Buddhadasa.org
หนังสือรบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง › อ่านฉบับเต็ม

📖 รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง

ปาฐกถาแสดงท่ามกลางที่ประชุมใหญ่พุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (WFB) ๑๕ เมษายน ๒๕๑๒ — เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๒๑ · วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๑๒

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.61 ทีนี้ แม้พวกพุทธบริษัทเรากันเอง บางคนอาจจะ สงสัยว่า ทำไมเราจะต้องทำตนเป็นเจ้ากี้เจ้าการ กับโลกส่วน รวมทั้งโลก ? เราสนใจกันแต่เรื่องภายในของพุทธบริษัทเรา เท่านั้น จะมิเป็นการถูกต้องกว่าหรือ ? ถ้ามีใครคิดเช่นนี้ อาตมาขอวิงวอนให้ทุกคน ระลึก ถึงพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ว่า "ตลาดตเกิดขึ้นในโลก เพื่อ ความสุขและความเกื้อกูล แก่สัตว์โลกทั้งเทวดาและ มนุษย์" -( ภยเภรวสูตร มู.ม. ๑๓/๓๗ ), และที่ตรัสไว้อีก ว่า “ การมีระเบียบวินัย (ธรรม) ของตถาคตอยู่ในโลก นั้นคือความสุขของโลก ทั้งเทวดาและมนุษย์" -(จตุก.อํ ๒๑/๑๙๗ ). ยิ่งกว่านั้นอีก เมื่อพระองค์จะทรงส่งพระสาวก ชุดแรก ออกไปประกาศพระศาสนา ก็ได้ทรงกำชับว่า "เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประกาศพรหมจรรย์, เพื่อประโยชน์และความสุข แก่โลกทั้งเทวดาและมนุษย์" - (มหา. วิ. ๔/๓๙) อีกเช่นเดียวกัน. การที่พระองค์ตรัสถึง โลก ทั้งเทวดาและ มนุษย์ อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ เช่นนี้ ย่อมเป็นการแสดงว่า ๒

น.62 พระองค์ทรงมุ่งหวังประโยชน์แก่ สากลโลก, แล้วยังทรงสั่ง ให้พวกเรากระทำทุกอย่าง เพื่อสากลโลก, ด้วยกันเหมือน กัน. ข้อนี้ เท่ากับทรงฝากโลกไว้กับพวกเรา, ทั้งโดยตรงและ โดยปริยาย ดังนี้แล้ว พวกเราจะมัวนึกถึงกันแต่เรื่องภายใน ขอบเขตอันจำกัด อยู่แต่ในวงของพุทธบริษัทอย่างเดียว ได้ อย่างไรกันเล่า ? มันเป็นการสมควรแล้วที่เราจะต้องอุทิศ ตนเป็นเหมือนเจ้ากี้เจ้าการ ต่อเรื่องของโลกทั้งโลก ให้ตรง ตามพระพุทธประสงค์. อาตมารู้สึกด้วยใจจริงว่า มันเป็น เรื่องที่ควรนำมาปรึกษาหารือกัน ในที่ประชุมของพุทธ- บริษัท ซึ่งมีองค์การ พ.ส.ล. เป็นผู้นำ. ดังนั้น เราควรจะ พิจารณากันถึงสภาพของโลกในปัจจุบันกันต่อไป. โลกในสภาพปัจจุบัน โลกในสภาพปัจจุบันนี้ เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปโดย ไม่มีใครแย้ง ว่ากำลังตกอยู่ในวิกฤตกาลอย่างหนัก ใกล้ต่อ ความวินาศยิ่งขึ้นทุกที. ทั้งนี้ เนื่องมาจากการที่โลกตกเป็น ทาสของวัตถุ หรือวัตถุนิยม, มากเกินไปนั่นเอง. โลกกำลัง ๓

น.63 ก้าวหน้าแต่ทางวัตถุ, โดยไม่มีความก้าวหน้าทางวิญญาณ (Spiritual) เอาเสียเลย, มีแต่จะตกต่ำหรือถอยหลังไปเสียอีก. โลกกำลังหลงใหลในความสุขทางเนื้อหนัง กำลัง หันหลังให้ ธรรม, หันหลังให้ศาสนา, หันหลังให้พระเจ้า, จนกระทั่ง ไม่ให้ความสำคัญแก่สิ่งเหล่านี้เลย. คนในโลกกำลังคิดว่า เขาสามารถจะจัดโลกให้มีสันติภาพได้ โดยไม่ต้องเกี่ยวข้อง หรือพึ่งพาอาศัยสิ่งทั้งสามนั้น. โลกยิ่งก้าวหน้าในทางความ เห็นแก่ตัวจัด ควบคู่กันไปกับความก้าวหน้าทางวัตถุที่วิ่งจัด จนเราให้ชื่อมันว่า โลกยุคปรมาณูและอวกาศ ความก้าวหน้าทางวัตถุของโลกในลักษณะนี้ ต้องถูก ควบคุมด้วยความก้าวหน้าทางวิญญาณ ตามแบบของธรรม หรือของพระเจ้า ที่ทัดเทียมพอดีกัน เสมอไป, มิฉะนั้นแล้ว ความก้าวหน้านั้น จะเป็นการก้าวหน้าที่นำโลกไปสู่นรก, หรือถึงกับเปลี่ยนแปลงโลกนี้ ให้กลายเป็นนรกไปเสียเอง ความก้าวหน้าทางวัตถุของโลกสมัยนี้ กำลังนำมาซึ่งผลร้าย หลายประการ, คือ :- (๑) ทำให้คนในโลก ค่อย ๆ กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว จัด, เป็นความเห็นแก่ตัวแปลก ๆ ใหม่ ๆ ซึ่งกำลังนำความ ๔

น.64 ชั่วร้ายใหม่ ๆ มาอีกมากมาย หลายสิบชนิดอย่างไม่เคยมีมา ก่อน, ซึ่งทุกคนอาจทราบได้ดี จากสถิติต่าง ๆ ที่กำลังแสดง กันอยู่ทั่วไปในทุกประเทศ ที่มีความก้าวหน้าจัด. (๒) ทำให้คนมีจิตใจเสื่อมศีลธรรมทางเพศ จนกล้า แก้ไขหลักจริยธรรมหรือจริยศาสตร์ทางเพศที่ได้บัญญัติไว้ดี แล้ว เพื่อความสะอาด และความมีสันติสุขของสังคม. สิ่ง ลามกอนาจาร กลายเป็น "ศิลปะ" ซึ่งเป็นที่รับรอง และ แพร่หลายตำตาเยาวชน อนุชน จนเขาเหล่านั้น ไม่อาจจะ ทราบความแตกต่างระหว่าง ศิลปะและสิ่งลามกอนาจาร, ลืมตาขึ้นมาในโลก ด้วยการบูชาความสุขทางเนื้อหนัง แทน พระเจ้า หรือธรรม. (๓) ทำให้เกิดการล้น หรือเพื่อ ที่ไม่สมดุลย์แก่ กันในหลายๆทาง จนเกิดปัญหาหนักและยุ่งยากในทางวัตถุ นั้นเอง, เช่นการต้องคุมกำเนิด, การต้องเอาสินค้าไปทิ้ง หรือทำลาย, โดยจะแจกจ่ายแก่คนยากจนก็ไม่ได้, เพื่อรักษา ระดับของราคา. การไม่มีที่ขายสินค้าหรือการไม่มีที่อยู่อาศัย; มีปัญหาที่แปลกใหม่ จนต้องแสวงหาเมืองขึ้น หรือดินแดน ภายใต้อิทธิพล อย่างไม่มีที่สิ้นสุด. ๕

น.65 (๔) ทำให้โลกกลายเป็นโลกของวัตถุนิยม หนัก ขึ้น ๆ กระทั่งมี Dialectic Materialism ขึ้นมากมาย หลายแขนง ซึ่งล้วนแต่ทำให้คนเป็นทาสของวัตถุ บูชาวัตถุ แทนพระเจ้ากันทั่วไปทั้งโลก, ทำลายศาสนาให้สูญสิ้นไปโดย ไม่รู้สึกตัว เหลืออยู่แต่เปลือกของศาสนา. (๕) ทำให้คนสมัยใหม่ หันหลังให้ธรรม หันหลัง ให้ศาสนา หันหลังให้พระเจ้า, จนกระทั่งสิ่งเหล่านั้น เหลืออยู่แต่ในรูปของ พิธีรีตอง สำหรับประดับเกียรติของผู้ บูชาวัตถุ หรือความสุขทางเนื้อหนังนั้นเอง. (๖) ทำให้เกิดความผิดปรกติ ความไม่สมประ- กอบ หรือความไม่สมดุลย์ขึ้นในตัวมนุษย์ ระหว่างร่างกาย กับจิตใจ จนกลายเป็นครึ่งคนครึ่งปีศาจ. แทนที่มนุษย์จะ เป็นบุตรของพระเจ้าเหมือนแต่โบราณกาล ก็มากลายเป็น ลูกของลิงทะโมนไปเสียหมด. (๗ ) ทำให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงทวีขึ้นโดยเร็วใน หมู่มนุษย์ ในนามอันไพเราะที่เรียกกันว่า " สงครามเพื่อ สันติภาพหรือความเป็นธรรม" อันไม่รู้จักสิ้นจักสุด. ๖

น.66 เท่าที่นำมากล่าวนี้ ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ที่เรา อาจจะสรุปความว่า ความก้าวหน้าทางวัตถุโดยปราศจาก การควบคุมของความก้าวหน้าทางวิญญาณ นั้นคือมูลเหตุ แห่งวิกฤตกาลอันถาวรของโลกนั่นเอง. สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พระ เจ้าส่งมาในรูปของซาตาน, เพื่อเป็นของขวัญสำหรับมนุษย์ ที่บูชาวัตถุเหนือพระเจ้า, หรือบูชาพระเจ้า กันแต่ปาก. สำหรับสิ่งที่เรียกกันว่า ซาตาน นั้น ควรจะเข้าใจ กันเสียให้ถูกต้อง โดยถือกันว่า เป็น อ นุภาคของธรรมหรือ ของพระเจ้า ที่ถูกทำให้เกิดขึ้นหรือถูกส่งมา เพื่อประโยชน์ แก่การทดสอบมนุษย์, เพื่อเป็นทั้งบทเรียนพร้อมทั้งการ สอบไล่แก่มนุษย์, เพื่อลงโทษมนุษย์, เพื่อลวงมนุษย์ ให้กลับตัวโดยวิธีทรมาน, เพื่อพัฒนามนุษย์ที่คือด้านให้ ก้าวไปในทางที่พระเจ้าต้องการ โดยวิธีที่สาสมกันกับ ความปลิ้นปลอกของมนุษย์เอง. เราควรจะเข้าใจซาตาน กันเช่นที่กล่าวนี้ สำหรับมนุษย์แห่งยุคอวกาศนี้, แทนที่จะ เข้าใจอย่างลูกเด็ก ๆ ที่มักจะเข้าใจกันว่า เป็นปีศาจ ที่มา หลอนมนุษย์เล่นสนุกๆ โดยไร้เหตุผลหรือความมุ่งหมายของ ผู้ใด. อาตมาจะได้กล่าวถึงเรื่องนี้อีกโดยละเอียด ข้างหน้า. ๗

น.67 บัดนี้ มนุษย์กำลังทำสงครามกับพระเจ้าเสียเอง โดยผ่านทาง ซาตาน ที่พระเจ้าส่งมาเพื่อทดสอบมนุษย์ แห่งวัตถุนิยม. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วองค์การโลกต่าง ๆ ซึ่ง ตั้งขึ้นโดยมนุษย์ที่เป็นเพียงคู่สงครามฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวนั้น จะแก้ปัญหาสงครามนี้ได้อย่างไรกัน. การกระทำนั้น ย่อม เป็นเพียงการละเมอเพ้อฝันอย่างไม่รู้สึกตัว, และจะเป็นการ ละเมอมากสักเท่าไร ท่านทั้งหลายย่อมจะคำนวณดูได้ด้วย ตนเองแล้ว. อาตมาขอยืนยันอย่างซ้ำ ๆ ซากๆ ต่อท่านทั้งหลายว่า มนุษย์กำลังทำสงครามกับพระเจ้า. และกำลัง ตั้งหน้าตั้งตาทำอย่างไม่มีหวังว่าจะสิ้นสุดลงได้ ก่อนแต่จะได้ รับความพินาศกันสักคราวหนึ่งก่อน. ข้อยืนยันของอาตมา มีดังต่อไปนี้ :- มนุษย์กำลังแสวงหาวัตถุ และ มี ไว้ในครอบครอง เกินกว่าที่พระเจ้าต้องการให้มีเท่าที่จำเป็น โดยประณาม พระเจ้าให้กลายเป็นคนครึกระล้าสมัยไป นี้เป็นการทำ สงครามกับพระเจ้า. มนุษย์กำลังยืนยันจะยึดมั่นในลัทธิ "ฟันต่อฟัน - ตาต่อตา" สืบต่อไปโดยไม่เอื้อเฟื้อต่อคำสอนที่ว่า "ถ้าเขา ๘

น.68 ตบแก้มขวา ก็ให้เขาตบแก้มซ้ายด้วย ถ้าเขาขโมยเสื้อไป ก็จงเอาผ้าห่มตามไปให้ด้วย ! " นี้ก็เป็นการทำสงครามกับ พระเจ้า. มนุษย์บูชาความสุขทางเนื้อหนัง ยิ่งกว่าบูชา พระเจ้า, หรือถึงกับไม่ยอมบูชาพระเจ้าเอาเสียเลย. แม้นี้ก็ เป็นการทำสงครามกับพระเจ้า. ธรรมชาติ หรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทุกชนิด เป็นของพระเจ้า, มนุษย์ก็ปล้นเอาของธรรมชาติ หรือ ของพระเจ้ามาเป็น " ของกู", แผ่นดินของกู, เงินทอง ของกู, ลูกเมียของกู, อะไร ๆ ก็ของกู, แม้นี้ ก็เป็นการทำ สงครามกับพระเจ้าอย่างโจรปล้นสดมภ์ มนุษย์มี "ประชาธิปไตย" ในการบูชาความสุข ทางวัตถุอย่างพร้อมเพรียงกัน ชนิดที่ไม่มีความพร้อมเพรียง ชนิดไหนเท่า. นั่นก็คือความพร้อมเพรียงกันทำสงคราม กับพระเจ้า เพื่อให้ตนได้มีความสมบูรณ์ด้วยความสุขทาง เนื้อหนัง. ส่วนในเรื่องที่จะต้องพร้อมเพรียงกันเพื่อยุติ สงคราม หรือเพื่อไม่ตกหลุมพรางของซาตานก็พร้อมเพรียง กันไม่ได้, มีแต่เกี่ยงงอน ขัดแย้งกันตลอดเวลาประชุม ๙

น.69 สรุปความว่า มนุษย์ในทุกวันนี้ ทำสงครามกับ พระเจ้า. กำลังเอาชนะพระเจ้า เพื่อให้ตัวเองได้ทำ อะไรตามชอบใจตัว ตามความเห็นแก่ตัว ตามกิเลส ของตัว โดยยกเอากิเลสนั้นขึ้นเป็นพระเจ้า เสียเอง. ข้อนี้เท่ากับการตั้งตัวเองเป็นพระเจ้า, โดยการทำสงคราม กับพระเจ้าตามที่มีอยู่ในบทบัญญัติทางศาสนา. เขาไม่เข้าใจ พระเจ้าในบทบัญญัติของศาสนาอย่างถูกต้อง จนถึงกับมอบ ชีวิตกับพระเจ้าจริง จึงได้สร้างพระเจ้าองค์ปลอมขึ้นตามที่ ตนจะถูกลวงด้วยซาตานอย่างไร พระเจ้ากิเลสของเขา ก็คือ ตัวเขาเอง กำลังเหยียบย่ำบทบัญญัติทางศาสนา ที่ได้ตราไว้ โดยพระเจ้าที่แท้จริง. นั่นคือการทำสงครามกับพระเจ้า ของ มนุษย์แห่งยุคปัจจุบันนี้. จากผลของการสำรวจดูโลกในสภาพปัจจุบันอย่างทั่ว ถึงนี้ เราได้พบข้อเท็จจริงอันมีความสำคัญที่สุดว่า โลกแห่ง วัตถุนิยม กำลังเจริญด้วย วัฒนธรรมทางวัตถุ อย่าง กะความเจริญของโรคระบาด. วัฒนธรรมฝ่ายวัตถุ กำลัง ท่วมท้น วัฒธรรมฝ่ายวิญญาณ ในลักษณะที่กำลัง ทำโลกนี้ให้กลายเป็นเมืองนรก. ดังนั้นเราต้องเร่งมือกัน ๑๐

น.70 ช่วยโลก ให้กลับมีธรรม, หรือมีวัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณ กันโดยเร็วที่สุด. เราต้องแลกธรรมกันในระหว่างประเทศ แม้ที่กำลังเป็นคู่สงครามต่อกันอยู่ในเวลานี้. ประเทศคู่ สงครามเวลานี้ ก็มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน ห ากแต่ เป็นวัฒนธรรมฝ่ายวัตถุไปเสียทั้งนั้น จึงไม่สามารถทำความ เข้าใจอันดีต่อกัน ในการยุติสงคราม เมื่อมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณกันอย่าง ถูกต้องและเพียงพอแล้ว ก็จะมีความรู้ธรรม หรือ "พระคำ ของพระเจ้า" อย่างเพียงพอ. เมื่อรู้ธรรมเพียงพอ สงคราม ก็จะกลายเป็นของน่าขยะแขยง หรือน่าละอาย แก่ ทุกฝ่าย. ทุกฝ่ายจะทำความตกลงกันได้ โดยไม่ต้องเสียเวลา ไป ในการกระทำอย่างที่เด็กทารกกำลังกระทำกันอยู่. นั่นคือ การที่ประเดี๋ยวก็ดีกัน ประเดี๋ยวก็โกรธกัน ประเดี๋ยวก็ดีกัน อีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นั่นเอง. อาตมาขอวิงวอนให้ทุกคนยอม สละเวลา ทำความสนใจในสิ่งที่เรียกว่า " ธรรม" กันต่อไป โดยรีบด่วน. ๑๑

น.71 ธรรม คือ พระเจ้า สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" สำหรับทำการแลกเปลี่ยน กันนั้น อาตมาเล็งถึงสิ่งที่ควรจะเรียกกันง่าย ๆ ในสมัยนี้ ว่า " วัฒนธรรมทางฝ่ายวิญญาณ" หรือ Spiritual Culture สิ่งนี้ได้แก่หลักแห่งสัจจธรรม อันเกี่ยวกับสันติภาพทั้งส่วน บุคคลและส่วนสังคม และเป็นหัวใจของศาสนา ทุกศาสนา ในโลกนั่นเอง. หากแต่คำว่าธรรมนี้ยังมีความหมายกว้าง ขวางอีกหลายแง่หลายมุม ซึ่งล้วนแต่ต้องนำมาทำความเข้า ใจกันทั้งนั้น. อาจจะมีผู้แย้งเสียตั้งแต่ทีแรกว่า สิ่งที่เรียกว่า วัฒน- ธรรมฝ่ายวิญญาณตามแบบของศาสนาต่าง ๆ นั้น มีคณะ มิชชั่นนารีของแต่ละศาสนา ทำการเผยแพร่กันเป็นประจำ อยู่แล้วอย่างแพร่หลายทั่วโลก, ทำไมเราจะต้องเข้าเกี่ยวข้อง กับงานนี้ด้วยอีกเล่า ? อาตมาขอตอบว่า การกระทำเช่นนั้นยังไม่เพียงพอ ถึงขนาดที่จะช่วยโลกได้. มิหนำซ้ำในบางกรณี ยังเป็นการ เผยแพร่อันผิดจากวัตถุประสงค์ ของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ๑๒

น.72 หรือพระเจ้าไปเสียอีก. มิชชั่นนารีบางคณะ เผยแพร่ ความแตกสามัคคีระหว่างศาสนา, สร้างความเกลียด ชังระหว่างศาสนาขึ้นมาใหม่ อย่างไม่ตรงตามความประสงค์ แห่งพระศาสดาของตน ที่ประสงค์ให้รักผู้อื่น อย่างเอา ชีวิตของตนเองเป็นเดิมพันทีเดียว. พระศาสดาของแต่ละ ศาสนามุ่งทำประโยชน์ แก่โลกทั้งโลกเป็นส่วนรวม, แต่ มิชชั่นนารีทำเพื่อคณะของตัว เป็นคณะ ๆ ไป. สรุปความ ว่า งานมิชชั่นนารีชนิดนี้ ยังไม่ถึงขนาดที่จะเรียกได้ว่า " งานเผยแพร่วัฒนธรรมทางวิญญาณระหว่างชาติของ สากลโลก ". ความผิดพลาดอันนี้ ทำให้มนุษย์ร่วมมือกัน ไม่ได้แม้แต่ในวงของผู้ที่อยู่ในศาสนาเดียวกัน. ความแตก แยกมีอย่างรุนแรงในวงศาสนาเดียวกัน จนทะเลาะวิวาทกัน ให้ซาตานดู. เมื่อเป็นเช่นนี้เสียแล้ว จะเป็นผู้ทำความเข้าใจ อันดีระหว่างชาตินั้น ยังไม่มีลู่ทางที่จะเป็นไปได้. เพื่อการขจัดเสียซึ่ง สิ่งอันเป็นเสนียดของโลก ข้อนี้ เราจะต้องทำความเข้าใจ ในสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม " กันให้ถูกต้องจริงๆ. อาตมาขอร้องให้สนใจกันอย่างครบถ้วน หรือเพียงพอในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ :- ๑๓

น.73 (๑) ธรรม เป็นสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่ เรียกว่าพระเจ้า. เราอาจจะแจงข้อเท็จจริงออกไปได ดังนี้คือ ก. ตัวธรรมชาติ หรือปรากฏการณ์แห่งธรรม- ชาติทั้งมวล นั้นคือ กายของพระเจ้า ( Physical body of God ). ข. กฎธรรมชาติอันใหญ่ยิ่งและเฉียบขาด นั้น คือ จิตของพระเจ้า ( Spiritual body of God ). ค. หน้าที่ของมนุษย์อย่างถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ นั้นคือ ข้อเรียกร้องของพระเจ้า ( Demand of God ). ง. ผลที่มนุษย์ได้รับจากการทำหน้าที่ของตน นั้นคือ สิ่งที่พระเจ้าโปรดประทานอำนวยให้ ( Supply of God ). พระเจ้าในลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งสิ่งเดียวกัน กับ สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ในพระพุทธศาสนา. ธรรมหรือ พระเจ้าในลักษณะนี้ ต้องเป็นของสากล, จะเป็นของ ๑๔

น.74 ศาสนาไหนโดยเฉพาะไม่ได้. ถ้าเกิดเป็นของศาสนาไหน ขึ้นมาโดยเฉพาะแล้ว ต้องเป็นพระเจ้าเก๊ หรือธรรมเก๊, คือไม่สามารถจะช่วยโลกได้ เพราะเป็นผู้ทำความแตกแยก เสียเอง. การที่พุทธบริษัทเรียกสิ่งนี้ว่า "ธรรม" ในขณะ เดียวกันกับที่เพื่อนมนุษย์เหล่าอื่นเรียกสิ่งนี้ว่า "พระเจ้า " นั้น ไม่เป็นของแปลกอะไร, และไม่ทำสิ่งนั้นให้กลายเป็น คนละอย่างไปได้เลย. ( ๒) ธรรมในพุทธศาสนา เมื่อกล่าวตาม หลักแห่งพุทธศาสนา คำว่า " ธมฺม" ในภาษาบาลี ย่อม เล็งถึง ของทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่ยกเว้นอะไร, และแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ ก. ตัวธรรมชาติหรือปรากฏการณ์ตามธรรม- ชาติทั้งหมด เรียกว่า สภาวธัมม์. ข. กฎของธรรมชาติทั้งหมด เรียกว่า สัจจธัมม์ ค. หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎธรรมชาติ เรียกว่า ปฏิบัติติธัมม์ ง. ผลที่ได้รับจากการทำหน้าที่ เรียกว่า วิปาก- ธัมม์. ๑๕

น.75 ทั้ง ๔ ประเภทนี้ รวมเรียกด้วยคำเพียงคำเดียวว่า ธัมม์, ในภาษาบาลี. ทั้ง ๔ ประเภทนี้ ล้วนแต่เป็นตัว ธรรมชาติ หรือขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ไม่เป็นของศาสนาไหน หรือขึ้นอยู่กับมนุษย์ชาติพันธุ์ ( race ) ไหนเลย. หลักเกณฑ์ เกี่ยวกับคำว่า " ธัมม์" นี้ เป็นสิ่งที่ใช้แก่ทุกคนในโลก ทั้ง เทวดาและมนุษย์, แม้กระทั่งแก่สัตว์เดรัจฉานโดยปริยาย "ธัมม์" นี้ มีความหมายอย่างเดียวกัน และทำหน้าที่ต่อ มนุษย์อย่างเดียวกัน กับสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า " ( ๓) ธรรม ของธรรมชาติ. ท่านจะเห็นได้ เองแล้วว่า ธรรมใน ๔ ประเภท หรือ ๔ ความหมาย, ดังที่กล่าวมาแล้วในข้อ (๑ ) และ ( ๒) นั้น เป็น ตัวธรรม ชาติของธรรมชาติ ( Nature of Nature ). เป็นสมบัติ ของธรรมชาติ. เพราะฉะนั้น " ธรรม " จึงเป็นของกลาง ของสากลโลก, ไม่อาจแบ่งแยกเป็นของศาสนาไหน หรือ มนุษย์พวกไหนโดยเฉพาะ ถ้ายังแบ่งแยกอยู่ ก็เป็นความโง่ ของผู้แบ่งแยกนั้นเอง. นั่นไม่ใช่ธรรมที่แท้จริง ที่สามารถ ช่วยโลกได้. คณะมิชชั่นนารีของแต่ละศาสนา ยังทำการ ๑๖

น.76 เผยแพร่ธรรม ไปในลักษณะที่แบ่งแยกเป็นศาสนาของ ตน ๆ. ยิ่งกว่านั้นยังมีการยกตนข่มผู้อื่น ว่าศาสนาของตนดี หรือถูกต้องแต่ฝ่ายเดียว. งานมิชชั่นนารีชนิดนี้ แม้จะทำกัน ให้เต็มโลก ก็ไม่มีทางที่จะช่วยโลกให้รอดได้ เพราะยังไม่ ถึงขนาดมาตรฐานที่จะเรียกว่า “ ธรรม " หรือ "พระเจ้า " ไปได้เลย. (๔) ธรรม คือ ทุกสิ่ง ธรรมคือ " ทุกสิ่ง" ไม่ยกเว้นสิ่งใด แม้แต่สิ่งที่เราเรียกกันว่า ซาตาน หรือ มาร ตามที่พุทธบริษัทเรียก. มีผู้พูดกันทั่วไปว่าชาตานนั้น เป็น ข้าศึก หรือคู่ปรับกันกับพระเจ้า. การพูดเช่นนั้น เป็นการ ทำลายค่าของพระเจ้าลงไปจนหมดสิ้น โดยผู้ที่อ้างตัวว่า นับถือพระเจ้า นั้นเอง การกล่าวเช่นนั้น ย่อมหมายความว่า พระเจ้ามิใช่ "สิ่งทุกสิ่ง" คือยังมีบางสิ่งที่มิใช่พระเจ้าและอยู่ นอกเหนืออำนาจของพระเจ้า, พระเจ้าเลยถูกลดระดับลงมา เป็นคู่แข่งกับความชั่วหรือซาตาน ข้อนี้เหมือนกับคนที่รู้จัก แต่ความดีกับความชั่ว, ไม่รู้จักสิ่งที่อยู่เหนือความดีความชั่ว เขาไม่รู้จักรวมสิ่งทั้งสาม คือความดี ความชั่ว ความอยู่ ๑๗

น.77 เหนือความดีและความชั่วเข้าด้วยกัน เพื่อเป็น "สิ่งทุกสิ่ง" ( All Thing) จริงๆ เขาได้ทำให้พระเจ้า หรือธรรม เป็น สิ่งที่ไม่สมบูรณ์ ( Perfect ). เมื่อไม่สมบูรณ์ ก็เป็นพระเจ้า ที่ยิ่งใหญ่หรือแท้จริง ไปไม่ได้. ซาตานนั้น คือ อนุภาคของพระเจ้า ส่วนที่มีไว้ เพื่อการทดสอบ หรือลองดีกับ มนุษย์ผู้กล้าลองดีกับ พระเจ้า. ซาตานจึงคือบทเรียน และข้อสอบไล่ พร้อมกันไปในตัว ที่พระเจ้าจัดขึ้นหรือส่งมา เพื่อทดสอบ คนของพระองค์บางคน ในบางโอกาส บางกรณี. ข้อนี้ เพื่อ การคัดเลือก หรือ " กลั่นกรอง" มนุษย์ ไปเป็นคนของ พระเจ้าโดยถาวร. ดังนั้น ซาตานหรือมาร จึงสามารถหรือ กล้าทำการทดสอบ แม้แก่บุคคลเช่นพระเยซูคริสต์ หรือ พระพุทธเจ้า ทั้งก่อนแต่เป็นพระศาสดา และเป็นพระศาสดา แล้ว. แต่ซาตานไม่กล้า หรือไม่จำเป็นที่จะทำการทดสอบ ต่อพระเจ้าเอง. เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ก็ต้องกล่าวว่า ซาตานก็คือธรรม หรือพระเจ้าส่วนหนึ่ง ซึ่ง กำลังอยู่ในรูปของการสอบไล่มนุษย์ หรือ ลองดี กับมนุษย์ ผู้กล้าลองดีต่อธรรมหรือพระเจ้า ดังที่กล่าวมาแล้ว. ๑๘

น.78 ซาตานในปัจจุบันนี้ กำลังอยู่ในรูปของสงคราม ที่ กำลังระบาดอยู่ทั่วไปทั้งโลก. สงครามกำลังเป็นวิกฤตกาล เรื้อรังของโลกมาเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด ใคร ๆ ก็ พากันมองในแง่ที่ว่า มันอยู่นอกเหนืออำนาจหรือความ สามารถขององค์การโลกต่าง ๆ ของมนุษย์อย่างไม่มีปัญหา. ทั้งนี้ เพราะว่า สงครามนั้น คือการลองดีระหว่างมนุษย์ กับอิทธิพลของพระเจ้า หรือ ของธรรมที่ส่งออกมาในรูป ของซาตาน เพื่อการทดสอบมนุษย์, คัดเลือกมนุษย์ หรือ ลงโทษมนุษย์ พร้อมกันไปในตัว. เราจะเอาชนะสงคราม ได้ แต่โดยวิธีเดียวเท่านั้น. นั่นคือ การมีธรรม หรือ พระเจ้าที่แท้จริง ให้ถูกต้องกันเสียที นี่แหละคือข้อที่อาตมากล่าวว่า โลกตกอยู่ในสถานะ คับขัน ถึงขนาดที่จะต้อง "รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง" อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง, เราจะต้องทำเช่นนี้กันเรื่อยไป จน กว่าคู่สงครามทุกฝ่ายจะมีธรรมที่แท้จริง อย่างเพียงพอกัน เสียที ถ้าขืนกระทำแก่กัน อย่าง "ฟันต่อฟัน, ตาต่อตา" สืบไปแล้ว โลกนี้ก็จะมีซาตานที่แยกตัวมาจากพระเจ้า เพิ่ม เติมมากยิ่งขึ้นไปอีก จนมีซาตานเต็มไปทั้งโลกอย่างแน่นอน. ๑๙

น.79 วิธีการ "ฟันต่อฟัน, ตาต่อตา" นั้น มีไว้สำหรับพระเจ้าใช้ แก่มนุษย์แต่ฝ่ายเดียวเท่านั้น. มนุษย์ไม่มีทางที่จะใช้วิธีการ นี้เลย. (๕) ธรรม คือ สิ่งที่กำลังไม่ได้รับความ เป็นธรรม. ในโลกปัจจุบันนี้ ธรรมหรือพระเจ้า กำลังถูก เหยียบย่ำ โดยน้ำมือของมนุษย์ที่กำลังบูชาวัตถุ, กำลังเป็น สิ่งที่ถูกกลบเกลื่อนให้ลับไป โดยมนุษย์ผู้เห็นแก่ตัว และต้อง การจะตามใจกิเลสของตัว, แต่กำลังขอร้องให้พระเจ้าช่วย. เมื่อเขาต้องการจะตามใจตัว เขามีตัวเองเป็นพระเจ้าเสียเอง. เมื่อมีวิกฤตกาลเกิดขึ้น เขาเรียกหาพระเจ้าอีกองค์หนึ่ง ใน ความละเมอเพ้อฝั่น, ซึ่งได้แก่พระเจ้าองค์ที่เขาเหยียบย่ำ และกลบเกลื่อนอยู่นั่นเอง. นี้คือความไม่เป็นธรรม หรือ ความอยุติธรรมอย่างยิ่ง ที่สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า กำลังได้รับ จากมนุษย์. ข้อนี้เอง ได้ทำให้พระเจ้า เปิดฉากการลองดี กับมนุษย์ โดยทำให้ลัทธิวัตถุนิยม ที่บูชาความสุข ทางเนื้อหนัง เกิดขึ้นและเจริญขึ้น เต็มโลกทั่วไปหมด. ๒๐

น.80 ลัทธิวัตถุนิยม ได้เป็นชะนวนให้เกิดการแย่งชิง ระหว่างชาติ ที่เราเรียกกันว่าสงคราม, ถึงขนาดที่เป็นวิกฤต กาลถาวร ยืดเยื้อเรื้อรังเหลือความสามารถขององค์การโลก ทุกชนิดจะระงับได้ ดังที่ทุกคนได้เห็นกันอยู่แล้วในบัดนี้. นี่แหละคือการกระทำและผลงานของซาตาน ที่กระทำหน้าที่ ของตนได้อย่างดีที่สุด ในการรับใช้พระเจ้า เพื่อการทดสอบ มนุษย์และลงโทษมนุษย์ผู้สอบไล่ตก พร้อมกันไปในตัว ดังนั้น เพื่อการที่มนุษย์เราจะเปลี่ยนกลับไปเป็นที่โปรดปราน ของพระเจ้า จนได้รับสันติภาพที่แท้จริงเป็นรางวัลนั้น เรา จะต้องมองลงไปยังสิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยม หรือ " วัฒนธรรม ทางวัตถุ" ที่เรากำลังบูชากันยิ่งกว่าพระเจ้านั้นเอง ว่า เป็นสิ่งที่ตั้งขวางกีดกันอยู่ ระหว่างเรากับพระเจ้า , ทำให้ เราเกลียดพระเจ้าที่แท้จริง แล้วตั้งตัวเอง เป็นพระเจ้าเสีย เอง. เราจะต้องค้นให้พบว่า "วัฒนธรรมทางฝ่ายวิญญาณ ของพระเจ้า" หรือที่เรียกกันสั้น ๆ เพียงพยางค์เดียวในที่นี้ ว่า "ธรรม" นั้น ได้สูญหายไปไหนหมด. มนุษย์มัวแต่แลก เปลี่ยนวัฒนธรรมทางวัตถุ กันอย่างจริงจัง ไม่มีหยุด. การ แลกเปลี่ยนนั้น กระทำกัน แม้กระทั่งระหว่างคู่สงคราม ๒๑

น.81 ที่กำลังรบกันอยู่แบบสงครามเย็น. ทำไม จึงไม่มีการแลก เปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิญญาณ ตามแบบของพระเจ้ากันเสีย เลย, ทั้งที่ในสนามรบนั้น ก็มีการเอ่ยชื่อพระเจ้ากันไม่ หยุดหย่อน ตลอดเวลาที่มีความกลัว, เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลที่ ได้รับก็คือ ซาตานในรูปลักษณะของ "ปีศาจแห่งวัตถุนิยม" ได้ทำการมอมชาวโลกให้มึนเมา ในความสุขทางเนื้อ หนังมาก ถึงกับกล้าเหยียบย่ำจริยธรรมอันดีงาม ของ ศาสนาแต่กาลก่อน ให้สูญสิ้นไป. ข้อนี้ ได้ทำให้มนุษย์ จำต้องรับเอา "สงครามอันยืดเยื้อ" เป็นรางวัลในการกระทำ เช่นนั้นจากพระเจ้า อย่างยุติธรรมแท้. ดังนั้น เราจะต้อง ขวนขวายกันต่อไป ในการที่จะรู้จัก และได้มีวัฒนธรรมทาง วิญญาณอันแท้จริง เพื่อผลรางวัลอันตรงกันข้ามจากที่แล้ว มา. วัฒนธรรมทางฝ่ายวิญญาณ คำว่า "วัฒนธรรมทางฝ่ายวิญญาณ" นี้ เป็นคำที่ อาจจะตีความหมายได้แตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ. นักศึกษา ตะวันตก กับตะวันออก ก็ตีความหมายแตกต่างกันไปอย่าง ๒๒

น.82 หนึ่งๆ แล้วแต่ว่าพวกไหนบูชาวัตถุมากน้อยกว่ากันอย่างไร. ผู้ศึกษาอย่างแผนใหม่ กับแผนเก่า ก็จะตีความหมายของคำ คำนี้ไปคนละทาง. ผู้รู้ศาสนาอย่างดี กับผู้รู้ศาสนาอย่างเป็น พิธีรีตอง ก็จะยิ่งตีความแตกต่างกันไกลลิบ. นี้เป็นของ ธรรมดาที่สุดของการตีความหมายของคำพูดแต่ละคำ ซึ่ง พอจะทราบกันได้อยู่แล้ว. ยกตัวอย่างเช่นคำว่า สวรรค์. ชาวตะวันตกที่ถือ ศาสนาอย่างตะวันตกจะถือว่าเรื่องสวรรค์นี้เป็นเรื่องศาสนา เป็นที่อยู่ของพระเจ้า ดังนั้นต้องเป็นเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่ฝ่ายวัตถุ แต่พวกตะวันออก โดยเฉพาะพุทธบริษัท จะให้คำอธิบายไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นการขัดแย้งกัน. เขา จะอธิบายว่า สวรรค์หมายถึงความสมบูรณ์ด้วยรสอร่อยทาง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ชั้นเลิศ หรือเป็นของทิพย์. มันเป็นความสุขทางเนื้อหนัง, เป็นกามารมณ์ชั้นประณีตทาง เนื้อหนัง ดังนั้นจึงต้องจัดเป็นเรื่องฝ่ายวัตถุ ( Materialism) หาใช่เป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณ ( Spiritual ) ไม่. ต่อเมื่อเป็น เรื่องเหนือไปกว่านั้น คือเ อาชนะกามารมณ์ทุกชนิดได้, ๒๓

น.83 ไม่ว่าจะเป็นอย่างมนุษย์หรืออย่างสวรรค์, มีจิตสะอาด- สว่าง-สงบ- จากสิ่งเหล่านั้น จึงจะถือว่าเป็นเรื่องทาง ฝ่ายวิญญาณ. ผู้มีการศึกษาแผนใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ทาง วัตถุธาตุ ก็จะถือว่าสวรรค์ไม่ใช่วัตถุธาตุ, ต้องจัดเป็นเรื่อง วิญญาณ. ผู้มีการศึกษาแผนเก่า โดยเฉพาะฝ่ายตะวันออก จะอธิบายว่า สวรรค์เป็นเรื่องเกี่ยวกับนามธรรมก็จริง แต่ หวังผลอย่างเดียวกับความเอร็ดอร่อยทางวัตถุ คือทางตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง, ดังนั้นต้องจัดเป็นเรื่องฝ่ายวัตถุ หาใช่เรื่องทางฝ่ายวิญญาณไม่. ผู้ถือศาสนาอย่างพิธีรีตอง ไม่มีปัญญาทางธรรมอัน ถูกต้อง ที่เราเรียกกันว่าพวกตาสีตาสา ยายมียายมา นั้นถือ ว่าสิ่งต่าง ๆ สูงสุดอยู่เพียงแค่สวรรค์, นิพพานก็เป็นสวรรค์ ชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน, ดังนั้น สวรรค์ก็ถูกจัดเป็นเรื่อง ฝ่ายวิญญาณ. ส่วนพุทธบริษัทผู้คงแก่เรียนก็จะอธิบายไปใน ทำนองว่า สวรรค์ก็คือกามารมณ์ของมนุษย์ กำลังสอง กำลัง สาม หรือกำลังสิบ กำลังร้อยก็ตาม, เท่านั้นเอง, ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่เนื่องด้วยวัตถุ หรือเนื้อหนัง จึงจัดเป็นเรื่อง ๒๔

น.84 ฝ่ายวัตถุ. ส่วนเรื่องนิพพานนั้น เดินกันคนละทาง อยู่กัน คนละระดับ, ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และไม่ใช่เรื่องที่ขึ้นอยู่กับ วัตถุ หรือเนื้อหนัง จากตัวอย่างนี้ เราจะเห็นได้ว่า พวกที่มีจิตใจอยู่ใน ระดับต่าง ๆ กัน ย่อมตีความหมายของคำคำเดียวกัน ใน ลักษณะที่แตกต่างกัน ถึงกับสับสนกัน. ดังจะยกตัวอย่างอีก สักเรื่องหนึ่ง คือ ความหมายของสัญญลักษณ์กางเขน ในศาสนาคริสเตียน, ตามที่อาตมาได้เคยประสบมา. คริสตศาสนิกชนพวกหนึ่ง อธิบายว่า กางเขนเป็น สัญญลักษณ์ของบันไดขึ้นสู่สวรรค์ นี้เห็นได้ว่า มีจิตใจอย่าง วัตถุนิยมมุ่งความสุขในสวรรค์ ตามที่สอนกันไว้อย่างไร. คริสตศาสนิกชนพวกหนึ่ง เคยอธิบายถึงกับว่า กาง เขนเป็นสัญญลักษณ์ของการแบ่งเขตแดนระหว่างมนุษย์กับ สวรรค์ โดยถือเอาขีดอันขวางเป็นเส้นเขต. แม้อย่างนี้ ก็ยัง อยู่ใต้อิทธิพลของความรู้สึกฝ่ายวัตถุ. คริสตศาสนิกชนพวกหนึ่ง อธิบายว่า ก างเขนคือ สัญญลักษณ์แห่งการเสียสละชีวิต เพื่อช่วยโลกให้รอด จากความเข้าใจผิดหรืออวิชชา. นี้เป็นคำอธิบายที่ใคร ๆ ๒๕

น.85 อาจเข้าใจได้ทันทีว่า เป็นการถูกต้องแก่การที่จะเป็นเรื่อง ทางฝ่ายวิญญาณ หรืออยู่เหนือความลุ่มหลงในวัตถุ. สำหรับอาตมาเองนั้นรู้สึกว่ากางเขนคือสัญญลักษณ์ แห่งการตัดเสียซึ่ง "ตัวกู" เส้นยืนของกางเขน เท่ากับตัว อักษร I (ไอ), เส้นขวางคือการตัด I (ไอ) หรือ "ตัวกู" นั้นเสียให้ปราศจาก I (ไอ) หรือ "ตัวกู”, อันนับได้ว่า เป็นการกระทำอันประเสริฐที่สุดของพระเยซูคริสต์ที่สละ ชีวิตของตัวเอง เพื่อเห็นแก่ผู้อื่น. หัวใจของศาสนาทุกศาสนา สอนให้ทำลายความ เห็นแก่ตัว (selfishness ), ให้ทำลายความรู้สึกว่ามีตัวของ ตัว (Egoism ), ให้ทำลายความรู้สึกที่เป็นไปในทำนองเข้า ข้างตัว ( Egoistic Idea ) ด้วยกันทั้งนั้น. ดังนั้นกางเขน ก็คือ สัญญลักษณ์แห่งหัวใจของศาสนาทุกศาสนานั้นเอง. ศาสนิกที่ดี ของศาสนาไหนก็ตามต้องไม่มีตัวเป็นของตัวเอง, ถ้าจะมีตัวกันบ้าง ก็ต้องเป็นตัวของพระเจ้า, หรือของธรรม, หรือของธรรมชาติ, โดยไม่ทำตนเป็น โ จรปล้นธรรมชาติ ดังที่กล่าวมาแล้ว. ๒๖

น.86 นี่แหละ ขอให้พิจารณาดูเถิดว่า คำพูดคำเดียวกัน, หรือสัญญลักษณ์อันเดียวกัน, ก็ยังอาจถูกตีความหมายได้ต่าง กันหลายทาง หรือหลายระดับ แล้วแต่ความรู้สึก หรือความ เข้าใจในสิ่งนั้น ของบุคคลนั้น ๆ เป็นคน ๆ ไป. ด้วยเหตุนี้ แหละ อาตมาจึงขอให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่า " วัฒนธรรมทางฝ่ายวิญญาณ" นั้น มีการตีความที่แตกต่าง กันไปหลายทาง อย่างไม่น่าเชื่อ คือ ถึงกับขัดแย้งกันทีเดียว. บัดนี้ เราจำเป็นที่จะต้องให้คำจำกัดความ แก่คำ คำนี้ เพื่อความเข้าใจอันดีต่อกันในการที่จะทำการแลก เปลี่ยนสิ่งนี้แก่กัน, โดยถือเอาผลที่จะพึงได้ ในลักษณะที่ ตรงกันข้ามจากวัตถุนิยม โดยประการทั้งปวง, ดังต่อไปนี้ :- (๑) วัฒนธรรมทางวิญญาณ นั้นคือหนทางหรือวิธี ที่มนุษย์จะเข้าถึงธรรม หรือพระเจ้า. กล่าวโดยเฉพาะ ก็คือ วิธีที่มนุษย์จะทำกายของตน ให้เป็นส่วนหนึ่งของกาย ธรรม หรือกายพระเจ้า เสมอไป. นั่นคือการทำให้มนุษย์ ได้รับสิ่งดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ ( ๒) วัฒนธรรมทางวิญญาณ คือสิ่งที่จะทำให้ มนุษย์หมดปัญหาอันเกี่ยวกับซาตาน ที่กำลังอยู่ในรูปของ ๒๗

น.87 สงคราม อันเป็นวิกฤตกาลถาวร ของโลกในปัจจุบัน หรือ ในรูปอื่น ๆ นานาชนิด. ( ๓ ) วัฒนธรรมทางวิญญาณ คือวิธีการวิธีเดียว ที่สามารถระงับข้อขัดแย้งนานาชนิด ในหมู่มนุษย์นานา ชาติ แห่งยุคปัจจุบัน, เช่นปัญหาการลดกำลังอาวุธไม่สำเร็จ เป็นต้น (๔) วัฒนธรรมทางวิญญาณ เป็นเหมือนยาฆ่า เชื่อของสงครามในโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามลัทธิ, หรือ สงครามเบ็ดเตล็ด เช่นปัญหาเรื่องดินแดนหรือประโยชน์ เป็นต้น. (๕) วัฒนธรรมทางวิญญาณ จะทำโลกนี้ ให้ ปราศจากนายทุนและกรรมกร. ให้ คงมีอยู่แต่บิดากับบุตร. (๖) วัฒนธรรมทางวิญญาณ มีวัตถุประสงค์ทำ ลายความเห็นแก่ตัว ของคนทุกคนให้หมดไปจากโลก. ( ๗ ) วัฒนธรรมทางวิญญาณ คือหนทางทางเดียว ที่จะ มีการกระทำอันถูกต้องทางวิญญาณ ของมนุษย์ทุกยุค ทุกสมัย ทุกเชื้อชาติ.ถึงผลตกหย่อนยาน ๒๘

น.88 (๘) วัฒนธรรมทางวิญญาณ คือสิ่งที่จะต้อง เคียงคู่กันไปกับวัฒนธรรมฝ่ายวัตถุ, เพื่อควบคุมความ ก้าวหน้าทางวัตถุ ของมนุษย์มิให้เกิดเป็นพิษขึ้นมา. เพียงเท่านี้ ก็น่าจะเป็นการเพียงพอแล้ว ที่เราจะ รู้จักกันว่า วัฒนธรรมทางวิญญาณนั้นคือวัคซีนที่สามารถ ป้องกันพิษร้ายทุกชนิด อันจะเกิดขึ้นแก่มนุษย์ จากการ ทำผิดต่อสิ่งแวดล้อมหรือเกี่ยวข้อง เช่นพระเจ้า, ธรรม, ธรรมชาติ, มนุษย์ด้วยกันเอง, วัตถุที่ประดิษฐ์ ขึ้นด้วยการ ค้นคว้าในยุคอวกาศปรมาณู และ ฯลฯ. เพื่อเข้าใจความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมทางวัตถุ กับวัฒนธรรมทางวิญญาณ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราอาจจะเทียบ กันดูเป็นคู่ ๆ ได้ดังต่อไปนี้ :- (๑) ดนตรีที่เร่าร้อนยั่วยุตามไน๊ทคลับ ตามบาร์ เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ หรือทางเนื้อหนัง, ตรงกันข้าม ดนตรีที่ทำความสงบเย็น เช่นที่ได้รับเมื่อก้าวเข้าไปใน โบสถ์ เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ. ( ๒) การเต้นรำที่เร่าร้อน มีอาการเหมือนลิงถูก เฆี่ยน หรือปีศาจเมาเหล้าเป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ, การเต้น ๒๙

น.89 รำที่เยือกเย็นชดช้อยเหมือนต้นสนต้องลม ทำจิตให้สบง ลงไปนี้เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ. (๓ ) การกินอยู่หลับนอน เพื่อรสอร่อยด้วยการ บำรุงบำเรออย่างพุ่มเฟือยนี้เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ, การกิน อยู่หลับนอน เพียงเพื่อสามารถทำงานของพระเจ้า หรือ หน้าที่ของมนุษย์ ตามกฎของธรรมชาติ นี้เป็นวัฒนธรรม ทางวิญญาณ. กล่าวให้สั้นที่สุด ก็กล่าวว่า การกินดีอยู่ดี เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ, การกินอยู่พอดี นี้เป็นวัฒน- ธรรมทางวิญญาณ. (๔) การสมรสเพื่อผลทางกามารมณ์ หรือความ มั่นคงของวงศ์สกุลนี้เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ, ส่วนการสมรส เพื่อสืบต่อการเดินทางของมนุษย์อย่าให้ขาดตอนลงได้ จน กว่าจะเข้าถึงพระเจ้า, หรือเพื่อมีการเข้าถึงพระเจ้า หรือ บรมธรรมของมนุษย์อยู่เสมอนั้น เป็นวัฒนธรรมทาง วิญญาณ. (๕) การอยากไปสวรรค์ ที่เต็มไปด้วยสีสรรแสง เสียงแพรวพราวนั้น เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ, การอยากไป สวรรค์ชนิดที่มีความหมายเป็นความสะอาดสว่างสงบ, หรือที่ ๓๐

น.90 สามารถสอนให้รู้จักเบื่อสีสรรแสงเสียงอันแพรวพราวนั้น เสียโดยเร็ว นี้เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ. (๖) ลัทธิการเมือง ที่มีเจตนารมณ์ในการดูดซับ เอาประโยชน์ของผู้อื่น มาเป็นของตัวโดยวิธีเล้นลับแยบ คายนั้นเป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ. ส่วนลัทธิการเมือง ที่มุ่ง สร้างสันติขึ้นในโลกโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของตนเองนั้น, ถ้าหากเป็นสิ่งที่มีอยู่, นั้นเป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ. (๗ ) การช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ด้อยพัฒนาเพื่อซื้อ เขาเอามาเป็นพรรคพวกของตัวนั้น เป็นการค้า, เป็นวัฒน- ธรรมฝ่ายวัตถุ. ส่วนการช่วยเหลืออย่างบริสุทธิ์ใจ และตรง ตามความมุ่งหมายของธรรม หรือของพระเจ้า นั้นเป็น วัฒนธรรมทางวิญญาณ. (๘) การศึกษาพระศาสนา หรือการบวชในพระ ศาสนาก็ตาม เพื่อเป็นสะพานอาชีพ หรือสื่อประโยชน์ของ ตนในอนาคต นั้นเป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ, ส่วนการศึกษา หรือการบวช เพื่อยกสถานะทางวิญญาณของตนให้สูงขึ้น ตามแนวที่พระเจ้าได้วางไว้ นั้นเป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ. ๓๑

น.91 (๙) การจัดพิมพ์พระคัมภีร์ของศาสนาให้แพร่หลาย เพื่อประโยชน์แก่ความยิ่งใหญ่แห่งศาสนาของตน ๆ นั้นเป็น วัฒนธรรมทางวัตถุ. ส่วนการกระทำเพื่อชี้ชวนให้มหาชนได้ เข้าถึงธรรม หรือพระเจ้าจริงๆ นั้น เป็นวัฒนธรรมฝ่าย วิญญาณ, (๑๐ ) การทำเพื่อนมนุษย์ให้ร่ำรวยและมัวเมาอยู่ ในผลของประดิษฐกรรมอันก้าวหน้า เพื่อแข่งกับเทวดา ในสวรรค์นั้น เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ. ส่วนการกระทำเพื่อ ให้มนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับจริง ๆ คือ Summum Bonum ที่ถูกต้องตามแบบของพระเจ้า นั้นเป็น วัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณ. เท่าที่กล่าวมาพอเป็นตัวอย่างนี้ น่าจะเป็นการเพียง พอแล้ว สำหรับการที่จะทราบว่า "วัฒนธรรมทางวิญญาณ" ของพวกพุทธบริษัท ผู้มีความหนักในธรรม หรือพระเจ้า นั้นมีอยู่ในลักษณะเช่นไร. ท่านทั้งหลายไม่ควรเข้าใจ ตาม ๆ กันไป ในทำนอง ว่า ถ้าเป็นเรื่องทางศิลปะ, ทางวรรณคดี, ทางปรัชญา, จิตตวิทยา ฯลฯ เหล่านี้แล้ว จะเป็นเรื่องทางวิญญาณ ๓๒

น.92 ไปเสียหมด. มันมีทั้งฝ่ายวัตถุ และฝ่ายวิญญาณ ครบทั้ง สองทาง. หากแต่ว่าในสมัยปัจจุบันนี้สิ่งเหล่านี้ ได้ตกเป็น ทาสของวัตถุ ถูกใช้เป็นเครื่องมือแสวงวัตถุ หรือความก้าว หน้าทางวัตถุ ไปเสียหมดแล้ว, และไม่เป็นวัฒนธรรมทาง วิญญาณอีกต่อไป. วัฒนธรรมทางวิญญาณนั้น มีความสำคัญอยู่ตรง ที่มุ่งหมายจะทำมนุษย์ ให้มีความเต็มเปี่ยม (Perfect ) ทั้งทางกายและทางจิต, นั่นคือมีความเป็นมนุษย์อย่าง ถูกต้อง ทั้งทางกายและทางจิต. วัฒนธรรมทางวิญญาณ จะช่วยควบคุมมนุษย์ให้มีความถูกต้องทางวิญญาณ, และ พร้อมกันนั้น ก็จะช่วยควบคุมวัฒนธรรมทางวัตถุ ให้ช่วย สร้างความถูกต้องทางกาย ให้แก่มนุษย์อย่างสมบูรณ์. มนุษย์จะไม่ต้องเป็นเหมือนต้นไม้ ที่ดูแต่ ไกลก็งดงามดี แต่ พอเข้าไปใกล้ ก็ปรากฏว่ากลวงเป็นโพรง, หรือมีไฟไหม้ อยู่ข้างใน อย่างน่าเวทนาสงสาร. สิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม หรือ ( CULTURE ) นั้น คือตัวไถสำหรับไถนา. มันจะต้องถูกลากไปโดยวัว ๒ ตัว ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวนำตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวฉลาด เข้าใจคำสั่ง ๓๓

น.93 ของเจ้าของดี, และเป็นตัวตาม คือไม่ฉลาด แต่มีเรี่ยวแรงดี อีกตัวหนึ่ง. เมื่อทั้งสองตัวทำงานอย่างประสานกันดีแล้ว ผลงานก็เป็นอันดีเลิศ. ข้อนี้เป็นฉันใด ชีวิตของมนุษย์ ก็ควรจะถูกลากไป โดยวัฒนธรรมทั้งสองชนิด คือทั้ง วัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณและฝ่ายวัตถุ อย่างประสาน กลมกลืนกันดี, และมีวัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณ เป็นฝ่าย นำให้วัฒนธรรมฝ่ายวัตถุ เป็นฝ่ายตาม เสมอไป, ฉันนั้น. เมื่อมองเห็นว่า วัฒนธรรมทางวิญญาณ เป็น สิ่งเดียวที่จะดับยุคเข็ญของโลกได้จริงดังนี้แล้วเราควรจะได้ นึกถึง วิธีการแลกเปลี่ยนกัน ในระหว่างชาติคู่สงคราม สืบไปอีกสักเล็กน้อย เท่าที่เวลาเหลืออยู่ .. การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิญญาณ หลักธรรม ที่อยู่ในระดับที่เป็นหัวใจของศาสนาทุก ศาสนา ย่อมตั้งอยู่ในฐานะเป็น " วัฒนธรรมทางวิญญาณ" ได้ด้วยกันทั้งนั้น. ดังนั้น ไม่ว่าผู้ใด จะนับถือศาสนาไหน ย่อมเป็นผู้อยู่ในฐานะที่จะทำการแลกเปลี่ยน วัฒนธรรมทาง วิญญาณได้ด้วยกันทุกคน. ๓๔

น.94 ศาสนาแต่ละศาสนา แม้จะต่างกันโดยระเบียบปฏิบัติ ภายนอก แต่ก็มีความมุ่งหมายภายในเหมือนกัน คือ การทำ ลายความรู้สึกที่เป็นการเห็นแก่ตัว เป็นขั้นแรก, และทำลาย ความรู้สึกว่ามีตัวเป็นของตัว เป็นขั้นสุดท้าย. ใครจะมีตัวก็ ได้ แต่ต้องเป็นตัวของธรรม, หรือตัวของธรรมชาติ, หรือ ของพระเจ้า, ไม่ใช่ของตัวเอง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด, หรือ เป็นการสมมติ มากเกินไป. ดังนั้นศาสนาทุกศาสนา เป็น ศาสนาเดียวกันแท้. แต่มนุษย์ผู้ถือศาสนา ไม่ได้ถือกันใน ลักษณะเช่นนี้. เขาถือไปในลักษณะที่ต้องมีตัวฉัน และมี ของฉัน ในลักษณะที่ดีกว่าของคนอื่น. ข้อนี้ นำไปสู่การ แบ่งแยกเป็นพวก ๆ เป็นศาสนาแต่ละศาสนาไป. เมื่อไร เขาเข้าถึงหัวใจของศาสนาจริง ๆ ก็จะรู้สึกว่ามันเหมือน กัน จนถึงกับว่าใครจะถือศาสนาไหนก็ได้ บัดนี้ โลกเราอยู่ในฐานะที่แบ่งแยกกันหมด โดย ต่างฝ่ายต่างถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลักสำคัญไม่ได้ถือ เอาหลักธรรมในศาสนาเป็นสิ่งสำคัญ, สงครามเกิดขึ้นได้แม้ เพื่อศาสนานั้นเอง. การพยายามแลกเปลี่ยนความรู้ความ เข้าใจในหลักธรรม ที่เป็นหัวใจของศาสนาจริง ๆ เป็น ๓๕

น.95 สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับสันติภาพของมนุษย์ใน ปัจจุบัน. เราจะต้องรีบเร่งหาทางทำการแลกเปลี่ยนกันโดย เร็ว. เราต้องมีระบบวัฒธรรมทางวิญญาณ ที่เหมาะสม กับโลกปัจจุบัน และเข้ากันได้กับหลักของศาสนาทุกศาสนา แม้ว่าดูภายนอกจะคล้ายกับว่าเดินกันคนละทาง, หรือต่างกัน ราวฟ้ากะดิน. ยิ่งกว่านั้น จะต้องเป็นระบบวัฒนธรรม ที่ สามารถทำการแลกเปลี่ยนกันได้แม้ในสนามรบ. และยิ่งกว่า นั้นอีกก็คือ ต้องเป็นระบบวัฒนธรรมที่เข้ากันได้กับวิทยา ศาสตร์ ซึ่งถือวัตถุธรรมตามธรรมชาติ เป็นหลักด้วย .. ข้อนี้ จะเป็นสิ่งง่ายดายที่สุด ถ้าหากว่า เราสามารถ ทำความเข้าใจกันได้ว่า สิ่งทั้งสาม คือ ธรรม ธรรมชาติ และพระเจ้า นั้นเป็นสิ่งสิ่งเดียวกัน. อาจจะมีผู้สงสัยว่า ธรรม นั้นเป็นนามธรรม ( non- concrete ), ธรรมชาติ นั้นเป็นวัตถุ, ส่วนพระเจ้านั้นเป็น บุคคล, แล้วสิ่งทั้งสามนี้จะเป็นสิ่งเดียวกันได้อย่างไร. อาตมาขอตอบว่า นั่นแหละคือความเข้าใจผิดต่อสิ่ง ทั้งสามนั้น ของบุคคลผู้มีความสงสัยเช่นนั้น. กฎธรรมชาติ ๓๖

น.96 ที่มนุษย์ยังรู้จักกันน้อยเกินไปนั่นแหละ คือพระเจ้า ซึ่งมักถูก กล่าวในลักษณะที่เป็นปุคคลาธิษฐาน ( personification ), ถ้ากล่าวอย่างธรรมาธิษฐาน เราก็เรียกมันว่า ธรรม. ถ้าพูด กันตามภาษาวิทยาศาสตร์ มันก็คือกฎทางวิทยาศาสตร์. ดัง นั้น ใครจะถือศาสนาที่มีพระเจ้าก็ตาม, ที่ไม่มีพระเจ้าก็ตาม, หรือไม่ถือศาสนาอะไรเลย หากแต่ถือกฎทางวิทยาศาสตร์ ก็ ตาม, นั่นเขากำลังถือหลักธรรมอันเดียวกันแท้ พวกวัตถุนิยมชนิด Dialectic Materialism ไม่ถือ ศาสนาหรือพระเจ้า อย่างที่กับพวกอื่นถือกันถึงกระนั้นเขาก็ ต้องยอมรับถือกฎทางวิทยาศาสตร์ หรือกฎธรรมชาติ และมี พระเจ้า หรือศาสนาไปตามแบบนั้น. เมื่อเขาปฏิเสธไม่ได้ ในหลักเกณฑ์ ๔ อย่าง อันเกี่ยวธรรมชาติ, กฎธรรมชาติ หน้าที่ตามธรรมชาติ, และผลจากหน้าที่ตามธรรมชาติ, แล้ว เขาก็ต้องมีพระเจ้าที่แท้จริง คือกฎของธรรมชาติ นั่นเอง. เมื่อเขามีปัญหาเรื่องการเกิดแก่เจ็บตาย เหมือนคนพวกอื่น เขาก็ต้องมีวิธีการแก้ปัญหานั้น ตามแบบของเขาด้วยเหมือน กัน. ด้วยเหตุดังนี้เอง ฝ่ายคอมมิวนิสต์ ก็มีวัฒนธรรมทาง วิญญาณเพื่อแลกเปลี่ยนกับพวกเสรีประชาธิปไตยบ้างเหมือน ๓๗

น.97 กัน นั้นคือข้อที่ว่า จะใช้กฎธรรมชาติข้อไหน อย่างไร เพื่อแก้ปัญหาอันเกี่ยวกับความเกิดแก่เจ็บตายเหล่านั้น ถ้าต่างฝ่ายต่างพยายามแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับ เรื่องนี้ อยู่เสมอ ๆ ก็จะเป็นผลดีกว่าการที่จะพูดใส่ร้ายกัน อย่างไม่หยุดไม่หย่อน ทั้งที่ตามความจริงแล้ว ทั้งสอง ฝ่ายก็มีกฎของธรรมชาติ เป็นพระเจ้าด้วยกันทั้งนั้น. มันผิด กันเพียงแต่ที่ฝ่ายหนึ่งเรียกว่าพระเจ้าแต่อีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า กฎของธรรมชาติ, หรือกฎทางวิทยาศาสตร์ ไปตามเดิมเท่า นั้น. พวกวัตถุนิยม กับพวกวิญญาณนิยม ก็ยังมีพระเจ้า ร่วมกันด้วยเหตุนี้, ผิดกันก็แต่เพียงชื่อ, และพวกนักวิทยา ศาสตร์สมัยใหม่เจี๊ยบ ก็พลอยมีพระเจ้าองค์นี้ ร่วมกันได้ด้วย. ดังนั้น เ ราอาจแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิญญาณกันได้ แม้ในระหว่างพวกวัตถุนิยม, วิญญาณนิยม, นักวิทยา ศาสตร์, นักจิตวิทยา และนักปรัชญาเป็นต้น. ในที่ สุดทุกฝ่าย ก็จะมีพระเจ้าร่วมกันเป็นองค์เดียว, แต่ภายใต้ชื่อ ที่ต่าง ๆ กันเท่านั้น. วัฒนธรรมทางวิญญาณอย่างอื่น ๆ ยังมีอีกมากมาย หลายแขนง ตัวอย่างเช่น ทุกคนมีปัญหาเรื่อง การบังคับ ๓๘

น.98 ตัวเอง หรือจิตของตัวเองไม่ได้. ถ้าเขาต้องการผลดีใน เรื่องนี้แล้ว หนทางอื่นไม่มีดีไปกว่า การแลกเปลี่ยนความรู้ อันเกี่ยวกับวิธีการ เพื่อผลอันนี้ ในรูปของวัฒนธรรมทาง วิญญาณอันเป็นของสากล, ดีกว่าในรูปของศาสนา ซึ่ง กำลังมีการแตกแยกเกลียดชังกัน หรือถึงกับยกเลิกไปเสีย แล้วก็มี. ฝรั่งหนุ่ม ๆ ที่ไปเที่ยวที่สวนโมกข์ มีถึง ๘๐ % ที่ยืน ยันหน้าเฉยตาเฉยว่าตัวเป็นผู้ไม่มีศาสนา ด้วยความภาคภูมิ ใจ. นี่แหละคือข้อที่มนุษย์กำลังไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าศาสนา หรือพระเจ้า หรือแม้แต่คำว่าธรรม. แต่พอได้รับคำอธิบาย เรื่อง ธรรมชาติ, กฎของธรรมชาติ, หน้าที่ตามกฎธรรม ชาติ, และผลอันแน่นอนจากการทำหน้าที่นั้นแล้ว เขากลับ เป็นผู้ที่พอใจที่จะมีศาสนา หรือพระเจ้า อย่างแท้จริงขึ้นมา ทันที. พอใจศึกษาเรื่อง อานาปานสติตามแบบพุทธศาสนา เพื่อผลคือการบังคับจิตใจของตนเองได้ตามปรารถนา แต่ ทางการทุกฝ่าย ไม่อนุญาตให้เขามีเวลามากพอที่จะอยู่ศึกษา หรือหัด " วัฒนธรรมทางวิญญาณ " แบบนี้ ให้แตกฉานได้, ๓๕

น.99 ต้องกลับไปเสีย ก่อนแต่ที่จะมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ทางวิญญาณข้อนี้กันได้อย่างสมบูรณ์. ถ้ามนุษย์ในโลกนี้ บังคับตัวเองได้, นั่นก็คือ บังคับกิเลสที่เป็นเหตุให้เกลียดชังศาสนา หรือเกลียดชัง พระเจ้าได้. เขาเหล่านั้นจะมีศีลธรรมดี, มีเมตตากรุณาอัน บริสุทธิ์, รักผู้อื่นเท่ากับรักตัวเอง, และมีอะไร ๆ ทุกอย่าง ตามที่ทางศาสนาต้องการ. วิธีการบังคับตัวเองได้ จึงเป็น วัฒนธรรมทางวิญญาณที่สากลที่สุดสำหรับทุกคนที่อยู่ในโลก ที่กำลังมีแต่การเย้ายวนของประดิษฐกรรมแผนใหม่ เพื่อ ความสุขทางเนื้อหนังและเป็นต้นตอของความเสื่อมศีลธรรม, สงคราม, และอื่น ๆ อีกมาก. แม้ที่สุดแต่ปัญหาอันเนื่อง ด้วยการเกิดพวกฮิปปี้ขึ้นมาในโลก ก็รวมอยู่ในข้อนี้. ต้นเงื่อนของวัฒนธรรมทางวิญญาณ สำหรับโลก สมัยนี้ คือปัญหาหรือคำถาม ที่ควรจะตั้งขึ้นว่า :- ลัทธิอัตตนิยม ทั้งแบบนายทุน และแบบ กรรมกร เกิดขึ้นมาในโลกได้อย่างไร ? ทำอย่างไร คนเราจึงจะรักผู้อื่นเท่ากับรักตัว ? ๔๐

น.100 กรรมกรจะมองเห็นนายทุนเป็นบิดา และ นายทุนจะมองเห็นกรรมกรเป็นบุตร ได้โดยวิธี ใด ? ทำไมกรรมกรจึงไม่เชื่อกฎแห่งกรรม และยินดี รับผลกรรมตามที่ตนได้ทำไว้อย่างไร ? ทำไมนายทุนจึงไม่เชื่อพระเจ้า ในข้อที่ว่า ควร แสวงหาและมี ไว้เท่าที่จำเป็น เหลือนอกนั้นใช้ไปใน การสงเคราะห์ผู้อื่น เหมือนบิดามารดาสงเคราะห์บุตร ? ทำอย่างไร ทุกคนในโลกจะรู้สึกว่า ทุกคน เป็นคนคนเดียวกัน ? หรืออย่างน้อยก็มาจากบิดามารดา คู่แรกในโลก เช่นอาดัมกับอีฟ, คู่เดียวกัน ? และปัญหา สุดท้ายว่า ทำอย่างไร มนุษย์จะไม่ถูกลวงด้วยซาตาน อีกต่อไป ? ปัญหาชนิดนี้ เป็นปัญหาที่จะต้องถูกกันจริง ๆ, หรือคุยกันเล่นๆ ก็ได้, แม้ในสนามรบซึ่งกำลังเต็มไปด้วย ภาพอันน่าสังเวชและน่าขยะแขยง. มันจะมีผลเป็นการแลก วัฒนธรรมทางวิญญาณขึ้นมาโดยไม่รู้สึกตัว. การทำเช่นนี้ ย่อมดีกว่าการใช้เวลานั้น ไปในการด่ากัน ว่าร้ายป้ายสีกัน ๔๑

น.101 เผยแพร่เรื่องเท็จแทนเรื่องจริงอย่างมีศิลป์, ซึ่งเป็นการทำ วิญญาณให้โสโครกและตกต่ำลงไปอีกเหลือที่จะประมาณได้. การแลกวัฒนธรรมทางวิญญาณในสมัยนี้ เป็นความ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำกันไปพลาง และรบกันไปพลาง อย่างการเล่นกีฬา การรบกันมีขึ้นมา เพราะโลก กำลังขาดวัฒนธรรมทางวิญญาณ, และขาดยิ่งขึ้น ทุกที. เรามองไม่เห็นเวลาที่จะหยุดรบ เพราะยิ่งขาด วัฒนธรรมทางวิญญาณ ยิ่งขึ้นไปทุกทีนั่นเอง. แม้จะมีเวลา หยุดรบ หรือพักรบสักนิดหนึ่ง เราก็ใช้เวลานั้นไปเพิ่ม ให้แก่วัฒนธรรมทางวัตถุ เสียร่ำไป. ดังนั้นเราจึงพยายาม แลกวัฒนธรรมทางวิญญาณกัน ในขณะแห่งการรบเถิด. รบ กันไปพลาง ขบคิดปัญหาวัฒนธรรมทางวิญญาณกันไป พลาง. นั่นเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ทุกคน, ไม่ว่าจะเป็น นายทุน หรือกรรมกร, เกิดความเห็นแจ้งขึ้นมาได้ว่า เรามี พระเจ้า, และเป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน, ทุกคนเป็น " ลูก" ของพระเจ้าที่แท้จริง, อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้. ในพุทธศาสนาเรา มีวัฒนธรรมทางวิญญาณ อยู่ทั่ว ไปในทุกตัวอักษรแห่งพระไตรปิฎก. พระพุทธองค์ตรัสว่า ๔๒

น.102 คำสอนทั้งหมดทั้งสิ้นที่ได้ทรงสอน สรุปลงได้ในประโยค สั้น ๆ เพียงประโยคเดียวว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย, แปลว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นเราหรือ ของเรา ( มู.ม. ๑๒/๔๗๐ ). จิตที่ปราศจากความยึดมั่นใน สิ่งใด นั้นเป็นจิตที่มีวัฒนธรรมทางวิญญาณสูงสุด. การฝึก ตนไม่ให้ยึดมั่นในสิ่งใดด้วยความรู้สึกที่เป็นตัวตนหรือ ของตน (I or My) นั้นคือระเบียบวัฒนธรรมทางวิญญาณอัน สูงสุด. ผลของการที่จิตไม่ยึดมั่นถือมั่น นั้นคือนิพพาน, นั้น เป็นผลสุดท้ายของวัฒนธรรมทางจิต. เมื่อไม่มีความรู้สึก ที่สำคัญมั่นหมายสิ่งใดว่าเป็น "ตัวกู-ของกู", ก็หมาย ความว่า มิได้เป็นโจรปล้นเอาสิ่งใด ๆ ของธรรมชาติ หรือของพระเจ้ามาเป็นของตัว. นั่นแหละคือความเป็น สุภาพบุรุษอันสูงสุด ตามแบบวัฒนธรรมทางวิญญาณ. สำหรับสิ่งที่เรียกว่านิพพานนั้น เราควรจะช่วยกันทำ ให้ชาวต่างชาติหรือต่างศาสนา มีความเข้าใจถูกต้องกันเสีย ที นิพพานนั้นไม่ใช่ความไม่มีอะไร ( nothingness ) หรือ nihilism; แต่หมายถึง สภาพที่ปราศจากความทุกข์โดย สิ้นเชิง. เมื่อถือเอาความหมายตามภาษาบาลี ดังที่ปรากฏอยู่ ๔๓

น.103 ในคัมภีร์มัชฌิมนิกาย (มัช.มัช. ๑๓/๑๗๖) แล้ว คำนี้หมายถึง เย็นเพราะหมดพิษร้อนหรือพิษร้าย. ถ่านไฟลุก โซนเย็นลงแล้ว ก็เรียกว่ามันนิพพาน, อาหารร้อนๆ เย็น ลงจนรับประทานได้ ก็เรียกว่ามันนิพพาน นี้นิพพานของ วัตถุ สัตว์เดรัจฉานที่ได้รับการฝึกอบรมดีจนไม่มีอันตราย ใด ๆ แล้ว ก็เรียกว่ามันนิพพาน, มนุษย์หมดกิเลสหรือ อารมณ์ร้ายโดยประการทั้งปวงแล้ว เรียกว่านิพพาน นิพพานไม่ใช่ความตาย หรือความไม่มีอะไร ดังที่เข้า ใจกันผิด ๆ นิพพานเป็นความเย็น หรือสันติ ที่ทุกคน ปรารถนา, และควรถูกจัดเป็นยอดสุดของวัฒนธรรมทาง วิญญาณของมนุษย์ พุทธบริษัท มีเรื่องอันเกี่ยวกับนิพพาน ในฐานะ เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ สำหรับทำการแลกเปลี่ยนกับ ชนพวกอื่น ที่ยังไม่มีความเข้าใจเรื่องนี้ ในฐานะที่เป็นเรื่อง อันธรรมชาติ หรือพระเจ้า ได้กำหนดไว้สำหรับมนุษย์ทุกคน ที่ต้องการความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์. เรื่องมรรคมี องค์แปด, เรื่องไตรสิกขา เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น, เหล่านี้ ล้วนแต่รวมอยู่ในเรื่องของนิพพาน. การพัฒนาจิตให้เจริญ ๔๔

น.104 ถึงขั้นนิพพาน คือยอดสุดของวัฒนธรรมทั้งปวง, เป็นที่ ยอมรับได้ แก่คนทุกคน โดยธรรมชาติ, หากแต่ว่า เขายังไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องนี้อย่างถูกต้องมาก่อนเท่านั้น. และเป็นเรื่องที่ใช้คุยกันได้ แม้ในสนามรบที่กำลังร้อนเป็น ไฟและต้องการความเย็น. คอมมิวนิสต์ก็ต้องการความเย็น เสรีประชาธิปไตยก็ต้องการความเย็น• อย่างเดียวกัน, แต่แล้วก็เย็นไม่ได้ เพราะยังขาดการแลกเปลี่ยนธรรม ทางวิญญาณ ข้อนี้เอง. อาตมาขอสรุปความในตอนนี้อีกครั้งหนึ่งว่า การ แลกธรรมต่อกัน คือการทำความเข้าใจอันดีต่อกัน ใน ระหว่างมนุษย์ผู้ยังมีความเข้าใจผิดต่อพระเจ้า อยู่ด้วย กัน. การแลกธรรมแก่กัน ทำให้รู้ความจริงที่ว่ามนุษย์ ทุกคน เป็นของพระเจ้าองค์เดียวกัน. การแลกธรรมต่อ กัน ทำให้มนุษย์เข้าถึงพระเจ้าในภาคที่ไม่ใช่ซาตาน อันจะทำให้สงครามสลายตัวไปในที่สุด เพราะไม่มีซาตาน มาลวงให้หลงทำสงคราม อันเป็นการลองดีกับพระเจ้า จน ถูกลงโทษอย่างหนัก อีกต่อไป เราจงเร่งทำการแลกเปลี่ยน ธรรมแก่กันและกัน แม้ในสนามรบเถิด. ๔๕

น.105 หน้าที่ขององค์การ พ.ส.ล. ดูเถิด ! องค์การ พ.ส.ล. อุบัติขึ้นในหมู่มนุษย์ผู้อยู่ ในดินแดนที่ร่ำรวยด้วยเครื่องเทศ ( spice ) ดังนั้นแม้จะ เป็นองค์การที่ยังมีขนาดเล็กก็เล็กอย่างพริกขี้หนู. เราจะต้อง ทำหน้าที่ของเราให้เต็มได้ตามที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์ ในการฝากหน้าที่นั้นไว้กับพวกเรา เราต้องระลึกถึงพระพุทธ ภาษิต ๓ ข้อ ดังที่ได้ยกมากล่าวแล้วข้างต้น บัดนี้ถึงเวลา แล้ว ที่เราจะต้องทำไม่ให้พระพุทธภาษิตนั้นเป็นหมัน, เสียง นั้นจะต้องดังก้องอยู่ในหูของเราตลอดเวลา. " ตถาคต เกิดขึ้นในโลก เพื่อประโยชน์แก่โลกทั้งเทวดา และมนุษย์ ” ! "การมีธรรมของตถาคตอยู่ใน โลก นั่นคือความสุขของโลก ทั้งเทวดาและ มนุษย์ " !! " เธอทั้งหลายจงจาริกไปประกาศ ธรรม เพื่อประโยชน์แก่โลก ทั้งเทวดาและ มนุษย์ " !!! ๔๖

น.106 พ.ส.ล. มีหน้าที่ ที่จะต้องบอกประเทศคู่สงคราม ให้ทราบว่า ราคาของเครื่องบินรบอย่างใหญ่เพียงลำเดียว ก็พอแล้วสำหรับจะใช้เป็นทุน ทำการโฆษณาให้มนุษย์ ทั้ ง โลก มีความเข้าใจเรื่องสันติภาพ และมูลเหตุแห่งสงคราม ขอแต่ให้ทำการโฆษณาอย่างถูกวิธีเท่านั้น. เราโฆษณาให้ คนยอมตายเป็นแสน ๆ ล้าน ๆ ก็ยังทำได้. ทำไมจะ โฆษณาให้เขาหยุดทำการฆ่ากันไม่ได้เล่า ? มีผู้กล่าวว่า ไอนสไตนได้คำนวณไว้ว่า ถ้าชายฉกรรจ์ในโลกสูญเสียกำลัง งานสำหรับทำการรบไป สัก ๒% เท่านั้น การทำสงครามใน โลกจะเป็นไปไม่ได้. ถ้าคำกล่าวนี้จริง มันไม่เป็นการยากเลย ที่เราจะกระทำกันในลักษณะที่จะลดกำลังงานนั้นเสียสัก ๒% โดยอำนาจแห่งการเผยแพร่วัฒนธรรมทางศาสนา หรือ ทางวิญญาณนั่นเอง. แต่มันจะยังคงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หากว่าเราเผยแพร่ศาสนากันอย่างผิด ๆ ไม่ตรงตามที่ธรรม- ชาติ หรือพระเจ้าต้องประสงค์. องค์การ พ.ส.ล. จะต้องทำการ ขยายขอบเขต ของพุทธบริษัทออกไป ทั้งโดยคำพูดและโดยความหมาย ๔๗

น.107 สำหรับชื่อนั้น อยากจะขยายออกไปว่า "All Round the World & Every World Fellowship of Buddhists คำว่า " มิตรภาพทั่วโลกของพุทธบริษัท" ( World Fellowship of Buddhists ) นั้น, คำว่าพุทธบริษัท จะต้อง ไม่จำกัดอยู่แต่ในวงของสมาชิกผู้ได้รับการจดทะเบียน คำว่า "พุทธบริษัท" จะต้องเล็งถึงมนุษย์ทุกคนที่มีความเข้าใจ เรื่องธรรม, ธรรมชาติ, และพระเจ้า, อย่างถูกต้อง เขาจะจดทะเบียนตามกฎหมาย ว่าเป็นคนในศาสนาไหนนั้น ไม่สำคัญ ขอแต่ให้เขาเข้าถึงธรรมในศาสนาของเขา เข้าถึง ธรรมชาติในธรรมชาติของธรรมชาติ, อย่างถูกต้องจริงๆ ก็ แล้วกัน. สิ่งทั้งสามนั้น เป็นสิ่งสิ่งเดียวกันโดยเนื้อแท้ ต่าง กันแต่สักว่าชื่อ ดังได้วินิจฉัยกันมาแล้วข้างต้น. ยิ่งกว่านั้นอีก. คือ แม้ว่าในเวลานี้ เขายังไม่เข้า ถึงธรรมหรือพระเจ้า, แต่เขาอยู่ในลักษณะที่ อาจจะ เข้า ถึงได้ ในเมื่อได้รับการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิญญาณ กันเป็นอย่างดีแล้ว, เราก็ต้องถือว่าเขาเป็นพุทธบริษัทด้วย เช่นเดียวกัน, ทั้งที่เขากำลังเป็นคู่สงครามกันอยู่ กับเรา ในเวลานี้. ๔๘

น.108 องค์การ พ.ส.ล. ต้องเป็นเจ้าภาพ หรือเจ้ากี้ เจ้าการ จัดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิญญาณ ใน ระดับที่เป็นงานระหว่างชาติ, ระหว่างคู่สงคราม หรือ งานระดับสากลโลก ดังที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์. พุทธบริษัท โดยเฉพาะองค์การ พ.ส.ล. มี ภาระและหน้าที่ที่จะต้องทำการพิสูจน์ให้ทุกคนในโลก มองเห็นว่า ธรรม คือสิ่งสิ่งเดียว ที่ทุกคนจำเป็นต้องมี และเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยโลกได้ ในฐานะที่เป็นพระเจ้า ธรรมนี้ไม่เป็นของศาสนาไหน หรือมนุษย์ชาติพันธุ์ไหน แต่เป็นของธรรมชาติ, เป็นของพระเจ้า แห่งสากลโลก เป็นของตัวธรรมเอง. ขอให้เราพยายามกันทุกวิถีทาง เพื่อ ให้เกิดการ รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง มีลักษณะดังที่ กล่าวแล้วนั้นเถิด. อาตมาขอขอบคุณท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง, ปาฐกถา นี้ อาจจะเป็นที่น่าเบื่อหน่ายไม่มากก็น้อย เพราะกล่าวถึง ธรรม, พระเจ้า, และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิญญาณ อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ มากกว่า ๑๐๐ ครั้งในเวลาเพียงชั่วโมง เดียว, ท่านอุตส่าห์ทนฟังอย่างให้อภัยแก่อาตมา อาตมาขอ จบปาฐกถาลงด้วยความขอบคุณ. ขอบคุณแก่ท่านทุกคน สวัสดี. ๔๙

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต