น.6 บัดนี้เราจะได้พิจารณากันถึงโลกมนุษย์ทุกวันนี้ว่า ได้เอา- ใจใส่ในพระพุทธภาษิต อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา นั้นเพียงไร. และการแสดงธรรมเทศนา เนื่องในวัน มาฆบูชานี้ก็มีอยู่ทุก ๆ ปี ดังนั้นเพื่อจะไม่ให้ซ้ำกันกับปี ที่แล้ว ๆ มา จึงได้กล่าวโดยหัวข้อที่แปลกออกไป เป็นการ ต่อท้าย โดยหัวข้อว่า "อติโลโภ หิ ปาปโก" เป็นอาทิ ซึ่ง โดยเค้าเรื่องก็คือว่า เมื่อบุคคลไม่ประพฤติปฏิบัติตาม พระโอวาทนั้นแล้ว ก็มีแต่จะปฏิบัตินอกลู่นอกทางออกไป แล้วก็ ทำให้ มนุษย์ในโลก ทุกวันนี้ ไม่มีความ ผาสุก มีการเบียดเบียนโดยตรงโดยอ้อมกันอยู่เป็นประจำ,
น.7 ๓ ถ้าเราพิจารณาดูทีละข้อก็จะเห็นได้ว่า ในข้อที่ว่า "สพฺพปาปส . ส อกรณํ" นั้น มนุษย์ทุกวันนี้ก็มิได้เว้นการ กระทำซึ่งบาป มีแต่จะกระทำสิ่งที่เรียกว่า เป็นบาป นั้น มากขึ้น. ขอให้ลองคิดดูเถิดว่า ในหมู่มนุษย์ที่ยังไม่เจริญ ในสมัยโบราณนั้น ไม่มีความโลภมากเหมือนเดี๋ยวนี้ เดี๋ยว นี้โลภมาก โลภเก่ง โลภลึก ก็เพราะมีการศึกษาชนิด ที่ ให้เกิดสติปัญญาแต่ ในทางที่ทำให้เห็นแก่ตัว, ส่วน การศึกษาที่ทำให้เกิดสติปัญญาในทางที่จะทำลายความเห็น แก่ตัวนั้น มีน้อยลงทุกที. คนสมัยโบราณไม่มีความรู้มาก เหมือนคนสมัยนี้ จึงไม่มีปัญญาที่จะเห็นแก่ตัวมากเหมือน คนสมัยนี้ ฉะนั้นคนโบราณจึงทำบาปน้อยกว่าคนสมัยนี้. ส่วนข้อที่ว่า "กุสลส . สูปสมฺปทา" จงทำกุศลให้ ถึงพร้อมนั้น พิจารณาดูก็จะเห็นได้ โดยทำนองเดียวกัน ว่า คนสมัยนี้ถือว่าได้นั่นแหละเป็นดี ถือการได้นั่นแหละ เป็นกุศลเอาได้เป็นดีเอาได้เป็นศาสนา เมื่อถือเสียอย่างนี้ แล้วก็เป็นไปในทางของกิเลสตัณหา สิ่งที่เรียกว่าบุญกุศล อันแท้จริงก็ไม่เกิดขึ้น จะทำบุญอะไรกันสักหน่อยก็ต้อง หลอกลวงกันอย่างนั้นอย่างนี้ จะต้องจัดงานกันอย่าง-
น.8 ๔ นั้นอย่างนี้ คนจึงจะบริจาคในสิ่งที่เรียกว่าเป็นการ บุญการกุศล. คนสมัยโบราณไม่ต้องจัดงานหลอกลวงกัน อย่างนี้ เขาก็ยังบริจาคทรัพย์บำเพ็ญกุศล; ส่วนคนเดี๋ยวนี้ ต้องมีอะไรมาหลอก หรือมาชดเชยให้ จึงจะบริจาคทรัพย์ บำเพ็ญกุศล ซึ่งจะเห็นกันอยู่โดยทั่วไป ไม่ว่าบ้านนอก หรือเมืองหลวง. ยิ่งในเมืองหลวงจะยิ่งเป็นเสียมากกว่า บ้านนอก จะต้องมีอะไรมาล่อ เอาเกียรติมาล่อ เอาความ สนุกสนานมาล่อ แล้วจึงจัดงานกุศล. ดังนั้นการที่จะทำ กุศลให้ถึงพร้อมตาม พระพุทธโอวาทนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามีแต่จะทำบาปแทรกลงไปในบุญ จัดการกุศล แต่ว่ามีอกุศลเจืออยู่เป็นส่วนมาก. คนทุกวันนี้จึงปฏิบัติ ธรรมข้อนี้ ได้ยาก. ส่วนข้อถัดไปที่ว่า "สจิตฺตปริ โยทปนํ" จงชำระจิต ของตนให้ขาวผ่องนั้น ยิ่งเห็นได้อีกว่า ยิ่งเป็นไปได้โดย ยากยิ่งขึ้นทุกที. คนสมัยนี้ ไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำไป ว่าจิต ชนิดไหนขาวผ่อง ว่าจิตชนิดไหนสกปรกโสมม เอาไปปน กันยุ่งหมด ถือว่าได้นั้นแหละดี; ครั้นเมื่อได้มา กำลัง หลงใหลอยู่ในสิ่งที่ได้มา ก็เรียกว่า จิตนั่นแหละบริสุทธิ์
น.9 ๕ เพราะเหตุฉะนี้เองพระพุทธโอวาท เนื่องในมาฆปุณณมี คือวันเช่นวันนี้ จึงค่อย ๆ เป็นหมันไป. พระพุทธภาษิตถัดไปอีก ที่ทรงแสดงในวันนี้ก็มี ว่า " อนูปวาโท" การไม่กล่าวร้าย "อนูปมาโต" การไม่ทำ ร้าย " ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร่" สำรวมในระเบียบวินัยที่เป็น ประธาน "มตฺตญ . ญุตา จ ภตฺตส . มึ " มีความรู้ประมาณใน การบริโภค "ปนฺตญ . จ สยนาสนํ " เสพคบที่นอนที่นั่งอัน สงัด "อธิจิตฺเต จ อาโยโค" มีความพาก เพียรประกอบการ ทำจิตให้เป็นจิตยิ่ง "เอตํพุทฺธาน สาสนํ " หกอย่างนี้เป็น คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เราจะได้พิจารณากัน เป็นข้อ ๆ ไป : "อนุปวาโท" การไม่กล่าวร้าย คนทุกวันนี้กล่าว ร้ายกันมากขึ้น : ในบรรยากาศของโลกนี้เต็มไปด้วยการ กล่าวร้าย เขากำลังรบกันโดยตรงโดยอ้อมทั่วทั้งโลก ใช้ เครื่องมืออันวิเศษ เช่นวิทยุกระจายเสียงเป็นเครื่องด่ากัน ไปด่ากันมา ก้องไปทั้งโลก นี้ก็เป็นอันเห็นได้ว่าโลกนี้ เต็มไปด้วย "อนู ปวาโท" คือการกล่าวร้าย.
น.10 ๖ ส่วนคำว่า "อนุปฆาโต" การไม่ทำร้ายนั้น : การ สงครามนี้ เป็นการทำร้ายกันอย่างยิ่ง สงครามร้อน สงครามเย็น สงครามบนดิน สงครามใต้ดิน ชนิดไหนก็ ตาม เป็นการทำร้ายกันอย่างยิ่ง. โลกเรากำลังเต็มไปด้วย สงคราม โดยตรงโดยอ้อมใต้ดินบนดินมีอยู่ทั่วไป นี้เรียก ว่าส่วนใหญ่ก็ทำการเบียดเบียนกันอย่างนี้ แล้วยังส่วนตัว บุคคลเป็นราย ๆ ไป ก็ยังมีการเบียดเบียนกันยิ่งขึ้น ซึ่ง ปรากฏอยู่ในรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ข่าวต่าง ๆ นานา นี่ทำให้เห็นได้ว่า มีการเบียดเบียนกันมากขึ้น เพราะ ความที่มนุษย์มีจิตใจต่ำลง. ส่วนข้อที่ว่า "ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร " สำรวมระวัง เป็นอย่างดี ในระเบียบวินัยที่เป็นหลักเป็นเกณฑ์เป็นต้น เป็นประธานนั้น หมายถึงหลักธรรม ที่เป็นตัวธรรมวินัย ในศาสนาของแต่ละศาสนา เดี๋ยวนี้คนพอใจที่จะเรียก ตัวเองว่า ตนไม่มีศาสนา. พวกฝรั่งหนุ่ม ๆ ที่มาที่นี่ เมื่อ ถามแล้วก็พอใจที่จะตอบหน้าเฉยตาเฉย ว่าตัวไม่มีศาสนา เขาจะรู้สึกว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ตอบเช่นนั้น. เมื่อมี จิตใจที่ไม่อยากจะมีศาสนาเสียดังนี้แล้ว การที่จะสำรวม ในธรรมในวินัยของศาสนานั้น ๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้
น.11 ๗ ดังนั้น คนในโลกทุกวันนี้พอจะเชื่อได้ว่า ไม่อยากจะ ถือระเบียบวินัยในศาสนา ของแต่ละศาสนายิ่งขึ้น ทุกที แล้วคนเหล่านั้น จะเป็นคนชนิดไหน ก็ลองคิดดู ต่อไปเถิด. พระบาลีต่อไปที่มีว่า "มฺตฺญฺญุตา จ ภตฺตส . มึ" ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภคนี้ พิจารณาดูสักนิด หนึ่งก็จะเห็นได้ว่า คนสมัยนี้ตะกละในทางวิญญาณ มี ความตะกละในทางวิญญาณ ไม่รู้ประมาณในการบริโภค ไม่รู้จักจัด ไม่รู้จักทำให้เป็นไปในทางประหยัด แต่กลับรู้จัก จัดจักทำไปในทางให้สุรุ่ยสุร่าย ทำให้จิตใจมีความฟุ้งซ่าน ทะเยอทะยาน ไปแต่ในเรื่องอยู่ดีกินดี ตามความหมาย ของคนสมัยนี้ ก็คือเป็นทาสของกิเลสตัณหา. คำ ๆ นี้ พระพุทธเจ้าท่านหมายถึง "กินอยู่แต่พอดี" ขอให้ฟังดู ให้ดีว่า ท่านตรัสว่า ให้กินอยู่แต่พอดี; ส่วนคนสมัยนี้ พูดว่า "กินดีอยู่ดี" แล้วก็ไม่มีขอบเขต อะไร มีแต่จะ กินดีอยู่ดี ตามที่ลิ้นของตัวต้องการให้มากขึ้นไป มันก็ยิ่ง ต่างไปจากการที่กินอยู่แต่พอดี มากยิ่งขึ้นทุกที.
น.12 ๘ ผู้ที่เคยไปเที่ยวรอบโลกมาก็จะเห็นได้ว่า คนเป็นทาส ของลิ้น หรือของอายตนะมากขึ้นกว่าแต่ก่อน สนใจเรื่อง เอร็ดอร่อยทางวัตถุ ทางเนื้อหนังนี้มากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน และอันนี้เองก็เป็นต้นเหตุอันหนึ่ง ที่ทำให้ต้องหาเงินมาก มีความโลภในการที่จะหาเงินมากเกินไป จนไม่รู้ว่า อย่างไรเป็นการเบียดเบียน อย่างไรไม่เป็นการ เบียดเบียน เอาแต่จะให้ได้เข้าข้างตัวมากเข้าไว้ เพื่อจะ เอามากินดีอยู่ดีไม่มีขอบเขต. จึงเป็นอันว่า โลกกำลัง บ้าหลังในการที่จะกินดีอยู่ดี และไม่ชอบการที่จะกินอยู่ แต่พอดี ดังที่พระพุทธเจ้าสอน. เราจึงถือว่า มนุษย์ใน โลกนี้ กำลังละเลยพระพุทธโอวาทข้อนี้มากขึ้น. ข้อถัดไปว่า "ปนฺตญ . จ สยนาสนํ" การเสพคบที่ นอนที่นั่งอันสงัด คำนี้มีความหมายว่า เป็นผู้ชอบความ สงัด. ความสงัดนั้นหมายถึงสิ่งที่ช่วยให้จิตใจของเรา มีความเป็นตัวเองมากขึ้น. ถ้าเราออกไปสู่ที่ยั่วยวน จิตใจก็หมดความเป็นตัวเองมากขึ้น แต่จะตกไปเป็นเหยื่อ ของสิ่งยั่วยวนนั้นมากขึ้น. การพยายามเก็บตัวไว้ใน ที่สงบสงัดนั้น ก็เพื่อจะมี โอกาสที่จะบังคับตัวเองได้ดี จะเกิดสติสัมปชัญญะ จะเกิดสติปัญญา คิดนึกได้ลึกซึ้ง.
น.13 ๙ จงพิจารณาจงสังเกตดูว่า การที่เราจะคิดอะไร ให้ลึกซึ้งนั้น ต้องคิดในโอกาสที่ไม่มีใครรบกวน ไม่มีสิ่งใดรบกวน โอกาสชนิดนั้นแหละ เรียกว่า ที่ สงัด การทำสมาธิในป่านี้ง่ายมากกว่าที่จะไปนั่งทำสมาธิ ในโรงละคร เพราะฉะนั้นการเสพคบที่นั่งที่นอนอันสงัด นั้น มีความสำคัญมากสำหรับมนุษย์ ผู้ที่จะต้องการใช้ สติปัญญาให้บริสุทธิ์. เดี๋ยวนี้ชอบสิ่งยั่วยวน เราจะเห็น ได้ว่า มีคนจำนวนมากทำงานอยู่ก็ต้องเปิดวิทยุฟัง เด็ก นักเรียน จำนวนมาก ทำการบ้านอยู่ ก็ยัง ต้องเปิด วิทยุฟัง ภูตผีปีศาจทางเนื้อหนัง ทางรูป รส กลิ่น เสียง ได้เข้าสิง จิตสิงใจของคนสมัยนี้มาก จนถึงกับเกลียดความสงบสงัด เกลียดความวิเวก ในการที่จะทำให้เกิดความสงัดกายสงัด- ใจ มีสติปัญญาแจ่มใส เพราะฉะนั้นจะประกอบการงาน อะไรก็ทำไป ๆ พอสักว่าทำไปได้เท่านั้น ไม่ลึกซึ้งอะไร. ส่วนบทสุดท้ายบทต่อไปที่ว่า " อธิจิตฺเต จ อาโยโค" นี้แปลว่า มีความพากเพียรพยายามฝึกฝนอบรมจิตของตน ให้เป็นจิตที่ยิ่ง. คำว่า จิตยิ่ง นี้หมายความว่า จิตที่มีคุณ- สมบัติ หรือมีคุณค่ายิ่งไปกว่าจิตตามธรรมดา. จิตของ
น.14 ๑๐ มนุษย์ตามธรรมดาเป็นอย่างไรนั้น ก็หมายความว่าเป็น ไปตามธรรมชาติที่ไม่ได้รับการอบรม. พระพุทธเจ้า ท่านสอนหรือท่านถึงกับขอร้องในลักษณะเช่นนี้ว่า จง พากเพียรอบรมจิตให้เป็นจิตยิ่ง คือยิ่งไปกว่าธรรมดา ธรรมชาติสร้างจิตของมนุษย์มา สำหรับให้เจริญงอกงาม วิวัฒนาการได้ เพราะการฝึกอบรม เราก็ควรจะถือโอกาส ทำการอบรม ให้จิตนี้เป็นจิตที่ยิ่ง คือสูงขึ้นไปตามลำดับ จนกิเลสหรือความชั่วครอบงำไม่ได้. แต่คนสมัยนี้พอใจ ยินดีที่จะให้กิเลสครอบงำ จึงได้ปล่อยตัวไปตามอำนาจ ของกิเลส ไม่พรากเอาจิตออก มาเสียจากอำนาจของกิเลส แล้วเอามาอบรมให้เป็นจิตที่ยิ่ง. จงมองดูไปทั่ว ๆ โลก จะเห็นได้ว่า ไม่มีใครมุ่งหมายที่จะอบรมจิตใจ ให้มุ่ง ไปสู่พระเป็นเจ้า หรือให้มุ่งไปสู่พระธรรม หรือไปเพื่อ นิพพาน; แต่ต้องการจะอบรมจิตของตน ให้มีความสยบ มัวเมาในสิ่งบำรุงบำเรอ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ ด้วยกันทั้งนั้น. เมื่อเราได้พิจารณาดู พระพุทธภาษิต ซึ่งเป็น โอวาทปาฏิโมกข์ ที่พระองค์ทรงแสดงในวันมาฆปุณณมี เช่นวันนี้ ดูอย่างนี้แล้ว ก็จะรู้สึกว่าน่าใจหาย ด้วยคนใน
น.15 ๑๑ โลกนี้กำลังไม่เอื้อเฟื้อต่อคำสอนของพระศาสดา ซึ่งเป็น ที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายมากยิ่งขึ้นทุกที, และเป็นอย่างนี้กัน ทั่วไปหมด ไม่ว่าศาสนานี้หรือศาสนาไหน. มนุษย์กำลัง หันหลังให้ศาสนาของตัวยิ่งขึ้นทุกที มนุษย์จึงมีจิตใจ ที่เปลี่ยนแปลงไป ในลักษณะที่จะต้องเป็นทุกข์ ทั้ง โดยส่วนตัวและโดยส่วนรวม คือว่าเมื่อได้ละทิ้งหลักของ พระศาสนา ซึ่งเป็นเครื่องควบคุมจิตใจแล้ว จิตใจนี้ก็ไม่ เป็นอิสระจากอำนาจของกิเลส ดังนั้นมันจึงโลภมาก โกรธ มาก หลงมาก; คือมีความโลภมาก มีความโกรธมาก มี ความหลงมาก กว่าที่จะมีอยู่ตามธรรมชาติธรรมดาของ สัตว์ เพราะไปอบรมผิดทาง เพราะละทิ้งพระศาสนา ของตน ๆ ความโลภ ความโกรธ ความหลง จึงได้ เจริญขึ้นมาอย่างหนาแน่นดังนี้. โอกาสในวันนี้ เราจะพูดกันถึงแต่เรื่องความโลภ อย่างเดียว เพื่อจะให้เห็นว่า มันมีอยู่อย่างไร มันเจริญ งอกงามขึ้นอย่างไร แล้วเราจะต้องจัดการกันอย่างไร; จึง ได้ยกเอาพระพุทธภาษิตต่อไป ในสคาถวรรคสังยุตนิกาย มากล่าวว่า "โลโภ ธมฺมานํ ปริปนฺโถ" ( ส.สํ. ๑๕,๔๙ )
น.16 ๑๒ ความโลภนั้นเป็นอันตรายของธรรมะ; " ยํ ลทฺธิ เตน ตุฏฐิพฺพํ" ได้สิ่งไรพึงยินดีในสิ่งนั้น, "อติ โลโภ หิ ปาปโก " (วิ.ภิ ๓/๙๖) เพราะว่าความโลภมากเกินไปนั้น เป็นของลามก. จงกำหนดจดจำหัวข้อนี้ ไว้สำหรับฟังสืบ ต่อไปว่าความโลภนั้นเป็นอันตรายของธรรมะ ได้สิ่งใด พึงยินดีในสิ่งนั้น โลภเกินไปนั้นลามก. ความโลภเป็นอันตรายของธรรมะ หมายความ ว่า ถ้าเราต้องการจะมีธรรมะความโลภย่อมเป็นอุปสรรค ธรรมะในที่นี้หมายถึง ความถูกต้องในทางกระทำ ในทาง พูดจา ในทางคิดนึก. เราอยากจะมีความถูกต้องในการทำ การพูด การคิด แต่แล้วอันตรายของมันก็มีอยู่ คือความ- โลภ. ส่วนพระบาลีภิกขุวิภังค์นั้น มีกล่าวถึงกับว่า "อติ โลโภ หิ ปาปโก" โลภมากเกินไปนั้นลามก. ความ โลภธรรมดาก็เป็นอันตรายของธรรมะ ความโลภเกิน- ไปกลายเป็นของลามก นี้เป็นหลักของพระพุทธศาสนา ที่กล่าวไว้อย่างนี้ ขอให้จดจำไว้ ไปพิจารณาดู ว่ามีความ จริงเพียงไร.
น.17 ๑๓ ศาสนาอื่น ๆ เช่นศาสนาคริสเตียน ก็ยังมีหลักว่า การแสวงหาเกินจำเป็น เป็นบาป, การมีไว้เกินจำเป็น ก็มีบาป, การบริโภคเกินจำเป็นก็เป็นบาป ทั้งนี้เพราะ มันผิดความประสงค์ของพระเป็นเจ้า. ในพระพุทธศาสนาเราก็มีพุทธภาษิตว่า "ยํ ลทฺธํ เตน ตุฎ ฐิพ . พํ" ได้สิ่งใดแล้วพึงยินดีในสิ่งนั้น เพราะว่า ถ้าไม่ยินดี ในสิ่งที่ ได้แล้ว ก็จะมีความโลภเกินไป ซึ่ง จะเป็นของลามกนั้นเกิดขึ้นแทน. โดยใจความแล้วก็จะเหมือนกันทุกศาสนา คือไม่ ต้องการให้มนุษย์แสวงหา หรือมีไว้ หรือบริโภคเกิน ความจำเป็น ถ้าขืนทำอย่างนั้นจัดว่าเป็นบาป เพราะผิด พระประสงค์ของพระเป็นเจ้า และผิดธรรมะในฐานะที่ เป็นกฎของธรรมชาติ พวกที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ มีความรู้เรื่องธรรม- ชาติดี ก็พอที่จะมองเห็นได้ว่า ธรรมชาติมีให้จำกัด หรือพอดี, เราใช้มันมากเกินไป มันก็เป็นการผิดกฎ ของธรรมชาติ หรือผิดความมุ่งหมายของธรรมชาติ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เดี๋ยวนี้มนุษย์ขุดเอาน้ำมันใน
น.18 ๑๔ แผ่นดินมาเผาให้เป็นควันไปในลักษณะที่ไม่จำเป็น อย่าง มากมายที่สุด; เอาน้ำมันใต้ดินขึ้นมาใช้วิ่งรถยนต์เที่ยวเล่น อย่างนี้ ก็มีมากกว่าที่ไปธุระ; เอามาใช้สำหรับทำสงคราม เพื่อประหัตประหาร เข่นฆ่ากัน อย่างนี้ยิ่งมีมากกว่าอย่าง อื่น โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้; อย่างนี้มันผิดความประสงค์ของ ธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้มีไว้สำหรับให้ใช้อย่างนี้. ฉะนั้นการ ที่เราหา หรือมีไว้ หรือใช้ไปเกินความจำเป็นนั้น มันผิด ความประสงค์ของพระเป็นเจ้า ซึ่งได้แก่ธรรมชาตินั่นเอง แต่พูดว่าผิดความประสงค์ของพระเป็นเจ้านั้น น่ากลัว กว่า. เมื่อทำผิดความประสงค์ของพระเป็นเจ้าแล้ว ก็จะ ถูกพระเป็นเจ้าลงโทษ. เดี๋ยวนี้พระเป็นเจ้าก็กำลังลงโทษ ให้มนุษย์มี ความทุกข์ยากลำบากมากขึ้น พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ได้สิ่งใดแล้วพึงยินดี ในสิ่งนั้น คนก็ยังเข้าใจผิดไม่ เห็นด้วย แล้วยังแถมพูดผิด ๆ เป็นการกล่าวตู่พระพุทธ- เจ้าเสียด้วยซ้ำไป. บางคนพูดว่า เดี๋ยวนี้ ก๋วยเตี๋ยวจาน หนึ่งตั้ง ๒-๓ บาท ไม่ใช่จานละ ๕ สตางค์เหมือนกับ สมัยโน้น แล้วจะให้หาเงินน้อยๆ เท่าสมัยโน้นอยู่ได้
น.19 ๑๕ อย่างไร. อย่างนี้เรียกว่า มันพูดกันอย่างเล่นตลก พระ-พุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่า ให้คนหาเงินน้อย ๆ ไม่ได้ตรัสว่า ให้คนหยุดหา เพราะยินดีเท่าที่มีอยู่แล้ว; แต่ตรัสว่า สิ่งใดที่ได้มาสิ่งนั้นควรจะพอใจ เพราะว่าเดี๋ยวนี้มนุษย์ ไม่เคยพอใจเท่าที่ได้มา หรือเท่าที่มีอยู่ เป็นคนโลภเกินไปอย่างลามกด้วยกันเป็นส่วนใหญ่; มีเท่าไรก็ไม่รู้จักอิ่ม จักพอ ยังมีความหิวทางวิญญาณ เป็นเปรตชนิดหนึ่งอยู่เสมอ คือไม่รู้ว่าความพอนั้นอยู่ที่ตรงไหน. ข้อนี้มีคำกล่าวไว้ ในพระคัมภีร์สังยุตนิกายว่า: "ปพฺพตสฺส สุวณฺณสฺส ชาตรูปสฺส เกวลา" ให้ภูเขาเป็นทองคำทั้งลูก ๆ; "ทฺวิตา ว นาลเมกสฺส" สัก ๒ ลูก มันก็ยังไม่พอแก่ความประสงค์ของมนุษย์คนเดียว ; "อิติวิทฺธา สมญจเร" (มาร. สํ. วค. ๒) เมื่อรู้ความจริงอย่างนี้แล้วพึงทำพอเหมาะสมเถิด. ทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า แม้ภูเขาจะกลายเป็นทองคำไปทั้งลูก ๆ ตั้ง ๒ ลูก ก็ยังไม่พอแก่ความต้องการของมนุษย์เพียงคนเดียว ; เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว จงแสวงหา จงทำ จงใช้แต่พอเหมาะพอสมเถิด
น.20 ๑๖ ท่านทั้งหลายลองคิดดูว่าที่พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้จริงหรือไม่จริง ก็พิสูจน์ดูได้ด้วย คนเราในทุกวันนี้ ; แหละ มีมากเท่าไรก็ไม่เคยยินดี ยังต้องการมากยิ่งขึ้นไปกว่านั้น. จิตมันต้องการแต่จะมีมากกว่านั้น มันไม่ได้สนใจเรื่องว่าจะกิน จะใช้อย่างไร มันสนใจแต่ว่าจะต้องการอีก จะต้องการเพิ่มขึ้นมาอีก โดยไม่มีขอบเขต โดยไม่มีความหมายอะไร ขอแต่จะเอาเพิ่มมากขึ้นอย่างเดียว จนกระทั่งว่าภูเขาเป็นทองคำ ให้ถึง ๒ ลูก ก็ยังไม่พอแก่ความต้องการของมนุษย์เพียงคนเดียว. เดี๋ยวนี้มนุษย์ในโลกมีตั้งมากมายเป็นพันล้าน แล้วมันจะเอาที่ไหนมาให้พอ แก่ความต้องการของมนุษย์เท่านี้ นี่แหละคือข้อที่ว่า โลภเกินไปนั้นลามก เพราะทำให้สิ่งต่าง ๆ สับสนวุ่นวายโกลาหล แย่งกัน โดยลักษณะที่ไม่เคยมีมาแต่กาลก่อน. การยื้อแย่งกันในโลกนี้ ระหว่างนายทุนกับกรรมกร นี้ ไม่เคยมีมาแต่ก่อนในโลกนี้. เดี๋ยว-นี้โลกทั้งโลก เป็นโลกของพวกนายทุนกับกรรมกรแต่ ๒ พวกเท่านั้น มันจึงยื้อแย่งกันไม่มีวันจะสิ้นสุดได้ มีแต่จะยิ่งขึ้นไปทุกที เพราะว่าทั้ง ๒ ฝ่ายนั้น ไม่รู้จักอิ่มจักพอด้วยกันทั้งนั้น.
น.21 ๑๗ การเบียดเบียนกันนั้น ไม่ใช่ว่าอยู่ที่ฝ่ายไหนถูก ฝ่ายไหนผิด มันอยู่ที่ต้องการไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย. วิกฤตการณ์นานาชนิด จึงเกิดขึ้นในโลกเต็มไปทั้งโลก และยิ่งขึ้นทุกที ทุกคนก็พอจะมองเห็น. นี่แหละคือข้อที่ว่า โลกทั้งโลกกลายเป็นโลกของความโลภ เต็มไปด้วยความโลภ ของคนทุกคน หรือของคนทุกฝ่ายซึ่งกำลังหันหลังให้ศาสนาของตนด้วยกันทั้งนั้น จนถึงกับไม่มีศาสนาที่แท้จริงเหลืออยู่ในโลก มีแต่พิธีรีตองซึ่งเป็นเพียงเปลือกของศาสนา จึงได้รบราฆ่าฟันกันไป อย่างไม่มีหวังว่ามันจะสิ้นสุดลงได้อย่างไร. ขออย่าได้ทำเล่นกับสิ่งที่เรียกว่า กิเลสตัณหาเลย. สิ่งที่เรียกว่ากาม หรือความต้องการนั้น มันมีลักษณะอย่างนี้ พระพุทธภาษิตจึงมีเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่มากมาย มากจนเกินกว่าที่จะนำมาอธิบายใน ที่นี้ ให้หมดสิ้นได้. ยกตัวอย่างเช่น ตรัสว่า “นตฺถิ ตณฺหา สมานที" (ธ.ขุ. ๒๕/๔๘) แม่น้ำที่จะเสมอด้วยตัณหานั้นไม่มี แม่น้ำคือสายน้ำที่ไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไป ไม่รู้จักหยุดจักหย่อน แม่น้ำที่จะเสมอด้วยเกลียวแห่งตัณหา คือความต้องการของมนุษย์นั้นไม่มี. แม่น้ำใด ๆ
น.22 มันไม่มากมายร้ายกาจ เท่ากับกระแสแห่งตัณหา ดังนี้เป็นต้น และตรัสว่า “ น กหาปนวสฺเสน ติตฺติ กาเมสุ วิชฺชติ" (ธ.ขุ. ๒๕/๔๐) ซึ่งแปลว่า แม้ว่าฝนจะตกลงมาเป็นเงินเหรียญ ความอิ่มในความต้องการก็ยังไม่มีแก่มนุษย์ ทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า แม้ฝนจะตกลงมาเป็นเหรียญ เหรียญเงินเหรียญทองของประเทศไหนก็ได้ ฝน-ตกลงมาเป็นเงินเหรียญเท่าไร ๆ ความอิ่มหรือความพอก็ไม่มีแก่บุคคลผู้มีความต้องการได้. นี่แหละขอให้คำนวณดูเถอะว่า จิตใจของมนุษย์ที่เพิ่มพูนไปด้วยความโลภนั้น มันมีลักษณะอย่างนี้ ยิ่งอบรมมันผิด จิตใจมันก็เป็นอย่างนี้มากยิ่งขึ้นกว่าเก่าหลายเท่า หลายสิบเท่า หลายร้อยเท่า. นี่แหละคือจิตใจของมนุษย์ในโลกในวันนี้ ในพระพุทธศักราช ๒๕๑๓ ที่เรากำลังมานั่งประชุมกัน เพื่อทำมาฆบูชาในวันนี้ ขอให้-ท่านทั้งหลายรู้จักลักษณะ หรือรู้จักธรรมชาติของสิ่งที่เรียกว่า ความโลภ หรือความปรารถนากันในลักษณะเช่นนี้เถิด แล้วก็จะได้รู้ต่อไปตามลำดับ ๆ ว่า "ชิคจฺฉา ปรมา โรคา" (ธ.ขุ. ๒๕ / ๔๒) ความหิวนี้เป็นโรคอย่าง-
น.23 ๑๙ ยิ่ง. พระพุทธภาษิตข้อนี้หมายถึง ความหิวในทางวิญญาณ ไม่ใช่หิวข้าวหิวน้ำ แต่ได้แก่ความหิวของกิเลสตัณหา ซึ่งหิวอย่างไม่มีขอบเขต ถึงขนาดที่เรียกว่า ภูเขาเป็นทองทั้งลูก ๆ ตั้ง ๒ ลูก ก็ไม่พอแก่ความประสงค์ของคนคนเดียว. ความหิวทางวิญญาณ หมายถึงความหิวด้วยอำนาจของความหลง มีความทะเยอทะยานไม่มีที่สิ้นสุด. หิวในเรื่องกินนั้นยังไม่เท่าความหิวในทางของกิเลสตัณหา คือความหิวในทางกาม หรือความหิวในทางเกียรติ. เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ๓ เรื่องนี้ เป็นที่ตั้งแห่งความหิว ความหิวในทางอาหาร ทางการกินนั้นไม่เท่ากับความหิวในเรื่องกามและเรื่องเกียรติ. ที่พระองค์ตรัสว่าความหิวเป็นโรคอย่างยิ่งนั้น เป็นความหิวในเรื่องกามและเรื่องเกียรติ เมื่อใดกระหายที่จะได้เรื่องกามและเรื่องเกียรติแล้ว มันก็เสียบแทงจิตใจ. ที่ว่าเป็นโรคนั้นหมายถึงเสียบแทงจิตใจ. การหิวข้าวไม่เสียบแทงจิตใจมากเหมือนกับหิวกามหรือหิวเกียรติ. นับว่าเป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวัง อย่าให้ความหิวชนิดนั้นครอบงำได้, ความหิว
น.24 ๒๐ ชนิดนั้นครอบงำเมื่อใดแล้ว ก็กลายเป็นเปรตไปทันที. คำว่า "เปรต" นั้น หมายถึงผู้หิว หิวในทางจิตในทางวิญญาณ อย่าไปเข้าใจอย่างลูกเด็ก ๆ ว่าเปรตไม่ได้กินอาหาร แล้วก็ผอมโซ ; แต่ขอให้เข้าใจอย่างผู้หลักผู้ใหญ่ว่า คนที่หิวในเรื่องกาม เรื่องเกียรตินั่นแหละมีดวงวิญญาณที่ผอมโซแล้วเป็นเปรต สมตามพระพุทธ-ภาษิตนี้ที่ว่า "ชิคจฺฉา ปรมา โรคา" ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง. พวกนายทุนก็หิว พวกกรรมกรก็หิว มันก็เป็นเปรตกันไปทั้ง ๒ พวก เรียกว่าโลกนี้จะเป็นโลกของเปรตไปแล้วก็ได้ เพราะเต็มไปแต่ด้วยคนหิว และหิวอย่างยิ่ง หิวอย่างร้ายแรง หิวอย่างบอกไม่ถูก หิวในการที่จะมีนั่นมีนี่ เป็นนั่นเป็นนี่ จะชนะพวกนั้น จะชนะพวกนี้. ความหิวทุกอย่างนี้ เป็นความหิวที่ทำให้ดวงวิญญาณผอมโซ กลายเป็นเปรตไปทั้งนั้น เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก. มนุษย์เราถ้าพิจารณาข้อนี้กันให้ดี ๆ แล้ว ก็จะเกิดความสลดสังเวช สงสารคนหิว แล้วก็จะได้ช่วยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แก้ไขให้คนหิวนั้นหายหิว ซึ่งเป็นการกุศล. แต่เดี๋ยวนี้ตนกลับเป็นเปรตเสียเอง เป็นคนหิว
น.25 ๒๑ เสียเอง หิวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเสียเอง ด้วยกันทุกคนแล้ว ใครเล่าจะเป็นคนช่วยใคร อย่าอวดดีไป ว่าจะทำหน้าที่ ช่วยเหลือคนนั้นคนนี้ แต่แท้ที่จริงแล้ว ตัวเองก็เป็นคน ป่วย เป็นคนหิวหรือเป็นเปรตเสียเอง เพราะว่ามีความ โลภเกินไป จึงตกอยู่ในสภาพอย่างนี้. มีพระพุทธภาษิตสืบต่อไป ที่ควรจะเอามาพิจารณา กัน คือ เรื่องความทุกข์ กับ เรื่องความสุข: มีพระพุทธ- ภาษิตว่า "นตฺถิ กามา ปริํ ทุกฺขํ " (ขุ. ชา. เอกาทสก. ๒๗/๓๑๕) -ความทุกข์อื่นนอกไปจากกามนั้นไม่มี; "นตฺถิ สนฺติ ปริ สุขํ" (ธุ.ธ ๒๕/๔๒) - ความสุขอื่นนอกไปจาก ความสงบนั้นไม่มี; เป็นของคู่กันอย่างตรงกันข้าม. ทุกข์ อื่นนอกจากกามนั้นไม่มี สุขอื่นนอกจากความสงบ จากถามนั้นไม่มี. ถ้ามีความทุกข์ ก็หมายความว่า มาจาก กาม คือความอยากความหิว; ถ้ามีสุขก็หมายความว่า มาจากความสงบเสียได้ซึ่งความอยากนั้น. นี้เป็นแม่บท ของเรื่องสุขเรื่องทุกข์ กินความครอบคลุมไปถึงความสุข และความทุกข์ทุกชนิด ขึ้นชื่อว่าความทุกข์แล้ว จะต้อง มาจากความอยาก.
น.26 ๒ ๒ คำว่าความอยากนี้ หมายความว่า อยากด้วย ความโง่ความหลง ถ้าต้องการด้วยสติปัญญา ที่จะทำ หน้าที่ของตน ตามที่ควรทำแล้ว นั้นเขาไม่เรียกว่า ถาม ไม่เรียกว่าความอยาก ไม่เรียกว่าตัณหา. ถ้าเรียก ว่ากาม ว่าความอยาก ว่าตัณหาแล้ว หมายถึงความอยาก เพราะความโง่ คือความอยากของกิเลสตัณหานั่นเอง ระวังให้ดี อย่าเอาไปปนกันเสีย จะทำให้เข้าใจพระพุทธ- ภาษิตไม่ได้ จะไม่รู้ศาสนาของตัว ที่พูดว่า ความอยาก เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์. เมื่อพูดว่าความอยาก ในภาษา บาลีนั้นหมายถึงตัณหา แต่ในภาษาไทยนี้กำกวม จึงต้อง แยกกันว่า ถ้ามีความอยากด้วยความโง่ มีกิเลสตัณหา เป็นต้นแล้วนำมาซึ่งทุกข์ ส่วนความต้องการด้วยสติ- ปัญญา ที่จะทำหน้าที่ของตนนั้น ไม่รวมอยู่ในที่นี้ แต่จะ เป็นเครื่องแก้ทุกข์ เรามีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แล้วมี ความอยาก ความต้องการที่จะทำหน้าที่อันนั้นให้ถูก ต้อง อย่างนี้ ไม่เป็นทุกข์ แต่เป็นทางนำมาซึ่งความสุข คือจะให้ระงับความอยากนั้นเสียได้.
น.27 กำลังเต็มไปด้วยความใคร่ หรือความ อยาก หรือว่ากำลังเต็มไปด้วย ความสงบจากความอยาก ก็ลองพิจารณาดูเองก็แล้วกัน : มองดูไปทั่วๆ โลก ว่าโลก นี้เต็มอยู่ด้วยความใคร่ ความอยาก หรือว่าเต็มอยู่ด้วย ความสงบจากความใคร่ความอยาก ? แล้วเราก็จะเข้าใจ พระพุทธภาษิตนี้ ได้ทันที ว่าความทุกข์มันเกิดขึ้น อย่างไร สันติภาพมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร โลกนี้กำลังมีอะไรที่เต็ม ไปหมดทั้งโลก นี้เป็นเรื่องของกิเลสที่จะต้องทราบไว้ เพื่อ เข้าใจต่อไปว่า โลกนี้ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสนี้อย่างไร, มีพระพุทธภาษิตต่อไปว่า " อิจ . ฉา นรํ ปริกส . สติ" (ส.สํ. ๑๕/๖๑) แปลว่า ความอยากย่อมจูงจมูกคนไป- รอบ ๆ ; " อิจ . ฉา นรํ ปริกสฺสติ " -ความอยากย่อมจูงจมูก คนไปรอบ ๆ. อันนี้กินความกว้าง คือว่าจะอยากในทาง ชั่วก็ได้ อยากในทางดีก็ได้. อย่างว่าท่านทั้งหลายมาที่นี่ ก็เพราะความอยากมา มันก็จูงจมูกท่านทั้งหลายมาที่นี่ ได้ คิดดู มันจริงหรือไม่จริง? ถ้าเป็นความอยากอย่างดี คือมาเพื่อจะศึกษามาเพื่อจะหาความสงบ อย่างนี้มันก็จูง จมูกมา หาสิ่งที่เป็นประโยชน์. แต่ถ้ามันจะจูงไปดูหนัง
น.28 ๒๔ ดูละคร ในงานที่เขากำลังจัดอยู่เป็นประจำปีในวันนี้ก็มีอย่างนี้ก็แปลว่า มันจูงจมูกไปหาความทุกข์ยากลำบาก ความหมดเปลือง. เรารู้จักสิ่งที่เรียกว่า ความอยากในลักษณะที่เป็นสิ่งที่มีอำนาจ ที่จะจูงจมูกใครไปที่ไหนก็ได้ แต่โดยทั่วไปนั้น ท่านหมายถึงการที่มันจูงไปหาความทุกข์ เพราะคำว่าความอยากในที่นี้ เป็นความอยากของกิเลสตัณหา หรือความโง่นั่นเอง เพราะเหตุฉะนั้นแหละ มันจึงจูงไปสู่ทุคติ ไปสู่อบาย นรก เดียรฉาน เปรต อสุรกาย เสียมากกว่าแต่ถ้าเราจะเอาตามที่เห็น ๆ กันอยู่ในโลกแผ่นดินทุกวันนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่า ความอยากนี้มันจูงจมูกคนไปให้รบราฆ่าฟันกัน. ถ้ามีการรบราฆ่าฟันกันอยู่ที่มุมไหนในโลกนี้แล้ว ก็จงดูเถิดว่า ล้วนแต่ความอยากได้อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งนั้น มันจูงจมูกคนเหล่านั้นมาให้รบกัน. เขาต้องการอะไรของเขาอยู่อย่างลึกซึ้ง ในจิตใจของเขา ในความต้องการของเขา แต่ปากเขาก็พูดไปอย่างอื่น ความอยากของเขาจึงจูงจมูกเขาไปสู่สนามรบกัน แต่ถึงอย่าง-นั้นคนก็ยังไม่กลัวอำนาจของกิเลสตัณหาข้อนี้.
น.29 ๒๕ จึงมีพระพุทธภาษิตตรัสไว้สืบไปอีกว่า "ภิยฺโย จ กาเม อภิปฺตฺถยนฺติ" (ม.ม. ๑๓/ ๔๑๑) – เขาก็ยังปรารถนากามกันให้ยิ่งขึ้นไป แม้ว่าสิ่งที่เรียกว่าความอยากนั้น จะกระทำแก่เขามากมายถึงขนาดนั้นแล้วเขาก็ยังปรารถนาที่จะอยากให้ยิ่งขึ้นไป. นี่แหละคือลักษณะความเป็นไปในโลกในทุกวันนี้. เขาไม่ได้รู้ว่าอะไรเป็นศัตรู ไม่ได้รู้ว่าอะไรเป็นมิตร. พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสตอบพญามารว่า "รูปา สทฺทา คนฺธา รสา ผสฺสา ธมฺมา จ เกวลา เอตํ โลกามิสํ-โฆรํ เอตฺถ โลโก วิมฺจฺฉิโตฯ" (มาร. สํ. วค. ๒) ซึ่งแปลว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ ทุกอย่างเหล่านี้เป็นเหยื่อโลกที่แรงร้าย แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยังสยบอยู่ในเหยื่อนั้น. อธิบายว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสผิวหนัง และความคิดนึกในใจ ชนิดที่สัตว์ทั้งหลายต้องการกันนักนั้น นั่นแหละคือเหยื่ออันแรงร้าย. เหยื่อ หมายความว่าของล่อ มันเป็นคนละอย่างกันกับสิ่งที่เรียกว่าอาหาร อย่าได้เอาไปปนกันเลย. จงกินแต่อาหารเถิด อย่าได้กินเหยื่อเลย.
น.30 ๒๖ ของเอร็ดอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายนี้ มันเป็นอาหารก็ได้ เป็นเหยื่อก็ได้. ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือไปกินไปใช้มัน ก็เป็นอาหาร ; แต่ถ้าเราโง่เราหลง เข้าไปเกี่ยวข้องไปกินมัน มันก็กลายเป็นเหยื่อ. ยกตัวอย่าง เช่นอาหารที่อร่อย ๆ ในจานในชามที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้นั้น ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ กินตามปกติ มันก็เป็นอาหาร ; แต่ถ้าเราเป็นทาสของลิ้น กินเพื่อบำรุงบำเรอลิ้น ปรุงนั่น ปรุงนี่ เติมนั้น เติมนี่ เพื่อให้อร่อยแก่ลิ้นแล้ว ของในจานนั้นก็กลายเป็นเหยื่อที่จะล่อลวงเรา. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า รูป เสียง กลิ่น รส ส้ม-ผัสนี้ เป็นเหยื่ออันแรงร้าย นี้หมายความว่า คนไปหลงมันเข้า ในทางสวยงาม เอร็ดอร่อยทางวัตถุนั้น เลยกลายเป็นกินเหยื่อของพญามาร. พญามารคือกิเลสตัณหา หรือสภาพที่จะทำลายล้างสัตว์ให้วินาศไป. พญา-มารนั้นมี รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นเหยื่อสำหรับล่อลวงสัตว์โลก. ถ้าสัตว์โลกโง่ ก็กินมันเข้าไป ในฐานะที่เป็นเหยื่อ ก็ติดบ่วงของพญามาร. ถ้าสัตว์นั้นฉลาดก็ กิน
น.31 ๒๗ อยู่แต่พอดี ไม่ไปหวังกินดีอยู่ดีให้มากไป. การกินอย่างนี้ ก็กลายเป็นกินอาหาร ไม่ใช่เป็นเหยื่อ ไม่ติด-บ่วงของพญามาร. พระพุทธเจ้าท่านทรงชี้แต่ในข้อที่ว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เป็นไปในทางกามารมณ์นั่นเป็นเหยื่ออันแรงร้ายในโลกนี้ เรียกว่า "โลกามิส" แปลว่าเหยื่อใน โลก; "โฆรํ" นี้แรงร้าย แต่ว่า สัตว์โลกทั้งหลายก็ยังสยบมัวเมาอยู่ในเหยื่อนั้น นี้มันเป็นเรื่องทางวิญญาณ มันไม่ได้เจ็บปวดทางร่างกาย มันก็เลยสยบหลงใหลอยู่ในเบ็ดในบ่วงเหล่านั้นได้. สัตว์ทั้งหลายสยบอยู่ในเหยื่อโลกอันแรงร้ายมากขึ้นทุกที เราจะเห็นได้ว่าการศึกษาแขนงหนึ่งนั้นก้าวหน้ามาก คือการศึกษาที่จะประดิษฐ์ประดอยสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น ในลักษณะที่เป็นการยั่วยวนให้คนหลงใหลมากขึ้น ซึ่งท่านทั้งหลายก็รู้ดีว่าหมายถึงอะไร โลกนี้จึงเป็นโลกที่เต็มไปด้วยเหยื่อของพญามาร แล้วสัตว์โลกทั้งหลายก็ยังสยบอยู่ในเหยื่อนั้น ๆ พระพุทธ-เจ้าตรัสไว้จริงหรือไม่จริง ท่านลองคิดดู.
น.32 ๒๘ ทีนี้ก็มีคำตอบของพระพุทธเจ้าแก่พราหมณ์คนหนึ่ง ที่เข้าไปทูลถาม เกี่ยวกับการที่โลกนี้ มันยุ่งเหยิงโกลาหล วุ่นวาย เป็นทุกข์เป็นร้อนมากขึ้นทุกที ว่าเพราะเหตุอะไร หนอ ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสแล้วว่า สัตว์โลกนี้มันสยบ อยู่ในเหยื่อ เพราะฉะนั้นมันจึงมีจิตใจที่ผิดแปลก ออกไป จากธรรมชาติดั้งเดิม พระองค์ตรัสว่า "เอตรหิ พฺราหฺมณ มนุสฺสา" - พราหมณ์เอย! มนุษย์ทั้ง หลายในโลกนี้เวลานี้ "อธมฺมราครตฺตา" -กำหนัดยินดี ไม่ เป็นธรรม; "วิสมโลภาภิภูตา" -โลภจัดจนจิตใจกวัดแกว่ง "มิจฺฉา ธมฺมปเรตา" (ติก, อ๋. ๒๐/๒๐๓/๔๙๖) มุ่งแต่ในทาง มิจฉาธรรม จึงเกิดการกระทำชนิดที่ทำให้จับอาวุธขึ้น ล้างผลาญกัน จนโลกนี้ร้างไป. ท่านลองฟังดูให้ดีว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พราหมณ์เอย ! มนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้เวลานี้ กำหนัด ยินดี ไม่เป็นธรรม โลภจัดจนจิตใจกวัดแกว่ง มุ่งแต่ ทางมิจฉาธรรม. คำว่า เวลานี้ หมายถึงเวลาไหน พระพุทธเจ้าท่านตรัสนี้ หมายถึงครั้งพุทธกาลก็เป็นอย่าง นี้แล้ว เรามาลองพิจารณาดูว่า สมัยนี้เป็นอย่างนั้นหรือไม่
น.33 ๒๙ เราจะเห็นได้ว่า มันยิ่งไปกว่าสมัยพุทธกาลไปเสียอีก. คน สมัยนี้กำหนัดยินดี ไม่เป็นธรรม ยิ่งกว่าสมัยพุทธกาลไป เสียอีก. คนสมัยนี้โลภจัดจนจิตใจกวัดแกว่ง ยิ่งไปกว่า ครั้งพุทธกาลไปเสียอีก. คนสมัยนี้มุ่งแต่ทางมิจฉาธรรม คือสิ่งที่ผิด ยิ่งไปกว่าสมัยพุทธกาลไปเสียอีก. พิสูจน์ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า สมัยพุทธกาล ไม่มี การทำอันตรายล้างผลาญกันเหมือนกับสมัยนี้, คนยัง- กลัวบาปกลัวกรรมมากกว่าสมัยนี้: คนกินอยู่แต่พอดี ไม่ก้าวหน้าในเรื่องกินดีอยู่ดี จนเลยเถิดเหมือน คนสมัยนี้. แต่คนสมัยนี้ มีอะไร ๆ มากยิ่งขึ้นไป ทุกที ในทางที่จะกำหนัดยินดี ไม่เป็นธรรม. หมายความ ว่าความกำหนัดยินดีนี้ ถ้ามันเป็นไปในทางธรรม พอ- เหมาะแก่ธรรม ก็ไม่เป็นอันตรายอะไร. ถ้ามีความ กำหนัดยินดี ในธรรมก็ยิ่งดี เพราะว่าจะได้ประพฤติธรรม แล้วก็จะดับทุกข์ได้. เดี๋ยวนี้กำหนัดยินดี ในสิ่งที่มิใช่ ธรรมไม่เป็นธรรม หรือเป็นอธรรม คือถือว่า "ได้" แล้วก็เป็นดี จะเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมไม่รู้ ไม่ชี้ โดยถือเสียว่าถ้า ได้ แล้วก็เป็นดี อย่างนี้เรียกว่ากำหนัด ยินดี ไม่เป็นธรรม เอากิเลสตัณหาของตนเป็นประมาณ,
น.34 ๓๐ ส่วนข้อที่ว่า โลภจัดจนจิตใจกวัดแกว่งนั้น หมาย ความว่า ความโลภมันครอบงำมากเกินไป จนจิตใจ ตั้งหลักไม่ได้ ต้องกวัดแกว่งกระสับกระส่ายไปตามอำ- นาจของความโลภนั้น คนสมัยนี้มีลักษณะอย่างนี้ คือ ไม่ถือธรรมเป็นหลัก ถือเอาประโยชน์ตนเป็นหลัก ถือ เอาประโยชน์ตนว่าอยู่เหนือเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น เหนือ ศาสนา เหนือความถูกต้อง เหนืออะไรทั้งหมด เพราะ เขาถือศาสนา ประโยชน์ตน นี้เรียกว่า โลภจัดจนจิตใจกวัด แกว่งออกไปจากธรรม ส่วนข้อที่ว่า มุ่งแต่ทางมิจฉาธรรมนั้น หมายถึง การที่ว่า ความมุ่งหมายต่อไปในอนาคตข้างหน้าโน้น ก็มุ่งหมายแต่ในทางผิดธรรม คือถือเอา "ได้" เป็น ดี นี้คือข้อที่ว่า มนุษย์กำลังเป็นอยู่อย่างนี้ มันจึงสร้าง ปัญหาต่าง ๆ นานาให้เกิดขึ้นมา แล้วมนุษย์ก็อวดดี ว่า ตนจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้. ที่จริงปัญหาเหล่านี้ มันเป็น ปัญหาที่เกิดขึ้น ในระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" มนุษย์กำลังทำสงครามกับสิ่งที่เรียกว่าพระธรรม หรือ
น.35 ๓๑ พระเจ้า; แต่มนุษย์ก็โง่จนถึงขนาดที่จะเข้าใจไปว่า เรา ทำสงครามกันในระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เราทำสงคราม เข่นฆ่ามนุษย์ด้วยกัน นี้เป็นความคิดที่โง่. ที่จริง มนุษย์ กำลังทำ สงคราม กับ พระธรรม กำลังทำสงครามกับพระเจ้า พระธรรมและพระเจ้าก็ เป็นฝ่ายชนะเรื่อย คือทำให้มนุษย์นี้ มีความทุกข์ยาก เจ็บปวด ลำบาก อย่างสมน้ำหน้ามันทีเดียว. มันมีความ ความโง่เท่าไร ที่ไปทำสงครามกับพระเจ้าหรือพระธรรม มันจึงมีความทุกข์ยากลำบากเต็มไปทั้งโลกอย่างนี้. โลก ทุกวันนี้ จึงมีลักษณะอย่างนี้ โลกในวันที่เรากำลังทำ มาฆบูชากันอยู่ที่นี่เวลานี้นั้น มันมีลักษณะอย่างนี้; มา เปรียบดูแล้ว ก็กลายเป็นโลกที่ไม่เอื้อเฟื้อในหลักธรรม ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งทรง แสดงในวันนี้. ทีนี้เราก็จะได้พิจารณาต่อไป ถึงคนผู้โลภจัด แล้วอย่างนี้ ว่าจะเป็นคนลามกจริง เหมือนที่พระพุทธ เจ้าตรัสนั้นหรือหาไม่ เกี่ยวกับมนุษย์ผู้มีความโลภนี้ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า "อตฺตฺถ ปญฺญา อสุจี
น.36 ๓๒ มนุสสา" (ขุ.ส. ๒๕/๓๓๙) ผู้มีปัญญาแต่เพื่อประ โยชน์ของตนนั้น เป็นคนสกปรก; อตฺตฺถ- ปญฺญา-มีปัญญาแต่ในเรื่องประโยชน์ของตนนั้น, อสุจี มนุสสา-เป็นมนุษย์สกปรก. เรามองดูให้กว้างออกไปว่า มนุษย์สมัยนี้ มี ปัญญาชนิดไหน มีการศึกษาที่คุยอวดกันว่าเจริญก้าวหน้า เต็มไปทั้งโลก แต่ว่าการศึกษานั้น มันเพื่อประโยชน์ตน ทั้งนั้น มันมีปัญญาแต่เพื่อประโยชน์ตนทั้งนั้น เพราะ ฉะนั้น มนุษย์สมัยนี้จึงเป็นคนสกปรกที่สุด เพราะว่ามี ปัญญาแต่เพื่อประโยชน์ตนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรส ว่า "อตฺตฺตฺถปญฺญา อสุจี มนุสสา" -มนุษย์ที่มีปัญญาแต่ เพื่อประโยชน์ตนเป็นคนสกปรก. เมื่อมนุษย์ในโลกนี้ มีแต่ ปัญญา เพื่อ แสวงหา ประโยชน์ ตน อย่าง นี้แล้ว จะไม่ให้รบราฆ่าฟันกันได้อย่างไร ต่างคนต่างฝ่ายก็ แสวงหาประโยชน์ตน รักษาประโยชน์ตน แล้วก็ยังล้วง เอาประโยชน์ของผู้อื่น มาเป็นประโยชน์ของตน อย่าง
น.37 ๓๓ ไม่มีขอบเขตด้วย เลยไม่ต้องการจะเผื่อแผ่แก่ผู้ใด สม ตามพระพุทธภาษิตว่า "พาลา หเว นปปสิสนฺติ ทานํ" (ท.ขุ. ๒๕/๓๘) - พวกคนพาลเท่านั้นที่ ไม่สรรเสริญการ เผื่อแผ่. มนุษย์ในโลกสมัยนี้ มีการเผื่อแผ่หรือไม่ ลอง ตั้งปัญหาถามตัวเอง. การเผื่อแผ่นี้ต้องทำไปด้วยความ บริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่เพื่อเอาหน้าเอาตา ไม่ใช่เพื่อเอาเกียรติ ไม่ใช่หว่านโปรยออกไปเพื่อซื้อเขามาเป็นพวกเรา แล้ว จะได้ช่วยกันทำเรื่องเพื่อประโยชน์ตน. ดูให้ดี ๆ ว่า การ เผื่อแผ่รายใหญ่ ๆ ในโลกนี้ มันเพื่อซื้อเอาเขามา เป็นพวกเรา แล้วมาสมคบกันแสวงหาประโยชน์ตน อย่างนี้ไม่เรียกว่าการเผื่อแผ่. การทำบุญให้ทานสัก บาทหนึ่ง แล้วเพื่อเอาสวรรค์วิมาน นี้ ไม่ใช่การเผื่อแผ่ ทำบุญให้คนขอทานสัก ๕ สตางค์ แล้วก็ว่าจะได้วิมาน สักหลังหนึ่ง อย่างนี้ไม่ใช่การเผื่อแผ่. การบริจาคทรัพย์ เพื่อมีหน้ามีตามีเกียรติในสังคมนั้นมันเป็นเรื่องซื้อเกียรติ
น.38 ๓๔ เอามาใส่ตน ไม่ใช่เรื่องการเผื่อแผ่ ไม่ใช่การให้ทานที่ ถูกต้อง. พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า " พาลา หเว นปฺปสํ สนฺติ ทานํ " - คนพาลเท่านั้นที่ไม่สรรเสริญทาน นั้น หมายความถึงข้อนี้ว่า การให้ทานที่แท้จริงนี้ คนพาลไม่ ชอบ คนพาลชอบการให้ทาน ที่ ใช้เป็นบ่วงคล้องคอ ผู้อื่นมาเป็นพวกของตน หรือจะเอาประโยชน์อย่างอื่น ชนิดที่ว่า เป็นการค้ากำไรเกินควร ด้วยกันทั้งนั้น นี่คน โลภจึงไม่ชอบการให้ทาน คนโลภชอบแต่การลงทุนค้าหา กำไรเกินควร คนโลภไม่ชอบการให้ทาน เลยกลายเป็น คนพาลไปเพราะเหตุนี้; แล้วจะหวังอย่างไรกัน ? หวัง ว่าถ้าได้มาไว้มาก ๆ แล้ว จะมีความสุขอย่างนั้นหรือ ? พระพุทธเจ้า หรือบัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน ได้กล่าวไว้ว่า " เน็ตกาสี ลภเต สุขํ" (ขุ.ช. ทวา ทส. ๒๗/๓๓๓ )-ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข ถ้าแปลอย่าง สมัยนี้ก็แปลว่า ผู้กอบโกยไว้กินคนเดียวนั้นไม่มีโอ กาสที่จะพบกันกับความสุข ไปดูเถอะว่าใครบ้างกอบ
น.39 ๓๕ โกยไว้กินแต่คนเดียว นั้นจะมีความสุขได้อย่างไร พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสไว้เช่นนี้ เป็นความจริงหรือไม่ ? ทีนี้เราดูกันต่อไปว่า โลกนี้มันอยู่ใต้อำนาจของ ใคร คืออยู่ใต้อำนาจของคนพาล หรือว่าอยู่ใต้อำนาจ ของบัณฑิต ? ถ้าโลกนี้อยู่ใต้อำนาจของคนพาล ก็เป็น ที่น่าเวทนาสงสาร หรือหมดหวังในการที่โลกนี้จะมีสันติ ภาพได้. พระพุทธเจ้าท่านยังได้ตรัสไว้ ตรงกันเป็นอัน เดียวกับที่บัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน พระพุทธเจ้าได้ กล่าว คือได้ตรัสว่า " พาโล อปริณายโก " (ขุ. ชา. ทุก. ๒๗/๘๙) คนพาลนั้นถึงเป็นผู้นำก็มิใช่ผู้นำ. ฟังดูให้ดีๆ ว่า คนพาลนั้นถึงจะเป็นผู้นำก็มิใช่ผู้นำ หมายความว่า คนพาลนั้นแม้จะเอามาเป็นผู้นำ มันก็ไม่ใช่ผู้นำอยู่นั่นเอง เพราะว่า คำว่า " ผู้นำ" นั้น ต้องหมายความว่านำไป ให้รอด เช่นพระพุทธเจ้านำสัตว์ทั้งหลายไปสู่ความรอด หรือพระเยซูคริสต์นำสัตว์ทั้งหลายไปสู่ความรอด นำ อย่างนี้จึงจะเรียกว่าผู้นำ. ส่วนคนพาลนั้น ถึงจะจับเอา ตัวมาเป็นผู้นำ มันก็ไม่ผู้ใช่นำอยู่นั้นเอง เพราะเหตุ
น.40 ๓๖ ใด ? เพราะเหตุว่า " อนยำยำ นยนฺติ ทุมฺเมโธ " (ขุ. ชา. ๒๗/๓๓๕) -คนพาลที่ ไร้ปัญญานั้นย่อมนำไปในทางที่ ไม่ควรจะนำ ; " อนยํ นยนฺติ ทุมฺเมโธ" คนพาลที่ไร้ ปัญญานั้นย่อมนำไปในสิ่งที่ไม่ควรนำ; นั่นแหละถึงแม้ จะจับตัวเอามาเป็นผู้นำ มันก็ไม่ใช่ผู้นำ. จึงมีพระบาลีกล่าวไว้ต่อไปอีกว่า " น สาธุ พลวา พาโล ยูสฺส ปริหารโก " (ขุ.ช. สต. ๒๗/๒๒๑) ซึ่งแปล ว่า คนพาล แม้จะได้อำนาจกำลังมาบริหารหมู่ ก็ไม่มี อะไรดี ข้อนี้หมายความว่า ในบางโอกาสบางสมัยคน พาลที่ไม่มีปัญญานั้น ก็มีอำนาจ มีกำลัง ปกครองหมู่บริ- หารหมู่ แต่แล้วมันก็ไม่มีอะไรดีอยู่นั่นเอง. นี่แหละ เพราะเหตุใด จงคิดดูเถิด ? เพราะเหตุว่ามันเต็มไปด้วย ความโลภ เต็มไปด้วยความต้องการ มีปัญญาแต่เพื่อ ประโยชน์ตน และเป็นคนสกปรก จึงเป็นผู้ที่นำสัตว์ ทั้งหลายในโลกนี้ ให้ไปสู่ความสงบสุขไม่ได้ . เราจะได้พิจารณากันต่อไปในข้อที่ว่า คนเรานี้ ทำบาปลงไปได้เพราะเหตุใด? เราก็พูดว่ากลัวบาป ไม่
น.41 ๓๗ อยากจะเป็นคนบาป แต่แล้วทำไมก็ยังเป็นคนบาป ? พระ พุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ปาปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ โมหา " (ม.ม. ๑๓/๔๑๓) คนทำบาปเพราะโง่ คนทำบาปเพราะโง่ ท่านพูดสั้น ๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นความสำคัญมันจึงอยู่ ที่ความโง่ หรือความฉลาด ถ้ามีความโง่แล้วก็เห็นกง จักรเป็นดอกบัว เห็นบาปเป็นบุญไปทันที, ถ้าฉลาด แล้วก็รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร เพราะฉะนั้นจึงทำบาปไม่ได้. ทีนี้เมื่อกลายเป็นคนบาป กลายเป็นผู้ทำบาปจน เคยชินเป็นนิสัยแล้ว มันก็ฆ่าตัวเอง ทำลายตัวเอง ซึ่ง พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า เพราะอยากได้ทรัพย์ ที่ตัว ต้องการ คนโง่ก็ฆ่าตนเหมือนกับฆ่าผู้อื่น เมื่อตัว อยากได้ทรัพย์ที่ตัวต้องการ ด้วยอำนาจของความโง่แล้ว ความโง่นั้นก็ฆ่าตน เหมือนกับที่เขาฆ่าผู้อื่น. คนพาล อยากได้ทรัพย์ไปเป็นโจรปล้นเขามา มันก็เป็นการฆ่า ตน ยิ่งไปกว่าคนที่ตนไปฆ่าเขา หรืออย่างน้อยก็เท่ากัน เพราะว่าความโง่หรือบาปนั้น ย่อมทำลายในส่วนลึก ของจิตใจ คือทำให้กลายเป็นคนพาลยิ่งขึ้นไปกว่า
น.42 ๓๘ เดิม เป็นคนที่ไม่มีอะไรดี ไม่มีอะไรเหลือ กลายเป็น คนไม่จริง คือเป็นคนโกหก. เมื่อเป็นคนโกหกแล้ว การที่จะไม่ทำบาปนั้นเป็น ไม่มี สมตามพระบาลีที่ได้กล่าวไว้ว่า; "นตฺถิ อการิยํ ปาปํ มุสาวาทิสฺส ขนฺตฺโน" (ขุ.ธ. ๒๕๒๓๘) - ซึ่งแปลว่า คนโกหกไม่ทำบาปนั้นไม่มี เมื่อเป็นคนโกหก แล้วย่อมทำบาปได้ทุกอย่างทุกประการ. เดี๋ยวนี้เราอยาก จะมองให้กว้างออกไปว่า ในโลกนี้เต็มไปด้วยคนโกหก ที่โกหกอย่างร้ายแรงที่สุด ก็คือคู่สงคราม. คู่สงครามทั้ง สองฝ่ายต้องพูดโกหกเหมือนที่ใช้เครื่องมือสื่อสาร เช่น วิทยุเป็นต้น ค่าทอกัน หลอกลวงกัน โฆษณาชวนเชื่อ แก่กันนี้คือคนโกหก เพราะว่าคำพูดเหล่านั้น เป็นคำ โกหกทั้งนั้น, ผู้พูดโกหกเช่นนี้ จะไม่ทำบาปนั้นไม่มี เพราะว่าการโกหกนั้น มันก็เป็นบาปอยู่แล้ว และ เมื่อมี จิตใจต่ำทรามถึงขนาดโกหกได้อย่าง นี้แล้วก็ทำบาป ทุกอย่างได้ ข อให้ท่านทั้งหลายจงได้พิจารณาดู.
น.43 ๓๙ ตามพระพุทธภาษิตที่ ได้ยก เอามากล่าวให้ ฟังนี้ ว่ามันเป็นเรื่องของ ความโลภ ย่อมจะนำมาซึ่งความ เดือดร้อนโดยส่วนเดียว ดังพระบาลีข้อสุดท้ายนี้ว่า " อนุปาเยน โย อตฺถํ อิจฺฉติ โส วิหญฺญติ" (ข.ชา. เอก. ๒๗/๑๖) - หาประโยชน์ ไม่ถูกในทาง ธรรม แล้วย่อม เดือดร้อน ท่านว่าหาประโยชน์ ไม่ถูกในทางธรรมแล้ว ย่อมเดือดร้อน. เดี๋ยวนี้ทุกคนกำลังทำไปเพื่อประโยชน์ ของตนแต่มันไม่ถูกในทางธรรม แล้วมันก็เดือดร้อน. ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ มันก็เดือดร้อนกันไปทั้งโลก เพราะว่า ต่างฝ่ายต่างหาประโยชน์ไม่ถูกในทางธรรม. ทั้งหมดนี้เป็น เรื่องของคนโลภจัดจนลามก. ทีนี้มาดูกันอีกทางหนึ่ง ถึงเรื่องคนที่ไม่โลภเป็น คนดี เมื่อความโลภเป็นความชั่ว คนโลภเป็นคนชั่ว คน ไม่โลภก็คือคนดี. พระพุทธเจ้าท่านจึงสรรเสริญบุคคล ผู้ไม่โลภ และถือเอาลักษณะที่ไม่โลภนั่นแหละว่าเป็น ลักษณะของคนดี ทรงสอนว่า "ทเทย . ย ปุริ โส ทานํ" (ขุ.ชา. สต. ๒๗/๒๑๗) เป็นคนควรให้ทาน เป็นคน
น.44 ๔๐ ควรให้ทานนี้หมายความว่า เป็นคนควรสละออกไป เผื่อแผ่แก่ผู้อื่น ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ อย่าเป็นคนกอบโกย เอาไว้ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด. แม้ในสมัยนี้ก็มีผู้กล่าวว่า "มหาปุริสสฺส ลฺขณํ กรุณาสโห” (ว.ว.) อัธยาศัยที่ทนไม่ได้เพราะ กรุณานั้น คือลักษณะของมหาบุรุษ มหาบุรุษ คือบุคคลที่น่านิยมน่านับถือ น่าบูชา น่าถือเอาเป็นผู้นำ เพราะเป็นมหาบุรุษ. ลักษณะของมหาบุรุษนั้น คือ อัธยาศัยที่ทนไม่ได้เพราะความกรุณา หมายความว่า มหาบุรุษย่อมทนอยู่ไม่ได้ ในการที่จะไม่ช่วยเหลือผู้อื่น. แต่เดี๋ยวนี้ ในโลกนี้ มหาบุรุษ เขาให้ความหมายกันไปเสีย อย่างอื่นแล้ว: ให้ความหมายไปในทางที่มีอำนาจวาสนา บางพวกก็ว่า คนที่กอบโกยไว้ได้มากนั่นแหละ เป็น มหาบุรุษ นี้ก็เพราะว่า ความโลภครอบงำจิตใจมากเกิน ไป อย่างไร ๆ ก็อย่าลืมเสียว่า ท่านได้กล่าวไว้เป็นหลัก ว่า "อัธยาศัยที่ทนไม่ได้เพราะกรุณานั้น เป็น ลักษณะของมหาบุรุษ"
น.45 ๔๑ พระบาลีอีกข้อหนึ่งยังมีว่า "มหาการุณิโก นา- โถ” (ส.ม.) ผู้ที่เป็นที่พึ่งของคนนั้นย่อมมี กรุณาใหญ่ ท่านพังดูให้ดีว่า ผู้ที่จะเป็นที่พึ่งของ มนุษย์ ได้นั้น ย่อมมีความกรุณาอันใหญ่หลวง เช่นพระ พุทธเจ้ามีความกรุณาอันใหญ่หลวง จึงถือว่าเป็นที่พึ่ง ของมนุษย์ แม้ว่าเราจะมีมหาบุรุษคนใดคนหนึ่งเป็นที่ พึ่งกันในเวลานี้ คนนั้นก็ต้องมีความกรุณาอันใหญ่หลวง อย่างบริสุทธิ์แท้จริง จึงจะเป็นที่พึ่งได้. มีพระพุทธภาษิตที่น่าสนใจสืบต่อไปอีกว่า " พหูนํ วต อตฺถาย สปญฺโญ ฆรมาวส์ํ " (อฎ . ฐก. อํ. ๒๓/๒๔๙) ซึ่งแปลว่า ผู้มีปัญญาแม้ครองเรือน ก็เพื่อประ โยชน์แห่งมหาชน ท่านต้องฟังดูให้ดี ๆ ว่า ผู้มี ปัญญาในที่นี้ ท่านหมายถึงฆราวาสผู้ครองเรือน และยัง กล่าวว่า ผู้มีปัญญาแม้ครองเรือน ก็ยังเป็นไปเพื่อประ- โยชน์แห่งมหาชน ไม่ใช่ครองเรือนเพื่อประโยชน์แห่ง ฅน เดี๋ยวนี้คนเป็นฆราวาสเพื่อประโยชน์แห่งตน เห็น
น.46 ๕๒ แต่ประโยชน์แห่งตน โดยถือกันเสียว่าที่เป็นฆราวาสนี้ ก็เพื่อจะสร้างประโยชน์แห่งตน มันเลยไขว้กันอยู่ ตรง กันข้ามกับหลักของพระธรรม หรือแม้ที่สุดแต่หลักของ ธรรมชาติ เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่า การที่มนุษย์ เกิดมาเป็นมนุษย์นี้มันต้องเพื่อความสงบสุข ของมนุษย์นั้นเอง ฉะนั้นเราเป็นฆราวาสด้วยกัน แต่ละคน ๆ นี้ ก็เป็นฆราวาสเพื่อจะให้เกิดประโยชน์แก่ ฆราวาส ที่เป็นมหาชนทั้งหมดนั้น. ถ้าเราจะเห็นแต่ ประโยชน์ตนคนเดียวแล้ว เราก็เป็นมนุษย์ไปไม่ได้ จะเรียกว่าเป็นผู้มีปัญญาไปไม่ได้. ดังพระบาลีสืบต่อไปว่า "สน . โต สตฺตหิเต รตา" (ชา. อรรถ. ๑/๒๓๐) คนดียินดีในการเกื้อ กูลมนุษย์, คนดียินดี ในการเกื้อกูลสัตว์ เดี๋ยว นี้คนไม่ดี ก็ไม่เกื้อกูลใคร หวังอยู่แต่ประโยชน์ตนเท่านั้น แม้ว่าจะบริจาคออกไป ก็ไปซื้อเขาเอามาเป็นพวกตน ช่วยกันแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตน อย่างนี้ผิดหลักธรรม
น.47 ๔๓ ในพระพุทธศาสนา ดังที่กล่าวไว้ ในบาลีพระธรรมบทว่า "น กามกามา ลปยนฺติ สนฺโต" (ธ.ขุ. ๒๕/๒๖) ย่อมไม่หว่านล้อมเพื่อเอา "กาม" มาเป็นประโยชน์ตน. คนดีย่อมไม่หว่าน ล้อม เพื่อเอา กามมาเป็น ประโยชน์ตน. หมายความว่า ค นดีย่อมไม่พูด ไม่ทำ ไม่คิด เพื่อจะ หว่านล้อม ใครแล้ว เพื่อจะได้ ซึ่งสิ่งที่ตัวใคร่นั้นมา เป็นประโยชน์ของตน เดี๋ยวนี้มีแต่การหว่านล้อมกัน ในทางพูดจา ในทางการกระทำ หรืออะไรต่าง ๆ นานา เพื่อให้ตนได้ประโยชน์ตามที่ตนต้องการ. นี้ไม่ใช่ ลักษณะของคนดี. ส่วนมากมีแต่หว่านล้อมเขา เพื่อ เอาประโยชน์ของเรา; คนที่ช่วยเหลือผู้อื่นโดยบริสุทธิ์ ใจนั้นมีน้อย. จึงมีพระพุทธภาษิตสืบต่อไปว่า "หิรินิเสโธ ปุริโส โกจิ โลกส . มิ วิช . ชติ" (ส.สํ. ๑๕/๑๑) แปลว่า ผู้ที่เว้นจาก ความ ชั่วเพราะ ความละอายแก่ ใจเอง ในโลกนี้มีน้อยเหลือเกิน ผู้ที่เว้นจาก การทำความชั่วเพราะมีความละอายแก่ใจเองนั้น ในโลกนี้
น.48 ๔๔ มีน้อยเหลือเกิน. คนเว้นจากความชั่วเพราะกลัวอย่างอื่น มิใช่ความละอายแก่ใจตนเองนั้น พอจะหาได้ มีมากอยู่: แต่ผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่กล้าทำชั่ว เพราะละอาย แก่ใจตัวเองผู้เดียวนี้ ช่างมีน้อยเหลือเกิน นี้คือพระพุทธ ภาษิตที่แสดงว่า คนไม่โลภนั้นเป็นอย่างไร คนที่เรียก ว่ามีปัญญา จะเป็นที่พึ่งแก่สัตว์ทั้งหลายได้นั้น จะต้อง มีลักษณะอย่างไร. ทีนี้เราก็มาถึงคำสั่งสอน ที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ นานาอันเกี่ยวกับข้อนี้ ขอท่านทั้งหลายจงตั้งอกตั้งใจฟัง ให้ดีอีกครั้งหนึ่งเถิด ซึ่งอาตมาจะได้ประมวลคำสอนของ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมาพอเป็นเครื่องศึกษา เป็นความ รู้สำหรับการศึกษาและการปฏิบัติสืบไป เพื่อจะแก้ไขเสีย ซึ่งความเป็นคนโลภเกินไปแล้วลามก. พระพุทธเจ้าท่านตรัส "อตฺตานํ นาติวตฺเตย . ย" (ชา.ขุ. ตีส. ๒๗/๕๐๓) เป็นคนไม่ควรจะลืมตน. ฟังให้ดีๆ ว่า เป็นคนไม่ควรจะลืมตน ถ้าลืมตนก็ไม่ใช่คนนั้น เอง. ถ้าใครจะเป็นคน คือเป็นมนุษย์แล้ว ต้องไม่ลืม
น.49 ๔๕ ฅน; ลืมตนหมายความว่า ลืมไปว่าเราเป็นมนุษย์ แล้ว ก็ไปทำอย่างสัตว์เดียรฉาน อย่างนี้เรียกว่าลืมตน สัตว์ เดียรฉานนั้น ไม่มีสติปัญญาความรู้ ความรับผิดชอบชั่ว ดีอย่างไร เอาแต่ได้กินก็แล้วกัน. เขามีคำกล่าวไว้ว่า: "อาหารนิทฺทา ภยเมถุนญ . จ" การแสวงอาหาร กินอาหาร ก็ดี การแสวงหาความสุขจากการนอนก็ดี การขี้ขลาดวิ่ง หนีอันตรายก็ดี การประกอบเมถุนธรรมระหว่างเพศก็ดี; สามญญเมตปปสุภิ นรานํ" ทั้ง ๔ อย่างนี้มีได้เสมอกัน แม้ในหมู่คนกับสัตว์เดียรฉาน; "ธมฺโม หิเตสํ อธิโก วิเสโส" ธรรมเท่า นั้นที่ทำให้คนผิดแผกแตกต่างจากสัตว์ เดียรฉาน; "ธมฺเมน หีนา ปฺภิ สมานา" เมื่อปราศจาก ธรรมเสียแล้ว คนกับสัตว์เดียรฉานก็เท่ากัน นี้คือข้อที่ต้อง ไม่ลืมตน ถ้าลืมตนแล้ว คนก็จะเท่ากับสัตว์เดียรฉาน. พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "ยทตฺตครหี ตทกุพ . พ- มาโน" (ธุ.สุ. ๒๕/๔๘๖) แปลว่า ติเตียนตนได้ เพราะเหตุใด ไม่ควรกระทำซึ่งสิ่งนั้น การที่ คนไม่ลืมตนนั้น ก็คือมานึกได้อยู่เสมอว่า ตัวเราเองติ
น.50 ๔๖ เตียนเราเองได้เพราะข้อใด เราอย่าทำข้อนั้นเลย อย่า ทำสิ่งนั้นเลย. คนเดี๋ยวนี้เหยียบรู้ รู้อยู่ว่านี้ ไม่ดี นี้เป็น ความชั่ว แต่ก็พ่ายแพ้แก่อำนาจของกิเลส ก็เหยียบ ความรู้ คือเหยียบธรรมะ ไปทำความชั่วทั้งที่รู้อยู่ว่า นี้ มันเป็นความชั่ว ตนทำเข้าแล้ว ก็รังเกียจตนเอง. พระ พุทธเจ้าตรัสว่า ถ้ารังเกียจตนเองได้ด้วยเหตุใดแล้ว อย่าได้ทำสิ่งนั้นเลย. ถ้าพวกเราจะถือหลักอย่างนี้ ไว้ แล้ว โลกนี้ก็จะกลายเป็นโลกของพระอริยเจ้าไปทันที. เดี๋ยวนี้มันเห็นแก่ได้นิดเดียวเท่านั้น ก็ไปทำสิ่งที่ตนเอง ก็รังเกียจตนเองได้. จึงมีพระบาลีสืบต่อเกี่ยวกับข้อนี้ว่า "น ฆาสเหตูปิ กเรยฺย ปาปิ (นัย.ขุ.ชา, นวก. ๒๗/๒๖๒) แปลว่า ไม่ควร ทำบาปเพราะปากและท้อง ไม่ควรทำบาปเพราะปาก และท้อง. ฟังดูให้ดี ๆ ว่า คนเราไปทำบาปเพราะปาก และท้องนั้นไม่ควรกระทำ. เดี๋ยวนี้ทำบาปเพราะเห็นแก่ ปากและท้อง ปากและท้องนี้มีความหมายกว้าง หมาย ถึงความสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อย ทางเนื้อ ทางหนัง
น.51 ๔๗ ทางตา ทางหู ทางจมูก หางลิ้น ทางกาย ไปทั้งหมด เลย แต่ความหมายสั้น ๆ ก็คือว่า "กามารมณ์" จึงได้ ความชัดลงไปว่า "ไม่ควรทำบาป เพราะเห็นแก่ กามารมณ์ " หรือแม้ที่สุดแต่เห็นแก่การกิน เห็นแก่ ปากแก่ท้อง ก็อย่าได้ทำบาปเลย. มีพระบาลีที่น่าสนใจอย่างยิ่งสืบต่อไปว่า "ผาตี กยิรา อวิเหฐยํ ปรํ" (ข.ชา. สต.๒๗/๒๑๒) - จงทำแต่ กำไรที่ไม่เป็นการเบียดเบียนใคร จงหาแต่กำไรที่ ไม่เป็นการเบียดเบียนใคร. ข้อนี้หมายความว่าท่านไม่ได้ สอนให้หยุดค้าขาย หรือหยุดทำกำไร ท่านอนุญาตให้ทำ กำไรแต่ให้ทำชนิดที่ไม่เบียดเบียนใคร. ถ้าไปทำชนิดที่ เบียดเบียนใครแล้ว ท่านถือว่าเป็นการขาดทุน เช่น ไปปล้นไปโกงเขามาได้ สักหมื่น สักแสน สักล้าน อย่าง นี้ พวกโจรก็คิดว่าเราได้กำไร แต่พระอริยเจ้าท่านถือว่า เป็นการขาดทุนยิ่งกว่าล้มละลาย เพราะเป็นการทำชั่ว ทำให้หมดความหมายของความเป็นมนุษย์. การสูญเสีย เช่นนี้เป็นการสูญเสียมากกว่าการได้มา ซึ่งเงินนั้น.
น.52 ๔๘ ดังนั้นท่านจึงสอนให้ทำกำไร แต่ต้องเป็นชนิด ที่ไม่เบียดเบียนใคร. ขืนแสวงหากำไรชนิดที่เป็นการ เบียดเบียนผู้อื่นแล้ว ย่อมเป็นการฆ่าตัวเอง ดังพระ พุทธภาษิตว่า "หนนฺติ โภคา ทุม . เมธํ" (ธ.ชุ. ๒๕/๖๓) โภคทรัพย์ย่อมฆ่าคนโง่เสมอไป โภคทรัพย์ย่อมฆ่า คนโง่เสมอไป. ฟังดูให้ดี ๆ ว่าโภคทรัพย์ที่ได้มา ที่น่า รัก น่าพอใจนั้น ย่อมฆ่าคนโง่เสมอไป; แต่คนโง่ก็คิดว่า เราร่ำรวยด้วยโภคทรัพย์. เพราะเหตุฉะนี้แหละ จะต้อง ระมัดระวังให้ดี อย่าทำเล่นๆ กับกิเลสตัณหา หรือความ ประมาทจะต้องทำให้พอเหมาะพอดี ให้ถูกต้อง ตามวิถี ทางของธรรมะ และอย่าได้คิดว่า การทำบาปทำชั่วนี้ จะมีทางรอดตัวไปจากบาป. ท่านตรัสไว้ว่า "นตฺถิ โลเก รโห นาม ปาปกมฺมํ ปกุพ . พโต" (ติก.อํ. ๒๐/๑๘๙) ที่ลับเพื่อทำความชั่ว นั้นไม่มีในโลกนี้ อธิบายว่า คนทำความชั่วแล้ว จะ พ้นไปจากผลของความชั่วนั้น ไม่มีในโลกนี้ ; ที่ที่คนทำ
น.53 ๔๙ ความชั่วแล้ว จะไม่ต้องรับผลของความชั่วนั้น หาไม่ได้ ในโลกนี้; ไม่ได้รับเดี๋ยวนี้ ก็ต้องได้รับในวันหน้าเป็น แน่นอน เพราะไม่มีเครื่องต้านทาน ที่จะทำให้คนชั่ว ไม่ต้องได้รับผลแห่งความชั่ว. เมื่อเรามารู้สึกว่า ที่ลับ สำหรับทำความชั่วไม่มีแล้ว ก็จะได้เกิดความกลัว ไม่ กล้าทำความชั่ว. ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสถึงมูลเหตุที่จะทำ ให้คนไม่ทำความชั่วโดยประการทั้งปวงไว้ เป็นข้อ สรุปสุดท้ายว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" (ม.มู. ๑๒/๔๖๔) แปลว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. เดี๋ยวนี้เรายึดมั่นถือมั่นไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง: ที่น่ารักก็ยึด- มั่นถือมั่นด้วยความรัก, ที่น่าโกรธก็ยึดมั่นถือมั่นด้วยความ โกรธ, ที่น่าเกลียดก็ยึดมั่นถือมั่นด้วยความเกลียด, ที่น่า กลัวก็ยึดมั่นถือมั่นด้วยความกลัว, จึงไม่มีความสงบสุข เลย; จะต้องมีสติปัญญา รู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ใน ลักษณะที่เป็นของเป็นอยู่ หรือเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่- ควรจะยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตนหรือของตน หรือ เดือดจัดขึ้นมา ถึงกับเป็นตัวกูหรือของกู. เดี๋ยวนี้โลกนี้
น.54 ๕๐ กำลังเดือดร้อนอยู่ด้วยความยึดมั่น ว่าตัวกูว่าของกูด้วย กันทั้งนั้น; ยึดมั่นว่าตัวกูแล้ว มันก็ไม่ยอมใคร มันก็ รักษาหน้า รักษาตา ยกหูชูหางไว้ ไม่ยอมลดลง มันจึง- ยอมกันไม่ได้. มันตกลงเรื่องสันติภาพกันไม่ได้ ก็เพราะ ว่า แต่ละฝ่ายมีความยึดมั่นเรื่องตัวกู จึงทะเลาะวิวาทกัน ถึงกับฆ่ากันตาย โดยที่รู้อยู่ว่า ที่แท้ก็ไม่ควรกระทำ แต่ มันกลัวจะเสียหน้าเสียตา กลัวจะเสียเกียรติของตัวกู มัน จึงยอมกระทำความชั่ว และวินาศลงไปด้วยกันทั้งสอง- ฝ่าย อย่างนี้เรียกว่ายึดมั่นในทางที่เป็นตัวกู. อีกทาง หนึ่ง ก็ยึดมั่น ถือมั่น โดยความเป็นของกู นี้คือโจรที่ปล้นธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเป็น ของธรรมชาติ แต่คนยึดมั่นถือมั่นชนิดนี้ มันปล้นเอา ของธรรมชาติมาเป็นของกู; ธรรมชาติจึงตบหน้าให้ คือทำให้คนนี้มีความทุกข์นอนไม่หลับ ไม่รู้จักความ- สงบสุขเสียเลย; ฉะนั้นจึงอย่าได้เป็นโจรปล้นธรรมชาติ ซึ่งๆ หน้า เอามาเป็นของกู ธรรมะหรือธรรมชาตินั้นจะ ตบหน้าให้ จะลงโทษให้.
น.55 ๕๑ พวกที่ถือพระเจ้าเป็นใหญ่เป็นหลัก เขาก็ ไม่กล้า คิดว่าสิ่งใดเป็นของตัวกู เพราะว่าทุกสิ่งเป็นของพระเจ้า แม้แต่ชีวิตของเรานี้ ก็ยังเป็นของพระเจ้า แล้วจะ เอาส่วนไหนมาเป็นตัวกูหรือของกู. ถ้านับถือพระเจ้าจริง ก็ต้องเชื่อตามที่พระเจ้าว่า ว่าทุกสิ่งเป็นของพระเจ้า แม้ แต่ชีวิตของคนทุกคนก็เป็นของพระเจ้า; แล้วเงินทอง ข้าวของ ทรัพย์สมบัติ บุตรภรรยา อันไหนจะมาเป็น ของตัวกู. ในศาสนาคริสเตียนแท้ ๆ ในคัมภีร์ไบเบิ้ล แท้ ๆ เขายังมีสอนว่า มีภรรยาก็จงให้เป็นเหมือน กับไม่มีภรรยา, มีทรัพย์สมบัติ ก็จงเป็นให้เหมือน กับไม่มีทรัพย์สมบัติ, มีความทุกข์ ก็จงเป็นเหมือนกับ ไม่มีความทุกข์, มีความสุข ก็จงเป็นเหมือนกับไม่มี ความสุข, ซื้อของที่ตลาดแล้วอย่าได้เอาอะไรมา. นี่แหละพุทธบริษัททุกคนจะต้องฟังให้ดี จะต้อง เข้าใจไว้ มิฉะนั้นแล้ว จะเสียเกียรติของความเป็นพุทธ- บริษัท เพราะว่าพวกคริสเตียนที่ปฏิบัติได้อย่างนั้น กลับ
น.56 ๕๒ เป็นพุทธบริษัทกว่าพวกพุทธบริษัทที่พูดแต่ปาก คือยึด- มั่นถือมั่นนั่นนี่ไว้เป็นของกูอยู่เสมอไป. คำกล่าวประโยคนั้นที่ว่า ซื้อของที่ตลาดแล้วอย่า เอาอะไรมานั้น หมายความว่า คริสเตียนที่ดี ย่อมมี ความเชื่อมีความแน่ใจว่า ทุกสิ่งเป็นของพระเจ้า แม้ว่าเราจะใช้เงินนี้ซื้อเอามาจากตลาด มันก็ยังเป็นของ พระเจ้าอยู่นั่นเอง เป็นของพระเจ้าอยู่ตามเดิม. เราซื้อ แล้วหิ้วมาบ้าน มากิน มาใช้ มันก็ยังเป็นของพระเจ้าอยู่ นั่นเอง ไม่กล้ามีความคิดว่านี้เป็นของเรา. นั่นแหละจึง กล่าวว่า ซื้อของที่ตลาดแล้วไม่ได้เอาอะไรมาเป็นของกู คงเป็นของพระเจ้าอยู่ตามเดิมดังนี้. มีทรัพย์สมบัติ ก็เป็นทรัพย์สมบัติของพระเจ้า ไม่ใช่ของเรา, มีบุตรภรรยาสามีก็เป็นของพระเจ้า ไม่ใช่ ของเรา, มีสุขมีทุกข์ก็เป็นของพระเจ้า ไม่ใช่ของเรา; ถ้าใครรู้สึกอย่างนี้ ย่อมไม่มีทางที่จะเกิดความโลภ ความ- โกรธ ความหลง ไม่มีทางที่จะเห็นแก่ตัว มีแต่จะทำ ตามคำสั่งของพระเจ้า ว่าให้ทำอย่างไร กับบุตร ภรรยา สามี ทรัพย์สมบัติ ข้าวของเหล่านั้น แล้วก็ประพฤติ
น.57 ๕๓ ปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นแก่ฝ่ายใด ๆ เลย. นี่แหละคือคำสอนที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ เป็นคำ สรุปสุดท้ายว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูว่า ของกู" ถ้า พวกนายทุนก็ตาม พวกกรรมกรก็ตาม มี ความรู้ในข้อนี้แล้ว มันก็จะหมดความเป็นนายทุน หมดความเป็นกรรมกร แต่จะเป็นเพื่อนมนุษย์ที่ดีต่อ กันและกัน ไม่มีสงครามระหว่างนายทุนกับกรรมกร อีกต่อไปดังนี้. ในที่สุดก็ไม่มีอะไรที่จะต้องพูด นอกจากกล่าว ถึง พระพุทธภาษิต ที่มีอยู่ว่า "จาคมนุ พ . รูเหย . ย" (อุปริ.ม. ๑๔/๔๓๖) - จงพอกพูนการบริจาค จงพอก พูนการบริจาค คือว่าเผื่อแผ่ออกไป เพื่อเป็นประ- โยชน์ แก่เพื่อนมนุษย์ทุกคนเหมือนกับว่า เป็นคน ๆ เดียวกัน อย่าได้คิดว่า มีตัวกู มีของกู มีส มีแกะ ให้ถือว่า สัตว์ทั้งหลายนี้ เป็นเพื่อน ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วย กัน มีปัญหาอย่างเดียวกัน มีหัวอกอย่างเดียวกัน มีศัตรู ร่วมกัน คือกิเลส ศัตรูอื่นไม่มีนอกจากกิเลส; เราต้อง ร่วมมือกันในการที่จะกำจัดกิเลสเสีย แล้วทุกคนในโลกก็
น.58 ๕๔ จะมีความสุข เพราะการเข้าถึงพระเจ้า หรือการเข้าถึง พระธรรม มีจิตใจสะอาด สว่าง สงบ ดังนี้. ทีนี้ต่อไปอีก ก็จะได้พูดกันถึงเหตุผล ว่าทำไม เราจะต้องปฏิบัติตนอย่างนี้ ? ข้อนี้จะถือเอาตามพระพุทธ ภาษิตในคัมภีร์ มัชฌิมนิกาย ก็ได้ พระพุทธองค์ตรัสว่า "น มิยฺยมานํ ธนมนฺเวติ กิญ . จิ" (ม.ม. ๑๓/๔๑๒, เถร. ขุ ๒๖/๓๗๘) แปลว่า เมื่อคุณตาย ทรัพย์สักนิด หนึ่งก็ไม่ตามคุณไป ฟังดูให้ดีว่าเมื่อคุณตายทรัพย์ สักนิดหนึ่งก็ไม่ตามคุณไป นี้อธิบายว่าแล้ว ทำไมคุณจะ มามัวโง่ เป็นทาสของทรัพย์ ทำความชั่วเพราะเห็นแก่ ทรัพย์ ทำบาปเพราะเห็นแก่ทรัพย์ มีความโลภในทรัพย์ เกินไปจนลามก. อย่าลืมว่า "อติโลโภ หิ ปาปโก๋" เพราะ ว่าความโลภเกินไปนั้นลามก. มีพระพุทธภาษิตในทีฆนิกาย ว่า "อฑ . ฒา จ ทลิท . ทา จ สพฺเพ มจ . ฯ ปรายนา" (ที. มหา ๑๐/๑๔๑ฯลฯ) แปลว่า ทั้งมั่งมีทั้งยากจนล้วน แต่จะต้องตาย กันทุกคน ทั้งมั่งมีทั้งยากจนล้วนแต่จะต้องตายกันทุกคน
น.59 ๕๕ นี้ หมายความว่า ความมั่งมีก็ไม่ช่วยให้คนไม่ต้อง ตาย ความยากจนก็ไม่ได้ป้องกันมิให้คนจะต้องตาย ทั้งคนมี และคนจนมันก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้นถ้าพวก นายทุนและกรรมกรจะมานึกถึงข้อนี้กันบ้างแล้วก็จะหยุด รบกันทันที เพราะว่าทั้ง ๒ ฝ่ายนั้น มีศัตรูร่วมกัน คือความตาย. เดี๋ยวนี้ ไม่หันหน้ามาหาศาสนาของตน ๆ เสีย เลย เตลิดเปิดเปิงออกไปนอกศาสนาจน ถือการ "ได้" เป็นศาสนา ถือการ ได้กิน ได้เล่นตามใจตัวเป็นศาสนา คนใดที่พูดว่าตนไม่มีศาสนานั้นเป็นคนโกหก เพราะว่าทุก คนมี สิ่งที่ตนคิดว่าดีที่สุดนั่นแหละเป็นศาสนา. พวกฝรั่ง หนุ่ม ๆ ที่มาที่นี่มาคุยอวดว่า ตนไม่มีศาสนา อาตมา คิดว่าเขาเป็น คนโกหก. เขาชอบอย่างไร สิ่งนั้นเป็น ศาสนาของเขา: ถ้าเขาชอบเงิน เขาก็มีเงินเป็นศาสนาถ้า เขาชอบเพศตรงกันข้าม เขาก็มีเพศตรงข้ามเป็นศาสนา ทุกคนจะว่างจากศาสนาไม่ได้ ที่เขาพูดว่าไม่มีศาสนา นั้น จึงไม่จริง ถ้าเขาทิ้งศาสนาคริสเตียนเสีย เขาก็มาถือ 3
น.60 ๕๖ ศาสนาเงินศาสนาของ ศาสนากิน เล่น สนุกสนาน เอร็ด อร่อยตามปากตามท้อง เรียกว่ามีวัตถุนิยมนั้นเป็นศาสนา. เดี๋ยวนี้เรามาคิดกันดูให้ดีจนเห็นว่า ทุกคนต้อง มีหลักมีเกณฑ์ในทางศาสนาเพื่อประพฤติปฏิบัติ เพื่อตน จะได้รอดด้วยกันทั้งนั้น เหตุผลที่จะต้องนึกต่อไปว่า มีพระพุทธภาษิต ว่า: "อสน . โต นิริยํ ยนฺติ, สนฺโต สคฺคปรายนา" (ส.ส. ๑๕/๒๗ ฯลฯ) คนไม่ดีหรือคนชั่วนั้นต้องไปนรก คนดีนั้น มีสุคติสวรรค์เป็นที่ไป. ท่านต้องมองให้เห็นเป็นของคู่ว่า คนชั่วไปนรก คนดีไปสวรรค์. ทีนี้ก็มาตั้งปัญหาว่า พวกนายทุนและกรรมกร สองพวกนี้จะไปไหน ? มัน รบกันเป็นวักก์เป็นเวรไม่มีที่สิ้นสุด มันต้องการจะไป ไหน ? คนดีไปสวรรค์ คนชั่วไปนรก คนที่กำลังรบกัน อยู่ทุกวันนี้จะไปไหน ? ข้อนี้พระเยซูตรัสไว้เป็นอย่างดีว่า ก ารที่จะ ชวนนายทุน คนมั่งมีไปสวรรค์นั้น ยากกว่า การจูงอูฐลอดรูเข็ม. พระเยซูว่า การจูงอูฐลอดรู
น.61 ๕๗ เข็ม ง่ายกว่าการชักชวนพวกนายทุนไปสวรรค์. เพราะ เหตุฉะนี้แหละ พวกนายทุนจึงไม่ชอบพระเยซู ไม่ชอบ ศาสนาคริสเตียน ซึ่งพระเยซูเป็นผู้ประดิษฐานขึ้น. ใน ที่สุดเขาจะไปไหน ? ท่านทั้งหลายก็คิดได้เอง อาตมาไม่ ต้องกล่าว เหตุผลอย่างนี้ มันเป็นเหตุผลทางศาสนา ถ้า คนไม่เชื่อ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร. เราจะได้พิจารณา กันต่อไปตามวิถีทางของพวก พุทธบริษัท คือสรุปความ แล้วว่า ถ้าคนเราไปหลงใหลในอายตนะ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จนเป็นเหยื่อของกิเลสตัณหาแล้วก็ต้อง ไปนรกและตกนรกที่นี่ทันที และเดี๋ยวนี้. นรก หมายถึงความร้อนใจ ผู้ใดมีความร้อนใจที่ ไหน เมื่อไร ผู้นั้นตกนรกที่นั่นและเมื่อนั้น ไม่ต้องรอ ต่อตายแล้ว. นรกที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ความแผดเผา ในจิตใจ ด้วยความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกูว่าของกู นั่น เอง. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ผู้ใด เห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยอาการว่านั้นมี ใช่ตัวกู นั้นมิใช่ของกูแล้ว เขาย่อมหมดความกำ
น.62 ๕๘ หนัดในอารมณ์ทั้งหลายในโลกนี้ (๑) ." "คนที่หมด ความกำหนัดแล้วเช่นนี้ ปลอดภัยแล้วเช่นนี้ พ้นจาก เครื่องผูกพันทั้งปวงแล้วเช่นนี้ ต่อให้พญามารและ เสนามาร เที่ยวตามหาเขา ทุกแห่งหนก็ไม่พบ " (๒) พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้พวกมารและเสนามารเที่ยวติด ตามหาคนชนิดนี้อยู่ทุกแห่งหน ก็ไม่พบคนชนิดนี้ คือหา ไม่พบคนที่ปราศจาก ความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกว่าของ กู นั่นเอง ถ้าท่านทั้งหลายผู้ใดกลัวต่อพญามารแล้ว จงมี เครื่องป้องกันตัว ด้วยการถอนความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู ว่าของกูนี้เสียเถิด. สิ่งที่น่านึก น่าศึกษา น่าสนใจ ไม่มี อะไรยิ่งไปกว่านี้. นี่แหละคือทางรอดจากการบีบคั้นของ สิ่งที่เรียกว่ามาร. (๑) รูป เวทยิติ สญฺญํ วิญญาณํ ยญฺจ สงฺขตํ เนโสหมสุมิ เนตํ เม เอว์ ตฺถ วิรชชติ (๒) เอวํ วิรตฺติ เขมตฺตํ สพฺพสฺโญ ชนาติตํ อเนวสํ สพฺพฐาเนสฺ มารเสนาบี นาชฌาคา ( มาร. สํ. สคาถสํ. สํ.)
น.63 ๕๙ มีพระพุทธภาษิตที่น่าสนใจ ที่ตอบโต้กับพญา มาร อีกข้อหนึ่งว่า พญามารนั้นมาท้าทายพระพุทธเจ้า ว่า" บ่วงสำหรับคล้องใจสัตว์ ของเรา มีอยู่ว่อนไปใน อากาศ เราจะใช้บ่วงเหล่านี้คล้องใจท่าน, สมณะ เอย ! เจ้าไม่พ้นมือเราไปได้ดอก " (๓) พญามารว่า อย่างนี้.พระพุทธเจ้าท่านตรัสตอบว่า "มาร เอ๋ย! รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ บรรดาที่น่ารื่นรมย์ใจ เหล่าใดมีอยู่ในโลก ความพอใจของเราในสิ่งเหล่า นี้สูญสิ้นแล้ว มารเอย ! แกต่างหากที่ถูกเราฆ่าตาย แล้ว . (๔) ถ้าไม่เข้าใจก็แปลว่า ไม่เคยสนใจในเรื่องชนิดนี้ ถ้าเป็นพุทธบริษัทที่เคยสนใจในเรื่องชนิดนี้ ก็จะเข้าใจ ได้ทันทีว่าพระพุทธเจ้าท่าน ได้ฆ่ามารแล้วอย่างไร มาร มาอวดดีว่า เขามีบ่วงสำหรับคล้องใจสัตว์ อยู่เต็มไปทั้ง อากาศ ลอยว่อนอยู่ในอากาศไม่มีใครพ้นมือของเขาไปได้ ( ๓) อนุตลิกฺขจโร ปาโส ยุวายํ จรติ มานโส เตน ตํ พาธยิสฺสามิ นเม สมณ โมกุขสิ ฯ (๔) รูปา สฺทา คนฺธา รสา โผฏฐฺพา จ มโนรมา เอตฺถ เม วิคโฑ ฉนฺโท นิคโต ตุจมสิ อนุตถ ฯ (มาร. สํ,สคาถ. ส. สุทร ๕) วรรค ๒,๑๕)
น.64 ๖๐ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ฉันนี่แหละเป็นผู้ที่ ไม่มีความ พอใจอะไร ในรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะที่ เป็นช่วงของแก ดังนั้นแก นั่นแหละถูกฉันฆ่า ตาย แล้วตั้งแต่ที่แรก " หมายความว่าพระพุทธเจ้าได้กำจัด มารหรือ ทำลายให้มาร หมดความ เป็นมาร ไปเสียแล้วตั้ง แต่ทีแรกดังนี้. มารได้ท้าทายพระพุทธเจ้า อีกอย่างหนึ่งว่าพวก มนุษย์กล่าวกันซึ่งสิ่งใดว่า เป็นของกูหรือกล่าวว่าตัว กู,ถ้าจิตของท่านยังข้องอยู่ในสิ่งนั้นแล้ว สมณะเอ๋ย! เจ้าไม่พ้นมือของเราไปได้ดอก" (๕) พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า "คนเขากล่าวสิ่งใดกันว่าของกู เรามิได้ กล่าวสิ่งนั้นว่าของกู คนใดที่เป็นคนกล่าว เราก็มิได้ กล่าวว่านั้นมันเป็นตัวกู,มารเอย !เจ้าจงรู้จักเราว่าเรา (๕) ยํ วทฺติ มมยิทฺติ เย วทฺติ อหฺติ จ เอตฺถ เจ เตมโน อตฺถิ นเม สมณ โมกฺขสิ ฯ (มารุ สํ. สํ. สตร ๙ วรรค ๒,๑๕)
น.65 ๖๑ เป็นคนอย่างนี้ แม้แต่ร่องรอยของเราเจ้าก็จักมองไม่ เห็น ” (๖ ) พระพุทธเจ้าตรัสท้าทายแก่มารว่า " ลู่ทางหรือ ร่องรอยของพระพุทธเจ้านั้น พวกมารมองไม่เห็น ดอก " ไม่ต้องพูดถึง การที่มารจะติด ตามล้างผลาญ พระ พุทธเจ้า เพราะมารไม่รู้จักหนทางไม่รู้จักร่องรอยของ พระพุทธเจ้าผู้หมดเสียแล้ว ซึ่งความรู้สึกว่าตัวกูว่าของกู แล้วมารจะฆ่าพระพุทธเจ้าได้อย่างไร จะเอาบ่วงคล้อง พระพุทธเจ้าได้อย่างไร. ปัญหามันก็เหลืออยู่แต่พวกเราที่นี่ ที่มีอะไร ๆ ก็พร้อมอยู่เสมอไป ที่จะยื่นคอเข้าไปในบ่วงของพญามาร เพราะเหตุว่า " อติโลโภ หิ ปาปโก๋" ความโลภเกินไป นั้นลามก. เพราะว่าเรามีความโลภเกินไป จึงได้ยื่นคอเข้า ไปในบ่วงของมาร นั่นแหละ คือความลามกของความ โลภที่มากเกินไป. ความโลภนี้เป็นอันตรายแห่งธรรมะทั้ง หลาย และถ้ามีความโลภมากเกินไปแล้วย่อมเป็นของ (๖) ยํ วทฺติ น ตํ มยุห์ เยวทฺติ นเต อหํ เอวํ ปาปิม ชานาหิ นเม มฺมฺปิ ทกฺขสิ (สูตร ๙ วรรค ๒, มารุ สํ. สุํ ๑๕)
น.66 ๖๒ ลามก คือสูญเสียความเป็นมนุษย์ สูญเสียความเป็นพุทธ บริษัท เกิดมาทั้งที ไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้รับ นี่แหละคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ลามก . มนุษย์ตกเป็นเหยื่อของความโลภ มีความ โลภเกินไปเพราะว่าไม่คำนึงถึงคำสอน ดังที่พระพุทธ เจ้าท่านได้สอนไว้ ในวันมาฆปุณณมี คือวันเช่นวันนี้ ที่ เป็นวันประชุม แห่งพระอรหันต์ทั้งหลาย จำนวน ๑๒๕๐ องค์เป็นการประดิษฐานคณะสงฆ์ลงไปอย่างมั่นคง ใน โลกนี้,ข้อนั้นได้แก่คำสอนที่ล้วนแต่จะเป็นไป เพื่อจะกำ จัดเสียซึ่งความโลภ ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. เว้นเสียจากการทำความชั่วทั้งปวงได้ ก็ เพราะไม่มีความโลภ ทำกุศลทั้งหลาย ให้ถึง พร้อมได้ ก็เพราะไม่มี ความโลภ ชำระจิตของตน ให้ขาวผ่องได้ ก็เพราะว่า ชำระความโลภให้พ้นออกไปจากจิตใจัของตนได้
น.67 ๖๓ ไม่เป็นผู้ว่าร้าย กล่าวร้ายต่อใครอีกต่อไป ก็ เพราะว่า เอาชนะความโลภในใจของตนเสียได้ เป็นคนสำรวมระวังรักษาระเบียบวินัยไว้ได้ อย่างดี อย่างถูกต้อง ก็เพราะว่าความโลภ ไม่ ครอบงำ เป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค เอาแต่เพียง ว่ากินอยู่พอดีดังนี้ ได้ ก็เพราะควบคุมความโลภได้ ช่องเสพเสนาสนะอันสงัด รู้สึกเป็นสุข เพราะอยู่ในความสงัด นี้ก็เพราะความโลภไม่ ครอบงำ เป็นผู้ฝึกฝนใน การทำจิต ให้เป็นจิต ที่สูงยิ่ง ได้ด้วยการพ้นไปจากความโลภ นั่นเอง. ทั้งหมดนี้ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. โอกาสนี้เป็นโอกาสที่เราจะระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึก นึกถึงพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้ได้ปฏิบัติแล้วโดยลักษณะ อย่างนี้ เป็นผู้ชนะมารแล้ว พ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย แล้ว; จงนำมาเป็นอนุสรณ์อยู่ในจิตใจตลอดเวลา โดย
น.68 ๖๔ เฉพาะอย่างยิ่ง ในวันมาฆบูชา เช่นวันนี้ด้วยกันจงทุกคน เถิด การทำมาฆบูชาของเรา ก็จักเป็นการได้ที่ดีเป็นการ กระทำที่ถูกต้องสมกับที่เป็นพุทธบริษัท ไม่เสียทีที่เกิดมา เป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.69 รายนามท่านที่สละทรัพย์ช่วยเผยแพร่เอกสารชุด มองด้านใน ๑. พ.อ. สาลี คุณนายสุวรรณา ปาละกูล ๑,๐๐๐ บ. ๒. นายสุน นางตุ๋น ศิริอัฐ ๕๐๐ บ. ๓. คุณคำมูล อนุชาผัด ๕๐๐ บ. ๔. คุณสอาด กองสุวรรณ ภัตตาคารรุ้งเพชร ๕๐๐ บ. ๕. ว.อ. ๑๐๐ บ. ๖. นายแพทย์สมพงษ์ จันทขันธ์ ๑๐๐ บ. ๗. คุณพี่ปรุง สมิตศิริ ๑,๐๐๐ บ. ๘. พระมหาชำนาญ ปุ่นศรี ๕๐ บ. ๙. คุณประยูร พรหมคุณ ๑๐ บ. ๑๐. คุณกิม เกิดแก่น ๑๑๐ บ, ๑๑. พลต.จ. ปราโมทย์ จงเจริญ ๕๐ บ. ๑๒. คุณประทุม แสงจันทร์ ๓๕ บ. ๑๓. คุณแม้น ขลังธรรมเนียม ๓๐๐ บ. ๑๔. คุณนายสมปอง รุจิเทศ ๒๐๐ บ. ๑๕. พระวิชิตธรรมาจารย์ ๓๕๐ บ. ๑๖. คุณเรวดี ทับทิมทอง ๑๐๐ บ. ๑๗. มารดาคุณชัชชัย แสงสิงแก้ว ๑๐๐ บ. ๑๘. คุณดาร เมฆสุวรรณ ๑๐๐ บ. ๑๙. คุณชยาภรณ์ บี๊ยะอุย • ๒๐๐ บ. ๒๐. ม.ล. มาโนชญ์ ชุมสาย ๑๐๐ บ. ๒๑. พระนพวงศ์ ธมฺมที่โป ๒๐ บ. ๒๒. คุณธีระศักดิ์ สุรพงษ์นิวัฒน์ ๗๕ บ. ๒๓. คุณจำรูญ เจริญกุล ๑,๐๐๐ บ. ๒๔. นายหนุน เสือคำราม ๕๕๐ บ. (ส่วนที่ขาด ผู้จัดทำชำระ)
น.70 เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๑ ภาษาคน - ภาษาธรรม " ๒ ภัยของพุทธศาสนา (วิปัสสนาตำน้ำพริก) " ๓ เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ " ๔ เกิดมาทำไม ? (ตอน ๑ - ๒) " ๕ เกิดมาทำไม ? (ตอน ๓ - ๔ - ๕) " ๖ เรามา "กิน" เวลากันเถิด " ๗ ทำบุญสามแบบ " ๘ ทางรอด ๕ ประการ (วิมุตตายตนะ) " ๙ ระวัง ว่างอันธพาล " ๑๐ การมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน " ๑๑ สมาธิ วิปัสสนา ตามวิธีธรรมชาติ " ๑๒ ดวงตาที่เห็นธรรม " ๑๓ วิธีชนะความตาย " ๑๔ มหาวิทยาลัยในตัวคน " ๑๕ อุปสรรคของการเข้าถงธรรม " ๑๖ อุปสรรคที่มีอยู่ในคำพูด " ๑๗ ในสังสารวัฏฏ์ มีนิพพาน " ๑๘ ทำอย่างไรจึงจะเรียนดี ? " ๑๙ วิธีศกษาพุทธศาสนา " ๒๐ โจรปล้นธรรมชาติ " ๒๑ รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง " ๒๒ ทำอย่างไรคุณพระจึงจะคุ้มครอง " ๒๓ การงาน คือการปฏิบัติธรรม " ๒๔ ชนะดวงจันทร์ หรือชนะตนดี " ๒๕ ความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก " ๒๖ จิตประภัสสร, จิตเดิมแท, จิตว่าง เหมือนกันหรืออย่างไร
น.71 " ๒๗ การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ " ๒๘ สิ่งที่ทำให้ชีวิตของนักศึกษาไร้ความหมาย " ๒๙ การศึกษาชนิดที่นำโลกไปสู่ความวินาศ " ๓๐ สิ่งที่ผู้ฉลาดถือเอาเป็นครู " ๓๑ ปฏิจจสมุปบาท ในชีวิตประจำวัน " ๓๒ ทางสายกลาง " ๓๓ มรรค ผล นิพพาน ในชีวิตประจำวัน " ๓๔ สิ่งที่ทำให้ลามก " ๓๕ ไม่มีศาสนา
Buddhadasa