น.2 วันนี้ ต้องการจะ อยู่ดี-กินดี ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ให้กิน ให้อยู่ แต่พอดี. คำว่า "พอดี" ของท่านนั้น ไม่ได้มีความหมายอย่างเดียวกันกับคนสมัยนี้ต้องการ. อยู่ดี-กินดี ของคนสมัยนี้มีแต่จะเกินความพอดี และจะยิ่งขึ้นไป ยิ่งขึ้นไป ไม่มีที่สิ้นสุด. มัตตัญญุตา กินอยู่ให้พอดี ของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ได้ หมายความว่าให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นไปทำนองนั้น แต่หมายความว่า ให้พอดี แก่การที่จะเป็นมนุษย์ ผู้เหมาะสมในการที่จะทำหน้าที่ของมนุษย์. หน้าที่ของมนุษย์ มีอยู่อย่างไร ? หน้าที่ของมนุษย์ ก็คือการ ประพฤติหรือกระทำ ทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้รู้จักความจริงในความเป็น มนุษย์ คือรู้จักชีวิต รู้จักการงาน รู้จักความสุข รู้จักความทุกข์ รู้จัก ทุกอย่างทุกประการ ซึ่งไปสรุปอยู่ในคำว่า รู้จักมันในลักษณะเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้เรียกว่า" หน้าที่ของมนุษย์". เราทำมาหากิน อยู่ทุกวันนี้ ก็เพื่อให้มีชีวิตอยู่ อยู่แล้วจะได้ทำหน้าที่อันนี้. เดี๋ยวนี้ คนทั่วไปทำมาหากินเพื่อจะกินให้ดีให้วิเศษ เกินกว่า เทวดาไปเสียอีก แล้วยังจะมีสะสมไว้ให้มาก ให้ได้อยู่กินชนิดนั้นไป ตลอดกาลนานอีก แล้วยังจะสะสมไว้เผื่อลูกเผื่อหลานอีก มันก็เลย หมดเวลากัน จะเอาเวลาที่ไหนไปทำงานในหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ เพราะได้เอาวันเวลาไปทำมาหากิน เพื่อการอยู่ การกิน ที่ไม่รู้จักสิ้น จักสุด ของตนเองและของลูกหลาน จึงไม่มีจิตใจส่วนไหนเหลืออยู่ สำหรับจะไปทำหน้าที่การงานในทางจิตทางใจ เพื่อความเป็นมนุษย์ ที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป มีแต่จะเร่งให้สูงขึ้นไปในทางการกินไม่มีขอบเขต. จากเรื่อง "โจรปล้นธรรมชาติ" ของ พุทธทาสภิกขุ พิมพ์ครั้งที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๑๖ จำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม
น.3 เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๒๒ เรื่อง ทำอย่างไรคุณพระจึงจะคุ้มครอง ของ พุทธทาสภิกขุ เพื่อให้ทุกชีวิตได้พบ วิธีการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ
น.4 หนังสือ-ตำราใด ๆ ที่ท่านนึกว่าจะเป็นประโยชน์ แก่สวนโมกข์ จะเป็นภาษาไทย-บาลี-อังกฤษ-จีน หรือ สมุดข่อย ตลอดจนศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ ที่คู่ควรเก็บไว้ ยั่งยืนเป็นถาวรวัตถุ เกิดประโยชน์ให้สมเจตจำนงของ เจ้าของผู้บริจาคเชิญท่านส่งไปไว้เป็นของกลางที่ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์ของสวนโมกข์ได้ตั้งแต่บัดนี้. จะส่งผ่าน ทางคณะ ผ.ช.ป. ก็ยินดีอำนวยให้ความสะดวกทุกอย่าง.
น.5 ทำอย่างไรคุณพระจึงจะคุ้มครอง ของ พุทธทาสภิกขุ ธรรมเทศนา ในวันวิสาขบูชา ที่สวนโมกข์ ฯ ไชยา ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๑๑ นโม ตส . ส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ ณ บัดนี้จะได้วิสัชนา พระธรรมเทศนา เพื่อเป็น เครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ และวิริยะ ความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญ งอกงามก้าวหน้า ในพระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนาในวันนี้ เห็นได้แล้วว่า เป็นธรรมเทศนา พิเศษ เนื่องในวันวิสาขบูชา เป็นอภิลักขิตสมัย เป็นวันที่ กำหนดไว้ว่า เป็นวันพิเศษ สำหรับพุทธบริษัท ดังนั้น
น.6 ๒ ธรรมเทศนาในวันเช่นวันนี้ จึงเป็นธรรมเทศนาพิเศษ. เมื่อ เป็นธรรมเทศนาพิเศษ ในวันพิเศษเช่นนี้ ก็หวังว่าท่านทั้งหลาย จะได้ กระทำในใจ ให้แยบคายเป็นพิเศษด้วย ให้สมกัน กับที่ว่า วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา. คนส่วนมากยังไม่เห็นความสำคัญของวันเช่นวันวิสาขนี้ ไม่ได้เอาใจใส่ในวันเช่นวันนี้ให้สมควรแก่กัน จึงได้รับประโยชน์ จากวันเช่นวันนี้น้อยไป ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับประโยชน์จาก พระศาสนาน้อยไป. คนบางคนอาจจะเถียงว่าธรรมะไม่จำกัดเวลา วันไหน ก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นวันนั้นวันนี้ ที่จัดกำหนดไว้เป็นวันพิเศษ การกล่าวอย่างนั้นก็ถูกเหมือนกัน แต่ว่าไม่ถูกโดยสมบูรณ์ และ ยังจะมีช่องทางให้เหลวไหลได้. ในการที่ไม่กำหนดวันใดวันหนึ่งไว้ เป็นวันสำคัญ เป็นวันพิเศษนั้น ก็มีโอกาสให้คนเหลาะแหละโลเลเหลวไหล ไม่จริงเหล่านั้น ทำอะไรไม่จริงไปตลอดทั้งปี ปีหนึ่งก็เลยไม่มี วันพิเศษเช่นวันนี้ แม้แต่สักวันเดียว แต่ถ้าเรามากำหนด วันใดวันหนึ่ง ให้เป็นวันพิเศษไว้แล้ว อย่างน้อยก็จะต้องมีบ้าง เป็นบางวัน ที่ทำให้ดีเป็นพิเศษ
น.7 ๓ บางคนอาจจะเถียงว่า เราจะต้องทำให้ดีเป็นพิเศษทุกวัน อย่างนี้ก็ถูกเหมือนกัน แต่ก็เป็นสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ เพราะว่าคนเรา ไม่สามารถจะทำอะไรให้ดีเป็นพิเศษได้ทุกวันนั่นเอง ถ้าทำให้ดี เป็นพิเศษทุกวัน มันก็ไม่มีอะไรพิเศษ คำว่าเป็นพิเศษเช่นนี้ เป็นต้น ก็ไม่จำเป็นจะต้องมี. นี่แหละเพื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ตามปกติวิสัยของ คนธรรมดาทั่วไป จึงต้องมีวันที่กำหนดไว้เป็นวันพิเศษสำหรับ ทำอะไรให้ดีไปกว่าวันธรรมดา จึงหวังว่าท่านทั้งหลายบางคน ที่ยังไม่เคยสนใจในวันเช่นวันนี้ให้เป็นพิเศษนั้น จะได้คิดนึก ในเรื่องนี้กันเสียใหม่ ให้ได้รับผลสมกันจริง ๆ. บัณฑิตในกาลก่อน ได้กำหนดวันเช่นวันนี้ไว้ ให้เป็น พิเศษ ก็เพราะเห็นประโยชน์ส่วนนี้เอง คือข้อที่ว่าเราไม่สามารถ จะทำอะไรให้ดีเป็นพิเศษเสมอไปทุกวันได้ จึงต้องมีวันที่กำหนด ไว้เป็นวันพิเศษ ดังที่กล่าวแล้ว. ในพระพุทธศาสนานี้ ก็มีวันที่กำหนดไว้เป็นพิเศษ อย่างน้อยก็ ๓ วันด้วยกัน คือ วันวิสาขบูชา มีเหตุการณ์ เนื่องกันกับพระพุทธเจ้าโดยตรง คือเป็นวันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพาน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
น.8 ๔ จะไม่มีเหตุการณ์ใด สำคัญไปกว่าวันเช่นวันนี้ ในวงการของ พุทธศาสนา. วันที่ถัดไปคือ วันอาสาฬหบูชา ก่อนหน้า วันเข้าพรรษา มีความสำคัญ ในข้อที่พระองค์ทรงแสดงธรรม- จักรกัปปวัตนสูตร ซึ่งเป็นตัวพุทธศาสนา เป็นตัวธรรมะใน พระพุทธศาสนา ได้แก่เรื่องอริยสัจ เพราะฉะนั้นควรจะถือว่า วันอาสาฬหนั้นเป็นวันของพระธรรม เป็นวันเป็นที่ระลึกแก่ พระธรรม ต่อไปออกพรรษาแล้วก็ถึง วันมาฆบูชา นี้เป็นวันที่พระสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป ล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ มา ประชุมกัน และพระพุทธองค์ ได้ทรงแสดงธรรมปาฏิโมกข์ ซึ่งเรียกว่าโอวาทปาฏิโมกข์ แสดงหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ที่เป็นหัวข้อสำคัญ ในท่ามกลางสงฆ์ ๑,๒๕๐ องค์นั้น ซึ่งเป็น การกล่าวได้ว่า พระสงฆ์ที่มั่นคงสมบูรณ์เป็นคณะสงฆ์แห่ง พระพุทธศาสนา ได้เป็นไปถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นเราจึงถือเอา วันมาฆบูชานั้น ว่าเป็นวันแห่งพระสงฆ์ พิมลlok รวมกันแล้วจึงได้วันสำคัญอยู่ ๓ วัน คือวันวิสาขบูชา สำหรับพระพุทธเจ้า วันอาสาฬหบูชาสำหรับพระธรรม และ วันมาฆบูชาสำหรับพระสงฆ์ ตามลำดับกันไป โดยลำดับ ๆ ดังนี้ คนเหล่าอื่นอาจจะเห็นเป็นอย่างอื่นและอธิบายเป็นอย่างอื่น ก็ได้ เกี่ยวกับวัน ๓ วันนี้ แต่ในที่นี้มุ่งหมายเจาะจงลงไป
น.9 ๕ ในเหตุผลที่ใคร ๆ พอจะเห็นได้ว่า วันวิสาขบูชานั้น เป็นวัน สำหรับพระพุทธเจ้าโดยไม่มีปัญหาเลย ส่วนวันอาสาฬหบูชานั้น เป็นวันที่แสดงธรรมจักรกัปปวัตนสูตร จึงจัดเป็นวันของ พระธรรม แม้ว่าพระสงฆ์จะได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะการฟัง ธรรมจักรกัปปวัตนสูตรนั้น แต่ก็ยังกระท่อนกระแท่นไม่สมบูรณ์ ครั้นล่วงไปถึงวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันที่แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ แก่ภิกษุสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป และเป็นอรหันต์ล้วน นี้ถือว่าคณะสงฆ์ เป็นปึกแผ่นโดยสมบูรณ์ แล้วจึงถือว่าเป็นวันพระสงฆ์ แต่แม้ว่าผู้ใด จะถือโดยเหตุผลอย่างอื่น กลับกันเสีย ก็ไม่เป็นไร เป็นเรื่องความคิดเห็นส่วนบุคคล เมื่อเราถือ อย่างไร ก็ทำในใจอย่างนั้น ถือความสำคัญอย่างนั้น แล้วระลึกนึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในวันนั้น ๆ ให้มากเป็นพิเศษก็แล้วกัน ก็ได้ชื่อว่าได้ทำวันเช่นวันนี้ ให้เป็น วันพิเศษ. สำหรับวันนี้ เป็นวันวิสาขบูชา เพราะว่าเป็นวัน ตรงกันกับวันที่กำหนดไว้ว่า เป็นวันที่ประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพานของสมเด็จพระบรมศาสดา ในวันเช่นวันนี้เราประชุม กันกระทำพิธีวิสาขบูชา แต่ก่อนที่จะกระทำพิธีวิสาขบูชา จะได้ ปรารภกันถึงเหตุการณ์นี้ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจพอสมควร
น.10 ๖ เป็นการเตรียมเนื้อเตรียมตัว เตรียมจิตเตรียมใจ ให้เหมาะสม ที่จะทำวิสาขบูชาเป็นต้นนี้ ให้ได้ผลเป็นอย่างดี ได้ประพฤติ ปฏิบัติกระทำกันอย่างนี้สืบ ๆ กันมาทุกปี. สำหรับในวันนี้นั้น ก็จะได้กระทำอย่างเดียวกันอีกคือ ขอให้ท่านทั้งหลาย ระลึกนึกถึง สิ่งที่สำคัญสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่เนื่องกันกับพระพุทธเจ้า กระทำในใจไว้ให้ดี ให้เกิด ความรู้สึก ในพระพุทธคุณนั้น ๆ ให้มากเป็นพิเศษ แล้วจะ ได้มีจิตใจ หรือมีกำลังใจอันมากมาย ที่จะประกอบการกระทำ วิสาขบูชาในวันนี้ ซึ่งจะต้องทำด้วยความเสียสละ ความอดทน เป็นต้น อย่างสุดความสามารถทีเดียว ถ้าหากว่ามิได้มีกำลัง แห่งปีติปราโมทย์เป็นต้น หล่อเลี้ยงจิตใจไว้บ้างแล้ว ก็ยากที่จะ มีความอดทนมาก ถึงเพียงนั้นได้. ในโอกาสแห่งวันนี้นี้ จะได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกกัน ทั่ว ๆ ไปว่า "คุณพระ" คำว่า คุณพระ ในที่นี้ หมายถึง คุณของพระ คุณของพระในที่นี้ ก็หมายถึงคุณของ พระพุทธเจ้า และหมายถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็น พระบรมศาสดา ท่านทั้งหลายทุกคนได้ยินได้ฟังคำว่า คุณพระ มาแล้วทั้งนั้น และตัวเองก็เคยพูดถึงอยู่เสมอ ทุกคนก็พูดถึง
น.11 ๗ คุณพระบ้าง นึกรำพึงถึงคุณพระบ้าง คือว่านึกถึงเพื่อให้มาช่วย ตัวบ้าง อย่างนี้กันอยู่ทั่วๆ ไป เป็นอันว่า คำว่า "คุณพระ" คำนี้เป็นที่รู้จักกันดี แต่ว่าทำไมจะต้องเอาสิ่งนี้มาพูดอีกเล่า ดูคล้าย ๆ กับว่า เป็นการดูหมิ่นดูถูกท่านทั้งหลาย ว่ายังเป็นผู้ที่ ไม่รู้จักคุณพระนั่นเอง. ที่จริงก็ควรจะพูดอย่างนั้น คือพูดว่า มีคนเป็น อันมาก รู้จักคุณพระแต่เพียงสักปากว่า ไม่ได้มีความ เข้าใจอย่างถูกต้อง หรือแม้บางคนจะมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้นการที่จะพูดถึงคุณพระกันให้เป็นที่ เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจนสักครั้งหนึ่งนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่มีเหตุผล อันสมควร หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้ตั้งใจฟัง ให้สำเร็จประโยชน์ ในโอกาสพิเศษเช่นโอกาสนี้. คำว่า "คุณพระ" นี้ ย่อมมีอยู่เป็นชั้น ๆ ลึกตื้นกว่ากัน เป็นลำดับ ๆ ไป เช่นเดียวกับคำว่า พระพุทธเจ้า : พระพุทธเจ้าของเด็ก ๆ ก็เป็นอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าของคน โตแล้วก็เป็นอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าของคนที่ไม่มีการศึกษา อย่างทั่วถึงก็เป็นอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าของผู้ที่มีการศึกษา อย่างทั่วถึงก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าของคนปุถุชนตาม
น.12 ๘ ธรรมดา แม้จะมีการศึกษาอย่างทั่วถึง ก็เป็นไปอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าของพระอริยบุคคล คือผู้บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นต้นนั้นก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง มีอยู่เป็นหลายระดับอย่างนี้. แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าพระพุทธเจ้า ก็ยังมีอยู่เป็นหลายชั้น และหลายระดับ เมื่อเป็นดังนี้ สิ่งที่เรียกว่า "คุณพระ" นี้ ก็มีอยู่เป็นหลายชั้นหลายระดับ บางคนอ้างคุณพระ มาเป็นที่พึ่ง แต่ที่จริง เป็นเรื่องอ้างคุณผีสางนางไม้ อะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง มาเป็นที่พึ่งก็มี ” โดยเอาพระไปปนกับภูตผีปีศาจเหล่านั้นก็มี เซ่นสรวงพระพุทธเจ้า เซ่นสรวงพระพุทธรูปก็มี พระพุทธรูป องค์นั้นชอบกินของนี้ พระพุทธรูปองค์นี้ ชอบกินของนั้น อย่างนี้ก็ยังมีอยู่ทั่วไป ในหมู่พุทธบริษัท. การอ้างคุณพระ ในทำนองอย่างนี้ แทนที่จะถูก คุณพระ ก็จะถูกคุณภูตผีปีศาจไป โดยไม่รู้สึกตัวก็ได้ หวังว่าท่านทั้งหลาย ควรจะได้พิจารณากันดูให้ดีในเรื่องนี้ เสียใหม่ ว่าสิ่งที่เรียกว่าคุณพระอันแท้จริงนั้น คืออะไรกันแน่ และที่มีอยู่อย่างต่ำ ๆ ก็ควรจะเลื่อนขึ้นไปให้สูง มีความรู้ มีความ เข้าใจให้ถูกต้อง ให้เป็นคุณพระจริง ๆ แล้วสูงขึ้นไปตาม ลำดับจริง สิ่งที่เรียกว่าคุณพระนั้น ก็จะมีประโยชน์ และจะ
น.13 ๙ ช่วยพุทธบริษัทได้จริงเหมือนกัน. ถ้าว่าเอาตามชอบใจ ว่า คุณพระเป็นอะไร เป็นอย่างไร มันก็เป็นคุณพระสักว่าเดาเอาเอง ตามชอบใจ อาจจะไม่ตรงไม่ถูกตามความจริงก็ได้. คุณพระในที่นี้เราต้องหมายถึงคุณของพระ ซึ่งมุ่ง หมายถึงพระพุทธเจ้าเป็นหลัก และทุกสิ่ง ที่เนื่องกันอยู่กับ พระพุทธเจ้า คนที่มีความรู้เล็กน้อย จะเห็นว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้นแยกกันเป็น ๓ อย่างอยู่. แต่คนที่ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ดีแล้ว รู้สึกว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น เป็นสิ่งเดียวกัน ไม่อาจจะแยกออกจากกันได้ ที่แยกแตกต่างกันออกไปนั้นเป็น เพียงภายนอก เป็นเพียงลักษณะภายนอก หรือจะเรียกว่าเปลือก นอกก็จะถูกกว่า ถ้าเอาเนื้อในเป็นหลักกันแล้ว สิ่งทั้งสามนี้ จะต้องเหมือนเป็นอันเดียวกันด้วย. คุณของพระพุทธเจ้า โดยสรุปแล้ว ก็คือความ บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง สงบ คุณของพระธรรม ก็เหมือนกัน โดยเนื้อแท้แล้ว ก็เพื่อความสะอาด สว่าง สงบ หรือเป็น ความสะอาด สว่าง สงบ เสร็จแล้ว."คุณของพระสงฆ์ ก็เหมือนกัน มีอยู่ในเนื้อตัว ในจิตใจ เนื้อแท้ของท่านก็คือ
น.14 ๑๐ ความสะอาด สว่าง สงบ. จะเป็นความสะอาด สว่าง สงบ ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันไหนก็เหมือนกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีความรู้ จึงได้กล่าวว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้เป็นสิ่งเดียวกัน โดยใจความ แตกต่างกันสักแต่ว่า วัตถุภายนอก และไปแบ่งหน้าที่ ให้แปลกออกไปว่า พระพุทธเจ้ามีหน้าที่ตรัสรู้ พระธรรมคือสิ่ง ที่ตรัสรู้ พระสงฆ์คือผู้ที่รับเอาสิ่งที่ตรัสรู้นั้นมา อย่างนี้เรียกว่า พูดกันแต่เพียงข้างนอก อาการข้างนอกซึ่งเป็นเหมือนกับเปลือก. ถ้าถามว่าพระพุทธเจ้า ตรัสรู้อะไร ? พระธรรมคือ สิ่งไร ? และสิ่งไร คือพระสงฆ์รับเอามา ? อย่างนี้แล้ว เรื่อง ก็จะกลายเป็นเรื่องเดียวกันอีก คือรับวิชาความรู้ และการปฏิบัติ มาปฏิบัติให้เกิดผลเป็นความสะอาด สว่าง สงบ เหมือนกันกับ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ และเหมือนกันกับที่พระธรรมท่าน เป็น. เพราะเหตุฉะนั้น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงเหมือนกันแท้ และเป็นสิ่งเดียวกันโดยใจความ. ถ้าพูดว่า เหมือนกัน หมายถึงของ ๓ สิ่งเหมือนกัน ; ถ้าพูด ว่าสิ่งเดียวกัน ก็หมายถึงของนั้นมีเพียงสิ่งเดียว. การที่พูดว่า เหมือนกัน และมีถึงสามสิ่งนั้น ก็เพราะยังมองไม่ ลึกซึ้งพอ ถ้ามองลึกซึ้งพอ ก็จะเหลือเพียงสิ่งเดียว นี้เรียกว่า
น.15 ๑๑ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยเนื้อแท้นั้นเป็นเพียงสิ่งเดียว ไม่ได้แยกกันอยู่เป็น ๓ สิ่ง. เมื่อเราเรียกว่า คุณพระ เราก็หมายถึงคุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมกัน แม้บางที เราจะเรียกว่า คุณของพระพุทธเจ้า ก็ยังหมายความว่า เล็งถึง พระธรรม พระสงฆ์ด้วย ทั้งสามอย่าง. ถ้าจะนึกดูให้กว้างออกไปอีกหน่อยหนึ่ง สิ่งที่เรียกว่า พระธรรมนั้น มีขอบเขต มีอานุภาพเป็นต้น สูงยิ่งไปกว่า พระพุทธเจ้า ก็ปรากฏชัดอยู่แล้วว่า แม้พระพุทธเจ้า พระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ท่านก็ประกาศพระองค์เองว่า เป็นผู้เคารพธรรม มีธรรมเป็นที่เคารพ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ล้วนแต่ เคารพพระธรรม ดังนี้ เมื่ออ้างถึงคุณพระธรรมเสียเลย ก็ยิ่งจะ กว้างขวางกว่า หรือครอบคลุมไปได้หมด. นี้ก็เป็นอันแสดงว่า สิ่งที่เรียกว่าพระธรรมนั้น ตั้งอยู่ ในฐานะเป็นประธานของสิ่งทุกสิ่ง และยังจะมองเห็นได้ง่ายอีกว่า สิ่งที่เรียกว่าพระธรรมนี้ ไม่มีเกิดขึ้น ไม่มีดับไป ส่วนพระพุทธเจ้าของคนธรรมดาสามัญนั้น มีเกิดขึ้นและมี ปรินิพพาน เหมือนที่กำลังพูดอยู่เมื่อตะกี้นี้หยก ๆ ว่าวันประสูติ
น.16 ๑๒ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพาน ซึ่งหมายถึงการเกิดและการตาย. พระพุทธเจ้าในลักษณะอย่างนี้ เป็นพระพุทธเจ้าในภาษา คนธรรมดาพูด หมายถึงร่างกายของท่าน แต่ถ้าพระพุทธเจ้า ของคนที่มีความรู้พูดแล้ว ย่อมหมายถึงพระธรรม แม้พระ พุทธเจ้าเองท่านก็ตรัสอย่างนั้น ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น เห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ที่ ไม่เห็นธรรม แม้จะจับจีวรของตถาคตถืออยู่ ก็ไม่ ชื่อว่าเห็นตถาคต ดังนี้" และยังตรัสในวาระสุดท้ายที่จะ นิพพานว่า “ธรรมะวินัยนั้น อยู่เป็นศาสดาของพวก เธอในเวลาที่ล่วงลับไปแล้วแห่งเรา" นี่แหละฟังดูเถิดว่า แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า ธรรมนั้นคือพระพุทธเจ้า. เมื่อเราพูดว่าคุณพระ เราควรจะหมายความกว้าง ครอบคลุมไปหมด ถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และ ถ้าจะเรียกเพียงคำเดียว ก็ควรจะเล็งถึง พระธรรม เพราะว่า ธรรมนี้ รวมพระพุทธ และพระสงฆ์ เข้าไว้ด้วยอย่างเต็มที่ ขอให้จำไว้อีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อเราพูดถึงคำว่าพระธรรม ย่อม ครอบคลุมความหมายของคำว่า พระพุทธ และพระสงฆ์ไว้ด้วย อย่างเต็มที่ พระพุทธเจ้านั้นมีจิตใจเป็นธรรม มีอะไร ๆ เป็นธรรม และธรรมนั่นเองที่ทำบุคคลให้เป็นพระพุทธเจ้า
น.17 ๑๓ และธรรมนั่นเอง ที่ทำบุคคลให้เป็นพระสงฆ์ เพราะเหตุฉะนั้น พระพุทธ และพระสงฆ์ที่แท้จริง ก็คือพระธรรม เราพูดถึง พระธรรมคำเดียวก็พอแล้ว เมื่อเป็นดังนี้ เราจะเห็นได้ทันทีว่า คำว่าคุณพระนี้ โดยที่แท้จริงนั้นเล็งถึงพระธรรม. ทีนี้เราจะดูถึงสิ่งที่เรียกว่า พระธรรม กันต่อไปอีก ว่าเล็งถึงอะไร สิ่งที่เรียกว่าพระธรรมนี้ ก็มีอยู่เป็นชั้น ๆ ตาม สติปัญญาของคนผู้ที่จะดู หรือจะศึกษาอย่างเด็ก ๆ ลูกเล็ก ๆ ก็เอาหนังสือตำหรับตำราเป็นพระธรรม เพราะเขาพูดว่าหีบ พระธรรม หรือแสดงพระธรรม อย่างนี้อยู่ทั่วๆ ไป เด็ก ๆ จึงเข้าใจว่า พระคัมภีร์ หนังสือ หรือเสียงที่แสดงธรรมนี้เป็น พระธรรม อย่างนี้ก็มี. คนที่ได้รับการศึกษานิดหน่อยได้ยินว่า พระธรรมคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นี้ก็ดีขึ้นไปอีก. บางคน ได้ยินมากไปถึงว่า พระธรรม คือสิ่งที่จะคุ้มครองสัตว์ทั้งหลาย ให้พ้นจากความทุกข์นี้ก็ลึกขึ้นไป. แต่ถ้าถือเอาตามความหมายของคำว่า พระธรรม ตามหลักแห่งภาษาบาลีแล้ว มันยังกว้างกว่านั้นอีก เพราะว่าคำ พระธรรม หรือธรรมตามหลักภาษาบาลีนั้น หมายถึงทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไรเลย อะไร ๆ ก็เรียกว่าธรรมทั้งนั้น : ที่เป็น
น.18 ๑๔ ฝ่ายนำมาซึ่งความทุกข์ อง ก็เรียกว่าธรรม ; ที่เป็นฝ่ายนำมา ซึ่งความดับทุกข์ ก็เรียกว่าธรรม ; กินไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรม ; จึงจัดเป็นธรรมดำ ธรรมขาว และธรรมไม่ดำไม่ขาว ธรรมดำคือฝ่ายชั่ว ธรรมขาวคือฝ่ายดี ธรรมไม่ดำไม่ขาว คืออยู่เหนือความดีและความชั่ว เป็นความหลุดพ้น ออกไปจากโลกนี้. ทีนี้ สิ่งนั้นหมายถึงอะไร สิ่งนั้นยังหมายถึงทุก ๆ สิ่ง เมื่อจะพูดให้เข้าใจกันได้ ถึงคำว่าทุก ๆ สิ่ง ก็ต้องนึกหาคำพูด หรือวิธีพูดให้เข้าใจกันได้ ตามที่สังเกตเห็นมาแล้ว ว่าอาจจะ เข้าใจกันได้นั้น ก็คือการพิจารณาสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" กัน ใน ๔ ความหมาย. ความหมายที่หนึ่งหมายถึง ตัวธรรมชาติ ทุกอย่าง ทุกประการ เรียกว่า ธรรม. ความหมายที่สอง หมายถึง กฎของธรรมชาติ ที่มีประจำอยู่ในทุกสิ่ง ทุกอย่างเหล่านั้น ก็เรียกว่า ธรรม. ความหมายที่สาม หมายถึง หน้าที่ ที่มนุษย์จะต้อง ประพฤติปฏิบัติ ให้ถูกตรงตามกฎของธรรมชาติเหล่านั้น แม้หน้าที่อันนี้ ก็เรียกว่า ธรรม.
น.19 ๑๕ ความหมายที่สี่ หมายถึง ผลที่มนุษย์ได้รับ จาก การปฏิบัติหน้าที่นั้น ๆ ผลอันนี้ทั้งหมดไม่ว่าชนิดไหนก็ล้วนแต่ เรียกว่า ธรรม. สรุปความแล้ว ก็หมายถึงตัวธรรมชาติ ตัวกฎของ ธรรมชาติ ตัวหน้าที่ของมนุษย์ตามธรรมชาติ และผลของ การปฏิบัติหน้าที่ตามธรรมชาติ นี้เรียกว่า ธรรม. เมื่อเป็นดังนี้ ท่านจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรม นั้นมีความหมายมาก เหลือที่จะกล่าวได้ด้วยคำพูดของคนเรา จึงกล่าวได้แต่เพียงประมวลมาเป็นพวก ๆ เป็นหมวด ๆ หรือเป็น ประเภท ๆ ไป และยิ่งกว่านั้น ยังมีความยากลำบากอยู่อีก อย่างหนึ่ง คือในข้อที่ว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น บางอย่าง มองเห็นตัว บางอย่างมองไม่เห็นตัว บางอย่างไม่อยู่ในวิสัยที่ คนธรรมดาทั่วไปจะมองเห็น หรือรู้จักได้ก็มี และยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็คือว่า ธรรมะในบางลักษณะนั้น อยู่ในวิสัยที่จะเอามาพูด ด้วยคำพูดของมนุษย์ไม่ได้ คือว่าปากของมนุษย์ ไม่สามารถจะ บรรยาย สิ่งที่เรียกว่าธรรมะในลักษณะนั้นได้ แม้ว่าจะเห็นอยู่ ประจักษ์อยู่ในใจ ก็ยังเอามาพูดด้วยปากไม่ได้ เพราะธรรมะ ประเภทนั้น ต้องพูดได้ด้วยการหุบปากนิ่งเงียบไปทีเดียว มีอยู่
น.20 ๑๖ ก็แต่ว่า ทุกคนที่สนใจก็ลองไปปฏิบัติดู ให้ได้รับผลอย่างนั้นขึ้นมา ในจิตในใจ เราก็จะรู้จักสิ่งนั้นเองอีกว่า เป็นสิ่งที่พูดด้วยปาก ไม่ได้ จึงต้องนิ่งต่อไปอีกตามเดิม สอนกันมาด้วยการหุบปาก อย่างนี้เรื่อย ๆ มาตามลำดับ. นี้หมายถึงสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ในประเภทที่บรรยายด้วยปากของคนไม่ได้. เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ท่านทั้งหลาย ลองพิจารณาดู เถิดว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะนั้นคืออะไร สำหรับประเภทที่ เป็นรูปธรรม มีวัตถุเป็นของแข็ง เป็นของเห็นได้ด้วยตา เป็นของสัมผัสได้ด้วยจมูกลิ้นกายใจอย่างนี้ มันก็มีอยู่พวกหนึ่ง แต่พวกที่อยู่เหนือวิสัยที่จะสัมผัสได้ด้วยอายตนะตามปกตินี้ ก็ยัง มีอยู่อีกพวกหนึ่ง. และยังมีอยู่อีกพวกหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ไม่ ปรากฏแก่คนทั้งหลายทั่วไป จนถึงกับต้องเรียกว่าเป็นกายสิทธิ์ หรือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มองไม่เห็นตัว แต่มีอำนาจยิ่งกว่าสิ่งใด ดังนี้ก็มี, เมื่อเป็นดังนี้ สิ่งที่เรียกว่า คุณพระ นั้น ย่อมมี ความหมายกว้างขวาง ลึกซึ้ง รวมไปถึงสิ่งที่มองไม่เห็นตัว และ สิ่งที่เอามาพูดด้วยปากไม่ได้นั้นด้วยเหมือนกัน. ดังนั้นถ้าจะถามว่า คุณพระนั้นคืออะไร คำตอบไป ในทางขลัง ทางศักดิ์สิทธิ์ ทางกายสิทธิ์ ก็เป็นการถูกต้อง
น.21 ๑๗ เหมือนกัน เพราะมันเหลือวิสัยที่จะเอามาพูดได้ จึงได้จัดไว้ใน ฐานะเป็นสิ่งที่เร้นลับที่สุด ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด จนไม่รู้ว่าจะเรียกว่า อะไรดี นอกจากจะเรียกด้วยคำสั้น ๆ ว่า ธรรมะหรือธรรมธาตุ. ธรรมธาตุ แปลว่าธาตุแห่งธรรมะ สิ่งนี้มีธาตุแห่งธรรมะ แต่เป็นธรรมะในลักษณะที่พูดด้วยปากไม่ได้ เห็นด้วยตาไม่ได้ จับคลำด้วยมือไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าพระ หรือคุณพระก็ตาม ต้องอยู่ในลักษณะที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เร้นลับต่อคนทั่วไป มองเห็นไม่ได้ เข้าใจไม่ได้ อย่างนี้ก็มีอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ดี ถ้าบุคคลประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามวิธีที่พระพุทธเจ้าท่าน ได้ตรัสสอนไว้เป็นต้นแล้ว ก็ย่อมจะถึงคุณพระได้. คนในสมัยนี้ยังมีความโง่เขลามาก ถึงขนาดที่ไม่รู้จัก สิ่งนั้น ๆ ว่าเป็นอะไรกันแน่ แต่ถ้าสามารถเอาสิ่งนั้นมาใช้ให้ เป็นประโยชน์ได้ ก็มีอยู่มากมายหลายอย่าง ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องของไฟฟ้า ซึ่งคนไม่รู้จักว่ามันเป็นอะไรโดยแน่นอน โดย แท้จริงถึงที่สุด ; เพียงรู้อย่างผิวเผินในข้อที่ว่าไฟฟ้า คืออะไร แต่รู้ละเอียดมาก พอที่จะเอามันมาใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างนั้น อย่างนี้ได้ นี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุดแล้ว.
น.22 ๑๘ ในเรื่องที่เกี่ยวกับพระ หรือคุณพระ นี้ก็เหมือนกัน ถ้ายังไม่อยู่ในวิสัยที่จะเข้าถึงพระ หรือตัวคุณพระได้ถึงที่สุด เป็นคนธรรมดาสามัญ ก็จงประพฤติปฏิบัติตามวิธีที่ท่านได้ สั่งสอนไว้ อย่างถูกต้องนั้น ให้ครบให้บริบูรณ์เถิด ก็สามารถ จะได้รับประโยชน์จากคุณ ของพระ ที่จะคุ้มครองให้อยู่เย็น เป็นสุข ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานได้ เราไม่ควรจะมีปัญหาให้ มากมายให้ยุ่งยากลำบาก ในข้อที่ว่า สิ่งนั้นคืออะไร แต่เรา ควรจะมีการเอาใจใส่ ให้มากเป็นพิเศษ ในข้อที่ว่า เราจะ ได้รับประโยชน์จากสิ่งนั้นได้อย่างไร . เรื่องของคุณ พระนี้ก็เหมือนกัน ขอให้สนใจในข้อที่ว่า คุณพระคืออะไรนั้น แต่พอสถานประมาณเถิด แต่แล้วให้สนใจในข้อที่ว่า เราจะเอา คุณพระนั้น มาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่เรา ให้ได้มากที่สุด อย่างเดียวก็พอแล้ว. ศาสนาที่ถือพระเจ้า ก็ไม่มีความเข้าใจใน เรื่องพระเจ้า แต่ก็ใช้สิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ให้เป็น ประโยชน์แก่ตนได้ ระงับความทุกข์ร้อนในใจได้. . สิ่งที่ เรียกว่าพระหรือคุณพระ ก็มีความลึกลับ เช่นเดียวกับคำว่า พระเจ้าเหมือนกัน และถ้ากล่าวโดยที่ถูกแล้ว เป็นสิ่งเดียว กันเสียด้วยซ้ำไป แต่ใครจะเรียกชื่อว่าอะไรก็ได้ทั้งนั้น สำคัญ
น.23 ๑๙ ที่สุดอยู่ที่ว่า จะเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไรนี้มากกว่า. ถ้าจะถือไปในทางเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เร้นลับ ก็จงถือแต่เพียงว่า ศักดิ์สิทธิ์และเร้นลับ; แต่การที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง ด้วยนั้น ต้องไม่ใช่เป็นไปในลักษณะที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือเร้นลับ แต่เป็นไปในลักษณะที่มองเห็นอยู่ว่าเป็นสิ่ง ที่มีอยู่ในลักษณะอย่างนั้น ๆ และปรากฏแก่ใจของบุคคลผู้เข้า ไปเกี่ยวข้องได้. สิ่งที่เรียกว่าพระนี้ เรามีไว้สำหรับปราบมาร เป็นคู่ปรปักษ์กันกับสิ่งที่เรียกว่ามาร. สิ่งที่เรียกว่ามาร ก็เป็น ฝ่ายความทุกข์ สิ่งที่เรียกว่าพระ ก็เป็นฝ่ายความดับทุกข์. ถ้ามันดับทุกข์ได้ เราก็เรียกว่าอยู่กับพระ ถ้ามีความทุกข์ ก็เรียกว่าอยู่กับมาร. นี้ก็เป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ที่เพียงพอ แล้วว่าอะไรเป็นพระ หรืออะไรเป็นมาร. ถ้ายังมีความ เดือดร้อนใจหม่นหมองใจ ทนทรมานใจอยู่ ก็พึงรู้เถิดว่าอยู่กับ มาร ไม่ได้อยู่กับพระ แม้จะตะโกนอยู่ว่า พุทธํ สรณ์ คจฺฉามิ เหมือนเมื่อตะกี้นี้ ให้ดังลั่นไปทั้งวันทั้งคืน มันก็อยู่กับพระ ไม่ได้ คงอยู่กับมารอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น ทุกคนจงรู้จัก ปรับปรุงจิตใจของตนให้มีความสะอาด สว่าง สงบ จึงจะชื่อ
น.24 ๒๐ ว่าอยู่กับพระ แม้ว่าจะมีความศักดิ์สิทธิ์ ก็ให้ศักดิ์สิทธิ์ตรง ที่ว่าจะดับทุกข์ได้ การจะดับทุกข์ได้นี้ มันแน่นอนอยู่ ตรงที่ ปฏิบัติให้ตรงตามที่พระท่านสอน หรือพระ ท่านต้องการ. พวกที่ถือพระเจ้า เขาก็ถือว่าพระเจ้า ต้องการให้คนเรารับใช้ผู้อื่น ต้องการให้คนเราเห็นแก่ ผู้อื่นยิ่งกว่าตัวเอง ให้ลืมตัวเองเสีย เมื่อใครเชื่อพระเจ้า และไปปฏิบัติในลักษณะที่รักผู้อื่นยิ่งกว่าตัว มันก็ทำลายกิเลสที่ เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัว มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้นเสียได้ เขาก็มีความผาสุกได้โดยที่ไม่รู้จักพระเจ้า โดย ที่พระเจ้าก็ยังคงเป็นของศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ รูปร่าง หน้าตาอย่างไรก็ไม่รู้ อะไรก็ล้วนแต่ไม่รู้ รู้แต่เพียงว่า พระเจ้า ท่านต้องการให้คนทุกคนไม่มีความเห็นแก่ตัว ให้ รักผู้อื่นยิ่งกว่าตัว ให้รับใช้ผู้อื่น การรับใช้ผู้อื่นนั้น คือการรับใช้พระเจ้า เป็นหลักทั่วไปในศาสนาที่ถือพระเจ้า. ในพุทธศาสนาเรามีคำว่าพระธรรม แทนคำว่า พระเจ้า เราจะต้องรับใช้พระธรรมโดยวิธีเดียวกัน คือว่าธรรมะ มีหลักเกณฑ์อยู่อย่างไร ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร เราจะต้อง
น.25 ๒๑ ประพฤติปฏิบัติตามนั้น ให้ครบถ้วนบริบูรณ์. ธรรมะใน ความหมายที่สาม คือหน้าที่ตามกฎธรรมชาติ นั่นแหละเป็น “ธรรมะ" ในที่นี้ เราจะต้องรับใช้ ธรรมะข้อนี้ ด้วยการประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตาม หน้าที่ของมนุษย์ ตามที่กฎธรรมชาติได้กำหนดไว้อย่างไร. กฎของธรรมชาติได้กำหนดไว้ว่า ทำไปอย่างนี้ จะมีผลอย่างนี้ เกิดขึ้น ทำไปอย่างโน้น ก็จะมีผลอย่างโน้นเกิดขึ้น ดังนี้เป็นต้น. เราจะต้องเลือก กระทำไปแต่ในทางที่เราต้องการ คือ ให้เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ ดับความโลภ ความโกรธ ความหลง ดับความเห็นแก่ตัว ดับความรู้สึกที่เป็นตัวกูเป็น ของกู ซึ่งเป็นฝ่ายพญามาร ซึ่งจะต้องยกหูชูหางตามธรรมดาของ พญามาร เป็นการเห็นแก่ตัว ทำให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ขึ้นมาตามลำดับดังนี้. เมื่อเรารู้จักว่า พระธรรมหรือพระเจ้าที่แท้จริงนั้น คือการประพฤติกระทำไปตามกฎที่มีอยู่ตามธรรมชาติสำหรับ ให้มนุษย์ประพฤติหรือกระทำ ให้เป็นไปในลักษณะที่จะไม่ให้ เกิดความทุกข์ขึ้น เราก็รับนับถืออย่างเคร่งครัด ปฏิบัติตามอย่าง เคร่งครัด ก็ได้ผลเป็นความสงบสุขขึ้นมา นี้แหละเรียกว่าได้ถึง
น.26 ๒๒ พระเจ้าหรือได้ถึงพระธรรม และได้รับประโยชน์จากการ มีพระเจ้า หรือการมีพระธรรม และนั่นแหละคือการที่มี “คุณพระ " อยู่กับเนื้อกับตัว เป็นเครื่องคุ้มครองตัวไม่ให้ มีความทุกข์ หรือพูดอย่างปุคคลาธิษฐานก็คือว่า ไม่ให้ พญามารมาเบียดเบียนได้ ท่านทั้งหลายรู้จักคุณพระกัน ในลักษณะเช่นนี้แล้วหรือยัง ก็ลองพิจารณาดูด้วยตนเอง จงทุก ๆ คนเถิด. ที่ต้องเอามาพูดนี้ ก็เพราะเข้าใจว่าบางคนยังไม่รู้ บางคนยังรู้อย่างเด็กๆ บางคนรู้อย่างผู้ใหญ่ แต่ว่าน้อย เกินไป คนชนิดนี้ล้วนแต่เสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบ พระพุทธศาสนา ยังไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ จึงเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องเอามาพูดจากัน ในโอกาสที่สำคัญ เช่นวันนี้. สิ่งที่เรียกว่าคุณพระนี้ เราต้องมีอยู่ประจำตัว สำหรับ เป็นเครื่องคุ้มครองเรา ให้พ้นจากการเบียดเบียนของพญามาร นั่นแหละจึงจะเรียกว่า เป็นผู้ที่มีคุณพระโดยแท้จริง.
น.27 ๒๓ ทีนี้จะพูดถึงคุณพระ ในลักษณะบางลักษณะ เพื่อ ความเข้าใจต่อไปอีกว่าเราจะต้องอาศัยคุณพระ เราจึงจะดำเนิน ไปได้ถูกทาง คุณพระท่านจะช่วยคุ้มครองได้ทุกสิ่งทุกอย่าง และ ยิ่งกว่านั้นก็คือว่า ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย. คนโง่ ๆ เท่านั้น ที่จะลงทุนมากมาย เพื่อจะให้ได้มาซึ่งคุณพระหรือพระธรรม ลงทุนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวก็มี แล้วผลสุดท้ายก็ไม่ได้อะไร นอกจากความโง่ แล้วก็มาอ้างว่าตนได้ทำไป เพื่อคุณของพระ เพื่อบูชาคุณของพระ เพื่อได้มาซึ่งคุณของพระ แต่ที่แท้แล้ว มันได้มาแต่ความโง่ ได้มาแต่คุณของความโง่ เป็นภูตผีปีศาจ ชนิดที่ล่อลวงอย่างใดอย่างหนึ่ง ชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่นั่นเอง. คุณพระของพระพุทธเจ้านั้นให้ฟรี คือว่า ให้เปล่าไม่ต้องเสียสตางค์ ไม่ต้องลงทุนเป็นเงินเป็นทอง เป็นข้าวเป็นของ มากมายอะไรเลย หรือถ้าฉลาดทำเป็น ก็จะไม่ต้องใช้เงินใช้ทองอะไรด้วย ขอแต่ให้รู้จักทำ กาย วาจา ใจ นี้ให้ถูกต้องเท่านั้น เพราะฉะนั้นคุณพระ ที่แท้จริงนั้น ไม่ต้องซื้อไม่ต้องหา. ถ้าถึงกับต้องลงทุนซื้อหา แล้วระวังให้ดี! จะกลายเป็นคุณของภูตผีปีศาจไปโดยไม่รู้สึกตัว อย่างน้อยก็ภูตผีปีศาจ คือความโง่ของตัวเอง ความโลภของ ตัวเอง. คนพวกที่ทำบุญชนิดที่เป็นการค้ากำไรเกินควร
น.28 ๒๔ ลงทุนไปนิดหนึ่ง จะเอาผลอย่างนั้นอย่างนี้ มากมายมโหฬาร ทำบุญสักบาทหนึ่ง ก็ยกขึ้นท่วมหัวแล้วท่วมหัวอีก ส่งกันต่อ ๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุด อย่างนี้เพื่อจะเอาอะไร เพื่อจะเอาคุณพระ หรือเพื่อจะเอาอะไร ลองคิดดู. คุณพระในลักษณะอย่างนั้น เป็นเรื่องของคนโลภมาก เป็นเรื่องของคนค้ากำไรเกินควร ถ้าได้มาจะเป็นอย่างไร ก็คงจะเป็นคนที่ค้ากำไรเกินควรยิ่งขึ้นไป มีนิสัยที่โลภละโมบโลภลาภมากขึ้นไป คุณพระอย่างนั้น จะดี หรือไม่ดี ก็ลองไปคิดดูเอง นี่แหละเป็นข้อที่ว่า แม้พูดถึงกัน อยู่เสมอ แต่ก็ยังไม่แน่ว่าได้มีอยู่จริง และมีอยู่อย่างถูกต้อง. ทีนี้ก็มาถึงปัญหาอีกบางอย่าง คือปัญหาในข้อที่ว่า มักจะเอามาปน ๆ กันเสีย ในระหว่างสองฝ่ายนี้ จนไม่รู้อะไร เป็นพระ อะไรเป็นมาร ไม่รู้ว่าอะไรเป็นบาป หรืออะไรเป็นบุญ บางคนเคร่งมาก ก็ถือจนกระทั่งว่า ทำอะไรไม่ได้ อย่างนี้ ก็มีอยู่. พวกเคร่ง ๆ นั้น ลองคิดดูว่าเขาทำอะไร เขามีคำพูด อย่างเคร่งครัด มีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จนกระทั่ง กระดุกกระดิกก็ไม่ได้ แล้วก็อ้างว่า นี้เป็นการปฏิบัติที่เต็มที่ เพื่อมีพระหรือมีคุณพระอย่างเต็มที่ นี้ก็เรียกว่ามากเกินไป หรือกลับกันอยู่. ถ้าคนเคร่งครัดมากเกินไป ในลักษณะนี้แล้ว เรื่องก็จะโกลาหลวุ่นวายเหลือประมาณ. เช่นว่าคนจะทำนากิน
น.29 ๒๕ ก็ทำไม่ได้ เพราะว่าการทำนานั้น ต้องไถนา ต้องคราดนา ต้องทำหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ ประการ ชนิดที่ว่า สัตว์มีชีวิต ในท้องนานั้น จะต้องตายไปเพราะการทำนา. ที่นี้คนนั้น จะทำอย่างไร เมื่อนาก็จะต้องทำ เมื่อสัตว์ก็จะไม่ต้องฆ่า นี้มัน อยู่ตรงที่ว่า เขารู้จักพระอย่างถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง อีกนั่นเอง. พระที่ถูกต้อง พระพุทธเจ้าท่านก็สอนถึงเรื่องเจตนา มีเจตนา ที่ถูกต้องนั่นแหละ มีพระอยู่ในใจ; เจตนาที่ ถูกต้องนั่นแหละ ที่จะทำให้ไม่เป็นบาป. สมมติว่า ชาวนาสักคนหนึ่งจะต้องไถนา ถ้าเขามี ความรู้ถูกต้อง ตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ก็จะรู้จักตั้งใจ ดำรงใจไว้ในลักษณะที่ถูกต้อง คือไม่ใช่เจตนาที่จะฆ่าสัตว์ใน ท้องนานั้น แต่ว่าเจตนานั้น มีเพียงจะทำตามหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องทำ ตามกฎของธรรมชาติ. ดังที่ ได้กล่าวแล้วว่า หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาตินั้นคือ ธรรมะ เราจะต้องทำนากิน อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นการทำหน้าที่ ไปตามกฎของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเจตนาจึงบริสุทธิ์ผุดผ่อง ในการที่จะทำนาเท่านั้น ไม่ใช่เจตนาจะฆ่าสัตว์ เช่นปู และหอย เป็นต้น ในท้องนานั้น. จัดภพ เมื่อมีเจตนาอย่างนี้ ก็เป็นเจตนา
น.30 ๒๖ ที่ประกอบไปด้วยธรรมะ แล้วธรรมะนั้นเอง ก็จะเป็นพระ และพระนั่นเอง ก็จะต้องคุ้มครองให้ไม่ต้องบาป. นี่แหละลองคิดดูเถิดว่า แม้แต่คนจะทำนากิน เลี้ยงปาก เลี้ยงท้อง ก็ยังต้องมีคุณพระ แล้วคุณพระก็จะต้องคุ้มครองเขา ให้ไม่ต้องเป็นบาป เพราะการทำนา. ถึงแม้ที่สุดแต่ว่า งานที่ยากยิ่งขึ้นไปกว่านั้น เช่นว่า เราจะต้องกินยาถ่าย ถ่ายตัวพยาธิในท้องออกไป ถ้าเราจะทำ ด้วยความโกรธ คิดว่าจะฆ่ามันเสีย อย่างนี้ก็จะต้องเป็นบาป. ถ้าเราตั้งอกตั้งใจให้ดี สำรวมจิต สำรวมใจให้ดี ให้ถูกต้อง ตามวิธีของธรรมะ ไม่มีเจตนาที่จะฆ่าสัตว์เหล่านั้น แต่มีเจตนา ที่จะกินยา เพื่อความรอดอยู่แห่งชีวิตตน แล้วก็กินยานั้น อย่างนี้ก็เรียกว่าธรรมะ คือความเข้าใจที่ถูกต้องนั้น ย่อมคุ้มครอง บุคคลนั้นไว้ไม่ให้ต้องเป็นบาป เพราะการกินยาถ่ายตัวพยาธิ เป็นต้น นี้ก็เรียกว่ามีคุณพระคุ้มครอง เราจึงไม่ต้องเป็นบาป. หรือว่าคนที่จะต้องทำงาน เช่นว่าจะต้องตัดคอคน เพราะเป็นเพชฌฆาต ถ้าเขามีธรรมะ มีความเข้าใจอย่าง ถูกต้อง มีอุดมคติถูกต้อง ในเรื่องนี้แล้ว การที่เพชฌฆาตคนนั้น
น.31 ๒๓ จะต้องตัดคอใครลงไปสักคนหนึ่ง ก็หาได้เป็นบาปไม่ เพราะ ว่าเขากระทำไปในฐานะที่ร่วมมือกันกับธรรมะ หรือ พระธรรม เพื่อจะรักษาไว้ซึ่งความเป็นธรรม หรือ ความยุติธรรมในโลกนี้ เขาจึงปฏิบัติหน้าที่นี้ ตามกฎ ของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเพชฌฆาตที่ดีนั้น จึงไม่มีบาป เว้นไว้แต่เพชฌฆาตขี้เมา รับจ้างเขาในหน้าที่อันนั้น ด้วยความโง่ ด้วยความหลง ด้วยความโลภ ด้วยความเห็นแก่ตัว เป็นต้น มันจึงจะเป็นบาป. ถึงแม้ว่าทหาร ที่จะต้องรบกัน ยิงกัน ทำลายกัน คราวละมากๆ สูญเสียชีวิตไปนี้ ถ้าเป็นทหารที่ดีก็มีคุณพระ คุ้มครอง ไม่ต้องให้ต้องเป็นบาป ทหารทุกคนจะต้องศึกษา จนรู้จักพระ และมีคุณพระคุ้มครอง แล้วก็ทำไปด้วยจิตใจ ที่ประกอบไปด้วยธรรมะ ไม่ใช่ฆ่าคน ทำไปด้วยอุดมคติ ที่จะรักษาไว้ ซึ่งความเป็นธรรมในโลก อย่างนี้ เรียกว่าเขาไม่ได้ฆ่าคน เขาไม่ได้เป็นบาปเพราะการยิงปืน ออกไป หรือปล่อยระเบิดออกไปให้คนตาย คุณพระเป็นผู้ คุ้มครอง เขาเหล่านั้นไม่ให้ต้องเป็นบาป. แต่ว่าถ้าเป็น ทหารรับจ้างเอาเงิน หรือมุ่งหมายประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยอำนาจความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นต้นแล้ว ยิงปืน
น.32 ๒๘ ออกไปอย่างเดียวกัน หรือใช้อาวุธอะไรออกไปอย่างเดียวกัน มันก็ต้องเป็นบาป และเป็นบาปอย่างยิ่ง แม้จะมีพระแขวนคออยู่ เป็นพวง ๆ มันก็ไม่พ้นจากบาปอันนี้ไปได้เลย เพราะว่านั้นยัง ไม่ใช่พระ ยังไม่ใช่คุณพระ เป็นเพียงวัตถุที่มนุษย์สร้าง ขึ้นด้วยความขี้ขลาด หรือความเข้าใจผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วมาเรียกเอาเองว่าพระ. พระไม่ได้อยู่ที่พระเครื่องที่แขวนคอนั้น แต่ อยู่ที่จิตใจ ที่ได้รู้ได้เห็น ได้เข้าใจอย่างถูกต้อง ว่าอะไรเป็นอย่างไร ถ้าหากว่าพระเครื่องที่แขวนอยู่ที่คอ ได้ช่วยให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างนี้ ก็ดีอยู่ และเป็นพระจริง หรือว่าเป็นนิมิต เป็นเครื่องหมาย เป็นสัญญลักษณ์ของพระได้ แต่ถ้าว่าแขวนพระเครื่องอยู่ที่คอแล้ว มีจิตใจประกอบไปด้วย ความโลภเป็นต้นแล้ว ฆ่าเขาเพื่อจะเอาประโยชน์ส่วนตนอย่างใด อย่างหนึ่งแล้ว คนเหล่านี้ก็ต้องเป็นบาปเหมือนกับคนที่ฆ่าสัตว์ ตัดชีวิตตามธรรมดา. นี่แหละเรียกว่ามันสำคัญมาก อยู่ตรงที่ว่า มีคุณพระ ช่วยคุ้มครองหรือไม่ ถ้าทหารเหล่าใดมีคุณพระจริง คุ้มครอง ใจจริง ก็ไม่มีทางที่จะเป็นบาปในการที่ใช้อาวุธออกไปครั้งหนึ่ง
น.33 ๒๙ ทำให้คนตายตั้งหมื่นตั้งแสนตั้งล้าน หรือหมดโลก แต่ถ้าไม่มี ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว แม้ทำให้เขาขาหักไปสักข้าง หนึ่งเท่านั้น มันก็จะต้องมีบาปอย่างมากมายคุ้มกันทีเดียว. นี้เป็นเพียงตัวอย่างที่นำมาแสดงให้เห็นว่าอะไร ๆ ที่ เกี่ยวกับมนุษย์เรานี้ ต้องเกี่ยวเนื่องกันอยู่กับคุณพระ จะต้อง มีสิ่งที่เรียกว่าคุณพระนี้กำกับอยู่ด้วยเสมอไป จึงจะพ้นจากมาร คือจะพ้นจากกิเลส หรือความทุกข์ได้. เราจะต้องรู้จักใช้คุณพระ สำหรับทำให้มีความผาสุก ความสะอาด ความสว่าง ความสงบเย็น เป็นต้น อยู่ตลอดเวลา และในที่สุด ให้ได้ช่วยให้เราได้รับ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ คือให้มีคุณพระ กันในชั้นที่สูงสุดจริงๆ หรือพ้นจากกิเลสโดยประการ ทั้งปวง เป็นพระกันจริง ๆ มีคุณพระมากพอ จนทำให้ตัวเอง เป็นพระเสียเองดังนี้ ที่เราเรียกกันว่า เป็นพระอริยบุคคล อย่างนี้ก็เรียกว่า เขาได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ เพราะอำนาจของสิ่งที่เรียกคุณพระนั้น. ทีนี้ เหนือไปกว่านั้นก็คือว่า ยังจะต้องช่วยผู้อื่นให้ ได้รับประโยชน์ทำนองนี้อีกด้วย หมายความว่ามีคุณพระมาก และกว้างขวางพอที่จะเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นด้วย เราจงทำความดี หรือ
น.34 ๓๐ การประพฤติธรรมะ ในลักษณะที่เป็นพระให้กว้างขวาง ให้มี มากพอ ที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่บุคคลอื่นด้วย แม้ว่าเราจะได้ทำ เพื่อตัวเรา สำเร็จเสร็จสิ้นไปแล้วก็ตาม. ทีนี้ เราจะมาพิจารณาดูกันต่อไป ถึงการประพฤติ ปฏิบัติ หรือการกระทำที่จะทำให้มีคุณพระขึ้นมา. ในชั้นแรกนี้ อยากจะกล่าวถึงส่วนที่จะต้องเว้นกันเสียก่อน คนที่จะมีพระ หรือมีคุณพระนั้น ต้องไม่นับถืออะไร ๆ ยิ่งไปกว่า พระ อย่านับถืออะไรให้ยิ่งไปกว่าพระ ข้อนี้ไปคิดดูเอาเอง ก็แล้วกัน : นับถือเงินยิ่งกว่าพระหรือไม่ ลองไปคิดดูเอง ก็แล้วกัน รักลูกรักหลานยิ่งกว่าพระหรือไม่ ลองไปคิดดูเอง ก็แล้วกัน รักหน้ารักตายิ่งกว่าพระหรือไม่ ก็ลองไปคิดดูเอง ก็แล้วกัน ถ้าจะมีพระกันจริง ๆ มีคุณพระกันจริง ๆ ก็จงอย่า มองอีกทีหนึ่งก็คือว่า อย่ามีตัวเป็นของตัว อย่ามีตัว เป็นของตัวเสียเลยนั่นแหละเป็นการดี แต่ถ้าจะมีตัวเป็นของ
น.35 ๓๑ อะไรบ้าง ก็ต้องมีตัวเป็นของพระ อย่าได้มีตัวเป็นของตัว. ถ้าจะพูดว่ามีตัวเป็นของตัว ก็ให้ตัวหลังนี้เป็นพระ; อาศัย หลักของพระธรรมมาเป็นหลักสำหรับที่จะเป็นตัว. ถ้าจะมีตัว ก็ต้องมีตัวเป็นของพระ หรือของพระธรรม คือ เป็นตัวที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ด้วยความซื่อตรง จงรักภักดีต่อสิ่งที่ เรียกว่าพระธรรม นี้เรียกว่า อย่ามีตัวเป็นของตัว แต่ให้มีตัวเป็น ของพระ ที่นี้ ถ้าหากว่ามีอะไร ๆ มีทรัพย์สมบัติ หรือมีอะไร ก็ตามเถอะ ก็อย่ามีในฐานะเป็นของตัวให้เป็นของพระ เช่นว่ามี เงินทอง เข้าของ เรือกสวนไร่นา อะไรมากมายอย่างนี้ ก็อย่า ได้กล้ามีเป็นของตัว จงให้มีเป็นของพระ คือของธรรม ของ พระธรรม ของธรรมชาติ ของกฎของธรรมชาติ เราจะต้องรู้ว่าสิ่งต่าง ๆ นี้เป็นธรรมชาติ และเป็นของ ธรรมชาติ อยู่ใต้กฎของธรรมชาติ ไม่ใช่ของเรา เราจะต้อง ยอมรับความจริงข้อนี้ มีอะไรก็มีได้ แต่ให้เป็นของพระ หรือของธรรมะ หรือของธรรมชาติ อย่าไปกล้ายึดมั่น ถือมั่นว่าของตัว. ทีนี้ ถ้าเราจะทำอะไรกันบ้าง จะทำอะไร ๆ ก็ตาม อย่าทำเพื่อตัว จงทำเพื่อพระอย่างเดียวกันอีก จะทำที่วัด หรือจะทำที่บ้าน หรือจะทำที่ไหนก็ตาม ที่ทำอยู่อย่างเหน็ดเหนื่อย
น.36 ๓๒ เหงื่อไหลไคลย้อย ทั้งกลางวันกลางคืนนั้น อย่าได้ทำเพื่อตัว แต่จงทำเพื่อพระ เพื่อธรรม เพื่อธรรมะ หรือเพื่อ กฎของธรรมชาติ ตามกฎของธรรมชาติ คือทำแล้ว มันจะขูดเกลาความเห็นแก่ตัว ให้เป็นผู้หมดความ เห็นแก่ตัว ไม่มีความคิดว่า "ตัว" เหลือแต่ธรรมชาติ ก็พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้. แต่ในที่สุดแม้แต่จะกิน ก็อย่ากินตามอำนาจของ กิเลส อย่ากินตามความต้องการของพญามาร คน เดี๋ยวนี้กินตามความต้องการของพญามาร เพราะว่าเขาเป็นขี้ข้า เป็นบ่าว เป็นทาส ของพญามาร เห็นแก่ปากเห็นแก่ท้อง ต้องกินอย่างนั้น ต้องกินอย่างนี้ แม้แต่เป็นพระเป็นเณรแล้ว ก็ยังจะกินอย่างนั้น ยังจะกินอย่างนี้ ตามอำนาจของกิเลสหรือ พญามาร เพราะฉะนั้นของกินที่เหลือเพื่อ จึงมีมากทั่วไปหมด แล้วยังอุตริกินของที่ไม่น่ากิน ไม่ควรกิน อุตริกิน โดยวิธีที่ไม่ สมควรจะใช้วิธีเช่นนั้นในการกิน อย่างนี้เป็นต้น และชักชวน โฆษณากันให้ลุ่มหลงแต่ในเรื่องกิน โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง ดูเถิดว่า การโฆษณาชักชวนในเรื่องอย่างนี้มีมากเท่าไร. ถ้าเอามาเทียบกันกับการโฆษณาชักชวน เพื่อให้มา ศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมะแล้ว มันต่างกันไกลอย่างน่าใจหาย
น.37 ๓๓ ในพวกโฆษณาต่าง ๆ นั้น ทางหนังสือพิมพ์ก็ดี ทางวิทยุก็ดี ทางอะไรทุกอย่างก็ดี ไปดูเถิดว่า เขาชักชวนกันเพื่ออะไร โฆษณากันเพื่ออะไร ในที่สุด ก็เพื่อกินทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางอะไรก็ตาม กินเพื่อให้สมกับความอยากของกิเลส ตัณหา หรือพญามาร คนที่มีนิสัยสันดานอย่างนี้ เป็น ขี้ข้าของพญามาร ไม่ใช่เป็นคนของพระ คือกินอะไร ตามที่กิเลสหรือพญามารต้องการจะกิน. ถ้าเราเป็นพุทธบริษัท ต้องการจะมีพระ มีคุณของพระ ก็ต้องกินเท่าที่พระแนะนำให้กิน พระแนะนำให้กินอะไร ให้กิน อย่างไรและกินเท่าไร กินเมื่อไร ก็ไปคิดดูเอง ก็พอจะเข้าใจ ได้ว่า พระแนะนำให้กินอย่างไรเป็นต้น แล้วก็กินอย่างนั้น อย่าเห็นแก่กิน จนกินเพื่อกิเลส เพื่อพญามาร แต่จงกินตามที่ พระแนะนำ. อีกอย่างหนึ่ง จะมองดูให้ลึกซึ้งลงไปอีก ก็คือว่า อย่ากินอะไรที่เป็นของตัว อย่ากินอะไรที่เป็นของตัว แต่ จงกินเท่าที่เป็นของพระ กินอะไรที่เป็นของตัวนั้นหมายความว่า มันกินสิ่งที่หามาได้ด้วยกิเลส ด้วยความหมายมั่น ว่าของกู ว่าตัวกู อะไรที่ได้มาด้วยอำนาจของกิเลสอย่างนี้ อย่ากินเข้าไป จงกินแต่สิ่งที่ได้มา โดยวิธีที่ไม่เกี่ยวกับกิเลส
น.38 ๓๔ หรือเกี่ยวกับธรรมะ เช่นหาเงินได้มาด้วยวิธีที่สุจริต อย่างนี้ เรียกว่า เป็นของที่พระให้มาสำหรับกินก็กินได้ แต่ถ้ามีของกิน ที่ได้มาโดยทุจริต อย่างนี้มันเป็นทรัพย์สมบัติของพญามาร หรือเป็นของตัวกูของกูที่ยกหูชูหาง เป็นพญามาร อย่ากินของ ที่ได้มาในลักษณะอย่างนี้. นี่เรียกว่า อย่ากินอะไรที่เป็นของตัว แต่ให้กินอะไร ๆ ที่เป็นของพระ เท่าที่พระอำนวยให้ อนุญาตให้ เพียงเท่านี้ก็ดูเหมือนจะพอแล้ว ที่ว่าเราละเว้นขาด ห่างออกไป เสียจากสิ่งที่จะทำให้ไม่มีพระ, ให้มีแต่มาร. อย่านับถืออะไรยิ่งกว่าพระ อย่ามีตัวเป็นของตัว อย่ามีทรัพย์สมบัติเป็นของตัว อย่าทำอะไรเพื่อตัว อย่ากินอะไร ตามใจตัว และอย่ากินอะไรที่ไม่ใช่ของพระ คืออย่ากินอะไร ที่เป็นของตัว ที่ได้มาเพราะอำนาจกิเลส มีความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือได้มาในทางที่ไม่ถูกไม่ควร. เรื่องนี้พระพุทธเจ้าท่านสอนนักสอนหนา และท่าน กำชับนักกำชับหนาว่า ภิกษุทั้งหลายจะไม่บริโภคสิ่งที่ได้มาด้วย การกระทำอเนสนา หน้าที่ที่ไม่ใช่ของพระ ไปทำ เข้าแล้วเขาให้เงินให้ของ ให้อะไรมากิน ท่านห้าม ไม่ให้กิน แม้แต่การแสดงธรรมะบนธรรมาสน์นี้ ถ้าแสดง ไปเพื่อได้ประโยชน์ เป็นที่ชอบใจแก่ท่านทั้งหลาย แล้วเอา
น.39 ๓๕ อะไรมาให้กิน พระก็ไม่ควรจะกิน เพราะเป็นอเนสนา เพราะ เป็นสิ่งที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง ขืนกินเข้าไปก็เรียกว่าเป็นลูกจ้าง ของกิเลส กินค่าจ้างของกิเลส ไม่ได้กินอาหารของพระเลย. ทั้งพระทั้งฆราวาส ควรจะนึกอย่างเดียวกันหมดว่า เราควรหลีกเลี่ยงอย่างไร ที่จะให้คลาดแคล้วพ้นไปจากสิ่งที่ เรียกว่ามาร จะทำอย่างไร จึงจะถึงสิ่งที่เรียกว่าพระ หรือคุณพระ. ต่อนี้ไปก็จะได้พูดถึงวิธีที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ถึง คุณพระต่อไป เราได้เว้นสิ่งที่เป็นข้าศึก แต่การเข้าถึงคุณพระ แล้ว แล้วเราจะเดินต่อไปอย่างไร จึงจะถึงซึ่งคุณพระนั้น. เรื่องนี้มันพูดไม่รู้จบ เป็นเรื่องละเอียดพิสดารมีนัยมาก แต่ถ้าจะกล่าวโดยสรุปเป็นประเภท ก็พอจะกล่าวได้ว่า มีอยู่ สัก ๓ - ๔ ประเภท คือเราจะต้องถึงคุณพระ โดยวิธีที่มีการ กระทำแต่ที่ดีงาม เป็นชีวิตประจำวัน ; เราจะต้องมีกำลังจิต เพียงพอ และถูกต้อง ; เราจะต้องมีกำลังปัญญาเพียงพอ และถูกต้อง ; แล้วเราจะต้องมีความเชื่อที่ถูกต้องเป็นรากฐาน หรือพื้นฐาน ถ้าพูดกลับกันขึ้นไปจากทางนี้ก็ว่าเราต้องมีความ
น.40 ๓๖ เชื่อที่ถูกต้อง ในเรื่องที่เกี่ยวกับพระนั้น เป็นพื้นฐาน ; และ เราจะต้องมีปัญญา คือความรู้ ความแน่ใจที่ถูกต้องและเพียงพอ ; แล้วเราต้องมีกำลังจิตกำลังใจที่มากและเพียงพอ ; แล้วเราต้อง มีการประพฤติกระทำทางกาย ทางวาจา ที่ดีงาม อยู่ในชีวิต ประจำวัน. พูดกลับมาแต่ต้นอีกทีหนึ่งก็ว่า จะต้องมีการกระทำ ที่ดีงาม ในชีวิตประจำวัน จะต้องมีกำลังจิตที่เพียงพอ จะต้อง มีกำลังปัญญาที่เพียงพอ และทั้งหมดนั้น จะต้องมีความเชื่อ หรือศรัทธา ที่ถูกต้องอยู่เป็นพื้นฐาน. ศรัทธาความเชื่อนี้ จะต้องมีอยู่เป็นพื้นฐานของทุก ๆ สิ่ง และตลอดเวลาเราจะต้อง เชื่อพระ ไม่ใช่เชื่อตัวเอง. เชื่อตัวเองนั้นหมายถึง เชื่อกิเลส ตัณหา เชื่อพญามาร เชื้อพระนั้นไม่เอาตามกิเลส ไปเอาตามวิธีของพระ ตามกฎของพระ ตามแบบของพระ อย่างนี้เรียกว่าเชื่อพระ ไม่ใช่เชื่อตัวเอง. เชื่อตัวเอง คือเชื่อ ตัวกูของกู ที่ยกหูชูหางอยู่ตามปกตินั้น นั้นไม่ใช่พระ นั่นแหละ คือตัวเอง ที่มาจากความยึดมั่นถือมั่นว่าเราว่าของเรา เป็นเรื่อง ของกิเลสตัณหาไปทั้งนั้น. ทีนี้เราเชื่อพระ ก็ต้องเชื่อพระที่ถูก อย่าให้ผิด. ถ้าเชื่อผิด มันก็ถูกพระปลอม ถ้าเชื่อถูก ก็ถูกพระจริง เมื่อต้องการจะมีพระจริงก็ต้องเชื่อให้ถูก.
น.41 ๓๗ เพราะฉะนั้นจะต้องสังคายนากันเสียใหม่ ในเรื่อง ความเชื่อ ที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ ว่าความเชื่อของเรานั้น ถูกต้องจริง ทนต่อการพิสูจน์ทุกอย่างทุกทางหรือหาไม่ .. ผเมื่อความเชื่อ มีถูกแล้ว ความรู้นั้นก็ต้องถูกต้องแน่นอนเรียกว่ามีปัญญาถูกต้อง แล้วก็เพิ่มกำลังจิตให้มาก ด้วยการทำสมาธิหรือด้วยการรวบรวม กำลังจิต โดยวิธีทางใดทางหนึ่ง ให้มีกำลังจิตที่มั่นคง มากมาย เพื่อให้สามารถดำเนินไปตามแนวของพระ ให้ตลอดทั้งวันทั้งคืน ต้องเป็นอยู่ด้วยการกระทำที่ถูกต้องไปหมด เรื่องกิน เรื่องปาก เรื่องท้อง เรื่องชีวิตประจำวัน เรื่องการพูดจา เรื่องสามัญ ธรรมดาทั้งหมดนี้ ก็ต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องไป เป็นชีวิตประจำวัน อยู่เสมอ. นี่แหละจึงกล่าวว่า เราจะมีพระ หรือมีคุณพระได้ ก็ต้องมีการกระทำ ทางกาย ทางวาจา ที่ดี ที่งาม ในชีวิต ประจำวัน ทุกวัน ไปจนตลอดชีวิต จะต้องอบรมจิตใจให้มี สมาธิ มีความบริสุทธิ์ มีความตั้งมั่น มีความแคล่วคล่องว่องไว ในการคิดการนึก นี้เรียกว่า มีกำลังจิตมาก และเพียงพอ และ ถูกต้อง ; แล้วจงมีปัญญา รู้ข้อที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตน เป็นธรรมชาติ เป็นกฎของธรรมชาติ เป็นหน้าที่ ตามธรรมชาติ เป็นผลที่เกิดมาตามธรรมชาติ ไม่ใช่ของเรา
น.42 ๓๘ ไม่ใช่ตัวเรานี้เป็นปัญญา ที่จะต้องทำให้แจ่มแจ้งอยู่เสมอ รวมกันแล้วมันก็เป็นความรู้ เป็นการกระทำ เป็นผลของการ กระทำ ที่ถูกต้องไปหมด นั่นแหละคือตัวพระ นั่นแหละคือ คุณพระ ที่จะช่วยได้ทุกเมื่อ. ทีนี้ปัญหาเหลืออยู่ว่า สิ่งที่เรียกว่าคุณพระนี้ จะช่วย จริงหรือไม่จริง จะมีเล่นตลก ไม่ช่วย เหมือนกับในคนเรา ที่เห็น ๆ กันอยู่ทั่ว ๆ ไปนี้ อารมณ์ดี ก็ช่วย อารมณ์ไม่ดี ก็ไม่ช่วย อย่างนี้จะเป็นได้หรือไม่ ความลุ่ม ๆ ดอน ๆ อย่างนั้น มันเป็นเรื่องของคน แต่สำหรับพระหรือคุณของพระนั้นจะต้อง จริงเสมอไป พระจะช่วยหรือจะไม่ช่วยนี้ มันไม่สำคัญอยู่ที่พระ มันสำคัญอยู่ที่เรา ว่าเรามีคุณพระหรือไม่มี ว่าเรามีคุณพระ ที่แท้จริงหรือไม่มี ถ้าเรามีคุณพระที่แท้จริงแล้ว ไม่ต้องสงสัย เลย เป็นการช่วยอยู่แล้วตลอดเวลา การปฏิบัติตามคำระบุ ของพระนั้น เป็นการช่วยตัวเองอยู่แล้วตลอดเวลา พระจึงช่วย คนอยู่แล้วตลอดเวลา ที่คนปฏิบัติตามพระ. และเมื่อเรา ปฏิบัติตามพระอยู่ ก็เรียกว่าเรามีคุณพระอยู่กับเนื้อกับตัวเรา เมื่อมีคุณพระพระก็ช่วยแน่. ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า เรามีคุณพระหรือไม่มี ดังที่ได้ กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า คุณพระนี้เป็นของศักดิ์สิทธิ์เร้นลับ เราได้
น.43 ๓๙ ทำให้ออกมา เราได้ทำให้ปรากฏออกมาแก่เราได้หรือไม่ ถ้าเรา ทำให้ปรากฏแก่เราได้ ก็หมายความว่า เราเอามาใช้ได้ คุณพระนี้ อยู่ในอำนาจเราเหมือนกัน อยู่ตรงที่ว่า เราเอามาใช้ได้ ไม่ใช่ว่า เราจะบังคับพระไม่ได้, เราบังคับพระได้ด้วยการประพฤติปฏิบัติ ให้ดี ให้ถูก ให้ตรง ให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ให้มีความงดงามทั้ง เบื้องต้น ทั้งท่ามกลาง และเบื้องปลาย ถ้าเราปฏิบัติอย่างนี้ได้ พระช่วยเราเป็นแน่นอน จะเรียกว่าเราบังคับพระก็ได้ จะเรียกว่า พระสงสารเราก็ได้ นั่นไม่สำคัญ แต่มันแน่นอนอยู่ตรงที่ว่า ได้รับการช่วยจากพระแล้ว นี้เรียกว่า เราเอาคุณพระมาใช้ได้ ด้วยการกระทำของเราเอง ช่วยได้แน่ ๆ เหมือนกับที่ว่า " กินเข้าไปเถิด แล้วมันก็จะอิ่มเอง" ไม่ใช่ว่าเรากินแล้ว เราจะต้องขอร้องว่า จงอิ่มจงอิ่ม ขึ้นมาอีก ถ้าเรากินเข้าไป มันก็จะอิ่มเองฉันใด เรามีคุณพระแล้ว คุณพระก็จะคุ้มครอง เองฉันนั้น. เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วง กลัวว่าพระจะไม่ช่วย ความเหลวแหลกมันอยู่ที่เจ้าตัว ไม่ประพฤติปฏิบัติให้ถูกให้ตรง ตามที่พระต้องการ แล้วก็มัวโทษว่าพระไม่ช่วย นั้นคือคนโกหก มดเท็จตลบแตลงแสนที่จะกล่าวได้ว่า เป็นคนโกหกขนาดไหนกัน ต้องการจะให้พระช่วย แต่ก็เล่นตลกกับพระ หันหลังให้พระ หน้าไหว้หลังหลอกกับพระ แล้วก็โทษว่าพระไม่ช่วย อย่างนี้
น.44 ๔๐ มีอยู่ทั่ว ๆ ไป การกระทำอย่างนั้นไม่สมควรเลย ถ้าเป็นการ กระทำด้วยเจตนาแล้ว ก็ยิ่งไม่สมควรใหญ่ แม้กระทำไปโดยไม่ เจตนา คือไม่รู้สึก ไม่เข้าใจ มันก็ยังเป็นการเล่นตลกกับพระ อยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้นจึงต้องได้รับทุกข์ ได้รับโทษ ได้รับการทรมาน ไปตามประสาของคนที่ไม่รู้ ไม่รู้ทั้งข้างบน ทั้งตรงกลาง ทั้งข้างล่าง ไม่รู้ทั้งเหนือทั้งใต้ ไม่รู้อะไรหมด เป็นการกระทำที่เลื่อนลอยไปตามความไม่รู้ เพราะการศึกษา ไม่เพียงพอ เพราะว่าตนนั่นแหละไม่สนใจในเรื่องนี้ สนใจแต่ จะค้ากำไรเกินควรท่าเดียว สนใจแต่จะทำบุญ ในลักษณะที่ ค้ากำไรเกินควรท่าเดียว คนอย่างนี้พระท่านไม่ชอบ ท่าน เกลียดขี้หน้าคนชนิดนี้ ท่านจึงไม่ช่วย. เพราะฉะนั้น คนทำบุญชนิดค้ากำไรเกินควรนี้ จะ ต้องประสบกับความยุ่งยากลำบาก แม้จะร่ำรวย ก็รวยสำหรับ เป็นทุกข์ แม้จะมีอะไรมาก ก็จะมีสำหรับเป็นทุกข์ แม้จะมี ชีวิตอยู่ ก็สำหรับจะเป็นทุกข์ ไปตามแบบของคนร่ำรวย. คนที่มีพระเป็นพระนั้น จะไม่มีอาการอย่างนี้ จะมีแต่ความ สะอาด สว่าง สงบ มากขึ้น ๆ นี่แหละขอให้ท่านทั้งหลาย พิจารณาดูให้ดีว่าสิ่งที่เรียกว่า คุณพระ คุณพระนี้ท่านมีกันแล้ว หรือยัง ?
น.45 ๔๑ ที่เอามาพูดนี้ จะถือว่าดูถูกดูหมิ่นท่านทั้งหลายก็ได้ เพราะยังมีความเชื่ออยู่ว่า บางคนยังไม่มีคุณพระ บางคนยัง มีคุณพระน้อยเกินไป บางคนก็มีคุณพระมาก แต่เป็นพระปลอม มันยังจะต้องพูดกันต่อไป ในลักษณะที่เป็นการชำระสะสาง ให้พระก็เป็นพระจริง และให้มีกันให้มาก ๆ พอสมควรแก่ อัตภาพของตน ๆ. ในที่สุดนี้ อยากจะสรุปความว่า สิ่งที่เรียกว่าพระนั้น รวมกันอยู่ไม่ได้กับตัวกูหรือของกู เพราะตัวกูของกูนั้น มันยก หูชูหางเรื่อย สิ่งที่เรียกว่าพระหรือคุณพระนี้ มันรวมกันอยู่ ไม่ได้กับตัวกูหรือของกู จงมีความแน่ใจในข้อนี้เถิด คุณพระ จะปรากฏแต่ในเวลา ที่มีจิตว่างจากตัวกูหรือของกู ถ้าจิตว่างจากตัวกูของกูเด็ดขาด พระก็มีอย่างเด็ดขาด อยู่กับเนื้อ กับตัวอย่างเด็ดขาด ถ้าจิตว่างจากตัวกูของกู แต่เพียงครั้งคราว พระก็มีเพียงครั้งคราว แต่ก็ยังเป็นพระที่ช่วยได้ตลอดเวลา หรือทุกครั้งที่มีจิตว่างจากตัวกู ไม่ยกหูชูหางเหมือนที่เป็น ๆ มาแล้ว ผู้ใดมีความเชื่อพระ แทนที่จะเชื่อตัวกูเมื่อใด ก็จะมี คุณพระที่แท้จริงเมื่อนั้น ฉะนั้นจงมีความเชื่อพระ อย่าได้เชื่อ * กิเลสตัณหา หรือเชื่อตัวเอง อย่ามีตัวเป็นของตัว แต่มีตัว
น.46 ๔๒ เป็นของพระ อย่ามีอะไร ๆ เป็นทรัพย์สมบัติของตัว แต่ให้ เป็นทรัพย์สมบัติของพระ อย่าทำอะไรเพื่อตัว แต่ทำเพื่อพระ อย่ากินอะไรตามใจตัว ต้องกินตามใจพระ และอย่ากินอะไร ที่เป็นของตัว แต่กินอะไรที่เป็นของพระ ตามที่พระโปรด ประทานมา ก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้มี พระ และมี คุณพระ ได้ สมตามความปรารถนา. วันนี้เป็นวันที่ระลึกแห่งวันวิสาขบูชา เป็นวันที่ระลึก ถึงพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ พ ระพุทธเจ้านั้นคือพระคุณ ของท่าน คือคุณพระ เรามาพูดเรื่องนี้กันในวันนี้ก็นับว่า เหมาะสมแก่กาลเทศะ หวังว่าท่านทั้งหลาย จะเอาไปคิดดูให้ดี ให้มีความเข้าใจในเรื่องนี้ และต้องการจะชำระสะสางปัญหา เรื่องนี้ ให้มีพระหรือมีคุณพระยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันเช่นวันนี้ ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา เป็นการเตรียมเนื้อ เตรียมตัวไว้ให้ดี สำหรับจะทำวิสาขบูชาในค่ำคืนนี้ ให้เป็น ไปในลักษณะที่มีพระและมีคุณพระเจริญงอกงามก้าวหน้า ตาม ความประสงค์จงทุกประการเทอญ. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้.
Buddhadasa