น.1 อันดับ ๒๘ เอกสารชุดมองด้านใน สิ่งที่ทำให้ชีวิตของ นักศึกษาไร้ความหมาย ของ พุทธทาสภิกขุ เพื่อให้ทุกชีวิตได้พบ วิธีการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ จงรู้จักตัวเอง ! "จงรู้จัก ตัวเอง" คำนี้หมาย ว่า ค้นพบ แก้วได้ ในตัวท่าน หานอกตัว ทำไม ให้ป่วยการ ดอกบัวบาน อยู่ในเรา อย่าเขลาไป ในดอกบัว มีมณี ที่เอกอุตม์ เพื่อมนุษย์ ค้นหา มาให้ได้ "การตรัสรู้ หรือรู้ สิ่งใดๆ ล้วน มาจาก ความรู้ ตัว สูเอง."
น.2 รากฐานของสิ่งทั้งปวง " การศึกษา - - - ในฐานะเป็นสิ่งที่ถือกันว่า สำคัญที่สุด เพราะเป็นรากฐานของ สิ่งทั้งปวง การศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือแผนการศึกษาทั้งหมดของโลกสมัยนี้ ไม่มีการ ทำให้เด็ก ๆ รู้ว่า เกิดมาทำไม? - - - เมื่อคนเราลงไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? มันก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน จะไปได้อะไร เป็นสิ่งสูงสุด - - อุดมคติของการศึกษา ที่ว่า เพื่ออยู่รอดนั้น มันเรื่องของคนขี้ขลาด - - - - - - - ผมอยากจะพูดว่า การศึกษานั้น เพื่อการประหาร เสียซึ่งสัญชาตญาณอย่างสัตว์ - - - - - เพราะว่า สัญชาตญาณอย่างสัตว์นี้แหละคืออันตราย - - - -- เด็ก ๆ เพิ่งคลอดออกมาจาก ท้องแม่นี้ ยัง เต็มไปด้วยสัญชาตญาณอย่างสัตว์ แล้วก็โตขึ้นมาในลักษณะอย่างนั้น ก็เต็มไปด้วย ความเห็นแก่ตัว (แล้วก็เบียดเบียนกัน) - - - การศึกษาส่วนใหญ่ของ โลกนั้นเดินตามแผนของพวกฝรั่ง - - - - พวกนี้เอาเรื่องศีลธรรมเอาเรื่องศาสนา ออกไปจากปทานุกรมยิ่งขึ้นทุกที - - - การศึกษาแผนปัจจุบันของโลกเลยกลายเป็น เรื่องของวัตถุไปหมด - - - - - ลัทธิฮิปปี้นั้นก็คือผลของการศึกษาสมัยนี้ - - - - - - ที่มันส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ - - - " จากเรื่อง การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ ของ พุทธทาสภิกขุ ถ้าหากท่านไม่ต้องการใช้หนังสือนี้อีกแล้ว โปรดถวายแด่พระภิกษุ-สามเณร หรือมอบ ให้แด่ท่านที่สนใจต่อไป จะเป็นกุศลมหาศาล พิมพ์ครั้งที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2513 จำนวน: 10,000 เล่ม
น.3 เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๒๘ เรื่อง สิ่งที่ทำให้ชีวิตของ นักศึกษาไร้ความหมาย ของ พุทธทาสภิกขุ เพื่อให้ทุกชีวิตได้พบวิธี การดำเนินชีวิตอันประเสริฐ
น.4 พุทธทาสภิกขุ บรรยายอบรม กลุ่มนิสิต นักศึกษา บวชภาคฤดูร้อน ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา ...... (นี่เป็นเพียงเรื่องหนึ่ง แห่งการปรารภเป็นการภายในหลาย สิบเรื่อง เพื่อฝึกกลุ่มนักศึกษาชายหญิง ผู้เตรียมจะเป็นชน ชั้นมันสมองของประเทศชาติ เสริมให้เขาได้มองอะไร ๆ ที่เป็นมาแล้ว และจะเป็นไป ด้วยใจที่อิสระ โดยตนเอง ไม่ต้องไปเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยตามใคร ในโอกาสที่เขา ใช้ชีวิตเป็นเสรี เป็นเวลาเดือน - สองเดือน ซึ่งจัก มีผล อย่างไร ก็จะทราบกัน) ๑๓ เมษายน ๒๕๑๒ วันนี้ สำหรับพวกเรา ได้ล่วง มาถึงเวลา ๕.๐๐ น. แล้ว จะได้พูดถึงเรื่อง บรมธรรม กับชีวิตนักศึกษา โดยมีความสัมพันธ์กันกับเรื่องที่แล้วมา. วันก่อนได้พูดถึง บรมธรรมกับการศึกษาของโลก ใน สมัยปัจจุบันอยู่ในสภาพที่หันหลังให้กันกับบรมธรรม. ทีนี้ เราควรจะได้พูดถึงกันบ้างว่า ถ้าจะไม่หันหลังให้กันควรจะ เป็นอย่างไร, เดี๋ยวจะหาว่าเป็นการมองกันแต่ในด้านร้าย ด้านเดียว หรือเล็งผลทรามแต่ด้านเดียว.
น.5 ๓ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอให้ถือเป็นหลักว่า พุทธศาสนา ไม่มองอะไรในด้านดีหรือด้านทราม แต่จะมองในแง่ที่จะ แก้ไขด้านทรามให้กลายเป็นด้านดี ทำด้านร้ายให้กลาย เป็นด้านดีเสมอไป. พวกฝรั่งเข้าใจผิดพุทธศาสนา หาว่า พุทธศาสนาเป็นเพลิมิสติคเต็มตัว. ที่จริงไม่ใช่เป็นอย่าง นั้น พุทธศาสนาพูดเรื่องทุกข์มากที่สุด เพื่อจะรู้จักมัน แล้วแก้ไข หรือดับมัน. อย่างนี้จะเรียกว่าเป็น Optimism ก็ไม่ใช่ Pessimism ก็ไม่ได้ คือมันเป็นการเชื่อมโยงกัน เพื่อจะแก้ที่ร้ายให้กลายเป็นดี แก้ทุกข์ให้กลายเป็นไม่ทุกข์ ต่างหาก. เราไม่ได้มองสิ่งใดโดยความเป็นของเสีย-ของ ร้าย-ของเลว โดยส่วนเดียว แต่ว่าพร้อมกันนั้นต้องมี ทางออกที่จะแก้ไขมัน. สรุปความในข้อนี้ก็คือว่า ขอให้นักศึกษาที่เป็น พุทธบริษัท อย่ามองอะไรในด้านเดียว หรือโดยส่วนเดียว เช่นยืนยันชีวิตนี้เป็นทุกข์อย่างนี้เป็นต้น หรือเป็นสุขสนุก สนานก็ตาม ขอให้มองในแง่ที่ว่า ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่ปรับปรุง ได้ แก้ไขได้ เปลี่ยนแปลงได้ ตามเหตุตามปัจจัย
น.6 ๔ เพราะสิ่งทั้งหลายเป็นไปตาม เหตุตามปัจจัย แก้ไขได้. เรา มองดูสิ่งทั้งหลายในฐานะเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ปรับปรุงให้ตรง ตามที่เราประสงค์ หรือใคร ๆ ควรที่จะประสงค์ได้. แม้ ว่าการศึกษาของโลกในปัจจุบัน หรือตัวโลกในปัจจุบัน หันหลังให้บรมธรรม มันก็เป็นสิ่งที่แก้ไขได้; เมื่อคนอื่น เขาไม่แก้ เราก็แก้ของเรา ก็ยังได้. หัวข้อวันนี้ว่า บรมธรรมกับชีวิตนักศึกษา คำ ว่า "ชีวิตนักศึกษา" เมื่อเราพูดถึงคำนี้ ในที่เช่นนี้ ก็ควร · จะเป็นนักศึกษาที่แท้จริง หรือเต็มตัว แล้วก็กำลังศึกษา อยู่. มันเป็นการถูกแล้ว ที่จะเรียกบุคคลที่ศึกษาในระดับ มหาวิทยาลัย ว่า "นักศึกษา" แต่ที่จะไปเรียกมันว่า "อุดมศึกษา" นี้ ผมรู้สึกว่าน่าหัวเราะ. นิสิตในมหา- วิทยาลัยเป็นเพียงนักศึกษานั้นถูกแล้ว แต่การศึกษานั้น จะจัดเป็นอุดมศึกษา นี้น่าหัวเราะ. ดูเราจะเข้าใจผิดกัน ไปตั้งแต่ต้นเสียแล้ว ก็ด้วยข้อนี้เอง. คำว่า "อุดม” แปลว่าสูงสุดในระดับ Supreme เราเรียกว่า " อุดม " ก็ต้องระดับสูงสุด. แต่ความรู้สึกของผม รู้สึกว่าระดับ มหาวิทยาลัยนี้เป็นเพียงนักศึกษาในระดับที่ย่างเข้ามาสู่
น.7 ๕ ความเป็นนักศึกษา. ประถมศึกษา มัธยมศึกษา มันเป็น เพียงเตรียมเพื่อการศึกษา เท่านั้น ยังไม่เป็นตัวการศึกษา ด้วยซ้ำไป เป็นเพียงเตรียมสิ่งต่าง ๆ เตรียมรู้หนังสือ เตรียมรู้จักคิด รู้จักนึก เตรียมอะไรสำหรับเป็นกุญแจ สำหรับจะทำการศึกษา. ทีนี้พอมาเป็นนักศึกษาระดับ มหาวิทยาลัย ก็คือเป็นนักศึกษาเท่านั้น ไม่น่าจะคุยโต ถึงว่าเป็นอุดมศึกษา. เพราะว่า อุดม หรือ อุตมะ นี้ มัน แปลว่าสูงสุด คือสุดแล้ว มันไม่มีอะไรยิ่งไปกว่านั้นอีกแล้ว เพราะฉะนั้นดูเด็ก ๆ ของเราจะลืมตัวไป ทะนงตัวไป . ว่าเป็นอุดมศึกษาในชั้นนี้ จึงมีลักษณะยกหูชูหาง เห็นผู้ อื่นต่ำไปหมด เห็นครูบาอาจารย์เสมอกัน ในมหาวิทยาลัย ทั่ว ๆ ไปในโลก. ถ้าพื้นฐานมันผิดแล้ว เนื้อตัวของมัน ก็ต้องผิด หมายความว่ามันผิดระดับ ผิดจังหวะ ผิด อะไร ๆ อยู่หลาย ๆ อย่าง. ที่แท้ มันยังไม่ใช่อุดมศึกษา ก็ตรงที่ว่ามันไม่มี บรมธรรมอยู่ในการศึกษานั้น เหมือนที่เรากำลังพูดกัน มาแล้ว จนเข้าใจได้ว่าในมหาวิทยาลัยในโลกทุกแห่ง ไม่มี พูดถึงบรมธรรม. เด็ก ๆ เหล่านั้นยังไม่รู้จัก สิ่งที่ดีที่สุด
น.8 ๖ ที่มนุษย์ควรจ ะได้. ผมเรียกว่า "เด็ก ๆ" ก็โดยเหตุผลดัง ที่กล่าวมาแล้ว ว่ายังเป็นเด็ก ๆ เพราะว่าไม่รู้ว่า เกิดมา ทำไม . เพราะฉะนั้นหลักสูตรในอุดมศึกษามันต้องให้รู้ว่า เกิดมาทำไม แล้วทำสิ่งนั้นอยู่ นั่นแหละจึงจะเป็นอุดม ศึกษา. ทีนี้ในมหาวิทยาลัยไหนก็ไม่พูดถึงเรื่องที่ว่า เกิด มาทำไม อะไรเป็นจุดสูงสุดเป็นภาวะสูงสุด เป็นผลได้ ที่สูงสุดของการเกิดมา. เขาจะถือไปว่า นี้มันเป็นเรื่องทางวิญญาณเกินไป เสียแล้ว นั่นก็แปลว่าเป็นการประจานตัวเอง ว่าเป็นโลก หรือเป็นวัตถุนิยมจัด ไม่รู้เรื่องทางมโนนิยมแม้แต่สักนิด • หนึ่ง แล้วจะเรียกนักศึกษาว่าชั้นอุดมศึกษา มันก็น่าขัน อย่างที่ว่า น่าหัวเราะอย่างที่ว่า. เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่รู้ ว่า เกิดมาทำไม นั้น ก็เป็นเด็กอมมือด้วยซ้ำไป. แม้จะมี การศึกษาอะไรกันมาก แต่ไม่ศึกษาในข้อที่ว่า เกิดมาทำไม ความเป็นเด็กอมมือมันก็ไม่สิ้นสุดลงได้ แม้จบการศึกษามี ปริญญายาวเป็นหางหลาย ๆ อย่าง มันก็ไม่พ้นความเป็น เด็กอมมือไปได้ เพราะคนเหล่านั้นไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม . นี่เรากำลังพูดถึงชีวิตนักศึกษา เรากำลังศึกษาอยู่อย่าง
น.9 ๗ จริงจัง อย่างขะมักเขม้น มันก็ควรจะมีการศึกษาเรื่องที่ดี ที่สุด คือที่สูงสุด คือชั้นอุดม. เรื่องที่เป็นชั้นอุดมชั้น สูงสุด จึงจะเรียกว่าอุดมศึกษาได้ ฉะนั้นมันก็หลีกเรื่อง บรมธรรม ไปไม่พ้น หรือแม้แต่ที่จริยธรรมสากลเขา บัญญัติไว้แล้ว ว่าคือความสุขที่ถูกต้อง ความเต็มเปี่ยม ของความเป็นมนุษย์ หน้าที่เพื่อหน้าที่ และความรัก สากลเหล่านี้ คุณเอามาพูดกันในการพูดจาประจำวัน หรือเปล่า ? ในรั้วมหาวิทยาลัยนั้น ได้พูดจากันเป็น ประจำวันหรือเปล่า ? หรือว่ามันอยู่ในหลักสูตรหรือเปล่า?" หรือว่ามันอยู่ในหลักสูตรโดยอ้อม โดยไม่ใช้ชื่ออย่างนี้ ก็ตาม หรือเปล่า? ดู ๆ แล้ว มันยังไม่มี แล้วก็น่า หัวเราะที่จะไปเรียกว่าอุดมศึกษา. เอาคำสูงสุดมาใช้ แต่แล้วก็กลายเป็นเด็กอมมือไปทันที จะไม่ให้พูดว่าน่าขัน หรือน่าหัวเราะได้อย่างไร. ทีนี้เรามาดูกันเลย ว่า ชีวิตนักศึกษาที่แท้จริงจะ ต้องเป็นไปในลักษณะที่ใกล้ชิดบรมธรรมยิ่งขึ้นไปทุกที ยิ่งขึ้นไปทุกทีอย่างไร ข้อนี้ผมขอร้องให้ทุกท่านเป็นตัว ของตัว ไม่ใช่เป็นตัวของความละเมอเพ้อฝันไปตามความ
น.10 ๘ นิยมของชาวโลก หรือของแผนการศึกษาของชาวโลกที่ หลับตาเดิน เดินไปไหนก็ไม่รู้ ไม่ไปสู่จุด บรมธรรม แล้ว คุณก็ไม่เป็นตัวของตัว หลับตาเดินละเมอให้เขาจูงไปตาม แผนนั้น นี่ผมเรียกว่าไม่เป็นตัวของตัว. เราต้องเป็นตัว ของตัวโดยธรรม ไม่ใช่เป็นตัวของตัวโดยกิเลส โดยมานะ ทิฏฐิ นั้นมันอย่างหนึ่ง. ที่นี้เป็นตัวของตัวโดยธรรม คือ มันเป็นตามที่เป็นจริง ตามที่ถูกต้อง มีความเป็นตัวของตัว โดยธรรมแล้วเราจึงมาเลือกดูระบบการศึกษา ว่ามีความ หมายอย่างไร แม้เขาจะได้วางระบบไว้แล้ว แต่ว่าความ หมายยังไม่ถูกต้อง เราก็จะทำให้มันมีความหมายถูกต้อง โดยความเป็นตัวของตัว . แต่ข้อนี้ ไม่ได้หมายความว่าให้ สไตรค์ ให้แอนตี้ ให้เรียกร้องอะไร ให้โกลาหลวุ่นวายไป หมด อย่างนั้นมันก็ไม่ถูก มันเป็นความเป็นตัวของตัวของ มานะทิฏฐิ ของกิเลสตัณหา. คำว่า มีความเป็นตัวของตัว ก็คือเราทำโดยไม่มีใครรู้ก็ได้ ทำอยู่เงียบๆ ให้ดูแล้วมัน เข้ารูปเข้ารอย ให้เป็นไปตามร่องรอยของ บรมธรรม ; ต่อไปเราก็ไปถึงแผนการศึกษา ๔ อย่าง อย่างที่ว่ามานั้น- คือพุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา,
น.11 ๙ การศึกษาทั้ง ๔ อย่างนี้ เราอาจจะมีความหมาย ที่ถูกต้องของเราเอง อย่าลืมว่ามีความหมายที่ถูกต้องของ เราเอง ถ้าเราไม่เห็นด้วย เราก็มีสิทธิที่จะมีความหมาย เอาใหม่ หาความหมายเอาใหม่ ตามที่มันมีเหตุผลที่จะ เป็นไปเพื่อ บรมธรรม ซึ่งเราจะมาดูกัน ในพุทธิศึกษา เป็นเริ่มแรก : พุทธิศึกษา ของการศึกษาสมัยนี้เป็นอย่างไร ? ตามที่ผมได้ยิน ได้เห็น ได้ฝั่งนี้ เขาถือว่าพุทธิศึกษาเป็น ภาควิชาการ เรียนหนังสือ เรียนส่วนที่เป็นหนังสือ เรียนส่วนที่เป็นการอบรมสติปัญญากันมากมาย เช่นใน มหาวิทยาลัย มีการจัดการศึกษาเป็นคณะต่าง ๆ วิศวกรรม แพทย์ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ดูจะเป็นพุทธิศึกษาไป หมด. พุทธิ ซึ่งแปลว่า ปัญญา, แล้วจัดจริยศึกษา เป็นการปฏิบัติที่เนื้อที่ตัว, พลศึกษา ทำให้เกิดกำลัง, หัตถศึกษา ให้มีผีไม้ลายมือ เป็นต้น มันอยู่กันอย่างนี้. แต่ผมเห็นว่าไม่เข้ารูป: พุทธิศึกษา มันควรจะมีอะไรมาก กว่านั้น คือมากกว่าเพียงแต่ ให้รู้หนังสือ หรืออบรม
น.12 ๑๐ สติปัญญาไว้เป็นเครื่องมือ. พุทธิศึกษาที่แปลว่าปัญญานี้ มันต้องเป็นปัญญากันจริง ๆ คือต้องมีความรู้เรื่องที่สำคัญ ที่สุดของชีวิต ตลอดชีวิต คือรู้ว่าเกิดมาทำไมนั่นแหละ. ผมก็มีแต่ย้ำ - มีแต่ซ้ำเรื่องความรู้เรื่องเกิดมาทำไมนี้. เกิด มาทำไม ? เกิดมาเพื่ออะไร ? ได้ โดยวิธีใด ? แล้วก็ให้ถูก ต้อง อย่างถูกต้องในรูปของปรัชญา ในศีลธรรม หรือ ศาสนาก็ได้ทั้งนั้น แต่ว่าสมัยนี้เขาเมาปรัชญากัน ก็เอาใน รูปปรัชญาก็แล้วกัน ว่า เกิดมาทำไม. นี่ ตามความคิดของผมว่า เด็ก ๆ ชั้นประถมศึกษา หรือชั้นอนุบาลด้วยซ้ำไป จะต้องเริ่มการศึกษาด้วยวิธีใด ที่เหมาะสมที่ให้เขาค่อยๆ รู้สึก หรือลืมตาขึ้นมา ว่า เกิดมา ทำไม. เด็กตัวเล็ก ๆ นี่แหละ ต้องให้เริ่มมีความเข้าใจอย่าง ถูกต้องว่า เกิดมาทำไม ไม่ใช่เพียงแต่เรียนหนังสือ ก ขอ, ก กา, รู้หนังสือ รู้อะไรเรื่อยไป รู้คณิตศาสตร์ รู้เลขอะไร ก็ตาม แล้วยังไม่มีความรู้เลย ว่าเกิดมาทำไม, จนมัธยม- ศึกษา จนถึงอุดมศึกษาชนิดที่ว่า ก็ไม่รู้ ว่าเกิดมาทำไม นี่คือไม่มีพุทธิศึกษา ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนชั้นมหาวิทยาลัย ก็ยังไม่มีพุทธิศึกษา. ส่วนรู้หนังสือ หรืออบรม ลับสมอง
น.13 ๑๑ ลับสติปัญญาให้คมนั้น มันเป็นเรื่องฝี ไม้ลายมือ เอาไปไว้ พวกเครื่องมือพวกหัตถศึกษาดีกว่า มีฝีไม้ลายมือที่จะทำ งานในชีวิต. พุทธิศึกษานี้ มันจะต้องเป็นความรู้เรื่อง ของชีวิตว่าเกิดมาทำไมโดยตรง. ถ้าถือว่าเป็นการเรียน หนังสือ ก็ต้องเรียนเพื่อให้รู้ว่า เกิดมาทำไม ไม่ใช่เรียนแต่ หนังสือล้วน ๆ ในทุกแขนง มันต้องให้มีความรู้ว่า เกิดมา ทำไม เจืออยู่ด้วย นั่นแหละมันจึงจะเป็นพุทธิศึกษาได้. นี่ผมก็พูดอย่างละเมอเพ้อฝันเหมือนกัน คล้าย ๆ กับอ้างตัวจะเป็นผู้มีอำนาจจัดการศึกษาเสียใหม่ทำนองนั้น นั้นมันเป็นไปไม่ได้ แต่ว่ามันเป็นการแสดงความคิดเห็น ได้ พุทธิศึกษานี้ มันยังไม่ถูกต้อง มันต้องทำให้มีความ กระหายที่จะรู้ว่า เกิดมาทำไม อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก นี่ เป็นรูปปรัชญา เด็กอนุบาลก็ต้องมีปรัชญา. มีความกระ หายอยากรู้ข้อนี้ เขาเรียกว่า Philosophy ฉะนั้นต้องมีความ กระหายอยากรู้ว่า เกิดมาทำไม ตั้งแต่เริ่มการศึกษา ตั้งแต่เด็กพูดได้. มันควรจะมีข้อข้องใจอยู่ในตัวว่าเรามีอยู่ เราเกิดมา เกิดมาเพื่อทำอะไร. เรื่องนี้มันก็เป็นปัญหา
น.14 ๑๒ เดียวกับเรื่องว่า สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้นั้น คืออะไร อยู่ที่ตรงไหน. เด็ก ๆ ก็ควรจะคิดเป็น ไปตามประสา เด็ก ๆ ว่าอะไรดีที่สุด. เช่นที่อยากจะกินเนื้อสะเต๊ะให้ หมดจาน แล้วไปขี่ประตูที่แกว่งได้ แกว่งไปมาอ๊อดแอ็ด เล่นสนุกนี้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ ถือว่า เราเด็ก ๆ ควรจะได้หรือยัง. เพราะว่าถ้าไม่มีความ รู้สึกเรื่องนี้ตามประสาเด็กพอสมควรแล้ว มันจะเพาะเชื้อ วัตถุนิยมอย่างร้ายกาจลงไปในจิตใจของเด็ก แล้วก็เป็น ไปอย่างวัตถุนิยมจัด, นักศึกษาหนุ่มสาว แพรวพราวไป ด้วยการศึกษานั้น เป็นผู้บูชาปาก บูชาท้อง บูชาความ เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังทั้งนั้น ในชั้นที่เรียกว่าอุดม ศึกษา มีเพียงเท่านั้น. เพราะฉะนั้นผลของการที่ไม่รู้ ว่าเกิดมาทำไม ก็คือไม่มีพุทธิศึกษาที่ถูกต้อง. เป็นอันว่าพุทธศึกษา จำกัดความลงไปว่าให้รู้เรื่อง สำคัญที่สุด ที่มนุษย์ควรจะรู้ว่าเกิดมาทำไม จะเรียนหนังสือ หรือทำอะไรก็ตาม ก็เพื่อรู้ข้อนี้. ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว จัดให้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน เป็นวิชาอาชีพไปหมด จะเป็นวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ฯลฯ
น.15 ๑๓ อะไรก็ตาม เป็นวิชาอาชีพไปหมด ไปอยู่ในประเภท หัตถศึกษา ทั้งสิ้น. ทีนี้อันที่สอง คือ จริยศึกษา จริยศึกษาที่เป็นจริย- ศึกษาของนักศึกษาจริงๆ นั้น มันต้องเป็นพรหมจารีที่ถูก ต้อง. อย่าลืมว่าเราได้พูดเรื่องอาศรม ๔ กันมาแล้ว ตั้งแต่ การบรรยายครั้งแรกๆ: เรื่องพรหมจารี, คฤหัสถ, วนปรัสถ์, สันยาสี, สี่อย่างนี้เป็นแนวของชีวิตที่สมบูรณ์. ทีนี้เรามา เริ่มต้นที่พรหมจารี คือจริยศึกษาของนักศึกษาทุกระดับ ต้องเป็นพรหมจารีที่ถูกต้อง จึงจะเรียกว่าจริยศึกษาของ นักศึกษา. หมายความว่ากำลังอยู่ในสภาพที่ต้องบังคับ ตัวเอง ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ถูกต้อง ดีงาม ทุก กระเบียดนิ้ว. ผมพูดธรรมดา ๆ พูดภาษาไพเราะไม่ค่อย จะเป็น. ฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่บังคับตัวเองอยู่ใน ระเบียบ วินัยอย่างถูกต้อง เป็นระเบียบเรียบร้อย งดงาม อยู่ทุก กระเบียดนิ้ว นี้ มันจึงจะเป็นจริยศึกษา ไม่ใช่เป็นลูก ลิงทะโมน. คุณรู้สึกอย่างไร ก็ตามใจ ผมรู้สึกว่าในรั้ว มหาวิทยาลัยนี้ เต็มไปด้วยลิงทะโมน ที่กระโดดโลดเต้น
น.16 ๑๔ อยู่อย่างไม่รู้ความหมายว่า เกิดมาทำไม . ผมไม่รู้สึกว่าเป็น จริยศึกษาที่ตรงไหน หาความเป็นระเบียบเรียบร้อยตาม แผนของจริยศึกษา หรือพรหมจารียาก ไม่บูชาการ ศึกษา บูชาการเล่นมากกว่าการศึกษา ทั้งที่การเล่นนั้น เขาให้เป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สัก ๕ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สำหรับอนามัย เพื่อความผาสุกความปรกติ ของร่างกาย ไม่ใช่เรื่องต้องบูชา นี่แหละเขาสอนให้บูชา กีฬา บูชาอะไรอย่างชีวิตจิตใจ หรืออยากจะเป็นกองเชียร์ มากกว่าอยากที่จะเรียน หนังสือ เรื่องเป็นกองเชียร์นี้ ก็คือเรื่องเพาะนิสัย ดีพอกพูนนิสัยแห่งความเห็น แก่ตัว ให้แก่พวกของตัว; อย่างนี้ยิ่งไม่ใช่จริยศึกษา. จริยศึกษาต้องรีบทำลายความเห็นแก่ตัวหรือความเห็นแก่ พวกของตัว. อันนี้มันเป็นเมฆหมอกที่เข้ามากลบเกลื่อน หรือบีดบังตัวจริยศึกษา. ไก่ ฉะนั้นต้องเต็มไปด้วยความ สำรวม ความมัธยัสถ์ มากขึ้นทุกที ตามวัยของความเป็น หนุ่มสาว. เมื่อเป็นเด็ก ๆ ก็เล่นหัว หัวเราะร่วน ร่าเริง กันบ้าง, เมื่อมาเป็นหนุ่มสาว ต้องมัธยัสถ์บึกบึนสำรวม เสงี่ยมเจียมตัว. โดยเฉพาะยิ่งเป็นสาว สำหรับเด็กหญิง
น.17 ๑๕ ยิ่งต้องมัธยัสถ์สำรวม. เดี๋ยวนี้มันยิ่งเป็นลิงทะโมน ยิ่งเป็น สาว ยิ่งไม่สำรวม มันไม่สำรวมยิ่งไปกว่าเด็ก ๆ ด้วยซ้ำไป. นี้เรียกได้ว่าไม่มีความเป็นจริยศึกษาหรือเป็นพรหมจารี เป็นอะไรอยู่ในนั้น; ในที่สุดมันก็ไม่มีบิดามารดา ครูบา- อาจารย์ ไม่มีพระรัตนตรัย ในชีวิตนักศึกษาที่โลดโผนอย่าง เพรียวลม ในสมัยนี้, ไม่มีความเป็นบิดามารดา ความเป็น ครูบาอาจารย์ หรือความเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในจิตใจของเขา. เขาถือบิดามารดา เป็นผู้ที่ต้องคอย อำนวยสิ่งที่เขาต้องการ ต้องให้เงินใช้ ต้องให้อาหารกิน ต้องให้เล่าเรียนดี ต้องให้ ได้แต่งงานดี บิดามารดามีหน้าที่ อย่างนั้น เพราะบิดามารดาทำให้เขาเกิดมา ด้วยความสนุก ของบิดามารดาเอง. มีเรื่องจริงที่น่าเล่าต่อพวกคุณโดยเฉพาะ นี่ผมก็ เคยเล่าแก่บางคนมาแล้ว ว่าที่กรุงเทพ ฯ มีนักศึกษาหญิง กลับมาจากเมืองนอก หรูหรามาด้วยปริญญา มาอย่าง กะว่าเทพี หยาดฟ้า อะไรมา แล้วก็มาในรูปที่เห็นบิดา มารดาเป็นลูกหนี้ บิดามารดากลายเป็นลูกหนี้. เขาเรียกร้อง เอาจากบิดามารดา กระทั่งใช้บิดามารดา ถ้าเขาต้องการ
น.18 ๑๖ อะไร เช่นอย่างคนใช้ หยิบน้ำ หยิบอะไรให้ บิดามารดา ต้องจัดต้องทำให้เขาถ้าคนใช้ไม่ได้ทำไว้. หนักเข้า แม่ที่ แสนจะอดทนแล้ว ทนไม่ไหว เอ่ยปากออกมาว่า ลูกช่าง ไม่รู้จักบุญคุณของแม่เสียเลย. แม่ทั้งที่สุภาพที่สุด ก็ยังออก ปากมาได้อย่างนั้นว่า ลูกช่างไม่รู้จักบุญคุณของแม่เสียเลย. นักศึกษาสาวคนนั้น ก็ตวาดเอากับแม่ว่า แม่ไม่รู้จักบุญคุณ ของฉันเลย ฉันไปเรียนสำเร็จมา ทำให้แม่มีหน้ามีตาทำ ให้สกุลของเรามีหน้ามีตา แม่ช่างไม่รู้จักบุญคุณของฉันเสีย เลย. เขาอ้างสิทธิอย่างนี้. นี่เป็นเรื่องจริง ไม่ต้องออกชื่อ คนที่มาเล่าให้ฟัง เขากระซิบชื่อให้ฟังด้วย เขาไม่กล้าพูด ดังๆ ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงในกรุงเทพฯ เมื่อไม่นานนัก. นี่ เลยกลายเป็นว่า ลูกทวงบุญคุณพ่อแม่ ไม่ใช่แม่ทวงบุญคุณ ลูก. ลูกทวงบุญคุณว่า เขาทำให้แม่มีหน้ามีตา ทำให้สกุล มีหน้ามีตาเด่นในสังคม. นั่นแหละ ผลของการศึกษามันไป ได้ ไกลถึงอย่างนี้. นี่ผมเรียกคนชนิดนี้ ว่าเป็นคนที่ ไม่มี บิดามารดา เขามีลูกหนี้ คือบิดามารดา ต้องใช้หนี้เขา. บิดามารดาอาศัยความสนุกของตน ทำให้เขาเกิดมา เขา ไม่ถือว่าเป็นบุญคุณ แล้วบัดนี้เขาได้ทำให้บิดามารดามีหน้า
น.19 ๑๗ มีตา บิดามารดาจึงเป็นหนี้เขา. อย่างนี้จะเป็นนักศึกษา ที่มีจริยศึกษาได้อย่างไร. สำหรับข้อที่ถือว่าเขาไม่มีครูบาอาจารย์นั้น เขา ถือว่าครู เป็นผู้รับจ้าง เอาเงินเดือนแพง ๆ ทำหน้าที่สอน หนังสือต่างหาก จะมีบุญคุณอะไรกัน. แล้วคนชนิดนี้ ก็ไม่มีพระรัตนตรัย เพราะเขาไม่รู้จักพระรัตนตรัย. เพราะ เขารู้จักพระรัตนตรัยในฐานะที่เป็นอุปสรรคศัตรู เขาไม่ รู้จักในแง่อื่นเลย เขารู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในฐานะเป็นอุปสรรคศัตรู ขัดขวางหนทางแห่งความ สนุกสนาน ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังของเขา มองเห็นคล้ายๆกับเป็นความดำมืดอะไรสักอย่าง ที่มาสะกัด กั้น ไม่ให้เขาได้ทำตามใจตัวเอง เขามองพระรัตนตรัยใน แง่เพสสิมิสต์ ฉะนั้นนักศึกษาชนิดนี้ จัดว่าไม่มีจริยศึกษา เพราะฉะนั้น จริยศึกษาที่ถูกต้องของนิสิตชั้นมหา วิทยาลัย นี้ ต้องเป็นพรหมจารี ต้องมีความเป็นพรหมจารี บริสุทธิ์ผุดผ่อง บูชาการศึกษาพร้อมกันไปกับความเป็นอยู่ ในระเบียบวินัยของนักเรียน ของมนุษย์ ของความเป็นหญิง
น.20 ๑๘ ของความเป็นชาย ของศีลธรรม ทุกอย่างที่งดงามอย่าง เป็นระเบียบเรียบร้อยที่สุด มัธยัสถ์สำรวมที่สุด มีหิริโอต- ตัปปะมากที่สุด กลัวที่สุดที่จะสูญเสียความเป็นอย่างนี้; อย่างนี้จึงจะชื่อว่าเป็นคนมีบิดามารดา มีครูบาอาจารย์ หรือมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์; ถ้าครบบริบูรณ์ อย่างนี้ จึงจะเรียกว่าเป็นผู้มีจริยศึกษา แม้ในมหาวิทยาลัย อย่างของคุณ. เดี๋ยวนี้ความเคารพครูบาอาจารย์ก็ยังหายาก เสียแล้ว ความเคารพพ่อแม่นั้น ก็ไม่ถูกอบรมสั่งสอน ถึงขนาดโต ๆ แล้ว ก็ยังกราบตีนแม่ได้ แต่กลับไปสอน ให้เหนือบิดามารดา ให้เกิดความทะนงโดยไม่รู้สึกตัว ไม่รู้จักบิดามารดา เหนือบิดามารดา เพราะการศึกษาที่มัน ไม่มีจริยศึกษา มันมีแต่ปากพูด มีแต่หลัก มีแต่ระเบียบ อยู่ในกระดาษ. ฉะนั้นจริยศึกษาเรียกว่ายังไม่มี ยังขาดอยู่ ยังบกพร่องอยู่ อย่างน่าเศร้าใจในวงการศึกษา. ทีนี้มาถึง พลศึกษา. พลศึกษา แปลว่ากำลัง ถูกแล้ว ต้องมีกำลัง แต่ว่าคำว่า "กำลัง" นี้ มันมีอยู่ สองประเภท กำลังทางวัตถุ และกำลังทางวิญญาณ. เดี๋ยวนี้พวกวัตถุนิยมรู้แต่กำลังทางวัตถุทางกาย สร้างสม
น.21 ๑๙ กำลังทางกายให้มันแข็งแรง ให้มีอนามัยดี มีความแข็งแรง เป็นล่ำเป็นสัน เขาเรียกว่าพลศึกษาบ้าง การกีฬาบ้าง การอย่างอื่นบ้าง เพื่ออนามัยดี มีกำลัง. แล้วมีกำลัง อย่างนี้ คิดดูเถิด ว่ามันมีกำลังของอะไร ; ที่แท้มีกำลังที่น่า อันตราย เพราะมันขาดกำลังทางวิญญาณทางจิตใจ ที่จะ ควบคุมกำลังอันนี้. เพราะฉะนั้นกำลังกายอันนั้น มันก็ เดินไปตามทางของภูติผีปีศาจ คือเห็นแก่กิเลส เห็นแก่ ความสุขทางเนื้อหนัง เห็นแก่ตัวกู-ของกู มันจึงไปเล่น กีฬาชนิดที่เป็นไปเพื่อตัวกู เพื่อของกู มันจึงมีการชกต่อย กัน มีการขว้างระเบิดขวดในสนามกีฬา ของผู้มีกำลัง แต่เพียงฝ่ายทางกายอย่างเดียว มีกำลังฝ่ายวัตถุนิยมอย่าง เดียว ไม่มีกำลังทางมโนนิยม. เพราะฉะนั้นตามหลักของ พุทธศาสนา สิ่งที่เขาเรียกว่ากำลัง หรือพละ นั้น เขา หมายถึงธรรมะคือสติ ปัญญา วิริยะ สมาธิ ฯลฯ มีคุณธรรม เหล่านี้ทั้งนั้น. ที่ว่ามีสติ มีความรู้ มีความเพียร มีสมาธิ นั้น เขาเรียกว่ากำลัง มีกำลังทางฝ่ายมโนธรรม . เดี๋ยวนี้
น.22 ๒๐ นักศึกษาไม่มีกำลังฝ่ายนี้ มีแต่กำลงผายกาย มันก็เป็นยักษ์ เป็นมารไปได้ง่าย เพราะฉะนั้นอย่าลืมเสียว่า เราต้องมี กำลังทั้ง ๒ ฝ่าย มีกำลังทางกาย และมีกำลังฝ่ายจิต เราจะต้องมีกำลังจิตที่เพียงพอ เพื่อจะบังคับกำลังกายให้ เดินไปถูกทาง. กำลังจิตนั้น พูดตรง ๆ ในพุทธศาสนา ก็คือสมาธิ. แต่ว่าคำว่าสมาธิในภาษาไทยใช้อย่างแคบ ๆ มีความหมายอย่างแคบ ๆ ดังนั้นผมบอกให้เสียเลยว่า ให้จำไว้ว่าคำว่าความเป็นสมาธิ ที่เป็น สมาธิในพุทธศาสนา นี้ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ ๓ อย่าง ๓ แฟคเตอร์ คือ : ๑. จิตบริสุทธิ์สะอาดดี ( Pure หรือ Clean) คือ ไม่มีอะไรเจือ สะอาด บริสุทธิ์, ๒. จิตมั่นคงที่สุด หรือตั้งมั่นดี ( Steady หรือ Firm ), ๓. จิตว่องไวในหน้าที่ของมันอย่างที่สุด ( Active- ness ) คือ active ที่สุด. ต้องครบทั้ง ๓ อย่างนี้ ถ้าขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่ใช่ สมาธิ คือต้องประกอบไปด้วยกำลังจิตที่ถูกต้องตามคำว่า
น.23 ๒๑ สมาธิ. สะอาดดี ตั้งมั่น ว่องไวในหน้าที่ ๓ คำนี้ จำไว้ เราต้องมีจิตชนิดนี้ จึงจะเรียกว่ามีกำลัง. พลศึกษา การศึกษาเพื่อให้มีกำลัง ต้องมีกำลังชนิดนี้ด้วย อย่ามีแต่ กำลังกล้ามเนื้อสำหรับชกต่อย หรือสำหรับแสวงหา ความสุขทางเนื้อหนัง ถ้าคุณจะแย้งว่า มีกำลังไว้เพื่อการเรียน ผมก็จะ ยิ่งบอกว่าต้องเป็นกำลังจิต กำลังทางใจ กำลังสมาธิ อย่างนี้มันจึงจะเป็นกำลังเพื่อการเรียน. ถ้าคุณจะแย้งว่า มีกำลังเพื่อการงาน เพื่อทำงาน ผมก็ว่าจิตที่เป็น ๓ อย่าง นี้ คือสะอาด ตั้งมั่น ว่องไวในหน้าที่นี้จะทำการงานได้. ถ้ามีแต่กำลังกายแล้ว มันก็เขวออกนอกทาง เมื่อไรก็ไม่ รู้. กำลังกายมันก็เหมือนเครื่องจักร ถ้าไม่มีสติปัญญา ความรู้ที่ถูกต้องคอยควบคุม มันก็เป็นอันตราย หรือเป็น หมันเปล่าก็ได้ เพราะฉะนั้นคำว่า พลศึกษา มันควร จะเป็นกำลังจิตที่ถูกต้อง แล้วก็จูงกำลังกายไปตามทาง ที่ถูกต้องรวมกัน. เดี๋ยวนี้เราไม่มี เพราะว่าจริยศึกษามัน ผิดทาง พุทธิศึกษามันผิดทาง พลศึกษามันก็พลอยผิดทาง
น.24 ๒๒ ตามไปด้วย ฉะนั้นในสนามกีฬามันจึงมีแต่ความเห็น แก่ตัว มีแต่ตัวกู ๆ ของกู ๆ มีพวกกู มหาวิทยาลัย ของกู มันจึงมีการทำร้ายกัน การเบียดเบียนกัน ในสนาม กีฬา ในนามของกีฬา. กีฬาเลยกลายเป็นที่เพาะพัก ความเห็นแก่ตัว. ถ้าอย่างนี้แล้ว หยุดเล่นกีฬาเสียที จะดีกว่า จะไม่มี โอกาสฝึกความเห็นแก่ตัว. คือเราอยู่ที่ ห้องเรียน เราไม่มีโอกาสที่จะฝึกความเห็นแก่ตัว พอเรา ลงไปในวงการกีฬา ก็กลายเป็นการฝึกความเห็นแก่ตัว พวกของตัว สีของตัว เกียรติของตัวของคณะของตัว ของ มหาวิทยาลัยของตัว ตามที่พวกกองเชียร์เขาไปเชียร์. เพราะฉะนั้น เลิกกีฬาแบบนี้เสียที จะเป็นการกีฬาที่ดี ขึ้นมา คือหยุดการเห็นแก่ตัวกันเสียที เพราะว่ากีฬานี้ เขาต้องการทำลายความเห็นแก่ตัว จำไว้ว่ามันมีสะปิริต อย่างนั้น แล้ว อะไรที่เป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว อันนั้นเป็นกีฬา เพราะฉะนั้นจริยศึกษาพลศึกษา ต้อง เป็นไปให้ถูกทาง. ทีนี้มาถึง หัตถศึกษา. หัตถศึกษา แปลว่า การใช้มือ มันก็คือฝีไม้ลายมือ หัตถศึกษาก็คือวิชาอาชีพ
น.25 ๒๓ นั่นเอง หมายความถึงวิชาเทคนิคทุกแขนง เพื่ออาชีพ นั่นจัดเป็นหัตถศึกษา. ดังนั้นเราเอาวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ อะไรศาสตร์ๆ ทั้งหมด ที่เป็น วิชาเทคนิค ทั้งหมดนี้ ไปเป็นหัตถศึกษาเสียดีกว่า คือ การมีฝีไม้ลายมือเพื่อมีชีวิตอยู่รอดด้วยการมีอาชีพ ทั้งภาค วิชาการ ทั้งภาคปฏิบัติของวิชาชนิดนั้นทั้งหมด คือทั้งภาค ตัวหนังสือและภาคทำจริง เหล่านั้นไปไว้ ให้เป็นหัตถศึกษา เสียให้หมด เพราะมันเพื่ออาชีพเท่านั้น; ไม่ควรจะถือว่า เป็นพุทธิศึกษา. เรียนวิทยาศาสตร์ เรียนประวัติศาสตร์ เรียนปรัชญา เพื่ออาชีพนี้ มันเป็นหัตถศึกษาตามแบบ ภาษาธรรม คือไม่ใช่ว่ากันทางภาษาวัตถุ. หัตถศึกษา แปลว่าฝี ไม้ลายมือ คือ Craftsmanship อะไรทำนอง นั้น มันเป็นไปเพื่อผลทางวัตถุ เพื่ออาชีพในที่สุด. เดี๋ยวนี้อย่าลืมว่าเราไม่ใช่เกิดมาเพื่ออาชีพ เราเกิดมาเพื่อ สิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. อาชีพเป็นเพียงอุปกรณ์ เล็กน้อย ให้เรามีชีวิตรอดอยู่ได้ เพื่อเราจะได้ทำไปๆ เพื่อสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. เพราะฉะนั้นสิ่ง
น.26 ๒๔ ที่เรียกว่าอาชีพนั้น ไม่ใช่สิ่งทั้งหมดทุกเรื่อง ของคนเรา. เดี๋ยวนี้กำลังเข้าใจผิดกัน กำลังบูชาอาชีพว่าเป็น เรื่องใหญ่ เรื่องเดียวทั้งหมดของเรา เราต้องทำอาชีพ ของเรา เพื่อเราจะได้เงิน แล้วเราจะมีกิน-มีใช้ มีกาม มีเกียรติ. อาชีพมีผลเป็น กิน กาม เกียรติ เลยบูชา กันใหญ่, เลยเป็นทั้งหมดของชีวิตไปเสีย ไม่เหลือเนื้อที่ ไว้ให้ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ว่าคืออะไร และจะเข้า มาเกี่ยวข้องกับชีวิตที่ตรงไหน. คุณลองไปสังเกตดูคนที่ เป็นนักธุรกิจเป็นอะไรก็ตาม ที่สำเร็จการศึกษามาแล้ว ประกอบอาชีพอยู่ เขาบูชาอาชีพเป็นสรณะ ไม่ฝันถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ฝันถึงพระเจ้า ไม่ฝั่น ถึงบรมธรรมอย่างไรให้คุณพยายามไปดูเรื่องนี้ให้มาก โดย เฉพาะชีวิตในกรุงแล้ว คุณจะเข้าใจเรื่องนี้ ได้เอง. ในเรื่องหัตถศึกษา ให้มีฝี ไม้ลายมือเพื่ออาชีพ แม้จะเป็นชั้นเทคนิคอะไรก็ตาม มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต. ผมเลยสรุปเอาง่ายๆ ว่า วิชาเทคนิคทั้งหมด ทั้งภาควิชา
น.27 ๒๕ และภาคปฏิบัติ คือทั้ง Technic และ Technique เป็น หัตถศึกษา. เขาคงไม่จัดกันอย่างนี้ ในระบบการศึกษา ๔ อย่าง เขาจัดกันเป็นอย่างอื่น คือไปไขว้กันแล้วเอาสิ่ง ที่ไม่ใช่หัวใจ ไปเป็นหัวใจ เอาสิ่งที่เป็นหัวใจมาเป็นของ ไม่สำคัญ เลยหายไปหมด. นี่ ชีวิตนักศึกษาที่เต็มไปด้วยพุทธิศึกษา จริย- ศึกษา พลศึกษา หัตถศึกษา นี้ มันควรจะมีแผนการ อย่างนี้ มีหลักอย่างนี้ แล้วปฏิบัติกันให้ถูกต้อง อย่าเอา ฝีไม้ลายมือ วิชาอาชีพ เป็นพุทธิศึกษาเลย ให้พุทธิ ศึกษาเป็นแสงสว่างของชีวิตตลอดชีวิต ; ชีวิตทั้งสาย เป็นแสงสว่างได้อย่างไร อันนั้นเป็นพุทธิศึกษา. ส่วน วิชาเทคนิค เช่นวิศวกรรมศาสตร์เป็นต้นนั้น เป็นหัตถ- ศึกษา. นี้ผมไม่พูดชนิดที่ว่าใครจะต้องเห็นด้วย หรือ ยอมรับ แต่ผมพูดไปตามความรู้สึกที่ มันต้องเป็นอย่างนี้ มนุษย์จึงจะรอดได้ มนุษย์จึงจะรอดเป็นมนุษย์ไปได้. ถ้ามิเช่นนั้นมนุษย์ก็จะฆ่าตัวเองตาย เชือดคอตัวเองตาย เพราะวัตถุนิยมให้ผล อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ ว่ามันเป็นมาก
น.28 ๒๖ ขึ้น ๆ ทุกที หาความสงบในโลกนี้ไม่ได้ ยิ่งขึ้นทุกที เพราะการศึกษามันเดินไปผิดทาง. เรานี่แหละ ถ้าเอา ชีวิตนักศึกษาของเรา เป็นอุดมศึกษาจริง มันต้องเดิน ถูกทาง. ผมได้พูดถึงคำว่าชีวิตนักศึกษา ก็อยากจะพูดเลย ไปถึงคำว่า ชีวิตประจำวันของนักศึกษา เสียด้วย. ชีวิต ประจำวันของนักศึกษาต้องให้เต็มอยู่ด้วยการศึกษา ๔ อย่าง อย่างที่ว่านี้ ให้ถูกต้อง และถูกต้องเป็นประจำวัน ทั้ง พุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา หัตถศึกษา ; แล้ว ความถูกต้องนั้น จะอยู่ในรูปของระบบหนึ่ง ที่เขาเรียก กันว่า Plain living, high thinking. Plain living คือ กินอยู่อย่างต่ำ, high thinking มุ่งกระทำอย่างสูง ; กล่าวคือกินอยู่ให้ต่ำที่สุด แล้วมุ่งกระทำให้สูงที่สุด นั่นแหละ ความหมายของ Plain living, high thinking. พวกฝรั่งก็พูดอย่างนี้เป็น และเป็นผู้ให้กำเนิดคำพูดอย่างนี้ ด้วยซ้ำไป. Plain living high thinking, มันเป็นภาษา ฝรั่งอยู่แล้ว แต่ฝรั่งนั่นแหละ เข้าใจคำว่า ต่ำ เข้าใจคำว่า สูง นั้นผิดไปเสีย. มันเป็นสูงทางวัตถุไปเสีย. มุ่งกระทำ
น.29 ๒๗ อย่างสูง มันสูงทางวัตถุไปเสีย เพื่อกิน เพื่อเอร็ดอร่อย ทางเนื้อทางหนังไปเสีย. เป็นอยู่อย่างต่ำ ก็ถูก คือเป็น อยู่อย่างง่าย ๆ แต่พอว่า มุ่งกระทำอย่างสูง มันสูงทาง วัตถุนิยมไปเสีย นั่นแหละคือต่ำ มันก็กลายเป็น มุ่งกระทำ อย่างต่ำไปเสีย. ถ้าเข้าใจคำว่า "สูง" ถูก เป็นเรื่องมโนนิยม สูงทางจิตทางวิญญาณ มันก็ถูก ฝรั่งพูดก็ถูก ไทยพูดก็ถูก. เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจคำว่า "สูง" ให้ถูก; คำว่า "ต่ำ" ก็ต้องเข้าใจให้ถูก. คำว่า ต่ำ นี้ ไม่ใช่หมายความว่าให้ต่ำ ทราม หรือผิด หรือเลว. Plain นั้นก็คือเป็นอยู่ง่าย ๆ ไม่ใช่ต่ำทราม แต่ก็เรียกว่าต่ำ เพราะมันต่ำไปข้างล่าง มันก็ต้องต่ำ เรากินอยู่หลับนอนต่ำ แต่ใจของเราใฝ่สูง ; ไม่ใช่สกปรก แต่เราต่ำเพื่อไม่ให้โอกาสแก่กิเลส. กินอยู่อย่างต่ำ-อย่างง่ายนี้ เพื่อไม่ให้โอกาสแก่กิเลสเท่านั้น เอง ถ้าคุณไปกินอยู่สูง ก็หมายความว่าให้โอกาสแก่กิเลส เพราะว่ากิเลสเท่านั้น มันต้องการกินอยู่สูง. ได้พูดกันแล้ว เรื่องการบวชนี้ จะไม่กินส่วน เกิน คือส่วนที่ไม่จำเป็น เรียกว่าส่วนเกิน เราจะไม่กิน
น.30 ๒๘ เช่นไม่กินอาหารเย็น ไม่นั่งนอนบนที่นอนสวยงาม ฯลฯ อะไรต่าง ๆ นี่เรียกว่าไม่กิน - ไม่ใช้ส่วนเกิน นั้นมันคือต่ำ ง่าย ๆ ราคาถูกที่สุด ; ไม่มีปัญหาว่าจะไม่มีอะไรกิน ถ้าเรา กินอย่างต่ำ. ถ้าเราไปมุ่งกินอย่างสูง อาหารในโลกนี้จะ ไม่พอให้กิน เป็นปัญหาที่นักเศรษฐกิจ นักอนามัยเขา กลัวกันนัก ว่าโลกนี้จะไม่มีอะไรกิน. ถ้ามันมุ่งกินอย่างต่ำ มันยังมีอะไรกินไปอีกนาน ถ้ามุ่งกินอย่างสูง มันก็ขาดแล้ว ตั้งแต่เดี๋ยวนี้. พวกนายทุนกลัวมาก พวกคอมมูนิสต์ ก็อยากจะได้ สิ่งที่เรียกว่า " กินดี อยู่ดี " เพราะฉะนั้น อย่าลืมนะ ที่พูดมาแล้ว เรื่อง กินดี อยู่ดี กับ กินอยู่ แต่พอดี นั้นมันคนละเรื่องกัน. เราต้องกินอยู่พอดีเสมอ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า มัตตัญญฺตา จ ภัตตัสมิง ฯ ไม่ใช่ให้กินดี - อยู่ดี กินดี - อยู่ดี ขยายขึ้นไปจนไม่มี ขอบเขต. กินดีอยู่ดี นี้แหละ ทำลายโลก ให้โลกไม่พอกิน. ถ้า กินอยู่พอดี แล้ว จะช่วยให้โลกนี้มีความผาสุกไปอีกนาน เพราะฉะนั้น Plain living หมายถึงกินอยู่พอดี เรียกว่าต่ำ หรือ Plain. ถ้ากินดี- อยู่ดี กะเถิบสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนไม่ รู้ว่าอย่างไร จน luxury แ ล้ว ก็ยังว่าไม่พอ อยู่นั่นแหละ
น.31 ๒๙ จนเพ้อ เหลือเพื่อ ก็ยังว่าไม่พออยู่นั่นแหละ. นี่ กินดี- อยู่ดี มันขยายออกไปอย่างนี้เรื่อย เป็นเทวดามันก็ยังไม่พอ. เพราะฉะนั้น P lain living ต้อง กินข้าวจานแมว อาบน้ำ ในคู เป็นอยู่เหมือนตายแล้ว อย่างที่ผมขอร้องให้ทุกคน ที่อยู่ที่นี่เป็น. กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู เป็นอยู่ เหมือนตายแล้ว นี่คือ motto ของที่นี่ คำว่า "กินข้าวจานแมว" หมายความว่ากินเท่าที่ จำเป็น ง่าย ๆ อย่างแบบฉันในบาตร อะไรอย่างนี้ "อาบน้ำในคู" หมายความว่าไม่ต้องอยู่อย่างหรูหรา ไม่ ต้องมีห้องน้ำ ไม่ต้องมีห้องนอน ไม่ต้องมีห้องหรูหรา อะไรต่าง ๆ อาบน้ำในคู คือสภาพของคนที่อาบน้ำในคู ‘เป็นอยู่เหมือนตายแล้ว" คืออย่ามีตัวกู-ของกู อย่า ปล่อยตัวกู-ของกู ยกหูชูหางขึ้นมา พยายามทำทุกสิ่ง ทุกอย่างแม้งานชั้นต่ำต้อย เช่นเรานิยมทำงานอย่างกุลี ที่สวนโมกข์นี้ พระเณรนิยมทำงานอย่างกุลี เพื่อกดไว้ ซึ่งความมีตัวกู - ของกู แล้วทำงานอย่างไม่ต้องมีใคร ขอบใจ ผมไม่ขอบใจ ไม่ให้รางวัล เพราะทำงานชนิดนี้ มันเป็นเรื่องฝึกฝนตัวเขาเพื่อผลแก่ศาสนา แก่พระพุทธเจ้า
น.32 ๓๐ ผมไม่มีหน้าที่จะไปขอบใจเขา. เขาทำอะไรเหนื่อยเกือบตาย ผมก็ไม่มีหน้าที่ที่จะไปขอบใจเขา ให้เขา เป็นอยู่เหมือนกับ ตายแล้ว ก็หมายความว่าไม่มีตัวกู-ของกู ที่จะเรียกร้อง สิทธิ ทวงสิทธิอย่างนั้นอย่างนี้ ที่พวกนักศึกษาใน มหาวิทยาลัยชอบใช้กันนัก ในการทวงสิทธิอย่างนั้น อย่างนี้. ทีนี้เราเป็นอยู่เหมือนกับตายแล้ว ไม่มีตัวกูที่จะ ทวงสิทธิกับใคร. บทว่า Plain living สรุปไว้อย่างนี้. สำหรับ high thinking นั้นมุ่งหมายสูง มุ่งถึง อุดมธรรม บรมธรรม สิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ คือหมดตัวกู ไม่มีตัวกู; หมดตัวกู แล้วก็ทำอะไรได้ ทุกอย่างที่เป็นบรมธรรม มีความสุขเต็มที่ มีความเต็มเปี่ยม ของความเป็นมนุษย์ ทำหน้าที่เพียงเพื่อหน้าที่ แล้วมี ความรักสากลได้จริง. เมื่อหลักเกณฑ์ส่วนใจความมันไป คนละรูปอย่างนี้ มันจึงเป็นคนละรูปไปหมด กับที่เป็น วัตถุนิยม เพราะเรานิยมนามธรรมหรือมโนนิยม มันก็ตรง กันข้ามไปหมด กับวัตถุนิยม ฉะนั้นแม้แต่สิทธิ หรือหน้าที่ ก็ตรงกันข้าม.
น.33 ๓๑ บรมธรรม ทางมโนนิยมว่า หน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน ไม่ใช่ทำงานเพื่อเงิน. ได้พูดกันบ้างแล้ว คงเข้าใจแล้ว ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ นี้ระวังให้ดี ให้มัน บริสุทธิ์เถอะ. เดี๋ยวนี้มันถูกสอนให้เด็ก ๆ ทำหน้าที่เพื่อ เรียกร้องสิทธิ. ผมว่าเป็นสิทธิภูตผีปีศาจ. การที่สอนให้ทำ หน้าที่เพื่อเรียกร้องสิทธิ เป็นลัทธิของภูตผีปีศาจ แต่เขา ก็ถือว่าเป็นวิชาที่ถูกต้อง สอนอยู่ในปรัชญา ในมหาวิทยาลัย ทำหน้าที่เพื่อเรียกร้องสิทธิอย่างนั้นอย่างนี้ ; แต่เราว่า ทำ หน้าที่เพื่อหน้าที่ -ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อเรียกร้อง สิทธิ. เรามีหน้าที่อย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น. ทีนี้ ถ้าเรามี สิทธิ ก็คือเรามีสิทธิที่จะทำหน้าที่ ผมอยากจะพูดอย่างนี้. เรามีสิทธิ์ที่จะทำหน้าที่ ไม่ใช่ทำหน้าที่เพื่อ จะเรียกร้องสิทธิ. เพราะฉะนั้นการทวงสิทธิ เรียก ร้องสิทธิ สะไตรค์ในมหาวิทยาลัยนั้น มันมีไม่ได้ เพราะเรามีสิทธิเพียงที่จะทำหน้าที่ แล้วก็ทำหน้าที่เพื่อ หน้าที่ เพราะเราเป็นมนุษย์. ถ้าเราไม่ทำหน้าที่ของมนุษย์ เราก็ไม่ใช่มนุษย์. ทีนี้เมื่อเราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ คือทำ
น.34 ๓๒ งานเพื่องาน โลกมันก็หมดปัญหา มันไม่มีการแย่งชิง ไม่มีการลุ่มหลงในเรื่องเนื้อหนัง มันก็มีผลเกลื่อนไปหมด ทุกคนมีความสุขได้ เพราะว่าผลที่แสดงออกมา มันเหลือ ส่วนที่มนุษย์ต้องการ. เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ทำหน้าที่ เพื่อทวงสิทธิ เรียกร้องสิทธิเอามาเป็นของกู มันก็มา รวมอยู่ที่คนใดคนหนึ่งมากเกินไป คนอื่นมันก็ขาดแคลน โลกมันก็ขาดแคลน เพราะว่าทุกคนทำหน้าที่เพื่อ สิทธิเรียกร้องเอามาไว้เป็นของกู. จริยธรรมจึงไม่มีหลัก อย่างนี้ จึงปฏิเสธหลักอย่างนี้ ไม่ทำงานเพื่อเงิน แต่ว่า ทำงานเพื่องาน เหมือนพระพุทธเจ้าที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ของบุคคลที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน ท่าน ไม่ได้ทำเพื่อเอาผลอะไรจากใคร. เราคนธรรมดาสามัญ บุถุชน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทีนี้ผลงานที่กลับมาหล่อเลี้ยง ชีวิตเรานั้น ก็ให้มันเป็นเรื่องของหน้าที่ หรือของขนบ ธรรมเนียมประเพณีที่มันเป็นไปตามนั้น ใจของเราอย่าไป บูชา อย่าไปเรียกร้อง. เช่นข้าราชการทำงานเพื่อหน้าที่ ส่วนเงินเดือนนั้นมันเป็นเครื่องบูชา มันเหมือนดอกไม้ ธูปเทียนที่เขาเอามาบูชาที่แทบเท้าของเรา. เราเป็นคนที่ทำ
น.35 เรื่อยไปก็แล้วกัน เงินเดือนจะกลายเป็น ฝุ่นละอองที่ฝ่าเท้า. แต่ถ้าเราทำงานเพื่อเงิน เงินเดือนจะ มาสุมอยู่บนหัว จะมาสุมอยู่บนหัวของเรา เพราะเราบูชา เงิน บูชาเงินเดือน แล้วมันก็มีปัญหา มีความทุกข์ เพราะ บูชาเงินนั้น. ถ้าเงินมาอยู่เสียที่ฝ่าเท้า เป็นฝุ่นละอองใต้ ฝ่าเท้า มันก็ไม่เป็นไร เราจะใช้มันอย่างไรก็ได้ จะใช้ บริโภคใช้สอยไปอย่างไรก็ได้ มันเป็นฝุ่นละอองใต้ฝ่าเท้า ไม่ใช่มาเป็นกงจักรอยู่บนหัว ผู้ที่ทำงานเพื่องานนั้น เงินเดือนจะมาเป็นฝุ่นละอองอยู่ใต้ ต่ำเท้า : ผู้ทำงานเพื่อเงิน เงินเดือนจะมาเป็นกงจักรอยู่บนหัว พัด ต้นให้เลือดไหลอยู่ตลอดเวลา. คำว่า "สิทธิ" กับ "หน้าที่" มันเข้าใจแตกต่างกัน อย่างนี้ เขาทำหน้าที่เพื่อมีสิทธิ และเรียกร้องทวงสิทธิ อย่างที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยทวงกันเรื่อย ตลอดโลก ไม่มีเวลาว่าง ทวงสิทธิ์อย่างนั้นอย่างนี้. พวกเราเป็นพุทธ บริษัท เป็นพวกธรรมนิยม มโนนิยม เราทำหน้าที่เพื่อ หน้าที่. ถ้าจะพูดถึงสิทธิ เรามีสิทธิที่จะทำหน้าที่ แล้วทำ
น.36 ทำงานเพื่องาน อย่างที่ว่า ; เราจะไม่ ทำหน้าที่เพื่อทวงสิทธิ เหมือนคนวัตถุนิยมทั่วไปในโลก ฉะนั้นขอให้ชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เป็นผู้ที่ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ถ้าทวงสิทธิ ก็ทวงสิทธิเพื่อจะทำ หน้าที่ ไม่ใช่ทวงสิทธิเพื่อเรียกร้อง เอานั่น-เอานี่. แล้ว หน้าที่นี้ก็ต้องเป็นความถูกต้อง บริสุทธิ์ถูกต้องไม่ใช่ความ เห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นต้องเป็นการศึกษาที่ถูกต้อง ให้มี พุทธิศึกษาถูกต้อง, จริยศึกษาถูกต้อง, พลศึกษาถูกต้อง, หัตถศึกษาถูกต้อง, นั่นคือหน้าที่. เราจึงมีหน้าที่แต่เพียง ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง แล้วสิ่งต่าง ๆ เป็นไปเอง ชีวิตนี้จะ มีอะไรหล่อเลี้ยง ไม่ต้องตาย แล้วก็ทำต่อไปเพื่อได้สิ่งสูง สุด; ไม่ใช่ทำทุกอย่างเพื่อเงิน เอามาหาความสุขทางเนื้อ ทางหนัง เหมือนความใฝ่ฝันของคนหนุ่มคนสาวสมัยนี้ ทั้งที่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัย หรือไม่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัย ก็ตาม. เขาถูกการศึกษาของโลกผิด ๆ จูงไปผิด ๆ สมัยนี้ ให้บูชาวัตถุ เป็นเรื่องวัตถุนิยม โลกยุ่งเหยิง ไม่มีที่สิ้นสุด. เพราะฉะนั้นเราเป็นตัวของตัวกันเสียบ้างเลือกให้ถูกให้ ตรง ว่ามันควรจะเป็นอย่างไร แล้วทำไปอย่างนั้น; แต่
น.37 ๓๕ ก็ไม่ต้องไปทะเลาะวิวาทกับใคร. นี่แหละ อาศัย Plain living, high thinking เป็นอยู่ให้ง่าย ๆ เหมือนอย่างที่เรา เป็นอยู่ ตามพระพุทธเจ้าท่านสอน. พระพุทธเจ้าท่านสอน ให้ตื่นแต่ดึก ให้หนุนหมอนไม้ ให้รบกับกิเลสทันที. ท่านตรัสเปรียบให้ภิกษุ นึกถึงพวกลิจฉวีกษัตริย์ พวกหนึ่ง ในอินเดียสมัยพุทธกาล รัฐเล็กๆ แต่เก่งกาจมาก ถึงขนาดรบพุ่งกับมหาประเทศ เช่นแคว้นมคธ แคว้น โกศลได้ เพราะว่าตระกูลกษัตริย์ลิจฉวีนี้ พากันหนุนหมอน ไม้ ตื่นแต่ดึก อย่างตีสี่ อย่างนี้ ฝึกวิชาอาวุธในกลางดึก มี การเคารพสตรี ในฐานะไม่ใช่ของเล่น. คำว่า เคารพสตรี นี้ คือยกสตรีไว้เหนือฐานะของความเป็นของเล่นสนุก ของ เพศชาย. โลกสมัยนี้ตรงกันข้าม เอาสตรีเป็นของเล่นของ เพศชาย หลอกให้กระโปรงสั้นเข้าไปทุกที ๆ อย่างนี้ เป็นของเล่นของผู้ชายมากขึ้นไปทุกที; อย่างนี้เรียกว่า เหยียดสตรี กษัตริย์วงศ์ลิจฉวี ยกย่องสตรีไว้เหนือฐานะ ของเล่นฉะนั้นจึงเป็นรัฐเล็กๆ ที่เก่งกล้า สามารถรบชนะ รัฐใหญ่ เช่นมคธรัฐได้. ที่นี้ต่อมา เลิกหนุนหมอนไม้ นอนบนฟูก หนุนหมอนข้างแดง นอนจนตะวันสาย
น.38 ๓๖ สายแล้วก็ยังไม่ตื่น เหยียบย่ำสตรีลงไปเป็นของเล่น ไม่เท่าไร รัฐลิจฉวีก็สูญเสียความเป็นรัฐอิสระ ฉะนั้นทรงขอร้องให้ภิกษุหนุนหมอนไม้ ตื่นแต่ ดึก ฝึกวิชาอาวุธต่อสู้กับกิเลส ด้วยสติปัฏฐาน ไม่เห็น อะไรเป็นของเล่น-ของควรบูชาแบบกามารมณ์ คือเป็น ภิกษุโดยแท้จริง เป็นอนาคาริกโดยแท้จริงอย่างนั้นเถอะ แล้วก็จะพ้นจากมาร; จึงทรงขอร้องว่า " กลิงครูปธาโน ภิกขเว วิหรถะ ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เธอจงเป็นผู้อยู่โดย มีท่อนไม้เป็นหมอนเถิด; เมื่อเธออยู่อย่างนี้ มารจักไม่ ได้โอกาส." เมื่อหนุนหมอนไม้อยู่ มารจักไม่ได้โอกาส; ลองเป็นอยู่ในมหาวิทยาลัยอย่างนั้นดูบ้าง ในหอพักนัก ศึกษาในวิทยาลัย ลองหนุนหมอนไม้ ตื่นแต่ดึก ฝึกวิชา อาวุธ คือเอาเรื่องที่มันเป็นหน้าที่ แล้วก็ไม่เห็นเพศตรง กันข้ามเป็นของเล่น เป็นเหยื่อนั่นแหละ ผมว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยที่แท้จริงขึ้นมา เป็นอุดมศึกษาที่แท้จริงขึ้น มา แล้วคิดดูเถิด มีแต่ได้ ไม่มีใครตาย. หอพักนักเรียน ไหน ตื่นแต่ตีสี่ ฝึกวิชาอาวุธ หนุนหมอนไม้ ไม่มี ใครตาย ไม่มีใครเสียอะไร มีแต่ได้ที่ดี ที่งาม ที่บริสุทธิ์
น.39 ๓๗ ผุดผ่อง ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม. เดี๋ยวนี้มีแต่นอนสาย นอน บนเตียงนอนสบาย นอนไม่อยากตื่น ไม่อยากลุก ตาม ใจกิเลส ตามใจเนื้อหนัง. นี่ก็คือทั้งหมดที่ผมอยากจะขอให้พิจารณา จนเห็นว่า บรมธรรมในชีวิตนักศึกษานั้น จะมีได้อย่างไร เกี่ยวข้อง กันอยู่อย่างไร จะมีได้อย่างไร เอาไปคิดดูให้ดี ๆ; มาอยู่ที่นี่ ฝึกอย่างภิกษุอย่างนี้ มันก็เป็น มหาวิทยาลัย ทางวิญญาณ อยู่แล้ว. มหาวิทยาลัยทางวัตถุ ทางเนื้อหนัง ของพวกคุณ ควรจะเหลือบดูมหาวิทยาลัยทาง วิญญาณของพระพุทธเจ้ากันเสียบ้าง แล้วก็ จะเข้าใจชีวิตนักศึกษา ที่จะเป็นอิสระ ที่จะ เอาตัวรอดได้ โดยแน่นอน. เวลา ๑ ชั่วโมง ของเราก็หมด สำหรับวันนี้.
น.40 ค่าของงาน อันการงาน คือค่า ของมนุษย์ ของมีเกียรติ ที่สุด อย่าสงสัย ถ้าสนุก ด้วยการงาน เบิกบานใจ ไม่เท่าไร รู้ ธรรม ฉ่ำซึ้งจริง ; ตัวการงาน คือตัวการประพฤติธรรม พร้อมกันไป หลายส่ำ มีค่ายิ่ง ถ้าจะเปรียบ ก็เหมือนคน ฉลาดยิง นัดเดียววิ่ง เก็บนก หลายพก เอยฯ พุทธทาส อินฺทปญฺโญ
น.41 เอกสารชุด มองด้านใน อันดับ ๑ ภาษาคน - ภาษาธรรม ๒ ภัยของพุทธศาสนา (วิปัสสนาตำน้ำพริก) ๓ เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ ๔ เกิดมาทำไม? (ตอน ๑ - ๒) ๕ เกิดมาทำไม? (ตอน ๓ - ๔ - ๕) ๖ เรามา "กิน" เวลากันเถิด ๗ ทำบุญสามแบบ ๘ ทางรอด ๕ ประการ (วิมุตตายตนะ) ๙ ระวัง ว่างอันธพาล ๑๐ การมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน ๑๑ สมาธิ วิปัสสนา ตามวิธีธรรมชาติ ๑๒ ดวงตาทเห็นธรรม ๑๓ วิธีชนะความตาย ๑๔ มหาวิทยาลัยในตัวคน ๑๕ อุปสรรคของการเข้าถึงธรรม ๑๖ อุปสรรคที่มีอยู่ในคำพูด ๑๗ ในสังสารวัฏฏ์ มีนิพพาน ๑๘ ทำอย่างไรจึงจะเรียนดี ? ๑๙ วิธีศึกษาพุทธศาสนา ๒๐ โจรปล้นธรรมชาติ ๒๑ รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง ๒๒ ทำอย่างไรคุณพระจึงจะคุ้มครอง ๒๓ การงาน คือการปฏิบัติธรรม ๒๔ ชนะดวงจันทร์ หรือชนะคนดี ๒๕ ความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก ๒๖ จิตประภัสสร, จิตเดิมแท้, จิตว่าง. เหมือนกันหรืออย่างไร ๒๗ การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ ๒๘ สิ่งที่ทำให้ชีวิตของนักศึกษาไร้ความหมาย
น.42 มองแต่ดี เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอา ส่วนดี เขามีอยู่ เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย; จะให้คน มีดี โดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ พุทธทาส อินฺทปญฺโญ
Buddhadasa