Buddhadasa.org
หนังสือวิธีศึกษาพุทธศาสนา › อ่านฉบับเต็ม

📖 วิธีศึกษาพุทธศาสนา

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา ๑๙ มิถุนายน ๒๕๐๑ — เอกสารชุดมองด้านใน · วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๐๑

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.4 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย ก่อนจะได้กล่าวถึง วิธีการศึกษาพุทธศาสนา เราควร จะทบทวนความเข้าใจหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งเมื่อสรุป ใจความอย่างสั้นที่สุดแล้ว พระพุทธศาสนาได้สอน ให้ ปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ ผลที่เกิดขึ้น จากการ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ นั้นแหละ คือ มรรค ผล นิพพาน. เป็นอันว่า สรุปเป็นประโยคที่สั้นที่สุด คือ เพียงประโยคว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" ให้เรา ปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวงให้ถูกต้องกับการที่มันเป็นสิ่งที่ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น. นี่ พุทธศาสนาที่แท้จริง หรือเป็นใจความ สำคัญนั้น มีอย่างนี้.

น.5 ๒ การให้ทาน ที่มีการสอนให้ ให้ทาน ก็เพื่อให้ถอน ความยึดมั่นถือมั่น หรือขูดเกลาความยึดมั่นถือมั่น ด้วยการ ให้ทาน. ให้รักษาศีล ก็เพื่อขูดเกลาความยึดมั่นถือมั่น ปฏิบัติในส่วนจิตใจ ก็เพื่อให้คลายความยึดมั่นถือมั่นในสิ่ง ทั้งปวง ให้เห็นว่าสิ่งทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือมีความหมายว่า ไปยึดมั่นถือมั่นไม่ได้นั่นเอง. ท่านทั้งหลายอาจจะเห็นว่า หลักพระพุทธศาสนาใน ลักษณะเช่นนี้ อาจจะสูงเกินไปสำหรับท่านนักศึกษา หรือ คนทั่วไป อาตมาก็จำเป็นจะต้องตอบว่า มันเป็นสิ่งที่ช่วย ไม่ได้ ถ้าเราจะศึกษาพุทธศาสนา กันให้ถูกตัวพุทธศาสนา มันก็ต้องศึกษาเรื่องอย่างนี้ คือเรื่องที่เรียกกันว่า มรรค ผล นิพพาน ถ้าต่ำกว่านั้น มันก็ยังไม่ใช่ตัวพุทธศาสนาที่แท้จริง เพราะว่ามีสอนอยู่ทั่ว ๆ ไปในศาสนาอื่นตรง ๆ กัน ฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องศึกษา เรื่องความหลุดพ้น หรือปล่อยวางตามหลักของพระพุทธศาสนากันจริง ๆ ซึ่งจะ เป็นเหตุให้กล่าวได้ว่า เป็นพุทธศาสนาในลักษณะที่บริสุทธิ์ หรือตรงตามความหมาย หรือมีสิทธิ์ที่จะกล่าวว่า นี่แหละคือ

น.6 ๓ พุทธศาสนา. ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว ก็เป็นเรื่องที่เป็นเปลือก เป็นกะพี้ของพุทธศาสนา เพราะยังไม่ถึงจุดของพระพุทธ- ศาสนา และมักจะมีตรงกันหมดทุก ๆ ศาสนา เพราะฉะนั้น จึงขอให้อดทน เพื่อจะศึกษาเรื่องพุทธศาสนา ที่เป็นตัวจริง หรือถึงจุดพระพุทธศาสนาที่แท้จริงดังกล่าว. ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า ไม่มีการกล่าวถึงเรื่อง ราย ละเอียดในการรักษาศีล หรือการประพฤติธรรมะเบ็ดเตล็ด ต่าง ๆ นี่ก็เพราะเหตุว่า ถ้าเราเข้าใจเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น มีหลักปฏิบัติในเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว สิ่งเหล่านั้นไม่ต้อง เป็นห่วง ย่อมจะมีมาเอง คือจะมีการให้ทานออกไปเอง จะมีความเมตตากรุณาแก่กันและกันเอง จะมีการกตัญญู กตเวที ซื่อสัตย์สุจริตต่อกันและกันเอง มีธรรมะทุก ๆ อย่างได้เอง พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงมุ่งหมายอย่างนี้ ฉะนั้น เราจึงได้ยินได้ฟัง แต่เรื่องความหลุดพ้น หรือความปล่อยวาง. ทีนี้อีกทางหนึ่ง ควรจะทราบไว้ว่า แม้ว่าท่านจะเป็น ผู้พิพากษา หรือนักศึกษาทั้งหลาย มีหลักการ ที่จะได้รับ การอบรมทางหลักพระพุทธศาสนา อาตมาก็ยังยืนยันว่า

น.7 ๔ การศึกษาเรื่องหลักพระพุทธศาสนาในชั้นนี้ (คือ ชั้นที่ถูก เหมาว่าสูงเกินไปนี่แหละ) เป็นเรื่องที่พอเหมาะพอสม หรือ ควรสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าถ้าเข้าใจหลักที่เป็นหัวใจของ พระพุทธศาสนาจริง ๆ นี้แล้ว จักเป็นการง่าย ที่จะเข้าใจ เรื่องต่าง ๆ หรืออาจจะเข้าใจได้เอง ในเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องทุก ๆ อย่าง เพราะว่านั่นเป็นเรื่องที่เบ็ดเตล็ด เป็นเรื่อง ที่จะหมดปัญหาไปเอง ในเมื่อเราเข้าใจหลักส่วนใหญ่. ฉะนั้นอย่าได้เข้าใจว่า เป็นเรื่องที่สูงเกินไป หรือ นอกวงนอกขอบเขตเกินไป ขอให้สนใจศึกษาพระพุทธศาสนา ในลักษณะนี้ ในทำนองนี้เรื่อย ๆ ไป แล้วท่านก็จะถึงตัว พุทธศาสนา ได้ด้วยการศึกษาเพียงไม่กี่ครั้ง, ถ้าเราจะไป สนใจเรื่องทาน เรื่องศีล ธรรมะเบ็ดเตล็ดต่างๆ ตลอดถึง เรื่องคิหิปฏิบัติต่าง ๆ ละก็ไม่มีที่สิ้นสุด บรรยายกันสัก ร้อยครั้ง ก็ไม่สามารถจับหลักเข้าถึงตัวพระพุทธศาสนาที่ แท้จริงได้ ฉะนั้นอาตมาจึงอธิบายรวบ ในส่วนที่เป็นจุด สำคัญ หรือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา แล้วจะทำให้ท่าน แจกแขนงแยกออกไปถึงเรื่องเบ็ดเตล็ดได้เอง อาตมาเห็นว่า

น.8 ๕ วิธีนี้เป็นวิธีที่สะดวกที่สุด สำหรับผู้ที่มีเวลา สำหรับการ ศึกษาจำกัด จึงขอให้สนใจหลักพระพุทธศาสนาในขั้นนี้ ในระดับนี้ไว้เรื่อย ๆ ไป. พุทธศาสนามีหลักว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น เราจะต้องปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นให้ถูกต้อง พังดูแล้วเป็นเรื่อง นอก โลก เป็นเรื่องพ้นโลก เป็นเรื่อง มรรค ผล นิพพาน แต่ถ้าเข้าใจถูกต้องถ่องแท้แล้ว อาจจะนำมาใช้ปฏิบัติได้ แม้ในเรื่องที่เป็นกิจประจำวัน หรือหน้าที่ประจำวัน หรือ ปัญหาเฉพาะหน้าประจำวัน ของคนทุกคนทีเดียว คือว่าเรา ไม่อาจจะใช้วิธีอื่นที่จะดับความทุกข์ประจำวันให้สิ้นสุด ได้ นอกจากใช้หลักพระพุทธศาสนาที่เป็นตัวแท้ตัว จริงนี้. จะเป็นอย่างนั้นได้ ก็ต่อเมื่อศึกษาหลักการนี้ให้เข้าใจ เสียคราวนี้ เพียงแต่ฝากไว้ก่อน หรือฟังไว้ก่อนนั้น ไม่อาจ จะนำมาใช้ได้ ไม่สามารถจะใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ประจำวันได้ จึงเราจะต้องเริ่มศึกษาให้เข้าใจจริง ๆ. ข้อที่กล่าวถึง ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น ก็เพราะเหตุว่า ธรรมดาสัตว์ทั้งหลาย ย่อมมีความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกูหรือ

น.9 ๖ ของกู. จากความรู้สึกว่าตัวกู หรือของกูนี้แหละ ทำให้เกิด กิเลสทุกชนิดทั้งอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด กิเลส เล็ก ๆ น้อย ๆ ทางกาย ทางวาจา ซึ่งเป็นปัญหาประจำวัน ก็เกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกูหรือของกูนี้ทั้งสิ้น. ขอให้ลองคิดดูเถิด การที่เราจะโกรธใคร หรือมีโมโห โทโส เกิดหงุดหงิดตามลำพังตนนี้ ก็เป็นเรื่องที่มาจาก ความยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นแน่นอน มันจะไม่มีมูล มาจาก ความยึดมั่นถือมั่น นั้นเป็นไปไม่ได้ เมื่อเราโกรธ ใครขึ้นมาสักคนหนึ่ง เราไต่สวนสืบสาวเรื่องให้เป็นลำดับ ลึกเข้าไป ๆ จะไปสุดลงตรงที่ เรามีความยึดมั่นถือมั่นในตัวกู หรือในของกู ลักษณะใด ลักษณะหนึ่ง อย่างใดอย่างหนึ่ง เสมอไป. ฉะนั้น อาตมาจึงขอร้อง ให้ใช้หลักที่ว่า ให้พิจารณา ในเรื่องนี้อยู่เป็นประจำ ในปัญหาทุกชนิด แม้ไม่ใช่เป็น ปัญหาในเรื่อง มรรค ผล นิพพาน โดยตรง แต่เป็นปัญหา ประจำวัน เรื่องหงุดหงิด ขัดใจประจำวัน เรื่องไม่ได้อย่าง อกอย่างใจ ประจำวัน เรื่องบังคับตัวเองไม่ได้ เป็นประจำวัน

น.10 ๗ ตลอดถึงการปฏิบัติตัว ซึ่งเป็นเรื่องฆราวาส ที่ไม่เป็นไปอย่าง ที่ตนต้องการ แล้วเกิดความหงุดหงิดขึ้น หรือว่าเป็นไปตรง ตามความต้องการแล้ว เกิดความหลงระเริงขึ้น อย่างนี้ก็ตาม โทษที่เกิดขึ้น เพราะความยินดียินร้ายเหล่านั้น จะบำบัดได้ ด้วยการพิจารณาให้เห็นความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู หรือของกู ดังที่กล่าวแล้วเท่านั้น เพราะฉะนั้น อาตมาจึงได้ยกเอา เรื่องนี้ ขึ้นมาเป็นหลัก สำหรับบรรยาย แต่ท่านนักศึกษา ทั้งหลาย โดยไม่เห็นว่า เป็นเรื่องที่สูงเกินไป หรืออยู่นอก ขอบเขต. เกี่ยวกับเรื่องความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ใน พระบาลีนั้น จริงอยู่เป็นเรื่องชั้นสูง หรือเป็นเรื่องที่ออก นอกโลก ขึ้นเหนือโลกเสียทีเดียว แต่ถ้าเราพิจารณาดูถ้อยคำ เหล่านั้นให้ดี ๆ แล้ว อาจจะนำมาใช้ แม้ในขั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ ที่เป็นปัญหาประจำวันได้ อย่างว่า อาตมาจะยกตัวอย่าง พระบาลีที่เคยได้ยินได้ฟัง กันมากที่สุดมาสักบทหนึ่ง เพื่อ แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง และจะชี้ให้เห็นว่า เราจะใช้ ประโยชน์ได้อย่างไร พระบาลีมีอยู่ว่า ภารา หเว ปญฺจก . -

น.11 ๘ ขนฺธา ภารหาโร จ ปุค . คโล ดังนี้เป็นต้นนั้น ท่านที่สนใจ สักหน่อย จะทราบได้ทันทีว่า เป็นบทที่ท่านใช้สวด แสดง ถึงปรมัตถธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคราวที่มีงานศพ ซึ่งนิยมแสดงอภิธรรม หรือปรมัตถธรรม เป็นอันกล่าวได้ว่า พระพุทธภาษิตบทนี้เป็นเรื่อง ที่กล่าวถึงธรรมชั้นสูงเรื่อง ความหลุดพ้น เรื่อง มรรค ผล นิพพาน. แต่ถ้าเราพิจารณาดู ถึงความหมายถึงประโยคที่ว่า ภารา หเว ปญฺจก . ขนฺธา ซึ่งมีใจความว่า ขันธ์ทั้งห้า เป็นของหนักเว้ย ดังนี้นั้น ลองคิดดูให้ดีเถิด ที่ท่านกล่าว ไว้ว่า ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนักเว้ย ดังนี้ เราจะเอามาใช้ ประโยชน์ แก้ปัญหาประจำวันได้อย่างไร. มันไม่มีทางที่จะ นำมาใช้ได้ ถ้าหากเราไม่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ถึงใจ ความอันแท้จริงของประโยค ๆ นี้ แต่ถ้าเราศึกษา ตามแนวที่ อาตมาได้กล่าวแล้ว พอสมควรนั้น จนเข้าใจแล้ว ก็อาจ จะนำมาใช้ได้ทีเดียว. ที่ท่านว่า ขันธ์ห้าเป็นของหนักเว้ย ท่านหมายถึงว่า สิ่งต่างๆ ซึ่งรวมกันเข้าเป็นคนเรา หรือว่าเรื่องต่าง ๆ ทั้งหมด

น.12 ๙ ทั้งสิ้น ที่เกี่ยวกับคนเรานี้ เป็นของหนัก. ขันธ์ห้านี้ คือ กายกับใจนั่นเอง ร่างกายเรียกว่าขันธ์ ๆ หนึ่ง หรือกอง หนึ่ง ส่วนใจนั้นแบ่งเป็น ๔ ส่วน คือเป็นส่วน เวทนา ความรู้สึกสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ สัญญา เป็นความรู้สึก สำนึกตัว สังขาร คือความคิดนึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น วิญญาณ คือความรู้แจ้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย รวมความแล้ว ก็คือความรู้สึกที่เป็นไปในใจ เป็นประจำวัน นั่นเอง มันไม่มีเรื่องอื่นเลย ใครบ้างที่ไม่ได้อยู่ หรือไม่ได้ มีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึก ซึ่งเรารู้กันอยู่ด้วยตนเองทุกคน เหล่านี้ สิ่งที่เรียกว่า เวทนา เวทนาคือความรู้สึกสบายใจ หรือไม่สบายใจ หรือเป็นกลาง ๆ นี้ มีใครบ้างที่ไม่มีความ รู้สึก ๓ อย่างนี้ เป็นประจำวัน. สัญญา ก็คือความรู้สึกที่เป็นสมปฤดี คือทำให้เรา มีความรู้สึก อย่างคนธรรมดาได้ ผิดจากคนตายหรือคนสลบ ; คือความรู้สึกจำนันจำนี่ได้ ว่าเป็นอย่างไร ๆ ได้นั่นเอง คือ ไม่ใช่คนบ้า ไม่ใช่คนสลบ ไม่ใช่คนตาย เพราะมีสมปฤดี

น.13 ๑๐ หรือสัญญานี้เอง นี่เราก็ต้องพยายามกำหนด สมปฤดีของเรา นี้อยู่เป็นประจำ บางคราวเราเหนื่อยอ่อนเพลีย เราเกือบ จะสูญเสียสมปฤดีไป เราจะต้องแข็งใจ เพื่อจะรักษาสมปฤดีไว้ อย่าให้พูดอะไรไปผิด ๆ อย่าให้ละเมอ อย่าให้เลอะเลือน เหล่านี้เป็นต้น นี้ก็แปลว่า ปัญหาเรื่องสัญญา หรือสมปฤตินี้ ก็คือเรื่องประจำวัน ทีนี้ สังขาร หมายถึงความคิดเรื่องต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น เดี๋ยวเกิดคิดอย่างนั้น เดี๋ยวเกิดคิดอย่างนี้ นี่เป็นของปรกติ เป็นของประจำ ไม่มีใครที่อยู่ได้โดยปราศจากความคิด ก็แปลว่าเราคิดกันวันหนึ่งหลายเรื่อง หรือหลายสิบเรื่อง ความคิดที่เกิดขึ้นในใจเป็นประจำวันนี้ เรียกว่าส่วนที่เป็น สังขาร ส่วนที่เป็น วิญญาณ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราจะต้องติดต่อ หรือสัมผัสกับสิ่งภายนอก คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อยู่เสมอ ใครบ้างที่อยู่ได้ โดยไม่มีการ ติดต่อทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง.

น.14 ๑๑ เป็นอันว่าร่างกายก็ดี จิตและความรู้สึกของจิต ทั้ง ๔ อย่างนี้ก็ดี ท่านเรียกว่าขันธ์ห้า และลองถามตัวเองดู ว่าขันธ์ห้านี้หนัก หรือไม่หนัก ถ้าคนรู้จักขันธ์ห้าดี จะต้อง รู้สึกขึ้นได้เองว่ามันหนัก คืออย่างน้อยเราก็ต้องบริหารมัน เราจะต้องบริหารขันธ์ทั้งห้านี้อยู่เป็นประจำวัน ลองไม่บริหาร กาย กายก็เป็นไปในลักษณะที่ใช้ ประโยชน์อะไรไม่ได้ ยุ่งยากลำบากขึ้นมาทันที ถ้าไม่บริหารจิต และความรู้สึก คิดนึกของจิต ให้เป็นไปตามระเบียบ เราก็เป็นคนบ้าคนบอ หรือเป็นอันตรายแก่ชีวิต. เพราะเหตุที่เรา ต้องควบคุมสิ่งเหล่านี้ ให้เป็นไปใน ลักษณะที่ปรกติ หรือว่าตรงตามความประสงค์ของเรา มันจึง เกิดเป็นของหนักขึ้นมา คือเป็นงาน หรือเป็นหน้าที่อันหนึ่ง ขึ้นมา แต่ถ้ายิ่งเราไปยึดถือว่า ทั้งหมดนี้เป็นตัวกู เป็นของกู ขึ้นมาด้วยแล้ว มันจะยิ่งหนักไปกว่านั้นอีก คือมันจะมีความ วิตกกังวล มีความห่วงล่วงหน้า ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นอย่างนี้ ครั้นเป็นเข้าจริง ๆ ก็ทุกข์หนัก ถึงน้ำตาไหล หรือถึงฆ่าตัวตาย.

น.15 ๑๒ เพราะฉะนั้นประโยคที่ว่า ขันธ์ทั้งห้า เป็นของหนัก เว้ย นี้อย่าได้เข้าใจว่า เป็นประโยคที่พูดไว้ สำหรับคนที่ จะไปอยู่ในป่าในดง หลับตาพิจารณาตามโคนไม้ ขอให้เรา เข้าใจอย่างถูกต้องว่า เป็นประโยคที่ใช้แก่บุคคลทุกคน ที่มี จิตใจเป็นปรกติ จะได้นำไปใช้สำหรับพินิจพิจารณาให้เห็นจริง จะได้รู้ความจริงของสิ่งเหล่านี้ แล้วจะปฏิบัติต่อมันให้ถูกต้อง คือในลักษณะที่จะเป็นของค่อยๆ เบาขึ้นมา ๆ จนกระทั่งไม่ เป็นของหนัก. ที่ท่านกล่าวว่า มันเป็นของหนักนี้ มันเป็นของหนัก สำหรับคนที่ไม่รู้ คนที่ไม่ยอมปลงหาบ ยังคงหาบหาม หรือ ทูนอยู่บนศีรษะไม่ยอมปล่อย นั่นแหละมันเป็นของหนัก แต่ ถ้ารู้จักปล่อย รู้จักวาง รู้จักสลัดโยนทิ้ง มันก็เป็นของเบา ฉะนั้นการที่บอกว่า เป็นของหนักนี้ ไม่ใช่บอกให้ท้อใจ ไม่ใช่บอกให้เกิดความรู้สึก ที่เป็นไปในทางท้อถอย แต่บอก ความจริงในข้อแรก ให้ทราบไว้ก่อน. ทีนี้ ประโยคที่ ๒ ว่า ภารหาโร จ ปุค . คโล นี้แปลว่า คน นั้นแหละเป็นผู้แบกของหนัก ท่านลองฟังดูให้ดีเถอะ

น.16 ๑๓ ที่ท่านตรัสว่า คนนั้นแหละ เป็นผู้แบกของหนัก ถ้าใครไม่ ใช่คน คนนั้นก็คงไม่แบกของหนัก คำว่า คน ก็คือผู้ที่มีกิเลส- ตัณหา ตามธรรมดาตามธรรมชาติของปุถุชน มีความรู้สึก ว่าตัวกู และของกู เต็มแน่นอยู่ในใจ. คน คือผู้มีลักษณะ เช่นนี้ แล้วคนนั่นแหละแบกของหนัก ถ้าไม่มีความรู้สึกว่าคน ย่อมไม่แบกของหนัก ถ้า มีความรู้สึกว่าเราเป็นคนอยู่ เราเป็น บุคคลตัวตนอยู่แล้วจะต้องแบกของหนัก แบกของหนักก็คือ แบกตัวตนนั่นแหละ และตัวตนนั่นแหละ ก็จำแนกแยกเป็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดังที่กล่าวแล้ว ยึดมั่น ถือมั่นสิ่งเหล่านั้นว่า เป็นตัวตน ก็แบกตัวตนนั้นไว้ เพราะ ฉะนั้นคนนั้นแหละ ก็คือผู้แบกของหนัก ถ้าพ้นจากความ เป็นคนเสีย โดยประการใดประการหนึ่งแล้ว ก็ไม่มีการแบก ของหนัก ท่านจึงกล่าวว่าคนนั้นแหละ เป็นผู้แบกของหนัก ทีนี้ เราจะเป็นคนชนิดไหน ที่จะไม่แบกของหนัก เราก็ต้องทำให้พ้น จากความเป็นคนตามธรรมดา ที่เป็น ปุถุชนตามธรรมดา ให้หมดความยึดถือ ว่าคน สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา นั่นเอง. เรามีความรู้สึกว่าคน คือมีความรู้สึก

น.17 ๑๔ ว่าตัวกูหรือของกูจัดเกินไป ทุกคนกำลังรู้สึกอย่างนี้ เพราะ ฉะนั้นจึงหนักอกหนักใจ ในเรื่องการศึกษาเล่าเรียน เรื่อง การอาชีพ เรื่องเกียรติยศ ชื่อเสียง เรื่องบุตรภรรยา เรื่อง ฐานะสถานะต่าง ๆ ตลอดถึงเป็นห่วงว่าตายไปแล้วข้างหน้า มันจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นจึงแบกของหนัก โดยลักษณะ เช่นนี้. ประโยคที่ ๓ ท่านว่า ภาราทานํ ทุกฺขํ โลเก, การแบกถือของหนักเป็นความทุกข์ในโลก หรือจะแปลว่า การแบกถือของหนักในโลกเป็นความทุกข์ ดังนี้ก็ได้ ในโลก นี้มีของหนัก ก็เพราะว่า คนยังมีความยึดถือนั่นเอง คนยึดถือ สิ่งต่าง ๆ ในโลก หรือยึดถือตัวโลกนั่นเอง ว่าเป็นของ ของตน ฉะนั้นมันจึงมีการยึดถือโลก หรือแบกโลกทั้งโลก เข้าไว้ นี่เรียกว่าแบกของหนัก คำว่าของหนัก หมายถึง เบญจพันธ์ทั้งห้าก็จริง แต่เบญจพันธ์ทั้งห้านั้นแหละคือ โลก สิ่งที่เราเรียกว่า โลกนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่า ขันธ์ ทั้งห้าที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. การแบกถือของหนัก ย่อมเป็นทุกข์นี้ เกือบไม่

น.18 ๑๕ ต้องอธิบาย เพราะว่าเมื่อไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมสลัดทิ้ง แบกไว้เรื่อย มันก็หนักเรื่อย. ประโยคถัดไป มีอยู่ว่า ภารนิกุเขปนํ สุข, การสลัด ของหนักทิ้งไปเสียเป็นความสุข บางคนอาจจะหัวเราะเยาะ ว่าทำไมจะต้องกล่าวอย่างนี้ จะต้องพูดประโยค ซึ่งมีเนื้อ ความอย่างนี้ แต่เขาควรจะมองย้อนดูตัวเอง ว่าตัวเองกำลัง แบกของหนักเหล่านั้นไว้ทำไม ถ้าหากว่าตัวเองมีความรู้ใน เรื่องนี้ดี จนหัวเราะเยาะผู้กล่าว แล้วตนก็ไม่ควรจะแบก ของหนักเหล่านั้น ไว้อย่างเต็มอัด เพราะฉะนั้น คนที่กล่าว ว่าประโยคนี้ เป็นประโยคที่มีความหมายตื้น ๆ สั้น ๆ เด็ก ๆ ก็พูดได้ นั่นแหละ ระวังให้ดี ว่ามันมีอะไรเต็มอัดอยู่บน ศีรษะของตน บนบ่าบนคอของตน ลองแหงนขึ้นดูบ้าง. “การถือของหนัก แบกถือของหนัก เป็นความทุกข์; การสลัดของหนักทิ้งลงเสีย เป็นความสุข" แม้จะฟังดูง่าย ๆ เข้าใจได้ง่ายๆ แต่ความหมายนั้นลึกซึ้ง และ ที่ลึกซึ้งมาก ที่สุดก็คือ ตัวเองไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังแบกของหนัก ความคิดที่จะสลัดทิ้งของหนัก จึงไม่เคยมี แม้แก่บุคคล

น.19 ๑๖ เหล่านั้น แม้ท่านทั้งหลายที่อยู่ที่นี่ทุกคน ลองนึกสอบสวน ตัวเองดู ด้วยความเป็นธรรม ว่าได้เคยมีความรู้สึกคิดนึกว่า หนัก และจะสละของหนักเหล่านี้กันบ้างหรือไม่ หรือว่า กำลังไม่รู้จักของหนัก ที่มีอยู่เดิม และพยายามที่จะแสวงหา ของหนัก ให้เข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งตาย ก็ไม่มีที่สิ้นสุด ยังจะเพิ่มกันไปในชาติหน้า และชาติต่อ ๆ ไป อีกไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อมีความรู้สึกอย่างถูกต้อง เกี่ยวกับของ หนักอย่างนี้ ก็จะสนใจในคำของพระพุทธเจ้ามากขึ้น และ รู้สึกว่า เป็นเรื่องที่จะนำมาใช้ได้เป็นประจำวันแก่เรามากขึ้น. ประโยคต่อไป ท่านกล่าวถึงลักษณะ ของผู้วางของ หนักว่า นิกฺขิปีต . วา ครุํ ภารํ อญฺญํ ภารํ อนาทิย, สลัดทิ้งของหนักออกไปแล้ว ไม่หยิบฉวยเอาของหนัก อันอื่นขึ้นมาถือไว้อีก ท่านบอกให้สลัดทิ้งของหนักไปเสีย แล้วอย่าหยิบฉวยเอาของหนักอันอื่นขึ้นมาอีก นี่พิจารณาดู ให้ดีว่า มันเกี่ยวกับเราอย่างไร จงเปรียบเทียบดูว่า เมื่อเรา เป็นเด็กอ่อนนอนในเบาะ เรามีของหนักเท่าไร และเป็น เด็กพอวิ่งได้เดินได้ มีของหนักเท่าไร เป็นเด็กรุ่น เป็นคน

น.20 ๑๗ หนุ่มคนสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นคนแก่คนเฒ่า มันมี ของหนักน้อยลง หรือมันมากขึ้น เราจะเห็นได้ด้วยกันทุกคน ว่า เมื่อเราเป็นเด็ก ๆ เราหาบหามอะไร ๆ น้อยกว่านี้มาก และเราหาบหามอะไรมากขึ้น ๆ เท่าที่อายุมันมากขึ้น นี่มัน หันหลังให้ หรือตรงกันข้ามกับพุทธภาษิตที่ว่า ให้สลัดทิ้ง ของหนักออกไปเสีย แล้วอย่าหยิบเอาของหนักอันอื่น ขึ้นมา ถือไว้อีก แปลว่าเราดื้อดึงที่สุด ต่อคำแนะนำของพระ- พุทธเจ้า มีแต่ว่าสลัดทิ้งของหนักที่หนักน้อย ๆ ลงไปเสีย แล้วไปหยิบของหนัก ที่หนักมากกว่านั้นมาแบกไว้อีก แล้ว เราก็สลัดทิ้งของหนักเท่านั้น ออกไปเสีย แล้วก็ไปเอาของ หนัก ที่หนักมากกว่านั้น มาถือไว้อีก เป็นดังนี้เรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด บางทีก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น เป็นหลายอย่าง หลายชนิด ทั้งข้างหน้า ทั้งข้างหลัง ทั้งโดยตรง และทั้ง โดยอ้อม เรียกว่าเป็นการเพิ่มของหนัก แทนที่จะสลัดทิ้ง ของหนัก. เพราะฉะนั้น เราจึงอยู่ในลักษณะที่ตรงกันข้าม จาก การหลุดพ้นจากความทุกข์ เราจะต้องมีความทุกข์เพิ่มขึ้นทุกที

น.21 ๑๘ ฉะนั้นท่านทั้งหลาย ที่จะเติบโตไปข้างหน้า ตามวัยตามอายุ จะต้องมีความรู้สึกในข้อนี้ให้ถูกต้อง เพราะว่า เราจะต้อง แบกภาระหนักยิ่งขึ้นทุกที ถ้าเราทำไม่ถูกวิธี เราก็คงจะ วินาศ หรือจะแหลกลาญเสียก่อนเป็นแน่ เราควรจะรู้จัก ความจริง เรื่องของหนัก และมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด ตามที่พระพุทธเจ้าท่านแนะนำไว้ มาจัด มาปรับปรุงกันให้ ถูกวิธี ของหนักก็จะเป็นของเบาไปได้ และเราจะมีคุณค่า หรือมีค่ามากขึ้นไป คือว่าทำงาน หรือว่าประพฤติประโยชน์ ตนและประโยชน์ท่านได้มากออกไป โดยไม่ต้องรู้สึกหนัก นี้ก็ได้แก่การที่ รู้จักทำของหนักให้เป็นของเขาเรื่อยไป ๆ มีสติปัญญาที่จะทำไม่ให้สิ่งต่าง ๆ กลายเป็นของหนัก ขึ้นมาได้นั้นเอง. ประโยคสุดท้าย ท่านกล่าวว่า ส มูลํ ตณ . หํ อพ . พุย . ห มิจ . ฉาโต ปรินิพฺพุโต แปลว่า ถอนความอยากเสียให้หมด ทั้งรากเง่า เป็นผู้หมดความกระหาย ดับเย็น ท่านว่า ถอนความอยากขึ้นเสียให้หมดทั้งรากเง่า นี้หมายความว่า คนเราเป็นอยู่ด้วยความอยาก มีชีวิตอยู่ด้วยความอยาก ทำ

น.22 ๑๙ อะไร ๆ ก็ทำไปด้วยความอยาก นี้เป็นลักษณะของปุถุชน พระอริยเจ้าท่านทำอะไร ๆ ก็ทำด้วยสติปัญญา บริโภคผล ของสิ่งต่าง ๆ ที่ได้มา ก็ด้วยสติปัญญา ไม่ใช่ด้วยความอยาก. โดยทั่วไป คนเราไม่สามารถจะแยกความอยากออก จากสติปัญญา เอามาปนกัน หรือเข้าใจว่า ความอยากต่าง ๆ เป็นสติปัญญาไปเสียก็มี นี่มันมากเกินไป. ความอยาก จะเป็นกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็ตาม ย่อมมีมูล มาจากอวิชชา ความไม่รู้ ซึ่งไม่ใช่สติปัญญา ส่วนสติปัญญา นั้นเป็นความรู้แจ้งในสิ่งต่าง ๆ (ซึ่งสรุปรวมเรียกว่า เบญจ- ขันธ์ หรือโลกนี้เป็นต้น) ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างไร สติ- ปัญญาบอกให้ทราบต่อไปว่า เราจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับ สิ่งเหล่านั้นอย่างไร สิ่งเหล่านั้นจะต้องเป็นไปอย่างไร เราจะ ต้องมีความรู้สึกอย่างไร เพื่อต้อนรับสิ่งเหล่านั้น โดยทำนอง นี้เรื่อย ๆ ไป ฉะนั้นจึงเป็นอยู่ด้วยสติปัญญา ทำงานต่าง ๆ ด้วยสติปัญญา จึงได้ผลต่างกันกับผู้เป็นอยู่ หรือว่าทำงาน ด้วยความอยากหรือตัณหา.

น.23 ๒๐ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงสอนให้ถอนตัณหาเสีย พร้อมทั้ง รากเง่าของมัน คือ อวิชชา ตัณหาคือความอยาก รากเง่า ของมันคือความไม่รู้หรือความโง่ ฉะนั้นจึงให้ถอนความอยาก ขึ้นเสียทั้งราก คือทั้งความโง่ด้วย แล้วก็จะเป็นผู้หมดอยาก หมดความกระหาย และก็จะดับเย็น ท่านไม่ต้องใช้คำว่า เป็นพระอรหันต์ หรือบรรลุมรรค ผล นิพพาน ท่านใช้คำ แต่เพียงว่า หมดความกระหาย และดับเย็น. แก้ไข ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นว่า เราจะอยู่ด้วยความไม่กระหาย คือดับเย็นได้อย่างไรกัน นี้ขอให้ลองคิดดู ว่าคนเราทุกคน อยู่ด้วยความกระหาย ซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด และก็ไม่เคยดับเย็น มักเร่าร้อนอยู่เสมอ. ถ้าเราพอใจอย่างนั้น ก็ได้เหมือนกัน ไม่มีใครว่า เพราะว่านั่นเป็นธรรมดาของปุถุชน ซึ่งปุถุชน มีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาความเป็นอยู่อย่างนั้น โดยพระพุทธ- เจ้าท่านก็ไม่ได้ว่า ไม่ได้ห้าม ไม่ได้ค้าน เมื่ออยากเป็นปุถุชน. แต่ท่านต้องการจะสอน ให้พวกเราดีกว่าเป็นปุถุชน ให้บุคคล ได้เลื่อนสถานะขึ้นมาจาก ความเป็นปุถุชน คือให้มีความโง่ น้อย มีกิเลสน้อย มีความทุกข์น้อย ซึ่งจะเรียกว่า เป็น

น.24 ๒๑ อริยเจ้าเป็นลำดับ ๆ ไป จนกระทั่งเป็นผู้ที่ไม่มีความทุกข์เลย ท่านจึงได้สอนเรื่องความที่ไม่ต้องอยาก ไม่ต้องกระหาย หรือ ดับเย็น ด้วยการถอนตัณหาพร้อมทั้งรากเง่าของมัน. ท่านนักศึกษา อาจจะพิจารณาดูในขั้นต่ำ ๆ หรือ ในระดับต่ำ ๆ ว่าความกระหายด้วยความอยากนี้ มันเป็นสิ่ง ที่เผาลนเพียงไร และเมื่อถูกเผาลนแล้ว ทำให้เราไม่สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ของเราโดยตรง หรือถ้าจะทนผ่าปฏิบัติหน้าที่ไป ทั้งที่ถูกความอยากเผาลนนี้ มันก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ ที่ทน ทรมานที่สุด ผืนไปไม่ได้เท่าไร ก็ต้องเป็นโรค เช่นโรค เส้นประสาทเป็นต้น มากนักก็ต้องฆ่าตัวตาย ด้วยความ ผลุนผลันหุนหันพลันแล่น จะเห็นได้ทันทีว่า ความกระหาย ด้วยกิเลสตัณหานั้น มันนำไปอย่างนี้ มันมีแนวของมันอย่างนี้ มันมีแต่จะจูงไปในทางอย่างนี้. แม้บัดนี้เรายังไม่สมัครเป็นพระอรหันต์ เราก็ยังมีปัญหา อย่างเดียวกัน คือมีปัญหาที่เราจะต้องจัดทำ ต้องปรับปรุง ตัวเรา ให้เป็นอยู่ด้วยความดับเย็นตามสมควร คือในลักษณะ ที่ คนปุถุชนชั้นดีควรจะได้รับ ควรจะได้เป็น นี่อาตมา

น.25 ๒๒ ใช้คำว่าปุถุชนชั้นดี ก็เพราะว่าปุถุชนธรรมดา หรือชั้นต่ำ ๆ เลว ๆ นั้นมันยังมากเกินไป เราเอากัลยาณปุถุชนเป็นขั้นต้น เป็นขั้นแรกกันก่อน ถ้าจะเป็นแม้เพียงกัลยาณปุถุชน ก็ไม่มี ทางอื่น นอกจากทางที่จะกำจัดความอยาก หรืออย่างน้อย ก็ควบคุมความอยากความกระหาย ของกิเลสตัณหาเหล่านั้น ให้อยู่ในอำนาจ เราต้องการจะเป็นเพียงกัลยาณปุถุชนเท่านั้น ไม่ใช่ต้องการเป็นพระอริยเจ้า เราก็ยังต้องทำอย่างนี้เสียแล้ว ฉะนั้นไม่มีทางอะไรอื่น นอกจากทางที่เรา จะต้องศึกษา หลักของพระพุทธศาสนา ให้ถูกตัวจริง จนสามารถนำมา ใช้แก้ปัญหาข้อนี้ได้จริง ๆ คือสามารถให้เราเป็นกัลยาณ- ปุถุชนได้จริง ๆ กัลยาณปุถุชนเท่านั้น ที่สามารถปฏิบัติ หน้าที่ต่าง ๆ ให้เรียบร้อยในโลกนี้ได้. ทีนี้ ถ้าสูงขึ้นไปกว่านั้น ยิ่งเป็นพระอริยเจ้า ก็ยิ่ง ปฏิบัติได้ดี ได้ประณีต ได้ประโยชน์มากที่สุด เป็นประโยชน์ แก่บุคคลมากยิ่งขึ้นไปอีก และเราก็ไม่ควรจะกลัว ในการที่ จะเป็นเช่นนั้น แต่อาตมานำมากล่าวในที่นี้ ก็เพื่อจะชี้ว่า แม้จะเป็นเพียงกัลยาณปุถุชนเท่านั้นเอง ไม่ต้องถึงเป็น

น.26 ๒๓ พระอริยเจ้าเราก็ต้องอาศัยหลักพระพุทธศาสนาที่แท้จริง หรือที่เป็นตัวจริงนี้ มาเป็นเครื่องมือ สำหรับปฏิบัติ สำหรับ ปรับปรุงตัวเราเสียแล้ว ฉะนั้นจึงได้ขอร้องเป็นอย่างมาก ที่จะให้สนใจ กับหลักธรรมะประเภทนี้ อย่าได้เห็นว่า เป็น เรื่องนอกเหนือไปจากขอบเขตของคนธรรมดาเลย เป็นอันว่า เรามีความแน่ใจ ที่จะใช้หลักพระพุทธ- ศาสนาที่แท้จริง มาเป็นเครื่องขจัดปัญหายุ่งยากต่างๆ ของเรา ให้หมดสิ้นไป แม้ในส่วนที่เป็นปัญหาประจำวัน เราไม่ควร จะกลัว ไม่ควรจะท้อถอย ในการที่จะศึกษาหลักพระพุทธ- ศาสนา ในขั้นที่เป็นการปล่อยวาง ที่เรียกว่า ความหลุดพ้น หรือปล่อยวาง หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่น, เพราะฉะนั้นอาตมาจึงได้นำเรื่องนี้มาบรรยาย ในฐานะ เป็นหลักใหญ่และก็บรรยายเรื่อยไป ตลอดทุกคราว ที่มีการ บรรยาย ล้วนแต่เป็นการชี้แจงให้เห็นใจความสำคัญ ของ พระพุทธศาสนามาตามลำดับ ว่าปุถุชนมีสมบัติประจำตัว หอบหิ้วกันมา คือ ความติดแน่น ในกาม ในทิฏฐิ ในข้อ ปฏิบัติอย่างงมงาย และ ในการยึดถือตัวตน เราจะต้อง

น.27 ๒๔ ปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ เราจึงจะละจากความเป็นปุถุชน มาสู่ ความเป็นอริยเจ้า หรือแม้ที่สุด แต่จะละจากความเป็นปุถุชน ชั้นเลว มาเป็นปุถุชนชั้นดี ก็ยังต้องอาศัยหลักนี้ ถ้าเรา ไม่อาศัยหลักนี้ มันจะมีอาการชนิดที่เรียกว่า กลิ้งครกขึ้น ภูเขาขึ้นมาทันที ใครเคยกลิ้งสำเร็จบ้าง. นี่แหละ คือคำตอบของปัญหาที่ว่า ทำไมรักษาศีลมา เป็นนาน แทบจะตลอดชีวิต ก็ยังไม่เคยรู้สึกว่ามีศีลบริสุทธิ์ ทำสมาธิ วิปัสสนาแทบตลอดชีวิต ก็ยังไม่เคยเห็นอะไร แม้แต่ให้ทาน หรือปฏิบัติเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ มาเป็นนาน ก็ยัง ไม่เคยได้รับผลอะไร ล้วนแต่รู้สึกว่า มันยิ่งเหลือวิสัย หรือ มากมายกว้างขวาง เผื่อยิ่งขึ้นทุกที มีความท้อถอย ทำนอง เดียวกับบุคคลที่พยายามจะกลิ้งครกขึ้นภูเขา ยิ่งมีอายุมากเข้า ก็ยิ่งมีความรู้สึกอย่างนี้มากเข้า ยิ่งท้อถอยมากเข้า มีแต่หลอก ตัวเอง หลอกผู้อื่น ว่าเจริญก้าวหน้าในทางธรรม แต่แท้ที่จริง อาการที่รู้สึกเหมือนกับกลิ้งครกขึ้นภูเขานั้น มันมากขึ้นเป็น เงาตามตัว นี่ก็เพราะเหตุว่า ไม่อาศัยหลักที่แท้จริง ที่เป็น ตัวพระพุทธศาสนาที่แท้จริง มาเป็นเครื่องมือสำหรับปฏิบัติ

น.28 ๒๕ ได้แต่เก็บเล็กผสมน้อย จากข้อปฏิบัติทุก ๆ ชนิด ที่ตนยังไม่ รู้ความหมายอันแท้จริง ว่าปฏิบัติไปเพื่ออะไร เพื่อประโยชน์ อะไร มีจุดหมายปลายทางที่ตรงไหน นั่นเอง. เขาชวนให้ ให้ทาน ก็ให้ทาน เขาชวนให้รักษาศีล ก็รักษาศีล ทำตาม ๆ เพ้อ ๆ กันไป นี้เป็นสมบัติของปุถุชนชั้นที่ ๓ คือความงมงาย กันไปเสียหมดดั่งนี้. ฉะนั้นเราน่าจะนึกถึงเรื่องนี้กันให้มาก และพยายาม ปรึกษาหารือ ปรับปรุงความเข้าใจ ในระหว่างมิตรสหายกัน ให้มาก ถึงข้อที่จะเข้าถึงตัวพุทธศาสนา ที่เป็นใจความสำคัญ ให้ได้ แล้วปฏิบัติให้ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง มันจะเกิด ความสะดวกดาย เหมือนกับปล่อยให้ครกกลิ้งลงมาจากยอด ภูเขา มาสู่ตีนเขา นี่ มันกลับกันอยู่คนละทางอย่างนี้ ฉะนั้น อาตมาจึงขอร้อง ให้ศึกษาจากหัวใจ ออกมาสู่ภายนอก แทนที่จะบีบบังคับจากภายนอกเข้าไปสู่หัวใจ จึงได้บรรยาย เรื่อง ดังที่ได้กล่าว ได้บรรยายมาแล้วว่า เราจะต้องละสิ่ง ที่เรียก ว่ากาม ว่าทิฏฐิ ว่าสีลัพพตปรามาส และอัตตวาทะ คือความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน ทำให้เป็นผู้ที่ไม่ยึดถือตัวกู

น.29 ๒๖ และของกู จนความทุกข์ดับไป นี้เรามีหลักสำหรับศึกษา เป็นอย่างนี้. ทีนี้ เรามีวิธีที่จะศึกษาต่อไปอย่างไร อาตมาจะได้ บรรยายในวันนี้ การที่เราจะศึกษาพุทธศาสนานั้น เราจะ ต้องทำความเข้าใจคำว่า ศึกษา ๆ คำนี้ให้เข้าใจกันจริง ๆ เสียก่อน โดยมากเข้าใจคำว่าศึกษานี้ ว่ามีความหมายถึงการ เล่าเรียน เหมือนที่เรียนกันในโรงเรียน แต่เป็นที่น่ายินดี ที่ว่ามาถึงสมัยนี้ คำว่าศึกษานี้ ถูกนำมาใช้ตรงตามความ หมายของมันยิ่งขึ้น คือหมายถึงการปฏิบัติโดยตรง เช่นหลัก ที่กระทรวงศึกษาธิการ วางไว้ เป็นหลักสำหรับการศึกษา ของชาติมีอยู่ว่า พุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และ หัตถศึกษา เป็นต้น เหล่านี้ ท่านผู้ฟังคงจะเข้าใจได้ทันที ว่าไม่ได้หมายถึงการเล่าเรียนโดยตรงอย่างเดียว : พุทธิศึกษา อาจจะหมายถึงการเล่าเรียน การฟัง การขีดเขียนด้วยดินสอ กระดาษนั้นจริง เป็นการเล่าเรียน แต่ครั้นมาถึงพลศึกษา จริยศึกษาแล้ว ไม่ใช่การเล่าเรียนศึกษาทำนองนั้น. พลศึกษา เราต้องปฏิบัติในส่วนที่ให้เกิดอนามัยที่ดีแก่ร่างกาย เช่นกาย

น.30 ๒๗ บริหารเป็นต้น. จริยศึกษา เราจะต้องอบรมกันให้มีการปฏิบัติ ทางกายวาจา ตลอดถึงทางใจ ให้มันปราศจากโทษอยู่เสมอ นี่ไม่ใช่การเล่าเรียนแล้ว เป็นการปฏิบัติภารกิจ โดยเฉพาะ หัตถศึกษา แล้ว ต้องทำด้วยมือให้เป็น ตามที่เราต้องการ จะทำอะไรให้เป็น เพื่อเป็นอาชีพ. นี่จะเห็นได้ว่า แม้ใน ภาษาไทยธรรมดา ในปัจจุบันนี้ คำว่าศึกษา มิได้หมายถึง การเล่าเรียนในโรงเรียน หรือการขีดเขียน การท่องบ่น แต่หมายถึงการทำลงไปจริง ๆ นี้เราได้ความหมายของคำว่า " ศึกษา " ที่ถูกต้อง ตรงตามความหมายของคำ ๆ นี้แล้ว. ที่นี้ สำหรับทางพุทธศาสนา คำว่าศึกษานี้ หมายถึง การปฏิบัติโดยตรง การศึกษาในพุทธศาสนานั้น หมายถึง การปฏิบัติ เพื่อความละเอียดแจ่มแจ้ง ในวันนี้อาตมาจะได้ แยกวิธีการศึกษาพระพุทธศาสนานี้ ให้ชัดเจนออกไปเป็น ๓ ส่วน. คือว่า เรามีวิธีที่จะศึกษาพุทธศาสนา ในระดับแรก เพื่อให้ได้รับ ความรู้ อันนี้เราจะต้องศึกษาได้จากการฟัง จาก พระคัมภีร์ หรือจากบุคคล แม้จะได้รับความรู้ เกิดปัญญา

น.31 ๒๘ ก็เป็นปัญญาที่ได้มาจากการฟัง ภาษาบาลีเรียกว่า สุ ตมย- ปัญญา ปัญญาที่ได้มาจากการได้ยินได้ฟัง นี้เป็นการศึกษา ในอันดับแรกที่สุด. การศึกษาในอันดับที่สอง เราจะต้องศึกษา เพื่อให้ เกิด ความเข้าใจ อันนี้ต้องได้มาจากการคิดค้นตามเหตุผล ในปัญหาเฉพาะหน้าต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นในใจของเรา จาก สิ่งแวดล้อม ปัญหาที่ได้มาจากการศึกษาแบบนี้ เป็นปัญหา ที่ได้มาจากการคิด ซึ่งไม่ใช่การฟัง เรียกโดยบาลีว่า จินตา- มยปัญญา ปัญญาที่มาจากการคิด. ทีนี้ เรามี วิธีศึกษาในอันดับสุดท้าย เพื่อจะให้เกิดผล เป็น ความเห็นแจ้งแทงตลอด อันนี้ต้องศึกษามาจาก การ ซึมซาบในตัวชีวิตโดยตรง โดยที่เขาได้ผ่านสิ่งนั้น ๆ มาแล้ว ด้วยชีวิตจิตใจของเขาอย่างซึมซาบ ปัญญาที่เกิดมาจากการ ศึกษาในชั้นนี้ เป็นปัญญาที่เกิดมาจากการซึมซาบในตัวชีวิต ท่านจะเห็นได้ว่า มันแตกต่างกันลิบ : ปัญญาทีแรก ได้มา จากการฟัง ปัญญาอันดับต่อมา ได้มาจากการคิด ส่วนปัญญา อันดับสุดท้ายนี้ ได้มาจากการซึมซาบในตัวชีวิต เพราะได้มี

น.32 ๒๔ การผ่านมาแล้วอย่างเต็มที่ ฉะนั้นมันจึงเกิดปัญญาชนิดที่ได้มา จากการซึมซาบในตัวชีวิต ด้วยการพินิจพิจารณาอย่างละเอียด ในสิ่งที่ได้ผ่านมาแล้ว ด้วยชีวิตจิตใจจริง ๆ ปัญญาชนิดนี้ เรียกในภาษาบาลีว่า ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่ได้มาจาก การทำให้เจริญ ด้วยความรู้ความแจ่มแจ้ง ในเรื่องของชีวิต ที่ผ่านมาแล้วโดยตรง ทีนี้ เราจะได้พิจารณากัน ทีละขั้นตามลำดับ การศึกษา ที่แรก คือการได้ยินได้ฟัง สิ่งที่ควรได้ยินได้ฟัง จากการ ศึกษาพระคัมภีร์ตำรับตำรา หรือจากครูบาอาจารย์ในโรงเรียน ในที่บรรยาย อบรมสั่งสอนต่าง ๆ เหล่านี้ เราได้รับความรู้ คือได้ยินได้ฟัง สิ่งที่ไม่เคยฟัง สิ่งที่เคยพังมาแล้ว ก็เข้าใจ แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น ขจัดความไม่เข้าใจ ความสงสัย ความมืดมน บางอย่างไปได้ การศึกษาในระดับนี้ แม้จะยังไม่ให้ผลถึงที่สุด แต่ก็ เป็นการศึกษาชนิดหนึ่ง ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงแนะนำ แต่ก็ ไม่ทรงยกย่องว่า เป็นขั้นสูงสุด ทรงแนะนำให้ถือเอาเป็น เบื้องต้น หรือเป็นรากฐาน สำหรับการศึกษาที่สูงขึ้นไป

น.33 ๓๐ เพราะฉะนั้น จึงมีการกล่าวถึงสุตะ คือความรู้ หรือการ ได้ยินได้ฟังว่า เป็นอุบายอันหนึ่ง ที่จะให้เกิดการปฏิบัติ เพื่อความพ้นทุกข์. ฉะนั้นเราควรจะศึกษาในขั้นนี้ กันตามสมควร แต่ก็ จะต้องระวังในการที่จะไม่ให้มากเกินไป และไม่ให้เพ้อเจ้อ จนถึงกับหลงใหลในความรู้ประเภทนี้ แล้วไม่ได้ประพฤติ ปฏิบัติ หรือว่าเกิดการยกตนข่มท่านขึ้น เพราะความเป็น นักปราชญ์ ในวิชาความรู้ประเภทนี้เป็นต้น ความรู้ที่ได้ มาจากการศึกษาในชั้นนี้ เมื่อทำถูกวิธี ก็เป็นคุณ เมื่อ ทำผิดวิธีก็เป็นโทษ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ อีกข้อหนึ่ง หรืออีกทางหนึ่งว่า ระวังปริยัติที่จะกลายเป็นงูพิษ ขึ้นมา แม้ว่าประโยคนั้น จะได้กล่าวสำหรับภิกษุ แต่ก็นำมา ใช้ได้สำหรับคนทั่วไป ว่าการศึกษาวิชาความรู้ ทางทฤษฎี ต่าง ๆ นั้นแหละ ถ้าทำผิดวิธี ก็กลายเป็นงูพิษขึ้นมาได้ เหมือนกัน มีอาการที่เรียกว่า รู้มากยากนาน คือความรู้ ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด จนกระทั้งความรู้นั้น เป็นอุปสรรค แก่การปฏิบัติ ที่ถูกต้อง หรือแก่การก้าวหน้า อย่างนี้ก็ควร

น.34 ๓๑ ถือว่า เป็นงูพิษขึ้นมาได้แล้วเหมือนกัน เพราะมันทำลาย ความเจริญ หรือความก้าวหน้าของบุคคลนั้นเอง. แต่ถ้าหากหลงใหล จนถึงกับยกตนข่มท่าน ก็ยิ่งมาก ไปกว่านั้นอีก คือเป็นงูพิษที่ร้ายกาจยิ่งขึ้นไปอีก จนเป็นคน หัวดื้อ หัวรั้น ถือดี ไม่ลงแก่ใครหมด จนตัวเองวินาศฉิบหาย หรือถ้าเป็นภิกษุ ไม่มีการประพฤติปฏิบัติตามที่ได้เล่าเรียนมา หลงใหลในลาภสักการะชื่อเสียงเป็นต้น อันเกิดจากปริยัติ แล้ว ก็เป็นผู้ที่เรียกว่า สูญเสียประโยชน์อันจะพึงได้จาก พรหมจรรย์ นั่นเป็นการสูญเสียหมดสิ้น ของการเป็นบรรพชิต นี้คือลักษณะที่ต้องควบคุมความรู้ประเภทนี้ อย่าให้เพื่อขึ้น มาได้ ถ้าเพ้อหรือออกนอกลู่นอกทางแล้ว มันกลายเป็น ของให้โทษขึ้นมา. สำหรับ ทางพระพุทธศาสนานั้น เรามีตำรับตำรา ที่ท่านนักศึกษาทั้งหลาย ควรจะได้ทราบไว้เป็นเลา ๆ ว่า คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ที่เราถือเป็นหลักที่สุด ก็คือ พระคัมภีร์ที่เรียกว่า พระไตรปิฎก เราถือว่า ข้อความ ทั้งหมดในพระไตรปิฎกนั้น ได้ผ่านการสอบสวน หรือได้

น.35 ๓๒ ผ่านการชำระ หรือการรับรอง ของพระอรหันต์ จำนวน ใหญ่จำนวนหนึ่งมาแล้ว จึงถือว่าเป็นชั้นบาลี คือเป็นชั้น พระบาลี เป็นตัวพระไตรปิฎก แบ่งออกเป็นส่วน พระวินัย สำหรับเป็นข้อปฏิบัติในชั้นต้น ควบคุมหมู่คณะให้เรียบร้อย เป็นอยู่ผาสุก และแบ่งเป็น พระสูตร หรือสุตตันตปิฎก นี้คือหลักปฏิบัติทั่วไปตั้งแต่ต้น จนบรรลุพระนิพพาน แล้ว ยังมีแถมประเภทสุดท้าย เรียกว่า พระอภิธรรมปิฎก คือ อธิบายศัพท์ อธิบายคำ หรืออธิบายความหมายบทใด บทหนึ่ง คำใดคำหนึ่ง ข้อใดข้อหนึ่ง ในพระสุตตันตปิฎกนั้น ให้ละเอียดละออยิ่งขึ้นไป ตามวิธีทางปรัชญาบ้าง ทางจิต- วิทยาบ้าง ทางตรรกวิทยาบ้าง และทางอื่น ๆ บ้าง ซึ่งนอก เหนือไปจากความจำเป็น ในการที่จะปฏิบัติ แต่ให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในทางเรืองปัญญายิ่งขึ้น นี้เรียกว่า อภิธรรมปิฎก. รวมทั้งวินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และอภิธรรมปีฎก เข้าด้วย กันแล้ว เราเรียกว่า พระไตรปิฎก ท่านนักศึกษาทั้งหลาย ควรจะเข้าใจไว้ แม้อย่างย่อๆ ว่าพระไตรปิฎกนี้ เป็นอย่างนี้. และมีข้อที่ควรจะระมัดระวัง ไว้อีกข้อหนึ่งว่า คำว่า พระสูตร ๆ หรือพระสุตตันตปิฎกนั้น ถูกนำมาใช้ผิดความ

น.36 ๓๓ หมาย ชาวบ้านทั่วไปพอพูดว่า พระสูตร ๆ แล้วก็หมายถึง เรื่องนิทาน ที่สอนให้ทำบุญ ขึ้นสวรรค์ เป็นต้น นั้นเป็น พระสูตรปลอม พระสูตรเก๊ ไม่ใช่พระสุตตันตปิฎก ที่เป็น พระสูตรอันแท้จริง ในพระไตรปิฎก. คำว่าพระสูตร ๆ นี้ ระวังให้ดี มันมี ๒ ความหมาย ถ้าเป็นพระสูตรแท้ ๆ ใน สุตตันตปิฎกแล้ว เป็นหลักที่ใช้เป็นที่พึ่งได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเป็น พระสูตร ๆ ตามปากตลาดแล้ว เป็นเรื่องหลอกให้เมาบุญ ทั้งนั้น . ทีนี้ คำอธิบายของพระไตรปิฎก เป็นพระคัมภีร์ ที่มี น้ำหนักหรือมีเกียรติลดหลั่นลงมา : คัมภีร์ชั้นที่หนึ่ง หรือ ประเภทที่หนึ่ง เราเรียกว่า พระบาลี หรือ พระอภิธรรมปิฎก ส่วนคัมภีร์ที่มีเกียรติรองลงมา เราเรียกว่า คัมภีร์อรรถกถา อรรถกถานี้ คือคำอธิบายพระไตรปิฎก โดยพระอรรถ- กถาจารย์. ผู้ใดเขียนคำอธิบายพระไตรปิฎก ผู้นั้นเรียกว่า พระอรรถกถาจารย์ เพราะเหตุว่า ข้อความในพระไตรปิฎก บางคำบางประโยคนั้นเข้าใจยาก ท่านจึงเขียนคำอธิบาย กันขึ้น ตามโอกาสทุกยุคทุกสมัยตลอดมา รวบรวมกันไว้

น.37 ๓๔ เป็นพระคัมภีร์หมู่หนึ่ง เรียกอรรถกถา หรือ Commentary เมื่อเราเรียกพระไตรปิฎกว่า Text แล้ว ก็เรียกอรรถกถาว่า Commentary ซึ่งก็มีอยู่มากเหมือนกัน มีอยู่มากไม่น้อยกว่า ตัวพระไตรปิฎกเอง แต่ถ้าเราเรียกกันอย่างในวงพุทธศาสนา แล้ว คัมภีร์พระไตรปิฎกนั้น เราเรียกว่าคัมภีร์ชั้นบาลี ส่วน คัมภีร์ที่อธิบายพระบาลี นั้นเรียกว่า อรรถกถา แต่อย่าลืมว่า ทั้งคัมภีร์ชั้นบาลีทั้งอรรถกถานั้น เขียนเป็นภาษาบาลีด้วยกัน ทั้งนั้น พอไปเห็นเขียนเป็นภาษาบาลี จะเรียกว่าเป็นคัมภีร์ ชั้นบาลีไปหมด อย่างนี้ผิดถนัดเลย คือผิดจนหมดเลย. ทีนี้จะต้องรู้ต่อไปอีกว่า แม้คัมภีร์ชั้น ๓ ที่รองลงมาอีก คือรองลงมาจากอรรถกถานั้น เรามีคัมภีร์ ประเภทที่อธิบาย อรรถกถาอีกทีหนึ่ง อรรถกถาบางเรื่อง เรายังเข้าใจไม่ได้ การแก้ศัพท์ยังไม่ละเอียด ยังไม่สมใจของคนชั้นหลัง พระ- อาจารย์ชั้นหลัง จึงได้เขียนคำอธิบายอรรถกถา อีกชั้นหนึ่ง คำอธิบายนี้เรียกว่า ฎีกา แต่ก็ยังเขียนด้วยภาษาบาลีอีกนั่นเอง คนต่อมายังเขียน คัมภีร์อธิบายฎีกา อีกต่อหนึ่ง เรียกว่า อนุฎีกา หรือฎีกาน้อย เป็นชั้น ๆ ลงมาอย่างนี้ มีเกียรติ

น.38 ๓๕ หรือมีน้ำหนัก เพลาลงมาตามลำดับ ถ้าเรามายึดถือในคำ อธิบายชั้นหลังๆ หนักแน่นเกินไปแล้ว จะเกิดการขัดขวาง กันขึ้นก็ได้ เพราะเป็นการอธิบายชั้นหลังๆ ตามมติของ พระอาจารย์ ในชั้นหลังๆ ตามลำดับลงมา. แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยอมนับเนื่องเข้าไว้ กับพระ- ไตรปิฎก คือจะเป็นตัวพระไตรปิฎกเองก็ดี จะเป็นคำอธิบาย พระไตรปิฎก ชั้นอรรถกถาก็ดี เป็นคำอธิบายพระไตรปิฎก ชั้นฎีกาก็ดี อธิบายพระไตรปิฎก ชั้นอนุฎีกาก็ดี เราเรียกว่า พระคัมภีร์ทั้งนั้น ล้วนแต่เขียนเป็นภาษาบาลีทั้งนั้น ท่านจะ ต้องทราบความจริงข้อนี้ไว้ด้วย มิฉะนั้นจะถูกตบตา หรือถูก ทำให้เข้าใจผิด ว่ามันล้วนแต่เป็นภาษาบาลี เป็นคำในคัมภีร์ ชั้นบาลีไปทั้งนั้น แล้วก็จะเสียเกียรติของผู้วินิจฉัยความเป็น ธรรม เข้าวันใดวันหนึ่งก็ได้ อาตมาจึงนำมากล่าวไว้ เป็น หัวข้อสำหรับจะได้เอาไป เป็นเครื่องสังเกตสืบไป นี้คือ สิ่งที่ เรียกว่าคัมภีร์ในพระพุทธศาสนามีอยู่เป็นชั้น ๆ คือชั้นที่ ๑ เป็นตัว Text หรือ บาลี ชั้นที่ ๒ เป็นตัว Commentary หรืออรรถกถา ชั้นที่ ๓ เป็น Sub-commentary หรือฎีกา และก็มีย่อยลงไปจากนั้น เป็นอนุฎีกา.

น.39 ๓๖ ทีนี้ ถ้านอกจากนั้น คือนอกจากพระคัมภีร์ประเภทที่ กล่าวนี้ เรียกว่าพระคัมภีร์พิเศษ คือมีผู้แต่งคัมภีร์ใดคัมภีร์ หนึ่งขึ้นมา เรียกว่าเป็นคัมภีร์พิเศษ ตามความต้องการ ตามความประสงค์ของผู้แต่งเอง เช่นคัมภีร์วิสุทธิมรรค เป็นต้น นี่ ไม่ใช่พระไตรปิฎก ไม่ใช่อรรถกถา ไม่ใช่ฎีกา ไม่ใช่อนุฎีกา เป็นคัมภีร์ที่แต่งขึ้นใหม่ทีหลังอย่างนี้แล้ว เรา เรียกว่า คัมภีร์พวก ปกรณ์พิเศษ คือเป็นพระคัมภีร์พิเศษ มีอยู่หลายคัมภีร์ด้วยกัน เช่นพระคัมภีร์วิสุทธิมรรค คัมภีร์ อภิธัมมัตถสังคหะ เรื่อย ๆ มา จนถึงคัมภีร์ยุคหลัง ๆ มีคัมภีร์ มงคลทีปนีเป็นต้น ซึ่งแต่งที่เชียงใหม่ เมื่อสัก ๔๐๐ ปี มานี้เอง นี่ล้วนแต่เรียกว่าเป็นปกรณ์พิเศษทั้งนั้น มีน้ำหนัก ต่าง ๆ กัน ท่านอาจจะใช้คำพูดของท่านเอง หรือท่านอาจจะ ใช้คำพูด ที่ยืมมาจากบาลีบ้าง จากอรรถกถาบ้าง จากฎีกาบ้าง จากอนุฎีกาบ้าง มาใส่ไว้ในคัมภีร์ของท่าน หรือในปกรณ์ พิเศษของท่าน. เราจะต้องรู้ว่า มีการแบ่งกันอย่างนี้ มีน้ำหนักแห่ง ความน่าเชื่อถือ รอง ๆ กันมาอย่างนี้ แต่ทั้งหมดนี้ เราก็

น.40 ๓๗ รวมเรียกว่าคัมภีร์ด้วยกันทั้งนั้น และเคยเขียนด้วยใบลานด้วย กันทั้งนั้น และแต่งด้วยภาษาบาลีด้วยกันทั้งนั้น ความจริง เป็นอย่างนี้ อย่าได้หลงคำ หรือหลงชื่อที่เรียกร้องนี้เป็น อันขาด เรายึดถือความหมายในพระไตรปิฎก หรือพระบาลี โดยตรงเป็นหลัก. แต่แม้อย่างนั้นแล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็ยังทรงเปิด โอกาส ให้เลือกคัด ให้สอบสวน ถ้าข้อความไหนมันลงกัน ไม่ได้ กับหลักเกณฑ์อันหนึ่งแล้ว แม้มีอยู่ในชั้นบาลี แม้มี อยู่ในพระไตรปิฎก ก็ไม่ต้องยึดถือเป็นหลัก. ทั้งหมดนี้เรียกว่า เราอาศัยการศึกษาจากพระคัมภีร์ เพื่อให้เกิดความรู้ นอกจากการศึกษาจากพระคัมภีร์แล้ว เรายังศึกษาได้ จากบุคคลโดยเฉพาะจากครูอาจารย์ หรือบิดามารดา ซึ่งเป็น ครูอาจารย์ คนแรกที่สุดในโลก. นี้มันก็เหมือนกัน คือบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ของเรา ก็ต้องเอาสิ่งที่ได้เคยศึกษา เล่าเรียนมาแล้วแต่กาลก่อน ซึ่งโดยมากมาจากพระคัมภีร์ ที่สอนสืบต่อกันมา จนไม่ต้องเปิดพระคัมภีร์ ก็สอนกันได้ จนกระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรม เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี

น.41 ๓๘ ไปก็ได้ นี่ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ควรได้ยินได้ฟัง เพื่อให้ได้ ความรู้ เรามีการศึกษาอย่างนี้กันมาทุกคน เพราะว่าเราลืมตา ขึ้นมาในโลกนี้ บิดามารดาก็เริ่มสั่งสอนสิ่งต่าง ๆ ตามที่ท่าน ได้รู้มา การที่มีการกล่อมลูก ในบทกล่อมลูกนั้น ล้วนแต่ เป็นคำสั่งสอน อย่าเข้าใจว่า เป็นเพียงแต่กล่อมให้หลับ เพราะเมื่อเรามาพิจารณาดู ในบทกล่อมลูกเหล่านั้นแล้ว เป็น ศีลธรรมก็มี เป็นจริยธรรมก็มี เป็นพุทธประวัติก็มี แม้เกี่ยว กับเรื่องพระนิพพานก็ยังมี นี่ อาตมาหมายถึงบทกล่อมลูก ที่อาตมาเคยได้ยินได้ฟังมาทางปักษ์ใต้ ทางภาคอื่นยังไม่ รับรอง. เป็นอันว่า เราอาจจะศึกษา เพื่อจะได้รับความรู้จาก การฟัง คือจากพระคัมภีร์ หรือจากบุคคลแล้ว เราก็ได้ ความรู้ ซึ่งเป็นสักว่าความรู้ เราอาจจะยังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านั้น ก็ได้ แต่เราก็เรียกได้ว่า เป็นสุตะ คือความรู้จากการได้ยิน ได้ฟัง ทำให้เราได้ความรู้ เกิดปัญญาขึ้นมาชั้นหนึ่งแล้ว ที่เรียกว่าสุตมยปัญญา นี้เป็นวิธีการศึกษา พระพุทธศาสนา ในระดับแรกที่สุด เป็นเบื้องต้น เป็นบุพภาคเท่านั้น ยังไม่ใช่การศึกษาตัวจริง.

น.42 ๓๙ ที่นี้ ระดับของการศึกษาพระพุทธศาสนา ในอันดับ ที่ ๒ คือ การทำให้เกิดความเข้าใจ นี้เราจะต้องมีการคิด ไปตามเหตุผล ที่มันเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ในปัญหาต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น เช่นเมื่อเราศึกษาพระคัมภีร์ก็ตาม เราได้ยิน ได้ฟัง ครูบาอาจารย์บอกกล่าว อะไรก็ตาม ซึ่งมันเกิดเป็น ปัญหาขึ้น เราต้องคิด ถ้าคิดแล้ว เข้าใจได้ เป็นผลของ การศึกษาในระดับ ๒ หรือแม้ที่สุด แต่เรื่องที่มันเกิดขึ้นในใจเรา ไม่เกี่ยวกับ ครูบาอาจารย์ ไม่เกี่ยวกับพระคัมภีร์ มันก็มีปัญหาเกิดขึ้น เฉพาะหน้าเรา ในการปฏิบัติงานในหน้าที่ประจำวันก็ตาม หรือการประกอบอาชีพ หรือการทำอะไรต่างๆ ประจำวัน ที่เกิดปัญหาเฉพาะหน้าขึ้นมา ถ้าเราคิดด้วยเหตุผล จากสิ่ง แวดล้อมเหล่านั้น จนได้ความรู้ความเข้าใจอะไรขึ้นมา เรา เรียกว่า เป็นการศึกษาประจำวันด้วยเหมือนกัน แม้จะไม่มี คำว่าพุทธศาสนา หรือธัมมะธัมโมอะไร รวมอยู่ในปัญหา เหล่านั้นด้วย มันก็เป็นพุทธศาสนาอยู่ดี เพราะมันทำให้เรา รู้จักสิ่งต่างๆ หรือสิ่งทั้งปวงในโลกได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

น.43 ๔๐ เพราะว่าพุทธศาสนามุ่งหมายจะให้คนเข้าใจโลก รู้จัก โลก รู้จักสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง ว่ามันเป็นอย่างไร ฉะนั้นถ้าเราสามารถตีปัญหา ขบผ่านปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรา และชีวิตของเรา แตกออกไปข้อหนึ่ง ๆ โดยลำพังเรา นั่นก็เรียกว่า เป็นการศึกษาพุทธศาสนา โดยไม่รู้สึกตัว ของเรา ซึ่งรวมอยู่ในหลักพระพุทธศาสนา อย่างที่จะหลีก เลี่ยงไม่ได้ เพราะว่าในขั้นสุดท้าย มันจะทำให้เราเข้าใจ ในสิ่งที่สูงขึ้นไปกว่านี้ คือเข้าใจ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง แต่ถ้าเป็นเรื่องในคัมภีร์ หรือเรื่องจากครูบาอาจารย์ แล้ว การคิดค้นไปตามเหตุผล เพื่อความเข้าใจ ในสิ่ง เหล่านั้นแล้ว จัดว่าเป็นการศึกษาพุทธศาสนาโดยตรง เพื่อ ความเข้าใจ หรือเพื่อจินตามยปัญญา ดังที่กล่าวแล้วเป็น ปัญญาที่เกิดมาจากการคิด. นี่จะเห็นได้ว่า เพียงแต่การสดับตรับฟังไม่พอ ได้มา แต่สุตมยปัญญาเท่านั้น เราทำต่อไปอีก จนได้จินตามยปัญญา มีปัญญาเฉลียวฉลาดมากขึ้น แต่ว่าจินตามยปัญญานี้ ตั้งอยู่ ตามเหตุผล ดำเนินไปตามเหตุผล ที่นี้เหตุผลของคน ๆ หนึ่ง

น.44 ๔๑ มันมาจากการศึกษา ที่แล้ว ๆ มาแต่หนหลังของเขา เพราะ ฉะนั้นมันอาจจะผิดก็ได้ เมื่อการศึกษาเดินมาผิด เหตุผลก็ เดินไปผิด เพราะฉะนั้น อย่าได้ไว้ใจเหตุผลนัก มันผิดก็ได้ ยังไม่มีอะไรเป็นเครื่องวัด เครื่องสอบ หรือเครื่องตัดสิน วินิจฉัยให้แน่นอนได้ จะต้องรอไว้เพื่อผลข้างหน้าที่จะเกิดขึ้น ว่าเป็นความดีหรือความชั่ว เป็นการเบียดเบียนตนเอง หรือ ผู้อื่นหรือไม่ ดังนี้เป็นต้น ต้องดูผลที่แท้จริงของมันเสียก่อน อย่าเอาตามเหตุผลส่วนตัว หรือตามเหตุผล ที่แวดล้อมมาก เกินไป นี่แหละท่านจึงถือว่า แม้จินตามยปัญญานี้ ก็ยังพึ่ง ไม่ได้ ไว้ใจไม่ได้ จะต้องทำต่อไป จนถึงระดับที่ ๓ คือการ ศึกษาพุทธศาสนา จนกระทั่งเกิดความเห็นแจ้ง ในสิ่งทั้งปวง. การศึกษาในระดับที่ ๓ นี้ มุ่งผลเป็น ความเห็นแจ้ง แทงตลอดในสิ่งทั้งปวง มาถึงตรงนี้ ท่านจะต้องเข้าใจให้ดี ว่าขั้นนี้ไม่ใช่ความเข้าใจ ไม่ใช่แต่เพียงความเข้าใจ ไม่ใช่ ลำพังความเข้าใจ มันเลยกว่านั้นไป สูงกว่านั้นไป เป็น ความเห็นแจ้งแทงตลอด. คำว่าเห็นแจ้งแทงตลอดนี้ ไม่ใช่ แทงไปตามประสาหลับตาแทง มันเป็นเรื่องที่เกิดมาจาก

น.45 ๔๒ การที่เราได้ผ่านสิ่งต่าง ๆ มาแล้วอย่างซึมซาบ เป็นปัญญา ที่เกิดมาจาก การผ่านสิ่งต่าง ๆ มาแล้วอย่างเพียงพอ เพราะ ฉะนั้น จึงบัญญัติวัตถุของการศึกษาในขั้นนี้ว่า ได้แก่การ ซึมซาบในตัวชีวิต ที่ได้ผ่านมาแล้วโดยตรงเท่านั้น โดย เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ กิเลสและความทุกข์ ถ้าเราได้ผ่านชีวิตมามาก เราก็จะรู้จักกิเลส หรือความ ทุกข์มากเป็นธรรมดา เพราะว่าเรื่องต่าง ๆ ในโลกนี้ ไม่มี อะไรมากไปกว่าเรื่องความทุกข์ จนท่านบัญญัติว่า ชีวิตคือ ความทุกข์ ความทุกข์คือชีวิต แต่ความทุกข์นั้นไม่ได้เกิดเอง ลอย ๆ ย่อมเกิดมาจากกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่ง คือโลภะ โทสะ และโมหะ ๓ อย่าง นี้เป็นประธาน ซึ่งก็เกิดมาจาก ความยึดถือ ว่า ตัวกู และ ของกู ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว คนเรา จะได้ซึมซาบความจริงต่าง ๆ ในชีวิตที่เราได้ผ่านมาแล้ว นั่นแหละ เริ่มเป็นความเห็นแจ้งแทงตลอดมาโดยลำดับ แต่ มันจะมากหรือน้อยนั้น มันขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของบุคคลนั้น อีกต่อหนึ่ง.

น.46 ๔๓ ฉะนั้น ถ้าบุคคลใด ขยันพิจารณาสิ่งที่เป็นไปจริง ๆ ที่ได้ผ่านไปแล้วจริง ๆ ในชีวิตจิตใจอยู่เป็นประจำ ผู้นั้นจะ เกิดปัญญาในระดับที่ ๓ ที่เรียกว่าภาวนามยปัญญานี้ เป็น แน่นอน แต่ถ้าผู้ใดเห็นไปเสียว่า เป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ เป็น เรื่องของคนอยู่ตามป่าตามดง ไม่หยิบเรื่องกิเลส และความ ทุกข์ขึ้นมาวินิจฉัย ไม่พยายามที่จะเข้าใจในคำที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้นแล้ว มันก็ช่วยไม่ได้ บุคคลเหล่านั้น จะเห็นแจ้งแทงตลอด หรือมีปัญญาในระดับนี้ไม่ได้ และเขา ก็จะไม่มีความรู้ เรื่องกิเลสและความทุกข์ ไม่มีความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่สามารถจะเข้าถึงจุดสำคัญของ พระพุทธศาสนาได้เลย. นี่ ท่านจะเห็นได้ด้วยตนเอง โดยอาตมาไม่ต้องบอก ไม่ต้องกล่าว ว่าพวกเรามาติดต้นกันอยู่ที่นี่ เพราะเหตุไร จึงว่าเรามาติดต้นกันอยู่ที่นี่ ? เพราะเหตุว่า ในชั้นต้นที่สุด คือการศึกษาจากการได้ยินได้ฟังนั้น เราทำมาก มันมีอะไร ยั่วให้ทำ มีลาภสักการะ ชื่อเสียงยั่วให้ทำ มีความต้องการ วิทยฐานะบังคับให้ทำ เพื่อการประกอบอาชีพ และเราก็ไม่

น.47 ๔๔ ติดต้นอยู่แค่การที่ไม่ได้ยินไม่ได้ฟัง. แล้วถัดมา เรายังชอบ คิดชอบนึก ชอบถกชอบเถียงกัน จนเกินขอบเขตเสียด้วย ซ้ำไป ชอบถกเถียงกัน ในปัญหาที่ไม่ใช่เป็นปัญหา ของ พุทธบริษัท ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่ปัญหาจำเป็นที่ มนุษย์จะต้องคิดเสียด้วยซ้ำไป นี้เพราะนิสัยเราอยากอวดดี อยากเก่งกว่าคนอื่น เราจึงคิดค้น เพื่อจะให้รู้อะไรมากกว่า คนอื่น นี่เราก็ไม่ติดต้น เรามักจะมีกันมาก และถึงกับ เหลือเพื่อด้วยเหมือนกัน แต่พอมาถึงขั้นที่ ๓ คือขั้นที่จะเห็นแจ้งตัวจริง หรือ ความจริง ในเรื่องของตัวกูหรือของกู หรือเรื่องของกิเลส เรื่องความทุกข์ เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้ เรากลับ เป็นคน ที่เหมือนกับหลับไม่ตื่น เป็นคนที่ไม่เคยคิดเคยนึก ว่าสิ่งเหล่านี้มีสำหรับให้เราศึกษา เรามัวเมาอยู่แต่ ๒ อย่าง ข้างต้น มัวเมาอยู่แต่ผลที่ได้รับ จากการศึกษาเพียง ๒ ขั้น ข้างต้น คือความรู้ เกียรติยศชื่อเสียง ลาภสักการะ ความ สะดวกสบาย ในความเป็นอยู่ ก็พอแล้ว การที่จะพิจารณา ให้เห็นความจริง เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เลยเป็นของ

น.48 ๔๕ น่าเบื่อหน่าย ที่สุดไป พอใครพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ก็ง่วงนอน จึงไม่มีการกระทำที่ถูกต้อง และสมบูรณ์ในเรื่องนี้ แม้แต่ ในวัดในวา และยิ่งในบัดนี้แล้วแม้แต่ในป่า อาตมาอยากจะ กล่าวอย่างนี้เสียด้วยซ้ำไป. แปลว่า การศึกษาในขั้นที่จะเป็นที่พึ่งได้นี้ กลายเป็น ของถูกทอดทิ้ง โดยไม่รู้สึกตัว เพราะมัวหลับกันอยู่นั่นเอง หลับด้วยอำนาจของอวิชชา หรือความไม่รู้ว่า อะไรเป็นอะไร ว่าอะไรเป็นตัวพุทธศาสนาแท้ ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรจะต้อง ศึกษา และปฏิบัติ นี้เรียกว่าความหลับเพราะอวิชชา ฉะนั้น เราจะต้องสนใจศึกษา ในระดับที่ ๓ นี้ กันให้มากเป็นพิเศษ และอย่าได้ถือเสียว่าเป็นเรื่องเพื่อบรรลุ มรรค ผล นิพพาน โดยตรงอย่างเดียว แต่ให้เป็นเรื่องของผู้ที่ ต้องการจะมีชีวิต อยู่ในโลกนี้ อย่างในขั้นเป็นปุถุชนชั้นดีด้วย ดังที่ได้กล่าวมา แล้วข้างต้นอย่างยืดยาว. เราจะต้องศึกษา ให้เกิดความซึมซาบ ในตัวชีวิตโดย ตรง ในกิเลสและความทุกข์โดยตรง เราจะต้องใช้เวลาว่าง ของเรา สักขณะหนึ่ง ๆ เพื่อศึกษาเรื่องชีวิต เรื่องกิเลส

น.49 ๔๖ เรื่องความทุกข์นี้โดยตรง ถ้าผู้ใดขยันทำอย่างนี้ ไม่เท่าไรจะ รู้พุทธศาสนาตัวแท้ หรือเข้าถึงพุทธศาสนาตัวจริง นั่นแหละ คือสิ่งที่เราไปเรียกกันอย่างโก้ที่สุด หรูหราที่สุด ว่า ทำ วิปัสสนา แต่แล้วก็ไม่ได้ทำวิปัสสนา ให้เป็นวิปัสสนาไปได้ เลย คือไม่ได้ทำวิปัสสนา เพื่อให้ซึมซาบในความจริงของ ชีวิต หรือของกิเลสและความทุกข์ เป็นการทำวิปัสสนา ละเมอ ๆ โดยให้เขาจูงไปอย่างละเมอ ว่าปฏิบัติอย่างนั้น และทำอย่างนั้น ๆ และได้อย่างนั้น และได้เท่านั้น ๆ และ เดี๋ยวนี้ได้เป็นนั่นเป็นนี่แล้ว แม้กระทั่งว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เป็น โสดา เป็นสกิทาคาแล้ว ก็ยังต้องให้เขาช่วยบอก ตัวเองก็ รู้ไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น นี่เรียกว่าวิปัสสนาละเมอ แต่ถ้าเป็น การศึกษาพระพุทธศาสนาที่แท้จริงแล้ว จะเป็นวิปัสสนา ละเมออย่างนั้นไม่ได้ จะต้องเป็นวิปัสสนาที่แท้จริง คือแจ่ม แจ้งซึมซาบในชีวิตจิตใจ ในกิเลสและในความทุกข์ หรือ รวมกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ในสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ผ่านมาแล้วในตน คือใน Experience ต่าง ๆ ที่ได้ผ่านมาแล้วนั้นจริงๆ. อาตมา ขอยกตัวอย่างเรื่องนี้ ด้วยคำ ๆ หนึ่ง คือว่า ความเป็นพ่อ ข้อนี้เรามีปัญหาที่จะถามขึ้นว่า ความที่เป็นพ่อ

น.50 ๔๗ ของเขานั้น สนุกไหม ? แต่มันเป็นปัญหา ที่คนทั่วไป ฟังไม่ถูก เข้าใจไม่ได้ นอกจากคนแก่คนชรา ที่เคยเป็นบิดา ของผู้อื่น มาอย่างช่ำชองแล้วเท่านั้น ว่าการเป็นบิดานั้น มีภาระเท่าไร มีภาระอย่างไร ตั้งแต่ลูกโตขึ้นมา ต้องให้ การศึกษาเล่าเรียน มีเหย้ามีเรือนไปแล้ว ก็ยังตัดไม่ได้ ลูกตายไปแล้ว ก็ยังอดเป็นห่วงระลึกนึกถึงไม่ได้ อย่างนี้ เป็นต้น ความเป็นบิดาของเขา ต้องทนทุกข์ทรมาน หนัก อกหนักใจ มีภาระเท่าไร ผู้ที่เคยเป็นบิดามาแล้ว ย่อมรู้ดี พอถามว่า เป็นพ่อเขาสนุกไหม ? อาจจะอึ้งถึงกับตอบไม่ได้ เพราะความเข้าใจดีเกินไปนั่นเอง มันสั่นหัวอยู่ข้างใน อัดอั้นตันใจ ถึงกับตอบออกมาไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่อย่าง แจ่มแจ้ง ว่ามันไม่น่าสนุกเลย นี่ ขอให้ท่านคิดดูที่ว่า ปัญญาในเรื่องอย่างนี้ กล่าวคือปัญญาที่ทราบว่า เป็น บิดาเขาไม่สนุก นี้เป็นปัญญาที่แท้จริงหรือไม่ และ ปัญญาชนิดนี้ จะเกิดมาจากเพียงได้ยินได้พึ่งคนอื่นบอกนั้น ได้หรือไม่ และปัญญาชนิดนี้จะเกิดมาจากการคำนึงคำนวณ เอาตามเหตุผลนั้น ได้หรือไม่ อาตมายืนยันว่า ไม่มีทางที่

น.51 ๔๘ จะเป็นไปได้ นอกจากจะได้ผ่านสิ่งเหล่านั้นมาแล้ว อย่าง ซึมซาบ นี่ จึงเห็นได้ว่า ปัญญาชนิดนี้มันไม่เหมือนกับปัญญา , ๒ อย่าง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว. ตัวอย่าง ที่จะให้ง่าย ที่จะให้ตื้นขึ้นมากกว่านี้อีก ก็เช่น เดียวกับการที่เราจะถามว่า น้ำตาล หรือรสหวานของน้ำตาล นั้น เป็นอย่างไร การที่จะอธิบายว่า รสหวานของน้ำตาล เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ที่จะให้เขาได้รับความรู้โดยการอธิบาย นั้น มันเป็นความจริงที่น้อยมาก หรือเขาจะคิดคำนวณไป ตามเหตุผล โดยเห็นคนที่กินน้ำตาลและกินยาขม มีหน้าตา เป็นอย่างไร หรือใคร ๆ ทำไมจึงชอบกินน้ำตาล หรือคำนึง คำนวณด้วยเหตุผลอย่างนี้ เขาก็ไม่อาจจะรู้ความหวานของ น้ำตาลได้เต็ม ตามความหมายของคำว่าหวาน ต่อเมื่อไร เขาได้กินน้ำตาลเข้าไปจริง ๆ เขาจึงจะมีความรู้ที่แท้จริง มี ปัญญาที่แท้จริงว่า ความหวานนั้นเป็นอย่างไร ความรู้ในขั้น สุดท้าย ที่เกิดจากการกินน้ำตาลเข้าไปจริง ๆ นี้เรียกว่าเป็น ปัญญา ที่ถึงที่สุดในเรื่องนั้น.

น.52 ๔๙ ขอให้เรา คำนึงคำนวณเทียบเคียง ความหมายของ คำว่า ปัญญา ๓ ระดับนี้ ในลักษณะเช่นนี้ไว้เสมอไป เพราะว่าปัญญาชนิดขั้นสุดท้ายนี้เท่านั้น ที่จะเอาเป็นที่พึ่งได้ หรืออาศัยมันได้ เป็นปัญญา ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า เป็นปัญญาที่จะพึ่งได้ ทำลายกิเลสได้ หรือเป็นตัวการศึกษา พระพุทธศาสนา ในระดับที่เต็มตามความหมาย อย่างแท้จริง ฉะนั้น เราจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดละออ ในตัวชีวิต จิตใจ คือในตัวกิเลสโดยตรง ในตัวความทุกข์โดยตรง ที่เกิดขึ้นอยู่ในใจจริง ๆ ที่ได้ผ่านไปแล้วเป็นลำดับ ๆ เป็น ประจำวัน ซึ่งจะตั้งปัญหาอย่างไรก็ได้ แล้วแต่จะเหมาะ สำหรับบุคคลไหน ขอแต่ให้เป็นปัญหา ที่นำไปสู่การ พิจารณา จนกระทั่งเกิดความซึมซาบแจ่มแจ้งแทงตลอด ในปัญหาของชีวิตเหล่านั้นโดยตรง คือว่าจะต้องทำไป จน เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างแท้จริง ไม่ใช่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่สวดมนต์ ไม่ใช่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างที่ว่ากันทุกเช้าทุกเย็น หรือสอนอธิบายกันโดยพยัญชนะ โดยอรรถะ โดยความหมาย โดยเหตุผล จำแนกอย่างนั้น อย่างนี้.

น.53 ๕๐ การเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่แท้จริงนั้น คือ ความรู้สึกที่ทำให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัด สลดสังเวช ในการ ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งปวงในโลก จนเกิดความรู้สึกไม่เอา ไม่เป็น ไม่อยากเอา ไม่อยากเป็น หรือไม่ยึดมั่นถือมั่นใน สิ่งทั้งปวง นั่นแหละ จึงจะเรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเกิดได้แม้แก่บุคคล ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ม่าเลยในโลก นี้ขอให้ท่านฟังดูให้ดี ๆ ว่า แม้คนที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในโลกนี้มาเลย เขาก็อาจจะเข้าถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตัวจริงได้ ด้วยการพินิจพิจารณา ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จนได้ ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด สลดสังเวช ไม่อยาก เอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร จนจิตน้อมไปสู่ความดับไม่มี เชื้อเหลือ นี้ได้จริง ๆ นี่คือผู้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งที่เขาก็ไม่ได้ยินได้ฟัง คำเหล่านี้มาก่อนเลย. อาตมา ขอยืนยันว่า คนที่ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ฟังเทศน์ และได้บรรลุอรหันต์ที่ตรงนั้น มีมากคนเหมือนกัน ที่ไม่เคย ได้ยินได้ฟัง คำว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เลย แต่ท่านเข้า

น.54 ๕๑ ถึงตัว อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างแท้จริง ณ ที่นั่งตรงนั้น แล้วเป็นอรหันต์ นี่คือความเห็นแจ้งและซึมซาบ ในปัญหา ชีวิตต่าง ๆ ของท่าน ซึ่งมีมาอย่างเพียงพอ พอสมควรที่จะ รู้สึกได้ทันที ในเมื่อมีการสะกิดที่พอเหมาะ พระพุทธเจ้า ท่านสะกิดที่พอเหมาะ มีการสะกิดที่พอเหมาะ เพราะปัญญา อันแรงกล้าของพระองค์ สะกิดคนด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ ความซึมซาบในชีวิตในความทุกข์ หรือใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เขามีมาแล้วแต่กาลก่อน ลุกโพลงขึ้นมาได้ แล้ว ก็เป็นพระอรหันต์กันที่นั่งตรงนั้นได้ โดยที่บุคคลนั้น ไม่เคย ได้ยินได้ฟัง คำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เลย. ที่นี้ พวกเราสมัยนี้ ท่องคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กันทั้งเช้าทั้งเย็น แต่มันเป็นเรื่องของตัวหนังสือ ของเสียง ของความหมาย ของอรรถะพยัญชนะ ของอักษรศาสตร์ ของวรรณคดี ของตรรก หรืออะไรเป็นต้นไปหมด ไม่เคย เข้าใจ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เป็นตัวจริง ฉะนั้นจึงไม่ เกิดปัญญาชนิดนี้ และไม่ดับทุกข์ได้ ไม่เข้าถึงตัวพระพุทธ- ศาสนาไปได้เลย นี่ใครก็จะเห็นได้ว่า การที่พินิจพิจารณา ให้เห็นความไม่น่ายึดมั่นถือมั่น ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น

น.55 ๕๒ อยู่เสมอนี่แหละ เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า เป็นการปฏิบัติตัว พุทธศาสนาโดยตรง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นการ ศึกษาพุทธศาสนาโดยตรง ไม่มีอะไร ที่จะเป็นการศึกษาที่ ถูกต้อง หรือโดยตรงยิ่งไปกว่านี้. ที่นี้ จะได้พิจารณากันต่อไป ถึงบทเรียนหรือแบบ ฝึกหัด ในการศึกษาพระพุทธศาสนาในระดับที่ ๓ นี้ อาตมา อยากจะบอกกล่าวว่า มีวิธีมากมายเหลือเกิน และสลับ ซับซ้อนอยู่มากมาย และส่วนมากที่เห็นๆ กันอยู่นั้นเป็นวิธีที่ ทำไป อย่างติดต้นอยู่เพียงแค่ตัวหนังสือ เสียเป็นส่วนมาก นั่นเอง เช่นการพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ พิจารณาอื่น ๆ ก็ตาม มันไปติดอยู่แค่พิธี หรือระเบียบพิธี ไปหมด ยิ่งทำมากขึ้นไปเท่าไร ก็ยิ่งเป็นพิธีมากขึ้นเพียงนั้น จึงเกิดเป็นการติดตันขึ้นมา ฉะนั้นเราน่าจะมีบทเรียน ชนิด ที่ไม่ทำให้เกิดการติดต้น และเป็นบทเรียน ที่จะไม่ต้องอาศัย ตัวพยัญชนะที่เป็นพระบาลี หรือที่เป็นคำในภาษาบาลี เช่น คำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ทำให้ติดต้นกันอยู่ที่นี่ ไม่เข้าถึงตัวจริงได้ ในเมื่อผู้ที่ไม่เคยได้ยินคำเหล่านี้มา แต่ก่อน กลับเข้าถึงตัว อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้

น.56 ๕๓ ฉะนั้น จึงสอนให้พิจารณา ตัวชีวิตโดยตรง คือ ตัวกิเลสและตัวความทุกข์โดยตรง สิ่งใดมันเข้ามาเป็น ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นเรื่องกิเลสหรือเป็นเรื่องความทุกข์ ก็ตาม เราจะต้องพิจารณาเรื่องนั้น ให้เห็นอย่างชัดแจ้ง ว่ามันมีความจริงเป็นอย่างไร ฉะนั้นจึงตั้งปัญหาว่า ความ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นความเป็นบิดา เป็นมารดา ความ เป็นคน ความเป็นสัตว์ ความเป็นคนดี ความเป็นคนชั่ว ความเป็นคนมีบุญ ความเป็นคนมีบาป หรืออื่น ๆ ที่เคยได้ บรรยายมาแล้ว ในฐานะที่เป็นของคู่ ว่ าความเป็น อย่างไหนบ้างที่น่าสนุก นี่ก็เพราะเหตุว่า เราย่อม สำคัญ หรือยึดถือว่า เราเป็นอะไร อย่างใด อย่างหนึ่งอยู่เสมอ เช่นเราเป็นนักเรียน เราเป็นครู เรา เป็นพ่อ เราเป็นลูก เราเป็นนาย เราเป็นบ่าว เราเป็นผู้ ถูกใช้ เราเป็นผู้ใช้ เราเป็นผู้แพ้ เราเป็นผู้ชนะ ทีนี้เรามา พิจารณาดูเถิดว่า ในบรรดาความเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ผู้นั้นผู้นี้ เป็นผู้อย่างไหนบ้าง ที่น่าสนุก ถ้าเรามีสติปัญญา เพียงพอ เราจะเห็นได้ว่า มันไม่น่าสนุกทั้งนั้น ฉะนั้นจึง

น.57 ๕๔ ขอให้พิจารณาอย่างแยบคายตลอดไป เราจะเห็นอย่าง แจ่มแจ้งแทงตลอดในภายใน ว่าไม่น่าสนุกทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น อาตมาจึงเสนอบทเรียน หรือแบบฝึกหัด ในประโยคว่า "น่าสนุกไหม ?" นี้ ให้แก่คนทุกคนที่ ไปถาม โดยเฉพาะในรุ่นหลัง หรือในระยะหลัง ๆ นี้แล้ว ได้ให้บทเรียนในทำนองนี้ทั้งนั้น คือให้ไปพินิจพิจารณาด้วย ตนเอง ตามแต่ปัญหาอะไรมันจะเกิดขึ้น เช่นมีปัญหาใน ความเป็นมารดาเกิดขึ้นมา ก็พิจารณาว่า ความเป็นแม่เขา นั้นมันสนุกไหม ? ถ้าเป็นเรื่องของสามีของภรรยา ของลูก ของหลาน ของคนหนุ่มคนสาว อะไรก็สุดแท้ เขาจะต้อง ไปพิจารณา โดยทำนองเดียวกันหมด ด้วยคำถามประโยค เดียวกันหมด ว่าน่าสนุกไหม ? คือความหมายว่า มันไม่ เป็นสิ่งที่เผาลนไหม หรือเป็นสิ่งที่เผาลนทนทรมานให้เร่า ร้อน ? นี่คำว่า "สนุก" มีความหมายอย่างนี้. ฉะนั้น ถ้ามีเวลาเมื่อไหร่ ให้เข้าไปสู่ที่สงัด ชั่วระยะ เล็กน้อย เท่าไรก็ตาม ขอให้หยิบปัญหาต่าง ๆ ขึ้นมาพิจารณา ว่าสิ่งที่เรากำลังยึดถือ ว่าเรามีอยู่ หรือเรากำลังเป็นอยู่นั้น

น.58 ๕๕ เป็นของที่น่าสนุกไหม ? เช่นมีเงินมีทอง มีชื่อมีเสียง มีอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ น่าสนุกไหม ? หรือความเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิงเป็นชาย เป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นสามี ภรรยา เป็นบิดามารดา เป็นบุตรเป็นหลาน อะไรก็สุดแท้ กระทั่งถึงคนดีคนชั่ว คนมีบุญคนมีบาป คนมีสุขคนมีทุกข์ เป็นคู่สุดท้าย ว่ามันน่าสนุกไหม ?. คำอธิบายเหล่านี้ ได้อธิบายไว้มากมายแล้ว จึงไม่ อธิบายซ้ำในที่นี้อีก แต่อาตมายืนยันในข้อที่ว่า นี้เป็นบทเรียน ที่ดีที่สุด ที่จะให้เข้าถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น โดยไม่ต้องได้ยินได้ฟังคำเหล่านี้ก็ได้ และเมื่อถูกสะกิด เหมาะ ๆ วันใดวันหนึ่งเข้าแล้ว ก็จะเห็นแจ้งแทงตลอด ในเรื่องของกิเลสและความทุกข์ได้ คือเข้าถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตัวจริงได้. อาตมาขอยืนยันว่า “บทเรียนนี้ไม่ต้องเปลี่ยน คือจะ ใช้ได้ตั้งแต่ระดับเด็กขึ้นไปจนถึงผู้ใหญ่ หรือผู้แก่ผู้เฒ่า จะใช้ ได้กระทั่งสำหรับนักศึกษา อย่างที่นั่งประชุมกันอยู่ในที่นี้ ตลอดไปจนถึงพระ ถึงเณร ถึงฤๅษีชีไพร ตามดงตามป่า

น.59 ๕๖ จะนำไปใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย คือตั้งแต่ยุคพุทธกาล หรือก่อน พุทธกาลมาจนยุคนี้ ถึงยุคอนาคตข้างหน้า ทุกระดับบุคคล ทุกหน้าที่ ทุกอาชีพการงาน เพราะว่าประโยค ๆ นี้ คำถาม เช่นนี้ มันเป็นกลางที่สุด ไม่เกี่ยวกับเวลา ไม่เกี่ยวกับ สถานที่ ไม่เกี่ยวกับบุคคล ไม่เกี่ยวกับอะไรหมด มันเป็น กลาง คือมันเป็นเรื่องของกิเลสและความทุกข์ ที่มันเป็น สาธารณะ หรือเป็นกลางในทุกยุคทุกสมัย ทุกสถานที่ ทุกบุคคล มันจะมีความรู้สึกอย่างเดียวกันหมด ในเรื่องของ กิเลสและความทุกข์ ไม่ว่ายุคพุทธกาล ไม่ว่ายุคนี้ ฉะนั้น จึงขอแนะวิปัสสนาลัด ๆ ด่วน ๆ เร็ว ๆ และกินเวลาน้อยที่สุด นี้ว่า ทุกคนจะต้องพิจารณาอยู่เสมอ ทุกคราวที่โอกาส อำนวยในที่อันสงัด ว่าสิ่งที่เรากำลังอยาก กำลังกระหาย กำลังกระตือรือร้น กำลังหลงใหลใฝ่ฝันอยู่นี้ ถ้าได้มา แล้ว มันน่าสนุกไหม ? หรือถ้าได้เป็นเข้าแล้ว มัน น่าสนุกไหม ?. นี่จะเป็นเครื่องรำงับความเร่าร้อน จะเป็นห้ามล้อที่ดี ไม่ให้เลยขอบเขต และอย่าได้เข้าใจผิดไปว่า จะเป็นเครื่อง

น.60 ๕๗ ทำให้ถอยหลัง ; ไม่มีถอยหลัง มีแต่จะรุ่งเรืองไปด้วยปัญญา ที่ก้าวหน้า ชนิดที่จะทำให้เรา ทำอะไร ๆ ถูกหมดไม่มีผิดเลย จะทำให้เราควบคุม บังคับตัวเราเองได้ดีที่สุด จะทำให้เรา บูชายกย่องเคารพนับถือตัวเองได้ดีที่สุด ฉะนั้นขอให้ พิจารณาโดยทำนองนี้ว่า สิ่งที่เราควรกระตือรือร้นอยากได้ หรืออยากเป็นนั้น ถ้ามันได้มาแล้ว มันเป็นขึ้นมาแล้ว มันน่าสนุกไหม ? ถ้าถึงความจริงเมื่อไร มันจะสั้นหัว เช่นเดียวกับผู้แก่ผู้เฒ่าสั่นหัว ในความเป็นบิดาอย่าง เดียวกัน ฉะนั้นจึงขอให้พิจารณาไปเรื่อย ๆ ในลักษณะนี้ จนกว่าจะเกิดความรู้สึก ที่แจ่มแจ้งแทงตลอด โพลงขึ้นมา ว่าเป็นอย่างไร มันไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ไม่น่ายึดมั่นถือมั่น แล้วเมื่อนั้นเอง จิตจะน้อมไปสู่ความเป็นอิสระ จะน้อม ไปสู่ความหยุดหรือสงบ จะน้อมไปสู่ความดับไม่มีเหลือ ที่เรียกว่านิพพาน. เดี๋ยวนี้ จิตของเราไม่น้อมไปเพื่อความเป็นอิสระ คือ สมัครเป็นทาสเป็นขี้ข้า หรือเป็นทาสของกิเลสตัณหา อยู่เป็น ปรกติ แต่พอความรู้แจ้งแทงตลอดในข้อนี้มีขึ้นมาแล้ว

น.61 ๕๘ ความเป็นไปอย่างนั้น ก็จะสูญสิ้นไป มีแต่จะ น้อมไปสู่ความ เป็นอิสระ ไม่มีอะไรมาบีบคั้นบังคับ เป็นอิสระจากความ บีบคั้นของกิเลสแล้ว จะเป็นอิสระจากทุกสิ่งทุกอย่าง คือ จากบุคคลทุกคนในโลกและจากสรรพสิ่งต่างๆ ในโลก จากรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทั้งหมดทั้งสิ้นในโลก นี่เรียกว่า จิตน้อมไปสู่ความเป็นอิสระ ที่ไม่มีอะไรมาบีบคั้นย่ำยีจิตใจ ให้ แม้แต่เพียงเศร้าหมองก็ไม่ได้ อย่าว่าแต่ถึงกับเจ็บช้ำ หรือเจ็บปวด ทนทรมานเลย. ที่ว่า น้อมไปเพื่อความหยุด นั้น หมายความว่า ในปัจจุบันนี้ เราไม่อยากหยุด เรายังวิ่งไปวิ่งมาอยู่เรื่อย ด้วยอำนาจของกิเลสตัณหา อยากได้นั่นอยากได้นี่ อยาก เป็นนั่นอยากเป็นนี่ สมหวังแล้ว ก็ยังอยากต่อไป ไม่สมหวัง ก็อยากแก้ตัวใหม่ เป็นเรื่องไม่ยอมหยุด แต่ถ้าได้เข้าถึง ความรู้แจ้งแทงตลอด ในชีวิต ในโลก ในกิเลส ในความ ทุกข์แล้ว จิตจะน้อมไปเอง เพื่อความหยุด ฉะนั้นขอให้ เอาสิ่งนี้เป็นเครื่องหมาย เป็นเครื่องวัด ว่าการพิจารณา หรือการศึกษาของเรา เดินไปถูกทางหรือไม่ ถึงจุดหมาย ปลายทางหรือยัง

น.62 ๕๙ ที่ว่า น้อมไปเพื่อความดับไม่มีเหลือ นั้น คือน้อมไป เพื่อพระนิพพาน หมายความว่า ตามธรรมดาคนเราไม่ ยอมดับ เช่นเราไม่ยอมตาย ไม่อยากตาย แม้ตายแล้วก็ยัง อยากเกิดใหม่ เพื่อจะให้เราได้เป็นอะไร ๆ ตามที่เราชอบ ใจยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก นี้เรียกว่าเราไม่ยอมดับ แต่ถ้าเรามองเห็น ความจริง เห็นแจ้งแทงตลอดในตัวโลก ในตัวชีวิตโดยตรง แล้ว จิตจะน้อมไปเอง เพื่อความดับ คือไม่อยากอะไร ไม่มีกิเลสตัณหา ที่เป็นพืชสำหรับจะก่อภพก่อชาติใหม่ มัน ก็เป็นไป เพื่อความดับไม่มีเชื้อเหลือ คือดับความรู้สึกว่า ตัวกูหรือของกู เสียได้ แม้ในบัดนี้ สิ่งที่เรียก ว่าชาติ ว่าภพ ก็หมดสิ้นลงไปในขณะนี้ และมีผลย้อนหลัง คือ ว่า ที่เราเคยเข้าใจ ว่าภพ ว่าชาติ ว่าตัวกูของกู มาแต่กาลก่อน ในอดีตนั้น ก็เห็นได้ตามที่เป็นจริงไปด้วย ว่าไม่มีเลย เรามันโง่ไปเอง หลงไปเอง ว่าเป็นภพ ว่าเป็นชาติ ว่าเป็น ตัวกูหรือของกู มาแล้วแต่หนหลัง นี้เรียกว่า มันดับความโง่ ย้อนหลังได้อย่างนี้ ในปัจจุบันมันก็ดับหมด ไม่มีความรู้สึก อย่างนี้ แล้วในอนาคตมันจะมีได้อย่างไร ฉะนั้นท่านจึงเรียก สิ่งนี้ โดยสมมติโวหารว่า นิพพาน คือความดับไม่มีเหลือ

น.63 ๖๐ จิตจะน้อมไปสู่ความดับไม่มีเหลือ หรือพระนิพพานอยู่ในตัว ฉะนั้นจึงไม่หลีกไปไหน มีแต่จะน้อมไปสู่นิพพานตามลำดับ ๆ เหมือนครกที่ปล่อยจากภูเขา หรือจากยอดเขาแล้ว แน่นอน ที่จะกลิ้งลงมาสู่ตีนเขาโดยง่ายดาย หรือว่าธรรมดา แผ่นดิน ย่อมเอียงไปทางมหาสมุทร เพราะฉะนั้น น้ำที่ลงมาจาก อากาศตกมาสู่พื้นแผ่นดินแล้ว ย่อมน้อมเอียง หรือไหลไปสู่ มหาสมุทร เป็นปรกติอย่างนี้. นี้เป็นผลของการที่เรา ได้ปฏิบัติถูกต้อง มีความเข้าใจ ซึมซาบ รู้แจ้งแทงตลอดในตัวชีวิต คือกิเลสและความทุกข์ อย่างถูกต้อง เราจะต้องพยายามยึดหลักอันนี้เป็นประจำวัน เป็นวิปัสสนาของทุกคน สำหรับทุกคน เป็นประจำวัน เพื่อความเป็นผู้มีจิตใจ ที่มีความสว่างไสวแจ่มแจ้ง มีความ สะอาด สว่าง สงบ ตามสมควร มีอิสระไม่เป็นทาสของกิเลส สามารถควบคุมตัวเองไปเรื่อยๆ ให้ปฏิบัติถูกในสิ่งทั้งปวง ทั้งหน้าที่การงาน ทั้งอาชีพ ทั้งการศึกษาตลอดถึงปัญหา ต่าง ๆ ทั้งเรื่องโลกนี้ และโลกหน้า ทั้งหมดทั้งสิ้น. ทีนี้ เรามาย้อนระลึกนึกกันอีกนิดหนึ่งว่า สิ่งที่เรา เรียกว่า การศึกษานั้น มันได้แก่การปฏิบัติ แต่เราศึกษา

น.64 ๖๑ ในข้อที่ควรศึกษาตัวจริง ด้วยการพิจารณา ให้เห็นแจ่มแจ้ง แทงตลอดอย่างนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่าศีล เราไปทิ้งไว้ที่ไหนเสีย สิ่งที่เรียกว่าสมาธิ เราไปทิ้งไว้ที่ไหนเสีย สิ่งที่เรียกว่า วิปัสสนา มรรค ผล อยู่ที่ไหน ไม่เคยออกชื่อเลย. อาตมาอยากจะขอให้ทุกคน พิจารณาด้วยสติปัญญา ของตัวเองว่า เมื่อมีความเห็นแจ้งแทงตลอด ในกิเลสและ ในความทุกข์ จนเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ จะเป็นการเอา หรือการ เป็น ก็ตาม มันไม่น่าสนุก ดังนี้แล้ว จะเรียกว่าเขามีศีล หรือไม่ ขอให้ลองคิดดู คนที่มีความรู้สึกแจ่มแจ้ง แทงตลอดในชีวิต และความทุกข์อยู่อย่างนี้ มีโอกาส ที่จะขาดศีลข้อไหนได้อย่างไรบ้าง ขอให้ลองคิดดู. เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า นี่แหละ คือปรกติศีล คือศีลที่วิเศษที่สุด คือบริสุทธิ์ เป็นศีลแท้จริงอยู่ตลอดกาล เป็นศีลที่แท้จริง ที่พระอริยเจ้าชอบใจ ไม่ใช่ศีลที่ขาดแล้ว ขาดอีก ด่าง ๆ พร้อย ๆ อยู่ตลอดกาล เหมือนศีลของบุคคล ที่ฝืนกระแส รักษาศีลเพราะอำนาจสีลัพพตปรามาส คือความ งมงาย ไม่เคยมีศีล ทั้งที่รักษาศีลอยู่จนตาย แต่ถ้าเราจะ

น.65 ๖๒ อาศัยการปฏิบัติ ในลักษณะที่เป็นการรู้แจ้งแทงตลอด ในความทุกข์และชีวิต เหล่านี้แล้ว มันไม่มีทางที่จะ ขาดศีลได้เลย ให้ยักษ์มาร เทวดาพวกไหน มาบังคับให้ ขาดศีลมาบังคับให้ทำ ให้ขาดศีล คนนี้ก็ทำอะไรให้ขาดศีล ไม่ได้ แม้จะฆ่าเขาให้ตาย ก็ทำให้เขาขาดศีลไม่ได้ มันจึง เป็นศีลที่แท้จริง หรือเป็นโลกุตตรศีล หรือที่เรียกว่าเป็นศีล ที่เป็นสมุจเฉทปหานไปแล้ว ไม่กลับคืนได้อีกต่อไป. ถ้าจะถามว่า สมาธิอยู่ตรงไหนเล่า ? อาตมาอยาก จะบอกกล่าวว่า ความเพ่งพินิจพิจารณา ให้เห็นความจริง อย่างแจ่มแจ้งแทงตลอด ในข้อนั้นแหละ คือตัวสมาธิ ที่แท้จริง เป็นสมาธิที่ถูกต้อง ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา แต่เพราะเหตุที่ว่า มันแนบเนื่องอยู่กับปัญญา - สนิทสนม เกินไป จนคนโง่ ๆ มองไม่เห็นตัวสมาธินั้น เขาจึงหาว่า ไม่มีสมาธิอยู่ในปัญญานั้น แต่พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญว่า อนันตริกสมาธิ คือสมาธิ ที่แนบเนื่องกันอยู่กับปัญญา นั่นแหละ คือสมาธิ ที่เป็นที่พึ่งได้ ไม่เหลือเพื่อ ไม่เพ้อ เป็นกำลังของจิต ที่ถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ อยู่อย่าง เต็มที่ เต็มเปี่ยม ไม่มีส่วนใดเหลือเป็นหมันอยู่เลย.

น.66 ๖๓ ท่านที่เป็นนักขับรถยนต์ ท่านลองคิดดูว่า ถ้าเรา ลองติดเครื่องยนต์ให้มันติดเฉย ๆ แล้วเร่งเครื่องสักเท่าไร ก็ตามใจ แล้วไม่เข้าเกียร์ดู มันจะมีประโยชน์อะไร มันมี แต่จะสูญเปล่าเสียเปล่า นี่แหละ คือผลเช่นเดียวกันกับ นักสมาธิ ที่เพ่งสมาธิเฉย ๆ ถึงขนาดเป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้ แต่แล้วมันก็เป็นสมาธิเฉย ๆ ที่ไม่เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ อะไรอยู่นั่นเอง เพราะมันไม่มีปัญญา ไม่มีความมุ่งหมาย ในทางปัญญาเป็นเนื้อหาอยู่ในความมุ่งหมายการปฏิบัตินั้น. ที่นี้ หากว่าเขาใช้ปัญญา เป็นการทำงาน เป็น ตัวทำงาน แล้วใช้สมาธิเป็นกำลังสำหรับทำงาน จึงจะ เป็นของที่แนบเนื่องกันคู่กัน แล้วดำเนินไปอย่างถูกต้อง ถึงจุดหมายปลายทาง คือพระนิพพานได้ เพราะฉะนั้น ชี้ตัวปัญญาที่ไหน ต้องชี้ตัวสมาธิที่ถูกต้อง ได้ที่นั้น ; ถ้าชี้ตัวสมาธิที่ถูกต้องได้ที่ไหน เป็นต้องชี้ตัวปัญญาที่ถูก ต้องได้ที่นั้น ไม่อาจจะแยกกันเลย และที่นั่นก็มีศีลด้วย เพราะคนที่มีสมาธิปัญญาอย่างถูกต้องเช่นนี้ ไม่มีทางที่จะ ขาดศีลได้เลย.

น.67 ๖๔ นี่แหละ เราจะภาคภูมิใจ ด้วยการกระทำเพียงง่าย ๆ หรือว่าสั้น ๆ ลัด ๆ อย่างนี้ มันทำให้มีศีลจริง มีสมาธิจริง มีปัญญาจริง หรือวิปัสสนาจริง อยู่ในตัวมันเอง และมัน แบ่งหน้าที่กันทำ เป็นกลุ่มเดียว อยู่ในตัวมันเอง เพราะ ฉะนั้น อาตมาจึงขอยืนยันว่า ด้วยการทำ เพื่อให้เกิดความ แจ่มแจ้งแทงตลอด ในตัวชีวิตและความทุกข์ นั่นแหละ มันจะมีศีลรวมอยู่ในนั้น คือศีลและวัตรปฏิบัติต่างๆ ทุกอย่าง ทุกประการ มันรวมอยู่ในนั้น โดยฐานะที่มันเป็นตัวทำให้ เกิดโอกาส แก่การปฏิบัติธรรม คือว่า ถ้าเราไปประพฤติ ผิดศีลผิดธรรมเข้า เราก็ถูกรบกวนจากสังคม จะถูกสังคม จับไปลงโทษ หรือเบียดเบียนต่าง ๆ นานา การเป็นอยู่ก็ ขลุกขลักไปหมด ไม่มีอะไรที่ราบรื่นได้ ก็เลยหมดโอกาส ที่จะทำความเห็นแจ้งแทงตลอด. เพราะฉะนั้น อานิสงส์ของศีลที่แท้จริง ศีล หรือวัตร ปฏิบัติต่าง ๆ ที่เนื่องอยู่กับศีล หรือศีลธรรมนั้น ก็คือการที่ มันทำให้เกิดโอกาส ที่จะปฏิบัติเพื่อนิพพาน ถ้าเราไม่มี ศีลแล้ว เราไม่มีโอกาส เราจะถูกรบกวนโดยประการทั้งปวง

น.68 ๖๕ เช่นถูกรบกวน โดยการถูกจับตัว ไปใส่ในนรกเสียบ้าง หรือ โดยการถูกเบียดเบียนรบกวน จากสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันบ้าง. ส่วน สมาธิ นั้น มันอยู่ในฐานะ เป็นการเพิ่มกำลัง หรือ น้ำหนักให้ เรามีกำลังมีน้ำหนัก ในการพิจารณา จากอำนาจ ของสมาธิ. ทีนี้เรามี ปัญญา หรือมีวิปัสสนา เป็นการ จุดแสงสว่างขึ้น อบ เผา อาตมาใช้คำว่า อบ เผา ให้มัน ตายตัว. ที่จริงแล้วสติปัญญาหรือวิปัสสนานั้น เกิดอยู่แก่ คนทุกคน ในที่ทุกเมื่อ แต่มันเกิดวับ ๆ แวม ๆ รอบ ๆ แวมๆ ไม่เป็นไปอย่างติดต่อ เกิดขึ้นเพียงขณะจิต เพียงชั่วครู่ แล้วก็ดับไป ทีนี้เราจะต้องทำปัญญา หรือวิปัสสนาตามหลัก วิชา หรือตามแบบฉบับนี้ ให้เป็นการ " อบ " หรือเป็นการ " เผา " อยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่วอบ ๆ แวม ๆ เพราะฉะนั้น วิปัสสนาของเรา จึงต้องเพ่งชนิดที่ติดต่อกัน. เช่นเพ่งว่า ความเป็นพ่อเขาสนุกไหม ? อย่างนี้ มันต้องเพ่งชนิดที่ติดต่อกันไปทุกนาที ทุกชั่วโมง จนกว่า มันจะเป็นแสงสว่างที่ลุกโพลง ๆ ขึ้นมา ว่าน่าสลดสังเวช ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น และไม่ยอมเอา ไม่ยอมเป็นอีกต่อไป ดังนี้ จึงจะได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าปัญญา หรือ

น.69 ๖๖ วิปัสสนาในที่นี้ จึงมิใช่อะไรอื่น แต่มันได้แก่การที่เราบังคับ ให้แสงสว่างนั้น ให้มันลุกโพลงขึ้นในจิตใจอยู่ตลอดเวลา อย่าให้วับ ๆ แวม ๆ ได้ จนกว่ามันจะโพลงเป็นครั้งสุดท้าย คือโพลงชนิดที่เป็นการตัดกิเลส. ส่วนสิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล จะเป็นโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล หรือมรรคผล ชั้นไหนก็ตาม มันตั้งอยู่ในฐานะ ที่มันเป็นผลที่เกิดขึ้นมาอย่างแท้จริง คือไม่กลับกำเริบ หรือ บางนาที บางวินาที เราสบายเยือกเย็นที่สุด มีจิตใจสงบ เย็น เหมือนกับไม่มีกิเลสเลย จนสำนึกเข้าใจผิด ว่าตัวเอง เป็นผู้บรรลุแล้ว อย่างนี้ก็มี แล้วไม่ชั่วกี่ประเดี๋ยว มันก็ กลับเป็นคนเดิม คือเร่าร้อนไปด้วยกิเลสตัณหาอย่างเดิม. นี่ก็เพราะเหตุว่า นั่นมันยังไม่ใช่ มรรค ผล แต่มัน ก็เป็นอาการอันหนึ่ง ซึ่งมีความหมาย หรือมีลักษณะอย่าง เดียวกัน ฉะนั้น คำว่า มรรค ผล ก็หมายถึงความดับ ของกิเลส หรือความทุกข์ หรือความไม่ปรากฏ ของกิเลส และความทุกข์ ที่เป็นการถาวร ไม่กลับกำเริบอีกเท่านั้นเอง ถ้าเป็นขั้นพระโสดาบัน ก็ดับทุกข์ไปตามขั้นนั้น พระ- สกิทาคามี ก็ดับไปตามขั้น เรียกว่าไม่กลับกำเริบอีกต่อไป.

น.70 ๖๗ เพราะฉะนั้น คำว่า ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี มรรค ผลก็ดี รวมอยู่ในบทพิจารณาง่าย ๆ ว่า " น่าสนุกไหม?" ทั้งนั้น. ฉะนั้นถ้าผู้ใดพิจารณาอยู่อย่างนี้ จึงจะชื่อว่า พิจารณาเพื่อเข้าถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยตรง คือมีศีล สมาธิ ปัญญา รวมอยู่ในนั้น และจะบรรลุมรรคผลได้ โดยสมควรแก่การปฏิบัติของตน โดยไม่ต้องสงสัย. เป็นอันว่า เราได้กล่าวถึงวิธีการศึกษา พระพุทธศาสนา โดยตรง โดยที่ไม่มีทางจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้ มา แล้วตามสมควร ขอให้กำหนดจดจำไว้ว่า วิธีการศึกษา พระพุทธศาสนานั้น มีอยู่อย่างนี้ ไม่ใช่เรียนในโรงเรียน อย่างที่เรียนกันจ้อไป หรือที่คิดเดาเอาเอง ตามที่ชอบ ถกเถียงกัน ตามสภา สำหรับถกเถียง อย่างคนเมาน้ำลาย แต่ต้องเข้าไปสู่ที่สงัด พิจารณาสิ่งต่าง ๆ โดยนัยนี้ จากปัญหา ในชีวิตจิตใจของตัวเอง จากกิเลสของตัวเอง จากความ ทุกข์ของตัวเอง จากอะไร ๆ ของตัวเอง ที่ได้ผ่านมาแล้ว อย่างจริง ๆ และเกิดผลดังที่ว่ามานี้ ครบถ้วนทุกประการ. ขอยุติคำบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต