชาติ, ให้ถูกกับสัดส่วนที่ธรรม ชาติต้องการ. เพราะฉะนั้นเราจงรู้ไว้ว่าที่เราไม่เป็นโรคเส้นประสาท, ไม่วิกลจริต, ไม่เป็นบ้าตายนี้. เพราะบุญคุณของความว่าง, ของ ความมีจิตว่างตามแบบธรรมชาติ; ยังไม่ใช่ของ ๖๐

น.57 พระพุทธเจ้า, ของธรรมชาติ, ที่มันเป็นอยู่ ได้เองโดยไม่ รู้สึกตัว; ที่มันมีความสมดุลย์ถูกต้องอยู่ โดยไม่รู้สึกตัว, เราจึงมีชีวิตเป็นปกติอยู่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ก็เริ่มมีข้อพิสูจน์แล้วว่าในโลกนี้, ในสมัย ที่วัตถุนิยมกำลังก้าวหน้า, เฟื่องฟูมากนี้, คนเริ่มมีจิตวุ่น มากขึ้น. ฉะนั้นจึงเป็นที่ยอมรับและเห็นกันอยู่ชัดๆ ว่า คนเป็นโรคเส้นประสาทกันมากขึ้น. คนในกรุงเทพมหานครนี้คิดเฉลี่ยแล้วเป็นโรคเส้น ประสาทมากกว่าที่ไชยานี้ผมกล้ายืนยันอย่างนี้; หรือว่า ว่ากันทั้งโลก, คนก็มีส่วนที่เป็นโรคเส้นประสาทกันมาก ขึ้นกว่าที่แล้วมา โรงพยาบาลโรคจิตมีหนาตาขึ้นกว่า เปอร์เซ็นต์ของพลโลกที่เพิ่มทวีขึ้น นี้เพราะว่า สถานะของโลกในปัจจุบันนี้, ทำให้ทุกคนมีจิตวุ่นโดย ธรรมชาติมากกว่ายุคที่แล้วมา. ขอให้พิจารณาให้เห็นบุญคุณของจิตว่าง ที่ว่างอยู่ได้ เองตามธรรมชาติ. แต่นี่เรียกว่ามันว่างตามธรรมชาติ, ๖๑

น.58 ไม่ใช่เราทำ, ไม่ใช่เราปฏิบัติ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง. เราขอบใจธรรมชาติ, เราขอบคุณธรรมชาติ. แต่พระพุทธเจ้าท่านเห็นว่าไม่พอ ที่จะปล่อยให้เป็น ไปตามธรรมชาติอย่างนั้นมันไม่พอ มนุษย์เราจะต้องรู้จัก ทำจิตให้ว่างด้วยฝีไม้ลายมือของเราเองอีกส่วนหนึ่ง; เพราะ ว่าเรายังต้องเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งมันล้วน แต่จะมายั่วยุมากขึ้นกว่าเดิม, ฉะนั้น ที่พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ในโลก ก็เพื่อสอนวิธีที่จะเอาชนะสิ่งต่าง ๆ ที่จะมาทำจิตให้ วุ่นนี้; จะต้องเอาชนะมันให้ได้ ให้มากขึ้นไป ฉะนั้นระเบียบ ปฏิบัติในทางพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับการทำจิตให้ว่างนี้จึงได้ เกิดขึ้น. คำว่าจิตว่างชนิดนี้หมายความว่าเราต้องกระทำ, เรา ต้องประพฤติเราต้องปฏิบัติตามหลักที่พระพุทธเจ้าท่าน สอนไว้. มันเลยเกิดเป็น ๓ อย่างขึ้นแล้ว, ทีแรกผมว่าสอง อย่างเท่านั้น แต่ว่าว่าง แบบอันธพาลนั้นมันไปพวกหนึ่ง, ๖๒

น.59 ส่วนว่างตามแบบธรรมชาติ และว่างตามแบบพระพุทธเจ้านี้ ไม่เป็นอันธพาล, เราจึงเอามาไว้พวกเดียวกัน ๒ อย่าง. เราจะได้พิจารณาถึงจิตว่างส่วนที่พระพุทธเจ้าท่านสอน, ให้รู้จักทำจิตให้ว่างจากความรู้สึกว่าตัวตนของตนนี้อย่างไร. คำบัญญัติเฉพาะเรื่องนี้มีอยู่ว่า "ราค โทส โมเหหิ สุญฺญตตฺ ตา สุญฺญโต" ชื่อว่าว่าง เพราะว่างจาก ราคะ โทสะ โมหะ. ในอรรถกถาอย่างสัทธัมปโชติกา ก็มีข้อความ อย่างนี้มาก. สูตรอย่างนี้มีอยู่ในอรรถกถานั้น. แต่ว่าเราอย่าเชื่อไปตามตัวหนังสือ, หรือว่าพอสักว่า ได้อ่านหนังสือแล้วก็เชื่อ; เราจงพิจารณาดูอย่างที่กล่าว มาแล้วว่ามันว่างนี้ เพราะว่างจากความรู้สึกว่าตัวกูของกู, แล้วก็ไม่ไปโลภอะไร: ว่างจากความรู้สึกว่าตัวกูของกู แล้วก็ไม่ไปโกรธใคร: ว่างจากความรู้สึกว่าตัวกูของกู แล้วก็ไม่ไปหลงใหลอะไร, จึงจะเรียกว่าว่างตามแบบนี้. แต่จิตว่างตามแบบของพระพุทธเจ้านี้มันก็มีหลายชั้น หลายอันดับ, มันมากนัก, เวลาก็ไม่พอ แต่จะสรุปรวม ๖๓

น.60 ความให้สั้นว่า มันมีวิธีทำให้ว่างโดยวิธี นิคคหะ คือข่ม มันไว้ เมื่อเราเจริญสมาธิ; นี่เรียกว่าเราข่มความวุ่นไว้ เพื่อให้จิตว่างจากตัวกูของกูอยู่ได้. นี่ โดยวิธีนิคคหะคือการ ข่มไว้. ที่นี้โดยวิธีปัคคาหะ คือทำความเข้าใจกัน, ปรองดองกัน, นี้ก็คือการพิจารณาตามทางปัญญาเรื่อง อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา, เรื่องสุญญตา, พิจารณาอยู่เรื่อย อย่างนี้ก็เพื่อให้มันเกิดความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องโดย ปราศจากการข่ม, อย่างนี้เราเรียกว่าใช้ปัญญา, เป็นวิธีที่ ใช้ปัญญา. ที่นี้ถ้ามันว่างอย่างยิ่ง ว่างเด็ดขาดลงไปแล้ว เราก็ เรียกว่านิพพาน. เมื่อใดความว่างเป็นไปถึงที่สุด เป็นความ ว่างจริง เราก็เรียกว่า "นิพพาน" ถ้าชั่วคราวก็เป็นนิพพาน ชั่วคราว; ถ้าเด็ดขาดก็เป็นนิพพานถาวร คือนิพพานจริง. ที่เรายอมรับหลักว่า "นิพพานํ ปรมํ สุญฺญํ" ว่างอย่างยิ่งนั้น คือ นิพพานก็หมายความอย่างนี้. คือมันเป็นผลของการที่ เรากระทำโดยวิธี "นิคคหะ" และ "ปัคคาหะ" มาตาม ลำดับ แล้วเกิดความว่างขึ้นมา. ๖๔

น.61 เมื่อว่างจากกิเลส, คือโลภะ โทสะ โมหะ, ก็ เรียกว่านิพพาน. ถ้าว่างชั่วคราวก็เป็นเรื่องชั่วคราว; ถ้า ว่างตลอดกาลก็เป็นเรื่องตลอดกาล. เรื่องนิพพานชั่วคราวที่เรียกว่า "สันทิฏฐิกนิพพาน" หรือ "ทิฏฐธัมมนิพพาน" หมายเอารูปฌาณสี่ อรูป ฌาณสี่ นี้ไม่ใช่เขาระบุเอาตัวฌาณเป็นนิพพาน ถ้าระบุ อย่างนั้นจะเป็นมิจฉาทิฏฐิชนิดหนึ่งดังที่กล่าวไว้ใน "พรหมชาละสูตร" เขาเพียงแต่แนะให้เห็นว่าในขณะ แห่งรูปฌานอรูปฌานนี้ เราไม่ถูกกิเลสรบกวน อย่างนี้เป็น การชิมลองภาวะที่ไม่ถูกกิเลสรบกวน, คือความว่างจาก กิเลส นั้นคือรสชิมลองตัวอย่างของ "นิพพาน" จึงได้ เรียกว่า "สันทิฏฐิกนิพพาน" บ้าง "ทิฏฐธัมมนิพพาน" บ้าง ส่วนในชาณุโสณีสูตรมัชฌิมนิกาย พระพุทธเจ้าตรัส แก่พราหมณ์ชื่อนั้นว่า "ความที่จิตว่างจาก ราคะ, โทสะ, โมหะ, ชนิดนี้เป็นสันทิฏฐิกัง เป็นอกาลิกัง, เป็นเอหิปัสสิกัง เป็นโอปนยิกัง เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพพัง วิญญูหิ" ที่เหมือน กับคุณบทของพระธรรม ๖๕

น.62 หมายความว่าสิ่งที่เรียกว่า "ว่างจากกิเลสคือนิพพาน” คือเป็นสุขนี้ มันซิมได้อย่างนี้ไม่จำกัดเวลาอย่างนี้; รู้ได้ด้วย ตนเองอย่างนี้, ควรน้อมนำเข้ามาใส่ตัวอยู่เสมออย่างนี้ นี้ตัวความว่างในฐานะที่เป็นผลและเป็นความสุข. ฉะนั้นเราจึงควรจะรู้จักความว่างตามแบบของพระพุทธ เจ้ากันให้ถูกต้อง. ถ้าพูดเรื่องนี้มากกว่านี้ก็จะเลยเวลา, เดี๋ยวนี้ก็รู้สึกว่าจะเป็นผู้ผิดเวลาแล้ว. อยากจะพูดต่อไปพอให้เป็นรูปเป็นเรื่องและจบ ที่ว่า เรื่องความว่างนี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา, หมายความ ว่าต้องเป็นความว่างตามแบบของพระพุทธเจ้า, ยกเว้นความ ว่างแบบอันธพาลซึ่งต้องกันออกไปเสีย. ส่วนความว่างตาม ธรรมชาตินั้น, อนุโลมมาไว้ในฐานะเป็นอุปกรณ์เรื่องความ ว่างตามแบบของพระพุทธเจ้า. แต่ว่าเรื่องความว่างตามแบบอันธพาลนั้น, ก็ยังมีประ โยชน์สำหรับพวกโจรเอาไปใช้ได้ และพวกคนอันธพาลก็ เอาไปใช้ได้ และคงจะเหมาะแก่พวกฝ่ายค้านตะพึด ในวง ๖๖

น.63 การเมืองที่จะมีฝ่ายค้านตะพึด, แล้วคงจะเอาความว่างแบบ อันธพาลนี้ไปใช้ ได้; และมันคงไม่เสียหลาย. แต่ถ้าเราเป็นพุทธบริษัทแล้วขออย่าได้ไปแตะต้อง ความว่างแบบอันธพาล อย่างน้อยก็เป็นไปตามแบบ ของธรรมชาติ, หรือให้ดีที่สุดก็ให้เป็นแบบของพระ พุทธเจ้าที่ได้สอนไว้อย่างไร. ที่บ้านนอกเดี๋ยวนี้ยังมีประเพณีที่วิเศษที่สุดเหลืออยู่ ใน กรุงเทพไม่ทราบ คือพอเด็ก ๆ มาอยู่วัดจะบวชเณรเท่านั้น แรกมาอยู่วัด ครูบาอาจารย์จะต้องให้เรียนความว่างก่อน บทนั้นก็คือบทที่ขึ้นว่า ยถา ปัจจยัง ปวัตตมานัง ธาตุมัตต เมเวตัง ยทิทัง จีวรัง ตทุปภุญชโก จ ปุคคโล ธาตุมัตตโก นิสสัตโต นิชชีโว สุญโญ ฯลฯ อย่างนี้ ต้องเรียนก่อน นี้ เป็นยอดหัวใจของพระพุทธศาสนาที่สรุปไว้ในใจความ สั้น ๆ อย่างนี้ ให้เด็กที่เข้ามาอยู่วัดเพื่อบวชเณรได้เรียนก่อน บทใด ๆ หมด. บทไหว้พระสวดมนต์ยังไม่ให้เรียน นวโกวาทยังไม่ เรียน, อะไรยังไม่เรียน เดี๋ยวนี้ที่ไชยาก็ยังใช้อยู่ ที่นี่ไม่ ๖๗

น.64 ทราบ; ที่จังหวัดอื่นก็ไม่ใคร่จะทราบ. แต่เราต้องรู้ว่าใน สมัยหนึ่งบรรพบุรุษของเราแสนจะฉลาดทั่วประเทศ ให้คน ที่จะมาบวชนี้เรียนหัวใจของพุทธศาสนาก่อนสิ่งใดหมดคือบท ยถาปัจจยัง ปวัตตมานัง ฯลฯนี้ ซึ่งมีคำแปลว่า สิ่งนี้เป็น ไปตามเหตุตามปัจจัย. สักเป็นแต่ว่าธาตุเท่านั้นคือจีวรและ บุคคลผู้ใช้สอยจีวรนั้นไม่ใช่สัตว์เลย ไม่ใช่ชีวะเลย,—ว่าง; ให้เรียนหัวใจของพุทธศาสนาเป็นวันแรกของการเข้ามาอยู่ วัด. เมื่อได้ปฏิบัติไปตามนี้อย่างถูกต้อง คนก็เข้าใจเรื่อง ความว่างอย่างถูกต้อง มันจึงรับประกันได้ไม่เหมือนกับ เดี๋ยวนี้ซึ่งชักจะพร่า. ที่นี้เราก็มาถึงเรื่องที่มันเนื่องกัน ซึ่งสำคัญมาก ซึ่ง เป็นปัญหาในยุค ปัจจุบัน คือข้อที่ว่านอกจากจะหาว่า เรื่อง จิตว่างนี้เป็นข้าศึกแก่การพัฒนาและจะนำมาซึ่งคอมมิวนิสม์ เป็นต้นแล้ว ยังพาลหาว่าเรื่องโลกุตตรธรรมทั้งหมดนั้น เอามาใช้กับฆราวาสไม่ได้. นี่ท่านทั้งหลายที่เป็นพุทธบริษัท ลองคิดดูให้ดี ๆ อย่าไปตกหลุมพรางในข้อนี้. เรื่องโลกุตตร ๖๘

น.65 ธรรมเอามาใช้กับฆราวาสไม่ได้นี้ต้องคิดดูให้ดี ๆ อย่าตก หลุมพรางของคำหลอกลวงในเรื่องนี้. ขอยืนยันว่าพุทธศาสนาไม่มีโลกียธรรม เพราะว่า มันมีอยู่ก่อนพุทธศาสนา. ในบาลีที่พระพุทธเจ้าตรัส เรื่องสุญญตานี้ ท่านตรัสระบุเฉพาะสุญญตาเท่านั้นที่เป็น โลกุตตรธรรม, แล้วก็เป็นตถาคตภาษิตา. แปลว่าเรื่องโลกียธรรมที่ชาวบ้านเขารู้กันอยู่แล้ว เรื่องทำมาหากินหรือเรื่องพัฒนาอย่างโลก ๆ นี้, ไม่ใช่ ตถาคตภาษิตา แต่ว่าเรื่องสุญญตา คือเรื่องที่จะป้องกัน ไม่ให้เกิดความทุกข์ขึ้นนั่นแหละ เป็นตถาคตภาษิตา. เพราะว่าเมื่อเราจะประกอบโลกียธรรม, เรื่องทำมาหากิน เรื่องพัฒนาอะไรต่าง ๆ ก็ตาม ถ้าเราเผลอไป เราจะถูก กิเลสครอบงำ เราจึงต้องมีอุบายที่ฉลาดคือความรู้เรื่อง หัวใจของพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องป้องกันไว้. โลกุตตรธรรมนี้พระพุทธเจ้าได้บัญญัติขึ้นเพื่อช่วย มนุษย์ ไม่ให้มีความทุกข์ในการประกอบโลกียธรรม ๖๔

น.66 ตามหน้าที่ของตน . ในพระสูตรมีตรัสอยู่ชัดเรื่องสุญญตา: คือฆราวาสพวกหนึ่งไปทูลถามพระพุทธเจ้าถึงข้อที่ว่า อะไร จะเป็นธรรมะที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลตลอดกาลนานแก่ข้า พระองค์ทั้งหลายที่เป็นฆราวาสครองเรือนแออัดด้วยบุตร ภรรยา. พระพุทธเจ้าท่านระบุทันทีว่า เรื่องสุญญตาที่ ตถาคตได้กล่าวไว้แล้ว, เป็นโลกุตตรา, เย็นคัมภีรา, เป็นคัมภีรัตถา, ล้วนแต่ว่าเป็นเรื่องลึกซึ้งทั้งนั้น. ที่นี้ฆราวาสพวกนั้นเขาบอกว่ามันลึกเกินไป ปฏิบัติ ไม่ไหว. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นจงปฏิบัติใน ธรรม ๔ ประการคือ มีความเชื่อไม่หวั่นไหวในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ และมีศีลบริสุทธิ์. ฆราวาส พวกนั้นก็ทูลว่าธรรมะ ๔ อย่างนี้ได้ปฏิบัติอยู่แล้ว ก็เป็นอัน ว่าเลิกกัน ที่ให้ใหม่ก็ไม่เอา ที่บอกให้ก็ว่าปฏิบัติอยู่แล้ว; ก็แปลว่าไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้นเลย แต่ข้อความนี้ในพระคัมภีร์ ได้จบลงไปสั้น ๆ อย่างนี้. ที่นี้เราก็ต้องวินิจฉัย. ธรรมะ ๔ ประการนี้ คือ -: ๗๐

น.67 ๑. เชื่อไม่หวั่นไหวในพระพุทธ (พุทฺเจ อเวจฺจปุปสทฺธา) ๒. เชื่อไม่หวั่นไหวในพระธรรม (ธมฺเม อเวจฺจปุปสทฺธา) ๓. เชื่อไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ (สงฺเฆ อเวจจุปฺปสทฺธา) และ ๔. มีศิลชนิดเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า (อริย กนฺตสีล) ธรรม ๔ อย่างนี้ ในคัมภีร์สังยุตนิกายที่มีพราวไป หมดนั้น เรียกธรรม ๔ ประการนี้ว่า " โสตาปัตติยังคะ สังยุต " ฟังดูให้ดี เรียกว่าโสตายัตติยังคะสังยุต แปลว่า องค์แห่งความเป็นพระโสดาบัน. ใครประกอบด้วยธรรมะ ๔ ประการนี้ คนนั้นเป็นพระโสดาบัน และความ เป็นพระโสดาบันนั้น เป็นโลกียะหรือเป็นโลกุตตระ ลองฟังดูให้ดี. เราก็ยอมรับกันอยู่ทั่วไปเดี๋ยวนี้แล้วว่า ความเป็น พระโสดาบันนั้น เป็นขั้นโลกุตตระ ฉะนั้นถ้าผู้ใด ๗๑

น.68 ประพฤติ ๔ อย่างนี้อยู่แล้วก็เรียกว่าเป็นผู้ประกอบด้วยโสตา ปัตติยังคะ. ถ้าเขาประพฤติไม่สมบูรณ์ ก็ยังเรียกลดลงมา อีกหน่อยหนึ่งว่า “ปุญญาภิสันทะ" ๔ อย่างนี้เป็นท่อธารที่ ไหลออกแห่งบุญมันก็เป็นระดับชาวบ้านไป. นี่คงจะตรงกับความหมายที่อุบาสกคณะนั้น เขาทูล พระพุทธเจ้าว่าเขาปฏิบัติอยู่แล้ว คงจะเป็นไปแต่ในทางที่ เป็นท่อธารแห่งบุญ แต่อย่าลืมว่า, การที่คนจะมีศรัทธา ถึงขนาดไม่หวั่นไหว, ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน, ใน พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์ และมีศีลบริสุทธิ์นี้ ต้องเป็นคนที่เข้ามาในร่องรอยแห่งความไม่ยึดมั่นถือ มั่นเสียแล้ว. ฉะนั้นเราจึงเห็นได้ชัดว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงประ สงค์อย่างยิ่ง ที่จะให้มนุษย์ปุถุชนทุกคนนี้ รับเอาเรื่องสุญญ ตาไปเป็นมาตรฐานสำหรับการเป็นมนุษย์ โดยไม่ต้องเป็น ทุกข์ เพื่อนำไปใช้เป็นความรู้คู่เคียงกันไปกับความรู้เรื่อง โลกียธรรมที่เขามีอยู่ก่อนเป็นประจำ, ๗๒

น.69 ที่นี้เราจะต้องพิจารณาดูอีกทีหนึ่งว่า เมื่อพระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่าเรื่องสุญญตา, เหมาะแก่ฆราวาสที่ครองเรือน (เรื่องสุญญตานี้, หมายเฉพาะที่ตถาคตกล่าวเท่านั้น, อย่า ไปเอาสุญญตาอันธพาลเข้ามา) สุญญตาที่เป็นตถาคต ภาษิตนี้ เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลายตลอด กาลนาน. ที่นี้ฆราวาสหมู่นั้นเขาบอกว่าสูงไป ไม่ไหว พระ พุทธเจ้าท่านก็บอก ๔ อย่างให้ แต่มิได้หมายความว่าพระ พุทธเจ้าท่านทรงเลิกถอนหลักการอันนี้ ต่อให้อุบาสกชนิด นั้นมาทูลยอกกี่คณะ, กี่สิบคณะก็ตาม; พระพุทธเจ้าท่าน ไม่ยอมเลิกหลักการอันนี้คือหลักการที่ว่าสุญญตานี้เย็นประ โยชน์เกื้อกูลแก่ ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน. ฉะนั้นอย่าได้ไปเข้าใจผิดว่า, การที่มีคนบางคน มาบอกว่า อันนี้ยากไป ไม่เอา, ขอให้เอาต่ำกว่านี้ แล้วจะถือว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงเลิกหลักการใหญ่ของ ท่าน อย่างนี้มันเป็นการตู่พระพุทธเจ้ามากเกินไป; ไม่ สมกับที่เป็นพุทธบริษั ท. ใครจะว่าอย่างไรก็ว่าไปท่านยัง ๗๓

น.70 มีหลักการว่า เรื่องสุญญตายังเป็นธรรมะที่เป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน, นี่แหละคือเรื่องจิตว่าง หรือเรื่องสุญญตาที่เราจะยัง เข้าใจไข้ว้เขวกันอยู่, แล้วพาลหาเหตุว่าเรื่องโลกุตตรธรรม นี้เป็นข้าศึกแก่ความเป็นฆราวาสเลิกสนใจเสีย อย่างนี้ไม่ ได้; จะหมดความเป็นพุทธบริษัทโดยสิ้นเชิง. ฉะนั้นขอให้ ถือให้ตรงตามหลักในพระพุทธวจนะ. ที่นี้ขออภัยที่อยากจะพูดตรง ๆ ว่า คำว่า" โลกียะ" กับ คำว่า " โลกุตตระ" ๒ คำนี้ ที่เป็นคู่กันนี้ เราเพิ่งใช้ เรา เพิ่งยกขึ้นมาใช้ ไม่เคยเห็นใช้เป็นประจำในสมัยพระพุทธ เจ้า; ไม่มีเรื่องที่พระพุทธเจ้าจะต้องแยกโลกียธรรมไว้ ฝ่ายหนึ่ง ให้ตรงกันข้ามกับโลกุตตรธรรม ซึ่งเป็นอีก ฝ่ายหนึ่ง. พวกเราสมัยนี้เพิ่งแยก จะด้วยความเข้าใจผิดอย่างไร ก็ตามใจ เอามาเป็นข้าศึกแก่กันและกันเลย. ส่วนพระ พุทธเจ้าท่านต้องการให้ไปด้วยกัน, ให้โลกียธรรม ๗๔

น.71 เป็นหน้าที่, เป็นเรื่องอะไรของฆราวาสที่จะต้องประ พฤติปฏิบัติ อยู่ตามภูมิตามชั้นที่ยังต่ำอยู่; แต่แล้ว พร้อมกันนั้นก็ให้มีความรู้เรื่องโลกุตตรธรรม เพื่อจะ ควบคุมโลกียธรรมนั้นอย่าให้เป็นพิษขึ้นมา อย่าให้เป็น ความทุกข์เป็นไฟ เป็นยาพิษอะไรขึ้นมาต่างหาก; มันต้อง ไปด้วยกันอย่างนี้ อย่ามาแบ่งแยกว่าเอาโลกียธรรมไปไว้พวกหนึ่ง, โลกุตตรธรรมมาไวอีกพวกหนึ่ง, อย่างนี้ไม่เป็นไปได้; ไม่เป็นความประสงค์ของพระพุทธเจ้าเลย. พวกเราสมัยนี้ ต่างหากที่เอาคำ ๒ คำนี้มาแยกให้เป็นข้าศึกแก่กันและกัน นี้มันน่าจะเรียกว่าเป็นความโง่เขลา บ้าหลัง ของพวกเรา เอง, ที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น. ความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้า ท่านต้องการจะเพิ่ม ให้ในส่วนที่ยังขาดอยู่: เมื่อมนุษย์รู้จักแต่เรื่องทำมา หากิน โดยที่ต้องเป็นทุกข์เพราะขาดความรู้อะไรบาง อย่าง, ท่านก็เพิ่มความรู้ส่วนนี้ให้ ความรู้ส่วนนี้จะช่วย ๗๕

น.72 ควบคุมไม่ให้เกิดความทุกข์ เพราะฉะนั้นท่านจึงว่า "สุญญตา" ซึ่งเป็น เรื่องโลกุตตระนี้, เป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่พวกเธอฆราวาสทั้งหลาย ตลอดกาลนาน. นี่ขอให้ระวังคำว่า โลกียะ โลกุตตระให้ดี ๆ เรามาใช้ กันอย่างผิดความหมาย อย่างเป็นข้าศึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ไม่หันหน้าเข้าหากัน, เป็นศัตรูกัน นี้มันไม่ถูก. ทีนี้จะพิสูจน์ต่อไปถึงข้อที่ว่ามันไม่ถูก: หมายความว่า ธรรมะทุกชื่อ, บรรดาธรรมะที่มีประโยชน์แก่พวกเรา ธรรมะทุกข้อ และทุกชื่อ จะมีอยู่เป็น ๒ แผนก เสมอ คือที่เป็นชั้นโลกียะและเป็นชั้นโลกุตตระ เช่น คำว่า ทาน, พิจารณาแต่ต่ำที่สุดไปจากคำว่าให้ทานทำ ทานนี้. การทำทานถ้าเป็นโลกียธรรม, มันก็เป็นข้อปฏิบัติ ของชาวบ้านที่ไม่รู้พุทธศาสนาก็ต้องให้ทาน เพื่อว่า ให้เขารักบ้าง, เพื่อจะเอาของตอบแทนบ้าง, หรือว่า เพื่อจะให้เกิดสวย เกิดรวย ได้สวรรค์วิมานในโลกหน้าบ้าง; ๗๖

น.73 นี่มันก็เป็นเรื่องให้ทานตามวิสัยของคนที่มีจิตใจเป็นโลกียะ. ถ้าว่าคนมีจิตใจสูงรู้พระพุทธศาสนา, ก็จะ ต้องให้ ทานเพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่น ว่าของกู ว่าตัวกู อย่างพระเวสสันดร ท่านบำเพ็ญบารมีในการให้ทานอย่างนี้ นั่นก็เพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูของกู. ฉะนั้นพวกเราพุทธบริษัท แม้ในปัจจุบันนี้ ก็ต้อง พยายามให้ทานให้ถูกต้อง ตามความมุ่งหมายของพุทธ บริษัท คือให้ทานเพื่อผู้อื่น, เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ให้ทานเพื่อพระศาสนาจะได้ยังอยู่ และเพื่อให้พระ ศาสนาเป็นประโยชน์แก่คนทุกคน; ถ้าให้ทานอย่างนั้น ก็เรียกว่ามันเป็นไปเพื่อ โลกุตตระ เป็นไปเพื่อจะข้าม ขึ้นจากระดับโลก สิ่งที่เรียกว่าทานก็มีอยู่ ๒ ชั้นอย่างนี้. สิ่งที่เรียกว่า ศีล ถ้ารักษาศีลเอาหน้า, รักษาศีล เอาประโยชน์โดยตรงในทางวัตถุ นี้มันก็เป็นโลกียะ ถ้ารักษาศีลเพื่อประโยชน์แก่การเป็นเครื่องสนับสนุน สมาธิ, หรือว่าเพื่อควบคุมตัวกู–ของกู อย่างนี้, การรักษาศีลนั้นก็เป็นไปเพื่อโลกุตตระ. ๗๗

น.74 การทำสมาธิ ก็เหมือนกัน ถ้าทำสมาธิเอาประโยชน์ มีจิตเป็นสมาธิแล้วมีฤทธิ์, มีเดช, แสดงฤทธิ์ แสดงเดชได้ หาประโยชน์จากการมีฤทธิ์อย่างนี้ สมาธินี้มันก็เป็น โลกียะไป แต่ถ้าว่าทำสมาธิเพื่อควบคุมกิเลสไม่ให้ ขึ้นมาวุ่นก็ดี, หรือทำสมาธิเพื่อเป็นบาทฐานของปัญญา ก็ดี, อย่างนี้มันเป็นไปเพื่อโลกุตตระ. สำหรับสิ่งที่เรียกว่า ปัญญา ปัญญาที่เป็นโลกิยะนั้น เป็นปัญญาเฉโกภาษาบาลีมีคำว่า "เฉโก" คือฉลาดใน เรื่องหาประโยชน์ตามทางของโลก ๆ, นี้ก็เรียกว่า "เฉโก"; ไม่ใช่คำที่เสียหายอะไร เป็นคำธรรมดาคำหนึ่ง, แปลว่า ฉลาดในเรื่องโลกียะ. ส่วนฉลาดในทางธรรมเพื่อเอาตัวออก จากทุกข์ก็เรียกว่าปัญญา: ปัญญาก็มีอย่างที่เป็นโลกียะและ เป็นอย่างโลกุตตระ. . นี้เราจะเห็นได้ว่าความหมายของคำ ๆ เดียวมีอยู่เป็น ๒ ชั้นอย่างนี้เสมอแม้ที่สุดแต่คำว่า "พุทธะ" หรือ "พระ พุทธเจ้า" พระพุทธเจ้าที่เป็นเนื้อหนังเป็นบุคคลเดินไปมา ๗๘

น.75 ได้ นี้ก็เป็นพระพุทธเจ้าสำหรับเด็ก ๆ แต่พระพุทธเจ้าใน พระพุทธภาษิตที่ว่า “ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคตผู้นั้นเห็นธรรม" อย่างนี้จึงจะเป็นพระ พุทธเจ้าองค์แท้ ของพุทธบริษัทที่มีปัญญา. ฉะนั้นเราไม่อาจจะให้พุทธบริษัทเหล่าใดเหล่าหนึ่งเลือก ถือเอาแต่โลกียะ จะเกณฑ์ให้พุทธบริษัทพวกใดพวก หนึ่งระดับใดระดับหนึ่งเลือกถือเอาแต่ที่เป็นโลกียะ, อย่างนี้เป็นการทำลายพระพุทธศาสนาเสียหายหมด ไม่ มีอะไรเหลือ; ทำลายพระพุทธศาสนาเสียหาย ยิ่งกว่า ที่พวกคอมมิวนิสต์จะมาทำลาย. เพราะว่าพวกคอมมิวนิสต์จะทำได้ก็เพียงเผาผลาญ โบสถ์, วัดวาอารามทางวัตถุ ไม่สามารถจะทำลายหัวใจ · ของพุทธศาสนาให้รายเตียนไปได้ แต่แล้วความเข้าใจผิด ของเราเอง เรื่องโลกียะเรื่องโลกุตตระเป็นต้นนี้ ถ้าเข้าใจ ผิดแล้วจะทำลายตัวแท้ของพระพุทธศาสนาให้หมดไปไม่มี เหลือ เราก็หมดความเป็นพุทธบริษัท ไม่มีอะไรเหลือ ๗๙

น.76 ที่นี้จะต้องพิจารณากันให้ละเอียด ถึงคำบางคำที่เอา มาพูดกันอย่างหมิ่นเหม่ต่ออันตรายเช่นว่า อริยมรรคมี องค์แปด. อริยมรรคมีองค์แปดนี้ คนๆไหนจะปฏิบัติ ใคร จะปฏิบัติก็ตามจะต้องถือว่าสิ่งที่เรียกว่าอริยมรรคมีองค์ แปดนี้ต้องเป็นฝักฝ่ายของโลกฺตตระ อย่าขนานนาม อริยมรรคมีองค์แปดให้เป็นโลกียธรรมเลย. แม้ว่าอริยมรรคมีองค์แปดจะเป็นสังขตธรรมมีปัจจัย ปรุงแต่ง มีอะไรก็ตามที แต่อย่าไปกล้าขนานว่าเป็นโลกีย ธรรมอย่างชาวบ้าน; ให้ถือว่าเป็นแนวของโลกุตตรธรรมอยู่ นั่นเอง; แล้วเราก็รับเอาอริยมรรคมีองค์แปดซึ่งเป็นหน ทางไปสู่นิพพานโดยเฉพาะนี้มาปฏิบัติอยู่ได้ตามบ้านตาม เรือนในชีวิตประจำวันของเรา. ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกใครกล่าวหาว่านี้ข้า ! ไปเอาเรื่อง นิพพานซึ่งเป็นเรื่องสูง ๆ มาปฏิบัติ จงยินดีที่จะรับเอา เรื่องโลกุตตรธรรม, อริยมรรคมีองค์แปดนี้ มาปฏิบัติ ๘๐

น.77 อยู่ตามบ้านตามเรือนทุกหัวระแหงไปที่เดียว ให้เข้าใจ คำว่าอริยมรรคมีองค์แปดกันในลักษณะอย่างนี้, ผมเชื่อว่า จึงจะเป็นพุทธบริษัท. เราดูกันถึงซื้อธรรมะต่าง ๆ อีก เช่นหลักธรรมะเรื่อง อิทธิบาท ๔ นี้, คนไหนมากล้าชี้ว่าเป็นโลกียะหรือเป็นโล- กุตตระอย่างเด็ดขาด. โดยที่แท้แล้วมันเป็นฝักฝ่ายของโล- กฺตตระ แต่เอามาใช้อย่างโลกียะก็ได้. เรื่องอิทธิบาทนี้ เป็นเครื่องมือสำหรับทำให้บรรลุพระนิพพาน แต่เรา เอามาใช้ในการทำไร่ไถนาค้าขายก็ได้ นั่นไม่ใช่ความ มุ่งหมายของพระพุทธเจ้า ที่จะให้เอาอิทธิบาทของท่านมา ใช้ในเรื่องทำไร่ ทำนา ค้าขาย; แต่ว่าเราก็เอามาใช้ได้ และท่านก็ไม่ขัดข้องอะไร เพราะว่าหลักธรรมะนี้กล่าวไว้ เป็นหลักกลาง ๆ ทั่วไป หลักเช่น สติปัฏฐานสี่นี้ มันเป็นเรื่องเพื่อข้ามขึ้น เหนือโลก, พ้นโลกแท้ ๆ แต่ก็เอามาใช้ปฏิบัติได้ ตามสมควรแก่กาละเทศะในบ้านเรือน การที่จะไม่ให้ ๘๑

น.78 นำเอามาใช้อย่างนี้ เรียกว่าเป็นการทำลายประโยชน์ของ เพื่อนมนุษย์อย่างไม่มีใครเชื่อ, ไม่มีใครยอมรับ เรื่องอินทรีย์ห้า คือศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญานี้ ก็มุ่งหมายเนื่องอยู่กันกับสติปัฏฐานและโพชฌงค์ ที่เป็นไปเพื่อโลกุตตระ แต่แล้วก็เอามาใช้ที่บ้านที่เรือนได้. แม้แต่หลัก โพชฌงค์เอง ถ้ารู้จักใช้ก็เอาความ หมายของคำว่า สติ, ธรรมวิจยะ, วิริยะ, ปีติ, ปัสสัทธิ, สมาธิ, อุเบกขา เหล่านี้มาใช้ตามบ้านเรือนได้โดยใช้ ในความหมายให้ถูกต้องเท่านั้นเอง. ที่เราได้รับการสั่งสอนในโรงเรียน เพื่อนภิกษุสามเณร สพรหมจารีย์ทั้งหลาย คงจะเคยได้รับการสั่งสอนมาแล้วทั้ง นั้น ในการเรียนนักธรรมชั้นตรี, ชั้นโท นั้นว่า ถ้าเป็น ฆราวาสจะปฏิบัติธรรมะที่มีไว้สำหรับพระได้อย่างไร เช่น ปัจจเวกขณ์สี่ คือจีวร, บิณฑบาตร, เสนาสนะ และ คิลานเภสัชนี้ เราก็ยังเอามาใช้พิจารณา การนุ่งห่ม, การกินอาหาร, การใช้ที่อยู่อาศัย, การเจ็บไข้ อะไรได้. ๘๒

น.79 แม้กระทั่งบารมี ๑๐ อย่าง มีทานบารมีเป็นต้น, ที่ทำ ให้เป็นพระพุทธเจ้านั้น เราก็ยังได้รับการสั่งสอนว่า, เราก็ เอามาปฏิบัติได้ตามความเหมาะสมใน ๑๐ ประการนั้น. แปลว่าไม่มีธรรมะหมวดไหนพวกไหนที่จะเป็น โทษ, เป็นภัยแก่ฆราวาสผู้รู้จักเลือกเอามาใช้และ ปฏิบัติ. ที่นี้ก็มาถึงคำที่ขลังที่สุด คือคำว่า "วิปัสสนา" คำว่า วิปัสสนานี้เป็นคำที่พระพุทธเจ้าท่าน จะไม่เคยใช้เลยด้วยซ้ำ ไป ท่านใช้คำอย่างอื่น แต่เราเดี๋ยวนี้สมัยนี้เราใช้คำว่า วิปัสสนาเป็นพื้นฐานที่เดียว หมายความว่าการกระทำทาง จิตใจ ที่นี้การกระทำทางจิตใจนี้ จะให้ทำแต่พวกพระที่อยู่ ตามถ้ำ, ตามภูเขานั้น เป็นไปไม่ได้, ต้องทำกันหมด, ฆราวาสตามบ้านเรือนก็มีการกระทำทางจิตใจ, ตั้งอยู่ ในหลักธรรมครบถ้วนทุกอย่างทุกประการเท่าที่จะทำได้ แล้วมีสติสัมปชัญญะให้มากที่สุดที่จะไม่ให้เกิดกิเลส และความ ทุกข์ขึ้นมา นั่นแหละคือวิปัสสนา. ๘๓

น.80 ฉะนั้นในห้องน้ำก็ดี, ในครัวก็ดี, ที่ไหนก็ดี ตามบ้าน ตามเรือนนี้ จะต้องมีจิตใจในลักษณะที่เป็นวิปัสสนา คือรู้ว่าสิ่งต่าง ๆ ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูของกูไม่ได้ แล้ว อย่าไปดีใจ, เสียใจ, ให้เกิดกำเริบวุ่นวาย, แฟบ ๆ ฟู ๆ, ไปตามสิ่งที่มากระทบ แม้ในครัว, แม้ในห้องน้ำ, แม้ใน ห้องส้วมอะไรก็ตามจะต้องมีสติสัมปชัญญะแบบที่ความทุกข์ จะเกิดขึ้นไม่ได้เสมอไป. ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าแม้แต่คำว่าวิปัสสนานี้ ก็ไม่ขัดกับ ชาวบ้านที่จะเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อคุ้มครองตัว ให้ เป็นเครื่องรางอันศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองตัวไม่ให้เกิดทุกข์ภัย ขึ้นมาแก่จิตใจ. อยากจะยกตัวอย่างอีกสักคำหนึ่งคือคำว่า " นิพพาน " คำว่านิพพานนี้เป็นคำที่ชาวบ้านต้องสนใจมากที่สุด, ต้อง พยายามกระทำให้มีให้มากที่สุด, ทุกเวลาที่สุด เพราะ คำว่า นิพพานนั้นแปลว่าเย็น ของที่ร้อน แล้วเย็นลง ๆ นี้คือนิพพาน. ๘๔

น.81 ขอโอกาสพูดให้สิ้นเชิงว่า เท่าที่ได้ค้นคว้ามาทั้งหมด แล้ว, พบคำว่านิพพาน, อธิบายไว้ชัดเจนดีมาก คำว่า นิพพานนี้เป็นคำที่ใช้อยู่เหมือนกับภาษาพูดตามธรรมดาใน หมู่คนชาวบ้านตามธรรมดาอยู่ก่อนแล้ว, ก่อน พุทธกาล ก่อนพระพุทธเจ้า หมายถึงความเย็น. เมื่อใดความร้อน หรือพิษสงร้ายกาจอะไรสงบลง เย็นลง; เมื่อนั้นเขา เรียกว่านิพพาน. เช่นข้าวคดมาร้อน ๆ กินไม่ได้ ต้องรอ ให้นิพพาน แล้วจึงกิน; นี่คำพูดธรรมดาใช้อย่างนี้. นิพพาน ในความหมายอย่างนี้ใช้สำหรับวัตถุ หมายถึงวัตถุเย็นลง. อีกความหมายหนึ่งที่สูงขึ้นมา คือว่าสัตว์เดรัจฉานที่ ป่าเถื่อน จับมาจากป่า เป็นอันตราย ยังฝึกไม่ดี ยังเป็น อันตราย, แล้วก็ฝึกไป ๆ จนเป็นสัตว์เซื่อง, เหมือนช้าง เซื่อง, ม้าเชื่อง, วัวเซื่อง, เป็นสุนัข, เป็นแมวเซื่องไป เหล่านี้เรียกว่าสัตว์นั้นนิพพาน. แปลว่าเย็นลงแห่งพยศ ร้าย, สัตว์นั้นเย็นสนิทเรียกว่าสัตว์นิพพาน. พอมาถึงคน ก็หมายถึงว่ากิเลสคือ โลภะ, โทสะ, ๘๕

น.82 โมหะ, ซึ่งเป็นของร้อนนี้ได้เย็นลง นี้ก็เรียกว่านิพพาน. ถ้าชั่วคราวก็นิพพานชั่วคราว, ถ้าถาวรก็นิพพานจริงเด็ด ขาดลงไป. ใครเป็นคนร้อน ? ต้องถือว่าฆราวาสนี้ตามปกติต้อง ร้อนกว่า พระ เณร ที่วัด เพราะว่าฆราวาสต้องเผชิญกับ อุปสรรคนานาประการในบ้านในเรือนจึงมีความร้อนมาก ฉะนั้นใครมีความร้อนมาก คนนั้นควรจะต้องการความเย็น มาก. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่านิพพานนี้ควรจะจำเป็นก่อน แก่ชาวบ้านซึ่งมีความร้อนมาก. เพราะฉะนั้นอย่าได้กลัวเรื่องนิพพาน จงได้สนใจเรื่อง นิพพานให้ถูกต้อง ตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้อย่าง เดียวกับเรื่องสุญญตา. ที่ตรัสว่าสุญญตาจำเป็นที่สุด, เหมาะ สมที่สุด แก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนานนี้ ก็หมาย ความว่าเรื่องนิพพานนั่นเอง. ฉะนั้นพวกชาวบ้านแท้ ๆ จะต้องสนใจเรื่องนิพพานให้ ถูกต้อง ในนามว่าสุญญตาก็ตาม ในนามว่านิพพานก็ตาม, ๘๖

น.83 ในนามว่าโลกุตตรธรรมก็ตาม เป็นต้นนี้, ให้ถูกต้อง; เรา ก็จะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่พุทธบริษัทควรจะได้รับจากพระพุทธเจ้า. เราเอากันง่าย ๆ หน่อยดีกว่า พูดอย่างนี้มันอาจจะ มากไปก็ได้ เอาแต่เพียงเท่านี้ก็คุ้มกันแล้ว,คือว่าเรื่องโล กุตตรธรรมนี้มันเหมือนกับเบร็ค, เบร็คห้ามล้อรถยนต์นั่น แหละ. ถ้าเรามีแต่เครื่องยนต์ที่ทำให้รถวิ่งไปข้างหน้า อย่างเดียว มันเป็นอย่างไร ? มันต้องลงคู ลงคลองตาย หมดแน่. ประโยชน์ส่วนของเบร็คห้ามล้อนี้ทำไมไม่คิด, ทำไมไม่นึก, และไม่ให้ความสำคัญแก่เร็ค. เรื่องกำลังของโลกียนั้น มันเหมือนกับที่ให้รถพุ่ง ไปข้างหน้า, และเมื่อถึงคราวอันตราย โลกุตตรธรรม จะเป็นเบร็คและหยุดให้ทันท่วงที; นี่มันมีความสำคัญ อย่างนี้. แต่แล้วคนก็มองข้ามความวิเศษของเบ็ค ฉะนั้นเราใช้โลกุตตรธรรม เรื่องสุญญตา, อนัตตา, หรืออะไรทำนองนี้ ให้พอเหมือนกับที่เขาใช้เบร็ครถยนต์ก็ดี ถมไปแล้ว ก็ยังได้และยังดีถมไปแล้ว. ๘๗

น.84 พวกโมฆะบุรุษตามที่พระพุทธเจ้าท่านเรียก พวกโมฆะ บุรุษไม่เข้าใจเรื่องนี้ศึกษาเรื่องนี้มาผิด ๆ เลยเกลียดโล กุตตรธรรม เลยกลายเป็นสุนัขจิ้งจอกหางด้วน เหมือนรถ ยนต์ไม่มีบเร็ค เหมือนกับสุนัขจิ้งจอกหางด้วน มันจะน่าดูที่ ตรงไหน แล้วมันยังจะไปลวงผู้อื่นให้ตัดหางอย่างนี้ ใครจะ ไปเชื่อ. มันคงจะเหมือนกับที่ว่าใครมาบอกให้ท่านถอดเบร็ค ของรถออก เบร็คนี้ถอดออก แล้วใช้รถยนต์ไป ท่านก็คง ไม่เชื่อ. มันก็เหมือนกับสุนัขจิ้งจอกหางด้วนจะไปหลอกคนอื่นให้ ตัดหาง คงไม่มีใครเชื่อ, เรื่องที่จะไปบอกว่า โลกุตตร ธรรมไม่จำเป็นแก่ฆราวาส นี้เป็นไปไม่ได้. พระพุทธเจ้า ท่านยืนยันว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด หรือแม้เราจะไม่เชื่อพระ พุทธเจ้าเราก็มองเห็นว่ามันเหมือนกับเบร็ค ถ้าไม่มีเบร็ค แล้วรถยนต์นั้นจะฆ่าเจ้าของรถเสียเท่านั้น. การที่จะมาสอนกันแต่เพื่อให้เอา ให้ทำ ให้เอาให้ทำ แล้วไม่มีอะไรคอยควบคุมคุ้มครองนี้ผิด ผิดหลักโดยประ ๘๘

น.85 การทั้งปวง. เมื่อโลกียธรรมจะมุ่งมั่นไปในทางที่ถูก ก็ ให้เป็นไป แต่ถ้าจะเป็นไปในทางที่ผิดแล้ว เครื่อง หน่วงเหนี่ยวก็คือธรรมประเภทโลกุตตรธรรม มันต้อง ควบคู่กันไปอย่างนี้เสมอ. เราลองนึกดูว่า หลักพระพุทธศาสนาที่เป็นหัวใจที่ว่า อย่าทำชั่ว, ทำดี, แล้วก็ทำจิตให้บริสุทธิ์ เรื่องทำจิตให้ บริสุทธิ์นั้นมันเป็นโลกุตตรธรรมมันเอาออกไม่ได้ มัน จะมีแต่เว้นชั่วและทำดีเท่านี้ไม่ได้ ไม่พอ; ต้องมีการทำจิต ให้บริสุทธิ์ควบคุมมันอยู่ด้วย มันจึงจะพอ. ถ้าลองเอาข้อสุด ท้ายที่ว่า " ทำจิตให้บริสุทธิ์ " ออกแล้วมันก็หมดความเป็น หัวใจของพุทธศาสนา. ฉะนั้นเราไม่ต้องกลัว ที่จะทำจิตให้ บริสุทธิ์ ให้ว่างจาก โลภะ โทสะ โมหะ ให้มากที่สุดเท่าที่ จะมากได้ คือให้มันเย็นลงเท่าที่จะเย็นได้ โดยเหตุฉะนี้เราจะเห็นได้ว่า โลกุตตรธรรม นี้ยิ่งจำ เป็นแก่การเป็นมนุษย์ แม้เป็นฆราวาส และแม้ในการ พัฒนา. การพัฒนาที่ถูกต้อง ต้องมีธรรมะประเภท ๘๙

น.86 โลกุตตรธรรมเข้ามาคุ้มครอง การพัฒนานั้นจึงจะถูก ต้องและไม่เป็นไปเพื่อสร้างวิกฤติการณ์ถาวร. รวมความแล้วก็คือว่าเรื่องโลกียะกับโลกุตตระนี้ ถ้า เรายังมีความเข้าใจผิดอยู่อย่างไรบ้าง ก็ขอให้สะสาง แก้ไข ให้มันถูกเสีย แล้วไม่ต้องเชื่อคนอื่น ให้เชื่อความรู้สึก คิดนึกสังเกต เห็นอยู่กับตัวเราเองนี้เป็นหลัก แล้วเราก็จะ มีตัวพุทธศาสนาคือประเภทโลกุตตรธรรมทั้งหลายนี้ อยู่กับ เนื้อกับตัวเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามันเป็นประ โยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน ฉะนั้น อย่าได้กลัวเรื่องสุญญตา เรื่องนิพพาน หรือ เรื่องโลกุตตรธรรม จงนำมาใช้อยู่ที่เนื้อที่ตัว เป็นเครื่อง รางคุ้มครองตัว เหมือนกับที่เราแขวนพระห้อยคอ อยู่กับ เนื้อกับตัวถึงขนาดนี้ มันก็จะคุ้มครองวิญญาณให้ปราศจาก ความทุกข์. แต่ เพราะเราเข้าใจผิด เรื่องศาสนาว่าเป็นภัยแก่ การพัฒนา หรือโลกุตตรธรรมเป็นอุปสรรคแก่การ ๙๐

น.87 พัฒนานี้เราจึงสอนพุทธศาสนาไม่สำเร็จ นี่ขอให้เห็นใจ ภิกษุ สามเณร นิสิตมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย หรือ มหาวิทยาลัยไหนก็ตาม ล้วนแต่มีหน้าที่ที่จะต้องสั่งสอน เพื่อนมนุษย์ ให้เข้าใจในเรื่องนี้ เราต้องเข้าใจให้ถูกต้องแล้ว ช่วยกันแก้ไขในเรื่องนี้ ถ้าไม่อย่างนั้นไม่มีทางสำเร็จ เสียเวลาที่จะมีมหาวิท ยาลัยหรือมีอะไรขึ้นมาให้เปลือง ให้เหนื่อย ให้ยุ่งแล้วไม่มี ประโยชน์อะไร จะต้องให้เป็นประโยชน์ให้ตรงตามความ ประสงค์ของพระพุทธเจ้าให้ได้ เพราะฉะนั้นต้องปรับปรุง พื้นฐานที่มันเป็นหลักสำคัญที่เป็นอุปสรรคบ้าง ที่เป็นสิ่ง สนับสนุนข้างแก่พุทธศาสนานี้ ให้เข้ารูปเข้ารอยกันให้ดี ๆ นี้ก็คือข้อหนึ่งที่ว่าเป็นอุปสรรคแก่การเผยแผ่พระพุทธศาสนา แห่งสมัยนี้. ข้อถัดไปอีก ผมอยากจะขอร้องให้อดทน ฟังอีกสัก หน่อยหนึ่งว่า อุปสรรคที่พวกเราเผยแผ่พุทธศาสนาไม่ สำเร็จ ก็เพราะว่าพวกท่านทั้งหลายสนใจแต่เรื่องหลัง ๙๑

น.88 จากตายแล้วอย่างผิดวิธี . เมื่อพวกท่านทั้งหลายสนใจแต่ เรื่องเมื่อตายแล้ว หลังจากเข้าโลงไปแล้ว แล้วสนใจ อย่างผิดวิธีด้วย พวกเราก็ไม่มีทางจะเผยแผ่พุทธศาสนาได้ สำเร็จ เพราะว่าจะผิดฝาผิดตัวกันอย่างไม่มีทางที่จะเข้า กันได้ เพราะว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้พูดเรื่องต่อ ตายเข้าโลงแล้วจึงจะพูดกัน ว่าเป็นเรื่องสำคัญ. ท่านต้อง การจะพูดกันถึงเรื่องที่นี่และเดี๋ยวนี้ ในฐานะที่เป็นเรื่องสำคัญ. เรื่องชาติหน้านั้นไม่ได้มีไว้สำหรับการผลัดเพี้ยน หรือว่า เพื่อผลัดเวลาเพื่อหวังแก้ตัวต่อชาติหน้า หรือเอาไว้ต่อชาติ โน้นจึงค่อยทำดีกว่าอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น. เรื่องชาติหน้านี้พระพุทธเจ้าท่านได้กล่าวไว้เพื่อให้ เกิดความสนใจแก่การแก้ไขชาตินี้เพราะว่าเป็นสิ่งที่เรา ทำได้ หรืออยู่ในวิสัยที่เราจะทำได้นั้นมันอยู่ในชาตินี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราแก้ไขชาตินี้ให้ถูกต้อง ชาติหน้าเป็น อันว่าถูกแก้ไขด้วยโดยไม่ต้องแก้ไข . ๙๒

น.89 นี่ฟังดูก็คล้าย ๆ จะไม่เป็นไปได้ แต่ว่านั่นคือความเป็น ไปได้ที่สุด: เราจะต้องแก้ไขชาตินี้ให้ดี ให้ถูกต้อง ให้ สมบูรณ์ แล้วชาติหน้า ก็จะเป็นสิ่งที่ถูกแก้ไขในตัวมันเอง. ดังนั้น ทำไมจึงเอาไปฝากไว้ชาติหน้า แล้วไปค่อยทำเอา ชาติหน้า อย่างนี้มันจะไม่ได้อะไรเลยทั้ง ๒ ชาติ. เรื่องชาติหน้านั้นท่านตรัสไว้เพื่อให้มีความรู้ความ เข้าใจ ในการที่จะแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ในชาตินี้ให้ถูกต้อง เพื่อ จัดการสิ่งต่าง ๆ ให้เสร็จ ให้ถูกต้องไปแต่ในชาตินี้ และ ให้รู้จักความสำคัญอย่างยิ่งของคำว่าชาตินี้. คำว่าชาตินี้ ชาติหน้านี้ ไขว่เขวกันอยู่อย่างนี้เสมอไป ฉะนั้นถ้าจะลืม เสียสักทีหนึ่งก่อนจะดีกว่า. เรื่องชาติหน้านั้น ถ้าจะเข้าใจ ผิดทำนองนี้แล้ว ลืมเสียทีจะดีกว่า ! ชาตินี้จะต้องทำอย่างไร, แล้วก็ทำให้ถูกต้องตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ดีกว่า. แล้วอีกอย่างหนึ่งเรื่อง “ชาติหน้า” นี้ระวังให้ดี ! เผลอนิดเดียวเป็นสัสตทิฏฐิ. การที่ใครจะเชื่อว่าคน ๆ เดียวนั่นคือเรานี่ แล้วคน ๆ นี้ตายแล้วไปเกิดอีก แล้วก็คือ ๙๓

น.90 คน ๆ นี้อีก อย่างนี้มันเป็นสัสตทิฏฐิ ไม่มีทางที่จะแก้ตัว. ทีนี้ถ้าว่าไม่มีใครเกิดเสียเลย มันก็เป็นอุจเฉททิฏฐิ ไม่มีทางที่จะแก้ตัว. มันจะต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า ชาตินี้ชาติหน้า มันมี ความหมายอย่างไร ในคำจำกัดความอย่างไร เพื่อประโยชน์ อย่างไร คำว่าชาตินี้ก็คือว่า มันอยู่ในวิสัยที่เราจะจัดการได้ เราก็จัดการ. อธิบายอย่างอื่นฟังยาก จะอธิบายด้วยการ ชี้ระบุไปยังสิ่งที่เราสนใจกันอยู่ดีกว่า และอยู่ในวิสัยที่จะ ปฏิบัติได้ด้วย; และถ้าปฏิบัติได้ ก็เป็นอันแก้ปัญหาตก หมดด้วย. ขอยกตัวอย่างด้วยเรื่อง อบายภูมิ อบายภูมิมี ๔ อย่าง คือ นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ๔ อย่างนี้ ขึ้นใจแก่ พวกเราอยู่แล้ว เพราะเรากลัว. แต่แล้วเราเอาไปฝากไว้” ชาติหน้า เราจะตกอยายภูมินี้ต่อถึงชาติหน้า หลังจากเข้า โลงไปแล้ว; นี่เป็นเรื่องน่าหวัว ส่วนอบายภูมิที่แท้จริง ที่ จริงกว่า และที่กำลังตกอยู่นี้ ไม่สนใจ คิดดูเถอะไม่สนใจ. ๙๔

น.91 ความหมายของอบายภูมิ ไม่ว่าชนิดไหนหมด มันมี ความหมาย, อบายภูมินั่นแหละสำคัญอยู่ที่ความหมาย ไม่ใช่สำคัญอยู่ที่วัตถุ ที่แผ่นดิน ที่โลก ที่อะไรเหล่านั้น มันต้องสำคัญอยู่ที่ความหมาย. คำที่เรียกว่า "นรก" จะเป็นนรกที่นี่ หรือนรกต่อตาย แล้วก็ตาม ความหมายมันอยู่ที่จิตใจเดือดร้อนเหมือน ถูกไฟเผา. เมื่อไรเรามีความเดือดร้อนเหมือนถูกไฟ เผา; เมื่อนั้นเราตกนรก ที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ใน ชาตินี้ก็ได้ ชาติหน้าก็ได้. ฉะนั้นนรก มันก็มีความหมาย ว่าจิตใจเดือดร้อนเหมือนถูกไฟเผา ฉะนั้นเมื่อใดจิตใจใครมี ความเดือดร้อนเหมือนถูกไฟเผา เมื่อนั้นคนนั้นตกนรกไม่ ต้องแก้ตัว จะเดือดร้อนเพราะไปเล่นการพนันเสียหรือ เพราะคู่รักนอกใจ หรือเพราะว่าอะไรก็ตามใจ ขึ้นชื่อว่า ความเดือดร้อนแล้วถูกเรียกเป็นนรกไปได้หมด. แล้วเขา จัดนรกไว้ หลายสิบชื่อ หลายชั้น มันเข้ารูปกันได้. คำว่า "เดรัจฉาน" นรกแล้วก็เดรัจฉาน. เดรัจฉาน ๙๕

น.92 หมายถึงความโง่; ความหมายแท้จริงของคำว่าเดรัจฉาน คือความโง่ ไม่รู้สิ่งที่ควรจะรู้. ฉะนั้นเมื่อไรเราโง่ไปบ้าง เมื่อนั้นเป็นสัตว์เดรัจฉานทันที ที่นั่นและเดี๋ยวนั้น ต่อเรา นิกได้ ฉลาดขึ้นมา เราจึงหายความเป็นสัตว์เดรัจฉาน เราเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเสีย ๓ นาที-๕ นาที แล้วเรา ฉลาดขึ้นมา ก็มาเป็นคนอีก. คำว่า "เปรต" หมายถึงความหิว ทะเยอทะยานทาง จิตทางวิญญาณ หิวนี้ไม่ใช่หิวข้าว แต่หิวทางวิญญาณคือ หิวอารมณ์ของกิเลสตัณหา, เมื่อใดมีความหิวอย่างนั้น เมื่อนั้นเป็นเปรต ที่นั่นแหละเดี๋ยวนั้นเลย เย็น ๕ นาที เป็น ๑๐ นาที เป็นชั่วโมงอะไรก็ตามใจ ฉะนั้นเมื่อหิวเกิน ประมาณแล้วต้องเป็นเปรตไม่มีใครช่วยได้ พระพุทธเจ้าก็ ช่วยไม่ได้. สำหรับคำว่า "อสุรกาย" นั้นคือขี้ขลาด เอาตามตัว หนังสือก็ได้: อสุระ แปลว่าไม่กล้าหาญ ก็คือ ขี้ขลาด. เมื่อใดขี้ขลาดอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อนั้นเป็นอสุรกาย ขี้ขลาด ๙๖

น.93 ชนิดไหนก็ได้ กลัวไส้เดือน กลัวจิ้งจก กลัวลูกหนู กลัวตุ๊ก แก อย่างต่ำ อย่างนี้ก็เรียกว่าขี้ขลาดอย่างไม่มีเหตุผล เป็น อสุรกายได้, กระทั่งขลาดไม่มาแตะต้องกับพระศาสนา ก็เป็นอสุรกายได้ ขลาดไม่กล้าแตะต้องกับโลกุตตร ธรรม หรือคำว่านิพพาน เพราะกลัวจะเสียประโยชน์ ทางโลกนี้ก็เป็นอสุรกายได้. เมื่อใดมีความขลาดชนิดที่ เป็นข้าศึกศัตรูแก่ความเจริญแล้ว เมื่อนั้นเรียกว่าเป็น อสุรกายได้. ฉะนั้นเราเป็นอสุรกายกันได้ย่อย ๆ เหมือนกัน. การตกนรก การเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต เป็น อสุรกายนี้ มีได้ทุกเมื่อ นี้มันจริง ๆ จริงกว่าหลังต่อตาย แล้ว. ทีนี้เราอย่าตกนรกที่นี่ อย่าเป็นสัตว์เดรัจฉานที่นี่ อย่าเป็นเปรตที่นี่ อย่าเป็นอสุรกายที่นี่ รับรองเลย ตายเข้าโลงไปแล้วไม่มีตกนรกที่ไหน ไม่เป็นเปรต ไม่ เป็นอสุรกาย เดรัจฉานอะไรที่ไหนได้. เพราะว่ามันทำถูก ต้องแล้วที่นี่และเดี๋ยวนี้ แล้วจะไปตกอขายต่อตายแล้วได้ อย่างไร. ฉะนั้นจึงว่า ลืมไว้ก่อนก็ได้ให้ทำที่นี้และเดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ ๆ ๆ อย่าให้ตกนรก ตกอยายแล้วก็ไม่มีตกอีกต่อไป. ๙๗

น.94 พระพุทธเจ้าท่านตรัสอบายมุขไว้ก็อย่างก็ลองไปคิดดู อบายมุขมีหลายอย่าง อย่างแรกเช่นว่าเล่นการพนัน, ‘อบายมุข" ก็คือปากทางแห่งอบาย. การเล่นการพนัน พอเผลอเข้า แพ้หรืออะไรเข้า ก็ร้อนใจ นั่นคือ ตกนรก ที่บ่อนที่วงการพนันแหละ ที่นี้มันโง่ ไปเล่นการพนันเข้า นี้ มันก็เป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่แล้ว, ทีนี้มันก็หิวอยู่ตลอดเวลา ที่จะชนะกับเขาสักที มันก็เป็นเปรตอยู่ตลอดเวลาแล้วในวง การพนันนั้น, ที่นี้มันก็ขี้ขลาดกลัวแพ้อย่างยิ่ง หวั่นไหว อย่างยิ่ง ต่อการแพ้นี้ ขี้ขลาดนี้ มันก็เย็นอสุรกายอยู่แล้ว ที่ในวงการพนันนั้น. ฉะนั้นที่พระพุทธเจ้าตรัสการพนันว่าเป็นอบายมุขนี้ มัน ถูกมาก หรือถูกน้อย ท่านลองคิดดู. พระพุทธเจ้าท่านตรัส ถึงการเล่นการพนันเป็นต้นนี้ว่าเป็นอบายมุขนี้ มันถูกมาก หรือมันถูกน้อย ที่แท้มันถูกที่สุด ไม่มีอะไรจะถูกยิ่งไปกว่านี้ แล้ว. จึงเรียกว่า "อบายมุข" และอบายมุขมันก็ต้องนำไปสู่ อบาย ถ้าทำอบายมุขทันที ก็ตกอบายทันที ที่นั่นและ ๕๘

น.95 เดี๋ยวนั้น นี่คือความเป็น "อกาลิโก" ของธรรมะ ของพระพุทธเจ้า. ทำไมเราจะไปกลัว ไปสนใจนรกต่อตายแล้ว เข้าโลง ไปแล้ว. ส่วนนรกที่ตกอยู่จริงแล้วกลับไม่กลัว นี่ใครจะเป็น คนโง่กว่ากัน. คนหนึ่งกล้วนรกต่อตายแล้ว กับคนหนึ่ง กลัวนรกที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ใครโง่กว่ากัน ใครฉลาด กว่ากัน มันควรจะนึกดูอย่างนี้. ฉะนั้นการที่พวกเราไป สนใจเรื่องหลังจากตายแล้วอย่างผิดวิธีนี้ เป็นอุปสรรคอย่าง ยิ่งแก่การเผยแผ่พระพุทธศาสนา. บรรพชิตสาวกของพระพุทธเจ้า เพศบรรพชิตมีหน้าที่ เผยแผ่พุทธศาสนา แล้วก็ประสพอุปสรรคอย่างยิ่ง เพราะ ผู้ฟังทั้งหลายสนใจเรื่องต่อตายแล้วอย่างผิดวิธี. เรื่องที่จะ พูดกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้ ที่นี่ กลับไม่สนใจจะฟัง ก็เลยพูด กันไม่รู้เรื่อง. ฉะนั้นเราต้องช่วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย และร่วมมือกันทั้ง ๒ ฝ่าย ทำความเข้าใจในเรื่องนี้ให้ถูกต้อง; แล้วก็มองดูด้วยตน ๙๙

น.96 เอง ไม่ต้องเชื่อใคร ไม่ต้องเชื่อผม ไม่ต้องเชื่อพระพุทธ เจ้าก็ได้ ในข้อที่ว่า ถ้าไม่ตกนรกที่นี่อย่างนี้และ เดี๋ยวนี้ แล้ว ตายแล้วไม่มีตกนรกที่ไหนหมดไม่ตกอบายที่ ไหนหมด ฉะนั้นจงระวังอบายที่มีอยู่จริง ๆ ในชีวิต ประจำวัน. นี่เป็นอย่ายจริงกว่า. และคำว่า "ชาติ” นี้มันหมายความแต่เพียงว่า เปลี่ยนความคิดเรื่องตัวกู-ของกู ที่หนึ่งก็คือชาติหนึ่ง เราคิดอย่างโจร ก็เกิดเป็นโจรชาติหนึ่ง เดี๋ยวก็กลับมาคิด อย่างคน ก็กลายมาเกิดเป็นคนอีก นี่เรียกว่า "ชาติหนึ่ง" เรามีร้อนใจ เราก็เกิดเป็นสัตว์นรถไป ๓ นาทีอย่างนี้ เดี๋ยวก็เกิดใหม่กลับเป็นคน ก็คือชาติหนึ่ง เดี๋ยวเราเผลอ เกิดเป็นเปรตไป ๕ นาที มันก็ชาติหนึ่งอีกแล้ว. ชาติโดย ความหมายทางนามธรรมเป็นอย่างนี้. คำว่า "ชาติ” ในคำอธิบายทางธรรมะแทบทั้งหมดเป็น อย่างนี้ เช่นว่าเราเกิดโดยอริยชาติอย่างนี้ คือเป็นพระ อริยบุคคล หรือคำว่า "ชาติ" ที่ว่าเป็นทุกข์ทุกทีที่เกิดนี้ ๑๐๐

น.97 หมายถึงเกิดด้วยความยึดมั่นถือมั่นอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเป็น ทุกข์ทุกที. คำว่าชาติต้องเป็นอย่างนี้ ต้องเข้าใจให้ดี แล้วต้อง สนใจเรื่อง "ชาตินี้" ที่มันอยู่ในวิสัยที่เราจะควบคุมมันได้ จะปฏิบัติได้ จะแก้ไขได้ จะเอาชนะมันได้. เมื่อเราเอา ชนะชาตินี้ได้แล้วชาติหน้าไม่ต้องพูดถึง มันเป็นอันชนะ เสร็จไปในตัว. ฉะนั้นจึงย้ำแล้วย้ำอีกว่า แก้ไขชาตินี้ให้ชนะเถิด แล้วชาติหน้าจะเป็นอันถูกแก้ไข โดยตัวมันเองได้. แต่เราเอาไปไว้ที่ข้างหน้าหมด แม้แต่เรื่องสวรรค์ก็ว่าจะ ได้ต้องต่อตายแล้วมันเป็นเรื่องชวนหวังมากขึ้นไปอีก. ส่วน สวรรค์ที่อยู่ในวิสัยที่จะควบคุมได้ เอาได้ มีได้ ไม่สนใจ ไปฝากไว้ชาติหน้าอย่างละเมอเพ้อฝันให้เขาต้ม ให้เขา หลอกลวงได้ อย่างนี้มันน่าเศร้า. เรื่องนิพพานนี้ก็เหมือนกัน มันเป็นเรื่องที่จะต้อง มีได้ในชาตินี้ตามสัดตามส่วนที่ควรจะได้ แม้จะเป็น ๑๐๑

น.98 สันทิฏฐิกนิพพานก็ยังดี. มีพระพุทธภาษิตระบุไว้ชัดว่า ภาวะที่ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะ นั้น คือนิพพาน ก็มี นั้นคืออมตธาตุก็มี ; เรียกหลาย ๆ ชื่อ. แล้ว อมตธาตุ ก็ดี นิพพานก็ดีนี้ เป็นสันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก อะไรเหล่านี้ เหมือน คุณบทของพระธรรม หมายความว่าอยู่ในกำมือในชาตินี้ ควรน้อมเข้ามาเดี๋ยวนี้ ควรปฏิบัติเดี๋ยวนี้ ควรมีกันให้ได้เดี๋ยว นี้, ควรมีกันให้ได้เดี๋ยวนี้ให้รู้จักประจักษ์ ชัดในใจที่นี่ และ เดี๋ยวนี้. แต่นี่เรายิ่งกลับเอาไปไว้ไกล ๆ ๆ หลายร้อยชาติ หลายพันชาติ หลายหมื่นชาติ หลายแสนชาติ เลยไม่ได้ อะไรเพราะความเข้าใจผิดอย่างนี้ เรื่องว่าตายแล้วเกิดนี้ มันก็มาสรุปอยู่ที่นี่: ถ้าเราควบ คุมตายแล้วเกิดอย่างนี้ได้แล้ว ก็เป็นการควบคุมตายแล้ว เกิดอย่างโน้นได้. คำว่า "โอปปาติกะ" นี้ มันมีหลายความหมาย อย่างน้อยก็ต้องมากกว่าหนึ่งความหมาย. คนอื่นเขาจะถือ ๑๐๒

น.99 คำว่า โอปปาติกะ ในความหมายไหนก็ตามใจ แต่ความ หมายที่จำเป็นที่สุด สำคัญที่สุด ด่วนจี๋ที่สุด ก็คือความ หมายนี้. คือว่าเราคิดอย่างโจรก็เกิดเป็นโจร คิดอย่าง บัณฑิตก็เกิดเป็นบัณฑิตคิดอย่างสัตว์นรกก็เป็นสัตว์นรก คิดอย่างสัตว์เดรัจฉานก็เป็นสัตว์เดรัจฉานทันทีที่นั่นและ เดี๋ยวนั้น. นั่นแหละคือ "โอปปาติกะ " ที่ต้องระวังอย่างด่วนจี๋ โดยเร็วที่สุดแล้วควบคุมมันให้ได้ อย่าให้มันเกิดในลักษณะ อย่างนั้น. ถ้าเราแก้ปัญหาโอปปาติกะชนิดนี้ตกแล้ว ก็จะ เป็นการแก้โอปปาติกะชนิดไหน ๆ ตกไปหมดด้วยพร้อม ไปด้วยกัน ไม่มีปัญหาอะไรเหลืออีกต่อไป. ขอให้ถือว่า ข้อที่พวกเราพุทธบริษัทไปซะเง้อหวังแต่ เรื่องโลกหน้าหลังจากตายแล้วกันมากเกินไปและผิดวิธีนี้ กำลังเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งแก่การเผยแผ่พุทธศาสนา แก่ การจรรโลงพระศาสนา แก่การที่จะใช้พุทธศาสนาเป็น เครื่องต่อต้านคอมมิวนิสม์ และกลับจะกลายเป็นเรื่องให้ ๑๐๓

น.100 พวกคอมมิวนิสต์หัวเราะเยาะแล้วมันก็ล้มละลายกันเท่านั้น เอง. เราจะต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ให้ถูกต้องให้ทันแก่เวลา. สำหรับเวลาที่ยังเหลืออยู่ต่อไป ที่ได้รับคำบอกเล่าว่า ยังไม่จำกัดนักนี่ผมอยากจะขอโอกาส ขอโอกาสจากท่านทั้ง หลายจะพูดสิ่งที่ค่อนข้างจำเป็นแก่เพื่อนสพรหมจารีย์ ภิกษุ สามเณร ที่เกี่ยวกับการเผยแผ่พุทธศาสนา ในฐานะที่จะชี้ ให้เห็นอุปสรรคของการเผยแผ่พุทธศาสนาอย่างหนึ่ง. คือว่าเดี๋ยวนี้โลก โลกของนักศึกษานั้น เขาไม่ต้อง การความรู้ทางปรัชญา หรือความรู้ที่เพ้อเจ้อไม่รู้จักจบ อย่างนั้นกัน ระวังให้ดี! เราอย่าไปเข้าใจผิดหมุนเวียนเดิน ตามหลังไปเสียอีก ฝรั่งที่เป็นนักศึกษาที่คงแก่เรียน ที่มี ความรู้เป็นศาสตราจารย์อะไรเหล่านี้เขาปฏิเสธทันที ที่จะ ฟังคำอธิบายหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับปรัชญา แต่เขาต้อง การตัว "พุทธศาสนาตัวแท้" คือตัวที่เราเรียกกันว่า “พรหมจรรย์" คำนี้ก็เหมือนกันอีก เข้าใจไขว้เขว พรหม จรรย์นี้มักจะเข้าใจกันแต่ว่ารักษาความบริสุทธิ์ในทางเพศ ๑๐๔

น.101 ของหญิงสาว ชายหนุ่มนี้อย่างนี้มันนิดเดียว. คำว่า "พรหมจรรย์" ไม่ได้หมายความอย่างนั้นเท่า นั้น. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เธอจงไป จงประกาศ พรหมจรรย์ ให้ถูกต้องให้บริสุทธิ์ให้ไพเราะในเบื้อง ต้น ในท่ามกลาง ในที่สุด" "พรหมจรรย์" นั้นใน ที่นี้มีความหมายอย่างไร พวกโลกนักศึกษาต่างประ เทศเขาต้องการสิ่งนี้ เขาไม่ต้องการปรัชญาเพ้อเจ้อ ซึ่ง พวกนักศึกษาไทยกำลังเรียนคลานงุ่มง่ามตามกันเขา นี่ฟัง ดูให้ดี ๆ! ผมได้เผชิญกับคนเหล่านี้มาจนเหงื่อแตกเหงื่อ แตนมาแล้วถึงได้เอามาพูด. แต่พวกเรากำลังจะสนใจ เรื่องปรัชญาตะวันตก ปรัชญาตะวันออก ปรัชญาอะไรก็ตาม ซึ่งไม่เคยช่วยเหลือ อะไรได้ในทางที่จะทำโลกให้มีสันติภาพ เราต้องพยายาม ระวังให้ดี กระทำให้เป็นรูปร่างของ "พรหมจรรย์" ของ พระพุทธเจ้าขึ้นมา "จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พรหมจริยํ ปกาเสถ" อะไรเหล่านี้ระวังให้ดี คำว่าพรหมจรรย์นี้ ๑๐๕

น.102 หมายความว่าอะไร ? มันหมายถึงแบบชีวิตที่ประเสริฐ แบบแห่งการมีชีวิต การเป็นอยู่ที่ประเสริฐ. เขาต้องการแบบของการเป็นอยู่ที่ถูกต้อง ที่ประเสริฐ ที่ประพฤติอยู่ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ไม่ใช่ปรัชญา ประเภทที่เป็นไปตามตรรกวิทยาจิตวิทยา เหตุผลเพ้อเจ้อ พูดกันได้ถูกหมดไม่มีใครผิดอย่างนี้, นั่นเขาไม่ต้องการ. แต่ว่าอาจจะมีคนบางพวกที่ไม่รู้เรื่องนี้ แล้วก็ถาม แล้วก็ ชวนคุยเรื่องนี้เราต้องระวังให้ดี ๆ. ฉะนั้นในวงการศึกษาของเรา เพื่อนสพรหมจารีย์ทั้ง หลาย จงสนใจคำว่า "พรหมจรรย์" นี้ให้ยิ่งกว่าคำว่า ปรัชญาเป็นต้นสักร้อยเท่า. เดี๋ยวนี้ดูจะเรียนปรัชญากัน มากเกินไป จนลืมคำว่าพรหมจรรย์. พอเขาต้องการพรหม จรรย์ขึ้นมา เลยไม่รู้ว่าอะไรก็กลายเป็นเรื่องถูกหัวเราะเยาะ. จึงยืนยันว่าโลกนักศึกษา ที่เป็นนักศึกษาที่แท้จริงแห่ง สมัยปัจจุบันนี้ไม่ต้องการปรัชญาเป็นต้น แต่ต้องการสิ่ง ๆ เดียว คือพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา. ถ้าเราไม่รู้เรื่อง ๑๐๖

น.103 นี้เราก็มุ่งเรียนเรื่องเพ้อเจ้อเหลือเพื่อนั้นไปตะพึด แล้วทอด ทิ้งเรื่องตัว พรหมจรรย์เสีย. นี้ก็เป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ที่จะ มีในอนาคตแก่การเผยแผ่พุทธศาสนาของเรา นี้เป็น เรื่องหนึ่ง. เรื่องถัดไปก็คือแนวกัมมัฏฐาน หรือระบบกัมมัฏ ฐาน ที่ไม่ถูกต้องตามเหตุผล ไม่ถูกต้องตามหลักวิชา ที่เรียกว่าไม่ practical นี้, ขอใช้คำอย่างนี้หน่อย มันเข้า ใจได้ทันทีว่าไม่ practical คือจะเรียนให้รู้จริงก็ไม่ได้ จะ ปฏิบัติจริงก็ไม่ได้ จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันก็ไม่ได้ นี่มันไม่ practical ทำนองนี้. เรายังไม่มีแนวกัมมัฏฐานที่ เป็น practical นี้ถึงที่สุด; เราไปท่องจำเป็นแบบปริยัติ กันเสียหมด. เขาต้องการอย่างยิ่งในสิ่งที่เรียกว่ากัมมัฏฐาน หรือ วิปัสสนา เพราะนั่นมันเป็นตัวพรหมจรรย์ แต่แล้วเราก็พูด กันอย่างนกแก้ว นกขุนทอง เราไปอ่านบัญชีหางว่าวให้ฟัง เช่นกัมมัฏฐาน ๔๐ มีอะไรบ้าง, มหาสติปัฏฐานสูตรมีอะไร บ้าง ไปอ่านรายชื่อบัญชีหางว่าวให้ฟัง มันไม่อยู่ในลักษณะ ๑๐๗

น.104 ที่เป็น practical เดี๋ยวนั้น; แล้วมันยังไม่มีคำอธิบายที่ติด ต่อ ถูกต้องติดต่อกันเป็นสาย มันเป็นเรื่องมาก ๆ ๆ ๆ เอา มาทับถมหมักหมมซับซ้อนกันไว้ในตะกร้าหรือในกระจาด อย่างนี้มากเกินไป. อย่างกัมมัฏฐาน ๔๐ นี้ ถ้าเราจะเอาวิสุทธิมรรค เป็นเกณฑ์ ก็ไม่เห็นว่าเรื่องใดสมบูรณ์โดยหลักเรื่อย ไปจนถึงนิพพานเลย. แม้แต่เรื่องอนุสสติ ๑๐ ในวิสุทธิ มรรคนี้ อธิบาย ๔ จตุกะ แรกแล้วก็เงียบหายไปเสียเฉย ๆ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นมันอาศัยไม่ได้อย่างนี้. ที่นี้ กัมมัฏฐานที่เราชอบกันนัก ที่เรียกว่า "จตุรารักขะกัมมัฏ ฐาน" กล่าวคือ พุทธานุสสติ เมตตาร อสุภัง มรณสติ นี้ มันเป็นของเด็กเล่นสำหรับฝรั่งนักศึกษา ชนิดนี้มันไม่พอ มันไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ถึงนิพพาน มันเป็นเพียงกัมมัฏฐาน ตระเตรียมในขั้นตระเตรียมเท่านั้น. ที่นี้ สติปัฏฐาน ๔ คำนี้สำคัญมาก ถ้าถูกต้องจริง นี่อันนี้ช่วยได้เป็นพรหมจรรย์จริง แต่ถ้าเป็นสติปัฏฐานสี่ ๑๐๘

น.105 ชะนิดบัญชีหางว่าว แล้วมันก็ล้มเหลวอีกเหมือนกัน อย่าง ในมหาสติปัฏฐานสูตรนี้ เป็นสติปัฏฐานสี่ อย่างบัญชีหาง ว่าว; แต่ถ้าเป็น สติปัฏฐานสี ในอานาปานสติสูตรแห่ง มัชฌิมนิกายแล้ว นั่นใช้ได้ เป็นแนวที่ Practical ที่สุด แต่ต้นจนปลาย ไม่ขาดตอนแล้วก็พิสูจน์อยู่ในตัวเอง กำกับกันอยู่ในตัวเอง เกี่ยวข้องกันอยู่ในตัวเองตั้งแต่ ต้นจนบรรลุนิพพาน จึงขอเสนอแนะว่าระวังให้ดี ให้ เปรียบเทียบกันให้ดี ๆ. “ สูตร ” ที่ขึ้นชื่อว่า มหา ๆ นั้นอย่าไว้ใจนัก เช่น มหาสติปัฏฐานสูตรก็ดี มหาปทานสูตรก็ดี มหาอะไรก็ตาม แม้แต่มหาสุญญตสูตร ซึ่งคู่กันกับจุลสุญญตสูตรก็ตาม สูตรไหนที่นำหน้าซื่อด้วยคำว่า "มหา" แล้วต้องระวังให้ดี มักจะเป็นบัญชีหางว่าว และเพ้อเจ้อเหลือเฟือและเชื่อว่า เป็นของทำขึ้นที่หลัง. นี่ ! ถ้าเราจะเอาแนวของสติปัฏฐานสี่ แล้วขอแนะว่า อานาปานสติสูตรแห่งมัชฌิมนิกายนั้นดีที่สุด รัดกุมที่สุด สั้นที่สุดเลย ส่วนมหาสติปัฏฐานสี่แห่งมหาวรรคที่ฆ ๑๐๙

น.106 นิกายนั้น เป็นบัญชีหางว่าวสำหรับปริยัติ แต่สำหรับ สติปัฏฐานสี่ในอานาปานสตินั้น เป็นตัวปฏิบัติโดยตรง ไม่มีทางที่จะเป็นปริยัติได้ มีข้อความกำกับกันอยู่ในตัว เพราะสติปัฏฐานสี่ นี้ จะต้องปฏิบัติติดต่อกันยืดยาวถึง ๑๖ ขั้น แบ่งเป็น ๔ หมวดไปเลย; แล้วมันก็จะก่อให้เกิด โพชฌงค์ทั้ง ๗ ขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้; แล้วทำให้เกิด วิชชาและวิมุติขึ้นมาในที่สุดของขั้นสุดท้าย คือปฏินิสสัคคา นุปัสสี อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้นใครจะอธิบายอย่างไร ๆ มัน ก็ไม่มีทางจะเขวไปไหนได้. แล้วมันยังมีวิเศษที่ว่า สูตรนี้หาคำอธิบายได้อย่าง เพียงพอในพระไตรปิฎกนั่นเอง ตัวสูตรนี้อยู่ในมัชฌิมนิกาย และใช้เป็นหลัก แล้วคำอธิบายโดยละเอียดหาได้ในปฏิสัม ภิทามรรค ตอนที่ว่าด้วยอานาปานกถา เป็นชั้นยาลีด้วย กันไม่ใช่อรรถกถา; แล้วคำอธิบายอีกมากมายหาได้ใน สูตรต่าง ๆ ในสังยุตตนิกาย ซึ่งเป็นพุทธภาษิตเอง มาก มายเหลือเกินเช่นอานาปานสติสังยุตเป็นต้น แล้วในตัว วินัยก็มี ในตัวอรรถกถาวินัยสมันตปาสาถิกาก็มีคำอธิบาย ๑๑๐

น.107 บางส่วนของเรื่องนี้ แล้วคำอธิบายบางส่วนเรายังหาได้ใน วิสุทธิมรรค แต่ก็เป็นส่วนน้อย ในเมื่อนำไปเปรียบเทียบ กันกับคำอธิบายที่มีอยู่ในปฏิสัมภิทามรรคเป็นต้น. เพราะฉะนั้นคำอธิบายที่หาได้จากวิสุทธิมรรคก็กลาย เป็นเพียงคำอธิบายส่วนน้อยส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด. แล้วมันยังไม่พอที่จะทำความเข้าใจกัน ในเรื่องนี้ได้อย่าง สมบูรณ์, นี่เรียกว่าเราที่จะไปต่างประเทศก็ดี จะไปเผยแผ่ใน ประเทศก็ดี ระวังให้ดี เรื่องระบบกัมมัฏฐาน ที่เรามี เรา เรียน เราสอนกันอยู่นี้ ยังไม่ Practical คือว่า ไม่ทนต่อ การพิสูจน์ ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ไม่เกี่ยวเนื่องกันอย่างดี ไม่ Compact รัดกุมอยู่ในตัวอะไรทำนองนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ขอให้ใช้เวลาให้ถูกต้อง อย่าให้เสียเปล่า อย่าให้เปลืองเปล่า ในการที่จะศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ระวังให้ดี เรื่องวิชาที่จะใช้สอน กับวิธีการที่จะใช้ สอนนี้ มันคนละเรื่อง. ๑๑๑

น.108 วิชาที่จะใช้สอนนี้ต้องให้เป็นตัวแท้พรหมจรรย์ เสมออย่าเป็นส่วนปรัชญาเพ้อเจ้อ. ส่วนวิธีสอนนั้นมัน เป็นจิตวิทยา เป็นตรรกวิทยาเป็นต้น ถ้าเราประยุกต์วิชา กับวิธีสอนให้เข้ารูปกันไม่ได้แล้วเป็นอันล้มละลาย แน่ ผมเชื่อว่าล้มละลายแน่เพราะผมเคยโดนมาแล้ว. ฉะนั้น ถ้าประยุกต์กันไม่ได้ ในระหว่างวิชากับวิธีสอนแล้วก็เป็น ว่าอันล้มละลายแน่. ทีนี้ถ้าเราเอาวิชาเป็นปรัชญาเพ้อเจ้อ แล้ว และวิธีสอนมันก็ยิ่งเพ้อเจ้อกว่านั้น มันไม่มีทางที่จะ เป็นไปได้. นี้เรียกว่าอุปสรรคอันหนึ่งที่จะทำให้เผยแผ่พุทธ ศาสนาไม่สำเร็จ. หัวข้อสุดท้ายที่เชื่อว่าคงจะเต็มทนกันมากอยู่บางคน แล้ว แต่ต้องพูดคือว่าเรื่องมันเกี่ยวกัน ที่เราทำบุญทอด ผ้าป่า อาตมาก็ยินดีอย่างยิ่ง แต่ถ้าญาติ โยม ทายก ทายิกา ทั้งหลาย ช่วยกันส่งเสริมให้กำลัง เพิ่มกำลังแก่ พระภิกษุสงฆ์ ผู้สืบอายุพระพุทธศาสนานี้ แต่แล้วมันก็ยัง มีปัญหาอีกเหมือนกัน. ๑๑๒

น.109 ที่ว่าภิกษุผู้เป็นเจ้าหน้าที่ทางศาสนาโดยตรงจะแนะนำ ชี้แจงชักชวนท่านทั้งหลายให้กระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อ กูลแก่พระศาสนานี้ มันก็ยังมีปัญหาเหลืออยู่มากและ ปัญหานั้นล้วนแต่เป็นอุปสรรคแก่การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไปทันทีเหมือนกัน. ฉะนั้นจึงอยากจะพูดเรื่องนี้เป็นเรื่องสุด ท้าย ว่าภิกษุเราที่เป็นผู้สั่งสอนนี้จงสั่งสอนเรื่องนี้ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องการทำบุญ. เรื่อง ก ารทำบุญเรื่องเดียวนี้เป็นเรื่องที่ร้ายกาจที่สุด ถ้าทำผิด แล้วเป็นเรื่องที่น่าชื่นใจที่สุด ถ้าทำถูก อย่า เชื่อว่า "อ้าว ทำบุญโว้ย !" แล้วมันจะถูกไปหมด มันมี ทางที่จะ ผิดได้. นี้เราจะต้องระวังให้ดี ให้ญาติ โยม ทายก ทายิกา ซึ่งเป็นญาติโยมผู้มีพระคุณทั้งหลายนี้ อยู่ใน ฐานะที่ปลอดภัย หรือยิ่งกว่านั้นก็อย่าให้ขาดทุนเป็น อันขาด. เดี๋ยวนี้ถูกปล่อยปละให้ทำไปในลักษณะที่ขาดทุน. พอมาถึงตอนนี้ขอพูดกันตรงๆ แล้ว เวลามันน้อยแล้ว ว่าอย่าปล่อยให้เลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน เรื่องเลี้ยงไก่ไว้ไข่ ๑๑๓

น.110 ให้สุนัขกินนี้ คือยุให้ญาติโยม ทำบุญ ๆๆ ๆ อย่างเดียว พอถึงที่ที่จะมอบหัวใจของพุทธศาสนาให้แล้วก็ไม่มอบ แล้วก็ไม่สนใจ ญาติโยมก็ไม่สนใจ. ศาสนานี้เปรียบเหมือนไก่แล้วเราก็บำรุงศาสนา ๆ ๆ ทำบุญทอดผ้าป่าหรืออะไรก็ตาม นี้มันเหมือนกับเลี้ยงไก่ ที่นี้ไก่มันก็โตขึ้นมา ๆ มันไข่ พอไข่แล้วไม่มีใครเอา ไม่มี ใครต้องการ สุนัขก็ต้องกิน. ไม่ใช่ดูถูก พอดีชาวต่าง ประเทศเขาจะมาตะครุบเอาส่วนนี้ไปก็ได้ ตะครุบเอาส่วนที่ เป็นไข้นี้ แต่เราผู้เลี้ยงไก่นี้ไม่สนใจ เพราะเราเชื่อว่า เรามี หน้าที่แต่จะเลี้ยงไก่ ทำบุญ ๆๆ ๆ อย่างเดียว แล้วไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น ทำบุญนี้เหมือนกับเลี้ยงไก่คือพระศาสนา แล้วมันก็ไข่ออกมา แล้วเราก็ไม่สนใจ. นั่นแหละคือการที่ไม่สนใจเรื่องอนัตตา เรื่อง สุญญตา เรื่องโลกุตตรา คัมภีร์ตถา ตถาคตภาษิตา อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งได้พูดมาแล้วมากมาย. ฉะนั้นต้องขอความร่วมมือทั้งระหว่างผู้สอนและผู้รับคำ สั่งสอน; ผู้ชักชวนให้ทำบุญและผู้ทำบุญ ต้องร่วมมือกัน ๑๑๔

น.111 อย่าให้เกิดอาการเหมือนเลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน พวก คอมมิวนิสต์เขาจะหัวเราะเยาะ นี่เรื่องมันนิดเดียวเท่านี้ พวกเราอย่าเป็นผู้เลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน; พวกอื่นเขาจะ หัวเราะเยาะ. เราต้องทำบุญชนิดที่เป็นบุญ คือเลี้ยงไก่ ไข่ออก มา แล้วต้องเอาไข่นั้นไปใช้เป็นเครื่องดับทุกข์ให้เกิด ความเยือกเย็น เป็นนิพพานขึ้นมาให้ได้. ไข่ของไก่คือ เรื่องความเย็นในนามว่านิพพาน. เรื่องทำบุญนี้ก็ต้องระวังอีก อย่าทำบุญเป็นการค้า กำไรเกินควร นิดูหนาหูหนาตามาก; ทำบุญแบบค้ากำไร เกินควรนี้ คือทำบุญบาทหนึ่ง เอาวิมานหลังหนึ่งก็มีหลาย หลังก็มี. ทำบุญบาทเดียว ตักบาตรซ้อนเดียว จะให้เกิด สวยเกิดรวยอย่างนั้นอย่างนี้ บางทีธนบัตรใบเดียวทูนหัวกัน หลายคน ส่งกันแล้วส่งกันอีก นั่นมันค้ากำไรเกินควร ไม่ ใช่เรื่องทำบุญ: เพราะว่าทำบุญนี้เขาจะทำเพื่อล้างบาป ทีนี้ถ้าปรารถนามากเกินไปอย่างนั้น มันกลับเพิ่ม เพิ่ม ๑๑๕

น.112 โลภะ โทสะ โมหะ เพิ่มอะไรเข้าอีก " มันไม่ใช่ล้าง บาป. ที่จริงขึ้นชื่อว่าทำบุญต้องเป็นเรื่องล้างบาป. ที่นี้ทำบุญนี้มันมีหลายชั้น หรือว่าล้างบาปมันก็มีหลาย ชั้น เช่นเราจะล้างเท้าอย่างนี้ เอาน้ำโคลนล้างก็ได้ คิดดู ให้ดีเท้ามันสกปรกด้วยมูลสุนัขด้วยอะไรนี้ เราเอาน้ำโคลน ล้างก็ยังได้แต่มันไม่ใช่เป็นการล้างที่ดี ทำบุญกันเดี๋ยวนี้เป็นบุญเหมือนน้ำโคลนนี้มีมากคือเอา เรื่องบุญ เรื่องวัดนี้ยังหน้า ไปทอดกฐินนี้ก็เพื่อไปเล่นไพ่ ไปกินเหล้า ไปทำอะไรหลาย ๆ อย่างนี้ นี้มันเป็นเรื่อง ทำบุญเหมือนกับน้ำโคลนมันแทบจะไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องล้าง ยาป. แท้จริงแล้วบุญนี้ต้องล้างบาป. ที่นี้ทำบุญเหมือนกะน้ำหอม นี้ก็คือหวังมากเกินไป เชื่อว่าทำถูกต้อง ทำอะไรหวังมาก หวังในด้านดีมากเกิน ไป ชี้นอกชื่นใจอย่างหลงใหลไปขายบ้านขายเรือนมาทำ บุญหมดเลยก็มี นั้นบุญเปรียบด้วยน้ำหอม. ถ้าทำบุญถูกต้องมันก็ต้องเหมือนกับน้ำสบู่ ดู ๆ แล้วไม่น่าสนใจเลย น้ำสบู่ หรือผงซักฟอก หรือน้ำด่าง ๑๑๖

น.113 อย่างที่มันล้างอะไรได้จริง และน้ำสะอาดในที่สุด นี่เรา ต้องทำบุญเหมือนอย่างนี้. คื อทำบุญเพื่อจะขัดเกลาขูด เกลาความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเราว่าของเรานี้ ให้จางออก ไป ให้จางออกไป จนสะอาด นี่เรียกว่าทำบุญเหมือน กับน้ำสบู่. นี่ทบทวนว่าทำบุญเหมือนกับน้ำโคลน แล้วก็ทำบุญ เหมือนกับน้ำหอม, แล้วก็ทำบุญเหมือนกับน้ำสบู่ นี่แหละ ไปเลือกเอาเอง แต่รวมความแล้วก็ว่าต้องให้มันล้างบาป. เรื่องทำบุญให้เหมือนกับน้ำสบู่ คงจะเห็นด้วยว่าเป็น บุญแน่ แต่แล้วก็ให้รู้จักใช้สบู่นี้ให้ถูมันทั่ว ๆ อย่า เหมือนกับเด็ก ๆ ใช้ให้ถูสบู่ก็ถูแต่ที่ท้องที่พุงนิดเดียว เคย เห็นคนที่ทำบุญ ก็มักจะมีอาการเหมือนอย่างนี้เหมือนกัน ฉะนั้นควรจะล้างให้ทั่ว ๆ ตัว ให้รู้จักใช้สบู่ล้างให้ทั่ว ๆ ตัว อย่าให้เหมือนทารกที่รู้จักล้างแต่ที่ท้อง ลูบแล้วลูบอีก แล้ว ก็เลิก. รวมความแล้วก็คือว่า ขออย่าได้โปรดปล่อยทายก ทายิกาไปตามบุญตามกรรม ให้ทำบุญชนิดที่ไม่เป็นสบู่นี้ ๑๑๗

น.114 ขอให้เลื่อนชั้นขึ้นมา เลื่อนชั้นขึ้นมา ให้เป็นการทำบุญ ที่ล้างบาปได้ ตามความมุ่งหมายของพุทธศาสนา. นี้อุปสรรคข้อสุดท้ายที่ว่าเราต้องระวังในการเผยแผ่ พุทธศาสนาก็ว่าอย่ามัวแต่เลี้ยงไก่ไว้ไข่ แล้วปล่อยให้สุนัข กิน. ขอให้สนใจเรื่องที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา. ทั้งหมดนี้มีเป็นหัวข้อ ๆ อย่างนี้เป็นลำดับมา แล้วขอ สรุปความว่า มันจะต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษอย่ามีสติ หลงใหล อย่าให้ขาดสติ ให้รู้ว่าตามหลักโลกุตตรธรรม สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้นอย่า ลืมได้; เพราะนั่นเป็นเครื่องตักเตือนที่ดีปู่ย่า ตายายของ เราเคยรอดตัวมาด้วยเรื่องนี้ แล้วเกิดเรามาได้ แต่เรา กำลังจะหันเห ไม่ใช้เครื่องมืออันศักดิ์สิทธิ์นี้เราจะต้องตก ไปในหลุมของพญามาร. ปัญหาเฉพาะหน้ายังมีเป็นส่วนรวมทั้งหมด คือว่า เรา ไม่สามารถจะบังคับตัวเราได้ นั่นแหละสำคัญ. เดี๋ยวนี้ เราได้ยินทั่วไปหมดว่าให้ทำดี ให้เว้นชั่ว ให้ทำดี ให้เว้นชั่ว ๑๑๘

น.115 ให้ทำดี นี่ทั่วไปหมด แต่เราก็ยังมองหรือเชื่อกันว่ายังไม่ ได้มีการทำดี เพราะว่าการพูดเท่านั้นมันยังไม่พอ. ปัญหามันมีอยู่ที่ว่าไม่สามารถจะบังคับตัวให้ทำดี หรือบางทีมันก็เขยิบเข้ามา จนถึงว่าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร. เหมือนกับเด็กเล็ก ๆ อย่างนี้ มันกินข้าวเอง แล้วข้าว มันก็หกแล้วพ่อแม่หรือคนเลี้ยงก็ตี เพราะกินข้าวหก เด็ก ก็ไม่ได้รับคำอธิบายว่า กินอย่างไรจึงจะไม่หก ไม่เคยมี ใครกินให้ดู ว่ากินอย่างไรมันจึงไม่หก. เอาแต่ว่า พอกิน ข้าวหกแล้วก็ตี. นี้เด็กก็คงจะตาย. มันไม่รู้จะกินอย่างไร อย่าให้หก. เพราะฉะนั้นการจะบอกว่าอย่ากินข้าวหกอย่าง เดียวไม่พอ ต้องอธิบาย แล้วต้องกินให้ดูว่ากินอย่างนี้จึงจะ ไม่หก เราต้องสอนให้บังคับแขนบังคับขา บังคับตัวเองว่า ต้องบังคับอย่างนี้ มันจึงจะเป็นไปได้ เรื่องทำดี ทำดี นี้ก็เหมือนกัน มันยังขาดวิชา ความรู้ส่วนที่เป็นโลกุตตรธรรม ที่จะสอนให้รู้ว่า ทำ อย่างไรมนุษย์เราจึงจะบังคับตัวเองให้ทำความดีได้ เรา ๑๑๙

น.116 อยากทำความดี ทุกคนอยากทำความดี แต่เราทำไม่ได้ เพราะเราบังคับตัวเราเองไม่ได้. ดังนั้นการที่จะพูดแต่ว่า ทำความดีนี้มันยังไกลอยู่ มันต้องพูดออกมาให้ชัดว่า ทำอย่างไร ? แล้วก็บังคับ ตัวเองโดยวิธีใด ? จึงจะสามารถทำดีได้ ถ้าอย่างนี้แล้ว ไม่มีทางหลีกไปไหนพ้น จะต้องตรงไปสู่หัวใจของ พระพุทธศาสนา ตามที่พระพุทธเจ้าท่านยื่นให้ คือ เรื่องความไม่เห็นแก่ตัว เรื่องอนัตตา เรื่องสุญญตานี้ ซึ่งเป็นหลักธรรมะในฝ่ายโลกุตตรธรรม. เราจะต้องเข้า ให้ถึงสิ่งนี้ เราจึงจะบังคับตัวให้ทำดีได้ แล้วมันก็จะมีการ ทำดี แต่โดยข้อเท็จจริงนั้น เราไม่อาจจะบังคับตัวได้ เรา แพ้แก่กิเลสเสียทุกที พอมีอะไรมายั่วทางตา ทางหู ทาง จมูก เราแพ้แก่กิเลส ไปเอานั้นเสียทุกที่ไม่มีการบังคับตัว. นี้เพราะว่าเราไม่มีสติเพียงพอ เราต้องหัดให้มีสติ เพียงพอ ปัญญาความรู้จึงจะมาช่วยทัน ถ้าไม่อย่างนั้นเรา ๑๒๐

น.117 มีความรู้ท่วมหัวก็เอาตัวไม่รอด ให้เรียนให้ท่องให้อธิบายกัน อย่างไร ก็เอาตัวไม่รอด เพราะปัญญานั้นมันมาไม่ทัน เพราะสติมันไม่มีพอ. ถ้าสติมีพอ มันดึงปัญญามาทัน มันก็ช่วยตัวรอด. แต่เราก็เผลอเรื่อยก็เพราะข้อนี้ สติไม่ เพียงพอ แล้วเราเผลอเรื่อย เราก็ยังไม่ละอาย และไม่กลัว นี่ขออภัยที่จะพูดตรงๆ ว่าพวกเราทั้งหมดนี้ ที่ไม่ประ สบความสำเร็จในเรื่องดึงปัญญามาให้ทันท่วงที ด้วย สตินี้ เพราะว่าเราไม่รู้จักละอายเพราะว่าเราไม่รู้จักกลัว. คือเมื่อเราเผลอพลาด ทำผิดไปจนเกิดกิเลสแล้วเราก็ไม่ ละอาย เราก็ไม่กลัว เพราะเรารู้หรือคิดว่าไม่มีใครรู้ของ เรา มันอยู่ในใจของเรา เราไม่ละอายและเราไม่กลัว เพราะว่ามันไม่ได้มาฟัน มาเชือดมาเฉือนอะไร เราไม่มี ปัญญามองเห็นว่ามันน่ากลัว ที่แท้มันน่าละอายและ น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด. ถ้ามีความละอายมีความกลัวเท่านั้นแหละ ปัญหา ต่าง ๆ หมดเลยปฏิบัติได้หมดเลย เดี๋ยวนี้มันขาดความ ๑๒๑

น.118 ละอายและความกลัว. มีคนจำนวนมากเป็นร้อย ๆ เลย มา อุทธรณ์ มาร้องขอมาต่อว่า เรื่องที่ว่ามันสู้กิเลสไม่ได้ มัน ไม่มีสติพอ. พอบอกว่าเพราะไม่ละอายเพราะไม่กลัวนี่ ก็ เงียบไป. คือจะยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ เรื่องความละอาย เรื่อง ความกลัวนี่มันคือหน้าปก ของนวโกวาท เรื่องแรกเลย แต่ไม่สนใจกัน คือเปรียบเทียบกันได้ในเรื่องทางวัตถุ ทำ ไม่ไม่เดินตกร่อง นั่นก็เพราะกลัว เพราะว่าตกร่องแล้วมัน เจ็บจึงละอายและกลัว ก็เดินไม่ตกร่อง; แต่ทางจิตใจนี้ ตกร่อง คือเกิดกิเลสนี้ไม่กลัว ไม่ละอายหรือว่าเดินไป กลางถนนหนทางทำไมไม่ทำผ้านุ่งหลุดนี้ไม่เคยมีใครทำผ้า นุ่งหลุด นั่นเพราะละอายมาก และกลัวมาก มันจึงรอดตัว ไปจนตลอดชีวิต. แต่ที่เรื่องจะเกิดกิเลสเป็นโลภะ โทสะ โมหะ ตัว กูของกูนี่เกิดแล้วเกิดอีก ก็ไม่รู้จักละอาย ไม่รู้จักกลัว เลยชินเป็นนิสัยเรียกว่าอนุสัยสัญโยชน์ เป็นความ เคยชินในสันดานไปเสียเลย มันก็เลยล้มเหลวหมด. ๑๒๒

น.119 ฉะนั้นจงมาต่อสู้ด้วยการมีความละอาย มีความ กลัว ในทางฝ่ายวิญญาณนี้กันให้มาก เท่ากับที่เรา ละอายและกลัวทางฝ่ายวัตถุภายนอก แล้วการปฏิบัตินี้จะไม่ ยากเลย, ปฏิบัติพระพุทธศาสนาทั้งหมดนี้จะไม่ยากเลย ถ้าตั้งรากฐานอยู่บนความละอายและความกลัว เดี๋ยวนี้เราไม่ละอายไม่กลัวกันเสียเรื่อย ตกร่องเรื่อยก็ ไม่ละอาย และไม่กลัว เพราะว่าจิตมันวุ่นวายมากเกินไป เสียแล้ว ไม่อยู่ในสภาพที่ว่างตามปกติแม้แต่ตามธรรม ชาติเสียแล้ว ดังนั้นจึงเกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นมาอีกมากมาย มีความไม่สุขุมรอบคอบในการปฏิบัติ ไม่สมัครสมาน สามัคคีกัน ส่วนอุปสรรคใหม่ ๆ ก็ประดังกันเข้ามาอย่าง นี้ก็เรียกว่าเป็นอุปสรรคที่เพิ่มขึ้น. ฉะนั้นเราจงมีความละอายความกลัวเกิดความสมัคร สมานสามัคคีให้ยิ่งขึ้นไป ทุกวิถีทาง; ให้ลานอโศกนี้ เป็น ลานอโศก ซึ่งมีความหมายเป็นไวพจน์ของนิพพาน กันเสีย โดยเร็ว. ผมขอยุติการบรรยายแต่เพียงเท่านี้ ๑๒๓

น.120 พิมพ์ที่ ห .จ. อรุณการพิมพ์ ถนนพระสุเมรุ พระนคร โทร. ๘๑๖๕๓๓ น.ส. ลัดดาวัลย์ วรพิทักษานนท์ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๑๙/๖/๑๑

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต