Buddhadasa.org
หนังสือความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก › อ่านฉบับเต็ม

📖 ความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.6 วันนี้ เป็นธรรมเทศนาพิเศษ ดังที่ ท่านทั้งหลายก็ทราบกันดีอยู่แล้ว เนื่องในการที่ท่านเจ้าคุณ ปัญญานันทมุนี มาบำเพ็ญทักษิณานุปทานกิจอุทิศแด่ท่าน บุรพการี เป็นการกระทำที่พุทธบริษัททั้งหลายยอมรับว่า เป็นหน้าที่โดยตรง ซึ่งเราจะต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และการสนองคุณด้วยการทำทักษิณานุปทานกิจนั้น มีอยู่ หลายอย่างหลายประการ รวมทั้งกุศลที่เกิดแก่การให้ทาน ธรรมเทศนานี้ด้วย และถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญ เป็นการ ให้ทานที่สำคัญ คือให้ทานแสงสว่าง หวังว่าท่านทั้งหลาย จะได้ช่วยกันทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ คือให้ได้เกิดผล ตามที่ประสงค์ทุกประการ สำหรับธรรมเทศนานี้มีหัวข้อ “ที่เห็นว่าสมควรที่ คนทุกคนจะถือเอาเป็นเรื่องรีบด่วน คือพระพุทธภาษิตที่ ตรัสว่า "การเกิดย่อมเป็นทุกข์ร่ำไป" และ "การละเสีย ได้ซึ่งความสำคัญว่า ตัวเรานั้น เป็นสุขอย่างยิ่ง" สำหรับความทุกข์นั้น พระพุทธองค์ทรงระบุการเกิด จึงได้ ตรัสว่าทุกขา ชาติ ปุนับปุนัง การเกิดเป็นทุกข์ ร่ำไป สำหรับ ความสุขนั้น ระบุเอาการละเสียได้ซึ่งความสำคัญมั่น หมาย

น.7 ๓ ว่าตัวเรา ที่เรียกว่า อัสสมิมานะ วินะโย นำออกเสียได้ ซึ่งอัสสมิมานะ อัสสมิมานะ คือความสำคัญว่าเรามีอยู่ หรือเป็นอยู่ ปัญหาของมนุษย์ก็มีอยู่ที่ความทุกข์ จะ มาจากการเบียดเบียนกัน หรือเบียดเบียนตนเอง คือ กิเลสของตนเบียดเบียนตนก็ตาม มันเป็นความทุกข์ ทั้งนั้น เป็นปัญหาเฉพาะหน้าแก่มนุษย์ทุกคน เพราะว่า เราไม่ประสงค์ความทุกข์ ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะสิ่งที่เรียก ว่าความเกิดนี้ มีความหมายซับซ้อนหลายชั้น และปัญหา สำคัญก็อยู่ตรงที่คำว่าความเกิด คือเราไม่ค่อยจะเข้าใจกันว่า หมายความว่าอย่างไร และมักจะเข้าใจเอาตามความรู้สึก ธรรมดาสามัญว่า ความเกิดนั้นคือการเกิดจากท้องแม่ เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าการเกิดเป็นทุกข์ร่ำไป มันจะหมายความแต่เพียงการเกิดจากท้องแม่อย่างเดียวหรือ ไม่ ก็ลองคิดดู ถ้าความเกิดนั้นหมายถึงเกิดจากท้องแม่ อย่างเดียวแล้ว พระองค์ก็คงจะไม่ตรัสว่า อัสสมิมานัสสะ วินะโย เอตัง เว ปรมัง สุขัง ซึ่งมีใจความว่า นำออก เสียได้ซึ่งความสำคัญมั่นหมายว่า "เรา" นี้เป็นความสุขอย่าง- ยิ่ง เพราะมันแสดงชัดอยู่ในตัวแล้วว่า ความสำคัญมั่นหมาย

น.8 ๔ ว่าเรานั่นแหละเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง เมื่อนำออกเสียได้ ซึ่งความสำคัญมั่นหมายว่าตัวเรา มันก็เลยเป็นความสุข อย่างยิ่ง ฉะนั้นความทุกข์ อย่างยิ่งมันอยู่ที่ความสำคัญมั่น หมายว่าเรา เรามี เราเป็น ทีนี้ข้อที่ พระองค์ตรัสว่า ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง การเกิดเป็นทุกข์ร่ำไปนั้น การเกิดนั้นมันหมายถึงอะไร มันจึงได้เป็นทุกข์ร่ำไป การเกิดนั้นก็ต้องหมายถึงการเกิด ของอัสสมิมานะนั่นเอง คือการเกิดจากความสำคัญมั่นหมาย ว่าตัวเรานั่นเอง ไม่ใช่หมายถึงการเกิดจากท้องแม่ดังที่เข้า ใจกัน นี่แหละคือปัญหาสำคัญเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่ง หรือ อย่างใหญ่หลวงที่ทำให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้ เมื่อกล่าวโดยทั่วไป ขอให้เข้าใจอย่างกว้าง ๆ ว่า คำพูดแต่ละคำมีความหมายหลายอย่าง แล้วแต่ว่าคำ ๆ นั้น ใช้ ในกรณีอย่างไร จนถึงกับเราต้องแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือคำพูดทางภาษาวัตถุ หรือที่ชาวบ้านพูด ๆ กันนั้นอย่าง หนึ่ง คำพูดในภาษาจิต ภาษาวิญญาณ ภาษาธรรมะ ที่ ท่านผู้รู้ธรรมะพูดกันนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง อย่างแรกเรียกว่า ภาษาคน-พูด อย่างหลังเรียกว่า ภาษาธรรม- คือผู้รู้

น.9 ๕ ธรรมพูด คนธรรมดาพูด ก็พูดตามที่คนธรรมดาสอนกัน ให้พูดอย่างไร เช่นความเกิด ก็หมายถึงเกิดจากท้องแม่ แต่ถ้าความเกิดตามภาษาธรรมหรือผู้รู้ธรรมแล้ว หมายถึง ความสำคัญมั่นหมายว่าตัวเรามีอยู่ เมื่อใดเกิดความสำคัญ มั่นหมายในจิตใจว่าตัวเรามีอยู่ เมื่อนั้นจึงจะถือว่าเราได้เกิด อยู่ ถ้าความสำคัญมั่นหมายอันนี้ดับไป ก็หมายความว่าตัว เรามิได้มีอยู่ หรือดับไปเสียขณะหนึ่ง เมื่อใดความสำคัญ มั่นหมายอันนี้เกิดขึ้นในใจอีก เมื่อนั้นก็เกิดมีตัวเราขึ้นมาอีก เกิดอย่างนี้ไม่ใช่เกิดจากท้องแม่ทางวัตถุ แม่ทางวัตถุ ก็คือ มารดาที่เป็นคนเป็นเนื้อเป็นหนัง แต่ว่ามันเกดจากมารดา ที่เป็นนามธรรม คือตัณหา และอวิชชาอุปาทานเป็นต้น จะเรียกว่าตัณหาเป็นมารดา อวิชชาเป็นบิดา หรืออะไรก็ได้ แล้วมันก็ทำให้เกิดอัสสมิมานะ คือความสำคัญมั่นหมายว่า เป็นตัวฉันขึ้นมา ตัวฉันมันก็เกิดมาจากพ่อแม่ของมัน เหมือนกัน หากแต่ว่ามันเป็นอวิชชาเป็นตัณหา หรือที่เรียกรวม ๆ ว่าอุปาทานก็ได้ เมื่อใดมีความโง่ มีความ หลงมีความเข้าใจผิด เป็นเหตุให้เกิดความสำคัญมั่น หมายว่า มีตัวเรา หรือมีตัวกู อย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่ามีการเกิดที่นั่น

น.10 ๖ การเกิดอย่างนี้แหละที่เป็นตัวทุกข์ และเป็นทุกข์ร่ำไป การเกิดทางวัตถุทางเนื้อทางหนัง คือเกิดจากท้องแม่นั้น มันหมดปัญหาแล้ว เพราะว่าคนเราก็เกิดมาแล้วตั้งแต่ทีแรก แล้วก็ไม่มีการเกิดอีก เกิดจากท้องแม่กินเวลาไม่กี่นาที ก็ เสร็จเรื่องกัน ไม่มีการเกิดแล้วเกิดอีก เกิดแล้วเกิดอีก เดี๋ยวนี้มีการพูดว่า เกิดแล้วเกิดอีก เกิดแล้ว เกิดอีก การเกิดทุกที่เป็นทุกข์ทุกที นี้มันเป็นการเกิดแห่ง อะไรและ เป็นการเกิดทางไหน มันก็ ได้แก่การเกิดทางจิตใจ หรือทางวิญญาณ หรือทางนามธรรมที่เรียกว่าเป็นการเกิด ในภาษาธรรม, การเกิดในภาษาคน คือเกิดจากท้องแม่ โดยตรง การเกิดในภาษาธรรมคือการเกิดจากอวิชชาตัณหา อุปาทาน เกิดมาเป็นความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา เป็นสองอย่างกันอยู่อย่างนี้ นี่เป็นปัญหาสำคัญ เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำ ความเข้าใจ ถ้าทำความเข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้ ก็เป็นอันว่า เหลวหมด ไม่มีเรื่องอะไรที่จะเข้าใจได้เลยในพระพุทธ ศาสนานี้ ขอให้สนใจให้ดีเป็นพิเศษว่า ภาษาย่อมมีอยู่เป็น สองภาษา เป็นสองชั้นเสมอไป คือชั้นภาษาคนทางวัตถุ

น.11 ๗ นี้อย่างหนึ่ง ภาษาธรรม ทางนามธรรม ทางจิตใจที่ท่าน ผู้รู้พูดกันนั้นอย่างหนึ่ง ขอยกตัวอย่างคำบางคำมาพอเป็น เครื่องประกอบให้เห็นชัดแจ้งยิ่งขึ้น เช่นคำว่า หนทาง เมื่อเราพูดว่าหนทาง เราก็หมายถึงถนนหนทางที่รถ หรือคน หรือสัตว์เดินไปมา นี้ก็เรียกว่าหนทาง แต่ถ้าว่าหนทาง อีกคำหนึ่ง หมายถึงอริยมรรคมีองค์แปด มีสัมมาทิฏฐิเป็น ต้น ซึ่งใครเดินแล้วไปสู่นิพพาน คำว่าหนทางภาษาคน ก็หมายถึงถนนหนทาง คำว่าหนทางในภาษาธรรม ก็หมาย ถึงการปฏิบัติถูกต้องแปดประการ เรียกว่าอริยมรรคมีองค์ แปด นี่มันเป็นคู่ ๆ กันอยู่อย่างนี้ ทีนี้คำว่า นิพพาน ถ้าเป็นภาษาคน ก็หมายถึงของ ร้อน ๆ เย็นลงไป เช่นถ่านไฟแดง ๆ เย็นลง ก็เรียกว่า ถ่านไฟนิพพาน อาหารในหม้อในจานเย็นลงไป ก็เรียกว่า อาหารนิพพาน นี้เป็นภาษาคน ส่วนนิพพานในภาษาธรรม นั้น หมายถึงความเย็นเพราะหมดกิเลส เมื่อหมดกิเลสเมื่อ ใดก็มีความเย็นเมื่อนั้น หรือแม้ที่สุดแต่ว่ากิเลสไม่รบกวน เมื่อใดมันก็มีความเย็นเมื่อนั้น เป็นนิพพานชั่วคราว นิพพาน หรือความเย็นจึงมีสองความหมาย เป็นภาษาคนอย่างหนึ่ง เป็นภาษาธรรมอีกอย่างหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น

น.12 ๘ และคำที่สำคัญบางคำ เช่นคำว่า ความว่าง ถ้า เป็นความหมายทางภาษาคนทางวัตถุแล้ว ความว่างก็หมาย ความว่ามิได้มีสิ่งใดอยู่ เหลืออยู่ ส่วนในภาษาธรรมนั้นคำ ว่าความว่าง หมายถึงว่างจากความรู้สึกว่าตัวเราหรือของเรา ท่านลองไปคิดดูก็พอจะเข้าใจได้ ว่าถ้าจิตใจของเราไม่ยึด มั่นถือมั่นสิ่งใด ว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของเราแล้ว มันก็ เป็นความว่าง คือไม่มีอะไรเหมือนกัน คำว่าความว่าง ที่ แปลว่าไม่มีอะไรนี้ มันยังมีความหมายเป็นสองชั้น ทาง วัตถุอย่างหนึ่ง ทางนามธรรมอีกอย่างหนึ่ง อย่างที่กล่าวว่า ภาษาคนอย่างหนึ่ง ภาษาธรรมอย่างหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ดี ก็ขอให้เข้าใจให้ละเอียดลงไปว่า แม้จะพูดว่าว่างมันก็ไม่ได้ หมายความว่าไม่มีอะไรเสียเลย อย่างทางวัตถุ พูดว่าว่าง เปล่าไม่มีอะไร อย่างเป็นสุญญากาศอย่างนี้ มันก็ยังมีสุญญา กาศนั่นเองอยู่ในนั้น มันไม่ใช่ว่าจะไม่มีอะไรเสียเลย ส่วน ว่างทางนามธรรมนั้น สิ่งต่าง ๆ มันก็มีอยู่ เต็มไปทั้งโลก ตามเดิม แต่ไม่มีอะไรที่ถูกยึดมั่นถือมั่นว่าของเรา ดังนั้นมัน จึงเรียกว่าว่าง เมื่อจิตใจมองเห็นสิ่งทั้งหลายในฐานะที่ ไม่น่าเอาไม่น่าเป็นไม่น่ายึด ถือแล้ว มันก็ ว่าง จากความ เอา

น.13 ๕ ความเป็นหรือจากความยึดถือ มันจึงเป็นจิตที่ว่าง และก็มิ ได้หมายความว่ามันไม่มีอะไร ทุกอย่างก็ยังมีอยู่ ความนึก ความคิด ของจิตมันก็ยังมีอยู่ แต่มันไม่มีไปในทางยึดมั่น ถือมั่น ว่าเป็นตัวกู ว่าเป็นของกู เพราะมันว่างจากความ ยึดมั่นว่าตัวกูของกูอย่างนี้แหละ จึงได้เรียกว่าจิตว่าง ดัง บาลีว่า จิตที่ว่าว่าง เพราะว่างจากราคะโทสะ โมหะ โลกนี้ ว่าง เพราะว่างจากภาวะที่ควรสำคัญมั่นหมาย ว่าตัวเรา หรือว่าของเรา โลกมันก็ว่าง จิตมันก็ว่าง ในลักษณะ อย่างนี้,ว่างตามความหมายในทางภาษาธรรมมิได้หมายความ ตามภาษาวัตถุที่ว่าไม่มีอะไรเสียเลย แม้ในภาษาคนหรือ ภาษาวัตถุที่ว่าไม่มีอะไรเสียเลย มันก็ยังมีความว่างเหลืออยู่ นั่นเอง นี่ขอให้เข้าใจถึงความสับสนหรือสับปรับของภาษา ที่มนุษย์ใช้พูดจากันอยู่ มันมีอยู่อย่างนี้ ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน ความสับปรับของภาษาแล้ว เราจะรู้ธรรมะไม่ได้ เราจะต้อง มีความเข้าใจให้แจ่มแจ้งในภาษาที่พูดกันอยู่ดังที่ได้ยกมาเป็น ตัวอย่าง และที่สำคัญที่สุดก็เกี่ยวกับคำว่า ความเกิด-หรือ การเกิด การเกิดที่เป็นปัญหาของเรานั้น เป็นการเกิดทางจิต ใจ คือเกิดความรู้สึกสำคัญมั่นหมายขึ้นมาในใจว่าเราก่อน

น.14 ๑๐ เมื่อเกิดความสำคัญมั่นหมายว่าเราแล้ว มันก็ต้องมีคุณ สมบัติประกอบว่าเราเป็นอะไร เราเป็นอย่างไร เช่นเราเป็น คน หรือเราเป็นสัตว์ หรือเราเป็นคนดี หรือเราเป็นคน ชั่ว หรือเป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเราเป็นอะไรขึ้น มาอย่างนี้แล้ว ความคิดก็เลยไปถึงการเปรียบเทียบ ว่าเรา ดีกว่าเขา หรือเราเลวกว่าเขา หรือเราเสมอกันกับเขา ทั้งหมดนี้มันเนื่องกัน เป็นอันเดียวกัน เรียกว่าอัสสมิมานะ ความสำคัญว่าเรามีอยู่ หรือเราเป็นอยู่ นี่แหละคือสิ่งที่ เรียกว่า ความเกิด เพราะฉะนั้นในวันหนึ่งเราจึงเกิดได้ หลายครั้ง หรือ หลายสิบครั้ง ในชั่วโมงเดียวก็ยังอาจจะ เกิดได้ตั้งหลายครั้ง หรือถ้าว่าเกิดเก่ง ก็อาจจะเกิดได้ถึง หลายสิบครั้ง เมื่อใดมีความสำคัญมั่นหมายว่าตัวกูขึ้นมา และตัวกูเป็นอย่างไรแล้ว ก็เรียกว่าเป็นการเกิดทั้งนั้นใน ขณะใดไม่มีความรู้สึกสำคัญมั่นหมายอย่างนี้ มันก็ ไม่มีการ เกิด มันว่างจากการเกิดอยู่ อยู่ในลักษณะที่ดับเย็นอยู่ ฉะนั้นจึงอยากให้ถือเป็นหลักด้วยกันทุกคนว่า เมื่อใดเกิด ความรู้สึกว่าตัวกู ของกู ขึ้นมา เมื่อนั้นก็มีวัฏฏสงสารขึ้นมา ในจิตใจ เป็นความทุกข์ เป็นความร้อน เป็นความไหล

น.15 ๑๑ เวียน เมื่อใดว่างไปจากกิเลสชนิดนี้ชั่วขณะหนึ่ง เมื่อนั้นก็ เป็นนิพพานประจำอยู่ที่นั่น ตามความหมายของคำว่า ตทัง คนิพพาน หรือวิกขัมภนนิพพานเป็นต้น ในคัมภีร์อังคฺตรนิกาย มีกล่าวไว้ถึงตทังคนิพพาน คือความประจวบเหมาะของสิ่งแวดล้อมที่แวดล้อมเราอยู่ใน ขณะนั้นทำให้ ไม่อาจ จะเกิดความสำคัญ มั่นหมายว่าตัวเราว่า ของเราขึ้นมาได้ ภาวะอย่างนั้นเรียกว่าตทังคนิพพาน คือ ดับตัวกูของกูได้ชั่วขณะหนึ่ง ตามอำนาจของสิ่งแวดล้อม หรือถ้าดีไปกว่านั้น ถ้าเราปฏิบัติธรรมะอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ โดยเฉพาะในการเจริญสมาธิ บังคับไม่ให้เกิดความรู้สึกเป็น ตัวกูของกูขึ้นมาได้เลย มันก็เป็นความดับแห่งตัวกู ของกู เป็นวิกขัมภนนิพพาน อีกประการหนึ่ง ต่อเมื่อใดทำกิเลส ให้หมดสิ้นไปไม่มีเหลือเลย จึงจะเป็นนิพพานแท้จริงโดย สมบูรณ์ ทีนี้เราเอากันแต่ในเวลาวันหนึ่งๆ ในชีวิตประจำวัน ของคนทั่วไป ก็ขอให้เข้าใจไว้เป็นหลักทีหนึ่งก่อนว่า เมื่อมีใดความรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกู เกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อนั้น เป็นวัฏฏสงสาร เป็นความทุกข์ คือมันเป็นชาติ คือความ

น.16 ๑๒ เกิดแห่งตัวกู แล้วตั้งอยู่ขณะหนึ่ง แล้วจึงดับไป แล้วเกิด มาอีก แล้วตั้งอยู่ขณะหนึ่ง แล้วจึงดับไป จึงเรียกว่าวัฏฏ สงสาร เป็นความทุกข์เพราะมีความเกิดแห่งตัวกู ถ้าขณะใด มันประจวบเหมาะ มันไม่อาจจะเกิด มันระงับอยู่ก็เรียกว่า ตทังคนิพพาน นิพพานชั่วคราว นิพพานชิมลอง นิพพาน ตัวอย่างเพราะเป็นความสงบเย็น ทีนี้เพื่อเข้าใจคำว่านิพพานให้ดีขึ้นอีกสักหน่อย ก็ พบได้ในบาลีอังคุตรนิกายอีกว่า นิพพานหมายถึงเย็น วัตถุ ร้อน ๆ เย็น ก็คือนิพพานของวัตถุ วัตถุนิพพาน ของร้อน เย็นลง อย่างนี้เรียกว่านิพพานของวัตถุ สัตว์เดรัจฉาน หมดโทษ หมดพิษ หมดอันตราย เพราะว่าถูกฝึกฝน อย่างดีแล้ว สัตว์เดรัจฉานตัวนั้นเรียกว่ามันนิพพาน คือว่า มันหมดโทษหมดพิษหมดอันตราย ทีนี้พอมาถึงคน มีความ เย็นอย่างไรบ้าง นี้มันเป็นเรื่องที่ลำบาก ในข้อที่ว่า ความรู้ ของคนไม่ได้มีคราวเดียวถึงยอดสุด ความรู้ของคนมีมาตาม ลำดับ ๆ ทีละขั้น ๆ เพราะฉะนั้นในยุคหนึ่งในสมัยหนึ่งก่อน พุทธกาลนานไกลนั้น มนุษย์ได้ถือเอาความสมบูรณ์ ในทาง กามารมณ์ว่าเป็นนิพพาน เพราะว่าถ้าได้อย่างอกอย่างใจ

น.17 ๑๓ ไข่ทุกอย่างในทางกามคุณ มันก็มีความเย็นชนิดหนึ่ง เหมือนกัน แม้จะเป็นเย็นเบียกเย็นแฉะ หรือเย็นร้อน ซ่อนเร้นอยู่ มันก็เป็นความเย็นชนิดหนึ่ง คือทำให้สบายใจ ให้ระงับความกระวนกระวายได้อย่างหนึ่ง หรือชนิดหนึ่ง มนุษย์จึงถือว่าความ สมบูรณ์ ในกามคุณเป็น นิพพานกันมา พักหนึ่ง ต่อมา มนุษย์ที่ฉลาดขึ้นเริ่มรู้ว่า อย่างนี้ไม่ใช่ ไม่ไหว เป็นเรื่องที่หลอกลวง หรือมายาอยู่มาก ก็ไปพบว่า การทำจิตให้สงบด้วยอำนาจของสมาธิ หยุดอยู่ในฌานใน สมาบัตินั้น เย็น เย็นจริง แล้วก็บัญญัติว่าเป็นนิพพาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัญญัติสมาบัติใน จตุตถฌานว่าเป็นนิพ- พานอยู่พักหนึ่ง ยุคหนึ่ง จนกระทั่งถึงยุคพระพุทธเจ้า ก็มี ผู้ที่สอนอย่างนี้ คือสอนสมาบัติที่ละเอียดลึกซึ้งลงไปว่าเป็น นิพพาน อาจารย์คนสุดท้ายของพระพุทธเจ้า คืออุทกดาบส รามบุตร ก็สอนอย่างนี้ ว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น เป็นความสิ้นสุดแห่งความทุกข์ พระพุทธเจ้าได้รับคำสั่งสอน แนะนำอย่างนี้ ท่านไม่เชื่อไม่ยอมรับเอา ไม่ถือว่านั่นเป็น นิพพาน จึงได้ไปค้นเอาตามวิธีของพระองค์เอง จน กระทั่งพบว่า ความสั้นไปแห่งกิเลสตัณหา อุปาทาน โดย

น.18 ๑๔ ประการทั้งปวงนั้นเป็นนิพพาน อย่างที่ตรัสว่า อัสสมิมา นัสสะ วินะโย เอตัง เว ปรมัง สุขัง อย่างนี้เป็นต้น กิเลสหมดไปโดยสิ้นเชิงจึงจะเรียกว่านิพพาน ถ้ากิเลสไม่รบ กวนชั่วคราวก็เป็นนิพพานชั่วคราว จึงได้มีคำตรัสถึง ตทัง คนิพพานบ้าง ทิฏฐธรรมนิพพานบ้าง วิกขัมภนนิพพาน บ้าง ดังที่กล่าวแล้ว แต่ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน คือ หมายถึงขณะหรือภาวะที่กิเลสไม่รบกวน ทีนี้ก็ขอให้ดูกันต่อไปให้ถูกต้อง ให้เข้าใจกันเสียใหม่ ว่า คนเราไม่ได้ถูกกิเลสรบกวนเผาผลาญอยู่ทุกนาที ทุกเวลานาที มันมีระยะที่ว่างจากกิเลสเผาผลาญ เพราะว่าถ้ากิเลสเผาผลาญอยู่ไม่มีหยุดทุกเวลานาทีแล้ว มัน ก็เป็นบ้าตายไปหมดแล้ว ไม่ได้เหลืออยู่ในโลกมาเป็นมนุษย์ มากมายอย่างนี้ เนื่องจากมันมีระยะที่กิเลสไม่เผาผลาญไม่ รบกวนนั้นอยู่พอสมควร มันจึงไม่เป็นโรคเส้นประสาท ไม่วิกลจริต และไม่ตาย ขอให้ให้ความยุติธรรมแก่ธรรม- ชาติอย่างนี้บ้าง และขอบใจธรรมชาติในกรณีอย่างนี้บ้าง ว่าธรรมชาติได้สร้างมาให้เรามีเวลาที่ว่างจากกิเลสรบกวน เป็นเวลาพอสมควรในวันหนึ่ง ๆ ฉะนั้นมันจึงมีเวลาที่

น.19 ๑๕ นอนหลับ หรือมีเวลาที่จิตใจโปร่งเยือกเย็นสบายอยู่ ถ้า ใครทำได้ตามที่ธรรมชาติต้องการ คนนั้นก็ไม่เป็นโรคเส้น ประสาท ไม่เป็นโรคจิต ใครทำได้ไม่ถูกต้อง ไม่พอ คนนั้น ก็ต้องเป็นโรคเส้นประสาท เป็นมากขึ้นก็เป็นโรคจิตและถึง กับตายได้ นี่แหละขอให้ขอบใจนิพพานชั่วคราว นิพพาน ชั่วขณะ นิพพานประจวบเหมาะ อย่างนี้กันบ้าง ว่าใน ขณะนั้น เวลานั้น ตัณหามานะทิฏฐิมันไม่ได้เกิด โดยเฉพาะ อุปาทานว่าตัวกู ว่าของตัวกูนี้มันไม่ได้เกิด มันว่างอยู่พอ สมควร พอให้พักผ่อนทางจิตใจบ้าง พอให้นอนหลับบ้าง มันจึงสบายดี คนสมัยโบราณมีอาการอย่างนี้ มากกว่าคนสมัยนี้ คนสมัยนี้มีการศึกษาเปลี่ยนแปลงไป มีการกระทำเปลี่ยน แปลงไป ทำให้เกิดการรบกวนของกิเลสมากกว่าคนสมัย โบราณ คนสมัยนี้จึงเป็นโรคประสาท เป็นโรคจิตมากกว่า คนสมัยโบราณ อย่างน่าอับอายขายหน้า คือว่ามันยิ่งมีวิชา ความรู้มากขึ้น มันยิ่งเป็นบ้ามากขึ้น โรงพยาบาลประสาท โรงพยาบาลโรคจิตนี้ยังไม่พอ กับที่คนมันเป็นโรคประสาท หรือเป็นโรคจิตกันมากขึ้น นี้มันมีเหตุผลเพียงอย่างเดียวคือ

น.20 ๑๖ ข้อที่การพักผ่อนในทางจิตทางวิญญาณนั้นมันไม่พอ มัน ไปทะเยอทะยานขวนขวายกันมากเกินไป ถูกสอนให้ ทะเยอทะยานขวนขวายเกินตัวตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆดังนั้นมัน จึงเริ่มเป็นโรคประสาทหรือเป็นโรคจิตไปตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆ แล้วมันก็ไปเบิกบานงอกงาม พอดีเรียนสำเร็จก็กลายเป็น คนที่มีจิตไม่สมประกอบอย่างนี้ นี่แหละคือข้อที่ไม่สนใจ ในคำสอนของพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับความเกิดแห่งตัวกู- ของกู ว่าเป็นความทุกข์อย่างไร ทีนี้เราจะได้ดูกันต่อไปถึงข้อที่เรียกว่า " ความ เกิด " ไม่ว่าจะเกิดเป็นอย่างไร เป็นความทุกข์ทั้งนั้น เพราะว่าคำว่าความเกิดในที่นี้ มันหมายถึงความยึดมั่นถือมั่น ด้วยอุปาทาน ไม่ใช่เป็นความรู้สึกด้วยสติปัญญา นี่ก็เป็น สิ่งสำคัญ เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเข้าใจให้ดี ถ้าเรารู้สึก ว่าเราเป็นอะไรด้วยสติปัญญา อย่างนี้ไม่ใช่การเกิด ไม่เป็นความเกิด แต่ถ้าสำคัญมั่นหมายด้วยความโง่ด้วยกิเลส ว่าเราเป็นอะไร อย่างนี้เป็นความเกิด เพราะฉะนั้นพระพุทธ เจ้าท่านจึงสอนให้ทุกคนมีสติอยู่เสมอ อย่าเกิดความยึดมั่น ถือมั่นขึ้นมา เรารู้ว่าเราเป็นอะไร มีหน้าที่อย่างไร แล้วก็

น.21 ๑๗ ทำไปตามหน้าที่และด้วยสติปัญญา อย่างนี้ไม่มีความทุกข์ เพราะว่าไม่มีความเกิดแห่งตัวกู _. ของกู ถ้าเมื่อใดมันโง่ไป มันเผลอไปมันลืมไป มีความสำคัญมั่นหมายด้วยกิเลสตัณหา อุปาทานว่าเป็นตัวกู-ของกู กูเป็นอย่างนั้น กูเป็นอย่างนี้ แล้ว เรียกว่าความเกิด ขึ้นชื่อว่าความเกิดแล้วเป็นทุกข์ ทั้งนั้น เป็นทุกข์ทุกชนิดไม่ว่าเกิดเป็นอะไร เกิดเป็นแม่ ก็มีความทุกข์อย่างแม่ เกิดเป็นพ่อก็มีความทุกข์อย่างพ่อ ยกตัวอย่างในวันหนึ่งใครเกิดโมโหโทโสขึ้นมา ใน ลักษณะที่จะเป็นแม่แล้วก็จะเอาอย่างนั้นจะเอาอย่างนี้ มันก็ เป็นทุกข์อย่างแม่ คนที่เป็นพ่อก็เหมือนกัน สำคัญมั่นหมาย ในความเป็นพ่อ จะเอาอย่างนั้นจะเอาอย่างนี้ด้วยความยึดมั่น ถือมั่นนั้น มันก็เป็นทุกข์อย่างพ่อ แต่ว่าถ้าเป็นคนมีสติปัญญา ไม่เกิดความเดือดพล่านขุ่นมัวเช่นนั้น มีสติสัมปชัญญะสม บูรณ์รู้ว่าพ่อจะต้องทำอย่างไร แม่จะต้องทำอย่างไร มีหน้าที่ อย่างไร แล้วก็ทำไปด้วยใจคอที่ปกติ ไม่มีอุปาทานว่าตัวกู เป็นอย่างนั้น ตัวกูเป็นอย่างนี้แล้ว มันก็ไม่มีความทุกข์อะไร ซ้ำกลับจะสั่งสอนอบรมลูกหลานให้สำเร็จประโยชน์ได้ดี อีก ด้วย นี่แหละขอให้เข้าใจคำ ที่ถ้าหากจะพูดว่า เกิดเป็นแม่

น.22 ๑๘ ก็ทุกข์ อย่างแม่ เกิดเป็นพ่อก็ทุกข์อย่างพ่อ เกิดเป็น เศรษฐีก็มีความทุกข์อย่างเศรษฐี เกิดเป็นขอทานก็มีความ ทุกข์อย่างขอทาน จะเปรียบเทียบให้ดูอีกสักคู่หนึ่งว่า ถ้ามันมีความ โง่ความหลง อวิชชาตัณหาอุปาทานครอบงำแล้ว สำคัญยึด มั่นในความเป็นเศรษฐีของตนแล้ว มันก็เป็นทุกข์ทันที แล้วทีนี้มันยังจะพูดอะไรจะทำอะไรลงไป ด้วย อำนาจ ของ กิเลสนั้น มันก็ยิ่งเป็นทุกข์ใหญ่ กระทั่งมานอนรำพึงวิตก กังวลในเรื่องความเป็นเศรษฐีของตน นอนไม่หลับ นี้ อย่างนี้เป็นเศรษฐีก็มีความทุกข์อย่างเศรษฐี ทีนี้ถ้าเป็นขอ ทาน มารำพึงถึงความอับโชคไม่มีวาสนา มีความทุกข์ลำบาก ของตนอยู่อย่างนี้ มันก็เป็นทุกข์อย่างขอทาน แต่ว่าถ้าทั้งสอง คนนี้ไม่ได้คิดอย่างนี้ในเวลาใด ในเวลานั้นไม่มีความทุกข์ เลย เศรษฐีนั้นก็มิได้มีความทุกข์อย่างเศรษฐี ขอทานนั้นก็ มิได้มีความทุกข์อย่างขอทาน เพราะฉะนั้นในบางเวลา เราจึงเห็นได้ว่า คนขอทานก็นอนร้องเพลงสบายอยู่เหมือน กัน เพราะเวลานั้นเขาไม่ได้เกิดเป็นคนขอทาน เขาไม่ได้ สำคัญมั่นหมายว่าเขาเป็นคนขอทาน หรือเป็นคนยากจน

น.23 ๑๙ อะไร ลืมไปขณะหนึ่ง มันก็ไม่ได้เกิดเป็นขอทาน มันเกิด เป็นคนร้องเพลง เป็นนักดนตรี เป็นอะไรไปก็ได้ หรือว่า คนยากจนแจวเรือจ้าง ถ้ามีอุปาทานในความเป็นคนยากจน แจวเรือจ้างอยู่ด้วยความเหน็ดเหนื่อย น้อยอกน้อยใจแล้วมัน ก็เป็นทุกข์เหมือนกับตกนรกทั้งเป็นที่นั่น และเวลานั้น แต่ ถ้าเขาไม่ทำในใจอย่างนั้น นึกถึงแต่เพียงหน้าที่ที่จะต้องทำ ไปตามธรรมดา ที่มนุษย์จะต้องทำการทำงาน ทำไปด้วยสติ สัมปชัญญะใจคอที่ปรกติแล้ว ก็แจวเรือพลางร้องเพลง พลาง ก็ยังได้เหมือนกัน ฉะนั้นขอให้สังเกตดูให้ดีให้ละเอียดละออชัดเจนว่า ในสิ่งที่เรียกว่า การเกิดนั้นมันคืออะไร ? เศรษฐีเกิดเป็น เศรษฐีเมื่อใด ก็เป็นทุกข์อย่างเศรษฐีเมื่อนั้น ขอทานเกิด เป็นขอทานเมื่อใดเวลาใด ก็เป็นทุกข์อย่างขอทานเมื่อนั้น ถ้าไม่มีความสำคัญมั่นหมายอย่างนั้น ก็มิได้เกิด แล้วมันก็ ไม่เป็นทุกข์เลย ทั้งเศรษฐีและทั้งขอทาน หรือคนแจวเรือ จ้างก็ตาม เดี๋ยวนี้เราไม่สนใจในเรื่องนี้กันเสียเลย ปล่อยให้ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ครอบงำ เกิดเป็นนั่นเกิดเป็นนี่ เกิดเป็นโน่น วันหนึ่งไม่รู้จักกี่อย่าง เกิดทุกอย่างเป็นทุกข์ ทุกอย่าง อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า ไม่ยกเว้น ต่อเมื่อไม่

น.24 ๒๐ เกิดเท่านั้นจึงจะไม่เป็นทุกข์ เพราะฉนั้นเราก็ขยับขยายให้ดี ระมัดระวังให้ดี ให้ใจคอปกติมีสติสัมปชัญญะ มีปัญญาอยู่ เสมอ อย่าให้เผลอเดือดพล่านเป็นตัวกู ของกู มันก็ ไม่มีความทุกข์ จะเป็นชาวนา เป็นพ่อค้า เป็นทหาร เป็นข้าราชการ เป็นอะไร กระทั่งเป็นเทวดาในสวรรค์ มัน ก็ไม่ต้องมีความทุกข์ แต่ถ้ามีความสำคัญมั่นหมายในการ เป็นตัวกู เมื่อไรก็มีความทุกข์ทันที นี่ ขอให้เข้าใจอย่างนี้ เพื่อเป็นหลักปฏิบัติอย่างยิ่ง แล้วก็จะรู้จักพระพุทธศาสนาที่เป็นชั้นหัวใจได้ แล้วก็จะได้ รับประโยชน์ จากพระพุทธศาสนา ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็น มนุษย์และพบพระพุทธศาสนา ถ้ามิฉะนั้นแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็น พุทธบริษัทนี่แหละ จะไม่ได้รับประโยชน์อะไร พุทธบริษัท แต่ปาก พุทธบริษัทแต่บัญชีทะเบียนอย่างนี้ มันก็ยังต้องนั่ง ร้องไห้เหมือนกับคน ทั้งหลายเหล่าอื่นที่ไม่เป็นพุทธบริษัท คือยังมีความทุกข์มากเหมือนคนที่ไม่เป็นพุทธบริษัท ถ้าเรา จะเป็นพุทธบริษัทกันให้จริง ให้ได้จริง ก็ต้องปฏิบัติธรรมะ คำสอนของพระพุทธเจ้าให้ได้จริง ในข้อที่ว่า อย่ามีความ สำคัญมั่นหมายเป็นตัวกูของกู แล้วทำอะไรไปด้วยสติ

น.25 ๒๑ ปัญญาที่แจ่มใส มันก็ไม่มีความทุกข์ การงานก็ทำได้ดี แล้วการงานยังแถมจะสนุก เมื่อใดจิตวุ่นวายไปด้วยตัวกู ของกูอย่างนี้แล้ว การงานทุกอย่างเป็นทุกข์ ไม่อยากจะทำ อะไรงานเบาก็เป็นทุกข์ เพราะน่ารำคาญไปหมด แต่ถ้าว่า จิตมันไม่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูของกู มีสติสัมปชัญญะดี การงานก็สนุกไปหมด แม้งานหนัก หรืองานสกปรก มัน ก็เป็นของสนุกไปหมด นี้เป็นความลับ หรือว่าเป็นธรรมะที่เร้นลับ ที่จะ ต้องเข้าใจ รวมความแล้วสำคัญอยู่ที่คำว่าความเกิดคำเดียว เท่านั้น ถ้ามีเกิดก็ต้องมีทุกข์ ถ้าถอนเกิดนี้เสียได้ก็ไม่มีทุกข์ ถ้าเราเกิดวันละหลายสิบครั้ง เราก็ต้องเป็นทุกข์หลายสิบ ครั้ง ถ้าเราไม่เกิดเลย เราก็ไม่มีความทุกข์เลย เรียกว่าเรา ปฏิบัติธรรมอย่าง ตรงดึงไปยัง ธรรมะ ที่ เป็น ตัว พระ พุทธ ศาสนา ระวังจิตใจได้เป็นอย่างดี ไม่เกิดอาการที่เรียกว่า วัฏฏสงสารขึ้นมาในจิต คงมีอยู่แต่อาการของนิพพานประจำ อยู่ในจิต แล้วเราก็ควบคุมรักษาไว้เรื่อยไป ให้อาการดับเย็น นั้นมีอยู่ตลอดเวลาและเรื่อยไป ออกไปๆๆ ไม่ให้โอกาศ แก่วัฏฏสงสาร มันก็เกิดความเคยชินไปในทางของนิพพาน

น.26 ๒๒ วันดีคืนดี โอกาศหนึ่งมันก็เป็นนิพพานที่เด็ดขาด และ สมบูรณ์ลงไปได้ เดี๋ยวนี้ก็มีนิพพานอย่างชั่วคราว นิพพาน อย่างประจวบเหมาะ นิพพานอย่างชิมลองไปก่อน ระวัง รักษาอันนี้ไว้ให้ดีอย่าได้เปิดโอกาศแก่วัฏฏสงสาร คือตัวกู ของกู อย่าให้อัสสมิมานะว่าตัวกูของกูเกิด ควบคุมไว้ ให้ได้ มีสติสัมปชัญญะมีปัญญาสมบูรณ์อยู่ ทำอะไรทุกวันๆ ทุกชั่วโมงทุกนาทีไปด้วยสติสัมปชัญญะนั้น อย่าให้พลุ่ง พล่านเป็นตัวกูของกูแล้ว ก็เรียกว่าวัฏฏสงสารไม่ได้เกิด นิพพานมีอยู่เป็นประจำในจิตใจ จนกระทั่งมีความเคยชิน มากพอไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก็เป็นนิพพานที่สมบูรณ์ เดี๋ยวนี้เรามันถูกกระทำ ให้มีการเกิดแห่งตัวกูของ กูมาตั้งแต่เลกแต่น้อย จนเป็นความเคยชินในวัฏฏสงสาร ความเคยชินนี้ถอนยาก ราวกับว่ามันนอนอยู่ในสันดาน เขาจึงเรียกความเคยชินของกิเลสนี้ว่าสังโยชน์บ้าง ว่าอนุ- สัยบ้าง แปลว่าสิ่งที่มันพร้อมอยู่เสมอในสันดาน มันหมาย ถึงความเคยชินที่จะเกิดเป็นตัวกูของกู เป็นความรู้สึกขึ้นมา เป็นตัวกูของกู ในรูปหนึ่งเรียกว่าความโลภ ในรูปหนึ่งเรียก ว่าความโกรธ ในรูปหนึ่งเรียกว่าความหลง ไม่ว่าในรูปใด ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของตัวกูของกูทั้งนั้น มันเห็นแก่ตัวกู

น.27 ๒ ๓ มันอยากได้มันก็โลภ เมื่อมันไม่ได้ตามความต้องการของตัวกู มันก็โกรธ เมื่อตัวกูมันยังสงสัยลังเลไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแน่ มันก็มัวเมา พันพัวอยู่แต่ในสิ่ง ที่หวังว่า จะได้เป็น ตัวกูเป็น ของกูเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่ของตัวกูนั่นเองอย่างนี้เรียกว่ามันเป็นวัฏฏสงสารในจิตใจ เสียเรื่อย ไม่มีนิพพานเสียเลย ถ้าเป็นอย่างนี้มันก็ต้องตาย ในเวลาอันสั้น ที่นี้ธรรมชาติมันช่วย ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้างต้นว่ามันเหนื่อยเข้า มันหยุดไปเองบ้าง มันก็มีการนอน หลับไปบ้าง อะไรไปบ้าง มันจึงค่อยยังชั่ว หรือพออยู่ไป ได้ และไม่ต้องตาย ทีนี้พระอริยเจ้าทั้งหลายเกิดขึ้นมาในโลกนี้ ค้นพบ ว่า เราจะขยายเวลาที่เป็นนิพพานนี้ให้มากออกไป จึงได้ สอนการปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คืออริยมรรคมีองค์ แปดประการนี้ให้ปฏิบัติกัน เพื่อขยายเวลาแห่งความเย็น คือนิพพานนั้นให้ออกไปให้มาก ให้ไปหดเวลาของวัฏฏะ สงสารหรือความทุกข์นั้นให้สั้นเข้า หรือให้น้อยลง คือปีก โอกาศที่จะไม่ให้เกิดตัวกูของกู ขึ้นมาได้นั่นเองให้ มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ เรื่องนี้มันง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนที่

น.28 ๒๔ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "สเจ เม ภิก . ขู สมุมา วิหเรย . ยฺํ อสุญฺโญ โลโก อรหน . เตหิ อสฺส" - ถ้าภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้ จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกนี้จะไม่ว่างจาก พระอรหันต์. ฟังดูแล้วจะไม่น่าเชื่อ แต่เราก็มองเห็น และเชื่ออย่างยิ่ง ในข้อที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสแต่เพียงว่า ถ้าอยู่โดยชอบ โลกนี้ไม่ว่างจากพระอรหันต์ คำว่าอยู่โดยชอบ นี้ มันมีความหมายสำคัญลึกซึ้ง เพราะว่าถ้าใครอยู่โดยชอบ ที่เรียกว่าสัมมา วิหเรยยุง นี้แล้ว ตัวกูของกูไม่อาจจะเกิด เราเป็นอยู่กันทุกวันนี้ ไม่เป็นอยู่โดยชอบ มันจึงมีการเกิด ตัวกูของกู ยกหูชูหางขึ้นมา วันหนึ่งตั้งหลายครั้งหลายหน มันจึงไม่มีโอกาศที่จะเป็นนิพพานชนิดที่เด็ดขาดลงไปได้ คือ ไม่เป็นพระอรหันต์นั่นเอง ถ้าเป็นอยู่โดยชอบ คือเป็นอยู่ ตามอริยมมรรคมีองค์แปดประการ มีความเห็นชอบมีความ สำคัญมั่นหมายชอบ มีการพูดจาชอบ มีการกระทำชอบ มี การเลี้ยงชีวิตชอบ มีความพากเพียรชอบ มีสติ ระลึกไว้ชอบ มีสัมมาสมาธิคือปักใจมั่นชอบ เป็นความชอบแปดประการ อย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่า ความเป็นอยู่โดยชอบ เมื่อเป็นอยู่ โดยชอบอย่างนี้ กิเลสไม่อาจจะเกิด ตัวกูของกูไม่อาจจะ เกิด นานเข้า ๆ มันก็แห้งตายไป เหมือนกับสัตว์ที่ไม่ได้

น.29 ๒๕ กินอาหารเลย ไม่เท่าไรมันก็แห้งตายไป เป็นอยู่โดยชอบ นี้ มันทำให้ตัวกูของกูไม่ได้กินอาหารเลย คือมันไม่อาจจะ เกิดเลยนั่นเอง ไม่เท่าไรมันก็ค่อยถอยกำลังลง ถอยกำลังลง แล้วเหือดแห้งหายไปในวันหนึ่งในโอกาศหนึ่ง ที่เราเรียกว่า บรรลุมรรคผลนิพพาน ฉะนั้นความสำคัญมันอยู่ที่ว่า มีความรู้ถูกต้อง มี การกระทำถูกต้องอยู่เสมอ ไม่ให้เกิดตัวกูของกูแล้ว มันก็ ไม่มีการเกิดอะไรเลย ไม่มีการเกิดชนิดไหนเลย มันก็ไม่มี ความทุกข์เลย แล้วก็เป็นสุขอย่างยิ่ง อย่างที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัส เมื่อเรามองเห็นข้อเท็จจริงอันนี้จนเชื่อลงไปแล้ว ว่า การเกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกทีอย่างนี้แล้ว ก็ระวังการเกิด ให้ดี และให้รู้ว่าการเกิดนี้มันมีในทางจิตในทางวิญญาณ โดยง่ายโดยเร็ว อย่างที่เราควบคุมมันได้ยากอย่างนี้ จน วันหนึ่ง หรือชั่วโมงหนึ่งเกิดได้หลายหนหลายสิบหน ระวัง ให้ดี ปัญหาการเกิดอย่างนี้ เป็นปัญหาเฉพาะหน้า ถ้าเรา ควบคุมได้ ก็เป็นอันว่าควบคุมการเกิดต่อตายแล้ว เกิด หลังจากเข้าโลงแล้วนั้นได้ด้วย แล้วเราอย่าเพิ่งไปสนใจ เรื่องการเกิดหลังจากตายแล้ว มาสนใจ การเกิดที่ยังไม่ตาย

น.30 ๒๖ ที่ยังเป็น ๆ อยู่นี่แหละ ที่เกิดวันละหลาย ๆ สิบครั้งนี้แหละ ให้มากให้ดี แล้วควบคุมให้ได้ แล้วปัญหาจะหมดเพียง เท่านี้ เพราะว่าถ้าเราทำให้ไม่เกิดได้ในวันนี้ ในชีวิตนี้แล้ว มันไม่มีการเกิดที่ไหนอีก ทีนี้ปัญหาปลีกย่อย ที่คนเขาสนใจกันอยู่ เช่นว่า ตายแล้วไปเกิดในอบาย เป็นสัตว์นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกายก็มี ตายแล้วไปเกิดเป็นมนุษย์อีกก็มี ตายแล้วไป เกิดเป็นเทวดาอย่างกามาวจรก็มี ไปเกิดเป็นพรหมอย่างมี รูปก็มี ไปเกิดเป็นพรหมอย่างไม่มีรูปก็มี ต่าง ๆ กันอย่างนี้ เรียกอย่างหนึ่งว่าทุคคติ เรียกอย่างหนึ่งว่าสุคติ โดยเอา ความรู้สึกของตัวเป็นหลัก ว่าถ้าน่ารักน่าพอใจก็เรียกว่า สุคติ ถ้าไม่น่ารักไม่น่าพอใจแล้วก็เรียกว่าทุคคติ แต่พระ- พุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสอย่างนั้น ท่านตรัสว่า ถ้ามีการเกิด แล้วเป็นทุกข์เสมอกันหมด ไม่ว่าเป็นการเกิดชนิดไหน เพราะว่าการเกิดนี้มันเป็นความยึดมั่นถือมั่น อย่างที่ได้กล่าว มาแล้วข้างต้น มันจะเกิดเป็นอะไร มันก็ต้องมีความทุกข์ เสมอกัน แม้ว่ามันจะมีรูปร่างของความทุกข์ต่างกัน เหมือน ความทุกข์ของเศรษฐีกับความทุกข์ของคนขอทาน แต่มัน

น.31 ๒๗ ก็เป็นความทุกข์ด้วยกัน เป็นความทุกข์ด้วยน้ำหนักที่เท่ากัน มันจะไปเกิดในทุคติ มันก็มีความทุกข์อย่างทุคติ มันจะไป เกิดในสุคติ มันก็มีทุกข์อย่างสุคติ มันต้องหยุดการเกิด เสีย อย่าไปสำคัญมั่นหมายว่าตัวไปเกิดเป็นอะไรเข้า อย่า ไปสำคัญมั่นหมายว่า เราไปเกิดเป็นมนุษย์ เราไปเกิดเป็น เทวดาเป็นพรหมเข้า มันจะมีความทุกข์อย่างมนุษย์ อย่าง เทวดา อย่างพรหม เพราะว่าพวกพรหมก็มีความทุกข์อย่าง พรหม ถ้าพวกพรหมไม่มีความทุกข์แล้ว มันก็ไม่ต้องเกิด พระพุทธศาสนาขึ้น พุทธศาสนามีขึ้นมาเพื่อให้เกิดพระ- อริยะเจ้าที่จะดับเสียซึ่งความทุกข์ทุกชนิด ไม่ว่าความ ทุกข์ของมนุษย์ ของเทวดาหรือของพรหม ฉะนั้นพระสัมมา สัมพุทธเจ้าจึงเป็นพระศาสดาทั้งของเทวดาและมนุษย์ด้วย ลักษณะอย่างนี้ คือเพื่อไม่ให้เกิดความทุกข์แก่คนพวกไหน หมด นี้ระวังให้ดี เราคนหนึ่ง ๆ นี่แหละในชาติเดียว นี่แหละ มีวัฏฏสงสารยืดยาวพอที่จะเกิดเป็นอะไร ๆ ได้ ทุกอย่างทุกประการอย่างที่ว่ามา เอากันแต่ย่อ ๆ ว่า ถ้าไป เกิดในอบาย ก็มีอยู่ ๔ อย่าง เป็นนรก เป็นเดรัจฉาน

น.32 ๒๘ เป็นเปรต เป็นอสุรกายดังนี้ ๔ อย่างนี้เป็นอบาย เป็นทุคติ ทีนี้ตรงกลางเป็นมนุษย์ ที่นี้สูงขึ้นไปเป็นเทวดาในกามาวจร คือสวรรค์กามคุณ แล้วสูงขึ้นไปอีกก็เป็นพรหมที่มีรูปร่าง แล้วสูงขึ้นไปอีกก็เป็นพรหมที่ไม่มีรูปร่าง มันจึงนับได้เป็น แปด ที่เป็นอบายเป็นนรกนั้น ๔ แล้วเป็นมนุษย์ตรงกลาง หนึ่ง แล้วข้างบนอีกสาม รวมกันแล้วทั้งหมดจึงเป็นแปด การเกิดในลักษณะแปดนี้เป็นความทุกข์ ทั้งนั้น ไปตาม แบบของมัน ถ้ามีความสำคัญว่าเกิดเป็นอะไร ก็จะต้องมี ความทุกข์ไปตามแบบนั้น แล้วมันก็ได้เกิดอยู่จริง ๆ ด้วย ในพวกเราทุกคน ในวันหนึ่ง ๆ นี่แหละ ถ้าจะเข้าใจเรื่องนี้ ต้องเข้าใจความหมายของคำเหล่านี้ ยกเอามาพูดกันถึงเรื่องอบายก่อน เรื่องอบาย มีนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สำหรับนรกมีความหมาย ที่แท้จริง คือความเดือดร้อนใจเหมือนไฟเผา เมื่อใดใคร ได้ทำอะไรจนเกิดความร้อนใจเหมือนไฟเผา ก็ยอมรับเถิด ว่าคนนั้นกำลังเป็นสัตว์นรก ไม่ว่าเป็นพระเป็นเณรเป็น อุบาสกอุบาสิกา เป็นชาวบ้าน เป็นอะไรก็ตาม ถ้ากำลัง มีความร้อนใจเหมือนไฟเผาด้วย เรื่อง ของ ตัว กู ของ กู แล้ว

น.33 ๒๙ กำลังเป็นสัตว์นรก นี้เป็นการพูดกันตรงๆ เพื่อประหยัด เวลา ที่นี้ถ้าเมื่อใดมีความโง่ อย่างไม่น่าจะโง่ เมื่อนั้นเกิด เป็นสัตว์เดรัจฉาน จะเป็นหญิงเป็นชาย เป็นบรรพชิต เป็นฆราวาสอะไรก็ตาม เมื่อใดมีความโง่อย่างไม่น่าจะโง่ เมื่อนั้นเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมีความหมายสำคัญอยู่ตรง ที่ความโง่ ที่นี้เมื่อใด ตัวกูของกูเป็นไปในทางความหิวกระ หายในทางวิญญาณ เหมือนคนเล่นการพนัน คนซื้อลอต เตอรี่ มีความหิวที่จะได้เงินจะถูกลอตเตอรี่ มีความหิวทาง วิญญาณอย่างนี้ เมื่อนั้นรู้เสียเถิดว่ามันเกิดเป็นเปรตแล้ว คือมีความหิวอย่างยิ่งอยู่ในจิตใจ ที่นี้ถ้าว่าถึงบางคราวมันมี ความกลัวมีความขลาด มันก็เกิดเป็นอสุรกายแล้ว อสุระ แปลว่าไม่กล้าหาญ กายแปลว่าพวก หรือหมู่ อสุรกาย แปลว่าพวกขี้ขลาด นี้ในวันหนึ่ง ๆ เรามีโอกาศที่จะเกิดใน อบายครบทั้งสี่ ระวังให้ดี ระวังเรื่องตัวกูของกูไว้ให้ดี มัน เกิดขึ้นมาในลักษณะอย่างไร ถ้าเกิดมาในลักษณะร้อนใจ ก็ ให้ถือเป็นสัตว์นรก เกิดมาในลักษณะที่โง่ ก็ให้ถือเป็นสัตว์ เดรัจฉาน ถ้าเกิดมาในทางหิวในทางจิตทางวิญญาณ ก็เรียก ว่าเป็นเปรต ถ้ามันขี้ขลาดอย่างไม่น่าเชื่อมันก็เป็นอสุรกาย

น.34 ๓๐ ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ กันลืมเช่นว่า นักเล่นการ พนัน คนที่เล่นการพนัน เมื่อมันทำพลาดพลั้งไปมากเสีย ยิ่งกว่าหมดเนื้อหมดตัว ก็ร้อนใจเหมือนไฟเผามันตกนรก แล้วในบ่อนพนันนั่นแหละ หรือว่าเพราะมันโง่โดยคิดว่าการ พนันนี้จะช่วยได้ ถ้าความโง่มีมากถึงอย่างนี้ มันก็โง่เป็น สัตว์เดรัจฉานแล้ว ตั้งแต่ก่อนไปเล่นไปลงมือเล่นการพนัน ทีนี้เมื่อกำลังเล่นการพนันอยู่ มันหิวเหมือนใจจะขาดที่มันจะ ชนะนั้น มันก็เป็นเปรตแล้ว และในบางเวลาบางขณะมัน กลัวจะแพ้อยู่ตลอดเวลา กลัวจะเสียกลัวจะพ่ายแพ้อยู่ตลอด เวลา มันก็เป็นอสุรกายแล้ว นี่ตัวอย่างเพียงในวงในบ่อน การพนันอย่างเดียว มันก็เกิดเป็นนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกายได้ครบถ้วน ปู่ย่าตายายของเราไม่ใช่เป็นคนโง่ ถ้าเป็นคนโง่ คงจะไม่พูดไว้ว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ ลูกหลาน เสียอีกที่จะเป็นคนโง่ เพราะไปคิดว่าจะตกนรกหรือไป สวรรค์ต่อตายแล้ว ต่อเข้าโลงไปแล้วอย่างนี้ นี่เป็นคนโง่ สักเท่าไรลองคิดดู ฉะนั้นขอให้ฉลาดเพียงปู่ย่าตายายของ เราก็พอว่าสวรรค์มันอยู่ในอก นรกมันอยู่ในใจ ก็นึกดูถึง เรื่องตัวอย่างในการเล่นการพนัน มันมีนรก เดรัจฉาน เปรต

น.35 ๓๑ อสุรกายได้ครบถ้วน ความร้อนใจมันมาจากการทำผิด หรือ ว่าเป็นผลของกรรมก็ตาม ความร้อนใจนั้นมันมีความหมาย เป็นนรกทั้งนั้น สำหรับความโง่นั้น มันก็โง่มากจนไม่น่า จะโง่ นี่ขออภัยที่ต้องพูดตรง ๆ อย่างนี้เพราะเวลามีน้อย ไปคิดดูให้ดี ไปสังเกตให้ดี ไปทดสอบให้ดี เราโง่อย่าง ไม่น่าจะโง่ก็มีอยู่บ่อย ๆ ความโง่นี้แหละนำไปสู่การทำไม่ถูก หรือทำผิด ส่วนความหิวนั้นมันก็มีอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน อยากดิบ อยากดีเด่น อยากอะไร เหล่านี้ ถ้ามันถึง ขนาด ที่ว่า กระหายในทางวิญญาณแล้ว ก็เรียกว่ามันเป็นอบาย หรือมัน เป็นเปรต ทำไมเราจะต้องหิว เรามีสติปัญญาให้เพียงพอ รู้ว่าเราจะต้องทำอย่างไร แล้วเราก็ทำอย่างนั้นไป อย่าง สนุกสนานก็แล้วกันไม่ต้องหิวอย่างเปรต แม้ว่าจะซื้อลอต เตอรี่ก็ไม่ต้องหิวอย่างเปรต ซื้อเล่นสนุก ๆ ก็ยังได้ จะคิด ไปในทางถูกต้องจะช่วยให้เขาเอาเงินไปบูรณะประเทศชาติ ก็ยังได้ ไม่ต้องเอาไม่ต้องซื้อเอามาไว้นอนหิวเป็นเปรต นี้ เรียกว่าถ้ามีสติสัมปชัญญะอยู่แล้ว มันก็ไม่เกิดตัวกูของกู มันก็ไม่หิวอย่างเปรต ถ้ามันเสียสติสัมปชัญญะไปแล้ว มัน ก็หิวอย่างเปรตและมันก็ได้เป็นเปรตที่นี่และเดี๋ยวนี้ สำหรับ

น.36 ๓๒ ความกลัวนั้นก็เหมือนกัน ถูกทำให้กลัวมาจนเป็นนิสัย ลองคิดดูเถิดว่า กลัวกระทั่งไส้เดือน จิ้งจก ตุ๊กแก ลูกหนู ตัวแดง ๆ อย่างนี้มันกลัวเกินขอบเขต มันเป็นความกลัว ที่ไม่ควรจะกลัว ทีนี้ก็ยังมีกลัวผีที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แล้วก็ที่ กลัวมาก ก็คือกลัวธรรมะ กลัวว่าการปฏิบัติธรรมะจะทำ ให้เกิดความจืดชืดแห้งแล้ง นิพพานนั้นไม่มีอะไร นอกจาก ความจืดชืดแห้งแล้ง จึงกลัวธรรมะกลัวนิพพาน อย่างนี้ มันคืออสุรกายอย่างยิ่ง อยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ นี่เรามาแก้ปัญหาเหล่านี้ ชำระสะสางสิ่งเหล่านี้กัน เสียให้หมด อย่าไปทำสิ่งที่ให้เกิดความร้อนใจเป็นอันขาด และเมื่อทำลงไป ถ้ามันผิดพลาด ก็ไม่ต้องร้อนใจ คิดทำ เสียให้ถูกใหม่ เว้นไม่ทำอีกต่อไป ที่จะทำแก้ไขให้ถูกใหม่ได้ อย่างไร ก็ทำไป มันก็ไม่ต้องร้อนใจ ไม่ต้องตกนรก แล้ว ก็รู้สิ่งที่ควรจะรู้อย่างยิ่ง คือรู้ว่าอย่าไปเกิดตัวกูของกูอย่าง เดียวเท่านั้นพอ จะไม่โง่อย่างสัตว์เดรัจฉานอีกต่อไปเลย แล้วก็ไม่มีการหิวการทะเยอทะยาน แล้วก็ไม่มีการกลัวอย่าง ที่ไม่มีเหตุผล ทุกอย่างมันเป็นไปอย่างถูกต้องอย่างนี้แล้ว ก็เป็นอันว่าไม่ตกอบาย ที่นี่ก็ไม่ตกอบาย ตายไปแล้วเข้าโลง

น.37 ๓๓ ไปแล้ว ก็ไม่ตกอบาย ขอให้คิดดูให้ดีว่าถ้าไม่ตกอบายที่นี่ อย่างที่ว่าอย่างนี้แล้ว ตายไปแล้วมันจะตกอบายที่ไหนได้ เพราะไม่เคยทำความชั่ว ไม่เคยทำความผิด ไม่เคยโง่ไม่เคย หิว ไม่เคยอะไรต่างๆ ฉนั้นสิ่งที่เราจะทำได้ หรืออยู่ใน กำมือในอำนาจที่เราจะทำได้ มันอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ เราจัด การกับนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ที่นี่และเดี๋ยวนี้ อย่าได้เกิดเป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรตเป็น อสุรกายที่นี่และเดี๋ยวนี้ ตายแล้วก็ไม่มีเกิดเป็นนรกเดรัจ ฉาน เปรตอสุรกายที่ไหนอีก ฉะนั้นอย่าไปสนใจเรื่อง ข้างหน้าที่ยังไม่มาถึง จงสนใจแต่เรื่องที่กำลังถึงอยู่เดี๋ยวนี้ กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ กำลังมีอยู่เดี๋ยวนี้ แล้วแก้ไขให้หมด สิ้นไป มันจะเป็นการแก้ไขตลอดไปถึงข้างหน้าด้วย นี่คือ การเกิดอย่างเลว ๆ อย่างนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ท่านต้องกำหนดความหมายไว้ให้ดี ๆ ว่า นรกนั้นคือ ความร้อนใจ เดรัจฉานนั้นคือความโง่ เปรตนั้นคือความหิว อสุรกายนั้นคือความขลาด ทีนี้เราเลื่อนขึ้นมาถึงมนุษย์ ในมนุษย์นั้นมี ความหมายถึงความเหน็ดเหนื่อยเหงื่อไหลไคลย้อย คือทำ

น.38 ๓๔ การงาน เอาเหงื่อแลกอาหาร เอาเหงื่อแลกกามคุณ ไม่ เกี่ยวกับความร้อนใจ ความโง่ ความอะไร เอาตรงที่ว่า ทำไปโดยสุจริต เอาเหงื่อแลกสิ่งที่ตนต้องการ นี้คือ ความหมายของคำว่า มนุษย์ อย่าให้ไปปนกับคำว่านรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย นั้นมันต่ำเกินไป นรกมัน ร้อนใจ เดรัจฉานมันโง่ เปรตมันหิว อสุรกายมันขลาด ส่วนมนุษย์นั้นไม่ต้องมีอย่างนั้น มีแต่ความพยายามบากบั่น กระทำไปเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ โดยเอาเหงื่อเข้าแลก ด้วยความสุจริต อย่างนี้เป็นมนุษย์ หมายความว่า มนุษย์ ก็มีความหมายสรุปสั้น ๆ ลงไปว่าเหนื่อย เราต้องยอม เหนื่อย ทีนี้สูงขึ้นไปถึงเทวดาชั้นกามาวจร คือเทวดาที่เรา ได้ยินเขาบอกเล่ากันว่า มีวิมานมีนางฟ้า มีอะไรเหล่านี้ เรียกว่าเทวดากามาวจร นี้หมายถึงผู้ที่ไม่ต้องเหนื่อย แล้ว ก็ได้กามคุณตามที่ตนต้องการ ทีนี้ถ้าว่าสูงขึ้นไปอีก ก็คือ ผู้ที่เบื่อกามคุณ เห็นกามคุณเป็นของสกปรก อยากจะอยู่ อย่างจืดอย่างบริสุทธิ์ ก็ขึ้นมาถึงชั้นพรหม มีรูปร่างมีวัตถุ ที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย ก็เรียกว่ารูปพรหม ที่นี้สูงขึ้นไปอีก

น.39 ๓๕ เขาว่ารูปร่างวัตถุนี้มันไม่แน่นอน สู้ไม่เกี่ยวข้องกับรูปร่าง หรือวัตถุไม่ได้ คือไม่มีรูปเสียเลยจะดีกว่า อย่างนี้เขาเรียก ว่าอรูปพรหม คำพูดมันมีอยู่อย่างนั้น แต่ความหมายมันมีอยู่เป็น อย่างอื่น เช่นเดียวกับที่แล้ว ๆ มา ว่านรกนั้นเขาเขียนไว้ ตามฝาผนังโบสถ์ ว่ามันเป็นหม้อทองแดง ว่ามันเป็นทะเล น้ำกรด ว่ามันเป็นฝนหอกฝนดาบอะไร นั้นมันเป็นบุคคลา- ธิษฐานที่เขียนให้เห็นโดยวัตถุ โดยรูปร่าง เพราะว่าความรู้ สึกนั้นมันเขียนเป็นรูปไม่ได้ จึงต้องเขียนอย่างวัตถุ แต่ รวมความแล้วมันมีความร้อนใจ มีความเดือดร้อน หรือ ความโง่ หรือความหิว หรือความกลัว ที่นี้พอมาถึงมนุษย์ ก็คือความเหนื่อย พอมาถึงสวรรค์ชั้นกามาวจรก็คือความอิ่ม ในทางกามารมณ์ ด้วยเหตุใดก็ตาม เขามีเงิน มีอำนาจ วาสนาหรือมีบุญกุศล หรือมีอะไรก็ตาม ได้ความอิ่มในทาง กามารมณ์และไม่ต้องเหนื่อย อย่างนี้เป็นเทวดา ประเภท กามาวจร ถ้าเบื่อขึ้นไปอีก ก็ไม่เกี่ยวข้องกับกามคุณ เอาสิ่ง ที่มันบริสุทธิ์สอาด

น.40 ๓๖ นี่แหละ ขอให้เปรียบเทียบดูจิตใจของเรา ในบาง เวลา มัวเมาในกามารมณ์ แต่เมื่อซ้ำซากเข้า มันก็เบื่อ หรือเข็ดฟัน มันต้องการจะพักผ่อน จะไปเล่นของเล่น จะไปสนใจในวัตถุสิ่งของ ทีนี้บางเวลาวัตถุสิ่งของก็ไม่เป็น ที่พอใจ ก็ไปนึกถึงสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง เช่น บุญกุศล เกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นต้นซึ่งไม่มีรูป หรือพูดให้ง่าย ๆ ขึ้นมาว่า คนบางคนมัวเมาในกามารมณ์ แต่คนบางคนหรือบางเวลา นั้นไปเล่นกับของเล่นที่ไม่ใช่กามารมณ์ ไปหลงใหลในเรื่อง ปลากัด นกเขา ต้นไม้อะไรยิ่งกว่าหลงในกามารมณ์ก็ยังมี จิตใจมันเปลี่ยนไปในรูปนั้น ทีนี้บางที บางคน บางเวลา เห็นว่าอ้ายเรื่องอย่างนี้มันก็ยังยุ่ง สู้เรื่องนึกฝันไปในทาง ความคิดความนึกทางบุญทางกุศล หรือความดีความงาม หรือเกียรติยศชื่อเสียงซึ่งไม่มีรูปร่างก็ยังดี อย่างนี้มันก็ยังมี และมันก็ไม่ใช่เหมือนกัน มันต่างกันมาก มันต่างกันเป็นภูมิ เป็นชั้น อยากจะชี้ให้เห็นว่า ในคน ๆ หนึ่งนี้ มันเปลี่ยน เกิดได้ครบทั้งแปดชนิด ท่านจงสังเกตตัวเองว่าตั้งแต่เกิดมา เป็นเด็ก จนกระทั่งบัดนี้มีอายุได้กี่สิบปีแล้ว และบางวัน ความคิดเป็นอย่างไรเปลี่ยนได้กี่อย่าง คน ๆ เดียวแท้ ๆ ใน

น.41 ๓๗ เวลานี้ บางวันก็หลงใหลในกามารมณ์ กามคุณ ไปสัก ชั่วโมงสองชั่วโมง แล้วก็อยากจะหยุด อยากจะพักผ่อน ไปเล่นของเล่น ไปเล่นกีฬา หรือไปเล่นของเล่น แล้ว บางเวลาก็อยากจะอยู่นิ่ง ๆ ไม่มีอะไรมากวนเลย อยากจะ อยู่นิ่ง ๆ ไม่มีอะไรมากวนเลย อย่างนี้มันก็ยังมี แต่ว่ามัน ยังมีเรื่องที่จะต้องเป็นมนุษย์ คือมีการทำงานที่เหน็ดเหนื่อย ชั่วโมงทำงานที่เหน็ดเหนื่อยมันจึงมีมาก แล้วบางเวลามัน ก็มีนาทีที่ไปตกนรก ร้อนใจ หรือโง่ เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือหิวเป็นเปรต หรือกลัวเป็นอสุรกาย นั่นแหละคนเดียว แท้ ๆ ภายในวันเดียวอาจจะมีได้ถึงหลายอย่างอย่างนี้ หรือว่า ในสัปดาห์หนึ่งนี้ ก็ยังเกิดครบถ้วนได้ทั้งแปดชนิด เรียกว่า เกิดเป็นอบายก็ได้ เกิดเป็นมนุษย์ก็ได้ เทวดาก็ได้ พรหม ก็ได้ แล้วไปดูให้เห็นว่า ไม่ว่าเกิดเป็นอย่างไหน มี ความทุกข์ทั้งนั้น สู้ไม่เกิดไม่ได้ ที่ตรงนี้ฟังยาก ถ้าฟัง ตรงนี้ออก ก็จะเข้าใจพระพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้น และ ถึงความหมายที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่ว่าไม่เกิด คำว่าไม่เกิดนี้ ไม่ต้องไปนึกถึงตายแล้วไม่เกิด เข้าโลงแล้วไม่เกิด ขอให้นึกถึงข้อที่ว่า เราจะมีสติสัม-

น.42 ๓๘ ปชัญญะอยู่ อย่าให้เกิดตัวกู-ของกูเท่านั้นเอง อย่าให้ เกิดอัสสมิมานะ เป็นตัวกูของกูหรือเป็นอหังการ มมังการ เป็นตัวกูเป็นของกู อยู่ในชีวิตประจำวันนี่แหละคือการไม่ เกิด เหลืออยู่แต่สติปัญญาที่ได้ศึกษามาอย่างไร แล้วก็ทำ หน้าที่ของตนไปตามสมควรแก่หน้าที่ แล้วก็สนุกไปในการ ทำหน้าที่ มีบีติปราโมทย์ไปในการได้ทำหน้าที่ที่ถูกต้อง อย่าให้เป็นเรื่องของตัวกูเป็นของของกูขึ้นมา นี้เป็นหัวใจ ของพระพุทธศาสนา แปลว่าให้ทุกคนอยู่ด้วยความรู้สึกนึก คิดที่ไม่มีความหมายเป็นตัวกูของกู ทุกศาสนาก็สอนอย่างนี้ แล้วก็ พิสูจน์ได้ ตามกฎของ ธรรมชาติ ของวิทยาศาสตร์ ทุก แขนงได้ด้วย ถ้าความคิดนึกของคน มันเป็นไปในลักษณะที่ เป็นความมีตัวหรือเห็นแก่ตัวแล้ว มันก็ต้องมีความทุกข์ทั้งนั้น ศาสนาคริสเตียนก็สอนอย่างเดียวกัน เรื่องไม่ให้มีความเข้า ใจ หรือสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวกูของกู แล้วพวกคริส- เตียนส่วนมากก็ไม่เข้าใจคำสอนเหล่านั้น เช่นเดียวกับพวก เราพุทธบริษัทแทบทั้งหมดนี้ ก็ไม่เข้าใจคำสั่งสอนของพระ- พุทธเจ้าในเรื่องนี้ ดังนั้นมันก็พอ ๆ กัน ทั้งโลกไม่ว่า ศาสนา

น.43 ๓๙ ไหน ล้วนแต่ไม่เข้าใจสิ่งซึ่งเป็นหัวใจแท้ ๆ แห่งศาสนา ของตนเช่นเดียวกับพวกพุทธเราไม่เข้าใจคำสอนเรื่องว่า อย่าเกิดหยุดเกิดเสียที ไม่เข้าใจ แล้วก็งง แล้วก็ไม่เชื่อใน ที่สุดหาว่าสอนผิดๆ ไม่กล้าค่าพระพุทธเจ้า ก็เก็บไว้ในใจ หรือว่า คิดว่าคนนี้ไม่ได้เอามาสอนจริงตามที่พระพุทธเจ้า ท่านสอน มันก็เป็นอย่างนี้ มันก็ไม่รู้เรื่องอนัตตาเรื่อง สุญญตา คือเรื่องที่ไม่มีตัวกูไม่มีของกูนี้กันเสียเลย มันจึง ต้องเป็นทุกข์ แล้วก็มีการเกิดมาก มีวัฏฏสงสารมากกว่า นิพพาน มันพิสูจน์ได้อยู่ตรงที่โรงพยาบาลประสาทก็ไม่พอ โรงพยาบาลโรคจิตก็ไม่พอ นี่มันก็พิสูจน์ได้อยู่อย่างนี้แล้ว ไม่ต้องไปถามใครเพราะไม่เข้าใจธรรมะที่จะป้องกันไม่ให้ เกิดโรคทางวิญญาณนั่นเอง พุทธศาสนามีความมุ่งหมาย อย่างนี้พระพุทธเจ้าก็มีความมุ่งหมายอย่างนี้ ให้มีชีวิตอยู่ด้วย สติสัมปชัญญะ ให้มีสติอยู่ทุกเมื่อ มองเห็นโลกโดยความเป็น ของว่างจากตัวตนหรือของตน ให้จิตว่างจากความคิดนึกว่า เป็นตัวตนของตนอยู่เสมอ เหลืออยู่แต่สติปัญญา รู้ว่าหน้าที่

น.44 ๔๐ ที่จะต้องทำอย่างไรแล้วก็ทำไป นี้เป็นหัวใจของพระพุทธ ศาสนา ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ทีนี้อย่างคริสเตียน อยากจะขอเอามาบอกกล่าว ให้ฟัง ที่ว่าพวกคริสเตียนเองก็ไม่สนใจ คัมภีร์ใบเบิ้ลภาค ๒ คือภาค New Testament ตอนปลายๆ หมวดโครินเธี่ยนเป็น คำพูดของเซ้นต์ปอลล์ ที่สรุปคำสอนทั้งหมดของพระเยซู เข้าไว้ เป็นคำสั้นๆ สอนประชาชนที่เมืองโครินเขียนนั้นว่า "ถ้ามีภรรยา ก็จงมีจิตใจเหมือนกับไม่มีภรรยา ถ้ามีทรัพย์ สมบัติ ก็จงมีจิตใจเหมือนกับไม่มีทรัพย์สมบัติ, ถ้ามีความทุกข์ ก็จงมีจิตใจเหมือนกับไม่มีความทุกข์ ถ้ามีความสุข ก็จงมีจิต ใจเหมือนกับไม่มีความสุข ถ้าไปซื้อของที่ตลาด อย่าเอา อะไรมา"เป็นข้อๆอย่างนี้ ลองฟังดู ว่านี่คือหัวใจของพระ พุทธศาสนาที่มีอยู่ในคัมภีร์ใบเบิ้ล มีภรรยา ก็มีจิตใจเหมือน กับไม่มีภรรยา ตรงนี้เขาพูดกับผู้ชาย โดยไม่ได้พูดถึงเรื่อง ว่า ถ้ามีสามีก็จงมีจิตใจเหมือนกับไม่มีสามี แต่เป็นอันรู้ได้ ในตัวว่า มันทั้งสามีและภรรยา ก็หมายความว่า อย่ายึดมั่นถือ มันสำคัญมั่นหมายว่าของเรานั่นเอง มีทรัพย์สมบัติก็ไม่ได้ยึด มั่นถือมั่นหรือสำคัญมั่นหมายว่าทรัพย์สมบัติของเรา มันก็

น.45 ๔๑ เท่ากับไม่มี. มีความทุกข์เกิดขึ้นก็รู้จักสลัดออกไป ไม่ใช่ ความทุกข์ของเรา มีความสุขอยู่ก็สลัดออกไปไม่ใช่ความสุข ของเรา ไปซื้อของที่ตลาดอย่าเอาอะไรมา คือหมายความว่า เมื่อเราหิ้วห่อของที่เราซื้อมาจากตลาดนั้น ในใจไม่ได้สำคัญ มั่นหมายว่านี้ของเรา จึงถือว่าไปซื้อของที่ตลาดก็ไม่ได้เอา อะไรมา นี่เป็นคำสอนของพวกคริสเตียน เป็นหัวใจของ คริสตศาสนา ที่เขาสรุปไว้อย่างนี้ อาตมาเคยถามพวกที่เป็น คริสเตียน ที่เป็นชั้นครูบาอาจารย์ด้วยซ้ำไปว่า นี่คุณว่า อย่างไร คุณเข้าใจว่าอย่างไร เลยอึ้งไปหมด ผลที่สุดว่า ผมไม่ได้สนใจ เขาไม่ได้สนใจข้อความตอนนี้ในพระคัมภีร์ เลย เพราะเห็นว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่ไปสนใจเรื่องเชื่อ เรื่องอะไรเป็นการใหญ่โต ส่วนเรื่องที่เป็นส่วนสำคัญที่สุดนี้ ไม่ได้สนใจ ที่นี้แม้ศาสนาอื่นๆที่เรียกว่า ถึงขนาดที่จะ" เรียกว่าศาสนาแล้ว ก็ไปดูเถอะ หัวใจของศาสนานั้น ๆ จะพยายามสอนเรื่องความไม่เห็นแก่ตัวทั้งนั้น สอน เรื่องความไม่เห็นแก่ตัวเป็นเรื่องสำคัญ ความไม่มีตัวหรือ ไม่

น.46 ๔ ๒ เห็นแก่ตัวเป็นเรื่องสำคัญ แต่แล้วคนแห่งศาสนานั้น ๆ ก็ไม่ สนใจเหมือนกัน ก็เหมือนกับพวกเราที่ไม่สนใจเรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา ซึ่งเป็นของวิเศษในพระพุทธศาสนาของพระ พุทธเจ้า ศาสนาอื่น ๆ ก็เหมือนกัน ก็เลยพูดได้ทีเดียวว่า มนุษย์ทั้งโลกนี้ไม่สนใจ เรื่องที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ ไปสนใจแต่เรื่องปากเรื่อง ท้อง เรื่องตัวกู เรื่องของกู แล้วก็เพิ่มให้มันมากขึ้น มัน ก็ได้เป็นอะไรอย่างที่ว่า เป็นนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย มากกว่าที่จะเป็นมนุษย์ หรือเป็นมนุษย์ก็เหงื่อไหลไคลย้อย มากเกินไป ไม่รู้จักทำให้มีการพักผ่อน แล้วถ้าสูงเตลิด เปิดเบิ่งไป ก็ไปมีตัวมีตนชนิดที่มันมีความทุกข์ แบบอื่น อย่างอื่น แปลก ๆ ออกไป เช่นเป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นอะไร เหล่านี้ นี้เรียกว่าไม่เข้าใจ และตกอยู่ในวิสัยของ พญามาร พญามารมาดึงไปในทางของพญามารหมดไม่ได้ไป ในทางของพระพุทธเจ้าเลย แล้วเราก็ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า พญามาร พญามารนี้โดยเนื้อแท้ก็หมายถึง สิ่งที่ยั่วยวนที่จะ

น.47 ๔๓ ดึงจิตดึงใจของคนไปสู่อำนาจของมัน เราหลงอะไรสิ่งนั้น ก็เป็นมาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือกามารมณ์ หรือกามคุณ จอมแห่งมารนั้น เขาเอาไปไว้ที่ สวรรค์ชั้น ปรนิมมิตวสวัตติ สวรรค์ที่สมบูรณ์ด้วยกามารมณ์อย่างยิ่ง แล้วมีผู้อื่นคอยให้ คอยช่วย คอยอะไร คอยประคบประหงมทุกอย่าง นั่นแหละ จอมของพญามารอยู่ที่นั่น ที่นี้เราก็ตกเป็นเหยื่อหรือเป็นลูก น้องของพญามาร เพราะหวังจะได้แต่สิ่งเหล่านั้น และมี การเพิ่มให้แก่ตัวกูของกูมากขึ้น มันคอยแต่จะมีตัวกู-ของกู ไม่มีที่สิ้นสุด มันก็เลยไปในกระแสแห่งมาร ไม่มาในกระ- แสแห่งพระ หรือพระพุทธเจ้า นี่เรื่องมันมีนิดเดียวเท่านี้ ถ้าเมื่อใดจิตมีตัวกูมีของกูมันก็เป็นมาร เป็น ลูกน้องของมาร เมื่อใดจิตว่างจากตัวกู-ของกูก็เป็นสาวกของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า วันหนึ่ง ๆ ท่านเป็นลูกน้องของมาร กี่ชั่วโมง เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากี่ชั่วโมง ทุก คนรู้ได้ด้วยตนเองไม่ต้องพูด ถ้าขืนพูดก็คงพูดไม่จริง ดังนั้นมันไม่ต้องถามกันดีกว่า แล้วก็ไปรู้เอาของตนแต่ละ

น.48 ๔๔ คนๆ ว่า วันหนึ่ง ๆ มีตัวกู-ของกูกี่ชั่วโมง ว่างจากตัวกู- ของกูกี่ชั่วโมง แล้วก็ดูให้เห็นว่าขณะที่มันมีตัวกู-ของกูนี้ แล้ว ย่อมจะมีการเกิดเป็นนั่นเป็นนี่ ด้วยความสำคัญมั่น หมายแล้วเป็นทุกข์ ทุกที ควรจะรู้จักเข็ดรู้จักหลาบกันเสีย บ้าง แล้วก็หันมาในทางที่จะไม่ให้มันเกิด คือรักษาเวลาที่ เป็นเวลาว่างหรือสงบ หรือนิพพานนั้นไว้ให้มาก ให้มาก ออกไป ให้มากออกไป แล้วก็จะหายจากโรคทั้งทางวิญญาณ และทั้งทางร่างกาย โรคเบาหวาน โรคความดันสูง โรค หัวใจ โรคอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มาจากตัวกู-ของกูทั้งนั้น คือความสำคัญว่าตัวกู-ของกูนี้รบกวนจนมีความพักผ่อนไม่ พอ มีจิตใจกระวนกระวายมาก มีการใช้น้ำตาลในโลหิต อย่างโลดโผน ขึ้น ๆ ลง ๆ แรงเกินไปจนไม่มีความเป็นปกติ ก็เกิดโรคทางกายขึ้น และทางวิญญาณก็มีโรครบกวนเป็น ความทุกข์อยู่ รวมกันแล้วร่างกายนี้มันก็ทนไม่ได้ มันก็ กลายเป็นโรคประสาท กลายเป็นโรคจิต หรือกระทั่งตาย หรือแม้ไม่ตายก็อยู่ในความทนทุกข์ มีความหม่นหมอง เหมือนกับตกนรกชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่แล้ว

น.49 ๔๕ ขอให้เข้าใจว่า โดยรายละเอียดปลีกย่อยนั้นเขาแบ่ง ลงไปอีกมาก เช่น นรก อาตมาพูดแต่ว่าความร้อนใจเพียง อย่างเดียว แต่ในคัมภีร์ที่ละเอียดนั้นเขาแบ่งนรกเป็นสิบ แปดชุมบ้าง ยี่สิบแปดขุมบ้าง กี่ขุมบ้าง ต่าง ๆ กัน แต่ ในที่สุดมันมีความหมายตรงที่ว่าร้อนทั้งนั้น ไม่มีนรกไหนที่ เย็น มีแต่ความหมายเป็นความทุกข์ทั้งนั้น ถึงเปรตก็เหมือน กัน แบ่งเป็นหลายชนิด เปรตเป็นงู เปรตเป็นปากเท่ารู เข็ม ท้องเท่าภูเขา เปรตอะไรต่าง ๆ มันก็ล้วนแต่ว่ามันหิว ทั้งนั้น ฉะนั้นรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้ ไปคิดเอาเอง ว่ามันมีได้อย่างไร มากน้อยเท่าไร สั้นยาวเท่าไร แต่แล้ว เอาความหมายของมันให้ถูกต้องว่า นรกก็ต้องร้อนใจ เดรัจ ฉานก็ต้องโง่ เปรตก็ต้องหิว อสุรกายก็ต้องขี้ขลาด มนุษย์ ก็ต้องเหนื่อย กามาวจรก็หลงใหลในกามารมณ์ รูปพรหม ก็หลงใหลในวัตถุบริสุทธิ์ รูปพรหมก็หลงใหลในนามธรรม อันบริสุทธิ์ ล้วนแต่เป็นการเกิดทั้งนั้น ไม่มีใครที่ไม่เกิด แล้วก็ต้องเป็นทุกข์ร่ำไป พยายามที่จะละความสำคัญมั่น

น.50 ๔๖ หมายอันนี้เสียให้ได้ ในบทว่า อัสสมิมานัสสะ วินะโย เอตัง เว ปรมัง สุขัง อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะและปัญญา อย่ามี ตัวกู-ของกู ไม่ต้องเกิดก็ไม่ต้องทุกข์เลย ดังนี้เรื่อยไป ๆๆ จนมันเด็ดขาดตายตัวลงไปเป็นสมุจเฉทประหาร ก็เป็น นิพพานอย่างแท้จริงที่สมบูรณ์ เดี๋ยวนี้มีนิพพานชั่วขณะ ๆ ไปก่อนก็ยังดี ยืดมัน ให้ยาวออกไป หดอ้ายความทุกข์หรือวัฏฏสงสารให้มันสั้น เข้าๆ ก็พอจะทำกันได้ ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาอายุ ๘๐ ปี ๑๐๐ ปี ถ้าเราไม่รู้จักเลื่อนชั้นอย่างนี้แล้ว อยู่อีกพันปีมันก็ไม่มีอะไร เกิดขึ้น แต่ถ้าเรารู้จักเลื่อนชั้นแล้วมันก็จะทันได้ในชีวิตนี้ สมมติว่ามีอายุเพียง ๘๐ ปีเป็นเด็กมา เป็นหนุ่มเป็นสาว เป็น พ่อบ้าน แม่เรือน ก็รู้ความหมายของสิ่งเหล่านี้ให้ดี ๆ ว่ามัน เป็นมาอย่างไร มันหลงไปอย่างไร แก้ไขเสียให้ถูกต้องควบ คุมความเห็นแก่ตัวหรือตัวกูของกูนี้ให้ได้ แล้วมันก็จะรู้ได้ เอง ก็จะเบื่อหน่ายได้เอง ก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เยือก เย็นเป็นสุขไม่มีความทุกข์เลยได้เอง เรียกว่ามันมีเพียงเท่านี้

น.51 ๔๗ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านสรุปไว้สั้น ๆ ว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" _ สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวเรา หรือของเรา. ไม่ว่าอะไรทั้งหมด จะเป็นวัตถุสิ่งของหรือเป็น ภาวะ หรือเป็นการกระทำ เป็นนามธรรม หรือเป็นผลของ การกระทำอะไรก็ตาม ล้วนแต่อย่าไปเข้าใจว่ามันเป็นตัวเรา หรือของเรา ให้เข้าใจว่าเป็นของธรรมชาติ เป็นธรรมชาติ เป็นของธรรมชาติ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เป็นสมบัติ ของธรรมชาติ อย่ากล้าไปเอามาเป็นตัวกูของกู ใครกล้า ไปคิดว่าเป็นตัวกู-ของกูคนนั้นเป็นโจรเป็นโจรปล้นเอาของ ธรรมชาติมาเป็นของตน เมื่อเป็นโจรแล้วมันก็หาอะไรดีไม่ ได้ มันก็ต้องเป็นทุกข์ไปตามแบบโจร พระพุทธเจ้าท่านจึง ตรัสว่า สิ่งทั้งปวงอันใครๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูว่า ของกูอย่างนี้ และท่านยังตรัสสั้น ๆ อย่างที่เราเข้าใจไม่ได้ และไม่ค่อยจะยอมเชื่อกันว่า ถ้าเป็นอยู่กันให้ชอบแล้ว โลกนี้จะไม่ว่าง จากพระอรหันต์ เป็นอยู่ชอบ ก็คืออย่าให้ เกิดตัวกู ของกูได้เลย โลกนี้จะไม่ว่างจาก พระอรหันต์ แต่ยังมีพระอรหันต์อยู่ในโลกนี้ตลอดไป นี่สรุป ความได้ เป็นอย่างนี้

น.52 ๔๘ หวังว่าท่านทั้งหลายทุกคนจะได้มีความสนใจ เอา ไปคิดไปนึก ไปพิจารณาให้เข้าใจพระพุทธศาสนาในส่วนที่ ลึกซึ้งหรือเป็นหัวใจของพระธรรม ที่จะช่วยคนให้ดับทุกข์ ได้จริง ในฐานะเป็นนิยยานิกธรรมแล้ว อุทิศส่วนกุศลที่ เกิดขึ้นเพราะการนี้ให้แก่คุณโยมผู้ล่วงลับไปแล้วนี้ ทิ้งสรีระ ไว้เป็นพยานสำหรับเราทั้งหลาย จะได้เกิดความไม่ประมาท จะได้เป็นผู้ชนะความเวียนว่ายตายเกิดได้ในเวลาอันสมควร ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา ขอยุติธรรมเทศนา แต่เพียงนี้ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.

น.53 พิมพ์ ที่ โรงพิมพ์อักษรสาสน์ ๔๒ ถนนเจริญกรุง โทร. ๒๑๑๓๙ นายภิญโญ เลียวรักษ์โอฬาร ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๑๒

น.54 รายนามท่านที่สละทรัพย์ช่วยเผยแพร่เอกสารชุด มองด้านใน ๑. พ.อ. สาลี่ ปาละกูล และครอบครัว ๒,๐๐๐ บ. ๒. นายสุน นางตุ๋น ศิริอัฐ ๕๐๐ บ. ๓. คุณคำมูล อนุชาผัด ๕๐๐ บ. ๔. คุณสอาด กองสุวรรณ ภัตตาคารรุ้งเพชร ๕๐๐ บ. ๕. พระพล อาสโภ ๒๐ บ. ๖. พ่อหลวงหว่าง คุณธมฺโม ๕๐ บ. ๗. จ.ส.อ. สุริน ประจิตต ๑๐๐ บ. ๘. คุณศรีลักษณ จันทรนคร ๒๐ บ. ๙. คุณบาง ภัทรบุตร แห่งมิตรสงเคราะห์ ๒๐๐ บ. ๑๐. คุณบัว ธรรมศาล ตรัง ๑๐๐ บ. ๑๑. คุณเพลินพิศ ภาณุโสภณ ๓๐๐ บ. ๑๒. อุบาสิกา เหมือนใจ ๕๐ บ. ๑๓. พระครูเหล็ก ฐิตธมฺโม เวียงจันทร์ ๑๙๐ บ. ๑๔. คุณภูมิ เดชวงศา ๖๐ บ. ๑๕. คุณวัลย์ นานายน ๓๓๐ บ. ๑๖. อาจารย์วัชรินทร์ แสงจันทร์ ๕๐ บ. ๑๗. คุณยอด ตนานนท์ ๒๐ บ. ๑๘. คุณเฉลิม ยูปานนท์ ๕๐ บ. ๑๙. ผู้บริจาค ผ่านการพิมพ์พระนคร ๑,๘๗๕ บ. ๒๐. คุณประเก็บ คล่องตรวจโรค ๔๐๐ บ. ๒๑. คุณศิริพงษ์ วรรัตนกุล ๒๐ บ. ๒๒. ณ. ผู้บริจาค ๑๐๐ บ. ๒๓. คุณทวี โภคาพันธุ์ ๑๐๐ บ. ๒๔. คุณบัวภา ศรีนิล ๑๐๐ บ. ๒๕. ว.อ. ๑๐๐ บ. (ส่วนที่ขาด ผู้จัดทำชำระ)

น.55 เอกสารชุด มองด้านใน อันดับ ๑ ภาษาคน-ภาษาธรรม " ๒ ภัยของพุทธศาสนา (วิปัสสนาตำน้ำพริก) " ๓ เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ " ๔ เกิดมาทำไม ? (ตอน ๑-๒) " ๕ เกิดมาทำไม ? (ตอน ๓-๔-๕) " ๖ เรามา "กิน" เวลากันเถิด " ๗ ทำบุญสามแบบ " ๘ ทางรอด ๕ ประการ (วิมุตตายตนะ) " ๙ ระวัง ว่างอันธพาล " ๑๐ การมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน " ๑๑ สมาธิ วิปัสสนา ตามวิธีธรรมชาติ " ๑๒ ดวงตาที่เห็นธรรม " ๑๓ วิธีชนะความตาย " ๑๔ มหาวิทยาลัยในตัวคน " ๑๕ อุปสรรคของการเข้าถึงธรรม " ๑๖ อุปสรรคที่มีอยู่ในคำพูด " ๑๗ ในสังสารวัฏฏ์ มีนิพพาน " ๑๘ ทำอย่างไรจึงจะเรียนดี ? " ๑๙ วิธีศึกษาพุทธศาสนา " ๒๐ โจรปล้นธรรมชาติ " ๒๑ รบกันพลางแลกธรรมกันพลาง " ๒๒ ทำอย่างไรคุณพระจึงจะคุ้มครอง " ๒๓ การงานคือการปฏิบัติธรรม " ๒๔ ชนะดวงจันทร์ หรือชนะตนดี " ๒๕ ความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต