Buddhadasa.org
หนังสือโจรปล้นธรรมชาติ › อ่านฉบับเต็ม

📖 โจรปล้นธรรมชาติ

ธรรมเทศนาแสดง ณ ยอดเขาพุทธทอง สวนโมกขพลาราม ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๑๑ — เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๒๐ · วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๑๑

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.45 นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ โย เว อวิทฺวา อุปธี กโรติ ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโท ตสฺมา ปชานํ อุปธี น กยิรา ทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปสฺสีติ ฯ ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตพฺโพ - ติ. ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ และวิริยะ ความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงาม ก้าวหน้า ในทำนองคลองธรรมแห่งพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนาเป็นปุพพาปะระลำดับ สืบเนื่องมาแต่ธรรมเทศนา ในตอนเช้า แห่งวันวิสาขบูชา ล้วนแต่เป็นธรรมเทศนาที่ตักเตือนท่านทั้งหลาย ให้ระลึกนึกถึงพระคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้กระทำไว้ในใจ ให้เป็นอย่างดี ให้เหมาะสมแก่การที่จะกระทำวิสาขบูชาในวันนี้.

น.46 การทำวิสาขบูชานี้ ขอให้ทุกคนมีจิตใจที่กระทำไว้ เป็นอย่างดี โดยแยบคายเป็นพิเศษในวันนี้ ให้สมกับที่เป็น วันสำคัญในพระพุทธศาสนา ซึ่งเราก็ได้ประกอบกุศลวิธี มีประการต่าง ๆ เพื่อหวังว่าจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลเป็นส่วน รวม คือสัตว์ทั้งหลายจะได้มีความรู้ ความเข้าใจ มีความ สนใจและเอาใจใส่ได้รู้ ได้เห็น ได้สะกิดใจ ให้คนเหล่านั้น มาสนใจในพระพุทธศาสนา. พร้อมกันก็ให้ตัวเองได้มีการ อบรมจิตใจให้ก้าวหน้า สูงยิ่งขึ้นไปทุกคราวที่กระทำ. และ อีกส่วนหนึ่ง ให้ถือว่าการกระทำเช่นนี้ เป็นการบูชาแด่องค์ สมเด็จพระบรมศาสดา ซึ่งท่านเป็นบุคคลที่ควรบูชาสูงสุด เราจึงต้องบูชาด้วยการบูชาที่สูงสุดด้วย. ในการบูชานั้น มีหลายระดับ บูชาอย่างสูงก็มี ไม่ สูงก็มี บูชาตามธรรมดาก็มี. การบูชาที่เรียกว่าเป็นธรรมดา ไม่สูงนั้น ก็คือการกระทำที่ทำไปสักว่าเป็นพิธีรีตอง เคยทำ กันอย่างไร ก็ทำกันอย่างนั้น สักแต่ว่าทำกิริยา แม้ว่าจะ

น.47 ๓ หาดอกไม้ธูปเทียนมาจุดบูชาก็ดี หรือจะเดินเวียนประทักษิณก็ดี ล้วนแต่เป็นการกระทำที่พอเป็นพิธี ในจิตใจไม่ได้กระทำโดย แยบคาย อย่างนี้เรียกว่าเป็นการบูชาพอเป็นพิธี เพื่อให้ การบูชาไม่เป็นเพียงพิธี ก็จะต้องมีการกระทำในใจด้วยความ บากบั่นพยายามให้ดีที่สุด เป็นการบูชาด้วยจิตใจ ซึ่งเป็นเหตุ ให้มีการเปลี่ยนแปลงในทางจิตใจ คือรู้และเข้าใจยิ่งขึ้น แล้วก็ ปฏิบัติตามยิ่งขึ้น และแม้ที่สุดแต่ว่าการตั้งอกตั้งใจบังคับจิตใจ ให้ระลึกนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าในโอกาสนี้ เป็นต้น นี้ก็ เรียกว่าเป็นการกระทำทางจิตใจด้วยเหมือนกัน. การบูชาด้วยการกระทำนั้น สูงกว่าการบูชาด้วยวัตถุ สิ่งของ. การบูชาด้วยวัตถุสิ่งของ หมายถึงดอกไม้ธูปเทียน เป็นต้น นี้เป็นเรื่องวัตถุ แม้ว่าจะเป็นความพยายามของการ ที่หามา หรือกระทำ แต่ถ้าไม่ได้กระทำในใจให้แจ่มแจ้ง ให้ซึมซาบในพระคุณของพระพุทธเจ้าเป็นต้นแล้ว การ บูชานั้นก็เป็นเพียงภายนอก ผู้บูชาจะต้องทำจิตใจให้ซึมซาบ อยู่ในพระคุณของพระพุทธเจ้าจริง ๆ แล้วทำการบูชาอย่างใด อย่างหนึ่งอยู่ ก็เชื่อว่าเป็นการบูชาด้วยจิตใจ หรือปฏิบัติบูชา.

น.48 ๔ พระคุณของพระพุทธเจ้านั้นมีมากมาย และอาจจะ สรุปได้เป็น ๒ อย่างด้วยกัน คือพระคุณของพระองค์เอง และ พระคุณที่เนื่องมาถึงผู้อื่น คุณสมบัติอันใด เป็นลักษณะเฉพาะ ของพระพุทธเจ้า ทั้งหมดนั้น เป็นคุณสมบัติส่วนพระองค์เอง ว่าผู้ที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จักต้องประกอบไปด้วยคุณธรรม คุณสมบัตินั้น ๆ นี้เราก็ต้องรู้ ต้องเข้าใจ และต้องระลึกถึง ในโอกาสเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน. ส่วนพระคุณประเภทที่สอง คือพระคุณที่เนื่องมาถึง สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงนี้ เรียกว่าเป็นพระคุณที่ผูกพันอยู่กับสัตว์ ทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้มีพระคุณ ในฐานะเป็น บุพพการี พวกเราเป็นผู้รับพระคุณ ในฐานะเป็นลูกหนี้ ; เราจะต้องมีความกตัญญู กตเวที สนองตอบ ในโอกาสเช่นนี้ ก็เป็นโอกาสอันหนึ่ง ซึ่งจะต้องระลึกถึงพระคุณข้อนี้ ใครระลึก ได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นการดีเท่านั้น เพราะว่ายิ่งระลึกได้มาก ก็ยิ่งมีศรัทธามาก มีความเลื่อมใสมาก มีความเสียสละมาก และ การกระทำเหล่านั้นก็เป็นประโยชน์แก่บุคคลนั้นเอง จึงเรียกว่า เป็นคุณ ที่ส่งต่อกันไปเป็นทอด ๆ หลายระยะ หลายลำดับ

น.49 ๕ ทีเดียว เป็นสิ่งที่ต้องกระทำในวันเช่นวันนี้ ด้วยเหมือนกัน. หวังว่าท่านทั้งหลายทุกคน จะต้องเตรียมใจในลักษณะเช่นนี้ เพื่อการกระทำวิสาขบูชาต่อไป. ควรจะระลึก นึกถึงพระคุณเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่ โดยนัยเป็นต้นว่า ถ้าปราศจากเสียซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว โลกนี้ก็จะเป็นโลกที่มืดมน ไม่มีแสงสว่างในทางจิตทางใจ สัตว์ทั้งหลายก็ไม่รู้ว่า จะดำรงจิตใจไว้ในลักษณะอย่างไร จึงจะไม่เกิดความทุกข์ขึ้นมาในจิตใจ. บัดนี้เพราะเหตุที่มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก จึงเป็นเหมือนกับการ ส่องแสงสว่างให้สัตว์โลกทั้งหลาย ได้มองเห็นว่าจะเดินทางไป อย่างไร จึงจะพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้ ไม่ต้องเกิดมา เพื่อทนทุกข์ทรมาน หรือว่าไม่ต้องเกิดมา เพื่อเป็นหมันเปล่า คือไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. มาบัดนี้ เราเกิดมาไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน ไม่เสียที ที่เกิดมา เพราะว่าได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ อันนี้เอง เป็นความหมายอันสำคัญ ของพระคุณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เรามาประกอบการบูชาในวันนี้ เป็นที่ระลึกถวายแด่พระองค์

น.50 ๖ ตามหน้าที่ ตามขนบธรรมเนียมประเพณี ตามวัฒนธรรม ของชนชาตินี้ ซึ่งมีไว้สำหรับประกอบกรรม เช่นนี้เราก็พากัน ตั้งอกตั้งใจที่จะกระทำในวันนี้อยู่แล้ว. นี้เป็นข้อตักเตือน โดยหลักพื้นฐานทั่ว ๆ ไป อันเกี่ยวกับวิสาขบูชา. แต่บัดนี้ ยังมีอยู่อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งอยากจะปรารภกับ ท่านทั้งหลาย เป็นการตักเตือนด้วยเหมือนกัน แต่เป็นชั้น ละเอียดประณีต ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปในทางจิตใจ คือขอให้ทุกคน ระลึกว่าการบูชานี้ทำด้วยจิตใจ เพื่อให้จิตใจเข้าถึงพระพุทธเจ้า หรือจะเรียกว่าให้เข้าถึงพระคุณของพระองค์ก็ตามใจ ; เรื่อง ก็เป็นอย่างเดียวกัน เพราะว่าถ้าจิตใจของใครเข้าถึงพระคุณ ของพระพุทธเจ้าได้ ก็เท่ากับเป็นการเข้าถึงพระพุทธเจ้า อยู่นั่นเอง. เราจงทำจิตใจ ให้เข้าถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า โดยวิธีที่ทำจิตใจให้เหมือนกันกับจิตใจของพระพุทธเจ้า. ยิ่งไปกว่านั้นอีก เราจะต้องดำเนินการเป็นอยู่ ตลอดจนถึง การกิน การอยู่ การนั่ง การนอน ในเสนาสนะที่อาศัย หรือ อะไร ๆ ทุกอย่าง ให้คล้ายกับพระพุทธเจ้า ก็จะยิ่งเป็นการดี.

น.51 ๗ เพราะว่าเป็นที่เชื่อกันว่า เป็นการแน่นอนอย่างหนึ่ง ในการ ที่คนเราจะรู้สึกลึกซึ้ง ถึงจิตใจของท่านผู้ใด เราควรจะ มีการเป็นอยู่ ให้คล้ายการเป็นอยู่ของบุคคลผู้นั้นด้วย เพราะว่าเมื่อเรามีการเป็นอยู่ เหมือนกับบุคคลใด เราก็อาจจะ เข้าใจในความรู้สึกของบุคคลนั้นได้ง่าย หรือว่าเราอาจจะฟัง คำพูดของบุคคลนั้น เข้าใจได้ง่าย. การที่จะทำให้พวกเทวดา มาฟังคำพูดของมนุษย์ เข้าใจ หรือให้พวกมนุษย์ฟังคำพูดของเทวดาเข้าใจนั้น ย่อม จะเป็นการยาก. แต่ถ้าหากว่ามนุษย์ ลองเป็นอยู่อย่างเทวดา หรือให้เทวดาลองมาเป็นอยู่อย่างมนุษย์เสียก่อนแล้ว ก็จะฟัง และพูดกันเข้าใจ พูดกันรู้เรื่องได้ง่ายขึ้น หรือว่ารู้สึกเข้าถึง ความรู้สึกในจิตใจของกันและกันได้ง่ายขึ้น. เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะสามารถปรับปรุงทุกสิ่งทุกอย่าง ให้คล้าย ๆ กันกับ การเป็นอยู่ของพระอริยเจ้าทั้งหลายแล้ว เราก็จะทราบถึง ความรู้สึกในจิตใจของพระอริยเจ้าทั้งหลายนั้น ได้โดยง่าย. ดังนั้น เกี่ยวกับองค์พระพุทธเจ้านี้ เราจะต้อง ระลึกนึกถึง ว่าท่านเป็นอยู่อย่างไร ท่านฉันอาหารอย่างไร ท่านบรรทมอย่างไร ตลอดถึงโดยหลักใหญ่ ๆ ว่าท่านประสูติที่

น.52 ๘ ตรงไหน ท่านตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าที่ตรงไหน แล้วท่าน ดับขันธ์ ทำกาลกิริยา ที่ตรงไหน ในลักษณะอย่างไร. ในวัน เช่นวันนี้ เราควรจะพากันระลึกอีก ทั้งๆ ที่เคยรู้อยู่แล้ว หรือ ระลึกอยู่แล้ว. พระพุทธเจ้านั้น ท่าน ประสูติกลางดิน ใต้โคน ต้นไม้ ในสวนป่าอุทยานแห่งหนึ่ง. ลองคิดดูเถิด ว่ามันจะ เป็นอย่างไร มันไม่เหมือนคนที่คลอดบนบ้านบนเรือน หรือ ในสถานที่ที่จัดไว้เฉพาะ เช่นโรงพยาบาลเป็นต้น. พระพุทธ- เจ้าตรัสรู้ที่ตรงไหน ก็ ตรัสรู้ที่พื้นดิน โคนต้นไม้ แห่งหนึ่ง ไม่ใช่บนกุฏิวิหารที่สะดวกสบาย สวยงามอะไร เหมือนกับ ที่เราเกี่ยวข้องกันอยู่โดยมากในสมัยนี้. คือว่าสมัยนี้ แม้แต่ ภิกษุสามเณร ก็ไม่ค่อยจะพอใจที่จะนั่งลงตรงที่โคนไม้ ให้เป็นเหมือนอย่างเดียวกับพระพุทธเจ้า แล้วคิดนึก ระลึกถึง ความจริง หรือธรรมะต่าง ๆ ; มีแต่ชอบจะนอนเอกเขนกบน ที่นอนอันสบาย แล้วคิดนึก ; ความคิดนึกมันก็ไหลเรื่อยเปื่อย ไปทางอื่น ไม่ไปทางเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าท่านคิดนึก เป็นแน่นอน. ฉะนั้นจงนึกไว้เสมอ ว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ อย่างไร ที่ตรงไหน เราควรจะเสพคบเสนาสนะเห็นปานนั้น ให้มาก เราจึงจะเข้าใจการตรัสรู้ความหมายแห่งธรรมะ ที่พระองค์ตรัสรู้ได้โดยง่าย.

น.53 ๙ เราระลึกนึกต่อไปว่า พระพุทธเจ้าท่านปรินิพพาน ที่ไหน เราก็รู้กันอยู่แล้ว ว่าปรินิพพานที่ใต้ต้นไม้กลางพื้นดิน ระหว่างโคนไม้สองต้น ในสวนป่าอุทยานแห่งหนึ่ง บนผ้า สังฆาฏิพับ ๆ ซ้อนกัน จะบนเตียงหรือไม่ใช่บนเตียง นี้ยังเป็น ปัญหาอยู่ แม้ว่าจะเป็นเตียง ก็เป็นเตียงเตี้ย ๆ กลางพื้นดิน ที่โคนไม้นั่นเอง. นี่ ก็จะเห็นได้ว่าเราไม่ต้องการจะตายกัน อย่างนี้ อยากจะตายบนที่นอนอันอ่อนนุ่ม หรือจะตายที่ โรงพยาบาล พร้อมหน้าลูก พร้อมหน้าหลาน พร้อมหน้าสิ่งที่ ประคบประหงมนานาประการ จนไม่รู้จะตั้งสติไว้อย่างไร. ยิ่งเป็นในสมัยนี้ด้วยแล้ว ความรู้ของมนุษย์ก้าวหน้าในการที่ทำ ให้คนตายยาก ตายลำบากอย่างยิ่ง และในที่สุดก็คือตายโดย ไม่ต้องมีสตินั่นเอง เพราะเอาอะไร ๆ ไปค้ำจุนเข้าไว้อย่างไม่ ถูกสัดถูกส่วนกัน ไม่รู้จะตายลงได้อย่างไร ; ไม่มีใคร ที่จะยอมตาย เพราะยังหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดจากความ ตายอยู่เสมอ มันจึงตรงกันข้ามไปหมด ทุกอย่างทุกทาง, ไม่เหมือนกับพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ท่านตรัสไว้ ว่าสามเดือน นับแต่วันนี้ ตถาคตจะปรินิพพาน แล้วพอถึงวันนั้นพระองค์ ก็เสด็จปรินิพพานในลักษณาการที่ง่าย ๆ กลางพื้นดินดังกล่าวแล้ว.

น.54 ๑๐ รวมความในที่สุด ก็กล่าวได้ว่าท่านประสูติกลางพื้นดิน ท่านตรัสรู้กลางพื้นดิน ท่านนิพพานกลางพื้นดิน ส่วนเราที่ เป็นสาวกของพระพุทธองค์นั้น ดูจะเกลียดกลางพื้นดิน เพียงแต่จะนั่งบนดิน ก็รังเกียจไม่อยากจะนั่ง ต้องขวนขวาย หานั้นหานี่มารอง. ด้วยเหตุอย่างไร ด้วยความประสงค์อย่างไร ท่านทั้งหลายก็รู้อยู่แก่ใจตัวเองดีแล้ว ทุกคนไม่ต้องพูด. แต่เรื่องที่จะพูด ก็มีอยู่ที่ว่า เพราะไม่ระลึกนึกถึง พระพุทธเจ้าเสียเลยนั่นแหละ ว่าท่านเกิดอย่างไร ท่านตรัสรู้ อย่างไร ท่านปรินิพพานอย่างไร ที่ตรงไหน เมื่อจิตใจไป เห่อเหิมทะเยอทะยาน ที่จะอยู่ดี - กินดี ไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้ มันก็เกลียดการเป็นอยู่อย่างพระพุทธเจ้า ทำก็ทำด้วยความจำใจ ทำสักครั้งหนึ่งคราวหนึ่ง ก็ด้วยความอิดหนาระอาใจ อย่างดีที่สุด ก็หลอกตัวเองว่า วันนี้ได้กินอยู่อย่างง่าย ๆ เหมือนพระพุทธเจ้า ทำเพียงเพื่อหลอกตัวเอง เพื่อปลอบใจตัวเอง อย่างนี้ไม่พอ ต้องกระทำถึงขนาดที่เรียกว่า ทำด้วยจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้น เพื่อเปลี่ยนสภาพของจิตใจให้ไปอยู่ในลักษณะที่จะเข้าถึง ธรรมชาติ รู้จักความจริงตามธรรมชาติ หรือที่เราเรียกว่า การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น.

น.55 ๑๑ คนทุกวันนี้ ต้องการจะอยู่ดี - กินดี ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ให้กิน ให้อยู่แต่พอดี. คำว่า "พอดี" ของท่านนั้น ไม่ได้มีความหมายอย่างเดียวกันกับคนสมัยนี้ ต้องการ. อยู่ดี - กินดี ของบุคคลสมัยนี้ มีแต่จะเกินความพอดี และจะยิ่งขึ้นไป ยิ่งขึ้นไป ไม่มีที่สิ้นสุด นั้นเขาเรียกว่าอยู่ดี- กินดี. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า กินอยู่พอดี คือมัตตัญญุตานี้ ไม่ได้หมายความว่า ให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นไปทำนองนั้น แต่หมาย ความว่า ให้พอดีแก่การที่จะเป็นมนุษย์ อยู่อย่างเหมาะสม ในการที่จะทำหน้าที่ของมนุษย์. การทำหน้าที่ของมนุษย์ ก็คือการประพฤติ หรือกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้รู้จัก ความจริง ในความเป็นมนุษย์ คือรู้จักชีวิต รู้จักการงาน รู้จัก ความสุข รู้จักความทุกข์ รู้จักทุกอย่างทุกประการ ซึ่งไป สรุปอยู่ในคำว่ามีลักษณะเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้เรียกว่า "หน้าที่ของมนุษย์" เราทำมาหากินนี้ก็เพื่อให้มีชีวิตอยู่ แล้ว ก็เพื่อให้ได้ทำหน้าที่อันนี้. เดี๋ยวนี้ คนทั่วไปทำมาหากิน เพื่อจะกินให้ดีวิเศษ เกินกว่าเทวดาไปเสียอีก แล้วยังจะสะสมไว้ให้มาก ให้ได้กิน ชนิดนั้นไปตลอดกาลนานอีก แล้วยังจะสะสมไว้เผื่อลูกเผื่อหลาน

น.56 ๑๒ อีก มันก็หมดเวลากัน จะเอาเวลาไหนไปทำงานในหน้าที่ของ ความเป็นมนุษย์ เพราะได้เอาวันเวลาไปทำมาหากิน เพื่อการกิน ที่ไม่รู้จักสิ้นจักสุด ของตนเองและของลูกหลาน จึงไม่มีจิตใจ ส่วนไหนเหลืออยู่ สำหรับจะไปทำหน้าที่การงานในทางจิต ทางใจ เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป มีแต่จะเร่ง ให้สูงขึ้นไป ในทางการกินไม่มีขอบเขต. เสร็จเรื่องกิน ก็เรื่องกาม, เสร็จเรื่องกาม, ก็เรื่องเกียรติ ; ทั้งกิน ทั้งกาม ทั้งเกียรตินี้ รวมใจความแล้ว ก็คือเรื่องกินทั้งนั้น คือกิน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ลอง ไปคิดดูเอาเอง ก็เข้าใจได้. กินทางปากนี้ ก็กินอาหารธรรมดาทางลิ้น, เรื่องกาม ก็เป็นเรื่องบริโภคทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ฯลฯ เรื่องเกียรติ ก็เป็นการบริโภคทางจิตทางใจ, เป็นเรื่องกิน ทั้งนั้น. กินทางตา กินทางหู กินทางจมูก กินทางลิ้น กินทางกาย กินทางใจ จึงไม่รู้จักสิ้นจักสุด ไม่รู้จักอิ่มจักพอ จึงได้เป็นเปรต เพราะเหตุนั้นเอง, คือมันมีความหิว มีความ ทะเยอทะยานแต่จะกิน ๆ ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ผลสุดท้ายจึงไม่มีเวลา ที่จะทำหน้าที่ของมนุษย์ คือศึกษาให้รู้ ให้เข้าใจ ในเรื่อง เกี่ยวกับความทุกข์และความดับทุกข์.

น.57 ๑๓ ถ้าเรามัวแต่เป็นกันอยู่อย่างนี้ ก็เป็นการยากอยู่ในตัว แล้ว ที่จะเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือปฏิบัติตามคำสอน นั้น ๆ เพราะเราเป็นทาสของการกิน อยู่ในโลกนี้ก็เป็นทาสของ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เต็มไปทั้งนั้น. และ เรื่องหลัง คือเกียรตินี้ เป็นเรื่องที่ไม่รู้จักสิ้นสุด เบื่อยาก เพราะมันลึกลับซับซ้อนมาก เป็นเรื่องกิเลสประเภทตัวกู - ของกู ชนิดที่ไม่รู้จักอิ่มจักพอ คนจึงได้ตายไปเปล่า ด้วยเหตุด้วยเรื่อง เท่านี้ ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ในการที่จะละเสียซึ่งสิ่งเหล่านี้. นี้เป็นปรกติธรรมดา เป็นภาวะที่มีอยู่จริง เป็นอยู่จริง แม้ใน วงพุทธบริษัทในพุทธศาสนา ฉะนั้นจึงเป็นเหตุให้เป็นพุทธ- บริษัทแต่สักว่าปากว่า ตามพิธีรีตอง ตามธรรมเนียม ตาม ทะเบียน เท่านั้น แล้วก็มาเที่ยวโทษกัน ว่าทำไมจึงไม่มีการ ประสบความสำเร็จในการบรรลุมรรคผลนิพพาน. หาได้มองดู ไม่ว่ามันเป็นเพราะตน โดยที่แท้จริงนั้นหาได้ต้องการไม่ เพราะ ว่าไปหลงในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ มีความเห็นแก่ตัวกู ยิ่งกว่าเห็นแก่พระพุทธเจ้า ยิ่งกว่าเห็นแก่ พระธรรม มยิ่งกว่าเห็นแก่พระสงฆ์ เพราะฉะนั้นมันจึงตกอยู่ เพียงแค่มีตัวกู ที่ยกหูชูหาง ยิ่งขึ้นไปทุกที ยิ่งขึ้นไปทุกที สูงยิ่งขึ้นไปทุกที จนลดลงไม่ได้ จนกระทั่งตายไปตามตรงกับ

น.58 ๑๔ บัดนี้ มาถึงวันเช่นวันนี้แล้ว ควรจะได้ระลึกนึกถึงกัน ให้ดี เพื่อจะเตรียมจิตเตรียมใจ ให้เหมาะสมแก่การที่จะนั่งใกล้ พระพุทธเจ้าด้วยจิตใจ. การทำบูชานี้ ทำด้วยจิตใจ ถ้าทำ สำเร็จจริง ก็เป็นการเข้าถึงพระพุทธเจ้าด้วยจิตใจ นั่งใกล้ พระพุทธเจ้าด้วยจิตใจ เราจะต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัวกัน อย่างไรจึงจะเป็นการเหมาะสมแก่การที่จะนั่งใกล้พระพุทธเจ้า. ในปีที่แล้ว ๆ มา ได้กล่าวถึงข้อความเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในลักษณะที่เป็นการชำระสะสางตัวเอง ให้มีความสะอาดในวัน เช่นวันนี้ เพียงพอที่จะนั่งใกล้พระพุทธเจ้า ด้วยการกระทำ วิสาขบูชา ดังที่กล่าวแล้ว. สำหรับในวันนี้นั้นอยากจะระบุ ลงไปอีกข้อหนึ่งว่า จงทำตนให้เป็นคนสะอาดปราศจากความ เศร้าหมอง คือการเป็นขโมย เป็นโจร. ท่านทั้งหลายเป็นโจร เป็นขโมยอย่างหน้าด้านที่สุด คือไปปล้น ไปแย่ง ไปชิง เอาสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาเป็น ตัวกู - ของกู นี้ เรียกว่าเป็นโจร เป็นขโมย ไปปล้นเอาสิ่งที่ ไม่ใช่ของตน ไปแย่งเอาสิ่งที่ไม่ใช่ของตน มาเป็นตัวเป็นตน. นั่นก็ของกู นี่ก็ของกู เงินก็ของกู ทองก็ของกู ลูกเมียของกู บ้านเรือนของกู รถยนต์ของกู เรือกสวนไร่นาของกู. พวกโจร

น.59 ๑๕ หน้าด้านเหล่านี้ จะนั่งใกล้พระพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะว่าได้แย่งชิง เอาสิ่งของตามธรรมชาติ ซึ่งที่แท้ไม่ใช่ของตน มาเป็นของตน. มันเป็นได้ก็แต่เพียงขนบธรรมเนียมของคนโง่ หรือกฎหมายของ ปุถุชนคนธรรมดาสามัญ ระบุไว้ตามธรรมเนียมประเพณีว่า นั่นของคนนั้น นี่ของคนนี้ ตามที่จะไปเกี่ยวข้องอยู่อย่างไร. นั่นมันเป็นเรื่องหลอก โดยเนื้อแท้นั้นเป็นของธรรมชาติ ธรรมชาติไม่ยอมให้ใครในเรื่องนี้ ใครไปขืนเอาเป็นของกู มันก็ตบหน้าให้ทันที. แม้จะมีการตบหน้า ตบหน้า ตบหน้า กันเรื่อย แต่คน หน้าด้านเหล่านี้ก็ไม่รู้จักเจ็บจักจำ ยอมให้ตบอยู่เรื่อยไป จนไม่รู้ว่าจะปูดจะบวม กันอย่างไรแล้ว ก็ยังตู่ธรรมชาติมาเป็น ของกูอยู่นั่นเอง ; นี้เรียกว่าเป็นการทนทรมานในนรกในอบาย อยู่ในปัจจุบันทันตาเห็นนี้ทีเดียว. พวกโจรขี้ขโมยหน้าด้าน เช่นนี้จะมาเวียนเทียนให้พระพุทธเจ้า ในลักษณะอย่างไรกัน จะมานั่งใกล้พระพุทธเจ้าในลักษณะอย่างไรกัน เพราะฉะนั้น ในโอกาสนี้โดยเฉพาะจะต้องรู้จักทำจิตทำใจให้สะอาด สว่างไสว แจ่มแจ้ง บริสุทธิ์พอที่จะพูดว่าเราเคารพนับถือพระพุทธเจ้าด้วย ใจจริง แล้วจึงมาแสดงอาการเคารพอย่างสูงสุดด้วยการเวียน ประทักษิณเช่นวันนี้.

น.60 ๑๖ นี้ อาตมากำลังกล่าวว่า ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ในโอกาส ที่จะกระทำวิสาขบูชาวันนี้ อย่างน้อยที่สุด ขอให้เปลี่ยน จิตใจมาอยู่ในลักษณะที่ถูกต้องแก่การที่จะเข้าใกล้พระพุทธเจ้า อย่าเป็นโจร เป็นขโมย ขี้ตู่ แล้วไม่รู้สึกละอาย ไม่รู้จักละอาย ในการที่ไปเอาของธรรมชาติ มาเป็นของตัวกู. จงตั้งใจเสียใหม่ จงคิดเสียใหม่ ว่าบัดนี้ไม่มีอะไร ที่เป็นของกูและไม่มีแม้แต่ตัวกู ; มีจิตว่าง เหมือนจิตพระพุทธเจ้า กล่าวคือทำสติอยู่ในใจเสมอ ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นของธรรมชาติ ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ ตัวเรา. แม้ร่างกายจิตใจที่รู้สึกคิดนึกได้. กำลังพูดได้ อะไร ได้อยู่เช่นนี้ มันก็เป็นธรรมชาติ เป็นของธรรมชาติที่มีคุณสมบัติ อยู่ในตัวมันเองอย่างนั้น มันจึงพูดได้ จึงคิดได้. ถ้ามันคิดผิด มันก็พูดผิด ทำผิด มันก็เป็นไปในทางที่จะมีความทุกข์ ; ถ้ามันคิดถูก ก็พูดถูกทำถูก ก็เป็นไปในทางที่ไม่เป็นทุกข์ ; มันแยกกันอยู่เป็น ๒ ฝ่ายอย่างนี้. พระพุทธเจ้าท่านอยู่ในฝ่ายที่ไม่เอาอะไร มาเป็นตัวกู หรือของกู ท่านมีจิตที่ไม่มีความยึดมั่นสิ่งใดโดยความเป็น ตัวกูของกู ; แล้วเราสมัครเป็นสาวกของท่าน เป็นบริษัท ของท่าน นั่งใกล้ท่าน แวดล้อมท่านอย่างนี้ เราจะเข้าไปด้วย จิตใจที่มันตรงกันข้ามนั้นได้อย่างไรกันเล่า. ขอให้ลองนึกดูเถิด

น.61 ๑๗ แม้แต่วัว มันก็เข้าฝูงวัว สุนัขมันก็เข้าฝูงสุนัข นกมันก็เข้าฝูงนก ; คนที่มีจิตใจตรงกันข้าม ถึงขนาดนั้น มันเข้าฝูงกันไม่ได้. ถ้าเราอยากจะเข้าใกล้พระพุทธเจ้า เราจะต้องมีจิตใจที่ ระงับเสียซึ่งความรู้สึกที่เป็นคน ขี้ตู่ ขึ้ขโมย เอาของ ธรรมชาติ มาเป็นของภู หรือเป็นตัวกู. กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่า จงละเสียซึ่งความมี ตัวกูของกู จงลดหูลดหางลงเสียให้หมด อย่ามีการยกหูชูหาง เป็นตัวกูของกูเลย. การปรับปรุง อย่างน้อยก็ต้องให้ได้เช่น นี้แหละ จึงจะเหมาะสมสำหรับการที่จะเข้าไปใกล้พระพุทธเจ้า นั่งแวดล้อมท่าน คือมีท่านอยู่ในจิตใจ มีท่านไว้ในท่ามกลาง แห่งจิตใจของเราได้จริง. ถ้าไม่ใช่อย่างนี้แล้ว มันเป็นไป ไม่ได้ จะมีพระพุทธเจ้ามาอยู่ในจิตใจของคนขี้ลักขี้ขโมย ไม่ รู้จักอายเช่นนี้ไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จะพิจารณากัน อย่างไรมันก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ในจิตใจของคนที่เป็นคน ขี้ลักขี้ขโมย แล้วไม่รู้จักลายนี้ จะมีพระพุทธเจ้าไม่ได้. ดังนั้น ในวันนี้ อย่างน้อยสักชั่วโมงหนึ่ง ก็ขอให้มี จิตใจชนิดที่ว่างจากความรู้สึกใด ๆ ที่เป็นตัวกู เป็นของกู ;

น.62 ๑๘ ให้รู้ว่าสิ่งนี้แหละ ตัวกู-ของกู นี้แหละ มันเป็นพญามาร เป็นความทุกข์ เป็นทุกข์อย่างที่ไม่พึงปรารถนา. ความที่ว่าง เสียจากสิ่งนี้แหละ เป็นพระพุทธเจ้า คือเป็นธรรมะสูงสุด .. เราลองระลึกนึกถึงความรู้สึกต่าง ๆ ที่ปรากฏแล้ว แก่ใจ ในเวลานี้โดยเฉพาะ ดูว่าเรารู้สึกสบายใจที่นี่ ตรงนี้. ถ้ามีความรู้สึกสบายใจเช่นนั้นจริง ก็จงมองดูเถิด ว่ามันเนื่อง มาจากเพราะว่าที่ตรงนี้ มันไม่มีอะไรเป็นของเรา เราไม่อาจจะ ยึดถือสิ่งใดที่ตรงนี้ ว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรายิ่งกว่านั้นอีก เรากำลังลืมไปว่า เรามีตัวเรา จิตใจไม่ได้มาปรารภตัวเราเอง ว่ามีตัวเรา ไปปรารภถึงพระพุทธเจ้าบ้าง เรื่องอื่นบ้าง ไม่ใช่ ตัวเราทั้งนั้น. ธรรมชาติต่าง ๆ ในสถานที่นี้ ก็เป็นอยู่ด้วยความสงบ แวดล้อมจิตใจให้เป็นไปในทางสงบ คือลืมตัวเรา; อะไร ๆ ก็ช่วยให้ลืมตัวเรา ไม่มีความรู้สึกที่เป็นตัวเราหรือของเรา เราจึงมีความสบาย โดยไม่ต้องมีอะไรมาปรุงแต่ง. นี่ เป็น เรื่องที่สำคัญที่สุด ที่ทุกคนควรจะจับหลักความจริงให้ได้ว่า คนเรามีความสุขใจที่สุด เฉพาะแต่ในขณะที่เราไม่รู้สึก ว่าเรามีอะไรเป็นของเราเท่านั้น.

น.63 ๑๙ ขอให้ทุกคนช่วยจดจำ หรือท่องจำถ้อยคำนี้ไว้ เอา ไปคิดดู ว่าจริงหรือไม่ ซึ่งจะขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า คนเราจะ มีความรู้สึกเป็นสุขใจที่สุด ก็เฉพาะต่อเมื่อเราไม่มีความ รู้สึก ว่าเรามีอะไรเป็นของเรา. พอมีความรู้สึกว่ามีอะไร เป็นของเรา ก็ต้องมีความทุกข์แบบใดแบบหนึ่ง เป็นความทุกข์ ที่เผาลนก็ได้ ; เป็นความทุกข์ที่ล่อให้หลงใหล ยั่วยวน อย่างยิ่งก็ได้ ; แต่มันเป็นความหนักอกหนักใจ เป็นความ ทรมานใจทั้งนั้น. สุขเวทนา ก็ทำให้เป็นทุกข์ ตามแบบสุขเวทนา, ทุกขเวทนา ก็ทำให้เป็นทุกข์ ตามแบบของทุกขเวทนา. ที่ เขาเรียกว่าสุข นั้นมันเป็นภาษาคนโง่พูด ถ้าพระพุทธเจ้าตรัส ท่านตรัสว่า "เวทนาทั้งหลาย เป็นทุกข์" ไม่ได้ยกเว้น เวทนาอะไร. ที่พูดว่า สุขเวทนา - สุขเวทนา นั้น ชาวบ้านพูด พูดกันตามภาษาชาวบ้าน ซึ่งบางทีพระพุทธเจ้าก็ต้องพูดภาษา ชาวบ้าน เพราะว่าพูดให้ชาวบ้านฟัง ดังนั้นจึงมีการจำแนก เวทนา เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นอย่างอื่นบ้าง. แต่ เวทนาทุก ๆ ชนิดนั้น ใครไปบริโภคยึดถือว่าเป็นของ เราแล้ว มีความทุกข์ทั้งนั้น : ทุกข์อย่างเผาลนก็มี ทุกข์ อย่างไม่ให้รู้สึกก็มี.

น.64 ๒๐ ข้อนี้แหละ คือข้อที่พวกเราพากันกำลังเข้าใจผิด ไม่รู้ตามที่เป็นจริง ว่าสุขเป็นอย่างไร ทุกข์เป็นอย่างไร จึง ได้หลงใหล หวังต่อสุขเวทนา ซึ่งเป็นเพียงความเอร็ดอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ชั่วขณะ พร้อม กันนั้นก็ให้ความทุกข์ทนทรมานอย่างลึกซึ้ง อยู่ในตัว. ถ้าพิจารณาเห็นความจริงข้อนี้แล้ว ก็จะเห็นได้ว่า ต่อเมื่อไม่มีเวทนาในสิ่งใด ๆ มารบกวนจิตใจต่างหาก มันจึง จะมีความสุขชนิดที่เป็นความสงบสุข และแท้จริง สบายใจจน บอกไม่ถูก. แม้ว่าความรู้สึกเช่นว่านั้น จะถูกจัดเป็นเวทนา อันหนึ่งก็ตาม แต่ในขณะนั้น ไม่ได้ยึดถือเวทนาอย่างนั้น โดย ความเป็นของเรา "เวทนาอย่างนั้นจึงไม่ได้ทำความทุกข์ให้. แต่คราวใด ถ้าผู้ใดเมื่อได้รับความรู้สึกที่เป็นความสุขโดยทำนอง ที่ว่านี้แล้ว แต่ไปมีความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูของกูเสียอีก แม้ สุขชนิดนั้น ก็กลายเป็นความทุกข์ขึ้นมาได้. ตัวอย่างเช่นบุคคลผู้เจริญฌาน ในขั้นจตุตถฌาน เป็นต้น ได้รับความสุขอย่างยิ่งจากฌานนั้นแล้ว มีความยึดมั่น ถือมั่นในความสุขนั้น ความสุขชนิดนั้นก็กลายเป็นวัฏฏสงสาร ไป; ความอยากชนิดนั้นก็กลายเป็นภวตัณหาไป เป็นตัณหา

น.65 ๒๑ ที่ทำให้เกิดความทุกข์ในรูปอื่น แบบอื่น ต่างจากกามตัณหา ; แต่แล้วก็เป็นความทุกข์อย่างเดียวกัน คือเข้าไปยึดมั่น ถือมั่น สิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้ โดยความเป็นของหนัก โดยความเป็นของ ผูกพัน โดยความเป็นของทรมานจิตใจ. นี่แหละ คือข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นได้ว่า ขึ้นชื่อว่า เวทนาชนิดไหนก็ตาม จะเป็นเวทนาชนิดไหนก็ตาม เป็นสักว่าเวทนาเท่านั้น จะเป็นสิ่งที่ควรยึดถือ มาเป็นตัวตน ของตนไม่ได้ ; มีความยึดถือเมื่อใด ก็มีความทุกข์เมื่อนั้น เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า คนเรา จะมีความรู้สึกเป็นสุขที่สุด ก็เฉพาะต่อเมื่อไม่ได้มีความรู้สึกว่าตนมีอะไร. ถ้าไปรู้สึกว่าตนมีอะไร ก็หมายความว่าตนได้ยึดมั่น ถือมั่นสิ่งนั้นเข้าแล้ว จึงรู้สึกว่าเรามี. แม้ที่สุดแต่ยึดมั่นถือมั่น ในชีวิตนี้ ว่าเรามีชีวิตอยู่ อย่างนี้มันก็ต้องเป็นความทุกข์ เพราะว่ามีชีวิตที่จะต้องบริหาร ที่จะต้องเป็นห่วง เป็นเหตุให้ กลัวตายขึ้นมา. แต่ถ้าเราไม่มีความรู้สึกว่าเรามีชีวิต ขณะนั้น เราก็ไม่กลัวตาย ปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับชีวิตก็ไม่มี เราจึงรู้สึก สบาย.

น.66 ๒๒ พระพุทธเจ้าท่านสอนในเรื่องนี้ คือสอนให้มีชีวิต หรือมีอะไรก็ตาม สักว่ามีตามสมมติ อย่ามีโดยความยึดมั่นถือมั่น ด้วยจิตใจที่ยึดมั่นถือมั่นจริง ๆ ว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา. อันนี้แหละ เป็นคำสอนเพียงข้อเดียวในพระพุทธศาสนา คือสอนว่า อย่ายึดมั่นถือมั่นสิ่งใด ๆ โดยความเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา. ผู้ใดปฏิบัติได้เพียงเท่านี้ ก็ชื่อว่าปฏิบัติ หมดทั้งพระพุทธศาสนา. การนับจำนวนคำสอน ของพระพุทธเจ้า ที่ว่ามีอยู่ แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั้น ใจความมีรวมกันเป็นเพียง ข้อเดียวว่า : สิ่งทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เท่านั้น กล่าวคือสอนว่าอย่าไปยึดมั่นถือมั่นอะไร โดยความเป็นตัวตน ของตนนั่นเอง. คำสอนประเภทศีล ก็เพื่อจะให้ควบคุมความยึดมั่น ถือมั่น. คำสอนเรื่องให้ทาน ก็เพื่อให้คลายเสียซึ่งความ ยึดมั่นถือมั่น. ถ้าให้ทานถูกต้องตามคำสอน ก็บรรเทาความ ยึดมั่นถือมั่น แต่เดี๋ยวนี้ให้ทานกันผิด ๆ จึงได้เพิ่มความ ยึดมั่นถือมั่น.

น.67 ๒๓ คำสอนในเรื่องสมาธิ นี้เป็นเรื่องบังคับ หรือข่มขี่ ความยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้เกิดขึ้นมา ตลอดเวลาที่มีสมาธิอยู่. คำสอนเรื่องปัญญา ทั้งหมดเป็นไปเพื่อขุดรากขุดเง่า ของความยึดมั่นถือมั่น ให้กระจัดกระจายสูญหายไปไม่มีเหลือ. สิ่งที่เรียกว่ามรรค ผล นิพพาน นั้น เป็นผลที่ได้ มาจากการที่จิตใจไม่ยึดมั่นถือมั่น ในระดับใดระดับหนึ่ง กระทั่ง ถึงระดับสูงสุด คือไม่มีเหลืออยู่เลย เป็นความดับเย็นเป็นนิพพาน. เรียกว่า ในพระพุทธศาสนา มีสอนเพียง เรื่องเดียว คือเรื่องไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น. ข้อนี้ เป็นข้อที่แปลกประหลาด ที่คนสมัยนี้เห็นเป็น เรื่องแปลกประหลาด เพราะว่าในสมัยโน้นไม่ใช่เป็นเรื่องแปลก อะไรนัก เป็นเรื่องที่พอพูดกันรู้เรื่อง. พอมาถึงสมัยนี้เห็นเป็น เรื่องแปลกประหลาด พูดกันไม่รู้เรื่อง ข้อนี้เพราะว่าคนได้ตก จมลงไปในบ่อของความยึดมั่นถือมั่นมากเกินไปนั่นเอง มิหนำซ้ำ มีคนปากสกปรก ได้แปลคำว่า ว่าง-สุญญตา คำนี้ เป็นเรื่อง สูญเปล่าไปเสียอีก คนทั้งหลายก็เลยกลัวเรื่องว่าง คำว่า สุญญ หรือ สุญญตา แปลว่าความว่าง ไม่ใช่ความสูญเปล่า คนปาก สกปรกไปแปล สุญญตา ว่าความสูญเปล่า หรือการสูญเสียเปล่า ไม่มีประโยชน์อะไร. คนก็ยิ่งกลัวความว่าง.

น.68 ๒๔ ที่จริง คำว่า สุญญตา แปลว่าความว่าง คือความที่มี ·จิตว่างจากการยึดถือสิ่งใด ๆ ว่าเป็นตัวเราหรือของเรา. สิ่งต่าง ๆ ก็ยังคงมีอยู่ตามเดิม ไม่ไปไหนเสีย ; แต่เมื่อจิตไม่ไปยึดมั่น สิ่งเหล่านั้น ว่าตัวเรา ว่าของเราแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็น ความว่าง คือมันไม่ได้ทำอันตรายแก่จิตใจของเราเลย ; มัน เท่ากับไม่มี. เมื่อจิตใจนี้ ไม่ได้ยึดสิ่งใดไว้ ไม่ได้ถือสิ่งใดไว้ ไม่ได้กุมสิ่งใดไว้ มันก็เป็นจิตใจที่ว่าง เหมือน ๆ กับมือที่ กำลังว่าง ที่ไม่ได้ไปฉวยยึดสิ่งใดไว้ มันก็สบาย มันไม่ต้องหิ้ว อะไรไว้ให้หนัก. ในเรื่องอย่างนี้คนเดี๋ยวนี้ฟังไม่เข้าใจ เพราะ ไปแปลคำว่า ความว่างผิดไป แปล สุญญตา ว่า สูญ คนก็เลย เสียดาย ว่ามันจะสูญเปล่า จึงไม่อยากจะว่าง ก็เลยได้เป็นทุกข์ ตกนรกทั้งเป็น สมน้ำหน้าของคนจำพวกนี้ ที่ไม่รู้จักเรื่องของ พระพุทธเจ้า แล้วก็ไม่เอาใจใส่ ที่จะรู้ หรือจะเข้าใจ ให้ถูกต้อง พลอยพูดผิด ๆ พลอยกระทำผิด ๆ ไปตาม ๆ กัน จนคำสอน ที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนานี้กลายเป็นหมัน ไม่มีประโยชน์ อะไรแก่ผู้ใด ในลักษณะเช่นนี้ในสถานการณ์เช่นนี้. ถ้าเป็นสมัยโบราณครั้งพุทธกาล เรื่องนี้เป็นเรื่อง ธรรมดาสามัญ พอจะพูดกันรู้เรื่อง. เพราะว่าเขามีความฝักใฝ่

น.69 ๒๕ สนใจ ที่จะทำจิตให้ปราศ จากความยึดมั่นถือมั่นอยู่เป็นปรกติ จึงพูดกันเข้าใจง่าย.พอมาถึงสมัยนี้ ขวน ขวายกันแต่ในทาง ที่จะมีอะไร จะยึดมั่นอะไรท่าเดียว ไม่กล้าคิดไปในทางที่จะ ปล่อยวาง มันจึงตรงกันข้ามไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง พูดกัน ก็ไม่รู้เรื่อง แล้วจะปฏิบัติได้อย่างไร. เรื่องไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นนี้ เป็นเรื่องทางจิตใจ เป็นเรื่อง ทางส่วนลึกของจิตใจ หรือที่เรียกว่าทางวิญญาณ. ดวงวิญญาณ ของคนนั้น ๆ อย่าได้มีความยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด ๆ เลย ; ส่วน ร่างกายนั้น จะเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ๆ ได้ในทางที่ถูก - ที่ควร โดยไม่ต้องยึดมั่นว่าของเรา จิตใจส่วนที่เนื่องกันอยู่กับร่างกายนี้ เป็นเพียงทำหน้าที่ควบคุมร่างกายให้กระทำงานได้ ให้กระทำ อะไรได้ ไปตามหน้าที่ที่ควรจะทำ ไม่ใช่สติปัญญาในส่วนลึก ส่วนสูง. สติปัญญาในส่วนลึกส่วนสูง หรือในดวงวิญญาณนั้น อย่ามีความยึดมั่นถือมั่น; แล้วก็ควบคุมจิตใจนี้ อย่าให้ กระทำไป อย่าให้ร่วมมือกันกับร่างกายนี้ กระทำไปในทาง ที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น มันก็อยู่ได้ดี อยู่ได้สบาย, แม้จะ เสวยสุขเวทนา ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ให้ประณีตสูงสุดสักเท่าไร ก็อย่าได้มีความยึดมั่นถือมั่น ให้มีความรู้สึกอยู่เสมอว่า เป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ

น.70 ๒๖ ธรรมดา เหมือนกับของหลอกลวง หรือมายา ให้หลงใหลไป พักหนึ่งเท่านั้น ; และมันมีคุณสมบัติอย่างนี้เอง ถ้าใครโง่ เข้าไปเกี่ยวข้อง ก็หลงใหลนาน ถ้าใครฉลาด ก็หลงใหลน้อย หรือไม่หลงใหลเลย แล้วแต่สถานการณ์นั้น ๆ. สิ่งใด ให้ความยั่วยวนมาก สิ่งนั้นก็ให้ความทุกข์มาก เพราะฉะนั้นการไม่เข้าไปเสียเวลากับสิ่งเหล่านั้น ย่อมเป็นการ ถูกกว่า ถูกต้องกว่า, หมายความว่า เสียเวลาไปในการ มีความสุข ความสงบ ดีกว่าที่จะเสียเวลาไปในการที่จะเป็นบ่าว เป็นทาสของกิเลสตัณหาในเรื่องอย่างนั้น . คำสอนของพระพุทธเจ้ามีประโยชน์ในข้อนี้เอง คือชี้ ให้เห็นว่า คนเราจะต้องมีความรู้สึกคิดนึกอย่างไร จะต้อง ดำรงจิตใจไว้อย่างไร จึงจะไม่เป็นไปในทางของความทุกข์ กล่าวคือความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง. ที่อาตมาใช้คำว่า เป็นโจร เป็นขโมย ขี้ตู่เอาของ ธรรมชาติ มาเป็นของตนนี้ ก็หมายถึงความยึดมั่นถือมั่นที่ เป็นไปถึงขนาดสูงสุด เท่าที่มันจะเป็นไปได้ ไม่ยอมฟังเสียงใคร ไม่ยอมเข้าใจคำพูดใด ๆ หมด นอกจากคำพูดที่สอนให้ยึดมั่น ถือมั่น อะไร ๆ ก็ของกู อะไรก็ของกู ล้วนแต่เต็มไปด้วยของกู

น.71 ๒๗ และทวีเพิ่มมากขึ้น. ก็เหมือนกับคนที่ว่ากินของเมา ดื่มของเมา กินยาเสพติดเข้าไป ถึงขนาดที่รื้อไม่ออก ทำให้สร่างออกไม่ได้. ถ้าเป็นคนติดของเสพติดมึนเมาขนาดนี้แล้ว ก็ฟังเรื่องราวของ พระพุทธเจ้าไม่ถูก ; จะให้ฟังถูก ก็ต้องมีการเขย่า หรือกระตุก กระชาก หรือผ่าตัดกันอย่างรุนแรง ให้เกือบตายเสียก่อน นั่นแหละ จึงจะฟังถูก จึงจะรู้เรื่อง. แต่เดี๋ยวนี้ เราไม่มีโอกาสจะทำอย่างนั้นมากนักแล้ว เพราะเรากำลังจะเวียนเทียน เพื่อแสดงความเคารพบูชาสูงสุด แค่องค์พระพุทธเจ้าแล้ว ทุกคนจงรวบรัดเอาเถิด ว่าในขณะนี้ ในโอกาสนี้ จงได้มีจิตใจว่างจากความยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด ๆ โดยความเป็นของตน มีจิตใจเหมือนก้อนหินที่ระเกะระกะอยู่ ทั่ว ๆ ไปแถวนี้ ว่าก้อนหินนี้ มันก็มีความหยุด มีความสงบ มีความนึ่ง ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ไม่มีความทุกข์ ไม่มี อะไร ๆ ที่น่าเกลียดเลย, ให้มีจิตใจเหมือนก้อนหินกันสักครู่ หนึ่งเถิด แล้วก็จะเวียนเทียน ทำวิสาขบูชา ; ไม่เสียที ที่ก่อร่างขึ้นมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย จนถึงที่นี่ บนยอดภูเขานี้. อย่างไร ๆ ก็ถือโอกาสนี้เลย ว่าเราจะมีจิตใจเหมือนก้อนหิน เหมือนต้นไม้ เหมือนอะไรทุกอย่าง ที่ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น

น.72 ๒๘ แสดงออกมาให้เห็น. เราจึงควรจะทำการนั่งใกล้พระพุทธเจ้า หรือแวดล้อมท่าน โดยจิตใจ คือมีท่านมาอยู่ในท่ามกลางแห่ง จิตใจของเรา แล้วเดินเวียนประทักษิณเพื่อแสดงออกมาทางกาย แล้วปากก็พร่ำสรรเสริญพระคุณของพระพุทธองค์โดยนัยว่า อิติปิโส ภควา ฯลฯ เป็นต้น. แปลว่า ในใจก็ถึงพระพุทธเจ้าจริง ๆ ร่างกายก็แสดง ออกมาให้เห็นว่าเรามีความพอใจ แน่ มีความตั้งใจอย่างนั้นจริง ๆ วาจาก็แสดงออกมาให้เห็นว่า เรามีความพอใจ มีความตั้งใจ อย่างนั้นจริงๆ, เป็นการกระทำทั้งทางกาย ทั้งทางวาจา ทั้งทางใจ ในลักษณะที่เหมาะสมที่จะเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในลักษณะที่ว่ามันเป็นการสมควรแล้ว ที่จะเรียกตัวเองว่า พุทธบริษัท คือผู้ที่นั่งแวดล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้า ดังนี้. ทั้งหมดนี้ เป็นการตักเตือนซึ่งเป็นการตระเตรียม จิตใจให้เหมาะสมที่จะทำการบูชา วิสาขบูชา ดังที่กล่าวมาแล้ว หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะได้พยายามที่จะทำความเข้าใจอย่างนี้ ให้มีจิตใจที่เปลี่ยนไปในลักษณะเช่นนี้ มีความเหมาะสมที่จะทำ วิสาขบูชา ด้วยกันจงทุก ๆ คน. การสะสมบบิดา นี่โจมอผิด

น.73 ๒๙ ตามหัวข้อของธรรมเทศนา ที่ได้กล่าวไว้ในเรื่องความ ยึดมั่นถือมั่น และความไม่ยึดมั่นถือมั่น โดยนัยว่าคนที่ไม่ฉลาด ก็ทำความยึดมั่นถือมั่น เขาก็เป็นคนโง่ และมีความทุกข์ เพราะ เขาไปปล้นไปโกง ไปขโมยเอาของธรรมชาติมา. เพราะฉะนั้น ท่านผู้ใดรู้ความจริงข้อนี้อยู่ แล้วก็อย่ากระทำความยึดมั่น ถือมั่นเลย เป็นผู้แสวงหาซึ่งความสิ้นไปแห่งความทุกข์ ไม่มีชาติ คือตัวกูหรือของกูขึ้นมาอีกต่อไป ดังนี้. จงพยายามกระทำพระธรรมข้อนี้ไว้ในใจตลอดเวลา ที่กระทำการประทักษิณ เพราะความยึดมั่นถือมั่นนั้น ทำให้ เป็นคนเขลา และมีความทุกข์เสมอไป อย่าเป็นคนทำความ ยึดมั่นถือมั่น แสวงหาความสิ้นสุดแห่งการยึดมั่นถือมั่น อย่าให้ ตัวกู-ของกู เกิดเป็นชาติขึ้นมาดังนี้. อย่างนี้ก็จะเรียกว่ากระทำ เหมาะสมอย่างยิ่ง ในการที่จะบูชาคุณของพระพุทธเจ้า จะเป็น การกระทำที่ถูกพระทัยของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ไม่มี อย่างไหนจะถูกพระทัยพระพุทธเจ้ายิ่งไปกว่านี้แล้ว อย่าเพียงแต่ ถือดอกไม้ธูปเทียนเวียนประทักษิณเลย มน จิตใจอาจจะ ไม่ถึง พระพุทธเจ้า. จงทำจิตใจให้ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น แม้แต่จะไป คิดยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูได้กระทำวิสาขบูชาอย่างดีแล้ว ดีกว่า

น.74 ๓๐ ใครๆ จะต้องดีแน่ อย่างนี้เป็นต้น. แต่ให้ทำในใจว่า ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น เราจะเป็นคนโง่ ; ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดไม่ได้. บัดนี้เราจะมีจิตใจที่ว่างจากความ ยึดมั่นถือมั่นตามแบบของพระพุทธเจ้า เหมือนพระพุทธเจ้า โดยมองเห็นอยู่ว่า สิ่งทั้งปวงยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ไปยึดมั่น ถือมั่นเข้า ก็เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น. คนมีลูก ก็เป็นทุกข์เพราะลูก คนมีภรรยา ก็เป็นทุกข์ เพราะภรรยา คนมีสามี ก็เป็นทุกข์เพราะสามี คนมีเงิน ก็เป็นทุกข์เพราะเงิน คนมีชื่อเสียง ก็เป็นทุกข์เพราะมีชื่อเสียง ดังนี้เป็นต้น. คำว่า "มี" ในที่นี้ หมายถึงยึดมั่นถือมั่น แต่ ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็เท่ากันกับไม่มี. "ไม่มี" คือไม่ยึดมั่น ถือมั่น ; ไม่ยึดมั่นถือมั่นก็เท่ากันกับไม่มี. เพราะฉะนั้น เราอาจจะเป็นคนที่ว่าปากอย่างหนึ่งใจอย่างหนึ่งก็ได้ คือ ปากว่ามี แต่ใจไม่มีก็ได้. ปากว่า มีนั่น - มีนี่ มีเงิน มีทอง มีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในใจนั้น ไม่มีก็ได้ คือไม่ได้ยึดมั่น หรือไม่ได้หมายมั่นว่ามี ว่าเป็นของกู หรือเป็นตัวกู แต่ประการใด. คนที่ปากอย่าง ใจอย่าง ชนิดนี้เท่านั้นที่จะนั่งใกล้พระพุทธเจ้าได้ คนที่มีอะไร

น.75 ๓๑ ก็มีไปหมด ตรงกันทั้งปากทั้งใจ อย่างนี้ไม่มีทางที่จะนั่งใกล้ พระพุทธเจ้าเลย เพราะเขาเป็นโจร เป็นขโมยหน้าด้าน ปล้น เอาของธรรมชาติมาเป็นตัวกู-ของกูซึ่งหน้า ดังที่ได้กล่าวมา แล้วนั้น. ขอให้หยุดความรู้สึกชนิดนั้นเสีย ไม่เป็นโจร ไม่เป็น ขโมย ไม่เป็นอะไรทำนองนั้น แต่เป็นสาวกของพระสัมมา สัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงสั่งสอนอย่างไร ทรงแนะนำอย่างไร เราจะมีจิตใจอย่างนั้น แล้วกระทำการบูชาอย่างสูงสุด ตาม ขนบธรรมเนียมประเพณีของพุทธบริษัทชาวไทย ในวันเช่นวันนี้ ให้สำเร็จประโยชน์กันจงทุก ๆ คนเถิด. ธรรมเทศนาที่เป็นการเตือนสติ เป็นปุพพภาคแห่ง การทำวิสาขบูชา ก็สิ้นสุดลงด้วยสมควรแก่เวลาเพียงนี้. เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต