Buddhadasa.org
หนังสือการศึกษาชนิดที่นำโลกไปสู่ความวินาศ › อ่านฉบับเต็ม

📖 การศึกษาชนิดที่นำโลกไปสู่ความวินาศ

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การศึกษาชนิดที่นำโลกไปสู่ความวินาศ

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.53 ท่านที่เรียกตัวเองว่า ครู ทั้งหลาย อาตมามีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้พบกันวันนี้ ด้วยความ เอื้อเฟื้อของท่านผู้มีหน้าที่จัดการ ได้จัดให้เราได้พบกันและได้ ขอร้องให้อาตมา " มาแสดงธรรมกถาเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งจะ เป็นประโยชน์แก่บรรดาครูทั้งหลาย เรื่องที่อาตมาจะกล่าวในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับวิชา ครู หรือหลักวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับหลักสูตรหรือแม้ที่สุดเรื่องที่ เกี่ยวกับสหกรณ์ เพราะว่าอาตมาไม่มีความสามารถในส่วนนั้น

น.54 ๒ หรือแม้จะรู้บ้าง แต่ท่านทั้งหลายก็ย่อมจะรู้แล้ว หรือรู้ ดีกว่า ฉะนั้นอาตมาจึงคิดว่า จะแสดงข้อความที่เกี่ยวกับครู ตาม หลักหรือตามอุดมคติของพุทธศาสนา ในที่สุดคิดออกว่า จะได้ กล่าวถึง อุดมคติของครูตามความหมายของพุทธศาสนา. อุดมคติของครู เพราะฉะนั้นในขั้นแรก เราควรจะทำความเข้าใจกัน ว่า อุดมคติของครู คืออะไร? และตามความหมายของ พุทธศาสนานั้นหมายความว่า อย่างไร ? คำว่า " อุดมคติ " บางคนรังเกียจจนถึงกับถือว่า สิ่งที่ เรียกว่า อุดมคตินั้นกินไม่ได้ ซื้ออะไรก็ไม่ได้ สู้เงินไม่ได้ สู้ลาภ สักการะ หรือชื่อเสียงหรืออื่น ๆ ทำนองนั้นโดยตรงไม่ได้ เลย ไม่บูชาอุดมคคติ แต่เก็บไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่ซื้ออะไรกินไม่ได้ ดังที่กล่าวแล้ว. มันจะผิดหรือถูกไม่ต้องวินิจฉัยในที่นี้ แต่ตาม หลักของพระพุทธศาสนานั้นนิยมอุดมคติ คือนิยมสิ่งที่ดีที่ สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้ โดยไม่คำนึงถึงว่า สิ่งนั้นมันจะกินได้ หรือซื้ออะไรกินได้ หรือจะเป็นลาภยศสักการะหรือไม่ แต่เพ่ง เล็งไปยังความจริงที่ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หรือสิ่งที่สูงสุด หรือ สิ่งที่ประเสริฐที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ แม้จะเป็นเพียง

น.55 ๓ นามธรรม คือเป็นสิ่งที่ให้ผลแต่เพียงทางจิตใจ แต่ท่านถือกันว่า จิตใจสำคัญกว่าร่างกาย คือนำร่างกายให้เป็นไปตามความมุ่ง หมายของอุดมคติ แล้วทำให้เกิดประโยชน์สุขทางวัตถุหรือทาง กายได้โดยไม่ยากเลย พุทธศาสนาจึงนิยมอุดมคติ แม้จะมีการประพฤติ มี การกระทำทางกายทางวาจา ก็นิยมให้เป็นไปตามอุดมคติ. . เมื่อสนใจในหลักของพระพุทธศาสนา ก็จำเป็นที่จะ ต้องสนใจในสิ่งที่เรียกว่า “ อุดมคติ " เพราะฉะนั้น ขอให้ พักไว้ก่อนในความคิดที่ว่า อุดมคติซื้ออะไรกินไม่ได้ แต่จะ ให้พิจารณากันถึงข้อที่ว่า อุดมคตินี้สำคัญยิ่งกว่าสิ่งที่ซื้ออะไร กินได้ เช่นสำคัญกว่าเงินหรือชื่อเสียงเป็นต้น. • ส่วนที่ว่า "ตามหลักของพระพุทธศาสนา" นั้น อาตมาหมายความว่า เราเพ่งดูอุดมคติของคำว่า "ครู" เฉพาะ แต่ตามแบบหรือตามหลักของพุทธศาสนา. เพราะว่าถ้าเพ่งเล็ง ไปตามหลักของการศึกษาในสมัยปัจจุบัน อาจจะไม่เป็นไป ตามอุดมคติของพระพุทธศาสนาก็ได้. อาตมาในฐานะที่เป็น ภิกษุในพระพุทธศาสนา จึงถือโอกาสแสดงหรือบรรยายไป แต่ตามแบบหรือตามหลักหรือตามอุดมคติของพุทธศาสนาว่า คำ ว่า "ครู" นั้นหมายความว่าอย่างไร ? หรือมีอุดมคติว่าอย่างไร ?

น.56 ๔ นี่คือข้อปรารภหรือว่าชื่อของธรรมะกถาที่จะกล่าว โดย มีชื่อว่า อุดมคติของครู ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ขอได้ กรุณาตั้งใจสะดับตรับฟัง โดยไม่ถือว่าเป็นการอบรมที่ทำความ รำคาญ ฐานะของครู ในข้อแรก เราจะได้วินิจฉัยกันถึงคำว่า "ครู" บุคคล ที่เรียกว่า ครู ก็คือบุคคลประเภทหนึ่งในโลก ซึ่งทำหน้าที่ ของครู. ที่นี้ คำว่า ครู มีคำแปลว่าอย่างไร ? และมีความหมาย อย่างไร ? คำว่า ครู ตามพยัญชนะ เขาแปลว่า หนัก คือคำว่า คะรุ นี้แปลว่าหนัก แต่ความหมายนั้นเลยไปถึงว่า เป็นผู้ ที่ได้ ทำหน้าที่อันประเสริฐสุด คือทำหน้าที่ผู้นำในทางวิญญาณ ถ้าท่านผู้ใดสนใจ ก็ขอให้จดจำคำว่า " ผู้นำในทางวิญญาณ " นี้ไว้ให้มั่นคง เพราะว่าเมื่อเราค้นหนังสือเก่าๆ เก่ากระทั่ง ก่อนพุทธกาล แม้จะไม่อยู่ในรูปของหนังสือ แต่อยู่ในรูปของ คำสอนที่สอนด้วยปาก ก็ยังจับความได้ว่าคำว่า ครู นี้มีความ หมายว่า ผู้นำในทางวิญญาณ หรือว่านำเที่ยวในทางวิญญาณ ก็สุดแท้ ทำไมจึงเรียกว่า "ผู้นำในทางวิญญาณ" หมายความ

น.57 ๕ ว่า เป็นแสงสว่าง ส่องทางแก่วิญญาณของสัตว์ในโลก ให้ รู้จักทางเดินไปสู่จุดหมายปลายทางที่พึงปรารถนา น่าประหลาดอย่างยิ่งที่ว่า คำว่า "ครู" ในสมัยโบราณ นั้น มีความหมายยิ่งไปกว่าคำว่า " อุปัชฌาย์ " คำว่าอุปัชฌาย์ ในหนังสือเก่า ๆ แม้ในหนังสือฝ่ายสันสกฤต ใช้เรียกอาจารย์ สอนวิชาอาชีพก็ยังมี เช่นวิชาดนตรี คนที่เป็นอาจารย์สอน ดนตรีก็ยังถูกเรียกว่าอุปัชฌาย์ ดังนี้ก็มี นี้แสดงว่า คำว่า ครู นั้นยังมีความหมายไปไกลกว่าคำว่า อุปัชฌาย์ ด้วยซ้ำไป. คำว่าอุปัชฌาย์ครูบาอาจารย์นี้ มาเนื่องกัน พ่วงกันมา แต่ แล้วในที่สุดปรากฏว่า คำว่า ครู มีความหมายชนิดที่น่าสะดุ้ง คือเป็นผู้นำในทางวิญญาณดังที่กล่าวแล้ว แต่ว่าต่อมาความหมายอาจจะเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับ กระทั่งคำๆ นี้ออกจากประเทศอินเดียไปสู่ประเทศต่าง ๆ เช่นมา สู่ประเทศไทยเรา ความหมายหรือการใช้คำ ๆนี้ก็เปลี่ยนไป มา - เป็นเฉพาะครูสอนหนังสือดังนี้ก็ได้. เพราะฉะนั้นเราต้องไม่เอา ความหมายของคำว่า ครู เฉพาะแต่ในภาษาไทยเรา จะต้อง เอาภาษาดั้งเดิมของภาษาบาลีหรือภาษาสัน สกฤตเป็นหลักจึง จะเข้าใจได้ เต็มตามความหมายของมัน.

น.58 ๖ ที่ว่าเป็นผู้นำในทางวิญญาณ คือเป็นแสงสว่างส่อง ทางเดินให้สัตว์ เพราะฉะนั้นจึงมีความหนัก หนักอยู่ที่ไหน ? หนักอยู่บนศีรษะของคนทุกคน. ฟังดูคล้ายจะเป็นคำหยาบ ถ้า พูดอย่างหยาบ ๆ ก็คือหนักอยู่บนหัวหรือบนศีรษะของคน. ข้อนี้ มิได้หมายความอย่างหยาบ ๆ หรือต่ำ ๆ อย่างนั้น ซึ่งดูจะเป็น คำด่ามากกว่า แต่เขาหมายความว่าครูนี้มีบุญคุณอยู่เหนือสัตว์ ในโลก คือบุคคลประเภทที่เรียกว่าครูนั้น มีบุญคุณอยู่ เหนือบุคคลประเภทอื่น เพราะว่าครูเป็นพวกที่ส่องแสงสว่าง แก่ชีวิต หรือวิญญาณ ให้สัตว์เดินไปถูกทาง ถึงที่หมาย ปลายทาง. คำว่า " บรมครู" เราหมายถึงพระพุทธเจ้า โดยไม่ ต้องสงสัย ซึ่งเป็นยอดสุดของครู ซึ่งเป็นผู้นำในทาง วิญญาณอย่างสูงสุดยิ่งกว่าใครอื่น. แม้สาวกของพระพุทธเจ้า คือภิกษุทั้งหลาย ก็ได้ชื่อว่าเป็นครู เพราะทำหน้าที่อย่างเดียว กัน คือนำวิญญาณของสัตว์ ด้วยแสงสว่างไปสู่จุดหมาย · ปลายทางดังที่กล่าวแล้ว. คนพวกนี้จึงมีความหนักอยู่เหนือศีรษะ ของคนทุกคน คือคนทุกคนต้องรับรู้ความจริงข้อนี้ แล้วละเลย

น.59 ๗ ไม่ได้ จะต้องตอบแทน หรือ ทดแทนคุณครู ด้วยการปฏิบัติ ตามคำสั่งสอนของครู ครูผู้ปั้นดวงวิญาณ ที่นี้ เราจะได้ดูกันในแง่ที่ว่า ครูเป็นผู้นำในทางวิญญาณ หรือส่องแสงสว่างอย่างไร ? อาจจะนำมาใช้ได้แม้ในปัจจุบันนี้ ได้อย่างไร ? ขอให้เรานึกดูให้ดี ๆ ว่า การสอน ก. ข. ก. กา ก็เป็นการนำดวงวิญญาณชนิดหนึ่งเหมือนกัน เพราะเป็นการ ทำแสงสว่างให้เกิดขึ้น ในด้านที่จะให้รู้หนังสือ เมื่อสูงขึ้นไป ถึงการสอนทางจรรยามรรยาทต่าง ๆ หรือศีลธรรมต่าง ๆ ก็ยิ่งเป็นการส่องแสงสว่างยิ่งขึ้น จึงเป็นการนำในทาง วิญญาณยิ่งขึ้น แม้แต่ครูที่สอนให้รู้จักประกอบอาชีพ การหัตถกรรม หรือศิลปะต่างๆ ก็ล้วนเป็นการให้แสงสว่างอย่างหนึ่ง ๆ ด้วย กันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จึงเป็นการส่องแสงสว่างให้แก่ดวง วิญญาณของสัตว์เหล่านั้น ให้เดินไปได้โดยสะดวกสบาย ตาม ทางที่ควรจะเดินไป. อุดมคติของครูจึงได้แก่การนำวิญญาณ หรือความเป็นผู้นำในทางวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง

น.60 ๘ เมื่อเราแบ่งแยกคนในโลกออกเป็นประเภท ๆ เราก็จะ พอเห็นได้ว่า บุคลที่เรียกว่าครูนี้ ควรตั้งอยู่ในฐานะ ประเภท สูงสุด เป็นปูชนียบุคคล เพราะว่าคนทุกพวก จะต้อง ได้รับการนำของบุคคลประเภทที่เรียกตัวเองว่า ครู มันจึงจะ ไปรอด ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ก็จะงมโง่เหมือนตั้งแต่เกิดมา ไ ม่ มีทางที่จะเจริญก้าวหน้าได้; จึงกล่าวได้ว่า ครูเป็นผู้นำ โลก หรือเป็นผู้ถือคบเพลิง, ถือตะเกียง ที่มีแสงสว่าง ชูส่อง ให้คนทั้งโลกเดินตามไป. นี้เป็น ความจริง ที่ ไม่ต้อง กล่าว ให้ เกินจากความจริง กล่าวตรงไปตรงมา ตามเรื่องตามราว ตามอุดมคติของมันก็ พอ : เราจะเห็นได้ว่า ครูเป็นผู้ปั้นดวงวิญญาณ และเป็น ผู้นำผู้จูงดวงวิญญาณของบุคคลประเภทอื่น. ถ้าเราจะสงสัยว่า ครูคนแรกคือใคร ? เราก็จะต้อง ให้เกียรติแก่บิดามารดาของเราเป็นอย่างยิ่งคือมองไปถึง บิดา มารดา ซึ่งเป็นครูคนแรกที่สุดในโลก เพราะเป็นผู้ที่ให้ แสงสว่างแก่เด็กหรือแก่บุตรธิดา ที่เพิ่งคลอดเพิ่งเกิดมา ตั้งแต่ อ้อนแต่ออกอีกเหมือนกัน แต่ก็รวมอยู่ในคำว่า ครู พระ-

น.61 ๙ พุทธเจ้าท่านเรียกว่า บูรพาจารย์ ในโลก; ท่านเรียกบิดามารดา ว่าอย่างนั้น. ครู-เป็นปูชนียบุคคล เพราะฉะนั้น อุดมคติของครู แม้ที่มุ่งหมายถึงบิดา มารดาก็ไม่มีอะไรอื่น นอกไปจากการนำในทางแสงสว่าง หรือ การนำวิญญาณด้วยแสงสว่าง เราจึงเห็นได้ว่า บุคคลที่เป็น ครูนี้ เป็นปูชนียบุคคลโดยแท้จริง. ที่ว่าเป็นปูชนียบุคลก็เพราะว่าหนักอยู่ บนศรีษะ ของ คน ทุกคน คนทุกคนจะต้องเคารพบูชา จะต้องตอบแทนคุณ. เมื่อ ครูอยู่ในฐานะที่เป็นปูชนียบุคคล เช่นเดียวกันกับสาวกของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือมีความหมายอย่างเดียวกันกับพระ- พุทธเจ้า เช่นนี้แล้ว การเป็นครูไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย; การ เรียกตัวเองว่าครู ไม่ใช่เป็นของที่ทำได้เล่น ๆ เพราะครูที่แท้ จริงมีความหมายอย่างนั้น ถ้าทำไปไม่ถูกต้องตามอุดมคติ ของครู ก็กลายเป็นครูปลอม ในที่สุด ก็สูญเสียความเป็น ปูชนียบุคคล กลายมาเป็นลูกจ้าง เหมือนกับที่เขาประณามครู

น.62 ๑๐ บางคนในที่บางแห่งว่าไม่เป็นครู แต่เป็นเพียงลูกจ้างที่รับจ้าง สอนหนังสือเท่านั้น. เหตุที่อุดมคติสูญเสียไปนั้นก็เพราะว่า ผู้นั้นเป็นฝ่ายทำ ผิดเอง ไม่ใช่อุดมคติของครูผิด. อุดมคติของครูยังคงถูกอยู่ เสมอไป ในฐานะเป็นผู้นำสัตว์ในทางวิญญาณ แต่ครูผู้นั้น หรือผู้ที่เรียกตัวเองว่าครูผู้นั้นมาละเลยอุดมคติอันนี้เสีย เพราะ ถือว่าอุดมคติกินไม่ได้ ซื้ออะไร ๆ ก็ซื้อไม่ได้; เลยมุ่งหวัง แต่เพียงค่าจ้างหรือเงินเดือน มาทำตนให้เป็นลูกจ้างไปเสีย ก็สูญเสีย ความเป็นปูชนียบุคคล. อาตมาอยากจะแจงด้วยอุปมา คือสมมติว่า ถ้าเราเอา หัวใจเป็นเกณฑ์กัน และสมมติว่าผ่าหัวใจออกดูได้ ในหัวใจ ของครูที่มีอุดมคตินั้น จะต้องมีปัญญากับเมตตาเต็มแน่น อยู่ในหัวใจ. ปัญญ คือวิชาความรู้ความสามารถ; สามารถใน หน้าที่ ที่จะส่องแสงสว่างให้แก่ศิษย์ นี้เรียกว่าปัญญาอย่าง หนึ่ง; เมตตา คือความรักความเอ็นดู กรุณาต่อศิษย์ของตน เหมือนกับว่าเป็นลูกของตน นี้เรียกว่าเมตตาอย่างหนึ่ง; สอง

น.63 ๑๑ อย่างนี้เต็มอัดอยู่ในหัวใจของครูประเภทที่ยึดถืออุดมคติ. ส่วนครูที่ละเสียซึ่งอุดมคติอันนี้ แล้ว ก็ กลายเป็นลูกจ้าง ในหัวใจไม่มีอะไร นอกจากความต้องการจะรับค่าจ้างหรือ เงินเดือน และหนักเข้าก็คดโกงเวลา เอาเปรียบในหน้าที่ การงานของตน เพราะความเห็นแก่ตน เพราะปราศจาก ปัญญาและเมตตา; อย่างนี้ก็เลยกลายเป็นลูกจ้างสอนหนังสือ ไม่ใช่ครูตามอุดมคติของคำว่าครู นี่แหละอุดมคติของครูตามหลักแห่งพระพุทธศาสนาเป็น เช่นนี้ ซึ่งเป็นเครื่องชี้ให้เราเห็นว่า ค่าของครูมีมากเท่าไร. เมื่ออุดมคติของครูมีอยู่อย่างนี้แล้ว ค่าหรือราคาของครูจะมี เท่าไร. ไม่ต้องสงสัย ค่าของครูจะตั้งอยู่ในฐานะเป็น ปูชนียบุคคล ไม่ใช่ลูกจ้าง พวกที่ลืมอุดมคติกลายเป็นลูก จ้างไปโดยไม่รู้สึกตัว มิหนำซ้ำยังประณามอาชีพของครูว่าเป็น เพียงเรือจ้าง ครูชนิดที่เป็นลูกจ้างนั้นประณามอาชีพครูว่า เป็น เพียงเรือจ้าง ก็คือประณามตัวเอง เหยียบย่ำเกียรติยศ ของตัวเอง ว่าอาชีพของตัวเองเป็นเพียงเรือจ้าง; มาเป็นครู เพราะว่า ยังหางานอื่นทำไม่ได้ เป็นครูไปก่อน แล้วก็เรียน

น.64 ๑๒ อะไรไปพลาง มีโอกาสเมื่อไรก็สละอาชีพครูไปยึดถือเอาอาชีพ อื่น มีลักษณะเหมือนกับว่าเรือจ้าง พอสักว่าข้ามฟาก สู่ฟาก โน้นแล้วก็ไปตามปรารถนา อย่างนี้เรียกว่าผู้ทรยศขบถต่อ อุดมคติของครู และคน ๆ นั้นก็ไม่เป็นครู แต่เป็นสักว่าลูก- จ้างมาแล้วตั้งแต่วันแรก ที่สมัครเข้ามาทำงานครู. อุดมคติของคำว่า ครู ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนามีอยู่ อย่างนี้ และค่าของครูเป็นปูชนียบุคคลอย่างนี้ . นี้อาตมากล่าว ไปตามตรงโดยไม่ต้องเกรงใจใคร ข้อความนี้จะมีประโยชน์ หรือไม่ แล้วแต่ท่านทั้งหลายที่เป็นครู จะนำไปพินิจพิจารณา เอาเอง อาตมากล้ากล่าวตรง ๆ ไม่เกรงใจใครหมด ก็เพราะ เหตุว่า ถือว่าเราเป็นเพื่อนกัน เหมือนกับที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้างต้นว่า พระศาสดาเป็นบรมครู สาวกของท่านทุกองค์เป็น ครู อาตมาก็เป็นครู พวกท่านทั้งหลายก็เป็นครู เพราะมีอุดม คติตรงกัน เราจึงพูดกันได้อย่างตรงไปตรงมา ในฐานะเป็น · การปรับทุกข์กัน หรือปรับความเข้าใจกัน ในระหว่างบุคคลที่ เรียกตัวเองว่าครูด้วยกัน เพราะฉะนั้นขอให้นำไปพินิจพิจารณา

น.65 ๑๓ ดูให้สมควรแก่เหตุการณ์ หรือเท่าที่ท่านจะถือเอาเป็นประโยชน์ ให้ได้มากที่สุดสูงที่สุดอย่างไร. การเกิดมาเป็นมนุษย์ควรจะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้ เพราะฉะนั้นเราจึงจะต้องพิจารณาดูให้รอบคอบที่ สุด แล้วถือเอาประโยชน์ให้ได้มากที่สุดและโดยเร็วที่สุดด้วย. คำพูดที่นำมากล่าวนี้ ก็ด้วยความมุ่งหมายอย่างนี้ ว่า เราจะถือเอาประโยชน์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ และเป็นครูนี้ ให้ได้มากที่สุด นี้เรียกได้ว่า เราได้พิจารณากันถึงอุดมคติ ของครู และค่าหรือราคาของครูตามหลักแห่ง พระพุทธศาสนา มาพอสมควรแล้ว ครูผู้ประศาสน์การศึกษา ทีนี้เราจะได้พิจารณาต่อไปถึงสิ่งที่เนื่องกันกับครูกล่าว คือการศึกษา. สิ่งที่เรียกว่า การศึกษา ก็มีอุดมคติเช่นเดียวกัน กับคำว่าครู อะไรเป็นอุดมคติของการศึกษา? เมื่อกล่าว ตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว กล่าวได้ง่ายที่สุด หรือว่า อยู่แค่ปลายจมูกปลายลิ้น ใครๆ ทุกคนก็กล่าวได้ เด็ก ๆ ก็กล่าว ได้ว่า อุดมคติของการศึกษา คือการดับทุกข์ทั้งปวง ได้สิ้นเชิง.

น.66 ๑๔ คำว่า "ศึกษา" ในภาษาไทยเราอาจจะแคบไปก็ได้ ทั้ง ๆ ที่มาจากภาษาสันสกฤตว่าศึกษาหรือบาลีว่าสิกขา คำว่า ศึกษา ในภาษาไทยนั้น ในภาษาบาลี เรียกว่าสิกขา. ในภาษา สันสกฤต เรียกว่า ศึกษา คำ ๓ คำนี้ แม้จะต่างกันโดยเสียง หรือโดยพยัญชนะ มันก็เป็นคำ ๆ เดียวกัน. คำว่า "สิกขา" ในภาษาบาลี หมายถึงการประ- พฤติปฏิบัติ กระทำเพื่อให้ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ซึ่งรวมถึง ความรู้ด้วย เพราะว่าถ้าเราไม่รู้เราก็ปฏิบัติไม่ถูก ฉะนั้น ความรู้กับการปฏิบัติต้องไปด้วยกัน ไม่แยกกัน ทั้งความ รู้และการปฏิบัตินั้นมีความมุ่งหมายที่จะดับทุกข์สิ้นเชิง ดับทุกข์ สิ้นเชิงนับตั้งแต่ต่ำที่สุดจนถึงสูงที่สุด เช่นว่ามีความยากลำบาก เพราะไม่มีอะไรจะกินก็เรียกว่าเป็นความทุกข์เหมือนกัน ฉะนั้น เราจึงต้องเรียนวิชาอาชีพ เพื่อจะดับความยากจน หรือดับ ความทุกข์เพราะไม่มีอะไรจะกิน แต่นี่นับว่าเป็นเรื่องปากเรื่อง ท้องในขั้นต้นขั้นต่ำที่สุด การศึกษาชนิดนี้หรือเพียงเท่านี้ จึง ยังไม่ใช่อุดมคติของการศึกษา ตามความหมายของพระพุทธเจ้า ท่านหมายถึงความ

น.67 ๑๕ ดับทุกข์ที่ยิ่งไปกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือความทุกข์ที่เกิด มาจากกิเลส ที่เป็นเหตุให้คนเราสูญเสียความเป็นมนุษย์ การที่เรายากจนไม่มีอะไรจะกิน ในขณะนั้นเราก็ยังไม่ สูญเสียความเป็นมนุษย์ ยังเป็นมนุษย์ที่ดี เป็นคนดี เป็นคน สุจริตอยู่ได้ แต่ถ้าเราตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสแล้ว เรา จะสูญเสียความเป็นมนุษย์ ทั้งที่ร่ำรวย เราจะเห็นได้ว่าคนที่มีทรัพย์มาก มีอำนาจมาก เป็นเจ้าใหญ่นายโต ก็ไม่มีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเราสาป แข่งอยู่ว่า เป็นคนคอรัปชั่น หรือเป็นคนอะไร ทำนองนั้น ต่าง ๆ นานา เพราะว่าเขาสูญเสียความเป็นมนุษย์ ทั้งที่กุม อำนาจไว้มาก ทั้งที่มีเงินมาก ทั้งที่มีอะไรต่าง ๆ มาก เพราะฉะนั้น ท่านจึงถือว่าความทุกข์ที่เกิดมาจากกิเลส เป็นมูลเหตุนั้นน่ากลัวกว่าความทุกข์ในทางวัตถุ เช่นความ ยากจนหรือความเจ็บไข้เป็นต้น. เพราะฉะนั้น การศึกษาของเราจะต้องขยายให้สูงขึ้นไป จนถึงกับสามารถกำจัด ความทุกข์ที่เกิดมาจากกิเลสได้ด้วย จึงจะ เป็นการดับทุกข์สิ้นเชิง; นี้เป็นความมุ่งหมายของคำว่าสิกขา หรือ ศึกษาตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา

น.68 ๑๖ ในชั้นแรกก็จะต้องเรียน เรื่องที่มีให้เรียน ซึ่งเรียก กันว่าพระไตรปิฎกเป็นหนังสือหลายหมื่นหน้า ซึ่งก็ไม่น้อยกว่าตำรา ทางฝ่ายอื่น เมื่อเรียนแล้วก็สามารถที่จะปฏิบัติได้จนถึงที่สุด จึง จะเป็นการศึกษาที่สมบูรณ์ คือได้รับผลเป็นความดับ ทุกข์สิ้นเชิง. เพราะฉะนั้นอุดมคติของการศึกษาในทางพระพุทธศาสนา ย่อม หมายถึงการดับทุกข์ ตั้งแต่เบื้องต้นที่สุดจนถึงเบื้องสูงที่สุด หรือ ว่าทั้งอย่างต่ำ อย่างกลาง และอย่างสูง คือเอาชนะได้ทั้งโลกนี้และ โลกอื่น และเหนือโลก คือ นิพพาน. ท่านทั้งหลายจะสนใจหรือไม่สนในขณะนี้ ก็ขอให้ฟัง ไว้ก่อน ว่าหน้าที่ที่เราจะต้องเอาชนะให้ได้นั้น คือเอาชนะโลกนี้ ให้ได้ เอาชนะโลกอื่นให้ได้ และเอาเรื่องเหนือโลก คือพระนิพพาน ให้ได้ เรื่อง โลกนี้ หมายถึงสิ่งที่เราจะต้องรู้และกระทำใน โลกนี้ เช่นการทำมาหากิน ความเจริญก้าวหน้าต่าง ๆ เป็น คนดีอยู่ได้ในโลกนี้ ส่วน โลกอื่น หมายความว่า เราจะต้องกระทำใน ลักษณะที่แม้จะต้องไปเกิดในที่อื่นในโลกอื่นในชาติอื่น ก็ยัง คงดีอยู่ได้

น.69 ๑๗ แต่ในที่สุดซึ่งเป็นเรื่อง เหนือโลก ก็คือ ดับกิเลสได้ สิ้นเชิง ไม่เกิดในโลกไหนอีกต่อไป เรียกว่าพระนิพพาน เพราะฉะนั้น การศึกษาในพระพุทธศาสนา ก็คือสามารถ ทำให้บุคคลเอาชนะโลกนี้ทั้งหมดได้ เอาชนะโลกอื่นทั้งหมดได้ และในที่สุดทำให้อยู่เหนือ โลก โดยประการทั้งปวง คือการ บรรลุนิพพาน สังคมกับการศึกษา ส่วนอุดมคติของคำว่า "การศึกษา" ของท่านทั้ง หลายที่เป็นครู ที่ถูกอบรมอยู่ในปัจจุบันนี้ จะเป็นอย่างไร นั้น ท่านทั้งหลายย่อมทราบดี แต่ขอให้ลองพิจารณาดูให้ดี เถิดว่า มันเพียงพอหรือยัง เพียงพอแก่ความเป็นมนุษย์ ของเรา ที่จะอยู่กันเป็นปกติสุขหรือยัง ถ้าหากว่าอุดมคติ ของคำว่าการศึกษา มีความหมายแต่เพียงว่า ทำให้บุคคล ผู้นั้นสามารถอยู่ได้สะดวกสบายในสังคม หรือเข้ากันได้กับ สังคมอย่างนี้แล้ว มันจะเพียงพอเพื่อดับทุกข์หรือไม่? ที่ว่าทำให้สามารถอยู่ได้ในสังคม หรือว่าเข้ากันได้กับ สังคมนั้นมันไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่า สังคมเป็นอย่างไร เราทำตัวให้เข้ากับเขาได้ ไม่กระทบกระทั่งกัน

น.70 ๑๘ ที่นี้ ถ้าหากว่าสังคมนั้นนิยมไปในทางต่ำ นิยมไป ในทางเป็นทาสของกิเลสตัณหาแล้วจะเป็นอย่างไร ? ในที่ สุดก็จะต้องมีความทุกข์ เหมือนกับที่เราเห็นประจักษ์ตาอยู่ใน บัดนี้ว่า สังคมในโลกนี้ ไม่ได้เพ่งเล็งถึงการที่จะดับ กิเลสตัณหา แต่ส่งเสริมกิเลสตัณหา คือต่างคนต่างแย่งชิง ประโยชน์ที่มีอยู่ในโลก เพื่อจะเอามาเป็นของตนให้มากยิ่งขึ้น จนถึงกับเกิดแบ่งกันเป็นฝักเป็นฝ่าย ฝ่ายแต่ละฝ่ายก็มีอำนาจ มาก ก็เลยตั้งข้อที่จะประหัตประหารทำลายล้างกัน คือที่เรา เรียกกันว่ามหาสงคราม เราก็พลอยกระทบกระเทือนกับเขาด้วย อยู่ไม่เป็นสุข เพราะว่า ความเจริญหรือความมุ่งหมาย ของสังคมนั้น มุ่งไปยังประโยชน์ทางวัตถุอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงประโยชน์ ทางจิตทางวิญญาณ การที่จะแบ่งกันเป็นค่ายสองค่าย ในระหว่างครึ่งโลก ๒ ครึ่งนี้ ก็ไม่มีความประสงค์อื่นนอกจาก แย่งชิงทางวัตถุ เขาต้องการที่จะเอาเปรียบกันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อ จะได้เอาประโยชน์ที่มีอยู่ในโลกนี้ มาเป็นของตัวให้มากที่สุด เขาจึงรบกัน

น.71 ๑๙ เพราะฉะนั้นการศึกษาของเขา จึงมุ่งหมายแต่จะทำ คนให้สามารถในการที่จะทำหน้าที่อย่างนี้เท่านั้น คือสามารถ ในการที่จะทำหน้าที่แสวงหาประโยชน์ กอบโกยประโยชน์ ทั้งทางตรงทางอ้อม มาเป็นของตนให้มาก แล้วก็มาสำรวย ในลักษณะที่เรียกว่า " อยู่ดีกินดี" แต่เกินขอบเขต คือถูก กิเลสตัณหาครอบงำ ไม่มีขอบเขตของการอยู่ดีกินดี นี้ ทำให้ถึงกับมัวเมา จนไม่รู้ว่าอะไรควรทำ อะไร ไม่ควรทำ โลกของเราจึงยุ่งเหยิง ด้วยสิ่งที่เรียกว่าสงคราม สงครามร้อนบ้าง สงครามเย็นบ้าง สงครามบนดินบ้าง สงครามใต้ดินบ้าง ต่าง ๆ นานา เพราะเหตุว่าการศึกษา ของโลกนำไปผิด การศึกษาของโลกนำไปผิด เพราะมุ่งอุดมคติแต่เพียงว่า จะเอาผลทางวัตถุแต่อย่าง เดียว ไม่คำนึงถึงความดับทุกข์ในด้านจิต หรือด้านวิญญาณตาม แบบของพระศาสนาเสียเลย เราจะเห็นได้ว่าศาสนาทุกศาสนา ไม่ว่าศาสนาไหนหมด ล้วนแต่มุ่งหมายที่จะให้มนุษย์ทุกคนได้รับความสงบสุขในด้านจิต ด้านวิญญาณด้วยเสมอไป แต่การศึกษาของโลกปัจจุบันกลับมุ่ง

น.72 ๒๐ ไปแต่ในทางวัตถุ หรือทางเนื้อทางหนังแต่อย่างเดียว ซึ่งเป็นที่ ตั้งแห่งความมัวเมามืดหน้ามัวตา ในที่สุดเห็นการฆ่ากันตาย นี้เป็นของเล่น ๆ; เห็นการฆ่าตัวเองตาย กินยาตาย กระโดด น้ำตายอย่างนี้เป็นของว่าเล่น ; ไม่หันหน้าเข้าหาธรรมมะ ที่เขายอมตายด้วยอาการอย่างนั้น เพราะความมืดหน้า มัวตา เพราะการศึกษาของบุคคลนั้นได้นำบุคคลนั้นไป ผิดทาง บูชาความสุขทางเนื้อทางหนังเป็นสรณะยิ่งกว่าพระ พุทธเจ้า นี้เรียกว่าการศึกษาซึ่งนำบุคคลไปสู่ความพินาศ ถ้าหากต้องการแต่เพียงว่า คนหมู่มากเขาเป็นกันอย่างไร ตัวเองก็จะเป็นไปอย่างนั้น เมื่อ คนหมู่มากมาจากอวิชชา ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสตัณหา ส่วนมากจึงเป็นไปตามทาง ของกิเลสตันหา เมื่อคนหมู่มากในโลกเป็นเสียอย่างนี้แล้ว โลกนี้จะเป็นอย่างไร, ไม่ต้องสงสัย จะต้องลุกเป็นไฟยิ่งขึ้น ทุกวัน ๆ. แม้ว่าการศึกษาหรือการก้าวหน้า การค้นคว้าทางวัตถุ จะเจริญรุ่งเรืองสักเท่าไร มันก็เจริญรุ่งเรืองไปในทางที่จะทำ บุคคลในโลกให้ลำบากยุ่งยาก ยิ่งขึ้น ให้มีความทุกข์มากขึ้น กว่าเดิม.

น.73 ๒๑ ต่อเมื่อไรเขาให้การศึกษานั้นเป็นไปถูกทาง ทั้งทางวัตถุ และทางจิตใจ ไม่สูญเสียอุดมคติของการศึกษาแล้ว การก้าว หน้าในโลกนี้จะเป็นไปเพื่อความสงบสุข มีความสะดวกสบาย คู่ควรกันทั้งทางกายและทางจิต เดี๋ยวนี้มันเป็นไปในทางกายหรือทางวัตถุมากเกินไปจน เพ้อ ส่วนทางจิตหรือทางวิญญูณานั้น ยังไม่มี ยังเงียบ เหงา ยังล้าหลัง เพราะว่าผู้นำในทางวิญญาณนั้นได้ละ เลยต่อหน้าที่ของตน เนื่องจากเข้าใจในอุดมคติของคำว่า การศึกษาผิดไปจากความจริง จึงหวังว่าเราในฐานะที่เป็นมนุษย์สามัญทั่วไปซึ่งรับผิด ชอบในการที่จะจัดโลกนี้ให้เป็นอย่างไร จะต้องระลึกนึกถึงเป็น ข้อแรก คำว่า "ครู" เอาไว้ก่อน พักไว้ก่อน แต่คำว่า "มนุษย์" คนหนึ่ง ซึ่งเราก็เป็นกันทุกคนนี้ เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ๆ นี้ มันมีหน้าที่อย่างไร ที่จะต้องจัดโลกของเรา เราจะจัดโลก ของเราให้เป็นไปในลักษณะอย่างไร จึงจะสมกับที่เราเป็น มนุษย์คนหนึ่งซึ่งเกิดมาเพื่อทำโลกนี้ให้เป็นโลกที่มีความสุข มี ความผาสุกหรือสันติสุข.

น.74 ๒๒ อาตมาเห็นว่าไม่มีทางอื่นใด นอกจากทางที่เราจะต้อง เข้าใจความหมายของคำว่า "การศึกษา" ให้ถูกต้องและใน ที่สุดเข้าใจอุดมคติของคำว่า "ครู" นี้ให้ถูกต้องเพราะว่าครูเป็น บุคคลประเภทที่ นำมนุษย์ทุกคนในโลก ทั้ง ๆ ที่ครูเองก็เป็น มนุษย์คนหนึ่งด้วยเหมือนกัน แต่รับอาสาทำหน้าที่เป็นผู้นำ นำทั้งในทางวัตถุ และนำทั้งในทางจิตใจ คือนำทั้งใน ทางร่างกายและนำทั้งในทางวิญญาณ เมื่อนำไปถูกทางแล้ว โลกนี้ก็จะเป็นไปในลักษณะ ที่น่าดูคือ มีความเจริญรุ่งเรืองไปในทางสงบเย็น ไม่ เจริญรุ่งเรือง ไปด้วยลูกระเบิดหรือด้วยไฟหรือด้วยความ ทุกข์ยาก ความลำบากความทนทุกข์ทรมาน การศึกษาที่ถูกต้องช่วยโลกได้ นี้จะเห็นได้ว่า สันติสุข หรือสันติภาพอันถาวร ของโลกนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความเข้าใจอันถูกต้องของคำว่า "การศึกษา" ถ้าหากว่าการศึกษา ได้รับการพินิจพิจารณา จน เข้าใจอย่างถูกต้องและได้ดำเนินไปอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง

น.75 ๒๓ โลกก็จะดีกว่านี้ และจะอยู่ในฐานะที่น่าดูยิ่งกว่านี้, และถ้า หากว่า โลกได้ยึดถืออุดมคติของการศึกษา ตรงตามความ หมายที่พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงประทานไว้แล้ว โลกก็จะดียิ่ง กว่านี้ไปอีก คือจะกลายเป็นโลกของพระอริยเจ้า ที่ปราศจาก ความทุกข์ โดยประการทั้งปวง ไม่ต้องมีทหาร ไม่ต้องมีตำรวจ ไม่ต้องมีเรือนจำ โรงเรียนก็แทบจะว่าไม่จำเป็น เพราะ ว่าอาจจะมีการสั่งสอนกันทั่วไปได้ทุกหนทุกแห่ง เพราะคน ประพฤติดีอยู่ที่เนื้อที่ตัว เป็นตัวอย่าง เดี๋ยวนี้เราต้องตั้งโรงเรียนดัดสันดาน โรงเรียนที่ไม่ควร จะตั้ง ต้องมีคุกมีตราง มีตำรวจมีทหาร มีอะไรต่างๆ ซึ่งล้วน แต่ทำความยุ่งยากลำบากให้มนุษย์เราเอง เพราะว่าเราดำเนิน การศึกษาของโลกมาในลักษณะนี้ แล้วจะไปโทษใครที่ไหน; จะไปโทษพระเป็นเจ้าก็ไม่ถูก เพราะว่าพระเป็นเจ้าไม่ได้ กำหนดอุดมคติของการศึกษาอย่างนี้ กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งเราละเลยเสีย. เรามากำหนดอุดมคติของการศึกษาตามชอบใจว่า เพื่อ อยู่ร่วมกันได้สะดวกในสังคมหรือเข้ากันได้กับสังคม ถ้าคนใน สังคมส่วนมากตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสแล้ว เราก็กลายเป็น มนุษย์ที่เบียดเบียนมนุษย์กันเองโดยไม่ต้องสงสัย ฉะนั้นเรา

น.76 ๒๔ จะต้องนำสังคมไปในทางที่จะชนะกิเลส รู้จักบังคับตัวเองควบ คุมตัวเอง ควรจะขยายอุดมคติหรือความหมายของคำว่าการศึกษา นี้ ให้สูงสุด ตามที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการ คือว่าดับความ ทุกข์สิ้นเชิงได้ทั้งทางกายและทางจิต จะต้องรู้เรื่องทางจิตให้ มากเท่ากับที่เรารู้เรื่องทางกาย เดี๋ยวนี้เรารู้เรื่องทางวัตถุหรือทางกายนี้มากเกินไป แต่ ไม่รู้เรื่องทางจิตหรือทางวิญญาณให้พอกัน การจัดการศึกษา จึงเป็นไปครึ่งเดียวหรือซีกเดียว คือเป็นไปแต่เพื่อประโยชน์ สุขทางร่างกายซึ่งในที่สุดก็นำไปสู่ความมัวเมา ในความสุขทาง เนื้อทางหนัง ไม่มีความสงบสุขในทางจิตหรือทางวิญญาณ. ฉะนั้น ถ้าหากว่าท่านทั้งหลาย ที่เรียกตัวเองว่าครู ทุก ๆ คนในโลกช่วยกันหมุนโลกให้ได้รับแสงสว่างในทาง จิตทางวิญญาณแล้ว โลกของเรานี้จะน่าดูกว่านี้ เราทุก คนจะไม่ลำบาก เหมือนที่กำลังลำบากอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งมี อะไรล้วนแต่เป็นความขาดแคลนยิ่งขึ้นทุกที่ เพราะว่าเราจัด โลกนี้ไปแต่ในทางให้มันเป็นอย่างนั้น คือตกอยู่ใต้อำนาจของ กิเลส ไม่มีอุดมคติ ตามความหมายของบัณฑิตทั้งหลาย มีพระ พุทธเจ้าเป็นต้นเป็นประธานเสียเลย

น.77 ๒๕ อุดมคติของการศึกษา อุดมคติของการศึกษา ไม่ควรจะหยุดอยู่เพียงแค่ว่า ทำ ตัวให้เข้ากันได้กับสังคม; แต่ควรจะกล้าคิดกล้านึกให้สูงไป กว่านั้น คือจะ จูงสังคมให้ไปสู่ความดับทุกข์ หรือพระนิพพาน ให้จนได้ พังดูแล้วก็น่าสั่นหัว หรือรู้ สึกว่าจะเป็นเรื่องที่เหลือ วิสัย แต่ความจริงก็ยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น ความถูกต้องก็ยัง คงเป็นอยู่อย่างนั้น อุดมคติของการศึกษา หมายความว่า ทำให้คน สามารถเอาชนะความทุกข์ทั้งปวง โดยเฉพาะก็คือ เอาชนะ กิเลสทุกชนิด แล้วก็ เป็นนิพพานเอง โดยไม่ต้องปรารถนา นิพพาน. เมื่อคนเราบังคับความชั่วในจิตใจ คือความโลภ ความ โกรธ ความหลง ได้หมดจดสิ้นเชิงแล้วก็ย่อมเป็นนิพพานขึ้น มาเอง ไม่มีใครคิดจะเบียดเบียนใคร ไม่มีใครคิดที่จะล่วงเกิน ใคร ไม่มีใครคิดที่จะเอาเปรียบใคร แล้วมันจะรบกันได้ อย่างไร ขอให้ลองคิดดู

น.78 ๒๖ การรบกันด้วยการเอาเปรียบกัน อย่างที่เรียกกันว่า สงครามเย็นสงครามใต้ดินนั้นแหละ ร้ายกาจยิ่งไปกว่าสงคราม ร้อน ๆ หรือสงครามบนดิน เพราะมันทรมานใจ ทั้งหลับทั้งตื่น ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน ตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่เหมือนสงคราม ร้อนหรือสงครามบนดิน ซึ่งมันมีเป็นครั้ง ๆ คราว ๆ ลูกระเบิดทำอันตรายเราได้ก็แต่เพียงร่างกาย แต่กิเลส มันทำอันตรายวิญญาณ ทำอันตรายจิตใจทำให้สูญเสีย ความเป็นมนุษย์ เราถูกระเบิดตายกี่ครั้งกี่หนก็ไม่สูญเสียความ เป็นมนุษย์ เพราะเราไม่ได้ทำชั่วทำบาปอะไร แต่ถ้าเรา ถูกกิเลสระเบิดเอาครั้งเดียว มันก็สูญเสียความเป็นมนุษย์ คือทำชั่ว หมดความเป็นมนุษย์ เพราะการประพฤติไม่ สมแก่ความเป็นมนุษย์ นี้อะไรจะน่ากลัวกว่า คือลูกระเบิดน่า กลัวกว่า หรือว่ากิเลสน่ากลัวกว่า ? ถ้าเราไม่ต้องการทั้ง ๒ อย่าง คือ ไม่ต้องการทั้งลูก ระเบิด และไม่ต้องการทั้งกิเลส เราก็ต้องจัดการศึกษาของเรา ให้เป็นไปแต่ในทางที่จะกำจัดกิเลส เมื่อกำจัดกิเลสของคนใน โลกได้แล้ว ไม่ต้องสงสัยลูกระเบิดในโลกนี้จะไม่มีสักลูกเดียว

น.79 ๒๗ ลูกระเบิดเกิดขึ้นมาในโลก เพราะกิเลสของคน เมื่อตัดต้นตอของมันเสียได้คือกำจัดกิเลสของคน ในโลกเสียได้ ลูกระเบิดก็ไม่มี ความระส่ำระสาย ทุกข์ยากเดือดร้อนอันอื่น ก็ไม่มี นี้จึงเห็นว่า การศึกษาที่มุ่งหมายจะกำจัดกิเลสตาม อุดมคติ ของพระพุทธเจ้านั้นแหละ เป็นการศึกษาที่ ถูกต้อง สำหรับมนุษย์โดยแท้จริง ผิดจากนั้น ก็จะเป็น การศึกษาครึ่ง ๆ กลาง ๆ ให้ความมัวเมาในทางวัตถุ ทางเนื้อ ทางหนัง ทางร่างกายอย่างเดียว แล้วก็นำไปสู่ความวินาศ อย่างที่เราจะได้เห็นกัน ถ้ายังขืนดำเนินกันไปในรูปนี้ การศึกษากับครู ที่นี้ จะได้พิจารณากันต่อไปถึง คำว่า "ครู" กับคำ ว่า "การศึกษา" เนื่องกันอย่างไร ? ท่านทั้งหลายย่อม ทราบได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องมีใครบอกเล่าว่า ครูนี้ คือผู้ ประศาสน์การศึกษา ครูกับการศึกษาแยกกันไม่ได้ ครูเป็นผู้ประศาสน์การศึกษา ก็หมายความว่า เป็นผู้ จัดการศึกษาเป็นผู้มอบให้ซึ่งการศึกษา เป็นผู้ทำการศึกษา เป็น ผู้ควบคุมการศึกษา อะไร ๆ ก็ล้วนแต่ตกอยู่ในมือของครู จน

น.80 ๒๘ กล่าวได้ว่า ครูเป็นผู้นำโลกในด้านจิตหรือ ด้านวิญญาณ อย่างที่กล่าวมาแล้ว แต่ต้องเป็นครูตามอุดมคติของพระพุทธเจ้า ฉะนั้นอาตมาจึงจะได้กล่าวถึงการประศาสน์การศึกษาของครูตาม แบบของพระพุทธเจ้าต่อไป การยกวิญญาณหรือการประศาสน์การศึกษาทั่ว ๆ ไป เราจะเห็นได้ว่า ความมืดหรือความตกต่ำในทางวิญญาณนั้น ตามธรรมดาสามัญเริ่มมาตั้งแต่แรก คือแรกกำเนิดเกิดมา มัน ก็สอน หมายถึงสอนในสิ่งที่ควรจะรู้ เรื่องการกินอาหารการ นอนการนุ่งห่มต่าง ๆ ที่บิดามารดาสอน กระทั่งมาเรียนหนังสือ ในโรงเรียน อบรมเรื่องจรรยามรรยาท แต่ในที่สุดอบรมวิชา อาชีพที่สูงที่สุด ถึงขั้นอุดมศึกษา กระทั่งเป็นครูบาอาจารย์ใน วิชานั้น ๆ นี้เรียกว่าการประศาสน์การศึกษาโดยทั่วไป แต่ แล้วในที่สุด ไม่ได้เลยไปถึงจุดที่เป็นที่มุ่งหมายอันแท้ จริง คือทำคนให้เอาชนะกิเลสได้ การประศาสน์การศึกษา จึงเรียกว่า ยังเป็นไปครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือไม่สมบูรณ์ หรือถึงกับผิดเอาทีเดียว เพราะว่า · ไม่สามารถจะนำผู้รับการศึกษานั้น ให้สามารถช่วยตัวเองได้

น.81 ๒๙ แม้กระทั่งที่เรียกว่า มาเป็นครูในที่สุดแล้ว ก็ยังไม่ สามารถกำจัดทุกข์หรือบำบัดทุกข์ของตัวเองได้ เพราะว่า บุคคลที่เป็นครู ที่เรียกตัวเองว่าเป็นครู ก็ยังมืด ยังงง ยังแก้ ปัญหาของตัวเองไม่ได้ ครูบางคนก็ยังกินยาตาย กระโดดน้ำตาย แก้ปัญหาของตัวเองไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เรียกตัวเองว่าครู นี่ขอให้ ลองคิดดูว่า เมื่อเขาอยู่ในลักษณะเช่นนี้ เขาจะประศาสน์ การศึกษาให้แก่ศิษย์ได้อย่างไร ? มันน่าจะมีการทำความเข้าใจกันเสียใหม่ว่า การประ ศาสน์การศึกษานั้น ต้องได้แก่การทำตัวอย่างที่ดีอยู่ที่ เนื้อที่ตัว ให้ศิษย์เห็นว่า ทำอย่างนี้จึงจะเอาชนะความ ทุกข์ได้ การประศาสน์การศึกษาชนิดที่จะเอาชนะ ความทุกข์ได้ การประศาสน์การศึกษาตามแบบของพระพุทธเจ้า ท่านจึงนิยม การประพฤติปฏิบัติอยู่ที่เนื้อที่ตัว ให้คนอื่นเห็นว่าประ- พฤติปฏิบัติอย่างนี้ แล้วจึงจะเอาชนะความทุกข์ได้ ท่าน ไม่นิยม เพียงแต่สอนให้รู้หนังสือ หรือว่าสอนจริยาสอนศีลธรรม เดี๋ยวนี้ก็ สอนกันด้วย คำพูด หรือสอนด้วยหนังสือ ทั้งครูทั้งศิษย์ก็ชวนกันท่อง ไม่มีการประพฤติอยู่ที่เนื้อที่ตัว การทำอย่างนี้เหนื่อย

น.82 ๓๐ เปล่า เพราะว่าศิษย์ไม่ไว้ใจครู เพราะเห็นว่า ครูก็ไม่ ได้ทำ ครูได้แต่พูดอย่างนกแก้วนกขุนทอง ศิษย์ก็เกิดความ ไม่ไว้วางใจครู ที่นี้สมมติว่ากลับกัน ครูไม่ต้องพูดไม่ต้องสอนด้วยปาก ด้วยเสียง แต่ทำการประพฤติปฏิบัติอยู่ที่เนื้อที่ตัวให้เป็นปกติ ละเว้นจากสิ่งที่ไม่ควรประพฤติกระทำทุกอย่างเป็นแบบ ฉบับอยู่ที่เนื้อที่ตัว อย่างนี้ศิษย์ก็จะไว้ใจครู และทำ ตามครู ศิษย์ก็จะมีความรักครูเท่ากับรักพ่อแม่; ศิษย์ก็จะ มีความเคารพเกรงกลัวครู เ ช่นเดียวกับที่เกรงกลัวคนที่เขา เกรงกลัวมาก ๆ อย่างเกรงกลัวผู้มีอำนาจวาสนา หรือกลัวสิ่ง ที่จะทำให้เขาตาย นี่เราจะเห็นได้ว่า ในยุคในสมัยที่การศึกษามีอุดมคติ อย่างของพระพุทธเจ้า และครูที่มีอุดมคติตามแบบของพระพุทธ เจ้านั้น ศิษย์เคารพครูอย่างยิ่ง ศิษย์รักครูอย่างยิ่งซึ่งในปัจจุบัน นี้แทบจะหาไม่ได้ จะหาลักษณะอย่างนั้นไม่ได้ ในสมัยที่ อุดมคติของคำว่าครูหรือการศึกษาได้เปลี่ยนแปลงไป. นี้เราจะโทษใครก็ไม่ได้มันเป็นเรื่องของส่วนรวมแต่ส่วน รวมมันก็ไม่ใช่ใคร มันก็คือเราทุกคน ฉะนั้นหน้าที่ของการ แก้ไขก็ตกอยู่ที่เรา เราจะเป็นครูกันจริงหรือไม่หรือว่า

น.83 ๓๑ เราจะเป็นแต่เพียงลูกจ้างสอนหนังสือ นี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องตัดสินใจ ถ้าเราเป็นคนรัก อุดมคติ เราต้องตัดสินใจในทางที่จะเป็นครู ไม่ตัดสิน ใจไปในทางที่จะเป็นลูกจ้าง รับจ้างสอนหนังสือ เมื่อนั้น แหละ ความเป็นครู ตามอุดมคติของพระพุทธศาสนาก็จะมี ขึ้นมาในโลกนี้และนำโลกไปสู่ความสงบสุขหรือสันติสุขได้ อาตมาอยากจะวิงวอนขอให้ตัดสินใจ แต่มิได้ขอร้อง หรือบังคับว่าให้ตัดสินใจไปในรูปไหน เพราะว่าทุกคนย่อม เคารพนับถือตัวเอง มีเกียรติยศของตัวเอง แต่ถ้ามองเห็นว่า โลกของเราจะรอดได้ด้วยอาการอย่างไร แล้วก็ตัดสินใจไปใน ทำนองนั้น นั่นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพราะว่าอย่างน้อยก็จะทำ ให้เราทุกคน รวมทั้งตัวเราเองด้วยประสบความสงบสุขในโลก นี้ และจะทำให้เรา ตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคล คือ ไม่เป็นแต่เพียงลูกจ้างสอนหนังสือ แต่จะเป็นปูชนีย บุคคล คือว่าเป็นบุคคลที่มีบุญคุณอยู่เหนือศีรษะคนทุก คนในโลก เพราะว่าเราทำหน้าที่ ส่องแสงสว่างแก่ ดวงวิญาญของโลกเป็นส่วนรวม เราสมัครเป็นสมาชิกอยู่ ในกลุ่มของบุคคลผู้นำวิญญาณของโลก หรือยกสถานะ

น.84 ๓๒ ทางวิญญาณของโลกให้สูงขึ้น เปรียบเทียบกันดูให้ดี ว่าการได้เป็นอย่างนี้ กับการที่ เราได้เงินเดือนเดือนหนึ่งสักล้านหนึ่ง อันไหนจะมีค่ายิ่งกว่ากัน การที่เราตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคล ทำโลกนี้ให้ สงบสุขได้ และมีรายได้เพียงพอเลี้ยงชีพไปวันหนึ่ง ๆ ตาม สะดวกสบาย กับการที่เราจะไปแสวงหาอาชีพอื่น ที่มีรายได้ เดือนละล้านหนึ่ง อย่างนี้เราจะเอาข้างไหน เราจะเลือกเอา ข้างไหน ถ้าเรายังทนเป็นครูอยู่ต่อไป ก็หมายความว่า เรารักอุดมคติ ไม่ใช้อาชีพครูเป็นเพียงเรือจ้างดังที่ได้ กล่าวแล้วข้างต้น เราสมัครที่จะเป็นปูชนียบุคคลเพื่อจะ ช่วยกันทำโลกนี้ให้น่าดู ให้สงบสุข สมกับที่ว่าเราเป็นครู แต่ก็ยังมีประชาชนบางพวก ที่ตกเป็นทาสของกิเลส ตกเป็นทาสของปีศาจทางเนื้อทางหนัง ว่าทำอย่างนั้นมันโง่ เงินเดือนตั้งล้านหนึ่งนี้มันมากพอ ที่จะไปซื้ออะไรได้มากมาย จะไปนึกถึงอุดมคติของครูอยู่ทำไม อย่างนี้ก็ได้ มันเป็นเรื่องที่ทำให้กระอักกระอ่วนใจ จะต้องตัดสินใจ ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง อาตมาขอแสดงความเคารพนับถือ

น.85 ๓๓ คุณครูที่เป็นครูโดยแท้จริง ที่รักอุดมคติของครูโดยแท้ จริงไว้ในที่นี้ด้วยว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เคารพ บุคคลชนิดนั้น ในฐานะที่บุคคลชนิดนั้นมีธรรมะเต็มอัด อยู่ในตน มีเมตตามีปัญญาเต็มอยู่ในดวงวิญาญของตน พระพุทธเจ้าท่านย่อมเคารพธรรมะ คนที่เคยอ่านหนังสือพุทธประวัติ ที่ออกมาจากพระ- โอษฐ์ของพระองค์เอง จะพบประโยคที่ว่า พระพุทธเจ้าท่าน ก็ทรงเคารพธรรมะ คือท่านตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วท่านมา คำนึงว่า เป็นพระพุทธเจ้าแล้วจะเคารพอะไรดี. ถ้าไปเคารพ ใครคนใดคนหนึ่งเข้า มันจะทำให้เขาเดือดร้อนจนศีรษะแตก เป็นเจ็ดเสี่ยงทีเดียว ฉะนั้นจึงไม่มีทางที่จะไปเคารพใครได้. แต่ถ้าอยู่โดยปราศจากการเคารพหรือที่เคารพก็ไม่สมควร ใน ที่สุดก็พบว่าธรรมะอย่างเดียวเท่านั้น เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้า เคารพได้. พระพุทธเจ้าทั้งหลายทุก ๆ พระองค์ในอดีต,ก็เคารพ ธรรมะ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ในอนาคตก็จักเคารพธรรมะ พระพุทธเจ้าในปัจจุบันนี้ก็เคารพธรรมะ ท่านตรัสยืนยันไว้ อย่างนี้. ฉะนั้นถ้าเราเห็นแก่ธรรมะ เคารพธรรมะ ยิ่งกว่าเห็น

น.86 ๓๔ แก่เงินเดือนหรือค่าจ้าง ก็จะเป็นที่เคารพทั้งของเทวดาและ มนุษย์ รวมทั้งพระพุทธเจ้าด้วย. อุดมคติที่เป็นไปในลักษะเช่นนี้ หรือสูงไปในลักษณะ เช่นนี้ จะเลวหรือต่ำกว่าเงินที่ซื้ออะไรกินได้หรือไม่ ขอให้ ลองพิจารณาดู. ท่านทั้งหลายจะต้องพิจารณาให้ละเอียดละออ สักหน่อย หนึ่งว่า ความยุ่งยากในตัวท่านเอง หรือความยุ่งยากใน ครอบครัวของท่านเอง นั้นมันเกิดมาจากการบูชาอุดมคติ หรือว่าไม่บูชาอุดมคติ ? ความเดือดร้อนยุ่งยากในครอบครัวของใครก็ตาม ที่ เกิดขึ้นประจำวันประจำเดือนก็ตาม ไปสอดส่องดูเถิดว่า มัน เกิดมาจากอะไร ในที่สุดก็จะเห็นว่าเพราะสมาชิกในครอบครัว นั้นไม่มีอุดมคติ ไม่บูชาอุดมคติเห็นแก่ประโยชน์สุขทางวัตถุ เช่นเงิน เช่นความสุขทางเนื้อหนังความเพลิดเพลินสนุกสนาน เอร็ดอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ด้วยกันทั้งนั้น ความไม่เคารพอุดมคติเช่นนั้นแหละ จะทำให้ เกิดความยุ่งยากขึ้นในครอบครัว เศรษฐกิจไม่มีวันจะ สมดุลย์ได้ในครอบครัวชนิดนั้น ซึ่งเป็นครอบครัวที่ไม่ รู้จักอิ่มจักพอ ด้วยกิเลสตัณหา เพราะว่ากิเลสตัณหาเป็น

น.87 ๓๕ สิ่งที่ไม่รู้จักอิ่มจักพอ เพราะฉะนั้นความวิวาทบาดหมาง ความยุ่งเหยิงโกลาหลอลเวงต่าง ๆ จักมีในครอบครัวนั้น ซึ่ง ปราราศจากอุดมคติ ถ้ากล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เพราะปราศจาก ธรรมะ แต่ถ้าว่าครอบครัวไหน ตั้งอยู่ในอุดมคติ ยึดธรรมะ เป็นหลัก มีธรรมะเป็นเครื่องเคารพบูชา เช่นเดียวกับ พระพุทธเจ้าแล้ว แม้จะยากจนคนแค้นอย่างไร ก็ไม่มีความ ทุกข์ ไม่มีความยุ่งยาก ไม่มีความระส่ำระสาย แม้จะเป็น ครอบครัวของชาวนาที่ยากจน ก็ยังมีความสงบสุข ดูแล้ว น่าเลื่อมใสน่าบูชา ยิ่งไปเสียกว่าครอบครัวที่มีรายได้เป็น พันเป็นหมื่นต่อวันต่อเดือน แต่เต็มไปด้วยความเร่าร้อน มีความสุกชนิดที่มี ก. สะกด ความสุก ก. สะกด คือสุกชนิดต้มให้สุก เผาให้สุก เผาให้เกรียม ไม่ใช่ความสุข ข. สะกด ซึ่งเป็นความสุขเย็น หรือเป็นความสงบสุข. ครอบครัวที่ปราศจากอุดมคติ จึงถูกเผาถูกรนอยู่ ด้วยความเร่าร้อน. เพราะฉะนั้นใครที่เป็นบุคคลผู้นำในทางวิญญาณ เช่น หัวหน้าครอบครัวก็ดี หรือโดยทั่วไป คือครูทั้งหลายก็ดี น่า

น.88 ๓๖ จะได้นึกถึงต้นเหตุของความทุกข์ยากลำบากในโลกนี้ให้มาก จะ ได้เป็นเครื่องตัดสินใจว่า เราจะเลือกเอาอุดมคติหรือเลือกเอา ประโยชน์ทางวัตถุดังที่กำลังนิยมกัน. เราจะเห็นได้ว่าประชุมกันมาแล้วหลายคราวหลายหน เพื่อแก้ไขสถานะการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ ของรัฐบาลก็มี ที่ต่ำ ลงมาก็มี กระทั่งของประชาชนล้วน ๆ ก็มี แต่แล้วเราจะเห็น ว่า การประชุมเพื่อวินิจฉัยแก้ไขกันนั้น มีแต่เรื่องทางวัตถุ คือเรื่องทางฝ่ายร่างกาย: ส่วนเรื่องทางฝ่ายจิตทางฝ่ายวิญญาณ คือทางฝ่ายธรรมะนั้น ไม่เคยเห็นมี; จะมีบ้างก็แต่สมาคมทาง พุทธศาสนาฝ่ายหนึ่ง แต่ก็ทำกันอย่างเล่น ๆ เล็กน้อยเกินไป ไม่มากมายเท่ากับที่ทำกันทางฝ่ายวัตถุ หรือทางฝ่ายร่างกาย เราจึงแก้ปัญหาในชีวิตของเราไม่ได้ทั้งหมด เพราะว่าชีวิตของ เราคนหนึ่ง ๆ ไม่ได้ประกอบแต่ร่างกายอย่างเดียว นประกอบ อยู่ด้วยจิตหรือวิญญาณอีกส่วนหนึ่งด้วย เมื่อเราแก้ปัญหา เฉพาะทางฝ่ายร่างกายอย่างเดียว มันก็แก้ได้ครึ่งเดียว ใน ที่สุดก็ไม่สามารถเอาชนะความทุกข์ได้ แม้แต่การแก้ปัญหาในทางร่างกายของเรา ก็ไม่ได้เป็น ไปในทางที่จะควบคุมมันให้ได้ กลับตกอยู่ใต้อำนาจของมันคือ เป็นบ่าวเป็นทาสมัน หาทางส่งเสริมมัน มากเกินกว่าเหตุ

น.89 ๓๗ มากเกินกว่าความจำเป็น เป็นเรื่องของความอยู่ดีกินดีทาง ร่างกายอย่างเดียว และมากเกินกว่าที่จำเป็น ลืมความต้องการ ของจิตใจ หรือความต้องการของ ธรรมะ. เป็นอันว่าจะแก้กันเท่าไร มันก็แก้ไม่ได้ ขอให้ลอง คิดดูเถิดว่า จะให้ประชุมกันกี่ร้อยครั้งพันครั้ง จะแก้กัน อย่างไร เท่าไร มันก็แก้กันไม่ได้ เพราะไม่ได้แก้ที่จิตใจ. คนจะดีหรือจะชั่วไม่ได้อยู่ที่ร่างกายแต่อยู่ที่จิตใจ การที่ไปแก้ทางร่างกายทางปากทางท้องอย่างเดียว มันช่วยให้ คนดีไม่ได้. เมื่อคนไม่ดีแล้ว สิ่งอื่น ๆ ไม่สามารถจะแก้ได้ ต่อ ให้มีหลักวิชาที่ดี มีระบอบการปกครองที่ดี มีอะไร ๆ ที่ดีมีเครื่อง ไม้เครื่องมือที่ดี แต่ถ้าคนไม่ดีอย่างเดียวแล้วล้มละลายหมด สมมติเราจะมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่วิเศษ วิโสอย่างไหนก็ตาม ถ้าขาดคนที่ดีอย่างเดียวแล้วไปไม่รอด ฉะนั้นแปลว่า อะไร ๆ ก็ล้วนแต่ต้องการคนดี ที่มีจิตใจดี มี วิญญาณเดินไปถูกทาง โลกนี้จึงจะสงบสุขได้ เราจะต้องพิจารณาให้เห็นชัดว่า เดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ อะไร ๆ มันเป็นไปไม่ได้ แก้ให้ตรงตามความต้องการ ไม่ได้เพราะมันขาดคนดี. คนที่ดีมีไม่เพียงพอที่จะปฏบัติ

น.90 ๓๘ หน้าที่ ของการงานนั้น ๆ มันมีน้อยเกินไป หรือในบางกรณีก็ ไม่มี. แต่ถ้าเรามีคนดีมากพอ ตั้งหน้าตั้งตา ทำหน้าที่ของ ตนด้วยความเสียสละ หรือเห็นแก่อุดมคติ ไม่เห็นแก่วัตถุ เหล่า นี้แล้วไม่ต้องสงสัย บ้านเมืองเราหรือโลกของเรา ก็จะรุ่งเรือง สงบเย็นได้ในพริบตาเดียว เพราะต่างคนต่างไม่เห็นแก่ตัวมี ธรรมะชนิดที่ไม่เห็นแก่ตัว มีดวงวิญญาณสุกใส ประกอบไป ด้วยความสะอาด สว่าง สงบ มีอุดมคติตรงตามที่พระพุทธเจ้า ท่านได้ทรงวางไว้ เรียกว่ามีคนดีใช้ในโลกนี้แล้วละก็ โลกนี้ ก็เป็นโลกของพระอริยเจ้า อย่าว่าแต่จะมาปกครองบ้านเมือง เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้เลย มันสามารถที่จะทำโลกทั้งโลกนี้ให้ สงบเย็นได้ด้วย. แต่แล้วเดี๋ยวนี้ บ้านเมืองของเราน้อย ๆ เท่านี้เราก็ยัง ไม่สามารถทำให้เป็นที่พอใจของเราได้ มีแต่การรบกวนกัน ให้วุ่นวายไปหมด เพราะมันขาดอะไร ข้อนี้เพราะว่าคนที่มี จิตใจดีจริง ๆ ยังมีไม่เพียงพอ. เพราะเหตุฉะนี้แหละ อุดมคติของการศึกษาของเรา ควรจะขยาย หรือมุ่งตรงไปยัง การทำคนให้เป็นคนที่ มีจิตใจดี มีวิญญาณสูง.

น.91 ๓๙ การประศาสน์การศึกษาของเรา ก็ต้องมุ่งหมาย ตรงที่ทำให้ คนดี มีจิตใจสูง ถ้าเราทำกับคนอื่นไม่ได้ เราก็ต้องทำกับตัวเราเอง ก่อน แล้วขยายไปในทางที่จะทำขึ้นในครอบครัวของเรา แล้ว เราจึงจะขยายไปถึงกับทำในหมู่บ้านตำบล หรือว่าบ้านเมือง ของเรา หรือประเทศของเราได้โดยสะดวก. แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างก้มหน้า หลับตาหาประโยชน์ในทาง วัตถุใส่ตัวกันท่าเดียวแล้ว ต่อให้คนทุกคนในโลกเป็นครูกัน หมดไม่ต้องมีนักเรียน มันก็ไม่ช่วยโลกนี้ให้ดีขึ้นได้. นี่จึงเห็นว่าอุดมคติของครู ตามหลักของพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่ของเล็กน้อย แม้ว่าจะเป็นของ ที่ซื้ออะไรกินไม่ได้ กินโดยตรงก็ไม่ได้ เอา ไปซื้ออะไรกินก็ ไม่ได้ แต่ที่จริงมันเป็นมูลเหตุอันแท้จริง ของการที่จะให้ ได้มาซึ่งสิ่งที่จะซื้ออะไรกินได้ และยิ่งไปกว่านั้น คือเป็น สิ่งที่จะทำโลกนี้ให้สงบเย็น ทำบ้านเมืองให้สงบเย็น สมตาม ที่เรามีอุดมคติว่าเป็นมนุษย์ อยู่ในโลกต้องมีจิตใจสูง เอาชนะ ความทุกข์ได้โดยประการทั้งปวง. ในที่สุดนี้ รู้ สึกว่าการบรรยายนี้สมควรแก่เวลา อาตมา อยากจะขอร้องว่า การบรรยายนี้ เป็นเพียงการแสดงความ

น.92 ๔๐ คิดความเห็น ขอให้ท่านที่เป็นครูทั้งหลาย หรือที่เรียกตัวเองว่า เป็น ครูทั้งหลาย นำเอาไปพินิจพิจารณาดู ว่าหลักคำสอน ของพระพุทธเจ้านี้ เราจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ การทำบ้านเมืองของเรา ให้เป็นสุขได้อย่างไร หรือว่าสูงขึ้นไปกว่านั้น ก็คือว่า เราที่เรียกตัวเองว่า เป็นครู ก็อยู่ในฐานะที่เป็นสมาชิกในสังคมของพระพุทธเจ้า คือผู้ที่จะส่องแสงสว่างให้แก่ดวงวิญญาณของสัตว์ในโลก เรา ควรจะรับเอาหลักการของพระพุทธเจ้า มาใช้ปฏิบัติในหน้าที่ ของเรามากน้อยเท่าไร คิดดูให้เห็นตามที่เป็นจริง แล้วปฏิบัติไปตามนั้นเท่าที่ เราเห็นจริง ไม่ต้องเชื่องมงาย ไม่ต้องเชื่อตาม อาตมาขอร้อง โดยเด็ดขาดว่า ไม่ต้องเชื่อตามอาตมา แต่ว่าจะต้องเชื่อตาม สติปัญญาของท่าน ที่ประกอบไปด้วยเหตุผล:พิจารณาแล้ว ตัดสินใจเอาเอง เห็นจริงว่าอะไรเป็นความจริง แล้วก็จะต้อง ยึดถือเป็นหลัก อาตมายืนยันว่า ด้วยการทำอย่างนี้ ท่านทุกคนจะ เป็นครูตามอุดมคติของพระพุทธเจ้า ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นปูชนีย

น.93 ๔๑ บุคคล มีความดีหรือคุณค่าอยู่เหนือศีรษะของคนทุกคน เป็น บุคคลที่โลกควรเคารพและบูชา สมกับที่เราทุกคนก็บูชาครู เคารพครู โดยเฉพาะทุกวันไหว้ครูประจำปีเราก็สรรเสริญคุณ ครูว่าเป็นอย่างนั้น. ถ้าเราไม่นิยมปฏิบัติตามนั้น ก็แปลว่าเราแบกต่อ ความเป็นครูของเราเอง เราโกหกต่อตัวเอง ในข้อที่เรา สรรเสริญคุณความดีของครู ในเวลาที่เราไหว้ครู แต่เราผู้ เรียกตัวเองว่าครู หาได้ดำเนินตนตามหลักนั้นไม่. นี่แหละจะเป็นเครื่องช่วยแก้ไขในสิ่งบกพร่อง อุปสรรค ต่าง ๆ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรา ให้เราสามารถหายใจด้วย ลมหายใจที่บริสุทธิ์สะอาด สงบ เยือกเย็น เพราะเรายึดถือ อุดมคติถูกต้อง ดำเนินไปตามอุดคตินั้นอย่างถูกต้อง เราจะ เป็นสุขก่อนบุคคลอื่น และพร้อมกันนั้นโลกทั้งโลกก็จะพลอย เป็นสุขด้วย แต่ถ้าโลกทั้งโลกเขาไม่เอากับเรา เราเอาแต่เพียง คนเดียว ก็ยังไม่เสียหลาย ยังได้รับความสุขสมตามความ ปรารถนา. ธรรมะเป็นอย่างนี้ มีความแน่นอนเด็ดขาดอย่างนี้จึง หวังว่าท่านทั้งหลายทุกคน จะได้นำไปพินิจพิจารณาดูให้รู้ควา ม

น.94 ๔๒ จริงที่ว่า ครูนี้เป็นผู้นำทางวิญญูณจริงหรือไม่เป็นผู้ยกสถานะ ทางวิญญาณของสัตว์ในโลกให้สูงขึ้นจริงหรือไม่ ค่าของครู เป็นปูชนียบุคคลไม่ใช่เป็นลูกจ้าง อาชีพครูไม่ใช่เรือจ้าง ครูคู่กันอยู่กับการศึกษา เป็นผู้ประศาสน์การศึกษา จะ ต้องทำตน ให้มีการศึกษาอยู่ที่เนื้อที่ตัว ให้ศิษย์เคารพ ครู ให้รักครูยิ่งกว่าพ่อแม่ ให้กลัวครูยิ่งกว่าพ่อแม่ ใน ที่สุดเราก็จะนำเด็กของเราไปได้ ตามที่เราต้องการทุก ประการ หวังว่าท่านครูทั้งหลายจะได้พินิจพิจารณาดู แล้วทำ ความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง ควบคู่กันไปทั้งทางกายและทางใจ คือ ทั้งทางรูปธรรมและทางนามธรรม มีดวงจิตและดวงวิญ- ญาณอันผ่องใสโชติช่วง สามารถส่องแสงสว่างให้แก่ศิษย์ หรือ แก่คนทุกคนในโลกนี้ ได้ตามความปรารถนาทุกประการ อาตมาขอยุติคำบรรยายลงด้วยการสมควรแก่เวลาเพียง เท่านี้.

น.95 ถ้าท่านต้องการรู้หลักพุทธศาสนาที่แท้จริง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ดับทุกข์ ดับกิเลส ในชีวิตประจำวัน เชิญอ่านหนังสือต่อไปนี้. เอกสารชุดมองด้านใน ของท่านพุทธทาสภิกขุ ๑. ภาษาคน-ภาษาธรรม ๒. ภัยของพุทธศาสนา (วิปัสสนาตำน้ำพริก) ๓. เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ ๔. เกิดมาทำไม? (ตอน ๑ -๒) ๕. เกิดมาทำไม ?. (ตอน ๓-๔-๕) ๖. เรามา "กิน" เวลากันเถิด. ๗. ทำบุญสามแบบ. ๘. ทางรอด ๕ ประการ. (วิมุตตายตนะ) ๙. ระวังว่างอันธพาล. ๑๐. การมองสิ่งทงปวงในด้านใน. ๑๑. สมาธิวิปัสสนาตามธรรมชาติ. ๑ ๒ . ดวงตาที่เห็นธรรม ๑ ๓. วิธีชนะความตาย. (ธรรมะ คือผ้าประเจียด) ๑๔. มหาวิทยาลัยในตัวคน. ๑๕. อุปสรรคของการเข้าถึงธรรม. ๑๖. อุปสรรคที่มีอยู่ในคำพูด. ๑๗. ในวัฏฏสงสารมีนิพพาน. ๑๘. ทำอย่างไรจึงจะเรียนดี. ๑ ๙. วิธีศึกษาพุทธศาสนา. ๒๐. โจรปล้นธรรมชาติ. ๒๑. รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง. ๒๒. ทำอย่างไรคุณพระจึงจะคุ้มครอง. ๒๓. การงาน คือการปฏิบัติธรรม ๒๔. ชนะดวงจันทร์ หรือชนะตนดี. ๒๕. ความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก.

น.96 ๒๖. จิตประภัสสร, จิตเดิมแท้, จิตว่าง, เหมือนกันหรืออย่างไร ? ๒๗. การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์. ๒๘. สิ่งที่ทำให้ชีวิตของนักศึกษาไร้ความหมาย ๒๙. การศึกษาชนิดที่นำโลกไปสู่ความวินาศ. ๓๐. สิ่งที่ผู้ฉลาดถือเอาเป็นครู. ๓ ๑. ปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวัน ๓๒. ทางสายกลาง. ๓๓. มรรค ผล นิพพาน ในชีวิตประจำวัน. ๓๔. สิ่งที่ทำให้ลามก. ๓๕. ไม่มีศาสนา ๓๖. ความเจ็บไข้มาตักเตือนให้ฉลาด. ๓๗. การบำรุงพระศาสนา. ๓๘. ฅนได้มีโอกาสเสียสละเป็นผู้มีโชคดี และปีใหม่สามแบบ. ๓๙. การบวช คือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น. ๔๐. ชีวิตต้องเทียมด้วยควาย ๒ ตัว. ๔๑. หลักปฏิบัติเกี่ยวกับทานบริจาค. ๔๒. ฆราวาส กับไสยศาสตร์. ๔๓. เคล็ดลับในการครองชีวิต. ๔๔. ลัด รวดเดียว ถึง ! ๔๕. จิตที่คิดจะให้นั้นสบายกว่าจิตที่คิดจะเอา. เพราะมีผู้ขาดแคลนเราจึงมีโอกาสได้บุญ. ๔๖. สะสางปัญหาชีวิตในวันปีใหม่. ๔๗. ปั้นมนุษย์แต่ยังเด็ก. ๔๘. การแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด. ๔ ๙. กรรมตามหลักพระพุทธศาสนา. ๕ ๐. รับใช้ผู้อื่น คือสร้างสันติภาพโลก. เอกสารชุดมองด้านในราคาเล่มละ ๑ บาท ค่าส่งลงทะเบียนเล่มละ ๒.๕๐ บาท

น.97 หนังสือซึ่งองค์การฟื้นฟูพุทธศาสนาได้จัดพิมพ์ให้ร้าน “ธรรมบูชา" เป็นผู้แทนจำหน่ายคือ ราคา คู่มือมนุษย์ (ย่อจากหลักพระพุทธศาสนาชุดที่ ๑) ของพุทธทาสภิกขุ ๕ วิธีระงับดับทุกข์ (ย่อจากหลักพระพุทธศาสนาชุดที่ ๓) " ๘ จิตว่าง " ๕ เรียนลัดพุทธศาสนา (ย่อจากหนังสือ "ตัวกู-ของกู") " ๘ ศาสนาสำหรับปัญญาชน (ย่อจากคำบรรยายสอนนิสิตจุฬาฯ) " ๘ กลัวสิ่งที่มองไม่เห็น " ๒ ทัศนาจรด้วยจิตว่าง " ๒ ภูตผีปีศาจในตัวคน, ในตัวข้าราชการ, ในตัวนักการเมือง " ๒ สิ่งที่เรายังเข้าใจกันไม่ได้ " ๒ แนะแนวคำตอบข้อถามพุทธธรรมบางเรื่อง " ๒ ภาษาธรรมต่างกับภาษาคน " ๒ สิ่งที่เรายังสนใจกันน้อยไป " ๑ วันวิสาขบูชาในทัศนะของปัญญาชน " ๑ อุปสรรคแห่งการเข้าใจธรรมะ " ๔ วิวาทะในเรื่อง "จิตว่าง" พุทธทาสภิกขุ, ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ๓ เกิดมาแล้วควรทำอย่างไร, มีศาสนาทำไม ? พุทธทาสภิกขุ, นายปุ่น ๒ ชาวพุทธควรเชื่ออย่างไร, ท่านปัญญานันทะภิกขุ ๒ พุทธศาสนาที่แท้ " ๒ ศึกษาพุทธธรรม " ๒ ใครเห็นผิด " ๕ ความงมงายพุทธทาสภิกขุ, ปัญญานันทะภิกขุ ฯ ล ฯ ๕

น.98 ราคา ล้างสมองเล่ม ๑ (เทวดาในทัศนะของชาวพุทธ) นายปุ่นและคณะ ๕ ล้างสมองเล่ม ๒ (ที่พึ่งของคน) " ๕ ล้างสมอง เล่ม ๓ (ปฏิรูปคำสอนพุทธศาสนา) " ๘ ล้างสมอง เล่ม ๔ (ธรรมะนอกวัด) " ๕ ล้างสมอง เล่ม ๕ (ความเกิดความตายไม่มี และวิธีทำให้ไม่เกิดไม่ตาย) ท่านพุทธทาสภิกขุ และนายปุ่น จงประเสริฐ ๕ ล้างสมอง เล่ม ๖ (ตายแล้วมีวิญญาณหรือไม่) นาย ปุ่น จงประเสริฐ ๑๐ ธารชีวิต ทวี วรคุณ และนายปุ่น จงประเสริฐ ๕ ตอบปัญหาแก้กลุ้ม ธัมมานันทะภิกขุ ๕ พุทธธรรมกำมือเดียว นายปุ่น จงประเสริ ๒ ตำราดูพระภิกษุ (คัดจากหนังสือขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์) ๘ (ค่าส่งลงทะเบียนเล่มละ ๒.๕๐ บาท) หนังสือชุดของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งคณะธรรมทานมูลนิธิ ไชยา สำนักพิมพ์อื่น และสำนักพิมพ์ธรรมบูชา จัดพิมพ์จำหน่าย. ราคา ค่าส่ง หลักธรรมะสำหรับนักศึกษา ๕ ๒.๕๐ นิพพาน ๘ ๒.๕๐ บวช ๓ เดือน ๕ ๒.๕๐ แนวการปฏิบัติธรรมในสวนโมกข์ ๗ ๒.๕๐ คำสอนผู้บวชพรรษาเดียว ฉบับสมบูรณ์ ๓๐ ๒.๕๐ ภาพชีวิตปริศนาธรรม ๑ ๒ หลักพระพุทธศาสนาชุดที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๙๙ (ปกอ่อน) ๒๒ ๓

น.99 หลักพระพุทธศาสนาชุดที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๙๙ (ปกแข็งปอนด์) ๓๗ ๓ หลักพระพุทธศาสนา ชุดที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๐๐ ๒๗ ๓ หลักพระพุทธศาสนา ชุดที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๐๑ ๒๗ ๓ หลักพระพุทธศาสนา ชุดที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๐๓ ๒๗ ๓ หลักพระพุทธศาสนา ชุดที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๐๔ ๒๗ ๓ หลักพระพุทธศาสนา ชุดที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๐๕ ๒๗ ๓ หลักพระพุทธศาสนา ชุดที่ ๘ พ.ศ. ๒๕๐๙ ๒๗ ๓ หลักพระพุทธศาสนา ชุดที่ ๑๐ พ.ศ. ๒๕๑๒ ๒๗ ๓ การไหว้ทิศอย่างอารยชน หรือ ทิศธรรม ๗ ๓ ชุมนุมปาฐกถาชุดพุทธธรรม ๒๕ ๓ ตามรอยพระอรหันต์ ๑ ชุด (มี ๒ เล่ม) ๒๒ ๓ เกิดมาทำไม? (เอกสารชุดมองด้านในรวมเล่มที่ ๑) ๑ ๑ ๒. ๕๐ เกิดมาเพื่อเลื่อนชั้นตัวเอง (,, ,, เล่มที่ ๒) ๑ ๑ ๒. ๕๐ อุปสรรคของการเลื่อนชั้นตัวเอง (,, ,, เล่ม ที่ ๓) ๒. ๕๐ ๑ ๑ วิธีเลื่อนชั้นตัวเอง (,, ,, เล่มที่ ๔ ) ๑ ๑ ๒.๕๐ ธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือสร้างคนสร้างชาติและสร้างโลก ๑๑ ๒.๕๐ ศึกษาธรรมะอย่างถูกวิธี ๑ ๒ ๓ อบรมพระธรรมทูต เล่ม ๑ -๒ ๒๔ ๓ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (ปกอ่อน) ๒๗ ๓ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (ปกแข็ง) ๔๐ ๖ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ (ปกอ่อน) ๓๒ ๗ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ (ปกแข็ง) ๔๕ ๘ ชุมนุมเรื่องยาว ๑๕ ๒.๕๐ ชุมนุมเทศนา เล่ม ๑ ๑๐ ๒.๕๐ ชุมนุมเทศนา เล่ม ๒ ชุมนุมบทประพันธ์ ของสิริวยาส ๘ ๒.๕๐ ๑๕ ๒. ๕๐

น.100 คำสอนของฮวงโป ๘ ๒.๕๐ สูตรของเว่ยหล่าง ๘ ๒. ๕๐ มหาสติปัฏฐานสตร ๒ ๒.๕๐ หลักพระพุทธศาสนาและธรรมบรรยายพิเศษ ๑ ๑ ๒.๕ ๐ อานาปานสติภาวนา ๑ ชุด (มี ๓ เล่ม) ๓๘ ๓.๕๐ คู่มืออุบาสกอุบาสิกา สวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น (แปล) ๒ ๒. ๕๐ อานาปานสติภาวนา ภาษาอังกฤษ (กระดาษปอนด์) ๓๑ ๓ อานาปานสติภาวนา ภาษาอังกฤษ (กระดาษปรู๊ฟ) ๒๑ ๒. ๕๐ คริสต์ธรรม-พุทธธรรม (ภาษาไทย) ๕ ๒.๕๐ คริสต์ธรรม-พุทธธรรม (ภาษาอังกฤษ) ๑๐ ๒.๕๐ คู่มือมนุษย์ ภาษาอังกฤษ (กระดาษปอนด์ ) ๑๕ ๒.๕๐ คู่มือมนุษย์ ภาษาอังกฤษ (กระดาษปรู๊ฟ) หลักธรรมะสำหรับนักศึกษา ภาษาอังกฤษ (กระดาษปอนด์ ) ๑๐ ๑๐ ๒.๕๐ ๒.๕๐ ธรรมะคุ้มครองโลก (ภาษาอังกฤษ) ๕ ๒.๕๐ วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม (ภาษาอังกฤษ) ๘ ๒.๕๐ หัวข้อธรรมในคำกลอนของพุทธทาสภิกขุ ๒ ๒.๕๐ อภิธรรมคืออะไร ๕ ๒.๕๐ ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ๕ ๒.๕๐ พระพุทธเจ้าชนิดที่อาจอยู่กับเราได้ตลอดเวลา นิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้ กับ นิพพานต่อตายแล้ว ๕ ๒.๕๐ อานาปานสติภาวนา สำหรับนิสิต ๑๔ ๓ ปัญญาในพุทธศาสนานิกายเซ็น ขุนประจักษ์ (แปล) ๓ ๒.๕๐ ภาพล้อคน ในโรงมหรสพทางวิญญาณ ๑๐ ๓ ชีวิตและงานของท่านพุทธทาสภิกขุ ๓๕ ๓.๕๐

น.101 แก่นพุทธศาสน ๑๑ ๒.๕๐ ตัวเราเป็น ๕ ๒.๕๐ ใครกู-ของกู (กระดาษปรู๊ฟ ปกอ่อน) ๒๗ ๒.๕๐ ตัวกู-ของกู (กระดาษปอนด์ ปกแข็ง) ๓๗ ๔ ภาษาคนภาษาธรรม (ภาษาอังกฤษ) ๗ ๒.๕๐ เกิดมาทำไม (ภาษาอังกฤษ) ๓ ๒.๕๐ ในวัฏฏสงสารมีนิพพาน (ภาษาอังกฤษ) ๓ ๒.๕๐ รบกันพลางแลกธรรมกันพลาง (ภาษาอังกฤษ) ๗ ๒.๕๐ ไม่มีศาสนา (ภาษาอังกฤษ) ๕ ๒.๕๐ ชุมนุมข้อคิดอิสระ ๒๕ ๓.๕๐ ชุมนุมเรื่องสั้น ๒๐ ๓.๕๐ ชุมนุมธรรมบรรยายเรื่องจิตว่าง ๒๐ ๓.๕๐ ฆราวาสธรรม (กระดาษปรู๊ฟ ปกแข็ง) ๕๐ ๘ ฆราวาสธรรม (กระดาษปอนด์ ปกแข็ง) ๗๐ ๑๐ บรมธรรม (เล่ม ๑-๒-๓ ปกอ่อน กระดาษปรู๊ฟ) ชุดละ ๕๖ ๓ บรมธรรมรวมเล่ม (กระดาษปอนด์ ปกแข็ง) ๘๐ ๑๐ สวนโมกข์เมืองไชยาและพุทธทาสภิกขุ ๓๐ ๓.๕๐ อาหารใจ (กระดาษปอนด์) ๒ ๒ พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา ๓๐ ๓.๕๐ ชีวิตของข้าพเจ้า (ประวัติท่านปัญญานันทะภิกขุ) ๕ ๒.๕๐ สั่งซื้อทางจดหมายส่งเงินพร้อมกับใบสั่ง เขียนชื่อที่อยู่และชื่อ หนังสือที่ต้องการซื้อให้ชัดเจน ธนาณัติหรือเช็คไปรษณีย์ สั่งจ่าย ป.ณ ราชดำเนิน สั่งซื้อได้ในนามของ นายไสว สุนทร ผู้จัดการ ร้านธรรมบูชา ๕/ ๑-๒ ถนนอัษฎางค์ เชิงสะพานเจริญศรี ริมคลองหลอด ตรงข้าม กระทรวงยุติธรรม (ศาลอาญา) กรุงเทพฯ ๒ โทร. ๒๒๓๕๔๙

น.102 หนังสือที่ดีที่สุด ซึ่งพระภิกษุสงฆ์ทุกองค์และประชาชนทุกคน ควรอ่านอย่างยิ่ง เพื่อความสิ้นกิเลส สิ้นทุกข์ เพื่อความเป็น พระสงฆ์ที่สมบูรณ์ เพื่อเลื่อนชั้นตัวเองจาก สมมุติสงฆ์เป็นอริยสงฆ์, จากปุถุชนเป็นอริยชน เพื่อ ความเจริญ รุ่งเรือง แห่ง พระพุทธศาสนา และประเทศชาติ ผู้ใดซื้อถวายพระสงฆ์ ได้กุศลมหาศาล เพราะเป็นการส่ง เสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงยาวนานต่อไปอีก และเป็น การช่วยให้ประเทศชาติมีความสงบสันติสุข เหมาะสำหรับซื้อถวาย พระสงฆ์ ในเทศกาลบวชพระ เข้าพรรษา ออกพรรษาทอดกฐิน ทอดผ้าป่า และงานศพ เป็นต้น หรือซื้ออ่านเองหนังสือนั้นคือ ๑. คำสอนผู้บวชพรรษาเดียว (ฉบับสมบูรณ์) ๒. บวช ๓ เดือน ๓. การบวชคือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น ๑ ชุดมี ๓ เล่ม ราคา ๓๖ บาท ลดเหลือ ๓๐ บาท รวม ทั้งค่าส่งเสร็จ มีจำหน่ายที่ร้านธรรมบูชา ๕/ ๑ - ๒ ถนนอัษฎางค์ เชิงสะพานเจริญศรี ริมคลองหลอด ตรงข้าม กระทรวงยุติธรรม (ศาลอาญา) กรุงเทพฯ ๒ โทร. ๒๒๓๕๔๙

น.103 นิพพาน” ของ พุทธทาสภิกขุ พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า "นิพพานํ ปรมํ สุญญ์" แปลว่า "นิพพานคือความว่างอย่างยิ่ง" นิพฺพานํ ปรมํ สุข" แปลว่า "นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง" ในฐานะที่เรานับถือพุทธศาสนา เราเคยคิดกันบ้างไหม ว่า "นิพพาน" คืออะไร? ทำไมชาวพุทธเกือบทุกคนจึงอธิษฐาน หรือปรารถนาขอให้ถึง "นิพพาน" ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัส สอนว่า "นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง" ทำอย่างไรจึงจะถึง "นิพพาน "? และเมื่อถึง "นิพพาน" แล้วดีอย่างไร? ท่านจะหาคำตอบจากได้ หนังสือเรื่อง "นิพพาน" ซึ่งอธิบายไว้ละเอียดและสมบูรณ์ที่ สุดในโลก ฉนั้นหนังสือเรื่อง "นิพพาน" จึงเป็นหนังสือที่ควรอ่าน ควร ศึกษา ควรปฏิบัติตามอย่างยิ่ง ทั้งควรแนะนำภิกษุสามเณร และญาติมิตร ที่เคารพรักให้ได้อ่าน ได้ศึกษา ได้ปฏิบัติให้ถึง "นิพพาน" อีกด้วย เพื่อเรา จะได้ไม่เสียชาติเกิด ก่อนที่เราจะตายเน่าเข้าโลงไป มิฉะนั้นเราจะเป็นคน ใกล้เกลือแต่กินด่าง เวลานี้ฝรั่งเขาศึกษาเรื่อง "นิพพาน" กันเป็น การใหญ่ และเขาพยายามปฏิบัติกันอย่างจริงจัง เพื่อให้บรรลุถึง "นิพพาน” เพราะฝรั่งเขารู้แล้วว่า "นิพพาน" เป็นหัวใจ เป็นแก่น และเป็นความมุ่ง หมายที่สูงสุดอันแท้จริงของพระพุทธศาสนา แล้วเราชาวไทยเล่าครับ ? ได้อ่านหนังสือเรื่อง "นิพพาน" กันแล้วหรือยัง ? ราคาเล่มละ ๘ บาทเท่านั้น

น.104 มาใช้ธรรมะแก้ปัญหาสังคมกันเถิด ท่านไม่ต้องการให้นักเรียน นักศึกษาซึ่งเป็นบุตรหลานของ ท่าน เป็นศิษย์ของท่านประพฤติตนเป็นอันธพาลยกพวกตีกัน ใช่ไหม ? ท่านรักบุตรหลานและศิษย์ของท่านใช่ไหม ? ท่านต้อง การให้บุตรหลานและศิษย์ของท่านมีความประพฤติดี มีมารยาท เรียบร้อยใช่ไหม ? ถ้าท่านรักบุตรหลานและศิษย์ของท่าน ท่าน จงประพฤติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีของเขา จงจัดสิ่งแวดล้อมให้ ดี ท่านจงศึกษาธรรมะ และเอาธรรมะนั้นไปอบรมสั่งสอนเขา ให้เขาได้อ่าน ได้ฟัง ได้ศึกษาธรรมะเสมอ ๆ เราขอแนะนำ หนังสือธรรมะของท่าน พุทธทาสภิกขุที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับให้ นักเรียน นักศึกษาได้อ่าน หนังสือเหล่านั้น คือ ๑. ฆราวาสธรรมและทิศธรรม (ปกแข็ง กระดาษปรุ๊ฟ) ๕๐ บาท ๒. " " (ปกแข็ง กระดาษปอนด์) ๗๐ " ๓. หลักธรรมะสำหรับนักศึกษา " " ๕ " ๔. พระพุทธเจ้าชนิดที่อาจอยู่กับเราตลอดเวลา " " ๕ ๑ " ๕. ทำอย่างไรจึงจะเรียนดี " " ๑ ๑ " ๖. การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ " " ๑ " ๗. สิ่งที่ทำให้ชีวิตของนักศึกษาไร้ความหมาย " " ๑ " ๘. การศึกษาชนิดที่นำโลกไปสู่ความวินาศ " " ๑ " ๙. อาหารใจ " " ๒ "

น.105 ตัวกู-ของกู " หลักพุทธศาสนาสำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน ของ พุทธทาสภิกขุ แปลกแต่จริง! ทำไมชาวพุทธจึงดื่มเหล้าดื่มเบียร์เล่นการพนันกันทั้งประเทศ มีแต่การฉ้อโกง ลักขโมย ปล้น จี้ ฆ่าข่มขืน ค้าประเวณี ฯลฯ กันเต็มบ้านเต็มเมือง แม้แต่งานการกุศลทุกงาน ก็มีการฆ่าสัตว์ เลี้ยงเหล้า เลี้ยงเบียร์เล่นการพนันกัน นี่หรือชาวพุทธ ? นี่หรือ "มนุษย์" ? ซึ่งแปลว่า "ผู้มีใจสูง" เป็นสัตว์อันประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉาน ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ? เพราะมนุษย์ ปุถุชนนั้นมัน เห็นแก่ตัว ทำไมจึงเห็นแก่ตัว? ก็เพราะมนุษย์ปุถุชนนั้นมันโง่ คิดว่า ร่างกายและจิตใจที่มารวมกันเป็นตัวตนของเรานี้ มันเป็น “ตัวกู" จริง ๆ จึงพยายามกอบโกยหาทุกสิ่งทุกอย่างมาบำรุงบำเรอ "ตัวกู" และญาติพี่น้องพรรคพวกเพื่อนฝูง "ของกู" พยายามหามาและสะสมไว้ซึ่งคน สัตว์ และสิ่งของ เอาไว้เป็นทรัพย์สมบัติ "ของกู" ทั้งในทางสุจริตและทุจริต แต่ความจริงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ มันไม่ใช่ "ตัวกู-ของกู" จริง ๆ หรอก ถ้ามันเป็น "ตัวกู-ของกู" จริง ๆ แล้ว เราก็บังคับบัญชามันได้ว่า อย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าตาย อย่าพลัดพรากจากเราไป จงเป็นอย่างนนอย่างนี้ ฯลฯ เราบังคับบัญชามันได้ไหม? ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้อง ถูกทอดทิ้งทับถมไว้บนโลกทั้งสิ้น การที่จะทำลายความยึดมั่นถือมั่นที่โง่นี้เสียได้ ก็ต้องอ่านหนังสือเรื่อง "ตัวกู-ของกู" ปกอ่อน ปร๊ฟ ๒๗_ บาท ปกแข็ง ปอนด์๓๗ บาท

น.106 หนังสือธรรมะที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ซึ่ง ผู้สอนธรรมะ นักศึกษาธรรมะ และผู้ปฏิบัติธรรมะควรหา อ่านให้ได้ คือ :- ๑. อภิธรรมคืออะไร ของ พุทธทาสภิกขุ ราคา ๕ บาท ๒. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ของ พุทธทาสภิกขุ ,, ๕ ,, ท่านเป็นชาวพุทธใช่ไหม ? ฉะนั้นท่านควรอ่านนิตยสาร "ชาวพุทธ" ของพุทธนิคมเชียงใหม่ ออกรายสองเดือนต่อ ๑ ฉบับ มีธรรมบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุ และท่านปัญญานันทภิกขุ ประจำทุกฉบับ ราคาเล่มละ ๔ บาท ค่าส่ง ๒.๕๐ บาท ถ้าท่านไม่ต้องการมีความทุกข์โศก ท่านควรอ่านนิตยสาร "อโศก" ออกเป็นรายสะดวก มีธรรมบรรยายของพระภิกษุโพธิรักษ์ (รัก รักพงศ์) เป็นส่วนมาก ราคาเล่มละ ๕ บาท ค่าส่ง ๒.๕๐ บาท สั่งซื้อได้ในนามของ นายไสว สุนทร ผู้จัดการร้าน ธรรมบูชา ๕/ ๑-๒ ถนนอัษฎางค์ เชิงสะพานเจริญศรี ตรง ข้ามกระทรงยุติธรรม (ศาลอาญา) ริมคลองหลอด ติดกับวัด บุรณศิริมาตยาราม กรุงเทพ ฯ ๒ โทร. ๒๒๓๕๔๙.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต