น.4 ความเข้าใจผิด เพราะความหมายที่กว้างหรือแคบ หน้า ๑. คำว่า "ธรรม” ๑ ๒. คำว่า "ธรรมกำมือเดียว" ๒๐ ๓. คำว่า "อภิธรรม" ๒๘ ๔. คำว่า "กรรม" ๓๓ ๕. คำว่า "ทางวิญญาณ" ๔๐ ๖. คำว่า "โลกุตตรธรรม" ๔๖ ความเข้าใจผิดในฐานะที่มันเป็นภาษาคนละชนิด หน้า ๑. คำว่า "นิพพาน" ๕๗ ๒. คำว่า "มรรค" ๖๑ ๓. คำว่า "ความว่าง" "โลกว่าง" "จิตว่าง” ๖๓ ๔. คำว่า "ความเกิด" ๗๓ ๕. คำว่า "ความตาย" ๗๙ ๖. คำว่า "ชีวิต" ๘๔ ๗. คำว่า "นรก" กับ "สวรรค์" ๘๔
น.5 ของ พุทธทาสภิกขุ แสดงที่วัดนรนารถสุนทริการาม พระนคร ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๑ เพื่อนสหธรรมิก และท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายในวันนี้ มีหัวข้อว่า “อุปสรรคที่มีอยู่ ในคำพูด" ท่านทั้งหลายอย่าคิดว่า ข้าพเจ้าจะได้นำเอา เรื่องใหม่เรื่องแปลกอะไรมาพูด เพราะเป็นแต่เพียงเรื่อง ปรึกษาหารือกัน ถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสิ่งที่เรารู้กัน อยู่แต่ยังไม่เป็นผลดี คือยังมีอุปสรรค นี้เรียกว่า อุปสรรค ที่มีอยู่ในคำพูด ที่เราใช้พูดจากัน อุปสรรคอันใหญ่หลวงเหล่านี้ เรียกว่าเป็นอุปสรรค ต่อการที่พวกเราจะเข้าใจธรรมะ หรือว่าในการที่มนุษย์ ทั่ว ๆ ไปทั้งโลก จะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ".
น.6 การที่กล่าวดังนี้ท่านทั้งหลายคงจะมองเห็นได้ว่า ไม่ ใช่ว่าเราจะไม่รู้หรือไม่เข้าใจธรรมะกันเสียเลย. บางทีจะรู้ หรือเข้าใจมากเกินกว่าที่จำเป็นเสียอีก - แต่แล้วยังมีความ เข้าใจผิดต่อธรรมะ ซึ่งสังเกตได้จากคำที่พูดจากันอยู่นั่นเอง. เรียนธรรมะด้วยกัน อธิบายต่างกันก็มี ใช้คำพูดคำ เดียวกันในความหมายที่ต่างกันก็มี ซึ่งข้อนี้เองเป็นเหตุให้ เกิด "ความเข้าใจกันไม่ได้" แล้วขยายตัวออกไปจนถึง กับการทุ่มเถียงกัน หรือวิวาทกันในที่สุด โดยอาศัยสิ่งที่ เรียกว่า "ธรรมะ" นั้นเป็นต้นเหตุ. อาการอย่างนี้น่าเวทนาสงสาร เพราะว่าทะเลาะวิวาท กันด้วยเหตุที่เกี่ยวกับธรรมะ ธรรมะไม่ควรจะเป็นเหตุแห่ง การวิวาทกันแม้ในทางคำพูด จะวิวาทกันในทางไหนก็ตาม การวิวาทกันนั้นย่อมไม่ใช่สิ่งที่พึงปรารถนา ถ้าวิวาทกันเพราะธรรมะ ก็ควรจะละอายต่อธรรมะให้ มากหรือเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าธรรมะไม่ใช่เหตุที่จะทำให้ เกิดการวิวาท แต่แล้วก็อดไม่ได้ ที่จะต้องวิวาทกันเกี่ยวกับ ธรรมะ นี่ก็เพราะเหตุแห่งความคิดเห็นที่ต่างกัน ในธรรมะ ๒
น.7 แม้ข้อเดียวกัน. เมื่อความคิดเห็นต่างกันปากก็พูดออกมาต่างกัน แม้ ในเรื่องเดียวกัน เมื่อเป็นดังนี้ก็ทำให้เกิดการวิวาทกันได้โดย ทางความคิดเห็น โดยทางการพูดจา แต่ถ้าปล่อยมากไป ก็จะถึงทางร่างกาย การทำร้ายกันโดยทางร่างกายก็ยัง ปรากฏมีอยู่ในเทศกาลที่แล้ว ๆ มา. จากการที่สังเกตมาตลอดเวลาระยะยาวนาน รู้สึกว่า ในบรรดาอุปสรรคสำคัญ ๆ เกี่ยวกับความไม่ก้าวหน้าของ ธรรมะทั้งในแง่ปริยัติและปฏิบัตินี้อุปสรรคสำคัญอันหนึ่ง ก็ คืออุปสรรคที่เกิดมาจากคำพูดที่ใช้ไม่เหมือนกัน หรือเข้าใจ กันไม่ได้ อันนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเป็นเรื่องวิวาท กันอยู่ในตัว และยังเป็นเรื่องที่พูดกันไม่รู้เรื่อง. สรุปความแล้วก็คือการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไม่ประ สบความสำเร็จตามที่เราต้องการและพยายามกันอยู่ และ ไม่ตรงตามความมุ่งหมายของการมีธรรมะในโลกนี้ และ ไม่ตรงตามพระพุทธประสงค์ของพระพุทธเจ้าด้วย เราควร ๓
น.8 จะช่วยกันกำจัดอุปสรรคข้อนี้ให้หมดไป นี่แหละที่ข้าพเจ้า เรียกว่าการปรึกษาหารือ ฉะนั้นการบรรยายในวันนี้ มิได้เป็นการเอาอะไรที่เป็น ของใหม่มาแสดง แต่ว่าเป็นการปรึกษาหารือ ถึงอุปสรรค ที่มีอยู่ในสิ่งที่เราก็รู้ ๆ กันอยู่แล้ว มันเป็นความจำเป็นที่จะ ต้องเข้าใจธรรมะกัน ในลักษณะที่เป็นประโยชน์ คือสร้าง ประโยชน์ ที่เป็นความสุขส่วนบุคคลและส่วนรวมขึ้นมาให้ ได้ ไม่ใช่ว่าจะมีไว้สำหรับต่างคนต่างเข้าใจ แล้วก็แยก แตกกันไปตามความคิดเห็นแล้วก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ด้วยสันติ อย่างนี้เป็นต้น. ข้อเท็จจริงข้อนี้มีอยู่ อย่างที่ท่านทั้งหลายก็จะมองเห็น ได้ไม่ยากนัก แม้ในหมู่พวกเราวงแคบ ๆ คือชาวพุทธ ดัง นั้นจึงไม่ต้องพูดถึงวงกว้างออกไปถึงในระหว่างชาติใน ระหว่างศาสนา ซึ่งจะไม่มีการแตกแยกกันในทางความคิด เห็นหรือคำพูด. แต่เมื่อเรามองดูแล้ว เราจะรู้สึกว่า ไม่ว่าศาสนา ไหนก็มีสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" เป็นหลักอยู่ด้วยกันทุก ๔
น.9 ศาสนา แต่แล้วทำไมจึงเข้าใจกันไม่ได้หรือเดินแยกทาง กัน หรือบางทีถึงกับประกาศตนเป็นปรปักษ์ต่อกัน และยิ่ง กว่านั้นก็ยังพยายามที่จะอมหรือจะกลิ่น หรือจะทำลายล้างผู้ อื่นไปเสียก็มี นี้ก็เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกด้วยคำพูด เพียง คำเดียวว่าธรรม หรือธรรมะนั่นเอง. เราอย่าได้คิดว่า "ธรรม" นี้เป็นแต่ของพุทธ ศาสนา มันต้องเป็นของทุกศาสนา มีใจความสำคัญอยู่ ที่คำว่า ธรรม ประกาศธรรมเพื่อให้มนุษย์ มีความสงบสุข ส่วนตน และส่วนรวม. ฉะนั้นจึงนับว่า เป็นปัญหาที่เราจะต้องสะสาง เราจะ ต้องรับผิดชอบในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่อยู่ในโลกนี้ มีหน้าที่ ช่วยกันทำโลกนี้ให้งดงาม ไข่ด้วยความผาสุข และการที่ เรามีหน่วยเผยแพร่พระพุทธศาสนา เป็นสมาคม เป็นศูนย์ เป็นอะไรต่าง ๆ รวมทั้งสถานที่นี้ด้วย ก็เพื่อวัตถุประสงค์ ข้อเดียวนี้เท่านั้น เพื่อให้เกิดความสุขสงบส่วนตัวหรือส่วน สังคมขึ้นมาให้ได้ แต่แล้วอุปสรรคเกิดขึ้นคือ คำพูดที่ เข้าใจไม่ตรงกัน. ๕
น.10 สำหรับในประเทศไทยเราโดยเฉพาะ พุทธบริษัทเรา ต่างคนต่างเรียนธรรมะ ขวนขวายในทางธรรมะ มากเหลือ ประมาณ มากอย่างยิ่งทีเดียว แต่แล้วก็ยังทำความเข้าใจ กันไม่ได้ เพราะว่ายังมีคำหลายคำ ที่เข้าใจต่างกัน จนขัด แย้งกันทำให้เกิดความวุ่นวายไปในทางสังคมของชาวพุทธ นั่นเองด้วย การปฏิบัติที่ถูกต้องและ สมบูรณ์ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะเหตุนี้ เพราะฉะนั้นขอเวลาวันนี้ หรือการบรรยาย ครั้งนี้ ให้ได้เป็นการบรรยายถึงอุปสรรคที่เกิดมาจากคำพูด ในทางธรรมะดังที่กล่าวแล้ว. อุปสรรคที่เกิดมาจากคำพูดก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความ เข้าใจผิดต่อความหมายของคำนั้น ๆ หรือเรื่องนั้น ๆ ซึ่งมี อยู่หลายเรื่องด้วยกัน. สำหรับความเข้าใจผิดในทางธรรมะนี้ พอจะแบ่งแยก ได้เป็นสองประเภท คือเข้าใจผิดเกี่ยวกับความกว้าง แคบ หรือลึกซึ้งของคำ ๆ นั้นอย่างหนึ่งแล้วอีกอย่างหนึ่งเป็นความ เข้าใจผิด อย่างที่กลับกันอยู่ คือความเข้าใจผิดในระหว่าง ๖
น.11 ภาษาคนกับภาษาธรรม ซึ่งมันกลับกันอยู่ แล้วไปเข้าใจ กลับกันเสีย นี้ก็ทำให้ไม่เข้าใจถ้อยคำเหล่านั้นได้. ในความเข้าใจผิดในคำสองอย่างนี้จะได้พูดถึงความ เข้าใจผิดอย่างแรกกันก่อน เป็นเรื่องชี้ให้เห็นความหมายของ คำบางคำ เป็นคำ ๆ ไป ดูจะเป็นเรื่องเบ็ดเตล็ดมากกว่า. ความเข้าใจผิด เพราะความหมายที่กว้างหรือแคบของ คำนั้น ยกตัวอย่างเช่น คำว่าธรรม ธรรมหรือธรรมะนั้น แหละ เป็นคำแรกก่อน. เมื่อถามขึ้นว่า ธรรมคืออะไร ? โดยทั่วไปก็ตอบว่า คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าอย่างนี้ก็เรียกว่ามีความ หมายแคบ จำกัด ระบุอยู่ที่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็น ตัวคำสั่งสอนไปเสีย. แต่คำว่า ธรรมในภาษาบาลีนั้น หมายถึงทุกสิ่งทุก อย่าง ไม่ยกเว้นอะไร รูปธรรมนามธรรมหรืออะไรก็ตาม ฉะนั้นเพื่อจะให้เข้าใจคำว่าธรรมที่ครบถ้วนทุกความหมาย ข้าพเจ้าอยากจะขอร้องให้สังเกตดูให้ดี และให้พิจารณาดู ความหมายของคำว่าธรรมให้กว้างที่สุดโดยหลักสี่ประการ ๗
น.12 ประเภทที่หนึ่ง คำว่าธรรมหมายถึง ตัวธรรมชาติ ทั้งหมดไม่ยกเว้นอะไร จะเป็นรูปธรรม นามธรรมก็ตาม จะเป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอพยากฤตก็ตาม แม้ที่สุดแม้ แต่พระนิพพานเราก็เรียกว่าธรรมชาติ ฉะนั้นไม่มีอะไรที่ ไม่ใช่ธรรมชาติ ธรรมชาติทุกอย่าง รวมเรียกได้ด้วยคำ ว่าธรรม ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาเล็งถึงสภาวะธรรม คือ ที่เป็นอยู่เอง หรือเป็นไปเอง ที่มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่งก็เรียก ว่าสังขาร หรือสังขตธรรม ที่ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ก็รวมเรียกว่า วิสังขาร หรือ อสังขตธรรม เป็นต้น นี้ แสดงว่า ธรรมชาติทุกอย่าง เรียกว่าธรรม. ประเภทที่สอง คือ กฎของธรรมชาติ เราจะต้อง เข้าใจให้ดีว่าตัวธรรมชาตินั้นก็คือ สิ่ง ๆ หนึ่ง และกฎของ ธรรมชาติ ที่มีอยู่ในธรรมชาติทั้งหลายนั้นก็คืออีกสิ่งหนึ่ง กฎของธรรมชาติที่บังคับธรรมชาติให้เป็นไป ให้เกิดขึ้น ให้ตั้งอยู่ ให้ดับไปเหล่านี้เราเรียกว่า กฎธรรมชาติ ซึ่ง เรามักจะเรียกกันว่า สัจจธรรม เช่นกฎเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง ๘
น.13 อนัตตา หรือกฎเรื่องไตรลักษณ์ หรือกฎเรื่องปฏิจาสมุป บาท หรือกฎเรื่องอริยสัจ หรือเรื่องกฎแห่งกรรม เหล่านี้ ล้วนแต่เป็น กฎของธรรมชาติ เรียกว่าสัจจธรรม ประเภทที่สาม เรียกว่า หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎ ของธรรมชาติ มนุษย์หรือสัตว์ที่มีชีวิต มีหน้าที่ที่จะต้อง ประพฤติ หรือกระทำให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ ร่างกาย หรือจิตใจของมนุษย์นั้นก็คือตัวธรรมชาติอยู่แล้ว ร่างกาย และจิตใจของมนุษย์นี้ก็อยู่ใต้กฎของธรรมชาติ. เช่นไตร ลักษณ์เป็นต้นอยู่แล้ว ที่นี้มันจึงเกิดหน้าที่ที่มนุษย์นั้นจะต้อง ทำอย่างไร จึงจะถูกต้องหรือเป็นไปได้กันกับกฎเหล่านั้น ฉะนั้นการปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ เหล่านี้ก็เรียกว่า ธรรม ธรรม ในส่วนที่เป็นการปฏิบัติ. หรือปฏิบัติคือธรรม เรียกไทย ๆ ว่าหน้าที่ ตามกฎธรรมชาติ นับตั้งแต่เรื่องกิน เรื่องอาย เรื่องถ่าย เรื่องนอน เรื่องทำการงาน เรื่องทุก ๆ อย่างที่ จะทำให้ชีวิตรอดอยู่ได้ และให้ได้รับความเจริญก้าวหน้า และให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ในที่สุด เหล่านี้เรียก ๙
น.14 ว่าหน้าที่ตามกฎธรรมชาติ. ประเภทที่สี่ อันสุดท้ายก็คือ ผ ล ที่จะเกิดจากหน้าที่ นั้น ๆ เมื่อปฏิบัติหน้าที่แล้วก็ต้องได้รับผล ผลนี้เราจะ เรียกว่า วิปากธรรม หรือจะเรียกว่าปฏิเวธธรรมก็ได้ มีชื่อ หลายชื่อ แต่รวมความแล้วก็คือผลที่เกิดขึ้นมาจากการ ปฏิบัติหน้าที่. อทบทวนใหม่ว่า ธรรมมีความหมายสี่ประเภท คือ ตัวธรรมชาติอย่างหนึ่ง ตัวกฎของธรรมชาติอย่างหนึ่ง หน้าที่ตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง และผลที่เกิดจากการปฏิบัติ หน้าที่นี้อีกอย่างหนึ่ง. เมื่อเป็นดังนี้ จะเห็นได้ว่า ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรม การที่ตอบแต่เพียงว่า ธรรมคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นั้นมันยังแคบ ถ้าเล็งถึงแต่ตัวคำสั่งสอน เว้นไว้แต่จะใช้ โวหารครอบคลุมว่า พระพุทธเจ้าสั่งสอนด้วยเรื่องทั้งสี่นั้น อย่างนี้ก็ได้. แต่ถ้าพูดถึงคำว่า "ธรรม" คำเดียวแล้ว ควรจะระบุ ไปยัง หน้าที่ มากกว่า เพราะว่าถ้าเราเปิดปทานุกรมภาษา ๑๐
น.15 ยาลี หรือสันสกฤต ที่เขาใช้อยู่เป็นสากลไม่เกี่ยวกับ ศาสนาก็จะ แปลคำว่าธรรมนี้ว่า หน้าที่ ธรรม หรือธรรมะ คือหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามความเป็น มนุษย์. แต่ว่าหน้าที่นี้ต้องมาจากความรู้ คือ รู้จักตัวธรรมชาติ รู้จักกฎของธรรมชาติ แล้วจึงปฏิบัติหน้าที่ เมื่อมีการ ปฏิบัติหน้าที่แล้ว เรื่องผลที่จะเกิดขึ้นนั้น มันก็ต้อง เกิดขึ้นเอง ขอให้ปฏิบัติก็แล้วกัน นั่นแหละความสำคัญ จึงอยู่ที่การปฏิบัติ พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้แปลคำว่า ธรรม ว่าคำสั่งสอนเหมือนพวกเราแปลหรือใช้กันอยู่ในสมัยนี้. เมื่อเล็งถึงคำว่าธรรม พระพุทธเจ้าท่านหมายถึงการ ปฏิบัติ เห็นได้ เช่น การแสดงธรรมนั้น หมายถึงการประ กาศพรหมจรรย์ คือประกาศการปฏิบัติ ท่านไม่ได้ใช้คำว่า ประกาศธรรม ท่านใช้คำว่าประกาศพรหมจรรย์ เช่น คำ บาลีว่า พรหมจริยัง ปกาเสถะ - พวกเธอทั้งหลายจงไป ประกาศพรหมจรรย์ ๑๑
น.16 เมื่อได้ยินคำว่า "จงไปประกาศพรหมจรรย์" ใน เมืองไทยเราอาจจะงงก็ได้เพราะเอาคำว่าพรหมจรรย์นี้ ไปใช้ ในความหมายอย่างอื่นเสีย ไม่ได้ใช้ในความหมายว่าปฏิบัติ ธรรม หรือการปฏิบัติที่ประเสริฐ. เราควรจะเข้าใจให้ถูกต้องว่า คำว่า ธรรมนั้นหมาย ถึงการปฏิบัติตามหน้าที่ ที่มนุษย์ควรจะปฏิบัติ ให้ถูก ตรงตามกฎของธรรมชาติ ในฐานะที่เนื้อตัวของเราเองก็ เป็นธรรมชาติ ฉะนั้นจึงหลีกเลี่ยงหน้าที่อันนี้ไม่ได้ ถ้าเข้าใจ คำว่าธรรมในลักษณะอย่างนี้กันแล้ว. ปัญหายุ่งยากก็จะ น้อยลงทันที โอกาสที่จะถกเถียงกันหรือวิวาทกันก็จะหมด สิ้นไปมากทีเดียว. ไหน ๆ ก็ได้พูดมาถึงคำ ๆ นี้ ในลักษณะที่กว้างขวาง ที่สุดไม่มีอะไรเหลือ อย่างนี้แล้ว ก็อยากจะถือโอกาสชี้ให้ เห็นไปเสียเลยว่า ที่ว่า ทุกศาสนามีสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ด้วยกันนั้น เป็นความจริงอย่างไร ? เราบางคนอาจจะคิดไปว่า ในศาสนาบางศาสนาไม่มี ธรรมก็ได้ หรือมีธรรมที่ตรงกันข้ามกับพวกเราชาวพุทธ ๑๒
น.17 ก็ได้ ถ้าความคิดอย่างนี้มีอยู่แล้วก็ต้องสลัดทิ้งไปเสียทีก่อน มันเป็นความคิดที่เกิดมาจากความลำเอียง หรือความไม่รู้ เพราะว่าคำว่า ธรรมนี้หมายถึงทุก ๆ สิ่งอยู่แล้ว ใคร จะเอาส่วนไหนไปใช้ก็เรียกว่า "ธรรม" ด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้นศาสนาไม่ว่าศาสนาใด ก็จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่าธรรมใน ลักษณะใดลักษณะหนึ่งหรือส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นเนื้อแท้แห่ง ศาสนาของตัว. ถ้าเราจะมองกันอย่างที่เรียกว่า หวังดี มองในด้านดี เราอาจจะเห็นได้ว่าทุกศาสนาต้องการธรรมะร่วมกันอยู่อย่าง หนึ่ง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ผู้อื่น นี่คือคำ สำคัญที่สุดที่ต้องเข้าใจให้ถูก ถ้าเข้าใจผิดแล้วเป็นเรื่อง ทำลายศาสนาทุกศาสนาด้วยซ้ำไป ถ้าเข้าใจคำนี้ถูก จะ มองเห็นธรรมะในทุกศาสนา แล้วก็จะนำมาซึ่งมิตรภาพ คือความเข้าใจกันและกัน ความอยู่ร่วมกันได้ด้วยสันติ อย่างนี้เป็นต้น. าสนาทุกศาสนามีเนื้อแท้ตรงที่ว่า ต้องการจะทำ ๑๓
น.18 ลายความเห็นแก่ตัว ด้วยกันทั้งนั้น หากแต่ว่าเขามีวิธี การต่าง ๆ กัน นี้มันจึงดูต่างกันชั้นหนึ่งแล้ว. ที่นี้ศาสนาบางศาสนาที่ต้องการจะสอนอย่างนั้น แต่ จำเป็นจะต้องไปสอนในหมู่ชน หรือในเวลายุคหนึ่ง ซึ่งหมู่ ชนนั้นเขามีความเป็นอยู่ในลักษณะที่ต่างกันมาก ถึงขนาด ที่จะต้องใช้การบังคับกันก็มี ศาสนายางศาสนาจึงใช้วิธีการ บังคับ เพราะความจำเป็นแห่งยุคนั้น หรือในถิ่นนั้นอย่างนี้ ก็มี. อย่างนี้อย่าได้ไปถือว่าการบังคับนั้นเป็นตัวศาสนา ถ้า ถืออย่างนั้นก็เป็นการลำเอียงโดยไม่รู้สึกตัว นั้นมันเป็นข้อ ปลีกย่อย ข้อประกอบส่วนหนึ่งของศาสนานั้น แต่เนื้อแท้ ของเขาก็คือบังคับไม่ให้คนเห็นแก่ตัว ความมุ่งหมาย ของเขา ก็เพื่อจะทำลายความเห็นแก่ตัว อยู่นั่นเอง. ฉะนั้น ควรจะ อ้าแขนรับได้ทุก ศาสนาที่ ทำลาย ความเห็นแก่ตัว พุทธบริษัทไม่ควรทำตัวเป็นข้าศึกกับ ศาสนาไหนหมด ถ้าทำอย่างนั้นก็หมดความเย็นพุทธบริษัท เป็นพุทธบริษัทแต่ชื่อหรือแต่ปากว่า. ๑๔
น.19 ถ้ามองดูถึงธรรมเป็นหลัก ธรรมอันสูงสุดก็คือความ ไม่เบียดเบียน คำกล่าวแต่โบราณนานไกล จนไม่มีใคร ทรายว่าแต่ครั้งไหนนั้นมีอยู่ว่า "อหิงสา ปรโม ธัมโม" ความไม่เบียดเขียนเป็นธรรมสูงสุด ความไม่เบียดเบียนกัน นี้เป็นบรมธรรม. คำว่า "อหิงสา ปรโม ธัมโม" นี้ มีกล่าวอยู่ก่อนพระ พุทธเจ้าเกิด พระพุทธเจ้าเกิดท่านก็ยังยอมรับหลักการข้อนี้ ว่า อหิงสานั่นแหละ เป็นบรมธรรม. แม้จะกล่าวว่านิพพานเป็นบรมธรรมก็หมายความว่า นิพพานนั้นก็คือความไม่เบียดเขียนอย่างยิ่ง นิพพานไม่ เบียดเบียนตนเองไม่เบียดเบียนผู้อื่น ใครมีนิพพาน มี คุณธรรมที่เรียกว่านิพพาน ผู้นั้นไม่มีการเบียดเบียนตนเอง ไม่มีความทุกข์เลยแม้แต่นิดเดียว คือหมดกิเลส แล้วก็ไม่ เอียดเขียนใครด้วย ฉะนั้นนิพพานเป็นบรมธรรม ที่เราพูด กันอยู่นี้ก็ถูก. แต่ของเดิมที่เขากล่าวไว้ก่อนนั้น ใช้คำว่าอหิงสา คือ ๑๕
น.20 ไม่เบียดเขียน คือไม่ทำความเดือดร้อน ความหมายมีอย่าง เดียวกันว่า ไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง ไม่ทำความ เดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น นี้คือบรมธรรม ทุกศาสนาจะต้องมี หลักเป็น อหิงสา ทั้งนั้น. เพราะ การเบียดเบียนนี้มาจากความเห็นแก่ตัว เมื่อ ทำลายความเห็นแก่ตัว ก็เท่ากับทำลายต้นเหตุของการ เขียดเขียน ฉะนั้นจึงถือว่าทุกศาสนาเหมือนกันหมดใน ส่วนหัวใจหรือแกนกลางคือ ความไม่เห็นแก่ตัว. ไหน ๆ ก็ได้พูดมาแล้วก็เลยขอพูดต่อไปอีกว่า ศาสนา นี้เราเรียกเอาเอง คำว่า ศาสนา คำ ๆ นี้ เราพูดกันเองว่า ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาของศาสดาซื้อนั้นชื่อนี้. ในสมัย พุทธกาล พระพุทธเจ้าท่านเรียกสิ่งนี้ ว่า "ธรรม" เช่นว่า ธรรมของตถาคต ธรรมของนิคัณฐนาฏ บุตร ธรรมของมักขลิโคสาลี อย่างนี้เป็นต้น ใช้คำว่าธรรม ไม่ได้ใช้คำว่าศาสนา อย่างนั้นเป็นการถูกต้องอย่างยิ่งตาม กฎเกณฑ์อันนี้. ๑๖
น.21 เดี๋ยวนี้เรามาใช้คำว่าศาสนา แล้วก็มีศาสนาที่ตรง กันข้ามที่เป็นปรปักษ์ต่อกัน เป็นศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม อย่างนี้ก็เพราะเอาชื่อที่เพิ่งบัญญัติที่หลัง เป็นหลักเกณฑ์ แล้วมองกันในแง่ร้าย เอาลักษณะอาการ บางอย่างที่เขาเพิ่งจะประกอบเข้าที่หลัง เช่นการบังคับหรือ ไม่บังคับเป็นหลักเกณฑ์อย่างนี้เป็นต้น ไม่เอาหัวใจแท้คือ ความไม่เห็นแก่ตัวนั้นเป็นหลัก เราก็ได้เห็นศาสนาที่ผิดแผกแตกต่างกันไปอย่างนั้น อย่างนี้แล้วก็มองกันในแง่ร้ายกันตะพึด มันก็เกิดความเห็นที่ ตรงกันข้าม หรือขัดแย้งกัน หรือมองกันด้วยความหวังร้าย. นี่คือขายอย่างยิ่ง ไม่มีบาปอะไรจะยิ่งไปกว่านี้เพราะ มันเป็นการทำลายโลก ทำลายสันติสุข หรือความสงบสุข ของมนุษย์ในโลก เพราะการทำความแตกแยกกันในระหว่าง ศาสนา นี้เพราะเหตุอย่างเดียวคือเข้าใจคำว่า "ธรรม" นี้ผิดไม่ถูกตรงตามกฎของธรรมชาติ. แต่ถ้าเรามองกลับด้วยความหวังดีซื่อตรง ซื่อตรงต่อ ๑๗
น.22 ตัวเอง ซื่อตรงต่อธรรม ก็จะมองเห็นว่าหัวใจของทุกศาสนา อยู่ที่มุ่งหมาย จะไม่เบียดเบียนกันและกัน โดยการ ทำลายความเห็นแก่ตัวของตัวเสียให้หมด ก็เลยเป็น ศาสนาเดียวกันไม่อาจจะเรียกชื่อว่า เป็นศาสนานั้นหรือ ศาสนานี้ได้ควรจะเรียกว่าเป็นศาสนาของมนุษย์ หรือของ โลก หรือของธรรมชาติมากกว่า ·ไม่ควรไปแยกเรียกชื่อ โดยอาศัยกิเลสที่เป็นเหตุ ให้ถือตัวถือตน ถือของตัว ของ ตนนั้นเป็นหลักว่า ศาสนาของเขา ศาสนาของเรา อย่างนี้ ฉะนั้น ควรจะลบคำว่าศาสนาออกไปเสีย ให้เหลือ แต่คำว่าธรรม และธรรมนี้เป็นของธรรมชาติ ธรรมชาติ เป็นตัวธรรม กฎของธรรมชาติเป็นตัวธรรม หน้าที่ของ มนุษย์เป็นตัวธรรม ผลที่มนุษย์ได้รับเป็นตัวธรรม ก็เหลือแต่ ธรรมแล้วมันก็เหมือนกันทุกศาสนา คำว่าศาสนาก็หายไป เหลือแต่คำว่าธรรม. ถ้าคำว่าธรรมยังเป็นที่ตั้ง แห่งความยึดถือ ก็ เปลี่ยนไปเป็นคำว่าธรรมชาติ ก็เหลือแต่ธรรมชาติ ก็ ๑๘
น.23 เลยเหมือนกันได้หมดยิ่งขึ้นไปอีก แล้วสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ก็หายไป เรากล้าพูดได้ทันทีว่า ไม่มีศาสนาเลย โดยเนื้อแท้ หรือโดยความจริง มีศาสนาต่อเมื่อเราสมมติ; หรือบัญญัติ ตามที่เราพูดกันมาจนซิน แต่ถ้าเอาตามความจริงของ ธรรมชาติแล้ว ก็มีแต่ ธรรมชาติที่เป็นกฎของธรรมชาติ บังคับให้เกิดหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องทำตามหน้าที่นั้น ๆ และ นั่นแหละเรียกว่าธรรมคือหน้าที่ ที่มนุษย์ จะต้องกระทำให้ถูก ตรงตามกฎของธรรมชาติ สิ่งที่เรียกว่าศาสนาก็หายไป เหลือแต่คำว่าธรรม. โ ดยลึกลงไปคำว่าธรรมก็หายไปเหลือแต่คำว่า ธรรมชาติ เพราะว่ากฎของธรรมชาติ ก็คือ ธรรมชาติ เราเลยมีธรรมชาติเป็นสิ่งเดียวกันหมดทุกคน ในสากล โลก โดยมนุษย์ทั้งโลกกลายเป็นคน ๆ เดียวกัน ไม่มี เขาไม่มีเรา ก็เป็นหัวใจอันแท้จริงของคำว่าธรรม. นี่คือความหมายของคำว่าธรรม ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ ๑๙
น.24 เกื้อกูลแก่มนุษย์ แต่แล้วมนุษย์ก็ไม่ยอมมองในแง่นี้ มอง ไปในแง่ที่ให้เห็นแตกต่างกันเย็นเขา เป็นเรา ขึ้นมา เย็น ศาสนาของเขา ของเรา ขึ้นมา ก็เลยเป็นช่องทางให้เกิด ธรรมฝ่ายกิเลส ธรรมฝ่ายที่เป็น "อธรรม” หรือธรรม ฝ่ายที่เป็นพญามารขึ้นมาทำลายล้างโลก. ถ้ามองเห็นคำว่าธรรมถูกต้องจนกระทั่งไม่มีศาสนา ไม่มีเขา ไม่มีเรา มีแต่ธรรมตามธรรมชาติอย่างเดียวแล้ว ก็มีความสงบสุข ไม่เกิดความคิดนึกที่เป็นกิเลส หรือที่จะ เป็นเหตุให้เขียดเขียนกัน. ฉะนั้นขอให้พิจารณาเอาเองว่าการที่เราเข้าใจคำว่า “ธรรม" เพียงคำเดียวไม่ถูกต้องนี้ มันเป็นอุปสรรคเท่าไร เป็นอุปสรรคแก่มนุษย์ในการที่จะเป็นอยู่ด้วยสันตินี้มากน้อย เท่าไร. เราจะต้องมองดูจากของจริง ไม่ต้องคาดคะเน คือตัว เราเองที่กำลังเข้าใจคำว่า ธรรม นี้ผิดแล้วเกิด อหังการ มมังการ มีความรู้สึกเป็นตัวกูเป็นของกู เป็นตัวเราเป็นพวก เราขึ้นมา เย็นของพวกเราขึ้นมา อย่างนี้เป็นต้น. ๒๐
น.25 ดังนั้นอุปสรรคที่เกิดมาจากคำพูด คือความเข้าใจผิด ต่อคำว่า "ธรรม" นี้ ควรจะถูกชำระชะล้างให้หมดไปโดย เร็วเป็นคำแรก. คำถัดมาที่อยากจะนำเสนอให้พิจารณา ก็คือว่า "ธรรม กำมือเดียว" ธรรมะกำมือเดียว ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ไม่มีอะไร ที่ไม่ใช่ธรรม เรียกว่าธรรมหรือธรรมะไปทั้ง หมด ตัวธรรมชาติก็ดี กฎธรรมชาติก็ดี หน้าที่ตามธรรม ชาติก็ดี ผลของมันก็ดี เรียกว่าธรรมเสมอกันหมด ทีนี้ มันก็มากมายมหาศาล แล้วเราจะทำอย่างไร ? กับธรรมะ ที่มากมายมหาศาลเหล่านั้น มันเหลือความสามารถ. แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านได้ชี้หนทางไว้ ในฐานะที่เป็นผู้ ประกาศธรรมว่า "ธรรม-ที่ตถาคตได้ตรัสรู้ นั้นมีปริ มาณมากเท่ากับใบไม้ทั้งป่า ส่วนธรรมที่นำมาสอนนี้ เท่ากับใบไม้กำมือเดียว" ข้อความนี้พระพุทธองค์ได้ตรัส ในกลางป่าแห่งหนึ่ง นั่งพักการเดินทางอยู่ในป่า แล้วก็ทรง หยิบใบไม้ขึ้นมากำมือหนึ่ง แล้วจึงได้ตรัสอย่างนี้ ไปดูข้อ ๒๑
น.26 ความละเอียดในสีสปาวนะสูตรสังยุตตนิกายก็แล้วกัน แต่สำหรับคนทั่วไปไม่ต้องสนใจเรื่องคัมภีร์เรื่องอะไร ทำนองนี้ก็ได้ สนใจแต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ธรรมที่ ตถาคตตรัสรู้นั้นมีปริมานเท่ากับใบไม้ทั้งโลก ทั้งป่าคือทั้ง โลก ส่วนธรรมที่นำมาสอนพวกเธอทั้งหลายเท่ากับใบไม้ กำมือเดียว. คำว่า “ธรรมกำมือเดียว” นี่แหละยังเข้าใจผิดกันอยู่ มาก ฉะนั้นจึงเป็นเหตุให้เสียเวลา เรียนจนตายก็ไม่รู้อะไร อุปสรรคที่ทำให้ฟังเทศน์จนตาย ศึกษาธรรมะจนตาย ก็ ไม่รู้อะไรนี้ เกิดมาจากการที่ไม่รู้ความหมายของคำว่า “ธรรมกำมือเดียว” อย่าลืมนะว่า ที่ท่านเปรียบใบไม้ กำมือเดียวกับใบไม้ทั้งโลกมันต่างกันเท่าไร. ทีนี้ใบไม้กำมือเดียวนี้คืออะไร มันก็คือหน้าที่ ที่ จำเป็นที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ เท่านั้นเอง กำมือเดียวคือ เท่าที่จะทำลายความเห็นแก่ตัวนั้นเสีย คือทำลายความ ทุกข์นั้นเสีย. ๒๒
น.27 ถ้าพูดกันตรงๆ เลยก็คือ อริยสัจสี่นี้คือธรรมกำมือ เดียว นอกนั้นเป็นใบไม้ที่นอกเหนือความจำเป็น เท่ากับ ใบไม้ทั้งโลก ยกเว้นกำมือเดียว กำมือเดียวคือเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับทุกข์ เรื่องทางให้ถึง ความดับทุกข์ ขืนพูดอย่างนี้ก็เกินกำมือเดียวอีกนั่นแหละ เพราะว่า กำมือเดียวนั้นหมายอยู่แต่เพียงว่า ทำลาย ความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนหรือของตนเสีย. ข้อนี้รู้ได้จากพระพุทธภาษิตสั้น ๆ ในมัชฌิมนิกายที่ ว่า " สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ " แปลว่า ธรรม ทั้งหลายทั้งปวง อันบุคคลไม่ควรยึดมั่นถือมั่น และพระ พุทธองค์ตรัสไว้เองว่า นี้คือข้อสรุปทั้งหมดของคำสอนของ ตถาคต. คำสอนในเรื่องปริยัติก็ดี เรื่องปฏิบัติก็ดี เรื่องปฏิเวธ ก็ดี สรุปไว้ใน ประโยคสั้น ๆ ว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น" ใครถ้าจะเรียนก็ต้องเรียนเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ถ้า ใครจะปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติเป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น ถ้าใคร ๒๓
น.28 จะได้รับผลของการปฏิบัติ ก็ต้องได้รับผลเป็นความไม่ยึด มั่นถือมั่น สำเร็จแล้ว. ความไม่ยึดมั่นถือมั่นมีผลเป็น มรรค ผล นิพพาน นิพพานก็คือดับเสียซึ่งความไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยสิ้นเชิง เป็นภาวะที่ไม่มีความทุกข์เลย ฉะนั้นธรรมะกำมือเดียว นั้นก็คือการปฏิบัติ เพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ถ้าขึ้นไปแจกลูกมันเข้า เช่นอริยสัจข้อที่ ๑ คือทุกข์ ก็แจกเป็นรูปเป็นนาม เป็นจิต เป็นเจตสิก หลายสิบหลาย ร้อยหลายพันชนิด มันก็เกินกำมือเดียวออกไปทุกที ๆ จน ล้นเรี่ยราด. เรื่องตัณหาที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็เหมือนกันแจกออก ไปเป็นสาม แล้วก็ไปแจกตัณหาสามนั้น แต่ละอย่าง ๆ ออกไปเป็นสิบ ๆ ชนิด มันก็ล้นเรี่ยราดไปอีก. เรื่องความดับทุกข์ คือความสิ้นตัณหานี้ ถ้าอย่างนี้ก็ยัง พอจะรัดกุมอยู่ แต่พอไปแจกตามอาการของตัณหาขึ้นมาอีก มันก็เป็นหลายสิบเรื่องหลายร้อยเรื่องขึ้นมาอีก. ๒๔
น.29 เรื่องมรรคมีแปดองค์ซึ่งเป็นหนทางทำให้ถึงความดับ ทุกข์ก็หมายเฉพาะความเป็นอยู่ที่ถูกต้อง ๘ ประการ ถ้าเรา แจกมนออกไปอีก มันก็ล้นเรี่ยราดออกไปอีก. แต่อย่าลืมว่าทั้งสี่เรื่องนี้มันรวมอยู่ในเรื่องเดียวคือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น หมายความว่าพอยึดมั่นถือมั่นก็ ต้องเกิดทุกข์ พอไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ไม่มีความทุกข์ ดังนั้น ย่อแล้วจึงเหลือสองประโยคคือว่า พอยึดมั่นถือมั่นก็เกิด ทุกข์ พอไม่ยึดมั่นไม่ถือมั่นก็ไม่เกิดทุกข์ เหลือสอง ประโยคอย่างนี้ ทีนี้ถ้าย่นให้เหลือประโยคเดียวก็ว่า จง ปฏิบัติเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็มีเท่านั้นเอง. หัวใจพระพุทธศาสนาจึงได้สรุปอยู่ในพระพุทธภาษิต โดยพระพุทธองค์เองว่า "สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ" อย่างนี้. ข้อนี้รู้ได้จากการที่คนในพุทธกาลได้ไปเฝ้าพระพุทธ องค์ทูลถาม สนทนาโต้ตอบ ไม่กี่นาทีก็เป็นพระอรหันต์ไป พวกนี้ไม่ได้มานั่งแรกลูกเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร ๒๕
น.30 วิญญาณ จิต เจตสิก อะไรมากมาย ไม่ได้ยินได้ฟังแม้แต่ คำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยซ้ำไป นั่นเขา เพิ่งได้ยินทีหลัง ไม่ได้จำแนกเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา มาก มายอะไร ไปทูลโต้ตอบกันกับพระพุทธเจ้าด้วยเรื่องว่า ยึด มั่นแล้วเป็นทุกข์ไม่ยึดมั่นแล้วไม่ทุกข์ นี้แหละ ในความ หมายอย่างนี้เพียงไม่กี่คำ. คนแก่ ๆ เหล่านั้นไม่รู้หนังสือด้วยซ้ำไป แต่รู้อะไร มากกว่าหนังสือ คือรู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เคยผ่านมาแล้วด้วย ตัวเองในชีวิตของเขา คราวไหนเป็นอย่างไร ๆ ระลึกได้ดี มี ความทุกข์ร้อนที่ไหน มองดูแล้วจะเห็นความยึดมั่น ถือมั่นที่นั่น-ทีนั้น เขาจึงเข้าใจเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วก็เป็นพระอรหันต์ในที่นั้น โดยไม่รู้ในสิ่งที่เรารู้กันเกิน กำมือเดียว เหมือนที่เรารู้กันอยู่เดี๋ยวนี้ ที่แจกลูกธรรมะได้ มากมายนี้. ในส่วนกำมือเดียวแท้ ๆ กลับถือเอาไม่ได้ ไม่รู้ว่าอยู่ ที่ไหน ไม่รู้ว่ากำมือเดียว กำมือไหน ที่เป็นตัวธรรมะ หรือ ๒๖
น.31 เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา บางทีไปขยำมันเสียด้วยซ้ำ ไป เสร็จแล้วก็ไม่รู้ เสร็จแล้วก็วางทิ้งเสียอีก นี่มันเหมือน กับที่ได้เรียนบทว่า "ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" แล้วก็ไม่เข้าใจ แล้วก็ละทิ้งเสีย หรือว่ามันไม่ถูกอารมณ์ เพราะมันไม่น่าสนุกเลย ที่ว่าจะเอาอะไรเป็นตัวตนหรือ ของตน อย่างนี้เป็นต้น. นี่อย่าทำเล่นกับคำว่า "ธรรมกำมือเดียว" เหมือน กับที่แล้ว ๆ มาซึ่งเป็นเหตุให้ ไม่ได้เข้าถึงธรรมกำมือเดียว ที่พระพุทธองค์ทรงพระประสงค์อย่างยิ่งว่า จะเป็นของขวัญ อันประเสริฐแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง. เราไปสนใจกับใบไม้ที่เรี่ยราดไปทั้งป่า มันจึงไม่ถูก ส่วนที่สำคัญ ที่จะดับทุกข์ได้ทันที ไปกลายเป็นส่วนเฟ้อ เรียนจนเฟ้อ ร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า แสนเท่า มีแต่ เฟ้อ มันเป็นเปลือกมันเป็นกะพี้ออกไปทุกที เท่ากับที่มีการจำ แนกออกไปไม่มีที่สิ้นสุด นั่นแหละมันจะวนไปหาใบไม้หมด ทั้งป่าหรือทั้งโลก นี่เพราะคว้าไม่ได้เพียงกำมือเดียวตามที่ ๒๗
น.32 พระพุทธองค์ทรงประสงค์ว่านี้ เท่านี้เองที่จำเป็น ที่เป็น หัวใจของการที่มนุษย์จะดับทุกข์ได้ เรื่องใบไม้กำมือเดียว กับใบไม้หมดทั้งป่าเป็นอย่างนี้. ทีนี้เราก็มาถึง คำว่า "อภิธรรม" ขอให้ท่านสนใจ คำว่า อภิธรรม มันจะเป็นใบไม้กำมือเดียวหรือว่าเป็นใบไม้ หมดทั้งป่าหรือทั้งโลก คำว่า "อภิ" แปลว่า ยิ่ง หรือ เกิน "ธรรม" ก็รู้กันอยู่แล้ว ว่าหมายถึงธรรม อภิธรรมคือ ธรรมะส่วนยิ่งหรือส่วนเกิน. อย่างไหนเรียกว่า ธรรมะส่วนเกิน ธรรมะส่วนที่ไม่ เกี่ยวกับความดับทุกข์ โดยตรงทันทีที่นี่และเดี๋ยวนี้ ส่วนที่ นอกไปจากกำมือเดียวนี้ เรียกว่าธรรมะส่วนเกิน. คำ ๆ นี้เราจะต้องนึกหรือว่าสอบสวนกันให้ดีว่า มันมี ขึ้นมาอย่างไร ? และเกิดขึ้นอย่างไร ? ที่เป็นบาลีพระพุทธ ภาษิตแท้ ๆ ผู้ที่ศึกษามาแล้วจะพบได้ด้วยตนเองไม่ต้อง เชื่อคนอื่นก็มีอยู่เพียงสองคำ คืออภิธรรมกถา อภิวินัยกถา มีคำว่า "อภิ" เพิ่มเข้าข้างหน้าสำหรับคำว่า "ธรรม" มี ๒๘
น.33 คำว่าอภิเพิ่มเข้าข้างหน้าสำหรับคำว่า "วินัย" ; ตามปกติ เรียกว่า ธรรมและวินัย แต่ในบางโอกาสพระพุทธเจ้าได้ เอ่ยถึงคำว่า "อภิธรรม" "อภิวินัย" นี่หมายถึงส่วนเกิน ส่วนที่เป็นคำอธิบายที่ลึกซึ้งออก ไปเกินกว่าความจำเป็นที่คนธรรมดาจะต้องมี พระพุทธองค์ ก็ทรงสรรเสริญผู้ที่รู้ อภิธรรม และอภิวินัย ในฐานะที่เป็น นักปราชญ์ แต่ว่าคนเหล่านี้ รู้ตัวธรรม รู้ตัววินัย ที่เป็น หัวใจอย่างถูกต้อง แล้วก็ยังรู้ส่วนเกินส่วนที่เป็นความลึกซึ้ง เป็นของนักปราชญ์บัณฑิตไปอีกด้วยจึงน่าสรรเสริญ อภิธรรมหมายถึงธรรมที่นอกไปจากกำมือเดียว คือ นอกจากเรื่องอริยสัจ ชนิดที่เป็นใจความ อภิวินัย ก็หมาย ถึงวินัยที่นอกไปจากอุทเทสก์ที่สำคัญสำหรับภิกษุพึงจะปฏิบัติ เช่น ปาฏิโมกข์ วินัยที่ปลีกย่อยที่ตีความลึกซึ้งในแง่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากวินัยที่เป็นหลักเป็นประธานนั้นเรียกว่า อภิวินัย หมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เช่น วินีตวัตถุ ในพระวินัยปิฎก เหล่านี้เรียกว่า อภิวินัย วินัยส่วนยิ่ง วินัยส่วนเกิน คือ ๒๙
น.34 ส่วนละเอียด มีลักษณะคล้าย ๆ กับว่า คำพิพากษาศาล ฎีกา ที่รวบรวมไว้เป็นหมวดเป็นหมู่สำหรับตอบคำถาม อย่างนี้เรียกว่าอภิวินัย. ฉะนั้น คำว่า อภิ จึงมีความหมายโดยตรงคือส่วนเกิน ถ้าผู้มีปัญญามีความเฉลียวฉลาดคนใดรู้เพิ่มขึ้นมาก็นับว่าดี น่านับถือ น่าเลื่อมใส แต่ถ้าไม่รู้หรือปฏิบัติไม่ได้ในส่วน ที่เป็นตัวธรรมหรือตัววินัย ไปรู้อย่างพล่ามในส่วน อภิธรรม อภิวินัย คือส่วนเกินแล้ว ใช้ไม่ได้ คือไม่มีประโยชน์อะไร ค่าของคำว่าอภิธรรม หรืออภิวินัย มีอยู่อย่างนี้ และอยู่ใน ประเภทที่ว่าใบไม้นอกไปจากกำมือเดียว ครั้งพุทธกาลคำว่า อภิธรรม มีความหมายอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ใช้คำนี้ว่า อภิธรรม แต่หมายถึงส่วน เกินสำหรับคนทั่วไป และไม่ใช่อยู่ในเรื่องใบไม้กำมือ เดียวที่พระพุทธองค์ตรัส มันเรื่องเดียวกันเช่นเรื่อง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางให้ถึงความดับทุกข์ เหมือนกัน แต่ไปจำแนกไปแจกออกไปเป็นรายละเอียดเป็น ๓๐
น.35 รูปของ ปรัชญา ของจิตวิทยา ของตรรกวิทยา อย่างที่ เห็นอยู่ได้ในอภิธรรมปิฎกชัดเจนทีเดียวว่า มันมีอยู่อย่างไร นี่คือนอกไปจากกำมือเดียว นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง คำ นี้หมายถึงอย่างนี้ สำหรับในศตวรรษที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน คำว่า อภิธรรม หมายถึงคำอธิบายธรรมในส่วนลึกเท่าที่มีอยู่ใน ขุททกนิกาย เช่น คัมภีร์ นิเทส คัมภีร์ ปฏิสัมภิทามรรค เป็นต้น ที่ยังตกค้างอยู่ในขุททกนิกาย มีรูปร่างอย่างเดียว กันกับอภิธรรมปิฎกซึ่งทำขึ้นในรุ่นหลัง. ในพุทธศตวรรษที่สาม สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมคือ กถา วัตถุ ได้แก่ข้อขัดแย้งขัดขวางกันระหว่างความผิดกับความ ถูก ระหว่างลัทธิที่ผิดกับลัทธิที่ถูก ระหว่างลัทธิพุทธศาสนา กับลัทธิอื่นที่นอกจากพระพุทธศาสนาแต่อยู่ในรูปที่คล้ายกัน. ฉะนั้นผู้เป็นประธานในการทำสังคายนา จึงนำมาวินิจ ฉัยไว้อย่างละเอียด มันจึงเกิดคัมภีร์กถาวัตถุขึ้น เพื่อ แสดงความลึกซึ้งของคำว่า ธรรมในทางปรัชญาที่คล้ายกัน ๓๑
น.36 ในระหว่างลัทธิ ต่อเมื่อถึงศตวรรษที่หก อภิธรรมเจ็ดคัมภีร์จึงจะสำเร็จ รูปขึ้นมา นี่คือคำว่าอภิธรรมได้เกิดขึ้นอย่างไร ได้แพร่ ออกไปอย่างไร ได้ไกลออกไปอย่างไร เราจะถือว่าอยู่ใน เรื่องธรรมกำมือเดียว. หรือว่าอยู่ในธรรมะเหมือนกับใบไม้ หมดทั้งป่า ขอให้คิดดู. ถ้าเราจะแปลคำอภิธรรมว่า "ธรรมะอันเลิศ" “ธรรมะอันยิ่ง" มันก็ต้องเล็งถึงใบไม้กำมือเดียว คือส่วน ที่จะดับทุกข์ได้ทันที ได้แก่เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นโดย ตรง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือเรื่อง "สุญญตา" ที่พระ พุทธเจ้าได้ตรัสยืนยันไว้เองว่า นี้คือคำที่ตถาคตกล่าว คัม ภีราลึกซึ้ง คัมภีรัตถามีอรรถอันลึกซึ้ง แล้วทรงกล่าวปฏิ เสธว่า ถ้าไม่เกี่ยวกับสุญญตา ไม่ใช่คำที่ตถาคตกล่าว. ฉะนั้น คำว่า อภิธรรม ถ้าแปลว่า ธรรมส่วนยิ่ง ส่วน สำคัญก็ต้องคือเรื่อง ความไม่ยึดมั่นถือมั่น และคำว่า อภิธรรม นี้ถ้าแปลว่าธรรมะส่วนเกินก็หมายถึงคำอธิบายที่ ๓๒
น.37 ละเอียดออกไป ๆ ๆ กระทั่งมาอยู่ในรูปอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ เหมือนที่เรารู้จักกันดี. ขอให้เข้าใจคำว่า อภิธรรม ในลักษณะอย่างนี้ อุปสรรค จึงจะหมดไป อุปสรรคที่ทำให้เราไม่ได้รับผลจากพระพุทธ ศาสนาของเราจะหมดไป ในเมื่อเราเข้าใจในคำว่า อภิธรรม อย่างถูกต้อง แต่เดี๋ยวนี้คำว่าอภิธรรมเราใช้สำหรับความรู้ ที่เกินหรือเหลือเฟือ ยิ่งกว่านี้ขึ้นไปอีก ซึ่งทราบกันดีอยู่ แล้วว่า เราหมายถึงอะไรกันในทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรุงเทพพระมหานครนี้ ฉะนั้นขอให้สนใจคำแต่ละคำ ๆ ให้ถูกตรงเท่านั้น อุปสรรคจะหมดไป. เรื่องที่ ๔ ก็อยากจะพูดถึงคำว่า "กรรม" เรายัง เข้าใจผิดต่อคำ ๆ นี้อย่างน่าสังเวช คือทำให้ไม่ได้รับประ โยชน์อะไรอย่างน่าละอาย คือไม่สมกับที่เราเป็นพุทธบริษัท เพราะว่าเรารู้จักคำว่า กรรม หรือเรื่องกรรมนี้น้อยเกินไป ไม่ถูกต้อง ไม่ตรง ไม่สมบูรณ์ตามที่พระพุทธเจ้าท่าน ประสงค์ ๓๓
น.38 พอกล่าวถึงคำว่า กรรม เราก็พูดกันแต่ว่า กรรมดี กรรมชั่ว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว พูดแต่เพียงเท่านี้ยังไม่ สมบูรณ์ เพราะว่าศาสนาอื่นก่อนพระพุทธเจ้าเขาก็มีและ พูดอย่างนี้ คำว่า กรรม เพียงเท่านี้ ไม่ใช่หลักในพระพุทธ ศาสนาโดยตรงเป็นเพียงส่วนน้อยส่วนหนึ่ง. เราจะต้องนึกถึงพระพุทธภาษิต ที่ได้ตรัสถึงกรรม ตามแบบของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสถึง กรรมที่เป็นที่สิ้นสุด แห่งกรรมทั้งหลาย ฟังดูให้ดี! กรรมดีอย่างหนึ่ง กรรม ชั่วอย่างหนึ่ง กรรมที่เจือกันระหว่างดีกับซั่วอย่างหนึ่ง แล้ว ยังมีกรรมที่เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งหลาย นี่คือกรรมใน พระพุทธศาสนา หรือกรรมที่พระพุทธองค์ทรงมุ่งหมายจะ สั่งสอน. สำหรับกรรมดี กรรมชั่ว กรรมดำ กรรมขาว ซึ่ง หมายถึงดี-ชั่ว นี้มีอยู่ในหลาย ๆ ศาสนา และยังแถมมี อยู่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด คือก่อนพระพุทธศาสนา กรรมเจือ กันนั้นก็หมายความว่า คน ๆ หนึ่งทำทั้งกรรมดี กรรมชั่ว ดังนั้นมันจึงเจือกัน. ๓๔
น.39 แต่แล้ว กรรมที่ ๔ ที่เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดำ กรรมขาวนี้คืออะไร นี่คือตัวพุทธศาสนา ในส่วนปฏิบัติ ถ้าใครปฏิบัติเข้าแล้วจะระงับเสียซึ่งกรรมดำและกรรมขาว ทั้งปวง กรรมนี้คือตัวพระพุทธศาสนาที่เราเรียกกันว่า อริยมรรคมีองค์แปด คือใบไม้กำมือเดียวอีกนั่นเอง ใบไม้ กำมือเดียวโดยเฉพาะที่จะทำลายความยึดมั่นถือมั่นเสียให้ หมด. ปฏิบัติโดยพิสดารก็เพียงแค่ อริยมรรคมีองค์แปด ความถูกต้องแปดประการคือ ความถูกต้องในความคิดเห็น ในความมุ่งหมาย ในการพูดจา ในการกระทำ ในการเลี้ยง ชีวิต ในการพากเพียร ในการมีสติ ในการมีสมาธิ แปด อย่างนี้ เรียกว่าความถูกต้อง ๘ ประการ รวมกันแล้วเป็น เส้นทางอันเดียวเรียกว่าอริยมรรค นี้คือตัวกรรมที่ ๔ ที่จะ ทำลายเสียซึ่งกรรมดีและกรรมชั่ว ทำสัตว์ให้พ้นจากกรรม ดีและกรรมชั่วและได้บรรลุถึงนิพพาน คือความไม่มีทุกข์ โดยสิ้นเชิง. ๓๕
น.40 นี้เป็นกรรมในพระพุทธศาสนา เป็นกรรมที่พระพุทธ เจ้าประสงค์ที่จะสอนในรูปของใบไม้กำมือเดียว แล้วทำไม เราจึงไม่เรียกมันว่ากรรม และไม่บอกว่านี่แหละคือกรรม ในพระพุทธศาสนา ไปพูดถึงแต่เรื่องกรรมดีกรรมชั่วแล้วก็ ไปเถียงกันในทางอื่นเตลิดเปิดเปิงไปว่า ทำไม ทำดี ไม่ได้ดี ทำชั่ว ไม่ได้ชั่ว ตายแล้วกรรมติดไปได้อย่างไร ไปพูดกัน แต่เรื่องนี้ มันก็เลยเป็นเรื่องใบไม้ทั้งป่าไปอีก ไม่ใช่ใบไม้ กำมือเดียว ที่จะกระทำให้สิ้นสุดแห่งกรรมอยู่เหนือกรรม เป็นผู้ถึงความสิ้นสุดแห่งกรรม "กัมมะ ภยะ ปัตโต" ถึงแล้วซึ่งความสิ้นแห่งกรรม การปฏิบัติเพื่อให้ถึงความ สิ้นแห่งกรรมนี้ คือตัวพุทธศาสนา. บอกกล่าวไว้ให้ทราบกันว่า พวกฝรั่งเอาไปเขียนผิด หมด พวกฝรั่งนี้พอเรียนพุทธศาสนาเข้าแล้วก็ไปแต่งตำรา ทางพุทธศาสนา เขียนหนังสือเล่มโต ๆ บทที่เขาเขียน เรื่อง กรรม และการเกิดใหม่นี้เขียนผิดหมด เขียนเรื่อง กรรม แต่กรรมดีกรรมชั่วตามแบบนอกศาสนาก็มีแล้ว ๓๖
น.41 เขียนเรื่องการเกิดใหม่เหมือนพวกฮินดูว่า เป็นศาสนา พราหมณ์ไปก็มี แล้วหนังสือนี้ใช้ชื่อว่าพุทธศาสนา. เหตุนี้ร้ายกาจเท่าใด เป็นเรื่องร้ายเท่าใด เสียหาย เท่าไร เพราะไม่เข้าใจคำว่า กรรม เพียงคำเดียวนี้ เขา เขียนผิด แล้วก็ทำให้คนอ่านทั้งโลกเข้าใจพุทธศาสนาผิด เป็นความเสียหายแก่พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นความเสียหายแก่ผู้อ่านทั้งโลกอย่างยิ่ง เพราะความ เข้าใจผิดในเรื่องกรรมเพียงคำเดียว. ฉะนั้นเพื่อให้อุปสรรคอันนี้หมดไปก็ต้องเข้าใจคำว่า กรรมนี้ให้ถูกต้อง; เราจึงจะเป็นพุทธบริษัทเพราะเข้าใจคำ สอนของพระพุทธเจ้าถูกต้อง. กรรมในพระพุทธศาสนาต้องหมายถึงการกระทำ ชนิดที่ให้หมดกรรมโดยประการทั้งปวง กรรมดีกรรม ชั่วเป็นอันหมดฤทธิ์ หมดพิษไปเลย ไม่ตกแต่งให้ใครเกิด ดีเกิดชั่วหรือเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป นี้คือตัวอริยมรรค ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า กรรมที่ ๔ ก็ได้. ๓๗
น.42 ถ้าเรียกว่ากรรมที่ ๔ เขานับอย่างนี้คือ กรรมดำ กรรมขาว กรรมดำกรรมขาวเจือกัน แล้วก็กรรมที่จะระงับ เสียทั้งกรรมดำและกรรมขาว ถ้าเราไม่อยากจะนับถึง ๔ เราก็นับกรรมดำกรรมขาวแล้วกรรมที่จะระงับเสียทั้งกรรม ดำและกรรมขาว. นี่แหละคือคำว่ากรรม โดยเฉพาะในพระพุทธศาสนา ที่เปรียบเหมือนใบไม้กำมือเดียว คือบุคคลปฏิบัติแล้วทำลาย เสียได้ซึ่งอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู ว่าของกู ข้อนี้ ก็ตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เป็นอยู่ให้ชอบ โลก จะไม่ว่างจากพระอรหันต์". คำว่า “เป็นอยู่ให้ชอบ" ของท่านหมายถึง เป็นอยู่ ใน อริยมรรคมีองค์แปด เมื่อเป็นอยู่ด้วยอริยมรรคมีองค์ แปด กิเลสไม่มีทางที่จะเกิด นานเข้า ๆ ก็หมดความ สามารถที่จะเกิด แล้วถึงวันหนึ่งมันก็สิ้นสุดลงไป "เป็น อยู่ชอบ" นั่นแหละคือกรรมที่จะทำลายเสียซึ่งกรรม ดำกรรมขาว. ๓๘
น.43 แต่แล้วไม่เคยพูดไม่เคยเรียก อริยมรรคมีองค์ แปดว่ากรรม ทั้งที่แท้มันเป็นตัวกรรมอย่างยิ่ง คือการ กระทำชนิดที่จะเพิกถอนเสียซึ่งกรรมดำ และกรรมขาว เพราะฉะนั้นกรรมนี้จึงไม่อาจจะเรียกว่ากรรมดำหรือกรรม ขาวอย่างดีที่จะเรียกโดยสมมุติก็คือว่า กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว ที่จะเพิกถอนเสียซึ่งกรรมดำและกรรมขาว คือ อริยมรรค มีองค์แปด. แต่เราก็ไปพร่ำสอนแต่เรื่องกรรมดีกรรมชั่วสองอย่าง เท่านั้น แล้วในหนึ่งอย่างนี้ยังแจกออกไปเย็น ๔ เป็น ๑๒ กระทั่งเป็น ๑๐๐ ชนิดอีกมากมายล้วนแล้วแต่เป็นกรรมที่ วนเวียนอยู่ในโลก ไม่พ้นไปจากทุกข์หรือจากโลกได้ นี่เขา เรียกว่าส่วนเฟ้อ เป็นธรรมส่วนเฟ้อ หรืออภิธรรมประเภท ที่มีความหมายว่าธรรมส่วนเฟ้อ ไม่ใช่ธรรมส่วนยิ่ง หรือ ส่วนสูงสุด ถ้าธรรมส่วนยิ่งหรือส่วนสูงสุด ต้องเป็นเรื่อง กรรมที่ ๔ หรือที่ ๓ คือเรื่องกรรมที่จะทำการเพิกถอน เสียซึ่งกรรมทั้งปวง. ๓๙
น.44 คำที่ ๕ (ขออภัยที่จะบอกกล่าวว่ามันมีมากคำ แต่ ข้าพเจ้าจะยกมาเฉพาะที่เห็นว่าจำเป็นหรือรีบด่วนเพียงไม่กี่ คำเท่าที่เวลาของเรามีอำนวยให้) คำที่ ๕ คือคำที่ข้าพเจ้า ได้คิดขึ้นใช้เองว่า "ทางวิญญาณ" "ทางฝ่ายวิญญาณ" หรือเกี่ยวกับวิญญาณหรือฝ่ายวิญญาณ คำนี้ต้องการคำ อธิบาย. คำว่าทางวิญญาณหมายความว่าเราไม่พูดกันถึงเรื่อง ฝ่ายร่างกายหรือวัตถุหรือแม้แต่จิตส่วนที่เนื่องกันอยู่กับวัตถุ. ขอเวลาสักหน่อยที่จะต้องเปรียบเทียบให้เห็นว่ามันต่าง กันอย่างไร ด้วยยกเอาคำว่าโรคขึ้นมาเป็นหลัก เป็นโรค ทางกายไปหาหมอผ่าตัด เป็นโรคทางจิตไปที่โรงพยาบาล สมเด็จเจ้าพระยาที่ปากคลองสาน นี่เป็นโรคทางจิต แต่ถ้า เป็นโรคทางวิญญาณต้องวิ่งไปหาพระพุทธเจ้า ท่านลองคิดดู ว่ามันหมายถึงอะไร เราสบายดีไม่เป็นโรคทางกายไม่เป็น โรคทางจิตไม่ต้องไปปากคลองสานหรือโรงพยาบาลไหน หมด แต่ทุกคนยังเป็นโรคทางวิญญาณ ยังต้องวิ่งไปโรง พยาบาลของพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ ๔๐
น.45 ที่นี้ โรคทางวิญญาณหมายถึงอะไร ? มันก็หมายถึง โรคกิเลสที่เสียบแทงวิญญาณ เมื่อกล่าวอย่างนี้ทุกคนพอที่ จะเข้าใจได้ว่า วัตถุประสงค์มุ่งหมายของพุทธศาสนามี ขึ้นมาเพื่อจะแก้โรคหรือรักษาโรคทางวิญญาณ ไม่ใช่ ทางกายหรือทางจิต. ถูกแล้วในภาษาบาลีอาจจะใช้คำว่าทางจิต แต่ว่าใน ประเทศไทยเราได้เอาคำว่าทางจิตนี้ ไปใช้กับโรคอย่างนั้น เสียแล้ว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขอคำใหม่มาอีกคำหนึ่ง คือคำว่าทางวิญญาณ เพื่อให้มันแยกออกไปจากคำว่าทางจิต เดี๋ยวนี้พวกชาวต่างประเทศที่เป็นนักปรัชญา ก็ใช้คำ นี้คืนที่สุดคือคำว่า “Spiritual" โรคหรือความหายโรคใน ทาง Spiritual หรือความสุขทาง Spiritual นี้เขาพูดกัน มากคือทางวิญญาณ ส่วนทางกายคือทาง Physical ทาง จิตคือทาง Mental นี้ไม่เกี่ยวกับปรัชญานี้ เพราะทาง Physical ทาง Mental นี้คือกายกับจิต ส่วนทาง Spiritual คือทางวิญญาณ ซึ่งในที่นี้ขอนำมาใช้ คนอาจจะเข้าใจคำว่า ๔๑
น.46 ทางวิญญาณเป็นไปในเรื่องผี เรื่องสาง เรื่องอะไรในทำนอง นั้นไปเสียก็ได้เหมือนกัน แต่โดยที่ไม่มีคำอะไรที่เหมาะ กว่าคำนี้ ก็ขอใช้คำว่าทางวิญญาณ. ต้องขอบอกกล่าวไว้เป็นพิเศษว่า พุทธศาสนาเกิด ขึ้นมาในโลก ก็เพื่อต้องการจะขจัด ปัญหาของมนุษย์ ในทางฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่ทางฝ่ายกายหรือฝ่ายจิตใน ภาษาไทย ปัญหาทางฝ่ายกายไปหาหมอทางกาย ปัญหา ทางฝ่ายจิตไปหาหมอทางจิต แต่ถ้าทางฝ่ายวิญญาณต้อง ไปหาพระพุทธเจ้า อย่างนี้เป็นต้น. จะเข้าใจได้จากคำที่เราอ่านพบ ในหนังสือทางพุทธ ศาสนา ที่มุ่งจะชี้ให้เห็นว่า อะไร ๆ ก็สำเร็จอยู่ที่จิต แต่คำว่าจิตนี้หมายถึงวิญญาณ เช่นคำว่า ชีวิตํ อตฺตภาโว จ สุขทุกขา จ เกวลา เอกจิตฺตสมายุตฺตา ลหุโส วตฺตเต ขโณ ฯ อะไรพวกนี้ ซินปากกับพวกเรียนนักธรรมเอกมาก ว่าความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี อัตภาพร่างกายนี้ก็ดี ทั้ง หมดทั้งสิ้นนี้ ประกอบอยู่ที่จิตสิ่งเดียวและขณะจิตนั้นย่อม ไปเร็ว ไปพลัน. ๔๒
น.47 คำว่าจิตนี้ก็คือเรื่องทางวิญญาณที่ต้องใช้ในที่นี้ คำว่า จิตได้ถูกยืมไปใช้ ในเรื่องต่ำกว่านี้เสียแล้ว พุทธศาสนา ต้องการจะแก้ปัญหาทางวิญญาณ จึงมีหลักที่จะให้คนทุก คนมองให้เห็นว่า เ รื่องทุกสิ่งมันสำคัญหรือสำเร็จอยู่ที่จิต อย่ามีจิตเสียอย่างเดียวปัญหาก็หมด. เกี่ยวกับเรื่องนี้ขอเล่านิทานสั้น ๆ สักนิดหนึ่งเพื่อกันลืม ว่า ทางฝ่ายพวกเซ็น พุทธศาสนาอย่างเซ็น คือพุทธ ศาสนาประเภทที่อุตตริ สร้างวิธีการอย่างรัดกุม อย่าง รวดเร็วอย่างฉับพลันอะไรขึ้นนี้ เขาบรรทึกเหตุการณ์ที่ได้ เกิดขึ้นไว้ เรียกว่า โกอาน. โกอานอันนี้ก็เล่าเรื่องว่า พระภิกษุองค์หนึ่ง พยายาม ที่จะปฏิบัติเพื่อดับทุกข์พยายามอยู่ทุกวิถีทาง อย่างนั้นอย่างนี้ มาหลายปีแล้ว วันหนึ่งเดินทางไปหยุดพักนั่งอยู่ที่สนาม หญ้าหน้าภัตตาคารหน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง เผอิญพอดีกัน กับที่บนโรงแรมเขามีการร้องเพลงก่อนหน้าอาหารหรืออะไร ก็ตาม ในบทเพลงที่ร้องอยู่นั้น พอมาถึงตอนหนึ่งมีคำว่า ๔๓
น.48 " ถ้าเธออย่ามีจิต เรื่องมันก็จบกัน" นี่เป็นเนื้อความตอน หนึ่งในบทเพลงที่เขาร้องดังลั่นอยู่บนโรงแรม "ถ้าเธออย่ามี จิตแล้วเรื่องมันก็จบกัน ... " การได้ฟังเพียงเท่านี้ ภิกษุองค์ นั้นเกิดบรรลุธรรมะโพล่งขึ้นมาถึงที่สุดตามวิธีของพวกเซ็น แล้วก็เลยคุกเข่าลุกขึ้นกรายแล้วกรายอีก. กรายโรงแรม ไห้วโรงแรม กรายโรงแรม ถ้าไม่มีโรงแรมนี้เป็นไม่มี การบรรลุธรรมะนี้. นี่ลองคิดดูเถอะ ! วิธีของพวกนั้นจะเป็นอย่างไร หรือ อะไรจะเป็นอย่างไร แต่ว่าความสำคัญในเรื่องนี้ อยู่ตรงที่ ว่า " ... ถ้าเธออย่ามีจิต เรื่องนี้ก็จบกัน ... " นี้ก็เพราะว่า อะไร ๆ สำเร็จอยู่ที่จิตเหมือนกับยาลีที่กล่าวให้ฝั่งแล้ว พระ พุทธศาสนามุ่งหมายจะแก้ปัญหาเรื่อง จิต อย่าเอาไปพล่า อย่าเอาไปปนกันกับเรื่องอื่น. แต่คำว่าจิตนั้น เดี๋ยวนี้ในภาษาไทยในเมืองไทยนี้ เอา ไปใช้ต่ำเกินไปเสียแล้ว จึงขอใช้คำว่าวิญญาณแทน ให้ มันเป็นเรื่องสูงไปกว่าทางกายและทางจิต ขึ้นไปถึงทางวิญ ๔๔
น.49 ญาณ ที่จะต้องแก้ด้วยญาณ ด้วยปัญญา ด้วยทัศนะด้วย วิปัสสนาญาณ อะไรทำนองนี้. อย่าลืมว่าพุทธศาสนานี้ เมื่อจะแย่งแยกให้เห็นความ แตกต่างกันระหว่างพวกแล้ว พุทธศาสนานี้ถูกจัดไว้เป็น พวก ขณิกวาท อีกพวกหนึ่งซึ่งตรงกันข้ามเรียกว่าพวก อขณิกวาท พวกนี้เขาไม่ได้กล่าวว่าอะไร ๆ สำเร็จอยู่ที่จิต เพียงขณะเดียว ๆ เขากล่าวว่ามีตัวตนยั่งยืนถาวรไปตาม แบบของเขาอย่างนั้นเป็น อขณิกวาท ส่วนพุทธศาสนาอย่าง ฝ่ายเรานี้ เรียกว่าเป็นขณิกวาท คือพูดถึงสิ่งที่ประกอบอยู่ ด้วย ขณะ-ขณะ-ขณะคือขณะจิตเท่านั้น สุขก็ดี ทุกข์ ก็ดี ชีวิตนี้ก็ดี อะไรก็ดีนี้ สำเร็จอยู่ที่จิตที่กำลังเปลี่ยนไป เป็นขณะ ๆ ๆ ๆ เท่านั้น หาตัวตนอันถาวรมิได้ นี้เรียกว่า ขณิกวาท พุทธศาสนาเราเป็นขณิกวาท. ฉะนั้นอย่าได้กล้าพูดถึงตัวตนที่ถาวร เวียน ว่าย ตาย เกิด เหมือนที่พูด ๆ กันอยู่ตามศาลาวัด เป็นพระโสดาบัน ในชาตินี้พอตายไปเกิดโผล่ขึ้นที่ชาติโน้นก็เป็นโสดาบันขึ้น ๔๕
น.50 มาทันทีทั้ง ๆ ที่เป็นทารกอยู่บนเบาะนั่นแหละ. เพราะติด ไปด้วยเสร็จ อย่างนี้ไม่ใช่ขณิกวาท แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ประเภทสัสตทิฏฐิ. เพื่อไม่ให้เย็นสัสตทิฏฐิต้องเป็นขณิกวาท สำเร็จอยู่ที่ เหตุที่ปัจจัยไม่มีตัวตนที่ถาวร เพราะความเป็น ขณิกะ คือ เนื่องด้วยขณะหนึ่ง ๆ ๆ เป็นเรื่องทางวิญญาณล้วน เรา จึงมีปัญหาแต่เรื่องทางวิญญาณ. ฉะนั้นเราจะต้องศึกษาอะไร ๆ ให้ลึกไปกว่าทางรูปหรือ ทางจิตที่เนื่องอยู่กับรูป ต้องเป็นจิตที่เป็นสติปัญญา ที่อยู่ เหนือรูป เหนือวัตถุ ซึ่งเราจะได้เห็นกันต่อไปว่า อันนี้ หมายถึงอะไรบ้าง ในตัวอย่างข้างหน้า. คำที่ ๖ คือคำว่า "โลกุตตรธรรม" ที่ทำปัญหา ให้เกิดขึ้นมากเป็นอุปสรรคแก่การบรรลุธรรมที่ควรจะบรรลุ อย่างยิ่ง เพราะเหตุที่ว่าไปเข้าใจคำ ๆ นี้ผิด เป็นเรื่องทาง วัตถุไปเสียบ้าง หรือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับมนุษย์เราบ้าง บางพวกพูดว่า โลกุตตระ หรือนิพพานนั้นเป็นเมืองอยู่ ๔๖
น.51 ที่อื่น เป็นบ้านเป็นเมืองอยู่ที่อื่น ลอยขึ้นไปเหนือ ๆ ๆ ขึ้นไป ๆ จึงจะไปถึงที่นั่นอย่างนี้ก็มี อย่างนี้เป็นเรื่องเพ้อฝันทางวัตถุ เราไม่นึกถึงไม่ต้องพูดถึงกันดีกว่า อย่างนี้มันมากเกินไป. ข้อที่มีปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าเดี๋ยวนี้ มักจะพูดหรือมักจะ ถือมั่นกันว่า โลกุตตรธรรมนี้ไม่ใช่สำหรับคนทั่วไป คน ทั่วไปเหมาะแก่โลกียธรรม โลกุตตรธรรมไม่เหมาะ สำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่เหมาะสำหรับฆรา- วาสผู้ครองเรือน. นี่ขอให้เอาข้อเท็จจริงเป็นหลัก ให้นึกถึงข้อเท็จจริงที่ กำลังพูดกำลังยึดถือ กำลังถกเถียงกันอยู่ตามศาลาวัด หรือ อะไรนี้เป็นหลัก คือพวกหนึ่งพูดว่า โลกุตตรธรรม ใช้ไม่ ได้ ไม่เหมาะ พ้นสมัยแล้ว ไม่เกี่ยวกันกับพวกฆราวาสเลย อย่างนี้คือการตู่พระธรรมอย่างยิ่ง ตู่พระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง. ในสูตรที่เกี่ยว กับสุญญตาในสังยุตนิกายที่พวกฆราวาส ไปทูลถามว่า ธรรมะข้อไหนที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ ฆราวาสอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เยเตสฺตฺตน . ตา ๔๗
น.52 สุญฺญฺตป . ปฏิสํยุตฺตา" _ ว่าธรรมประเภทที่เนื่องกับสุญญตา นี้แหละเหมาะ ท่านระบุลักษณะไว้ว่า ตถาคตภาษิตา เป็นคำที่ตถาคตกล่าวโลกุตตราเหนือโลก คัมภีราลึกซึ้ง คัมภีร์ตถา มีอรรถะอันลึกซึ้ง นี่แหละเป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่พวกฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน. ถ้าไม่เป็นโลกุตตรธรรม ถ้าไม่เกี่ยวกับสุญญตาก็ แปลว่า ไม่ใช่ตถาคตกล่าว แล้วก็ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน ฆราวาสกลุ่มหนึ่งไม่ ยอมรับ ว่ายากนักสูงนัก พระพุทธเจ้าก็ตรัสเรื่อง ปุญญา ภิสันทะ ๔ ประการ คือว่าให้มั่นคงในพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ มีศีลบริสุทธิ์ นี้เขาก็รับไป. แต่การที่พระพุทธเจ้าท่านบอกข้อปฏิบัติ ๔ อย่างทีหลัง นี้ ไม่ได้หมายความว่า ท่านเลิกถอนหลักที่ว่า สุญญตา นั้นเหมาะสำหรับฆราวาส นั้นยังคงเป็นหลักทั่วไป เพราะ ในที่อื่นยังมีอีก พระพุทธเจ้าไม่ได้ถอนหลักการอันนี้. ใครรับไม่ได้ ก็รับไปปฏิบัติเพียงแค่ว่าให้มั่นในพระ ๔๘
น.53 พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีศีลบริสุทธิ์ แต่แล้วอย่าลืม ว่าการมี ๔ อย่างนี้ เขาเรียกว่า โสตาปัตติยังคะ ๆ แปล ว่า องค์แห่งความเป็นพระโสดาบัน ใครมีธรรมะ ๔ ประ การนี้สมบูรณ์ คนนั้นเป็นพระโสดาบัน ลองคิดดู ! พระโสดาบันนี้เป็น โลกียะ หรือ โลกุตตระ มีความหนักแน่นมั่นคงเป็น อจลสัทธา (อาลัปปเวจจสัทธา ก็เรียก) ในพระพุทธ ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ แล้ว ก็มีอริยกันตศีล คือมีศีลชนิดที่ยกมือไหว้ตัวเองได้ ไม่ทำ ศีลขาด ไม่ทำศีลด่าง มีศีลบริสุทธิ์จนยกมือไหว้ตัวเองได้ มี ๔ อย่างนี้แล้วเรียกว่าโสตายัตติยังคะ คือมีองค์แห่ง ความเป็นโสดาบันครบถ้วนแล้ว มันก็ยังไม่ใช่โลกิยะมันยัง เย็นโลกุตตระอยู่นั่นเอง. ดังนั้นแม้จะรับสุญญตาไปโดยตรง มันก็เย็น โลกุตตระ จะรับโสตายัตติยังคะ ๔ อย่างนี้ไป มันก็ยังเป็น โลกุตตระ ฉะนั้นยิ่งเห็นว่าโลกุตตระนี้ยังเหมาะสำหรับฆราวาสอยู่ พระ พุทธเจ้าท่านไม่ทรงเพิกถอนหลักการอันนี้จนตลอดเวลา. ๔๙
น.54 ต่อเมื่อไม่ซอยเรื่องสุญญตาไม่ชอบหลักที่ตถาคตกล่าว ไปซอยเรื่องแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่พูดกันให้ไพเราะเพราะพริ้ง ทีหลังนั้นต่างหาก มันจึงจะเป็นโลกียธรรมไปได้ ฉะนั้นขึ้น ชื่อว่าโลกุตตรธรรมแล้วยังคงเหมาะสำหรับฆราวาส. ที่นี้เราไม่ต้องเอาเหตุผลในพระคัมภีร์. เราเอาเหตุผล กันอย่างนี้ว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นมีไว้ สำหรับ ดับความร้อน หรือดับทุกข์. เพราะฉะนั้นที่ไหนมีความ ทุกข์ หรือมีความร้อน ที่นั่นต้องการธรรมะกำมือเดียวของ พระพุทธเจ้า ธรรมะกำมือเดียวของพระพุทธเจ้านี้ก็คือ เรื่องสุญญตา หรือ โลกุตตรธรรมโดยเฉพาะ. โลกุตตรธรรมหมายความว่า จะช่วยให้ขึ้นอยู่เหนือ โลก เหนือวิสัย โลก เหนือสิ่งที่มีอยู่ในโลกที่จะย่ำยีเขาได้ อย่างนี้คือธรรมะกำมือเดียว. สุญญตาไม่มีความหมายอย่างอื่น นอกจากว่า ไม่ ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดว่า เป็นตัวตนหรือของตน. เมื่อว่าง จากความรู้สึกว่าตัวตน หรือของตน เมื่อนั้นก็เรียกว่าจิต ๕๐
น.55 ว่างจากความยึดถือทุกสิ่งทุกอย่าง นี่แหละคือการดับทุกข์ หรือโลกุตตรธรรมโดยเฉพาะ เป็นการดับร้อนหรือเป็นการ ทำให้เย็น. เราดูว่าที่ไหนมีความร้อนมาก ที่ไหนมีความทุกข์มาก ก็คือในหมู่ฆราวาส พวกโยคีมุนีตามป่าตามเขา มีความ ทุกข์ร้อนน้อยที่สุด เกือบจะไม่จำเป็น ที่ไหนมีความทุกข์ ร้อนมาก เหมือนตกนรกทั้งเป็น ที่นั่น จำเป็นที่จะต้องมี โลกุตตรธรรม เพื่อทำความดับ-เย็น. เด็ก ๆ ของเราร้องไห้เมื่อสอบไล่ตกก็มี ไปกินยาตาย ก็มี ไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องความรักความใคร่ ไปกิน ยาตายก็มี นี้เพราะไม่มีความรู้เรื่องโลกุตตรธรรมแม้แต่ นิดเดียว, ดังนั้น เ ราอาจจะสอนเด็ก ๆ ไม่ให้ต้องร้องไห้เมื่อ สอบไล่ตก หรืออะไรทำนองนั้น โดยวิธีที่ไม่ให้ยึดมั่น ถือมั่น นั่นคือ โลกุตตรธรรม ที่เหมาะสำหรับเด็ก ที่นี้ไม่ต้องพูดเรื่องเด็ก คนโต ๆ เหล่านี้ ลองไม่มี ๕๑
น.56 หลักการทำนองนี้ ก็จะต้องร้องไห้เหมือนกัน จะต้องไป กระโดดน้ำตาย หรือไปฆ่าตัวตายด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่มีความทุกข์ มันเป็น หลักเกณฑ์อันหนึ่ง เป็นแนวทางอันหนึ่ง ตามกฎธรรมชาติ ที่จะทำให้มนุษย์เดินถูกทางเดินตรงทางไปตามทางของความ ดับทุกข์ เหมือนกับเรือที่มันมีหางเสือ โลกุตตรธรรมจึงตั้งอยู่ในลักษณะเหมือนหางเสือเรือ ที่จะช่วยให้เรือคือชีวิตนี้เดินไปถูกทาง ถ้าลองไม่มีหางเสือ มันก็เป็นเรือที่กวัดแกว่ง ส่วนโลกียธรรมนั้นมันเป็นหางเสือ ไม่ได้ มันเป็นตัวเรือที่จะกวัดแกว่ง โลกุตตรธรรมนี้จะเป็น เหมือนหางเสือ ที่จะช่วยให้เรือไม่กวัดแกว่งเพราะเมื่อบอก ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่แล้ว ชาวบ้านนั้นก็จะไม่ ร้องไห้ หรือบอกว่า ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น ไปยึดมั่น ถือมั่นเข้าก็เป็นทุกข์ เขาก็จะได้หยุดร้องไห้. นี่แหละโลกุตตรธรรม เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น เรื่อง สุญญตา เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้จะช่วยให้เดิน ๕๒
น.57 ถูกทาง เหมือนเรือมีหางเสือ แล้วมันก็เดินอยู่ตามรอยของ พุทธศาสนาที่เป็นตัวพุทธศาสนาแท้ เรื่องโลกียธรรม อย่างเรื่องทำมาหากินนี้ มันนอก พุทธศาสนาไม่ต้องเป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ศาสนาอื่นก็ สอน ๆ อยู่ก่อนพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมา ก็เพื่อว่า โลกียธรรมเหล่านั้นอย่าได้ทำอันตรายมนุษย์อย่า ให้มนุษย์ตกอยู่ภายใต้อำนาจของโลกียธรรม จึงเอาโลกุต ตรธรรมมาใส่หางเสือ ให้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรื่อง สุญญตานี้เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้ง หลายตลอดกาลนาน มันจึงเป็นเหมือนเรือที่มีหางเสือ แต่เดี๋ยวนี้มาตัดอันนี้ออกเสียปฏิเสธว่าไม่จำเป็น พ้น สมัย อย่าเอามาสอนฆราวาส ฆราวาสอย่ารู้เรื่องนี้เลย มันก็เหมือนเรือที่ไม่มีหางเสือ มันเป็นไปไม่ได้ในการที่จะ เดินทาง แล้วมันดูไม่สวยด้วย เหมือนสุนัขจิ้งจอกหางด้วน มีหางกับไม่มีหาง อันไหนจะสวยกว่ากัน ลองคิดดู! แล้ว สุนัขจิ้งจอกหางด้วนเมื่อรู้สึกตัวข้อนี้แล้ว ก็ไปเที่ยวหลอกให้ คนอื่นตัดหาง. ๕๓
น.58 คือไปเที่ยวหลอกคนอื่นว่า อย่าไปสนใจในเรื่องโลกุต- ตรธรรม สนใจแต่เรื่องโลกียธรรมทำมาหากินกันไปอย่างนี้ มันเหมือนกับสุนัขจิ้งจอกหางด้วนที่ไปหลอกเพื่อนกันให้ไป ตัดหาง ฉะนั้นอย่าไปเชื่อมัน อย่าไปเชื่อการหลอกอย่างนี้ เช่นหลอกให้เอาเบร็ครถยนตร์ออกหรือหลอกให้เอาหางเสือ เรือออกหรือให้ไปตัดหางเสียจะได้วิ่งสดวกอย่างนี้อย่าไปเชื่อ มันเป็นเรื่องอันธพาลที่มาหลอกคนดี ๆ. อย่าได้เข้าใจว่าโลกุตตรธรรมนี้ไม่จำเป็นสำหรับฆรา วาสอีกต่อไป ความทุกข์ความร้อนมีที่ไหน โลกุตตรธรรม ย่อมจำเป็นสำหรับที่นั่น แม้ที่สุดแต่เด็ก ๆ ที่ต้องร้องไห้ เพราะสอบไล่ตกก็ต้องสอนเขาในเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น เขาจึงจะหายร้องไห้ สมกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นี้เป็น ประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน คำว่า โลกุตตรธรรม ใบไม้กำมือเดียว ธรรมเท่า กับใบไม้กำมือเดียว มีอยู่จำกัดแท้ ๆ เราก็ยังปฏิเสธปัดทิ้ง ออกไปเสียอีก ว่าไม่จำเป็นแก่พวกเรา นี้เป็นความเข้าใจผิด ๕๔
น.59 ใช้คำพูดผิด เข้าใจความหมายของคำผิด แล้วเกิดอุปสรรค ต่อการบรรลุมรรคผลในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง. เท่าที่ได้ยกเอามาเป็นตัวอย่างให้สังเกตเห็น ดูว่ามันมี ความสำคัญอย่างไร ตั้ง ๖ คำแล้ว ก็นับว่าพอสมควรที่จะ เข้าใจได้แล้ว สำหรับความเข้าใจผิดเพราะไม่รู้ความกว้าง แคบ ตื้น ลึก ของคำเหล่านั้น นี้ประเภทหนึ่ง. ประเภทที่ ๒ เข้าใจผิดในฐานะที่มันเป็นภาษาคน ละชนิด คือเป็นภาษาธรรมอย่างหนึ่ง เป็นภาษาคนอีก อย่างหนึ่ง. ภาษาคนนี้หมายถึงภาษาของคนที่ไม่รู้ธรรมะพูด คน ธรรมดาที่ยังไม่รู้ธรรมเขารู้สึกอย่างไร เข้าใจอย่างไรก็พูด ไปตามภาษาตามความเคยซินที่พูดสืบ ๆ กันมา ภาษาอย่าง นี้เรียกว่าภาษาคน ถ้าจริงก็จริงอย่างภาษาคน ไม่จริงอย่าง ภาษาธรรม. ส่วนที่เรียกว่าภาษาธรรมคือภาษาที่ผู้รู้ธรรมพูด ภาษา ที่พระอริยะเจ้าหรือพระพุทธเจ้าท่านพูด นั้นเรียกว่าภาษา ธรรม. ๕๕
น.60 อย่างภาษาที่จะพูดว่า นาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. อย่างนี้ มันจริงอย่างภาษาคน แต่ถ้าพูดว่า ไม่มี คน มีแต่สังขาร มีแต่ ธาตุ อายตนะ ประกอบกันเป็นกลุ่ม เป็นขันธ์อย่างนี้ เรียกว่าภาษาธรรม. จะยกตัวอย่างให้เห็นชัด คำว่า ภาษาคน ภาษาธรรม ต่างกันอย่างไร ได้โดยง่าย ไม่ยากนัก แต่ว่าก่อนที่จะ พูดอย่างนั้น อยากจะให้ทรายกันทั่วทุกคนก่อนว่า ภาษา ธรรมก็ยืมมาจากภาษาคน ภาษาในทางศาสนา ภาษาใน ทางธรรมะสูงสุดอย่างไรก็ตามเถอะ คำไหนก็ตามที่เป็น ภาษาทางพระธรรมในพระพุทธศาสนาที่ลึกซึ้งนั้นทุก ๆ คำ ยืมมาจากภาษาคน ภาษาชาวบ้านที่พูดกันอยู่ตามธรรมดา ไม่ได้ตั้งคำขึ้นใหม่. เดี๋ยวนี้เราเองเข้าใจผิดว่าพระพุทธเจ้าตั้งคำขึ้นใหม่ มี คำใหม่เกิดขึ้น เพราะการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า อย่างนี้ เข้าใจผิด ใครเข้าใจอย่างนี้โปรดเลิกเข้าใจอย่างนี้ เข้าใจ เสียให้ถูกว่า ทุกคำที่เป็นภาษาบัญญัติเฉพาะทางพุทธ ๕๖ พุท มา
น.61 ศาสนาเรานี้ก็ล้วนแต่เป็นคำพูดธรรมดาที่ไปยืมเอามาใช้ แต่มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง. "Technical Term" ทาง พุทธศาสนาทุกคำ คือคำธรรมดาที่ชาวบ้านพูดอยู่แล้ว เอา มาใช้ ให้มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง. จะยกตัวอย่างด้วยคำว่า นิพพาน คำว่านิพพานที่มี อยู่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด หรือว่าก่อนความรู้ทางธรรมะ ชั้น ศาสนาจะมีขึ้นในโลกนี้ คำว่านิพพาน ก็เป็นคำที่ประชาชน ชาวบ้านพูดกันอยู่แล้ว หมายถึงความเย็นหรือความดับแห่ง ความร้อน ข้อนี้คำอธิบายในสังยุตนิกายมีอยู่ เราไม่ต้อง คาดคะเนไม่ต้องสันนิษฐาน. ในสังยุตนิกายนั้นพูดถึงนิพพานที่แปลว่าดับเย็นนี้ใน ๓ ความหมาย คือว่านิพพานสำหรับวัตถุอย่างหนึ่ง นิพพาน สำหรับสัตว์เดรัจฉานอย่างหนึ่ง นิพพานสำหรับคนอีก อย่างหนึ่ง. นิพพานสำหรับวัตถุ เช่นว่า ของร้อน เช่น ถ่านไฟ ลุกโพลง แดงร้อน อย่างนี้ มันเย็นลง ๆ จนดำ เขาเรียกว่า ๕๗
น.62 ถ่านไฟนิพพาน นิพพานะติก็มี ปรินิพพานะติก็มี อาการ ของการที่ถ่านไฟที่แดง ๆ เย็นดำลง เรียกว่าปรินิพพานะติ ก็มี นิพพานะติก็มี หรือว่าข้าวที่หุงสุกใหม่ ๆ ในหม้อที่ ร้อนจัดรับประทานไม่ได้ต้องรอจนกว่า นิพพานะติ หรือปริ นิพพายะติ แล้วจึงจะกินนิพพานอย่างนี้เป็นนิพพานของวัตถุ นิพพานของสัตว์เดรัจฉาน หมายถึงสัตว์เดรัจฉานที่ ได้รับการฝึกดีแล้วจนไม่มีพยศร้าย พยศร้ายของสัตว์เดรัจ ฉานที่มันเป็นอันตรายแก่คนนั้น ต้องหมดเสียก่อน อย่าง นั้นมันเปรียบเหมือนความร้อน พอมันเย็นลง ๆ คือหมด พยศร้าย สัตว์ตัวใดจะเป็นสุนัข หรือ แมว ช้าง ม้า วัว ควาย หรืออะไรก็ตาม ฝึกดีแล้วจนหมดพยศร้าย เรียกว่า นิพพานะติเหมือนกัน ปรินิพพานยะติเหมือนกัน คือนิพพานเหมือนกัน. ทีนี้พอมาถึงคน กิเลสนั่นแหละคือ ความร้อน หรือ ไฟ หมดกิเลสหมดความร้อน หมดไฟนี้จึงจะเย็น เป็น นิพพานแท้. ๕๘
น.63 แต่ว่าก่อนที่จะรู้จัก นิพพาน แท้ คือ หมดกิเลสนี้ เคยไปหลงตู่เอาสิ่งอื่นเป็นนิพพานมาแล้วหลายยกเช่น ก่อน พุทธกาล เอากามารมณ์สูงสุด เป็นนิพพานก็เคยมีอยู่ คราวหนึ่ง ถือว่าได้กามารมณ์ตามต้องการ ดับความ กระหายเสียได้เมื่อใด เมื่อนั้นเย็นและเป็นนิพพาน อย่าง นี้ก็มีอยู่ พวกหนึ่ง ยุคหนึ่ง ต่อมามีคนค้นพบว่าไม่เย็น ก็ค้นพบการทำสมาธิ ให้เกิดฌาณเกิดสมาบัติจนใจเย็น เขาก็หลงว่านี่แหละคือ นิพพาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ จตุกฌาณในขณะแห่งจตุกฌาณนี้มีความสงบสุข เย็น ถือ ว่านี้เป็น นิพพาน ก็มี. นิพพานชนิดนี้อยู่มาจนถึงพุทธกาล ปรากฏอยู่ในสูตร เช่น พรหมชาลสูตร หรือสามัญผลสูตร พวกหนึ่งถือ เอาจตุณญาณเป็นนิพพาน นี้แสดงว่าอยู่มาจนถึงครั้งพุทธ กาลพวกอื่นอาจจะเอา เนวะสัญญานาสัญญายตนะ จน กระทั่งสัญญาเวทิตนิโรธ เป็นนิพพานก็มี. พอมาถึงพระพุทธเจ้า ท่านไปตามสำนักเหล่านี้ ได้รับ ๕๙
น.64 คำสั่งสอนอบรมอย่างนี้ แล้วบอกท่านว่าเป็นนิพพานแต่ท่าน ไม่เชื่อ ท่านว่านี้ยังไม่ใช่นี้ยังไม่ใช่ถึงที่สุด ฉะนั้นท่านจึง ต้องหลีกออกไปหาของท่านเองจนตรัสรู้ว่า ดับตัณหา อุปาทานหมด จึงจะเป็นนิพพาน อย่างนี้มันจึงเป็นนิพ พานหมดกิเลสอย่างสมบูรณ์ขึ้นมา จนกระทั่งบัดนี้ ก็ไม่มี ใครค้านของท่านได้ ไม่มีใครมาเลิกล้างของท่านได้ จึงถือ ว่าเป็นนิพพานแท้ถึงที่สุดจนบัดนี้. ฉะนั้นจงพิจารณาดู คำว่านิพพานนี้แปลว่าดับแห่ง ความร้อนหรือดับเย็น ที่พูดกันอยู่ ก่อนภาษาธรรมะเกิด พอมีความรู้ทางธรรมะ ต้องการความเย็น อะไรทำให้เย็น ก็ไม่มีคำไหนที่จะพูดให้คนอื่นเขารู้เรื่องได้ ก็ต้องไปเอาคำ ที่เขาพูดกันอยู่แล้วตามปกตินั้นมาใช้ว่าดับเย็น อย่างนี้ดับ แท้และอย่างนั้นไม่ใช่ดับเย็นแท้ อย่างนี้เป็นต้น คำว่า นิพพาน ที่เป็นภาษาง่าย ๆ ของวัตถุนั่นแหละ ก็มากลาย เป็นภาษาทางจิต ทางวิญญาณ ขึ้นมาเพราะเหตุนี้ นี่ก็ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ภาษาธรรมะทุกคำ มาจากภาษาชาวบ้าน นั่นแหละเรื่องแรกที่สุด. ๖๐
น.65 คำว่า มรรค แปลว่า ถนน มรคา หรือมรรคา หรือ มรรคะ นี้ มันก็คือถนนหรือทางเดินนี้ ชาวบ้านพูดกันอยู่ แล้ว เรียกกันอยู่แล้ว พอโยคี มุนี ศาสดาองค์ใดองค์ หนึ่งค้นพบวิถีทางที่จะปฏิบัติไป ๆ ๆ ดับกิเลสได้ถึงความสุข หรือนิพพานตามความหมายของเขา ที่นี้เขาอยากจะมีคำ เรียกการปฏิบัติตามแนวนี้ว่าอะไร มันก็ไม่มีปัญญาที่จะ เรียกว่าอะไรได้ ต้องไปยืมคำชาวบ้านคือคำว่าถนนนี้มา พรรคะ ที่แปลว่าถนนหนทางนี้มาใช้เรียกสิ่งนี้ว่าพรรค เช่น อริยมรรคมีองค์แปด ในพุทธศาสนาก็คือถนน แต่ว่า เป็นถนนสำหรับใจเดิน เดินจากความทุกข์ไปหาความ ดับทุกข์. คำว่า กิเลสนี้ แปลว่า ของสกปรก มันก็มาจากคำว่า ของสกปรกที่พูดกันอยู่ก่อนหน้านั้น อุจจาระ ปัสสาวะ อะไร ก็ตามใจ ของสกปรกพอมารู้จักราคะ โทสะ โมหะ ใน ลักษณะที่สกปรก ก็ยิ้มเอาคำนั้นมาใช้ว่า กิเลส หรือของ สกปรก เป็นอย่างนี้ทุกคำ. ๖๑
น.66 แม้แต่คำว่า มรรค ผล นิพพาน พระอรหันต์ หรือ อะไรก็ตาม ยืมคำชาวบ้านนี้มาทั้งนั้น ไม่อาจตั้งคำขึ้นมา ใหม่เพราะถ้าตั้งคำขึ้นใหม่ก็ไม่มีใครรู้เรื่อง ต้องพูดด้วยคำ เดิมแต่ความหมายใหม่ให้ความหมายใหม่ทั้งนั้น. ฉะนั้นส่วนที่ยังพูดอยู่ตามเดิม ตามคำเดิม ตามภาษา เดิม ตามความหมายเดิมนั้น เราเรียกว่า ภาษาคน แต่ ถ้ามาพูดตามความหมายใหม่เราเรียกว่า ภาษาธรรม เช่น คำว่า พรรค ภาษาคนก็หมายถึงถนน และภาษาธรรมก็ หมายถึงถนนสำหรับจิตใจเดินไปนิพพาน ไม่ใช่สำหรับเท้า เดินไปที่นั่นไปที่นี่ ถ้าพูดตามภาษาหรือตามความรู้สึกของชาวบ้านธรรม ดา เรียกว่าภาษาคน ถ้าพูดตามภาษาของผู้รู้ก็เรียกว่า ภาษาธรรม ข้าพเจ้าขอร้องขอวิงวอนอ้อนวอนทุก ๆ คน ให้สนใจคำสองคำนี้ คือ คำว่าภาษาคนกับคำว่าภาษาธรรม นี้ เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งอยู่ในทุกวันนี้เวลานี้ ที่ทำให้ไม่ เข้าใจพระพุทธศาสนา หรือที่ทำให้เราต้องถกเถียงกันมาก ๖๒
น.67 ลำบากเหลือเกิน เป็นการถ่วงความก้าวหน้าในทางศาสนา. ที่นี้ก็มาถึงคำว่า ความว่าง ภาษาคนมันอย่างหนึ่ง ภาษาธรรมมันอีกอย่างหนึ่ง ความว่างภาษาคนนั้นคือไม่มี อะไร ถูกแล้วไม่มีอะไร ไม่คิดอะไร ไม่ทำอะไร นั่นเป็น ความว่างภาษาคน คือ คนโง่ ที่นี้ความว่างภาษาธรรม อย่างที่พระพุทธเจ้าพูดว่า จิตที่ไม่ได้ยึดมั่นสิ่งใด โดยความ เป็นตัวกูของกู นี้คือความว่างหรือสุญญตาที่ตถาคตสอน. ก่อนอื่นจะต้องเข้าใจมาตั้งแต่คำว่า โลก โลกนี้คือสิ่ง ทั้งหมด โลกนี้ว่าง คำว่าโลกนี้ว่างหมายความว่า โลกนี้ ทั้งหมดไม่มีอะไร ส่วนไหนที่ควรจะเรียกหรือยึดถือ ได้ว่า เป็นตัวเราหรือเป็นของเรา เพราะโลกทั้งหมด ว่างหรือไม่มีคุณสมบัติ หรือภาวะที่ควรจะเรียกว่าตัวเรา หรือของเราเพราะฉะนั้นโลกนี้จึงเป็นของว่าง ไม่ใช่โลกนี้ ไม่มี หรือว่าไม่มีอะไรในโลกนี้. โลกนี้ยังมีอะไรทุกอย่าง ในโลกนี้ แต่ทำไมจึงเรียกว่าโลกว่าง ที่ว่าว่าง เพราะไม่มี ส่วนไหนที่ควรถือว่าเป็นตัวเราของเรา เพราะฉะนั้นพระ ๖๓
น.68 พุทธเจ้าท่านจึงสอนว่า สุญฺญฺโต โลกํ อเวกฺ ขสฺสุ ฯ อย่าง นี้เป็นต้น ว่า " เธอจงมองเห็นโลกในแง่ที่เป็นของว่างอยู่ เสมอ" นี้คือโลกว่าง ทีนี้เมื่อ จิตมองเห็นโลกว่างในลักษณะอย่างนั้น แล้วจิตจะไปยึดอะไรได้ จิตก็พลอยว่างไปด้วย ทั้งที่ โลกมีและมีอยู่ในสภาพว่าง จิตไปมองเห็นความจริงอันนี้ โลกไม่มีอะไรที่จะยึดถือได้ เป็นโลกว่าง จิตก็พลอยไม่รู้จะ ยึดถืออะไรไปด้วย มันจึงเป็นจิตที่ว่างคือไม่ยึดถืออะไร ฉะนั้น คำว่าจิตว่างนี้ไม่ได้หมายความว่า จิตไม่มีความคิดนึก ไม่ รู้สึก ไม่กระทบอารมณ์อะไรอย่างนี้ก็ไม่ใช่ มันก็รู้อารมณ์ อะไรดี แต่ว่ามันไม่ได้ยึดอะไร จึงเรียกว่าว่าง. ฉะนั้นคำว่าความว่าง ในภาษาคนมันหมายถึงไม่มี อะไร แต่ความว่างในภาษาธรรมหมายถึงมีอะไรทุกอย่าง แต่ไม่มีอะไรที่ควรจะยึดถือว่าเป็นเรา หรือเป็นของเรา ส่วน จิตว่างตามภาษาของคนที่เดาเอาเองว่า ไม่คิดอะไร ไม่นึก อะไร ไม่รู้สึกอะไร อย่างนั้นว่าเอาเอง เย็นจิตว่างตาม ๖๔
น.69 แบบภาษาคนโง่ จิ ตว่างตามความหมายของพุทธศาสนา หมายความว่า จิตที่กำลังไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไร ว่า เป็นตัวเราหรือของเรา เพราะเห็นอยู่ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง มันเป็นของว่าง นี่คำว่าว่างคำเดียว ภาษาคนก็มีความ หมายอย่างหนึ่ง ภาษาธรรมก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง. อยากอธิบายข้อนี้เพิ่มเติมสักเล็กน้อย เพราะว่ามีคน ถามเมื่อตะกี้นี้ก็ถือโอกาสนี้อธิบายเสียเลย เรื่องจิตว่าง โดยเฉพาะ. เมื่อพูดถึงเรื่อง จิตว่าง ก็ต้องไต่มาจากคำว่า โลก ว่าง อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอน เมื่อเห็นโลกว่าง จิต ก็ว่าง จิตไม่ยึดถืออะไรโดยความเป็นตัวตนของตนมันก็เป็น อิสระ บริสุทธิ์ สอาด และฉลาดถึงที่สุด เพราะมันรู้สิ่ง สูงสุด คือรู้ว่ามันไม่มีอะไรที่ควรยึดถือว่าตัวตน ทีนี้พอมาเรียกว่า จิตว่าง ผู้ฟังที่ว่าจะฟังเร็วไป หรือ ว่าฝั่งไม่ดี คิดแต่จะแย้งจะด้านอย่างเดียว ฟังไปเสียอย่าง อื่น ฉะนั้นจึงพูดกันใหม่ให้ละเอียดรัดกุมกว่าที่เคยพูดมาแล้ว. ๖๕
น.70 เราจะแบ่งคำว่า "ว่าง" หรือ "จิตว่าง" นี้ ให้เป็น ชั้น ๆ ให้เห็นง่าย จิตมันว่างเองก็มี จิตว่างเพราะเราทำ ให้ว่างก็มี. จิตว่างเองเช่นว่าเรานอนหลับอย่างนี้มันก็ว่าง กำลัง ไม่มีตัวตนอะไร แต่อย่างนี้มันไม่ใช่ เพราะเราไม่ได้ปฏิบัติ มัน เราไม่ได้ปฏิบัติอะไรเลย เรานอนหลับมันก็ว่างเอง ดังนั้นจะเอามาถือว่าจิตว่างอย่างนี้เป็นธรรมะอันหนึ่งนั้นไม่ได้ ต้องปัดทิ้งไป มันนอนหลับหรืออะไรก็ตาม มันว่างเอง. หรือว่าตามธรรมชาติปกติจิตมันก็ต้องว่างอยู่เองแล้ว ถ้ามันมีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวตน ของตน ตัวเรา ของเรา อยู่ตลอดเวลาทั้ง ๒๔ ชั่วโมง ๆ มันตายแล้ว มันเป็นข้าตายแล้ว มันไม่เหลืออยู่เป็นคนมาจนถึงทุกวันนี้ ฉะนั้นในเวลาที่มันไปยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน ของตน นั้นมัน เป็นคราว ๆ เท่านั้น ส่วนที่มันไม่ได้ยึดถือ มันก็มีอยู่ตรง ที่มันว่างเอง อย่างนี้มันก็ว่างเองตามธรรมชาติเพื่อความ สมดุลย์ของมันเองให้มีชีวิตรอดอยู่ได้ อย่างนี้เราก็ไม่เรียก ๖๖
น.71 ว่าจิตว่างในที่นี้ เพราะเราไม่ได้ปฏิบัติ เพราะมันว่างเอง แบบจิตประภัสสรอย่างนั้น. คำว่าประภัสสรไม่มีใครแปลว่าบริสุทธิ์ แต่มันแปลว่า ประภัสสรคือใสอยู่ตามลักษณะของจิต แต่ไม่ใช่บริสุทธิ์ เมื่อไม่มีอารมณ์มากระทบคือไม่เผลอสติ มันก็ประภัสสร อยู่ตามเดิม ว่างโดยประภัสสรอย่างนี้ไม่ได้ปฏิบัติอะไรเลย ไม่เอามาเกี่ยวกับกรณีนี้. แล้วมันว่างเพราะว่าประจวบเหมาะเหมือนเราไปเที่ยวที่ ชายทะเลหรือบนภูเขา หรือไปตากอากาศ ในที่บางแห่ง จิตสบายว่าง จากความยึดถือว่า ตัวตน ของตน อย่างนี้ มันเรียกว่าธรรมชาตินั้นมันช่วยแวดล้อมให้ ไม่ใช่ฝีไม้ ลายมือของเราที่ปฏิบัติให้มันว่าง อย่างนี้ก็ต้องปัดทิ้งออกไป เพราะมันว่างเอง. ถึงแม้ว่าเราจะไปคบหาสมาคมกับใคร แวดล้อมอยู่ ด้วยบุคคลใด แล้วทำให้จิตว่างอย่างนี้ โดยที่เราไม่ได้ปฏิบัติ อะไรเลยก็ไม่เรียกว่าจิตว่างในที่นี้ เพราะมันว่างเอง มัน เป็นเรื่องของมันเอง. ๖๗
น.72 ที่นี้ที่ว่าจิตว่าง หรือว่าความวางที่มีปัญหา หมายถึงว่า ที่เราต้องปฏิบัติมัน ต้องทำให้มันว่าง ในเรื่องทำให้ว่างนี้ มันมีอยู่เป็นสองชั้น พูดเอาตามชอบใจอย่างนี้ก็มี พูดเรื่อง ความว่างอย่างนั้นอย่างนี้ หรือว่าบัญญัติลัทธิขึ้นมาสอนให้ ว่าง ให้ยึดถือว่างแล้วก็ไปทำสิ่งที่เอาเปรียบผู้อื่นไปฆ่าสัตว์ แล้วไม่ขาย ไปฆ่าคนตายก็ไม่ขาย ไปเชือดคอใครก็เพียง แต่ว่า วัตถุผ่านวัตถุอย่างนี้ พูดอย่างนี้มันก็เรียกว่า มัน เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นจิตว่างหรือเป็นความว่างแบบ มิจฉา ทิฏฐิ มีอยู่หลายเจ้าหลายสำนักในครั้งพุทธกาล ที่พูด เรื่องจิตว่างแบบนี้. หรือที่ต่ำลงไปกว่านั้นก็สำหรับพวก โจร เขาสอนกัน เพื่อให้เกิดความทรหดเหี้ยมโหดฆ่าคนได้ง่าย ๆ ไม่รู้สึก เทือนใจ เพราะสอนเรื่องว่างแบบมิจฉาทิฏฐินี้ก็มี ถ้าเป็น ลักษณะอันธพาลอย่างนี้ มันเรียกว่ามีเจตนาทุจริต หรือ แม้ไม่มีเจตนาเป็นเพราะความโง่ก็ได้ แต่ถึงแม้ว่าเป็นความ โง่เป็นโมหะ เราก็จัดเป็นมโนกรรมชนิดหนึ่ง ก็เป็นเจตนา ๖๘
น.73 อีกชนิดหนึ่งเหมือนกัน มันเป็นเจตนาของโมหะ เป็นจิตว่าง แบบอันธพาล ทั้งนั้น. เมื่อข้าพเจ้าเขียนเรื่องจิตว่างออกมาใหม่ ๆ ถูกพวก อันธพาลแบบนี้เขียนล้อ เขียนด่า เขียนแย้ง เขียนอะไร สารพัดอย่าง เท่าที่ความเป็นอันธพาลของเขาจะมองเห็นไป เราก็คืนให้เขาหมดยกโพยให้เขาหมด เพราะไม่ใช่จิตว่าง หรือความว่างชนิดที่เราต้องการจะพูดตามแบบของพระ พุทธเจ้า. จิตว่างหรือความว่างตามแบบของพระพุทธเจ้านั้น มัน ก็หมายถึงการกระทำลงไปโดยวิธีที่ถูกต้องด้วยสติปัญญา หรือด้วยความรู้ที่พระพุทธเจ้าท่านประทานมาดีกว่า ซึ่งถ้า เราปฏิบัติตามนั้น ก็ยังมีทางที่จะสำเร็จได้ เย็นจิตว่างแบบ นี้ นับตั้งแต่ให้ มองเห็นโลก โดยความเป็นของว่างก่อน โลกว่างเพราะไม่มีสาระว่าตัวตนว่าของตน จิตเห็นโลกว่าง อย่างนี้อยู่ มันก็เป็นจิตว่าง นี้เป็นหลัก. ฉะนั้นเราจึงนั่งทำ สติพิจารณาโลกโดยความเป็นของ ๖๙
น.74 ว่างก่อน แล้วจิตก็ว่างเอง ฉะนั้นการทำวิปัสสนาที่ถูก ต้องนั้นไม่มีแบบอื่น ไม่มีแบบไหนนอกจากแบบนี้แบบเดียว แต่เนื่องจากวิธีลงมือทำหรือการริเริ่มมันต่างกันข้าง มันจึ๋ง เรียกว่ามีหลายแบบหลายสิบแบบ วิปัสสนาแบบวัดโน้น วิปัสสนาแบบวัดนี้ อย่างนั้นมันคนโง่พูด เพราะใจความแท้ ๆ มันเหมือนกัน ตรงที่จะต้อง ทำจิตให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างว่างจากตัวตน แต่การที่จะเริ่มวิธีไหน อย่างไร ๆ นั้นมันต่างกันบ้างเป็นส่วนข้อปลีกย่อย แต่ใน ที่สุดมันก็ต้องมีปัญญา มีวิปัสสนาเห็นโลกว่าง แล้วจิตก็ พลอยว่างไป. แต่มันมีปัญหาอยู่นิดเดียวว่า ว่างนี้เด็ดขาดลงไป เป็นการถาวรหรือว่าว่างยังไม่เด็ดขาดไม่ถาวร ยังกลับ มาไม่ว่างได้อีกอยู่ มีเท่านี้เอง แม้ยังว่างไม่เด็ดขาดไม่ถาวร มันก็ยังมีดีตรงที่ว่า เมื่อทำให้ว่างได้ มันก็ได้ชิมรสพระ นิพพานเหมือนกัน ว่าง นั้นคือ เย็น สอาด สงบ อย่างเดียวกันกับนิพพาน นิพพานไม่มีหลายอย่าง มี อย่างนี้เท่านั้น. ๗๐
น.75 แต่ว่าจิตที่บรรลุถึงนิพพานนี้มีเป็นสองชนิดคือ ถึงแล้ว กลับมาเสียอีก คือว่ากลับกำเริบขึ้นมาอีก อย่างนี้ก็มี ไม่ กลับกำเริบก็มี ที่นี้เราก็ต้องพยายามกระทำ ๆ ๆ จนให้มัน ถึงจริง เด็ดขาด รุดหน้าขึ้นไปเรื่อย ไม่มีถอยหลัง. รุดหน้าไปได้อันดับหนึ่งเรียกว่าพระโสดาบันไปอีกอันดับ หนึ่งเรียกว่าพระสกิทาคามี อีกอันดับหนึ่งเรียกว่า พระอนา คามี อย่างนี้ไม่มีถอยหลัง แล้วก็จนถึงเป็นพระอรหันต์ ก็ ถึงที่สุดคือนิพพาน หรือว่างสมบูรณ์ หรือนิพพานสมบูรณ์. นี่ลองคิดดูเองว่า คำว่าว่างในภาษาคนเป็นอย่างไร คำว่า ว่าง ในภาษาธรรมเป็นอย่างไร จิตว่างในภาษาคน เดาเอาเอง ว่าเอาเองเป็นอย่างไร จิตว่างตามแบบพระพุทธ ศาสนาเป็นอย่างไร แล้วจะรู้คำว่าว่างนี้อย่างถูกต้องด้วย และพร้อมกันนั้นก็รู้ความหมายของคำว่าภาษาคนภาษา ธรรม อย่างถูกต้องด้วย. เราจะต้องนึกดูให้ดีว่า ความรู้หรือความเห็นแจ้งในสิ่ง เหล่านี้มันมีอยู่เป็นชั้น ๆ ต่างกันมากระหว่างคนธรรมดาที่ ๗๑
น.76 เรียกว่า ปุถุชน กับบุคคลที่ไม่ใช่ธรรมดา คือพระอริยะ เจ้า สำหรับพระอริยะเจ้าท่านยังมองเห็นอย่างชาวบ้าน เห็นอยู่ ท่านก็พูดเหมือนกับที่เคยพูด แต่ใจไม่เป็น อย่างนั้น. ข้อนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสเองว่า แม้ตถาคตก็ต้องพูด ภาษาชาวบ้านพูด พูดว่าของเรา ของตถาคต ตถาคต อย่างนั้น ตถาคตอย่างนี้ เราอย่างนั้น เราอย่างนี้ เหมือน ชาวบ้านพูด แต่ความรู้สึกในใจ ไม่เป็นอย่างนั้น. ส่วนชาวบ้านนั้นมันพูดอย่างนั้นด้วยความยึดมั่น ถือมั่น อย่างนั้น ชาวบ้านนี้เก่ง ปากกับใจตรงกัน เมื่อพูดว่ากู ก็ กูจริง พูดว่าฉัน ก็ ฉันจริง. แต่เมื่อพระพุทธเจ้าท่านพูดว่า " ฉัน" แต่ใจของท่าน ไม่ " ฉัน" ปากของท่านพูดอย่างหนึ่ง ใจท่านเป็นอีก อย่างหนึ่ง. ฉะนั้นจึงสอนว่าพวกเรามาเป็น คนปากอย่างใจอย่าง ตามแบบพระพุทธเจ้ากันเถอะ เมื่อปากพูดว่าตัวกู ว่า ๗๒
น.77 ของกู ว่าเงินของกู ว่าอะไรของกู อย่างนี้ ใจอย่าเย็น จะไม่มีความทุกข์ ตามแบบที่พระพุทธเจ้าท่านสอน คืออย่า มีความยึดมั่น ถือมั่น อยู่ในใจ ส่วนปากนี้ต้องพูดไปตาม ภาษาชาวบ้านพูดเพื่อรู้เรื่องกัน นี้เรียกว่า ภาษาคนกับ ภาษาธรรม. ที่นี้ที่ได้พูดกันมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ว่าอุปสรรค อันใหญ่หลวงเกิดมาจากการเข้าใจคำแต่ละคำต่างกัน และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือคำที่เกี่ยวกับตัวกู กับของกูนี้ เป็น คำที่สำคัญที่สุด. จะยกตัวอย่างอีกคำหนึ่งที่สำคัญมากคือ ความเกิด หรือ เกิดใหม่ ความเกิดหรือการเกิดใหม่ เรื่องที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนาเป็นหมันหมด เพราะ เหตุนี้ เพราะเหตุที่เข้าใจคำว่า ความเกิด นี้ไม่ถูกต้อง คือคำว่าความเกิดในเรื่องปฏิจาสมุปบาท. เ รื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นเรื่องหัวใจแท้ของพุทธ ศาสนา แต่กล่าวไว้ในภาษาธรรม ทุกคำเป็นภาษาธรรม แม้แต่คำว่า ความเกิด ที่นี้เราเอาความเกิดในภาษาคนนี้ ๗๓
น.78 ไปใส่ในเรื่อง ปฏิจาสมุปบาท ฉะนั้นจึงเลยอธิบายเอาเอง เตลิดเปิดเปิงไปว่า ปฏิจาสมุปบาทวงหนึ่ง ๑๒ อาการนี้ ส่วนหนึ่งอยู่ชาติที่แล้วมา ส่วนหนึ่งอยู่ชาตินี้ อีกส่วนอยู่ ชาติต่อไปข้างหน้า นี่ ! ปฏิจาสมุปบาทวงเดียวสายเดียวกัน กินเวลาคร่อมถึงสามชาติ นี้เพราะไปว่าเอาเอง เป็นความ เกิดทางเนื้อหนังทางร่างกายที่เกิดมาจากท้องแม่ ซึ่งเป็น การเกิดทางวัตถุ. แต่เนื้อแท้ของพระพุทธเจ้า คำว่า "ความเกิด" ใน ที่นี้หมายถึง ความเกิดทางวิญญาณ ที่วันหนึ่งเกิดได้ หลายหนหลายสิบหน เกิดความรู้สึกเป็นตัวกู ของกู ครั้ง หนึ่ง ก็เรียกว่าเกิดครั้งหนึ่ง เป็นทุกข์ครั้งหนึ่ง ความเกิด ในปฏิจจสมุปบาทเป็นภาษาธรรมเป็นภาษาทางวิญญาณ. คำว่าเกิดหรือเกิดใหม่ก็ตามหมายถึงเกิดทางวิญญาณ คือเป็นความเกิดของอหังการ มมังการ ครั้งหนึ่งเรียกว่า เกิดครั้งหนึ่ง เมื่อปฏิจจสมุปบาทรอบนี้เสร็จสิ้นไปแล้ว จะ เกิดรอบใหม่อย่างนั้นเราเรียกว่าเกิดใหม่ เกิดในปัจจุบันเป็น อย่างนี้ ๗๔
น.79 ดังนั้นปฏิจจสมุปบาทวงหนึ่งนี้หมายความว่า วงหนึ่ง รอยหนึ่ง ครั้งหนึ่งของการเกิด อหังการ มมังการ ว่าตัวกู ว่าของภู เมื่อมีอารมณ์มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้น แล้วปราศจากสติสัมปชัญญะนั้นคือมือวิชชา. อวิชชาทำให้เกิดอำนาจลึกลับอะไรชนิดหนึ่งที่เรียกว่า สังขาร คือจะปรุงแต่งเนื้อหนังร่างกายนี้ ให้มันเป็นของชนิด ใหม่ขึ้นมาสำหรับจะโง่จะยึดถือ. อวิชชาจึงปรุงวิญญาณคือ วิญญาณธาตุ ขึ้นมาเป็นวิญ ญาณชนิดหนึ่งสำหรับจะโง่ วิญญาณนี้ก็ปรุงนามรูป นามรูปที่มีอยู่แล้วปรับปรุงกัน ใหม่เป็นนามรูปสำหรับจะโง่ นามรูปนี้ก็มีอายตนะหกสำหรับจะโง่ แล้วก็มี ผัสสะ มีเวทนา เวทนานี้ก็มาจากนามรูปที่ โง่ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเวทนาที่ทำให้เกิดตัณหาเป็น อุปาทาน อุปาทานนั้นก็คือ "ยึด"; ความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู เริ่มก่อหวอดในภายใน. ๗๕
น.80 แล้วก็ออกมาเป็น ภพ เป็นชาติ คือว่าความรู้สึกหรือ พฤติของจิต ในเรื่องยึดมั่นถือมั่นนี้ที่สมบูรณ์ที่สุด เรา เรียกว่า "ชาติ" เป็นอหังการมมังการโดยสมบูรณ์ แล้ว ก็ต้องมีความทุกข์เพราะมันยึดถือว่าชาติของกู กูเกิดขึ้น สำหรับจะทำอย่างนั้นจะทำอย่างนี้ มันจึงจะได้รัก ได้โกรธ ได้เกลียด ได้กลัว อะไรก็ตาม แล้วก็เป็นความทุกข์เพราะ ชาติชนิดนี้ ซึ่งมาจากอุปาทาน. ฉะนั้นปฏิจาสมุปบาทรอบหนึ่งก็คือ การเกิดอหังการ มมังการ ครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นวันหนึ่ง ๆ มันเกิดปฏิจจ สมุปบาทได้กี่ร้อยกี่วงก็ได้ สมเด็จพระสังฆราชวชิรญาณที่วัดบวรฯท่านเขียนไว้ว่า เรื่องปฏิจาสมุปบาทนี้อธิบายกันผิดมาตั้งพันปีแล้ว ท่านคง หมายถึงยุคหนังสือวิสุทธิมรรคหรืออะไรราว ๆ นั้น ท่าน เพียงแต่ว่ามันอธิบายผิดกันมาตั้ง ๑๐๐๐ ปีแล้วอย่างที่สอน กันอยู่ในเรื่องคล่อมชาติสามชาตินี้ แต่ท่านอธิบายไปในรูป ที่ว่าปฏิจาสมุปบาทวงหนึ่งคือชาติ ชาติเกิดตามธรรมดา ชาติหนึ่ง ก็เป็นมติของท่าน. ๗๖
น.81 ส่วนมติในที่นี้อยากจะชี้ให้เห็นว่ามันยิ่งไปกว่านั้น ไป สอบสวน ดูจากพระพุทธภาษิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องอภิ สมุยสังยุต ที่กล่าวถึงปฏิจาสมุปบาทโดยเฉพาะนี้ ทำให้ เกิดความเข้าใจว่า คำว่าความเกิดนี้ หมายถึงความเกิด แห่งอหังการ มมังการ เกิดทุกที่ก็เกิดเป็นปฏิจาสมุปบาท วงหนึ่งทุกที ที่ไปเข้าใจเช่นนั้น เพราะเหตุว่าเราเข้าใจคำว่าความ เกิดนี้ในภาษาคนเสียหมด เกิดจากท้องแม่อยู่ไม่กี่ปีหรือ หลายสิบปีแล้วตายเข้าโลงไปนั้น แล้วไปเอาชาติอย่างนี้ถึง ๓ ชาติมาเป็นปฏิจาสมุปบาทวงหนึ่ง เป็นอดีต เป็นปัจจุบัน เป็น อนาคตนั้นมันตามแบบนั้น ซึ่งข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าเป็นการอธิ ขายที่ถูกต้องตามพระพุทธภาษิต. แต่ว่าเรื่องนี้มันละเอียดมันมากเกินไปกว่าที่จะมาแจง กันให้หมดในที่นี้ในเวลาอันสั้นนี้ จึงฝากไว้ให้ทุกคนที่สนใจ ไปค้นเรื่องปฏิจาสมุปบาทให้หมดทั้งพระไตรปิฎก แล้วมา ศึกษา ค้นคว้า คุ้ยเขี่ยดู ก็พบว่า คำว่าความเกิดนี้หมาย ๗๗
น.82 ถึงความเกิดชนิดไหน แล้วจะได้รู้ว่าเรื่อง ป ฏิจจสมุปบาท ที่แท้ก็คือเรื่องอริยสัจ ที่ขยายความคำว่า สมุทัย กับ นิโรธ ออกไปให้มากให้ละเอียดเท่านั้นเอง. เรื่อง อริยสัจ นี้เป็นเรื่องที่ต้องทำทุกคราวที่เกิดทุกข์ ต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำ มันต้องปฏิบัติเพื่อตัดต้นเหตุให้ได้ ไม่ใช่ว่าเอาเหตุไว้ชาตินี้เอาผลไว้ชาติโน้น อย่างนั้นแล้ว มันทำไม่ได้ควบคุมไม่ได้ อย่างนี้มันไม่มีประโยชน์อะไร ไม่ เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ ตามวิธีที่ว่าต้องรู้ด้วยตนเองเห็น ด้วยตนเอง แล้วก็ทำในความรู้สึกชาตินี้ของตนเอง นี้คำ ว่าความเกิดกับความเกิดใหม่นี้ มันเป็นอย่างนี้. เมื่อใดพลุ่งเป็น อหังการ มมังการ ขึ้นมาเรียกว่า ความเกิด เมื่อใด อหังการ มมังการนั้นดับไปเพื่อจะเกิด ใหม่ ก็เรียกว่ามันตาย แล้วมันก็ตั้งต้นเกิดใหม่ เรื่อง วัฏฏะสามนั่นแหละเป็นคำอธิบายที่ดีสำหรับคำว่าเกิด อยากขึ้นมาแล้วก็ทำ ทำแล้วก็ได้ผล ได้ผลแล้วก็อยากอีก แล้วก็ทำ ทำแล้วก็ได้ผล ได้ผลแล้วก็อยากอีก ตรงเงื่อน ๗๘
น.83 ต่อระหว่างได้ผลนั้นคือเกิดใหม่. ที่นี้ก็มาถึงคำว่า "ความตาย" เมื่อความเกิดมีสอง ความหมาย คือทางภาษาคน ภาษาธรรม แล้วความตาย ก็มีสองความหมาย ตายภาษาคนก็คือ ตายต้องเอาใส่โลง ไปเผาไปฝั่ง ตายตามภาษาธรรม ก็คือหมดตัวกูครั้งหนึ่ง หรือ ว่าภาษาโลกออกมานิดหนึ่ง ก็คือว่าหมดความดีก็ เรียกว่าตาย. เกี่ยวกับเรื่องนี้ เรื่องของพวกคริสเตียน น่าสนใจมาก ไม่เสียเวลาจะทำที่มาพูด และไม่เสียเวลาที่จะฟัง คือว่าใน คัมภีร์ไบเบิลของพวกคริสเตียนมีอะไรที่เป็นหัวใจอย่างลึก ซึ้งของพุทธศาสนาซ่อนอยู่มากมาย แล้วพวกเขาก็ไม่สนใจ กันพวกเราก็ยากที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เมื่อจะทำความ เข้าใจซึ่งกันและกันเพื่อจะอยู่กันด้วยสันติแล้ว จำเป็นอย่าง ยิ่งที่จะต้องเข้าใจ. ก็คือเรื่องที่ว่าผลไม้ของต้นไม้ต้นที่หนึ่งที่ว่ากินลูกของ มันเข้าไปแล้ว จะทำให้รู้จักดี รู้จักชั่ว แต่พระเจ้าห้ามไม่ ๗๙
น.84 ให้มนุษย์คู่แรกกิน แกอย่ากินผลไม้ต้นนี้เข้าไป กินเข้าไป เมื่อไรตายทันที ที่นี้ผัวเมียคู่นี้วันหนึ่งมันกล้ากิน เขาว่างู มันมาหลอกให้กิน มันก็กิน พอกินมันก็รู้จักดีรู้จักชั่วขึ้นมา ก่อนนี้มันไม่รู้จัก แต่การรู้จักดีรู้จักชั่วขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้เขา เรียกว่าตาย พระเป็นเจ้าได้ห้ามไว้แล้วว่า "อย่ากิน" กิน แล้วจะต้องตาย เมื่อมนุษย์คู่แรกอาดัม กับ อีฟ กินเข้าไป แต่ก็ไม่เห็นตาย แต่พร้อมกันนั้นมันรู้จักดีรู้จักชั่ว. ภายหลังที่ ๒ คนนี้กินเข้าไปแล้ว พระเจ้ามา ก็ไม่ เห็น ๒ คนนี้ เพราะมันหนีไปซ่อนอยู่ในพุ่มไม้ เพราะมัน เกิดรู้ว่าเดี๋ยวนี้ไม่ได้นุ่งผ้า ก่อนนั้นไม่ได้รู้ว่านุ่งผ้า หรือว่า ไม่นุ่งผ้า ไม่รู้ความหมายของคำว่าเปลือยหรือนุ่งผ้า เดี๋ยวนี้ มันรู้หมด รู้ว่าเป็นหญิง เป็นชาย เป็นผัว เป็นเมีย นุ่งผ้า ไม่นุ่งผ้า ดี ชั่ว สุข ทุกข์ อะไรรู้หมด มันเลยหนีเข้าไป ซ่อนในพุ่มไม้ จนพระเจ้าต้องตะโกนเรียกเมื่อเขาออกมาจึง ถูกดุ แล้วสาปว่า "ตาย" คือต่อไปนี้มีความชั่วถาวรมี ความทุกข์ถาวร. ๘๐
น.85 ที่นี้ต้นไม้ต้นที่ ๒ อีกต้นหนึ่งซึ่งเรียกว่า Tree of life ต้นไม้แห่งชีวิต ใครกินลูกเข้าไปแล้วจะมีชีวิตนิรันดร ไม่รู้จักตาย ต้นไม้ต้นนี้พระเจ้านั้นห้ามขาดเลย ท่านอา- รักขาป้องกันอย่างสูงสุด จนมนุษย์คู่นี้ไม่ได้กิน มันก็เป็น หมันไปสำหรับต้นไม้ต้นที่ ๒ นี้ แต่เพราะกินผลจากต้นไม้ ต้นที่ ๑ รู้ดีรู้ชั่ว จึงเป็นมนุษย์เหมือนอย่างทุกวันนี้ตลอดมา แล้วก็ตายอยู่ตลอดกาลคือมีความชั่ว เพราะยึดมั่นถือมั่นใน เรื่องดีเรื่องซั่ว เพราะรู้ดีรู้ชั่ว แล้วไปยึดมั่นเป็นดีเป็นชั่ว อย่างยึดมั่นถือมั่น มันจึงมีความทุกข์ตลอดกาล. มองดูให้ดีเถอะ พวกเราทุกคนนี้กำลังมีปัญหามากที่ สุด เพราะเรื่องดีเรื่องชั่ว ดีชั่วนั้นมันกินความไปถึงเรื่องได้ เรื่องเสีย เรื่องสุขเรื่องทุกข์อะไรเป็นคู่ ๆ ๆ ๆ กันไปด้วย เพราะอยากดี เพราะเกลียดซั่ว ปัญหาก็เกิด. นี้เรียกว่ารู้จักดีรู้จักชั่วในทางโง่ รู้จักดีรู้จักชั่วไปใน ทางที่จะยึดถือมันว่าเป็นตัวกูหรือของกู แต่ถ้าไปรู้จักดีรู้จักชั่วในทางที่สูงกว่า คือรู้ว่าทั้งดีทั้ง ๘ด
น.86 ชั่วไม่ต้องยึดถือแล้วจะพ้นบาป จะพ้นบาปจะไม่มีทุกข์ จะ ไม่มีตาย เป็นกรรมที่ ๔ ในพระพุทธศาสนาที่ว่าเป็น กรรมที่ทำให้อยู่เหนือดีเหนือชั่ว. แต่มันไม่ได้รู้จักดีรู้จักชั่ว ในลักษณะอย่างนี้ ไปรู้จักดี รู้จักชั่วในลักษณะยึดมั่น ถือมั่น ว่าสวย ว่ารวย ว่าดี ว่า ได้ ว่าอร่อย ต่างคนต่างยึดถือฝ่ายจะเอา แต่ถ้าตรงกัน ข้ามก็ยึดถือฝ่ายโกรธ ฝ่ายเกลียด ฝ่ายอิจฉาริษยา ฝ่ายที่ จะฆ่ามันเสียให้ตาย อย่างนี้ มนุษย์จึงมีแต่ความทุกข์ ทรมานเรื่อยไป เรียกอาการอย่างนี้ว่า "ตาย" คือตาย อยู่ทุกวัน ๆ ๆ จนกว่าจะมีพระศาสดามาบอกวิธี อย่างใด อย่างหนึ่งให้เกิดเสียใหม่ เกิดเสียใหม่โดยทันทีนี้ เกิด เสียใหม่แล้วจะอยู่เหนือตาย นี้คือพระเยซู มาสอนวิธีใหม่ อย่างฝืนความประสงค์ของพระเป็นเจ้าที่เดียว. เพราะพระเยซูมาสอนชีวิตนิรันดรให้รู้ให้เกิดเสียใหม่ ไม่มีอะไรที่จะเป็นเราเป็นของเราเหมือนกัน เราเรียกว่าเกิด ใหม่ ที่นี้ก็พ้นขาย พ้นตาย. ๘๒
น.87 คำสอนเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นในฝ่ายคริสเตียนก็มีอยู่แยะ เช่นคำสอนตอนท้ายในหมวดที่เรียกว่า "โครินเขียน" นี้ก็ สอนว่า มีทรัพย์สมบัติก็จงทำให้เหมือนกับไม่มีทรัพย์สมบัติ มีภรรยาก็จงทำให้เหมือนกับไม่มีภรรยา มีความสุขก็จงทำ ให้เหมือนกับไม่มีความสุข มีความทุกข์ก็ทำให้เหมือนกับ ไม่มีความทุกข์ ไปซื้อของที่ตลาดอย่ารับเอาอะไรมา อย่าง นี้เป็นต้น. อย่างนี้เรียกว่าในใจจะไม่มีความยึดมั่นถือมั่นใน อะไรว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของเราเสมอ ฉะนั้นจึงพ้นจากขาย พ้นจากทุกข์และไม่ตาย. นี่คำว่าตายในภาษาธรรม หมายถึงมีความทุกข์จมอยู่ ในกองทุกข์ จมอยู่ใต้วิสัยโลก จมอยู่ในโลกียธรรม ถ้าไม่ ตายขึ้นมาก็เป็นโลกุตตรธรรม ไม่จมอยู่ในกองยาย ใน กองทุกข์ อย่างนี้เรียกว่าไม่ตาย. ส่วนคำว่า "ตาย" ในภาษาคน หมายถึงเข้าโลง คำว่า "ตาย" ในภาษาธรรม หมายความว่าฝั่งอยู่ภายใต้ ความชั่วและความทุกข์ พอ "เป็น" ขึ้นมา ก็เป็นชีวิต ๘๓
น.88 นิรันดรหมายความว่าบรรลุธรรมะอย่างที่ ในพุทธศาสนา เรียกว่า บรรลุอมตะธรรม ไม่รู้จักตายอีกต่อไป. ตายกับ ไม่ตายหมายความอย่างนี้ ที่นี้คำว่า "ชีวิต" คำนี้ก็เข้าใจได้ง่าย ถ้าเรารู้จัก คำว่าความตาย. ชีวิตภาษาวัตถุ เช่น ต้นไม้ยังไม่ตาย อย่างนี้มันก็มีชีวิต อย่างนั้นเป็นภาษาวัตถุไม่ต้องพูดถึง ถ้า ยังสดอยู่ก็เรียกว่ายังมีชีวิต ที่นี้ ในคนนี้ถ้ามีชีวิตอย่างคนก็ คือยังไม่ตาย ยังไม่ต้องเข้าโลง มีชีวิตอย่างนี้ เป็นชีวิต ภาษาคน ถ้าชีวิตภาษาธรรม หมายความว่า มีจิตที่เข้า ถึงอมตะธรรม คือรู้ว่า "ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา" แล้ว เราก็ไม่มีเกิด เราไม่มีอยู่ เราไม่มีตาย อย่างนี้เรียกว่า "ชีวิต" เป็นชีวิตที่ถูกต้อง. ตัวอย่างคำคู่อันสุดท้าย ขอยกตัวอย่างภาษาคนภาษา ธรรมด้วย คำว่า “นรก" กับ "สวรรค์" เพื่อเป็นตัว อย่างที่สมบูรณ์ ในวาระสุดท้ายของการเปรียบเทียบ. นรก กับสวรรค์ เราถูกสอนให้เชื่อว่านรกนั้นจะไปตกหลังจาก ๘๔
น.89 ตายแล้ว เข้า โลงไปแล้ว คนทำชั่วต้องไปตกนรก ต้อง ถูกฆ่า ต้องถูกเผา ถูกทำทรมานต่าง ๆ นานา อย่างนี้ เรียกว่า นรก. เดรัจฉาน ก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน. เปรต ก็คือไปเกิดเป็นสัตว์ตัวเท่าภูเขา ปากเท่ารูเข็มอะไรทำนองนี้. อสุรกาย ก็คือเป็นผีชนิดหนึ่งซึ่งไม่แสดงตัว. อยาย ๔ คือ นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย เราได้รับคำสอนมา อย่างนี้ นี้มันเป็นภาษาคนไม่ใช่ภาษาธรรม พูดไปตาม ภาษาคนโง่ พูดอยู่ก่อนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอน พระพุทธเจ้าท่านมาสอนความรู้ทางจิตทางวิญญาณ เพราะฉะนั้นไม่พูดทางวัตถุ แต่พูดตามความหมายของกิริยา อาการเหล่านั้น เพราะฉะนั้น คำว่า " สวรรค์อยู่ในอก นรกในใจ" นี้เป็นภาษาวิญญาณขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง. สวรรค์ ในอก นรกในใจ สวรรค์อย่างนี้ นรกอย่างนี้ เป็นภาษา วิญญาณ ภาษาธรรม ส่วนสวรรค์หรือนรกที่จะไปถึง ต่อตายแล้วนั้นเป็นภาษาคน คนที่พูดไปตามความรู้ของคน. ๘๕
น.90 ในภาษาธรรมนี้ นรกหมายถึงความร้อนใจ เมื่อใด ร้อนใจ เมื่อนั้นเป็นสัตว์นรก เมื่อใดโง่ เมื่อนั้นเป็นสัตว์ เดรัจฉาน เมื่อใดหิว หิวด้วยกิเลสตัณหา เมื่อนั้นเป็น เปรต เมื่อใดกลัวเพราะความไม่รู้เพราะอวิชชา เมื่อ นั้นเป็นอสุรกาย. ฉะนั้นเราเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นเดรัจฉาน เป็น อสุรกาย กันได้ วันหนึ่งตั้งหลายครั้ง หลายสิบครั้ง เปลี่ยนแปลงได้ ลงนรกก็ได้ ขึ้นสวรรค์ก็ได้ เพราะมันอยู่ ในอกในใจ. อย่างผู้ชายกินเหล้าอย่างนี้ มันร้อนใจเพราะการกิน เหล้าเมื่อไรก็ตกนรกเมื่อนั้น เพราะมัน โง่ไปกินเหล้าเข้า ว่ามีประโยชน์ อย่างนี้มันก็เป็นสัตว์เดรัจฉานเมื่อนั้น มัน หิวเหล้าเมื่อไรก็เป็นเปรตเมื่อนั้น และมันเกิดความขี้ขลาด ความกลัวขึ้นมาก็เป็นอสุรกายเมื่อนั้น. เพราะฉะนั้นพระ พุทธเจ้าได้ตรัสไว้ถูกต้องอย่างนี้ว่า การกินเหล้านี้เป็น อบายมุข ปากทางแห่งอย่าย. ที่นี้ผู้หญิงเล่นไพ่ ถ้าร้อนใจเพราะเสียเพราะอะไรก็ ๘๖
น.91 ตาม มันก็เป็นนรกขึ้นมาเมื่อนั้น โง่เพราะคิดว่าเล่นไพ่จะ ช่วยได้ มันก็เป็นสัตว์เดรัจฉานเมื่อนั้น เมื่อถือใบไพ่อยู่ก็หิว ที่จะชนะมันก็เป็นเปรตเมื่อนั้น ถ้ามันกลัวแพ้เมื่อไรมันก็ เป็นอสุรกายเมื่อนั้น นี่มันสมกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า การเล่นการพนันเป็นอยายมุขเป็นปากทางแห่งความฉิบหาย. ที่นี้เราอย่าตกอย่ายชนิดนี้ มันก็หมดปัญหาทันที อย่า ตกอขายชนิดที่ว่านี้ซึ่งเป็นอบายจริง ๆ แล้วมันหมดปัญหา ทันที ตายแล้วก็ไม่ต้องไปตกอยายชนิดไหนหมด นี่ มันดี อย่างนี้ อย่าตกอยายชนิดนี้แล้วไม่มือขายชนิดไหนอีก ส่วน อยายอย่างที่ว่าโน้นไม่แน่ อขายอย่างนี้แน่ แน่เพราะเห็น ซัดอยู่ด้วยแล้ว แน่ในข้อที่ว่า อย่าตกที่นี้และเดี๋ยวนี้แล้วไม่ มีตกที่ไหนอีก. นี่เรียกว่าอยาย ๔ อย่าง ขยายภาษาคนนั้นมันเหมือน รูปภาพที่เขียนตามฝาผนังในโบสถ์ในลักษณะปุคคลาธิย ฐาน แต่พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องทางวิญญาณทางธัมมา ธิษฐาน เพราะฉะนั้นเราต้องถือเอาความหมายของมัน อย่า ไปเอารูปร่างตัวหนังสือหรือรูปภาพมาเป็นเกณฑ์ คือนรก ๘๗
น.92 ความร้อนใจ เดรัจฉาน คือความโง่ เปรต คือความหิว อสุรกาย คือความขลาดกลัว เหล่านี้มันรบกวนมนุษย์ยิ่ง กว่าสิ่งใดเป็นประจำวัน ที่นี้ก็มาถึง "สวรรค์" ก็ว่าอยู่ในใจ "สวรรค์ในอก นรกในใจ" ฉะนั้นเมื่อใดมันตรงกันข้าม คือไม่ตกอย่าย อย่างที่ว่า แล้วมีความรู้สึกว่าตนได้กระทำสิ่งที่ควรทำ เป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์ไปด้วยความดี มีความอิ่มใจ จนกระทั่งยก มือไหว้ตัวเองได้เมื่อไร ก็เย็นสวรรค์เมื่อนั้น. เราจดจำไว้ง่าย ๆ ว่า ยกมือไหว้ตัวเองได้เมื่อไร เป็นสวรรค์เมื่อนั้น นี่พอจะคิดได้เองว่า ยกมือไหว้ตัวเอง ได้นี้หมายความว่าอะไร ยกมือไหว้ตัวเองเมื่อไร เป็น สวรรค์เมื่อนั้นอย่างนี้ไม่ต้องมีใครรู้ ตัวเองกับตัวเองลำเอียง ไม่ได้ มันจริงเสมอมันเห็นอยู่มันรู้อยู่. มันยกมือไหว้ตัวเองได้ก็หมายความว่า มันรู้ว่าตัวเอง มีอะไรที่น่าไห้วจริง ๆ แล้วใครยกมือไหว้ตัวเองได้กี่คน วัน หนึ่งก็หน ลองไปคิดดูเอง นี้คำว่าสวรรค์อย่างนี้ในภาษา ธรรม. ๘๘
น.93 ขอให้ได้สวรรค์อย่างนี้เถอะ จะได้สวรรค์ชั้นอื่นชนิด ไหนหลังจากตายแล้วหรืออะไรได้ทั้งนั้นเลย ให้ได้สวรรค์ อย่างแท้จริงอย่างนี้กันเสียก่อนแล้วมันจะได้สวรรค์ทุกชนิดที่ ควรจะได้ ส่วนสวรรค์ที่โฆษณาชวนเชื่อมีวิมานมีนางฟ้ามี อะไรนั่น เขาเอาไว้หลอกคนโง่ให้ไต่เข้ามาหาสวรรค์อย่าง นี้ แต่ถ้าได้สวรรค์อย่างนี้แล้ว สวรรค์อย่างนั้นก็ต้องได้ เหมือนกัน แล้วได้จริงกว่า เรื่องน่าหัวในพระไตรปิฎก ที่มีว่าพวกเทวดาเขาเกิด จะตายขึ้นมาบ้างแล้ว แล้วก็มีปัญหาว่า เทวดานั้นตายแล้ว จะไปเกิดที่ไหน จึงจะเป็นการดีหรือเป็นสุคติ เทวดาองค์ที่จะ ต้องตายก็เที่ยวไปถามคนนั้นถามคนนี้ มันมีแต่คนไม่รู้ทั้ง นั้น ว่าเทวดามันอยู่ในสวรรค์อยู่แล้วนี้ ตายไปเกิดที่ไหน มันจึงจะเป็นสุคติอีก ผลที่สุดก็ตกลงกันในหมู่ของพวก เทวดา ซึ่งเห็นชัดกันอยู่ และยอมรับรองกันอยู่ว่า สุคติ ของเทวดานั้นคือ มนุษยโลก ถ้าไปเกิดในมนุษยโลก จะมีพระพุทธ มีพระธรรม มี พระสงฆ์ มีการปฏิบัติอริยมรรค เพื่อดับทุกข์ ในมนุษย - ๘๙
น.94 โลก ในสวรรค์มีแต่เรื่องกามารมณ์ ดังนั้นเทวดานั้นจึงตั้ง ใจอธิษฐานใจว่าจะไปเกิดในมนุษยโลก เพื่อเป็นสุคติที่นั่น แล้วเทวดาทั้งหลายก็อนุโมทนา เรื่องในพระไตรปิฎกมี อย่างนี้. สุคติของเทวดาคือมนุษยโลก เพราะว่ามีพระพุทธ มีพระธรรม มีพระสงฆ์ มีอะไรต่าง ๆ ที่จะเป็นใบไม้กำมือ เดียวสำหรับใช้ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง; ในสวรรค์อย่างที่ว่านั้นมี แต่ความมัวเมา. ฉะนั้นสวรรค์ที่แท้จริงในภาษาธรรมเป็น อย่างไร สวรรค์ในภาษาคนเป็นอย่างไร. นี่ตัวอย่างความเข้าใจผิดในทางคำพูดเพราะความ ลึก ซึ้ง กว้าง แคบอย่างหนึ่ง ตัวอย่างที่เข้าใจผิด เพราะมัน ต่างกันอยู่ในระหว่างภาษาคนกับภาษาธรรมนอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกันอย่างนี้ และขอวิงวอนให้ทุก ๆ ท่านนี้นำไปคิดดู ว่าความเข้าใจผิดต่อคำที่ใช้พูดกันอยู่ นี่แหละเป็นปัญหา นี่แหละเป็นอุปสรรคอันร้ายกาจอย่างยิ่ง ที่ทำให้เราเข้าใจ พระพุทธศาสนาไม่ได้ และเราไม่ได้รับประโยชน์จากพระ พุทธศาสนานส่วนหนึ่ง แล้วอีกส่วนหนึ่งก็ทำให้เราวิวาทะ มีคำพูดต่างกันขัด ๙๐
น.95 แย่งกัน ทะเลาะวิวาทกัน จนเป็นการทำลายเวลา ทำลาย แรงงาน ทำลายความสามัคคี ทำลายอะไรหลาย ๆ อย่าง ที่จะประพฤติหรือกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ในโลก นี้ และทำให้เข้าใจกันและกันไม่ได้ อยู่ร่วมกันโดยสันติ ไม่ได้. ฉะนั้น เรื่องที่พูดในวันนี้ ก็มีหัวข้อแต่เพียงว่า อุป สรรคอันสำคัญที่เกิดมาจากคำพูด ที่กั้นขวางพวกเราอยู่ ไม่ให้ก้าวหน้าเดินไปตามทางของพระธรรม ที่จะกำจัด ทุกข์ได้ และช่วยเหลือผู้อื่นให้กำจัดทุกข์ได้ด้วย จะถือว่า เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งก็สุดแท้ หรือจะถือว่าเป็นเรื่องเบ็ด เตล็ด เป็นเรื่องฝอยประกอบกันกับเรื่องที่เรารู้กันอยู่ก่อน แล้วก็ได้เหมือนกัน แต่ขอร้องอย่างยิ่งว่าจงช่วยนำไปคิดไป พิจารณาจนเข้าใจ แล้วจงช่วยกันทำลายมันเสียให้หมด อุปสรรค ให้หมดสิ่งกีดขวาง ให้เราได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่เรา จะพึงได้รับจากพระศาสนาของเรา. นี้นับว่ามันเลยเวลาไปมากแล้ว ขอยุติการบรรยายไว้ แต่เพียงเท่านี้. ๙๑
น.96 พิมพ์ที่ ห.จ. อรุณการพิมพ์ ถนนพระสุเมรุ พระนคร โทร. ๘๑๖๕๓๓ น.ส. ลัดดาวัลย์ วรพิพักษานนท์ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๓/๘/๑๑
น.97 รายนามท่านที่สละทรัพย์ช่วยเผยแพร่เอกสารชุด มองด้านใน ๑. คุณพี่ทองดี คุณพี่สายสวาท อิศรกุล ๒,๐๐๐ บ. ๒. พ.อ. สาลี ปาละกุล และครอบครัว ๒,๐๐๐ บ. ๓. นายสุน นางตุ่น ศิริอัฐ ๕๐๐ บ. ๔. ส.ณ. แนบ สินทอง ๓๐ บ. ๕. พระครูเหล็กฐิตธมฺโม ๒๐ บ. ๖. คุณเซี่ยว สว่างเรื่องศรี ๑๐๐ บ. ๗. คุณระทวย อุทิศธรรม ๓๐๐ บ. ๘. พ.ต. ครุฑ คุณนายไพฑูรย์ จันเทร์มะ ๑, ๑๕๐ บ. ๙. วิญญาณอมตะ ๗๕ บ. ๑๐. อนุสรณ์ คุณยายมุ้ย ทองหิรัญ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๑๑ ๕๐๐ บ. ๑๑. ว.อ. ๑๐๐ บ. (ส่วนที่ขาด ผู้จัดทำชำระ)
น.98 เอกสารชุด มองด้านใน อันดับ ๑ ภาษาคน - ภาษาธรรม " ๒ ภัยของพุทธศาสนา (วิปัสสนาตำน้ำพริก) " ๓ เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ " ๔ เกิดมาทำไม ? (ตอน ๑ - ๒) " ๕ เกิดมาทำไม ? (ตอน ๓-๔-๕) " ๖ เรามา "กิน" เวลากันเถิด " ๗ ทำบุญสามแบบ " ๘ ทางรอด ๕ ประการ (วิมุตตายตนะ) " ๙ ระวัง ว่างอันธพาล " ๑๐ การมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน " ๑๑ สมาธิ วิปัสสนา ตามธรรมชาติ " ๑๒ ดวงตาที่เห็นธรรม " ๑๓ วิธีชนะความตาย " ๑๔ มหาวิทยาลัยชีวิต " ๑๕ อุปสรรคของการเข้าถึงธรรม " ๑๖ อุปสรรคที่มีอยู่ในคำพูด
Buddhadasa