Buddhadasa.org
หนังสือมรรค ผล นิพพาน ในชีวิตประจำวัน › อ่านฉบับเต็ม

📖 มรรค ผล นิพพาน ในชีวิตประจำวัน

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — มรรค ผล นิพพาน ในชีวิตประจำวัน

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.4 ท่านที่สนใจทั้งหลาย ในการบรรยายครั้งที่ ๖ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึง ผลของการเดินทางสาย ผลของการเดินทางสาย กลางก็คือ สิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน ซึ่งโดย ที่แท้ก็คือ การหมดความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู -ของกู และการบรรยายครั้งนี้ อาตมาก็พร้อมที่จะรับคำยิ้มเยาะ ของผู้ที่จะยิ้มเยาะว่า นำเอาเรื่อง มรรค ผล นิพพาน มาพูดแก่นักศึกษา นิสิต คนหนุ่ม คนสาว หรือแม้แต่ ลูกสาว หลานสาวที่ยังเล็ก ๆ ร่าเริงอยู่ตามประสาเด็ก แล้วเขาจะฟังเรื่อง มรรค ผล นิพพาน เข้าใจได้อย่างไร กัน เป็นเรื่องเกินกว่าเหตุ หรือเป็นเรื่องไร้สาระ

น.5 ๒ คำยิ้มเยาะเหล่านี้อาจมาจากพวกที่เปรียบกัน ได้กับ ถ้วยน้ำชาของครูบานำอิน คือโปรเฟสเซอร์คนนั้น ที่ เติมอะไรไม่ลงอีกต่อไป เพราะเขาเต็มไปด้วย opinions หรือ speculations ของเขามากเกินไป เป็นโปรเฟสเซอร์ ที่ ป๊อบปูล่าที่สุด จนเติมความรู้เรื่องพุทธศาสนาลงไปอีก ไม่ได้ แม้ว่าเขาจะมาขอศึกษาพุทธศาสนา ครูบานำอิน จึงต้องทำอย่างนี้ ให้เห็นว่าเป็นถ้วยชา ที่เติมอะไรอีก ไม่ลง และโปรเฟสเซอร์อย่างนี้ก็จะมีอยู่ทั่วโลก และแม้ แต่ในประเทศไทยเราเอง ฉะนั้นก็ขอให้ผู้ฟังทั้งหลาย ตั้งใจฟังเท่ากับที่ว่า อาตมาเสียสละที่จะรับคำเยาะเย้ยเหล่านั้น และขอให้สนใจ ฟังเป็นพิเศษ ยิ่งกว่าคราวอื่น เพราะว่าเรากำลังจะพูดถึง เรื่องที่เขาประณามกันว่าไม่อาจจะเข้าใจได้สำหรับ คนหนุ่ม สาว แต่อาตมาก็จะพยายามอย่างยิ่ง ที่จะให้เข้าใจได้ เท่า ไรก็เท่านั้น เพราะว่าเรามีความประสงค์มุ่งหมายอย่างแรง กล้าเป็นจุดเดียว คือข้อที่จะทำให้สมาชิกกลุ่มพุทธศาสตร์ เข้าใจพุทธศาสนา สมกับที่ประกาศตัวออกมาอย่างนี้

น.6 ๓ ทีนี้ในจำนวนท่านทั้งหลาย ที่นั่งฟังนี้ คงจะมีผู้คง แก่เรียน ซึ่งมาพลอยพัง ไม่ใช่สมาชิกกลุ่มพุทธศาสตร์ ฉะนั้นถ้าจะมีคำอธิบายอะไรที่แปลกออกไปที่ไม่เหมือนกับ ความรู้ ชนิด orthodox ของท่านละก็ ท่านก็ต้องช่วยรับ ไปคิดไปวิจารณ์ดูว่า มันจะเป็นได้ไหม ในการที่จะเข้าใจ มรรค ผล นิพพาน ในลักษณะเช่นนี้ ทีนี้ก็จะได้กล่าวถึง ความหมายของคำว่า " มรรค ผล นิพพาน ” เพราะเหตุที่ว่า คนแก่ ๆ โดยเฉพาะคน ที่แก่วัด ได้ยกเอาคำ ๓ คำนี้เป็นคำศักดิ์สิทธิ์สูงสุด แสดง กิริยาอาการท่าทางให้เด็กกลัว จนกระทั่งเด็กกลัวคำว่า มรรค ผล นิพพาน ไม่กล้าสนใจ กลับยกให้เป็นการ กระทำของคนแก่ชนิดนั้น ซึ่งตัวเองก็ไม่รู้- ไม่รู้เรื่องสิ่ง นั้น แล้วก็ทำท่าทางกลัว ยกขึ้นไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่ต้อง กลัว หรือว่าดีกว่านั้นก็ในฐานะเป็นสิ่งที่จะถึงต่อเมื่อตายแล้ว อีกหลายสิบชาติ และยิ่งกว่านั้น ก็ยังเข้าใจว่าเป็นเมือง แก้ว ทำนองเรื่องสุขาวดีของฮินดูหรือของมหายานกลาง บ้านหรือของพวกอาซิ้ม เรื่อง มรรค ผล นิพพาน ก็ เลยเข้าใจกันไม่ได้ ฉะนั้นขอให้เรามาตั้งแนว อธิบายให้

น.7 ๔ เข้าใจกันให้ได้ และให้ตรงอย่างยิ่ง ตามความมุ่งหมาย ของพระพุทธเจ้า หรือของพุทธศาสนาก็ตาม คำว่า " มรรค " แปลว่า ทาง ก็หมายถึง ทางสาย กลาง ที่ได้กล่าวมาแล้วคราวหนึ่งเต็มๆ คำว่า " ผล " ก็แปลว่า ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำ หมายถึงผลจาก การเดินไปตามทางสายกลางนั่นเอง คำว่า " นิพพาน " ก็ แปลว่าสิ้นทุกข์ ดับทุกข์ เพราะถ้าใครได้รับผลจากการ เดินตามทางสายกลางแล้ว ก็มีภาวะเป็นผู้ที่สิ้นทุกข์ หรือ ภาวะแห่งความสิ้นทุกข์จะปรากฏออกมา ถ้ากล่าวให้ถูกกว่า นั้นก็คือการบริโภคผล เสวยผล หรือเป็นอยู่ด้วยผลของ การเดินทางนั่นเอง คำว่า " มรรค " ถ้าจะเปรียบโดยความ หมายทั่วไปแล้วก็คือการกระทำ ทำสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ได้แก่ปฏิบัติธรรม คำว่า " ผล " ก็แปลว่า ทำถูกจนได้ รับผลขึ้นมา นี่คือการประสบความสำเร็จในการปฏิบัติ นั่นเอง ทีนี้ " นิพพาน ” ก็คือ ได้รับผลของการที่กิเลส สิ้นไป ได้รับผลของการที่อยู่ด้วยความว่างจากกิเลส เป็น ภาวะของการว่างจากกิเลส

น.8 ๕ ถ้านำคำ ๓ คำนี้ คือ มรรค ผล นิพพาน เข้ามา เทียบกันกับความเป็นไปในพวกเรา ที่เป็นนักเรียน นัก ศึกษา มันก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ไม่ยากเลยว่า สิ่งที่เรียกว่า มรรค ก็คือการพยายามศึกษาเล่าเรียนไปให้ถูกวิธี และ สิ่งที่เรียกว่าผล ก็คือการสอบไล่ได้ และสิ่งที่เรียกว่า นิพพานก็คือ ผลที่เป็นที่มุ่งหมายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิต ตลอด ชีวิตไปทีเดียว ฉะนั้น ความหมายของคำว่า มรรค ผล นิพพาน มาเกี่ยวข้องกันอยู่กับการงาน หรือการกระทำ เป็นประจำวันของคนทุกคนไม่ยกเว้น แม้แต่นักเรียนใน โรงเรียนด้วยอาการอย่างนี้ ฉะนั้นอย่าได้กลัวคำว่า มรรค ผล นิพพาน และเราอย่าได้หวังว่าจะประสบสิ่งนี้ต่อเมื่อ ตายแล้วอีกหลายสิบชาติ ซึ่งคำกล่าวเช่นนั้นเป็นไปไม่ได้ จะเป็นจริงไปไม่ได้ เป็นคำกล่าวที่คนโง่ ๆ เขลา ๆ กล่าว ออกไปตามความเข้าใจผิดของตัว ไม่ตรงตามที่พระพุทธ- เจ้าท่านกล่าว แม้กระนั้นเขาก็ยังยืนยันว่าถูกต้อง เราไม่ ยอมเสียเวลาที่จะไปวินิจฉัยคำกล่าวที่ผิด ๆ แต่เราจะทำ ความเข้าใจตามแนวของพระพุทธเจ้าโดยตรง

น.9 ๖ ต่อไปนี้อาตมาก็ จะยกเอาคำอุปมาของพระพุทธเจ้า เอง ที่อุปมาด้วยเรื่อง มรรค ผล นิพพานนี้ มากล่าว ให้ท่านทั้งหลายฟัง จะเป็นการประหยัดเวลามากกว่า คือ พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเรื่องของการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ไว้ด้วยการที่เอาตัวรอดจากการจมน้ำ ในที่นี้ ท่านชี้ให้เห็นคนที่แตกต่างกันเป็นพวก ๆ คนพวกหนึ่งตกน้ำลงไป จ๋อมลง จมหายไม่เคย โผล่เลย แล้วหายเงียบไปเลย หมายความว่าเขาตายไปเลย โดยไม่ได้โผล่ให้ใครเห็น ที่นี้คนอีกพวกหนึ่ง ก็ตกลงไป แล้ว จมลงไปแล้ว ยังโผล่ให้คนเห็นได้ครั้งหนึ่ง แต่ แล้วในที่สุดก็จมลงไปอีก แล้วก็หายเงียบไปเลย คือตาย เหมือนกัน ที่นี้คนอีกพวกหนึ่งดีกว่านั้นนิดหน่อย แต่ว่า โผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่ง ก็ ไม่มีใครช่วย โผล่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ก็ไม่มี ใครช่วย เขาโผล่ ๒-๓ ครั้ง หรือหลายครั้ง แล้ว ก็จมหายเงียบไปเลย คือตายด้วยเหมือนกัน นี่ก็พวกหนึ่ง เหมือนกัน คือ พวกที่ตาย ทีนี้คนบางพวก ตกน้ำจมลงไปแล้ว โผล่ขึ้นมา ว่ายน้ำอยู่ ชะเง้อคอมองหาทิศทาง จนกระทั่งเขาเห็นทิศ

น.10 ๗ ทางที่จะว่ายเข้าไปหาฝั่ง นี่ก็พวกหนึ่ง อีกพวกหนึ่งก็คือ พวกที่ว่ายใกล้ฝั่งเข้าไปทุกทีๆ ทีนี้อีกพวกหนึ่ง ก็คือพวก ที่เข้าไปถึงเขตน้ำตื้น จนกระทั่งเขายืนถึง เดินถึง และ เดินท่องน้ำขึ้นไปบนฝั่ง พวกสุดท้าย คือพวกที่ขึ้นบก แห้งสนิท นั่งสบาย นอนสบาย อยู่บนบกด้วยความปลอด ภัย นี่ ! ท่านลองคิดเปรียบเทียบกันดูเถอะ จะเห็นความ แตกต่างกัน ในสามพวกแรกที่ตายไปนั้น เราไม่พูดถึงก็ได้ มัน คนตายแล้วจะเอาอะไรมาพูดกันทำไม แต่ว่านำมากล่าว ไว้เพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างคนที่ไม่ตาย ๔ พวก ซึ่งอยู่ในระดับต่าง ๆ กันเท่านั้นเอง คือคนพวกที่จะรอด ตายนั้น เขากำลังอยู่ในระดับต่าง ๆ กัน พวกหนึ่งกำลัง ว่ายอยู่ท่ามกลางทะเล แต่เป็นคนฉลาดถึงกับมองเห็นทิศ ทางแล้ว ว่าจะต้องว่ายไปในทางทิศไหน คือว่ายเข้าหาฝั่ง ทีนี้ก็พวกที่ว่ายจนใกล้เข้าไปมาก แล้วก็พวกที่ถึงเขตน้ำ ตื้น แล้วก็พวกที่ขึ้นบกได้โดยสมบูรณ์ เป็น ๔ พวก สี่ พวกหลังนี้พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบกันกับ พวกที่ บรรลุ มรรคผล ๔ ขั้น คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี

น.11 ๘ พระอนาคามี และพระอรหันต์ ชื่อ ๔ ชื่อนี้บางคนก็รู้สึก รำคาญ เพราะรู้สึกว่ามันไกลสุดเอื้อมอยู่เหมือนกัน แต่ ถ้าเขาจะเป็นคนที่มีบุญอยู่บ้าง ไม่โง่เขลาเกินไปแล้ว ก็จง ฟังดูให้ดี ๆ ว่า พระพุทธเจ้าท่านเปรียบไว้อย่างไร ? ท่าน เปรียบไว้ไม่ไกลนักจากคนที่จมน้ำตาย คือเพียงคนที่ว่าย น้ำอยู่ได้ มองเห็นทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันตก ตะวันออก ดี และรู้ว่าฝั่งอยู่ทางทิศไหน แล้วก็มุ่งหน้าไปหาฝั่ง นี่ เราจะเป็นคนพวกนี้ ไม่ได้หรืออย่างไร ? ถ้าไม่ได้ก็จะเป็น พวกที่จมน้ำตาย ไม่ต้องพูดกัน พระโสดาบัน จึงเปรียบ กับผู้ที่เห็นทิศทางและกำลังมุ่งแนวทางเข้าไปหาฝั่ง กำลัง เดินทางด้วยการว่ายน้ำเข้าไปหาฝั่ง พระสกิทาคามี ก็คือ ใกล้เข้าไปทุกที ผู้ที่ใกล้ฝั่งเข้าไปทุกที ชั่วแต่ทำความ พยายามอีกครั้งเดียวแข็งใจอีกทีเดียวก็ถึง พระอนาคามี ซึ่งถัดไปอีก พระพุทธเจ้าท่านเปรียบกับพวกที่ถึงเขตน้ำ ตื้นยืนถึง เดินได้ ไม่ต้องว่ายน้ำ แต่ก็ยังอยู่ในน้ำ แค่อก แค่เข่าก็สุดแท้ ทีนี้ผู้ที่เป็น พระอรหันต์ ท่านก็เปรียบ กับผู้ที่นั่งนอนสบายอยู่บนบก แห้งสนิทแล้ว ไม่ต้องเปียก ปอนอะไรแล้ว พรรค หลายลาย

น.12 ๙ ทีนี้ก็ต้องนึกต่อไปว่า ที่ว่าว่ายน้ำนี้ น้ำอะไรกัน ? ทะเลอะไรกัน ? ถ้าจะพูดให้เป็นภาษานักประพันธ์ก็ว่า ทะเลแห่งชีวิต ทะเลแห่งสงสารวัฏก็ได้ แต่ในที่นี้ ท่านหมายถึงทะเลของการเวียนว่ายอยู่ ในกิเลส แล้ว ประพฤติไปตามอำนาจกิเลส แล้วก็ ได้รับผลของการ ประพฤติไปตามอำนาจกิเลสคือทนทุกข์ เป็นทุกข์แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะสิ้นกิเลส ยังมีกิเลส เหลือกิเลส ก่อรูปให้สำหรับทำไปตามกิเลส และรับผลของการทำไป ตามอำนาจกิเลส วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ วนเวียนเป็นวง กลมอย่างนี้ คือว่ารู้สึกเป็นกิเลส แล้วก็ทำไปตามความ รู้สึกนี้เป็นกรรม ได้รับผลกรรมก็คือต้องเป็นไปตาม กรรม ต่าง ๆ นานา ที่ไม่ทำให้สิ้นกิเลสได้ หลงใหล อยู่ในผลที่ได้รับนั่นเอง เพราะก่อกิเลสใหม่ แล้วก็ทำ กรรมใหม่ แล้วก็รับผลแล้วก่อกิเลสใหม่วนเวียนอยู่ อย่างนี้ เป็นวงกลม นี่แหละคือทะเล ที่พระพุทธเจ้าท่าน ทรงหมายถึง ทีนี้ถ้าสัตว์ที่เป็นปุถุชน หนามากด้วยความหลง แล้วก็ไฝผ้าที่หุ้มนัยน์ตาหนามาก จนไม่รู้ทิศทางที่จะเอา

น.13 ๑๐ ชนะต่อการที่ต้องเวียนว่ายอยู่ในวงกลมนี้ มันจึงตายอยู่ร่ำ ไปในวงกลมนี้ มีกิเลสก็ทำไปตามกิเลส ได้รับผลของการ ทำไปตามกิเลส ไปตลอดชีวิตเลย ไม่เคยโผล่ขึ้นมาจาก น้ำได้ คือไม่เคยมีแสงสว่าง ไม่มีความเข้าใจอันถูก ต้องที่เกี่ยวกับชีวิต แม้แต่ว่าตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร นี้ก็ ยังไม่รู้ ฉะนั้นจึงเหมือนกับการจมน้ำตาย ไม่เคยโผล่ขึ้น มา หรือโผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่ง ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจได้ ก็ยัง หลงไปตามเดิมแล้วก็หลับตาตายไปด้วยความหลง แม้ผู้ที่ โผล่ได้สัก ๓ ๔ ครั้ง ก็ยังหลงไปตามเดิมแล้วก็หลับตา ตายไปด้วยความหลง ทีนี้ถ้าจะเป็นผู้ที่อยู่ในพวกเอาตัวรอดก็ต้องมีความ รู้ที่ถูกต้องตามที่เป็นจริง ว่าความทุกข์คืออะไร ? เหตุ ให้เกิดทุกข์คืออะไร ? ภาวะที่ไม่มีทุกข์เลยคืออะไร ? และปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้มา? อย่างนี้เรียกว่าคนที่มี ดวงตา มีธรรมจักษุ ถ้าเรียกอย่างภาษาวัดก็เรียกว่า "ธรรมจักษุ" ถ้าเรียกอย่างภาษาบ้าน ก็คือมีสติปัญญา พอที่จะมองเห็นว่า ความทุกข์มันไปทางไหน ? ทางดับ ทุกข์มันไปทางไหน ? หรือว่าเราเกิดมาเพื่อจะไปที่ไหน กัน ? เพื่อจะทำอะไร ? เพียงแต่เริ่มรู้เริ่มเข้าใจได้ถูก ต้องอย่างนี้ ก็อยู่ในพวกที่เปรียบได้กับพระโสดาบัน คือ

น.14 ๑๑ พวกที่เห็นทิศทางว่าจะว่ายจากทะเลเข้าไปหาฝั่งได้ ทีนี้ถ้า เขาได้เดินเข้าไปมากกว่านั้น ก็หมายความว่า เขาฉลาด ขึ้นมากในการที่จะประพฤติผิดน้อยลงทุกที มีความประ- พฤติถูกต้องมากขึ้น ถูกต้องในเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า ลุ่มหลงในสิ่งสวยงามอะไรด้วย หมายความว่า รู้จัก ทำให้ มีความยึดมั่น ถือมั่นว่าเราว่าของเรานี้เบาบางลงไป เบา บางมากขึ้น มีความรู้สึกว่า ตัวเรา หรือของเรานี่น้อยลง ทุกที น้อยลงทุกที จึงเปรียบได้กับผู้ที่ใกล้ฝั่งเข้าไปทุกที จนกระทั่งถึงเขตน้ำตื้น ทีนี้เมื่อถึงขั้นสุดท้าย คือหมดความยึดมั่น ถือมั่น ว่าตัวเรา ว่าของเรา มีความว่างจากตัวเราของเรา แต่ เต็มอยู่ด้วยสติปัญญา ซึ่งได้อธิบายอย่างละเอียดแล้ว ใน การบรรยายครั้งที่หนึ่งครั้งที่สอง เ พราะเมื่อถึงสภาพที่มีจิต ว่างจากความรู้สึกเป็น “egoism” โดยประการทั้งปวง แล้ว เขาก็มีแต่สติปัญญาแจ่มใส เห็นสิ่งทั้งหลายทั้ง ปวง ตามที่เป็นจริง เรียกว่ามีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา ไม่มี ชีวิตอยู่ด้วย กิเลส ตัณหา อีกต่อไปโดยเด็ดขาด อย่าง นี้เรียกว่า การบรรลุขั้นสุดท้าย ที่เรียกว่า พระอรหันต์

น.15 ๑๒ มีความสะอาด สว่าง สงบ เต็มที่โดยประการทั้งปวง นี่ หมายความว่านั่งนอนอยู่บนบกแห้งสนิท ไม่ถูกรบกวน ด้วยความทุกข์ ซึ่งในที่นั้นเปรียบเหมือนน้ำหรือทะเล ซึ่ง เต็มไปด้วยความเปียกปอนและสัตว์ร้าย ฉะนั้นขอให้กำหนดความหมาย ของคำว่า มรรค ผล นิพพาน ไว้ในลักษณะอย่างนี้ และให้เข้าใจว่า ทุก ขั้นเราจะได้รับผลอยู่ในตัวทุกขั้น แม้เป็นขั้นพระโสดาบัน เพียงแต่ว่าเห็นลู่ทางและเดินไปถูกทาง ก็ต้องถือว่ามีการ รับผลของการเดินถูกทางอยู่ด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าขึ้น บกแล้ว จึงจะถือว่าได้รับผล เพียงแต่เห็นทิศทางที่ถูก ต้อง และเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ก็เรียกว่าได้รับ ผลส่วนน้อย ๆ อยู่แล้ว ทีนี้ถ้าเดินใกล้ฝั่งเข้าไปอีก ก็ได้ รับผลมากขึ้นตามลำดับ และเมื่อขึ้นบกได้โดยสมบูรณ์ ก็ เรียกว่า ได้รับผลเต็มที่และสมบูรณ์ ฉะนั้นขอให้ เข้าใจว่าแม้ พระอริยบุคคล ขั้น ต้น ๆ เช่น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี ก็มีการได้รับผลอยู่ แล้ว ดับทุกข์ได้เท่าไร ก็เป็นนิพพานของท่านเท่านั้น เพราะว่าท่านสามารถมีชีวิต เป็นอยู่ด้วย ความผาสุก เท่านั้น

น.16 จึงลดความหมายของนิพพานลงมาในระดับ อีกระดับหนึ่งให้มาเหมาะแก่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี จนกว่าจะถึงพระอรหันต์ในที่สุด ซึ่งจะได้ ชี้ให้เห็นอย่างละเอียดทีหลัง ในชั้นนี้ขอให้ทุกคนสนใจ ในอุปมาของคนรอด ตาย สี่พวกนั้น แล้วก็จะเข้าใจคำว่า โสดา สกิทาคา อนาคาและพระอรหันต์ได้ดี แล้ว เราจะเห็นได้ว่า ความ หมายอันแท้จริงของคำพูดเหล่านี้ เป็นอยู่ในชีวิตประจำ วันของเราทุกคน ในบรรดาบุคคลทั้งหลายที่ไม่หลงทาง ผู้เห็นลู่ทางของชีวิต ที่จะดำเนินไปโดยถูกต้อง แล้วก็ เรียกว่า อยู่ในกระแสของพระอริยบุคคลทั้งนั้น อย่าได้ ไปทำลายตัวเองด้วยการตีค่าตัวเองให้มันต่ำเกินไป จนถึง กับสมัครเป็นผู้ไม่รู้ไม่ชี้ จะเอาแต่ความสะดวก หรือ ความพอใจของตนเป็นประมาณ คือยอมทุกข์ สมัครใจ ยอมเป็นทุกข์ ซึ่งที่จริงคนเราไม่ควรจะต้องเป็นทุกข์มาก ถึงขนาดนั้น ธรรมชาติไม่ได้สร้างมาให้ต้องเป็นทุกข์มาก ถึงขนาดนั้น แต่ความเข้าใจผิดของเขาเอง ทำให้เขาต้อง เป็นอย่างนั้น

น.17 อย่าเป็นผู้ขาดทุนในเรื่องนี้ คือใน ข้อที่ธรรมชาติ ได้สร้าง เรา มา ให้มีความ สามารถที่จะดับ ทุกข์ได้เท่าไร จะเป็นอยู่ด้วยความสงบสุขเท่าไร เราจะ ต้องเอาให้ ได้เต็มที่ อย่าให้ขาดทุนเลย คนเขลา ๆ บางคนจะคิดว่า ฉันไม่ได้ลงทุน จึงไม่ต้องคิดถึงข้อนี้ คิดเอาแต่ความสนุกสนานเป็นกำไรเรื่อย และเขาคิดว่า เป็นกำไรเรื่อย ไม่เห็นว่าเป็นการขาดทุน แต่ที่แท้มันคือ ความขาดทุนอย่างย่อยยับ เพราะว่าเขาควรจะได้สิ่งประเสริฐ สูงสุดเป็นราคาตั้งล้าน ตั้งร้อยล้าน พันล้าน สำหรับแลก เปลี่ยนกับความสนุกสนานไม่กี่สตางค์อย่างนี้ แล้วก็ตาย ไปด้วยการได้ผลเพียงเท่านั้น นี่เรียกว่าการขาดทุน ทีนี้อาตมา จะชี้โดยอาศัย คำสี่คำนั้นเป็นหลักอีกครั้ง หนึ่ง คือ มรรค ผล ระดับแรกที่สุดนั้น คือ พระโสดา บัน. คำว่า "โสดาบัน" ตัวหนังสือแปลว่า ถึงกระแส "โสตา" แปลว่า กระแส อาปนฺน แปลว่าถึง โสตาปนฺน ก็แปลว่า ถึงกระแส หรือก้าวลงสู่กระแส คำว่ากระแสนี้ ก็คือวิถีทางที่จะไปสู่ความดับทุกข์ ฉะนั้นผู้ใดมองเห็น ชัดเจน ในเรื่องของชีวิต ในเรื่องของความทุกข์ จนไม่มี

น.18 ๑๕ การเดินผิด ก็คือเดินในทางสายกลาง กำลังตั้งต้นเดิน ริเริ่มเดินเท่านั้น ไม่ใช่เดินไปได้ครึ่งทางแล้ว อย่างนั้น ไม่ใช่ เพียงแต่ลงมือเดินไปตามทางที่ถูกต้องเท่านั้น ก็ เรียกว่า ผู้ถึงกระแส คือก้าวลงสู่กระแส คือ วิถีทางที่ จะไปสู่ความดับทุกข์สิ้นเชิง คือพระนิพพานอันเป็นจุดหมาย ปลายทาง อย่างนี้เรียกว่าโสดาบัน ทีนี้ถัดไป เป็นอริยบุคคลประเภทที่สอง เรียกว่า สกิทาคามี คำนี้แยกได้เป็นสองคำว่า "สกึ" กับ "อาคามี" แปลว่าผู้มาอีกครั้งหนึ่ง "สกึ" แปลว่า ครั้งหนึ่ง อาคามี แปลว่า ผู้มา ขั้นนี้ก็หมายความว่าผู้ที่เดินไปโดยหนทาง นั้นแล้ว แต่อาศัย กิเลสดั้งเดิมที่เหลือเชื้ออยู่บางอย่างนั้น ทำให้เกิดการระลึกหวนกลับไปได้เหมือนกัน หรืออาจ ถึงกับเดินกลับอีกครั้งหนึ่งก็ได้ แต่แล้วการกับเพียง ครั้งเดียวนั้น ไม่ใช่กลับเลย กลับด้วยความอาลัยอาวรณ์ ในสภาพเดิมนั้น ด้วยความรู้สึกคิดนึกหรือจะเรียกว่าเดิน ด้วยเท้าก็ตาม แต่โดยที่แท้จริงนั้นหมายถึง การคิดนึกที่ หวนกลับมาด้วยความพอใจ หรือหลงไหลก็ได้ในอารมณ์ เดิม ๆ อย่างคนธรรมดานั้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วไม่กี่มากน้อย

น.19 ๑๖ ก็หันกลับ ที่ทำให้เดินแน่วยิ่งไปกว่าเดิมไปตามทางต่อไป อย่างนี้จะเห็นได้ชัดว่า มันเป็นกิริยาอาการธรรมดาที่สุด ที่มนุษย์เราจะต้องเป็นอย่างนั้น ในการที่จะเดินไปในทาง สูง หรือทางประเสริฐนั้น ยากนักที่จะไม่ให้มีการลังเล ย้อนกลับมาสู่สภาพเดิมด้วยความอาลัยอาวรณ์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีอาการอย่างนี้อยู่แม้ ในพวกพระอริยเจ้า (ท่านใช้คำ ว่าพระอริยเจ้าก็คือพวกนี้) ดังนั้นแม้แต่พระอริยเจ้าจำพวก ที่สองก็ยังมีความอาลัยอาวรณ์มาถึงกาม ซึ่งเป็นของประจำ โลก ได้แก่ อาการอย่างนี้อีกครั้งหนึ่งแล้วจึงเดินต่อไป ทีนี้ถัดไปพวกที่สามก็คือพระอนาคามี คือผู้ไม่ กลับมาสู่สภาพเดิมอีกเลย คือว่าไม่มีจิตชนิดที่หวนมาสู่ โลกที่มีกามนี้อีกเลย ทีนี้ถัดจากนี้ก็เป็นพระอรหันต์ คือ ผู้ถึงปลาย ทางแล้วโดยสมบูรณ์ เป็นผู้ถึงความประเสริฐสุดในสิ่งที่ มนุษย์เราจะเข้าถึงได้ หมายความว่า ในบรรดาสิ่งที่ธรรม ชาติสร้างมาให้เราเข้าถึงให้ได้สูงสุดเพียงไรแล้ว มันก็ สูงสุดอยู่เพียงแค่ความเป็นผู้ดับทุกข์โดยสิ้นเชิง คือความ เป็นพระอรหันต์นี้เอง

น.20 ๑๗ ทีนี้เราพูดสั้น ๆ กันอีกทีหนึ่งใน ๔ พวกนี้ก็ว่า พวกที่หนึ่งก็คือพวกถึงต้นทางและออกเดินไป พวกที่สอง หวนกลับ ครั้งเดียว แล้วเดินไป พวกที่สามไม่หวนกลับ เลย พวกที่สี่ก็ถึงปลายทางแล้ว พวกที่หนึ่งที่ว่าถึงกระแสนั้น อาจจะมีการเดินหวน กลับไปกลับมาก็ได้ แต่ว่าไม่ทำให้หวนกลับเลย มีการ เดินไปเรื่อย ท่านลองนำมาเปรียบเทียบดูกับจิตใจของเรา ในการที่จะบังคับมันให้ทำความดี ความงาม หรือสร้าง สมคุณธรรม นี่มันมีอาการอย่างนี้ทั้งนั้น ฉะนั้นอย่าไป ถือว่าเป็นเรื่องนอกฟ้าหิมพานต์ หรือเรื่องที่จะถึงต่อเมื่อ ตายแล้ว หลายๆ สิบชาติ ต้องเป็นเรื่องที่เรียกว่าในชาติ นี้-คือภาษาชาวบ้านพูดว่าในชาตินี้ ก่อนเข้าโลงนี้ จะ ต้องเข้าเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ให้ทราบอย่างมากที่สุดเท่าที่ จะมากได้ และว่าอย่างน้อยที่สุด ก็ต้องให้ได้เป็นพวก ประเภทที่หนึ่ง คือถึงกระแส ไม่มีการย้อนกลับ ไม่มี การกลับไปสู่สภาพเดิม แม้จะมีอาลัยอาวรณ์ก็ยังไปข้าง หน้าเรื่อย จึงรับประกันได้ตั้งแต่พวกที่หนึ่งเลย ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พระองค์เองเป็นผู้รับประกัน

น.21 ๑๘ คือเป็นนายประกัน ว่าพวกที่ก้าวลงสู่กระแสของทางสาย กลาง คืออริยมรรคมีองค์แปดแล้วนั้น ไม่กลับแน่ มี แต่ไปข้างหน้าเรื่อย ฉะนั้นเราควรสนใจคำว่า มรรค ผล นิพพาน ไว้ในลักษณะที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตคนเรา อย่างนี้ ทีนี้จะพูดอย่างเรื่อง ตัวกู-ของกู เพื่อความหมด ตัวกูหมดของกู เหมือนกับการบรรยายครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่ สอง นั้นก็พูดได้ง่าย ๆ เหมือนกันว่า คนปุถุชนที่ไม่ใช่ พระอริยเจ้านั้น เต็มอยู่ด้วยความรู้สึกว่าตัวกูว่าของกูและ เป็นอย่างไม่ดีด้วยคือเป็นอย่างบาป อย่างอกุศลด้วย คือ ทำตัวเองให้ทุกข์ และทำผู้อื่นให้ทุกข์ ส่วนพระอริยเจ้าทั้ง หลายนั้น มีความรู้สึกที่เป็นตัวกู-ของกูนี่ก็น้อยลง แม้ความ รู้สึกที่เป็นตัวกูชั้นดี อย่างดี ประพฤติถูก และยึดมั่น ถือมั่นในความดีอย่างนี้ก็ต้องน้อยลง น้อยลงตามลำดับ ๆ จนกระทั่งไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวกูเลย ไม่มีตัวตน หรือว่า ไม่มีของตนโดยแน่นอน ถ้าความรู้สึกว่า ตัวเราไม่มี แล้ว ความรู้สึกว่าของเราก็ไม่มีเหมือนกัน เพราะ ไม่มีที่ตั้ง ที่อาศัย ฉะนั้นจงอย่าลืมนึกถึงข้อที่เคยย้ำเสมอ

น.22 ๑๙ ว่า ในบางเวลาพวกเรา อย่างน้อยขณะที่นั่งอยู่ที่นี่ ไม่มี ความรู้สึกว่ามีตัวตนเลย จึงสบาย ความว่างจากตัวตนมี เมื่อไรแล้ว เมื่อนั้นก็สบายที่สุด พอมีอะไรเป็นตัวตนที่รู้สึก เป็นตัวตนเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ แล้วจะต้องรับผิดชอบ ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ มีของนั่นของนี่เป็นของตน ที่ต้องรับผิด ชอบขึ้นมาเมื่อไรแล้ว เมื่อนั้นก็เป็นทุกข์ทันที จะกี่นาที กี่ชั่วโมงก็ตาม มันจะต้องเป็นทุกข์ตลอดเวลาที่มีความรู้สึก ว่าตัวเรา-หรือของเรา แม้สักนาทีเดียวก็เป็นทุกข์ คือ ว่าถ้าเราว่างจากความรู้สึกที่ว่าตัวตนของตนได้มาก แล้ว เมื่อนั้นก็จะไม่มีความทุกข์ เหมือนที่เรากำลังนั่งอยู่ที่นี่ ระหว่างนี้แม้จะฟังไปคิดไป ก็ไม่ปรารภตัวตน ไม่ปรารภ ของตนเลย นี้จึงเป็นการอยู่หรือหายใจอยู่ด้วยสติปัญญา ล้วน ๆ อย่างที่กำลังฟังอยู่หรือคิดอยู่ เวลาที่ว่างจากตัวตนแต่เต็มไปด้วยสติปัญญาอย่าง นี้ไม่มีทุกข์ แล้วก็เรียกโดยโวหารธรรมะว่า เวลานี้เรา ว่างอยู่ ว่างจากอะไร ? ว่างจากความรู้สึกว่า ตัวตนของ ตนนั่นเอง ทั้ง ๆ ที่เต็มปรี่ด้วยสติปัญญา คือ คอยฟัง คอยคิดคอยนึก ส่งใจไปตามนี้ ก็ยังเรียกว่ายังว่างอยู่

น.23 ๒๐ ภาษาธรรมะเขาหมายอย่างนั้น คำว่าว่างก็หมายอย่างนั้น ไม่ใช่ว่างชนิดที่ไม่มีความรู้สึกคิดนึกอะไรเลย ตัวแข็งเป็น ท่อนไม้ แล้วเรียกว่าว่างอย่างนี้ นั่นคือคนพวกหนึ่งว่า เอาเอง ไม่ใช่พระพุทธเจ้าท่านว่า ถ้าว่างตามแบบสุญญตา ของพระพุทธเจ้าแล้ว ต้องหมายถึงว่า ว่างจากความ รู้สึกว่า ตัวตนและของตนก็แล้วกัน ทีนี้พวกเรานี่มันว่างเอง ว่างอย่างที่เรียกว่า Co- incident นี้ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ท่านกำลังฟังอาตมาพูดอยู่ ท่านไม่ได้นึกถึงตัวตน มัน Co-incident อย่างนี้มันก็เลย ว่างได้ แต่ถ้าไม่มีอะไรมาทำให้เป็นอย่างนี้ ก็นึกถึงตัว ตน- ของตน กลับไปถึงบ้านก็มีเรื่องตัวตน มีเรื่องของ ฅน มีอะไรมากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก มันก็เป็น ไปในทางตัวตน-ของตน มันไม่ว่าง คือไม่มีสติปัญญาที่ เป็นความว่าง แล้วก็มีแต่ความกลัดกลุ้มอยู่ในตัวตน- ของตน ทีนี้พระอริยเจ้า ท่านทำให้ว่างได้มากกว่าพวกเรา นั่นเอง และว่างมากขึ้นชนิดที่ว่าจะไม่กลับวุ่นได้ง่าย ๆ กระทั่งว่างขาดไปเลย เป็นอยู่ด้วยความว่างอย่างนั้นแหละ

น.24 ๒๑ คือ นิพพาน ฉะนั้น เราทุกคนแม้ที่นั่งอยู่ที่นี้ ก็กำลัง ได้รับรสของนิพพานเป็นการชิมลองน้อย ๆ อยู่ใน ระดับหนึ่งที่เดียว คือผลหรือรสของความว่างนั่นเอง ฉะนั้นอย่าได้เกลียดอย่าได้กลัว นิพพาน ตามคนเขลา ที่ไม่ เข้าใจแล้วพูดให้คนอื่นเข้าใจผิด ในขณะที่จิตว่างเป็น นิพพานนั่นแหละ เป็นเวลาที่ประเสริฐที่สุดของคนเรา มีสติปัญญาที่สุด ทำอะไรได้ดีที่สุด จนเหมือนกับเป็น ปาฏิหาริย์ทีเดียว ทีนี้จะยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่งว่า ความว่างที่เราจำ เป็นจะต้องใช้ และบางทีเราก็ใช้อยู่โดยไม่รู้สึกตัว เช่นว่า นิสิตคนไหนก็ตาม เป็นนักกีฬาจะขว้างแม่นจะขว้างอะไร ให้ถูกเป้าหมายแม่นในการกีฬาอย่างนี้ ถ้าเขาสามารถ หรือฉลาดพอที่จะทำให้เขาอยู่กับ ความว่างในขณะที่ขว้าง เขาจะขว้างได้แม่นเหมือนปาฏิหาริย์ ถ้าไม่ทำอย่างนั้น เขาก็ขว้างด้วยจิตที่วุ่นด้วยตัวกูด้วยของกู อย่างนี้มันสั่น ไปหมดทั้งมือทั้งใจ มันก็ขว้างผิดเกินกว่าที่ใครจะหวังว่า มันจะผิดถึงขนาดนั้น ที่ว่าคนที่ขว้างด้วยจิตว่างนั้น (มัน ก็เข้าใจไม่ได้ หรือฟังไม่ถูก) หมายความว่าในขณะที่เรา

น.25 ๒๒ จับสิ่งที่จะขว้าง แล้วตั้งท่าจะขว้างนั้น ขณะนั้นจิตต้อง ลืม_ ลืมความรู้สึกว่าเราจะขว้าง หรือว่าเราเป็นนิสิตจุฬา ลงกรณ์จะขว้างให้ชนะนิสิตมหาวิทยาลัยอื่นอย่างนี้ เห็น แก่มหาวิทยาลัยของเราอย่างยิ่ง แล้วก็เกร็งข้อ แข็งใจ อย่างยิ่งที่จะขว้างให้ถูก อย่างนี้ แล้วมันก็ขว้างด้วยจิตที่ วุ่นอยู่ด้วยตัวกูของกู มันสั่นรัวไปหมด มันก็มีทางผิด ทีนี้ที่ว่าขว้างด้วยจิตว่างนั้น เมื่อแน่ใจว่า เราจะต้องขว้าง แล้ว ก็ลืมตัวเราเสียเลย เป็นสติสัมปชัญญะ เต็มไปด้วย ปัญญา เพียงแต่รู้ว่าจะขว้างอย่างไรเท่านั้น มันเหลือแต่ ว่าจิตกับร่างกาย ระบบประสาททั้งหลายจะทำหน้าที่อย่าง ไรเท่านั้น ความรู้สึกที่จะเป็นตัวเราเป็นของเรานั้น ต้อง ไม่เข้ามาเจือ ฉะนั้นกำลังจิตทั้งหมดกระทำหน้าที่ขว้าง เท่านั้นเอง นี่ถ้าพูดโดยภาษาธรรมะเขาเรียกว่า ขว้างไป โดยไม่มีตัวผู้ขว้าง นี่ขอให้จำคำอย่างนี้ไว้บ้างจะมีประ- โยชน์เป็นอันมาก กินโดยไม่ต้องมีตัวผู้กิน นอนโดยไม่ ต้องมีตัวผู้นอน เดินทางไปโดยไม่ต้องมีผู้เดินทาง แต่ กลับเป็นการกิน การนอน การเดินทาง ที่ไม่มีความ ทุกข์เลย แล้วอยู่เป็นสุขสบาย ทีนี้เราขว้างโดยไม่ต้องมี

น.26 ๒๓ ตัวผู้ขว้างทำนองนี้แหละ เราจะขว้างแม่นเหมือนกับเป็น ปาฏิหาริย์ เหมือนกับเทวดาบันดาล ฉะนั้นขอให้ลองไป ฝึกอย่างนี้ดู พระพุทธศาสนานิกายเซ็น เขามีวิธีสอนพวก ทหาร พวกอะไรก็ตามอย่างนี้ทั้งนั้น เรามีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องมีตัวเรา อย่างนี้ฟังแล้ว น่าข้น จะกินโดยไม่ต้องมีตัวผู้กิน เราทำอะไรไป โดยไม่ต้องมีตัวผู้ทำ แต่สติปัญญาเต็มที่มันทำ จิตที่ ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญาเต็มที่ ไม่มีความรู้สึกเจืออยู่ว่า ตัวกู-ของกูนั่นแหละมันทำ ฉะนั้นจึงไม่มีตัวเรา แต่มี การกระทำทุกอย่าง แล้วกลับทำได้ดีที่สุด ได้ผลดีที่สุด นี่คือค่าหรือ value ของนิพพานมันมีมากอย่างนี้ แต่ ว่าจะใช้ได้มากอย่างไร นั้น ไป พิจารณา ดู เอา เองก็ แล้วกัน มันถึงกับทำให้เราไม่เป็นทุกข์อยู่เป็น ประจำ แล้ว ทำให้ เราสามารถทำการงานได้ทุกอย่าง แม้ งาน ฝีมือที่ปราณีตที่สุด อย่างช่างเขียนที่เป็นศิลปินเอก ของโลก เขาต้องเขียนภาพนั้นด้วยสักว่ามือป้ายสีไปด้วย จิตใจที่เป็นสติปัญญา-ลืมตัวกูโดยสิ้นเชิงอย่างนี้ หรือศิลปิน ที่กำลังแสดงละครนั้น ก็ต้องลืมตัวตน แล้วก็แสดงแต่

น.27 ๒๔ บทบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องของตนเลย นี่ ! มันจึงทำได้ดี นี้ เรียกว่า ค่าของความว่างหรือค่าของนิพพาน เราว่าง อย่างยิ่งเด็ดขาดไม่ได้ ก็ขอให้ว่างให้ได้ในขณะที่เรากำลัง จะทำสิ่งที่ยากที่สุด ที่ดีที่สุด หรือที่จะดับทุกข์ที่สุด ทีนี้ถ้าจะพูดอย่างสำนวนธรรมะที่สูงสุดแล้ว เขายัง พูดไว้เลยว่า จงตายเสีย ก่อนแต่ตาย ได้ยินแล้วคงจะงง ตายเสียก่อนแต่ที่จะตาย ทุกคนจะต้องตายเสียก่อนแต่ที่ คนจะตาย อย่าเพิ่งไปตายตอนแก่ ตอนเจ็บหนัก ตอนที่เขา จะจับใส่โลง แต่ให้ตายเสียก่อนหน้านั้น คือตายเสีย ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ที่นี่ก็ยิ่งดี คือไม่มีตัวเราเสียตั้งแต่ที่นี่เดี๋ยวนี้ สำหรับจะตายอีกต่อไป เป็นการดีวิเศษที่สุด และนั่นคือ การบรรลุพระอรหันต์ ไม่ใช่เพียงพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี คนที่เป็นผู้หมดความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกูโดยสิ้น เชิงนั้นมีแต่พระอรหันต์เท่านั้น ฉะนั้นพระอรหันต์จึงเป็น ผู้ที่ไม่ตาย เพราะท่านได้ตายเสียเสร็จแล้ว ก่อนแต่ที่จะตาย นี่พูดโดยเป็นสมมติ เหมือนอย่างว่าเราไม่มีความรู้สึกว่าตัว เราอยู่ที่นี่ ดังนั้นเราก็ไม่ตายเพราะไม่มีตัวเราที่จะตาย เพราะฉะนั้นให้ทำอย่างนี้เสียให้ได้ก่อนแต่ที่จะถูกจับใส่โลง

น.28 ๒๕ ก็เรียกว่าตายเสียตั้งแต่ก่อนตาย จะเป็นคนที่ไม่มีความทุกข์ เลย คือมันไม่เกี่ยวข้องกับความตายอีกต่อไป ไม่มีตัวกูที่ จะอยู่ด้วยความยึดมั่น ถือมั่นว่าตัวกู-ของกู มีแต่จิตที่ ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญาล้วน ๆ ทำไปพูดไป คิดไป ทำ อะไรทุกอย่างเหมือนที่ทำอยู่ทุกวันนี้ แต่โดยไม่ต้องมี ความรู้สึกว่า กูหรือเราเป็นผู้ทำ นั่นแหละเรียกว่าทำ โดยไม่ต้องมีผู้ทำ กินโดยไม่ต้องมีผู้กิน เป็นสุขโดย ไม่ต้องมีผู้เป็นสุข นั่นมันจึงจะเป็นสุขจริง ๆ ถ้าผิด จากนั้นแล้วมันเต็มไปด้วยตัวกู เต็มไปด้วยของกู มันหนัก มันร้อน มันร้อยรัด พันหัว เสียบแทง เผาลน สารพัด อย่างแล้วแต่จะเรียก เดี๋ยวนี้ท่านเห็นได้หรือยังว่า สิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพานนั้น มันเป็นของสำหรับคนทุกคน จริงหรือ ไม่ ? และเป็นของคนทุกคนอย่างจำเป็นที่สุด จริงหรือไม่? เพราะว่าถ้าเขาไม่ได้สิ่งนี้แล้ว ก็แทบว่าไม่ได้เกิดมาเป็น มนุษย์ แต่เกิดมาเป็นสัตว์นรกชนิดหนึ่ง หรือว่าเป็น สัตว์เดรัจฉานที่หลงใหลในความเป็นอยู่ง่าย ๆ ชนิดหนึ่ง เท่านั้น มันไม่ต่างอะไรกันกับสัตว์ที่ไม่ใช่คน ฉะนั้นถ้า

น.29 ๒๖ จะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ได้รับคุณค่าของความเป็นมนุษย์ แล้ว มันต้องฉลาดถึงขนาดที่จะเป็นอยู่โดยไม่ต้องมีความ ทุกข์เลย แล้วทำอะไรได้มากที่สุด เป็นประโยชน์ที่สุด ทั้งแก่ตนและผู้อื่น เพราะว่าเขาเป็นอยู่ด้วยสติปัญญาดังที่ กล่าวแล้ว นี่คือความหมายของคำว่า มรรค ผล นิพพาน ที่ใช้ได้แก่ทุกคน ทุกชาติ ทุกภาษา ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนเฒ่าคนแก่ สมกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มี ธรรมะนี้ไว้ เพื่อสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่เพื่อใครคน ใดคนหนึ่ง ที่นี้เราไม่ได้เดินตามทางของท่าน เถลไถล ออกไปนอกทางเรื่อย พูดกันถึงสังคมมนุษย์ทั้งโลกดีกว่า ขอให้ท่านทั้ง หลาย สำรวมจิตใจเหลือบตามองไปถึงสังคมมนุษย์ทั้งโลก แล้วก็ย้อนหลังให้ยาวเป็นศตวรรษ ๆ ดีกว่าที่จะมองแต่ เราคนเดียว ที่นี่ เดี๋ยวนี้ หรือมองในประเทศไทย คน ไทยที่นี้เดี๋ยวนี้ ให้มองไปทั้งโลกว่า โลกนี้กำลังเถลไถล ไปทางไหน ? หรือว่าได้เดินไปตามทางที่จะไปสู่ความดับ ทุกข์ ตามแบบของพระพุทธเจ้า ? โลกกำลังเถลไถล

น.30 ๒๗ หรือจะถึงกับถลำออกนอกทางโดยไม่รู้สึกตัว หรือว่าเขา กำลังมีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัวและเดินอยู่ ลองคิดดูว่าสัก ศตวรรษหนึ่งก็แล้วกัน ก็พอจะมองเห็นได้ด้วยตัวเรา หรือมีหลักฐานประจักษ์พยานที่มีอยู่ ไม่ต้องเชื่อฟังคน อื่น เหมือนอย่างว่า Costume แบบแต่งตัว - แบบเครื่อง แต่งตัวของสตรีของโลกที่เจริญสมัยสักศตวรรษหนึ่งมานี้ เขาปกปิดร่างกายมิดชิด ยาวเพียงพอที่จะปกปิดร่างกาย มิดชิดถึงข้อมือข้อเท้า แต่ล่วงมาถึงบัดนี้ สักศตวรรษหนึ่ง นี้ เครื่องปกปิดร่างกายรัดตึงถึงขนาด แสดงรูปร่างได้ นี่ ! ด้วยอำนาจของอะไร ? ใครเป็นผู้บันดาล ? พระเป็น เจ้าบันดาล หรือว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดีบันดาล หรือ ว่าสติปัญญาบันดาล ? มนุษย์ทุกคนในโลกเป็นผู้รับผิดชอบ หรือเปล่า ? ใครเป็นผู้ต้องการให้เป็นอย่างนี้ ? ถ้าสมมติ ว่าฝ่ายชายต้องการให้สตรีเป็นอย่างเป็นนี้ แล้วอะไรเป็น ฝ่ายที่บังคับให้ฝ่ายผู้ชายต้องการให้สตรีเป็นอย่างนี้ ? ลอง คิดไปก็จะพบว่า ตัวกู หรือความเห็นแก่ตัวกูของฝ่ายชาย และเป็นกิเลสตัณหา ที่ยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูฝ่ายกิเลส ที่นี้ฝ่ายหญิงก็เป็นฝ่ายที่ตกอยู่ใต้อำนาจของเขา โดยไม่

น.31 ๒๘ รู้สึกตัว จึงได้ค่อย ๆ ยอมในการที่จะใช้เครื่องแต่งกาย แบบซึ่งที่แท้ก็ไม่ได้ให้ความสะดวกสบายแก่ตนเลย แต่ กลับตามใจแก่บุรุษมากขึ้น ก็เพราะยอมแพ้ในฝ่ายจิตใจ ในทางจิตใจ นี่แหละดูเถิดล่วงมาสิบปี สิบปี สิบปี ฯ ล ฯ จนครบหนึ่งศตวรรษโดยสมบูรณ์แล้ว มันเปลี่ยนมากถึง ขนาดนี้ ซึ่งบางทีอีกสักศตวรรษหนึ่งก็อาจจะใช้เครื่อง แต่งกายที่ใสเป็นกระจกด้วยซ้ำไปก็อาจเป็นได้ ด้วยอำนาจ อะไรที่เถลไถลออกไปนอกทางมากขึ้นถึงอย่างนี้ ใครเป็น ผู้บันดาล ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ? ถ้ากล่าวอย่างธรรมะก็ ว่า เป็นเพราะความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวกู แก่ของกู ที่ดำมืด ไปด้วยความหลงนั้นแหละ หนักขึ้นทุกที ๆ ยอมรับความ ทนทรมานลำบากโดยไม่จำเป็น ในการทำความทุกข์ให้ แก่ตัวเองโดยไม่รู้สึกตัว เรื่องที่อาตมาอยากจะเล่า โดยไม่กลัวเสียเวลามีว่า อย่างที่เมืองท่าตากอากาศแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ ถอย หลังไปสักสามสิบปี ภาพโฆษณาให้ไปเที่ยวที่เมืองตาก อากาศนั้น เป็นภาพวิวที่สวยสดงดงามของถิ่นนั้น แล้ว คนก็ไปตากอากาศตามภาพโฆษณานั้น แล้วสิบปีต่อมา

น.32 ๒๙ เพียงเท่านั้นไม่พอแล้ว ต้องเอาเรือรบลำที่มีชื่อเหมือน กับเมืองท่าตากอากาศแห่งนั้น เป็นภาพโฆษณา ยั่วยุ ทางชาตินิยม แล้วจึงมีคนไปอุดหนุน ไปตากอากาศที่นั่น ภาพโฆษณานั้นยังใช้ได้อยู่ในลักษณะเช่นนั้น แทนที่จะ เป็นวิวธรรมชาติตามธรรมชาติ กลับมาเป็นเรื่องชาตินิยม ทีนี้ต่อมาอีกสิบปี ภาพโฆษณาที่จะให้คนไปเที่ยวเมืองนั้น เป็นภาพสตรีในชุดบิกินี นี่ ! ลองคิดดูเถอะ ถ้าจะใช้ ภาพเรือรบหรือจะใช้ภาพวิวอย่างแต่ก่อนนั้น ไม่มีใครไป แล้ว ต้องใช้ภาพสตรีในชุดบิกินี คนจึงจะไป นี่จะคิด ว่า คนนี้มันต่ำลงหรือสูงขึ้น มันเลวลงหรือมันดีขึ้น มันสว่างขึ้น หรือมันมืดมัวลง แล้วใครเป็นผู้รับผิด ชอบ ? ใครเป็นผู้บันดาล ? พระเจ้าที่ไหนหรือว่าภูตผี ปีศาจเทวดาที่ไหน ? นี่ ! สิ่งที่เรียกว่ากิเลสนั้นคืออะไร ? คือความรู้สึกว่าตัวกูของกู ที่ลุ่มหลงจัดนั้นเอง ที่เปลี่ยน แปลงสิ่งเหล่านี้ ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ ไม่ต้องมีผู้นั้น ผู้นี้ คนนั้น คนนี้ หรือเจ้าบ้านผ่านเมือง คนนั้น คนนี้ รับผิดชอบ มันของสังคมมนุษย์ทั้งหมดที่เถลไถลโดยไม่ รู้สึกว่าเถลไถล แต่แล้วก็ยิ่งเถลไถลยิ่งขึ้น ไปนอกทาง

น.33 ๓๐ ของความสุข ไปสู่หนทางของความเร่าร้อน แล้วก็ ไม่รู้สึกตัว แล้วก็บูชาสิ่งที่เร่าร้อนนี่แหละ ในลักษณะที่ เห็นกงจักรเป็นดอกบัวเสมอไป น้ำตาไหลก็ยังชอบ นี่คือ มนุษย์ สังคมมนุษย์ หรือสังคมโลกในยุคปัจจุบัน กำลัง เดินไปในเส้นทางอย่างนี้ ด้วยความรู้สึกอย่างนี้ มันจึง เป็นการช่วยกันสร้างวิกฤติการณ์ถาวรขึ้นในโลก คำที่อาตมาเรียกว่า วิกฤติการณ์ถาวรในโลกนี้ ท่านฟัง ๆ ดูจากสภาพความเป็นอยู่ ในโลกในปัจจุบันก็ แล้วกัน เพียงแต่ฟังวิทยุวันละ ๑๐ นาที ก็รู้ว่าโลกนี้ อยู่ในสภาพวิกฤติการณ์ถาวรอย่างไร แล้วไม่มีหวังที่จะ สิ้นสุดลงได้ แล้วมันจะยุ่งยากมากขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ทางการทหาร การครองชีพ การอะไรทุก อย่าง จนเป็นวิกฤติการณ์ถาวรจริง ที่เปิดเผยตรง ๆ ก็มี เร้นลับซ่อนเร้นอยู่ก็มี นี่ ! เพราะว่าสังคมโลกมันไถล ออกไปเอง ต้องมองให้เห็นว่าสังคมโลก คือคนทั้งโลก ประกอบอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูฝ่ายดำ แล้ว ก็ไถลออกไปเอง ไม่ใช่พระเจ้าบันดาล ไม่ใช่เทวดา บันดาล แล้วก็ไม่ใช่คนนั้นคนนี้คนใดคนหนึ่งบันดาล แต่

น.34 ๓๑ ทั้งหมดนั่นแหละ ตกอยู่ใต้อำนาจของความยึดมั่นถือมั่น ที่เป็นกิเลสตัณหา ว่าตัวกูว่าของกู ไม่ต้องมีใครเข็นใคร ไม่ต้องมีใครผลักใคร และไม่ต้องมีใครล่ออีกด้วย ไป ตรง ๆ ด้วย มันล่อมันยั่วของมันอยู่ในตัวมันเอง แล้ว มันก็ไป โลกกำลังไหลไปอย่างนี้ ไหลไปอย่างนี้หมาย ความว่าเหมือนกับคนตกน้ำ ก็มีแต่จะจมลงไปในน้ำ เท่านั้น ไม่ใช่คนตกน้ำที่จะโผล่ขึ้นมาแล้วมองเห็นทิศทาง แล้วว่ายเข้าหาฝั่ง นี่ ! สภาพปัจจุบันนี้ แต่ต่อไปข้างหน้า นั้น มันจะมีบุญถึงกับว่ายเข้าหาฝั่งกันได้หรือไม่นั้น มัน เป็นเรื่องอนาคต ยังพูดไม่ได้ แต่ถ้าหากว่า ความรู้ เรื่องมรรค ผล นิพพานของพระพุทธเจ้า แพร่หลาย ไปในสังคมโลก ในหมู่มนุษย์โลกแล้ว คงจะกลับตัว กันได้โดยแน่นอน ต่างคนต่างจะนิยมหลักของการที่จะมี ความสุขได้ โดยไม่ต้องมอบตัวให้เป็นทาส โดยน้ำใจของ เพศใดเพศหนึ่ง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหมือนกับที่กำลังเป็นอยู่ เดี๋ยวนี้ แล้วมันสบายกว่าเป็นไหนๆ นี่ลองคิดดู เพียง ธรรมะแท้จริงเข้ามาคุ้มครองโลกเท่านั้น โลกจะหยุด หมุน คือว่าจะอยู่ในความสงบสุข ที่ว่าหมุนนั้น หมาย ถึงว่ามันร้อน

น.35 ๓๒ ฉะนั้น เราเป็นพุทธบริษัททั้งที ควรจะได้อะไร บ้างจากพระพุทธเจ้า หรือจากธรรมะของพระพุทธเจ้าและ ควรจะช่วยเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกของเราที่ยังไม่เป็นพุทธ- บริษัทนั้น อย่างไรบ้าง ? อาตมาต้องพูดถึงเรื่องนี้ก็เพราะ มันไม่มีเรื่องอื่น เพราะว่าเราจะต้องเข้าใจเรื่องนี้ แล้วต้อง เอาเรื่องนี้ทำประโยชน์ต่อเราเอง แล้วช่วยเหลือเพื่อนร่วม โลก ให้ตั้งอยู่ในแนวของ มรรค ผล นิพพาน อย่าง ที่กล่าวแล้วนั่นเอง ท่านจะเห็นได้ว่า แม้แต่บทเพลง เพลงไทยเดิม เป็นอย่างไร ? เพลงสมัยปัจจุบันเป็นอย่างไร ? ถ้าเอา ตามความรู้สึกของคนธรรมดาแล้วจะรู้สึกว่า เพลงไทย ปัจจุบันนี้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์มันเหมาะสำหรับหญิงโสเภณี ปะเหลาะผู้ชาย หรือว่าผู้ชายปะเหลาะหญิงโสเภณี ที่พอ จะนับว่าเป็นศิลปะได้ก็สัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ก็ ไม่อยู่ในพวกที่นิยม ที่นี้ทางวิทยุกระจายเสียง ก็กลุ้มอยู่ ด้วยเพลงชนิดที่กล่อมจิตใจให้เถลไถลออกไปนอกทางของ ความสงบเย็น มันก็เป็นเรื่องที่ทำให้เถลไถลออกไปโดย ไม่รู้สึกตัว แล้วก็ไม่ต้องไปโทษใคร อย่าไปโทษพระเป็น

น.36 ๓๓ เจ้า อย่าไปโทษเทวดา ที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยการเบียด เบียน และเกี่ยวกับทางเพศนี่มากขึ้น เราอย่าไปห่วงสิ่ง ซึ่งมันไม่เหมาะกับพุทธบริษัทเรา ฝรั่งเขาจะทำของเขา อย่างไร ไม่มีความจำเป็นอะไร ที่เราจะต้องไปเดินตาม เขา ถ้าเรามองเห็นอยู่ว่า มันจะพาเข้ารกเข้าพงมากขึ้น เรามีอะไรของเราเองที่จะทำให้เกิดความสงบเย็น หรือเยือก เย็น เราต้องพิจารณาดูให้ดี ๆ ถ้าคนหนุ่มคนสาวไปหลง ตามฝรั่งในเรื่องนี้แล้ว ประเทศเราก็ไม่เป็นประเทศไทย จะไม่เป็นประเทศพุทธบริษัท จะเป็นประเทศที่เป็นขี้ข้า ทางวัฒนธรรมโสมม แล้วก็เต็มไปด้วยความทุกข์ร้อน ฉะนั้นพวกเรายุวชนทั้งหลายนี้ รับผิดชอบ - ต้องรับผิด ชอบโดยแน่นอน ถ้าไม่รับผิดชอบ ก็ไม่ควรจะเรียก ตัวเองว่าเป็นคนไทย แต่จะต้องรับผิดชอบ ในการที่จะ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศไทย และเป็นพุทธบริษัท นี่เรียกว่าต้องอาศัยอำนาจของสิ่งที่เรียกว่าธรรมะที่ถูกต้อง ถึงขนาดมรรค ผล นิพพานทีเดียว ถ้าต่ำกว่านั้นมันไม่พอ คือ มันไม่อาจจะปราบปรามภูตผีปีศาจ ที่ร้ายกาจกล่าวคือ กิเลส

น.37 ๓๔ ที่เห็นแก่ตัวกู-ของกูนี้ได้ ต้องเอาสิ่งที่มีอำนาจพอกัน อย่างนี้ ฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่า การที่เราปล่อยโลกใน สมัยนี้ให้เป็นไปตามอำนาจของตัวกู-ของกู ที่เป็น กิเลสตัณหานั้น เห็นได้ว่ามันไม่ได้เป็นอยู่ด้วยสติปัญญา เลย มันไม่เป็นสติปัญญาที่เด็ดขาดแน่นอนที่จะช่วยให้ ดับทุกข์ได้ แต่มันจะกลายเป็น อยู่ด้วยความรู้สึกที่ คุ้มดีคุ้มร้ายไปหมด คือ เป็นเพียงการแต่งตัวชนิดที่ทำ ความลำบากให้แก่ตัวเอง ไปนิยมเพลงชนิดที่มันทำให้จิตใจ ตกต่ำ แม้ที่พวกฝรั่งเขานิยมกันว่าสูง เราเป็นพุทธบริษัท จะเห็นสูงไปตามเขาด้วยไม่ได้ อย่างอุปรากร เรื่อง เฟ้าสท์ อย่างนี้ นางเอกทำชั่วโดยสมัครใจหรือโดยรู้สึกอยู่ แต่ก็ ได้รับอภัยให้ไปขึ้นสวรรค์อย่างนี้ ถ้าจะไปคิดนึกถือว่าเรื่อง นั้นจริงตามนั้นแล้วก็ คนไทยจะไม่เป็นคนไทย จะไม่ เป็นชาวพุทธ แต่แม้จะถือว่าเรื่อง เฟ้าสท์ เป็นเรื่องล้อ สังคมเล่น มันก็ยังทำให้เราเผลอเข้าใจผิด ให้คนหนุ่ม คนสาวเข้าใจผิด ตุนเอาหลักผิด ๆ ไว้เป็นต้นทุนอยู่ใน มันสมอง และอันนี้จะออกมาเป็นพิษทีหลัง เพราะฉะนั้น

น.38 ๓๕ ขอกล่าวเสียเลยว่า ความเข้าใจผิด เห็นผิด ทำนองที่ กล่าวนี้ ถ้าลงได้ฝัง–แว่วอยู่ในจิตใจแล้ว สักโอกาส หนึ่งมันจะมีโอกาสออกมาแสดงบทบาท เพราะว่าคนเรา นี้ ไม่ใช่ว่ามีจิตใจเข้มแข็ง สดชื่น รู้สึกสำนึกตัวดี เหมือนที่นั่งอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ตลอดเวลา มันคงมีสักคราวหนึ่ง ซึ่งโรคทางกายเบียดเบียนโรคทางใจเบียดเบียน จนมีอาการ คุ้มดีคุ้มร้าย โดย Subconscious คือไม่รู้สึกตัวอย่างนี้ ขณะ นั้นแหละ กิเลสฝ่ายต่ำ ธรรมชาติฝ่ายต่ำ ที่มีเชื้ออยู่บ้าง จะตรูกันออกมาครอบงำ ยืดตัวเขาให้เดินผิดทางได้ ฉะนั้น ขึ้นเชื่อว่า ความผิด หรือเรื่อง ของ กิเลสแล้ว อย่าได้ประมาทว่านิดเดียวมันจะไม่อันตราย แม้มันจะนิด เดียวก็เป็นอันตราย ไฟนิดเดียวก็ไหม้โลกได้ เมื่อมันได้ เชื้อเพลิงที่เหมาะสม ฉะนั้นขึ้นชื่อว่ากิเลสหรือความ ไม่ดีแล้วก็ นิดเดียวก็อย่าได้ประมาท อย่าได้ไว้ใจว่าไม่ เป็นอันตราย เราจะไปตามอย่างพวกฝรั่งในลักษณะเช่นนั้น ไม่ได้ เราจะต้องมีหลักของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ของ เราเอง คือรู้จักชีวิตที่เกี่ยวกับความทุกข์ และความดับ ทุกข์โดยถูกต้องของเราเอง นี่คือเรื่อง มรรค ผล นิพพาน ที่แบ่งออกเป็น ๔ ชั้น

น.39 ๓๖ ทีนี้เพื่อความเข้าใจละเอียด จนถึงกับปฏิบัติได้ ขอให้ทนฟังต่อไปอีกนิดหนึ่ง การที่คนธรรมดาหลับหู หลับตาอยู่ตามประสาปุถุชน จะมาลืมหูลืมตาเป็นพระอริย- เจ้าได้นั้น จะต้องทำอย่างไรบ้าง ? ท่านวางหลักไว้ชัดเจน ว่า จะต้องละสิ่งที่เรียกว่ากิเลส ที่เป็นเหตุให้ยึดมั่นว่า ตัวกูว่าของกูนั่นแหละให้หมดไป แต่ทีนี้เราจะละมันได้ อย่างไร ? มีลำดับขั้นตามลำดับ ๆ พอที่จะทำได้ตาม ลำดับนั้นอย่างไร ? เหมือนว่าเราเรียนที่เดียวสอบเป็น ปริญญาบัณฑิตนี้ มันไม่ได้ มันต้องเรียนมาแต่ประถม มัธยม เตรียมอุดม แล้วก็อุดมในที่สุด นั้นเป็นของที่เรา ทำได้ ด้วยอาการที่เรียกว่า ขึ้นบันไดมาตามลำดับ การ ปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน โดยสมบูรณ์นี้ก็ เหมือนกัน ก็เหมือนการขึ้นบันไดมาตามลำดับ ฉะนั้น ท่านจึงว่า ให้ละกิเลสลักษณะหนึ่ง ลักษณะหนึ่งหรือ แบบหนึ่ง ๆ นี้มาตามลำดับของการที่ต้องละก่อนหลังอย่าง ใด เรียกเป็นภาษาบาลี ก็เรียกว่า ละสังโยชน์ ที่แท้คือ ละกิเลส หรือที่แท้กว่านั้นคือ ละความยึดมั่น ถือมั่นว่า ตัวกูในชั้นหยาบ ให้ละเอียดขึ้นมาตามลำดับนั่นเอง ให้

น.40 ๓๗ ตัวกูบางขึ้นมาตามลำดับนั่นเอง พูดอย่างนี้ฟังง่ายมาก ถ้าพูดว่าให้ละกิเลสก็ฟังยากหน่อย ถ้าเรียกว่าละสังโยชน์ แล้วก็ยิ่งฟังยากทีเดียว เพราะไม่รู้ว่าสังโยชน์นั้นคืออะไร ? จะอธิบายให้เข้าใจเสียเลย คำว่า "สังโยชน์" นั้น แปลว่า “เครื่องผูกมัดรัดรึง" คือผูกมัดชีวิตจิต ใจ ความรู้สึก คนเราจะถูกผูกมัดรัดรึงอยู่ด้วยสิ่งที่ เรียกว่า สังโยชน์ สิ่งใดที่ผูกมัดจิตใจได้ สิ่งนั้นเรียก ว่าสังโยชน์ แล้วสิ่งใดคือสิ่งผูกมัดจิตใจ? สิ่งนั้น คือ ความรู้สึก ยึดมั่น ถือมั่นว่าตัวกู ว่าของกู ดังนั้นสิ่ง ที่เรียกว่าสังโยชน์ ก็คือความรู้สึก egoism นับตั้งแต่ หยาบที่สุดจนถึงละเอียดประณีตที่สุด จนนิยมกันว่าดีนั่น เอง แม้ข้อนี้ก็ต้องละออกไปนี่เรียกว่าละสังโยชน์ ที่นี้ สังโยชน์ ๓ ชั้นข้างต้นที่ละแล้ว ทำให้เป็นพระโสดาบัน นั้น ท่านระบุชื่อไว้ว่า หนึ่ง "สักกายทิฏฐิ" นี่คือความ เห็นแก่ตัว สอง “วิจิกิจฉา" ความลังเลในเรื่องของตัว สาม "สีลัพตปรามาส" งมงายไร้เหตุผล สักกายทิฏฐิ ก็คือว่า ความรู้ตามธรรมดาสามัญ ที่ทำให้เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวเรา อย่างนี้มันคือ "egoism"

น.41 ๓๘ ที่แก่มากถึงกับเป็น "selfishness" เห็นแก่ตัวจัด ไม่ดู หน้าใคร ได้เป็นดี นี่ ! ปุถุชนเป็นอย่างนี้ แล้วก็มีตัวกู อยู่ที่ร่างกายนี้ ที่เนื้อหนังทางวัตถุนี้ มีตัวตนอยู่ที่นี่ ไม่ รู้สึกว่ามีตัวตนชนิดที่ประณีต ที่เป็นจิต เป็นวิญญาณ นั่นคือพวกวัตถุนิยม เอาเนื้อหนังร่างกายนี้เป็นตัวตน แล้วยังแถมยึดมั่น ถือมั่นว่า เที่ยงเสียด้วย เที่ยงแท้ ถาวร มั่นคงราวกับภูเขาทีเดียว ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ต้องไม่ เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตาม ปัจจัย อย่างนี้ไม่ยอมรับทราบ ไม่ยอมคิดอย่างนั้น คิด ว่าเป็นของเที่ยงแท้ถาวร เหมือนกับภูเขาทีเดียว เขาจึง เมาในความเป็นเด็ก หรือความเป็นหนุ่มเป็นสาวของเรา เอง ไม่รู้จักเรื่องความชรา ความแก่เฒ่า หรือแม้ความ ตายที่จะมาถึง ไม่รู้สึก หลงอยู่แต่ว่า ความหนุ่มสาวของ เรานี้ มั่นคงเหมือนภูเขาหิมาลัย ความไม่เป็นโรค เจ็บ ไข้ได้ป่วยของเรานี้ มั่นคงเหมือนกับภูเขาหิมาลัย นี่สำคัญ ว่าเที่ยงอย่างนี้ แล้วรู้จักกันแต่ในด้านวัตถุเนื้อหนัง แล้ว ก็เห็นแต่เรื่องตัวตนอย่างนั้น ทำนองนั้น จัดอยู่ นี้เรียก ว่า "สักกายทิฏฐิ" เป็นกิเลสของคนทุกคนที่เป็นปุถุชน

น.42 ๓๙ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องละก่อนอัน ไหนหมด จึงจะเปลี่ยนจากเป็นคนหนาไปด้วยกิเลสนั้น มาสู่ความเป็นคนที่บางด้วยกิเลส ถ้าจะเข้ามาในระดับของ พระอริยเจ้านั้น ขั้นแรกที่สุดจะต้องละความรู้สึกที่เรียกว่า "สักกายทิฏฐิ" นี้ก่อน เราต้องมองดูจนเห็นว่าโลกเรา ปัจจุบันนี้ ลำพัง "สักกายทิฏฐิ" ตัวเดียวนี้เท่านั้นแหละ ไม่ต้องไปนึกถึงกิเลสอื่น ชื่ออื่น สักกายทิฏฐิตัวเดียวนี้เท่า นั้น ที่สร้างวิกฤติการณ์ถาวรขึ้นในโลกที่เบียดเบียนกัน อยู่ทุกวันนี้ ฉะนั้นตลอดเวลาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครึ่งโลก หนึ่งกับอีกครึ่งโลกหนึ่งยังละสักกายทิฏฐิไม่ได้ หรือไม่เบา บางแล้ว ไม่มีทางที่จะปรองดองกันได้ ไม่มีทางที่จะช่วย กันทำโลกนี้ให้สงบเย็นได้ จะเป็นวิกฤติการณ์ถาวรเร่า ร้อนอยู่ตลอดนิรันดรเท่านั้น นี่ก็เห็นได้ว่า แม้แต่กิเลส สังโยชน์ตัวแรก ข้อแรกเท่านั้นก็สำคัญ มีความสำคัญ แก่โลกถึงเพียงนี้แล้ว ฉะนั้นถ้าเราจะเตรียมตัวสำหรับจะ ช่วยกันสร้างโลกนี้ให้งดงาม ให้สงบเย็น ให้สะอาด สว่างไสว ด้วยธรรมะนี้ เราจะต้องมีความปักใจแน่วแน่

น.43 ๔๐ ที่จะละกิเลสชื่อว่า "สักกายทิฏฐิ" ซึ่งแปลว่า "ความเห็น แก่ตัว" นี้กันให้ได้ ทีนี้อันที่ ๒ เรียกว่า "วิจิกิจฉา” นี้แปลว่าลังเล ใครไม่ลังเล ใครลังเล คนคนหนึ่งนึกดูให้ดี บางทีตั้ง แต่เช้าจนกว่าจะค่ำลงนี้ มีความลังเลในสิ่งต่าง ๆ ตั้งสิบ กว่าครั้ง จะทำอะไรดี บางคนมากไปจนถึงกับว่า จะกิน อะไรดีด้วยซ้ำไป โง่หรือฉลาดลองคิดดูเถิด งงถึงกับไม่ รู้ว่าวันนี้จะทำอะไรกินดี ต้องนั่งนึกคิดนึก แล้วก็ยังลังเล อยู่นั้น แล้วกินเข้าไปแล้วมันก็ไม่ใช่มีอะไรดีกว่ากัน แปลกกัน คำว่าลังเลในที่นี้เขาหมายถึง ลังเลโดยส่วน ใหญ่ก็คือลังเลในเรื่องชีวิตทั้งหมดของตัวนี้ ว่าจะดำ- เนินไปในทางไหน ยังไม่รู้ทั้งนั้น แม้จะได้ยินได้ฟังอยู่ บ้างก็ยังลังเล ถ้าพูดให้สั้นก็คือว่าลังเล ข้างธรรมชาติฝ่าย ต่ำ หรือลังเลข้างธรรมชาติฝ่ายสูง บางทีก็ว่าเอาสวย เอารวย เอาดี บางทีก็ว่าเอายุติธรรม เอาถูกต้อง เอา จริง-ดี นี่ลังเลอย่างนี้ ลังเลต่อจุดหมายปลายทางสูงสุด ของชีวิต ว่าจะไปรูปในไหน ตอนไหน ก็ลังเลอยู่นั่น แหละ และในการงานที่ทำอยู่ประจำวันนี้ก็ลังเลว่า มัน

น.44 ๔๑ ถูกแน่หรือมันผิดแน่ อย่างไหนจะถูกกว่า อย่างไหนจะ ปลอดภัยกว่า ล้วนแต่เต็มไปด้วยความลังเล จนเป็น นิสัย หรือแม้ในสิ่งที่เรียกว่าความสุขนี้ก็ยังลังเล จะเอา สุขจากเงิน หรือจะเอาสุขจากชื่อเสียง หรือจะเอาสุขจาก อำนาจวาสนาบารมี หรือจะเอาสุขจากความสงบเย็น นี้ ลังเลจนกระทั่งว่าจะออกหาความสงบหรือยัง หรือจะ ทนอยู่ในกองทุกข์ดี นี้ ก็ยังลังเลถึงขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ เห็นว่า ออกไปนั่นแหละ พ้นจากความผูกมัด อยู่ที่นี่ อยู่ ในความผูกมัด แม้อย่างนี้ก็ยังลังเล เพราะว่ากิเลส ตาม สัญชาตญาณทำนองนี้ มันเหนียวแน่นมาก เหนี่ยวแน่น เท่ากับสักกายทิฏฐิที่กล่าวแล้ว ทีนี้ยังมีการลังเลในธรรมะ ว่าจะเอาธรรมะดีหรือว่าจะเอาโลกดี นี้ต่อให้เป็นโปร- เฟสเซอร์ ป๊อบปูล่าของโลก ของบ้านเมืองขนาดที่ กล่าว ๆ มาแล้วนั้น ก็ยังลังเลว่า จะเอาโลกดีหรือเอา ธรรมะดี. แล้วยิ่งพวกโปรเฟสเซอร์ ทำนองนี้ด้วยแล้ว ยิ่งจะหมุนไปในโลกมากกว่าที่จะหมุนไปในธรรม เพราะ เป็นโปรเฟสเซอร์ของโลก ถ้าจะมีโปรเฟสเซอร์ตามทาง ธรรมแล้ว ดูเหมือนจะไม่มีทางชี้ไปที่อื่น นอกจากพวก

น.45 ๔๒ พระอริยเจ้า ทีนี้พวกเราที่ลังเลในชีวิตทำนองนี้ จึงมีปัญหา ง่ายๆ แม้ที่กำลังเผชิญอยู่ว่า พุทธศาสนานี้ควรนำมา สอนในมหาวิทยาลัยหรือไม่ อย่างนี้เป็นต้น หรือที่ไม่ เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยก็ว่า เรานี้ควรจะเข้าไปเกี่ยวข้อง กับพุทธศาสนาหรือธรรมะ ในฐานะที่เป็นสิ่งที่จำเป็น อย่างยิ่ง แก่ชีวิตหรือไม่อย่างนี้ก็ยังลังเล โอกาสที่ไปดู หนังยังมีมากกว่าโอกาสที่จะมาศึกษาธรรมะ ตั้งมากมาย หลายเท่าหลายสิบเท่า จะไปพึ่งธรรมะก็ไม่ว่าง แต่ถ้าไปทำ สิ่งที่ให้หมดเปลืองเร่าร้อน กระวนกระวายแล้วก็ ว่าง ! ว่าง ! ว่าง มากทีเดียว และก็นิยมให้มันเป็นอย่างนั้นจน เคยชินเป็นนิสัย ทีนี้ถ้าว่าหมดความลังเลในสิ่งเหล่านี้ มีจิตใจเฉียบขาด คมอย่างมีดโกน แน่นอนลงไปว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร ? และต้องถึงอะไรให้ได้ในชีวิตนี้ ? อะไรคือ การ งาน ที่ เหมาะ ต่อ สภาพ ของ เรา อย่างยิ่ง ? ความสุขที่แท้จริงเป็นอย่างไร ? ธรรมะจำเป็นแก่ชีวิต โดยแน่นอน จิตใจอย่างนี้มันเด็ดขาดลงไปแล้ว ถอย หลังกลับไม่ได้ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงเรียกคน ๆนี้ว่า โสดาบัน คือพวกที่ถึงกระแสชนิดที่ถอยหลังกลับไม่ได้ เพราะหมดความลังเล

น.46 ๔๓ ยังมีอันสุดท้ายอีกอันหนึ่ง อัน ที่สาม เรียกว่า สีลัพตปรามาส หมายถึงความงมงายเดิม ๆ ที่ติดมาด้วย สัญชาตญาณ ส่วนใหญ่ก็อาศัยความกลัว คนเรามีความ กลัวเป็นสมุฏฐาน ที่เป็นเหตุให้เป็นคนไร้เหตุผล ไม่ตั้ง อยู่ในอำนาจของเหตุผล ใช้เหตุผลไม่เป็น ความกลัวมา สะกิดนิดเดียว ทิ้งเหตุผลหมด เอาไปตามอำนาจของความ กลัว หรือถ้าเผอิญมันฟลุ๊ค ถึงกับมีใครมาบอกว่าทำ อย่างนี้สิจะไม่ต้องกลัว ก็เอาตามนั้นเลย นี่เป็นเหตุให้มี ศาลพระภูมิ มีพระเครื่องแขวนคอ มีอะไรต่าง ๆ ซึ่งมัน ง่ายที่สุด แล้วเขาก็โฆษณา ทำนองว่าระงับความกลัวกัน ทันที ที่นี่เดียวนี้ ฉะนั้นจึงไม่สามารถที่จะใช้ความคิด ความนึก หรือเหตุผลของตนเอง จึงเป็นคนงมงายตาม ๆ เขาไปหมด ไม่มีเหตุผลเลยก็มี ใช้เหตุผลผิดไปหมดก็มี มี เหตุผลมากเกินไปแต่ผิด ล้วนแต่เหตุผลผิดก็มี กระทั่งไป บำเพ็ญอัตตกิลมถานุโยค ทำตนให้ลำบากเสียเปล่า ๆ ด้วย ความยึดมั่นถือมั่นก็มี ทั้งหมดนี้เรียกว่า สีลัพตปรามาส คำ นี้ถ้าแปลความหมายก็แปลว่า ความโง่ที่ไปทำให้ของถูก ของดี แปดเปื้อน เป็นของผิดไปหมด เพราะว่าระเบียบ

น.47 ๔๔ ปฏิบัติทางศีลธรรม วัฒนธรรม ทางศาสนาอะไรที่เขา วางไว้ดีแล้ว ตนเองไปเข้าใจผิด งมงาย นำไปใช้ผิดหมด เช่นว่า พระพุทธรูป มีไว้ใช้เพื่อประโยชน์อะไร อย่างไร มันมี-มีถึงขนาดเป็นเทคนิคด้วยซ้ำไป ถ้าเอาไปใช้ให้ถูก ต้องแล้วก็จะเกิดความสว่างไสว แก่จิตใจ แต่ทีนี้บางพวก ก็เอาพระพุทธรูปไปแขวนคอ สำหรับไปขโมยเขา ไปทำ ไม่ดี หรือแม้แต่ว่าไม่ไปขโมยเขานี่ก็ด้วยความเห็นผิด ว่า จะคุ้มครองได้อย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่ตนกลัว หรือจะ ให้รวย ให้สวยต่าง ๆ นานาอย่างนี้ ก็คือไปลูบคลำของ ที่ดีที่สะอาดอยู่นั้นให้สกปรกเสีย ถึงแม้วัตรปฏิบัติอย่างอื่นเช่นบำเพ็ญทาน รักษา ศีล เจริญภาวนา ทำกรรมฐานอะไรก็เหมือนกัน เขามี แนวที่ดี ที่เป็นไปเพื่อกำจัดกิเลสทั้งนั้น คนที่มีสีลัพต- ปรามาส ก็ไปทำให้เขวหมด พาไปทางงมงาย เข้ารกเข้า พง จนกระทั่งยากจน เดือดร้อน เพราะการให้ทานอย่างนี้ ก็มี เพราะรักษาศีลนี้ก็มี เป็นบ้าเป็นบอต้องส่งโรง พยาบาลโรคจิตเพราะวิปัสสนาที่เขาเจริญผิดและเขวนี้ก็มี ถ้ายังมีความหลงผิดชนิดที่ทำสิ่งที่ดีให้กลายเป็นสิ่งที่ผิด ที่

น.48 ๔๕ สกปรกไปหมดอย่างนี้ แล้วก็เรียกว่ายังมีสีลัพตปรามาสอยู่ เพียงนั้น ฉะนั้นจึงต้องเปลี่ยนมาเป็นผู้ที่อยู่ในอำนาจ ของเหตุผลเสียก่อน แล้วใช้เหตุผลให้ถูก แล้วก็ใช้สิ่ง ต่าง ๆ ที่มีความมุ่งหมายดีหรือลูกนั้น ให้เป็นไปตาม ความมุ่งหมายนั้น อย่าให้เขวได้ ถ้าละความโง่แบบนี้ได้ ก็เรียกว่า ละสีลัพตปรามาสได้ เมื่อละสักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพตปรามาส สาม อย่างนี้ได้ ก็ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ลังเล ไม่งมงาย นี้เป็น พระโสดาบันแล้ว พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติการละ ๓ อย่างนี้ได้ ว่า เป็นพระโสดาบัน กำลังเดินอยู่ในกระแสที่ แน่นอนต่อความดับทุกข์ขั้นสูงสุด คือนิพพาน คนชนิดนี้ ท่านเรียกว่า พระอริยเจ้าอันดับแรก คำว่า อริยะ นี้ เป็นภาษาบาลี ถ้าเป็นภาษา สันสกฤตก็คือ อา -ร- ยะ ถ้าเป็นบาลีก็เป็นอริยะ ถ้าเป็น สันสกฤต ก็เป็นอารยะ ช่วยตั้งข้อสังเกตกันอย่างนี้บ้าง และเดี๋ยวนี้เราก็เอาคำว่า อารยะนี้มาใช้เรียกพวกเราด้วย ซ้ำไปว่า อารยชนนี้ คนไทยเป็นอารยชนแล้ว ไม่ป่าเถื่อน

น.49 ๔๖ แล้ว มันเป็นคำเดียวกับพระอริยเจ้า แล้วมันเป็นอารยะ จริงหรือเปล่า ? เพราะว่าถ้าเราเป็นอารยะกันจริง เช่น พวกฝรั่งเขารับรอง หรือใคร ๆ เขาก็รับรองแล้ว มันจะ ต้องเป็นอารยะชนิดไหน ฉะนั้นเรามาลองเหลือบตามอง มาดูอารยะของพระพุทธเจ้าท่านบ้าง ว่าคนที่โง่ หาย จากความเป็นป่าเถื่อน จนไม่เห็นแก่ตัว จนไม่ลังเล ในเรื่องของชีวิตจิตใจ และไม่งมงายนี้ พอที่จะเรียก อารยชนได้ไหม ? นี่จะต้องเป็นที่ยอมรับกันได้ทันที ทีเดียวว่า นี่พอจะเรียกได้ว่า อารยชนจริง คนเห็นแก่ตัว ยังลังเล ยังงมงายอยู่แล้ว มันก็ป่าเถื่อน ให้เป็นโปรเฟส เซอร์ผิวขาว ที่ popular ที่สุดของโลก ก็ยังป่าเถื่อนอยู่ นั่นเอง ถ้ายังไม่ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพตปรามาส ลดต่ำลงไปอีก คือลดไปถึงคำว่า "สุภาพบุรุษ" สุภาพบุรุษนี้เป็นคนชนิดไหนกัน ? ผูกเน็คไท เดินโก้ ๆ แล้วก็เป็น ดังนั้นหรือ ? อย่างนี้มันคือสุภาพบุรุษที่ป่า เถื่อน สุภาพบุรุษที่แท้จริง จะต้องสมกับคำว่า "สุภาพ" สุ, แปลว่า "ดี" "ภาวะ" แปลว่า "ภาพ" หรือ "ภาวะ"

น.50 ๔๗ สุภาวะแปลว่าภาวะดี ที่มีความเป็นอยู่ดี จึงจะเป็นสุภาพ บุรุษ การเป็นอยู่ดีนี้ เป็นอยู่ได้อย่างไร ? ถ้าหากยังมี ความเห็นแก่ตัวจัด มีความลังเลแม้แต่เรื่องชีวิตของตัว เอง และมีความงมงายทางศีลวัตรที่สุดนี้ อย่างนี้จะ เรียกว่าสุภาพได้อย่างไรกัน ? ดังนั้นแม้จะสำเร็จออกซ์ฟอร์ด หรือเคมบริดจ์มาก็ยังเป็นสุภาพบุรุษไม่ได้ ถ้าหากยังมี ความเห็นแก่ตัวจัด ยังลังเลต่อเรื่องของชีวิต และยัง งมงายทางศีลธรรมอยู่ ก็ยังไม่เป็นสุภาพบุรุษอยู่นั่นเอง ทั้ง ๆ ที่เขานิยมกันว่า มหาวิทยาลัยสองแห่งนี้ มีชื่อเสียง ที่สุดในการสร้างคนให้เป็นสุภาพบุรุษได้มากที่สุด แต่แล้ว เราก็ไม่เห็นทางที่จะเป็นไปได้ ถ้าหากยังมีความเห็นแก่ ตัว ความลังเล และความงมงาย มันยังไม่พอที่จะเป็น สุภาพบุรุษ ตามความหมาย – ของพุทธบริษัท เพราะฉะนั้น ชาวพุทธเรา พุทธบริษัทเรา คน ไทยที่ถือพุทธศาสนานี้ ควรจะจำกัดความหมายของคำว่า "สุภาพบุรุษ" หรือ "อารยชน" ไว้ให้ถูกต้องตาม ความจริงของธรรมชาติ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าหรือของ ใคร คำพูดคำนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ คำพูดนี้ต้องเป็น

น.51 ๔๘ ของธรรมชาติ คำพูดที่ว่า "สุภาวะ" คือ "สุภาพบุรุษ" นี้ ก็ดี คำที่พูดว่า "อริยะ" หรือ "อารยะ" "อารยชน" นี้ ก็ดีมันเป็นของธรรมชาติก่อให้เกิดขึ้น และมันมีความหมาย ของมันเองว่า สุภาวะ คือ ภาวะดี อริยะนี้ คือประเสริฐ ประเสริฐตรงที่พ้นไปจากความทุกข์ ไกลจากความทุกข์แล้ว อันไหนเล่าที่เป็นภาวะดีและไกลจากความทุกข์ และมันจะ ต้องเป็นอย่างไร ฉะนั้น เราเป็นสุภาพบุรุษ หรือ เป็น อารยชนให้ถูกตามความหมายของธรรมชาติก็พอแล้ว เมื่อ ละได้ ๓ อย่างนี้ ก็เป็นพระโสดาบัน ฉะนั้นช่วยจำไว้ให้ดี ว่า ละสักกายทิฏฐิคือความเห็นแก่ตัว ละวิจิกิจฉา คือ ความลังเลในชีวิตประจำวันนี้ และละสีลัพตปรามาส คือ ละความงมงาย ในบรรดาสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับเราและที่ เราต้องประพฤติ ที่นี้หมดเรื่องของพระโสดาบันแล้ว ก็มาถึงเรื่องที่ สูงไปกว่านั้น คือเป็น พระสกิทาคามี ที่ว่าหวนกลับ ด้วยความอาลัยอาวรณ์ครั้งเดียว แล้วไปเลยนี้ มันสูงกว่า พระโสดาบัน ซึ่งอาจะหวนกลับอยู่หลายครั้ง ข้อนี้ พระพุทธเจ้าท่านไม่บัญญัติอะไรเพิ่มเติมขึ้นมา คงเท่าเดิม

น.52 ๔๙ เท่ากับพระโสดาบัน แต่ถือว่าอยู่อีกระดับหนึ่ง คือ เบาบาง ลงไปอีกระดับหนึ่ง เบาบางกว่าพระโสดาบันก็แล้วกัน ฉะนั้นจึงไม่มีชื่อของกิเลส สังโยชน์อันใหม่ที่จะต้องละ ๓ อันตามเดิม-๓ ข้อตามเดิม แต่ว่าละให้มากขึ้นไปอีก ระดับหนึ่ง ก็เป็นพระสกิทาคามี ทีนี้สูงขึ้นไปถึงอันดับที่ ๓ ที่เรียกว่า พระอนาคามี คือ ที่ว่าไม่มาอีกเลยคือไม่หวนอาลัยมาสู่สภาพต่ำอีกเลยนี้ สูงขึ้นไปตะพืดนี้ ขั้นนี้จะต้องละเพิ่มขึ้นมาอีก ๒ อย่าง คือว่า " กามราคะ " ความหลงติดอยู่ในกาม และ "ปฏิฆะ" ความรู้สึกขุ่นอยู่ด้วยความโกรธ คำกล่าวเหล่านี้ ท่านทั้งหลายควรจะกำหนดได้ด้วยตนเองแล้วว่า พระอริย- เจ้าชั้นพระโสดาบันนั้น ไม่สามารถละกามราคะ คือ ความ หลงติดในกาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ท่านมัวเมาลุ่มหลง อยู่ในกามเหมือนปุถุชน ไม่ได้ลุ่มหลงในกามมากอย่างนั้น แต่ว่ายังมีอยู่ มีความรู้สึกพอใจอยู่ตามสมควรแก่ฐานะ ฉะนั้นจึงขอแนะให้สังเกตว่า ในบรรดาอริยมรรค มีองค์แปด เมื่อพูดถึงสัมมากัมมันโต-ประกอบการงาน ชอบนั้น ที่เป็นพุทธภาษิตก็อธิบายคำนี้ว่า ละกาเมสุมิจ-

น.53 ๕๐ ฉาจาร ไม่ใช่ "อพรหมจริยา" คือไม่ใช่เว้นจากเมถุน ธรรมโดยสิ้นเชิง แต่ว่าประกอบไม่ให้ผิด ประพฤติไม่ให้ ผิดในเรื่องเกี่ยวกับกามก็แล้วกัน แล้วน่าประหลาดที่ว่า มรรคมีองค์แปดนี้ ที่ตรัสแก่ภิกษุแท้ ๆ นั้น ยังจำแนก สมมากัมมันโตว่า ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉา- จารเท่านั้น ไม่ได้ใส่คำว่า "อพรหมจริยา" เข้าไปเลย จึงเป็นที่แน่นอนว่า มรรคมีองค์แปดนั้นไม่ได้หมายถึง ว่าละเมถุนธรรม โดยสิ้นเชิง สำหรับฆราวาส แต่ไม่ ประพฤติผิดในกามก็แล้วกัน นี่เป็นเครื่องชี้ให้เห็นชัดว่า แม้พระโสดาบัน ก็ ไม่สามารถจะละความรู้สึกในกามโดยสิ้นเชิง ยังมีอยู่ พระ สกิทาคามีก็ยังมีอยู่ แต่มาถึงขั้นที่ ๓ คือ พระอนาคามี นี้ จึงจะหมดความรู้สึกต่อสิ่งเหล่านี้โดยสิ้นเชิง คือไม่เหลือ อยู่เลย เรียกว่าเป็นผู้จืดสนิท หรือสะอาดจากกามโดย สมบูรณ์ จึงเอาคำว่า "กามราคะ" มาไว้ถึงชั้นนี้เป็นลำดับ ที่ ๔ ซึ่งพระอนาคามีจะต้องละ จึงเป็นอันว่า พระโสดาบัน พระสกิทาคามี ผู้ ครองเรือนนั้น ยังคงบริโภคกามอยู่ตามวิสัยของพระอริย-

น.54 ๕๑ เจ้า อย่าให้ตกมาสู่วิสัยของปุถุชนคนพาลก็แล้วกัน แต่ พระอนาคามี มีจิตใจสูงถึงกับว่า กามเป็นสิ่งที่น่าขยะ แขยงไปเลย และอีกข้อหนึ่งคือ "ปฏิฆะ" คำว่า ปฏิฆะ นี่ความรู้สึกที่พอจัดว่าขุ่น ๆ เท่านั้น ไม่หมายถึงโกรธพลุ่ง หรือโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ออกมาข้างนอก หรือโกรธ ๆ พลุ่งอยู่แต่ในใจ ก็ไม่ใช่ หมายถึงพอรู้สึกขุ่นอยู่ด้วยความ โกรธ นี่พระอนาคามีจะละได้ ส่วนพระโสดาบัน พระ สกิทาคามี ก็ยังละไม่ได้ตามเคย ยังมีขุ่น ยังมีการเกี่ยว ข้องกับกาม ยังมีหัวเราะและร้องไห้อยู่ตามสมควรแก่วิสัย ของพระอริยเจ้าในขั้นนั้น แต่เมื่อถึงขั้นที่ ๓ ที่จวนจะ เป็นพระอรหันต์แล้วจึงจะหมดกามราคะ และปฏิฆะโดยสิ้น เชิง ทีนี้เรานั้นโกรธถึงขนาดที่เรียกว่าโกรธ ไม่ใช่พอ สักว่าขุ่นเท่านั้น ที่สักว่าขุ่นนั้นมันมากมาย แล้วที่เรียก ว่าโกรธเต็มที่มันก็มากมาย แต่พระอริยเจ้า ๒ ประเภท ข้างต้นนั้น ท่านยังมีเพียงแต่สักว่าขุ่นเท่านั้น ไม่ถึงกับ โกรธ และที่พูดมาก็เพื่อแก้ความเข้าใจผิด ที่เข้าใจผิด อย่างงมงายที่สุดกันอยู่เป็นประจำว่า พอเป็นพระโสดาบัน ก็ต้องเหาะได้ ก็ต้องไม่เกี่ยวกับกาม ก็ต้องไม่กลัวตาย

น.55 ๕๒ ไม่ร้องไห้เหล่านี้ ที่เกณฑ์ให้เป็นอย่างนั้น มันว่าเอาเอง คนโง่คนนั้นเขาว่าเอาเอง. แล้วพลอยให้คนอื่นพลอยโง่ ตามหลงผิดไปด้วย ฉะนั้นจึงต้องเอา chart ตามแบบ ฉบับที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้เด็ดขาดนี้ มาพูดให้ฟัง อย่างนี้เลยว่า ท่านจัดลำดับไว้อย่างนี้ ๆ ทีนี้ก็มาถึงอันสุดท้าย ขั้นสุดท้าย คือความเป็น พระอรหันต์ เป็นพระอริยเจ้า ประเภทที่ ๔ นี้ จะต้อง ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาเป็น สังโยชน์อีก ๕ ชื่อ รูปราคะนี้ก็คือ ความพอใจในรูป อรูปราคะ พอใจในอรูป กามราคะนั้นชัดแล้วว่ายินดีในกาม ส่วน รูปราคะ อรูปราคะ คงจะแปลกหูสำหรับผู้ที่เพิ่งเคยฟัง คราวนี้ ถ้าจะให้เข้าใจก็ต้องคิดอย่างนี้ว่า ราคะนั้นหมาย ถึงรักอย่างยิ่งจนถึงกับหลงใหล แต่ว่าสิ่งที่ถูกรักนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นกามอย่างเดียว สิ่งอื่นก็ยังมี พวก ที่ติดในรูปธรรมบริสุทธิ์ เช่นศิลปวัตถุบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยว กับกามนี้ ก็หลงใหลจนถึงกับลืมลูกลืมเมียได้เหมือนกัน อย่างนี้เป็น ตัวอย่างของ รูปราคะได้ดีสำหรับ คนในโลกเรา

น.56 ๕๓ แม้ว่าตัวจริงท่านจะเล็งถึงฤๅษี มุนี ที่ยินดีในสมาธิ ถึง ขนาด หลงใหล เหมือน คนหนุ่ม คนสาว หลงใหลใน กามนี้ คนหนุ่มคนสาวหลงใหลในกามอย่างไร พวกฤๅษี มุนี ที่เจริญสมาธิมีรูปธรรมเป็นอารมณ์ ก็หลงใหลในความสุข ของสมาธินั้นได้มากถึงขนาดนั้นเหมือนกัน ฉะนั้น จึงเรียก มันว่าราคะด้วยเหมือนกัน ราคะในรูปธรรมที่ก่อให้เกิด ความสงบสุขในทางสมาธิ เหมือนกับคนเราที่หลงใหลใน ต้นบอนต้นโกศลต้นอะไรอย่างนี้ซึ่งไม่เกี่ยวกับกาม หรือ ศิลปวัตถุที่ไม่เกี่ยวกับกาม ขนาดหลงอย่างนี้ ก็เรียกว่า รูปราคะ อย่างนี้ได้เหมือนกัน เอามาเป็นตัวอย่างได้ ทีนี้อรูปราคะ ราคะในสิ่งที่เป็นอรูป นามธรรมที่ เป็นที่ตั้งของความยึดถืออย่างนี้ก็เช่น เกียรติยศ ชื่อเสียง ที่เป็นนามธรรม แต่อย่าเล็งไปถึงว่าเกียรติยศนี้เป็นเครื่อง มือหากามอย่างนี้ ไม่ได้ อย่างนี้มันเป็นกามไป เกียรติ ยศบริสุทธิ์นี้ใครไปหลงเข้า ก็เป็นอรูปราคะ หรือว่า ทนงในความเป็นปราชญ์ เป็นโปรเฟสเซอร์ขนาดที่น้ำชา รินเติมลงไปอีกไม่ได้นั้น หลงใหลมากถึงขนาดนี้มันก็ เรียกว่าเป็นอรูปราคะเหมือนกัน ซึ่งพระอนาคามี ก็ยังละ

น.57 ๕๔ ไม่ได้ พระอนาคามีที่ได้ชื่อว่า เป็นพระอริยเจ้าชั้นที่ ๓ แล้วก็ยังละสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพราะพระอนาคามีบางประเภท ก็ยังหลงใหลในความสุขที่เกิดจากรูปฌานหรืออรูปฌานนั่น เอง อย่างที่คนธรรมดาไปหลงในต้นบอน โกศล หรือ ว่าไปหลงในเกียรติ ในความเป็นปราชญ์อะไรทำนองนี้ ความพอใจอย่างยิ่งถึงขนาดหลงใหล แล้วก็เรียกว่าราคะ ทั้งนั้น แต่ถ้าเป็นพระอริยเจ้าท่านหลงใหล ก็หลงใหล ในธรรม หลงใหลในธรรมแท้ ในธรรมบริสุทธิ์ที่เป็น นิพพาน ก็เรียกว่า ธรรมราคะก็มี แต่นี่ไม่ใช่ราคะใน กลุ่มอรูปราคะ เป็นราคะที่อยู่นอกวง เป็นฝ่ายโลกุตตระ เพราะไม่มีชื่อเรียกอย่างอื่น ก็เลยใช้คำธรรมดาไปด้วย ท่านก็พลอยเรียกว่าเป็นราคะไปด้วย ผู้ที่พอใจในนิพพาน เรียกว่า "ธรรมราคะ" หรือ "ธรรมนันท” (แต่ไม่ ได้อยู่ในราคะเหล่านี้ ) ทีนี้ก็มาถึงอันที่ ๘ "มานะ" "ถือตัว" นี้ ที่เรียก ว่าตัวกู ของกู อะไรนี่แหละ ต้องมาหมดกันที่ตรงนี้ ที่แล้วมาทั้ง ๓ พระอริยเจ้านั้นละไม่ได้หมด ละได้แต่ เบาบางเท่านั้น พอมาถึงขั้นนี้แล้ว ละหมด ไม่มีตัว เมื่อ

น.58 ๕๕ ไม่รู้สึกว่า มีตัว แล้วก็ไม่สำคัญว่า เราเป็นหญิง เป็น ชาย เป็นคนเศรษฐี เป็นคนขอทาน เป็นคนดี เป็น คนเลว หรือคนขนาดกลาง มันไม่มีความรู้สึกอย่างนั้น หมด ฉะนั้นจึงไม่มีความรู้สึกที่ว่า ฉันดีกว่าแก แกดีกว่า ฉัน ฉันเลวกว่าแก แกเลวกว่าฉัน หรือเสมอกันอย่างนี้ ก็ไม่มี เมื่อไม่มีตัวเรา-ตัวตนอย่างนี้แล้ว อะไรจะมาเป็น ของตัวก็ไม่มี คือไม่รู้สึกนั่นเอง ฉะนั้นจะมีอะไร ก็ เหมือนกับไม่มี หรือว่าตายแล้วตั้งแต่ก่อนตาย นี่แหละ คือเป็นอยู่โดยไม่มีตัวตนนั่นเอง นี้คือขั้นที่จะไม่มีความ ทุกข์เลย อันที่ ๙ เรียกว่า "อุทธัจจะ" ความฟุ้งซ่าน ตัวหนังสือ เขาแปลว่า ความฟุ้งซ่านนั้น ชวนให้เข้าใจ ผืดอย่างยิ่ง ที่จริงมันแปลว่า "ความไหวแห่งจิตใจ" อย่างเราเคยชินกับคำว่า Move พอเราเห็นอะไรแล้วเราอด move ในใจไม่ได้ คืออดรู้สึกอดทึ่ง อดสนใจกับมันไม่ได้ บางทีก็กลัวเลยหรืออยากได้เลย นี่ ! ถ้า move นี่มันมาก แต่ว่าไม่ต้องมากถึงขนาดนั้นหรอก เพียงแต่ก่อให้เกิด ความสนใจแม้แต่นิดเดียว จิตใจ move ไปในทางตัวกู

น.59 ๕๖ ของกู สงสัยว่าควรจะเอาไหม ? ควรจะได้ไหม ? เป็น อันตรายไหม ? มันมีค่าไหม ? หรือมันไม่มีค่าเลย เหล่านี้ มัน move ขนาดนี้เท่านั้น "ก็เป็นความกระเพื่อมแห่งจิต อย่างนี้เรียกว่า "อุทธัจจะ" ชั้นสูงสุดที่พระอรหันต์ต้องละ อย่าไปเอาปนกับ อุทธัจจะเลว ๆ ที่ว่าปุถุชนก็ยังละได้ อุทธัจจะฟุ้งซ่านบางอย่าง ปุถุชนก็จะได้ อุทธจจะบาง อย่างเข้าสมาธิเสียก็ละได้ แต่อุทธิจจะอย่างนี้ไม่ใช่ อุทธัจจะชนิดนี้มันขั้นสูง คือขั้นที่เพียงทำให้จิตใจไหว เท่านั้น ถ้าถึงขั้นเป็นพระอรหันต์แล้ว อุทธัจจะอย่างนี้ก็ ไม่มี ฉะนั้นจึงไม่กระเพื่อม เมื่อได้เห็นรูป ฟังเสียง คม กลิ่น ลิ้มรส อย่าไปพูดถึงเรื่องอยาก เรื่องหลงใหลเลย แม้แต่เพียงจิตใจหวั่นไหวกระเพื่อม ก็ไม่กระเพื่อมอย่างนี้ เรียกว่าละอุทธัจจะได้ พวกนิกายเซ็นเขาเล่านิทานไว้เรื่องหนึ่ง ลองเอา มาเล่าดูก็ได้ เพื่อเข้าใจคำว่าไม่กระเพื่อม และขออภัยที่ ต้องเล่าไปตามเรื่องที่มีอยู่ว่า อาจารย์เซ็น (Zen Master) คือผู้ที่จบกิจในเรื่องของพุทธศาสนา แต่ว่าอย่างแบบ นิกายเซ็น คนหนึ่งชื่อ เฮ็กโกอิน (เ-ฮ -โ-ก-อิ-น เป็น

น.60 ๕๗ ภาษาญี่ปุ่นเขาออกเสียงอย่างนั้น ภาษาจีนจะออกเสียง อย่างไรก็ไม่ทราบ) อยู่ที่วัดหนึ่ง เป็นคนที่มีความสงบสุข ตามแบบของผู้สำเร็จในทางธรรมอย่างนี้ จนประชาชน แถวนั้นก็ยอมรับว่าเป็นผู้สำเร็จ มีความสุขมีความเบิกบาน เหมือนกับรูปกระเบื้อง porcelain ที่ทำเป็นตาแป๊ะพุงโต นั่งยิ้มอยู่อย่างประหลาดนั้น ทำนองนั้น ทีนี้ที่ใกล้ ๆ นั้น มีร้านชำขายของ มีพ่อแม่แล้วก็มีลูกสาวที่สวยที่สุด ทีนี้เมื่อ อยู่ต่อมาปรากฏขึ้นว่า ลูกสาวคนนั้นมีครรภ์ พ่อแม่ก็โกรธ เป็นฟืนเป็นไฟใหญ่คะยั้นคะยอถาม จนในที่สุดก็ต้องบอก เขาไม่รู้จะบอกอย่างไรจึงจะเป็นผลดีแก่เขา ในที่สุดเขาก็ บอกว่าหลวงพ่อเฮ็กโกอินเป็นบิดาของเด็กในครรภ์ ทีนี้พ่อ แม่พอได้ยินก็เหมือนกับไฟติดเลย สองคนวิ่งไปที่วัดก็ไป ค่าหลวงพ่อองค์นี้ว่า เสียทีที่นับถืออย่างนั้นอย่างนี้ ค่าอยู่ จนเหนื่อยจนไม่รู้จะค่าอย่างไร หลวงพ่อก็พูดเพียงคำเดียว ว่า "Is that so ?" "อย่างนั้นเหรอ ?" พอสองคนนั้นกลับ ไปเดี๋ยวก็มีพวกชาวบ้าน เด็ก ๆ ก็มาด่ากันใหญ่ ค่าอย่างที่ ว่านี้ แต่หลวงพ่อก็ไม่พูดว่าอย่างไร นอกจากว่า " Is that so ?" "อย่างนั้นเหรอ ?" ทีนี้ต่อมา นางคนนั้นคลอดบุตร

น.61 ๕๘ บิดามารดาเขาก็เอาหลานที่คลอดออกมานั้นไปให้เฮ็กโกอิน Zen Master คนนั้นบอกว่า นี่ ! แกต้องเลี้ยง ท่านก็ว่า"อย่าง นั้นเหรอ ?” แล้วก็เอาเด็กนั้นเลี้ยงไว้ ทีนี้คนที่เขาไม่เชื่อที่ เดียว ก็ยังช่วยเหลืออยู่ก็ให้นมบ้าง ให้อาหารบ้าง เลี้ยง เด็กนั้นจนโต ที่นี้ข้างแม่ของเด็กนั้นเขาผอมลง ๆ เพราะ เขาเดือดร้อนเพราะความที่เขาโกหกนั้น วันหนึ่งเขาทนอยู่ ไม่ได้ เขาต้องไปบอกพ่อแม่ของเขาว่า บิดาที่แท้จริงของ เด็กนั้นคือหนุ่มที่ร้านขายปลานั่น ทีนี้พ่อแม่นั้นเกือบจะ ขาดใจตาย ใจร้อนเป็นไฟขึ้นมา วิ่งไปขอโทษหลวงพ่อ ที่วัด ไปขอโทษตั้งครึ่งชั่วโมง ในที่สุดหลวงพ่อก็ได้แต่ ว่า "Is that so ?" "อย่างนั้นเหรอ ?" จนกระทั่งเขากลับ ไป ที่นี้ชาวบ้านก็มาขอโทษที่เคยเข้าใจผิดค่าหลวงพ่อกันทั้ง บ้านทั้งเมืองนี้ท่านก็ว่า "Is that so ?" "อย่างนั้นเหรอ ?" เท่านั้น อย่างนี้เขาต้องการแสดงถึงความที่ว่า มีจิตว่าง อยู่ตลอดเวลา ไม่เห็นว่ามันเป็นอะไรเลย คือมันอย่างที่ ท่านว่า “อย่างนั้นหรือ?" เท่านั้นพอแล้ว ไม่มี move ไม่มี กระเพื่อมไม่มีอุทธิจจะนี่เฮ็กโกอินนี่เป็นอาจารย์ Zen Master ที่มีชื่อเสียงที่สุดในหมู่เซ็นที่เขาชอบเล่ากันถึงความมี

น.62 ๕๙ จิตว่างเป็นตัวอย่าง ความมีจิตว่างจากตัวกูของกูนั้น มัน อย่างไรบ้าง ? ทีนี้มาเทียบกับเราดูบ้าง ถ้าเราเป็นอย่างนี้ เราเป็น พ่อแม่ของคนนั้นก็ดีหรือว่าเป็นชาวบ้านก็ดี เราจะพูดอะไร เราจะรู้สึกอย่างไรนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าการมีจิตว่างขนาดนี้ ก็มีได้ แล้วมันก็ไม่เหลือวิสัย แล้วมันก็ใช้ให้เป็น ประโยชน์แก่มนุษย์ ได้ดีอยู่นั่นเอง เราอย่าไปกลัวคำว่ามี จิตว่าง แล้วก็อย่าไปเข้าใจผิดว่า มีจิตว่างแล้วมันใช้ อะไรไม่ได้ หรือมันทำอะไรไม่ได้ และอย่าไปเข้าใจผิด ว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งต่ำต้อย ความจริงการที่มีจิตซึ่งมีอุทธัจจะ ไม่ได้นี้มันสูงสุดอย่างนี้ ทีนี้อันสุดท้ายก็คือ “อวิชชา" นี่ ไม่ต้องพูดกัน แล้ว เพราะพูดกันมาเรื่อยว่า "อวิชชา" คือความไม่รู้ ไม่รู้ว่าอะไรคือทุกข์อะไรคือเหตุให้เกิดทุกข์รวมความสั้น ๆ ก็ได้แต่เพียงว่า เป็นผู้ขาดสิ้นสุดในเรื่องอวิชชาแต่มีความรู้ เต็มเปี่ยมสมบูรณ์ถึงที่สุด ในเรื่องที่จะต้องรู้ โดยเฉพาะ ก็เรื่องอริยสัจ .... เรื่องดับทุกข์นี่ และเรื่องความเป็นจริง ของกรรม: กรรมที่หนึ่ง, กรรมที่สอง, กรรมที่สาม,

น.63 ๖๐ คืออริยมรรคเป็นที่สิ้นสุดของกรรมดี กรรมชั่ว นี้เห็นชัด ในตัวเองหมด เพราะมันถึงเข้าแล้วจริง ๆ เพราะฉะนั้น พระอรหันต์จะเห็นชัดว่า สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม ทำดี- ดีไป, ทำชั่ว-ชั่วไป, และพระอริยเจ้านั้นอยู่เหนือนั้น เพราะทำกรรมคืออริยมรรค คือการทำกิเลสให้สิ้น นี้เรียก ว่า "ทำกรรมที่สาม" อยู่เหนือกรรมดี-กรรมชั่ว ฉะนั้น เขาจึงรู้เรื่อง "กรรม" ดี หมดอวิชชาในเรื่อง "กรรม" โดยสิ้นเชิง ไม่เหมือนพวกเรา เพราะเราไม่เคยเป็นอย่าง นั้น ฉะนั้นเราจึงมี "วิชชา" ในเรื่อง "กรรม" ไม่ได้ แม้แต่เรื่องกรรมดี-กรรมชั่วที่อยู่กับเราแท้ๆ เราก็ยังรู้ไม่ ไม่ได้และเอาชนะกรรมชั่วไม่ได้ นี่มันมากถึงอย่างนี้ หมด อวิชชา แล้วก็รู้เรื่อง อริยสัจ เรื่องกรรม เรื่องปฏิจจ- สมุปบาท เรื่องไตรลักษณ์ อย่างแจ่มแจ้งหมดและในที่สุด ก็คือรู้เรื่องความว่างจริงๆ คือ สุญญตา ความว่างโดยแท้จริง เมื่อ ๕ อย่างนี้ถูกละไปอีกคนนั้นก็เป็น man-perfected คนที่เต็มเปี่ยม คือเป็นคนที่สมบูรณ์ที่สุด ถึงที่สุดของความ เป็นมนุษย์ คือเป็นพระอรหันต์ ในบรรดาสภาพที่มนุษย์

น.64 ๖๑ จะเข้าถึงได้ และสูงที่สุดเพียงไรแล้ว สภาพอย่างนี้ ท่านบัญญัติว่า เป็นสภาพที่สูงสุดตามหลักพระพุทธ ศาสนา ท่านจึงว่าเป็นมนุษย์ที่เต็มที่สมบูรณ์ ไม่ บกพร่อง มีความว่างจากตัวตนโดยสิ้นเชิง มีอิสระเหนือ ทุกสิ่ง เหนือโลก เหนืออะไรโดยประการทั้งปวง เรียก ว่า เป็นผู้จริงถึงที่สุดกันที่ตรงนี้เอง ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า มันไม่มีอะไร นอกไปจากความว่าง และที่เรียกว่าว่างนี้ มันว่างอย่างถูกต้อง คือว่าไม่ใช่ว่างชนิดที่คนโง่ ๆ ว่า จนจิตไม่รู้จักคิดอะไร ร่างกายก็แข็งทื่อเหมือนท่อนไม้ แต่ว่าเป็นความว่างชนิดที่เฉลียวฉลาดที่สุด ว่องไวที่สุด active ที่สุด อะไร ๆ ที่สุดเลย เพราะว่าเต็มไปด้วยสติ ปัญญาถึงที่สุด อย่างนี้จึงจะเรียกว่าความว่าง เหมือนกับ อุทาหรณ์ที่กล่าวแล้ว จะเล่านิทานสั้นที่สุด เป็นการสรุปความว่า พระ สุภูติ (พระสุภตินี้ เป็นพระเถระองค์ที่รับฟังวัชรกเขทิกา สูตรจากพระพุทธเจ้า ที่จีนเรียกว่า "กิมกังเก็ง" คือพระ สุภูติองค์นี้ ฉะนั้นท่านจึงเป็นผู้แตกฉานในเรื่องความว่าง จากตัวตน แล้วก็อธิบายให้คนอื่นฟัง) มีเรื่องเล่าว่า

น.65 ๖๒ วันหนึ่งท่านนั่งอยู่ที่ ใต้ต้นไม้ ดอกไม้หล่นปรอยลงมาบน ท่าน แล้วมีเสียงกระซิบของเทวดา หรือของอะไรก็แล้ว แต่จะเรียก (เขาเขียนว่าของพวกเทวดา) ว่านี้ คือการ บูชาคุณของพระคุณเจ้า ที่ได้กล่าวสอนเรื่องสุญญตาคือ ความว่าง ที่นี้พระสุภูติท่านว่าบูชาคุณฉันอะไรกัน ? จะ เอาตัวฉันที่ไหนมาสอนเรื่องสุญญตากับท่าน ท่านว่าอย่างนี้ ท่านตอบเสียงกระซิบของเทวดานั้นว่าอย่างนี้ ว่าจะเอาตัว ฉันที่ไหน มาสอนความว่างแก่พวกท่าน ทีนี้เสียงเทวดาก็ ตอบว่า ก็นั่นแหละ คือว่าเมื่อไม่มีตัวท่านที่จะพูด ก็ไม่มี ตัวข้าพเจ้าที่จะฟังเหมือนกัน อันนี้แหละคือว่างจริง ๆ เข้า แล้ว ! ที่นี้ดอกไม้ก็เลยหล่นมาพรูใหญ่เป็นห่าฝนเลย เรื่อง มันจบเท่านี้ คือพระสุภูติท่านตอบว่า จะเอาตัวตนที่ไหน มาพูดกับแก ทีนี้พวกเทวดาก็ยังคมไปกว่านั้นว่า ถ้าท่าน ไม่มีตัวที่จะพูดกับผม แล้วผมก็ไม่มีตัวมาฟังท่าน แล้วนี่ มันก็ว่างถึงที่สุดใช่ไหม นี่ก็เลยกลายเป็นว่า พระสุภูติ ต้องสอนเรื่องความว่าง อย่างยิ่ง อย่างแรงที่ตรงนั้นเอง แล้วดอกไม้ทิพย์ก็หล่นลงมาพรูเป็นห่าฝน หมายความว่า ถึงที่สิ้นสุดของธรรมะที่จะสอนกันได้

น.66 ๖๓ นี่ขอให้ทุกคนจำไว้ว่า "ตัวผู้พูดก็ไม่มี ตัวผู้ฟัง ก็ไม่มี" ก็ต้องหมายความว่ามัน ไม่มีทั้งสองฝ่าย เราไม่มี ตัวเรา ไม่ต้องมีความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเราที่จะกิน จะนอน จะนั่ง จะยืน จะเดิน ให้มีความว่าง คือตัวแท้ของสติ ปัญญา เป็นจิตเดิมแท้ที่ไม่มีกิเลสตัณหา มีแต่สติปัญญา จะฟังก็ ได้ อย่างที่ฟังอยู่เดี๋ยวนี้ก็ฟังด้วยความว่าง ก็คือฟัง อย่างนั้น ทีนี้ถ้าพูดก็เหมือนกัน ถ้าพูดโดยไม่ปรารภตัวกู มันก็พูดถูก ไม่มีทางที่จะพูดผิด ฉะนั้น จึงว่า ทั้งผู้พูด ผู้ฟังนี้ อย่ามีตัวกูกันเลย และสิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน ก็อยู่ใกล้ข้างจมูกนี่เอง หรือที่หน้าผากนี่เอง คลำพบได้ง่าย ถ้ารู้จักคลำ แล้วมันก็หมดปัญหาที่ว่า เป็น สิ่งเหลือวิสัย หรืออยู่นอกฟ้าหิมพานต์ หรือว่าค่อยได้ต่อ ตายแล้วหลายชาติ ขอให้สรุปใจความทั้งหมดนี้ ให้ ได้เป็นหลักอยู่ ว่า ทั้งหมดนั้นมันเป็นเรื่องที่จำเป็น สำหรับชีวิตประจำ วันของมนุษย์ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว เขาจะต้องตกนรกทั้ง

น.67 ๖๔ เป็นและยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น โดยไม่ต้องมีใครมาแช่ง เพราะเขาทำผิดของเขาเอง เพราะไม่มีความรู้ข้อนี้ นี่คือ ลักษณะ ความหมาย คุณค่า และอานิสงส์ ของสิ่งที่ เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน อาตมาขอยุติคำบรรยายในวันนี้เพียงเท่านี้ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ อักษรสาสน์ 42 ถนนเจริญกรุง พระนคร โทร. 21139 นายภิญโญ เลี่ยวรักษ์โอฬาร ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา 2513.

น.68 รายนามท่านที่สละทรัพย์ช่วยเผยแพร่เอกสารชุด มองด้านใน ๑. พ.อ.สาลี่ คุณนายสุวรรณา ปาละกูล ๑,๐๐๐ บ. ๒.นายสุน นางตุ่น ศิริอัฐ ๕๐๐ บ. ๓. คุณคำมูล อนุชาผัด ๕๐๐ บ. ๔. คุณสอาด กองสุวรรณ - รุ้งเพชร ๕๐๐ บ. ๕. ว.อ. ๑๐๐ บ. ๖. นายแพทย์สมพงษ์ จันทขันธ์ ๑๐๐ บ. ๗. คุณทวี โภคาพันธ์ ๖๐๐ บ. ๘. คุณกมล แซ่ตั้ง ๒๐ บ. ๙. อาจารย์วัชรินทร์ แสงจันทร์ ๓๐ บ. ๑๐. ท่านสาย มหาวีโร ๗๐ บ. ๑๑. คุณอารีย์ บรรจงสัตย์ อเมริกา ๑๐๐ บ. ๑๒. คุณจรัส บรรจงสัตย์ ๑๐๐ บ. ๑๓. วิญญาณอมตะ อศิวโรและท่านพ่อธนะ ร่วมบริจาคเผยแพร่คำสอนอันแท้จริง ของพุทธศาสนา ๗๕ บ. ๑๔. คุณมานะ รัตนะวิจิตร ๒๐ บ. ๑๕. ผู้บริจาค (ไม่ออกนาม) สุราษฎร์ธานี ๙๙๙.๙๙ บ. ๑๖. คุณบัวแย้ม พิมพ์มานพ ๑๐๐ บ. ๑๗. ร.อ. ฉันท์ ปรรณะพิณธุ ๕๐ บ. ๑๘. คุณยวง ภู่ระย้า ๗๕ บ. (ส่วนที่ขาดผู้จัดทำชำระ)

น.69 เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๑ ภาษาคน - ภาษาธรรม " ๒ ภัยของพุทธศาสนา (วิปัสสนาตำน้ำพริก) " ๓ เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ " ๔ เกิดมาทำไม ? (ตอน ๑-๒) " ๕ เกิดมาทำไม ? (ตอน ๓-๔-๕) " ๖ เรามา "กิน" เวลากันเถิด " ๗ ทำบุญสามแบบ " ๘ ทางรอด ๕ ประการ (วิมุตตายตนะ) " ๙ ระวัง ว่างอันธพาล " ๑๐ การมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน " ๑๑ สมาธิ วิปัสสนา ตามวิธีธรรมชาติ " ๑๒ ดวงตาที่เห็นธรรม " ๑๓ วิธีชนะความตาย " ๑๔ มหาวิทยาลัยในตัวคน " ๑๕ อุปสรรคของการเข้าถึงธรรม " อุปสรรคที่มีอยู่ในคำพูด " ๑๗ ในสังสารวัฏฏ์ มีนิพพาน " ๑๘ ทำอย่างไรจึงจะเรียนดี ? " ๑๙ วิธีศึกษาพุทธศาสนา " ๒๐ โจรปล้นธรรมชาติ " ๒๑ รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง " ๒๒ ทำอย่างไรคุณพระจึงจะคุ้มครอง " ๒๓ การงาน คือการปฏิบัติธรรมst Mม.G.8 0 " ๒๔ ชนะดวงจันทร์ หรือชนะตนดี

น.70 อันดับ ๒๕ ความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก " ๒๖ จิตประภัสสร, จิตเดิมแท้, จิตว่าง เหมือนกันหรืออย่างไร " ๒๗ การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ " ๒๘ สิ่งที่ทำให้ชีวิตของนักศึกษาไร้ความหมาย " ๒๙ การศึกษาที่นำโลกไปสู้ ความวิวาท " ๓๐ สิ่งที่ผู้ฉลาดถือเอาเป็นครู " ๓๑ ปฏิจจสมุมีบาทในชีวิตประจำวัน " ๓๒ ทางสายกลาง " ๓๓ มรรค ผล นิพพาน ในชีวิตประจำวัน " ๓๔ สิ่งที่ทำให้ลามก

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต