น.5 นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมา สมฺฺพุทฺธสฺส ฯ ยงฺกิญฺฺจิ สมุทยธมฺมํ, สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺฺมนฺ ติ ธมฺโม สฺกกฺจฺจํ โสตพฺโพ-ติ ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา ของพระผู้มี พระภาคเจ้า เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ และวิริยะความเพียร ของท่านทั้งหลาย ที่เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอก งามก้าวหน้า ในทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็น ที่พึ่งของเราทั้งหลายกว่าจะยุติลงด้วยเวลา ธรรมเทศนานี้ เป็นธรรมเทศนาพิเศษ เนื่องใน การทำบุญเกี่ยวกับอายุครบรอบปี การทำบุญเช่นนี้ เรียกกัน ว่า การทำบุญอายุ อาตมามีความเห็นว่า การทำบุญอายุนี้ มี ความหมายอยู่เป็น ๒ อย่าง คือ ทำบุญด้วยความอยากจะไม่ ตายหรือ ความกลัวตาย เรียกว่า ทำบุญต่ออายุ ก็มี และ
น.6 ๒ กระทำเพราะเป็นความรู้สึกในชีวิต ที่ได้ล่วงมา ๆ ในภาวะ เป็นสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่ายึดมั่นถือมั่น ไม่น่าหลงใหล ยินดี นี้เรียกว่า ทำบุญล้ออายุ ก็มี ใครจะทำบุญต่ออายุ หรือทำบุญล้ออายุก็ได้ทั้งนั้น ทำบุญล้ออายุนั้น มีความหมายคล้ายกับเป็นการท้า ทายว่า ทำไมอยู่มาถึงแค่นี้ ยังมีอะไรอีก มีสิ่งที่ต้องทำ ทำ เสร็จแล้วหรือไม่ ถ้ามีสิ่งที่ทำเสร็จแล้ว ในสิ่งที่ควรทำ ทั้งหลายทั้งปวง ก็เป็นการล้อเลียนความตายได้ ว่าความ ตายไม่ใช่เป็นสิ่งที่เป็นปัญหา หรือเป็นสิ่งที่น่ากลัวแต่ ประการใด ทำอย่างนี้เรียกว่า เป็นการทำบุญล้ออายุ แต่ถ้าทำด้วยความหวังว่า จะมีอายุยืนยาวออกไป จะเพราะความกลัว หรือเพราะความรู้สึกอย่างไรก็ตามที อย่างนี้เรียกว่าทำบุญต่ออายุ ที่เห็นอยู่โดยมาก ก็ทำไปเพราะ ความกลัว คือ เพราะไม่อยากจะตาย เพราะกลัวตาย จึงทำ บุญในลักษณะที่เชื่อว่า จะช่วยให้ไม่ต้องตาย ทำบุญต่ออายุนี้ ก็ยังพอที่จะแบ่งออกได้เป็นสอง ความหมาย หรือ ๒ ประเภท คือของคนที่กลัวตาย เป็น ผู้ที่มีความกลัว เป็นเหตุให้กระทำ นี้ก็มี แต่ถ้าเป็นนักศึกษา มีวิชชา มีปัญญา มีความรู้ ก็จะต้องระลึกนึกให้ดี ศึกษาให้
น.7 ๓ รู้ว่า เราจะมีทางต่ออายุได้อย่างไรจริง ๆ แล้วก็กระทำให้ ถูกต้องตามวิธีนั้น สำหรับในวันนี้ จะได้กล่าวถึงวิธี ที่เราจะทำบุญ ในลักษณะที่เป็นการต่ออายุ ของผู้มีสติปัญญากันจริง ๆ ได้ อย่างไร โดยไม่ต้องพูดถึง การทำบุญต่ออายุของคนขี้ขลาด หรือคนที่ไม่มีความรู้ ในทางธรรม ถ้าจะต่ออายุให้มีค่ามาก ออกไป ให้มีคุณค่ามากออกไป ให้มีความหมายออกไป ก็ ต้องอาศัยธรรมะ เป็นผู้รู้ธรรม ที่ทำความไม่ตาย แล้วก็ พยายามยึดลักษณะอาการของธรรมะ ส่วนที่ทำความไม่ตาย นั้นให้มากออกไป นี้จะมีทางทำได้อย่างไร จะได้วิสัชนา ต่อไปพอเป็นเครื่องประดับสติปัญญา เกี่ยวกับเรื่องนี้ อยากจะให้หัวข้อที่สำคัญสักข้อหนึ่ง สำหรับท่านทั้งหลาย จะได้จดจำเอาไว้ ใช้เป็นหลัก ในการ ที่จะแก้ปัญหาข้อนี้ หลักข้อนี้ อาจจะแปลกหูสำหรับคนทั่ว ๆ ไป และจะไม่ยอมเชื่อ หรือคนบางพวกจะคัดค้าน อย่าง ไม่ยอมรับเอาทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าลองพิจารณาดู ให้ดีก็อาจจะเข้าใจได้ ความข้อนี้ ขอสรุปเข้าไว้เป็นหัวข้อ เพียงสั้น ๆ ว่า ในวัฏฏสงสารมีนิพพาน จงกำหนดจดจำ ไว้ให้ดีว่า อาตมากำลังกล่าวว่า ในวัฏฏสงสารมีนิพพาน
น.8 ๔ คนทั่วไป เคยเล่าเรียนมาแต่ในทางที่ว่า วฏฏสงสาร ตรงกันข้ามกับนิพพาน แยกกันอยู่ เราท่องเที่ยวไปใน วัฏฏสงสารเรื่อย ๆ ไป กว่าจะบรรลุถึงนิพพาน แต่ในที่นี้ ขอบอกกล่าว อย่างที่ไม่เหมือนกันเลยว่า ในวัฏฏสงสารนั่น แหละมีนิพพาน ถ้าโง่ก็หาไม่พบ ถ้าฉลาดก็หาพบ ไม่ต้อง ไปหาที่ไหน ส่วนการที่ท่านจะหาพบ หรือหาไม่พบนั้น มันเป็นอีกปัญหาหนึ่ง ทีนี้ จะได้พิจารณากันดูต่อไปว่า อาศัยหลักอะไร จึงได้กล่าวอย่างนี้ ข้อแรกที่สุด ที่เป็นหลักกว้าง ๆ ในพระ พุทธภาษิตนั้น ขอร้องให้ทุกคน ระลึกนึกถึงพระพุทธภาษิต ที่อาตมาเคยนำมากล่าว นำมาบอก นำมาอธิบายอยู่เสมอ ๆ ว่า พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลก ก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ ในกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง อันมี พร้อมทั้งสัญญาและใจ" สำหรับคำอธิบายในส่วนตัวหนังสือนั้น ก็คือ คำว่า "โลก" ในที่นี้หมายถึงความทุกข์ หรือปัญหาลำบากยุ่งยาก ของมนุษย์เรา ส่วนคำว่า ในกายที่ยาววาหนึ่ง มีพร้อม ทั้งสัญญาและใจนั้น หมายถึง ร่างกายที่ยังเป็น ๆ ร่างกาย
น.9 ๕ ที่ตายแล้ว แม้จะยาววาหนึ่ง หรืออะไรก็ตาม ไม่อาจจะหาพบ สิ่งเหล่านี้ ต้องหาพบในร่างกาย ที่ยังเป็น ๆ จึงจะหาพบ สิ่งทั้งสี่นี้ คือ "โลก ได้แก่ "ความทุกข์" เหตุให้เกิดโลก คือ เหตุให้เกิดความทุกข์ ความดับสนิทแห่งโลก คือ ความ ดับสนิทแห่งทุกข์ และ หนทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลก คือ หนทางให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ จะกล่าวอีกอย่าง หนึ่งก็คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อย่างนี้ก็ได้ แต่ พระพุทธเจ้า ท่านตรัสในที่นี้ว่า โลก ว่าเหตุให้เกิดโลก ว่าความดับสนิทแห่งโลก และทางให้ถึงความดับสนิทแห่ง โลก ทั้ง ๔ อย่างนี้ หาพบได้ในร่างกายคนเป็น ๆ ทีนี้ ลองคิดดูต่อไปว่า เมื่อในร่างกายคนเป็น ๆ นี้ มีทั้งทุกข์ และความดับสนิทแห่งทุกข์ ก็ย่อมหมายความว่าใน ร่างกายคนเป็น ๆ นี้ มีอยู่แล้ว ทั้งสังสารวัฏฏ์ และ นิพพาน วัฏฏสงสาร ก็มีอยู่แล้วในร่างกายของคนเป็น ๆ นิพพานก็มี อยู่แล้วในร่างกายของคนเป็น ๆ และพระพุทธองค์ได้บัญญัติ ไว้ ในร่างกายของคนที่ยังเป็น ๆ เมื่อพูดว่า ความทุกข์และ ความดับทุกข์ ก็มีอยู่ในกายนี้ หรือพูดว่า สังสารวัฏฏ์ และนิพพานก็มีอยู่ในร่างกายนี้ เราจะพิจารณากันอย่างไร
น.10 ๖ จึงจะมองเห็น ข้อนี้ท่านจะต้องพิจารณา ไปตามลำดับ ดังนี้คือ :- ร่างกายและจิตใจ สองอย่างนี้ เป็นเพียงสักว่า ธาตุ ตามธรรมชาติ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ รวมเป็นหกธาตุด้วยกัน หกธาตุนี้ย่อมรวม เป็นร่างกาย กับจิตใจ และร่างกายกับจิตใจก็คือธาตุหกนี้ อันนี้ยังไม่ใช่วัฏฏสงสาร ยังไม่ใช่นิพพาน มันยังเป็นธรรม- ชาติล้วน ๆ ของ นามรูป คือ ร่างกาย จิตใจ. ต่อเมื่อใดมัน เกิดเรื่อง นามรูปนี้ จึงจะมีการปรุงแต่ง เป็นนามรูปที่เป็น วัฏฏสงสาร หรือ เป็นนามรูปที่เป็นที่ปรากฏแห่งนิพพาน ฟังดูให้ดีว่า นามรูปนี้ จะเป็นที่ปรากฏแห่ง วัฏฏสงสารก็ได้ นามรูปนี้ จะเป็นที่ปรากฏแห่งนิพพาน ก็ได้ เมื่อใดนามรูป มีการปรุงแต่งด้วยอำนาจของอวิชชา เมื่อนั้นมันก็เดือดพลุ่ง ๆ ขึ้นมาเป็นวัฏฏสงสาร กระทั่งเป็น ความทุกข์ เมื่อใด มันไม่มีการปรุงแต่ง ด้วยอำนาจของ อวิชชา มันก็ยังหยุดอยู่ ยังดับอยู่ ยังสงบอยู่ นี้เป็นลักษณะ แห่งนิพพาน จำไว้สั้น ๆ ว่า เมื่อมันเดือดขึ้นมา ก็เป็นวัฏฏ- สงสาร เมื่อมันดับเย็นอยู่ตามปรกติ มันก็เป็นนิพพาน ระบุ ไปยังจิตใจก็ได้ ไม่ต้องพูดถึงร่างกาย เพราะว่าร่างกาย ก็เป็น
น.11 ๗ ไปตามอำนาจของจิตใจ เมื่อใดจิตใจมีการปรุงแต่งเดือดพลุ่ง ขึ้นมา มันก็เป็นวัฏฏสงสาร เมื่อใดไม่มีการปรุงแต่ง มันก็ ยังสงบอยู่ตามเดิม ก็เป็นนิพพาน เกี่ยวกับข้อนี้ ควรจะระลึกนึกถึง พระพุทธภาษิต อีกส่วนหนึ่งที่ว่า จิตนี้เป็นประภัสสร แต่จิตนี้เศร้าหมอง เพราะอาคันตุกะ คือกิเลสที่จรเข้ามา ข้อนี้หมายความว่า ตามลำพังจิตนั้นเป็นจิตผ่องใส เป็นจิตประภัสสร ไม่มีความ ทุกข์ ไม่มีความเศร้าหมอง แต่เมื่อใดมีกิเลส เป็นแขกบ้าน แขกเมือง จรเข้ามา มันจึงจะเป็นจิตที่เศร้าหมอง ถ้าไม่มี แขกบ้านแขกเมืองจรเข้ามา ก็คงเป็นจิตประภัสสร ไปตาม เดิมนี่แหละคือลักษณะที่เรียกว่า ยงเย็นอยู่ ยังหยุดอยู่ ยังสงบ อยู่ยังเป็นนิพพานอยู่ ชนิดหนึ่ง ดังนั้นท่านจะต้องรู้ต่อไปว่า สิ่งที่เรียกว่า นิพพาน นั้น มีหลายชนิด โดยเฉพาะเมื่อกล่าวในความหมายที่กว้าง ที่สุดแล้ว มีความหมายอย่างเดียวกันหมด คือยังดับอยู่ เย็นอยู่ สงบอยู่ ไม่ทุกข์ไม่ร้อนแต่ประการใดอยู่ นี้เรียกว่า นิพพาน เป็นไปในลักษณะชั่วคราวก็มี เป็นไปอย่างเด็ดขาด ไม่กลับเดือดกลับร้อนอีกก็มี หรือว่าที่มันเป็นไปเอง โดย บังเอิญก็มี หรือว่าเป็นเพราะเรารู้สึกตัว แล้วบังคับข่มไว้ก็มี
น.12 ๘ ดังนั้นจะต้องฟังกันให้ดี ๆ ว่าสิ่งที่เรียกว่า นิพพานนั้น คือ อะไรกันแน่ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรียกว่า นิพพานนั้น อย่างน้อย ก็เป็นความไม่มีทุกข์ เป็นความดับแห่งทุกข์เสมอไป ไม่ว่า จะเป็นนิพพานชนิดไหน คือถาวร หรือ ไม่ถาวร ก็ตาม, เป็น ไปเอง หรือว่าเรากระทำให้ปรากฏขึ้นก็ตาม ล้วนแต่มีความ หมายเป็นอย่างเดียวกันหมด คือ เย็น ไม่ร้อนและไม่ทุกข์ ขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า นามรูปนี้ เดือดขึ้นมา เมื่อไร ก็เป็นวัฏฏสงสาร; นามรูปนี้หยุดอยู่ สงบอยู่ตามเดิม เมื่อไร ก็เป็นนิพพาน ทุกคนจะต้องระลึกนึกถึง ข้อเท็จ จริงข้อนี้ของตัวเองเท่าที่เกี่ยวกับตัวเอง คือที่รู้ได้ด้วยใจของ ตัวเอง ว่าตัวเรานี้คือร่างกายหรือนามรูปนี้ บางเวลามัน ร้อนมันเดือดขึ้นมา บางเวลามันก็เย็นสบายอยู่ และคิดดูให้ ดีว่า เวลาที่มันเดือดมันร้อนขึ้นมานั้น เป็นชั่วครู่ชั่วยาม และเป็นส่วนน้อย เวลาที่มันสงบอยู่ ไม่เดือดนั้นมีมากกว่า เช่น เวลานอนหลับ หรือเวลาที่ ไม่รัก ไม่เกลียด ไม่โกรธ ไม่โง่ ไม่หลง ไม่อะไร ทั้งหมดนี้มันก็ยังเย็นอยู่ยังสงบอยู่ เวลาที่นอนหลับเป็นเวลาที่ได้กำไร คือมันหยุดอยู่ไม่เดือด เวลาที่ตื่นอยู่นี้ ส่วนมากมันก็ยังหยุดอยู่ แม้จะพูดจะคิดจะทำ
น.13 ๙ อะไร ก็ยังทำได้ แต่จิตไม่ปรุงเป็นตัวกูของกู คือ ไม่ปรุง เป็นโลภะ โทสะ โมหะ แล้ว ก็ยังเรียกว่า หยุดอยู่ ดับอยู่ เย็นอยู่ พิจารณาดูให้ดีจะเห็นได้ว่า เมื่อเราตื่น ๆ อยู่นี่แหละ เวลาที่มันหยุดหรือดับอยู่นั้น ยังมีมากกว่าที่เวลามันเดือด พล่านขึ้นมา เดือดพล่านเมื่อใดเป็นวัฏฏสงสารเมื่อนั้น เย็นอยู่ ดับอยู่ตามเดิมเมื่อใดก็เป็นนิพพานเมื่อนั้น เราจะเห็นได้ว่า เรานี้อยู่กันได้ด้วยนิพพาน ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะเป็นบ้าตาย เป็น โรคเส้นประสาทตายเสียแล้ว เดี๋ยวนี้ เวลาที่มันหยุดอยู่ เย็นอยู่นั้นมันมีมากกว่าเวลาที่มันเดือด เราจึงพออยู่กันมาได้ ไม่เป็นบ้าตาย หรือไม่เป็นโรคอะไรตายเสียก่อน เพราะ ฉะนั้น ต้องขอบใจสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน คือสิ่งที่ทำให้เราไม่ เป็นบ้า และไม่ต้องตาย อยู่มาได้ในลักษณะอย่างนี้ ทีนี้ปัญหามันก็เหลืออยู่นิดเดียวแต่เพียงว่า นิพพาน นั้น เป็นนิพพานถาวรหรือไม่ถาวร ? ถ้าเป็นนิพพานไม่ ถาวร มันก็เปลี่ยนแปลงได้ เราต้องทำให้เป็นนิพพานที่ ถาวร คือไม่เปลี่ยนแปลง เรารู้จักทำให้เป็นนิพพานที่ถาวร คือยืดยาวออกไป หรือว่าไม่เปลี่ยนแปลงได้เท่าไร ก็ จะเป็นการต่ออายุที่ดีที่สุด ที่ถูกต้องที่สุด เพราะฉะนั้น ขอ ให้มุ่งหวัง ในการที่จะต่ออายุกัน ในลักษณะเช่นนี้เถิด
น.14 ๑๐ ยกตัวอย่างว่า วันหนึ่งคืนหนึ่ง เดือดร้อนเป็นไฟ ขึ้นมา ๒-๓ ชั่วโมง เหลืออยู่อีกตั้ง ๒๐ กว่าชั่วโมง นั้นเย็น เป็นนิพพานอยู่ ทีนี้เราก็ยืด ๒๐ กว่าชั่วโมงนี้ให้มากออก ไป ๆ ๆ ๆ จนวันหนึ่งไม่มีร้อนเลย นี่แหละคือวิธียืดอายุ ที่ดีที่สุด ไม่มีวิธีไหนดีกว่านี้ เพราะฉะนั้น เราต้องศึกษา เรื่องทำอย่างไรจึงจะไม่เดือดเป็นวัฏฏสงสารขึ้นมา แต่ให้คง เป็นนิพพานอยู่ตามเดิม ตลอดไปหรือมากขึ้น ๆ ๆ จนกว่า จะตลอดไป เป็นการถาวร ทีนี้ เราจะพิจารณาศึกษากัน ในคำสองคำนี้ต่อไป โดยละเอียด คือคำว่า วัฏฏสงสาร และ นิพพาน คำว่า วัฏฏสงสารนั้น ไม่ควรจะโง่ เหมือนกับคนส่วนมาก หรือ นักเรียนส่วนมาก ที่พูดว่า เป็น วัฏฏสงสารอยู่ตลอดเวลา อาตมาก็เคยโง่อย่างนั้น เพราะได้รับคำสั่งสอนอย่างนั้น เดี๋ยว นี้มีความเห็นของตัวว่า วัฏฏสงสารมีเป็นคราว ๆ คือชั่วขณะ ที่เราเผลอหรือเราโง่ ปรุงเป็นตัวกูของกูขึ้นมาเท่านั้น ใน ขณะใดจิตไม่ได้ปรุงเป็นตัวกูของกู ขณะนั้นไม่มีวัฏฏสงสาร มีแต่นามรูปล้วน ๆ ไม่เป็นวัฏฏสงสาร และยังจะเป็นไปใน ความหมายของนิพพาน คือเย็นอยู่ สงบอยู่ ดับอยู่ ใน ลักษณะอย่างหนึ่ง
น.15 ๑๑ เราจะพูดถึงวัฏฏสงสารกันก่อน วัฏฏสงสารเกิดเมื่อ อารมณ์มากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจ ทางใดทางหนึ่ง เมื่อใดอารมณ์เข้ามาทางตา เป็นต้น แล้ว เผลอสติ ก็คือ มีอวิชชา ก็ปรุงไปในลักษณะ ที่เป็น เวทนา ตัณหา อุปาทาน แล้วก็เป็นตัวกูของกูขึ้นมา เต้นเร่า ๆ อยู่ นี่แหละคือ วัฏฏสงสาร มันจะมีอยู่ขณะหนึ่ง จนกว่าเหตุการณ์จะผ่านไป มันก็สิ้นสุดลง วัฏฏสงสารก็สิ้น สุดลง จนกว่าจะมีเรื่องใหม่เข้ามาอีก ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจก็ตาม ทางใดทางหนึ่ง เป็นเรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องที่ ๔ ขึ้นมาใน วันหนึ่ง ๆ นี้ขอให้เข้าใจว่า เฉพาะเมื่อมันปรุงเป็นสังขาร เท่านั้น จึงจะเป็นวัฏฏสงสาร ถ้าไม่มีการปรุงแต่งอะไร ในจิตใจ ก็ไม่มีวัฏฏสงสาร ถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็กล่าวว่าในขณะใด จิตมีการ ปรุงเป็น ปฏิจจสมุปบาทขึ้นมารอบหนึ่ง มันก็เป็นวัฏฏ- สงสารรอบหนึ่ง พอพ้นไป ก็เป็นความสงบอยู่ตามเดิม มี ลักษณะเป็นนิพพานอยู่ตามเดิม เพราะฉะนั้นคนหนึ่ง ๆ ย่อมไม่เหมือนกัน บางคน มีการปรุงมาก ในวันหนึ่ง ๆ ปรุงหลาย ๆ วัฏฏสงสาร หรือ
น.16 ๑๒ หลาย ๆ ปฏิจจสมุปบาท บางคนก็ไม่มากนัก พระอริยเจ้าที่ เป็นชั้นพระอรหันต์ ก็จะไม่ปรุงเสียเลย ส่วนคนธรรมดาเรา นั้นมีการปรุงเป็นวัฏฏสงสารมาก ตามควรแก่เหตุการณ์ ของคนหนึ่ง ๆ ที่เป็นอยู่อย่างประกอบไปด้วยธรรมะ หรือ ว่าไม่ประกอบไปด้วยธรรมะเสียเลย ถ้าไม่ประกอบไปด้วย ธรรมะเสียเลย มันก็มีการปรุงเป็นวัฏฏสงสารมาก และอาจ จะติดต่อกันไปก็ได้ แม้กระทั่งเวลาหลับก็ยังฝั่นเอาได้ ปรุง ด้วยความฝันได้ แต่คนเราคงไม่เป็นมากจนถึงอย่างนั้น จะเป็นไป ตามสมควรแก่เหตุการณ์ ที่เข้ามากระทบ แต่เป็นที่แน่นอน ว่าเมื่อใดอารมณ์เข้ามากระทบ แล้วเผลอสติ เป็นความประ- มาทแล้ว สิ่งที่เรียกว่า อวิชชาก็เกิดขึ้น แล้วก็ทำหน้าที่ปรุง สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพชาติ ขึ้นมาในขณะนั้น นี้ก็เป็นวัฏฏสงสาร เป็นการเดือดพลุ่ง ๆ ขึ้นมา ในลักษณะที่สวยงาม อย่างที่ เรียกว่าบุญก็ได้ ในลักษณะที่น่าเกลียด ที่เรียกว่าบาปก็ได้ เพราะมันเป็นการปรุงเสมอกัน สิ่งที่มาเข้า ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย กระทั่งทางในใจเองนั่นแหละ เป็นสิ่งที่เข้ามาปรุงแต่ง ถ้าไม่มี
น.17 ๑๓ สติพอ มันก็ปรุงแต่งได้ ถ้ามีสติพอ มันก็ปรุงแต่งไม่ได้ ปรุงแต่งก็คือ ทำให้เกิดความคิดในทางจิตใจเป็นไปตาม ลำดับ ๆ ๆ ส่งต่อทะยอยกันไป จนมีความรู้สึกที่สมบูรณ์ เป็นตัวฉัน เป็นของฉัน อย่างนั้นอย่างนี้ เป็น ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นส่วนใหญ่ หรือ แม้แต่จะปรุง เป็นตัณหา ความต้องการในกามตัณหา ภวตัณหา วิภว- ตัณหา เป็นต้น ก็ยังเป็นการปรุงอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น สังขาร หรือการปรุงนี้ จึงปรุงได้ ทั้งฝ่ายบุญและฝ่ายบาป ถ้ามันปรุงไปให้เกิด โลภะ โทสะ โมหะ มันก็เป็นฝ่ายบาป ถ้ามันปรุงไปให้เกิดตัณหา ในทาง ที่อยากดี หรือในทางที่เรียกกันว่า ดี เช่นบุญ เช่นสวรรค์ เป็นต้น มันก็เป็นการปรุงไปในฝ่ายบุญ แต่ทั้งบาปและบุญ ก็ล้วนแต่เป็นวัฏฏสงสารด้วยกัน คือบาปก็เป็นทุกข์ไป อย่างบาป บุญก็เป็นทุกข์ไปอย่างบุญ พูดถึงบาปกันก่อน ในวันหนึ่ง ๆ อาจจะปรุงให้เป็น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ขึ้นมา ในลักษณะที่ต่าง ๆ กัน พอที่จะเรียกได้ว่า เป็นอบาย ๔ ประการ คือ นรก เดรฉาน เปรต อสุรกาย เมื่อใด ความโลภก็ตาม ความ โกรธก็ตาม หรือความหลงก็ตาม เป็นเหตุให้เราร้อนใจ
น.18 ๑๔ เหมือนกับไฟเผาแล้ว เมื่อนั้นก็เรียกว่าเป็นสัตว์นรกแล้ว เกิดเป็นสัตว์นรกแล้ว เป็นวัฏฏสงสารอย่างสัตว์นรกแล้ว เมื่อใดความโลภก็ตาม ความโกรธก็ตาม ความหลงก็ตาม ทำให้เราโง่อย่างไม่น่าโง่ โง่เพราะความโลภ นี้ก็มีกันโดย มาก ดังที่เห็น ๆ กันอยู่ เมื่อมีความโง่แล้ว เมื่อนั้นก็ ปรุงแต่งเป็นวัฏฏสงสาร อย่างสัตว์เครฉานแล้ว คือเกิดเป็น สัตว์เดรฉานไปแล้ว ณ ที่นั่งนั้นเอง เวลานั้นเอง เมื่อใดความ โลภก็ตาม ความโกรธก็ตาม ความหลงก็ตาม ปรุงให้เกิด ความหิวในทางวิญญาณ คือกระหายด้วยตัณหา เมื่อนั้นก็ เกิดเป็นเปรตแล้ว วัฏฏสงสารนั้นมีอาการเป็นเปรตแล้ว และเมื่อใดความโลภ ความโกรธ ความหลง ทำให้ปรุงเป็น ความกลัว ความขี้ขลาดขึ้นมา เช่นกลัวตาย กระทั่งต้อง ทำบุญอายุ ต่ออายุ เป็นต้น หรือกลัวอย่างอื่น กลัวสารพัดอย่าง กลัวจิ้งจก ไส้เดือนตุ๊กแกก็ตาม เมื่อนั้น วัฏ ฏสงสาร ปรุงเป็นอสุรกายแล้ว คือ พวกที่ขี้ขลาด นรก เครฉาน เปรต อสุรกาย นี้เรียกว่าอบาย รวมเรียกกันว่า เป็นผลของบาป คือ วัฏฏสงสาร ที่ปรุงไปในทางบาป ใน รูปของความโลภ ความโกรธ ความหลง
น.19 ๑๕ ทีนี้อีกทางหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้าม ที่ปรุงไปในทาง ที่เป็นบุญ เช่นกามตัณหาเกิดขึ้น ทำให้ขวนขวายประกอบ กรรม ที่จะนำไปสู่ความสุข ประเภท กามาวจรภูมิ เมื่อใด ภวะตัณหาเกิดขึ้น ก็ทำให้ขวนขวาย ปรุงไปในทางที่จะให้ ได้ความสุข ประเภท รูปาวจรภมิ เช่นที่เรียกกันว่า พวก พรหมที่มีรูปเป็นต้น เมื่อใดวิภวตัณหา ปรุงไปในทางที่จะ ทำให้เกิดการกระทำ เพื่อได้มาซึ่งความสุขที่เป็นไปใน อรูปาวจรภูมิ เช่นที่เรียกกันว่า อรูปพรหมเป็นต้น อย่างนี้ เรียกว่า เป็นบุญหรือเป็นสวรรค์ เทวดากามาวจร ก็เรียก ว่าสวรรค์ เทวดารูปวจร ก็เรียกว่าสวรรค์ เทวดาอรูปาวจร ก็เรียกว่าสวรรค์ สวรรค์สามชนิดนี้ สำเร็จมาแต่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ฉะนั้นจึงถือว่า ตัณหานี้ปรุงบุญ ประเภทที่เป็นวัฏฏสงสาร ทำให้เวียนว่าย อยู่ในกาม ในรูป ในภพ หรือในสวรรค์ ตรงกันข้ามกับอีกพวกหนึ่ง ซึ่งทำ ให้เวียนว่ายอยู่ในอบาย ในนรกเป็นต้น นี้จะเห็นได้ว่า อวิชชาจะปรุงตัณหา ให้เกิดขึ้น และ เป็นไปในลักษณะที่เป็นบุญ หรือเป็นบาปก็ได้ ถ้าเป็นไป ในทางที่ เบ็น ความโลภ โกรธ หลง โดยตรงแล้ว มัน ก็เป็นบาป เป็นอบาย ถ้าเป็นไปในทาง ตัณหา ที่มีความ
น.20 ๑๖ ใคร่ต่อความสุข ในสามชั้นนี้ ก็เรียกว่า เป็นบุญหรือสวรรค์ บุญก็ตรงกันข้ามกับบาป สวรรค์ก็ตรงกันข้ามกับ อบาย แต่แม้ว่า มันจะตรงกันข้ามอย่างไร ก็ยังคงเป็น วัฏฏสงสารอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ในบางเวลา อาศัยตา หรือ หู หรือจมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ตาม คนเราได้รับความสุข อย่างกามคุณ เช่น ความสุขเนื่องด้วยเพศตรงกันข้าม อย่าง นี้ก็เรียกว่าเกิดในสวรรค์ชั้นกามาวจร เมื่อใดเราอยู่ด้วยความ สงบ จากกาม ว่างจากกาม แต่ไปพอใจในความสุข ที่เกิด มาแต่รูป หรือนิมิตอันใดอันหนึ่งอยู่ อย่างนี้ก็เรียกว่า มี ความสุขอย่างพรหม หรือเกิดเป็นพรหมประเภทที่มีรูป เมื่อ ใดจิตใจฝึกฝนดีกว่านั้น ทำได้ดีกว่านั้น ไม่ได้นึกคิดไปใน สิ่งที่เป็นกาม หรือเป็นรูป แต่นึกไปในสิ่งที่ไม่มีรูป แล้ว พอใจอยู่ สงบอยู่ สบายใจอยู่ อย่างนี้ก็เรียกว่า อยู่ในสวรรค์ ประเภท อรูปาวจร เรื่องนี้จะยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นได้ง่าย ๆ ว่า ความพอใจในกามคุณเรียกว่า ความสุขอย่างกามาวจร การ เล่นของเล่นที่มีรูป ไม่เกี่ยวกับกาม แล้วพอใจ ก็เรียกว่า ความสุขอย่างรูปาวจร การได้ของที่ไม่มีรูปมาเป็นเครื่องพอใจ เช่นได้เกียรติยศ หรือความละเมอเพ้อฝันอะไรก็ตามเป็นต้น
น.21 ๑๗ มาเป็นที่พอใจ อย่างนี้ก็เรียกว่า กำลังได้ความสุขประเภท อรูปาวจร นี้เป็นแต่เพียงตัวอย่างสำหรับเปรียบเทียบเท่านั้น บางคนหรือส่วนมาก ก็พอใจในความสุขประเภท กามาวจร คือความสุขทางกามคุณ แต่ครั้นอายุมากเข้า ทำอย่างนั้นไม่ได้ มันก็เลื่อนมา แสวงหาความสุขประเภท รูปาวจร คือพอใจในวัตถุสิ่งของที่เป็นที่ตั้งแห่งความสนใจ แต่ไม่เกี่ยวกับกามอย่างนี้ก็มี ครั้นสูงไปกว่านั้นอีก ก็เลื่อนไป สู่สิ่งที่ไม่มีรูป แม้ในกรณีทั่วไป ถ้าอยู่ได้ด้วยความเชื่อ ความ ใฝ่ฝัน ความพอใจในเกียรติยศ หรือความหวัง หรืออะไร อย่างหนึ่ง ซึ่งไม่มีรูป แต่ทำให้เกิดความพอใจได้ ก็พอจะ สงเคราะห์ ได้ว่า ความพอใจนั้น เป็นประเภทอรูปาวจร ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ต่อตายแล้ว เรื่องในวัน หนึ่ง ๆ นี่เอง ของคน ๆ หนึ่ง ที่เป็นคนธรรมดาสามัญ แม้ คนที่กำลังเป็นหนุ่มเป็นสาว เวลาหนึ่งหรือเวลาส่วนมากก็จะ พอใจไปตามเรื่องราวของกามาวจร คือเรื่องระหว่างเพศ แต่ก็มีเวลาที่รู้สึกเบื่อรู้สึกเอือม อยากจะหยุด อยากจะพัก ผ่อน มันก็ต้องหมุนไปในทางที่ตรงกันข้าม คือ ไม่ใช่เรื่อง ของกามคุณ แต่เป็นเรื่องของการหยุดหรือการพักผ่อน
น.22 ๑๘ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ไปเล่นของเล่นเสียก็ตาม หรือมา สวดมนต์ภาวนาเสียก็ตาม จิตใจก็เปลี่ยนไป อยู่ในภูมิของ รูปาวจร หรือ อรูปาวจรตามลำดับ นี่แหละคน ๆ เดียวกันแท้ ๆ ในวันหนึ่ง ๆ ก็ยังสามารถ จะเปลี่ยนภูมิเปลี่ยนชั้น ที่เป็นบุญเป็นสวรรค์ของตนได้ใน ลักษณะอย่างนี้ไปคิดดูให้ดีในข้อนี้ อย่าเข้าข้างตัว และอย่า เข้าข้างใคร ไปมองดูที่ธรรมชาติแห่งจิตใจโดยตรง ก็จะ มองเห็นได้ว่า ถ้ามีแต่กามคุณอย่างเดียวตลอด ๒๔ ชั่วโมง มันก็คงจะต้องตาย มันจะต้องมีเวลาพักผ่อน เวลาพักผ่อนนั้น จิตว่างจากอารมณ์ ไม่ได้ มันก็ต้องไปหาอารมณ์ ใดอารมณ์ หนึ่ง เช่น ไปเดินเล่น ไปดูอะไรเล่น หรือไปเล่นของเล่น อะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นการพักผ่อน ซึ่งไม่เกี่ยวกับกาม หรืออยากจะอยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ หรืออยากจะสวดมนต์ภาวนา ทำสมาธิอย่างนี้ เป็นต้น ให้ได้สิ่งซึ่งเป็นเพียงนามธรรม มา เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ มันก็เป็นไปได้ วันหนึ่งวันเดียว แท้ ๆ เราก็ยังเลื่อนชั้นตัวเอง เปลี่ยนชั้นตัวเอง กลับไป กลับมา ได้ในลักษณะอย่างนี้
น.23 ๑๙ แม้นี้ก็ยังเป็นวัฏฏสงสาร ยังไม่ใช่นิพพาน เพราะ ยังไม่ได้หยุดสงบอยู่โดยตรง แต่เราถือเอาว่า ยังมีเวลาบาง เวลาซึ่งมีอยู่ ในระหว่างนั้น ซึ่งเป็นการพักผ่อนจริง ๆ เช่นเวลานอนหลับเป็นต้น ไม่ได้ปรุงเป็นอะไร มันก็ยังมี อยู่ หรือเวลาที่เราไม่อยากจะคิดนึกอะไร อยากจะอยู่นิ่ง ๆ ทั้ง ทางกายและทางใจ มันก็ยังมีอยู่ เพราะเหตุฉะนี้เอง เราจึงจับมันได้ และแบ่งแยกกันได้ว่า เวลาที่มันเดือด ขึ้นมา มันก็เป็นวัฏฏสงสาร เวลาที่มันดับหรือหยุดอยู่ มันก็เป็นนิพพาน วัฏฏสงสารเกิด ต่อเมื่อมีอารมณ์มากระ- ทบทางตา ทางหู เป็นต้น แล้วเผลอสติ มีความประมาท อวิชชาจึงได้ช่อง ได้โอกาส ที่จะปรุงแต่งนามรูปนั้น ให้ เป็นนามรูป ที่จะรับเอาความคิดหรือความรู้สึกอันนั้น ไป ในทางของวัฏฏสงสาร คือปรุงเป็นตัวกูของกูขึ้นมา แล้วก็ เดือดร้อน อยู่ด้วยโลภะ โทสะ โมหะ นั้น นี้เรียกว่าเดือด เป็นไฟอยู่ เป็นวัฏฏสงสาร ทีนี้ก็มาถึงคำว่า นิพพาน ซึ่งจะได้พิจารณากันต่อ ไป ในคน ๆ เดียวกันนั้น ในวันเดียวกันนั้น มีความสงบ หรือมีความหยุดได้ เพราะเหตุอะไรก็ตาม เป็นความดับ ความเย็น ในลักษณะใดก็ตาม มากหรือน้อยก็ตาม สูงหรือ
น.24 ๒๐ ต่ำก็ตาม เรียกได้ว่า นิพพาน ซึ่งแปลว่า ดับเย็น เกี่ยวกับ เรื่องนี้ จะต้องรู้ความหมายของคำว่า นิพพาน เสียก่อน คำว่า นิพพาน แปลว่า เย็น เย็นของวัตถุ ก็เป็นนิพพาน ของวัตถุ เช่นถ่านไฟเย็นลง จนไม่ร้อนอีกต่อไป ก็เป็น นิพพานของวัตถุ คือถ่านไฟ สัตว์เดรฉานฝึกดีแล้ว ไม่มี โทษไม่มีภัย ไม่มีพิษร้ายอันใดอีกแล้ว เป็นสัตว์เดรฉานที่ เย็นสนิทแล้ว นั้นก็เป็นนิพพานของสัตว์เดรฉาน มนุษย์ที่ หมดกิเลสโดยแท้จริงแล้ว เป็นความเย็นสนิทแล้ว นี้ก็เป็น ความเย็น เป็นนิพพานของมนุษย์ นิพพาน แปลว่าเย็น อย่างนี้ ทีนี้เมื่อดูโดยรายละเอียดยังจะเห็นได้อีกว่า มันเป็น ไปเองก็มี เราต้องบังคับข่มเอาไว้ก็มี หรือมันดับสนิทเด็ด ขาดลงไป เพราะถูกตัดรากตัดเหง้าเสียหมดแล้วก็มี เป็น ๓ อย่างด้วยกัน อย่างแรกเรียกว่า ตทังคนิพพาน, นิพพาน ซึ่ง เผอิญเกิดขึ้นเพราะความประจวบเหมาะนั้น ๆ อย่างนี้จะเพ่ง เล็งถึงจิต ขณะที่เรียกว่าจิตเป็นประภัสสรมากกว่าเป็นอย่าง อื่น จิตตามปกติ มีลักษณะเป็นประภัสสร ไม่ได้มีกิเลส เข้าเจือ ในขณะใดเป็นอย่างนั้น คือจิตตามสภาพเดิมของมัน เป็นอย่างนั้น เรียกว่าตทังคนิพพานก็ได้ หรืออีกอย่างหนึ่ง
น.25 ๒๑ มีสิ่งใดมาสดุดใจ มาแวดล้อม เช่นไปนั่งที่ตรงไหน ไปคุย กับใคร สนทนากับผู้ใด สิ่งนั้นก็ทำให้จิตหยุดเย็นสงบไปได้ นี้ก็เรียกว่าเป็น ตทังคนิพพาน คือ ความเย็น หรือนิพพาน ที่เกิดขึ้นเพราะความประจวบเหมาะ นั้น ๆ ความประจวบเหมาะนี้มีได้หลายอย่าง และเป็นไป ได้โดยง่ายที่สุด ก็คือการคบหาสมาคม กับคนที่เย็น ไปนั่ง ใกล้กับคนที่เย็น ไปพูดจาสนทนากับคนที่เย็น หรือแม้แต่ไป นั่งที่โคนต้นไม้ นั่งใกล้ก้อนหิน ที่มีลักษณะเย็น มันก็จะ พลอยเย็นไปเองได้ รวมแล้วเรียกว่า ตทังคนิพพาน คือ นิพพานที่เกิดขึ้น จากการประจวบเหมาะนั้น ๆ นี้เป็นอย่าง หนึ่ง ซึ่งเรามีได้โดยไม่ยากเลย แต่มองข้ามกันไปเสีย เพราะความโง่นั่นเอง ทีนี้ถัดขึ้นไป เรียกว่า วิกขัมภนนิพพาน คือ นิพพาน ที่ปรากฏอยู่ เพราะบังคับเอาไว้ ข่มเอาไว้ เห็นได้ง่าย ในการเจริญสมาธิ ภาวนาบางอย่าง ที่ทำให้จิตสงบอยู่และ รักษาไว้ได้ ด้วยอำนาจของการเจริญสมาธินั้น ความ เย็นอย่างนี้เป็น วิกขัมภนนิพพาน มีรสชาดอย่างเดียวกัน แต่มันมาจากการที่เราบังคับเอาไว้ รักษาเอาไว้ ด้วยการ ปฏิบัตินั้น ๆ
น.26 ๒๒ ที่นี้สูงขึ้นไปเรียกว่า สมุจเฉทนิพพาน หมายถึง การตัดกิเลส ได้สิ้นเชิง ตัดอวิชชาได้หมดสิ้น หรือ กล่าวให้ถูกต้องก็คือ ตัดโอกาสที่อวิชชาจะปรุงแต่งเสีย อย่างหมดสิ้น หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ตัดความ เคยชินแห่งอวิชชาเสีย คำว่า ความเคยชินนี้แหละ คือ คำที่เรียกว่า อนุสัย หรือ สังโยชน์ เราเคยชินในการที่ จะเกิดกิเลสอย่างไหนกันบ้าง จนเป็นธรรมดาสามัญที่สุด ความเคยชินอย่างนั้นเรียกว่า อนุสัย หรือ สังโยชน์ ใน ทางกามก็มี ในทางความโกรธ ในทางความหลง ความสงสัย อะไรก็มี มีอยู่หลายชื่อด้วยกัน แต่แล้วเรียกได้ว่า เป็น ความเคยชินทั้งนั้น เช่น สักกายทิฏฐิ คือความเคยชินในการถือตัว เห็นแก่ ตัวเป็นตัวกูของกูหยาบ ๆ วิจิกิจฉา คือความเคยชิน .. ในการที่จะระแวง สงสัย ไม่ยอมรับเอาว่า นี้เป็นสิ่งที่ควรที่ถูก สีลัพพตปรามาส ความเคยชินในการงมงาย ประพฤติปฏิบัติทางไสยศาสตร์เป็นต้น อย่างมีความงมงาย หรือปฏิบัติศีลและวัตรในพระพุทธศาสนานี้ นี่เองก็ตาม แต่ทำไปอย่างงมงายจนเคยชิน
น.27 ๒๓ กามราคะ ความเคยชิน ในการที่จะเกิดความรู้สึก ทางกาม ปฏิมะ ความเคยชิน ในการที่จะเกิดความรู้สึก หงุดหงิด ขัดเคือง รูปราคะ นี้คือสูงขึ้นไป ชินในการที่จะหลงใหลใน ความสุข อันเกิดจากรูปธรรมบริสุทธิ์ อรูปราคะ ชินในการที่จะหลงใหล ในความสุขอัน เกิดจากอรูปธรรมที่บริสุทธิ์ มานะ ความเคยชิน ในการที่จะวัดตัวเปรียบเทียบ กับผู้อื่น ว่าดีกว่าเขา หรือเลวกว่าเขา หรือเสมอกันกับ เขา อย่างนี้เป็นต้น อุทธิจจะ ความทึ่งหรือความสนใจ ในสิ่งใดที่ เข้ามา ที่ผ่านเข้ามา ก็อดที่จะสนใจไม่ได้ อดที่จะทึ่งไม่ได้ อดที่จะค้นคว้าไม่ได้ ส่วน อวิชชา ตัวสุดท้ายนั้น คือชินที่จะโง่ ชิน ที่จะหลง ชินที่จะเผลอสติ ถ้าเราตัดความเคยชินเหล่านี้ ได้หมดแล้ว ก็เรียกว่า ตัดสังโยชน์และอนุสัยได้ นิพพานนั้นก็จะถาวร เป็นนิพพาน จริง จริงตรงที่ถาวร ไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนนิพพาน ๒ อย่างข้างต้น คือ ตทังคนิพพาน และวิกขัมภนนิพพาน
น.28 ๒๔ นั้น ยังเปลี่ยนแปลง และเป็นไปโดยความประจวบเหมาะ หรือสิ่งแวดล้อม ยังไม่อยู่ในอำนาจ หรือในโอกาสของเรา โดยแท้จริง ส่วนสมุจเฉทนิพพานนั้น เมื่อตัดรากเหง้าของ กิเลสแล้ว ไม่ต้องทำอะไรต่อไป มันก็ยิ่งกว่าที่จะอยู่ใน อำนาจของเรา จึงเป็นนิพพานจริง มีลักษณะเป็นสิ่งที่ ไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นวัฏฏสงสารได้ คือ นิพพาน ที่ถึงที่สุด จนนามรูปนี้ ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงกลับมา เป็นวัฏฏสงสารได้ จึงเรียกว่า ตัดวัฏฏสงสารได้ขาด และเป็นนิพพานจริง ส่วนนิพพาน ๒ อย่างข้างต้นนั้น กลับไปกลับมา สลับกันอยู่กับวัฏฏสงสาร แต่อย่างไรก็ดี ยังกล่าวได้อยู่นั่นเองว่า, ในร่าง- กายอันยาววาหนึ่งนี้ มีทั้งนิพพาน มีทั้งวัฏฏสงสาร อยู่ในที่เดียวกัน ถ้ายังไม่บรรลุนิพพานที่สมบูรณ์ ก็ยัง ต้องกลับไปกลับมา เป็นนิพพาน เป็นวัฏฏสงสาร สลับ ซับซ้อนกันอยู่อย่างนั้น ตลอดเวลาที่จิตยังรับอารมณ์ มา ปรุงแต่งเป็นตัวกูของกู มันก็ยังเป็นวัฏฏสงสารได้อยู่เพียง นั้น แม้ในบางขณะ ไม่ได้รับอารมณ์อะไรมาปรุงแต่งเลย แต่ถ้าจิต ได้รับการอบรมดีถึงที่สุดแล้ว โดยวิธีใดก็ตาม มันก็กลายเป็นจิตชนิดพิเศษ ที่เต็มไปด้วยคุณธรรม ชนิด
น.29 ๒๕ ที่ไม่เป็นความหลง ไม่เป็นความยึดมั่นถือมั่น อีกต่อไป มีอาการเหมือนกับที่เรียกโดยคำอุปมาว่า ตบมือข้างเดียว ตามธรรมดา คนตบมือสองข้างมีเสียงดัง นี้หมาย ความถึง จิตรับอารมณ์มาปรุงแต่ง มาเกิดความยึดมั่น ถือมั่น นี้มันก็ดังไปตามแบบของวัฏฏสงสาร คือดังไปใน แบบของความทุกข์ แต่เมื่อใดจิตไม่รับอารมณ์ มี ลักษณะเหมือนตบมือข้างเดียว เสียงดังนั้นก็เป็นเสียง อีกเสียงหนึ่ง เป็นเสียงของนิพพาน เป็นเสียงแห่งความ เงียบ เป็นเสียงแห่งความเย็น เป็นเสียงแห่งความสงบ ดังก้องทั่วไป ทั้งจักรวาล คือ เสียงแห่งการตบมือข้าง เดียว ตบมือสองข้างเปาะแปะ ดังอยู่ที่ตรงนี้ แล้วก็เต็ม ไปด้วยความเดือดร้อน ตบมือข้างเดียวดังได้ยินทั่วจักรวาล มีแต่ความเย็น มีแต่ความเงียบ นี้เป็นอุปมาที่ควรจะจำไว้ เพื่อสะดวกหรือง่ายแก่ การคิดและการนึก การที่ตัดอวิชชา หรือตัดโอกาสของ อวิชชา หรือตัดความชินความเคยชินของอวิชชาเสียได้นั้น เป็นนิพพาน สิ่งนี้ ไม่เปลี่ยนแปลง จึงเรียกว่า เป็นนิรันดร หรือเป็นอนันตะ สิ่งนี้ ไม่มีความตายอีกต่อไป จึงเรียกว่า อมตะ. คนเข้าใจผิด เอาไปไว้ที่อื่น ที่จริงนั้นมันก็อยู่ที่นี่
น.30 ๒๖ หาพบได้ในนิพพาน ที่ใดมีความร้อนมาก ที่นั่นจะหา พบความเย็นมาก ที่ใดมีความร้อนน้อย ที่นั้นจะหาพบ ความเย็นน้อย ลองคิดดูให้ดี ความร้อนน้อยดับลงไป มันก็มีความเย็นน้อย ความร้อนมากดับลงไป มันก็มีความ เย็นมาก เพราะฉะนั้น ความเย็นที่มากที่สุดนั้น จะต้อง หาพบ ท่ามกลางความร้อนที่มากที่สุด จึงเกิดคำอุปมา ขึ้นมาอีกว่า จงพยายามหาจุดเย็นที่สุด ในกลางเตา หลอม คำว่าเตาหลอมนี้ ตามธรรมดา เราก็พอจะเข้าใจ กันได้ว่า มันมีความร้อนมาก เพราะต้องการหลอมโลหะ เย็น ที่สุดอยู่ตรงใจกลางเตาหลอม หมายความว่า ดับความร้อน สูงสุดลงได้เท่าใด ก็มีความเย็นสูงสุดที่นั่น เพราะฉะนั้น สังสารวัฏฏ์เท่าไร นิพพานก็เท่านั้น สังสารวัฏฏ์ร้อน เท่าใด นิพพานก็เย็นเท่านั้น สังสารวัฏฏ์ร้อนถึงที่สุด นิพพานก็เย็นถึงที่สุดเหมือนกัน นั่นแหละ เราจะต้องหา ให้พบ ว่า เย็นที่สุดนั้นจะอยู่ท่ามกลางร้อนที่สุด จนมีคำ เปรียบว่า จงหาจุดเย็นที่สุดในกลางเตาหลอม ซึ่งใน ที่นี้เราจะพูดว่า จงหานิพพานที่ใจกลางแห่งสังสารวัฏฏ์ คนโง่ก็หาไม่พบ คนมีปัญญาก็หาพบ คนฉลาดก็ค้าใกล้ ๆ
น.31 ๒๗ คนบ้าคนใบ้ก็ค้าไกล ๆ คนโบราณก็พูดไว้ถูกดีแล้ว แต่คน เดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจ ดังนั้น อาตมาจึงว่า เมื่อใดมีตัวกูของกู เมื่อนั้นมีวัฏฏสงสาร เมื่อใดไม่มีตัวกูของกู เมื่อนั้นมีนิพพาน แล้วก็ในจิตดวงเดียวกันนั่นเอง ในร่างกายอันเดียวนั่นเอง ในนามรูปอันเดียวกัน นั่นเอง เมื่อใดมีตัวกูของกูโผล่หัว โผล่หูขึ้นมา มันก็มี วัฏฏสงสาร ขณะใดไม่มีตัวกูของกู โผล่หัวโผล่หูขึ้นมา มันก็มีนิพพาน เราจงจัดจงกระทำไป ในลักษณะที่อย่าให้ มีตัวกูของกูโผล่ขึ้นมา มันก็จะมีนิพพานยังคงปรากฏอยู่ แล้ว เราก็ยืดเวลาอย่างนั้นแหละ ให้มากออกไป ๆ ในการ ต่ออายุของเรา และพร้อมกันนั้น เราก็หาวิถีทางที่จะ กำจัดเสีย ซึ่งการเกิดแห่งตัวกูของกู ให้เด็ดขาดลงไป นิพพานที่ชั่วคราวนั้น ก็จะกลายเป็นนิพพานที่ถาวรขึ้นมา โดยไม่ต้องสงสัยเลย ดังนั้นท่านทั้งหลาย ที่ต้องการจะต่ออายุ จงได้ยืด เวลาที่ว่างจากตัวกูของกูนั่นแหละ ให้มากออกไป ๆ ๆ ๆ ให้เวลาที่เกิดตัวกูของกูนั้นน้อยลง ๆ แคบเข้า ๆ จงยืดเวลา ที่ว่างจากตัวกูของกูนั่นแหละ ให้มากออกไป ๆ จนไม่เหลือ เวลาไว้ ให้แก่การเกิดของตัวกูของกูอีกเลย ก็จะเป็น
น.32 ๒๘ การทำให้นิพพานนั้น กลายเป็นนิพพานที่ถาวร เที่ยงแท้ เด็ดขาดลงไปได้ ท่านทั้งหลายควรจะเข้าใจความข้อนี้ เพราะเป็น วิธีที่ลัดสั้นที่สุดจริงที่สุด และมีประโยชน์มากที่สุด มีความ ทุกข์ที่ไหน ต้องดับความทุกข์ที่นั่น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ ทำได้ เป็นสิ่งที่กระทำได้ เพราะพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า ยง กิญฺ จิ สมุทย ธมฺมํ สพฺพฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดมีความเกิด ขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นก็มีความดับเป็นธรรมดา ถ้าวัฏฏ- สงสาร มีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา วัฏฏสงสาร ก็ต้องมีความ ดับเป็นธรรมดา เราอย่าได้ไปแยกออกจากกันเลย มันเกิดที่ ไหนมันต้องดับที่นั่น มันขึ้นทางไหนมันต้องลงทางนั้น ตัว อย่างเราก็เห็นได้ชัดแล้วว่า เกิดมันขึ้นมาจากอวิชชา ฉะนั้น เราต้องดับลงที่อวิชชา ขึ้นทางไหนต้องลงทางนั้น หมายความ ว่าความทุกข์เกิดขึ้นตรงไหน ต้องดับที่ตรงนั้น อย่ามัวไปหา ที่ดับที่อื่นเลย ดังนั้น ต้องหาความดับทุกข์ที่ตัวความทุกข์ เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า โลกนี้ก็ดี เหตุให้ เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี หนทางให้ถึง ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ในร่างกาย อันยาวประมาณวาหนึ่ง นี้พร้อมทั้งสัญญาและใจ
น.33 ๒๙ ถ้าเราจะพูดกันให้ง่าย ๆ อย่างวัตถุ เ ราก็จงดู ความไม่มีว่ามันอยู่ที่ความมี คือวัตถุอย่างหนึ่งตั้งอยู่ เรา พูดว่ามีความมี แล้วความไม่มีอยู่ที่ตรงไหน ความไม่มีมัน ก็ซ้อนกันอยู่ที่วัตถุนั้นเอง อยู่ที่ความมีของวัตถุนั้นเอง ลองเอาความมีของวัตถุนั้นออกไป ก็จะพบความไม่มีของ วัตถุนั้นอยู่ตรงที่เดียวกัน เพราะฉะนั้น มีความทุกข์ที่ ไหน ก็มีความดับทุกข์อยู่ที่นั่น เราต้องหาความดับทุกข์ที่ ความทุกข์เสมอไป เช่นเดียวกับที่จะต้องหาจุดที่เย็นที่สุด ที่ กลางเตาหลอม หาความเย็นที่สุดจากความร้อนที่สุด เย็นที่สุด นั้นมันอยู่ที่ร้อนที่สุด จงหาความดับที่ความเดือด ถ้า วัฏฏสงสารเป็นความเดือด นิพพานก็ต้องเป็นความดับ และหาได้ที่ความเดือด แต่ท่านทั้งหลายไม่เคยนึกเสียด้วย ซ้ำไป อย่าว่าแต่จะรู้หรือจะกระทำเลย แม้แต่นึกก็ยังไม่เคย นึก ทำให้เป็นคนโง่ เหมือนกับคนโง่ชนิดหนึ่ง ซึ่งว่าโดย ที่แท้แล้วเพชรมีอยู่ที่หน้าผากของตัว แต่ ไม่เคยทราบ ไม่ เคยคลำหา เพชรแท้ ๆ มีอยู่แล้วที่หน้าผากของตัว มีอยู่ ตลอดเวลา แต่ก็ไม่เคยทราบ และไม่เคยคลำหา นี่แหละ คือคนที่โง่ ที่ไปหานิพพานที่อื่น จากวัฏฏสงสาร
น.34 ๓๐ ถ้าเราอยากจะเห็นการไม่ปรุง เราก็ต้องดูที่การปรุง ถ้าเราอยากจะเห็นความหยุด เราก็ต้องดูที่ความวิ่ง ถ้าเรา อยากจะเห็นความดับ เราก็ต้องดูที่ความเกิด ทุกอย่าง อาจจะหาพบได้ ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้จริงอย่างที่พระ พุทธเจ้าท่านว่า คนโบราณเมืองนี้ เข้าใจเรื่องนี้ดี อยากจะอวด สักหน่อย ถึงบทกล่อมลูก ที่พูดถึง "มะพร้าวนาฬิเก ที่อยู่กลางทะเลขี้ผึ้ง" ที่ว่าต้นมะพร้าวนาฬิเก อยู่กลาง ทะเลขี้ผึ้ง ก็หมายความว่า นิพพานนั้นอยู่กลางวัฏฏสงสาร วัฏฏสงสารเหมือนทะเลขี้ผึ้ง คือ เป็นได้ทั้งบุญและบาป เมื่อร้อนมันก็เป็นอย่างหนึ่ง เมื่อเย็นมันก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ตามธรรมดาของขี้ผึ้ง แต่แล้วมันก็ต้องเป็นขี้ผึ้งอยู่นั่นเอง เมื่อสักว่าเป็นขี้ผึ้งแล้วมันก็เป็นวัฏฏสงสาร ส่วนต้นมะพร้าว อยู่กลางทะเลขี้ผึ้งนั้นมันไม่ร้อน จึงเรียกว่าฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง อยู่ได้กลางทะเลขี้ผึ้ง ซึ่งเต็มไปด้วยความร้อน ความเย็น ชนิดที่เป็นความทุกข์ นี้แสดงว่า คนโบราณ ที่มีบทกล่อมลูกอย่างนี้ มีความรู้ความเข้าใจรี่จองนี้ดี มาถึงสมัยนี้ เราอยู่ในโลกที่ต่างกันมาก เราจง พิจารณากันให้มาก ให้น่าดูยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ในลักษณะที่ เรียกว่า เหมือนกับ เราจะต้องนั่งอยู่ในปากงู เราอย่าถูก
น.35 ๓๑ เขี้ยวงูก็แล้วกัน เราก็จะพบความสบายได้ที่ในปากงูนั้น ปากงูหมายความว่า เต็มไปด้วยเขี้ยวของงู ถูกเข้าก็เป็น อันตราย แต่เราอาจจะนั่งอยู่ได้ในปากงู โดยไม่ถูกกับเขี้ยว ของงู เพราะเรารู้จักแยกกัน ว่าอะไรเป็นเขี้ยวของงู อะไร ไม่ใช่เขี้ยวของงู อยู่ในโลกนี้ อย่าให้กระทบกันเข้ากับ โลกธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่จะปรุงแต่ง ให้เกิดเป็นตัวกูของกูขึ้นมา ถ้ามีโลก- ธรรมมากระทบ ก็ต้องมีสติปัญญามากพอ ที่รู้ว่าจะจัด การกับมันอย่างไร จะใช้มันอย่างไร จะเกี่ยวข้องกับมัน อย่างไร ในลักษณะที่ไม่เกิดเป็นความทุกข์ กล่าวคือ อย่า ให้เกิดตัวกูของกูขึ้นมา แล้วมีสติปัญญาบริโภคสิ่งเหล่า นั้น ใช้สอยสิ่งเหล่านั้น หรือว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น เลยก็ได้ มันแล้วแต่กรณี นี่แหละ เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ระวังการปรุงแต่ง ที่จะปรุงแต่งเป็นวัฏฏสงสาร มีสติ สัมปชัญญะ ให้มากพอ มีความไม่ประมาทให้มากพอ แล้วสิ่งที่เรียกว่า อวิชชาก็เกิดขึ้นไม่ได้" ไม่อาจจะปรุง แต่งอะไร ๆ ไปตามแบบของอวิชชาได้ แต่ยังคงเป็นสิ่งที่ ปราศจากอวิชชา คือปราศจากการปรุงแต่งเป็นวัฏฏสงสาร ยังคงมีความสบายอยู่ได้ นี้เรียกว่า เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
น.36 ๓๒ ที่จะต้องรู้ เป็นความรู้ที่จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับคนสมัยนี้ และเป็นความรู้ที่เป็นใจความ ที่ถูกที่ตรงที่สุดของพระพุทธ ศาสนา ที่บอกให้ท่านทั้งหลายทราบว่า จงดูทุก ๆ สิ่ง ใน ร่างกายอันยาวประมาณวาหนึ่งนี้ จงทำวัฏฏสงสารอย่าให้ เกิดขึ้นได้ให้มีสภาพแห่งนิพพานอยู่แทนตลอดไป จนกว่าจะ เป็นนิพพานที่ถาวร สรุปความว่า ในวัฏฏสงสารมีนิพพาน ท่านจะหา พบหรือหาไม่พบนั้น มันขึ้นอยู่กับความโง่หรือความฉลาด ของท่านเอง ขณะใดนามรูปเดือดขึ้นมาด้วยการปรุงแต่ง ขณะนั้น นามรูปนั้นก็เป็นวัฏฏสงสาร ขณะใด นามรูป ปราศจากการปรุงแต่ง ด้วยอวิชชาอุปาทาน ขณะนั้น นามรูป ก็ดับเย็นเป็นนิพพาน อยู่ในที่แห่งเดียวกัน เรา หานิพพานได้ในวัฏฏสงสาร เมื่อหาพบนิพพานวัฏฏสงสาร ก็หมดความหมาย คงเหลืออยู่แต่ความหมายของนิพพาน เราจงยินดีเผชิญกันเข้ากับสิ่งที่เรียกว่า ร้อนที่สุด เพราะ ว่า เราจะหาพบสิ่งที่เย็นที่สุด จากสิ่งที่ร้อนที่สุดนั่นเอง และสิ่งนี้ก็ไม่ได้อยู่ไกลไปถึงไหน นอกจากอยู่ที่หน้าผาก แล้ว แต่มีไว้สำหรับให้คนโง่เที่ยวค้นหา ๆ จนตลอดสากล จักรวาล รอบแล้วรอบอีก ก็ไม่เคยพบพานเลย
น.37 ๓๓ เมื่อใดผู้ใดสามารถควบคุมไว้ได้ ซึ่งความปรุงแต่ง แห่งการเกิดขึ้นเป็นตัวกูของกู เมื่อนั้นก็มีนิพพานที่นั่น เพราะฉะนั้น ผู้นั้นจงยืดระยะเวลาที่ไม่มีตัวกูของกูให้มาก ออกไป ก็เป็นการยืดอายุออกไป ๆ จนกลายเป็นอายุชนิดที่ เป็น อมตะ คือไม่ตาย หรือเป็นชีวิตนิรันดรได้ เพราะจิตใจ นั้น ปราศจากตัวกูของกูโดยสิ้นเชิง ปรากฏอยู่แต่ธรรมะ ที่ไม่ปรุงแต่ง และไม่มีความเกิดตาย ให้ปรากฏอีกต่อไป ดังนี้ สรุปความว่า สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นก็ต้องมีความดับเป็นธรรมดา จงแสวงหาความดับ จากสิ่งที่มีความเกิดเถิด ก็จะสมประสงค์ทุกประการ ใน การที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา ธรรมเทศนา สมควรแก่เวลา เอวังก็มี ด้วยประการฉะนี้.
Buddhadasa