Buddhadasa.org
หนังสือทำอย่างไรจึงจะเรียนดี › อ่านฉบับเต็ม

📖 ทำอย่างไรจึงจะเรียนดี

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ทำอย่างไรจึงจะเรียนดี

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.56 วันนี้อย่าเพิ่งตอบปัญหาที่ถามเกี่ยวแก่การ เล่าเรียน การไม่ได้ตามต้องการ ที่จะบังคับตัวเองให้เรียน เอาไว้พรุ่งนี้ก็ได้ มันเป็นเรื่องปลีกย่อยออกไป เราพูดกัน ถึงเรื่องใหญ่ เรื่องที่เป็นประธานก่อนดีกว่า แล้วก็จะ ถึงปัญหาปลีกย่อยเหล่านั้นเอง ที่จริงเรื่องนี้ก็อาจจะเคย พูดกันบ้างแล้ว แต่ไม่ชัด หรือไม่ได้พูดกับทุกคนที่นั่ง อยู่ที่นี่ ปัญหาที่สรุปลงไปว่า "เกิดมาทำไม" นี้ เป็น ปัญหาใหญ่ก่อน บางคนอาจจะเถียงว่านี่ไม่ใช่ปัญหา

น.57 ๒ เพราะว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้มีเจตนาที่จะเกิดมา เกิด มานี้ไม่ได้ตั้งใจจะเกิดมา เพราะฉะนั้น จึงไม่มีเจตนา ว่าจะเกิดมาทำไม อย่างนี้ก็ได้ อาจจะเถียงอย่างนี้ก็ได้ แต่มันไม่ถูกหรอก เราอยากจะเกิดมา หรือไม่อยากจะเกิด มา แต่มันก็เกิดมาแล้ว ทีนี้เกิดมาแล้วนี่ จะต้องทำ อะไร อย่างที่แก้ตัวไม่ได้ อย่างที่ผัดเพี้ยนไม่ได้ มันจะ ต้องทำให้ถูกต้อง ให้ลุล่วงไป ที่ว่าเกิดมาทำไม มัน ก็เพื่อสิ่งนั้น การเรียนของเราเป็นเพียง ส่วน น้อย ส่วนหนึ่งของเรื่องเกิดมาทำไม นั่นแหละ แต่ถ้าเรา ไม่รู้ ในส่วนใหญ่ การเรียน การอะไรของเรา อาจ จะไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็นไปนักก็ได้ เพราะส่วนใหญ่ เราไม่ได้เกิดมา เพียงเพื่อว่ามีการงานทำ มีกินมีใช้ แล้วก็พอแล้ว การเรียนมักจะมุ่งหมายกันเพียงเท่านั้น เพราะฉะนั้น วันนี้เราพูด-ฟังกันในแง่ที่เป็นอุดมคติกัน ก่อนดีกว่า คือในข้อที่ว่าเกิดมาทำไมนี่แหละ ปัญหาชนิดนี้มีด้วยกันทุกชาติทุกภาษา และอยู่ใน รูปของปัญหาทางศีลธรรม ทางจริยธรรม กระทั่งทาง ศาสนา และแม้ที่ฝากไว้ในรูปของนิยาย อย่างฝ่ายพุทธ

น.58 ๓ เราก็มีเรื่องว่า คนหนุ่ม พี่กับน้อง ลูกเจ้าแผ่นดินอะไรก็ ตามเถิด หลงไปในป่า แล้วก็ถูกยักษ์ที่ออกมาจากภูเขา หรือขึ้นมาจากสระน้ำ หรืออะไรก็ตามจับตัว แล้วก็มีข้อ แม้ว่าถ้าตอบปัญหาของเขาไม่ได้ก็จะกินเสีย คนไหนตอบ ปัญหาได้ก็จะปล่อยตัวไป บางทีไปด้วยกันหลาย ๆ คน เพื่อนฝูงพี่น้อง ตอบได้สักคนหนึ่งก็ได้ และก็รอดตัว ไปด้วยกันทั้งหมด ยักษ์ไม่กิน ปัญหานั้นก็ไม่มีอย่างอื่น นอกจากทำพองนี้คือ "เกิดมาทำไม ? เพื่อจะให้ได้ อะไร ? หรืออะไรเป็นสิ่งดีที่สุดของมนุษย์ ?" ในอินเดียก็มีเรื่องอย่างนี้ ในอียิปต์ก็ยิ่งมี เพราะ เป็นชาติเก่าแก่มาก เรื่องราวเกี่ยวกับสพิงค์ ก็มีอย่างนี้ สพิงค์นั้นเป็นสัตว์ ไม่ใช่มนุษย์ มีไว้สำหรับจะคอย ถามปัญหาว่า " เกิดมาทำไม ? มาแต่ไหน ? ไป ข้างไหน ? กำลังทำอะไรอยู่ ?" เหล่านี้ ถ้าตอบได้ มันก็ตาย คือว่าหัวแตกตาย รากเลือดตายไปเลย ถ้า ตอบไม่ได้ หรือตอบผิด มันกินเรา กินผู้ที่ถูกถาม นี้ แสดงว่ามัน เหมือนกันหมด คนโบราณก็เคยคิดในข้อนี้ กันทั้งนั้น ว่าเกิดมาทำไม เป็นส่วนใหญ่

น.59 ๔ คำว่า "เกิดมาทำไม" มันขยายความไปได้ว่า เกิด มาจากไหน จะไปที่ไหน เดี๋ยวนี้กำลังทำอะไรอยู่ หรือ แม้แต่จะถามสั้นๆว่า " อะไรเป็นสิ่งดีที่สุด ที่เป็นจุด มุ่งหมายของการที่เราเกิดมาแล้วจะต้องได้ " ก็เหมือน กัน ปัญหาเหล่านี้เหมือนกัน สรุปแล้วก็คือว่า "เกิดมา เพื่ออะไร จะได้สิ่งนั้นโดยวิธีอย่างไร" คิดดูซิมันเป็นเรื่องนิยาย หรือเป็นเรื่องจริง คน เขลา ๆ และอวดดีก็จะพูดว่าเป็นนิยายบ้า ๆ บอ ๆ เกี่ยวกับ ยักษ์เกี่ยวกับมารอะไรทำนองนี้ ที่จริงคนโบราณเขาฉลาด ที่จะพูดไว้ในลักษณะที่จำง่ายก่อน แต่มีความหมายลึก เช่นไปในป่า ยักษ์ถามว่า ไปไหน ? อย่างนี้ ตอบไม่ได้ ยักษ์ก็กินเสีย ถ้าตอบได้ยักษ์ก็หลีกทางไป พวกอียิปต์ เป็นเอามาก ถึงกับว่า สพิงค์ อกแตกตาย ยักษ์นั้น อกแตกตายเลย เพราะคนนั้นตอบถูก ถ้าเราตอบถูกก็หมายความว่า เราได้ทำลายอุป- สรรคทุกชนิดในชีวิตของเราได้หมดสิ้น นั่นแหละคือ ยักษ์ตาย ยักษ์คืออุปสรรค พญามารคืออุปสรรค เมื่อ อุปสรรคหมดสิ้น ไม่มีเหลือแก่ชีวิต มันก็พูดเป็นโวหาร

น.60 ๕ ได้ว่า ยักษ์ตาย หรือยักษ์หลีกทางให้ ถ้าเราตอบไม่ถูกว่า เกิดมาทำไม ก็หมายความว่า เราทำไม่สำเร็จในหน้าที่ ของเรานั่นเอง เพราะเราไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม เราก็แย่ แย่ขนาดที่เรียกว่าถูกยักษ์กิน ทีนี้เด็ก ๆ ก็จำไว้ว่า เกิดมา เพื่อให้ยักษ์กิน หรือเกิดมาเพื่อฆ่ายักษ์ให้ตาย ด้วย การตอบปัญหาให้ถูกต้อง จนยักษ์ขาดใจตาย ทีนี้เราก็ไปถึงตัวปัญหาที่ว่า เกิดมาทำไม ? ถ้าเรา ตอบปัญหาได้ถูกต้อง ก็เท่ากับตอบปัญหาที่ว่า มาแต่ ไหน? จะไปไหน? และกำลังทำอะไรอยู่? เพราะมาแต่ ไหนก็คือ มาแต่ที่ ๆ มีวัตถุประสงค์จะทำอะไรที่นี่ ไป ไหนก็คือจุดหมายปลายทางของเรา และเรากำลังทำอะไร อยู่ คือตรงกับปัญหานั้นหรือไม่ บางทีก็เลี่ยงไปเสียว่า สิ่ง ที่ดีที่สุดที่คนเราจะต้องได้ ต้องถึงในชีวิตนี้นั้นคืออะไร ซึ่งดีกว่าและความหมายเหมือนกัน ถ้าเราได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ในชีวิตนี้ ก็เท่ากับว่า เราทำเสร็จแล้ว ในการที่ว่า เกิดมา ทำไมเพื่ออะไร แต่เรายังเป็นเด็กอยู่ ก็ยังยากที่จะ มองข้ามไปสู่จุดหมายปลายทางทั้งหมดได้ เราติดอยู่ที่

น.61 ๖ ปัญหาเฉพาะหน้าของเรา คือการเล่าเรียน ทีนี้เราก็มีปัญหาอยู่ที่ว่า การเล่าเรียนของเรานั้น จะนำเราไปสู่จุดหมายปลายทางอันนั้นหรือไม่ ? เด็ก ๆ ซึ่งมีความคิดอยู่ในวงแคบ ก็มักจะมองแต่ในแง่ที่ว่าเรา เรียนตามที่เขาต้องการ คือตามที่หลักสูตรและประเทศ ชาติต้องการ แล้วเราสอบได้ เราก็มีงานทำ มีเงินเดือน ใช้ เราก็ทำอะไรตามชอบใจเรา เพียงอย่างนี้ไม่แน่ ไม่แน่ว่าเราจะ ทำได้ถูกต้องตามที่ยักษ์ต้องการหรือไม่ มัน อาจจะผิดจนกระทั่งถูกยักษ์กินก็ได้ เพราะฉะนั้นเราต้อง ทำให้การเรียนของเราให้เป็นเครื่องมือสำหรับจะไปให้ถึง จุดที่ว่า “เกิดมาทำไม" นั้น ฉะนั้นปัญหามันจึงอยู่ที่ว่า เกิดมาทำไม ? โดยถูกต้อง เราว่าเอาเองไม่ได้ ในเรื่องนี้ เขาใช้คำว่ายักษ์ หรือ สิ่งเหล่านั้น ก็หมายความว่า เราว่าเอาเองไม่ได้ ต้องเอา ตามที่ถูกที่จริงกัน ฉะนั้นเราจะต้องอาศัยหลักเกณฑ์ที่ ถูกต้อง ที่ท่านผู้รู้เขาได้ประชุมกันแล้ววางไว้ ดังนั้น เด็ก ๆ จะเอาตามชอบใจตัวไม่ได้ เพราะมันยังถูกน้อย เกินไป หรือมันอาจจะผิดเสียเลยก็ได้

น.62 ๗ ข้อแรกมันจึงมาก่อน คือการเชื่อฟังบิดามารดา ครู บาอาจารย์ พระพุทธเจ้าท่านก็รับรองข้อนี้ ยืนยันข้อนี้ ว่า บุตรที่ประเสริฐที่สุด คือบุตรที่เชื่อฟัง เขาไม่ได้พูด ว่า บุตรที่ฉลาด หรือบุตรที่เก่งกล้าสามารถอะไร แต่ไป ระบุว่าบุตรที่เชื่อฟัง เพราะแม้จะฉลาด มันก็อาจจะ ฉลาดผิดทางก็ได้ เพราะฉะนั้น ต้องเชื่อบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ก่อน จึงจะมีโอกาส ที่จะเข้าถึงหลัก ที่ถูกต้องว่า เกิดมาทำไม ? ได้มากกว่า กว้างกว่า ถูก ต้องกว่า ฉะนั้นเราก็ต้องฟังหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ท่านผู้รู้ ได้วางไว้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ อยากจะเสนอหลักที่เขาเรียกว่า “จริยธรรมสากล" คงจะสะดวกดี เพราะมันเป็นความ หมายเดียวกัน ทั้งทางศาสนา ทั้งทางวัฒนธรรม ทาง จริยธรรมสากล เหตุผลอะไรพร้อมเสร็จ เป็นได้หมดเลย แม้แต่ว่าเป็นชาวบ้านธรรมดา ก็ต้องอาศัยหลักอันนี้ หลักจริยธรรมสากลมีมาจากนักจริยธรรม (Ethicist) ทุกคนที่แล้วมาแต่หนหลัง เขาได้ประชุมกันตกลงกันได้ ในที่สุด เป็นเวลายืดยาวมากจะถึงร้อยปีก็ได้ เราจึงมีหลัก

น.63 ๘ ที่เรียกว่า "จริยธรรมสากล" นี้ขึ้นมา เขาพูดถึงสิ่งที่ดี ที่สุดของมนุษย์ไว้ เป็นที่ตกลงกันแล้ว และดูเหมือนจะ ไม่มีใครค้านอีกต่อไป ว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ใน ชีวิตนี้ จำแนกออกไปในแง่ต่าง ๆ เป็นสี่อย่างด้วยกัน ข้อแรกหมายถึงความสุขที่ถูกต้อง ตามความ หมายของคำว่า "ความสุข" นั่นแหละ ข้อที่สองคือความเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ ข้อที่สามมีจิตใจสูง ถึงขนาดที่เรียกว่า "ทำหน้า ที่ เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่" ข้อสุดท้ายมีความรักชนิดกว้างที่สุด สากลที่สุด คือรักเพื่อนมนุษย์ทุกคนคล้ายกับรักตนเอง มนุษย์ทุก คนเป็นคน ๆ เดียวกันหมด นี้เป็นความดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะมี ตามมติของ นักจริยธรรมสากล เราพิจารณาดูแล้วยอมรับได้ ว่าเรา ควรจะเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ยิ่งคิดดู ยิ่งพิจารณาดู ยิ่งมีเหตุ ผลที่จะยอมรับความคิดข้อนี้ ข้อแรกเกิดมาเพื่อความสุข หมายถึงความสุข ที่ถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องกิน เรื่องเล่น เรื่องสนุกสนาน

น.64 ๙ เหมือนที่เด็ก ๆ ชอบ ความสุขที่ถูกต้อง ต้องไม่มีโทษ ไม่มีอันตรายไม่มีพิษ เป็นความสงบสุข อยู่กันอย่างสงบ สุข ทั้งเรา ทั้งพ่อแม่ของเรา ทั้งคนอื่น ๆ ก็คือเรื่องที่ไม่ มีการทำผิด ทำชั่ว ทำเสีย มีแต่ความพอใจ สบายใจ ในการกระทำ นี้เรียกว่าความสุข จะเรียกให้มากไปถึง กับว่า "สวรรค์” ก็ยังได้ สวรรค์คือความพอใจในตัว เองอย่างยิ่ง นรกก็คือตรงกันข้าม คือเดือดร้อนอยู่ เหมือนไฟเผา มองดูตัวเองแล้วขยะแขยง ไม่อาจเคารพ ตัวเองได้ อย่างนี้เรียกว่าเป็น นรก คือร้อนใจเดือด ร้อนใจ ในที่สุดมันก็ต้องร้อนถึงขนาดที่เรียกว่าไฟนรก จาก ภายนอกถูกเบียนเบียนถูกลงโทษ เป็นนรก เพราะมีความ ร้อนใจ สวรรค์ก็อิ่มใจ พอใจ ยกมือไหว้ตัวเองได้ อย่างนี้เรียกว่าสวรรค์หรือความสุขในที่นี้ เพราะฉะนั้น เราควรจะพูดว่า เราเกิดมาที่หนึ่งควรจะได้สิ่งนี้เป็นข้อแรก ข้อที่สองคือความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ นี้ออกจะฟังยาก คือเขาไม่ได้ถือว่าพอเราเกิดมา ก็เป็น มนุษย์ที่เต็มเปี่ยม ทุกคนไม่ได้เกิดมาแล้วเป็นมนุษย์ หรือ

น.65 ๑๐ เป็นคนอย่างเต็มเปี่ยม มันเป็นได้ก็แต่เพียงร่างกาย ที่มี รูปร่าง เป็นมนุษย์อย่างเต็ม แต่ความคิดหรือสติปัญญา หรืออะไรหลายๆ อย่างยังไม่เต็ม ตามความหมายของคำ ว่า มนุษย์ ดังนั้นจึงยังไม่ถือว่ามีความเต็มเปี่ยมของความ เป็นมนุษย์ เราจึงต้องเล่าเรียน ต้องต่อสู้กับกิเลส เพื่อให้เกิดความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ มีคุณ สมบัติสูง สมกับที่จะเรียกว่าเป็นมนุษย์ มนุษย์นี้ แปลว่ามีใจสูงก็ได้ ตัวหนังสือมันแปลได้ ว่า "มีใจสูง" และแปลว่าลูกหลานของพระมนูก็ได้ ความ หมายก็อย่างเดียวกัน พระมนูนี้เป็นยอดบุคคล ที่ดีทั้งทาง สติปัญญา ความรู้ความประพฤติ ฉะนั้นลูกหลานของพระ มนูก็ต้องดีไม่แพ้พระมนู เพราะฉะนั้นมันก็มีใจสูงอยู่เอง ฉะนั้นเราจะต้องรู้ว่าใจสูงคืออย่างไร ใจสูงนี้ไม่ใช เรื่องกิน เรื่องเล่น เรื่องสนุกสนานตามพอใจ อย่างนั้นใจ มันไม่สูง แล้วพอเผลอนิดเดียว มันอาจจะไปต่ำกว่าเดิม เสียอีก ทางพุทธศาสนาเขาเรียกว่าความเพลิดเพลิน ทางโลก ๆ (ทางกามารมณ์ ทางรูปเสียง กลิ่น รส สัมผัส)

น.66 ๑๑ ว่าเป็นที่ต่ำ ที่ลุ่ม หรือน้ำ เป็นที่น้ำท่วมพลัดตกลงไปในนั้น คือจมน้ำ ฉะนั้นจึงเรียกว่า ไปในที่ต่ำ ฉะนั้นจึงไม่สูง และไม่เต็ม ไม่ใช่ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นคนที่ลุ่มหลงในเรื่องความสุขชนิดโลก ๆ ทางกามารมณ์ ทางเนื้อทางหนัง ที่พวกคริสเตียนเขา เรียก “เนื้อหนัง" นั้น มันไม่ใช่ความเต็มของความ เป็นมนุษย์ มันควรจะหลงใหลกันเพียงพักเดียวครู่เดียว แล้วรู้สึกตัว แล้วเดินไปในทางที่ถูก ที่จะเต็มของความ เป็นมนุษย์ ถ้าไม่หลงใหลเสียเลยได้ก็ยิ่งดี ถ้าพลัดตกลง ไปบ้าง ก็ควรจะเพียงครู่เดียว ขณะเดียว แล้วก็รู้สึกตัว ได้ แล้วก็หันมาสู่ความสูง เพื่อความเต็มของความเป็น มนุษย์ เราจึงอาจจะวัดตัวเองได้ว่า เราเต็มหรือยัง เต็ม เปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ ที่เป็นลูกหลานของมนูหรือยัง ไม่ต้องมีใครบอกหรอก เรื่องนี้อย่าให้ใครบอกดีกว่า เอาความซื่อตรงต่อตัวเองเป็นเครื่องวัด ก็จะรู้สึกว่า มันยังไม่เต็ม ยังมีข้อที่น่าตำหนิติเตียนตนได้อยู่ ยังไม่เต็ม

น.67 ๑๒ วัดได้ง่าย ๆ ตรงที่ว่า มันยังมีอะไรเป็นปัญหายุ่งยากอยู่ อะไรอย่างนี้ หมายถึงคนดีมีความคิด มีสติปัญญาถูกต้องที่ เขาเรียกว่า เป็นบัณฑิตนั้น เอาคนที่เป็นบัณฑิตเป็นประมาณ อย่าเอาคนพาลคนเกเรเป็นประมาณ วัดดูว่าเขายอมนับถือ เราหรือเปล่า ถ้าคนที่เป็นบัณฑิต เช่นพระพุทธเจ้าเป็นต้น ยอมรับนับถือ ก็เรียกว่าเป็นคนเต็มได้ นี้เรียกว่าความเต็ม ของความเป็นมนุษย์ เต็มเปี่ยมในทางสติปัญญาทางจิตใจ ทางมรรยาท ทางบุคคลิกภาพ หรืออะไรต่าง ๆ มีความ เต็มเปี่ยม ทีนี้มาถึงข้อที่สามที่ว่า ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ อันนี้ จะถือว่า เป็นบทเรียนก็ได้ หรือจะถือว่า เป็นเครื่องวัดผล สำเร็จในที่สุดก็ได้ การทำงานเพื่องาน คราวหนึ่งเรามี การพูดกันถึงเรื่อง ทำงานเพื่อเงิน เงินคืองาน งานคือเงิน ยุ่งไปหมด ก็พอจะเข้าใจกันได้ว่า มันหมายความว่าอะไร แต่นี้มัน ทำงานเพื่องาน ทำงานเพื่อประโยชน์แก่งาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ ถ้าจะถือ เป็นบทเรียน ก็หมายความว่า ให้เราทุกคนนี้ ทำอะไรก็

น.68 ๑๓ ให้ทำเพื่อหน้าที่ มันมีใจสูงกว่าคนที่ทำเพื่อเงินหรือว่าเพื่อ ให้ใครยกย่องให้เกียรติอย่างนั้นมันยังต่ำกว่า สิ่งสูงสุดมันอยู่ที่ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ถ้าเรา ทำงานเพื่อเงิน เราก็เป็นทาสเงิน เป็นบ่าวเป็นทาสของ เงิน ถ้าเราทำงานเพื่อคนอื่นยกย่องสรรเสริญ เราก็ เป็น บ่าวเป็นทาส ของคนที่จะยกย่องสรรเสริญ แต่ถ้าเรา ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่แล้วละก็ เราจะเป็นอิสระ มี จิตใจสูงพอ ไม่เป็นทาสของเงิน หรือของอะไรเป็น ต้น เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามฝึกหัดจิตใจของเราให้ ทำอะไรเพื่อหน้าที่ ขอแทรกนิดหน่อยว่า ที่นี่เราชักชวนพระเณร ให้ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ หลวงตาไม่ขอบใจใครสักคนเดียว ที่เหน็ดเหนื่อย เหงื่อไหลไคลย้อย เพราะว่าเหงื่อของ เขา จะเป็นเครื่องล้างกิเลสของเขา นั้นเขาได้มาก พอแล้ว เราไม่ให้อะไรแก่เขา แม้แต่คำว่าขอบใจ เพราะ ถ้าเราไปให้อะไรแก่เขา ก็เท่ากับเราไปลดค่าของ เขาลง อย่างนี้ไม่ถูก มันไปลดค่าที่สูงสุดของเขา

น.69 ๑๔ ถ้าจะให้อะไรแก่เขาบ้าง เช่นถ้าเขาเจ็บป่วย , จะ ช่วยเหลือเขาบ้าง ข้อนั้นเป็นหน้าที่ทางวินัย ที่อุปัชฌาย์ อาจารย์จะต้องช่วย อย่างนี้เป็นต้น ไม่ใช่เพื่อตอบแทน คุณความดีของเขา มันเป็นหน้าที่ของอุปัชฌาย์อาจารย์ จะต้องทำหน้าที่ เพราะฉะนั้น เราก็ทำหน้าที่ เพื่อ หน้าที่ในส่วนนี้ ในหน้าที่เป็นอาจารย์ของเขา ฉะนั้น ทุกคนยังคงทำงานเพื่องาน อยู่นั่นเอง แล้วให้การทำ งานเพื่องานนี้ เป็นการขูดเกลาความเห็นแก่ตัว ของ เขาไปเรื่อยๆ นั้นแหละคือการที่เหงื่อของเขาล้างกิเลส ของเขา ถ้าเขาไม่มีเหงื่อออกมาก็ไม่มีอะไรล้างกิเลส ของเขา เขาต้องทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ ที่เรียก ว่าเหงื่อไหลใครย้อยทีเดียว ทีนี้เราก็เหมือนกัน ถ้าหน้าที่คือการเรียน เรา ก็ต้องเรียนเพื่อการเรียน ถ้าเรียนเพื่อเงิน เพื่ออย่างอื่น นั่นมันเล่นตลก ถ้าเรียนพอสอบไล่ให้ได้มันเล่นตลก ไม่ เรียนให้ดีที่สุด แล้วบางทีจะคิดไปในทางให้สินบนคนสอบ ไล่ หรือคนที่อาจจะช่วยเราได้ ให้สินบนเขาเพื่อให้ช่วย เราสอบได้ มันคิดไปในทางนี้ มันเหลวไหลหมด ฉะนั้น

น.70 ๑๕ เราจะต้องทำงานเพื่องาน โดยบูชางานเป็นของสูงสุด ในชีวิต หรือเป็นตัวชีวิต แล้วก็ทำให้หมดแรงของความ คิดทุ่มเทจิตใจเต็มที่เพื่องานนั้น มันเลยได้ผลมากกว่า ทำ หน้าที่เพื่อหน้าที่นี้ ได้ผลมากกว่าทำหน้าที่เพื่อเงิน เพื่อ เกียรติหรือเพื่ออะไร ๆ แต่เด็ก ๆ ยังไม่อาจจะรู้สึกว่าทำ หน้าที่เพื่อหน้าที่ เพราะฉะนั้นก็ทำงานเพื่อเงิน เพื่อ เกียรติ เพื่อสรรเสริญ เหมือนเด็ก ๆ ที่ชอบกินลูกกวาด จนเขาจ้างได้ด้วยลูกกวาด นั้นมันเป็นเด็ก แต่นี่เราโต ขึ้นทุกวัน ๆ มันก็ควรจะเลื่อนชั้น ขึ้นมาจากการถูกจ้างด้วย ลูกกวาด เราจึงทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน นี้เรียก ว่าเป็นบทเรียนก็ได้ ที่นี้ ใช้คำนี้ในฐานะที่เป็นผลสุดท้าย ก็พูดเลยไปที่ เดียวถึงว่า ผู้ที่หมดกิเลสแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว ทุกคน ล้วนแต่ทำงานเพื่องานทั้งนั้น พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ องค์อื่นๆทำงานเพื่องานทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ทั้งนั้น ไม่ใช่เพื่อ ใคร ไม่ใช่เพื่ออะไร ฉะนั้นคำนี้จึงสำคัญมาก "ทำหน้าที่ เพื่อหน้าที่" จึงมีความสำคัญมากในขั้นสูงสุดของมนุษย์ เรา นี้เป็นข้อที่สาม

น.71 ๑๖ ข้อที่สี่ ซึ่งเป็นข้อสุดท้าย "ความรักไม่มีขอบ เขต" ความรักสากล นี้เป็นที่สุดเป็นอันสิ้นสุดของ ความเห็นแก่ตัว คนเห็นแก่ตัว จะรักแต่ตัว หรืออย่าง มาก ก็รักพ่อแม่บ้างเท่านั้นแหละ และก็ไม่มากเท่าตัวเรา นี่คือคนเห็นแก่ตัว และที่ว่า เห็นแก่ประเทศชาติ ศาสนา ก็เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ ไปตามธรรมเนียมเท่านั้น ฉะนั้น เราต้องอบรมจิตใจให้สูง ขนาดมีความรัก ที่ไม่มีขอบเขต คือไม่เห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวนี่แหละ จำไว้เถอะว่า เป็นศัตรูอันร้ายกาจที่สุดของมนุษย์ “ความเห็นแก่ตัว" ความเห็นแก่ตัว รู้จักมันไว้ ในฐานะเป็นศัตรูอันร้ายกาจอย่างเดียวของมนุษย์ มนุษย์ โดยส่วนตัวบุคคลก็ดี โดยส่วนรวมทั้งโลกก็ดี ความเห็น แก่ตัวเป็นศัตรูอันร้ายกาจ เราต้องทำลายสิ่งนี้ โดยการฝึก หัดให้เห็นแก่ผู้อื่น ลืมตัวเสียก่อน อย่าเห็นแก่ตั ว พวก คริสเตียนเขาถือว่า รับใช้ผู้อื่นคือรับใช้พระเจ้า ถ้า รับใช้ตัวเอง คือรับใช้ซาตาน ทีนี้เราเกลียดขยะแขยง ที่จะรับใช้ซาตาน เราก็อย่า

น.72 ๑๗ เห็นแก่ตัว ต้องรับใช้ผู้อื่น แต่อย่าไปเข้าใจผิดว่า ถ้า รับใช้ผู้อื่นแล้ว เราจะได้อะไร นั่นแหละเราได้หมด ได้ทั้งหมดที่ควรจะได้ เพราะว่าการทำประโยชน์ให้ผู้ อื่นนั้น มันใหญ่โตกว้างขวางมันรวมประโยชน์ของ เราอยู่ด้วย แต่ถ้าเราไปเห็นแก่ประโยชน์ของเรา มันจะ ค่อยปลีกตัวออกไป หลีกออกไป ในทางที่เห็นแก่ตัวมาก ขึ้น ๆ เพราะฉะนั้นปิดเสียเลย เห็นแก่ผู้อื่นในอุดมคติ ที่ว่า ทำประโยชน์ผู้อื่น บำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น ให้มัน จริง ๆ เสีย อย่าทำแต่พอสักปากว่า ตามธรรมเนียม ประเพณี หรือว่ากฎเขาบังคับว่าเป็นอนุกาชาด ต้องทำ ประโยชน์ผู้อื่น นี้เป็นเรื่องเล่นละคร มันต้องเป็นเรื่องที่จริง เพราะเราเกลียดเรากลัว สิ่งที่เรียกว่า ความเห็นแก่ตัว ก็ต้องการความไม่เห็นแก่ ตัว ความเห็นแก่ตัว ทำให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง เมื่อตะก็ที่พูดว่า ขี้โมโหนั้น เพราะเอาแต่ ใจตัวเพราะเห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่ผู้อื่น อย่างนี้ เป็นต้น ไม่ได้ตำหนิติเตียนนะ พูดให้เป็นตัวอย่าง อย่าไป ๒

น.73 ๑๘ ล้อเขานะ เพราะว่าเห็นแก่ตัว แล้วก็มี ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทำผิดอย่างหลงใหล งมงาย ทีเดียว โลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นจากความเห็นแก่ตัว มัน จึงเผาบุคคลนั้น เหมือนกับไฟเผา ความโลภ ความ โกรธ ความหลง มันเผาบุคคลนั้น ฉะนั้นจึงว่า ความ เห็นแก่ตัว เป็นข้าศึกแก่ตัวผู้นั้นเอง แล้วมันทำ ให้ผู้อื่นพลอยเดือดร้อนในวงกว้าง นั้นก็คือเป็นข้าศึก แก่ผู้อื่น ฉะนั้น หลักพุทธศาสนาจึงมีเพียงข้อเดียวว่า "ทำลายความเห็นแก่ตัว จนกระทั่งหมดตัว" พุทธศาสนา ๘๔๐๐๐ ข้อ พระพุทธเจ้าตรัสไว้โดย ประมาณ แต่แล้วพระพุทธเจ้าท่านตรัสรวมความว่า อยู่ที่ความไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีความรู้สึกที่ว่า เป็นตัวภู ของกู ทำลายความรู้สึกอันนี้เสีย เขาเรียกว่าความไม่ ยึดมั่นถือมั่น ถ้าเราทำลายความเห็นแก่ตัวเรื่อย ๆ ไป จน กระทั่งหมดตัว ก็เป็นพระอรหันต์เลย พระอรหันต์คือผู้ที่ หมดความเห็นแก่ตัว เพราะท่านหมดความรู้สึกที่ว่า ตัว ฉัน ไม่มีตัวฉันสำหรับจะเห็นแก่ตัวฉัน

น.74 ๑๕ ส่วนเรานี้ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ทำลายความเห็น แก่ตัวไปเรื่อย ๆ หรือว่าทำลายตัวชนิดที่เลว ๆ ให้มี ตัวชนิดที่ดี ๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่ามันค่อย ๆ จางไป หมดไปในที่สุด ไม่มีความเห็นแก่ตัว เราจึงจะมีความ รักสากลได้ ความรักที่ไม่มีขอบเขต เราเห็นแก่คนอื่นทั้งโลก ทั้งหมดได้ในที่สุด นั้นมันเรียกว่า ใจสูง ใจมัน สะอาด บริสุทธิ์ถึงที่สุด เป็นเครื่องวัดสถานะของความ ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ในชีวิตนี้ เขาเรียกสั้น ๆ โดย ภาษาลาติน ที่เป็นภาษาสากลว่า Summum Bonum ความดีที่สุดในชาตินี้ ความดีที่สุดของมนุษย์นั่นแหละ และเขาระบุว่า ต้องได้กันในชีวิตนี้ จะแก้ตัวหรือ ผัดเพี้ยน ว่าค่อยได้ในชาติหน้านั้นไม่เอา การที่ผัด เพี้ยนไว้ว่าค่อยได้ในชาติหน้านั้น ไม่เรียกว่า Summum Bonum ในที่นี้ ความดีที่สุดของมนุษย์ มนุษย์ต้อง ได้ทันในความรู้สึกในชีวิตนี้ ฉะนั้น เราต้องนึกถึง ข้อนี้ ในฐานะคนที่มีปัญญา เป็นนักปราชญ์ เป็นนัก ปรัชญา เป็นนักจริยธรรมโดยเฉพาะ ที่เขาเรียกว่า

น.75 ๒๐ ETHICIST กันในโลกนี้ เขามองเห็นกันอย่างนี้ แล้วเราพิจารณาดูแล้ว ก็เห็นจริง ไม่มีทางจะค้าน และไม่จำเป็นด้วย ที่จะหาวิธีบัญญัติเป็นอย่างอื่น มัน ก็ไม่ดีไปกว่า เพราะฉะนั้นป่วยการ ในเมื่อหลักอันนี้ มัน เข้ากันได้กับหลักพระพุทธศาสนา อย่างเต็มที่อยู่แล้วด้วย และเข้ากันได้กับจริยธรรมสากล ในศาสนาอื่น ๆ ได้ด้วย ศาสนาอื่นก็ได้ ศาสนาพุทธก็ได้ จริยธรรมสากลก็ได้ อะไรก็ได้ จึงเป็นอันว่าเพียงพอแล้ว ไม่ต้องพยายาม ที่จะ ตั้งขึ้นมาใหม่ให้ลำบาก และเมื่อมองดูแล้ว ก็จะเห็นว่า ผู้มีปัญญาหรือนักจริยธรรมเหล่านี้ เขาไม่ได้เอาความ ชอบใจพอใจของเขาเป็นประมาณ "เขาเอาวิชาความรู้ที่ ค้นคว้ากันมาแล้วตั้งหลายชั่วคน เอาเหตุผลตามวิธีของ วิชาความรู้ หรือเอาธรรมชาติเป็นหลัก เขาจึงพบ ความรู้อันนี้ออกมา ฉะนั้นถูกแล้ว เรารับเอาได้ โดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะผิด หรือมันจะเป็นของต่าง ประเทศ และมันจำง่ายดี และเราจะพูดกับคนอื่นรู้ เรื่องง่ายด้วย หรือเราจะไปที่ประเทศไหน เขานับถือ

น.76 ๒๑ ศาสนาอะไรก็ตาม มันพูดกันได้ทันทีเลย โดยหลักของ จริยธรรมสากลอย่างที่ว่านี้ ฉะนั้นจึงหวังว่า ทุกคนนี้จะช่วยกันจำไว้ว่า ความสุขที่ถูกต้อง ความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ หน้าที่เพื่อหน้าที่ และความรักที่ ไม่มีขอบเขต สี่ อย่างนี้ เป็นความดีที่สุดที่มนุษย์จะต้องได้ และเราเกิด มาเพื่อสิ่งนี้ เรากำลังทำอะไรอยู่ เราก็ทำเพื่อสิ่งนี้ อยู่ เราจะไปที่ไหนต่อไป เราก็ไปที่จุดปลายทาง ที่ความ เต็มเปี่ยมของสิ่งเหล่านี้ พอเราตอบอย่างนี้ยักษ์ก็อกแตก ตาย รากเลือดตาย คือหลีกทางให้เรา ไม่มาเป็น อุปสรรคขัดขวางเรา เพราะเรารู้ถูกต้องเด็ดขาดในหน้าที่ ของเรา ในความหมายของชีวิตของเรา รวมความแล้ว ก็เรียกว่าเรารู้ว่า เกิดมาทำไม? เราเกิดมาเพื่ออะไร ? เกิดมาทำไม ? นี่ก็เพื่อสิ่งนี้ เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ และก็คือสี่อย่างนี้ จำ ไว้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เพียงแต่เพื่ออะไร ๆ ที่ฝัน ๆ กัน อยู่ ที่เด็กหนุ่ม ๆ สาว ๆ ฝันกันอยู่ ฝันหวาน ฝัน เค็มอะไรก็ตาม มันไม่พอ เพียงเท่านั้นยังไม่พอ มัน

น.77 ๒๒ ต้องให้เลยขึ้นมาถึง ๔ อย่างนี้ เสมอไป นี่คือสิ่งที่จะต้องปรารภกันเป็นเบื้องแรก เป็นข้อ แรกเป็นวันแรก ถ้าสมมุติว่า ไม่ยอมรับหลักอันนี้ ก็ยอม รับแต่เพียงเป็นสมมติฐาน เป็น Hypothesis สำหรับ วิพากย์วิจารณ์กันก่อนก็ได้ วันต่อไปชั่วโมงต่อไป เรา อาจจะวิพากย์วิจารณ์กันอีกทีก็ได้ แต่ถ้ายอมรับเราก็พูด ถึงว่าจะทำอย่างไรต่อไปเลยก็ได้ เดี๋ยวนี้เราก็พูดกัน ใน ประเด็นเดียวก่อนว่า เกิดมาทำไม ? เกิดมาเพื่อสิ่งดีที่สุด เพื่อความดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือ ๔ อย่างนี้ ในที่นี้เราก็มานึกดูว่า เรากำลังทำอย่างนี้หรือเปล่า คือว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ หมายความว่าเรากำลังเดินอยู่ ในร่องรอยนี้หรือเปล่า ก็อย่าทำให้ผิดไป" เราจะต้องอาศัย ความนับถือตัวเอง ความเชื่อ หรือความนับถือตัวเองนี้เป็นหลักสำ- คัญในโลก ที่ยอมรับทุกชาติทุกภาษา ทั้งในทางจริยธรรม และในทางศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา ก็ยอมรับ อย่างเต็มที่ และก็ไปไกลกว่าคนอื่น ก็ดูได้ถึงการที่พระ พุทธเจ้าบัญญัติ ธรรม ๒ ข้อที่เรียกว่า หิริและโอตตัปปะ

น.78 ๒๓ คือความละอายความกลัว ในเมื่อเราไม่อยู่ในร่องรอยของ ธรรมคือเมื่อเราทำผิดนั่นแหละเราละอาย และเราก็กลัว ความผิดนี้ยิ่งกว่าสิ่งใด ในบรรดาสิ่งที่เรากลัว กลัวผีกลัว เสือกลัวตาย กลัวเจ็บ กลัวไข้ กลัวสอบไล่ตก กลัวอะไร ก็ตาม เราไม่กลัวมากเท่ากลัวความผิด หรือความชั่วหรือ ความไม่ดี และเราก็ละอายที่สุดเมื่อมันเป็นอย่างนั้น เมื่อ ใดเรามีความละอายและความกลัวอย่างนี้อยู่แล้ว เมื่อนั้นเรา มีความนับถือตัวเองมากเต็มที่ ถ้าเราทำผิด แล้วไม่ ละอายและกลัวความชั่วนี้ คือเราหมดความนับถือตัวเอง เราไม่อาจจะคิดว่า พึ่งตัวเองได้ เพราะเรารู้ว่า เราไม่มี ความดีอะไร ที่จะพึ่งได้ เราก็เลยหมดความนับถือตัวเอง ฉะนั้น ถ้าเรายังรักที่จะนับถือตัวเองเราก็ต้อง มีความละอายและความกลัว เช่นพอเราโมโหขึ้นมา เรา ละอาย จนไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปซ่อนไว้ที่ไหน และเราก็ กลัวว่า นี่แหละคืออันตรายที่ร้ายที่สุด ที่มันจะขบจะกัด เรา จะทำลายเรา เมื่อทำได้อย่างนี้ ส่วนลึกของใจเรา มันจะปรับปรุงกันเองจะ ADJUST กันเอง คือจะบรรเทา ความโมโหลงได้ ต้นเหตุที่ทำให้โมโห จะถูกทำให้ซาลง

น.79 ๒๔ ร่อยหรอลง ด้วยความละอาย และความกลัว ที่เรามี มาก เพราะฉะนั้น ความละอาย และความกลัว คือสิ่ง ที่จะแก้โรคร้ายทุกอย่าง จะเป็นความโลภ หรือความ โมโห ความโกรธ ความโง่ ความหลง ความงมงาย หรืออะไรก็ตาม เรากลัวมันทุกที่ ที่เรากระทำผิดไป ถ้าเราละอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไว้ไหน ทุกที่ที่กระทำลง ไป ความเคารพนับถือตนเอง ก็จะมีมากขึ้น มีกำลัง มากขึ้น กลัวความชั่ว เกลียดความชั่วมากขึ้น มันก็ เป็นไปแต่ในทางที่ถูกต้องและดียิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น สิ่ง ต่าง ๆ ก็จะเป็นไปในทางที่จะสำเร็จ ฉะนั้น เราจะต้องคิดบัญชีกันดูทุกวัน ๆ เมื่อถึง เวลาสุดท้ายของวัน เช่นจะนอน ว่าวันนี้ทำอะไรผิด ที่น่า ละอายที่น่ากลัว แล้วก็มาอธิษฐานจิต สารภาพบาปต่อ พระเจ้าคือ "ธรรมะ" ว่าเป็นสิ่งที่น่าละอายอย่างยิ่งจริง ๆ ว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งจริง ๆ ขอให้น้อมไปเพื่อความ ไม่เป็นอย่างนี้อีก ให้พระเจ้า หรือธรรมะนี้ยกโทษ อย่า ให้เราต้องเป็นห่วง พะว้าพะวงในสิ่งที่ทำมาแล้ว แต่ว่า ต้องทดแทนด้วยความรู้สึกที่ว่า ต่อไปนี้จะไม่ทำอะไรผิดอีก

น.80 ๒๕ ทุกวันต้องทำอย่างนี้ ต้องคิดบัญชีกัน ระหว่างเรากับ พระเจ้า หรือ กับพญามารใน ๓ ฝ่ายนี้ จิตของเรากับพระ เจ้า และพญามาร ต้องคิดบัญชีกันอยู่ทุกวัน ให้เรามี ความกล้าพอ ที่จะแสดงว่า เราไม่มีอะไรที่เป็นลูกหนี้ คือเรามีส่วนที่ดีกว่าอยู่เสมอ พญามารทำอะไรไม่ได้ คือ ยักษ์ทำอะไรเราไม่ได้ พระเจ้าก็จะช่วยเรา สรรเสริญเรา อยู่เรื่อย เราก็มีความก้าวหน้าทุกอย่าง ในการเล่าเรียน ก็ดี ในการประพฤติทางสังคมก็ดี อะไรก็ดี เรื่อย ๆ ไป จนมีความสำเร็จในการเรียน ในการงาน ในอาชีพ และ ในฐานะแห่งความเป็นมนุษย์คนหนึ่งในโลกนี้ ถึงจุด- หมายปลายทาง ของการที่เกิดมาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง โดยทั่วไปก็พูดว่า อย่าเสียที ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ สำหรับเราคนไทย เป็นมนุษย์และก็ไม่ให้เสียที ที่พบ พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นวิชาความรู้อันสูงสุด ที่ทำให้เรา เกิดมาแล้วได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ และทำลาย พญามารตายหมด ไม่มีเหลือหรอ นี่แหละ พอแล้วที่จะตอบคำถามว่าเกิดมาทำไมและ ก็เอาฝากไปให้คิดกันคืนนี้ พรุ่งนี้มาแย้ง มาเถียงกันอย่าง ไรก็ได้

น.81 สิ่งที่ทำลายโลก สำนักงานเผยแพร่วิธีการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ ๕ / ๑ ถนนอัษฎางค์ พระนคร โทร. ๒๒๓๕๔๙ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๑๑ เรื่อง เรียกร้องให้จัดวางแผนการศึกษาของโลกหรือของชาติเสียใหม่ กราบเรียน ท่านประธานองค์การ พ.ส.ล. ท่านนายกพุทธสมาคม ฯ ท่านนายกยุวพุทธิกสมาคม ฯ ท่านกรรมการและท่านสมาชิก ทุกท่าน เนื่องด้วยข้าพเจ้ามองเห็นว่า สิ่งที่ทำลายโลก ทำ โลกให้ร้อนเป็นไฟ ด้วยการเบียดเบียนรบพุ่งกันขณะนี้ ได้แก่แผนการศึกษา ของโลกและของชาติ แต่ละชาติ นั่นเอง และผู้ทำลาย ก็คือผู้วางแผนการศึกษา เพราะ อะไร ก็เพราะเหตุว่า การศึกษาเท่าที่เป็นมา และเป็น อยู่ขณะนี้ มันเพียงทำให้ผู้ศึกษา รู้จักการผลิตวัตถุ แสวงหาวัตถุ สะสมวัตถุ อันเป็นไปเพื่อซีกกาย อันเป็น

น.82 ๒๗ เปลือกนอกของชีวิตเท่านั้น ส่วนด้านจิตใจภายใน อัน เป็นแกนกลาง หรือแก่นแท้ของชีวิต กลับไม่มีการศึกษา คล้ายกับว่า มันไม่มีความสำคัญอะไรเลย ในฐานะที่เราได้ศึกษาธรรมชาติของชีวิต ตาม หลักพระพุทธศาสนา หรือศาสนาใดก็ตาม เราทราบ อย่างแจ่มแจ้งประจักษ์แก่ใจแล้วว่า "จิตใจ" คือแกน กลาง หรือแก่นแท้ของชีวิต ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยจิต จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในที่ทั้งปวง จิตเป็นฝ่ายนำโลก เราจะสุขจะทุกข์ก็อยู่ที่จิต โลกจะร้อนเป็นไฟ หรือสงบ เย็นเป็นสันติภาพ ก็อยู่ที่จิตของคนในโลกนั่นเอง จิตจึง เป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยที่จิตเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่เหตุใด การศึกษา เท่าที่เป็นมา และเป็นอยู่ขณะนี้ จึงมีการศึกษากัน แต่ใน การผลิต แสวงหา สะสมวัตถุเท่านั้น มองดูแล้ว ก็ เป็นเพราะความผิด ของผู้มีอำนาจในโลก และผู้ วางแผนการศึกษาของโลก หรือของชาตินั่นเอง ที่ เขามีความคิดวิปลาส มองเห็นว่าวัตถุสำคัญที่สุด กาย สำคัญกว่าจิต เขาก็เลยลืมเรื่องจิตภายใน เสียอย่าง

น.83 ๒๘ สิ้นเชิง เขารู้จักแต่เพียงซีกกาย อันเป็นซีกเปลือกนอก ของชีวิตเท่านั้น เขาจึงวางแผนการศึกษา ไปในทาง ผลิตแสวงหาสะสมวัตถุ มาบำรุงบำเรอกาย ให้ความ สนุกสนานเอร็ดอร่อย ทางตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย วิชาความรู้ที่เขาอัดเข้าไป ในสมองของผู้ศึกษา มันคือ เรื่องของวัตถุเท่านั้น แล้วผลเป็นประการใด ? ผลก็คือ ทุ กคนทุกฝ่ายเป็นนักวัตถุนิยมหมด ตก เป็นข่าวเป็นทาสของวัตถุ เมื่อเป็นดังนั้น เขาก็ต้อง เบียดเบียนกัน ทั้งโดยทางตรงโดยทางอ้อม โดยใช้ ตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งเรียกว่า คอรับชั่น เพื่อให้ได้มาซึ่ง วัตถุ และแผ่ขยายการเบียดเบียนออกไป ๆ จนกระทั่ง เป็นระหว่างกลุ่มระหว่างชาติ อันเรียกว่า สงครามในที่ สุด มองให้ลึกลงไปจริง ๆ ก็จะพบว่า มันเนื่องมาจาก วัตถุ คือกลัวว่า จะไม่มีวัตถุเหลือเฟือ หรือถูกแย่งเอา วัตถุไป เหล่านี้เป็นต้น โลกร้อนเป็นไฟอยู่ทุกวันนี้ ก็ เพราะวัตถุทั้งนั้น ดังนั้นใครเล่า จะต้องรับผิดชอบและใคร เป็นต้นเหตุ ที่ทำให้เกิดสิ่งเลวร้ายเหล่านี้ขึ้นในโลก

น.84 ๒๕ ข้าพเจ้าเห็นว่า ผู้รับผิดชอบ และผู้เป็นต้นเหตุ ก็คือผู้นำโลก และผู้วางแผนการศึกษา นั่นเอง เขา วางแผนการศึกษา ไปในทางให้คนหลงติดวัตถุ บูชาวัตถุ จนโงหัวไม่ขึ้น ทำให้คนเกือบทั้งโลก มีความเห็น แก่ตัวจัด และลืมเรื่องจิตใจอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในทางตรง กันข้าม หากเขามองเห็นความสำคัญของจิตใจ เขาก็จะ ไม่วางแผนการศึกษา ไปในทางที่จะทำลายโลก ทำโลก ให้ร้อนเป็นไฟดังกล่าวแล้ว เกือบจะไม่ต้องกล่าว เพราะเป็นสิ่งที่รู้ ๆ กันอยู่ว่า เมื่อทุกคนเห็นแก่ตัว บูชาวัตถุ หลงใหลวัตถุ จน โงหัวไม่ขึ้นเช่นนี้ แม้บางคนจะมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน เขาก็ยังอยากได้ อยากมีอยู่ จึงมีการเบียดเบียนกัน จน โลกร้อนเป็นไฟอย่างเมือง นรก คนเกือบทั้งโลกจึงกลาย สภาพจากมนุษย์ไปเป็น เปรต บ้าง เพราะภายในจิต มี แต่ความหิวกระหาย ความทะเยอทะยานอยากได้ จน เกินขอบเขต กลายสภาพเป็น อสุรกาย บ้าง เพราะ ภายในจิตใจมีความกลัว กลัวจะไม่มีวัตถุ หรือวัตถุจะลด น้อยถอยลงบ้าง และกลายสภาพเป็น เดรัจฉาน บ้าง

น.85 ๓๐ เพราะภายในจิตใจประกอบไปด้วย ความโง่เขลา จน กระทั่งไม่รู้ว่า ตนเอง เกิดมาทำไม ? ตนเองคือใคร ? ไม่รู้ ว่าชีวิตนี้ ควรจะเดินไปทางไหน ทิศไหน จึงจะถูกต้อง ไม่รู้ว่าอะไร คือสิ่งที่ดีที่สุด ที่เขาควรจะได้ในการ เกิดมา เกือบทุกคน มีความงงงันต่อปัญหาชีวิต ของตนเอง เขารู้จักแต่เรื่อง กลัว กิน นอน เสพกาม อย่างเดรัจฉาน เขาจึงไม่ต่างอะไรจากเดรัจฉาน เพราะเหตุดังกล่าว โลกจึงกลายเป็นเมืองนรก ไปด้วยน้ำมือของผู้วางแผนการศึกษา แม้ว่าในโรงเรียน ในวิทยาลัย มหาวิทยาลัย จะมี การสอนการเรียน เรื่องปรัชญา เรื่องศีลธรรม จรรยา หรือแม้แต่ศาสนากันบ้าง แต่มันก็เป็นเรื่องเพ้อ ๆ ไปเท่า นั้นเอง เพราะไม่ทำให้ผู้เรียน นำมาใช้กำกับความเป็น อยู่ ในชีวิตประจำวันของเขา มันเป็นเรื่องเรียน เพื่อ เอาไว้คุยอวดกันเล่นบ้าง เพื่อโอกาสดีในทางแสวงหาวัตถุ บ้างเท่านั้น รวมความแล้ว ก็คือ โลกร้อนเป็นไฟ เพราะการ เบียดเบียนกันนี้ เพราะทุกคนตกเป็นทาสของวัตถุ

น.86 ๓๑ บูชาหลงใหลวัตถุ จนโงหัวไม่ขึ้น และเพราะตก เป็นทาสของวัตถุ ทุกคนจึงเห็นแก่ตัวจัด ‘ที่เป็นดังนี้ ก็เพราะผู้วางแผนการศึกษา ของโลกหรือของชาติลืมความ สำคัญของจิตใจอย่างสิ้นเชิง จึงวางแผนการศึกษา ไปในทาง เพียงให้คนรู้จักแต่ซีกกาย อันเป็นซีกเปลือกนอก ของชีวิต เพียงให้รู้จักผลิต แสวงหา สะสมวัตถุ เพื่อซีกกาย อันเป็นซีกเปลือกเท่านั้น และเมื่อทุกฝ่ายตก เป็นทาสของวัตถุ เขาจึงเบียดเบียนกัน จนโลกร้อนเป็น ไฟอย่างทุกวันนี้ ดังนั้น ผู้วางแผนการศึกษานั้น แหละ คือผู้ทำลายโลก ทางแก้ในเรื่องนี้ จะมีประการใด ท่านที่ได้ ศึกษาธรรมชาติของชีวิตมาแล้ว จนมองเห็นความสำคัญ ของจิตใจ ย่อมเห็นว่า มีทางแก้ได้ และสำเร็จลง ด้วยดีด้วย นั่นก็คือ ต้องแก้ที่จิตใจ เมื่อเป็นเรื่อง การแก้ที่จิตใจ มันจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน ที่จะต้อง แก้ที่จิตใจของตนเอง เดี๋ยวนี้ เรายกเรื่องการแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้แก่ผู้นำ จึงปรากฏผล เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เช่นแก้ทางเศรษฐกิจ

น.87 ๓๒ บ้าง แก้ทางการเมืองบ้าง แก้ทางการทหารบ้าง ผลของการ แก้ก็คือ ทำให้คนหลงใหลบูชาวัตถุมากขึ้น โลกร้อนเป็นไฟ มากขึ้น คนขาดความเมตตาปราณีกันมากขึ้น เขา ฆ่ากันได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันเลย ไม่เคยเห็นหน้ากันเลย มองดูแล้ว มันจึงเป็นเรื่องน่าเศร้า น่าชำระคน กัน อะไรที่ทำให้เป็นเช่นนี้ มันเกิดจากผู้วางแผนการ ศึกษาอีกนั่นเอง เพราะเขาลืมเรื่องจิตใจ เขาจึงวางแผน การศึกษา ไปในทางให้คนหลงใหลบูชาวัตถุมากขึ้น ๆ การศึกษาทุกวันนี้ แม้จะเรียกว่า เจริญก้าวหน้า เพียงใด มันก็เป็นเรื่องสร้างความยุ่งยาก ให้แก่ตัว เอง และแก่ โลกมากขึ้นทุกที จนโลกร้อนเป็นไฟ ดัง นั้น จึงต้องนับว่า โลกกำลังเจริญก้าวหน้า ไปในทาง ทำลายตนเอง ทำลายโลกให้ย่อยยับไปเท่านั้นเอง เรา ให้อาหารแต่ด้านกาย อันเป็นเปลือกนอกของชีวิต แต่ จิตใจ ซึ่งเป็นแก่นแท้ของชีวิต เรากลับไม่ให้อาหาร แก่มันเลย การแก้ที่จิตใจ ก็ต้องแก้ที่แผนการศึกษา เป็น

น.88 ๓๓ อันดับแรก แก้โดยทำให้คนทุกคน มองเห็นความ สำคัญของจิตใจ ในส่วนบุคคลแต่ละคนก็ดี ในส่วน รวมก็ดี จะร้อนจะเย็นก็อยู่ที่จิตใจ จิตใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่สุด ที่จะต้องแก้ แก้จากความเห็นผิดที่เห็นว่า กาย วัตถุ สำคัญที่สุด ให้มีความเห็นที่ถูกต้องว่า จิตใจ สำคัญกกว่ากาย และการจะเป็นดังกล่าวได้ ก็อยู่ที่แผน การศึกษา โดยฝังความรู้สึกดังกล่าว ลงไปตั้งแต่แรกเกิด มาทีเดียว ให้เขาเป็นนักมโนนิยม หรือนักอุดมคติ เช่น ฝังความรู้สึกลงไป ให้เขารู้สึกว่า : - ๑. เกิดมาทำไม ? ก็ต้องให้เขารู้ว่า เขาเกิดมา นี้ เพื่อโลกเป็นส่วนรวม ไม่ใช่เกิดมาเพื่อตนเองคน เดียว โลกจะร้อนจะเย็น มันอยู่ที่ตัวเขา อยู่ในกำมือ ของเขา ไม่ใช่ของผู้นำที่ไหน ข้อนี้ ก็เพื่อป้องกันความเห็นแก่ตัว และทำทุก สิ่งเพื่อตัว ตรงข้าม หากเขารู้สึกว่า เขาเกิดมาเพื่อคน ทั้งโลก เขาจะทำอะไรลงไป ที่เป็นการเดือดร้อนแก่คน อื่น มันจะมีผลเท่ากับทำลายตัวเองด้วย หากเขารู้สึก ๓

น.89 ๓๔ ดังนี้ ขึ้นในจิตใจ เขาก็จะไม่ทำ ๒. เ กิดมาเพื่อโลกเป็นส่วนรวม ก็คือ เกิดมา เพื่อช่วยกัน ทำโลกนี้ให้งดงาม ๓. โลกที่งดงาม คือโลกที่สงบเย็น มีสันติภาพ 4. การที่โลกจะสงบเย็นได้ ก็ด้วยเป็นหน้าที่ ของทุกคน ที่จะต้องสร้างความสงบสุข ขึ้นในจิตใจ ของตนเองก่อน ๕. การสร้างความสงบสุข ขึ้นในจิตใจของตนเอง มันมีผลที่จะไม่ทำตนให้กลายเป็น เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย และสัตว์นรก อันเป็นการตกนรกทั้งเป็น ๖. การสร้างความสงบสุขชื้นในจิตใจ ก็คือ ต้องมีอุบาย ให้คนหันกลับจากการมองออกไปข้าง นอกตัวเอง หันกลับมามองดูตัวเอง มองดูชีวิตจิตใจ ของตนเอง มองดูความรู้สึกภายในจิตใจของตัว เองอยู่ เสมอ จนกระทั่งจับได้ว่า ความเห็นแก่ตัว คือ สิ่งทำลายความสงบเย็นในจิตใจให้หมดไป ตรงข้าม ความเห็นแก่ผู้อื่น อันเป็นความรักสากล เป็นสิ่งที่ทำให้ จิตใจเยือกเย็นเป็นสุข

น.90 ๓๕ ๗. ความเห็นแก่ตัว เกิดเพราะหลงใหล บูชา วัตถุ ซึ่งเป็นไปเพื่อซีกกาย อันเป็นเปลือกนอกของ ชีวิต ดังนั้น หากเห็นวัตถุเป็นเพียงเครื่องอาศัย ทำให้ชีวิต ดำรงคงอยู่ได้ เพื่อทำหน้าที่ ในการทำโลกให้งดงาม เต็ม ไปด้วยความสงบเย็นแล้ว อิทธิพลของวัตถุก็จะไม่ขึ้นมา ครอบครองจิตใจ ดังนั้น ความเห็นแก่ตัวจะค่อย ๆ ลดลง ๆ และจะหมดไปในที่สุด ๘. ความเห็นแก่ตัวนี้ แม้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะ วัตถุมีอิทธิพลเหนือจิตใจ แต่มันก็ไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลา มันมีบางขณะ ที่จิตใจนี้มิได้มีความเห็นแก่ตัว จิตใจไม่ ลูกอิทธิพลของวัตถุครอบงำเลย ขณะนั้นจะเป็นขณะที่ สบายที่สุด จิตใจสงบเยือกเย็นที่สุด หากทุกคนมองเห็น คุณค่าของสิ่งนี้ เขาก็จะขวนขวายขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องมี การบังคับ ๙. ความเห็นแก่ตัวนี้มันเกิดที่จิต และมันจะดับก็ดับที่ จิตอีก ดังนั้น มันจึงเป็นหน้าที่ของตัวเองจริงๆที่จะต้อง เฝ้าระวังรักษาจิต อย่าให้เกิดมีความเห็นแก่ตัวขึ้นมา

น.91 ๓๖ ๑๐. จะต้องให้ทุกคน มีความรู้ขึ้นมาว่า โลกทั้ง โลก ย่อแล้วเหลือ ๖ คู่ ด้วยกัน คือ ตา คู่กับ รูป, หู คู่กับ เสียง, จมูก, คู่กับ กลิ่น, ลิ้น คู่กับ รส, กาย คู่กับ สิ่งที่ถูกต้อง ด้วยผิวกาย, และใจคู่กับสิ่งที่คิดนึกขึ้นมาในใจ ๑๑. หากทุกคน มองเห็นความสำคัญของจิตใจและ มีการเฝ้าระวังรักษาจิตใจ ไม่ให้เกิดมีความเห็นแก่ตัวแล้ว เขาจะรู้สึกขึ้นในใจ ขึ้นมาเองในขณะหนึ่งว่า ก่อนจะ เกิดความรู้สึก เห็นแก่ตัวขึ้นมาในจิตใจนั้น จิตใจ มันว่างโปร่ง ต่อเมื่อมีการกระทบ ระหว่างตา กับรูป ซึ่ง เป็นวัตถุ หากมองเห็นว่า วัตถุมันเป็นเพียงปัจจัยเครื่อง อาศัย มันก็จะไม่เกิดรักเกิดชอบ เกิดอยากได้เกินประมาณ หากควรมีได้ ก็จะทำไปในขอบเขตอันเหมาะสม คือไม่เดือด- ร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น แต่ในทางตรงกันข้าม หากไม่มี ความรู้ดังกล่าว มันก็จะเกิดความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ แล้ว เกิดอยาก อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นในใจ เช่นอยากได้เอามาเป็น ของตัวอย่างเกินขอบเขต (โลภ) อยากทำลายเสีย (โกรธ) หรือบางทีมันไม่แน่ว่า จะดึงเข้าหาตัวหรือผลักออกไป (หลง) เหล่านี้เป็นต้น นี่เพราะความเห็นแก่ตัวนั้น จนเดือดร้อนแก่

น.92 ๓๗ ตนเอง และเดือดร้อนแก่ผู้อื่นในที่สุด ๑๒. หากมีการเฝ้าระวังรักษาจิต ไม่ให้มีความเห็น แก่ตัว เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น มันก็จะไม่มีการกระทำที่เป็น การเดือดร้อนแก่ตนเอง ไม่เดือดร้อนแก่ผู้อื่น ปัญหาที่ว่า ทำไมคนจึงไม่ละชั่ว ทำไมคนจึงไม่ทำความดี จะหมดไป ทันที เพราะเดี๋ยวนี้ ปัญหามันอยู่ที่ว่า ทำอย่างไร เป็น ความชั่ว ทำอย่างไร เป็นความดี้ และ คนสมัยนี้ วัด ความดีด้วยวัตถุ คือ "ได้" นั่นแหละดี ซึ่งเป็นการเข้า- ใจผิดอย่างสิ้นเชิง แท้จริงแล้ว มันมีอันเดียว คือ ไม่ทำตน เองให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทางจิตใจ มันก็ คือไม่ทำชั่วแล้ว ส่วนทำดีนั้น ก็คือการเมตตากรุณาต่อกัน เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ต่อเพื่อนร่วมโลก อย่างไม่มีขอบเขต โดยไม่ หวังผลตอบแทนในทางวัตถุ ชื่อเสียงแต่ประการใด อันเป็น การทำลายความเห็นแก่ตัวให้น้อยลง ๆ ดังนั้น หากเอาความรู้สึกทางจิตใจเป็นเกณฑ์แล้ว

น.93 ๓๘ ก็จะเหมือนกันหมด ๑๓. ทำให้ทุกคน รู้สึกในทางจิตใจขึ้นมาว่า ตราบ ใดที่อิทธิพลขอวัตถุ ยังมีอำนาจเหนือจิตใจ เขาจะรู้สึก หวงแหน เมื่อจะสละออกไปสัก ๑ บาท หรือ ๒ บาท เพื่อ ประโยชน์แก่คนทั้งโลก เขาก็ไม่กล้าสละ และเขาจะรู้สึก ว่า ไม่พออยู่เรื่อย ขาดแคลนอยู่เรื่อย ทั้ง ๆ ที่มีอย่างล้น เหลือ ดังนั้น ต้องเฝ้าระวังรักษาจิตในส่วนนี้ให้มาก อย่า ให้อิทธิพลของวัตถุครอบงำจิตใจได้ และหากมัน ยังครอบงำอยู่ การแก้ปัญหาต่าง ๆ จะไม่มีทางสำเร็จ การทำความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง และแก่ผู้อื่น ด้วย อำนาจความเห็นแก่ตัว จะมีอยู่ตราบนั้น ดังนั้น จึงรวมความได้ว่า หากทุกคน ทำจิตใจให้ อยู่เหนืออิทธิพลของวัตถุ ได้เท่านั้น โลกจะสงบ ๑๔. การที่ทุกคน จะหันกลับมามองดูจิตใจของตนเอง เฝ้าระวังรักษาจิตใจของตนเอง ไม่ให้มีความเห็นแก่ตัว นี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า มันต้องมีแผนการ ชนิดที่ให้ทุกคน ทำอยู่เป็นประจำทุกขณะจิต ทุกเวลานาที จนกระทั่ง

น.94 ๓๙ เกิดความเคยชินเป็นนิสัย เฝ้าดูความทุกข์ร้อน ความทรมาน ที่มันเกิดขึ้นที่จิตใจ จนกระทั่งพบว่า ที่มันเกิดก็เพราะ ยึดมั่นในเรื่องตัวตนของตน จนเห็นแก่ตัวนั้นเอง ๑๕. ในการที่จะสัมฤทธิ์ผลดังกล่าวได้ก็โดยมีการโฆษ- ณาชักจูงใจ ให้ทุกคนมองเห็นความสำคัญของจิตใจ มอง เห็นว่า จิตใจนี้ คือแกนกลางหรือแก่นแท้ของชีวิต ทุกสิ่ง สำเร็จได้ด้วยจิตใจ และพร้อมกันนั้น ก็ต้องมีการชักจูงใจ ให้เห็นโทษอันร้ายกาจของวัตถุนั้น ในการรบราฆ่าฟันกัน อย่างไม่ยอมลดละให้แก่กัน มันก็เกิดจากวัตถุทั้งสิ้น และ โฆษณาจูงใจในทำนองว่า วัตถุนี้เป็นเพียงปัจจัยเครื่อง อาศัย ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้น เรื่องอะไร จะ ต้องกอบโกยสะสมกัน อย่างไม่มีที่สิ้นสุดเล่า ที่นี้ปัญหาก็จะต้องเกิดขึ้นต่อไปว่า เมื่อเป็นเรื่องด้าน จิตใจในส่วนลึกหรือด้านวิญญาณเช่นนี้ และการที่จะสัม- ฤทธิ์ผลเป็นความไม่เห็นแก่ตัว เพราะเมื่อไม่เห็นแก่ตัว การ เบียดเบียนกันก็ย่อมไม่มี ได้นี้ ต้องหมายถึงว่า ต้องมี

น.95 ๔๐ การวางแผนการศึกษา ให้มีการสอน การเรียนใน เรื่องความไม่เห็นแก่ตัว มีจิตเป็นความรักสากล ไม่มี ขอบเขต ในโรงเรียน ในวิทยาลัย ใมหาวิทยาลัย นั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องวางแผนการศึกษา ให้องค์การ ทางศาสนาทุก ศาสนา ที่สอนและมีวิธีการ ที่จะให้ทุก คน กำจัดความเห็นแก่ตัว รู้จักควบคุมความเห็น แก่ตัวเหล่านี้ เข้ามาสอนในโรงเรียน ใมหาวิทยาลัย ชนิดที่เป็นหลักสูตรบังคับ ตั้งแต่ชั้นต่ำที่สุดจนกระทั่งถึง ชั้นสูงสุดทีเดียว เมื่อเป็นหลักสูตรบังคับ ดังนั้น เพื่อให้เกิดผลจริงจัง ก็จะต้องมีวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ต้องเฝ้าระวังจิตใจของตนเองอยู่เสมอ เพื่อ ไม่ให้ทำตนเอง ให้เดือดร้อน เสียหาย และไม่ทำผู้อื่น ให้เดือดร้อนเสียหาย ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา มองเห็นความสำคัญของจิตใจ ต้องมีการกำหนดคะแนน สำหรับภาควิชาการ และภาค การประพฤติปฏิบัติทางด้านจิตด้านวิญญาณนี้สูง เหนือ

น.96 ๔๑ คะแนนของวิชาทางด้านวัตถุ หรืออย่างน้อย ก็ต้องให้ เสมอ ๆ กัน จึงจะเป็นผล และประการที่ ๓ ต้องมีวิธี การควบคุมให้เป็นไป สมมติว่ามีคะแนนด้านจิต ด้าน วิญญาณนี้ ๑๐๐ คะแนน หากนักเรียนนักศึกษา คนใดทำผิด ทำพลาด จนกระทั่งเป็นที่เดือดร้อนเสียหาย แก่สถาบัน ที่ตนเรียน แก่ตนเองและแก่ผู้อื่นไม่ว่ากรณีใดๆ จะต้อง ถูกตัดคะแนนลงไป ๆ เรื่อย ๆ และ ถ้าหากเหลือคะแนน ต่ำกว่ากึ่ง ก็ต้องถือว่านักเรียนนักศึกษาผู้นั้น สอบ ตกไปเลย แม้เขาจะมีวิชาความรู้ ทางด้านวัตถุ เป็นเลิศก็ตาม หากทำได้ ข้าพเจ้าเชื่อเหลือเกินว่า โลกจะสงบ เย็น ๆ ลงกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ๑๖ ประการสุดท้าย ที่ข้าพเจ้าใคร่ขอกราบเรียน เสนอก็คือ นอกจากจัดวิชาทางด้านธรรมะหรือศาสนาที่ สอนให้ทุกคนละความเห็นแก่ตัว ไว้ในหลักสูตรบังคับดัง กล่าวแล้ว หากยังไม่สามารถจัดได้ทันท่วงที ทางองค์การ พ.ส.ล. ท่านนายกฯ ท่านกรรมการ ก็ยังมีทางแก้ปัญหา เฉพาะหน้าได้เช่น

น.97 ๔๒ ก. ขอร้องให้โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ทุกแห่ง จัดให้ผู้เข้าศึกษาสวดมนต์ ไหว้พระ ชนิดมีคำแปล ก่อนเข้าเรียนทุกเช้า (ไม่ใช่ ยืนสวด) ทั้งนี้เพื่อให้ความเลื่อมใส ศรัทธา ฝังลงไปในจิตใจทีละน้อย นี้คือคุณประ- โยชน์ของพิธี ไม่ใช่พิธีรีตองอย่างงมงาย ข. ให้มีการปฏิญาณตนว่า -ข้าพเจ้าจะต้องเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา -ข้าพเจ้าจะต้องเป็นศิษย์ที่ดีของครูอาจารย์ -ข้าพเจ้าจะต้องเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ -ข้าพเจ้าจะต้องเป็นพล โลกที่ดีของโลก โดย ส่วนรวม -ข้าพเจ้าจะต้องเป็นสาวกที่ดีของพระพุทธ เจ้า และพระศาสดาทุกพระองค์ ที่ตรัส สอนเรื่องความไม่เห็นแก่ตัว ค. ให้มีการปฏิญาณทุกเช้าว่า

น.98 ๔๓ -ข้าพเจ้าจะไม่ทำร้ายคนอื่น หรือสัตว์อื่นให้ เสียชีวิต หรือเดือดร้อนลำบาก -ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวคำเท็จหลอกลวงคนอื่น -ข้าพเจ้าจะไม่ไปลักขโมยทรัพย์สิน ของ บุคคลอื่น -ข้าพเจ้าจะไม่เสพของมึนเมา เช่น บุหรี่ สุรา เป็นต้น -ข้าพเจ้าจะไม่ละเมิดของรักของบุคคลอื่น ง. ตอนสุดท้ายให้มีการแผ่เมตตา หวังความสุข ความเจริญแก่เพื่อนร่วมโลก เพื่อนสรรพ- สัตว์โดยทั่วหน้า จ. เมื่อถึงวันพระ หรือวันสุดท้ายของการเรียน ให้มีการอบรมด้วยการเทศนา หรือบรรยาย ธรรม และห้ามคุยห้ามพูดโดยเด็ดขาด เว้น แต่เมื่อบรรยายเสร็จแล้ว เปิดโอกาสให้มี การซักถามข้อข้องใจ

น.99 เชื่อเหลือเกินว่า หากมีวิธีฝังความรู้สึก ดังกล่าว ลงไปในจิตใจเด็ก ได้ทีละเล็กทีละน้อย จะช่วย ให้ความเห็นแก่ตัวลดลงไปได้มาก และหากทุกคนเห็นแก่ตัว แต่เล็กน้อย โลกจะสงบเย็น กว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้อย่าง แน่นอน เมื่อความสำคัญของด้านจิต ด้านวิญญาณ มีความ สำคัญอย่างยิ่งยวด และสำคัญที่สุด เหนือสิ่งอื่นใดเช่นนี้ แล้ว เรากลับไม่ให้อาหารแก่มัน หรือไม่เอาใจใส่ต่อมัน เสมือนมันไม่สำคัญอะไรเลย เช่น จะศึกษาธรรมะก็ต่อเมื่อ หมดธุระการงานในหน้าที่ อย่างนี้ มันเป็นการฆ่าตัวเอง ทำลายตัวเอง ทำลายโลกอย่างยิ่ง แต่ก็หามีใครรู้ สึกไม่ เดี๋ยวนี้กลับมาพูดกันว่า ควรสอนธรรมะ หรือศาสนา ในโรงเรียนในวิทยาลัยในมหาวิทยาลัยหรือไม่ ซึ่งโดยแท้ จริงแล้ว มันควรจะเป็นว่า ทำอย่างไร หรือควรจะมี วิธีการอย่างไร ที่จะทำการสอนวิชาด้านนี้ให้ได้ผล

น.100 ๔๕ มากกว่าที่จะมาถกเถียงกันว่า ควรสอนหรือไม่ควรสอน ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่ามันไม่ใช่ ปัญหาเลย บัดนี้ ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องหาทางผลักดัน ให้ มีการวางแผนการศึกษากันเสียใหม่ ให้มีการเรียน การศึกษา ด้านจิตใจ ด้านวิญญาณ ควบคู่กันไป กับ วิชาการทางวัตถุ เพราะจิตใจเป็นแก่นแท้ หรือแกนกลาง ของชีวิต และของโลก โลกหรือสังคมจะสงบเย็นเป็นสุข ก็ด้วยจิตใจของคนทุกคน มีความสงบเย็น และทั้ง มัน ไม่ยากเกินไป เพียงแต่หาวิธีการ ให้ทุกคนเห็นความ สำคัญของด้านจิต ด้านวิญญาณ และให้เห็นโทษ อันร้ายกาจของวัตถุนิยม หรือความบูชาวัตถุ ทุกสิ่ง ทุกอย่างขึ้นอยู่ต่อความเห็นแก่ตัว หรือความไม่เห็น แก่ตัวเท่านั้น เพียงทุกคนบูชาอุดมคติของความเป็นมนุษย์ เท่านั้น ความเห็นแก่ตัวจะลดลงทันที แล้วโลกทั้งโลก ก็จะค่อย ๆ สงบเย็นลง ๆ

น.101 ขอแสดงความคารวะต่อท่าน ขออนุโม- ทนาต่อท่าน เป็นอย่างสูง ในการที่ท่านจะดำเนินการ เพื่อให้มีการเรียน การสอนวิชาธรรมะ ในโรงเรียน ใน มหาวิทยาลัย ในเร็ววันนี้ และหากเป็นผลขึ้นมา ท่านก็ คือผู้มีบทบาทอันใหญ่หลวง ที่ได้ช่วยทำโลกนี้ให้สงบเย็น ซึ่งคนทั้งโลก จะต้องบูชาท่านอย่างแน่นอน. ขอแสดงความนับถือ (ลงชื่อ) วิโรจน์ ศิริอัฐ (นายวิโรจน์ ศิริอัฐ) สำเนาถูกต้อง (นายมานิต มานะทัต) เลขาธิการพุทธสมาคม ฯ

น.102 ถ้าท่านต้องการรู้หลักพุทธศาสนาที่แท้จริง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ดับทุกข์ ดับกิเลส ในชีวิตประจำวัน เชิญอ่านหนังสือต่อไปนี้ เอกสารชุดมองด้านใน ของท่านพุทธทาสภิกขุ ๑. ภาษาคน-ภาษาธรรม ๒. ภัยของพุทธศาสนา (วิปัสสนาตำน้ำพริก) ๓. เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ ๔. เกิดมาทำไม? (ตอน ๑-๒) ๕. เกิดมาทำไม ?. (ตอน ๓-๔-๕) ๖. เรามา "กิน" เวลากันเถิด. ๗. ทำบุญสามแบบ. ๘. ทางรอด ๕ ประการ. (วิมุตตายตนะ) ๙. ระวังว่างอันธพาล. ๑๐. การมองสิ่งทงปวงในด้านใน. ๑๑. สมาธิวิปัสสนาตามธรรมชาติ. ๑๒. ดวงตาที่เห็นธรรม. ๑๓. วิธีชนะความตาย. (ธรรมะ คือผ้าประเจียด) ๑๔. มหาวิทยาลัยในตัวคน. ๑๕. อุปสรรคของการเข้าถึงธรรม ๑๖. อุปสรรคที่มีอยู่ในคำพูด.. ๑๗. ในวัฏฏสงสารมีนิพพาน. ๑๘. ทำอย่างไรจึงจะเรียนดี. ๑๙. วิธีศึกษาพุทธศาสนา. ๒๐. โจรปล้นธรรมชาติ. ๒๑. รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง. ๒๒. ทำอย่างไรคุณพระจึงจะคุ้มครอง. ๒๓. การงาน คือการปฏิบัติธรรม. ๒๔. ชนะดวงจันทร์ หรือชนะตนดี. ๒๕ ความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก.

น.103 ๒๖. จิตประภัสสร, จิตเดิมแท้, จิตว่าง, เหมือนกันหรืออย่างไร ? ๒๗. การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์. ๒๘. สิ่งที่ทำให้ชีวิตของนักศึกษาไร้ความหมาย ๒๙. การศึกษาชนิดที่นำโลกไปสู่ความวินาศ. ๓๐. สิ่งที่ผู้ฉลาดถือเอาเป็นครู. ๓๑. ปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวัน. ๓๒. ทางสายกลาง. ๓๓. มรรค ผล นิพพาน ในชีวิตประจำวัน. ๓๔. สิ่งที่ทำให้ลามก. ๓๕. ไม่มีศาสนา. ๓๖. ความเจ็บไข้มาตักเตือนให้ฉลาด. ๓๗. การบำรุงพระศาสนา. ๓๘. คนได้มีโอกาสเสียสละเป็นผู้มีโชคดี และปีใหม่สามแบบ. ๓๙. การบวช คือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น. ๔๐. ชีวิตต้องเทียมด้วยควาย ๒ ตัว. ๔๑. หลักปฏิบัติเกี่ยวกับทานบริจาค. ๔๒. ฆราวาส กับไสยศาสตร์. ๔๓. เคล็ดลับในการครองชีวิต. ๔๔. ลัด รวดเดียว ถึง 1. ๔๕. จิตที่คิดจะให้นั้นสบายกว่าจิตที่คิดจะเอา. เพราะมีผู้ขาดแคลนเราจึงมีโอกาสได้บุญ. ๔๖. สะสางปัญหาชีวิตในวันปีใหม่. ๔๗. ปั้นมนุษย์แต่ยังเด็ก. ๔๘. การแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด. ๔๙. กรรมตามหลักพระพุทธศาสนา. ๕๐. รับใช้ผู้อื่น คือสร้างสันติภาพโลก. เอกสารชุดมองด้านในราคาเล่มละ ๑ บาท ค่าส่งลงทะเบียนเล่มละ ๒.๕๐ บาท

น.104 หนังสือซึ่งองค์การ ฟื้นฟูพุทธศาสนาได้จัดพิมพ์ให้ร้าน "ธรรมบูชา" เป็นผู้แทนจำหน่ายคือ ราคา คู่มือมนุษย์ (ย่อจากหลักพระพุทธศาสนาชุดที่ ๑) ของพุทธทาสภิกขุ ๕ วิธีระงับดับทุกข์ (ย่อจากหลักพระพุทธศาสนาชุดที่ ๓) " ๘ จิตว่าง " ๕ เรียนลัดพุทธศาสนา (ย่อจากหนังสือ "ตัวกู-ของกู") " ๘ ศาสนาสำหรับปัญญาชน (ย่อจากคำบรรยายสอนนิสิตจุฬาฯ) " ๘ กลัวสิ่งที่มองไม่เห็น " ๒ ทัศนาจรด้วยจิตว่าง " ๒ ภูตผีปีศาจในตัวคน, ในตัวข้าราชการ, ในตัวนักการเมือง " ๒ สิ่งที่เรายังเข้าใจกันไม่ได้ " ๒ แนะแนวคำตอบข้อถามพุทธธรรมบางเรื่อง " ๒ ภาษาธรรมต่างกับภาษาคน " ๒ สิ่งที่เรายังสนใจกันน้อยไป " ๑ วันวิสาขบูชาในทัศนะของปัญญาชน " ๑ อุปสรรคแห่งการเข้าใจธรรมะ " ๔ วิวาทะในเรื่อง "จิตว่าง" พุทธทาสภิกขุ, ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ " ๓ เกิดมาแล้วควรทำอย่างไร, มีศาสนาทำไม ? พุทธทาสภิกขุ, นายปุ่น ๒ ชาวพุทธควรเชื่ออย่างไร, ท่านปัญญานันทะภิกขุ ๒ พุทธศาสนาที่แท้ " ๒ ศึกษาพุทธธรรม " ๒ ใครเห็นผิด " ๕ ความงมงาย พุทธทาสภิกขุ, ปัญญานันทะภิกขุ ฯ ล ฯ ๕

น.105 ราคา ล้างสมองเล่ม ๑ (เทวดาในทัศนะของชาวพุทธ) นายปุ่นและคณะ ๕ ล้างสมองเล่ม ๒ (ที่พึ่งของคน) " ๕ ล้างสมอง เล่ม ๓ (ปฏิรูปคำสอนพุทธศาสนา) " ๘ ล้างสมอง เล่ม ๔ (ธรรมะนอกวัด) " ๕ ล้างสมอง เล่ม ๕ (ความเกิดความตายไม่มี และวิธีทำให้ไม่เกิดไม่ตาย) ท่านพุทธทาสภิกขุ และนาย ปุ่น จงประเสริฐ ๕ ล้างสมอง เล่ม ๖ (ตายแล้วมีวิญญาณหรือไม่) นายปุ่น จงประเสริฐ ๑๐ ธารชีวิต ทวี วรคุณ และนายปุ่น จงประเสริฐ ๕ ๕ ตอบปัญหาแก้กลุ้ม ธัมมานันทะภิกขุ ๕ พุทธธรรมกำมือเดียว นายปุ่น จงประเสริฐ ๒ ตำราดูพระภิกษุ (คัดจากหนังสือขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์) ๘ (ค่าส่งลงทะเบียนเล่มละ ๒.๕๐ บาท) หนังสือชุดของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งคณะธรรมทานมูลนิธิ ไชยา สำนักพิมพ์อื่น และสำนักพิมพ์ธรรมบูชา จัดพิมพ์จำหน่าย. ราคา ค่าส่ง หลักธรรมะสำหรับนักศึกษา ๕ ๒.๕๐ นิพพาน ๘ ๒.๕๐ บวช ๓ เดือน ๕ ๒.๕๐ แนวการปฏิบัติธรรมในสวนโมกข์ ๗ ๒.๕๐ คำสอนผู้บวชพรรษาเดียว ฉบับสมบูรณ์ ๓๐ ๒.๕๐ ภาพชีวิตปริศนาธรรม ๑ ๒ หลักพระพุทธศาสนาชุดที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๙๙ (ปกอ่อน) ๒๒ ๓

น.106 หลักพระพุทธศาสนาชุดที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๙๙ (ปกแข็งปอนด์) ๓๗ ๓ หลักพระพุทธศาสนา ชุดที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๐๐ ๒๗ ๓ หลักพระพุทธศาสนา ชุดที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๐๑ ๒๗ ๓ หลักพระพุทธศาสนา ชุดที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๐๓ ๒๗ ๓ หลักพระพุทธศาสนา ชุดที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๐๔ ๒๗ ๓ หลักพระพุทธศาสนา ชุดที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๐๕ ๒๗ ๓ หลักพระพุทธศาสนา ชุดที่ ๘ พ.ศ. ๒๕๐๙ ๒๗ ๓ หลักพระพุทธศาสนา ชุดที่ ๑๐ พ.ศ.๒๕๑๒ ๒๗ ๓ การไหว้ทิศอย่างอารยชน หรือ ทิศธรรม ๗ ๓ ชุมนุมปาฐกถาชุดพุทธธรรม ๒๕ ๓ ตามรอยพระอรหันต์ ๑ ชุด (มี ๒ เล่ม) ๒๒ ๓ เกิดมาทำไม? (เอกสารชุดมองด้านในรวมเล่มที่ ๑) ๑๑ ๒.๕๐ เกิดมาเพื่อเลื่อนชั้นตัวเอง ( ,, ,, เล่มที่ ๒) ๑๑ ๒.๕๐ อุปสรรคของการเลื่อนชั้นตัวเอง ( ,, ,, เล่ม ที่ ๓) ๑๑ ๒.๕๐ วิธีเลื่อนชั้นตัวเอง ( ,, ,, เล่มที่ ๔) ๑๑ ๒.๕๐ ธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือสร้างคนสร้างชาติและสร้างโลก ๑๑ ๒.๕๐ ศึกษาธรรมะอย่างถูกวิธี ๑๒ ๓ อบรมพระธรรมทูต เล่ม ๑-๒ ๒๔ ๓ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (ปกอ่อน) ๒๗ ๓ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (ปกแข็ง) ๔๐ ๖ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ (ปกอ่อน) ๓๒ ๗ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ (ปกแข็ง) ๔๕ ๘ ชุมนุมเรื่องยาว ๑๕ ๒.๕๐ ชุมนุมเทศนา เล่ม ๑ ๑๐ ๒.๕๐ ชุมนุมเทศนา เล่ม ๒ ๘ ๒.๕๐ ชุมนุมบทประพันธ์ ของสิริวยาส ๑๕ ๒.๕๐

น.107 คำสอนของฮวงโป ๘ ๒.๕๐ สูตรของเว่ยหล่าง ๘ ๒.๕๐ มหาสติปัฏฐานสตร ๒ ๒.๕๐ หลักพระพุทธศาสนาและธรรมบรรยายพิเศษ ๑๑ ๒.๕๐ อานาปานสติภาวนา ๑ ชุด (มี ๓ เล่ม) ๓๘ ๓.๕๐ คู่มืออุบาสกอุบาสิกา สวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น (แปล) ๒ ๒.๕๐ อานาปานสติภาวนา ภาษาอังกฤษ (กระดาษปอนด์) ๓๑ ๓ อานาปานสติภาวนา ภาษาอังกฤษ (กระดาษปรู๊ฟ) ๒๑ ๒.๕๐ คริสต์ธรรม-พุทธธรรม (ภาษาไทย) ๕ ๒.๕๐ คริสต์ธรรม-พุทธธรรม (ภาษาอังกฤษ) ๑๐ ๒.๕๐ คู่มือมนุษย์ ภาษาอังกฤษ (กระดาษปอนด์ ) ๑๕ ๒.๕๐ คู่มือมนุษย์ ภาษาอังกฤษ (กระดาษปรู๊ฟ) ๑๐ ๒.๕๐ หลักธรรมะสำหรับนักศึกษา ภาษาอังกฤษ (กระดาษปอนด์ ) ๑๐ ๒.๕๐ ธรรมะคุ้มครองโลก (ภาษาอังกฤษ) ๕ ๒.๕๐ วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม (ภาษาอังกฤษ) ๘ ๒.๕๐ หัวข้อธรรมในคำกลอนของพุทธทาสภิกขุ ๒ ๒.๕๐ อภิธรรมคืออะไร ๕ ๒.๕๐ ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ๕ ๒.๕๐ พระพุทธเจ้าชนิดที่อาจอยู่กับเราได้ตลอดเวลา นิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้ กับ นิพพานต่อตายแล้ว ๕ ๒.๕๐ อานาปานสติภาวนา สำหรับนิสิต ๑๔ ๓ ปัญญาในพุทธศาสนานิกายเซ็น ขุนประจักษ์ (แปล) ๓ ๒.๕๐ ภาพล้อคน ในโรงมหรสพทางวิญญาณ ๑๐ ๓ ชีวิตและงานของท่านพุทธทาสภิกขุ ๓๕ ๓.๕๐

น.108 แก่นพุทธศาสน ๑๑ ๒. ๕๐ เราเป็นใคร ๕ ๒.๕๐ ตัวกู-ของกู(กระดาษปรู๊ฟ ปกอ่อน) ๒๗ ๒. ๕๐ ตัวกู-ของกู (กระดาษปอนด์ ปกแข็ง) ๓๗ ๔ ภาษาคนภาษาธรรม (ภาษาอังกฤษ) ๗ ๒.๕๐ เกิดมาทำไม (ภาษาอังกฤษ) ๓ ๒.๕๐ ในวัฏฏสงสารมีนิพพาน (ภาษาอังกฤษ) ๓ ๒.๕๐ รบกันพลางแลกธรรมกันพลาง (ภาษาอังกฤษ) ๗ ๒.๕๐ ไม่มีศาสนา (ภาษาอังกฤษ) ๕ ๒.๕๐ ชุมนุมข้อคิดอิสระ ๒๕ ๓.๕๐ ชุมนุมเรื่องสั้น ๒๐ ๓. ๕๐ ชุมนุมธรรมบรรยายเรื่องจิตว่าง ๒๐ ๓.๕๐ ฆราวาสธรรม (กระดาษปรู๊ฟ ปกแข็ง) ๕๐ ๘ ฆราวาสธรรม (กระดาษปอนด์ ปกแข็ง) ๗๐ ๑๐ บรมธรรม (เล่ม ๑-๒-๓ ปกอ่อน กระดาษปรู๊ฟ) ชุดละ ๕๖ ๓ บรมธรรมรวมเล่ม (กระดาษปอนด์ ปกแข็ง) ๘๐ ๑๐ สวนโมกข์เมืองไชยาและพุทธทาสภิกขุ ๓๐ ๓.๕๐ อาหารใจ (กระดาษปอนด์) ๒ ๒ พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา ๓๐ ๓.๕๐ ชีวิตของข้าพเจ้า (ประวัติท่านปัญญานันทะภิกขุ) ๕ ๒.๕๐ สั่งซื้อทางจดหมายส่งเงินพร้อมกับใบสั่ง เขียนชื่อที่อยู่และชื่อ หนังสือที่ต้องการซื้อให้ชัดเจน ธนาณัติหรือเช็คไปรษณีย์ สั่งจ่าย ป.ณ ราชดำเนิน สั่งซื้อได้ในนามของ นายไสว สุนทร ผู้จัดการ ร้านธรรมบูชา ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ เชิงสะพานเจริญศรี ริมคลองหลอด ตรงข้าม กระทรวงยุติธรรม (ศาลอาญา) กรุงเทพ ฯ ๒ โทร. ๒๒๓๕๔๙

น.109 หนังสือที่ดีที่สุด ซึ่งพระภิกษุสงฆ์ทุกองค์และประชาชนทุกคน ควรอ่านอย่างยิ่ง เพื่อความสิ้นกิเลส สิ้นทุกข์ เพื่อความเป็น พระสงฆ์ที่สมบูรณ์ เพื่อเลื่อนชั้นตัวเองจาก สมมุติสงฆ์เป็นอริยสงฆ์, จากปุถุชนเป็นอริยชน เพื่อความ เจริญ รุ่งเรือง แห่ง พระพุทธศาสนา และประเทศชาติ ผู้ใดซื้อถวายพระสงฆ์ ได้กุศลมหาศาล เพราะเป็นการส่ง เสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงยาวนานต่อไปอีก และเป็น การช่วยให้ประเทศชาติมีความสงบสันติสุข เหมาะสำหรับซื้อถวาย พระสงฆ์ ในเทศกาลบวชพระ เข้าพรรษา ออกพรรษาทอดกฐิน ทอดผ้าป่า และงานศพ เป็นต้น หรือซื้ออ่านเองหนังสือนั้นคือ ๑. คำสอนผู้บวชพรรษาเดียว (ฉบับสมบูรณ์) ๒. บวช ๓ เดือน ๓. การบวชคือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น ๑ ชุดมี ๓ เล่ม ราคา ๓๖ บาท ลดเหลือ ๓๐ บาท รวม ทั้งค่าส่งเสร็จ มีจำหน่ายที่ร้านธรรมบูชา ๕/ ๑ - ๒ ถนนอัษฎางค์ เชิงสะพานเจริญศรี ริมคลองหลอด ตรงข้าม กระทรวงยุติธรรม (ศาลอาญา) กรุงเทพฯ ๒ โทร. ๒๒๓๕๔๙

น.110 นิพพาน" ของ พุทธทาสภิกขุ พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า "นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ" แปลว่า "นิพพานคือความว่างอย่างยิ่ง" นิพ . พานํ ปรมํ สุข" แปลว่า “นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง" ในฐานะที่เรานับถือพุทธศาสนา เราเคยคิดกันบ้างไหม ว่า "นิพพาน" คืออะไร? ทำไมชาวพุทธเกือบทุกคนจึงอธิษฐาน หรือปรารถนาขอให้ถึง "นิพพาน" ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัส สอนว่า "นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง" ทำอย่างไรจึงจะถึง "นิพพาน ”? และเมื่อถึง "นิพพาน" แล้วดีอย่างไร? ท่านจะหาคำตอบจากได้ หนังสือเรื่อง "นิพพาน" ซึ่งอธิบายไว้ละเอียดและสมบูรณ์ที่ สุดในโลก ฉนั้นหนังสือเรื่อง "นิพพาน" จึงเป็นหนังสือที่ควรอ่าน ควร ศึกษา ควรปฏิบัติตามอย่างยิ่ง ทั้งควรแนะนำภิกษุสามเณร และญาติมิตร ที่เคารพรักให้ได้อ่าน ได้ศึกษา ได้ปฏิบัติให้ถึง "นิพพาน" อีกด้วย เพื่อเรา จะได้ไม่เสียชาติเกิด ก่อนที่เราจะตายเน่าเข้าโลงไป มิฉะนั้นเราจะเป็นคน ใกล้เกลือแต่กินด่าง "เวลานี้ฝรั่งเขาศึกษาเรื่อง "นิพพาน" กันเป็น การใหญ่ และเขาพยายามปฏิบัติกันอย่างจริงจัง เพื่อให้บรรลุถึง "นิพพาน" เพราะฝรั่งเขารู้แล้วว่า "นิพพาน" เป็นหัวใจ เป็นแก่น และเป็นความมุ่ง หมายที่สูงสุดอันแท้จริงของพระพุทธศาสนา แล้วเราชาวไทยเล่าครับ ? ได้อ่านหนังสือเรื่อง "นิพพาน" กันแล้วหรือยัง ? ราคาเล่มละ ๘ บาทเท่านั้น

น.111 มาใช้ธรรมะแก้ปัญหาสังคมกันเถิด ท่านไม่ต้องการให้นักเรียน นักศึกษาซึ่งเป็นบุตรหลานของ ท่าน เป็นศิษย์ของท่านประพฤติตนเป็นอันธพาลยกพวกตีกัน ใช่ไหม ? ท่านรักบุตรหลานและศิษย์ของท่านใช่ไหม ? ท่านต้อง การให้บุตรหลานและศิษย์ของท่านมีความประพฤติดี มีมารยาท เรียบร้อยใช่ไหม ? ถ้าท่านรักบุตรหลานและศิษย์ของท่าน ท่าน จงประพฤติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีของเขา จงจัดสิ่งแวดล้อมให้ ดี ท่านจงศึกษาธรรมะ และเอาธรรมะนั้นไปอบรมสั่งสอนเขา ให้เขาได้อ่าน ได้ฟัง ได้ศึกษาธรรมะเสมอ ๆ เราขอแนะนำ หนังสือธรรมะของท่าน พุทธทาสภิกขุที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับให้ นักเรียน นักศึกษาได้อ่าน หนังสือเหล่านั้น คือ ๑. ฆราวาสธรรมและทิศธรรม (ปกแข็ง กระดาษปร๊ฟ) ๕๐ บาท ๒. " (ปกแข็ง กระดาษปอนด์) ๗๐ " ๓.หลักธรรมะสำหรับนักศึกษา " " ๕ " ๔. พระพุทธเจ้าชนิดที่อาจอยู่กับเราตลอดเวลา " " ๕ " ๕. ทำอย่างไรจึงจะเรียนดี " " ๕ " ๖. การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ " " ๑ " ๗. สิ่งที่ทำให้ชีวิตของนักศึกษาไร้ความหมาย " " ๑ " ๘. การศึกษาชนิดที่นำโลกไปสู่ความวินาศ " " ๑ " ๙. อาหารใจ " " ๒ "

น.112 ตัวกู-ของกู" หลักพุทธศาสนาสำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน ของ พุทธทาสภิกขุ แปลกแต่จริง! ทำไมชาวพุทธจึงดื่มเหล้าดื่มเบียร์เล่นการ พนันกันทั้งประเทศ มีแต่การฉ้อโกง ลักขโมย ปล้น จี้ ฆ่าข่มขืน ค้าประเวณี ฯลฯ กันเต็มบ้านเต็มเมือง แม้แต่งานการกุศลทุกงาน ก็มีการฆ่าสัตว์ เลี้ยงเหล้า เลี้ยงเบียร์เล่นการพนันกัน นี่หรือชาวพุทธ ? นี่หรือ "มนุษย์" ? ซึ่งแปลว่า "ผู้มีใจสูง" เป็นสัตว์อันประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉาน ทำไมจึงเป็นเช่นนี้? เพราะมนุษย์ ปุถุชนนั้นมัน เห็นแก่ตัว ทำไมจึงเห็นแก่ตัว? ก็เพราะมนุษย์ปุถุชนนั้นมันโง่ คิดว่า ร่างกายและจิตใจที่มารวมกันเป็นตัวตนของเรานี้ มัน เป็น “ตัวกู" จริง ๆ จึงพยายามกอบโกยหาทุกสิ่งทุกอย่างมา บำรุงบำเรอ "ตัวกู" และญาติพี่น้องพรรคพวกเพื่อนฝูง " ของก " พยายามหามาและสะสมไว้ซึ่งคน สัตว์ และสิ่งของ เอาไว้เป็นทรัพย์สมบัติ " ของกู " ทั้งในทางสุจริตและทุจริต แต่ความจริงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ มันไม่ใช่ " ตัวกู-ของกู " จริงๆ หรอก ถ้ามันเป็น " ตัวกู-ของกู " จริง ๆ แล้ว เราก็บังคับบัญชา มันได้ว่า อย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าตาย อย่าพลัดพรากจากเราไป จงเป็นอย่าง นนอย่างนี้ ฯลฯ เราบังคับบัญชามันได้ไหม? ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้อง ถูกทอดทิ้งทับถมไว้บนโลกทั้งสิ้น การที่จะทำลายความยึดมั่นถือมั่นที่โง่นี้เสียได้ ก็ต้องอ่านหนังสือเรื่อง "ตัวกู-ของกู" ปกอ่อน ปร๊ฟ ๒๗ บาท ปกแข็ง ปอนด์๓๗ บาท

น.113 หนังสือธรรมะที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ซึ่ง ผู้สอนธรรมะ นักศึกษาธรรมะ และผู้ปฏิบัติธรรมะควรหา อ่านให้ได้ คือ :- ๑. อภิธรรมคืออะไร ของ พุทธทาสภิกขุ ราคา ๕ บาท ๒. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ของ พุทธทาสภิกขุ " ๕ " ท่านเป็นชาวพุทธใช่ไหม ? ฉะนั้นท่านควรอ่านนิตยสาร "ชาวพุทธ" ของพุทธนิคม เชียงใหม่ ออกรายสองเดือนต่อ ๑ ฉบับ มีธรรมบรรยายของ ท่านพุทธทาสภิกขุ และท่านปัญญานันทภิกขุ ประจำทุกฉบับ ราคาเล่มละ ๔ บาท ค่าส่ง ๒.๕๐ บาท ถ้าท่านไม่ต้องการมีความทุกข์โศก ท่านควรอ่านนิตยสาร "อโศก " ออกเป็นรายสะดวก มีธรรมบรรยายของพระภิกษุโพธิรักษ์ (รัก รักพงศ์) เป็น ส่วนมาก ราคาเล่มละ ๕ บาท ค่าส่ง ๒.๕๐ บาท สั่งซื้อได้ในนามของ นายไสว สุนทร ผู้จัดการร้าน ธรรมบูชา ๕/ ๑-๒ ถนนอัษฎางค์ เชิงสะพานเจริญศรี ตรง ข้ามกระทรงยุติธรรม (ศาลอาญา) ริมคลองหลอด ติดกับวัด บุรณศิริมาตยาราม กรุงเทพ ฯ ๒ โทร. ๒๒๓๕๔๙.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต