Buddhadasa.org
หนังสือปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวัน › อ่านฉบับเต็ม

📖 ปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวัน

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา ๒๙ ธันวาคม ๒๕๐๓ — เอกสารชุดมองด้านใน · วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๐๓

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.4 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย ในโอกาสแห่งการบรรยายครั้งที่ ๓ นี้ เราจะได้พูดกัน ถึงเรื่อง "ปฏิจจสมุปบาท" ปฏิจจสมุปบาท เป็นความจำเป็นอยู่ที่ว่า เราจะต้อง ใช้คำบาลีบางคำ แต่ก็เป็นเครื่องเรื่องปัญญายิ่งขึ้นทุกที และ เนื่องจากคำว่า ปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นคำที่เป็นชื่อของธรรมะ ที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ธรรมะที่ชื่อปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็น ธรรมะที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาโดยตรง ที่เราจะต้องทราบ

น.5 ๒ ไว้ สำหรับเผื่อถูกถาม โดยเฉพาะจากชาวต่างประเทศ และ ที่ดีที่สุดก็คือว่า ธรรมะชื่อนี้เป็นการแสดงอย่างที่เรียกว่า ทันสมัยหรือสบหลักวิทยาศาสตร์ หรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งเป็น เครื่องเชิดชูพระพุทธศาสนา ฉะนั้นจึงขอร้องให้จดจำคำว่า ปฏิจจสมุปบาทไว้ คำว่า "ปฏิจจะ" แปลว่าอาศัย แล้วคำว่า "สมุปบาท" นี่แปลว่าเกิดขึ้นครบถ้วน ; เมื่อรวมกันก็แปลว่า อาการที่มัน อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น อาศัยกันแล้ว เกิดขึ้น อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น นี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท นี้ก็เพื่อปฏิเสธความมีตัวตน เพราะมันเป็นแต่เพียงสิ่งที่อาศัย กันเกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้น เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท เพื่อเข้าใจคำๆ นี้ จะขอยกตัวอย่างอาการที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท เหมือนอย่างว่า มันมีความชื้นหรือน้ำนี้อยู่ ในโลก แล้วมันก็ถูกความร้อนทำให้น้ำนั้นระเหยขึ้นไป เราก็ จะเห็นได้ว่าไอน้ำนั้นเป็นของเพิ่งเกิด เป็นมายาเพิ่งเกิด เพราะน้ำถูกความร้อน เมื่อไอน้ำระเหยขึ้นไป มันก็ต้องลอย- ขึ้นไปออกไปจากความดึงดูดของโลก คือไปอยู่ในที่เราเรียก กันว่าที่สูง รวมกันเข้าก็เกิดเมฆอย่างนี้ เมฆก็เรียกว่าเป็น

น.6 ๓ มายาที่เพิ่งเกิด เพราะอาศัยการที่ไอน้ำมันไปจับตัวกันอยู่ ทีนี้ เพราะเมฆมันมากเข้า ๆ มันหนาแน่นเข้าๆ มันก็กลายเป็น เมฆฝน ดังนั้นเมฆฝนก็เพิ่งเกิด เมื่อเมฆบาง ๆ นี้มันจับตัว หนาเข้า มันอาศัยกันเกิดอย่างนี้ ทีนี้เมื่อความเย็นมีพอ เมฆฝนก็กลายเป็นน้ำฝน เราก็เห็นได้ว่า น้ำฝนนี้มันก็เพิ่งเกิด เพราะอาศัยเมฆฝน ทีนี้ถ้าเราจะว่าต่อไปว่า ถ้าฝนตกลงมาทำ ให้ถนนลื่น นี้ก็เรียกว่าความลื่นของถนนนี่มันเพิ่งเกิดเมื่อฝน ตกลงมา ทีนี้เพราะความลื่นของถนนมีอยู่ นาย ก. ลื่นแล้ว หกล้ม แล้วการหกล้มของนาย ก. มันก็เพราะอาศัยถนน มันลื่น หรือความไม่ระวังของแก หรืออะไรก็ตามรวมกัน แต่ เพราะถนนมันลื่นเพราะแกหกล้ม แกก็ศีรษะแตกเป็นต้น เช่น สมมติว่าศีรษะแตก และเพราะแกศีรษะแตก มันก็ต้องเป็น เหตุให้แกไปหาหมอหรือไปโรงพยาบาล มันอาศัยกันอย่างนี้ เพราะหมอถูกหา หมอก็ต้องทำการรักษา การที่หมอทำการ รักษา ก็เป็นเหตุให้สิ่งต่าง ๆ หรือบุคคลอื่น ๆ ถูกทำถูกใช้ เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด อาการที่เป็นแต่เพียงมายา อาศัยสิ่ง อื่นเกิดขึ้นชั่วคราวทะยอยกันไปอย่างนี้เรียกว่า ปฏิจจ- สมุปบาท

น.7 ๔ ดังนั้นขอให้เข้าใจคำว่า ปฏิจจสมุปบาท โดยชื่ออย่าง นี้ แล้วจะเป็นหลักพระพุทธศาสนาได้อย่างไรนั้น เราจะได้ พิจารณากันต่อไป อาการที่สิ่งหนึ่งอาศัยสิ่งอื่นเกิดขึ้น และ สิ่งหนึ่งอาศัยสิ่งนั้นเกิดขึ้น และสิ่งอื่นอาศัยสิ่งนั้นเกิดขึ้น นี้ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท เราก็จะต้องนึกถึงเรื่องราว เมื่อพระพุทธเจ้าออกบวช ท่านออกบวชแล้ว ก็เที่ยวแสวงหาวิชาความรู้ในสำนักต่าง ๆ อาจารย์นั้นอาจารย์นี้ เรียกว่าการเที่ยวเสาะแสวงนั้น เรียนจน จบความรู้ของอาจารย์นั้น ๆ ก็ไม่พอใจ เพราะว่ามันไม่สมเหตุ สมผล มันแสดงไว้อย่างมืดมัว อย่างเป็นตัวเป็นตนเป็นอะไร แล้วก็บอกให้เชื่ออะไรทำนองนี้ ทั้ง ๆ ที่ท่านได้เที่ยวแสวงหา และเที่ยวทดลองทุก ๆ สำนัก ของครูบาอาจารย์ที่มีอยู่ในสมัย นั้น ผลสุดท้ายก็ไม่ได้รับอะไร ทีนี้ท่านก็เอาความรู้ของท่านเอง ไปสู่ที่เงียบสงัด และก็คิดค้นตามแบบของท่านเอง จนตรัสรู้ คือท่านตั้ง ปัญหาขึ้นว่า ปัญหาของเรา ก็คือความทุกข์ ที่ออกมา บวชนี้เพื่อค้นหาเรื่องไม่มีทุกข์ ทีนี้ก็เลยตั้งปัญหาว่า ความทุกข์นี้มันมาจากอะไร นี่ท่านควรจะจดหรือจำเอาไว้

น.8 ๕ ก็สุดแท้ ให้ได้หลักของพระพุทธศาสนาในข้อนี้ ท่านพิจารณา ทบทวนอยู่เรื่อย จนรู้ว่าอาการที่เป็นความทุกข์ทั้งหลาย เช่น ความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย โศกะ ปริเทวะ ต่าง ๆ เกิดมีความ หมายขึ้นมา เ ป็นความทุกข์ขึ้นมานี้ ก็เพราะว่ามีชาติ ชาติ คือความเกิด ชา-ติเพราะมีชาติ ถ้าอย่ามีเกิดเป็นตัวเรา ตัว เราหรือของเราขึ้นมา ความทุกข์มันเกิดไม่ได้ นี้เรียกว่าทุกข์ มันมีมาเพราะชาติ ทีนี้ท่านไล่ต่อไปอีกว่า ชาตินี้มันมาจากอะไร พิจารณา เรื่อยไปนานเข้าก็พบว่า ชาตินี้มาจาก "ภพ" ภพนี้แปลว่า ความมีความเป็นที่พร้อมบริบูรณ์ ที่จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ออกมา ชาตินี่มาจากภพ ทีนี้พอรู้ว่าชาติมาจากภพ ก็ค้นต่อไปว่า ภพมาจากอะไร ก็รู้ว่ามาจากอุปาทาน อุปทานคือความยึดมั่นถือมั่นว่าเราว่าของเรา นี้อุปาทานมาจากอะไร ? อุปาทานมาจากตัณหาคือ ความอยาก เหมือนกับที่กล่าวแล้วแต่วันก่อนว่า อยากได้ อยากเป็น อยากไม่ให้เป็น อยากสามอย่างนี้รวมเรียกว่า ตัณหาทั้งนั้น และอุปาทานมันมาจากตัณหาคือความอยาก ทีนี้ความอยากนี้มาจากอะไร ความอยากมาจาก เวทนา คำว่าเวทนา ขอได้โปรดเข้าใจว่า ไม่ใช่เวทนา

น.9 ๖ สงสาร หรือเวทนาอะไรอย่างนั้น เวทนาหมายถึง รู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ หรือรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ เช่นเรารู้สึกสบายพอใจ สบายใจ สนุกสนานในใจ เป็นสุขใจอย่างนี้ก็เรียกว่าสุขเวทนา ถ้าเราเป็นทุกข์ขัดใจ เดือดร้อน กลัดกลุ้ม หวาดกลัว หรือ อะไรก็ตาม เรียกว่าทุกข์เวทนา แล้วก็เป็นเวทนาอยู่นั่นแหละ เรียกว่าเวทนา ทีนี้ถ้าว่า ความรู้สึกนั้นไม่อาจจะเรียกได้ว่า สุขหรือทุกข์กันแน่ เป็นเพียงความรำคาญอย่างไรก็ไม่แน่ อย่างนี้ก็เรียกว่า ยังไม่จัดว่าเป็นสุขหรือทุกข์ แต่ก็เรียกว่า เวทนา ถ้าเป็นสุขเวทนา มันก็ทำให้เกิดความอยากทางหนึ่ง อยากเอาอยากอะไรขึ้นมาทีเดียว แต่ถ้าว่าทุกขเวทนา มันก็ เกิดอยากไปอีกทาง คืออยากตีมันเสียให้ตาย อยากให้ไปเสีย ให้พ้น หรือว่าอยากไม่เห็นหน้าหรืออะไรทำนองนี้ ถ้าเป็น เวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์ มันก็สลัวๆ ก็อยากอย่างกระวนกระวาย ชนิดใดชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน เป็นวิภวะตัณหาเหมือนกัน นี่ความอยากที่มาจากความรู้สึกในใจที่ว่า เป็นสุข หรือทุกข์ หรือว่าไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนาอย่างนี้มาจากอะไร เวทนานี้มาจาก ผัสสะ ผัสสะแปลว่าการกระทบกัน กระทบของอะไร ? ก็กระทบของ คู่ ๆ ที่มันสำหรับกระทบนั่นแหละ เช่นตากับรูป หูกับเสียง

น.10 ๗ จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส ผิวหนังทั่วไปกับวัตถุภายนอกที่เราใช้ ผิวหนังสัมผัสทั่วทั้งตัว แล้วอีกคู่หนึ่งเป็นคู่สุดท้ายก็คือ ใจกับ ความรู้สึกคิดนึก นี่มันเป็น ๖ คู่ด้วยกัน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ คู่ ๆ นี้ มันมีคู่ แล้วมันอาศัยการกระทบกัน ระหว่างที่มันเป็นคู่ตรง ๆ กันนั้นเรียกว่า ผัสสะ ทำให้เกิดเวทนา ผัสสะการกระทบอย่างนี้มาจากอะไร มาจากเพราะ มันมีอายตนะ อายตนะแปลว่า ส่วน หรือ จุด หรือ ตำแหน่ง สำหรับการกระทบ ในที่นี้ก็ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นแหละเรียกว่า อายตนะภายใน เพราะมันอยู่ในตัวเรา ส่วน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั่นแหละเรียกว่า อายตนะภายนอก เพราะว่ามันอยู่นอกตัวเราทั้งนั้น การกระทบของสิ่งที่อยู่ ภายนอกตัวเรากับภายในตัวเรานี้เรียกว่า ผัสสะ ดังนั้นจึงถือ ว่าผัสสะมันมีขึ้น เพราะว่ามันมีอายตนะ ถ้าลองอย่ามีอายตนะ สิ่งที่เรียกว่าผัสสะก็มีไม่ได้ อายตนะนี้มาจากอะไร มีได้เพราะความมีอยู่ ของนามและรูป คือของกายและใจ กายคือเนื้อหนังนี้ ใจ คือสิ่งซึ่งเรามองไม่เห็นตัว ที่เรียกว่าจิตหรือใจนี่แหละ มันมี

น.11 ๘ อยู่ แล้วมันก็เป็นเหตุให้มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ใช้ ประโยชน์ได้ใช้ทำงานได้ ฉะนั้นจึงมีสิ่งที่เรียกว่ากายกับใจนี้ กายส่วนหนึ่งก็เป็นตา กายส่วนหนึ่งก็เป็นหู กายส่วนหนึ่งก็ เป็นจมูก กายส่วนหนึ่งก็เป็นลิ้น แล้วก็มีใจที่คอยอำนวย ความรู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ส่วนนั้นเรียกว่าใจ กายกับใจนี้ภาษาบาลีเรียกว่านามกับรูป นามคือใจ รูปคือกาย แล้วนามกับรูปนี้ต้องอยู่ด้วยกันเสมอ แยกกันแล้วก็ทำอะไร ไม่ได้ อายตนะมีเพราะสิ่งที่เรียกว่านามรูปมันมีอยู่ กายกับใจ นั่นแหละมันมีอยู่ กายกับใจนี้มาจากอะไร ก็ถือว่ามาจากวิญญาณธาตุ หรือมาจากวิญญาณเฉย ๆ เพราะฉะนั้นวิญญาณในที่นี้ไม่ได้ หมายถึงใจโดยตรง แต่หมายถึงธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเข้าใจยาก เพราะว่าเป็นนามธาตุ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง ก็เรียกว่า วิญญาณธาตุเสียเลยดีกว่า ขอแทรกอีกสักนิดหน่อยหนึ่งว่า ในพุทธศาสนานั้น เราถือว่าคน ๆ หนึ่งประกอบด้วยธาตุ ๖ คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ๔ นี้เป็นเรื่องวัตถุ แล้วก็มีวิญญาณธาตุ และ อากาศธาตุ อีก ๒ ธาตุ วิญญาณธาตุนั้น คือใจไม่ใช่ร่าง-

น.12 ๕ กาย แล้วอากาศธาตุคือความว่างสำหรับเป็นพื้นฐานของ สิ่งทั่วไป วิญญาณธาตุที่ว่านี้ คือ คำว่าวิญญาณในที่นี้ วิญญาณ ธาตุมีอยู่แล้ว ก็ถูกปรุงให้เป็นนามรูปขึ้นมาได้ ถ้าถามว่าวิญญาณธาตุมันมีอยู่เพราะอะไร ก็บอกว่ามี อยู่เพราะสังขาร สังขารตัวนี้ ไม่ใช่สังขารร่างกาย ไม่ใช่สังขาร ที่เรารู้กันตามธรรมดา พูดกันติดปากตามธรรมดา สังขารคำนี้ หมายเฉพาะในเรื่องปฏิจจสมุปบาทเท่านั้น แปลว่าสภาพ หรืออำนาจลึกลับอะไรอันหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าอำนาจก็แล้วกัน อำนาจแห่งการปรุงแต่ง อำนาจลึกลับอย่างจะว่าเป็นพระเจ้า หรืออะไรก็แล้วแต่ใครจะสมมติเรียก แต่ขอให้เป็นว่า สิ่งนี้มี อำนาจที่จะปรุงแต่ง ไม่ยอมให้สิ่งต่าง ๆ หยุดนิ่งอยู่ ถ้าสมมติว่า เราจะถามว่า ทำไมสิ่งต่าง ๆ จึงเคลื่อนไหว เป็นไปไม่หยุด เช่นโลกก็ต้องหมุน สิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกก็ ต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางนั้นทางนี้ ไม่มีอะไรที่หยุดอยู่ได้ ยิ่งดูให้ละเอียดแล้ว ยิ่งไม่มีอะไรจะหยุดอยู่ได้ นี่ด้วยอำนาจ ของอะไร ถ้าหากว่าลัทธิอื่นเขาจะตอบว่า ด้วยอำนาจของพระ เจ้า ก็เป็นเรื่องลัทธิอื่น แต่ลัทธิของพระพุทธศาสนานี้ถือว่า สิ่งที่เรียกว่าสังขารนี้เอง คืออำนาจที่จะปรุงแต่งสิ่ง-

น.13 ๑๐ ทั้งหลายไม่ให้หยุดอยู่ได้ ไม่ยอมให้หยุดอยู่ได้ นี่เพราะมี อำนาจอันนี้ สิ่งต่าง ๆ จึงไม่หยุด แล้วมันปรุง ๆ แล้วก็เกิด สิ่งต่าง ๆ ขึ้นในโลก เหมือนอย่างวิชาทางชีววิทยาอย่างนี้ ท่านก็คงจะได้ เคยเรียนมาแล้ว ว่าทีแรกโลกของเรานี้ เป็นเสก็ดที่หลุดแบ่ง ส่วนออกมาจากดวงอาทิตย์ หรือจะว่าเป็น Nebular กลุ่มหนึ่ง งวดตัวเข้าเป็นก้อนโลกนี้ก็ตามใจ แต่เราก็ได้ยินได้เรียนได้ฟัง มาว่า ทีแรกมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันเพิ่งออกมา เพิ่งเกิด ขึ้นนี้ด้วยอำนาจของอะไร แล้วมันมาเย็นลงนี้ มันไม่มีอะไร เลย มันมีแต่เนื้อ เนื้อแร่ชนิดหนึ่ง Igneous Stone อย่างนี้ ซึ่งไม่ประกอบด้วยแร่นั้นแร่นี้ แต่เป็นของปนรวม ๆ กันอยู่ ไม่มีต้นไม้เลยอย่างนี้ แล้วทำไมก้อนโลกก้อนนี้ มากลายเป็น อะไรต่างๆ ขึ้นในโลกจนเต็ม อย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ มีธาตุนั้นธาตุนี้ มีน้ำ กระทั่งมีพืช กระทั่งมีสัตว์ กระทั่งมีสัตว์ ต่าง ๆ กระทั่งมีคนอย่างนี้ อะไรที่บันดาลให้สิ่งเหล่านี้ ไม่หยุด อยู่ Develop เรื่อย จนกระทั่งมามีพวกเรา ซึ่งนั่งอยู่เดี๋ยวนี้ อย่างนี้ก็ได้ เพราะอำนาจของอะไรที่มันทำให้เป็นอย่างนั้น หรือว่าทำไมเราจึงหยุดอยู่ไม่ได้ ทั้งทางกายและทางจิต เช่น

น.14 ๑๑ ร่างกายของเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่นว่าไม่เท่าไรก็ เปลี่ยนเป็นคนใหม่ แล้วก็เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายก็เปลี่ยน หมดอย่างนี้ หรือว่าจิตของเราก็นิ่งอยู่ไม่ได้ จะต้องเป็นไป ตามเรื่องตามราวของมัน หยุดอยู่ไม่ได้ นี้ด้วยอำนาจของ อะไรผลักดัน นี่เราตอบได้ด้วยคำ ๆ เดียวกันว่า ด้วยอำนาจ ของสิ่งที่เรียกว่าสังขารในที่นี้ ตัวสังขารนั้น ตัวหนังสือ แปลว่าปรุงแต่ง เรา หมายถึงอำนาจอันหนึ่ง ซึ่งมีอำนาจปรุงแต่งและผลักดัน ไม่ยอมให้สิ่งต่าง ๆ หยุดนิ่งตายตัว เป็นสิ่งใดอยู่ แม้แต่ไม้ อย่างนี้ ถ้าเราดูเร็ว ๆ เราคิดว่ามันเที่ยง แต่ที่จริงมันก็มีการ เปลี่ยนแปลงภายใน ก้อนหินก็มีการเปลี่ยนแปลงภายใน เพชร อย่างแข็งที่สุดแล้ว ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงภายใน แล้วก็เปลี่ยน เป็นอย่างอื่น ซึ่งจะไม่เป็นเพชรอีกต่อไป อย่างนี้เป็นต้น จะ เป็นของแข็ง ของเหลว ของไหล ของลอย หรืออะไรก็ตาม เถอะ มันก็ล้วนแต่เปลี่ยนแปลง นี่ด้วยอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า สังขาร ทีนี้ สังขารหรืออำนาจปรุงแต่งสิ่งต่าง ๆ นี้มาจาก อะไร ตอบว่ามาจากอวิชชา คำว่าอวิชชาน เข้าใจผิดกัน

น.15 ๑๒ มากเหมือนกัน เช่นเดียวกับคำว่าสังขาร อวิชชาตัวหนังสือนี้ แปลว่า "ไม่รู้" "วิชชา" แปลว่ารู้ "อะ" แปลว่าไม่ แต่ที่แท้ หมายถึงสภาพที่ปราศจากความรู้ ในสภาพที่ปราศจาก ความรู้ อาการอย่างนั้นเรียกว่าอวิชชา ขอแต่ว่า ให้ไม่มีความ รู้ก็แล้วกัน หรืออีกทีหนึ่งเขาแปลไปเป็นกัมรูป แปลว่าสิ่งที่ รู้ไม่ได้ แปลว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราไม่อาจจะรู้จักมันได้อย่างนี้ก็ มี นักศึกษาบางคนจะแปลคำว่าอวิชชาในลักษณะอย่างนี้ แต่ อาตมาเชื่อว่า ตามความหมายของพระพุทธเจ้า ท่านมุ่งหมาย ถึงว่า สภาพหรือภาวะที่ปราศจากความรู้ เพราะอาการมันก็ คล้ายๆ กัน และสิ่งนั้นเราไม่อาจจะรู้จักมันได้เหมือนกัน ว่ามันเป็นอะไร มันยิ่งกว่าความมืด มันยิ่งกว่าความโง่ คือมัน ปราศจากความรู้โดยสิ้นเชิง อย่างว่าโง่นี้ มันก็ยังรู้อะไรบ้าง ไปตามประสาโง่ ฉะนั้นอวิชชานี้ มันก็หมายถึงสภาพที่ปราศ- จากความรู้ เลยเอาเป็นเงื่อนต้น หยุดลงเพียงแค่นี้พอแล้ว อวิชชา-ภาวะที่ปราศจากความรู้ ใช้ได้แก่สิ่งทุกสิ่ง หมายความ ว่า ในสภาพที่ปราศจากความรู้แล้ว จะต้องมีอำนาจของการ ที่จะผลักดันสิ่งต่าง ๆ ให้หมุนไปเปลี่ยนไป

น.16 ๑๓ ถ้าสมมติว่า มีความรู้ มันจะไม่มีอาการที่ปรุงแต่ง ผลักดัน ให้เปลี่ยนแปลงไป โดยยุติเอาอวิชชาเป็นเงื่อนต้น ที่สุด ฉะนั้นควรจะแก้ความทุกข์หรือแก้ปัญหาของเรา ด้วย สิ่งที่ตรงกันข้ามคือ วิชชา จึงเกิดมีเที่ยวกลับเรียกว่า ปฏิจจ- สมุปบาทเที่ยวกลับ เมื่อตะกี้นั้นเที่ยวเกิด เที่ยวเกิด ๆ ขึ้นมา คือ เกิดทุกข์ขึ้นมา ทีนี้เที่ยวกลับก็ว่า เพราะอวิชชานี้ ถ้าหาก ว่าหรือเพราะว่า อวิชชานี่ ไม่มีอยู่แล้ว ละก็ สังขารตัวสังขาร อย่างที่ว่ามานี้จะไม่มี เมื่อสังขารไม่มีแล้ว ก็ไม่มีอำนาจอะไร ปรุงแต่งผลักดันสิ่งต่างๆ สิ่งที่เรียกว่า วิญญาณธาตุก็จะไม่มี อยู่ หรือไม่ถูกจัดปรุงขึ้นเป็นวิญญาณธาตุ อย่างนี้เป็นต้น เมื่อวิญญาณธาตุไม่มีแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะมาถูกปรุงให้เป็น นามรูปได้ เพราะวิญญาณธาตุไม่มี นามรูปก็ต้องไม่มี ทีนี้ เมื่อนามรูป หรือกายกับใจไม่มีแล้ว อายตนะ เช่นตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้มันจะมีประสิทธิภาพได้อย่างไร แล้วรูป เสียง กลิ่น รส ข้างนอก มันก็ไม่มีความหมาย ไม่มีปัญหาเลย จึง เรียกว่า เมื่อนามรูปดับแล้ว อายตนะก็หมดความหมาย เมื่ออายตนะหมดความหมายแล้ว ผัสสะอย่างที่ว่าเมื่อตะกี้นี้ ก็มีไม่ได้ เมื่อผัสสะมีไม่ได้ สิ่งที่เรียกว่าเวทนา ความ

น.17 ๑๔ รู้สึกต่าง ๆ ก็มีไม่ได้ เมื่อเวทนามีไม่ได้ หรือไม่มี ตัณหาก็ มีไม่ได้ ตัณหามีไม่ได้ คือไม่อยากแล้ว มันก็ไม่มีอะไร จะยึดถือ อุปาทานก็มีไม่ได้ เมื่ออุปาทานมีไม่ได้ ภพก็มี ไม่ได้ เมื่อภพมีไม่ได้ ชาติหรือ ชา-ติ นี้ก็มีไม่ได้ เมื่อ ชาติไม่มีแล้ว ความทุกข์ทั้งหลายก็ไม่มี อาการอย่างนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วก็เกิดเป็นความทุกข์ขึ้น ถ้าอาศัยกันดับลง ความทุกข์ก็ดับ ไป การอาศัยกันเกิดขึ้นอย่างนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท เป็น หลักสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งจะทำให้พระ- พุทธศาสนาแตกต่างจากศาสนาอื่น อย่างที่ไม่มีทางจะ เหมือนกันได้ หรือว่าทำให้พระพุทธศาสนาสบหลักวิทยา- ศาสตร์ หรือเป็นที่พอใจของผู้ที่นิยมยึดถือหลักวิทยาศาสตร์ หรืออะไรทำนองนี้เป็นต้น ฉะนั้นเราจะต้องสนใจไว้ ในฐานะ ที่เป็นหัวใจโดยเฉพาะของพระพุทธศาสนา ทีนี้จะต้องขอย้อนให้ระลึกถึงคำบรรยายในวันที่แล้วมาว่า เราได้พูดถึงเรื่องอริยสัจ เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับสนิทของทุกข์ เรื่องวิธีให้ถึงความดับสนิทของ ทุกข์ เมื่อพูดว่าทุกข์คืออาการอย่างนี้ ๆ และเหตุให้เกิดทุกข์

น.18 ๑๕ ก็คือสิ่งที่เรียกว่าในแนวของ ปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง ซึ่งใน วันนั้นเราได้บอกว่า ตัณหาอย่างเดียวเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แต่ถ้าจะถามว่า ตัณหามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ด้วยอาการ อย่างไร ? ด้วยวิธีอย่างไร ? ท่านก็ดูแนวของปฏิจจสมุปบาท จะเห็นว่าเรามีตัณหาขึ้นมาได้อย่างไร นี่ก็เพราะมีวิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา จนกระทั่งเกิดตัณหา นี่จึง เป็นคำอธิบายของอริยสัจในตอนนั้น เมื่อเราเข้าใจว่า ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์แล้ว เราก็จะเข้าใจได้ด้วยหลักของปฏิจจ- สมุปบาท ว่าตัณหานี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ความทุกข์มันเกิด ขึ้นได้อย่างไร และคู่หลังที่ว่า ดับสนิทไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็น พระนิพพานนั้น มันมีได้เพราะความดับเสียได้ซึ่งตัณหา โดย อาศัยวิธีปฏิบัติตามมรรค มันก็คือดับ ดับตัณหาตามแบบของ ปฏิจจสมุปบาทนี่เอง ทีนี้เราจะพิจารณากันถึงข้อที่จะ ควบคุมตัณหา หรือ ว่าทำลายตัณหาให้หมดสิ้นเชิงไป ท่านทั้งหลายจะต้องเข้าใจ ว่า คำว่าควบคุม กับคำว่าทำลาย นี้มันต่างกันมาก ธรรมะพวกหนึ่งสำหรับควบคุมกิเลสตัณหา แต่ไม่สามารถ ทำลายให้หมดสิ้นเชิงไปได้ มันได้แต่ควบคุมไว้ อย่าให้มัน

น.19 ๑๖ เอะอะขึ้นมาเท่านั้น ส่วนทำลายนั้น หมายถึงขุดรากขุดเง่า ทำลายหมดเลย ไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้ ทีนี้ เราจะควบคุม ตัณหาได้อย่างไร หรือจะทำลายตัณหาได้อย่างไร นี้เป็น วิธีปฏิบัติซึ่งจะต้องใช้เป็นประจำวัน เพราะได้กล่าวมาแล้ว ว่า เพราะเรามีอายตนะภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ หรือมีอายตนะภายนอกรออยู่คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรต่างๆ นี้ ถ้ามันมากระทบกัน มันก็เรียกว่า มีผัสสะ ถ้าหากว่าเราไม่เพียงแต่มันกระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป แล้วควบคุมให้หยุดเสียเพียงแค่นั้น อย่า ให้เกิดเป็นว่า สวยหรือไม่สวย น่ารักหรือไม่น่ารัก เกิดพอใจ หรือเกลียดชังขึ้นมาอย่างนี้ อย่าให้มันเกิดขึ้นมาอย่างนี้ได้ อย่างนี้ก็เรียกว่า เราหยุดมันไว้ ได้เพียงแค่นั้น แค่ผัสสะ เรา หยุดเรื่องที่เกิดขึ้น คือตาเห็นรูป นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว หยุด มันเสียได้แค่ผัสสะ คือสักว่าเห็นเท่านั้น คือเห็นสักว่าเห็น เท่านั้น อย่าให้เกิดความรู้สึกสวยน่ารัก หรือว่าไม่สวย แล้ว เกลียดชังอย่างนี้เป็นต้น นี้ก็เป็นการควบคุม หรือป้องกัน ตัณหาไม่ให้เกิดขึ้น

น.20 ๑๗ ทีนี้ทางหูได้ยินเสียง ทางจมูกได้กลิ่น หรือทางลิ้นได้ รสก็เหมือนกัน เหมือนกันอย่างเดียวกันหมด ถ้าเพียงว่าหู ได้ยินเสียง แล้วก็หยุดไว้ อย่าให้เป็นว่าเพราะ แล้วก็เกิดรัก เกิดติดพันขึ้นมา หรือว่าเกลียด แล้วก็โมโหขึ้นมาอย่างนี้ กลิ่นก็เหมือนกัน หอมก็ติดใจ เหม็นก็อึดอัดเดือดร้อนโกรธ- เคืองขึ้นมา ลิ้นก็เหมือนกัน แล้วที่เป็นปัญหาอย่างยิ่ง ที่เรา ละกันได้ยากก็คือว่า เวลาสัมผัสทางผิวหนัง และโดยเฉพาะ คือสัมผัสระหว่างเพศตรงกันข้าม ทีนี้ส่วนจิตใจก็เหมือน กัน พอว่าเกิดความรู้สึกอะไรขึ้นในใจ สะดุดขึ้นในใจแล้ว ให้ หยุดเพียงแค่นั้น อย่าให้เป็นเวทนาขึ้นมา คือรู้สึกชอบหรือ เกลียด รักหรือชังอะไรทำนองนั้น อย่างนี้เรียกว่า เราหยุด มันไว้ได้แค่ผัสสะ เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดตัณหา ควบคุม ตัณหาไว้ได้ด้วยอาการอย่างนี้ เรียกว่าความทุกข์จะไม่เกิด เพราะกรณีนี้ เพราะกรณีที่ตาเห็นรูปก็ตาม หูฟังเสียงก็ตาม หรือจมูกได้กลิ่นก็ตาม ถ้าว่าหยุดได้เพียงแค่ผัสสะ อย่างนี้ ละก็นับว่าวิเศษ วิเศษตรงที่ว่า เรื่องมันไม่มีแน่ ไม่เกิดแน่ แล้วสั้นแล้วระงับไป

น.21 ๑๘ ทีนี้ถ้าเรามันหยุดไม่ได้ เผอิญมันหยุดไม่ได้ เป็น ผัสสะแล้วมันเลยเป็นเวทนาเสียแล้ว คือเกิดรักหรือเกิดเกลียด เสียแล้ว อย่างนี้เรียกว่าเวทนาเกิดเสียแล้ว ก็ยังมีอีกทีหนึ่ง คือ ระวังอย่าให้กลายเป็นตัณหาขึ้นมา อย่าให้ก่อเกิดตัณหา ขึ้นมา ให้เวทนานั้นหยุดอยู่เพียงแค่เวทนานั้น เช่นว่าเห็นว่า สวย แล้วก็เกิดรักเสียแล้ว เป็นสุขใจเพราะได้เห็นนั้นเสียแล้ว นี่เรียกว่าเวทนาเกิดเสียแล้ว อย่างนี้ก็อย่าให้เกิดตัณหาขึ้นมา ก็หมายความว่า ให้มันหยุดอยู่แค่นั้นอีก ให้หยุดอยู่แค่ว่าสวย แล้วก็พอใจ อย่าให้เกิดความคิดปรุงแต่งขึ้นมาว่า ฉันอยากจะ ได้ ฉันจะพยายามเอาให้ได้ หรือว่าฉันจะทำอะไรก็ตามเถอะ อย่างนั้นมันจะเป็นตัณหา ระวังอย่าให้ปรุงแต่งเป็นตัณหาขึ้น มาให้หยุดอยู่เพียงแค่เวทนา เรียกว่า เวทนาก็สักแต่ว่า เวทนา อย่างนี้ อย่าให้ปรุงเป็นตัณหา อย่างนี้ก็ยังได้ คือ หยุดอยู่เพียงแค่เวทนา ยังไม่เกิดตัณหาก็ยังไม่เกิดทุกข์ แต่ถ้า ได้เผลอหรือไม่รู้สึกตัว หรือควบคุมไว้ ไม่ได้ จนมันเกิดอยาก เสียแล้ว ฉันอยาก ฉันต้องการ ฉันอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว มี ตัณหาอย่างนี้แล้ว ช่วยไม่ได้ ใคร ๆ ก็ช่วยเราไม่ได้ ที่จะไม่ ให้เป็นทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างน้อยก็เป็นทุกข์ทางใจ

น.22 ๑๙ เร่าร้อนอยู่ในใจ ถ้าลงว่า เวทนาปรุงเป็นตัณหาขึ้นมาแล้ว มันต้องทุกข์แน่ ๆ ช่วยไม่ได้ ฉะนั้นการปฏิบัติจึงอยู่ที่ตรงนี้เอง ในปฏิจจสมุปบาท ทั้งเครือ ทั้ง ๑๒ ข้อนี้ ข้อสำคัญมันอยู่ตรงที่ ผัสสะ เวทนา ตัณหา ผัสสะให้เป็นเพียงผัสสะ หยุดไปก็ยิ่งวิเศษ ถ้าทำ ไม่ได้ เผลอเป็นเวทนาแล้ว ก็ควบคุมอีกครั้งหนึ่ง ให้ หยุดอยู่เพียงแค่เวทนา อย่าให้เป็นตัณหา ก็ไม่มีทุกข์ ถ้าเป็น ตัณหาแล้ว ไม่ต้องสงสัย ทีนี้จะต้องทุกข์แน่ ๆ คือจะต้องมี อุปาทาน มีภพ มีชาติ แล้วเป็นทุกข์แน่ ๆ ตัณหา คือความอยากสามอย่าง ช่วยวินิจฉัยดูให้ดี ๆ มันมีละเอียดซอกแซก เกิดได้อย่างที่เราแทบจะไม่รู้จักมันเลย ว่าตัณหา แล้วอีกอย่างหนึ่ง เวทนานี้มันก็อย่างที่กล่าวแล้ว ว่ามีทั้งที่เป็นสุขและเป็นทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ ทั้งสาม อย่างนี้มันทำให้เกิดตัณหาทั้งนั้น ทำให้เกิดความอยาก อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งนั้น ถ้าเป็นสุขเวทนาเอร็ดอร่อย หอม- หวล นิ่มนวล ไพเราะ นี้มันก็อยากได้ ถ้าตรงกันข้าม มันก็ อยากที่จะทำลายเสีย อยากจะไปเสียให้พ้น หรือว่าอยากที่ จะทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ชนิดที่เราก็ต้องเป็นทุกข์ เหมือน

น.23 เราเหม็นทนไม่ได้ เหมือนกับเราพบ ความนิวแซน ต่าง ๆ ทนไม่ได้ หรืออะไรทำนองนี้ หรืออย่างอื่น ๆ ที่ยิ่ง ไปกว่านั้น เช่นว่าเราเผชิญเข้ากับสิ่งที่เราเกลียดเรากลัวมี อันตรายถึงกับจะทำให้เราตายนี้ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า จะไม่ให้เราไม่จัดการอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปตามที่ควร นี่ขอ ให้จำให้มั่นคงอย่างนี้ นี้ก็หมายความว่า เมื่อเวทนานั้น ๆ เกิดขึ้นแล้ว เรา ยังมีทางที่จะจัดการวิธีใดวิธีหนึ่งตามที่ควรหรือเท่าที่ควร แต่ มันต้องทำจนถึงกับว่า เราอย่าไปเกดตัณหาอย่างใด อย่างหนึ่งในมันเท่านั้นเอง ถ้าเราจะจัดการอย่างใดอย่าง- หนึ่ง เช่นถ้าเราจะลุกหนีไป เราก็จำเป็นจะต้องไม่ต้องเกิด ตัณหาชนิดที่อยากจะตีมันให้ตาย หรือว่าอยากไปให้พ้นด้วย ความเร่าร้อนในใจ หรืออะไรทำนองนี้ หรือถ้าว่ามันเป็นสิ่ง ที่น่าดูน่ารัก น่ามีไว้ เราก็ดูหรือมีอะไรไว้โดยไม่ต้องมีตัณหา เราจะมีของสวยงามประดับบ้านโดยไม่ต้องมีตัณหาก็ยังทำได้ ไม่เป็นทุกข์ แต่ถ้าเราไปหลงรักถึงขนาดมีตัณหาอย่างนี้แล้ว มันจะเป็นทุกข์ทั้งนั้น สวยมาก สวยน้อย หรืออะไรก็ตามมัน จะเป็นทุกข์ทั้งนั้น หรือไม่สวยก็เป็นทุกข์ด้วยตัณหาอีกอย่าง

น.24 ๒๑ หนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นอุบายที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ สำหรับให้เราเอาชนะความทุกข์ คำว่าอุบายในที่นี้ ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง นี่ขอบอก กล่าวไว้ด้วยว่า คำบัญญัติในพระพุทธศาสนาเรานั้น คำว่า อุบายไม่ได้หมายถึงอุบายที่ใช้หลอกลวงกัน ถ้าจะว่าหลอก- ลวง ก็ต้อง หลอกลวงกิเลสไม่ใช่หลอกลวงมนุษย์ ด้วยกัน อุบายที่สามารถหลอกลวงกิเลส ให้กิเลสตายไปเองนั้น อย่าง- นั้นเรียกว่าอุบายในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่หลอกลวงเพื่อน มนุษย์ด้วยกัน ท่านเรียกว่าอุบายทั่ว ๆ ไป อุบายที่เราจะ ป้องกันไม่ให้ตัณหาเกิดขึ้น อย่างวิธีนี้ก็เรียกว่าอุบาย เป็น อุบายที่จะทำให้เรามีอะไรได้ ใช้อะไรได้ กินอะไรได้ ทำทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ควรทำได้ โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ นี่เรียกว่าเป็นอุบาย ที่เรา จะมีอะไร จะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร จะเรียน อะไร จะอะไรทุกอย่าง โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ นี่เป็นความ มุ่งหมายของความรู้เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวัน ของคนทุกคน ฉะนั้นจึงควรจะเห็นให้ชัด เข้าใจให้ได้ และ เอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ให้ได้ในชีวิตประจำวัน

น.25 ท่านที่เป็นผู้พิพากษานี้ ถ้าถูกจำเลยหรือ ทนายจำเลยยั่ว อย่างนี้เราเรียกว่ามีผัสสะแล้ว คือว่าความ ยั่วของเขานั้นมันมีความหมาย มันเป็นธรรมารมณ์ชนิดหนึ่ง แล้วมันเข้าไปกระทบใจเรา มันก็มีผัสสะ ที่เรียกว่ามโนสัมผัส นี้ขึ้น นี้เป็นอย่างไร จะมีเวทนาเกิดขึ้นไหม มันอยู่ที่ว่าเรา จะทำได้หรือไม่ ถ้าผัสสะเกิดขึ้นอย่างนี้ แล้วเราควบคุมมัน ไม่ได้ มันเกิดเวทนาขึ้น คือว่าเราพ่ายแพ้ เราอ่อนแอ คือ ว่าเราพ่ายแพ้ตรงที่จิตของเราเกิดโกรธขึ้นมา การที่เราโกรธ ขึ้นมา นี้คือความพ่ายแพ้ คือการที่เราอ่อนแอบังคับจิตใจ ไม่ได้ ดังนั้นมันก็เป็นเวทนาขึ้นมา คือความโกรธ ซึ่งเป็น ทุกข์ใจหรือเดือดร้อน อย่างนี้เรียกว่าเราถูกกิเลสครอบงำ ทีนี้เราก็จะพูดหรือจะทำหรือจะสั่งหรือบังคับคดีไปด้วยอำนาจ ความโกรธของเรา แล้วเรื่องเป็นอย่างไรขอให้ลองคิดดู ถ้า เราควบคุมผัสสะที่เป็นมโนสัมผัสอย่างที่ว่านี้ไม่ได้ เราควบ คุมเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะคำพูดเสียดสีของเขาไม่ได้ นี่มันเป็น เวทนา แล้วก็เกิดตัณหาชนิดที่อยากจะเล่นแกล้งมัน หรือจะ ลำเอียงแก่มันอย่างนี้เป็นต้น หรือถ้าไม่อย่างนั้น อย่างน้อย ที่สุดเราก็ไม่สบายใจ เราสูญเสียปกติภาพของจิตใจ ไม่

น.26 ๒๓ สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้บริสุทธิ์ผุดผ่องได้ นี่จึงเห็นได้ว่า มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน แม้ของท่านที่จะเป็น ผู้พิพากษา ทีนี้ผู้ที่จะทำงานอย่างอื่น อาชีพอย่างอื่น กิจการ อย่างอื่น ก็เหมือนกัน หรือแม้ที่สุดแต่ท่านจะนั่งเล่นนอน เล่น ถ้าท่านไม่สามารถจะควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ ละก็มัน จะไม่มีเวลาพักผ่อน มันจะเป็นเรื่องรบกวนใจไปหมด เหลือบไปทางไหนก็จะได้สิ่งที่รบกวนใจมา หูได้ยินอะไร ก็จะ เป็นเรื่องรบกวนใจมา จมูกได้กลิ่นอะไรมา ก็จะเป็นเรื่อง รบกวนใจมา ความนึกคิดโน้มไปทางไหน ก็จะเป็นเรื่อง รบกวนใจมา มันหาความสงบสุขไม่ได้ ที่กล่าวนี้ก็เพื่อจะชี้ ให้เห็นว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท นี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นแก่เรา ทุกคนเป็นประจำวัน แล้ววันหนึ่ง ๆ หลายเรื่อง เรียกว่า หลายกรณี กรณีหนึ่งหรือ Case หนึ่งนี้ หมายความว่าเป็น ทุกข์ครั้งหนึ่ง เช่นว่าตาได้กระทบรูป แล้วเกิดความคิดปั่นป่วนไป จนกระทั่งถึงได้เป็นทุกข์ อย่างนี้จบเรื่องลงเรื่องหนึ่ง นี้เรียก ว่าเรื่องหนึ่งกรณีหนึ่ง หรือ Case หนึ่ง มีความทุกข์เป็นผล

น.27 ๒๔ แต่ถ้าเราควบคุมไว้ได้ ไม่ให้ไปถึงนั่น ไม่ให้ไปถึงความทุกข์ ก็แปลว่ายังไม่มีเรื่อง มันยังปกติอยู่ ยังไม่มีทุกข์ ยังว่างอยู่ เพราะฉะนั้น ขอให้นักศึกษาที่อยากจะเข้าใจธรรมะ ทุกคน ขอให้สังเกตดูชีวิตประจำวันของเรา ว่าวันหนึ่งๆ นั้นมันมี ปฏิจจสมุปบาท ทำนองนี้เกิดขึ้นกี่เรื่อง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วก็อย่าลำเอียง ถ้าเป็นเรื่อง ก็ดูให้เห็นเป็นเรื่องจริง ๆ แล้วจะพบว่าวันหนึ่ง หลายเรื่อง เราดิ้นรนกวัดแกว่งขึ้น ๆ ลง ๆ ฟู ๆ แฟบๆ ก็ เพราะสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น ค่าที่เราไม่สามารถควบคุมกระแส แห่งปฏิจจสมุปบาท ทีนี้เพื่อความเข้าใจที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีกหน่อย ขอให้ ไปสนใจที่คำว่าชาติ ชา-ติ ชาตินี่ ที่ได้กล่าวแล้วว่า ถ้าลงมี- ชาติแล้วต้องมีทุกข์ มีชาติแล้ว ต้องมีชรา มรณะ โศกะ ปริเทวะ ซึ่งเป็นทุกข์ ทีนี้คำว่าชาตินี้ มันไม่ได้หมายถึงว่า คลอดจากท้องแม่ เกิดคลอดจากท้องแม่เรียกว่าชาติอย่างนั้น ชาติอย่างนั้นมันเป็น ภาษาชาวบ้าน ภาษาทั่วไป ไม่ใช่ ภาษา ธรรมะ เป็นภาษาชาวบ้านทั่วไป ชาติอย่างนั้น แต่ชาติที่ เป็นภาษาธรรมะในที่นี้นั้น ไม่ได้หมายถึงคลอดจากท้องแม่

น.28 ๒๕ แต่หมายถึงความรู้สึกในใจ ที่รู้สึกว่า ตัวฉัน ตัวเรา หรือตัวกู ที่พลุ่งขึ้นมาอย่างเต็มที่จนสุดขีด อย่างนี้เรียกว่า ชาติ คือ ความเกิดขึ้นของตัวกูหรือของตัวเรา แล้วแต่เราจะใช้ความ หมายอย่างไหนในกรณีไหน ทั้งนี้ก็โดยที่ถือหลักว่า จะเกิดมามีชีวิตอยู่ หรือไม่มี ชีวิตอยู่ก็ตามเถอะ ถ้าไม่มีความรู้สึกว่าตัวกูแล้ว มันก็ เหมือนกับไม่ได้เกิดมา ฉะนั้นการที่เกิดขึ้นมาจากท้องแม่ มา เป็นคนที่ไม่รู้ภาษีภาษาอะไร เป็นคนที่ไม่มีความคิดนึก เป็นก้อนหินก้อนดินอะไร มันก็เหมือนกับไม่ได้เกิดมา ต่อเมื่อ ใดในนั้นมันมีใจ แล้วก็รู้สึกยึดถือเป็นตัวเราขึ้นมา มันจึงจะมีสิ่ง ที่เรียกว่าตัวเราขึ้นมา ตัวฉันขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ ความรู้สึกว่าตัว ฉันมันเป็นของหลอกลวงเป็นของมายา ไม่ใช่ของจริง เป็นเพียงความคิดความนึกความปรุงแต่งทั้งนั้น แต่มันทำให้มี ความหมายเป็นเรื่องเป็นราว ที่จะฆ่ากันตาย หรือที่ว่าจะรัก กันตาย หรือว่ารักกันอย่างยิ่ง อะไรก็สุดแท้ มันอยู่ตรงที่มี ความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นว่า "ตัวเรา" ซึ่งเขาเรียกว่า Egoism หรือ Self นี่ที่เรียกกันทั่วไปว่าอย่างนี้ ถ้าความรู้สึกที่ว่า Self หรือว่า Egoism นี้ ไม่มีแล้ว มันก็เหมือนกับไม่มีตัวใครเลย

น.29 ๒๖ ไม่มีความหมายอะไรเลย มีแต่เปลือก ร่างกายกับใจล้วน ๆ ร่างกายกับใจล้วนๆ นั้น เรียกว่าเปลือกก็ได้ ต่อเมื่อมีความ รู้สึกที่เป็น Egoism อยู่ในใจด้วย ร่างกายกับจิตใจนี้จึงจะเป็น คนที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้ ฉะนั้นถ้าเมื่อใด Egoism นี้ระงับอยู่ เราก็ถือว่า เรายังไม่มีชาติ หรือความเกิดชนิดนี้ เราจึง นั่งสบาย เยือกเย็นอยู่ในใจ พอมีอะไรมาจี้มากระตุ้นให้เกิด Egoism ขึ้นในใจ เมื่อนั้นแหละ ทั้งกายทั้งใจนี้จึงจะสมบูรณ์ เป็นตัวกูขึ้นมา แล้วจะต้องร้อน ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น รักก็ร้อน เกลียดก็ร้อน กลัวก็ร้อน ชอบใจก็ร้อนอย่างชอบใจ ไม่ชอบใจก็ร้อนอย่างไม่ชอบใจ ขอให้ฟังดูให้ดี ๆ ว่า แม้ที่กำลังหัวเราะอยู่นั่น มันก็ ต้องมีความทุกข์อย่างคนหัวเราะ คนร้องไห้ ก็มีความทุกข์ อย่างคนร้องไห้ คนที่เต็มปรี่อยู่ด้วยความรัก ที่รักของรักของ พอใจ ก็ร้อนอย่างคนที่เต็มปรี่อยู่ด้วยของรักของพอใจนี้ นี่ต้อง ไปคิดดู นี้เรียกว่า Egoism หรือตัวของกู ตัวกูหรือของกูนี้ หรือตัวฉัน หรือตัวข้าพเจ้า หรืออะไรก็ตาม มันถึงขีดสูงสุด ของมันแล้ว อาการอย่างนี้มันจะปรากฏเกิดขึ้นเต็มรูป นี่เรียก ว่าชาติ ชาติในที่นี้คือความเกิดที่แท้จริง เป็นโวหารพูดทาง

น.30 ๒๗ ธรรมะ หรือทางศาสนา เพราะฉะนั้นต้องทำไม่ให้ชาติอย่างนี้ เกิด คือไม่ให้เป็นทุกข์ ก็อย่าให้ชาติอย่างนี้เกิด ส่วนชาติที่เป็นการคลอดจากท้องแม่นั้น ไม่มีความ สำคัญอะไร ที่จะทำให้เราเป็นทุกข์ แม้จะทุกข์ก็ทุกข์ทางกาย แล้วมันไม่มีความหมายอะไรมากมาย แต่ความทุกข์ที่เร่าร้อน ที่เผาลน ที่เป็นปัญหา ที่ต้องมีพระพุทธเจ้าช่วย แก้นี้ มันเรื่องความทุกข์ที่เกิดมาจาก "ตัวกูหรือของกู" มันเป็นคำหยาบ แต่อาตมาก็ไม่ทราบว่าจะพูดว่ายังไร เลยพูด ตรง ๆ ว่า ตัวกูหรือของกู นี่เป็นคำที่ใช้ในบาลีว่า อัตตา อัตตนียา ยึดมั่นว่าเรา ยึดมั่นปรุงแต่งขึ้นมาว่าฉันนี้ อย่างฉัน ลูกผู้ชาย ไม่ยอม ยืนยันที่จะสู้จนตาย หรืออะไรอย่างนี้ นี่คือ อาการของตัวกูที่เกิดขึ้น ที่เราดันทุลังทำอะไรลงไปอย่างผิด ๆ ก็เพราะว่าตัวกูนี้มันจัดมันแรงเกินไป แม้ว่าเราทำถูก แต่เราก็ ไม่ยอมผ่อนผันสั้นยาวอะไรอย่างนี้ มันก็เพราะตัวกูนี้มันจัด เกินไป ไม่ใช่ว่าเราทำถูกแล้วเราจะดันทุลังเอากับคนอื่นได้ มันก็ยังมีการต้องลดตัวกูลงมา เป็นการผ่อนผันสั้นยาว หรือ ให้เหมาะสมแก่รูปเรื่อง หรือถ้าดีที่สุดแล้ว อย่ามีตัวกู

น.31 ๒๘ ขอให้จำไว้ว่า ความรู้สึกที่พลุ่งขึ้นมาเป็นตัวกูหรือ ของกูนี้ มีขึ้นมาเมื่อไรแล้ว นั่นแหละมัน เป็นอันว่ามี ความทุกข์ครบทุกประการ จะมีความเผาร้อนในใจแก่บุคคล นั้น นี่ข้อหนึ่งแล้ว เขาจะมีความมืด ความมืดที่ทำให้เขาทำ อะไรผิดหมด พูดผิด คิดผิด ทำอะไรผิดหมด ขอให้ท่าน ลองนึกดูเถอะว่า มันจะสักเท่าไร อ้ายความมืดของตัวกูที่ พลุ่งขึ้นมานี้ มันไม่ใช่แสงสว่าง ต่อเมื่อตัวกูนี้หายไปหมดไป มีความว่างจากตัวกูนั่นแหละ จึงจะเป็นแสงสว่าง จิตใจ จึงจะมีแสงสว่าง คือมีสติปัญญา มีสัมมาทิฏฐิ อย่างนี้มัน ไม่ร้อน มันเย็นด้วย แล้วมันสว่างด้วย คือมันจะไม่มีอะไรทำ ผิด มันจะพูดถูก ทำถูก คิดถูก อะไรถูกไปหมด นี่เพราะ ไม่มีตัวกูโผล่ขึ้นมา ดังนั้นตัวกูนั้นจึงเป็นเพียงนามธรรม ชนิดหนึ่ง แล้วก็เป็นมายาที่สุด รู้จักยากที่สุด หลอกลวง ที่สุด ควบคุมยากที่สุด เบาหวิวที่สุด ไวต่อความเกิดความ รู้สึกที่สุด นี่เป็นเรื่องยากของการปฏิบัติธรรมอยู่ที่ตรงนี้ ถ้าว่าตัวกูมันเป็นเหมือนก้อนหิน ท่อนไม้ อย่างนี้ มันก็ง่าย ทุบให้แตกหรือเผาไฟเสียก็ได้ แต่เราก็คว้าไม่พบ ไม่รู้ว่าตัวกูอยู่ที่ตรงไหน แม้ว่าเราจะทุบที่ร่างกายนี้ว่าตัวกู

น.32 ๒๙ นี้มันก็ไม่ถูกตัวกู มันเจ็บเนื้อเปล่า ๆ หรือแม้ว่า จะชี้ไปที่ใจ มันก็ยังไม่ใช่ตัวกู เพราะมันเป็นความรู้สึกอะไรอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ในใจอีกทีหนึ่ง นั้นแหละคือตัวกู เขาเรียกว่าอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นนี้เป็นไปถึง ที่สุดแล้ว ก็จะเกิดความพร้อมขึ้นมาที่จะเกิด อ้ายพร้อม ที่จะเกิด นี่เรียกว่าภพ พอภพแล้วก็ต้องชาติ ต่อมาก็เกิดเป็น ตัวกูโผล่หัวออกมาเลย ยิ่งกว่าโผล่ออกมาจากท้องแม่ แต่ว่า โผล่ออกมาจากจิตใจของมนุษย์เรา ออกมาเป็นตัวร้ายกาจที่สุด ที่จะทำความทุกข์อย่างแนบเนียนที่สุด มาในหน้าตาของมิตร แต่ว่าในความหมายของศัตรูอย่างนี้ เหมือนกับที่เขาชอบเปรียบคำว่า ซาตานอย่างนี้ ซาตานหรือพญามาร ที่จะมาล่อลวงสัตว์ มันต้องมาในรูป ของสิ่งที่น่ารักที่สุด สวยงามที่สุด นิ่มนวลที่สุด สุภาพที่สุด อย่างนี้ ตัวกูนี้ก็เหมือนกัน มันมาในรูปที่ไม่ให้เรา เกลียดชังมันได้เลย มันมาหลอกให้เราหลงไปตาม แล้วทำ ไปตามความต้องการของตัวกู ฉะนั้นเราจึงเป็นทุกข์ ตัวกูที่ ปรากฏออกมา เราก็เรียกว่า "ชาติ” ในที่นี้

น.33 ๓๐ สำหรับ การประพฤติพรหมจรรย์ ใน พระพุทธ- ศาสนาก็เพื่อทำชาติให้สิ้นไป นี้ขอให้จำไว้ด้วยว่า เป็น ประโยคที่มีอยู่ในพระบาลี หรือ พุทธภาษิตเกี่ยวกับการ ประพฤติพรหมจรรย์นี้ เพื่อทำชาติให้สิ้นไป เพื่อทำที่สุด ของชาติ หรือว่าถ้าเป็นพระอรหันต์ เขาก็พูดว่า ชาติสิ้น แล้ว ถ้าใครคนใดคนหนึ่งชาติสิ้นแล้ว คนนั้นเป็นพระอรหันต์ แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านตาย ท่านยังอยู่ ยังเดินได้ ยังเป็นเป็นอยู่นี้ เราเรียกว่าชาติสิ้นแล้ว หมายความว่า ความ รู้สึกที่เรียกว่าชาติชนิดที่กล่าวนี้ จะไม่เกิดขึ้นแก่ท่านอีกได้เลย แต่สำหรับพวกเราตามธรรมดานี้ มันเกิดวันละหลายๆ ชาติ กลางวันก็เกิด กลางคืนก็เกิด ถึงแม้เมื่อเกิดชาตินี้ กรณีนี้ ทำอะไรไว้ มันมีอิทธิพลพอที่จะไปปรุงแต่ง "ชาติ" ที่จะเกิดในชั่วโมงต่อมาด้วย คือว่าสิ่งใดที่ได้เข้ามากระทบใจ เรา มีผลแก่จิตใจเราแล้ว ใจนั้นไปคิดทำอะไรเข้าอีก มันก็มี อิทธิพลของสิ่งนั้นแหละติดไปด้วย ฉะนั้นจึงเรียกว่า ได้รับผล กรรมระหว่างชาติ ชาติที่แล้วมา ชาติที่กำลังเกิดอยู่ และชาติ ที่กำลังจะเกิดต่อไป

น.34 ๓๑ สมมติว่า วันนี้เราเกิดกันสิบชาติ คือมีเรื่องที่ทำให้ เราต้องเป็นทุกข์นี้สิบเรื่อง แล้วขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่ามัน เนื่องกันกับชาติที่หนึ่ง จะมีผลอะไรบางอย่างเหลืออยู่ ให้มี อทธิพลอยู่ในชาติครั้งที่ ๒ เช่นว่า เดี๋ยวนี้เห็นสิ่งนี้ ได้รับ ความสุขความทุกข์เสร็จไปแล้ว แล้วเหลือบไปเห็นสิ่งอื่นนี้ หรือไปได้ยินสิ่งอื่นนี้ มันจะมีอะไรเหลืออยู่จากที่นี่ ที่ทำให้ จิตของเราไม่อยู่ในสภาพที่ปกติ หรือมีสติปัญญา คงแก่เนื้อ แก่ตัว หรือว่าอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ไปเจืออยู่ด้วยเสมอไป นี้เป็นที่ให้สังเกตเห็น แล้วจะได้ควบคุมอย่าให้ต้องทำผิด ชนิดที่ว่า ผลหรือปฏิกิริยาที่เหลืออยู่จากชาตินี้ ไปทำให้ เกิดทุกข์มากขึ้นอีก ในชาติต่อไป ถ้าเราประสงค์จะให้มันดี แล้วก็ทำเรื่องนี้ให้มันเป็น เรื่องดีไว้ แล้วเรื่องถัดมาคือการเกิดขึ้นครั้งที่ ๒ ในวันนี้ มัน ก็จะดีขึ้น แล้วถัดไปก็จะดียิ่งขึ้นไปอีก มันเป็นแต่เกิดดี ๆ แต่ ไม่ได้หมายความว่า มันหมดทุกข์สิ้นเชิง ถ้า "ชาติ" แล้ว ต้องเป็นทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ แต่มันยังดีกว่าเกิดชั่ว ดังนั้นเราจึงมีสอนในขั้นศีลธรรมว่า ให้ละชั่ว แล้วก็ ทำดี แล้วมีสอนในขั้นสัจจธรรมว่า ไม่เอามันทั้งสองอย่าง

น.35 ๓๒ คือไม่เกิดเลย การที่สอนว่า อย่าเกิดชั่ว ให้เกิดดีไว้ก่อนนี้ เป็นเรื่องศีลธรรมทั่วไป เพื่อความสงบสุขของสังคม แต่ถ้า เรื่องเป็นพระอรหันต์สูงสุด เป็นพระอริยเจ้า เป็นพระอร- หันต์ละก็ไม่เอา "ความเกิด" แต่อย่างใดหมด คือไม่เอา ทั้งดีทั้งชั่ว นี้เรียกว่าไม่เกิดเลย แต่ถ้าจะเกิด ก็ขอให้เกิดดี ๆ ไว้ แต่ถ้าจะให้พ้นทุกข์เด็ดขาดแล้ว อย่าเกิดเลย ทีนี้ วิธีปฏิบัติชั้นที่อย่าเกิดเลยนั่นแหละ เราลอง- คิดดูเถอะว่า มันไม่ใช่เหมาะแก่พระอรหันต์ มันเหมาะ แก่คน ทุกคนด้วยเหมือนกัน เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า หัวเราะก็ทนไม่ไหว ร้องไห้ก็ทนไม่ไหว หมายความว่า ให้กิน อร่อยอยู่เรื่อย มันก็ทนไม่ไหว ให้กินไม่อร่อยอยู่เรื่อย มันก็ ทนไม่ไหว สุขเวทนาชนิดไหนบ้าง ที่เขาเอามาอัดให้เราแล้ว อยู่กันอย่างนั้นตลอดทุกชั่วโมง ทั้งวันทั้งเดือน ทั้งปี อย่างนี้ มันทนไหวที่ไหน มันสู้ไม่ไหวทั้งนั้น ก็แปลว่า มันล้วนแต่ หลอกลวง เพราะมันเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเราไปยึดถือมันเข้า หัวใจของเรานี้จะร้อนเป็นไฟเสมอ ฉะนั้นจึงพูดได้ว่า คนดีก็มีความทุกข์ไปตามแบบของ คนดี คนชั่วก็มีความทุกข์ไปตามแบบของคนชั่ว คนมั่งมีก็

น.36 ๓๓ ทุกข์ ไปตามแบบคนมั่งมี คนยากจนก็ทุกข์ ไปตามแบบคน ยากจน ผู้แพ้ก็จะทุกข์ ไปตามประสาผู้แพ้ แต่ผู้ชนะๆ เด็ดขาด เลยในขณะนั้น ก็ยังจะต้องทุกข์ไปตามประสาผู้ชนะ ข้อนี้จะ ต้องไปคิดอย่างยิ่งอีกชั้นหนึ่ง ผู้ชนะจะมีความทุกข์อย่างไรบ้าง ผู้เอาเปรียบเขาก็จะทุกข์ตามแบบผู้เอาเปรียบเขา ผู้ถูกเขาเอา เปรียบก็จะทุกข์ตามแบบของผู้ถูกเขาเอาเปรียบ นี่ถ้าเราได้เกิด เป็นอะไรเข้าอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วจะต้องมีความทุกข์ตาม แบบนั้น ดังนั้น เราอย่าเกิดมาเป็นอะไรเสียเลยดีกว่า คือมีจิตใจ ที่ไม่ยึดถือว่าเป็นอะไรเสียเลยนั่นแหละ เรียกว่าไม่เกิด แล้ว จะไม่ทุกข์ เดี๋ยวนี้เรายังหวัง สิ่งเอร็ดอร่อย สนุกสนาน เพลิดเพลิน ทางเนื้อทางหนัง ทางตา ทางหู อย่างนี้เรียกว่า เรายังไม่อาจจะเป็นผู้ที่ไม่เกิดได้ เรายังจะต้องเกิด เพราะว่า ความหวังอันนี้มีอำนาจ มันเป็นตัณหาชนิดหนึ่ง ทำให้มี อุปาทาน มีภพ มีชาติ แล้วต้องการจะเกิดเป็นอย่างนั้น ก็ ระวังให้เกิดอย่างดี ๆ ไว้ก่อน แต่พร้อมกันนั้น ก็ให้ศึกษาไป เรื่อยๆ ว่า "เกิด" นี้ เกิดอย่างไหนก็ตามเถอะ ในที่สุดมัน ก็ยังทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ นี่เป็นความไม่ประมาท

น.37 ๓๔ ขอพูดกันตรงๆ อย่างพวกเรากันเองในที่นี้ว่า ถ้าเราประสบ ความสำเร็จในการงานในหน้าที่ ได้เงินมากได้ชื่อเสียงมากได้ เกียรติยศสูงสุดได้อะไรต่าง ๆ นี้ แล้วได้อะไร ทีนี้ในที่สุดก็ใช้ สิ่งเหล่านั้น แสวงหาสุขเวทนา สุขเวทนาอย่างว่านี้ ไม่พ้นที่ จะทำความเร่าร้อนอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่เรา นี่ขอให้จำไว้ เพื่อจะไปรู้ความจริงเอาในวันหน้า เมื่อไปประกอบการงาน ในหน้าที่การงาน ประสบความสำเร็จในการงาน มี ทรัพย์มีชื่อเสียงมีอะไรต่าง ๆ แล้วจะไปรู้ในวันนั้นว่า ถ้าเรายังปล่อยมันไปอย่างนี้ คือเป็นทาสของกิเลสตัณหา อย่างนี้ มีตัวกูเกิดมา เป็นตัวกูอย่างที่ว่านี้ ที่เรียกว่า ชาตินี้ แล้วจะต้องเป็นทุกข์ เหมือนกัน ดังนั้นเราจะต้อง มีอุบายมีวิธีที่ฉลาด ที่จะควบคุมมันให้ได้ อย่าให้มันโผล่เป็น ความรู้สึกว่าตัวกูขึ้นมาเลย จะมีอะไรก็มีไปเถอะ จะมีเงิน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง มีอะไรก็ตามเถอะ อย่ามีตัวกูที่ออกรับ มัน ไม่ร้อน เงินทองชื่อเสียงของเราจะไม่ร้อน เรามีไว้เหมือนกับ เป็นทาสของเรา คืออยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา เพราะว่าในใจนี้มีแต่สติ ปัญญา ไม่มีตัวกู พอสติปัญญาหายไป เกิดความรู้สึกอย่าง โง่เง่า เป็นตัวกู เป็นของกู ขึ้นมาในใจแล้ว อะไร

น.38 ๓๕ ทั้งหมดจะมาอยู่บนศีรษะ คือเราเป็นทาสมัน อย่างนี้มัน ร้อนอย่างทาส เป็นทุกข์อย่างทาส นี่แปลว่า ถ้าเราไม่มีธรรมะ เราควบคุมตัวกูไม่ได้แล้ว อะไร ๆ จะเป็นทุกข์หมด ที่เรามี แม้แต่อะไรสักนิด ก็จะเป็น ทุกข์หมด ไม่ต้องพูดถึงมาก ๆ ยิ่งเป็นทุกข์มาก ทีนี้ ถ้าเรามี ธรรมะ ชนิดที่ควบคุมตัวกูหรือชาตินี้ได้แล้ว อะไร ๆ จะ ไม่เป็นทุกข์เลย จะมีอะไรสักเท่าไรมากน้อยเท่าไร จะไม่เป็น ทุกข์เลย ล้วนแต่อำนวยความสะดวก ความสะดวกสบายอะไร อย่างนั้น ไม่เป็นทุกข์เลย จิตใจจะมีความสะอาด สว่าง สงบ เยือกเย็นอยู่ได้ อย่างนี้มันดีไหม ? ลองคิดดู แล้วอาการอย่าง นี้มันสำเร็จขึ้นมาได้ เพราะเรารู้จักควบคุมกระแสแห่ง ปฏิจจ- สมุปบาทโดยนัยอย่างที่ว่านี้ ควบคุมไม่ให้ตัวกูเกิดขึ้น ก่อหวอดขึ้น หลังจากเวทนา นั่นแหละ หลังจากเวทนาแล้ว อย่าให้มันก่อหวอดเป็นตัณหา ขึ้น เป็นตัณหาแล้วมันจะก่อหวอดเป็นอุปทาน เป็นภพ เป็น ชาติ เป็นตัวกูเต็มที่ แล้วก็ต้องทุกข์แน่ ๆ นี่ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า "อนัตตา ๆ" คืออย่างนี้ไม่ใช่ของน่าหัวเราะเยาะ หรือครึคระอะไร ท่านบอกว่า มันเป็นแต่กระแสแห่งปฏิจจ-

น.39 ๓๖ สมุปบาท มันเป็นแต่การอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้น เราจะไปชี้อะไรที่ไหน ก็ชี้ได้ มีแต่กระแส แห่งความไหลเวียนเท่านั้น แม้แต่ตัวสุขเวทนาเอง ก็เป็นแต่ กระแสแห่งความไหลเวียน ที่สืบต่อมาจากผัสสะ จากอายตนะ จากนามรูป จากวิญญาณ ฉะนั้นถ้าท่านศึกษาในแง่สัมผัสทฤษฎีนี้ ท่านจะพบว่า คน ๆ หนึ่งก็ไม่มีอะไร นอกจากกระแสแห่งความเปลี่ยน แปลงของเซลล์ต่างๆ ของธาตุต่าง ๆ มันเหมาะรูปและอยู่เป็น ปรากฏการณ์ และเป็นคน ๆ หนึ่งเช่น นาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. เป็นหญิงเป็นชาย ดิ้นรนขวนขวายอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าดูด้วยสายตาของนักธรรมะแล้ว ไม่มีคนเลย มีแต่กระแส แห่งความไหลเวียน หรืออาการที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท นี้ทั้ง นั้น ทางฝ่ายร่างกายแท้ๆ มันก็มีของมันกระแสหนึ่ง ทางฝ่าย จิต มันก็มีของมันกระแสหนึ่ง รวมกัน มันก็มีของมันอีกกระแส หนึ่ง ดังนั้นจึง ไม่มีอะไรนอกจากความไหลเวียน เพราะสิ่งนี้ อาศัยสิ่งนี้แล้วเกิดขึ้น สิ่งนี้อาศัยสิ่งนี้แล้วเกิดขึ้น เรื่อยกันไป อย่างนี้ นี่คือความหมายของคำว่า "อนัตตา" ไม่มีตัวเราที่

น.40 ๓๗ แท้จริงที่ตรงไหน มีแต่ตัวเราที่หลอกลวง ที่เรียกว่าตัวกู หรือของกูในที่นี้ ที่เป็นมายา เป็นความเข้าใจผิด เป็นกิเลส มืด น เข้าใจผิด สำคัญว่ามีตัวกู พร้อมกันนั้นเราก็เข้าใจคำว่า "อนัตตา" ซึ่งเป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา โดยอาการ ที่เห็นว่า ทุกอย่างไม่มีอะไรเลย นอกจากกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาท เท่านั้น แล้วที่มีปัญหาอย่างยิ่ง ก็คือตัวกูที่ เป็นทุกข์ ตัวกูที่เป็นมายาที่สุด มายายิ่งกว่าภูตผีปีศาจเสียอีก ทำความเจ็บปวดให้ยิ่งกว่าภูตผีปีศาจเสียอีก ตัวกูชนิดนี้ เพราะฉะนั้นเราจะเป็นมนุษย์ อยู่ด้วยความสงบสุข ต้องควบคุมสิ่งนี้ ให้ได้ เราจึงจะเป็นผู้ที่ปกติ อยู่อย่างปกติสุข แล้วก็ทำให้ความเป็นอยู่มีอยู่ เป็นประโยชน์มากที่สุดได้ ถ้า มิฉะนั้นแล้วส่วนตัวก็จะเป็นทุกข์ที่สุด แล้วจะไม่เป็นประโยชน์ อะไรแก่ใครเลย เพราะเรามีความมืดมนเสียแล้ว ทำอะไรไป ด้วยความมืดมนเสียทั้งนั้น ฉะนั้นจึงเห็นว่า การที่เรามีความ รู้เรื่องนี้ ก็เพื่อประโยชน์ว่า ให้เราได้รับประโยชน์ หรือเป็น สิ่งที่ดีที่สุดที่เราควรจะได้ ให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้ แล้วก็ความเป็นอยู่ มีชีวิตอยู่นี้ มันเป็นประโยชย์แก่ กันและกันมากที่สุด

น.41 ๓๘ แต่แล้วคอยสังเกตนะว่า อาตมาก็ต้องใช้คำว่าตัวเรา นี่ตัวเรานี้ มันก็เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ที่อาตมาว่า ตัวเรา ๆ นั้นมันก็คือกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทเท่านั้น ฉะนั้นเราก็จัด ให้กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ที่จะสมมติเรียกว่า ตัวเรา หรือของเรานี้ ให้มันเป็นกระแสที่เป็นไปในทางไม่ทุกข์ หรือทุกข์น้อย ที่จะไม่ให้เป็นกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ใน วันหนึ่ง ๆ นั้น มันก็เป็นไปไม่ได้ ยากที่จะเป็นไปได้ แต่ว่า เราก็จัดมันให้เป็นไปในทางที่ทุกข์น้อยหรือไม่ทุกข์ ให้มันดับ เป็นไปเพื่อดับทุกข์ หรือดับตัวตน ดังนั้นเราก็จะเป็นมนุษย์ ที่เยือกเย็น เป็นสุข ส่วนตัว และเราจะทำหน้าที่ตุลาการ หรือหน้าที่ที่ประเสริฐ ๆ อย่างหน้าที่ตุลาการนี้ได้โดยสบาย สะดวกเยือกเย็น บริสุทธิ์ผุดผ่องที่สุด ถ้าเราเอาชนะตัวเราที่เป็นภายในไม่ได้แล้วละก็ ไม่มีทางที่เราจะทำสิ่งภายนอก หรือเอาชนะสิ่งภายนอก ได้ ฉะนั้นธรรมะนี้จึงจำเป็นก่อน สำหรับเราที่จะมีชีวิตอยู่ ในโลกนี้ หมายความว่า ถึงจะไม่มีตัวเรา ก็ให้มีกลุ่มของสติ ปัญญา จัดคุม ควบคุมร่างกายและจิตใจ และความรู้สึกใน จิตใจนี้ ให้เป็นไปแต่ในลักษณะของปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นไป

น.42 ๓๙ เพื่อดับลงแห่งความทุกข์ ถ้ามันจะมีการไหลเวียนไป ก็ให้มัน เปลี่ยนแปลงไปในทางที่จะดับลงแห่งความทุกข์ อันนี้เอง เป็นใจความสำคัญ ของคำกล่าวที่ว่า พระพุทธศาสนานี้ไม่ ใช่วัตถุนิยม ถ้าเราต้องการกันแต่เพียงว่า มีเงินมาก ๆ มีชื่อเสียง มาก ๆ มีอำนาจวาสนาบริวารอะไรมาก ๆ พอแล้วอย่างนี้ มัน ก็เป็นวัตถุนิยม เพราะว่าสำเร็จได้ด้วยเรื่องทางวัตถุ ส่วนจิตใจ ของเราเร่าร้อนนี้ เราจะต้องให้ส่วนที่จิตใจของเรานี้สมบูรณ์ ด้วย คือเต็มไปด้วยคุณธรรมที่ทำความเยือกเย็นด้วย และ ทรัพย์สมบัติก็มี ชื่อเสียงก็มี อะไรก็มีด้วย รวมกันแล้วอย่างนี้ ไม่ใช่วัตถุนิยม มันมีธรรมะเต็มเปี่ยมอยู่ และมันยิ่งกว่านั้นอีกว่า ถ้าเรามีจิตใจอย่างนี้ สามารถ ทำให้มีจิตใจอย่างนี้แล้ว วัตถุจะมีหรือไม่มี ไม่มีปัญหา เลย มีความสุขเยือกเย็นถึงที่สุด เหมือนพระพุทธเจ้าท่านไม่ มีสมบัติอะไรเลย นอกจากจีวรชุดหนึ่งกับบาตรใบหนึ่ง นี่ พระอรหันต์ทั้งหลายก็เหมือนกัน หรือพวกที่ปฏิบัติตามท่าน ก็เหมือนกัน ไม่มีอะไรเลย นอกจากจีวรชุดหนึ่งกับบาตรใบ หนึ่ง แต่แล้วมาเปรียบหัวใจกันดูว่า หัวใจของท่านกับหัวใจ

น.43 ๔๐ ของพวกเรา ที่มีอะไรเยอะแยะเต็มบ้านเต็มช่องนี้เป็นอย่างไร บ้าง ของใครร้อนยังไร ของใครเย็นยังไร ของใคร สะอาด สว่าง สงบ ของใคร ไม่สะอาด สว่าง สงบ แล้วก็เอาจิตใจ มาวินิจฉัยอรรถคดี ตีปัญหายาก ๆ อย่างนี้ ใครจะทำได้ดีกว่า ใคร อย่างนี้เป็นต้น แล้วใครจะลำเอียง ใครจะไม่ลำเอียง ใครจะควบคุมสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปถูกทาง หรือผิดทางอย่างนี้ เป็นต้น นี่ประโยชน์คุณค่าของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมนิยม หรือมโนนิยม หรืออุดมคตินี่มันมีอย่างนี้ ถ้าเป็นเพียงวัตถุนิยมล้วน ๆ แล้ว มันก็เป็นเรื่องที่ น่าเกลียดน่าชังที่สุด และเป็นทุกข์ชนิดที่เร่าร้อนที่สุด แล้วยัง จะทำโลกนี้ทั้งโลกให้เร่าร้อนด้วย ไม่ใช่เฉพาะแต่ตัวบุคคล ผู้นั้น เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า บรรดาสิ่งที่ดีที่สุด ที่ ที่ประเสริฐที่สุด ที่สูงสุดที่มนุษย์เราควรจะได้ ให้ได้ใน ชาตินี้ ในชีวิตที่เห็นนี้ ก่อนแต่ร่างกายแตกดับนี้ มันคือ สิ่งนี้ คือความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง จนสามารถควบคุม ตัวกูหรือของกู คือชาติความเกิดแห่งตัวกูหรือของกูนี้ ได้แล้ว กลุ่มนี้ก็จะมีแต่ความเยือกเย็น สะอาด สว่าง สงบเย็น แล้ว กลุ่มนี้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นหรือแก่โลกทั้งสิ้น มากที่สุด ความ

น.44 ๔๑ ได้เป็นอย่างนี้เรียกว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้แล้ว แล้ว ก็อาศัยอะไร ก็อาศัยการควบคุมกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท เป็นประจำวัน การทำอย่างนี้ ชี้ชัดอยู่อย่างนี้ มันเปิดเผยทุกชั้น อย่างนี้ เขาเรียกว่ามันสบหลักวิชา เป็น Scientific ไม่ใช่บอก ให้เชื่อกันอย่างงมงาย ด้วยศรัทธา อย่างนี้ไม่ใช่ มันชี้ให้เห็น ชัด ๆ อยู่เลยว่า ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ ใครที่ฉลาด มีสติปัญญา ตามปกติ จะเห็นได้ด้วยกันทุกคน ต้องยกเว้นคนโง่ คนบ้า คนสติไม่สมประกอบ นั้นไม่อาจจะเห็นได้ แต่ถ้าที่ Intelli- gence ตามธรรมดาสามัญ อย่างนี้แล้วจะเห็นได้ว่า เพราะมี นามรูป จึงมีอายตนะ มีผัสสะ มีเวทนา มีตัณหา มี อุปาทาน มีภพ แล้วมีเพิ่มขึ้นมา เป็นตัวกูของกูแล้วก็ทุกข์ และโดยเหตุที่เห็นได้อย่างนี้ มันจึงทำกันได้ทุกคน และถ้าเป็น อยู่ด้วยอาการอย่างนี้ คือควบคุมกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ได้อย่างนี้แล้ว มันจะมีผู้ที่ได้รับผลของพระพุทธศาสนา เพราะ ว่าการเป็นอยู่อย่างนี้ คือการเป็นอยู่ที่ถูกต้องโดยชอบที่สุดแล้ว การเป็นอยู่ด้วยการควบคุมกระแสแห่ง ปฏิจจ- สมุปบาท มิให้เกิดทุกข์ขึ้นมาได้นี้ คือการเป็นอยู่โดยชอบ ชนิดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จะทำให้โลกนี้ไม่ว่าง

น.45 ๔๒ จากพระอรหันต์ หมายความว่า ยังมีคนที่ไม่มีความทุกข์อยู่ ในโลกนี้ นี่ทำให้โลกนี้ไม่ว่างจากพระอรหันต์ แล้วท่านยิ่งพิจารณา ท่านยิ่งเห็นว่า มันใช้ได้แก่คน ทุกคน เพราะว่าคนทุกคนจะต้องมีตา มีหู มีจมูก แล้วก็ต้อง พบรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ฉะนั้น ทุกคนจะต้องพยายาม ควบคุมมัน ให้ดีที่สุดเท่าที่จะควบคุมได้ คือให้เป็นทุกข์ น้อยที่สุด โดยการที่อย่าให้มันพลุ่งขึ้นมาเป็นตัวกูหรือของกู มากมายเกินไป หรือไม่ให้พลุ่งขึ้นมาเลยยิ่งเป็นการดี และจะ เห็นได้ว่า เรามีหลักประจำในพระพุทธศาสนาอย่างนี้ ซึ่งไม่ เหมือนกับลัทธิอื่น ซึ่งพูดเป็นอย่างอื่น อาศัยสิ่งบางสิ่งซึ่งเรา เข้าใจไม่ได้ กระทั่งต้องขอร้อง อ้อนวอน หรือบวงสรวง หรืออะไรทำนองนี้เป็นต้น นั่นไม่ใช่หลักของพระพุทธศาสนา หลักของพระพุทธศาสนา ต้องแฉกันได้อย่างนี้ แล้ว จัดทำ จัดเหมือนอย่างกับเราจัดของได้เลย อย่างนี้จึงจะเรียก ว่าวิธีการของพระพุทธศาสนา และเรียกว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่เกิดขึ้นเป็นวง ๆ รอบหนึ่ง ๆ กรณียหนึ่ง ๆ แก่เราทุกคน เป็นประจำวัน วันหนึ่งมากหรือน้อย แล้วแต่ว่าคนนั้นจะเป็น อย่างไร แต่เสมอเหมือนกันหมดตรงที่ว่า ถ้ามันควบคุมไม่ ได้ เป็นไปในทางที่เกิดตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ แล้ว

น.46 ๔๓ ต้องเป็นทุกข์ ถ้าควบคุมได้แล้ว ก็ไม่เป็นทุกข์ เรื่องก็มีเท่านี้ ในที่สุดพระพุทธเจ้า ก็ได้ประกาศยืนยันออกไปว่า ตลอดเวลาที่ฉันยังไม่พบเรื่องนี้ ไม่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่ปฏิบัติ สำเร็จในเรื่องนี้ ตลอดเวลานั้น ตถาคตก็ยังไม่ยืนยัน คือไม่ ปฏิญญาว่า เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เพียงนั้น เมื่อ ใดรู้เรื่องนี้ รู้เรื่องนี้หมายความว่า รู้จนปฏิบัติได้เสร็จ เมื่อ ไรรู้เรื่องนี้ เมื่อนั้นจึงปฏิญญาว่าเป็นพระอรหันต์สัมมา สัมพุทธเจ้าโดยชอบ นี่ต้นตอของเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างนี้ พระพุทธ- เจ้าท่านทรงประทานไว้ให้ สำหรับสัตว์ทั้งหลายจะได้รับเอา ไปปฏิบัติ เพื่อกำจัดความทุกข์ อย่างนี้ใช้ได้แก่ทุกคน แต่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลที่จะต้องกระทำหน้าที่ที่สูงสุด หรือ ที่ประเสริฐ ในฐานะเป็นปูชนียบุคคลของโลก เช่นตุลาการ เป็นต้น จะต้องควบคุมตน ดำรงตน ไว้ในสภาพที่บริสุทธิ์ ผุดผ่องแล้วก็ดำเนินสิ่งที่เป็นหน้าที่ ให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ผุดผ่อง นี่อาตมาขอร้องให้สนใจศึกษาเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท และนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ทุก ท่านด้วย ในฐานะที่เป็นการตัดต้นเหตุของความทุกข์ ดับความ ทุกข์อย่างนี้ อาตมาขอยุติการ บรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาลงเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต