Buddhadasa.org
หนังสือชนะดวงจันทร์หรือชนะตนดี › อ่านฉบับเต็ม

📖 ชนะดวงจันทร์หรือชนะตนดี

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชนะดวงจันทร์หรือชนะตนดี

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.5 วันนี้ ปรารภอาสาฬหบูชา ดังที่ท่าน ทั้งหลายก็ทราบกันอยู่แล้ว แต่ก็มีสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็น พิเศษที่จะต้องทำความเข้าใจกัน เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่ ท่านทั้งหลาย หมู่หนึ่งก็มาจากที่ไกลมาสู่สถานที่นี้ และ ก็เพื่ออาสาฬหบูชานั่นเอง แต่ว่ายังมีส่วนที่จะต้องนึกเกี่ยวกับ สถานที่นี้บ้างเป็นพิเศษว่า ท่านมาถึงที่นี่ ท่านควรจะได้อะไร พูดกับต้นไม้ พูดกับก้อนหิน เป็นหรือเปล่า เอาอะไรมา เท่าไร แล้วหอบกลับไปเท่าเดิม อย่างนั้นหรือเปล่า นี่แหละ นับว่าเป็นสิ่งน่าจะนึก หรือน่าจะพิจารณากัน การที่มาถึงที่นี่ แล้วควรจะได้อะไรนั้น หมายความ ว่า อุตส่าห์ลำบาก หมดเปลือง มาจนถึงที่นี่ มันจะได้ อะไรที่จะคุ้มกัน โดยมากก็ไม่ได้นึกถึงข้อนี้กันนัก เพราะ นึกเพียงอยากมา พอได้มาแล้วมันก็หมดเรื่อง ไม่ค่อยนึกถึง ว่าควรจะได้อะไร เท่าไร อย่างไร จึงจะคุ้มกัน ที่จริงเรื่องนี้ ก็เคยพูดกับบางคนมาแล้ว แต่ว่าก็ยังมีอยู่เรื่อยไป อีกเรื่อย ไป ที่ว่าบางคนยังไม่เคยได้ฟัง ว่าการมาที่นี่ควรจะได้อะไร ให้สมกับการมาที่นี่ ซึ่งมันคงจะไม่เหมือนกับที่อื่นบ้าง

น.6 ๔ เมื่อพูดถึงสถานที่นี้ มีชื่อที่เรียกว่า สวนโมกขพลาราม แปลว่าป่าเป็นกำลังแห่งโมกขะ คือความรอดพ้น ป่าไม้ เป็นกำลังแห่งความรอดพ้น รอดพ้นจากอะไรก็ควรจะรู้กัน ได้แล้ว ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท รอดพ้นก็รอดพ้นจาก อุปาทาน อุปาทานคือเครื่องยึดถือ ผูกมัดรัดรึง ที่นี้เป็น กำลังอย่างไร นี่แหละเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องพูดกันมาก สักหน่อย โดยเหตุที่ว่า สถานที่นี้จัดขึ้นโดยมีความมุ่งหมาย ไม่ใช่ว่าสักว่าทำ ๆ ไป โดยไม่ได้คิดได้นึก หรือไม่มีความ มุ่งหมายอะไรเป็นพิเศษ ความมุ่งหมายในที่นี้ก็คือความ รอดพ้น ทำให้รอดพ้น รอดพ้นจากอุปาทาน ส่วนการจัด สถานที่นั้น ก็คือการจัดให้ ช่วยอำนวยความสะดวก หรือ ว่าเพิ่มความสะดวก หรือว่าช่วยแวดล้อม ช่วยกะตุ้น ช่วยส่งเสริมให้เกิดการรอดพ้น ทีนี้เราจะต้องนึกดูว่า ความทุกข์ก็ดี ความดับทุกข์ ก็ดี เป็นเรื่องของธรรมชาติ แม้ว่าจะเรียกว่า ธรรม หรือ พระธรรม ก็ยังมีความหมายเป็นธรรมชาติอยู่นั่นเอง ไม่มี อะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ ความทุกข์ก็ตาม เหตุให้เกิดทุกข์

น.7 ๕ ก็ตาม ความดับทุกข์ก็ตาม ทางให้ถึงความดับทุกข์ก็ตาม ล้วนแต่เป็นธรรมชาติเป็นกฎของธรรมชาติ เป็นการกระทำ ไปตามหน้าที่ ตามกฎธรรมชาติ แล้วก็ได้รับผลตรงตามที่ ธรรมชาติมันจะอำนวยให้ ดังนั้นจึงไม่มีอะไรมากไปกว่า เรื่องของธรรมชาติ โดยเหตุที่ธรรมชาติมีความสำคัญอย่างนี้ เราจึงมีหลักสำคัญในการที่จะจัดสถานที่นี้คือ ให้เป็นไปตาม ธรรมชาติ เราจะนึกถึงพระพุทธเจ้ากันดูบ้าง ในข้อที่ว่า ท่าน ประสูติกลางพื้นดิน ท่านตรัสรู้กลางพื้นดิน ท่านแสดงธรรม จักร อย่างในวันเช่นวันนี้ ท่านก็แสดงกลางพื้นดิน แล้วท่าน ก็ปรินิพพานกลางพื้นดิน เวลาส่วนมากของท่านก็อยู่กลาง พื้นดิน จนตลอดพระชนม์ชีพ นี่แหละคืออาการที่เป็นเกลอกับ ธรรมชาติมากที่สุด เราทั้งหลายก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่า เราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เราควรจะรู้จักธรรมชาติให้ถูก ต้องแล้วก็เป็นเกลอกับธรรมชาติให้ถูกต้อง มันก็ไม่มีอะไรยาก ลำบากในการที่จะเข้าใจธรรมชาติ เข้าถึงธรรมชาติ และได้ รับผลเต็มตามกฎของธรรมชาติดังนี้เป็นต้น เดี๋ยวนี้เราก็กำลัง นั่งอยู่กลางพื้นดิน ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง ซึ่งแสดงว่าใกล้

น.8 ๖ ธรรมชาติ ใกล้ชิดกับธรรมชาติ หรือเป็นมิตรสหาย เป็นเกลอกับธรรมชาติ ยิ่งกว่าที่จะไปนั่งบนศาลาหรือบนตึก เราเอาพื้นดินเป็นที่นั่ง มีต้นไม้เป็นเหมือนกับฝาเรือน มีใบไม้ เหมือนกับหลังคาเรือน มันก็ต้องผิดกันแน่นอน กับที่จะไป นั่งอยู่บนศาลา หรือโบสถ์วิหาร ก็ตรงที่ว่ามันเป็นสิ่งที่ใกล้ ชิดธรรมชาติที่สุด หรือว่าใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่ากัน เมื่อธรรมะแท้ ๆ เป็นเรื่องของธรรมชาติ การใกล้ชิด ธรรมชาติก็สะดวกในการที่จะรู้ธรรมะ ทีนี้เรามามองดูกันว่า มันมีความลับหรือความสำคัญ อยู่ที่ตรงไหน เรื่องนี้เป็นที่รับรองกันทั่วไปว่า สิ่งแวดล้อม นั้นมีอิทธิพลมาก สิ่งไรแวดล้อมอยู่อย่างไร มันก็ทำให้เกิด ผลสมตามความแวดล้อมของสิ่งนั้น เมื่อเราอยู่ในท่ามกลาง ความแวดล้อมของธรรมชาติ เราก็ถูกแวดล้อมไปในทางของ ธรรมชาติมากกว่าที่จะเป็นไปในทางฝืนธรรมชาติ เราก็ได้รับ กำไรหรือมีการได้เปรียบโดยไม่รู้สึกตัว เมื่อเรานั่งอยู่กับ ต้นไม้ ก้อนหิน กรวด ดิน อะไรเหล่านี้ซึ่งเป็นธรรมชาติ

น.9 ๗ ความคิดของเราก็ต้องเป็นไปในทำนองที่เข้ากันได้กับธรรมชาติ หรือตามที่ธรรมชาติมันจะแวดล้อมให้คิดไป ให้นึกไปหรือ ให้รู้สึกขึ้นมา พอเรานั่งอยู่บนบ้าน บนเรือน บนปราสาท บนสถานที่พิเศษซึ่งจัดขึ้นไกลจากธรรมชาติ สิ่งเหล่านั้นมัน ก็แวดล้อมจิตใจให้รู้สึกคิดนึกไปในทางอื่น ซึ่งไม่เหมือนกัน ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในจิตใจนั้น ๆ เรียกว่าเป็นผลที่เกิด มาจากธรรมชาติแวดล้อม จากสิ่งที่แวดล้อม มันต่างกัน อย่างที่เห็นกันได้ชัด ๆ ความรู้สึกที่รู้สึกขึ้นในใจเหล่านี้ เราเรียกอีกอย่าง หนึ่งเป็นทำนองเปรียบเทียบ อุปมาว่าเป็น คำพูดของสิ่ง นั้น ๆ ถ้าเรานั่งอยู่ที่ก้อนหินในที่สงบสงัด ความคิดมันเกิด ขึ้นมาตามอิทธิพลของสิ่งนั้น เราเรียกว่า ก้อนหินมันพูด แล้วเราก็ได้ยิน มักจะเป็นไปในเรื่อง หยุด ๆ เย็นๆ สงบ ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย แต่ถ้าเราไปนั่งอยู่บนปราสาท ที่จัดขึ้น เพื่อการบำรุงบำเรอ ความรู้สึกคิดนึกมันก็ไปในทางอื่น และเราเรียกว่าเป็นคำพูดของปราสาท พูดกระซิบเราให้เรา รู้สึกนึกคิดหรือต้องการไปตามนั้น เพราะฉะนั้นก้อนหินมัน

น.10 ๘ ก็ต้องพูดไปอย่างหนึ่ง ฟูก เบาะ เมาะ หมอน พรม เตียง บนปราสาทมันก็ต้องพูดไปอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกัน อันไหนจะเป็นอย่างไร จะมีประโยชน์ต่างกันอย่างไร ก็ไปคิด ไปเดาเอาเองก็ได้ ส่วน ใ นที่นี้ต้องการจะให้ท่านทั้งหลาย พูดกับต้นไม้ พูดกับ ก้อนหิน ก้อนดิน ก้อนกรวด มด แมลง นก หนู อะไรต่าง ๆ บรรดาที่มีอยู่ในสถานที่นี้ จึงถามว่า พูดกับต้นไม้เป็นหรือเปล่า พูดกับก้อนหินเป็น หรือเปล่า หมายความว่าท่านจะสามารถไปนั่งกับต้นไม้ที่โคน ต้นไม้แล้วเกิดความรู้สึกนึกคิดอะไร ที่มันดีมีประโยชน์ไปใน ทางความดับทุกข์บ้างหรือเปล่า หรือว่าไปนั่งกับก้อนหิน แล้วมันเกิดความรู้สึกคิดนึกเหมือนกับความหมายของก้อนหิน คือสงบเย็น หยุดนิ่งไม่วิ่งว่อน เป็นต้นหรือเปล่า ถ้าหากว่า สามารถไปนั่งที่นั่นแล้วเกิดความรู้สึก ความรู้แจ้ง ความเห็น จริง ความอะไรขึ้นมาในใจ มีประโยชน์แก่การดับทุกข์แล้ว ก็เรียกว่าท่านได้ยิน ต้นไม้ ก้อนหินมันพูด แล้วท่านก็พูด กับต้นไม้ ก้อนหินตอบ คือ คิดนึกทบทวน ศึกษา กันเรื่อย ไป อย่างนี้เรียกว่า พูดกับต้นไม้เป็น พูดกับก้อนหินก็เป็น

น.11 ๙ แล้วลองคิดดูต่อไปว่า มันมีประโยชน์หรือมีราคา มีคุณค่า สักเท่าไร กับคนที่ไม่สนใจที่จะพูดกับต้นไม้ หรือก้อนหิน หรือว่าต้นไม้ก้อนหิน มันจะร้องตะโกนสักเท่าไรก็ไม่ได้ยิน เป็นคนยิ่งกว่าหูหนวก หูหนัก อย่างนี้มันจะต่างกันอย่างไร การมาที่นี่ ถ้าต้องการจะเอาประโยชน์ ซึ่งมีให้โดย เฉพาะจากสถานที่นี้แล้ว มันก็มีแต่สิ่งนี้เท่านั้น สิ่งอื่นไม่มี และไม่ใช่ความมุ่งหมายของสถานที่นี้ เพราะฉะนั้นท่านมาที่นี่ ท่านควรจะได้อะไร อาตมาบอกว่า ควรจะได้ยินก้อนหินพูด ต้นไม้พูด เรื่องความหยุด ความสงบ ความไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น อยู่อย่างเป็นอิสระ มีอำนาจเหนือสิ่งนั้นดีกว่า ธรรมชาติ พูดอย่างนี้เสมอไม่ว่าธรรมชาติอะไร โดยเฉพาะก้อนหิน ต้นไม้ นี้ยิ่งพูดดังกว่า พูดชัดกว่าสิ่งอื่น ๆ ในข้อที่ว่าไม่มี อะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นสิ่งหนึ่ง สิ่งใด โดยความเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา นี้ก็เป็นความ มุ่งหมาย ของพระธรรมอันหนึ่ง ที่จะแสดงตัวเองแก่ มนุษย์ ทางก้อนหิน ทางต้นไม้ ทางอะไรที่เป็นธรรมชาติ

น.12 ๑๐ บริสุทธิ์ ไม่มีการปรุงแต่ง เพราะฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลาย ทุกคนได้รับสิ่ง ๆ นี้กลับไป. ทีนี้ถามว่า เอาอะไรมาเท่าไร กลับไปเท่าเดิม อย่างนั้นหรือ หมายความว่า มีความยึดมั่นถือมั่น ตัวกู ของกู มาในลักษณะอย่างไร และเท่าไร เอามาแล้วไม่รู้จักทิ้งไว้ เสียที่นี่บ้าง เอากลับคืนไปหมดตามเดิม เท่าเดิมอย่างนั้นหรือ อย่างนี้มันยังมีปัญหาที่ว่า มันจะมองกันในแง่ไหน ขอพูด ตรง ๆ ว่า เอาความโง่ติดตัวมาเท่าไร แล้วจะไม่สมัคร ใจทิ้งไว้ที่นี่ เสียบ้างเที่ยวหรือ จะเอากลับไปบ้านหมดตาม เดิมอย่างนั้นหรือ ถ้าเป็นอย่างนี้ ไม่ตรงกับความประสงค์ ของการมีสถานที่นี้ คือ สวนโมกขพลาราม ป่าไม้เป็นกำลัง แห่งโมกขะ เพราะว่าเราจัดไว้เป็นที่ สำหรับทิ้งความโง่ สำหรับทิ้งความหลง สำหรับทิ้งความยึดมั่น ถือมั่น เข้ามา ที่นี่แล้ว ช่วยปลดทิ้งกันไว้ที่นี่ให้มาก ๆ อย่าเอากลับไปบ้าน เท่าเดิม นี่ใครจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยก็ตามใจ แต่ความ ประสงค์ของเราที่นี่มีอย่างนี้ คือถามว่า เอามาเท่าไร จะเอา กลับไปเท่าเดิมเที่ยวหรือ ถ้าหากว่าได้พูดกับต้นไม้บ้าง

น.13 ๑๑ ได้พูดกับก้อนหินบ้าง ก็คงจะทิ้งไว้ที่นี่บ้าง ไม่เอากลับไป เท่าเดิม เพราะว่าต้นไม้นั่นมันขอร้อง มันบอกความจริงและ มันขอร้อง ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ควรเอาไว้ ไม่ควรมีเอาไว้เป็น การถาวร หลงใหลมัวเมา ชั่วครู่ ชั่วยาม ก็เป็นการดีแล้ว ถ้ารู้สึกขึ้นมาก็ระบายออกไป ระบายออกไป ก้อนหินเป็น ตัวอย่างของความสงบเย็น หรือเป็นภาพความหมายของ ความสงบเย็น เพราะว่ามันไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเป็น มันจึงสงบเย็น คนที่ร้อน ร่างกายก็ร้อน ใจก็ร้อน เพราะว่า เต็มไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น หรือว่าถูกยึดมั่นถือมั่น อีก ที่หนึ่ง มันเป็นเรื่องตรงกันข้ามทีเดียวกับธรรมชาติ ธรรมชาติเดิมแท้นั้นมันหยุดมันเย็น มันสงบ คือมันยังไม่ ทันจะปรุงแต่งอย่างนี้ แต่แล้วธรรมชาติใหม่ ๆ นี้ล้วน แต่เป็นการปรุงแต่ง ปรุงแต่งอย่างนั้น ปรุงแต่งอย่างนี้ ค่อย ๆ ไกลธรรมชาติเดิมออกไปทุกที มันจึงกลายเป็นสิ่ง ตรงกันข้าม ถ้าของเดิมเป็นเรื่องเย็น ของใหม่ก็ต้องเป็น ของร้อน อย่างนี้เป็นต้น หวังว่าท่านทั้งหลาย คงจะมองดูกันในแง่นี้บ้าง ว่า ธรรมชาติแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร ธรรมชาติใหม่ ๆ หลอก ๆ

น.14 ๑๒ ขนสูญเสียธรรมชาติไปนั้นมันเป็นอย่างไร ถ้าที่อื่นไม่สะดวก ที่จะดูหรือจะคิด ก็ที่นี่คงจะสะดวกบ้าง เพราะว่าเราได้ ขวนขวายกันถึงที่สุดแล้วที่จะคงสภาพธรรมชาติต่าง ๆ ไว้ให้ มากเท่าที่จะมากได้ ต้นไม้ ก้อนหิน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านก็ดูเอาเอง ว่าเราได้พยายามอย่างไรที่จะคงสภาพตาม ธรรมชาติไว้ กระทั่งถึงมดแมลง นก หนู สัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ ต่าง ๆ ตามที่มีอยู่ ก็พยายามจะรักษาไว้ให้มีอยู่ตามธรรมชาติ เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ทุกอย่างนี้จะบอกเราได้ว่า ตามธรรมชาติ นั้นเป็นอย่างไร ผิดจากธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไร ถ้าบางที มันจะล้อเอาด้วยซ้ำไป หรือยิ่งกว่านั้น มันคงจะค่าเอาบ้าง เหมือนกับลิงล้างหูใส่หน้าคน หรือว่า สุนัขด่าคน ว่าความ เป็นคนมันเป็นอย่างนี้เอง แหละระวังดูให้ดี ๆ ว่าอ้ายสิ่งที่เรามองข้ามกันไป เสียหมด ไม่สนใจนั้น มันมีความหมายมาก ถ้าจะคิดว่าก้อนหิน นี้มันช่างโง่เป็นก้อนหินเสียเหลือเกิน มนุษย์เป็นผู้ที่เก่งกล้า สามารถอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ไม่สนใจกับก้อนหิน แต่ถ้ามอง ไปอีกทางหนึ่งแล้ว ก้อนหินมันมีอะไรที่ไม่เป็นอย่างนั้น

น.15 ๑๓ คือมันก็พูดเป็น แต่มันพูดอีกภาษาหนึ่ง ที่คนฟังไม่รู้เรื่อง อย่างน้อยมันก็คงจะหัวเราะเยาะ คนที่กำลังมีจิตใจร้อน เป็นไฟ ยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้าไว้มาก ๆ จนรู้จักแต่ความ ทุกข์อย่างเดียว มองดูคนที่ไม่มีความทุกข์ไม่ออก เช่น มอง ดูก้อนหิน มองดูต้นไม้ไม่ออก ว่าต้นไม้นี้ ก้อนหินนี้มันจะ ทุกข์ได้อย่างไร ในเมื่อมันไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ถึงมันจะ มีความรู้สึกอยู่ มันก็ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น เหมือนที่คน ยึดมั่นถือมั่น ต้นไม้มันอาจจะรู้สึกร้อนหนาว หรือว่าหิว กระหายอะไรได้เหมือนกัน แต่แล้วมันก็จะทำอะไรไปตาม ที่ธรรมชาติมีอยู่เพียงเท่านั้น ไม่ทำด้วยความยึดมั่นถือมั่น จะหาอาหาร หรือจะกินอาหาร หรือจะทำอะไร มันก็ไม่มีความ ยึดมั่นถือมั่นเหมือนมนุษย์ หาอาหาร หรือกินอาหาร หรือ สะสมอาหารไว้ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว เราอาจจะกล่าวได้ว่า ต้นไม้ก็หา อาหาร กินอาหาร มนุษย์ก็หาอาหารและกินอาหาร แต่ แล้วมันก็ไม่เหมือนกัน อันหนึ่งมันร้อนเป็นไฟอยู่ตลอดเวลา

น.16 ๑๔ อันหนึ่งมันเย็นเป็นน้ำอยู่ตลอดเวลา แล้ว ใครจะเป็นอย่างไร ทำไมไม่มาปรึกษากันดูบ้าง นี่แหละควรจะมองดูว่า ถ้ามนุษย์ ร้อนเป็นไฟ มานั่งอยู่ใกล้ก้อนหินก้อนนี้ ก้อนหินมันก็จะ ชวนกันหัวเราะเยาะอยู่ในใจว่า ตัวเป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์ อะไรกัน มีความร้อนอยู่เป็นประจำ นี่ทำไมไม่รู้จักเจ็บไม่ รู้จักอายเหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นก้อนหินก็ตาม ต้นไม้ ก็ตาม ซึ่งมีไว้จัดไว้เหล่านี้ มีไว้สำหรับท่านทั้งหลายจะได้รับ ประโยชน์ ชนิดที่จะหาไม่ได้ง่ายนัก แต่สถานที่นี้จะให้ความ สะดวก สำหรับจะพูดจะปรึกษาหารือ กับต้นไม้กับก้อนหิน กันเสียบ้าง ปะเหมาะเข้าก็จะรู้สึกละอายแก่ก้อนหิน หรือต้นไม้ บ้าง แล้วก็จะรู้สึกกลัวต่อความทุกข์บ้าง แล้วก็จะพยายาม เอาอย่างต้นไม้ เอาอย่างก้อนหินนั่นเอง ในการที่จะไม่มี ความร้อน ถ้าเป็นอย่างนี้ เป็นการยืนยันได้ว่า เ อาความโง่ ติดมาสามกระบุง ทิ้งไว้ที่นี่เสียสองกระบุง เอากลับไป บ้านเพียงกระบุงเดียว ได้กำไรหรือขาดทุน มันแล้วแต่ จะมอง คนหนึ่งอาจจะมองไปในแง่ขาดทุนก็ได้ เพราะเหลือ กลับไปน้อย แต่คนหนึ่งอาจจะมองไปในแง่ว่าได้กำไรมาก

น.17 ๑๕ นี้คือข้อที่ท่านทั้งหลายที่มาที่นี่ ทุกพวกหรือทุกครั้ง จะต้องนึก จะต้องคิด จะต้องสนใจ ว่าท่านควรจะได้อะไร ไปจากการมาที่นี่ พูดกับต้นไม้กับก้อนหินเป็นหรือเปล่า เราเอาอะไรมาเท่าไร แล้วเอากลับไปเท่าเดิมหรือเปล่า ถ้าหากว่าตอบปัญหาเรื่องนี้ได้ หรือจัดการกับสิ่ง ๆ นี้ได้ โดยถูกต้องตามความประสงค์ของสถานที่นี้แล้ว ก็คงจะได้ อะไรมากทีเดียว ไม่เพียงแต่ได้ทัศนาจร เหมือนกับที่เขา มา ๆ กัน มาทัศนาจรไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไม่คุ้มค่าความ เหน็ดเหนื่อยหรือหมดเปลือง ถ้าไปทัศนาจรที่อื่น ใกล้ ๆ หรือสะดวกสบายกว่านี้ก็ยังดีกว่า ส่วนความประสงค์ของการ ทัศนาจร ในสถานที่นี้นั้น ต้องการให้เป็นการ ทัศนาจรใน ทางจิตหรือทางวิญญาณ คือให้จิตใจมันเดินลึกลงไปถึง ธรรมชาติ ให้รู้ความหมายของธรรมชาติ อะไร ๆ ที่เป็นความ จำเป็นจากธรรมชาติที่มนุษย์ จะต้องรู้ จะต้องได้นั้น นั่นแหละ จึงจะเรียกว่าเป็นผู้ทัศนาจร มีการทัศนาจรในทางวิญญาณ มันจึงได้ผลในทางจิต ในทางวิญญาณ คือมีความรู้ ความ แจ่มแจ้ง ความสะอาด สว่าง สงบ อะไรขึ้นมา นี้เป็นข้อแรก หรือสิ่งแรกที่จะพูดกับท่านทั้งหลาย ทุกพวก ทุกครั้งที่มา

น.18 ๑๖ ทีนี้เรื่องต่อไป ก็คือ เรื่องวันอาสาฬหบูชา ในการ ที่ท่านมาเพื่อทำอาสาฬหบูชาที่นี่ ท่านก็จะต้องรู้ให้ดีสักหน่อย ว่า อาสาฬหบูชานั้น มันคืออะไรกันแน่ โดยมากก็เข้าใจ เอาเองว่า เป็นพิธีอย่างหนึ่ง แล้วเราก็ไปร่วมทำพิธีกับเขา ให้เสร็จ ๆ ไป อย่างน้อยก็ได้รับความสบายใจที่ได้ทำพิธี แล้วก็เหมาเอาเองว่า ได้บุญมากมาย นับไม่ไหว คำนวณ ไม่ไหว เท่านี้พอแล้ว แล้วก็เท่านี้เป็นส่วนมาก ที่จริงเรา ควรจะทำอะไรให้ได้ประโยชน์ มากออกไปกว่านั้น โดยที่ไม่ ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติม ข้อนี้ก็ได้แก่การที่มีความรู้มีความ เข้าใจ ในเรื่องอาสาฬหบูชานี้ให้มากออกไปกว่าที่แล้ว ๆ มา จนกระทั่งรู้ถึงที่สุดว่าเป็นอะไร สำหรับวันนี้ เรียกโดยชื่อก็เรียกว่า วันอาสาฬห ปุณมี คือดิถีเป็นที่เต็มแห่งพระจันทร์ ในเมื่อมันเสวย อาสาฬหฤกษ์ จึงเรียกว่าอาสาฬหปุณมี วันเพ็ญในเดือน อาสาฬหะ พูดอย่างนี้มันเป็นเรื่องปฏิทิน ยังไม่ใช่เรื่องของ พุทธศาสนา คือมันบอกแต่เพียงว่า ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน อาสาฬหะ ถ้าจะให้เป็นเรื่องทางศาสนาขึ้นมา เราเรียกวันนี้

น.19 ๑๗ ว่า วันพระธรรม เราเรียกวันเพ็ญ วิสาขะ ว่าวันพระพุทธเจ้า เรียกวันเพ็ญอาสาฬหะว่าวันพระธรรม เรียกวันเพ็ญมาฆะ ว่าวันพระสงฆ์ เรื่องนี้ บางคนก็ไม่ยอมรับนับถืออย่างนี้ แต่อาตมามีความเห็นอย่างนี้ ใครจะเห็นเหมือนกันหรือไม่ ก็ตามใจ ที่ว่าวันวิสาขะบูชาเพ็ญเดือนหก เป็นวันพระพุทธ- เจ้านั้น พอพูดขึ้นก็คงจะไม่มีใครค้านเพราะว่าเพ็ญวันนั้น เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติตรัสรู้ และนิพพาน เพราะ ฉะนั้นจึงเป็นวันพระพุทธเจ้าไปได้ทันที ส่วนวันเพ็ญเดือน อาสาฬหะ คือเดือนแปดนี้ ที่อาตมาถือว่าเป็นวันพระธรรม ไม่ใช่ว่าเพราะมันเป็นวันถัดมาต่อมาจากวันวิสาขะ แล้วก็จะ เรียกว่าวันพระธรรม อย่างนี้ก็ไม่ใช่หรือไม่เชิง ที่เรียกวันนี้ วันพระธรรม ก็เพราะว่าเป็นวันที่พระองค์ทรงแสดง ธรรมเป็นครั้งแรก จนเราเรียกการแสดงนี้ว่า ธัมมจักกัปป วัตตนะ คือการยังธรรมจักรให้เป็นไป เป็นวันที่ทรงแสดง อริยสัจ และมรรคมีองค์แปด ซึ่งเป็นหลักธรรมสำคัญที่ พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วก็นำมาแสดงในวันนี้ ดังนั้นจึงถือวันนี้

น.20 ๑๘ ว่าเป็นวันพระธรรม ต่อไปอีกจนถึงเดือนสาม ก็เป็นวันที่ ทรงประชุมสงฆ์ ตั้งพันสองร้อยห้าสิบองค์ บรรดาสงฆ์ เหล่านั้นล้วนแต่ได้เข้าถึงพระธรรมนั้นแล้ว และพระองค์ ทรงย้ำโอวาทปาฏิโมกข์ ให้เป็นคำพูดสั้น ๆ เป็นหัวใจของ พระธรรมทั้งหมดแก่พระสงฆ์พันสองร้อยห้าสิบรูปนั้น ซึ่งมา ประชุมกันเป็นครั้งแรก อาตมาจึงเห็นว่าควรเรียกวันนั้นว่า วันพระสงฆ์ คือพระองค์ได้ประดิษฐานคณะสงฆ์ขึ้นในโลก เป็นปึกแผ่นครั้งแรกในวันนั้น ดังนั้นเราจึงได้วันวิสาขบูชา เป็นวันพระพุทธ วันอาสาฬหบูชานี้เป็นวันพระธรรม และ วันมาฆบูชานั้นเป็นวันพระสงฆ์ ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็น ด้วยก็ตามใจ แต่ว่าเหตุผลที่อาตมาอยากจะให้ท่านทั้งหลาย นำไปคิดไปนึกนั้นมันมีอยู่อย่างนี้จริง ๆ สมมุติว่าท่านทั้งหลายเชื่อตามที่อาตมากล่าว ก็เป็น อันว่าเราจะถือว่าวันนี้เป็นวันพระธรรม เดี๋ยวนี้เรามานั่งอยู่ ที่นี่ในฐานะที่เป็นวันพระธรรม มาที่สวนโมกข์ให้ตรงกับ วันนี้ ก็เพื่อจะมีวันพระธรรมที่สวนโมกข์ด้วยกันสักวันหนึ่ง และเดี๋ยวนี้ก็กำลังเป็นอย่างนั้นแล้ว และท่านก็ต้องระวัง

น.21 ๑๙ ดูให้ดี ๆ ว่า วันพระธรรมวันนี้ก็ขอให้เป็นวันพระธรรมกัน จริง ๆ อย่าให้เป็นแต่ปากหรือเป็นไปอย่างละเมอ ๆ ถ้าจะ ให้เป็นวันพระธรรมกันจริง ๆ จะต้องทำอย่างไร มันก็ไม่มี อะไรมากไปกว่าที่จะทำอะไรๆ ให้ตรงกับความประสงค์ หรือ วัตถุประสงค์ของการมีสวนโมกข์ ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง คือเป็นเกลอกับธรรมชาติ ได้ยินก้อนหินพูด ได้ยินต้นไม้พูด มันพูดว่าอะไร มันพูดว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านพูด เพราะธรรมชาติ โดยบริสุทธิ์แล้ว พูดอย่างนี้ทั้งนั้น ก้อนหินก็แสดงอาการ ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร อาการที่แสดงออกมานั่นแหละคือ คำพูดของมัน ดังนั้นเราต้องฟังให้ได้ยินและรู้ว่า มันก็พูดว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เหมือนที่พระพุทธ- เจ้าพูด ที่เรามานั่งใกล้ก้อนหิน ต้นไม้ ก้อนดินอะไรในวันนี้ ได้ยินสิ่งนี้พูดว่าอย่างนี้แล้ว ก็ดูเหมือนจะพอแล้ว ว่าวัน พระธรรม ของเรานั้นมีความหมาย เพราะว่าพระธรรมนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าความไม่ยึดมั่นถือมั่น พระพุทธเจ้าก็ตรัส อย่างนี้ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ธรรมทั้งหลาย ทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตนหรือว่าของตน

น.22 ๒๐ เดี๋ยวนี้ที่นี่เราถือว่าเป็นวันพระธรรม เราก็ต้องมี พระธรรม คือธรรมข้อนี้กันจริงๆ ถ้าที่อื่นหรือเวลาอื่นเรา มีไม่ได้ เดี๋ยวนี้เราต้องมีให้ได้ นั่งอยู่ที่นี่ในลักษณะอย่างนี้ ในวันเช่นนี้เราต้องมีให้ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นมันไม่เป็นวัน พระธรรม มันก็เป็นวันอื่นไปเสียอีก ถ้าอย่างไรช่วยกันทำให้ วันนี้เป็นวันพระธรรมกัน ๆ สักทีเถิด คือมีความตั้งอกตั้งใจ ให้ดี ๆ ระมัดระวังในข้อที่ว่า อย่าได้เกิดความยึดมั่นถือมั่น ใด ๆ ขึ้นมาในวันนี้เลย จงนึกถึงความน่าละอายและความ น่ากลัวในการที่จะไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดว่าตัวกูว่าของกู ว่าโดยที่แท้แล้ว ความยึดมั่นว่าตัวกู ว่าของกูนั่นแหละ ทำให้ ถูกสุนัขด่า ทำให้ถูกลิงด่า หรือถูกอะไร ๆ ค่าไปหมด ว่ามนุษย์นี้มีแต่ความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูว่าของกูไม่มีอะไรที่ บริสุทธิ์สะอาดที่ตรงไหนเลย เดี๋ยวนี้วันหนึ่งคืนหนึ่งนี้เรียกว่า เป็นวันพระธรรมแล้ว ช่วยกันชำระชะล้างอย่าให้เกิดสิ่งที่ ไม่ใช่พระธรรมขึ้นมาในจิตในใจ กล่าวคือความยึดมั่นถือมั่น แต่ให้มีพระธรรม คือความไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่เป็นประจำ แล้วเอิบอาบซึมซาบเยือกเย็นอยู่ด้วยรสของพระธรรมนั้นเถิด ถ้าทำอะไรไม่เป็น ก็ทำตามอย่างก้อนหิน ต้นไม้ก็แล้วกัน

น.23 ๒๑ ไปหาที่สงบ แล้วนั่งดูมัน ว่ามันแสดงอาการอย่างไร แล้วก้ม หูลงพังมันว่ามันพูดว่าอย่างไร แล้วก็พยายามทำตามที่มันพูด หรือมันแสดงให้ดู ก็จะถูกต้องตามคลองของพระธรรม ทุกอย่างทุกประการโดยไม่ต้องสงสัยเลย นี่แหละมันสะดวก ดายมันง่ายดายหรือเปล่า ในการที่จะมีวันพระธรรมกันที่นี่ ในลักษณะแห่งความใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างนี้ ซึ่งเป็นการ จัดไปตามวัตถุประสงค์ของการมีสวนโมกข์ ตั้งแต่ต้นมา จนบัดนี้ วันอาสาฬหปุณมีในทางศาสนามีความหมายว่าเป็น วันพระธรรมในลักษณะอย่างนี้ วันนี้จึงกลายเป็นวันทาง ศาสนาขึ้นมา ไม่ใช่เป็นวันในปฏิทินแล้ว เมื่อเป็นวันทาง ศาสนาขึ้นมาแล้ว ก็มีความศักดิ์สิทธิ์ สำหรับที่จะเป็นเครื่อง ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือว่าจะเป็นเครื่อง ตักเตือนตนด้วยตน หรือว่าจะเป็นการ เอาชนะสิ่งซึ่งเป็น ข้าศึกให้ได้ ถ้าเราจะเรียกกันอย่างภาษาชาวบ้าน เดี๋ยวนี้ ซึ่งเขาชอบเรียกกันว่า ชัยชนะ ชัยชนะ แม้ว่าคำนี้จะเป็น คำพูดที่พูดไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น แต่มันก็เป็นคำที่มีความ

น.24 ๒๒ หมายดีอยู่ ถ้ารู้จักใช้ให้ถูกวิธี มันก็จะนำไปสู่ความหลุดพ้น ได้ เพราะว่าชนะนั้นดีกว่าแพ้แน่นอน แต่พระพุทธเจ้าท่าน สอนไปอีกอย่างหนึ่งว่า อย่ารู้จักแพ้ อย่ารู้จักชนะเลย ให้อยู่ เหนือความแพ้และความชนะเสมอไป นั่นแหละคือความหมาย ของคำว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่เดี๋ยวนี้สมมุติว่าเราอยู่กับพวกคน ที่เขายังไม่ถึงขนาดที่จะอยู่เหนือแพ้และชนะ ยังต้องการชนะ กันอยู่ เราก็พลอยชนะไปกับเขาด้วยก็ได้ แต่ว่าชนะให้มัน ถูกทาง ให้มันเป็นชนะจริงๆ วันพระธรรมต้องเป็นวันชนะ ชนะอะไรก็ชนะข้าศึก อะไรเป็นข้าศึกที่สุด ก็คือกิเลส หรือความยึดมั่นถือมั่น ด้วยความเขลาความหลง ว่าเรา ว่าของเรานั้นเอง ชนะสิ่งนี้ได้เป็นการชนะทั้งหมด และชนะ ประเสริฐที่สุดด้วย วันนี้ต้องเป็นวันชนะ วันพระธรรมต้อง เป็นวันชนะ คือพระธรรมชนะแก่อธรรม หรือว่าความดับทุกข์ ชนะความทุกข์ ก็เหมือนกันหมด คือมีความหมายเหมือน กันหมด ทีนี้มีเรื่องที่น่านึกอยู่เรื่องหนึ่ง คือว่าวันในระยะนี้ มันพ้องกับสมัยที่ว่า มนุษย์สามารถไปดวงจันทร์แล้วกลับมา ได้ เขาตะโกนกันทั่วโลกอย่างระบือลือชาทีเดียวว่า ชัยชนะ

น.25 ๒๓ ของมนุษย์ ! ชัยชนะของมนุษย์ : ชัยชนะสูงสุดของมนุษย์ ! ไม่เชื่อก็ไปฟังทางวิทยุทางทีวีทางอะไรต่าง ๆ เถอะ จะได้ยิน แต่คำว่า ชัยชนะของมนุษย์ ส่วนคนที่ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่พังวิทยุมันก็ไม่รู้ ก็ตามใจ แต่ว่ามนุษย์ส่วนมากในโลก เวลานี้พูดถึงชัยชนะของมนุษย์ที่ไปดวงจันทร์ได้ และเรียกว่า ชนะดวงจันทร์ นี้มันก็แสดงว่า มนุษย์นี้ก็มัวเมาในชัยชนะ ต้องการชัยชนะ พอมองเห็นลู่ทางที่จะพูดออกมาได้ว่า ชนะ แล้ว ก็เป็นพูดกันทีเดียว แล้วก็พูดกันมากพูดกันอย่างยิ่งว่า ชัยชนะของมนุษย์ บางคนพูดไปถึงว่า ชนะดวงจันทร์ พิชิตดวงจันทร์ได้ อะไรทำนองนี้ ก็ล้วนแต่เป็นชัยชนะของ มนุษย์ ทีนี้เราก็มาพอดีกันเข้ากับวันนี้ ซึ่งเป็นวันพระธรรม เป็นวันชนะของมนุษย์เหมือนกัน นี่อาตมาขอเถียงขอแย้ง ขอทวงสิทธิอะไรก็ตามใจ ว่าวันนี้ก็เป็นวันชัยชนะของมนุษย์ เหมือนกัน พวกนั้นก็พูดว่า วันที่ไปดวงจันทร์ได้นั้น ก็เป็น วันชัยชนะของมนุษย์ มันก็เลยมาพบกันเข้าว่า ชัยชนะของ มนุษย์นี้มันอย่างไรกันแน่ อาตมาถือว่า วันที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้ ชนะกิเลส เอาธรรมะนี้มาสอนให้มนุษย์ปฏิบัติ ตามได้นี้แหละ คือวันชนะของมนุษย์ โดยเฉพาะ คือวัน

น.26 ๒๔ อาสาฬหบูชานี้เอง อาตมาถืออย่างนี้ ทีนี้พวกหนึ่งเขาถือว่า ชัยชนะสูงสุดของมนุษย์ คือไปดวงจันทร์ได้ เพราะเพิ่งมีไม่ กี่วันนี้เอง นี่ท่านทั้งหลายจะเอาอย่างไหน จะเอาชัยชนะ อย่างไหน หรือจะเห็นด้วยกับฝ่ายไหน จะร่วมวงร่วมมือกัน กับฝ่ายไหน ดู ๆ ไปก็คล้าย ๆ กับว่า สมัครเข้ากับพวกไป ดวงจันทร์เสียมากกว่า อ่านหนังสือพิมพ์กันยกใหญ่ ดูทีวี กันยกใหญ่ ฟังวิทยุกันยกใหญ่ เข้าร่วมแรงกันกับพวกไป ดวงจันทร์กันทั้งนั้น ก็หมายความว่า คนเหล่านั้นกำลังหลง ชัยชนะของมนุษย์ในทางวัตถุ คือไปดวงจันทร์นั่นเอง เป็นที่น่านึกน่าคิด แล้วก็คิดต่อไปว่า มันน่าหัวเราะ หรือว่ามันน่าบูชาเลื่อมใสอย่างไรกันแน่ ดูๆมันออกจะสับสน กันไปหมด บางทีก็เป็นพุทธบริษัท เป็นพระเป็นเณรด้วย ซ้ำไป ก็พลอยไปตื่นเต้นกับชัยชนะของมนุษย์ที่ดวงจันทร์ ด้วยเหมือนกัน ลืมพระพุทธเจ้า ลืมพระธรรม ลืมพระสงฆ์ หมดเลย ไม่รู้ว่าชัยชนะของมนุษย์ที่เป็นชัยชนะสูงสุด และ แท้จริงนั้นมันอยู่ที่ไหน ถ้ายอมรับชัยชนะด้วยกันทั้งสองฝ่าย มันก็ต้องแบ่งแยกกันว่า เป็นชัยชนะอย่างวัตถุอย่างหนึ่ง

น.27 ๒๕ แล้วก็เป็นชัยชนะทางจิตใจอีกอย่างหนึ่ง การไปดวงจันทร์ได้ และชนะดวงจันทร์ได้นั้น มันก็คือชนะทางวัตถุ เพราะว่า ดวงจันทร์นั้นเป็นวัตถุ และความประสงค์ของผู้ที่จะไป ดวงจันทร์ ก็เป็นเรื่องทางวัตถุล้วน ๆ เพราะฉะนั้นชัยชนะ ที่ไปดวงจันทร์ได้นั้น เป็นชัยชนะทางวัตถุ ชนะวัตถุดูมัน ก็น่าหวัว เพราะมันไม่เกี่ยวกับความทุกข์ ความทุกข์นั้นมัน เป็นเรื่องจิตใจ ทีนี้เราต้องการสันติภาพ สันติภาพมันเป็นเรื่องของ จิตใจ แล้วจะไปชนะดวงจันทร์ซึ่งเป็นวัตถุ มันจะเข้ารูปกัน ได้อย่างไรก็ลองไปคิดดู ในที่สุด ก็จะต้องหันมามองกันในแง่ ในทางจิตทางใจ ในทางวิญญาณ ว่าความชนะก็ตาม สันติ- ภาพก็ตาม มันต้องเป็นเรื่องทางจิตใจ ฉะนั้นเรื่องของวันนี้ น่าสนใจกว่าไปดวงจันทร์ตั้งหลายร้อยหลายพันเท่า เพราะเรา จะตั้งคำถามขึ้นมาได้ง่าย ๆ ว่า อะไรจะนำมาซึ่งสันติภาพ ชัยชนะชนิดไหนจะนำมาซึ่งสันติภาพ ชัยชนะต่อกิเลส ชนะ ตัวเอง บังคับตัวเองได้ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีกิเลสอีกต่อไป นี้เรียกว่าชัยชนะของมนุษย์ที่สูงสุด นำมาซึ่งสันติภาพหรือไม่

น.28 ๒๖ ถ้าไปดวงจันทร์ได้นั้น มันนำมาซึ่งสันติภาพ หรือไม่ อาตมาเห็นว่า การไปดวงจันทร์ได้ ยังไม่นำมา ซึ่งสันติภาพ แล้วก็เป็นการพ่ายแพ้แก่ดวงจันทร์ แล้วการ กระทำนี้ เป็นการกระทำเพื่อขู่ขวัญกัน เพื่ออวดฝีมือ ในโลกนี้กันอย่างมากเท่านั้นเอง แล้วมันจะนำมาซึ่งสันติภาพ อย่างไร ความรู้สึกของเราที่เป็นพุทธบริษัท รู้สึกว่านี่แหละ คือวันที่พ่ายแพ้แก่ดวงจันทร์ถึงที่สุดแล้ว เมื่อก่อนนี้ ดวงจันทร์ยังไม่ทำอะไรให้เราลำบากมากเหมือนอย่างนี้ ไม่เสียเวลามากเหมือนอย่างนี้ ไว้ดูเล่นสวย ๆ ในท้องฟ้า ในลักษณะที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ก็เรียกว่าพระจันทร์ ดวงจันทร์ นั้นเราไม่ได้เรียกว่าดวงจันทร์ เราเรียกว่าพระจันทร์ ใส่คำ ว่าพระเข้าไปให้ มันก็เป็นเรื่องสูง เรื่องประเสริฐ เรื่อง อะไรไปทีเดียว ไม่ได้เคยไปแตะต้องกับพระจันทร์ พระ- จันทร์ก็ยังไม่ทำอะไรแก่ใครมาก เดี๋ยวนี้คนเก่งขึ้นทุกที ๆ ที่ยอมลำบาก ยอมหมดเปลือง ยอมเป็น ยอมตาย ยอมอะไร ทุกอย่าง ที่จะไปถึงพระจันทร์ให้ได้ แต่ว่าพอไปถึงได้เข้า จริง ก็เรียกว่าชนะพระจันทร์ เพราะว่าเขาไปได้ แต่ถ้าเรา มองดูอีกแง่หนึ่งแล้วว่า ข้อที่เราพ่ายแพ้แก่กิเลสมาก

น.29 ๒๗ ถึงขนาดลงทุนลงแรง ยอมเหน็ดยอมเหนื่อยอะไรทุกอย่าง ไปจนถึงพระจันทร์ได้นั้น มันเป็นความพ่ายแพ้แก่พระจันทร์ คือว่าพระจันทร์เป็นฝ่ายทำให้มนุษย์นี้ต้องมีความทุกข์ ที่ว่า ทุกโข-นำมาซึ่งทุกข์อย่างนี้ เรื่องไปดวงจันทร์นี้เป็นเรื่อง นำมาซึ่งความลำบาก อนริโย-ไม่เป็นเรื่องของพระอริยเจ้า คือพระอริยเจ้าไม่เคยพยายามไปดวงจันทร์ให้เหน็ดเหนื่อย เสียเวลา หรือหมดเปลือง อนตฺถสญฺหิโต-ไม่ประกอบไป ด้วยประโยชน์เลย ทุกโข-เป็นทุกข์ อนริโย-ไม่ประเสริฐ อนตฺถสฺหิโต-ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เลย เมื่อเรายอมหมดเปลืองไปในลักษณะเช่นนี้ เพราะ ความหลงที่จะได้ชื่อว่าได้ชัยชนะจากดวงจันทร์นี้ แล้วก็คิดว่า ชนะ แต่ถ้ามองดูในด้านจิตด้านวิญญาณแล้ว มันเป็น ความพ่ายแพ้ เช่นเดียวกับว่า เราจะมองไปอีกทางหนึ่ง เราก็เห็นเป็นคนจัดดอกไม้ แต่ถ้ามองไปอีกทางหนึ่ง ก็เห็น ชัดว่า ดอกไม้มันจัดหัวใจคน นี่แหละเราชนะดวงจันทร์ ซึ่งเป็นก้อนดินได้ แต่ดวงจันทร์นั้นก็ชนะหัวใจของมนุษย์ได้ บังคับให้มนุษย์ทำทุกอย่าง ๆ ๆ ๆ ๆ โดยไม่กลัวตายได้ นี้

น.30 ๒๘ เรียกว่าดวงจันทร์จัด หรือชนะหัวใจมนุษย์ มนุษย์ก็ชนะได้ แต่ก้อนดินที่มีอยู่บนดวงจันทร์ หรือเป็นตัวดวงจันทร์ เดี๋ยวนี้อยากจะเรียกว่า "อ้ายจันทร์" กันเสียแล้ว. เพราะว่า มันไม่มีอะไรมากไปกว่าโลกร้าง ๆ เล็กๆดวงหนึ่ง ใช้ ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย มนุษย์ไปถึงแล้วก็พบความจริงว่า อ้ายดวงจันทร์สวย ๆ ที่เราเคยเรียกว่าพระจันทร์นั้น ควรจะ เรียกว่า อ้ายจันทร์เสียดีกว่า เพราะว่าเป็นโลกร้าง ๆ เป็นดิน ร้างๆ ไม่มีประโยชน์อะไร กลางวันก็มีความร้อนสูงจนเผาไหม้ ไปหมด กลางคืนก็เย็นจนถึงกับตาย แล้วก็ไม่มีอะไรที่มนุษย์ จะใช้ประโยชน์ได้ เป็นซากเศษของก้อนหินก้อนดินที่ร้างแล้ว นี่แหละจึงควรจะเรียกว่าอ้ายจันทร์ ไม่อยากจะเรียกว่า พระจันทร์อีกต่อไป นี่แหละผลมันได้มันเป็นเพียงอย่างนี้ มันจะนำความรู้ความสงบสุข หรือชัยชนะอะไรมาให้ได้ ท่านทั้งหลายลองคิดดูเถิด เราจะไปหลงในเรื่องฝ่ายวัตถุชนิดนั้นไม่ได้ เพราะว่า ความมุ่งหมายของพุทธบริษัทนั้น ต้องการจะดับทุกข์ซึ่งเป็น ทางฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ ที่นี้เขาทำกันไปในลักษณะที่ว่าจะ อวดฝีมือกัน คอยจะขู่ขวัญกัน ให้ฝ่ายหนึ่งยอมแพ้ทางจิตใจ

น.31 ๒๕ ใครไปดวงจันทร์ได้ก่อนก็ขู่อีกฝ่ายหนึ่งได้ หรืออวดฝีมือกันได้ อย่างนี้มันเป็นเรื่องทางวัตถุทั้งนั้น ถ้าเป็นชัยชนะก็ชนะทาง วัตถุ ตามภาษาของคนที่นิยมวัตถุ แต่ถ้ามองดูในเรื่องของ จิตใจแล้ว มันเป็นของความพ่ายแพ้ คือดวงจันทร์ หรือ อ้ายจันทร์นั่นแหละมันเป็นฝ่ายชนะมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์จะเป็น ผู้ชนะพระจันทร์ไปได้เลย เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจะเป็นพุทธบริษัทกันให้ถูก ต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไปแล้ว จะต้องมองดูสิ่งต่าง ๆ ในทางจิต ทางวิญญาณ หรือในทางนามธรรมอย่างนี้เสมอไป อย่าได้ไป มองดูในทางฝ่ายวัตถุล้วน ๆ เลย และรู้จักความหมายของคำ ว่าชนะ หรือรอดพ้น อะไรทำนองนี้ไว้ให้ดีๆ ถ้าว่าชนะ จริงแล้วก็ต้องชนะทางจิตทางใจได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วไม่ใช่ ชนะ มันเป็นเรื่องทำอะไรได้แปลก ๆ เท่านั้น หรือว่าถ้าจะพูดให้ตรงกว่านั้น มันเป็นเรื่องการ กระทำของคนบ้าถึงขนาดหนัก เท่านั้นเอง มันจึงทนทำของ ยุ่งยากลำบากหมดเปลืองอยู่ได้ แต่ถ้าว่าจะต้องการความ ดับทุกข์หรือสันติภาพโดยตรงกันแล้ว มันไม่ต้องมากมายถึง

น.32 ๓๐ อย่างนั้น มันไม่ต้องลงทุนมากถึงอย่างนั้น ไม่ต้องลำบากมาก ถึงอย่างนั้น ก็ยังทำให้มีสันติภาพและความสงบสุขอันแท้ จริงได้ นี่แหละเป็นความแตกต่างกัน ระหว่างเรื่องทางฝ่าย วัตถุกับเรื่องทางวิญญาณ สำหรับชัยชนะนั้น มามองดูกัน ให้ดี ๆ มันจะมีอยู่หลายแง่หลายมุมหลายนัย เช่น การชนะ วัตถุล้วน ๆ นี้มันก็อย่างหนึ่ง การไปที่ก้อนดวงจันทร์ ก้อนนั้นได มันเป็นการชนะวัตถุล้วน ๆ ชนะอย่างนี้ไม่นำมา ซึ่งสันติภาพ หรือไม่เกี่ยวกับสันติภาพ หรือว่าอาจจะเป็น ข้าศึกแก่สันติภาพก็ได้ ถ้าหากว่าทำเพื่อขู่ขวัญกันหรือเพื่อ อวดฝีมือกัน ทีนี้ถ้ามันทำไปโดยบริสุทธิ์ใจ มันก็เพียงให้มี ความรู้ในเรื่องวัตถุมากขึ้นเท่านั้นเอง ความรู้ทางวัตถุจะมาก ขึ้นเท่าไร ก็ไม่สามารถจะดับทุกข์ได้ ไม่ชนะกิเลสได้ เพราะ ฉะนั้นการชนะวัตถุล้วน ๆ คือชนะก้อนดวงจันทร์นั้น ไม่นำ มาซึ่งสันติภาพ เพราะว่าสันติภาพเป็นเรื่องทางจิตใจ คนต้อง มีจิตใจเป็นสันติ โลกนี้จึงจะมีสันติ จึงกล่าวได้ว่าชนะวัตถุ ไม่นำมาซึ่งสันติภาพ

น.33 ๓๑ ทีนี้การชนะผู้อื่น ซึ่งเป็นมนุษย์ เป็นคู่ปรปักษ์ หรือเป็นคู่แข่งขันกันนี้ ก็ไม่นำมาซึ่งสันติภาพ จงฟัง ดูให้ดี ๆ ว่า ชนะวัตถุล้วน ๆ เช่นก้อนดวงจันทร์เป็นต้นนั้น ก็ไม่นำมาซึ่งสันติภาพ เพราะฉะนั้นการชนะมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งเป็นคู่ปรปักษ์คู่แข่งขัน คู่อะไรก็ตาม มันก็ไม่นำมาซึ่ง สันติภาพ เพราะว่ามันทำให้สร้างความเกลียดชัง อาฆาต จองเวรอะไรกันมากขึ้น แล้วก็กลับแพ้ กลับชนะอย่างรุนแรง กันไปมา ๆ ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ดังนั้นการชนะคู่ปรปักษ์นั้นไม่นำ มาซึ่งสันติภาพ แต่การชนะตนคือชนะกิเลสของตนเท่านั้น ที่จะนำมาซึ่งสันติภาพ ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัส ดังที่ได้ ยกขึ้นมาไว้เป็นนิเขปบทข้างต้นว่า - อตฺตา หเว ซิตํเสยโย - ชนะตนนั่นแลเป็นดี อตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ - บังคับตนได้แล้ว ย่อมนำมาซึ่งความสุขดังนี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ชนะตนนั่นแลเป็นดีเลิศ นี้หมายความว่า ชนะตัวเอง อะไรเป็นตัวเอง ในที่นี้ก็หมายถึง อ้ายความโง่ ว่าตัวกว่าของกูนั่นแหละ คือตน อุปาทานว่าตัวกู ว่าของกูนั่นแหละคือตน อุปทานนั้นคือกิเลส เพราะฉะนั้น

น.34 ๓๒ กิเลสนั่นแหละคือตน ที่นี้ชนะกิเลสหรือตนเสียให้ได้ ก็จะนำ มาซึ่งความสุขหรือสันติภาพแก่ตน ดังนั้นทุกคน ๆ จะต้อง พยายามชนะตน คือชนะกิเลสของตนให้ได้ แล้วการชนะนั้น จะนำมาซึ่งสันติภาพกล่าวคือพระนิพพาน ในปริยายใด ปริยาย หนึ่ง ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรืออันดับใดอันดับหนึ่ง ไม่มากก็น้อย มันจึงเป็นสันติภาพขึ้นมา การชนะตนเท่านั้น นำมาซึ่งสันติภาพ ทีนี้ดูต่อไปอีก การชนะน้ำใจผู้อื่น หลังจากที่ชนะ ตนแล้ว ให้เหมือนกับที่ตนชนะตนเท่านั้น จะยิ่งนำมาซึ่ง สันติภาพของสากลโลก หรือของสากลจักรวาล ข้อนี้ หมายความว่า เมื่อเรา ชนะตัวเราเองได้ จริงๆ แล้ว หมดความเห็นแก่ตนแล้ว เราชนะน้ำใจผู้อื่น ให้เขาหมด ความเห็นแก่ตัวอย่างเราบ้าง เหมือนกับที่เราได้หมดแล้ว นั่นแหละจะนำมาซึ่งสันติภาพของสากลโลก สากลจักรวาล แต่การที่เราจะชนะน้ำใจของผู้อื่นได้นั้น เราจะต้องชนะตนเอง เสียก่อน เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่าน ชนะตนเองแล้ว ท่านจึงชนะน้ำใจผู้อื่น ทำให้มีสาวกคือผู้ที่

น.35 ๓๓ ประพฤติตามท่านขึ้นมาจำนวนมาก แล้วก็ทำให้เกิดสันติสุข ขึ้นมาในโลกนี้ เพราะฉะนั้นการชนะน้ำใจผู้อื่น หลังจากที่ตน ชนะใจตนเองแล้วเท่านั้น จะนำมาซึ่งสันติภาพของสากลโลก ส่วนการชนะโลกร้างเล็ก ๆ เช่นก้อนดวงจันทร์ ซึ่งเป็น บริวารของโลก ๆ นี้นั้นมันเป็นการชนะที่น่าหัวเราะมากกว่า การชนะที่น่าบูชา ดูให้ดี ๆ เถิดว่า อ้ายการชนะโลกร้างเล็ก ๆ คือก้อนดวงจันทร์ที่เป็นบริวารของโลกนี้ มันน่าหวัว มันไม่ นำมาซึ่งสันติภาพของโลก หรือของสากลโลก แม้แต่ชนะ ข้าศึกศัตรู มันก็ไม่นำมาซึ่งสันติภาพ แต่การชนะตนนำมาซึ่ง สันติภาพ อย่างน้อยก็ส่วนตน การที่ชนะน้ำใจผู้อื่นหลังจากที่ ชนะตนแล้ว นั่นแหละมันนำมาซึ่งสันติภาพของมนุษย์ทั้งมวล ทีนี้จะมองดูการชนะโลกร้างเล็ก ๆ คือก้อนดวงจันทร์ นี้ มันก็เป็นสิ่งที่น่าหวัว แสนจะน่าหวัว แต่ทีนี้เรามาพูดกัน ใหม่โดยภาษาธรรม ว่าชนะดวงจันทร์ ชนะดวงอาทิตย์ ชนะ ดวงดาวทั้งหมดอีกด้วย แต่ว่าพูดกันในภาษาธรรม ไม่ใช่ ภาษาโลกหรือภาษาคน ถ้าพูดในภาษาธรรม การชนะ ดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ หรือดวงอะไรก็ตามนั้น เราชนะ

น.36 ๓๔ ดวงดาวเหล่านั้นได้ โดยที่เราไม่มีตัณหา อุปาทานใด ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับดวงดาวเหล่านั้น ตรงนี้ท่านต้องพึ่งดูให้ดี ๆ สักหน่อย ว่าอาตมากำลังพูดว่า เราจะชนะดวงดาวทั่วสากล จักรวาลได้ ก็โดยที่เราไม่มีตัณหาอุปาทานชนิดใด ๆ เข้าไป เกี่ยวข้องกับดวงดาวเหล่านั้น ดังนั้นดวงดาวเหล่านั้นมันก็ไม่ ย่ำยีหัวใจเรา ไม่บังคับจิตใจเรา ไม่ทำให้เราเกิดความทะเยอ ทะยานหิวกระหายอย่างใดอย่างหนึ่งเลย อย่างนี้แหละเรียกว่า เราชนะดวงอาทิตย์ ชนะดวงจันทร์ ดวงดาว ดาวอังคาร ดาว พระศุกร ดาวอะไรทุกอย่าง บรรดามีในสากลจักรวาล นี้คือ การชนะสิ่งเหล่านั้น ตามภาษาธรรมในพระพุทธศาสนา และ เป็นการชนะสิ่งเหล่านั้นจริง คือเราเป็นฝ่ายชนะ เป็นฝ่ายที่ ไม่ทุกข์ ไม่มีความทุกข์เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป อย่าได้มี ตัณหา อุปาทานในสิ่งเหล่านั้นว่า สัตว์บุคคลตัวตน เราเขา อย่าได้มีความอยากมีความต้องการในสิ่งเหล่านั้น ในฐานะ เป็นสิ่งที่อยากได้อยากเอา หรืออุปาทานใด ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น ในสิ่งเหล่านั้นแล้ว นั่นแหละเรียกว่ามีโมกษะแก่จิตใจ คือ จิตใจหลุดพ้นแล้ว จากความผูกพันโดยประการทั้งปวง เรา

น.37 ๓๕ ต้องการโมกขะหรือโมกษะ คือความรอดพ้นออกไปได้จาก ความผูกพันของสิ่งทั้งปวง เรามีวิธีของเราโดยเฉพาะ ตามวิธี ที่พระพุทธเจ้าผู้ชนะแล้วได้สอนไว้ คืออย่ามีตัณหาอุปาทาน ในสิ่งใด ก็เป็นอันว่าชนะสิ่งนั้น เดี๋ยวนี้เราไม่มีตัณหาอุปาทาน ในธรรมทั้งปวง คือในสิ่งทั้งปวง เราก็เป็นอันว่าชนะสิ่ง ทั้งปวง ดวงจันทร์ก็กลายเป็นของที่เล็กเท่าขี้ฝุ่นไป เพราะว่า สิ่งทั้งปวงมันยังมีมากกว่านี้มาก ท่านทั้งหลายต้องฟังดูให้ดี ๆ ว่า อาตมากำลังพูดว่า ชนะสิ่งทั้งปวง สิ่งทั้งปวงนั้นมันมากเท่าไร ถ้าจะนำไปเปรียบ เทียบกับดวงจันทร์ ซึ่งเป็นก้อน ก้อนหนึ่งเล็ก ๆ ในจักรวาลนี้ เราชนะทั้งหมดในจักรวาลนี้ มันก็มากกว่าที่จะไปชนะวัตถุ ก้อนเท่าดวงจันทร์ก้อนหนึ่ง พุทธบริษัทจะต้องมีจิตใจเป็น โมกขะ คือพ้นจากความครอบงำ ผูกพันหน่วงเหนี่ยวอะไร ต่าง ๆ ของสิ่งทั้งปวง จากสิ่งทั้งปวง นั่นแหละคือความรอด หรือสันติภาพ หรือชัยชนะ ที่ครบถ้วน ที่สมบูรณ์และถูกต้อง วันนี้เป็นวันพระธรรม และวันนี้ก็เป็น วันชัยชนะ ของพระธรรม ที่ชนะโลก คือพระธรรมจะครอบงำโลก ให้

น.38 ๓๖ โลกนี้คงอยู่แต่ในสภาพที่สะอาด สว่าง สงบ พระธรรม ชนะโลกในวันนี้ คือวันอาสาฬหบูชานี้ เราก็ต้องช่วยกันทำ ให้ดี ๆ ให้เข้ารูปกันกับความหมายอันนี้ ว่าเราจะต้องชนะสิ่ง ทั้งปวง ดวงจันทร์กลายเป็นของขี้เล็บ ขี้ฝุ่น นิดเดียวไป เท่านั้นเอง ไม่ต้องพูดถึง แต่เราจะต้องชนะสิ่งทั้งปวง ทั้งหมด ทั้งสิ้น และที่มันใหญ่หลวงยิ่งกว่าสิ่งใด ก็คือ ตัวกู - ของกู คำพูดเพียงสองคำเล็กๆ นี้ แต่ตัวมันใหญ่มาก ใหญ่กว่าสากลจักรวาล เราต้องชนะสิ่งนี้ สิ่งเดียวเท่านั้น แล้วก็จะเป็นอันชนะหมดทุกสิ่ง ไม่มีอะไรเหลือ ชนะแล้วก็ โมกขะ หรือโมกษะ คือรอดพ้น หลุดพ้นออกไปได้ ตามความมุ่งหมายของพระธรรม ที่จะช่วยปลดปล่อยสัตว์ ทั้งหลายให้รอดพ้นออกไปได้จากความทุกข์ สรุปความทั้งหมดตามที่กล่าวมา ท่านทั้งหลายควร จะเข้าใจว่า วันนี้ เป็นวันสำคัญสำหรับพวกเราทุกคน ใน ฐานะที่เป็นวันอาสาฬหบูชา ท่านมาที่นี่ก็เพราะความหมาย อันนี้ ว่าจะมาทำอาสาฬหบูชาที่นี่ อาตมากลัวไปว่า ท่านทั้งหลายจะได้อะไรน้อยเกินไป ในการมาที่นี่ จึงได้กล่าว

น.39 ๓๗ อย่างนี้ โดยไม่ต้องเกรงอกเกรงใจ ว่าจงระวังให้ดี ๆ ให้ได้ อะไรที่นี่ ตรงตามความประสงค์มุ่งหมายและให้มากให้พอ สมควรแก่กัน จึงจะไม่เสียทีที่มา ไม่เหนื่อยเปล่าไม่เปลือง เปล่าด้วยกันทุกคน ทั้งหมดนี้เป็นการกล่าวเพื่อการเตรียมตน เพื่อจะทำให้ได้ซึ่งสิ่งที่กล่าวแล้ว คือการทำอาสาฬหบูชาใน อันดับต่อไปในเย็นวันนี้ เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายจงเตรียมจิต เตรียมใจ เตรียมความรู้สึกคิดนึกไว้ให้พร้อม ให้เหมาะสม ที่จะทำอาสาฬหบูชาด้วยกันจงทุก ๆ คนเถิด ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.

น.40 เอกสารชุด มองด้านใน อันดับ ๑ ภาษาคน - ภาษาธรรม " ๒ ภัยของพุทธศาสนา (วิปัสสนาตำน้ำพริก) " ๓ เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ " ๔ เกิดมาทำไม ? (ตอน ๑ - ๒) " ๕ เกิดมาทำไม? (ตอน ๓ - ๔ - ๕) " ๖ เรามา "กิน" เวลากันเถิด " ๗ ทำบุญสามแบบ " ๘ ทางรอด ๕ ประการ (วิมุตตายตนะ) " ๙ ระวัง ว่างอันธพาล " ๑๐ การมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน " ๑๑ สมาธิ วิปัสสนา ตามวิธีธรรมชาติ " ๑๒ ดวงตาที่เห็นธรรม " ๑๓ วิธีชนะความตาย " ๑๔ มหาวิทยาลัยในตัวคน " ๑๕ อุปสรรคของการเข้าถึงธรรม " ๑๖ อุปสรรคที่มีอยู่ในคำพูด " ๑๗ ในสังสารวัฏฏ์ มีนิพพาน " ๑๘ ทำอย่างไรจึงจะเรียนดี ? " ๑๙ วิธศึกษาพุทธศาสนา " ๒๐ โจรปล้นธรรมชาติ " ๒๑ รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง " ๒๒ ทำอย่างไรคุณพระจึงจะคุ้มครอง " ๒๓ การงาน คือการปฏิบัติธรรม

น.41 รายนามท่านที่สละทรัพย์ช่วยเผยแพร่เอกสารชุด มองด้านใน ๑. พ.อ. สาลี ปาละกุล และครอบครัว ๑,๐๐๐ บ. ๒. นายสุน นางตุ่น ศิริอัฐ ๕๐๐ บ. ๓. คุณคำมูล อนุชาผัด ๕๐๐ บ. ๔. คุณสอาด กองสุวรรณ ภัตตาคารรุ้งเพชร ๕๐๐ บ. ๕. คุณสุนีต ประภาสะวัต ๒๕๐ บ. ๖. คุณเมือง ไชยนันท์ ๒๐ บ. ๗. คุณนายเล็ก โภชนัคศรีฉาย ๗๕๐ บ. ๘. คุณจำนงค์ ดารารักษ์ ๒๕ บ. ๙. คุณสด ระกำปั่น ๓๗๕ บ. ๑๐. คุณเสงี่ยม วงศ์เสริมศรี ๗๕ บ. ๑๑. ป่าไม้จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๓๐๐ บ. ๑๒. วิญญาณอมตะ ( ใจ๋ ) ๗๕ บ. ๑๓. คุณณรงค์ สุขสวัสดิ์ ๑๐๐ บ. ๑๔. คุณหลวงอรรถวิภัชน์พจนากร ๕๐ บ. ๑๕. คุณสายจิตร ยืนยง ๕๐ บ. ๑๖. ป. ศิริราช ๑๐๐ บ. ๑๗. คุณเสาร์แก้ว วงศ์จำไชย ๑๐๐ บ. ( ส่วนที่ขาดผู้จัดทำชำระ )

น.42 อัตต า หิ อัตต โน นาโถ. มิใยใคร จะพึ่ ง ซึ่งพระเจ้า แต่พ วกเรา ชาวพุทธ ศาสนา ผู้เชื่อฟัง โอวาท พระศาสดา พึ่ง ธรรมา คือพึ่ง ซึ่งตัวเอง ; ประกอบกรรม นำมา ซึ่งโภคผล ตั้งแต่ต้น จนปลาย ได้เหมาะ เหมง ทั้งทางโลก ทางธรรม ก็ยำเกรง ถื อเลบง สร้างตัว อยู่ทั่ว กัน "อัตตา หิ อัตตโน นาโถ" แปล ว่า ตัวพึ่ง ตัว, แน่ ถ้าบิดผัน เป็นอื่นไป วนเวียน พาเหียรครัน พึ่งเขานั้น ไม่ "หนึ่ง" เหมือนพึ่งตัว ฯ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญฺ (ลายเซ็นพุทธทาส อินทปัญโญ)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต