Buddhadasa.org
หนังสือการศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ › อ่านฉบับเต็ม

📖 การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกข ๑๒ เมษายน ๒๕๑๒ — เอกสารชุดมองด้านใน · วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๑๒

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.4 วันนี้ สำหรับพวกเราได้ล่วง มาถึง ๕.๐๐ น. แล้ว ในวันนี้จะได้พูดกันถึงเรื่องบรมธรรม ต่อไป คือจะพูดถึง " บรมธรรมกับการศึกษาของโลกใน สมัยปัจจุบัน ". แต่ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องนี้ ก็อยากจะพูดเป็น พิเศษในข้อที่ขอให้สังเกตเห็น สิ่งที่เรียกว่าอุปสรรคต่อการ ลุถึงบรมธรรม ว่าถ้ามันจะมีขึ้นในโลกสมัยนี้ ก็เพราะ อะไร ๆ ในโลกสมัยนี้ มีการจัดการทำอย่างไม่ตรงกับความ มุ่งหมายของบรมธรรมนั่นเอง.

น.5 ๓ อาทิ เช่นการศึกษา การเมือง การเศรษฐกิจ หรือ อะไรก็ตาม พอตกมาถึงสมัยนี้มันทำไปในลักษณะที่ไม่ถูกตรง ตามความมุ่งหมายของบรมธรรม และที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะ เหตุที่ว่า คนในโลกไม่สนใจต่อบรมธรรม จึงจัดจึงทำสิ่ง ต่างๆ ไปในลักษณะที่ไม่ตรงต่อความมุ่งหมายของสิ่งที่เรียกว่า บรมธรรม อันเป็นของจำเป็นที่สุดสำหรับมนุษย์นั่นเอง. มนุษย์ไม่สนใจต่อบรมธรรม ถึงกับไม่รู้จัก เพราะ ฉะนั้นการจัดการศึกษาเป็นต้น มันจึงไปกันคนละทาง ดังนั้น สิ่งเหล่านั้นเอง จึงกลายเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุบรมธรรม และก็มีอยู่หลายเรื่อง. สำหรับวันนี้เราจะพูดถึงเรื่อง การ ศึกษา ซึ่งจะได้พิจารณากันดูโดยละเอียด ในฐานะเป็นสิ่ง ที่ถือกันว่าสำคัญที่สุด เป็นรากฐานของสิ่งทั้งปวง. การศึกษาขั้นพื้นฐานของโลกในสมัยนี้ หรือแผน- การณ์ศึกษาทั้งหมดของโลกสมัยนี้ ไม่ได้รวมสิ่งที่เรียกว่า บรมธรรม เข้าไว้ด้วย ขอให้สังเกตดู. เหมือนกับที่เราพูด ถึงกันบ่อย ๆ ว่า ไม่มีการทำให้เด็กๆ รู้ว่า เกิดมาทำไม ; ไม่มีหลักสูตรสอนให้เด็ก ๆ รู้ ว่า เกิดมาทำไม ; นั่นแหละ คือการที่ไม่รวมเอาเรื่องของบรมธรรมเข้ามาไว้ใน หลักสูตร ของการศึกษา, คนเราลงไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม มันก็ไม่รู้

น.6 ๔ ว่าจะไปทางไหน จะไปได้อะไรเป็นสิ่งสูงสุด. แผนการณ์ ศึกษาสมัยนี้จึงไม่รวมเอาบรมธรรม แม้ที่เป็นจริยธรรมสากล หรือตามหลักจริยธรรมสากลที่เราพูดถึงกัน ๔ อย่างว่า ความ สุข, ความเต็มของความเป็นมนุษย์, หน้าที่เพื่อหน้าที่, ความ รักสากล; ก็ไม่ได้เอาสิ่งเหล่านี้มาพูดถึง ในฐานะเป็นวัตถุ ประสงค์ของการศึกษาเลย. ทีนี้เขาเอาอะไรเป็นวัตถุประสงค์ของการศึกษา? ได้ ยินเขาพูดกัน หรือถึงกับยึดถือเป็นหลักว่า Education for survival การศึกษานี้เพื่อการอยู่รอด . การศึกษานี้ เพื่อการมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้; ฟังดูให้ดีว่ามันเป็นอย่างไร ? มันมีกลิ่นไอของคนขี้ขลาด ของคนกลัวตาย หรือของคน อะไรทำนองนั้น. คำว่า อยู่รอดได้ นี้ มันไม่ได้หมายความ ว่าได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ เพราะฉะนั้นอุดมคติ ของการศึกษาที่ว่าเพื่ออยู่รอดนั้น เป็นเรื่องของคนขี้ขลาด; แล้วยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ว่าจะไปเอาอะไรกันที่ไหนในที่สุด. ผมไม่บูชาอุดมคติเพียงแต่ว่า เอาตัวรอดเป็นยอดดี ทำนองนี้. อุดมคติอันนี้ ก็ยังสู้อุดมคติทางชีววิทยาไม่ได้เสียอีก. ชีววิทยา ถือว่า The fittest the survival - ที่เหมาะสม

น.7 ๕ นั่นแหละ ที่จะอยู่รอด- คือสิ่งที่จะอยู่รอด. มันยังชี้ระบุชัด ลงไปว่าต้องประพฤติกระทำทุกอย่างให้มีความเหมาะสม ที่จะ อยู่ในโลก มันจึงจะอยู่รอด. ดังนั้นถ้าถือตามหลักชีววิทยา การศึกษาก็คือการทำให้เหมาะสมที่จะอยู่ในโลก การประพฤติ กระทำทุกอย่างให้เหมาะสมที่จะอยู่ในโลก; นี่ยังชัดเจนกว่า. แต่แล้วมันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการมีชีวิตอยู่รอดและตาม ทางของวัตถุ เพราะชีววิทยาเขาหมายถึงเรื่องทางวัตถุ เรื่อง ทางรูปธรรม. เพราะฉะนั้นการที่ให้การศึกษามีความมุ่งหมาย แต่เพียงให้มีชีวิตอยู่รอดนี้ ผมว่ามันน่าหวัว เป็นเรื่องของ เด็ก ๆ หรือเรื่องของคนขลาด. ความอยู่รอดที่พูดถึงนั้น หมายแต่ทางวัตถุทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่มีบรมธรรม ซึ่งเป็นการอยู่รอดทางวิญญาณ ทาง Spiritual; มันไม่มีการอยู่รอดทางวิญญาณ คือที่ วิญญาณจะรอดไป ไม่มีสิ่งซึ่งทำให้วิญญาณจะรอดไปจากสิ่ง ซึ่งเป็นมาร เป็นซาตาน อะไรทำนองนี้. ที่ว่าไม่ตาย มีชีวิต อยู่รอดได้นั้นจริง แต่มันเป็นเรื่องอยู่รอดทางวัตถุ ไม่ได้อยู่ รอดทางวิญญาณ. ขอให้จำคำ ๒ คำนี้ไว้ให้ดีตลอดไป และ

น.8 ๖ ให้นึกถึงมันอยู่เสมอ ว่าทางวัตถุ กับทางวิญญาณ ซึ่งไม่ใช่ สิ่งเดียวกัน. ผมอยากจะพูดว่า การศึกษานั้น เพื่อการประหาร เสียซึ่งสัญชาตญาณอย่างสัตว์ : Education for subduing the animal instinct. ถ้าไปพูดกะเขาบ้าง ก็จะพูดอย่างนี้ หรือถ้ามีใครพูดอยู่แล้วอย่างนี้ ก็เห็นด้วยเต็มที่. การศึกษา เพื่อจะปราบปรามเสียซึ่งสัญชาตญาณอย่างสัตว์ คือ animal instinct. เพราะว่าสัญชาตญาณอย่างสัตว์นี้แหละ คืออันตราย : มันไม่ตาย มันรอดชีวิตอยู่ได้ แต่มันมีสัญชาตญาณอย่างสัตว์ ทำไปตามความรู้สึกอย่างสัตว์ เหมือนสัตว์เดรัจฉานทั่วไป ซึ่งมันรอดอยู่ได้ มีการสืบพันธุ์ไม่ให้สูญ แล้วก็ป้องกัน อันตรายได้ มีอาหารกิน ไม่ตาย เพียงแค่นั้น. ลองคิดดูเถอะว่า เด็ก ๆ เพิ่งคลอดออกมาจากท้อง แม่นี้ ยังเต็มไปด้วยสัญชาตญาณอย่างสัตว์ แล้วก็โตขึ้นมา ในลักษณะอย่างนั้น ก็เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว. ที่นี้สติ ปัญญาอย่างมนุษย์ มันงอกงามขึ้นมา ๆ มันก็เพิ่มสมรรถภาพ ให้แก่ ความเห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นความเห็นแก่ตัวของ

น.9 ๗ มนุษย์จึงร้ายกาจมาก เป็นผลของ animal instinct; ไม่มี Human Conduct โดยกำเนิดหรือโดยธรรมชาติได้ คือ ว่าไม่มีการกระทำที่เป็นผลของการศึกษาอย่างมนุษย์ ที่มีใจสูง ได้ เพราะฉะนั้นการศึกษาของเราก็ควรมุ่งที่จะประหัตประ- หารสัญชาตญาณอย่างสัตว์นั้นให้สิ้นไป ให้มีการประพฤติ กระทำอย่างมนุษย์ที่มีใจสูง เกิดขึ้นแทน. ตรงนี้อย่าลืมความหมายของคำว่า "มนุษย์" ซึ่งสรุป สั้น ๆ ว่า "ใจสูง" คำว่า มนุษย์ แปลว่าใจสูง คือหมายความ ว่ามันสูงไปกว่าที่จะปล่อยไปตามสัญชาตญาณของสัตว์. แม้ ว่าปทานุกรมในอินเดีย จะมีว่ามนุษย์คือลูกหลานของพระมนู อย่างนี้ก็ตาม คำว่าพระมนู ก็หมายถึงคนที่มีใจสูงสุดของ มนุษย์ ฉะนั้นต้องมีความเป็นมนุษย์ตรงที่จิตใจสูง แล้วการ ศึกษาก็ต้องเพื่อสิ่งนี้. ที่นี้การที่จะให้มีจิตใจสูง เพราะทำลายสัญชาตญาณ อย่างสัตว์เสียได้นั้น เรามีวิธีปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงแต่เล่าเรียน เหมือนกับที่ได้กล่าวแล้วหลายครั้งหลายหนว่า การศึกษาใน พุทธศาสนานี้ หมายถึง training เป็นอย่างน้อย คือการ

น.10 ๘ กระทำลงไปจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแต่ศึกษาเล่าเรียน. แล้วก็ยัง แยกเป็น ๒ ฝ่าย คือ training นี้ แยกออกได้เป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายที่จะต้องละมัน หมายถึงการข่มขี่กิเลสหรือข่มขี่ความ รู้สึกของสัญชาตญาณอย่างสัตว์ ส่วนที่เป็นความรู้สึกฝ่ายต่ำ ต้องข่มขี่มัน; แล้วก็พัฒนามันในส่วนที่มันเป็นความดี ความ งามความถูกต้อง ที่จะเป็นบรมธรรมต่อไปข้างหน้า พร้อม กันไปในขณะเดียวกัน. นี่ เมื่อรวมกันเข้า ก็คือการกระทำเพื่อปราบปราม ส่วนที่ควรปราบปราม พอกพูนส่วนที่ควรพอกพูน พร้อม กันไปด้วยการกระทำจริง ๆ นี่เราจึงจะเรียกว่า การศึกษา แล้ว การศึกษาก็เพื่อกระทำให้หมดสิ้นซึ่งสัญชาตญาณ อย่างสัตว์. ผมเห็นว่าการศึกษา ควรจะมีอุดมคติอย่างนี้. ที่นี้ถ้าจะพูดอย่างผลของมัน การศึกษาก็ต้องเพื่อให้ มนุษย์ ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. การทำลายเสียซึ่ง สัญชาตญาณอย่างสัตว์ จะทำให้มนุษย์ได้รับผล คือการได้สิ่ง ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือบรมธรรมนั่นเอง; ไม่ใช่ได้

น.11 ๕ แต่เพียงความรอดอยู่ได้ รอดชีวิตอยู่ได้ อย่างนั้นมันคนขี้ขลาด เป็นเรื่องของเด็ก ๆ. เราควรจะยุติกันว่า การศึกษานี้เพื่อมนุษย์ จะมีโอกาส ได้สิ่ง ที่ดี ที่สุดที่ มนุษย์ ควรจะได้ โดยการทำลายเสียซึ่งสัญ ชาตญาณ อย่างสัตว์ แล้วมีการประพฤติ กระทำอย่างมนุษย์ที่มีใจ สูงโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่เพียงเพื่อรอดอยู่ได้ ซึ่งเป็น ปัญหาของคนสมัยนี้ ซึ่งขี้ขลาดและกลัวกันมาก กลัวจนทำ อะไรไม่ถูก. การศึกษาแผนปัจจุบันของโลก, ในที่นี้ก็อยากจะ ระบุว่าของพวกฝรั่ง, เพราะการศึกษาส่วนใหญ่ของโลกนั้น เดินตามแผนของพวกฝรั่ง พูดว่าการศึกษาของพวกฝรั่งจะ ถูกกว่า. พวกนี้เอาเรื่องศีลธรรม เอาเรื่องศาสนาออกไป จากปทานุกรม ยิ่งขึ้นทุกที เอนไซโคลมีเดียชุดใหญ่ ชุดละ ๑๒ เล่มใหญ่ ๆ สำหรับเด็ก ของบริษัทที่มีชื่อเสียงที่สุดของ อังกฤษ ในการที่เขาทำเอนไซโคลบีเดีย คุณไปค้นดูเถอะ

น.12 ๑๐ ไม่มีคำว่า Moral, morality, Religion ในปทานุกรมชุดนั้น. นี้ก็เป็นสิ่งที่ควรจะสังเกตดูสังเกตให้เห็น ว่ามันเป็นอย่างไร กัน. มองดูด้วยเจตนาดีที่สุดแล้ว ก็มองเห็นว่าเขากำลังแยก ออกจากกัน ถ้าใครจะสนใจเรื่องศาสนา เรื่องศีลธรรม ก็ให้ไป ค้นคว้าเอาเอง เป็นส่วนหนึ่งต่างหาก จากส่วนพื้นฐานหรือ ส่วนใหญ่. แต่ที่เขามีไว้นั้นเป็นเรื่องทางวัตถุทั้งนั้น แล้วแถม ยังมีคำว่า Communism อะไร อย่างละเอียดหลายหน้า นี่ก็ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เขากลัว แต่ส่วนที่มันจะเป็นที่พึ่งได้ คือ เรื่องศาสนา เรื่องพระเจ้า เรื่องศีลธรรม กลับไม่มีใน ปทานุกรม นี้ก็แปลว่าเด็ก ๆ ไม่ต้องรู้จักสิ่งเหล่านี้กัน หรือ ยุวชนนั้นไม่มีโอกาสที่จะรู้จักสิ่งเหล่านี้ รู้จักแต่สิ่งที่เป็นวัตถุ สิ่งยั่วยวนให้หลงใหลในวัตถุ นี้มีกันละเอียดละออ มากมาย เต็มไปทั้งนั้น; พร้อมทั้งสิ่งที่เขากลัว คือคอมมูนนิสม ซึ่งก็เป็น เรื่องทางวัตถุ เป็นเรื่องแย่งชิงวัตถุ ต่อสู้กันทางวัตถุ. นั่นแหละ ขี้ขลาดจนทำอะไรไม่ถูกเห็นไหม ? ความกลัวความขลาดมันมาก จนทำอะไรไม่ถูก จนทำไปในทาง ที่จะช่วยตัวไม่ได้. การศึกษาแผนปัจจุบันของโลกเลยกลาย

น.13 ๑๑ เป็นเรื่องของวัตถุไปหมด แล้วก็เป็นวัตถุที่เกี่ยวข้องกับการ เป็นอยู่ของคนที่อยากจะกินดี อยู่ดีหรือว่าวัตถุที่จะเป็นปัจจัย ของสงคราม เป็นเรื่องการเมืองเรื่องเศรษฐกิจ ๆอะไร ก็หมุน ไป่แต่ในเรื่องทางวัตถุ ให้ได้มาซึ่งวัตถุ เพื่อเป็นปัจจัยของ สงคราม เพื่อจะแย่งชิงวัตถุของกันและกัน. นี่มันเป็นสิ่งที่ มากมายมหึมา เป็นภูเขาเลากา มีแต่เรื่องวัตถุทั้งนั้น ล้วน แต่เป็นเรื่องวัตถุทั้งนั้น การศึกษาถูกกระทำให้เป็นไปเพื่อ เป็นทาสของวัตถุ แต่ในลักษณะอย่างนี้. นี่คือการศึกษาแผน ใหม่ มีความมุ่งหมายอย่างนี้ มีรากฐานอย่างนี้ มีการกระทำ อยู่อย่างนี้. การศึกษาของพวกพุทธบริษัทแต่กาลก่อนไม่เป็น อย่างนี้ ต้องขอใช้คำว่า " ของพวกพุทธบริษัทแต่กาลก่อน" ในประเทศของพวกพุทธบริษัทแต่กาลก่อน ไม่มีอุดมคติ อย่างนี้. ทีนี้พวกพุทธบริษัทได้สูญเสียความเป็นพุทธบริษัท ไป เป็นทาสของความเจริญสมัยใหม่ มันจึงหมุนการศึกษาไป ตามพวกฝรั่ง เรื่องทางจิตทางวิญญาณก็ค่อย ๆ ละลายไป จางไปเลือนไป จนไม่มีอยู่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

น.14 ๑๒ แยกเอาไปไว้เป็นแขนงนิด ๆ เรียกว่าปรัชญา. แขนงปรัชญา นี้ ก็ยังเป็นเรื่องทางปรัชญาไปทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องการปฏิบัติ เป็นความรู้สำหรับคุยอวดความเป็นนักปราชญ์ ไม่ใช่สำหรับ การปฏิบัติ คือเป็นแขนงน้อย ๆ ของทั้งหมด แล้วในที่สุด ก็ลากเอาปรัชญานั่นแหละ วกกลับมาเป็นบริวารเป็นทาสของ วัตถุอีก ของการแสวงหาวัตถุอีก. นี่แหละการศึกษาตกอยู่ในลักษณะที่น่าสมเพทอย่างนี้. เราพุทธบริษัทก็พลอยเป็นคนขี้ขลาด ขี้กลัว กลัวจนทำอะไร ไม่ถูก เหมือนพวกฝรั่งไปด้วย. แล้วมีอาการที่น่าสังเวช เกิดขึ้น เด็ก ๆ ของเรา แม้แต่เด็กตัวเล็ก ๆ ก็ต้องท่อง รายการเกี่ยวกับเมืองฝรั่ง รู้เรื่องสถิติต่าง ๆ ของเมืองฝรั่ง ดีกว่าในเมืองไทย ไปดูเอาเองก็แล้วกัน เรียนวิชาประวัติ- ศาสตร์ เรียนวิชาภูมิศาสตร์ ท่องเรื่องของเมืองฝรั่ง หรือ ทั่วโลก จนกระทั่งไม่รู้ ว่าพระพุทธเจ้าเกิดที่ส่วนไหนของ โลก. เด็ก ๆ ต้องท่องวิชาภูมิศาสตร์เรื่องเกี่ยวกับโลก มากกว่าที่จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าเกิดในส่วนไหนของโลก. เด็ก ๆ ของเราลืมตาขึ้นมาในโลก ในลักษณะอย่างนี้ ลืมตาขึ้นมา

น.15 ๑๓ ในห้องซึ่งแขวนไว้แต่วัฒนธรรมของฝรั่ง เด็ก ๆ ก็มัวเมาใน วัฒนธรรมฝรั่ง มีการยกหูชูหางในเมื่อได้มีอะไรที่แสดงว่า เป็นฝรั่งแม้กระทั่งการร้องเพลงฝรั่ง ก็เป็นที่นิยมในหมู่เด็ก ๆ ยิ่งกว่าการร้องเพลงไทย เต้นรำอย่างฝรั่ง ทำท่าทางอย่างฝรั่ง นุ่งห่มอย่างฝรั่ง. นี่มันโทษใครก็ไม่ได้ มันก็ต้องโทษกรรม โทษการกระทำที่หลงผิดไปทีละนิด ๆๆ เด็กนักเรียนหญิง นิยมเพลงฝรั่ง ถึงกับร้องได้เหมือน ฝรั่ง มีโปรแกรมวิทยุคราวพิเศษ ครั้งหนึ่ง ผมนั่งทนฟังอยู่ จนตีหนึ่ง ตีสอง ตีสาม มันก็ยังร้องกันอยู่ได้ เพื่อจะอวด ว่าเด็กหญิงคนนั้นร้องเพลงฝรั่ง เหมือนฝรั่งทั้งน้ำเสียง ทั้ง อะไรทุกอย่าง ทั้งทำนอง ทั้งอะไรหมด. นี่ เขาออกอากาศ ที่สถานีวิทยุแห่งหนึ่ง แล้วก็มีพวกเพื่อนทั้งหญิงทั้งชายคอย เชียร์ ว่าการร้อง ร้องได้ดีเหมือนฝรั่ง. นี่แหละ เขาบูชา การร้องเพลงได้เหมือนฝรั่งนี้ ยิ่งกว่าการศาสนา ยิ่งกว่า พระเจ้า ยิ่งกว่าอะไรหมด ซึ่งก่อนนี้ไม่เคยมีในหมู่เด็กไทย ของเราอย่างนี้. แล้วคุณก็ลองสังเกตดูให้ดี ในรั้วมหาวิทยาลัย ของคุณนั่นแหละ จะมีเด็กชนิดนี้อยู่มากน้อยเท่าไร คือบูชา

น.16 ๑๔ ความเป็นอยู่อย่างฝรั่งมากน้อยเท่าไร. เด็กผู้ชายก็เถอะ ระวัง ให้ดี ถ้าเผลอไป ๆ ไปจนถึงกับติดนิยมวัตถุแล้ว มันก็จะต้อง ผสมโรงเข้าไปในฝูงเดียวกัน คือฝูงของผู้ที่นิยมวัตถุ นิยม เนื้อหนัง นิยมอะไร ๆ อย่างที่พวกฝรั่งเขาเป็นกันอยู่โดยมาก; ซึ่งพุทธบริษัทชาวไทยไม่เคยเป็น แล้วก็สูญเสียสภาพของตน แล้วก็ค่อย ๆ เป็นไป ๆ ตามตัวอย่างนั้น เด็กฝรั่งนั้น เท่าที่ผมทราบ ที่ว่าได้รับการศึกษา ตามแบบที่ว่าดีที่สุดของเขานั้น คือไม่มีครูบาอาจารย์ เป็นประชาธิปไตยจนไม่มีครูบาอาจารย์. คำว่าครูบาอาจารย์ ตามแบบไทยโดยเฉพาะตามแบบของพุทธบริษัทนี้ ครูคือผู้ ยกวิญาญของสัตว์โลก คำว่า "ครู" นี้ อย่างน้อยก็เป็น spiritual-guide คือ เป็นมัคคุเทศก์ทางวิญญาณ. ครู ที่เป็นครูอย่างเต็มที่ อย่างถูกต้อง ก็คือผู้ยกดวงวิญญาณของ มนุษย์ให้สูงขึ้นมา ๆ โดยวิธีต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นจนปลาย นี่ เราเรียกว่าครูบาอาจารย์ มีพะคุณเหนือเกล้าเหนือเศียร มีพระคุณยิ่งกว่าบิดามารดา. เพราะว่าบิดา ยังไม่ได้ยกสถานะ " ทางวิญญาณ บิดามารดาเป็นเพียงผู้ให้กำเนิดชีวิตมา และที่ยก

น.17 ๑๕ สถานะทางวิญญาณก็เป็นส่วนน้อย เพียงแต่เป็นพื้นฐาน ให้ ครูบาอาจารย์ที่สำนักศึกษานั้น ยกต่อไป จนดวงวิญญาณ ของเด็ก ของเยาวชน ของคนนั้นสูงสุด เท่าที่มันจะสูงได้: นี้คือครูบาอาจารย์ ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่คนรับจ้างสอนหนังสือ; เด็กสมัยใหม่ในโรงเรียนสมัยใหม่ของโลกนั้น เขาต้องการให้ เป็นประชาธิปไตย ฉะนั้น ครูกับศิษย์เป็นเพื่อนกันหรือบางทีก็ ยิ่งกว่าเพื่อน ล้อครูเล่นก็ได้สไตรค์ครูเล่นก็ได้ ขนาดจุด ประทัดโยนใส่ครูเล่นสนุก ๆ ก็ได้ เขาให้ครูยอม เพื่อให้ เด็กฟรี เพื่อให้เด็กเป็นอิสระ แล้วเป็นเพื่อนกันกับเด็ก อย่างนี้เรียกว่าไม่มีครูบาอาจารย์ มีแต่เพื่อน มีแต่ประชา- ธิปไตยชนิดที่เพื่อ ประชาธิปไตยเพ้อ. นี่ ขอภาวนาว่าอย่า ได้มามีขึ้นในเมืองไทย ประเทศพุทธบริษัท ครูบาอาจารย์ ขอให้เป็นครูบาอาจารย์ มีพระคุณอยู่เหนือเกล้า เหนือเศียร. ทีนี้สมัยนี้มันจะยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็คือว่ามันจะไม่มี บิดามารดา. ในโรงเรียนไม่ได้สอนพระเดชพระคุณของบิดา มารดา ไม่ได้ย้ำเรื่องนี้ เช่นเดียวกับไม่ได้ย้ำเรื่องพระคุณของ ครูบาอาจารย์. เด็กมันมีบิดามารดาเฉพาะที่ว่ามันจำเป็น

น.18 ๑๖ จะต้องขออาหารกิน จะต้องได้อาหารกิน จะต้องได้เงินใช้; ไม่ใช่ขอด้วยซ้ำไป เด็กสมัยนี้จะไม่ก้มหัวลงกราบตีนพ่อแม่ เพื่อขอเงินใช้ ขออาหารกิน เพราะเขาถูกอบรมให้เข้าใจไปว่า บิดามารดาต่างหาก มีหน้าที่ที่จะต้องให้เงินเขาใช้ ให้อาหาร เขากิน. ที่พูดนี้จะเกินความจริงไปหรือไม่ ขอให้สังเกตดู ให้ละเอียด ในระบบการศึกษาแผนใหม่ที่เขาใช้ เขากระทำ แก่เด็กจนเด็กเกิดความรู้สึกอย่างนี้; จนเด็กเกิดความรู้สึกว่า ถ้าบิดามารดาไม่ให้อาหารกิน ไม่ให้เงินใช้ ไม่ให้การศึกษา นั้นเป็นบิดามารดาที่บกพร่อง หรือใช้ไม่ได้ ไม่ใช่บิดามารดา บิดามารดามีหน้าที่แต่จะต้องตามใจลูกอย่างนั้น และก็ไม่มี พระคุณอะไร เพราะลูกเกิดออกมาโดยความสนุกสนานของ บิดามารดาทางการมารมณ์ เด็ก ๆ จะคิดเสียอย่างนี้. เพราะฉะนั้นเขาเลยกลายเป็นเจ้าหนี้ เด็ก ๆ กลายเป็นเจ้าหนี้ แก่บิดามารดา ฉะนั้นความรู้สึกที่จะยอมแก่บิดามารดา จะเคารพบูชาบิดามารดา อย่างเทพเจ้า อย่างพระพรหม นี้มันไม่มี. แต่ในวัฒนธรรมตะวันออกของเรา โดยเฉพาะ • พุทธศาสนา ถือว่า " พรหมาติ มาตา บีตโร-บิดา

น.19 ๑๗ มารดา คือพระพรหมของลูก" นี่เป็นพระพุทธภาษิต คือ บิดมารดา เป็นพระพรหมของลูก เป็นทุกอย่าง, ที่นี้การ ศึกษาอย่างใหม่ มันไม่ทำให้เป็นอย่างนี้ มันทำให้บิดามารดา เป็นลูกหนี้ ต้องใช้หนี้ให้แก่ลูก ต้องให้เงินใช้ ให้การศึกษา กระทั่งตามใจในการที่จะแต่งงาน นี่คือวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งผมเรียกชื่อเอาเองว่า วัฒนธรรมฝรั่ง. คำว่า บิดามารดา ครูอาจารย์ ตามความหมาย ของพุทธบริษัทไทยโดยเฉพาะนี้ มันไม่เหมือนกับความหมาย อย่างของพวกฝรั่ง หรือการศึกษาอย่างพวกฝรั่ง. วัฒนธรรม ฝรั่งนั้น ถือความเป็นญาติ เพียงชั่วคนสองคนเท่านั้น ไม่นับข้างหน้า ๗ ข้างหลัง ๗ อย่างวัฒนธรรมของพุทธบริษัท คุณเข้าใจไหม ? ว่าพุทธบริษัทต้องนับความเป็นญาติเอา ตัวเองเป็นจุดกลาง ถอยสูงขึ้นไปถึงพ่อแม่, พ่อแม่ของพ่อแม่ พ่อแม่ของพ่อแม่ของพ่อแม่ ถอยไปข้างหลัง ๗ ชั้น แล้วไป ข้างหน้าอีก ๗ ชั้น รวมเป็น ๑๔ ชั้น. ฝรั่งเขาจะนับกันแต่ เพียงชั้นหนึ่งหรือสองชั้นเท่านั้น. นี่คือความที่มันแตกต่างกัน มากโดยทางวัฒนธรรม ฉะนั้นเด็ก ๆ ตามแบบฝรั่งแบบฟรี

น.20 ๑๘ ไม่มีครูบาอาจารย์ ไม่มีบิดามารดา มันจึงไม่มีขอบเขต. นึกถึงเรื่องในหนังสือพิมพ์ที่อ่านเมื่อวานซีนอีกว่า มันนัดไป แก้ผ้ากันที่ฟลอริดา ที่หาดทราย หกหมื่นคน ตำรวจต้องใช้ เฮลิคอปเตอร์มากมายในการปราบปราม ในการจับเอาไป หลาย ๆ ร้อยคน ก็ยังหยุดมันไม่ได้. นี่แหละ เด็กที่ฟรีตามแบบฝรั่ง และผลของการ ศึกษาในปัจจุบัน ทำให้เด็ก ๆ เหล่านั้นสมัครจะทำอย่างนั้น แล้วสูบกันชาด้วย หมายความว่าพอใจในสิ่งมึนเมาของ เสพติดด้วย. นี่การศึกษาชนิดนี้จะนำไปสู่บรมธรรมได้อย่างไร, ถ้าการศึกษาในโลกกำลังเป็นเสียอย่างนี้มากขึ้น ๆ มันก็ไม่มี หวังที่จะเจอะกันกับบรมธรรม เพราะฉะนั้นเรียกว่าเด็กใน มหาวิทยาลัย อย่าเรียกว่านิสิต นักศึกษาอะไรเลย เรียกว่า เด็ก ๆ อมมือ ในมหาวิทยาลัย จะถูกกว่า. เรียกด้วยคำว่า ‘เด็ก" นี้ถูกกว่า ถูกกว่าที่จะไปเรียกว่าเป็นนิสิต นักศึกษา อะไรทำนองนั้น. แล้วสิ่งที่เรียกกันว่าฮิปปี้ หรือลัทธิของ ฮิปปี้นั้น ก็คือผลของการศึกษาสมัยนี้. เราจะพูดกันโดย ละเอียด ว่าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ในวันนี้จะพูดแต่ว่า

น.21 ๑๕ มันเป็นผลของการศึกษาแบบสมัยปัจจุบัน ผลิตลัทธิฮิปปี้ ออกมา. สรุปความสั้น ๆ ก็คือว่า ทางด้านหนึ่งก็คือการเกลียด ระเบียบกฎข้อบังคับ ทางศีลธรรม ความกดดันทางศีลธรรม ที่มีอยู่อย่างแบบเก่าคือต้องเคร่งครัดในศีลธรรมความกดดันนี้ เด็กพวกนี้ไม่ชอบ; แล้วอีกทางหนึ่ง คือขาดความรู้ที่ถูกต้อง ในเรื่องปรมัตถธรรมของชีวิต ขาดความรู้ทางปรมัตถธรรม ของชีวิต ที่ผมเรียกว่า บรมธรรมนี้. เรื่องบรมธรรมนี้ คือปรมัตถธรรมของชีวิต เพราะเขาขาดความรู้ในเรื่อง นี้. อีกทางหนึ่งคือความถูกบังคับกดดันของศีลธรรมของ ระเบียบ ของอะไรต่าง ๆ ที่คนสมัยโบราณเขายินดีรับ แต่ เด็ก ๆ สมัยนี้ไม่ยินดีรับ. เมื่อทั้ง ๒ อย่างนี้รวมกันเข้า มันก็เกิดลัทธิฮิปปี้ คือการตามใจตัวเองตามวิถีทางแห่งประชา ธิปไตยที่มีอิสรภาพ เสรีภาพ;แล้วลัทธินี้มันก็เกิดเอง ไม่ต้องมี ใครไปทำให้มันเกิด มันก็เกิดเอง สิ่งต่างๆเป็นไปตามกฎ ของ ธรรมชาติ หรือตามกฎของพระเจ้า. เมื่อทนต่อการควบคุม ของศีลธรรมไม่ได้ ก็หาทางออก อ้างว่าเป็นเสรีภาพ เมากันยิ่ง

น.22 ๒๐ กว่าเมาเหล้า มันก็ต้องเป็นไปตามทางของกิเลส แล้วพวกนี้ ยังจะมีหน้ามาเผยอพูดว่าเป็นเรื่องทางวิญญาณเหมือนกัน หา อิสรภาพทางวิญญาณ. แต่ที่เขาพูดว่าวิญญาณ ๆ มันเป็น วิญญาณคนละความหมาย เพราะว่าวิญญาณของมนุษย์หรือ ของอารยชนของพระอริยเจ้าก็อย่างหนึ่ง วิญญาณของภูตผี ปีศาจ ก็อีกอย่างหนึ่ง. ถ้าพูดว่า "ทางวิญญาณ" ก็ต้องหมายถึง วิญญาณของอารยชน ของพระอริยเจ้าจึงจะได้ ไม่ใช่วิญญาณ ของภูตผีปีศาจ ที่เมาในกามารมณ์แล้วใช้ประชาธิปไตยเป็น เครื่องมือเพราะฉะนั้นผลที่เกิดขึ้นก็คือลัทธิฮิปปี้. การตามใจ ตัว ไม่อยู่ ในขอบเขตของอะไร ไม่ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าจริยธรรม สากลหรืออะไรทำนองนั้น มีอะไรๆเป็นของตัวหมด สิ่งนี้เป็น ผลของการศึกษาที่จัดไปไม่ถูกตามความต้องการของพระเจ้า การศึกษาของโลกในสมัย ปัจจุบันที่จัดไปไม่ถูกตามความต้อง การของพระเจ้านี้ ซึ่งผมเรียกสั้นๆว่าธรรม หรือพระธรรม. ลองคิดดูให้ดีว่า สิ่งที่ไม่ควรจะเกิด มันเกิดขึ้นมา ได้อย่างไร เกิดขึ้นมาแล้วมันเป็นปัญหาหนักที่สุด.พุทธบริษัท แท้จริงที่ยังเหลืออยู่บ้าง ก็ยังหนาว ๆ ร้อน ๆ ว่าลัทธิอย่างนี้

น.23 ๒๑ จะครอบงำเรา คือครอบงำหมดทั้งโลก. การศึกษาของโลก ในสมัยปัจจุบัน นำไปสู่ลัทธิฮิปปี้นี้ ยิ่งขึ้นทุกที ยิ่งขึ้นทุกที นี้เพียงแต่ก่อหวอด ต่อไปในอนาคตจะยิ่งขึ้นทุกที คือการ บูชาความสุขทางเนื้อหนัง หรือถือเอาความสุขทางเนื้อหนัง เป็นพระเจ้าอย่างที่เขาพูดกันไว้แต่กาลก่อนนั้นแหละ ไม่ แปลกอะไร. อย่าเข้าใจว่าลัทธิฮิปปี้นี้ เพิ่งเกิดเมื่อไม่กี่ปี ในพวก ฝรั่ง มันเกิดมาแล้วแต่ครั้งพุทธกาลหรือก่อนพุทธกาล แต่ว่า มันอยู่ในรูปอย่างอื่น แต่ความหมายเดียวกัน คือฟรีอย่างภูตผี ปีศาจ เป็นอิสรภาพอย่างภูตผีปีศาจ อย่างนี้มีมาแล้วก่อน พุทธกาล. มนุษย์ที่มีจิตใจหลงอิสรภาพ เสรีภาพ แล้วก็ฟรี ตามความต้องการของกิเลส นั้นคือลัทธิฮิปปี้อย่างที่มีอยู่ เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ของแปลก. แล้วมันมีเป็นชิ้นเป็นอันอยู่ไม่ได้ เพราะระบบศีลธรรม จริยธรรม ระบบศาสนามันมีอยู่ ระบบ ที่มีความเคารพบิดามารดา ครูบาอาจารย์ มันมีอยู่ มันโผล่ ออกมาไม่ได้. ทีนี้พอมาถึงสมัยที่โลกนี้ก้มหัวลงเป็นทาสของ วัตถุ บูชาความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังเป็นสรณะ เป็น

น.24 ๒๒ พระเจ้า มันก็โผล่ออกมาได้ มันเป็นรูโหว่ใหญ่ มันก็เลยโผล่ ออกมา เป็นช่องโหว่สำหรับความรู้สึกที่เป็น animal - instnet มันดันออกมา. นี่เป็นเพราะการศึกษาไม่ได้จัดเพื่อจะ ปราบปรามเสียซึ่ง animal instinct เสียแล้ว มันก็โผล่ออกมาๆ จนมาอยู่ในรูปที่เป็นอย่าที่ว่า นักศึกษาหกหมื่นคนนัดไป แก้ผ้ากันที่หาดทราย ในที่สาธารณะ ต่อหน้าธาระกำนัล แล้ว ต่อไปมันก็จะมีอะไรมากไปกว่านี้ คือเลยการเปลือยกายไปอีก. เพราะฉะนั้นขอให้สังเกตดูระบบการศึกษาว่าอยู่ในสภาพ อย่างไร มันอยู่ในสภาพที่เป็นทาสของวัตถุนิยมหนักขึ้น ๆ นี่เป็นฝีมือของนักปราชญ์สมองใส เป็นศาสตราจารย์สมอง ใสทั้งนั้น ที่วางแผนการณ์การศึกษา แล้วผลก็เป็นอย่างนี้ แยกดูเป็นอย่าง ๆ ก็ได้ : พุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา หัตถศึกษา อย่าง ที่เขาว่า ๆ กันนั้น ก็ถูก การที่แบ่งกฎเกณฑ์อย่างที่เขาว่า นี่ก็ถูก แต่ทีนี้เราดูพุทธิศึกษาก่อน. พุทธิศึกษา มันแปลว่า สติปัญญาสูงสุด นั้นมันเป็นทาสของวัตถุนยม. พุทธิศึกษา ตกไปเป็นทาสของวัตถุนิยมสิ้นเนื้อประดาตัว. ตามหลัก

น.25 ๒๓ พุทธศาสนาเรา ถือว่าสิ่งที่เรียกว่า "ปัญญา" นั้น ต้องเป็น เจ้า-เป็นนาย ไม่ใช่เป็นทาส. ถ้าสิ่งที่เรียกว่าปัญญาความรู้ ตกไปเป็นทาสแล้ว ไม่เรียกว่าปัญญา. เดี๋ยวนี้คำว่า "พุทธิ" หรือปัญญานี้ ตกไปเป็นทาสของความสุขทางเนื้อหนัง พุทธิศึกษาของโลก ตกไปเป็นทาสของวัตถุทางเนื้อทางหนัง จริยศึกษา ก็เป็นเพียงบทท่องจำ หาดูได้ยาก จริยศึกษากลายเป็นเพียงบทท่องจำ บทอาขยานทำนองนั้นไป ไม่ใช่จริยะ คือการประพฤติ ปฏิบัติอยู่ ที่กาย วาจา ใจ อยู่ที่เนื้อที่ตัว มันเป็นเพียงบทท่องจำในสมุด แล้วก็ยังหาดู ได้ยาก ยังมีเป็นส่วนน้อย ; ไม่มีโรงเรียนไหน ที่มีระเบียบ วางไว้ให้คะแนนแก่ผู้ที่บังคับตัวเองได้ แก่ผู้ที่ทำอะไรลงไป จริงๆ ตามหลักศีลธรรมและศาสนา แต่มันกลายเป็นบทท่องจำ ในสมุดหรือบทท่องบทสวดอย่างสวดมนต์ หรือร้องเพลงไป เสีย.เพียงสวด "องค์ใด พระสัมพุทธ .... ฯลฯ ... " เท่านี้ ก็ว่าเป็น จริยศึกษาเต็มที่แล้ว มันเป็นเรื่องนกแก้วนกขุนทองมากกว่า. พิธีรีตองเหล่านี้ทำไปโดยไม่รู้ความหมาย ทำให้นักเรียนมีแต่ ความเป็นนกแก้วนกขุนทองเกี่ยวกับจริยธรรมหรือศาสนา

น.26 ๒๔ กิจการลูกเสือ ที่ว่าจะมีหวัง ที่แรกผมนึกหวังมาก แต่แล้วมันก็กลายเป็นพิธีรีตอง เด็กเดินไปอย่างละเมอ ๆ เหมือนกัน ยังไม่จริงจังถึงขนาดที่มันจะเป็นจริยศึกษาโดย สมบูรณ์ได้ มันเป็นเรื่องพิธีรีตองเรื่องสนุกสนานไปเสีย กลบเกลื่อนเนื้อแท้ของมันไปเสีย. นี่ จริยศึกษาเป็นเพียงบท ท่องอาขยาน แล้วก็ยังหาดูยาก หรืออยู่ในสมุดอีกด้วย. ส่วน พลศึกษา นั้น กำลังโก้ดี ขออภัยที่พูดคำโสก- โคก คือว่า มันโก้ดี แล้วก็บูชากันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เช่นการกีฬา ระหว่างชาติ ระหว่างประเทศ ระหว่างบุคคล แต่แล้วสนามกีฬา กลายเป็นที่ฝึกฝนความเห็นแก่ตัว ขอให้ คุณได้ดูในส่วนนี้ด้วย. ที่ว่า "โก้ดี" นั้น สนามกีฬานั่นเอง เป็นสนามสำหรับฝึกหรือเพิ่มความเห็นแก่ตัว. กองเชียร์นั้น คือสปีริตแห่งการเห็นแก่ตัว อย่าไปเข้าใจว่า สิ่งนี้มันดี วิเศษ ที่แท้มันคือภูตผีปีศาจแห่งความเห็นแก่ตัว แล้วมาอยู่ ในรูปของกองเชียร์ ฉนั้นมันจึงมีการชกต่อยวิวาทกันใน สนามกีฬานั่นเอง. เมื่อลูกบอลอยู่ในมือนั้นเอง ก็มีการ ทะเลาะวิวาท มีการทำอันตรายกันอย่างภูตผีปีศาจที่ในสนาม

น.27 ๒๕ กีฬา. การเตรียมกีฬาก็คือการเตรียมที่จะไปชนะเขาเอา เกียรติให้แก่เรา ผิดจากความมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์แต่ โบราณกาลของการมีกีฬา คือเพื่อให้มีการเล่นออกกำลังกาย เพื่อเสียสละ ในเมื่อถูกผู้อื่นล่วงเกินพลั้งพลาด. เดี๋ยวนี้ใน สนามกีฬานั่นแหละ คือลัทธิ "พันต่อพัน-ตาต่อตา" และ จะมีมากขึ้น ๆ จนกระทั่งกองเชียร์ใช้ระเบิดขวดคุณดูเถิด ว่า คำว่า "โก้ดี" พลศึกษากำลังโก้ดีมันโก้อย่างไร. โก้ก็คือ การที่มีเนื้อหนังเป็นพลังขึ้นมาก็สำหรับรักษาหรือแสดงออก ซึ่งความเห็นแก่ตัว. โรงเรียนไหนก็เห็นแก่โรงเรียนของตน ประเทศไหนก็เห็นแก่ประเทศของตน กีฬาระหว่าง ชาติก็มี ชกต่อยกัน จนพันหัก หัวแตก. นี่แหละ มันสูงสุดอยู่ที่นี่ สำหรับพลศึกษา. ทีนี้ หัตถศึกษา หัตถศึกษาในที่สุดก็คือคว้าดวง จันทร์ได้เลย มือยาวไปคว้าเอาดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์มาไว้ ในอำนาจได้ ไม่ใช่เพียงแต่สานตะกร้ากระบุงเท่านั้น ยอม ให้ว่าในอนาคตมันจะถึงขนาดเที่ยวไปคว้าดวงจันทร์ ดวงอา ทิตย์ดวงดาว มาถือไว้ได้ แต่แล้วมันก็เพื่อประโยชน์อะไร ?

น.28 ๒๖ ดีที่ตรงไหน ? ไปลองคิดดู มันก็มีแต่ว่าอวดโชว์ผู้อื่นว่า ของกูดี ของกูดีกว่าใคร ของกูวิเศษกว่าของใคร อวดชู หรูหราร่าอยู่อย่างนี้ ซึ่งมันก็ไปไม่รอดในการที่จะมีบรมธรรม ดังนั้นหัตถศึกษาก็เป็นเรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องอำนาจวาสนา หรืออะไรที่จะไปเป็นเรื่องปากเรื่องท้อง. ขนาดไปเอาดวง อาทิตย์ดวงจันทร์มาเคี้ยวกินได้ มันก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้นเลย. นี่ ผมพูดอย่างนี้ ก็คงจะมีคนจำนวนมาก หาว่าผม เป็น Pessimistic อะไรไปในทำนองนั้น ก็ตามใจเขา ผม พูดตามความรู้สึกเสมอ พูดตามความรู้สึกที่มองเห็นสิ่งที่เป็น อันตรายและยังมองไม่เห็นในแง่ดี คือในแง่ Optimist ใน แง่ที่ว่ามันจะรอดไปได้อย่างไร เพราะมันถลำลึกเข้าไปถึง อย่างนั้นมากขึ้น ๆ ๆ การศึกษาของโลกถลำลึกลงไปในบ่อ ในหลุมของซาตาน ของพญามาร ทางเนื้อหนังมากขึ้นทุกที จึงไม่มีวี่แววที่ว่าจะไปสู่บรมธรรมได้เลย, การศึกษาของมนุษย์ มันต้องพูดอย่างกำปั้นทุบดิน ว่า ต้องเพื่อให้มนุษย์ได้ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ เขาก็คงไม่ปฏิเสธอุดมคตินี้ แม้ในเวลานี้ แต่เขาไปตี

น.29 ๒๗ ความ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ นั้น ไปเสียเป็น อย่างอื่นคือไปทางวัตถุไปทางเนื้อหนัง โดยถือเสียว่า ถ้าเนื้อ หนังมันดีแล้ว ใจมันก็ดี อย่าง Dialectic materialism ซึ่ง เป็นกันทั้งโลก. คือถ้าร่างกายดีจิตใจมันก็ดี; ปัญหาทางวัต- ถุหมดปัญหาทางจิตใจก็หมด; มันถือเป็นเรื่องเดียวกันเสีย อย่างนี้เขานำเอาเรื่องทางวิญญาณ ไปเป็นบริวารเป็นทาส ของเรื่องทางเนื้อหนังไป. ส่วนเราต้องการจะแยกออกจาก กัน ให้เรื่องทางวิญญาณเป็นเจ้าเป็นนาย ควบคุมวัตถุ ควบ คุมเนื้อหนังนั่นแหละ มันจึงจะถือว่าได้ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ ควรจะได้รับ. ทีนี้เขาตี ความสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ เป็น เรื่องเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ที่เรียกว่ากินดี-อยู่ดี นั่นเขายกให้เป็นสรณะสูงสุด เป็นพระ เจ้า. ส่วนเราให้ถือตามหลักที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า กินอยู่ แต่พอดี อย่ากินส่วนเกิน อย่ามีส่วนเกิน อย่าใช้ส่วนเกิน กินอยู่แต่พอดี เท่าที่จำเป็น เพื่อจะให้ไปได้อะไรอีกอันหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดที่เรียกว่า “บรมธรรม" เพราะฉะนั้นการกิน

น.30 ๒๘ การอยู่นี้เป็นเพียงอุปกรณ์ เป็นปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อมี ชีวิตอยู่ แล้วให้ประพฤติกระทำให้ได้มาซึ่งบรมธรรม เดี๋ยวนี้เขายกเอาการกินดี อยู่ดี เป็นสิ่งสูงสุด เป็นบรมธรรม เสียเอง ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อให้ได้บรมธรรม เพราะ ฉะนั้นเรื่องจึงกลับกัน. การศึกษาในมหาวิทยาลัยระดับสูงสุด ขนาดไหนก็ตาม มันกลายเป็นเพื่อกินดี - อยู่ดี มีการกินดี- อยู่ดี เป็นบรมธรรมไปเสีย ไม่ใช่เป็นเครื่องมือเพียงเพื่อ มีชีวิตอยู่ ในลักษณะที่เหมาะสม แล้วตะเกียกตะกาย ต่อ ไปๆ จนถึงจนได้บรมธรรม. คำว่า บรมธรรม เพียง ขนาดจริยธรรมสากลนี้ มันก็ไม่ได้ (บรมธรรมเพียงขนาด จริยธรรมสากลที่เราพูดกันมาแล้ว คือมีความสุขที่แท้จริง, มีความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์, มีการทำหน้าที่เพื่อ หน้าที่, มีความรักสากล.) ความสุข ของคนสมัยนี้ ก็คือเนื้อหนัง คือสิ่งที่ทาง คริสเตียนเขาเรียกว่าเนื้อหนัง ได้แก่ความเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นี้เรียกว่า เนื้อหนัง นี้คือความสุขในความหมายของจริยธรรมสากล

น.31 ๒๙ เขาไปเปลี่ยนความหมายให้มันเป็นเสียอย่างนี้ ไม่ใช่ความสุข ที่สะอาด ที่ถูกต้อง. ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ ของเขานั้น ก็คือว่าวัตถุเต็มเปี่ยม ร่างกายสมบูรณ์ไปด้วยเหยื่อ เขาเรียก ว่าเต็มเปี่ยม นี่คือความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ของ ระบบเนื้อหนังนี้. หน้าที่เพื่อหน้าที่ ที่เขาว่า ๆ นั้น ก็คือเพื่อดื่มเพื่อ กิน ที่นี่และเดี๋ยวนี้ เพราะว่าพรุ่งนี้เราอาจจะตายเสียก็ได้ Eat drink and be merry; for to-morrow we may die มันท่องกัน แต่บทอย่างนี้. ฉะนั้นหน้าที่ ก็เพื่อกิน เพื่อดื่ม ได้กินได้ดื่มเสียเร็ว ๆ นี่คือหน้าที่. หน้าที่เพื่อหน้าที่เขา หมายเสียอย่างนี้ คิดดูเถิด. แต่ทางเราถือว่า หน้าที่เพื่อ หน้าที่หมายความว่าหน้าที่เพื่อหน้าที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่งานเพื่อ เงินเพื่อกินเพื่อดื่ม เพื่อเนื้อหนัง. อันสุดท้าย ความรักสากล ของเขาก็คือเอามาเป็น พวกของตัว เพื่อไปปล้นคนอื่น. ความรักสากล มันคือ อย่างนั้นไปเสีย ลงทุนลงแรงหว่านล้อมมาเป็นพวกเราให้

น.32 ๓๐ มากที่สุด เพื่อไปปล้นคนอื่น นั่นคือความรักสากลของ วัตถุนิยม มันเป็นอย่างนั้น. แต่ถ้าความรักสากลทางมโน นิยมมันไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีตัวตนของเขาของเรา; เมื่อ เป็นดังนั้นความเป็นอันเดียวกัน ทั้งหมดมันก็เกิดขึ้นมาทันที. มนุษย์มีเพียงคนเดียวในสากลจักรวาล ไม่มีคนเป็นคน ๆ แล้วมีเขา มีเราคือมันเหมือนกันหมด เป็นคน ๆ เดียวกัน แท้. นี่ คือความรักสากลตามแบบมโนนิยม. ส่วนความรัก สากลตามแบบเนื้อหนังหรือวัตถุนิยม คือหาพรรคพวกให้ มาก ๆ แล้วไปปล้นคนอื่นเอามาเป็นของเราให้หมด. นี่ คือ ความรักสากลของวัตถุนิยมเป็นอย่างนี้. " แล้วมันก็ไม่ใช่ผล ของอะไรอื่น นอกจากผลของการศึกษา ที่มันเดินไปผิด ทาง จึงเปิดช่องโหว่ให้มนุษย์เกิดความคิดอย่างนี้ แล้วตก ไปสู่กระแสแห่งความคิดอย่างนี้มากขึ้น ๆ. ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เราจะมานั่งตั้งกองค่ามนุษย์กันใน เวลาหัวรุ่งเช่นนี้ แต่เรามาหลับตาพินิจพิจารณาด้วยจิตใจ ที่ถือว่ามันละเอียดละออที่สุด ในเวลาอย่างนี้ คือ ตอน หัวรุ่ง; มองดูโลกตามที่เป็นจริง ตามแบบที่พระพุทธเจ้า

น.33 ๓๑ ท่านสอน ว่า ปญฺญา ปาสาท มารุย . ห ฯ ให้หาโอกาสสงบ สงัด แล้วขึ้นสู่ปราสาทแห่งปัญญา คือยอดภูเขาแห่งปัญญา แล้วมองดูมนุษย์ทั้งหลาย ที่กำลังเป็นอยู่อย่างไร ที่กำลังถูก ความทุกข์-ความโศกบีบคั้นอย่างไร. ท่านสอนให้ขึ้นสู่ยอด เขาสูงสุดของปัญญา แล้วก็ดูมนุษย์ทั้งหลายที่เกลื่อนกล่นอยู่ ในความทุกข์นี้อย่างไร เช่นเดียวกับบุคคลขึ้นสู่ยอดภูเขา แล้วมองเห็นพื้นดินเบื้องล่าง. นี่แหละ เราควรหาโอกาสขึ้น สู่ปราสาทของปัญญา แล้วก็มองดูโลกตามที่เป็นจริง ว่ามัน เป็นอยู่อย่างไร. เราจะขึ้นสู่ปราสาทของปัญญาได้ก็ต้อง อาศัยการศึกษา การศึกษาทำให้เกิดปัญญา และปัญญา ที่ถูกต้อง ไม่ใช่ปัญญาที่ตลบแตลง. การศึกษาทำให้เกิด ปราสาทแห่งปัญญา ขึ้นไปได้แล้วก็มองดูโลก มองดูชีวิต ตามที่เป็นจริง แล้วรู้สึกอย่างไร เห็นอย่างไร มีอะไรอย่างไร ก็จะได้จัดได้ทำและแก้ไขไปให้มันถูกต้อง เพราะฉะนั้นการ ที่เราพูดถึงการศึกษาของโลกในสมัยปัจจุบันนี้ ที่เกี่ยวข้อง กับบรมธรรมในลักษณะอย่างไร หรือไม่เกี่ยวข้องกันเลย เรา จึงพูดกันอย่างอิสระ เพราะว่าเราก็ชอบอิสรภาพ เสรีภาพ

น.34 ๓๒ ชอบประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่ว่าตามแบบของนโมนิยม หรือทางวิญญาณ. เรายืนยันว่า การศึกษานั้น เพื่อกำจัดเสียซึ่งสัญ ชาตญาณอย่างสัตว์ มิใช่เพียงเพื่อมีชีวิตรอด. เมื่อมีชีวิต รอดอยู่ แล้วยังจะต้องกำจัดเสียซึ่งสัญชาตญาณอย่างสัตว์ เพื่อให้มนุษย์ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. เพราะฉะนั้น การศึกษานี้ มันต้องเพื่อบรมธรรม. สรุปความสั้น ๆ ว่า การศึกษาทั้งหมดของมนุษย์นี้ ต้องเพื่อบรมธรรม อื่น ๆ นั้นเป็นบริวาร เป็นปัจจัยแวดล้อม ของบรมธรรม. การศึกษาต้องเพื่อบรมธรรม ไม่ใช่เพื่อ ความรอด. การศึกษา ไม่ใช่เพื่ออาชีพ ถ้าพูดว่าการศึกษา เพื่ออาชีพ มันเป็นเด็กอมมือเกินไป ในโรงเรียนไหน ใน มหาวิทยาลัยไหน ถ้าสอนว่าการศึกษาเป็นไปเพื่อให้มีอาชีพ ผมว่านั่นพูดอย่างเด็กอมมือ. อนึ่ง การศึกษานี้ ไม่ใช่เพื่อประชาธิปไตย. เขา มักจะสอนกันว่า การศึกษานี้ เพื่อประชาธิปไตย บูชา ประชาธิปไตย, ผมพูดแล้ว ว่าประชาธิปไตยนั้น ถ้ามันเป็น ของมนุษย์ ก็ดีอยู่ แต่ถ้าเป็นของวัตถุนิยมแล้ว มันก็ทำ

น.35 ๓๓ โลกนี้ให้เป็นนรก. ถ้าทุกคนเป็นวัตถุนิยมจัด แล้วก็ได้ ประชาธิปไตยไปเป็นของประชาชน เพื่อประชาชน โดย ประชาชน มันก็เป็นการช่วยกันหมุนโลกให้เป็นนรก คือ ความเดือดร้อนนานาประการ ที่เกิดจากการลุ่มหลงวัตถุ. การศึกษานี้ ไม่ใช่เพื่อประชาธิปไตย มันเพื่อความ ถูกต้อง เพื่อธรรมาธิปไตย อย่าเพื่อประชาธิปไตยเลย. การศึกษา ต้องเพื่อธรรมาธิปไตย เมื่อเป็นธรรมา- ธิปไตยแล้ว เป็นเผด็จการก็ได้ เป็นประชาธิปไตยก็ได้ เป็นอะไรก็ได้. การศึกษานั้น เพื่อธรรม เพื่อบรมธรรม เพื่อธรรมาธิปไตย ให้ธรรมะครองโลก. ฉะนั้นการศึกษานี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อความรอด หรือความเอาตัวรอดเป็นยอดดี ซึ่งนั่นเด็ก ๆ หรือคนขลาด จะพูดว่า เอาตัวรอดเป็นยอดดี. การศึกษา ไม่ใช่เรื่องของคนขลาด เป็นเรื่องของคนมี ปัญญา ต้องมีปัญญาแท้จริงและสูงสุด. ฉะนั้นการศึกษา ต้องเพื่อธรรม เพื่อธรรมาธิปไตย ไม่ใช่เพื่ออาชีพ ไม่ใช่ เพื่อความรอด ไม่ใช่เพื่อประชาธิปไตย ไปตามแบบสมัย วัตถุนิยม. ที่นี้คุณ ๆ ก็ไปพิจารณาดู ว่าการศึกษาของโลกสมัย

น.36 ๓๔ ปัจจุบันนี้ มันกระทำแก่บรมธรรมอย่างไร มันมีผลแก่ บรมธรรมอย่างไร แล้วคุณก็จะพบได้เองว่า อะไรเป็น อุปสรรคแห่งการบรรลุถึงบรมธรรมในปัจจุบันนี้ ในเวลานี้ ในโลกนี้, อะไรเป็นอุปสรรคแห่งการลุถึงบรมธรรม; และรู้ ได้เลยว่าเมื่อบรมธรรมที่แท้จริงที่ถูกต้อง ของพระเจ้า หรือ ของธรรม นั้น มันเป็นสิ่งที่เข้าถึงไม่ได้สำหรับมนุษย์สมัยนี้ แล้วเขาก็ตั้งบรมธรรมอย่างอื่น ขึ้นมาแทน คือบรมธรรม ทางเนื้อหนัง ความเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ไม่มีที่สิ้นสุด ที่กำลังพูดถึงกันอยู่ จนทำโลกนี้ให้ปราศจากบิดามารดา ครูบาอาจารย์ เรื่องมัน มีอย่างนี้. นี่ วันนี้เราพูดถึงบรมธรรมเท่าที่เกี่ยวกันกับโลกทาง การศึกษาของโลก ในสมัยปัจจุบัน หรือโลกในสมัยปัจจุบัน ที่มีการศึกษาอย่างนี้. คุณบวชมาในผ้าเหลือง ในศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีบรมธรรม บูชาบรมธรรม ก็ต้องสนใจให้ถูกต้อง แล้วก็จะไม่เสียเวลาที่บวช แม้ใน ชั่วระยะเวลาอันสั้นนี้. เวลา ๑ ชั่วโมงของเรา ก็หมดลงสำหรับวันนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต