น.4 ท่านที่สนใจทั้งหลาย การบรรยายได้ดำเนินมาถึงครั้งที่ ๕ ขอให้ท่านทั้ง หลายสังเกตว่า การบรรยายทุกคราว เรามุ่งกล่าวถึงสิ่งที่ จะต้องมองกันในด้านในหรือในด้านจิตใจทั้งนั้น และ อาตมาก็ยังได้กล่าวถึงวิธี การมอง ด้านใน ไว้แล้ว ครั้ง หนึ่ง เป็นพิเศษ เพื่อให้เข้าใจการมองในด้านใน ของทุก ๆสิ่ง จึงจะสามารถเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้า ซึ่งท่านกล่าว ถึงสิ่งทั้งปวงในด้านใน เพราะว่าท่านเป็นผู้มองสิ่งทั้งปวง ในด้านใน นั่นก็คือธรรมะหรือกฎความจริงของสิ่งทั้งปวง. ตัวสิ่งทั้งปวงอาจจะมีรูปร่าง แต่ว่ากฎของสิ่งทั้งปวงนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าธรรมะจึง ไม่มีรูปร่างที่จะสัมผัสได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็น
น.5 ๒ ต้น เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่ต้องมองด้วยปัญญาเสมอไป. ถ้าจะเรียกว่าตา ก็เรียกกันว่า "ปัญญาจักษุ" จักษุคือ ปัญญา หรือบางทีก็เรียกว่า "ธรรมะจักษุ" คือจักษุ สำหรับเห็นธรรมะ จักษุในธรรมะ จักษุต่อธรรมะ ดังนี้ เป็นต้น. และอาตมาจะได้กล่าวในลักษณะเช่นนี้เสมอไป เพื่อความรวบรัด และได้กล่าวในลักษณะที่เป็นสิ่งที่ท่าน ทั้งหลายจะต้องมองน้อมเข้าไปในตัวเองทั้งนั้น ไม่มีอะไร ที่อยู่นอกตัวเราเอง สมกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรื่อง ความทุกข์ก็ดี เหตุให้เกิดความทุกข์ก็ดี ภาวะแห่ง ความดับสนิทของความทุกข์คือนิพพานก็ดี และวิธีปฏิ- บัติเพื่อให้ถึงภาวะอันนั้นก็ดี ล้วนแต่มีรวมอยู่ในร่างกาย ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้พร้อมทั้งสัญญาและใจ หมายความว่าร่างกายที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่ร่างกายที่ตายแล้ว. ต้องในร่างกายที่มีชีวิตจึงจะมีความจริงที่เป็น ตัวธรรมะทุก อย่างรวมอยู่ในนั้นให้เรามองเห็นได้เข้าใจได้ หรือถึงได้ด้วยใจ อีกนั่นเอง สำหรับครั้งนี้จะได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกกันว่า " ทาง สายกลาง " คำนี้โดยที่แท้ก็เป็นชื่อของพุทธศาสนา เพราะว่าคำว่า " มัชฌิมาปฏิปทา " หรือทางสายกลาง นั่น
น.6 ๓ แหละคือตัวพระพุทธศาสนาแท้ แม้จะเรียกว่าพรหมจรรย์ สิ่งที่เรียกว่า " พรหมจรรย์ ’ ก็ยังได้แก่มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลางอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อกล่าวว่า " ทางสายกลาง " ท่านจะต้องทำความรู้สึกว่า หมายถึง ทางในทางจิตใจ ไม่ใช่ทางทางวัตถุที่จะเดินด้วยเท้า เหมือนที่เราเดินกันอยู่ ; แต่ว่าเป็นทางในทางฝ่ายนาม ธรรม เป็นทางที่จิตใจเดิน ; หรือถูกกว่านั้นอีกก็ต้องว่า เป็นทางที่สติปัญญาเดิน หรือทิฏฐิความคิดความเห็นหรือ ความเชื่อเป็นต้นเดิน ; นี้ ท่านเรียกว่า " ทาง ." เพราะเหตุใดจึงเป็นอย่างนี้ ? ถ้าทราบความจริง แล้วมันก็อธิบายได้ง่ายนิดเดียว ซึ่งท่านทั้งหลายก็ควรจะ ได้ทราบไว้ด้วยว่า ศัพท์ทางธรรมะหรือจะเรียกว่าคำ บัญญัติเฉพาะคือ Technical term ก็ตาม ในทางธรรมะ นั้น ล้วนแต่เอาคำธรรมดาที่พูดกันอยู่ตามชาวบ้านทั้งนั้น นำมาใช้เรียก แล้วก็เปลี่ยนความหมายใหม่ แม้ที่สุดแต่ คำว่า “ นิพพาน ” ก็หมายถึงอาการที่ของร้อน ๆ ดับเย็น ลงไป เช่นไฟดับเย็นลงไป หรือแม้ที่สุดแต่ที่ข้าวต้ม ที่ กำลังร้อนแล้วเย็นลง อย่างนี้ในภาษาบาลีตามธรรมดาก็
น.7 ๔ ใช้คำคำเดียวกันกับคำว่า "นิพพาน” เมื่อชาวบ้านพูด กันอยู่ตามบ้านเรือนหรือในครัว. เพราะฉะนั้นเราอย่าได้ หลงยึดถือถึงกับว่าคำนั้น เป็นคำ พิเศษมา จาก สวรรค์ โดย เฉพาะ แต่ท่านผู้สอนธรรมะนั้นได้เอาคำที่ทุกคนรู้จักกัน ดีตามบ้านตามเรือนมาเป็นคำสำหรับเรียกชื่อธรรมะ ซึ่ง พออธิบายนิดหน่อยก็เข้าใจได้. เช่นคำว่า "เย็น" นี้; ใคร ๆก็รู้ดีว่าคำว่า "เย็น" นี้ มันหมายความว่าอย่างไร ? ถ้าว่าเย็นทางธรรมะ ก็คือเย็นทางจิตใจ เพราะกิเลสที่ เป็นเหมือนกับไฟนั้นทำให้เร่าร้อน พอ พูดอย่างนี้มันเข้า ใจได้เร็ว ดีกว่าจะไปเอาคำอื่นที่คนเขาไม่รู้เรื่องมาพูด. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า ท่าน จึงได้ใช้คำ อย่างนี้ ทั้งหมด เช่นเดียวกับศาสดาองค์ก่อน ก่อนพระพุทธเจ้า เพราะเหตุ ผลอย่างที่กล่าวแล้วนั้นอย่างหนึ่ง และเพราะเหตุผลที่ว่า เขากล่าวอย่างนั้นกันอยู่แล้ว เขาเรียกอย่างนั้นกันอยู่ แล้ว เขามุ่งหมายที่จะได้สิ่งเหล่านั้นกัน อยู่แล้ว เช่นคำว่า “นิพพาน" อย่างนี้ เขาพูดกันมานานก่อนพระพุทธเจ้า เขามุ่งหมายสิ่งที่เรียกว่านิพพานซึ่งหมายถึงความเย็น หรือ ความที่ไม่ร้อยรัดเสียบแทง ทีนี้ต่างคนต่างอธิบายคำว่า
น.8 ๕ นิพพาน ไปตาม ความคิด ความเห็น ของ ศาสดาองค์นั้น ๆ อย่างบางองค์เอาความสมบูรณ์ทางกามารมณ์เป็นนิพพานก็ มี เอาความสงบเย็นของฌานของสมาบัติเป็นนิพพานก็มี แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่เอาอย่างนั้น ท่านเอาความที่จิตสงบ เย็นเพราะไม่มีกิเลสโดยสิ้นเชิง ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด แล้วก็ไม่เกิดกิเลสเลย และมีความเย็น อย่างนี้เป็น นิพพาน ทีนี้เรื่องของ "ทาง" ก็คือ ทางสำหรับเข้าถึงความ เย็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงได้แก่ทางปฏิบัติ แนวของ การปฏิบัติ หรือสายของการปฏิบัติที่จะต้องปฏิบัติพร้อม กันไปทางกาย ทางวาจา ทางใจ เพื่อถึงจุด ๆ นั้น. และ คำว่า "ทาง" นี้ใช้กันมากในลัทธิอื่นก็ใช้ แม้แต่คำว่า "เต๋า" ของจีนก็ยังแปลว่า "ทาง" ศาสนาโซโรสเตอร์ก็ มีใช้คำว่า "ทาง" นี้ ซึ่งหมายถึงตัวศาสนาหรือตัว พรหมจรรย์อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นเราจงเข้าใจว่า คำว่าทางนี้ไม่ใช่คำพูดเล่น ๆ หรือว่าจะเข้าใจได้ทันที มัน เป็นคำพูดที่หมายถึงตัวศาสนาทั้งหมด และเป็นสิ่งที่ต้อง ศึกษาแล้วเดินไปให้ได้
น.9 9 ทีนี้จะได้กล่าวถึงคำว่า "สายกลาง" เมื่อพูดว่า "ทางสายกลาง" ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่คงรู้สึกว่าเป็น คำที่ชินหูกันอยู่ไม่น้อย เพราะในประเทศอย่างประเทศ ไทยเรานี้ มีวัฒนธรรมที่เนื่องมาด้วยพระพุทธ- ศาสนา ความหมายของคำ ๆนี้ หรือคำ ๆ นี้ย่อมคุ้นเคย กันมาก อย่างจะพูดอะไรก็ว่า "ทำโดยสายกลางนะ อย่าให้มันตึงเกินไป หย่อนเกินไป” เป็นทำนองนี้ ก็ เอาอย่างมาจากเรื่องของพระพุทธเจ้าที่ว่า แม้ในการทำ ความเพียรเพื่อตรัสรู้ ท่านก็ถือหลักสายกลาง. แต่ด้วย เหตุที่เรามักจะนึกอะไร ๆ เร็วเกินไปว่า "เข้าใจ ๆ" แล้วก็ไม่สนใจมากไปกว่าที่เข้าใจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคำ ว่า "สายกลาง" ของเรา มันจึงเป็นไปแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มันก็ถูกเหมือนกัน ไม่ใช่ผิด มันก็ตั้งต้นไปตั้ง แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มันก็ไปจนถึงเรื่องที่ลึกซึ้งที่สุด ซึ่งก็ในความหมายว่า "สายกลาง" อยู่นั่นเอง อาตมาอยากจะบอกไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าจะพูดว่า "เดินสายกลาง" อย่างนี้ละก็ ในชั้นลึกสุดนั้น มัน หมายถึงกับว่า การที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งปวงหรือ
น.10 ๗ โลกทั้งโลกนี้ด้วยจิตที่ไม่ยึดถือ เป็นใจความสำคัญอยู่ตรง นี้ จึงจะชื่อว่าผู้นั้นเดินทางสายกลาง. การที่จิตเป็น อิสระ ไม่เข้าไปยึดถือสิ่งใดเป็นตัวตน เป็นของตนไม่ ตกเป็นทาสของสิ่งใดนั่นแหละ เรียกว่า ผู้นั้นรู้จักเดินอยู่ ในทางสายกลาง ไม่เข้าไปติดนั่น ไม่เข้าไปติดนี่ ทั้งทาง ซ้ายหรือทางขวา. นี่ดูความหมายของคำว่า ทางสายกลาง ในอันดับสูง-อันดับสุดท้าย ทีนี้เราจะตั้งต้นมองกันไปตั้งแต่ ขั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ ก็จะดีเหมือนกัน และอีกอย่างหนึ่งก็เพื่อจะป้องกันความ เข้าใจผิด ที่จะเกิดขึ้นจากคำบรรยายครั้งที่แล้วมา ; และ พร้อมกันนั้นก็จะถือเอาหลักที่บรรยาย ในครั้งที่แล้วมา มาชี้ให้เห็นถึงความเป็นสายกลาง. "ทางสายกลาง" หรือ "ความเป็นกลาง" นี้ อย่า เอาไปปนกับคำว่าครึ่ง ๆ กลาง ๆ.ถ้าทำอะไรครึ่ง ๆ กลางๆ นั้นมันเป็นเรื่องของคนโง่หรือคนที่ทำอะไรไม่สำเร็จ เพราะ เป็นคำที่รู้กันอยู่แล้วว่าใช้ไม่ได้ ทำอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ มันใช้ไม่ได้. หรือบางคนอาจจะพูดว่าคุ้มดีคุ้มร้าย คือ ครึ่งดีครึ่งร้ายนี้แล้วจะเอาเป็นทางสายกลาง อย่านี้งยิ่งร้าย
น.11 ๘ ใหญ่ เพราะคำว่าคุ้มดีคุ้มร้ายนั้นมันใช้ไม่ได้เลย ไม่ใช่ว่า ครึ่งดีครึ่งร้าย แล้วก็อยู่เป็นทางสายกลางอยู่ตรงกลางอย่าง นั้นไม่ใช่ นั้นมันเป็นไปทางฝ่ายผิดในระดับหนึ่งทีเดียว. เพราะฉะนั้นคำว่าทางสายกลาง จึงไม่ใช่คำว่าครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือคุ้มดีคุ้มร้ายหรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งยังมีอีก มาก ; เรากันออกไปเสียเลย ไม่ข้องแวะกันเลย. ทีนี้เรามาเทียบคำคู่ อย่างที่อธิบายในปาฐกถาคราว ก่อน ในระหว่างคำว่า "มี" กับคำว่า "ไม่มี" คำว่ามี เราก็ชอบกันโดยมาก ชอบที่จะมีนั่นมีนี่ : แต่คำว่าไม่มี เราไม่ชอบ. แต่แล้วคำว่า "มี" นี่ก็เป็นมูลเหตุของความ ทุกข์ แล้วเราจะทำอย่างไร จึงจะเดินอยู่ในสายกลาง ระหว่าง "ความมี" กับ "ความไม่มี" ฉะนั้นถ้าถือตาม หลักของธรรมะแล้วเราจะต้อง "มีโดยไม่ยึดถือว่ามี" มันมีอะไร ๆ ก็มี มีทั้งนั้นเลย แต่ไม่ต้องยึดถือว่าตัวเรา มี หรือมีเป็นของเรา ; หรือถ้าจัดขึ้นมาก็เป็นตัวภูมิ มี เป็นของกูทำนองนี้ ; ให้มีโดยไม่ยึดมั่นถือมั่นว่ามี. นี้ มันหมายความว่า เราจะมองกันในแง่มีก็มี และจะมอง กันในแง่ไม่มีก็ได้ เพราะว่าเราไม่ได้ยึดถือว่ามี ซึ่งมัน
น.12 ๕ มีค่าเท่ากับไม่มี โดยทางความรู้สึกคิดนึก ; มันมีในทาง สมมติ คือตามที่ขนบธรรมเนียมประเพณี ตามกฎหมาย ที่ ว่าสิ่งนั้นมันเป็นกรรมสิทธิ์ของคนนี้ คนนี้มีสิทธิครอบครอง อย่างนี้ มันก็มีตามกฎหมายสมมติ แต่ในใจจริงของคน ๆ นั้น ที่เขารู้ธรรมะนั้นเขาไม่คิดว่ามี เขาไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า มี เขาจะรู้สึกหรือรับรู้ว่ามี แต่ในด้านลึกของวิญญาณ หรือจิตใจของสติปัญญานั้น ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเรามีหรือมี เป็นของเรา. นี่เรียกว่าท่านรู้จักปฏิบัติเป็นทางสายกลาง ต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านมีอยู่บนบ้านเรือนเต็มไปหมด ในฐานะ ว่ามันไม่มี คือไม่มีด้วยความยึดถือ มีตามสมมติ อย่างนี้ต่าง หากจึงจะเรียกว่ารู้จักวางจิตเป็นกลาง ซึ่งหมายถึงมัน เดิน อยู่ในสายกลาง ในกรณีที่เกี่ยวกับการมีและไม่มี ทีนี้ในคู่ต่อไปจะกล่าวถึงเปลือกกับเนื้อ. เปลือกกับ เนื้อนั้น ถ้าคนหลงมาก ๆ ก็จะถึงกับเกลียดเปลือก แล้วก็รักเนื้อ แต่ว่าคนที่เดินสายกลางแล้วถึงเขาจะ ใช้เปลือกก็ใช้อย่างเปลือก เกี่ยวข้องกับเปลือกก็เกี่ยวข้อง อย่างที่เป็นเปลือก; ถ้าใช้เนื้อหรือเกี่ยวข้องกับเนื้อหรือ บริโภคเนื้อก็ใช้อย่างที่มันเป็นเนื้อ, ใช้เปลือก ย่างเปลือก
น.13 ๑๐ ใช้เนื้ออย่างเนื้อ อย่างนี้จึงจะเรียกว่าเดินสายกลาง เพราะ ได้กล่าวมาแล้วว่าเปลือกกบเนื้อนั้นเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันแล้วมันก็สูญหายไปหมดทั้งสองอย่าง. เปลือกก็ รักษาเนื้อ เนื้อก็เป็นประโยชน์ต่อผู้มี ทำนองนี้. เพราะ ฉะนั้นเราจะต้องปฏิบัติให้ถูกทั้งต่อเปลือก และต่อเนื้อ จึงจะเรียกว่าเป็นคนเดินสายกลาง. เช่นต่อร่างกายเราจะ ปฏิบัติอย่างไร ที่เป็นเหมือนเปลือก ; ต่อจิตใจ ต่อสติ ปัญญา เราจะต้องปฏิบัติอย่างไรที่เป็นเหมือนเนื้อ. หรือ จะให้ง่ายลงไปอีกจนถึงกับคนธรรมดาเข้าใจก็ว่า อย่าง ภาชนะที่ใส่อาหารกับอาหารที่อยู่ในภาชนะนั้น เราจะต้อง ปฏิบัติต่อมันให้ถูกต้อง ทั้งที่จะปฏิบัติต่อจานหรือชาม ที่เป็นภาชนะ และก็ต่อสิ่งที่มีอยู่ในจานหรือในชาม, อย่าง ผลไม้ก็เหมือนกัน ต้องรู้จักจัดการกับเปลือก ให้ถูกต้อง กับเรื่องของเปลือก. หรือจัดการกับเนื้อให้ถูกต้องกับเรื่อง ของเนื้อ; อย่างนี้ก็เป็นผู้เดินอยู่ในทางสายกลาง. นี่แหละ ต้องการจะให้เข้าใจความหมายของคำว่า ทางสายกลาง ใน ลักษณะเช่นนี้
น.14 ๑๑ ที่นี้คู่ที่ได้ชี้ให้เห็นในวันก่อนว่า พระพุทธเจ้าในส่วน เปลือก และพระพุทธเจ้าในส่วนเนื้อ. ธรรมะจริง คุณ ธรรมที่แท้จริง คือความสะอาดสว่าง สงบ นั่นเป็นพระ พุทธเจ้าที่แท้จริงในส่วนในหรือส่วนเนื้อ ส่วนพระ พุทธรูปหรือว่าองค์ร่างกายของพระพุทธเจ้าที่เดินไปมาได้ อยู่ในอินเดีย เมื่อ ๒,๐๐๐ กว่าปีนั้นเป็นพระพุทธเจ้าส่วน เปลือก. แต่เราก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องเพื่อเป็นประโยชน์แก่ ส่วนเนื้อ เช่นว่ามีพระพุทธรูปนี้ต้องมีให้ถูกตามวัตถุประ- สงค์ของพระพุทธรูป คือว่าอย่างนอยที่สุด เป็นเครื่อง เตือนให้ระลึกถึงสิ่งๆ หนึ่งซึ่งเป็นที่มุ่งหมายของอนุสาวรีย์ อันนี้คืออนุสาวรีย์อันนี้เขาสร้างขึ้นเพื่อมุ่งหมายถึงใคร และก็จะต้องใช้วัตถุอนุสาวรีย์นี้ให้เราเข้าถึงในสิ่งที่เขามุ่ง หมาย. ถ้าหมายถึงพระพุทธเจ้าที่เสด็จเดินไปมาได้อยู่ใน อินเดียครั้งกระโน้น เราก็มุ่งหมายถึงพระพุทธเจ้าในชั้น เปลือกที่รองลงไปอีกคือเปลือกชั้นใน. ที่นี้ถ้าหลังจาก เปลือกชั้นในก็ถึงพระพุทธเจ้าองค์จริง ที่ตรัสว่า เห็น ธรรมะ คือ เห็นตถาคต เห็นตถาคตคือเห็นธรรมะ อย่าง อื่นไม่ใช่อย่างนี้. นี้ก็หมายความว่าเราทะลุเปลือกชั้นใน เข้าไปถึงเนื้อจริงคือธรรมะ คือความหลุดพ้นไม่ยึดมั่นถือมั่น
น.15 ๑๒ สิ่งใด นี่ก็โดยอาศัยเปลือกชั้นนอกซึ่งเป็นจุดหรือเป้าหมาย ในทางตาก่อน คือพระพุทธรูปเป็นต้น หรือวัตถุอื่นก็ได้ แล้วก็ถึงเปลือกชั้นในแล้วก็ถึงเนื้อชั้นในอย่างนี้. อย่างนี้ เราก็เรียกว่าเดินอยู่ในสายทางกลางเหมือนกัน ถ้าคนใดไป ติดที่เปลือกชั้นนอกจนถึงกับเอาพระพุทธรูปเป็นพระ พุทธเจ้า และมากไปกว่านั้นอีกก็คล้ายกับว่าในนั้นมีจิต มีวิญญาณ แล้วก็เอามาแขวนเป็นเครื่องราง อะไรเหล่านี้ มันก็มากออกไปในทางเป็นเปลือกชั้นนอก ใกล้กับอันตราย มากขึ้นทุกที ถ้าทำไม่ดีแล้วก็จะกลายเป็นผลตรงกันข้ามขึ้น มา. เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้จักทำให้ถูกต้องไปหมดคือมี สติ ปัญญา ลืมหูลืมตาทำให้ถูกต้องไปหมด . ทั้งส่วนเปลือก ชั้นนอก เปลือกชั้นกลาง เปลือกชั้นใน แล้วก็ถึงเนื้อใน. ถ้าเราดิ่งไปทางใดทางหนึ่งคือนอกเกินไป หรือในเกินไป แล้ว มันเรียกว่าเป็นความยึดมั่นถือมั่นไปทั้งนั้น. ฉะนั้นเราต้องค่อยๆ ศึกษาให้รอบรู้ ทั้งเรื่องของชั้นนอก และชั้นใน และสัมพันธ์กันอย่างไร. อีกคู่หนึ่งอย่างว่า วัตถุศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เช่น วัดวาอาราม นี้มันก็เป็นชั้นนอกหรือเปลือกอย่างหนึ่ง
น.16 ๑๓ เหมือนกัน ที่เป็นชั้นในนั้นก็มีความมุ่งหมายว่า นี่ต้อง เป็นสถานที่ที่ให้เกิดแสงสว่าง การเกิดแสงสว่างขึ้นมาใน ใจนั่นแหละคือความมุ่งหมายของการสร้างวัดวาอาราม เพราะวัดวาอารามเป็นออฟฟิศสำหรับให้แสงสว่างในทาง จิตใจ. ฉะนั้นถ้าเราทำให้เกิดแสงสว่างขึ้นมาในจิตใจได้ ก็ เหมือนกับเรามีวัดวาอารามที่แท้จริง มันก็คือธรรมะจริง อีกเหมือนกัน ที่เป็นเนื้อแท้ของวัดวาอารามจริง ทีนี้ก็มาถึงอีกคู่หนึ่งคือประเพณีกับธรรมะจริง. ประเพณีนั้นมองดูให้ดีเถอะมันเป็นได้ทั้งสองฝ่าย คือฝ่าย หนึ่งสำหรับยึดมั่นถือมั่นจนเกิดโทษก็ได้ และฝ่ายหนึ่งเป็น สื่อเป็นสะพานนำไปสู่ธรรมะจริง ๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้นเรา จงใช้ประเพณีนี้ให้ถูกตรงตามความมุ่งหมาย และตามความ ฉลาดของผู้ที่บัญญัติลัทธิประเพณีขึ้น. อย่างเรารวมกลุ่มนี้ เรียกว่ากลุ่มพุทธศาสตร์และประเพณี ซึ่งหมายถึงประเพณี ทางพุทธศาสนา ก็ต้องมีความหมายว่า ถ้าเราประพฤติ ตามประเพณีใด ๆ ที่มีอยู่ในพุทธศาสนาแล้ว ประเพณี นั้น ๆ จะช่วยบังคับหรือแวดล้อมให้เราเข้าถึงตัวแท้ คือธรรมะตัวจริงของพุทธศาสนาโดยไม่มีทางที่จะเป็น
น.17 ๑๔ อื่นไปได้. แต่เดี๋ยวนี้มีคนที่เรียกว่ามีฝ้าในดวงตาหนามาก เกินไป ฝ้าที่ปิดตามากเกินไปกลับหลงทำประเพณีนั้น ให้ มีฝ้าหุ้มห่อมากขึ้นยึดมั่นประเพณีมากไปทุกที ๆ จนเป็น เรื่องประเพณีศักดิ์สิทธิ์ ขลังศักดิ์สิทธิ์ โดยไม่รู้ความหมาย แล้วก็ทำไปอย่างที่เขาเรียกกันง่ายๆ ว่า "เถรส่องบาตร" หมายถึงทำอะไรไปตามที่เคยชิน หรือตามประเพณีโดยไม่ ต้องรู้ความหมาย นี่เรียกว่า "เถรส่องบาตร" เพราะฉะนั้น ต้องรู้จักใช้ประเพณีให้เป็นเงื่อนต้นที่ดี นำไปสู่ความมุ่ง หมายของประเพณีนั้นคือธรรมะจริง. อย่างนี้ก็ไม่ติดทั้งประ เพณีและไม่ติดทั้งธรรมะจริง รู้จักใช้ให้สำเร็จประโยชน์ ซึ่ง เรียกว่าอยู่ในระหว่างกลาง. ถึงพิธีรีตองต่าง ๆ ก็เหมือน กันกับประเพณี มันเพื่อธรรมะจริง มันมีเหตุผลอยู่ในทีแรก แต่คนละเลยในส่วนนั้นเสีย ไปติดอยู่แค่ตัวประเพณีล้วน ๆ มันก็เลยกลายเป็นคนติดประเพณี จะเรียกว่าติดซ้ายหรือ ติดขวาก็ได้ มันไปติดข้างเปลือก ถ้าสมมติเปลือกเป็นซ้าย ก็เรียกว่าติดซ้าย ธรรมะสอนให้ไม่ติดทั้ง ติดซ้ายและติด ขวา มันจึงจะอยู่ในทางสายกลาง ทีนี้อีกคู่หนึ่งก็อยากจะนำมากล่าว คือว่า ทรัพย์ ข้างนอกกับทรัพย์ข้างใน คือทรัพย์ไม่จริงกับทรัพย์จริง
น.18 ๑๕ ทรัพย์ข้างนอกเช่นเงินทอง ทรัพย์สมบัติข้าวของ และ ทรัพย์ข้างในก็คือธรรมะสำหรับทำความดับทุกข์. คนที่หลง ก็จะเกิดติดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป แม้จะติดทรัพย์ข้าง ในมันก็ยังหลงอยู่นั่นเอง. มันจะต้องไม่ติดทั้งสองฝ่าย อยู่ ตรงกลาง คือทำให้สำเร็จประโยชน์ เกื้อกูลแก่กันและกัน ทั้งทรัพย์ข้างนอกและทรัพย์ข้างใน. ไม่เป็นทาสเงิน แต่ก็ รู้จักใช้เงินให้เป็นประโยชน์; แล้วก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นธรรมะที่ เป็นทรัพย์ข้างในอย่าง วัตถุศักดิ์สิทธิ์ มองไม่เข้าใจ มอง ไม่เห็น ก็ยังบูชาอย่าง วัตถุศักดิ์สิทธิ์. ในกรณีอย่างนี้จะ จะต้องใช้การปฏิบัติตน โดยอาศัยทรัพย์ข้างนอกเป็นเครื่อง อำนวยให้ชีวิตเป็นอยู่ สำหรับการศึกษาและผ่านชีวิตใน หลายรูป หลายแบบไปตามลำดับ ๆ เกิด Spiritual Experience ขึ้นเรื่อย ๆ ไปทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี ก็ถึง ทรัพย์ข้างในได้ ; นี่มันสัมพันธ์กันอย่างนี้ จนเราไม่ต้อง แยกเป็นของตรงกันข้าม เป็นคู่ ๆ ที่เลือกเอาข้างหนึ่ง แล้ว ก็ไม่เอาข้างหนึ่งเสมอไป. เรารู้จักเดินตรงกลาง อย่างนี้ ก็คือรู้จักทำให้สัมพันธ์กัน
น.19 ๑๖ ทีนี้ถ้าจะให้เด็กเล็ก ๆ เข้าใจอีก อย่างที่ครูบา อาจารย์จะไปสอนเด็ก อย่างที่ว่าเรื่องการเล่นกับการงาน ถ้าใครติดการเล่นเกินไป มันก็เสียการงาน ถ้าใครติดการ งานเกินไป มันก็ไม่มีการเล่น แล้วมันก็จะเป็นคนพิกล พิการไปอย่างหนึ่งเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นประโยคเก่าแก่ ดั้งเดิมที่เขาพูดกันอยู่เสมอว่า "All work and no play makes Jack a dull boy." นี่เป็นภาษิตเก่าแก่บรมโบราณ เห็นอยู่ในหนังสือเก่า ๆ คือ ถ้าทำงานอย่างเดียวและไม่ มีการเล่นแล้วก็ทำให้เด็กนั้นทึบได้ ฉะนั้นมันต้องเล่นและ เรียนพอสมส่วนกัน ด้วยสติปัญญาอันแท้จริง ไม่ใช่หลอก ลวงตัวเอง ตบตาตัวเอง เอาเล่นมากเข้าไว้ ทำงานน้อย แล้วก็แก้ตัวว่าอย่างนั้นอย่างนี้. เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์ ที่รู้จักจัดให้เด็กได้เล่นและเรียนเป็นทางสายกลางได้แล้ว ก็ จะสำเร็จประโยชน์เต็มที่ทั้งการเล่นและการเรียน ทั้งร่าง กาย ทั้งอนามัย ทั้งจิตใจ อะไรไปหมดพร้อมบริบูรณ์หมด. เพราะฉนั้นท่านจึงควรจะรับทราบไว้ว่า สิ่งที่เรียกว่าทาง สายกลางซึ่งเป็นตัวพุทธศาสนาโดยตรงนั้น จะต้องนำไป ใช้แม้แก่เด็กตั้งแต่แรกคลอดออกมาทีเดียว จะต้องมีอะไร
น.20 ตั้งแต่แรกคลอดขึ้นมาตามลำดับ แล้ว ก็สูงขึ้นมาตามลำดับ. นี่เรียกว่าต่ำที่สุดแล้ว. ทีนี้ถ้าว่ามองทีเดียวสูงที่สุด เรื่อง "ได้กับเสีย" เรื่อง “ดีกับชั่ว" หรืออะไรทำนองเป็นคู่ ๆ อย่างนี้ ถ้าเดินสายกลางก็ต้องไม่ยึดไม่ติดทั้งสองฝ่าย หรือทั้งสอง อย่าง. ไม่ยึดมั่นถือมั่นในเรื่อง "เสีย" จนนั่งร้องไห้หรือ ฆ่าตัวตาย โดดน้ำตาย ; ไม่ยึดมั่นถือมั่นในเรื่อง "ได้" งก ไปหมดในเรื่องได้ หัวเราะจนตาย หรือว่าเป็นโรคเส้น ประสาทเพราะการหวง การเป็นห่วง วิตกกังวล ; นั่น มันเป็นเรื่องยึดมั่นในเรื่อง "ได้" ฝ่ายหนึ่ง ในเรื่อง "เสีย" ฝ่ายหนึ่ง มากเกินไป ไม่อยู่ที่ในทางสายกลาง. ถึงแม้ดีกับชั่วก็เหมือนกัน จะไปติดชั่วติดดีด้วย ความหลงอย่างใดอย่างหนึ่ง ข้างใดข้างหนึ่งนั้น มันเป็น เรื่องเกิดผลร้ายเท่ากัน เพราะว่าความดีนั้นมันแปลก ถ้า ไปหลงผิดทำเข้าแล้วมันจะโง่จนถึงกับไม่รู้จักว่า "ดี" นั้น เป็นอย่างไร ; มันก็ไม่ถูกสิ่งที่ "ดีจริง" . ส่วนเรื่องชั่วนั้น ไม่เป็นปัญหา ไปหลงผิดก็คือไปเล่นกับสิ่งที่เป็นอันตราย. แต่ทีนี้การที่รู้จักหลีกชั่ว และทำดีให้ได้ด้วยความไม่ยึดมั่น
น.21 ๑๘ ถือมั่น ไม่หลงยึดมั่นถือมั่นอย่างหลงใหล อย่างเพ้อคลั่ง นี้ก็เรียกว่าเดินอยู่ในทางสายกลาง. เพราะว่า ถ้าเรื่องดีนี้ เป็นเรื่องถึงที่สุดแล้ว พระพุทธเจ้าก็จะไม่ทรงสอนให้ ละความยึดมั่นถือมั่นทั้งเรื่องชั่วและเรื่องดี. อย่างหลัก พุทธศาสนาทั่วไปที่ว่า เว้นชั่วเสีย แล้วกระทำดี ให้สมบูรณ์ แล้วก็ทำจิตให้บริสุทธิ์ ; นี่ยังมีเติมเข้ามาอีกขั้นหนึ่ง ว่า ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ คือว่าอย่าได้ไปหลงยึดถือเข้าทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่ว จิตจึงจะบริสุทธิ์อยู่เหนือสิ่งทั้งปวง. เพราะ ฉะนั้นข้อปฏิบัติที่ทำจิตให้บริสุทธิ์นั้นจึงเป็นการเดินตามทาง สายกลางแท้ ที่จะไปสู่พระนิพพานได้ ทางสายกลางในความหมายต่ำ ๆ มันจะต้องรู้จัก พิจารณากันด้วยสติปัญญาของตนเองบ้าง อย่าหวังแต่ที่จะ เอาอะไรจากพระคัมภีร์ หรือจากทางวัดมากเกินไป. คิดดู ด้วยตนเอง สังเกตดูด้วยตนเอง พิจารณาดูด้วยตนเอง ก็จะพบไป ทุกสิ่งทุกอย่าง ว่ากฎอันนี้ช่างสำคัญเสียจริง ๆ จะต้องนำมาใช้ในที่ทั้งปวง. เหมือนอย่างว่ารับประทาน อาหารอย่างนี้ จะรับประทานข้าวเท่าไร จะรับประทาน กับเท่าไร นี่มันก็ต้องมีความพอเหมาะพอดี ซึ่งเรียกว่า
น.22 ๑๙ อยู่ตรงกลาง อะไรมากไป มันเป็นผลอย่างไร ทุกคนก็รู้ ดีอยู่แล้ว. และโดยเฉพาะกับข้าวไทยอย่างนี้ซึ่งล้วนแต่รส จัด เค็มจัด เผ็ดจัด ถ้าไม่เอาข้าว ซึ่งเป็นของจืดเข้าไป เจือให้เหมาะส่วนแล้ว มันก็ยากที่จะรับประทานได้. อย่าง กับข้าวไทยนี้ลองรับประทานโดยไม่มีข้าว ก็จะเจ็บป่วยขึ้น มาทันที ; แต่ถ้าได้ข้าวเป็นของเจือให้จางลง มันก็เป็นไป ได้. ทีนี้เราอาจจะใช้ ไม่ได้กับกับข้าวฝรั่งซึ่งมันจืดอยู่แล้ว ไม่ต้องเอาข้าวไปช่วย ก็ยังรับประทานแต่กับข้าวได้ อย่าง นี้ก็มี. เพราะฉะนั้น ไม่อาจจะพูดอย่างใดลงไปโดยตายตัว ได้ มันต้องอยู่ที่ความพอเหมาะพอดีทั้งนั้น. ทีนี้จะชี้ในส่วนลึก ในส่วนจิตใจให้มากขึ้น ก็อย่าง ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นทีเดียวว่า ในขณะใดจิตอยู่ด้วยความ ไม่ยึดถืออะไรทั้งข้างซ้าย ข้างขวา ข้างหน้า ข้างหลัง ข้างบน ข้างล่าง อะไรเหล่านี้ อย่างนี้เรียกว่าจิตดำเนิน อยู่ในทางสายกลาง ซึ่งได้อธิบายมาตั้งสองสามครั้งแล้วว่า อาการอย่างนี้เราเรียกว่า "ว่าง" คือจิตกำลังว่างไม่ไปวุ่น ไม่ไปติด ไม่ไปผูกพันอยู่กับสิ่งใด. ในขณะใดจิตกำลังว่าง นั้นเรียกว่า เป็นการเดินอยู่ในทางสายกลาง และเป็น
น.23 ๒๐ การเดินของจิตแท้ด้วย ไม่ใช่เดินด้วยเท้า. และในขณะที่ จิตว่าง มันไม่มีอะไรไปผูกพัน นั้นมันเป็นอิสระ เรียกว่า มันเหมือนกับอยู่ตรงกลาง และตอนนั้นก็เป็นการเดินอยู่ แล้ว ไม่ต้องไปรุกให้มันเดินอีก มันเป็นการเดินอยู่แล้ว. หมายความว่า ในขณะนั้นถ้าจะทำอะไร ก็ทำได้ดีที่สุด คิดอะไรก็คิดได้ดีที่สุด จำอะไรก็จำเก่ง มันจะเคลื่อนไหวไป ในทางไหนมันเป็นเรื่องสติปัญญาไปหมด นี่เป็นทางสาย กลางชนิดออโตเมติกอยู่ในตัวมันเอง คือมันเดินของมัน เอง แล้วเดินถูกของมันเอง อาตมาอยากจะเล่านิทานสั้นๆ นิด ๆ เพื่อเป็นเครื่อง ช่วยความจำให้ลืมยากว่า อย่างนิทานพวกนิกายเซ็นเล่าถึง คนหนุ่มคนหนึ่ง เขาเป็นตระกูลนักฟันดาบ เขาไปหา อาจารย์จะไปขอเรียนฟันดาบ เขาถามอาจารย์ที่จะสอนให้ เขานั้นว่า ผมจะต้องใช้เวลาสักกี่ปี อาจารย์ก็ว่า ใช้เวลา ราวเจ็ดปี นายหนุ่มคนนั้นก็นึกท้อว่ามันนานตั้งเจ็ดปี ก็ เลยคะยั้นคะยอขอร้องต่ออาจารย์ว่า ถ้าผมจะทำให้สุดความ สามารถทุกอย่าง คือจะพยายามอย่างยิ่งเอาจริงทุกอย่าง ในการฝึกฝนนี้ เขาจะใช้เวลาสักกี่ปี ท่านอาจารย์ก็
น.24 ๒๑ บอกว่า ต้องสิบสี่ปี. คราวนี้ก็เลยชักหนาว ๆ ร้อน ๆ เขาขอร้องอีกครั้งหนึ่งว่าผมนี้จะต้องศึกษาการฟันดาบให้ เสร็จทันก่อนพ่อตาย พ่อแก่แล้ว พ่อจะตาย ผมจะต้อง ไปแสดงวิชาฟันดาบให้พ่อทันเห็น ทีนี้ผมจะพยายามศึกษา ทำตามคำแนะนำของอาจารย์อย่างสุดความสามารถ มันจะ ใช้เวลาสักกี่ปี ? ท่านอาจารย์บอกว่า ถ้าอย่างนั้นต้อง ยี่สิบเอ็ดปี. ก็เลยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร อาจารย์ไม่ใช่คน พูดเล่น แกเลยซังกะตายอยู่กับอาจารย์ไปเพื่อศึกษาการ ฟันดาบนี้ แทนที่จะสอนฟันดาบอาจารย์ใช้ให้ไปทำงาน ในแผนกโรงครัว ผ่าฟืน ตักน้ำ ปรุงอาหาร แต่ในขณะ ใดที่นายหนุ่มคนนี้กำลังนั่งเหม่อ ๆ คือว่า นั่งทำงาน อะไรอยู่ในครัวนั่นแหละ อาจารย์ก็ถือดาบตรงเข้าไปบุก ตลุยฟันเขาโดยไม่เลือก เขาก็มีเลือดนิสัยฟันดาบ เขาเป็น ลูกเกิดในตระกูลนักฟันดาบอยู่แล้ว ก็ต่อสู้ไปตามแนน ไปตามเพลง อย่างนั้นทุกทีไป แต่เมื่อเขาต่อสู้อาจารย์ก็ เลิก แล้วคอยดูโอกาสอย่างนั้นอีก ชอบแอบเข้ามาทำ อย่างนี้บ่อย ๆ ไม่กี่ครั้งการฟันดาบของนายหนุ่มคนนั้น เป็นไปอย่างประหลาด ว่องไวรวดเร็ว เฉลียวฉลาด
น.25 ๒๒ อย่างประหลาดที่สุด ไม่ถึงปี อาจารย์บอกว่าแกกลับบ้าน ได้ เสร็จแล้วในการสอน แล้วนายหนุ่มคนนี้ก็เลยกลาย เป็นนักฟันดาบมีชื่อเสียงสูงสุดของยุคนั้น. นี่ ! ท่านลองอธิบายดูทีว่า ทำไมมันจึงเป็นอย่างนี้ เพราะว่าถ้าเขาตั้งใจจะทำให้ดีนั้น จิดของเขากำลังไม่เป็น กลาง คือกำลังวุ่นเพราะจะทำให้ดี ทีนี้ยิ่งเขาไปคิดถึงพ่อ ว่าพ่อจะตาย ไม่ทันเห็นอย่างนี้ ยิ่งจะเอาดีมากขึ้น เร็ว ๆ มากขึ้น อย่างนี้ มันยิ่งไม่ว่าง มันยิ่งวุ่นมากขึ้นกว่าเดิม เขาไม่อาจทำให้มันดีได้. ที่นี้อาจารย์มีอุบายให้เขาปล่อย ความยึดมั่นแบบนั้นให้หมดเสียก่อน. ความรู้สึกซังกะตาย อยู่ ๆ ไปนั้น ระหว่างนั้นมันมีจิตที่มีลักษณะเป็นกลาง เพราะว่ามันหมดความหวังที่ว่าจะทำให้ทันพ่อเห็น หรือ กำหนดปีเสียแล้ว จิตอยู่ในระดับธรรมชาติหรือเป็นกลาง ที่อาจารย์บุกทะลวงเข้าไปฟันในขณะที่เขาไม่รู้ตัวนั้น ก็ เพื่อว่าจะให้เขาใช้อำนาจของธรรมชาติหรือจิตที่เป็นกลาง หรือจิตตามธรรมชาติ หรือจิตเดิมแท้ หรืออะไรก็ตาม ให้มากที่สุด คือปลุกมันขึ้นมาให้มากที่สุด แล้วเขาก็เป็น ผู้จบการเรียนฟันดาบได้ในเวลาไม่กี่เดือน โดยไม่ได้สอน
น.26 ๒๓ กันอย่างตรงไปตรงมา แต่สอนด้วยวิธีปลุกธรรมชาติเดิม ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ โดยวิธีที่ฉลาดของอาจารย์คนนั้น. ตัวอย่างอย่างนี้เรียกว่า เป็นตัวอย่างให้เข้าใจ สิ่งที่เรียกว่า จิตที่กำลังเป็นกลางที่สุด กำลังว่างที่สุด ทีนี้ถ้าว่ามันไม่เป็นกลาง ไม่อาจจะเปลี่ยนให้เป็น กลางในลักษณะเช่นนี้อยู่ได้แล้ว มันจะเกิดการชน กระทบ กระทั่ง ชนกันอยู่ร่ำไป. ความรู้สึกฝ่ายต่ำกับความรู้สึก ฝ่ายสูง คือดีหรือชั่วนี้จะชนกันอยู่เรื่อยไปเหมือนกับสัตว์ กัดกัน ชนกัน นี้ความลังเลใจก็จะมีอยู่เรื่อยไป. ความ ลังเลทางดีบ้างทางชั่วบ้าง ทางสูงบ้าง ทางต่ำบ้าง จะได้ หรือจะเสียล้วนแต่วิตกกังวลไปทั้งนั้น นี่เรียกว่ามันชนกัน อยู่เรื่อย ข้างในมันชนกันอยู่เรื่อย แต่เจ้าตัวนั้นคงจะโง่ พอที่จะไม่รู้ว่ามันชนกันอยู่เรื่อย แล้วคงประมาทอยู่ตาม เดิม ที่มันชนกันอยู่เรื่อยนี้ อยากเล่านิทานที่สั้นที่สุดอีก เรื่องหนึ่งของพวกนิกายเซ็น มีว่า คนที่ปฏิบัติวิปัสสนา คนหนึ่ง ในการควบคุมของอาจารย์คนหนึ่ง อาจารย์ก็ ถามคนที่กำลังศึกษาวิปัสสนาอยู่นี้ว่า เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร
น.27 ๒๔ บ้าง เห็นอะไรบ้าง ? คนผู้ปฏิบัติวิปัสสนานั้นบอกว่าไม่เห็น อะไร เห็นแต่ควายสองตัว เป็นควายที่ปั้นด้วยดิน ตัว หนึ่งคำ ตัวหนึ่งขาวชนกันอยู่เรื่อย ไม่เห็นอะไรเลย. พอ บอกประโยคที่สั้นเท่านี้ อาจารย์ก็หันหลังขวับ แล้วกลับ ไปเลย เพราะทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์เขารู้กันดีว่ามันหมายความ ว่าอย่างไร. ที่นี้ต่อมานานพอสมควร อาจารย์มาถามอีกว่า เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร เห็นอะไรบ้าง ? คนผู้นั้นก็ตอบสั้น ที่สุดว่า เดี๋ยวนี้ควายดินสองตัวตกน้ำละลายหายหมดแล้ว อาจารย์ก็หันหลังขวับ กลับไปเลย ไม่ได้พูดอะไรอีก และ คนนั้นก็เป็นผู้ที่จบการปฏิบัติวิปัสสนาตามแบบเซ็น ที่ว่าควายดินสองตัว ตัวหนึ่งดำตัวหนึ่งขาวนั้นก็ หมายความว่า ไปยึดมั่นในกุศลหรือในอกุศล หรือใน ความดี หรือในความชั่ว เขาก็เห็นมันชนกัน คือ มัน กระทบกันเรื่อย มองไปทางนี้ก็เป็นอย่างนี้ มองไปทาง โน้นก็เป็นอย่างโน้น ที่ว่ามันเป็นควายดินก็เพราะว่ามันไม่ จริงจังอะไร มันเป็นมารยาหลอก ๆ; พอมันมาถึงน้ำ คือ มาถึงปัญญา ความจริง มันละลายหมด เดี๋ยวนี้มาถึงขั้น ของความว่าง มันก็เลยละลายหมด เพราะฉะนั้นการที่เขา
น.28 ๒๕ ใช้นิทานสั้น ๆ อธิบายอย่างนี้ก็เพื่อให้รู้ว่า ทางสายกลาง หรือดำรงอยู่ในสภาวะเป็นกลางนี้มันไม่มีการชนกับอะไร มันไม่ชนกับอะไรได้ ถ้าเปะปะไปข้างใดข้างหนึ่งแล้วมัน ชนกันอยู่เรื่อย ถ้าคนโง่ยึดดียึดชั่วแล้ว ก็จะชนกันอยู่ เรื่อย ตัวอย่างเท่าที่ยกมานี้พอที่จะมองเห็นได้ว่าความ เป็นกลาง หรือการเดินตามสายกลาง หรือการดำรงจิตไว้ ให้อยู่ในสภาพที่เป็นกลางที่สุดซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดในพระพุทธ ศาสนานั้น มันมีลักษณะอย่างที่ว่ามานี้ ด้วยตัวอย่างหรือ นิทานช่วยความจำอย่างนี้ก็แล้วกัน ทีนี้อาตมาก็จะได้กล่าวถึงคำว่าทางสายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทาตามแบบฉบับ คือถ้าเราจะไม่เอาแบบฉบับ จะไม่เป็น Orthodox เสียเลย ก็ดูจะอันตราย เพราะฉะนั้น จึงขอชักชวนให้ท่านทั้งหลายลองนึกถึงคำว่า "มัชฌิมาปฏิ ปทา" ซึ่งมีที่มาอยู่ในธัมมจักกัปปวัตนสูตร. ในพระบาลี พุทธภาษิตที่เอ่ยถึงมัชฌิมาปฏิปทา แล้วก็มีว่า ที่สุดโต่ง มีอยู่สองข้าง ข้างหนึ่งตกไปในทางกาม ข้างหนึ่งตกไป ในทางเคร่งเครียด ไม่ยอมเกี่ยวข้องกับกาม. นี่พูดง่าย ๆ
น.29 ๒๖ ก็ว่าข้างหนึ่งรักกาม ข้างหนึ่งเกลียดกาม จนตั้งตนเป็น ปฏิปักษ์ จึงได้ทรมานกายอย่างเจ็บปวดเพื่อให้ไม่เยื่อใยใน กาม ไม่ให้มีความสามารถเยื่อใยในกาม ไม่ให้มีคุณสมบัติ พอที่จะไปเกี่ยวข้องกับกามอย่างนี้เป็นต้น หมายความว่า มันเดินไปคนละทางจนสุดเหวี่ยง. ข้างโน้นก็สุดไปในทาง กาม ข้างนี้ก็สุดไปในทางเกลียดชังต่อกาม เรียกว่ากาม สุขัลลิกาฺโยค และอัตตกิลมถานุโยค ซึ่งพระพุทธเจ้า ท่านกวาดทั้งหมดเพราะเป็น อนตฺถสญฺหิโต คือไม่ ประกอบไปด้วยประโยชน์อะไรเลยทั้งสองฝ่าย แล้วก็ตรัส ว่ามัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง "อุโภ อนฺเต อนุปคฺมฺม" ที่ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งสุดโต่งสองอย่างนั้น "ตลาดเตน อภิสมฺพฺทฺธา" ที่ตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว; "จักขุกรณี" เป็นเครื่องกระทำให้เกิดดวงตา จักขุคือดวงตา; "ญาณ กรณี" เป็นไปเพื่อให้เกิดญาณคือความรู้; “เสยุยถีทํ" คืออะไรบ้าง; ท่านทรงจำแนกเป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาสัง กัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต ฯลฯ รวม ๘ ข้อ ที่ชินหูกันมากที่สุด. นี่ลองคิดดูว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ แล้วท่านก็สอนทางสายกลางซึ่งไม่เอียงไปทางสุดโต่งข้างใด
น.30 ๒๗ ข้างหนึ่ง และทรงยืนยันว่าพระองค์ตรัสรู้เอง และทรง ยืนยันว่าทางนี้เป็นจักขุกรณีคือ เป็นเครื่องมือให้เกิด ดวงตาขึ้นมา ก่อนหน้านี้ไม่มีตา หรือตาบอดหรือเท่ากับ ไม่มีตา เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีญาณ ไม่มีความรู้ แต่ว่า ทางสายกลางนี้ทำให้เกิดความรู้ ทีนี้จะขออธิบายคำว่า กามสุขัลลิกานุโยค และ อัตตกิลมถานุโยค กันสักหน่อยว่า : ความพัวพันในทาง วัตถุ จนตกเป็นเหยื่อของกามารมณ์ เรียกว่า กามสุขัล ลิกานุโยค เพราะว่าในสมัยพุทธกาลนั้นมีลัทธิอย่างนี้เต็ม ทั่วไปหมด. พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นมาในท่ามกลาง ประชาชนที่กำลังลุ่มหลงในความเชื่อ หรือลัทธินี้อยู่ส่วน หนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งคือประชาชนฝ่ายที่มีความคิดหรือ เป็นนักคิด หรือฝ่ายที่มีความคิดสูงกว่าจากระดับบุคคล ธรรมดาก็ไปหลงจัดในการทรมานร่างกาย บำเพ็ญตะบะ อย่างทรมานร่างกาย ทางหนึ่งก็หลงมัวเมาไปในทาง Materialism อีกพวกหนึ่งก็มัวเมาไปในทาง Asceticism หรือยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครเดินอยู่ตรงกลาง พระพุทธ เจ้าจึงทรงถือว่า ชมพูทวีปกำลังอยู่ในยุคที่มืดมนที่สุด
น.31 ๒๘ ไม่มีดวงตา ไม่มีญาณเกิดขึ้นเลย จึงได้ทรงสอน มัชฌิ- มาปฏิปทา ได้แก่ มรรคมีองค์แปดประการนี้ขึ้น พวกที่ เป็นกามสุขัลลิกานุโยค เขาก็มีตำหรับตำรา เขียนเหมือน กับพระไตรปิฎกด้วยเหมือนกัน อย่างลัทธิที่มีศาสดาชื่อ จารวกะเป็นต้น เขาสอนลัทธิวัตถุนิยม. อีกพวกหนึ่งเรียกว่า สูชิคชิท (Sushikshit) สูชิคชิท ค่อนข้างจะเป็นภาษาเปอร์ เซีย คือเป็นภาษาอารยันอินเดียเก่า พวกนี้พอจะยอมเชื่อ ว่า Soul หรือจิต หรือวิญญาณนั้นมีเหมือนกัน ไม่ใช่ ปฏิเสธเสียทีเดียว แต่ว่ามีเท่าที่เนื่องกันอยู่กับร่างกายเท่า นั้น พอร่างกายตายแล้วก็เลิกกัน นี้พวกหนึ่ง. อีกพวก หนึ่งเรียกว่า โธระตะ (Dhurt) พวกนี้ไม่ยอมเชื่อเลยว่ามี จิตหรือมีนามธรรมเลย เขาถือว่ามีร่างกายล้วน ๆ เขาถือว่า ชีวิตนี้คือ Combination ของธาตุ ๔ เท่านั้น ไม่มีอะไร มากกว่านั้น มันเป็น Materialism อย่างยิ่ง ; นี่มันมีอยู่ อย่างนี้ทางหนึ่ง. อีกทางหนึ่งก็เห็นว่า ร่างกายนี้ไม่มีความหมายอะไร เลย ไม่เอาใจใส่เลย ตีราคาเป็นของเน่าของเหม็น ของ ไร้สาระ ไม่มีความหมายเลยแม้แต่ครึ่งเปอร์เซ็นต์ เลยไป
น.32 ๒๙ สนใจแต่เรื่องจิต และเห็นว่าถ้ามีร่างกายอยู่เพียงใดแล้ว ร่างกายนี้มันจะคล้องจิตลงไปสู่ทางต่ำ ไปลุ่มหลงในกิเลส กามารมณ์ แล้วก็เลยเล่นงานเอาร่างกาย ทรมานร่างกาย บ่มจิตใจในวิธีที่เขาคิดว่ามันจะเป็นได้ถึงที่สุดอย่างไร. นี้ เรียกว่าไม่เดินทางสายกลางเลย ไม่เดินทางสายกลางอย่าง ยิ่ง โลกจึงกำลังอยู่ในสภาพที่น่าทุเรศ เต็มไปด้วยความโง่ ความหลงอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าจึงมีบุญคุณแก่ชมพูทวีป คือ แก่โลก ในที่นั้น ที่ทรงเป็นผู้ส่องแสงสว่างให้ ด้วยการบอกขึ้น เป็นคนแรกว่า ทางสายกลาง. แม้จะมีคนพูดหรือไม่พูดก็ ตาม พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่ารู้เฉพาะด้วยพระองค์เอง ขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้. "กลาง" อย่างนี้ท่านจะเห็นได้ เองทันทีว่า มันไม่ไปทางไหน มันไม่ฟุ่มเฟื่อยเกินไป และมันก็ไม่ขาดแคลนเกินไป. คนเราเดี๋ยวนี้มักจะรักข้าง ฟุ่มเฟือย แต่ก็ไม่เห็นว่าฟุ่มเฟือย ได้มาจนฟุ่มเฟื่อยแต่ก็ ไม่เห็นว่าฟุ่มเฟือย มันเป็นอย่างนี้เสียเรื่อย ดังนั้นความขาด แคลนมันก็มีอยู่เรื่อย เพราะเรามันเพ่งเล็งความฟุ่มเฟือย เกินไปอยู่เรื่อย ฉะนั้น เศรษฐีที่จนที่สุดก็คือผู้ที่ ไม่รู้จัก
น.33 ๓๐ มีความสันโดษ. พระพุทธเจ้าท่านถือหลักว่า "สนตุฏฐี ปรมํ ธนํ" ถ้ามีความสันโดษ มีความพอใจแล้ว มันไม่ ขาดแคลน ไม่รู้สึกว่าขาดแคลน มันจึงเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง. อีกทีหนึ่งก็เห็นได้ชัดว่า คนเหล่านั้น บางคนมองในแง่สนุก ตามใจตัวเอง อะไรดีไปหมด. บางคนก็มองในแง่ร้าย หรือบางคนก็ไม่รู้ว่ามากหรือน้อยนั้นเป็นอย่างไร แล้วก็ เลยทำมากเกินไปบ้าง น้อยเกินไปบ้าง เช่นในทางร่างกาย ก็ไม่ควรหลงใหลมากเกินไป มันควรจะเกี่ยวข้องพอถูกวิธี, น้อยเกินไปก็เหมือนกันอีก. น้อยหรือมากนี้มันวางอัตรา ลงไปไม่ได้ มันมีเหตุผลเฉพาะของเรื่องนั้น ๆ แต่คนเราก็ ไม่รู้ความพอดีข้อนี้ ทั้งที่ตัวล้นหรือมากเกินไปก็ไม่รู้ เพื่อจะเตือนสติกันในเรื่องนี้ เขาเล่านิทานกันสั้น ๆ ว่า โปรเฟสเซอร์ที่ Popular คนหนึ่ง ของเมืองนั้น หรือ ของนครนั้นเข้าไปหาอาจารย์ นำอิน เป็นอาจารย์ที่มีชื่อ เสียงอย่างยิ่งในทางพระพุทธศาสนานิกายเซ็น เพื่อขอเรียน พระพุทธศาสนาอย่างเซ็น กับอาจารย์คนนี้. อาจารย์คนนี้ ก็รู้เหมือน ๆ กับคนทั่วไป คือรู้ว่าโปรเฟสเซอร์คนนี้ Popular อย่างไร พอโปรเฟสเซอร์ไปถึงท่านก็เอาน้ำชามา
น.34 ๓๑ ต้อนรับ ครูบาคนนี้ก็รินน้ำชาใส่ถ้วยเพื่อจะต้อนรับโปร- เฟสเซอร์คนนี้ ท่านรินน้ำชาลงในถ้วยเรื่อย ๆ จนน้ำเต็ม ถ้วย น้ำเต็มถ้วยแล้วท่านก็ไม่หยุด ยังคงริน ๆ จนล้น ปากถ้วย ลงไปในจาน ลงไปที่พื้นนองไปหมด ก็ยังริน อยู่นั่นเอง ทีนี้โปรเฟสเซอร์คนนั้นเหลือที่จะทนอยู่ได้ จน หมดความเกรงใจ จึงพูดขึ้นว่า ท่านจะใส่มันลงไป ได้ อย่างไร อาจารย์นำอินก็บอกว่า ถึงอาตมาก็เหมือนกัน จะใส่ อะไรลงไปให้ท่านได้อย่างไรในเมื่อท่านก็ full of your won opinion and speculation ซึ่งหมายความว่าท่านเองก็ล้นอยู่ ด้วย Opinion ต่าง ๆ ของท่านเอง แล้วฉันจะใส่พุทธศาส. นานิกายเซ็นนี้ลงไปได้อย่างไร. เพียงเท่านี้ศาสตราจารย์ คนนั้นก็สะดุ้ง คือว่า หายจากมืดรู้สึกว่าขาวสว่างไปทั่ว ท้องฟ้าทั้งบ้านทั้งเมือง คือเป็นการบรรลุเซ็นตามแบบเซ็น. ที่ว่ อะไรมันมากเกินไปนี้ มันหมายความว่าอะไร. แล้ว เพียงเท่านั้นก็เป็นการสอนที่เพียงพอแล้ว ที่เรียกว่าบรรลุ อย่างฉับพลัน หรือบรรลุอย่างเซ็นนั้น เขาแทบไม่ต้อง พูดกันเลย แต่ว่าความรู้สึกของคนที่ถูกกระทำนั้น ด้วย สติปัญญาที่เขามีอยู่ หรือเขาทำจิตใจอย่างนี้ให้เกิดขึ้นได้นี้
น.35 ๓๒ มันโพล่งไปหมดได้ จนรู้ว่ามันไม่มีอะไรที่จะต้องยึดถือ หรือว่ามีอะไรที่ควรจะล้นหรืออะไรทำนองนี้. หรือว่าอย่าง น้อยที่สุดเขาก็ทำให้คนนี้รู้จักว่า อะไรมันมากไป อะไร มันน้อยไป เอาออกเสียให้พอดี หรือ adjust ให้พอดี. อย่างนี้เป็นต้น ก็เรียกว่าใช้วิธีที่เป็นทางสายกลางเหมือน กัน. ถ้าโปรเฟสเซอร์คนนั้นล้นอยู่ด้วยความคิดความเห็น ความรู้ สติปัญญาของแก สมกับที่แกเป็นคน ป๊อบปูล่า แล้วมันใส่อะไรไม่ลง ดังนั้นศาสตราจารย์ของโลกเวลานี้ หรือของประเทศเราสมัยนี้ก็คงจะมีลักษณะอย่างนี้อยู่ไม่น้อย เหมือนกัน ฉะนั้นจึงใส่พระพุทธศาสนาลงไปไม่ลงเพราะ มันล้น มันมากเกินไป มันก็ไม่ไหว มันน้อยเกินไป มัน ก็ไม่ไหว. ทีนี้เราจะปรับกันอย่างไรที่จะไม่ให้มากเกินไป ไม่ให้น้อยเกินไปนี้ ทีนี้เรื่องทางวัตถุ หรือทางจิตใจนี้มากเกินไป เพราะเห็นแก่รูปธรรมเกินไป เห็นแก่นามธรรมเกินไป นี้ก็เหมือนกัน. รูปธรรม หรือเรื่องฝ่ายวัตถุ ฝ่ายร่างกาย ล้วน ๆ ; แล้วฝ่ายนามธรรมหรือฝ่าย Mentality ; นี้ เขา ก็แยกออกไปได้เป็นฝ่ายจิตใจล้วนไม่เกี่ยวกับร่างกาย. คน
น.36 ๓๓ โง่ ๆ ก็ไปคิดว่าร่างกายนี้มันแยกออกจากจิตใจได้ เขาก็ เลยพยายามจะทำวิธีใดวิธีหนึ่งเพื่อให้มันแยกออกได้จริง ๆ. การทำไปอย่างโง่หลงอย่างนี้มันไม่อาจจะสำเร็จ หรือมัน อาจจะเป็นโรคจิตเสียก่อน เพราะนั่นแหละคือไม่รู้จักวิธีที่ จะให้เป็นไปในทางสายกลาง ซึ่งที่แท้จริงแล้ว ร่างกาย กับจิตใจ หรือรูปธรรมกับนามธรรมนี้ต้องสัมพันธ์กัน. ใน บาลีจะพูดว่า นามรูปํ เสมอ นามะ คือนามธรรมหรือ ใจนั่นเอง, รูปํ ก็คือ รูป คำว่า อํ หรือ ปํ นี้ ผู้ที่เคย เรียนบาลีมาบ้างแล้ว ก็จะรู้ด้วยตนเองว่าหมายถึง เอกะวัจ- นะ หรือ singular number เขาไม่แยกนามเป็นอย่างหนึ่ง รูปเป็นอีกอย่างหนึ่ง เป็น ๒ อย่าง ในทางทฤษฎีมันแยก กันได้เพราะเราพูดเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติที่เป็นจริงแล้ว มันไม่อาจจะแยก มันต้องไปคู่ด้วยกัน ; ถ้าขืนไปแยกแล้ว ก็เลยหายไปหมดทั้งสองอย่าง คือทำอะไรไปไม่ได้ทั้งสอง อย่าง; ต่อเมื่อเอามารวมกันเป็นสิ่งเดียวกัน มันจึงเป็น เหมือนกับสิ่งเดียวกัน มันจึงทำหน้าที่อะไรได้. โดย กฎเกณฑ์นี้ พระพุทธเจ้าท่าน จึงไม่ให้ติดใน ส่วนสุดโต่งข้าง ใดข้างหนึ่ง แต่ให้อยู่ตรงกลาง
น.37 ๓๔ เกี่ยวกับเรื่องร่างกายกับใจนี้ เขาให้คำเปรียบที่จำ ง่ายๆ ว่า เหมือนกับคนหนึ่งเป็นง่อยเดินไม่ได้เลย แต่ ตามันดี; อีกคนหนึ่งมันสบายดี แข็งแรงใหญ่โต แต่ตา มันบอด คนตาบอดจะไปหากินอย่างไรได้ ทำอะไรได้ คนง่อยก็เหมือนกัน มันลุกไปไหนไม่ได้ มันก็หากินไม่ได้ แม้ตาดี. ถ้าเอาสองคนรวมกัน คือว่าคนแข็งแรงยอมแบก คนง่อยตาบอดนี้ ไปไหนไปด้วยกัน มันก็เป็นไปด้วยกัน ได้ ไปทำมาหากินได้. ตรงข้ามถ้าคนตาบอดแยกอยู่ฝ่าย คนตาบอด คนตาดีแยกอยู่ฝ่ายคนตาดี ในกรณีนี้ซึ่ง เรียกว่าไม่เดินสายกลาง มันก็ล้มเหลวหมด. เพราะฉะนั้น จึงว่าอย่าไปแตะเข้าที่สุด โต่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันจึงจะเป็น ทางสายกลาง ทางสายกลาง ของพระพุทธเจ้าท่าน ทรงจำ แนกเป็น องค์ ๘ ประการ คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต ฯลฯ สัมมาทิฏฐิ หรือสัมมาอะไรทั้ง ๘ นี้ ขอให้จำไว้อย่างง่าย ๆ แต่เพียงว่า ความพอเหมาะพอ ดี ความเป็นไปอย่างถูกต้องพอเหมาะพอดี ๘ ประการ และ ความพอเหมาะ พอดีทั้ง แปดประการนี้มัน ต้องรวมกัน
น.38 ๓๕ เป็นสิ่งเดียว อย่าไปแยกกันเป็นอันขาด ที่เราปฏิบัติธรรม ไม่สำเร็จ ปฏิบัติวิปัสสนาไม่สำเร็จ ก็เพราะมันเกิดไปติด เข้าที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งไปแยกออกจากกัน ไม่รวมเป็นอันเดียว กันได้ คือไม่เป็นทางสายกลางขึ้นมาได้. บางคนติดทาน ทำทานจนไม่รู้จะทำอย่างไร แล้วก็ยังเป็นโรคเส้นประสาท เหมือนอย่างคุณย่า คุณยาย บางคนทำทานจนไม่รู้จะทำ อย่างไร สร้างโน่นสร้างนี่ แล้วก็ยังไม่พ้นที่จะเป็นโรค เส้นประสาทจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ เพราะแกติดทานมัวเมาใน ทาน ซึ่งมุ่งหมายถึงดี ถึงสวรรค์ หรืออะไรทำนองนั้นของ แก. บางคนติดศีล ก็รักษาศีลอย่างงมงายที่สุด บางคนติด สมาธิก็ทำสมาธิอย่างงมงายที่สุดจนต้องนำไปส่งโรงพยาบาล โรคจิต แม้เพราะการทำอานาปานสติก็มี นี่ชื่อเสียงอานา ปานสติพลอยเสียไปด้วย เพราะคนที่ไม่รู้จักเดินในทาง สายกลาง เพราะฉะนั้นขอให้ช่วยกันสนใจในคำว่าทางสายกลาง นี้ ว่าจะต้องประกอบพร้อมไปด้วยความเหมาะสมหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน คือเจือกันพอเหมาะพอดี เกิดเป็นทางขึ้น มา อันแรกเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ แปลว่ามีความคิดความเห็น
น.39 ๓๖ หรือความเชื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง อันที่สองเรียกว่า สัมมาสังกัปโป หมายว่ามีความมุ่งหมายปรารถนาใฝ่ฝัน ที่จะให้เป็นไปอย่างถูกต้อง. อันที่สามกลุ่มศลเรียกว่า สัมมาวาจาต้องมีคำพูดหรือมีการพูดจา วิธีพูดจาที่ถูกต้อง. สัมมากัมมันโต มีการกระทำ มีวิธีกระทำทางกายที่ถูกต้อง แล้วสัมมาอาชีโว ดำรงชีวิตหาเลี้ยงชีวิตมาบริโภคใช้สอย หาก็หาอย่างถูกต้อง บริโภคก็บริโภคอย่างถูกต้อง เหมือน อย่างที่กล่าวไว้ในการบรรยายวันก่อน ถัดไปคือสัมมาวา ยาโม มีความพากเพียรขยันขันแข็งกล้าหาญต่อสู้ อดทน ดิ้นรนอยู่อย่างถูกต้อง. ถัดไปอีกคือสัมมาสติ มีการ ควบคุมระลึกประจำใจ คือควมคุมตัวเองด้วยสตินี้อยู่อย่าง ถูกต้องเสมอ เพราะการดำรงสตินี้มีทางผิดได้เหมือน กัน มันระลึกผิดได้เหมือนกัน มีมิจฉาสติเหมือนกัน ดังนั้นจึงต้องพูดย้ำว่า สัมมาสติ คือระลึกสติคุมตัวอยู่ อย่างถูกต้อง. แล้วก็มีสัมมาสมาธิดำรงจิตมั่นอยู่อย่างถูก ต้อง การดำรงจิตมั่นนี้มันดำรงผิดได้เหมือนกัน เพราะว่า มีมิจฉาสมาธิเหมือนกัน ดังนั้นจึงต้องจำกัดว่า สัมมาสมาธิ ดำรงจิตของตนไว้ในสภาพที่ถูกต้องอยู่เสมอ และอย่างมั่น คง ท่านลองคิดดูว่าทั้งแปดถูกต้องนี้มันเป็นอย่างไรบ้าง
น.40 ๓๗ มันจะไม่เกี่ยวกับชีวิตจิตใจของใครบ้าง. ไม่ต้องพูดถึง มนุษย์หรอก แม้เทวดาข้างบนหรือว่าสัตว์เดรัจฉานข้างล่าง ก็ดูเหมือนว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีความถูกต้องทั้งแปด ประการนี้ด้วยเหมือนกัน นั่นแหละจะต้องรู้สึกว่าความถูก ต้อง นั่นแหละคือความพอเหมาะพอดี ดำเนินอยู่ในความ พอเหมาะพอดีนั่นแหละคือทางสายกลาง ความเป็นทาง สายกลางหรือกำลังเดินอยู่ในทางสายกลาง ทีนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ตามสมควร อาตมาก็จะ อธิบายทีละอย่าง สัมมาทิฏฐิ แปลว่าความเห็นชอบ. ความ เห็นในที่นี้รวมทั้งความเชื่อ ความเข้าใจที่เป็นความรู้ความ เข้าใจ ทั้งหมดรวมกันต้องถูกต้อง. ข้อนี้มีพระบาลีว่า "สมฺมาทิฏฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อปจฺจคุํ" ช่วยจำไว ด้วยว่า คนพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ก็เพราะสมาทาน สัมมาทิฏฐิ. ในที่นี้พระพุทธเจ้าท่านรวบอะไรต่าง ๆ มา ไว้ที่สัมมาทิฏฐิ คือมีความเห็น ความรู้ ความเข้าใจอย่าง ถูกต้องแล้ว เราก็ไม่พูดผิด ทำผิด คิดผิด คือว่า ความถูก
น.41 ๓๘ ต้องอีกเจ็ดอย่างที่จะตามมานั้น มันตามมาได้โดยง่ายคือ มันถูกต้องได้โดยง่าย ท่านให้ผู้นำคือสัมมาทิฏฐิ ตัวนำนี้ถูก ต้องเสียก่อน ความรู้ ความคิด ความเห็น ความเข้าใจ ความเชื่อถูกต้องแล้วไม่ต้องกลัว ความปรารถนาก็จะเดิน ไปถูก พูดจาก็จะถูก ทำก็จะถูก เลี้ยงชีวิตก็จะถูกความเพียรก็ จะถูก สติก็จะถูก สมาธิก็จะถูก เราเห็นว่าพระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้อย่างนี้ มันจริงอย่างนี้ พอมีสัมมาทิฏฐิ เห็น ถูกต้องแล้ว มันก็กระตุ้นเอง เพราะว่าความเห็นถูกต้อง มันจะบอกว่า นิ่งอยู่ไม่ได้ ขี้เกียจไม่ได้ อะไรไม่ได้ มันก็ต้องมีการกระทำ แล้วมันก็ทำไปอย่างถูกต้องไปหมด เลยเกิดเป็นทางขึ้นมา เกิดเป็นการไหลเลื่อนลงไปหาความ ดับทุกข์ หรือนิพพานได้โดยง่าย จนพระพุทธเจ้าท่านเปรียบ ไว้ว่า ทางไปนิพพานนี้เอียงต่ำ ลาดไหลไปได้ง่ายเหมือน กับว่าแผ่นดินมันเอียงไปทางมหาสมุทร ดังนั้นของที่ไหล ลงไปในแม่น้ำ มันก็ไหลไปหาทะเลได้ง่าย ทางสาย กลางนี้ก็เหมือนกัน มันเหมือนแม่น้ำที่มีความเอียง ไปสู่ มหาสมุทรอยู่แล้ว ฉะนั้นจงพยายามใช้ทางสายกลางนี้กำกับ ชีวิตไว้เสมอ ก็จะเลื่อนไปสู่ความไม่มีทุกข์ ความสะอาด
น.42 ๓๙ สว่าง สงบ ในลักษณะที่ง่ายเหมือนกับกลิ้งครกลงจาก ภูเขา ทีนี้ไปทำผิดวิธี ไม่ถูกวิธี ของทางสายกลางที่เขา ทำ ๆ กันอยู่ตามวัดวาอาราม นี้ไม่ใช่จะดูหมิ่น ดูถูกใคร แต่ที่มันเป็นไปไม่ได้ มันอึดอัด ๆ เหมือนกลิ้งครกขึ้นภูเขา นั้น เพราะมันยังไม่ได้ทำให้ครบถ้วนถูกต้องตามทางสาย กลาง เพราะฉะนั้นชีวิตในครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งก็ เหมือนกันมันไม่อยู่ในแนวแห่งทางสายกลาง มันจึงมี การกระทบกระทั่งซึ่งเป็นความไม่สงบอยู่เรื่อยไป เพราะ ว่ามันไม่มีสัมมาทิฏฐิเป็นผู้นำ แต่ต้องสังเกตว่า ท่าน ใช้คำว่า สมาทาน สมาทานสัมมาทิฏฐิหมายความว่า ถือเอาซึ่งสัมมาทิฏฐิเป็นอย่างดี พวกเราเดี๋ยวนี้ ไม่ ได้สมาทานคือไม่ได้ถือเอาสัมมาทิฏฐิเป็นอย่างดี ถือ เอาแต่ปาก ถือเอาตามธรรมเนียมถือเอาตามประเพณี ว่า ๆ ท่อง ๆ บ่น ๆ ไปเท่านั้นเอง อย่างนี้ไม่เรียก ว่าสมาทาน. ที่ว่า "สมาทาน" คือถือเอาอย่างดี ต้องรู้เรื่อง นี้จริงแล้วปฏิบัติลงไปจริง ๆ มันจึงได้ผลจริง ๆ อย่างนี้ เรียกว่าสมาทาน. เหมือนอย่างสมาทานศีล สมาทานศีล แต่ปากขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ถึงแต่ปาก อย่างนี้ไม่เรียกว่าสมาทาน ศีลก็เกลื่อนอยู่ตรงที่รับนั่นเอง
น.43 ๔๐ เพราะเขาไม่ได้สมาทาน คือไม่ได้เอาไปกับเนื้อกับตัว. ถ้า สมาทานต้องเอาไปกับเนื้อกับตัวเพราะฉะนั้นศีลจะอยู่ที่ผู้ นั้น อยู่ที่กายวาจาใจของเขา เขาก็เป็นคนมีศีลได้. ฉะนั้น อ่าไปเยาะเย้ยคำว่าสมาทานศีล หรือสมาทานอะไร ที่ คนแก่ท่านชอบพูด, คนหนุ่มคนสาวอย่าได้ไปเยาะเย้ยคำว่า สมาทานของท่าน เพราะว่าเอามาใช้ได้แม้ในมหาวิทยาลัย นี้ เพราะว่านักศึกษาหรือคนที่ไม่สมาทานบทเรียน หรือ การศึกษาหรือวิชาที่เรียนเป็นอย่างดี จะล้มเหลวทั้งหมด ฉะนั้นถ้ายึดหลักสมาทานแล้วก็จะไม่ล้มเหลว ตอนนี้มีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ทุกอย่างต้องมี ปัญญาเป็นฝ่ายนำ สัมมาทิฏฐิคือปัญญา เราต้องเอาปัญญา มานำสิ่งต่าง ๆ จึงจะเป็นไปถูกทาง คือศีลสมาธิ หรือทาน อะไร ๆ ก็จะถูกทาง เพราะมีปัญญานำหน้า ฉะนั้นจึงกล่าว ว่า "ปญฺญาย ปริสุชฺชติ" พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คน บริสุทธิ์ด้วยปัญญา ไม่ใช่บริสุทธิ์ด้วยทานด้วยศีลสมาธิ เป็นต้น แต่ต้องบริสุทธิ์ด้วยปัญญา คือสัมมาทิฏฐินี้ ก็ หมายความว่า ให้เราเอาปัญญานี้ไปจูงทาน จูงศีล จูงสมาธิ จูงข้อปฏิบัติทุกอย่าง อย่าให้ไปตกหลุมตกบ่อ หรือออกนอกทาง จึงว่าบริสุทธิ์เพราะปัญญา; จึงกล่าวว่า
น.44 ๔๑ ปัญญาประเสริฐกว่าธรรมทั้งปวง เหมือนกับดวงจันทร์ ย่อมเด่นกว่าดาวทั้งหลายเป็นต้น. เกี่ยวกับสัมมาทิฏฐินี้ควรจะทราบเสียเลยว่า บาง อย่างยังเป็นประเภทต่ำ คือเป็นไปอย่างโลก ๆ เรียก ว่าโลกิยะสัมมาทิฏฐิ ถ้าอย่างนี้ละก็ศาสนาไหน ๆ ก็ มักจะมี แม้ในโลกปัจจุบันก็มี อย่างเช่น ทำดี-ดี ทำ ชั่ว-ชั่ว บิดามารดามี นรกสวรรค์มี สัตว์ที่อุบัติ หรือบังเกิดในนรกสวรรค์ก็มี อย่างนี้ ที่จริงก็นับว่า มีสัมมาทิฏฐิอยู่มาก ซึ่งคนเรายังขาดกันอยู่มาก ๆ ยัง เบียดเบียนกัน ก็เพราะขาดสัมมาทิฏฐิข้อนี้. แต่พระพุทธ- เจ้าท่านยังตรัสว่าสัมมาทิฏฐิเพียงแค่นี้ยังเป็นโลกียะอยู่ ยัง ไม่พอ ยังจัดสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ว่าเป็นโลกียะสัมมาทิฏฐิ แต่ว่าขอให้มีเถอะ มันจะแก้ปัญหาในทางโลกได้คือจะเป็น ไปในทางดีได้ถึงที่สุด ละชั่ว ทำดี อยู่ในโลกอย่างดีได้; แต่ว่ายังไม่พ้นจากโลก. ฉะนั้นจึงมีสัมมาทิฏฐิ คือมี ความเห็นถูก เข้าใจถูก อีกประเภทหนึ่งท่านเรียกว่า "โลกุตตระสัมมาทิฏฐิ" คือสัมมาทิฏฐิที่จะพาไปเหนือโลก, ข้อนี้ได้แก่ความรู้เรื่องอริยสัจ ความรู้เรื่องกรรม ความรู้
น.45 ๔๒ เรื่องไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สุญญตา หรืออะไรทำนองนี้ คือความรู้เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด ๆ นั่นแหละคือโลกุตตระสัมมาทิฏฐิ. สัมมาทิฏฐิอย่างนี้นำ ไปพ้นโลก พ้นเกิด พ้นแก่ พ้นตาย พ้นทุกข์ โดย ประการทั้งปวง. ส่วนโลกียสัมมาทิฏฐินั้นนำไปให้เป็น อย่างดี อยู่ในโลกอย่างดี เราจะสมัครเอาข้างไหนก็สุดแท้ เรื่องทำดี-ดี ทำชั่ว-ชั่ว นั้น จะไม่อธิบายในที่นี้ เพราะ มันเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจกันได้อธิบายอยู่ในที่อื่นแล้ว สัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตระ อย่างเรื่องอริยสัจนี้ก็ คือเรื่องสัมมาทิฏฐิเห็นชัดถูกต้องว่า อะไรคือทุกข์ อะไร คือเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรคือความไม่มีทุกข์เลย อะไรเป็น ทางให้ได้ความไม่มีทุกข์เลย เรียกว่าอริยสัจ ซึ่งเราถือ กันว่าเป็นหัวใจ ของพระพุทธศาสนา. ทีนี้ไตรลักษณ์ที่ เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือบอกว่าสิ่งทั้งปวง มันมีลักษณะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เราต้องเข้า ไปเกี่ยวข้องกับมันในฐานะที่มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่าหลงไปยึดถือเข้า; ไปเกี่ยวข้องก็ได้ แต่ต้องเกี่ยวข้องให้ถูกวิธี แล้วสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ทำอันตราย
น.46 ๔๓ เราได้; นี่สัมมาทิฏฐิอย่างนี้ลองคิดดูมันสูงสักเท่าไร. ตลอด ถึงว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น อย่างที่ได้อธิบายแล้ว ในการบรรยายครั้งที่ ๑ อย่างละเอียดนั้นก็คือสัมมาทิฏฐิ ข้อนี้ และแม้ที่สุดแต่ใน เรื่องกรรมคือกรรมดี กรรมชั่ว ก็ไม่ใช่มันมีเพียงเท่านั้น ไม่ใช่สิ้นสุดเพียงเท่านี้. เรื่องกรรมที่ว่า ทำดี-ดี ทำชั่ว-ชั่ว นั้น ที่ไหนก็มี ศาสนา ไหนก็สอน. เพราะฉะนั้น สัมมาทิฏฐิในพระพุทธศาสนา ที่เกี่ยวกับเรื่องกรรมนี้จึงบอกว่ายังมีกรรมอีกอันหนึ่ง เป็น กรรมที่สาม คือการทำกิเลสให้สิ้น หรือเรียกว่า อริยมรรค คือทำกิเลสให้สิ้น. ถ้าประพฤติกระทำอยู่อย่างนี้จะเป็นกรรม ที่สามขึ้นมา จะระงับกรรมดีกรรมชั่วเสียได้ทั้งหมด ไม่ต้อง เป็นไปตามอำนาจของกรรมดีกรรมชั่ว ไม่ต้องเวียนวาย ตายเกิดเป็นดีเป็นชั่ว แต่จะหยุดดับเป็นนิพพาน. ฉะนั้น กรรมนี้จึงเป็นไปเพื่อนิพพาน คือ กรรมที่สามนี้ กรรมไม่ดี ไม่ชั่ว ไม่ดำ ไม่ขาว; กรรมคืออริยมรรค. ความรู้อย่างนี้ ความคิดอย่างนี้เคยมีในพวกเราหรือเปล่า ลองคิดดู ความ รู้ความเข้าใจ เรื่องกรรมอย่างนี้มันสูงต่ำสักเท่าใด โดย
น.47 ๔๔ เฉพาะเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ทำนองนี้ละก็ ยิ่งมีมาก มี ทางที่จะต้องคิดนึกอีกมาก ซึ่งจะได้กล่าวโดยละเอียด คราวอื่น รวมความแล้ว ในที่สุดนี้ก็ว่า สัมมาทิฏฐินี้เป็น อะไรทั้งหมดที่จะเอาตัวรอด จะเป็นเรื่องของเด็กอมมือ เด็กเพิ่งคลอด เด็กเป็นหนุ่มเป็นสาว คนเฒ่า คนแก่ คนพ่อบ้านแม่เรือน ชาวบ้านชาววัด แม้มนุษย์ แม้ เทวดา แม้อะไรก็ตาม ใจความสำคัญอยู่ที่ต้องมีสัมมา- ทิฏฐิในระดับที่ถูก ที่เหมาะที่สมกับตัวเองที่สุด. อย่าง โลกก็ต้องให้มีสัมมาทิฏฐิอย่างโลก ต้องทำให้ถูกต้องด้วย เหมือนกัน; อย่างที่จะพ้นทุกข์จริง คือโลกุตตระ ก็ต้อง สนใจตามควร ปฏิบัติตามควร เข้าใจไว้ตามควร; มิ ฉะนั้นแล้วมันจะเอาชนะความทุกข์ไม่ได้ จะได้แต่นั่ง หัวเราะอยู่นั่น. ถึงแม้จะไม่ต้องร้องไห้แล้ว แต่ก็ยังจะต้อง นั่งหัวเราะอยู่ ซึ่งมันเป็นเรื่องกระหืดกระหอบเต็มที เหมือนกัน,ฉะนั้น จึงต้องมีปัญญาอย่างเพียงพอที่จะทำให้ เรา ไม่ต้องทนนั่งร้องไห้หรือนั่งหัวเราะทั้งสองอย่าง ให้ อยู่ว่าง ๆ สงบสบาย
น.48 ๔๕ สัมมาสังกัปโป ข้อถัดไป ก็คือมุ่งหมายชอบ มุ่งที่จะออกจากทุกข์ให้ได้ คนเรามุ่งหมายผิด ก็เพราะไม่ รู้ว่าทุกข์เป็นอย่างไร เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร อย่าง ว่าเราเรียนมาก ๆ อย่างนี้ ลงทุนเรียนเป็นหลายปี เสีย เงินมากมายอย่างนี้ มุ่งหมายกันที่ตรงไหน ควรจะมุ่ง หมายให้ถูกต้อง อย่าได้มุ่งหมายเป็นแบบเห็นกงจักรเป็น ดอกบัว หรือเห็นงูเป็นปลาขึ้นมาอีก. ถ้าได้อาศัยความรู้ ทางพระพุทธศาสนาแล้ว จะรู้จักมุ่งหมายถูกต้องตรงที่ทำ ให้เราไม่ต้องเป็นทุกข์เลย ในขณะที่เรียนอยู่ก็ไม่เป็นทุกข์ ขณะที่ไปประกอบอาชีพก็ไม่เป็นทุกข์ ประกอบอาชีพ สำเร็จมีผลมาบริโภคใช้สอย เป็นอยู่ก็ไม่เป็นทุกข์; นั่น แหละจึงจะเรียกว่า รู้จักปรารถนาถูกต้อง. ที่นี้สัมมาวาจา สัมมากัมมันโตนี้ เห็นชัดได้เอง พูดจาถูกต้อง ทำการงานถูกต้อง ตลอดถึงสัมมาอาชีโว ด้วย เพราะว่ามีสัมมาทิฏฐิเป็นมูลฐานคุ้มครอง. ที่เราไม่ค่อย สัมมาวาจา ไม่ค่อยสัมมากัมมันโต สัมมาอาชี โวกัน ก็เพราะ บังคับตัวเองไม่ค่อยจะได้ มีอะไรมาครอบงำเสียแล้ว บัง คับ ตัวเองให้อยู่ ในร่อง ในรอยของ ทางสายกลาง นี้ไม่ได้
น.49 ๔๖ ฉะนั้นปัญหาจึงไปอยู่ที่ว่า พยายามทำสัมมาทิฏฐิให้มาก จนบังคับตัวเองได้ ให้สัมมาทิฏฐิ มีอำนาจพอที่จะ เหนี่ยวรั้งเราให้เขามาอยู่ในร่อง ในทางของทางสาย กลางนี้ให้จนได้. แล้ว สัมมาวายาโม พากเพียรชอบ ก็เป็นไป. สัมมาสติ ระลึกคุมตัวอยู่เสมอนั่นแหละจะเป็น เครื่องช่วยสัมมาทิฏฐิ หรือปัญญาอีกที่หนึ่ง. สัมมาสมาธิ มันก็ลงหลักปักมั่น. ถ้าลงได้เข้าใจในเรื่องความถูกต้อง ความดี ความจริง หรือธรรมะจริงละก็ ต้องลงหลักปัก มั่นก่อน แล้วเอามากำหนดเป็นอารมณ์ให้ใจมัน อยู่ที่สิ่ง จริงสิ่งดีสิ่งถูกต้องเหล่านี้ มันจะควบคุมให้เป็นไปแต่ใน ทางถูกต้องเรื่อย ให้แน่วแน่ไป เหมือนกับว่าเราจะขับรถ ยนต์รถม้าอะไรก็ตาม เราต้องปรับให้มันลงร่องทาง แล้ว ก็คุมไปตามร่องทางเรื่อยไปกว่าจะถึงที่. นี่เพราะอาศัย สัมมาสมาธิเป็นกำลังดันไป. อาศัยสัมมาทิฏฐิข้างหน้าเป็น เครื่องจูงให้เดินทางถูกต้อง แล้วอาศัยความถูกต้องอย่าง อื่นช่วยสนับสนุนพร้อมกันหมด มันจึงมีอาการแล่นไปสู่ ทิศทางที่เราไม่เคยไปถึงมาแต่ก่อน.
น.50 ๔๗ ที่ต้องพูดว่าทิศทางที่เราไม่เคยไปถึง มาแต่ก่อนนั้น ขอให้เข้าใจว่าเราทุกคนตั้งแต่เกิดมานี้ เราเคยไปถึงจุด หมายปลายทางที่เราต้องการจะถึงกันหรือเปล่า? ถ้าเปล่า ก็แปลว่า เรายังไม่ถึงจุดหมายปลายทางนั้น จึงเรียกว่าจุด หมายปลายทางที่เราไม่เคยไปถึงมาแต่ก่อน มันใหม่อย่าง ยิ่งต่อเรา อย่าได้ประมาทในข้อนี้เลย. นิสิต นักศึกษา นักเรียนหรือแม้ครูบาอาจารย์ก็เหมือนกัน อย่าได้ประมาท ในเรื่อง ทิศทาง หรือจุดหมายปลายทางที่ไม่เคยไปถึงมา แต่ก่อน จงเพ่งเล็งให้ดีให้ชัดเจนแจ่มใสด้วย สัมมาทิฏฐิ แล้วอย่าได้ประมาทในการที่จะควบคุมสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไป แล้วอาศัยกำลังใจอย่างแรงที่สุด คือ สมาธินี้ให้เดินทางไป ตามความควบคุมที่ถูกต้อง. กำลังใจนี้ถ้าใช้ผิดหรือเดิน ผิดมันยิ่งไปกันใหญ่ ยิ่งกว่าไม่มีกำลังใจเสียอีก. อย่าได้ คิดว่าเป็นสมาธิ แล้วมันจะปลอดภัย มันต้องเป็นสมาธิที่ เนื่องกันอยู่กับปัญญา หรือ สมาทิฏฺฐิ เท่านั้น. ฉะนั้น อย่าได้คิดว่า เรามีกำลังทรัพย์มีกำลังอำนาจวาสนา บุญ- ญาบารมี เฉลียวฉลาดอะไรนี้ จะช่วยเราได้ อย่าเพ่อ
น.51 ๔๘ ประมาท เพราะว่ายิ่งมีอะไรมากอย่างนั้น ยิ่งตกลึก ถึง กับตกนรกได้ เกินกว่าตกนรกลงไปก็ได้. ดังนั้น เราจึง ต้องระมัดระวังทุกอย่าง ให้พอเหมาะพอสมเป็นทางสาย กลาง เป็นมัชฌิมาปฏิปทา แล้วก็เป็นทางเส้นเดียวเรียก ว่า "เอกายนมรรค" อย่าไปพูดผิด ๆ ตามเขาว่า มรรค ๘ มักจะพูดกันเกร่อว่ามรรค ๘ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสว่า มรรค ๘ ท่านตรัสว่า มรรคเดียว แต่ประกอบอยู่ด้วย Factors. 8 ถ้า Factors ไม่ครบ ๘ หรือทั้ง ๘ ไม่กลมเกลียวกัน แล้ว มันไม่เป็นทางขึ้นมาได้ ถ้าเป็น Factor อันหนึ่ง ๆ มันใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ หรือมันใช้ได้น้อยเกินไป มัน ไม่สำเร็จประโยชน์เป็นทางสายกลางที่ไปสู่จุดปลายทางได้ ฉะนั้น เราจะทำอะไร เราจะต้องระมัดระวัง แม้ แต่การศึกษาเล่าเรียนจะต้องครบองค์อย่างนี้ด้วยเหมือนกัน ทีนี้เมื่อเดินอยู่ในทางสายกลางนี้ มันไม่ยากลำบาก มัน เหมือนกับกลิ้งครกลงจากภูเขา, ต่อเมื่อไม่เดินทางสาย กลางแล้ว มันจึงจะยุ่งยากไปหมดเลย คือเหมือนกับกลิ้ง ครกขึ้นภูเขา. มั่นง่ายเหมือนกับที่เคยเล่าให้ฟังในการ บรรยายครั้งก่อนว่า ถ้าเสือถูกล้อมไว้ ไม่ให้กินอาหาร ไม่ต้องฆ่ามันก็ตายเอง. นี่หมายความว่า ถ้าเราเป็นอยู่
น.52 ๔ ๙ ชอบด้วยองค์ ๘ ประการของมรรคนี้แล้ว มันเหมือนกับ ว่า เสือคือกิเลส ถูกล้อมหมดแล้ว ความชั่วต่าง ๆ ถ้าจะ มีอยู่ในสันดาน มันก็ถูกล้อมหมดแล้ว แล้วมันไม่ได้กิน อาหารอีกต่อไป ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มันไม่ได้กินอาหารอีกต่อไป มันก็ผอม และ ตายลงในที่สุด นี่คืออุบายอย่างยิ่ง ของท่านเป็นอย่างนี้ ท่านจึงท้าว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไร ยิ่งไปกว่า ใช้คำว่า "อนุตฺตโร" ไม่มีอะไรดีกว่า ไม่มีอะไรดีกว่านี้. ปุถุชน อยู่ข้างฝ่ายนี้ เต็มไปด้วยทุกข์ พระอรหันต์ เป็นพระอเสขะ อยู่ข้างฝ่ายนิพพาน ไม่ทุกข์เลย แล้ว ใครอยู่ตรงกลาง นี่ขอให้คิดดูใหม่อีกนิดหนึ่งว่า ปุถุชน คนพาล คนโง่ คนเขลา หนาไปด้วยกิเลส อยู่ข้างฝ่ายนี้ เต็มไปด้วยความทุกข์; ส่วนพระอรหันต์ ผู้อเสขะ เป็น พระอรหันต์คืออยู่ฝ่ายนิพพาน ไม่มีทุกข์เลย; แล้วใครอยู่ ตรงกลางที่กำลังเดินอยู่ตรงกลางที่จะไปสู่ความดับทุกข์. ท่านเรียกคนพวกนี้ว่า เสขะ คำว่า เสขะ แปลว่าผู้ศึกษา. อเสขะ แปลว่า จบการศึกษาแล้ว สิ้นสุดของการศึกษา แล้วคือเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว. ทีนี้ เสขะ คือ ผู้กำลัง
น.53 ๕๐ ศึกษา จะต้องศึกษาอยู่ นี่คือผู้ที่กำลังปฏิบัติ เพื่อมาจาก ความเป็นปุถุชน ไปสู่ความเป็นพระอรหันต์. ถ้ายังไม่เป็น พระอรหันต์ ก็ยังเป็น เสขะอยู่ตลอดเวลา แม้เป็นพระ โสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี ก็ยังเรียกว่า เสขะ คือยังเป็นนักศึกษาอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นพวกเราที่นี่ เดี๋ยวนี้ที่กำลังเรียกตัวเองว่า นักศึกษานี้ คิดดูเถอะว่าเรากำลังอยู่ตรงไหน ถ้าไม่อยู่ ตรงกลาง. ข้างนี้คือผู้ที่ยังไม่ได้เรียนอะไรเลย ข้างนี้คือ ผู้ที่จบการเรียนแล้ว; ทีนี้ ตรงกลางนี้ คือผู้ที่กำลังเรียน อยู่ แล้วจะหลีกเลี่ยงอย่างไร จะออกตัวอย่างไร ที่ว่าจะ ไม่เดินสายกลาง. มันก็ต้องเป็นผู้ที่เดินสายกลาง และ กำลังเดินสายกลางอยู่ โดยที่จะปฏิเสธไม่ได้ จะค้านหรือ ปฏิเสธก็ไม่ได้ เพราะว่าเรากำลังเดินอยู่ตรงกลางทาง. ฉะนั้นขอให้นักศึกษา เรียกตัวเองว่า ผู้กำลังศึกษา คือ กำลังเดินอยู่ตามทาง และทางนั้นเป็นทางที่ถูกต้อง ครบ ถ้วนทุก ๆ Factors นั่นแหละจึงจะเป็นนักศึกษา อย่าให้ อันใดมากไป อันใดน้อยไป เช่นพุทธิศึกษามากเกินไป จนไม่มีจริยศึกษาอย่างนี้ไม่ต้องอธิบายหรอก เป็นอย่างไร
น.54 ๕๑ ไปดูเอาเองก็แล้วกัน นี้เพราะมันไม่พอเหมาะพอดี ไม่ เป็นทางสายกลาง ทีนี้ถ้าสูงขึ้นไปอีก คนอยู่ที่ตรงกลางตรงนี้ คือ ไม่ใช่พระอรหันต์และไม่ใช่ปุถุชนนี้ในบาลีเรียกว่า พวก มามัญญี อันนี้แปลกมากสำหรับคนที่ไม่เคยได้ยิน ภาษา บาลีคำนี้ ไม่ต้องสนใจก็ได้ แต่รู้ความหมายของคำว่า มามัญญี ไว้ก็แล้วกัน "มามัญญี" แปลว่าผู้จะไม่ยึดมั่น ถือมั่น. พวกที่ยึดมั่นถือมั่นเต็มที่เป็นปุถุชน; พระอรหันต์ หมดความยึดมั่นโดยประการทั้งปวง; แต่พวกเราที่เป็น นักศึกษา กำลังปฏิบัติกำลังศึกษานี้เป็น "มามัญญี" คือ ผู้ที่กำลังจะไม่ยึดมั่นถือมั่น. ข้อนี้หมายความว่าเรากำลัง ศึกษาเรื่องความไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น แล้วกำลังพยายาม ละ ปล่อย วาง ขูดเกลา ความยึดมั่น ถือมั่น คือยึดมั่น ว่าตัวตนว่าของตน ว่าตัวกว่าของกู ที่ทำให้จิตวุ่น ไม่ว่าง อย่างที่กล่าวมาแล้ว ในการบรรยายครั้งที่ ๑-๒. ทีนี้ถ้า เรายึดมั่นถือมั่นวุ่นไปด้วยความยึดมั่นถือมั่นแล้ว จิตใจ ของเราไม่อยู่ในสภาพที่เป็นกลาง ไม่เหมาะสมที่จะทำ อะไรเหมือนอย่างอุทาหรณ์ ที่เล่ามาข้างต้น ๆ แม้แต่จะ
น.55 ๕๒ เป็นนักฟันดาบอย่างนี้. แต่ถ้าเราทำจิตให้ว่างเป็นกลางได้ แล้วเราจะเรียนเก่ง จำเก่ง พูดเก่ง คิดเก่ง สอนเก่ง ตัดสินใจเก่ง คือไม่ผิดเลย ทำเก่งคือไม่ผิดเลย พูดเก่ง คือไม่ผิดเลย. นี่ขอให้นักศึกษา หรือผู้ศึกษารู้ความหมาย ของคำว่า "ผู้ศึกษา" ในลักษณะเช่นนี้ อยู่ตรงกลาง คือ กำลังจะไม่ยึดถือ จะปล่อยวางความยึดถือ คือจะ Develop จิตให้สูง ให้บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง สงบ โดยทั่วไปจะเห็นได้ว่า ความเป็นกลางนี้มันอยู่ที่ ความพอเหมาะพอดี ฉะนั้นจำคำว่าพอเหมาะพอดีไว้ก็ได้ มันก็เป็นเครื่องช่วยให้เกิดความเป็นกลางเหมือนกัน ทำ อะไร Over, Under อย่างนี้ ไม่เรียกว่าเป็นกลางได้เลย เรา ก็ชอบค่าคนนั้นว่า Over ด่าคนนี้ว่า Under ทีตัวเองทำไม ไม่ดูว่ามัน Over หรือ Under. ตัวเองก็ไม่เป็นกลาง ไม่ อยู่ในลักษณะที่กำลังเดินไปอย่างสม่ำเสมอ สู่จุดหมาย ปลายทาง สำหรับการทำความพอดีนี้ ท่านให้หัวข้อไว้ว่า จะ ต้องรู้ความพอดี คือรู้ในเหตุ รู้ในผล รู้ในตน รู้ใน ประมาณ รู้ในกาล รู้ในบริษัท รู้ในบุคคล ออกจะยืดยาว
น.56 ๕๓ จำได้หรือไม่ได้ แต่ก็ขอแนะนำให้ไปดูเรื่องสัปปุริสธรรม ที่ครูบาอาจารย์สอนอยู่ในแผนกธรรมะอยู่แล้ว ที่เรียกว่า สัปปุริสธรรมก็คือ การประพฤติของสัตบุรุษ. การประพฤติ ของสัตบุรุษ ก็คือ การทำพอเหมาะพอดีในเรื่องของเหตุ ในเรื่องของผล ในเรื่องของตน ในเรื่องของอัตรา ประมาณ มาตรฐาน และในเรื่องของกาลเวลา ในเรื่อง ของบริษัท หรือสังคม และในเรื่องของบุคคล คือปัจ- เจกชน. เราต้องรู้ในเรื่องของสิ่งที่เป็นเหตุ, ในเรื่องของ สิ่งที่เป็นผล, และรู้เรื่องสิ่งที่เป็นสถานะ สภาวะ ของตัว เอง, และรู้เรื่องประมาณ หรืออัตรา ประมาณมาตรา Measure ต่าง ๆ ว่า มันมีอยู่อย่างไร, แล้วรู้เรื่องกาลเวลา ตอนไหน เป็นอย่างไร เหมาะแก่กาละ, แล้วรู้เรื่องบริษัท คือสังคม สังคมนี้ สังคมประเทศนี้ สังคมประเทศโน้นหรือ สังคมทั้งโลก หรือแม้แต่จะแบ่งแยก ๆ สังคม ครอบครัว แต่ละครอบครัวอย่างนี้ จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็ต้องให้ ถูกตามเรื่องของสังคมนั้น ๆ, อันสุดท้าย คือรู้เรื่องของ ปัจเจกชน บุคคลเป็นคน ๆ ไป นี้มันผิดกันมาก อย่าไป
น.57 ๕๔ เข้าใจว่า คน คน แล้วก็คล้าย ๆ กัน อย่างนั้นไม่ได้ บางที จะผิดกันยิ่งกว่าฟ้ากับดิน. ฟ้าและดินเสียอีก ที่จะใกล้หรือ คล้ายกัน; แต่คนระหว่างคนประเภทหนึ่ง กับคนอีก ประเภทหนึ่งไกลกัน ต่างกันยิ่งกว่าฟ้ากับดิน, เช่นเอาพระ อริยเจ้าไปเทียบกับปุถุชน หรือเอาพระอรหันต์ไปเทียบกับ ปุถุชนอย่างนี้ มันไกลกันยิ่งกว่าฟ้ากับดิน, ฉะนั้นเราต้อง ระวังว่า เราจะประพฤติต่อสิ่งเหล่านี้ ต่อเอกชน ต่อสังคม เรื่องกาลเวลา เรื่องประมาณพอเหมาะพอดี เรื่องตัวเอง เรื่องสิ่งที่เป็นผล เรื่องสิ่งที่เป็นเหตุ ๗ อย่างนี้เป็น Factors สำหรับศึกษา เพื่อเข้าใจความพอเหมาะพอดี เมื่อเราเข้าใจความพอเหมาะพอดีแล้ว ไม่ต้องมี ใครบอก เราก็รู้เองว่า ตรงไหนกลาง ตรงไหนเป็นสุดโต่ง ตรงไหนเป็นสุดโต่งข้างซ้าย เป็นสุดโต่งข้างขวา ไม่มีการ เหวี่ยงซ้าย เหวี่ยงขวา สุดโต่งอีกต่อไป ฉะนั้นมันจึงไม่ ระหกระเหินไม่ชอกช้ำ จะเป็นเรื่องหาก็ดี เรื่องได้มาก็ดี เรื่องบริโภคใช้สอยก็ดี เรื่องศึกษาเล่าเรียนก็ดี เรียกว่า เป็นผู้เดินอยู่ในทางสายกลาง ทีนี้ คำสุดท้ายที่จะกล่าวคือว่าพระพุทธเจ้า ท่านทรง ยืนยันข้อนี้อย่างยิ่ง คือพระพุทธองค์ตรัสแก่สาวก ที่สำคัญ
น.58 ๕๕ ของพระองค์ องค์หนึ่งว่า "ดูก่อนกัจจายนะ ! ข้อที่กล่าว กันว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรืออะไร ๆ ก็มีอยู่ นี้มันก็เป็นสุด โต่งข้างหนึ่ง; แล้วข้อที่กล่าวว่า อะไร ๆ ก็ไม่มีไม่ได้มีอยู่นี้ คือตัวตนก็ไม่มีอยู่ แม้นี้ก็เป็นการเหวี่ยงไปสุดโต่งอีกข้าง หนึ่ง ตรงกันข้าม. ตถาคตย่อมกล่าวโดยท่ามกลาง ไม่เข้า ไปเกี่ยวข้องกับสุดโต่ง ทั้งสองข้างนั้นเลย" นี้ก็หมายความ ว่า พูดว่ามีไปเสียตะพืดนี้ ก็เหวี่ยงซ้ายไปเลย, พูดว่า ไม่มีเลย ก็เป็นเหวี่ยงขวาสุดไปเลย, ไม่อยู่ตรงกลาง ในตอนต้นที่สุดของการบรรยายนี้ อาตมาได้บอก แล้วว่า ให้มีด้วยความไม่ยึดถือว่ามี ซึ่งมีค่าเท่ากับ ไม่มี. นี่คือวิธีของพระพุทธเจ้า ไม่ยึดมั่นในความมี ไม่ยึดมั่นในความไม่มี เป็นเรื่องปฏิบัติอย่างถูกต้อง มีไปตามประสาโลก ๆ หรือสมมติ ในจิตใจหรือทาง ธรรมนั้นไม่รู้สึกว่ามี อย่างนี้มันไม่มีเรื่องเศร้าหมอง เรื่อง ขึ้น เรื่องลง เรื่องดีใจ เสียใจ ขออภัยที่จะต้องกล่าว ตรง ๆ ว่า จะมีเงินทอง มีสามี มีภรรยา มีอะไรก็ตามใจ ที่คนเขากำลังมีมีกันอยู่นี้ ให้มีแต่ในเรื่องของฝ่ายที่สมมติ ว่ามี ตามเรื่องของโลก แต่ด้านลึกของจิตของวิญญาณ
น.59 ๕๖ แล้ว อย่าได้ไปโง่ถึงกับไปรู้สึกว่าเรามี เพราะว่าเราไม่ อาจจะมีอะไรได้ ธรรมชาติมันไม่ยอมให้เรามีอะไรเป็น กรรมสิทธิ์ของเรา. ธรรมชาติสงวนสิทธิ์ของมันเสมอ ที่ มันเป็นของธรรมชาติเท่านั้น เราอย่าได้ไปหลงเอาอะไร มาเป็นของเราโดยสมบูรณ์ได้ พอเราไปคิดอย่างนั้น เพียง สักว่าคิดเท่านั้น เราจะเป็นทุกข์ทันที; แล้วต่อมาจะทุกข์ มากขึ้น เมื่อสิ่งนั้นมันแสดงอาการ เหมือนกับว่า มันไม่ ได้เป็นของผู้นั้น แล้วจะน้ำตาไหล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน เรื่องทอง เรื่องข้าว เรื่องของ เรื่องสามีภรรยา เรื่อง อะไรทุกเรื่องไปหมด ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า. ฉันไม่ยุ่งกับเรื่อง มี และไม่ยุ่งกับเรื่องไม่มี แต่จะกล่าวเป็นสายกลางว่า จะต้อง ปฏิบัติให้ถูก ให้ตรง ให้เหมาะให้สมต่อความหมาย ทั้งของ คำว่า"มี" และคำว่า "ไม่มี" นี่เป็นเครื่องกำกับในครั้งสุด ท้ายว่า พระพุทธเจ้าท่านยืนยันอย่างนี้ ยืนยันโดยหลักมัชฌิ มาปฏิทาว่า ฉันไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับข้างไหนหมด เพราะ ฉันรู้ของฉันอย่างนี้ด้วยตนเอง และให้เกิดปัญญา ให้เกิด ดวงตาเห็นธรรมะ แล้วกำกับอยู่ว่า อย่าไปยึดมั่น ถือ
น.60 ๕๗ มั่นข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทุกคู่ไป ให้อยู่ในสายกลาง ปฏิบัติ ให้ถูกต้องต่อสิ่งทั้งปวง : ปฏิบัติอย่างโลก ๆ ก็ปฏิบัติ อย่างโลก ๆ, ปฏิบัติอย่างธรรมะ ก็ปฏิบัติอย่างธรรมะ ; ไม่ให้มีอะไรฝืนกัน ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรมะ แล้วก็ เรียกว่าเป็นคนเดินสายกลาง ตรงแน่วไปสู่ความดับทุกข์ โดยไม่มีใครอาจจะต้านทานได้หรือป้องกันได้ ขอกล่าวสรรเสริญคุณของพระธรรม ที่พระพุทธ- เจ้าประกาศออกไปนี้ว่า "อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา เทเวน วา พฺรหฺมุนา วา" เป็นต้น ว่าธรรมะที่พระพุทธองค์ได้ ทรงประกาศให้เป็นไปนี้ อันใคร ๆ ตีโต้ให้ถอยกลับไม่ได้ แม้จะเป็นเทวดา เป็นมาร เป็นพรหม เป็นอะไรก็สุดแท้ นี้หมายความว่าไม่มีใครพิสูจน์ว่า คำสั่งสอนของพระพุทธ เจ้าผิดได้. อปวตฺติยํ สมเณน วา เทเวน วา ในบาลี ธัมมจักกัปปวัตนสูตร และเป็นเสียงกล่าวป่าวร้องอย่าง กึกก้องของพวกเทวดาที่กล่าวอย่างนี้ ในสูตรนั้นว่าอย่างนี้. ฉะนั้น ขอให้รับเอาสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านได้ประกาศไว้ ชนิดที่ว่าใครค้านไม่ได้นี้ ที่เป็นไปเพื่อดับทุกข์โดยสิ้นเชิง เพราะทำถูกต้อง ๘ ประการ รวมกันเป็นทางสายเอก เป็น
น.61 ไปสู่ความดับทุกข์. เพราะการอธิบายใน วันนี้ก็เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ จนเปลี่ยนความรู้สึก คิดนึกของท่านผู้ใดได้ก็ควรจะยินดีอย่างยิ่ง เพราะว่านี้ เป็นตัวแท้ของธรรมะ ตัวแท้ของพระศาสนาทั้งหมด เป็น ตัวพรหมจรรย์ทั้งหมด ที่รวมเข้าไว้ได้ ในคำ ๆ เดียว ว่า "ทางสายกลาง" ขอให้เป็นจริยศึกษาบ้าง คือให้ เปลี่ยนแปลงนิสัย จิตใจของพวกเราบ้าง อย่าให้เป็นแต่ เพียงพุทธิศึกษา คือ ฟัง ๆ จำ ๆ พูด ๆ กันอย่างเดียวก็ แล้วกัน ขอยุติคำบรรยายในวันนี้ ลงเพียงเท่านี้. พิมพ์ ที่โรงพิมพ์อักษรสาสน์ ๔๒ ถนนเจริญกรุง พระนคร โทร. ๒๑๑๓๙ นายภิญโญ เลียวรักษ์โอฬาร ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๕๑๓
น.62 รายนามท่านที่สละทรัพย์ช่วยเผยแพร่เอกสารชุด มองด้านใน ๑. พ.อ.สาลี่ คุณนายสุวรรณา ปาละกุล ๑,๐๐๐ บ. ๒. นายสุน นางตุ๋น ศิริอัฐ ๕๐๐ บ. ๓. คุณคำมูล อนุชาผัด ๕๐๐ บ. ๔. คุณสอาด กองสุวรรณ - รุ้งเพชร ๕๐๐ บ. ๕. ว.อ. ๑๐๐ บ. ๖. นายแพทย์สมพงษ์ จันทขันธ์ ๑๐๐ บ. ๗. คุณถม น้อยฉายา ๒๐ บ. ๘. คุณระทวย อุทิศธรรม ๔๐๐ บ. ๙. ไพบูลย์ธรรม ๑,๐๐๐ บ. ๑๐. คุณเสงี่ยม วงศ์เสริมศรี ๑๒๕ บ. ๑๑. บุตรหลานนายเทพ วัชรพงศ์ อุทิศส่วน กุศลแด่นายเทพ วัชรพงศ์ ผู้ล่วงลับไป แล้ว ๑,๕๐๐ บ. ๑๒. ขุนบรรณเกษตรกิจ ๑๐๐ บ. ๑๓ คุณบาง ภัทรบุตร ๒๐๐ บ. ๑๔. คุณทองใหม่ วัฒนศัพท์ ๑๐๐ บ. ๑๕. คุณถนอม ผุดแจ่มใส ๑๐๐ บ. ๑๖. คุณกิ่ม เกิดแก่น ๑๕๐ บ. ๑๗. คุณสุโรจน์ จงวรนนท์ ๑๐๐ บ. ๑๘. คุณบัว ธรรมศาล ๑๐๐ บ. (ส่วนที่ขาดผู้จัดทำชำระ)
น.63 เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๑ ภาษาคน - ภาษาธรรม ๒ ภัยของพุทธศาสนา (วิปัสสนาตำน้ำพริก) ๓ เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ ๔ เกิดมาทำไม ? (ตอน ๑-๒) ๕ เกิดมาทำไม ? (ตอน ๓-๔-๕) ๖ เรามา "กิน" เวลากันเถิด ๗ ทำบุญสามแบบ ๘ ทางรอด ๕ ประการ (วิมุตตายตนะ ) ๙ ระวัง ว่างอันธพาล ๑๐ การมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน ๑๑ สมาธิ วิปัสสนา ตามวิธีธรรมชาติ ๑๒ ดวงตาที่เห็นธรรม ๑๓ วิธีชนะความตาย ๑๔ มหาวิทยาลัยในตัวคน ๑๕ อุปสรรคของการเข้าถึงธรรม ๑๖ อุปสรรคที่มีอยู่ในคำพูด ๑๗ ในสังสารวัฏฏ์ มีนิพพาน ๑๘ ทำอย่างไรจึงจะเรียนดี ? ๑๙ วิธีศึกษาพุทธศาสนา ๒๐ โจรปล้นธรรมชาติ ๒๑ รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง ๒๒ ทำอย่างไรคุณพระจึงจะคุ้มครอง ๒๓ การงาน คือการปฏิบัติธรรม ๒๔ ชนะดวงจันทร์ หรือชนะตนดี
น.64 อันดับ ๒๕ ความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก " ๒๖ จิตประภัสสร, จิตเดิมแท้, จิตว่าง เหมือนกันหรืออย่างไร " ๒๗ การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ " ๒๘ สิ่งที่ทำให้ชีวิตของนักศึกษาไร้ความหมาย " ๒๙ การศึกษาที่นำโลกไปสู้ ความวิวาท " ๓๐ สิ่งที่ผู้ ฉลาดถือเอาเป็นครู " ๓๑ ปฏิจจสมุมีบาทในชีวิตประจำวัน " ๓๒ ทางสายกลาง " ๓๓ มรรค ผล นิพพาน ในชีวิตประจำวัน " ๓๔ สิ่งที่ทำให้ลามก
Buddhadasa