น.4 นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพฺทฺธสฺส ฯ เย จ พุทฺธา อตีตา จ เย จ พุทฺธา อนาคตา ปจฺจุปฺปนฺนา จ เย พุทฺธา สพฺเพ สทฺธมฺมครโน ต ธมฺโม สกุกจฺจํ โส ตพุโพ ติ. ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา, ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ, และ วิริยะความพากเพียร , ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัทให้เจริญ งอกงามก้าวหน้า ในทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนาในวันนี้ เป็นธรรมเทศนาพิเศษ ดังที่ท่าน ทั้งหลายก็ทราบอยู่แล้ว ว่าเป็นธรรมเทศนาเนื่องในอภิลักขิตสมัย ของท่านบูรพาจารย์ผู้ล่วงลับไป และเราทั้งหลายได้ช่วยกัน ประกอบ ทักษิณานุปทานกิจ อุทิศส่วนกุศลแค่ท่าน. ธรรมเทศนาเนื่องกันกับ การกระทำอันนี้ จึงมีการกล่าวถึงเรื่องราวอันเกี่ยวกับท่านผู้เป็น บูรพาจารย์ เรียกว่าเรื่องอันเกี่ยวกับครูบาอาจารย์ หรือเรื่องอัน เกี่ยวกับอุปัชฌาย์อาจารย์ ก็แล้วแต่กรณี ว่าบุคคลนั้น ๆ ตั้งอยู่ ในฐานะเป็นศิษยานุศิษย์ หรือเป็นมิตรสหาย, หรือแล้วแต่ว่าจะ เกี่ยวข้องกันทางใด หลายอย่างหลายทางก็ได้
น.5 ในที่นี้จะได้กล่าวถึง ครูฐานียบุคคล หรือบุคคล ที่ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์, เป็นที่เคารพสักการะ บูชาโดยทั่วไป, หรือจะเรียกสั้น ๆว่า ว่าด้วยเรื่องครุบุคคล คือบุคคลที่เป็นผู้ที่คนทั้งหลายควรจะมีความหนัก คือความ เคารพ. เราทั้งหลาย ไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชาย เด็กผู้ใหญ่ ล้วนแต่จะ ต้องมีบุคคลที่ตั้งอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพ ด้วยกันทั้งนั้น อย่าง น้อยที่สุด, ก็มีท่านอาจารย์ผู้ล่วงลับไปแล้ว มีสรีระปรากฏอยู่ เป็นสักขีพยานในที่นี้ ตั้งอยู่ในฐานะเป็นครุฐานียบุคคล คือ บุคคลผู้ที่ควรเคารพ หรือควรหนัก หรือเรียกว่าครูบาอาจารย์ หรืออุปัชฌาย์อาจารย์ แล้วแต่จะเกี่ยวข้องกันอย่างไร. ถ้าจะ กล่าวโดยกว้างขวางทั่วไปแล้ว ก็ต้องกล่าวได้ว่า ในโลกนี้ ทุกคนต้องมีที่เคารพ คือทุกคนจะต้องมีครูบาอาจารย์นั่นเอง. เพราะว่า การอยู่โดยเสมอกัน โดยไม่มีที่เคารพนั้น เป็นความทุกข์. ท่านได้กล่าวไว้นมนานแต่โบราณกาลว่า การอยู่เสมอกันเป็น
น.6 ๔ ความทุกข์. แม้ในพระพุทธศาสนาเรา ก็มีคำกล่าวว่า ทุกฺโข สมานสํวาโส แปลว่า การอยู่โดยเสมอกันเป็นความทุกข์ ดังนี้. เป็นอันว่าเราจักต้องมีที่เคารพ คือมีที่ ที่สูงกว่า หรือ มิใช่เสมอกัน; นั่นแหละคือครุฐานียบุคคล. ทีนี้จะได้พิจารณากันโดยละเอียด ถึงข้อที่ว่า ผู้ที่ เป็นครู หรือเป็นครุฐานียบุคคลนี้ มีอยู่อย่างไรบ้าง จะได้ นำมากล่าววิสัชนาให้ทั่วถึง เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ทั่ว ๆ ไปบ้าง ; และเพื่อจะได้สำนึกถึงพระคุณของท่าน อาจารย์ ผู้ล่วงลับไปแล้ว มีสรีระตั้งอยู่เป็นสักขีพยานในที่นี้ ด้วยบ้าง. ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังให้ดี ซึ่งจะได้กล่าว ต่อไป. ข้อแรกที่ว่า เราจะต้องมีครูบาอาจารย์นั้น ขอให้ เป็นที่ยุติถูกต้องกันทั่วไป ไม่มีข้อคัดง้างกันเสียก่อน. ให้ พิจารณาให้เห็นว่า คนเราเกิดมาไม่รู้อะไร ต้องมีผู้สอน ผู้ ชักนำ ผู้ชักจูง แล้วก็ต้องมีหลักสำหรับยึดถือ และมีที่เคารพ สำหรับใช้ทำความเคารพ เพื่อจะประพฤติตามหลักที่ยึดถือ ให้สำเร็จประโยชน์ยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนได้; เพราะฉะนั้น สิ่งซึ่ง
น.7 ๕ เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพนั้นเป็นของสำคัญ. เราอยู่มาได้ ด้วยกันทุกวันนี้ ด้วยความสงบสุขนี้ ก็เพราะมีที่เคารพ เราเรียกท่านอาจารย์ว่า "ท่านอาจารย์เพชร" นี้ก็หมายความ ว่า เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ ในฐานะเป็นที่เคารพ; มิฉะนั้น เราก็ไม่ เรียกท่านว่า ท่านอาจารย์. ความหมายสำคัญ อยู่ตรงที่จะ ต้องมีความรู้สึกเคารพ. เมื่อมีความเคารพแล้ว ก็จะมีความ รู้สึกอย่างอื่นตามมา เช่นความเชื่อพัง, การปฏิบัติตาม, หรือการเห็นอก เห็นใจ, หรือการไม่กล้าทำอะไรให้ผืนใจ ของท่าน; เมื่อเป็นดังนี้ ก็ย่อมเป็นหนทางให้มีแต่การ กระทำที่ดี ที่งาม เป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านสืบต่อไป เดี๋ยวนี้เราประชุมกัน เพื่อบำเพ็ญทักษิณานุปทานกิจ มี ประการต่าง ๆ เพื่อท่านที่เคารพนั้น ก็ด้วยเหตุที่มีความ เคารพอีกนั่นเอง. ขอให้นึกถึงคำว่า บุคคลอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความเคารพนี้ อยู่ในใจตลอดเวลา ที่จะได้ฟังธรรมเทศนา ต่อไปด้วย. คำว่าที่ เคารพ นั้น ควรจะนึกถึงให้ไกลเลยลงไปถึง บุคคลที่แรกที่สุด ซึ่งเรียกว่า " บุพพาจารย์ " คือบิดา มารดา. บิดามารดาตั้งอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพ สักการะ
น.8 ๖ และเป็นอาจารย์; แต่ว่าคำพูดในภาษาไทยของเรา ไม่ได้ เรียกว่าอาจารย์, หรือไม่ได้เรียกว่าครู, เรียกกันว่าบิดา มารดา นั้นก็เพราะเพ่งเล็งถึงอาการสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ผู้ที่ให้กำเนิดมา. ชีวิตของเราได้มาจากบุคคลทั้งสองนี้, คน ทั้งสองนี้ตั้งอยู่ในฐานะ เป็นบิดามารดา; แต่แล้วเราอย่าลืม ไปว่า บิดามารดานั้นไม่เพียงแต่ให้กำเนิดชีวิตเรามา; แต่ ท่านได้ทำหน้าที่ ของครูบาอาจารย์ด้วย, คือสอนสารพัด อย่าง, สอนมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก หรือสอนมาตั้งแต่ลืมหู ลืมตามาในโลกนี้ทีเดียว. ที่สำคัญที่สุดก็สอนให้รู้จักกิน อาหาร, สอนให้รู้จักป้องกันอันตราย จึงได้รอดชีวิตมาได้ ดังนี้. แล้วก็สอนให้รู้จักทุกๆ สิ่งที่คนเราควรจะรู้ในเบื้องต้น เพราะฉะนั้น, บิดามารดา จึงเป็นอาจารย์ยิ่งกว่าบุคคลใด และเป็นอาจารย์ก่อนกว่าบุคคลใดทั้งหมด เราจึงได้เรียกว่า “ บูรพาจารย์ ". เมื่อดูอีกทางหนึ่ง บิดามารดาก็เป็นที่ตั้ง แห่งความเคารพ ตรงกับคำว่า “ ครูฐานียบุคคล " ด้วย เหมือนกัน บิดามารดา ตั้งอยู่ในฐานะที่ควรเคารพแก่บุตร มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก, แต่ความรักในฐานะที่เป็นบิดามารดา มีมากกว่า จึงไม่ได้เรียกว่าครู ทั้ง ๆ ที่มีความเป็นครูอยู่ทุก
น.9 ๗ กระเบียดนิ้ว ที่เนื้อที่ตัวของบิดามารดา และทุกเวลาทั้งหลับ และทั้งตื่น; เพราะฉะนั้น เราควรจะนึกถึงครู คือบิดา มารดาก่อนพวกอื่นหมด . นี่คือครูในฐานะที่เป็นครุฐานีย บุคคล คนหนึ่งทีเดียว. ทีนี้กล่าวเลยไปถึงผู้ที่รับหน้าที่ต่อมา คือครูที่ โรงเรียน, หรืออุปัชฌาย์อาจารย์ที่วัด นี่ก็ล้วนแต่ตั้งอยู่ใน ฐานะที่เป็นครู, เราเรียกชื่อต่าง ๆ กันไปว่า เป็นครูบา- อาจารย์ก็มี, เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ก็มี. แต่ความหมายอยู่ใน ที่ ที่เดียวกันอย่างหนึ่ง คือ ผู้ที่ควรเคารพ . ครูก็ควรเคารพ, อุปัชฌาย์ก็ควรเคารพ , อาจารย์ก็ควรเคารพ. ในตอนนี้อยากจะให้ท่านทั้งหลายได้ทราบหรือจะได้ พิจารณากันโดยละเอียดสักหน่อย ว่าครูอุปัชฌาย์อาจารย์นี้ เป็นอย่างไร คือบุคคลชนิดใด ? ถ้าเราจะถือเอาภาษาไทย เป็นหลัก ย่อมฟั่นเฝือ เพราะเรียกกันอย่างฟั่นเฝือ; ฉะนั้น เราจะถือเอาภาษาบาลีหรือภาษาสันสกฤตเป็นหลัก และถือ เอาตามที่ใช้กันอยู่ในประเทศอินเดีย ในครั้งโบราณกาล ถ้าถือเอาอย่างนี้แล้ว ความหมายก็จะต่าง ๆ กันไป, แต่ละ
น.10 ๘ คำ ๆ ไม่เหมือนกัน และจะต้องย้อนมาจาก คำว่าอาจารย์ ก่อน แล้วจึงถึง อุปัชฌาย์ แล้วจึงจะถึงครู คำว่า อาจารย์ นั้น หมายถึงผู้ฝึกฝนทั่วไป แต่โดย เฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือการฝึกฝนในทาง มรรยาท ในทางกิริยา หรือการประพฤติต่อสังคมเป็นส่วนใหญ่; เรียกได้ว่า เป็นผู้ ฝึกในทางมรรยาทในทางสังคม คำว่า อุปัชฌาย์ ในภาษาท้องถิ่นในอินเดียแต่โบราณ นั้นหมายถึงอาจารย์เฉพาะวิชา อาจารย์ที่ศิษย์จะต้องเพ่งเล็ง เฉพาะวิชา ได้แก่อาจารย์ที่สอนวิชาอาชีพ นั่นเอง. อาจารย์ ที่สอนอาชีพให้อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น เขาเรียกว่าอุปัชฌาย์ แม้แต่สอนร้องเพลง สอนดนตรี, นี้ก็เรียกว่าอุปัชฌาย์ ในวิชานั้น ๆ เป็นผู้ที่ศิษย์จะต้องเพ่งเล็งเฉพาะเจาะจงลงไป ในวิชาใดวิชาหนึ่ง หน้าที่ใดหน้าที่หนึ่ง; นี้เป็นคำที่ใช้ทั่วไป อย่าเพ่อนึกถึงความหมาย โดยวงแคบในพุทธศาสนา. โดยวงแคบในพระพุทธศาสนา คำว่าอุปัชฌาย์ หมายถึงผู้ชักนำเข้าสู่การอุปสมบท เพื่อให้สงฆ์ให้อุปสมบท แก่บุคคลนั้น; เพราะฉะนั้น อุปัชฌาย์ในกรณีอย่างนี้ มีความ
น.11 ๙ หมายที่ลึกซึ้ง ก็คือผู้ที่ทำให้บุคคลคนนั้น มีอาชีพร่วมกันกับ ภิกษุสงฆ์, ที่เรียกว่ามีสิกขา และสาชีพกับภิกษุทั้งหลาย นั่นเอง. เรายังเข้าใจผิดกันอยู่มากในคำ ๆ นี้ คล้าย ๆ กับว่า อุปัชฌาย์เป็นผู้ให้อุปสมบท, โดยที่แท้แล้วคณะสงฆ์ต่าง หากเป็นผู้ให้อุปสมบท อุปัชฌาย์เป็นผู้รับประกัน และ รับรองบุคคลคนนั้น เพื่อให้สงฆ์ให้อุปสมบท; เพราะฉะนั้น อุปัชฌาย์จึงเป็นที่เพ่งเล็งของอุปสัมปทาเปกษ์ คือผู้บวช จะต้องเพ่งเล็งเฉพาะต่ออุปัชฌาย์นั้น ผู้นั้นจึงได้ชื่อว่า อุปัชฌาย์, และผู้นั้น ก็ได้ทำให้สำเร็จประโยชน์ในการที่ทำ ให้ภิกษุบวชใหม่นั้น มีสิกขา และสาชีพ คืออาชีพเนื่อง กันกับภิกษุทั้งหลาย: พิจารณาดูอย่างนี้ก็ยังเห็นได้ว่า คำว่า อุปัชฌาย์นั้น หมายถึงผู้ให้ความสำเร็จในอาชีพอยู่ตามเดิม เป็นความหมายที่กว้างขวางทั่วไป ไม่ว่าในวิชาอาชีพชนิด ไหน. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า " ครู " คำว่าครูในที่นี้ มีความ หมายเป็น ผู้นำในทางวิญญาณ คือบรรดาวิชาความรู้ที่ลึกซึ้ง ทางจิตทางใจ ทางวิญญาณ ที่ครูธรรมดาสามัญสอนให้ไม่ได้
น.12 ๑๐ แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของครูชนิดนี้ คือเป็นผู้นำในทางวิญญาณ, นำวิญญาณให้เดินไปให้ถูกทาง ของสิ่งที่เป็นกุศล เพื่อให้ ชนะได้ทั้งโลกนี้ ชนะได้ทั้งโลกหน้า และให้ชนะได้จนเหนือ โลกเป็นต้น; นี่เรียกว่าผู้นำในทางวิญญาณ. หน้าที่มันสูง กว่าอาจารย์ผู้ฝึกหัดในทางมรรยาท, และสูงกว่าอุปัชฌาย์ ที่สอนวิชาอาชีพ. ถ้าเราพิจารณาให้ดี เราจะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าก็ตั้งอยู่ในฐานะเป็นผู้นำทางวิญญาณ หรือเป็น บรมครูของเรา, เพราะว่าเป็นผู้นำวิญญาณ ให้เป็นไปใน ทางสูง ๆ สูงขึ้นไป จนสูงเหนือโลกที่เรียกว่า โลกุตตระได้. ขอทบทวนใหม่ ซึ่งท่านทั้งหลายจะต้องกำหนด จดจำตามตัวหนังสือไว้ก่อนว่า อาจารย์นั้นคือผู้ฝึกมรรยาท หรือฝึกวิชาทั่ว ๆ ไป จนกระทั่งสอนหนังสือ. ส่วนอุปัชฌาย์ นั้น คืออาจารย์ผู้สอนอาชีพใดอาชีพหนึ่งโดยเฉพาะ. ส่วน ครูนั้น คือผู้นำในทางวิญญาณ อันเป็นความรู้ที่ลึกขึ้นไป กว่าธรรมดา. พิจารณาดูเถิดว่า มันต่างกันมาก และมีอยู่ เป็นระดับ ๆ กัน อย่างนี้ในภาษาที่ใช้อยู่ในประเทศอินเดีย สมัยโน้น; แต่พอมาถึงสมัยนี้ ในประเทศไทยเราโดยเฉพาะ
น.13 ๑๑ คำว่าครูเข้ามาแทนที่อาจารย์ และเรียกคนที่เป็นครูได้ทั่วไป หมด แม้แต่ครูสอนหนังสือ หรือครูสอนอาชีพ คำจึงฟั่นเฝือ ปนเปกัน; เราพูดกันอย่างภาษาไทยก็ต้องเอาตามภาษาไทย. แต่ถ้าพูดตามภาษาบาลี ภาษาสันสกฤตแต่เดิมแล้ว ก็ต้องเอา อย่างภาษานั้น ๆ และได้ความตามนั้น แล้วท่านทั้งหลายก็ไป พิจารณาดูเอาเอง ว่าครูอุปัชฌาย์อาจารย์นี้ ต่างกันอย่างไร. ท่านอาจารย์ของเราผู้ล่วงลับไปแล้ว ท่านก็ตั้งอยู่ ในฐานะ เป็นครูอุปัชฌาย์อาจารย์; เพราะว่าทาง หนึ่งท่านก็สอนเรื่องเบ็ดเตล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องกิริยา มารยาทเรื่องหนังสือหนังหา แก่คนบางคน. อีกทาง หนึ่งท่านก็ตั้งอยู่ในฐานะสอน วิชาเฉพาะที่จะช่วยบุคคล ผู้นั้นให้รอดชีวิตได้ ในการทำอาชีพ ในทางหนึ่งท่าน ก็เป็นผู้นำทางวิญญาณ คือเป็นตัวอย่างที่ดีในการ ปฏิบัติที่เป็นกุศล ปฏิบัติทำบุคคลให้ก้าวหน้าไปใน ทางสูงของจิต ของวิญญาณ; นี่จึงเรียกว่า เป็นทั้ง ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ พร้อมกันไปในตัว เจือกันไปในตัว แต่เราเรียกท่านว่า " ท่านอาจารย์เพชร " เฉย ๆ อย่างนี้.
น.14 ๑๒ ถ้าพิจารณากันเพียงเท่านั้น มันยังไม่พอ จะต้องพิจารณาดู ให้ดีว่า ท่านเป็นทั้งผู้ฝึกมรรยาท, ท่านเป็นทั้งผู้สอนวิชา- ชีพ, ท่านเป็นทั้งผู้นำในทางวิญญาณ. คำว่า "ครู " มี ความหมายกว้างขวางอย่างนี้. เมื่อเราทบทวนดูให้ดีก็จะเห็นว่า ผู้ที่เป็นบิดามารดา ก็ยังเป็นครู คือสอนทางมรรยาทก็สอน, สอนวิชาอาชีพ ก็สอน เป็นผู้นำในทางวิญญาณมากน้อย ตามความ สามารถของท่าน. นี่จะเห็นได้ว่า ที่เราเรียกรวม ๆ กันว่า ครูบาอาจารย์นั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย, และมีความ หมายแตกต่างกันอยู่เป็น ๓ อย่าง ว่าผู้ฝึก มรรยาทก็มี, ผู้สอนอาชีพก็มี, ผู้นำในทางวิญญาณก็มี. ยิ่งพิจารณาดูให้ดี ก็ยิ่งพอใจในพระคุณของท่าน ; และบิดามารดายังมีความ หมายมากเป็นพิเศษ ในฐานะเป็นผู้ให้กำเนิดแก่ชีวิต ให้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ดังนี้. ทีนี้เราจะได้พิจารณากันถึงคำว่า “ ครูในฐานะที่เป็น ครุฐานียบุคคล". ใคร ๆ อย่าได้ประมาทเลยว่าคนเราจะไม่ ต้องมีครู, และอย่าได้ประมาทเลยว่า คนแต่ละคนจะ
น.15 ๑๓ ไม่เป็นครู, เพราะว่าแม้ที่สุด แต่ท่านเหล่านั้นจะอยู่นิ่ง ๆ ท่านก็ยังเป็นครู. สมมติว่าท่านอาจารย์เพชร จะนั่งอยู่ นึ่ง ๆ ไม่ได้พูดอะไรสักคำ, ท่านก็ยังเป็นครู หมายความ ว่าเมื่อเรามองดูท่านที่นั่งนิ่ง ๆ นั้น เราต้องเข้าใจอะไร อย่างใดอย่างหนึ่ง จนไม่กล้าทำอะไรลงไปให้ผิดความ ประสงค์ของท่าน, เพราะเราเกรงใจท่าน เพราะเรา รักท่าน, และเพราะเรารู้จิตใจของท่าน ว่าต้องการอะไร; ดังนั้นเพียงแต่ท่านนั่งอยู่นิ่ง ๆ ไม่ปริปากเลย ท่านก็เป็นครู ของเราเต็มที่ทั้งเนื้อทั้งตัวอยู่แล้ว จึงไม่ต้องพูดกันถึงการ ที่ท่านจะต้องปริปาก . หรือบางทีสมัยหนึ่ง ท่านจะต้องจับ ไม้เรียวขึ้นเฆี่ยนตีเด็กบางคน หรือจะได้พร่ำสอนภิกษุ สามเณรสืบมาตามลำดับ จนกระทั่งถึงว่า ในสมัยที่ท่านพูด อะไรไม่ได้ นั่งอยู่นึ่ง ๆ ก็ยังเป็นครู, แม้เหลืออยู่แต่ ร่างกายในหีบศพในลักษณะเช่นนี้ ท่านก็ยังเป็นครู แม้ว่า จะได้เอาไปเผาเอาอัฐิไปบรรจุไว้ในเจดีย์แล้ว ท่านก็ยังตั้ง อยู่ในฐานะที่เป็นครู คือเราจะต้องมีความเคารพต่อท่าน ; และความปรากฏอยู่ แห่งสรีระของท่าน หรือเกียรติคุณ ของท่าน หรืออะไรของท่าน ทั้งหมดนั้นจักเป็นคร คือว่า
น.16 ๑๔ จักเป็นเครื่องชักจูงจิตใจ, หรือว่าจะช่วยให้บุคคลเกิดความ รู้สึกระลึกนึกคิด ไปตามทางที่ท่านต้องการให้เป็นไป และ เราก็มีความเคารพนับถือ มีความกตัญญูกตเวทีต่อท่าน ก็ต้องทำตามที่เรารู้สึก ว่าท่านมีความต้องการจะให้ทำ ; เพราะฉะนั้น ท่านจึงเป็นครูตลอดเวลาแม้ว่าจะต้องบรรจุ อัฐิของท่านเข้าไปในเจดีย์แล้ว. นี่แหละ คือข้อที่ว่าเราจะ ต้องนึกถึงบุคคลที่เรียกว่า "ครู ๆ" นี้ กันอย่างไรบ้าง ซึ่ง กินความไปถึงบิดามารดา ครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ ด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น; นี้คือ ครู ในฐานะที่เป็นบุคคลอย่างมนุษย์ ต่อไปนี้ก็จะได้กล่าวถึง ครู ในฐานะที่ไม่ใช่บุคคล คือเหตุการณ์ เป็นต้น ถ้าคนเรามีสติปัญญา สิ่งต่าง ๆ ก็จะเป็นครูได้. ว่ากันโดยที่แท้แล้ว สิ่งต่าง ๆ ก็เป็นครูอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคนเราเป็นประจำวัน คือการงานที่เราทำอยู่ทุกวัน, หรือว่าเหตุการณ์ที่ผ่าน มาในชีวิตของเรา, หรือว่าตัวชีวิตนั่นเอง ที่ได้ประสพ สิ่งต่าง ๆ มามากแล้ว มันก็เป็นครู. การงานที่เราทำอยู่
น.17 ๑๕ ทุกวัน ๆ มันสอนเราให้เราฉลาดขึ้น, ให้รู้จักทำให้ดีขึ้น การ งานนั้น มันก็เป็นครูของเรา. เหตุการณ์ที่ผ่านมา เช่นการ ตกทุกข์ได้ยาก, การรวยแล้วจน, ยาวเจ็ดที มีเจ็ดหน, อะไรทำนองนี้ มันก็เป็นครู. สิ่งต่าง ๆ ที่ได้ผ่านเข้ามาใน ชีวิตจิตใจของเราทั้งหมด ทั้งสิ้นนี้ ล้วนแต่เป็นครู. เรา ก็ฉลาดขึ้นเพราะสิ่งนี้มากกว่าอย่างอื่น. จงคิดดูให้ดี ว่าสิ่ง ที่เรียกว่าครูนั้น ไม่ใช่มีแต่บุคคล; แม้แต่การงานและชีวิต นั่นเอง มันก็เป็นครูได้ แต่คนโง่ ๆ ไม่สนใจ แล้วก็กลับ ประมาท แล้วก็อวดดี ไม่ให้ความเคารพแก่ครูชนิดนี้ เขา จึงโง่ไปจนตาย! ถ้าว่าจะได้สนใจกันให้ดีๆ มีความเข้าใจ ถูกต้องแล้ว ครูชนิดนี้ ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจะได้ พิจารณากันต่อไป คือจะชี้ให้เห็นในข้อที่ว่า แม้แต่ความผิด ก็เป็นครู . การกระทำที่ทำลงไปผิด ที่ได้รับความเดือดร้อน แสนสาหัส นั่นแหละเป็นครู; เพราะมันสอนอย่างแท้จริง สอนอย่างรุนแรง . สำหรับความถูกนั้น ไม่ค่อยเป็นครู. ข้อนี้เป็นอย่างไรลองพิจารณาดูกันให้ดี. เมื่อเราทำผิดเราก็ ได้รับโทษ ได้รับทุกข์ มันก็เจ็บปวด มันก็คิดมากนึกมาก
น.18 ๑๖ มันก็เป็นครูสอนให้มาก แต่ถ้าเราทำถูกได้รับผลเป็นที่พอใจ ก็สนุกสนานเพลิดเพลินไปเสีย ไม่รู้จักครู ไม่ขอบใจครู ไม่รู้ว่ามันเป็นครู. นี้แหละระวังให้ดี ๆ ความทุกข์นั้นเป็นครู; แต่ความสุขนั้นไม่ค่อยจะเป็นครู กลับจะเป็นผู้ชักชวนให้ เหลิงเจิ้งฟุ้งเพื่อไปเสียอีก. จงพอใจที่จะพิจารณา ให้ดีว่า ความผิดพลาด นั้นเป็นครู ; ความทุกข์อยากลำบาก นั้นเป็นครู และเป็นครูอย่างยิ่ง ส่วนความถูก หรือความ สนุกสนาน สบายนั้น มีแต่หลอกลวง ให้เข้าใจผิดก่อโลก ต่อชีวิตนี้, ช่างไม่เป็นครูเอาเสียเลย. เราจงขอบใจความ ทุกข์ยาก ลำบาก หรือแม้แต่ความผิดพลาด ที่เมื่อทำลงไป แล้วได้รับความลำบากแสนสาหัส ว่านี้ก็เป็นครูอย่างยิ่ง. ครูชนิดนี้เราไม่ค่อยสนใจ เราไม่ค่อยให้ความเคารพ นั้นมัน เป็นความโง่ของเราเอง เราจึงได้อะไร ๆ จากครูชนิดนี้น้อย เมื่อเราได้น้อยเราก็ต้องทำผิดอีกต่อไป เราก็ต้องมีความยาก ลำบากมากมายอีกต่อไป. แต่ถ้าสนใจให้ดี ๆ แล้ว จากความ ผิดพลาด หรือความทุกข์ยากลำบากนั้น เราจะได้ความรู้ที่ดี ที่สุด และสอนให้เราทำถูกไม่มีผิดอีกต่อไป.
น.19 ๑๗ ทีนี้จะดูกันต่อไปอีกว่า ครูที่ไม่ใช่บุคคลนี้ยังมี อย่างละเอียดลึกซึ้งอยู่อีกประเภทหนึ่ง คือ ตัวธรรมชาติ นั้นเอง. ที่เรียกว่า "ธรรมชาติ" นี้ เราหมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ ตามธรรมดาเช่น ก้อนหิน ต้นไม้ แผ่นดิน ความร้อน ความหนาว ทุกสิ่งทุก อย่าง, และที่สำคัญที่สุด ก็คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย กิเลสบ้าง ความทุกข์บ้าง ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ ในจิตใจของคนเรา; นี้ คือธรรมชาติที่จะเป็นครูอันวิเศษ เรา จะต้องดูให้ดี ๆ ให้รู้จักครูชนิดนี้, หรือครูตัวนี้ ครูคนนี้ให้ ถูกต้อง คือธรรมชาติ, ธรรมชาติที่จะต้องเกิดแก่ เจ็บตาย ธรรมชาติที่จะต้องเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ธรรมชาติ ที่เป็นกิเลสเกิดขึ้น แล้วจะต้องร้อนรน, ธรรมชาติที่ไม่ใช่ กิเลสมีอยู่แล้ว ก็สงบเย็น, อีกมากมายหลายสถาน ที่เป็น ตัวธรรมชาติ และเป็นกฎของธรรมชาติ. ธรรมชาตินี้เป็น ครู, เป็นครูอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว ทุกเวลา และเราได้รับความ ฉลาดขึ้นมาจากครูตัวนี้ ยิ่งกว่าครูชนิดไหน, ลึกซึ้งยิ่งกว่า ครูชนิดไหน,
น.20 ๑๘ ถ้าจะกล่าวให้ดี ก็อาจจะกล่าวได้ทีเดียวว่า ธรรมชาติสอนนี้ดีกว่าพระพุทธเจ้าสอน ; ถ้าท่านไม่เข้าใจ ท่านก็คงจะคัดค้าน ในการที่จะกล่าวว่า "ธรรมชาติสอน ดีกว่าพระพุทธเจ้าสอน" . พระพุทธเจ้าสอน ในที่นี้ หมายถึง บุคคลที่เป็นพระพุทธเจ้าสอนด้วยปาก, สอนด้วยเสียง ตาม แบบที่คนสอน ๆ กัน นี้ก็อย่างหนึ่ง; เรียกว่าพระพุทธเจ้า สอน. ส่วน ธรรมชาติสอน นั้น ไม่มีบุคคลที่ไหนมาสอน แต่ ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดอยู่ในใจนั้น มันสอน เช่นพอกิเลสเกิด ขึ้น มันก็สอนให้รู้ว่าร้อนอย่างไร: เจ็บปวดอย่างไร เป็น ทุกข์อย่างไร; เมื่อไม่มีกิเลส มันก็สอนให้รู้ว่า สงบเย็น อย่างไร. และธรรมชาติสอนนี้ ชัดเจนแจ่มแจ้งเฉียบขาด เด็ดขาด ประจักษ์แก่ใจอย่างยิ่ง ไม่เหมือนกับที่บุคคลสอน ซึ่งเป็นเพียงคำพูด ต้องเอาไปคิดไปนึก ไปศึกษา ไป ปฏิบัติอีกต่อหนึ่ง ไม่ทันทีทันควัน เหมือนที่ธรรมชาติสอน; เพราะฉะนั้น จึงได้กล่าวว่า ธรรมชาติสอน ดีกว่าพระพุทธ เจ้าสอน . และเพราะเหตุนั้นเอง พระพุทธเจ้าท่านจึง ได้ตรัสว่า " ท่านทั้งหลายอย่าเชื่อคำ ที่ตถาคตกล่าวใน
น.21 ๑๙ ทันที, ท่านทั้งหลายจะต้องไปพิจารณาดู ให้รู้จักสิ่งที่มีอยู่ ตามเป็นจริง ในจิตใจ ในชีวิต แล้วเห็นจริง แล้วจึงเชื่อคำ ของตถาคต". เช่นว่าสอนความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นกิเลส เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อย่างนี้ มันก็เชื่อทันทีไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจ; แต่ถ้าไปรู้จากตัวความโลภ ความโกรธ ความหลง เสียจริง ๆ แล้ว มันก็จะรู้ทันทีและถึงที่สุด ว่า เป็นความทุกข์อย่างไร; เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึง สอนว่า อย่าเชื่อตถาคต แต่ให้เชื่อตัวเองที่ได้รู้สึก หรือได้ เกี่ยวข้อง กับสิ่งนั้น ๆ ตามที่ตถาคตสอน. เช่นพระ ตถาคตสอนเรื่องความทุกข์ ท่านทั้งหลาย จะต้องเข้าถึงตัว ธรรมชาติคือความทุกข์เสียก่อน จึงจะรู้จักความทุกข์ และ เข้าใจความทุกข์ แม้จะสอนเรื่องความดับทุกข์ ก็ต้อง ปฏิบัติ ๆ ๆ จนตัวความดับทุกข์ปรากฏเสียก่อน จึงจะรู้จัก ตัวความดับทุกข์. การที่ความทุกข์ปรากฏ หรือความดับทุกข์ปรากฏ นี้เป็นตัวธรรมชาติปรากฏ, เป็นการสอนของธรรมชาติ, เพราะเหตุฉะนี้แหละ เราจึงเห็นได้ทันทีว่า พระพุทธเจ้า
น.22 ๒๐ ก็ทรงโอนหน้าที่ หรือโยนหน้าที่อันนี้ไปยังธรรมชาติ ให้เราเข้าไปติดต่อกับธรรมชาติแล้วให้ธรรมชาติสอน . พระองค์จึงได้ตรัสว่า ตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้ชี้ทางการเดินทางเป็น สิ่งที่ท่านทั้งหลาย จะต้องเดินเอง ไม่มีใครเดินแทนได้; หมาย ความว่า พระพุทธเจ้าก็มาดับทุกข์แทนเราไม่ได้ เราจะต้อง ดับทุกข์ของเราเอง, เราจะต้องเข้าถึงตัวธรรมชาติที่เป็น ความทุกข์ และธรรมชาติที่เป็นความดับทุกข์ด้วยตนเอง ให้ธรรมชาตินี้ประจักษ์แก่ใจแล้ว ก็เป็นธรรมชาติสอนขึ้นมา. พระศาสดาจึงเป็นแต่ผู้ที่ชี้ให้เรา รู้จักถือเอาธรรมชาติ เป็นครูให้สำเร็จ. พระพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ให้เรา รู้จักถือเอา ธรรมชาติมาเป็นครูให้สำเร็จ คือให้เข้าถึงธรรมตามธรรมชาติ ให้เข้าถึงธรรมทุกอย่างทุกประการตามธรรมชาติ, แล้วรู้ ประจักษ์แก่ใจเอง โดยที่ธรรมชาตินั้นเป็นผู้สอน. พระพุทธเจ้ามีพระคุณแก่เรามากมาย ก็ตรง ที่ชี้หนทางให้เรารู้จักถือธรรมชาติ มาเป็นครูแก่เราได้
น.23 ๒๑ สำเร็จ; ข้อนี้ก็ได้แก่การ ถือเอาธรรมะมาเป็นครูแก่เราให้ ได้สำเร็จ พระพุทธเจ้าได้ชื่อว่า เป็นพระบรมครูของเรา ก็เพราะเหตุนี้ เพราะท่านชี้หนทางให้เราถือเอาธรรมชาติ มาเป็นครูได้สำเร็จ ! ดังนั้นแหละ จึงได้มีคำกล่าวดังที่ได้ ยกขึ้นไว้เป็นนิเขปบทข้างต้นว่า เย จ พุทฺธา อตีตา จ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใดในอดีตก็ดี, เย จ พุทฺธา อนาคตา พระเจ้าทั้งหลายเหล่าใดในอนาคตก็ดี, ปจฺจุปฺปนฺนา จ เย พุทฺธา พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใด ในปัจจุบันนี้ก็ดี, สพฺเพ สทฺธมฺมครุโน พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ทุกพระองค์ ล้วนแต่เคารพพระธรรม. พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เคารพพระธรรม, ลองคิดดูเถิด ว่า ทำไมพระพุทธเจ้า จะต้องเคารพพระธรรม ก็เพราะว่า พระธรรมเป็นครู ของพระพุทธเจ้า, เป็นครูที่ยิ่งเหนือไป กว่าพระพุทธเจ้า; ข้อนี้ปรากฏเรื่องราว ในพระคัมภีร์นั้น ๆ แล้ว ว่าเมื่อพระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัม- พุทธเจ้าขึ้นมาใหม่ ๆ ในวันนั้น ท่านทรงรำพึงถึงข้อที่ว่า เราตถาคตจักถือสิ่งใด เป็นที่เคารพ, จะถือผู้ใดเป็นที่เคารพ? พระองค์ทรงทบทวนไป ทบทวนมา ในที่สุดก็พบว่า ไม่มี บุคคลใด หรือสิ่งใด ที่ควรเป็นที่เคารพแก่พระพุทธเจ้า
น.24 ๒๒ นอกไปจากธรรม; เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ จึงได้เคารพพระธรรม ถือเอาพระธรรมเป็นครู. ดังนั้นเราจึง กล่าวได้ว่า ยอดสุดของครู หรือบรมครู ก็คือพระธรรม ที่พระพุทธเจ้า ทุก ๆ พระองค์ ได้ถือเอาเป็นที่เคารพ, มีความเคารพหนักแน่นในสิ่ง ที่เรียกว่า "ธรรม" นี่แหละลองประมวลดูเถิดว่า ผู้ที่เรียกว่า ครู ๆ ๆ กันนี้มีอยู่ ๒ ประเภท คือครูที่เป็นบุคคลด้วยกันสอนให้ เช่นบิดา มารดา ครู อุปัชฌาย์ อาจารย์เหล่านี้พวกหนึ่ง; เรียกว่าครูที่เป็นบุคคล. ทีนี้ครู ชนิดไม่ใช่บุคคล, เป็นนาม ธรรม หรือแม้แต่เป็นสิ่งของวัตถุที่ไม่ใช่บุคคลก็มีอยู่อีก พวกหนึ่ง ซึ่งสอนให้เรารู้อะไรอย่างแท้จริงยิ่งขึ้นทุกวัน ๆ มีความเจนจัดในสิ่งนั้น มากขึ้นทุกวัน จนรู้ถึงธรรมชาติ อันลึกซึ้ง ที่เรียกว่าพระธรรม, และมีพระธรรมเป็นยอดสุด ของครู สำหรับที่จะเป็นที่ตั้งแห่งความเคารพโดยประการ ทั้งปวง. ในที่สุด เราก็มาพิจารณาดูอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อได้ เข้าถึงธรรม บรรลุธรรม บรรลุสัจธรรมโดยแท้จริง อย่างเต็มเปี่ยมสมบูรณ์แล้ว มีธรรมะ หรือมีพระธรรม
น.25 ๒๓ เป็นครูแล้ว ก็ยังมีทางที่จะนึกต่อไปอีกว่า ครูคนสุดท้าย ก็ยังมีอยู่ คือตัวเราเอง. ผู้ที่บรรลุธรรม ถึงที่สุดแล้ว ย่อมมีลักษณะเป็นครู แก่ตัวเอง, และจะต้องเป็นผู้ที่รู้แจ้ง แทงตลอดต่อธรรม นั้น ๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง โดยประการ ทั้งปวง; จึงจะเป็นผู้ที่ เรียกว่า เป็นครูต่อตัวเองได้; หมายความว่า เราอยากจะรู้ อะไร อยากจะเห็นอะไร อยากจะรู้จักอะไร ก็สามารถจะรู้ จะเห็น จะรู้จักได้จากตัวเอง. เดี๋ยวนี้เรามีความสงสัยอะไร ก็ถามตัวเองได้ ไม่ต้องไปถามใครที่ไหน, จะถามเรื่อง ความทุกข์ ความดับทุกข์ หรือเหตุให้เกิดทุกข์ หรือทาง ให้ถึงความดับทุกข์ เรื่องมรรคผล นิพพาน อะไร ๆ ก็ถาม ตัวเองได้, ตัวเองอาจจะตอบได้ และได้ดีที่สุดกว่า ที่คนอื่นจะตอบให้; เพราะฉะนั้น ในที่สุด เมื่อบุคคลได้ บรรลุถึงธรรมะอันสูงสุดแล้ว ก็กลายเป็นครูแก่ตัวเอง มีตัว เองเป็นครูอันสูงสุด ดังนี้. แต่พิจารณาดูให้ดีแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า ตัวเองใน ที่นี้นั้น ก็คือธรรม หรือพระธรรมอีกนั่นเอง, เพราะว่า
น.26 ๒๔ พระธรรมได้มีอยู่ในจิตใจอย่างสมบูรณ์ อะไร ๆ จึงมีครบถ้วน อยู่ในจิตใจ, เพราะฉะนั้นจึงอาจจะแสวงหา หรือจะถาม หรือจะซักไซ้อะไรได้ จากจิตใจของตัวเอง โดยไม่ บกพร่อง, โดยไม่ขาดตกบกพร่องแต่ประการใด ดังนี้. คนอย่างนี้เรียกว่า คนที่เต็มเปี่ยมแล้ว คือเป็นพระอรหันต์ คำว่า พระอรหันต์ หมายถึง บุคคลที่ไปจนถึงความ เต็มเปี่ยมของความเป็นคน, เป็นไปจนถึงความเต็มเปี่ยมของ ความเป็นมนุษย์, เป็นผู้ควรแก่คำว่ามนุษย์. ถึงที่สุดแห่ง ความเป็นมนุษย์ ก็เป็นครูแก่ตัวเองได้, แล้วก็เป็นผู้หนักต่อ ตัวเอง มีความเคารพต่อตัวเอง เป็นผู้หนักในพระธรรม ที่มีอยู่ในลักษณะ ที่สมมติเรียกว่า "ตัวเราเอง." พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า "อตฺต – ทีปา อตฺต – สรณา; ธมฺม – ทีปา ธมฺม – สรณา; เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีตนเป็นดวงประทีป. จงเป็น ผู้มีตนเป็นสรณะ คือมีธรรมะเป็นดวงประทีป. มีธรรมะเป็นสรณะ ดังนี้. นี่เรียกว่าเรามีครุฐานียธรรม ถึงที่สุด, มีบุคคล ที่เป็นครูถึงที่สุด มีธรรมชาติที่เป็นครูถึงที่สุด ได้รับสิ่งที่ดี
น.27 ๒๕ ที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับแล้ว ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนาเลย. ในที่สุดนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้พิจารณาดูให้ดี ว่าคำพูดเพียงคำเดียวว่า "ครู ๆ" นี้มีความสำคัญอย่างไร ซึ่งจะทบทวนอีกครั้งหนึ่ง โดยย่อ ๆ ว่า, ครูที่เป็นบุคคลก็มี, คือบิดา มารดา ครู อุปัชฌาย์อาจารย์ ที่เราเรียกกันอยู่ ทั่วไป. ครูที่ไม่ใช่บุคคลก็มี เช่นสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อม ตัวเรา ก็สอนอะไร ๆ ให้เราฉลาดขึ้น, ชีวิตการงาน ก็สอน เราให้ฉลาดขึ้น, ธรรมชาติ ที่มีกฎ แห่งความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิด แก่ เจ็บ ตาย เหล่านี้ ก็สอนอะไร ๆ ให้เราฉลาดขึ้น. และเมื่อเราได้บรรลุธรรมเหล่านี้ ทุกอย่าง ทุกประการแล้ว เราก็สามารถจะเป็นครู แก่ทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งตัวเราเองด้วยได้ คือได้รับผลสำเร็จ ที่เป็นประโยชน์ แก่ตัวเองถึงที่สุดแล้ว, และยังสามารถที่จะช่วยผู้อื่น หรือ สอนผู้อื่นได้สืบต่อไปอีก; จึงเรียกว่า "คนที่เต็มเปี่ยม" แล้ว, เป็นมนุษย์ที่ได้สิ่งที่ดีที่สุด ไม่เสียทีที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนา. ก็ในโอกาสเช่นนี้ เราพร้อมกันมาประชุมที่นี้ เพื่อแสดงคารวะ คือความหนักต่อบุคคลผู้เป็นครูของเรา
น.28 ๒๖ คือท่านอาจารย์ ที่ล่วงลับไปแล้วนั้น, เราจะต้องนึกถึงให้ดี พิจารณาดูให้ดีว่าท่านตั้งอยู่ในฐานะเป็นครูอย่างไร โดยตรง โดยอ้อม ก็จงนึกดูให้หมด, และแม้แต่เพียงท่านนั่งอยู่นิ่ง ๆ ก็ยังจะเป็นครูที่ดีที่สุด, แม้ว่าท่านจะถูกบรรจุลงไว้ในพระ เจดีย์แล้ว ท่านก็ยังต้องเป็นครูอีกต่อไป อย่าได้ประมาท เลย. จงได้ถวายความเคารพความเชื่อฟัง, ความซื่อสัตย์ ความกตัญญูกตเวทีต่อท่านทุกอย่างทุกประการ จนตลอด กัลปาวสาน และจงมีความระลึกนึกถึงความผูกพันอันนี้ เป็นเครื่องหน่วงน้าวจิตใจไว้ ไม่ให้ตกไปจากหนทางของ ครู คือให้เป็นไปแต่ในหนทางของสิ่งที่เรียกว่าธรรมหรือ พระธรรมอันเป็นครู ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายด้วย. ในที่สุดนี้ก็จักได้อุทิศ ส่วนกุศลทุกอย่างทุกประการ ที่เราได้ประกอบได้กระทำขึ้น ตามความรู้สึกของเรา ที่รู้สึก ว่าเป็นที่ถูกใจ ถูกอัธยาศัยของท่านอาจารย์, แล้วจึงน้อม ระลึกส่วนกุศลทั้งหมดนี้ เป็นเครื่องบูชาคุณของท่านอาจารย์ ให้สำเร็จประโยชน์โดยสมควรแก่คติวิสัย ทุก ๆ ประการใน สัมปรายภพเถิด. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลาเอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.
Buddhadasa