น.5 วันนี้เป็นวันที่สมมติกันว่าเป็นวันปีใหม่ ซึ่งเราก็รู้กันอยู่แล้ว เราจะทำบุญวันปีใหม่ให้ได้ประโยชน์อย่างไร และให้ได้มากขึ้นอย่างไรนี้ ยังมีปัญหา โดยมากมักทำกันพอเป็นพิธีให้แล้ว ๆ กันไปเท่านั้น แม้แต่ ทางวิทยุ ฟังแล้วก็รู้สึกว่า ทำกันพอเป็นพิธี ไม่ได้ตั้งอกตั้งใจกันให้จริง ให้พรให้อะไรกันบ้างก็ทำกันพอเป็นพิธี เสร็จแล้วก็เลิกกัน ตีกลองกัน บ้าง ยิงปืนกันบ้าง ก็ทำพอเป็นพิธี เสร็จแล้วก็เลิกกัน ถ้าทำเพียงเท่านั้น ก็ไม่มีความหมายอะไรนัก สำหรับที่นี่ ที่เรามาประชุมกันนี้ ก็เพื่อให้มัน ได้มากเท่าที่จะได้ขอให้ตั้งใจฟัง คือว่าประโยชน์ หรือบุญ หรือความสุขนี้ มันไม่ได้ เพียงว่าทำพิธี ไม่ใช่ว่าทำพิธีอะไรแล้วจะได้ประโยชน์ ได้บุญ ได้ความสุข อย่างนี้มันยังไม่พอ มันต้องปฏิบัติอย่างใดอย่าง หนึ่งด้วย และการที่จะปฏิบัตินี้มันต้องเข้าใจก่อน มิฉะนั้น มันจะปฏิบัติไม่ได้ จึงต้องพูดให้เข้าใจ การที่ทำพอเป็นพิธี ๆ นั้นมันคล้ายกับละเมอ ยิ่งทำเป็นพิธีรีตอง เปลืองเปล่า ๆ เสีย
น.6 ๒ เวลาเปล่า ๆ ก็มี มันละเมอ ๆ ไปเท่านั้น ฉะนั้นจึงขอร้องว่า จงพยายามทำให้มันสมกับวันปีใหม่ ควรจะได้อะไรใหม่เพิ่ม ขึ้น ถ้าว่าเป็นเรื่องบุญก็ต้องมีบุญเพิ่มมากกว่าปีเก่า ถ้า เป็นเรื่องความสุข ก็ต้องมีความสุข เพิ่มมากกว่าปีเก่า ถ้าเป็นความจริญของบ้านเมือง ก็ต้องเจริญมากกว่าปีเก่า นี่ แหละจึงต้องพูด. ข้อแรกนี้ เราจะพูดเรื่องความเจริญ เราต้องการ ความเจริญให้มากกว่าปีเก่า เราก็ต้องทำ เพียงแต่ว่าปีใหม่ ตักบาตรให้แล้ว ๆ ไป ทำพิธีแล้ว ๆ ไป มันไม่พอ มันต้อง ทำความเจริญให้มากกว่าปีเก่า มันจึงจะมีความเจริญมากกว่าปี เก่า เรื่องนี้อยากจะพูดเป็นใจความสั้น ๆ ขอให้ช่วยกันจำไว้ ทุก ๆ คนว่า "ความจริญนั้น มันเกิดขึ้นมาจากการ เสียสละ ของผู้ที่ต้องการความเจริญ" ช่วยจำข้อความนี้ไว้ให้แม่นยำ. เวลานี้ เราเห็นอยู่แล้วว่า ความเจริญมันเกิดจาก การเสียสละ เฉพาะของผู้ต้องการความเจริญ หรือว่าให้แคบ เข้ามาอีก "ความเจริญเกิดมาจากความเสียสละ" ใครกล่าว ว่าความเจริญเกิดขึ้นมาเอง คนนั้นโง่ที่สุด บรมโง่เลย ที่คิดว่า ความเจริญมันจะเกิดขึ้นมาเอง แล้วมันนอนเสีย ไม่ช่วยกัน
น.7 ๓ เสียสละไม่ช่วยกันทำ แม้แต่ถนนที่จะใช้เดินไปไหนมาไหนนี้ ที่จะสร้างให้มีขึ้นนี้มันก็จะต้องเกิดมาจากการเสียสละของผู้ต้อง การถนน. ทีนี้ บางคนมันคิดว่า กูไม่ทำที่จะสร้างให้มีขึ้นนี้แต่กูก็ เดินกับเขาเหมือนกัน นี่มันคนเอาเปรียบคนขโมย คนโกหก ความเจริญต้องเกิดมาจากการเสียสละของผู้ต้องการความเจริญ ทีนี้มันไม่ต้องการความเจริญมันจึงไม่เสียสละ มันนอนเสีย ความเจริญจึงเกิดจากความเสียสละของคนอื่น แต่มันพลอยใช้ ความเจริญ คนชนิดนี้เขาไม่เรียกว่าผู้ต้องการความเจริญ ไม่ ต้องการความเจริญและไม่เสียสละ ฉะนั้นช่วยจำกันไปทุกคน ไปบอกลูกบอกหลานทุก ๆ คนว่า ความเจริญนั้นมันเกิดมา จากการเสียสละ ไม่เสียสละมันไม่เจริญ ทีนี้ การเสียสละ มันมาจากผู้ต้องการความเจริญ คนที่ไม่ต้องการความเจริญ มันก็ไม่เสียสละ ขอให้ช่วยจำไว้ให้แม่นๆ ว่า ต้องมีผู้ที่ต้องการ ความเจริญ แล้วคนเหล่านั้นเสียสละ ช่วยกันขุดดินช่วยกัน ทำถนน ช่วยกันรักษาถนน นี่แหละความเจริญก็มีอยู่ได้ เพราะความเสียสละของผู้ที่ต้องการความเจริญ. พวกเรานี้อยู่เมืองปากด่าน ก็ต้องช่วยกันทำให้มัน
น.8 ๔ เจริญในส่วนของเราอย่าให้มันบกพร่อง เมืองอื่นเขาก็ทำ ต่าง คนต่างช่วยกันทำ นี่แหละความเจริญเกิดจากความเสียสละ ของผู้ต้องการความเจริญ นอกนั้นเป็นผู้ไม่ต้องการความ เจริญเป็นผู้เอาเปรียบเป็นคนอะไรสาระพัด ไม่ต้องพูดถึง ที่ เราเกิดมาถ้าไม่ต้องการความเจริญ มันก็หาใช่คนไม่ นี้เรื่องหนึ่ง. ทีนี้ อีกเรื่องหนึ่ง มันจะเจริญ หรือว่าเสียสละไป ตามลำพังตนมันก็ไม่ได้ มันไม่สำเร็จมันต้องสามัคคี ต่างคน ต่างเสียสละจริง แต่ไม่ร่วมมือกัน ไม่สามัคคีกันมันทำไม่ได้ เช่นจะทำถนนสักสายถ้าต่างคนต่างเสียสละ อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่มาร่วมสามัคคีกัน มันก็ทำไม่ได้ มันต้องมีอีกอย่างหนึ่งคือ ความสามัคคี. ยกตัวอย่างวัดนี้เพิ่งมีไม่กี่ปี ทันเห็นทุกคน แต่มัน มีขึ้นมาได้ เพราะความสามัคคี มันเจริญอยู่ได้ตั้งอยู่ได้เพราะ ความสามัคคี นับตั้งแต่ความสามัคคีของพระสงฆ์ในวัดเป็น ต้นไปมันหวังความเจริญและมันเสียสละ แล้วสามัคคีกันทำ องค์หนึ่งทำหน้าที่อย่างหนึ่ง หลาย ๆ อย่างมันครบบริบูรณ์ วัดมันจึงเจริญ มันมีหลายเรื่อง เรื่องทำบุญทำทาน เรื่องน้ำ
น.9 ๕ เรื่องไฟ เรื่องก่อสร้าง เรื่องเจ็บไข้ เรื่องอาหารการกิน มัน ช่วยกันคนละอย่าง ๆ แม้จะอยู่กันตั้ง ๕๐-๖๐ คนนี้ ก็ไม่มี ใครว่าง มีพระ ๔๐-๕๐ องค์ อุบาสก อุบาสิกาด้วย ๖๐-๗๐ คนนี้ ไม่มีใครอยู่ว่าง พร้อมเพียงกันทำ วัดมันจึงเจริญ นี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ความเสียสละ มันต้องสามัคคีด้วย. แม้จะทำที่อื่น ไปนอกวัดนอกว่า ไปตามการตามงาน ต่าง ๆ ก็ต้องสามัคคีเหมือนกัน จะทำถนนก็ดี ทำเหมืองน้ำ ก็ดี ทุกอย่างทุกประการที่เป็นความเจริญนี้ มันต้องการความ สามัคคี เพราะฉะนั้น เราจะต้องเสียสละ พร้อมใจกันให้ สามัคคี ให้ความเสียสละมันสามัคคี. ขอให้ทุกคนถือว่า เป็นโชคดี ที่ได้มีโอกาสเสียสละ คนโง่มันก็ขี้เหนียว มันไม่เสียสละคนบรมโง่มันยิ่งขี้เหนียว มันยิ่งไม่เสียสละ มันถือว่า เกิดมานี้กูจะเอาท่าเดียว แต่ฉัน จะพูดว่า พุทธบริษัททั้งหลายทั้งปวงอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุสามเณรนี้ ต้องถือว่ามีโชคดี ที่ได้เสียสละ ต่อเมื่อ ได้เสียสละออกไปจึงจะเป็นโชคดี อย่าได้คิดว่าเอาเข้ามา ๆ ๆ เอามาเป็นของกูเรื่อย ๆ ไม่เสียสละจะเป็นโชคดี นั้นมันโชค ดีของคนโง่ ฟังดูให้ดี โชคดีของคนโง่ คือ ได้-ได้ ได้ แต่
น.10 ๖ โชคดีของคนฉลาดผู้มีปัญญาของพระพุทธเจ้าต้องเสียสละๆ ๆ พระพุทธเจ้าสอนให้เสียสละ. ดังนั้น เราจึงถือว่าโชคดี ที่เราเกิดมาแล้วมีโอกาสได้ เสียสละเหงื่อไคล เรี่ยวแรง เงินทองข้าวของ เวลา ช่วยกัน สร้างความเจริญ ขอให้ถือว่าการได้เสียสละนั่นแหละ คือโชค ดี เราได้มีโอกาสสร้างสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้นมา เช่นวัดมันไม่มี เราได้มีโอกาสมีโชคดีที่ได้สร้างสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้นมา. ที่ละเอียดยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ต่างคนต่างได้มีโอกาส แสดงความสามารถ แสดงฝีมือของตน คนที่ถางป่าเป็น มัน ได้โอกาสถางป่า คนสร้างกุฏิ สร้างอะไรเป็น มันได้โอกาส สร้างกุฏิ โดยรายละเอียดปลีกย่อยเหมือนกับในวัดนี้ องค์ ไหนมีฝีมือในการปั้นภาพ ก็มีโอกาสที่จะได้แสดงฝีมือในการ บั้นภาพ คราวนี้องค์ไหนจะก่อสร้าง องค์ไหนจะเขียนภาพ องค์ไหนจะทำไฟฟ้า องค์ไหนจะทำน้ำกินน้ำใช้ มันก็ได้โอกาส แสดงฝีไม้ลายมือทุกคน มันไม่เป็นหมัน ถ้าไม่มีโอกาสให้ แสดงมันเป็นหมัน มันไม่มีประโยชน์อะไร ยิ่งมีโอกาส ให้เหนื่อยมาก ได้เสียสละมาก มันก็ยิ่งหมดตัวกู - ของกู มันยิ่งเป็นธรรมะเป็นวินัย ส่วนที่เอาเข้ามา ๆ ๆ
น.11 ๗ นั้นมันเป็นกิเลส เป็นความโลภท่าเดียว แต่ถ้าสละออกไป ๆ มันเป็นธรรมเป็นวินัยเป็นการทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ฉะนั้นเราจึงถือว่า การที่มีโอกาสได้เสียสละ ได้พร้อมเพรียง กันเสียสละนี้ มันโชคดีไม่เสียทีเกิด ถ้าเกิดมาไม่พบโอกาสที่ จะเสียสละมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร มันก็เท่ากับไม่ได้เกิด หรือมันเสียชาติเกิด นี่แหละถ้าได้เสียสละ ได้เสียสละตัวกู- ของกู กิเลสมันน้อยลง ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันน้อยลง มันก็ดีขึ้นที่ตรงนี้ คือใจมันสะอาด สว่าง สงบ ขึ้น ดังนั้นความเสียสละมันดีทั้งนั้น. ถ้าคนเรามีธรรมะในจิตในใจก็เรียกว่าได้เกิดดี ถ้า มีแต่เงิน มีแต่ทอง มีแต่ข้าวกิน นั่นมันสัตว์เดรัจฉานมัน ก็ทำเป็น จะเล่าเรื่องของพระเยซู ให้ฟังสักนิดหนึ่ง อย่าให้ชาว พุทธนี้มันเลวกว่าพวกคริสเตียน พระเยซูไปทำความเพียรอยู่ ในที่สงัดบนยอดเขาหลายสิบวัน ไม่ได้กินอาหารจึงหิวพญามาร จึงว่าถ้าเป็นบุตรพระเจ้า เป็นผู้วิเศษจริง ก็ให้เสกก้อนหิน รอบๆ ตัว ให้เป็นข้าวปลาอาหารขึ้นมาซี พระเยซูก็ว่า โอ ! บ้าแล้ว คนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่ได้ เพราะมีอาหาร ชีวิตไม่ได้
น.12 ๘ มีอยู่ได้เพราะขนมปัง ชีวิตมีอยู่ได้เพราะพระธรรมของพระเจ้า ให้มีพระธรรมของพระเจ้า ชีวิตจึงจะมี ถ้ามีแต่ข้าวปลา อาหารกินชีวิตไม่ได้มี. คำว่า "ชีวิต" มันหมายความลึกอย่างนี้ เกิดมามีข้าวกินอย่างเดียว หมา แมว มันก็ทำเป็น มันก็เป็นชีวิตอย่างหมาอย่างแมว พระเยซูจึงว่า ไม่ได้มีชีวิต อยู่ได้เพราะขนมปัง หรือข้าวอาหาร แต่มันมีชีวิตอยู่ เพราะ พระธรรมของพระเจ้า. ดังนั้น จงทำให้พระธรรมของพระเจ้ามีอยู่ในเรานั้น แหละ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนมีชีวิต พวกเราพวกพุทธบริษัทนี้ ก็เหมือนกันแหละ จะมีข้าวปลาอาหารกินนั้น หาพอไม่ ต้อง มีพระธรรมอยู่ในเนื้อในตัวจึงจะชื่อว่ามีชีวิต คนสมัยนี้มันโง่ มากเข้า ๆ ๆ มันสอนกันผิด ๆ มากเข้า คือสอนแต่เรื่องปัจ จัย ๔ เที่ยวตะโกนกันทั่วประเทศทั่วโลกว่า ปัจจัย ๔ คืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยาแก้โรคนี้ สำคัญที่สุด ให้เร่ง ขวนขวาย ๆ ๆ ให้สร้างขึ้นให้มากมายเป็นภูเขาเลากา แข่งขัน กันสร้างแต่เรื่องนี้ จนได้รบราฆ่าฟันกัน นี่ก็เพราะมันสอน กันผิด ๆ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ให้มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม
น.13 ๙ ที่อยู่อาศัย หยูกยาแก้ไข้ เท่าที่จำเป็นๆ ไม่ใช่ให้มีมาก เหมือนกับคนบ้าสมัยนี้ ถ้าปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า ก็ไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน นี่เพราะไปสอนผิด แม้พระพุทธเจ้าจะยอมรับว่าร่างกายอยู่ได้ เพราะปัจจัย ๔ แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด แต่ต้องมีธรรมะอยู่ใน จิตใจ นั่นแหละคนเราจึงจะรอดอยู่ได้ ดังนั้นปัจจัย ๔ จึงไม่ ใช่เรื่องสำคัญของทั้งหมด สำคัญเฉพาะส่วนร่างกาย ให้มี พอประมาณ พอเหมาะสมก็แล้วกัน แต่ธรรมะในจิตใจต้องมี ให้มาก ๆ ๆ แล้วโลกนี้จะเป็นสุข จึงจะสงบสุข เวลานี้ในโลก มันแย่งปัจจัย ๔ ซึ่งเป็นปัจจัยของกามารมณ์ แล้วมันรบรา ฆ่าฟันกันไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์มันรบกัน สมัยนี้มันเลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน เพื่อแย่งก้าง คือปัจจัย ๔ นี้ กันทั้งนั้นเลย นี่มันผิดหลักของพระพุทธเจ้าที่ว่า ชีวิต มันมีอยู่ได้เพราะธรรมะ ไม่ใช่อยู่ได้เพราะปัจจัย ๔ อย่างเดียว เช่นเดียวกับพระเยซูตรัส ชีวิตไม่ได้อยู่ได้เพราะขนมปังแต่ อยู่ได้เพราะพระธรรมของพระเจ้า. ชาวพุทธก็เหมือนกัน มีชีวิตอยู่ได้เพราะพระธรรม เพราะในหัวใจมันมีธรรม มันไม่ใช่มีข้าวกินอย่างเดียว คน
น.14 ๑๐ โบราณเขาจึงว่าไว้ว่า การกินอาหาร การหลับการนอน การ เสพเมถุน การขี้ขลาดแล้ววิ่งหนี เหล่านี้ สัตว์เดรัจฉานก็ทำ เป็นเหมือนกับมนุษย์ เราจะต้องมีสิ่งที่ดีกว่านั้น คือ พระธรรม พระธรรมเท่านั้นทำให้มนุษย์ผิดแปลกไปจากสัตว์เดรัจฉาน วันนี้ ตักบาตรปีใหม่ ทำเป็นที่ระลึกปีใหม่ก็ทำเพื่อ ให้มีธรรมะมากกว่าปีเก่า ให้มีจิตใจเจริญมากกว่าปีเก่า จิตใจที่ เจริญมากกว่าปีเก่า ก็หมายความว่าตัวกูของกูมันน้อยลงกว่าปี เก่า ตัวกูของกูที่เป็นเหตุให้ยกหูชูหางก็ดี มันน้อยลงกว่าปีเก่า ตัวกูของกูที่มันโลภโมโทสันก็ดี ให้มันน้อยลงกว่าปีเก่า ตัวกู ที่มันทำให้นอนไม่หลับนั่นแหละ ให้มันน้อยลงกว่าปีเก่า. รวมความว่า ทำให้ตัวกูของกูที่มันเป็นกิเลสทุก ชนิดนั่นแหละให้มันน้อยลงกว่าปีเก่า อย่างนี้จึงจะมีธรรม มีธรรมะ มีความสุข มากกว่าปีเก่า. อย่าไปคิดให้ผิด ๆ ว่า เรื่องอื่นสำคัญ ขอให้คิดตาม ที่พระพุทธเจ้าสอนว่า จิตที่ตั้งไว้ผิดหรือตั้งไว้ถูกนี้เป็นเรื่อง สำคัญ จิตที่ตั้งไว้ผิดทำให้เป็นนรกขึ้นมาทันทีเลย จิตที่ตั้งไว ถูก ก็ทำให้เป็นสวรรค์ มรรค ผล นิพพาน ขึ้นมาทันทีเลย พอตั้งจิตไว้ผิด เป็นนรก พอตั้งจิตไว้ถูก มันก็เป็นสุคติ เป็นมรรค ผล นิพพาน ทันที.
น.15 ๑๑ มันอยู่ที่จิต ไม่ใช่อยู่ที่ว่ามีเงินมาก มีบ้านมาก มีวัว มีควายไร่นามาก จึงจะเป็นสุข หรือมี มรรคผลนิพพาน มัน อยู่ตรงที่ว่าจิตตั้งไว้ผิดหรือถูก คนที่เขาไม่มีสมบัติอะไรเลย เช่นนักบวช ถ้าตั้งจิตไว้ถูก ก็มีความสุขเหมือนกัน คนที่ เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ตั้งจิตไว้ผิด มันก็เป็นสัตว์นรก นอนไม่หลับตลอดชาติ ก็มีแต่ความกระวนกระวาย อย่างนั้น อย่างนี้ในจิตใจ แม้จะเป็นมหาเศรษฐี นี่ก็เพราะตั้งจิตไว้ผิด ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงยืนยันแล้วยืนยันอีก อุตส่าห์ พร่ำสอนพวกเราว่าให้ตั้งจิตไว้ให้ถูก ให้ดำรงจิตไว้ให้ถูกเป็น ความถูกต้องแล้วก็จะได้ประสบความสุข และสิ่งนี้ใครคนอื่น ทำให้ไม่ได้ พ่อแม่รักเราที่สุด ก็ทำความสุขให้เราไม่ได้ เว้นไว้แต่เราจะต้องตั้งจิตของเราไว้ให้ถูก ทีนี้ถ้าเราตั้งใจไว้ ผิด ก็จะมีความทุกข์เหมือนตกนรก ยิ่งกว่าศัตรูคู่อาฆาตคู่เวร ที่จะทำให้ได้เสียอีก. ที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่ฉันว่า พระพุทธเจ้าท่านว่า คน เราจะมีความสุขความทุกข์ อยู่ที่ว่าตั้งจิตไว้ผิด หรือถูก ถ้า ตั้งจิตไว้ผิด มันจะมีความเดือดร้อนยิ่งกว่าศัตรูคู่เวรมันมาทำ ให้แก่เราได้ ศัตรูคู่เวรไม่มาเผาหัวใจของเราได้ เท่ากับกิเลส ของเราเผาตัวเราเอง.
น.16 ๑๒ ฉะนั้นขอให้ทุก ๆ คน ตั้งจิตไว้ให้ถูกยิ่งกว่าปีเก่า ช่วยจำข้อนี้ไว้ให้ดี ขอให้ตั้งจิตให้ถูกให้ดียิ่งกว่าปีเก่า แล้ว ความสุขความเย็นมันจะมีมา นี่แหละมันยังขาดอยู่อย่างเดียว ก็ข้อนี้แหละ ฉันกล้ายืนยันว่า คนทั้งโลกเวลานี้ มันบ้าที่สุดอยู่ อย่างเดียว คือมันได้อะไรมีอะไรมากหมดแล้ว แต่มันยัง ขาดอยู่อย่างเดียว คือขาดสิ่งที่จะทำให้มันหายบ้านั่นแหละ คือมันมีกินมีใช้ มีอะไรสนุกสนานกันจนไม่เป็นผู้เป็นคนแล้ว ในเวลานี้ มันสนุกสนานเอร็ดอร่อย จนไม่เป็นผู้เป็นคนแล้ว แต่แล้วมันขาดอยู่อย่างเดียว คือสิ่งที่จะทำให้มันไม่เป็นทุกข์ นั้น ให้มันไปโลกพระจันทร์โลกพระอังคารไปโลกไหนก็ตามใจ หมดทุกโลกแล้ว มันก็ยังไม่มีการดับทุกข์ แปลว่าทุกสิ่งๆ มันมี แล้ว แต่มันไม่มีสิ่งที่จะดับทุกข์ เพราะสิ่งที่ตัวมี เช่นมีเงินมีทอง มีเกียรติยศ ชื่อเสียงมีอะไรทุกอย่างในโลก แต่มันไม่มีสิ่งที่จะ ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความทุกข์จากสิ่งที่ตัวมี จากเงินจากทอง จากอะไรต่าง ๆ ความทุกข์มันเกิดขึ้นมา จากสิ่งเหล่านั้น แต่ ทีนี้ตัวไม่มีสิ่งที่จะป้องกัน ไม่ให้เกิดความทุกข์ มันได้ชีวิตมา แล้ว แต่ไม่รู้จักใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ เพราะมันโง่ พูด
น.17 ๑๓ มันก็ไม่ฟัง ขอให้ตั้งใจฟังให้ดีว่า ชีวิตนี้ได้มาแล้วทุก ๆ คนประเสริฐที่สุด จงใช้ของที่ประเสริฐที่สุดนี้ ให้เป็นประ โยชน์ เวลานี้คนทั้งโลกมันมีชีวิตแล้ว แต่มันไม่รู้จักใช้ให้ เป็นประโยชน์ มันก็เป็นคนบรมโง่ คนในโลกโดย เฉพาะ พวกฝรั่งไปไกลกว่าเพื่อน ยิ่งโง่ที่สุด ได้ชีวิตมาแล้ว แต่ไม่ รู้จักทำให้เกิดความสงบสุขในโลกนี้ กลับทำให้ เกิดความ โกลาหลวุ่นวายเดือดร้อนระส่ำระสายมากขึ้นกว่าเดิมให้ไปโลก พระจันทร์ได้ไปโลกไหนได้มันก็จะยิ่งทำให้ยุ่งยากโกลาหลวุ่น วายยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะมันไม่รู้ข้อนี้ ไม่รู้ธรรมของพระเยซู ไม่รู้ธรรมของพระพุทธเจ้า ฝรั่งสมัยนี้มันกำลังโง่ลง ๆ มัน ทิ้งศาสนาคริสต์ มันทิ้งศาสนาอะไร ๆ ทั้งหมด. ที่ศาสนาสอนว่าชีวิตไม่ได้อยู่ได้ด้วยขนมปัง ชีวิตอยู่ ได้ด้วยพระธรรมของพระเจ้า พวกฝรั่งไม่สนใจ มันสนใจแต่ เรื่องขนมปัง ที่ไปโลกพระจันทร์ไปไหน ๆ ก็เพื่อแสวงหา วัตถุซึ่งเป็นเรื่องของขนมปัง คือข้าวปลาอาหารหรือกามารมณ์ นี่แหละพวกฝรั่งสมัยนี้มันเลวลง เราไปตามกับมันไม่ได้แล้ว. พระเยซูท่านเป็นชาวบ้านเรา พระเยซูเกิดฝ่ายตะวัน ออก ไม่ได้เกิดฝ่ายตะวันตก พระเยซูเกิดในดินแดนปาเลสไตน์
น.18 ๑๔ ฝ่ายตะวันออก เป็นชาวตะวันออก พวกฝรั่งเป็นชาวตะวันตก มันเคยนับถือพระเยซูนิด ๆ หน่อย ๆ สมัยหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้มัน ทิ้งหมดเลย ทิ้งคำสอนของพระเยซูหมด พระเยซูว่า ถ้าเขาตบ แก้มซ้าย ก็ให้ตบแก้มขวาด้วย พวกฝรั่งสมัยนี้มันไม่ยอม ใคร ตบแก้มซ้ายมันจะตบหน้า ตบหัว ตบตาให้หมดเลย พระเยซู สอนว่า ให้ให้อภัยนี้มัน ไม่ยอม มันคุมแค้นอาฆาต ฟันต่อฟัน ตาต่อตาเรื่อยไป แต่นี่มันไม่สำคัญเท่ากับว่า พระเยซูบอกว่า ชีวิตไม่ได้อยู่ได้ด้วยขนมปัง เว้ย ! ชีวิตอยู่ได้ด้วยธรรมะ เว้ย ! (ขนมปังเขาหมายถึงข้าวปลาอาหาร) ชีวิตไม่ได้อยู่ได้ด้วย ข้าวปลาอาหาร แต่อยู่ได้ด้วยธรรมะ พวกฝรั่งสมัยนี้ไม่เชื่อ พระเยซู พวกชาวตะวันตกเหล่านี้ไม่เชื่อพระเยซู พวกชาว ตะวันตกเหล่านี้ไม่เชื่อพระเยซูซึ่งเป็นชาวตะวันออก. ทีนี้ชาวพุทธเราก็เหมือนกัน ขอให้เข้าใจว่าชีวิตไม่ได้ อยู่ได้ด้วยข้าวปลาอาหาร พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างนี้ ปัจจัย ๔ ข้าวปลาอาหารนั้นให้มีแต่พอสมควร พอให้ร่างกายอยู่ได้และ ให้จิตใจเจริญด้วยธรรม นั่นแหละชีวิตจึงจะมีอยู่ แต่นี่มันรู้จัก แต่หาของมาบำรุงบำเรอ เป็นโรคภัยไข้เจ็บแล้วมันไม่รู้จัก รักษาโรคภัยไข้เจ็บ มันมีแต่ของแสลง มันไม่มีของหรือยาที่จะ
น.19 ๑๕ ใช้แก้ของแสลง มันกินเงินกินทอง กินลาภ กินผล กินเกียรติ ยศ ชื่อเสียงเข้าไปนี้มันเป็นของแสลง แล้วมันไม่มีธรรมะมา เป็นยาแก้ของแสลง มันก็เลยเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา ในทางจิต ทางวิญญาณมันนอนไม่หลับ ยิ่งมีความเจริญมากก็ยิ่งมีความ ทุกข์มาก ความเจริญอย่างนี้มันผิด ยิ่งมีความหรูหรารุ่งเรือง มาก ยิ่งมีความทุกข์ นี้มันผิด เราควรทำเสียให้ถูกให้ปีใหม่ มีความถูกต้องมากกว่าปีที่แล้ว ให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่ใช้ชีวิตให้ ประเสริฐที่สุดให้ดียิ่งกว่าปีที่แล้ว ได้ชีวิตมาแล้วต้องรู้จักใช้ ให้มันมีประโยชน์ ทั้งพระทั้งเณร ทั้งอุบาสกอุบาสิกา อย่ามัว โง่ใช้เวลาให้เสียไปเปล่า ๆ ไม่รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ได้นอน มาก ๆ ก็ว่าได้เปรียบเพื่อน นอน เที่ยงนอนสายก็มี อย่างนั้น มันคนโง่ ไม่รู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ และโอกาสที่จะ ร่วมมือกันสร้างสรรค์ให้มีขึ้นมา มันก็มี แต่มันโง่ มันขึ้ เกียจมันไม่ทำ มันเห็นว่าเหนื่อยเปล่า ๆ เสียเปรียบคนอื่น ความจริงมันเป็นโอกาสอันประเสริฐ ที่จะได้ใช้ความสามารถ ใช้ ฝีไม้ลายมือ ฝีไม้ลายมือมันจึงจะมีประโยชน์ ถ้าไม่มีโอกาส ใช้ มันก็ ไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นขอให้ทุกคน ถือว่า ถ้าได้เสียสละเหงื่อไคล
น.20 ๑๖ เรี่ยวแรงนั่นแหละ คือโชคดี ช่วยกันขุดถนน ช่วยกันรักษา ถนน ช่วยกันขุดเหมืองน้ำ ช่วยกันทำศาลาที่พักอาศัย สิ่ง สาธารณะประโยชน์ เหงื่อออกไปเท่าไรถือว่ามีโชคดีเท่านั้น พระพุทธเจ้าก็สอนอย่างนั้น พระเยซูก็สอนอย่างนั้น พระ ศาสดาไม่ว่าองค์ใดก็สอนอย่างนั้นทั้งนั้น นี่มันจึงจะมีความ เจริญก้าวหน้าสมกับที่มันเป็นปีใหม่ย่างเข้ามาอีกปีหนึ่ง ช่วย จดจำคาถาหมวดเดียวว่า "ความเจริญนี้มันเกิดมาจากการ เสียสละ ของผู้ต้องการความเจริญ" ฉะนั้นขอให้ทุก ๆ คน เป็นผู้ต้องการความเจริญ เมื่อต้องการความเจริญ แล้วต้อง เป็นผู้เสียสละเมื่อจะเสียสละก็ให้พร้อมเพรียงกันเสียสละ มัน จึงจะทำสิ่งที่เป็นชิ้นเป็นอันได้ สิ่งที่เป็นชิ้นเป็นอันทำคน เดียวไม่สำเร็จต้องร่วมกันเป็นฝูงเป็นพวก เป็นหมู่เป็นคณะ พุทธบริษัทก็ต้องสร้างความเจริญ ไปตามแบบฉบับของพุทธ บริษัท นี่แหละ ปีใหม่คืออะไร ปีใหม่จะต้องทำอย่างไร เสีย เวลาพูดไปมากแล้ว ก็อย่าให้เสียเปล่า ช่วยเอาไปคิด ไปนึก แล้วพยายามทำปีใหม่ ให้สมกับที่มันเป็นปีใหม่ที่เจริญกว่าปี เก่า ทุก ๆ คนเทอญ.
น.21 ปี ใหม่สามแบบ ของ พุทธทาสภิกขุ เทศน์วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๑๒ ณ โมกขลาพาราม ไชยา นโม ตฺสส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพฺทฺธสฺส ฯ อฺจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโยติ ธมฺโม สกุกจฺจํ โสตพฺโพติ ณ บัดนี้ จะได้ วิสัชนา พระธรรมเทศนา ของ พระ ผู้มี พระภาคเจ้า เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา ความเชื่อและวิริยะความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็น พุทธบริษัทให้เจริญ งอกงาม ก้าวหน้าในทางแห่ง พระศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลายกว่า จะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนาในวันนี้เป็น ธรรมเทศนา พิเศษ ปรารภ อภิลักขิตสมัย วันขึ้นปีใหม่ ดังที่ท่านทั้งหลายก็ทราบกันอยู่ แล้ว ในโอกาส เช่นนี้ พุทธบริษัท ย่อมถือเป็นโอกาสที่จะ
น.22 ๒ บำเพ็ญสิ่งซึ่งควรบำเพ็ญ ให้ถูกต้องกัน ไม่ว่าจะเป็นวันนี้ หรือวันอื่น วันนี้เป็นวันปีใหม่ ถือกันทั่วไปว่า เปลี่ยนใหม่ ในระยะปีหนึ่ง พวกที่สนใจในเรื่องสนุกสนานตามแบบฉบับ ของปีใหม่ ก็กระทำไปในลักษณะเช่นนั้น เช่นไปเที่ยวหรือ การเลี้ยงดู หรือการแจกของขวัญอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็ดูเป็น การกระทำที่กระทำกันจริงๆ จัง ๆ อยู่ไม่น้อยเลย แต่สำหรับ พุทธบริษัทอีกพวกหนึ่ง ก็ยังนิยมบำเพ็ญสิ่งที่เรียกว่าบุญ แม้ ในสิ่งที่เรียกว่าบุญนั้น ก็ยังมีอยู่หลายแบบ จึงได้ทำบุญเนื่องใน วันปีใหม่ต่าง ๆ กัน ทำบุญอายุก็มี เลี้ยงพระก็มี ปล่อยสัตว์ ก็มี แจกของก็มี แล้วแต่จะชอบใจอย่างไร รวมความว่า คำว่า "ปีใหม่" มีความหมายสำหรับคนสมัยนี้ หรือจะกล่าว อีกทีหนึ่งก็ว่า มีความหมายสำหรับคน ชนิดที่ไม่มีความ หมายสำหรับสัตว์ ที่เป็นดังนี้ ก็เพราะเหตุว่า คนรู้จักคิด รู้จักนึก รู้จักสร้างความหมายขึ้นมาตามภาษาคน คนจึงได้มี เรื่องมาก เช่นเรื่องปีใหม่นี้เป็นต้น การมีเรื่องมากนั้นต้อง ลำบากมากเป็นธรรมดา ปัญหาจึงมีอยู่ว่า ได้รับผลอะไรคุ้ม กันกับความลำบากนั้น ถ้าไม่มีอะไรคุ้มกัน ความหมายของ คำว่าปีใหม่ก็คงจะเป็นไปในทำนองว่า มีความโง่มากกว่าปี
น.23 ๓ เก่า นั่นแหละเป็นข้อที่จะต้องระวังให้ดี ๆ อย่าให้ปีใหม่ กลายเป็นปีสำหรับโง่ไปกว่าปีเก่า เพราะมันมีอะไรมาก แล้วไม่ได้ผลคุ้มกัน ก่อนนี้ปีใหม่ก็ไม่มีอะไรมาก หรือพวก เด็ก ๆ ก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่พอโตขึ้นมา ๆ ก็มีเรื่องอะไร มาก เช่นต้องใช้จ่ายเกี่ยวกับปีใหม่นี้มากเป็นต้น ทำให้ต้อง นึกถึงว่า สิ่งที่กระทำลงไปนี้มีผลคุ้มกันหรือไม่นั่นเอง สำหรับ เรื่องทางวัตถุนั้น ก็ยิ่งมีปัญหามาก เพราะว่าได้ใช้จ่ายเป็น วัตถุออกไป ส่วนเรื่องทางการกระทำหรือทางจิตใจนี้ แม้จะ ไม่ต้องใช้วัตถุสละออกไป ก็ยังเสียเวลา แต่ยังมีปัญหาว่า จะ ทำจิตใจเกี่ยวกับปีใหม่นี้ถูกต้องหรือไม่ นี้เป็นส่วนสำคัญ เพราะฉะนั้นเราจะต้อง พิจารณาดู ความหมายของคำว่าปีใหม่ กันให้ละเอียดละออเป็นพิเศษจริง ๆ. คำว่าปีใหม่นี้ ใจความสำคัญมันก็อยู่ที่ว่าเวลาล่วงไป ครบที่บัญญัติกันไว้ว่า ๑ ปี คนที่เข้าใจว่า เวลาล่วงไป ๆ นี้ ก็ยังดีกว่าคนที่จะไม่สนใจเอาเสียเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังจะ ต้องนึกดูให้ดีว่า เวลาล่วงไป ๆ นี้ มันน่ากลัวหรือว่าน่าสนุก ถ้าใครรู้สึก ว่าเวลา ล่วงไป ๆ นี้น่ากลัว ก็แปลว่า คนนั้นยัง เป็นคนธรรมดาอยู่มาก ถ้าใครมองเห็นไปในแง่ที่น่าสนุก
น.24 ๔ โดยเหตุที่ว่า เราไม่มีอะไรผูกพันกับเวลา หรือว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเวลานั้นไม่ได้ทำให้เรารู้สึกวิตกกังวลแล้ว มัน ก็น่าสนุก เพราะมันก็ล่วงไปในลักษณะที่น่าหัวเราะ ไม่เห็น น่ากลัวที่ตรงไหน นี่แหละเรื่องเกี่ยวกับเวลามันทำให้มีปัญหา เกิดขึ้น เป็นเรื่องน่ากลัวหรือน่าสนุกอย่างนี้ก็ได้ เรา จะได้พิจารณากันดูให้ดี ๆ. ในข้อแรกนี้จะดูกันถึงคำว่า "เวลา" สักหน่อย สิ่งที่ เรียกว่าเวลานั้น เข้าใจว่าไม่มีคนรู้จักมันสักกี่คนนัก เพราะ ว่าไปรู้จักแต่เครื่องกำหนดเวลาเสียมากกว่า ลองตั้งใจคิดดูให้ ดี ๆ ในข้อนี้ที่ว่า คนไม่ค่อยรู้จักสิ่งที่เรียกว่าเวลากันนักสักกี่คน แต่ไปรู้จักสิ่งที่มีไว้เป็นเครื่องกำหนดเวลานั้นมากกว่า เช่น พูดว่าเวลา ๑ ปี ๑ เดือน ๑ วัน อย่างนี้ นั่นก็ไม่ใช่ตัวเวลา โดยเนื้อแท้แล้วมันเป็นเครื่องสำหรับกำหนดเวลา พระอาทิตย์ โผล่มาให้เห็นทีหนึ่ง ก็เรียกวันหนึ่ง ๓๐ ครั้งหรือราว ๆ นั้นก็เรียกว่าเดือนหนึ่ง ๑๒ เดือนก็เรียกว่าปีหนึ่ง วันเดือน ปีนั้นไม่ใช่ตัวเวลา แต่เป็นเครื่องกำหนดเวลา หรือว่าจะเอา ฝนฟ้าอากาศ ที่เปลี่ยนแปลงไปในรอบปีหนึ่งเป็นเครื่อง กำหนด มันก็ไม่ใช่ตัวเวลาอยู่นั่นเอง แม้ในการกำหนดที่
น.25 ๕ ปลีกย่อย หรือเฉพาะสิ่ง เป็นเวลาเท่านั้นเท่านี้ เช่นว่าชั่ว กลั้นใจหนึ่งบ้าง ชั่วหุงข้าวสุกหม้อหนึ่งบ้าง อย่างนี้เป็นต้น มันก็เป็นเพียงสิ่งที่ใช้สำหรับกำหนดเวลา ตัวเวลาจริง ๆ นั้น มันอยู่ที่ตรงไหน มันเป็นนามธรรมมากเกินไป จนคนไม่รู้จัก นี่แหละลองคิดดูเถิดว่า แม้สิ่งที่เราพูดอยู่ทุกวัน เราพูดอย่าง กับว่ารู้จักมันนั้น ที่แท้ก็ไม่ได้รู้จักมันเลย สิ่งที่เรียกว่าเวลา นี้ เป็นสิ่งที่เข้าใจยาก ยังซ่อนเร้นลึกลับอยู่ แต่เครื่องกำหนด เวลานั่นแหละ ช่วยให้เรากำหนดอะไร ๆ ได้ เท่าที่เกี่ยวกับ การกระทำหรือการเป็นอยู่ของเรา เช่นมีอายุมา ๓๐ ฤดูฝน ก็ว่าอายุ ๓๐ ปี อย่างนี้ นั้นมันเรื่องของฝนตก ที่กำหนดกัน เป็นปี ๆ ตัวเวลาที่แท้ ๆ นั้นมันอยู่ที่ไหน เวลานั้นมีเขต กำหนดหรือไม่ ถ้ารู้จักตัวเวลาที่แท้จริงแล้ว จะเห็นว่าไม่มี เขตกำหนด ไม่มีใครสามารถจะไปแบ่งเวลา หรือบังคับเวลา อย่างนั้นอย่างนี้ได้ เราพูดกันได้ก็แต่การสมมติเอาเอง ตามที่ คนจะสมมติ เวลาเท่านั้นเท่านี้ โดยเครื่องกำหนดเวลาเป็น หลัก เช่นเวลาล่วงไป เท่ากับฝนตกรอบปีหนึ่ง อย่างนี้ก็ ไม่ได้หมายความว่า เวลามันมีเพียงเท่านั้น มันยังมีจนไม่มี ขอบเขตอยู่นั่นเอง และการแบ่งนั้น มันแบ่งตามที่เราเข้าไป
น.26 ๖ เกี่ยวข้อง ว่าที่แท้แล้วมันไม่ได้แบ่งเวลาอะไรมากมาย เป็น เพียงการกำหนดหมาย สิ่งที่เกี่ยวกันกับหน้าที่ที่เราจะต้องทำ ไม่ได้ และเป็นเครื่องบัญญัติให้รู้กัน ว่าอะไรนานเท่าไร อะไร ช้าเท่าไร เร็วเท่าไร อย่างนี้เป็นต้น แต่คนธรรมดาไม่ ได้คิดอย่างนี้ รู้สึกไปในทำนองว่า เวลาคือสิ่งที่เป็นเครื่อง กำหนดต่าง ๆ ตามที่ตนกำหนด ถ้ายังรู้จักเวลากันเพียงเท่านี้ ก็ยังจะต้องพ่ายแพ้แก่เวลาอยู่ตลอดไป เรียกว่าเวลามันกินคน หรือทำคนให้ลำบากอยู่ตลอดไป ไม่เป็นความฉลาดเลย. ในแง่ที่เกี่ยวกันกับพุทธบริษัทนั้น ต้องการจะดับทุกข์ ต้องการจะไม่มีทุกข์ ถ้าเวลาเป็นเครื่องทำให้เกิดความ ทุกข์ได้ มันก็ต้องทำตนให้อยู่นอกอำนาจครอบงำของ เวลา จึงจะเป็นพุทธบริษัทได้ ดังนั้นพุทธบริษัทจึงมีการ สอดส่องมองดูสิ่งที่เรียกว่าเวลา ลึกไปกว่าที่คนธรรมดาเขา พิจารณากัน คือพิจารณาเรื่องเวลานี้พร้อม ๆ กันไปกับเรื่อง ความทุกข์ จุดมุ่งหมายอยู่ตรงที่จะกำจัดความทุกข์เสียให้ได้ ถ้าเวลาเป็นเครื่องทำให้เกิดความทุกข์อย่างไรแล้ว ก็ต้อง จัดการกับเวลา อย่าให้เกิดความทุกข์เช่นนั้นได้ อย่างนี้จึงจะ เรียกว่าเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง หรือเป็นพุทธบริษัทที่ได้
น.27 ๗ รับประโยชน์จากความเป็นพุทธบริษัทของตน มิฉะนั้นแล้ว ก็ยังจะต้องเป็นคนธรรมดาสามัญ มีความยากลำบาก มีความ หวาดเสียวสดุ้งกลัวเกี่ยวกับเวลาอยู่นั่นแหละ และตลอดชีวิต เสียด้วย. ทีนี้ลองพิจารณาดูถึงข้อที่ว่าในทัศนะของ พุทธบริษัท เรา สิ่งที่เรียกว่าเวลานั้น มันคืออะไรกันแน่ นี้เรียกว่า มองดูกันในทางที่ลึกว่าธรรมดา ตามวิธีของพุทธบริษัท ซึ่ง มีปัญหาเกี่ยวกับความดับทุกข์อยู่โดยเฉพาะ สำหรับความ ทุกข์นั้น ถ้ามองโดยหลักทั่วไปแล้ว มันเกิดมาจากความอยาก มีความอยากก็เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ทีนี้ลองพิจารณาดู ให้ละเอียดลงไปว่า สิ่งที่เรียกว่าความอยากนี้ มันเกี่ยวกับเวลา อย่างไรบ้าง ถ้าคนไม่โง่เกินไป ก็คงจะสังเกตได้ ว่าถ้าเรา ยังอยากมาก ยังไม่ได้อะไรตามอยาก เราก็รู้สึกว่าเวลานี้มัน ชั่งเร็วเสียเหลือเกิน แต่ถ้าเราไม่ต้องการอะไร รู้สึกว่าเวลานี้ ช้าเหลือเกิน อืดอาดเหลือเกิน ตัวอย่างเช่น เราอยากจะนอน ให้มาก ๆ เพราะนอนสบายดีอยู่ เวลาก็บอกว่าหมดเสียแล้ว หรือสว่างเสียแล้ว หรืออะไรทำนองนี้ คนก็รู้สึกเสียดาย รู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับเวลา เพราะว่ามันน้อยไปเสียแล้ว แต่
น.28 ๘ ถึงที่ที่จะต้องติดคุกติดตราง หรือว่าถูกทำทรมานอย่างใด อย่างหนึ่งอยู่ ก็รู้สึกไปทำนองที่ว่า เวลานี้มันช่างเดินช้าเหลือ เกิน นี่แหละลองคิดดูเถิดว่า เวลานี้มันเป็นสิ่งที่เดินช้าหรือ เดินเร็ว ตัวเวลาเองไม่ได้ เดินช้าหรือเดินเร็ว แต่ความ อยากของคนนั่นแหละ มันทำให้รู้สึกว่ามันเดินช้าบ้าง มันเดิน เร็วบ้าง มันเดินกลาง ๆ บ้าง มันขึ้นอยู่กับความอยากของ คน ว่ามีอยู่มากหรือน้อยหรือกลาง ๆ ถ้าเราไม่มีความ อยากเสียอย่างเดียว เวลาก็ไร้ความหมาย เดี๋ยวนี้เรายัง อยากได้เงินได้ทอง อยากได้ชื่อเสียง อยากมีนั่นมีนี่ กระทั่ง อยากไม่ให้ตายเป็นต้น เวลามันก็มีความหมายไปในทำนอง ที่ให้รู้สึกว่ามันเร็ว เพราะเรายังไม่ได้อะไร ๆ ตามที่เราต้อง การ เวลามันก็ล่วงไปเสียแล้ว อย่างนี้เป็นต้น รู้สึกว่าเวลา ผ่านไปเร็วอย่างยิ่ง แต่ถ้าว่าไม่มีสิ่งใดเป็นความอยากความ ต้องการแล้ว รู้สึกว่าเวลามันอืดอาด หรือไม่ได้เคลื่อนไหว เอาเสียทีเดียว. เพราะฉะนั้น ควรจะย้อนกลับไปคิดถึงคำถามข้อแรก อีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่เรียกว่าเวลานั้นมันคืออะไรกันแน่ มันมี ขนาดเท่าไร หรือมีอะไรเท่าไรนี้ก็จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า
น.29 ๙ เวลานั้น เรายังไม่รู้ว่าอะไร ยังไม่รู้จักมัน แล้วมันก็ขึ้นๆลงๆ กลับๆกลอก ๆตามความต้องการหรือไม่ต้องการของบุคคลคน หนึ่ง ที่กล่าวว่าเวลาวันหนึ่งคืนหนึ่งเดือนหนึ่งปีหนึ่งหรืออะไร ทำนองนี้มันเอาสิ่งที่ไม่มีชีวิตวิญญาณมาเป็นหลัก เช่นเอาฝน ตกรอบปีหนึ่งเป็นหลัก เอาพระอาทิตย์ โผล่หน้ามาให้เห็นที หนึ่งเป็นหลัก หรือเอาพระจันทร์รอบหนึ่งเป็นหลัก เหล่านี้ มันเป็นเรื่องของสิ่งไม่มีชีวิตไม่มีวิญญาณ มันไม่มีความต้อง การอะไรมีแต่ลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ จึงใช้ เป็นเครื่องกำหนดเวลาได้อย่างหนึ่ง แล้วแต่จะบัญญัติกันอย่าง ไร แต่มันก็เป็นเพียงเครื่องกำหนดเวลา สำหรับมนุษย์ที่อยาก จะมีกำหนดเวลาเท่านั้น มันหาใช่ตัวเวลาเองไม่ เพราะว่าเวลา เดือนปีหนึ่งนั้นมันขึ้นอยู่กับการสมมติหรือบัญญัติ ไม่ใช่ความ จริงตัวเวลาจริงๆ นั้นยังเป็นสิ่งที่ไม่รู้ว่าอะไรอยู่นั่นเอง คำว่า "อจฺเจนฺติกาลา" เวลาล่วงไป ๆ "ตรยนฺติรตฺติโย" ราตรีก็ก้าว ไป ๆ อย่างนี้ ฟังดูให้ดี ว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าเวลา เวลา ล่วงไป ๆ นั้น มันถูกแน่หรือเปล่า ตามความรู้สึกของคน ทั่วไป ไปเอาเครื่องกำหนดเวลาเป็นหลัก มันก็รู้สึกว่าเวลา ล่วงไป เช่นปีหนึ่งล่วงไปวันคืนล่วงไป อย่างนี้มันก็เรียกว่า
น.30 ๑๐ เวลาเป็นสิ่งที่ล่วงไป แต่ถ้าเรามาดูกันอีกทีหนึ่งว่า เราเกิดมา แล้วก็แก่ชราหัวหงอกฟันหัก ตายเข้าโลงไป อย่างนี้อะไรมัน ล่วงไป คนหนึ่งจะพูดว่า เวลาล่วงไป ๆ ก็ได้ อีกคนหนึ่ง เรียกว่าสังขารเปลี่ยนแปลงไปก็ได้. อาการที่สังขารเปลี่ยนแปลงไปนั่นแหละ มันคือตัว ปัญหาใหญ่ มันไม่ใช่อยู่ที่เวลา เราเอาสิ่งที่เป็นปัญหานี้มา เป็นต้นเหตุหรือมูลเหตุจำเป็นให้บัญญัติเวลา เพราะว่าเรากลัว เรื่องความแก่ความชราเป็นต้น สังขารเปลี่ยนแปลงไป เครื่อง กำหนดเวลาอย่างนั้นอย่างนี้ ก็แสดงให้เห็นว่าได้เปลี่ยนแปลง ไปเท่าไร ส่วนเวลานั้นยังไม่รู้แน่ ว่าตัวมันอยู่ที่ไหน มันจะ เปลี่ยน หรือจะไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าไปเข้าใจว่ามันเปลี่ยน แปลง ก็เพราะมันไปดูแต่ที่สังขารนั้นบ้าง ดูแต่ที่เครื่องใช้ สำหรับกำหนดเวลานั้นบ้าง ยิ่งถ้าไปดูที่นาฬิกาแล้ว มันก็จะ ยิ่งเป็นเรื่องหลอกลวงอย่างยิ่ง นาฬิกาก็ไม่ใช่เวลา เขาทำ นาฬิกาขึ้นพอเป็นเครื่องกำหนด ระยะหนึ่ง ๆ ที่จะใช้กับเวลา เกี่ยวกับทางการงานของคนเป็นส่วนใหญ่ ตามที่ได้เอาอาทิตย์ พระจันทร์ เป็นต้นเป็นหลักเกณฑ์ นี้มันเป็นเพียงอุปกรณ์ เครื่องสำหรับกำหนดเวลาในขอบเขตของมนุษย์ ผู้มีความ ต้องการเท่านั้น มนุษย์สนใจเพียงเท่านี้ก็รู้สึกว่าเวลาล่วงไป
น.31 ๑๑ เมื่อตัวยังไม่ได้รับอะไร ตามที่ตัวต้องการ ก็มีความทุกข์อยู่ ตลอดเวลา ฟั่งดูให้ดีว่า การที่มีความทุกข์อยู่ตลอดเวลานั้น มันมีความหมายสักเท่าไร เป็นปัญหาสักเท่าไร เมื่อมีปัญหา แล้ว ก็เรียกว่ามีความทุกข์ การที่มีความทุกข์นี้ ไม่น่า ปรารถนาเลย มนุษย์จึงดิ้นรนต่าง ๆ ที่จะแก้ไขความทุกข์อัน เกี่ยวกับเวลา. แม้การบำเพ็ญบุญเนื่องด้วยปีใหม่นี้ก็ตาม มันก็มา จากปัญหาที่ว่า มนุษย์ต้องการจะปลอดภัย ต้องการจะมี ความสุขตามความอยากของตน ๆ จึงได้สนใจอะไร ๆ เกี่ยว กับปีใหม่ ตามที่เขาบัญญัติหรือนิยมนับถือกันอย่างไร เป็น เหตุให้ต้องมีอะไรทำ นิ่งอยู่ไม่ได้ แล้วมันได้ผลคุ้มกันหรือ ไม่ ก็เป็นสิ่งที่ต้องคิดดู ดังที่กล่าวแล้ว ถ้ายิ่งทำยิ่งโง่ ยิ่งทำ ยิ่งลำบากมาก ก็ไม่ทำเสียจะดีกว่า ดังนั้นถ้าจะทำ ก็ต้องทำ ให้เป็นไปในทำนองที่ว่า มนุษย์นี้จะต้องเอาชนะเวลา ให้ได้ ตามลำดับ หรือตามสมควรแก่ความเป็นมนุษย์ของ ตน เป็นมนุษย์ชั้นเลิศอย่างพระพุทธเจ้านั้น เอาชนะเวลาได้ เวลาไม่มีความหมายสำหรับผู้หมดกิเลสแล้ว คือพระอรหันต์ ทั้งหลาย เวลามีความหมายแต่บุคคลที่ยังมีความอยากความ ต้องการอยู่.
น.32 ๑๒ เดี๋ยวนี้เวลาปีใหม่ของเรา ได้มาถึงเข้าแล้วในรูปใด เราจึงต้องคิดดู มาในรูปที่ทำให้มีความทุกข์มากกว่าปีเก่า หรือ น้อยลงกว่าปีเก่า ถ้ามันมาในรูปที่ทำให้ความทุกข์น้อยกว่าปีเก่า มันก็ดีมาก แต่เดี๋ยวนี้ใครรู้บ้างว่า มันจะมาในรูปนั้น เพราะ ว่าแม้แต่สิ่งที่เรียกว่าเวลา เราก็ไม่รู้จักมันเสียแล้ว และคำ ว่าอนาคตมันก็ยังมาไม่ถึง เราก็ยังรู้ไม่ได้ว่า ปีนี้มันจะดีกว่า ปีเก่าหรือไม่ เราก็ได้แต่ตั้งใจว่า จะต้อนรับมันให้ดีกว่าปีเก่า แต่แล้วเราก็ยังโง่ในข้อที่ว่า จะต้อนรับอย่างไร ที่เรียกว่าดี กว่าปีเก่า ถ้าเราต้อนรับเหมือนปีเก่า จะเรียกว่ามันดีกว่าปี เก่าได้ที่ตรงไหน เมื่อเราต้องการจะต้อนรับปีใหม่ให้ดีกว่าปี เก่าจริง เราก็ต้องมาคิดดูว่า มันมีอะไรแปลกหรือใหม่ ใน ทางที่จะชนะเวลาเหมือนพระพุทธเจ้า. ด้วยเหตุฉะนี้เอง เราจะต้องกล่าวว่า เราจะต้องมี กิเลสตัณหาหรือความอยากให้น้อยกว่าปีเก่าเท่านั้น จึงจะ เรียกว่าต้อนรับปีใหม่ได้ดีกว่าปีเก่า ถ้าเรามีกิเลสตัณหามาก กว่าปีเก่า อาการมันก็เลวร้ายมากขึ้น ความเป็นพุทธบริษัท ก็น้อยลง แม้แต่ความเป็นมนุษย์ก็น้อยลง เพราะมันมีความ ทุกข์มากขึ้น และต้อนรับปีใหม่นี้เลวกว่าปีเก่า ทุกคนจะต้อง
น.33 ๑๓ คิดดู โดยไม่เข้าข้างตัว อย่าเห็นแก่ตัว ว่าตัวได้ต้อนรับปีใหม่ ดีกว่าปีเก่า ในทางที่จะลดความทุกข์ให้น้อยลงไป หรือหาไม่ นี้ด้วยกันทุกคน อาตมาขอยืนยันว่า ต้อนรับปีใหม่ให้ดีกว่า ปีเก่านั้น มันต้องมีกิเลสตัณหาหรือมีความชั่วน้อยกว่าปีเก่า ถ้ามันเท่ากัน มันก็ไม่ดีกว่าปีเก่า ถ้ามันมากขึ้น มันก็เลว กว่าปีเก่า ดังนั้นการที่มีความโลภโมโทสัน การเบียดเบียน กัน เอาเปรียบอิจฉาริษยากัน หรืออะไรทำนองนั้น มันน้อย ลงไปกว่าปีเก่าหรือไม่ ถ้ายังมีการกระทำอะไร ๆ ที่ขยายออก ไปในทางของกิเลสตัณหาแล้ว สิ่งที่เรียกว่าปีใหม่นั้น จะไม่ น่าปรารถนาเลย คือจะมีความทุกข์มากกว่าปีเก่าเป็นแน่. นี่แหละเป็นข้อที่เราจะต้องส่ายตามองดูให้ดีว่า ปีใหม่ นี้มันมีกันอยู่สักกี่แบบ อาตมาคิดว่ามันควรจะมีอยู่สักสามแบบ คือปีใหม่ของเด็ก ๆ อย่างหนึ่ง ปีใหม่ของคนขลาดกลัวนี้ อย่างหนึ่ง ปีใหม่ของคนที่ไม่ขาดไม่กลัวนี้อีกอย่างหนึ่ง รวม เป็น ๓ อย่าง หรือ ๓ แบบ ลองคิดดูว่ามัน จะมองเห็นได้ หรือไม่ ในการที่เราจะจัดให้ปีใหม่นี้มีสักสามแบบ คือปีใหม่ อย่างเด็ก ๆ ปีใหม่อย่างคนขลาด ปีใหม่อย่างคนไม่กลัว คือ คนกล้า.
น.34 ๑๔ ปีใหม่อย่างเด็ก นั้นมัน คือปีใหม่ ของคนที่ไม่ต้องรับ ผิดชอบ เด็ก ๆ เขายังเล็ก ไม่รู้จักมีความรับผิดชอบ ไม่มี ความคิดนึกอย่างผู้ใหญ่ เกี่ยวกับเรื่องความดีหรือความชั่ว ก็ยังไม่ได้รู้สึกมากเหมือนผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กทารก ที่นอนอยู่ในเบาะ ปีใหม่ของเด็กทารกนี้ ก็ไม่มีความหมาย อะไร ไม่รู้ว่าเวลาล่วงไปกี่เดือนกี่ปีกี่วัน รู้แต่ว่าหิวหรือยัง เมื่อหิวก็ต้องกินนมแม่ อิ่มแล้วก็นอนสบาย หิวก็ต้องกิน นมแม่ เครื่องกำหนดเวลาของเด็กทารกนั้น ก็คือความหิว นั่นเอง ดังนั้นความหิวนั่นแหละ เป็นเครื่องกำหนดเวลา ของทารกนั้น ไม่ใช่เดือนตะวันนาฬิกาหรืออะไรอย่างที่คน โต ๆ เขาใช้กัน เวลาของเด็กทารกก็คือความหิว. ทีนี้ถ้าเด็กโตขึ้นมาหน่อย พอจะวิ่งได้เล่นได้ มันก็ ต้องการแต่เรื่องเล่นเรื่องกิน ได้กินได้เล่น เวลาก็หยุดไปทันที ไม่ได้กินไม่ได้เล่นตามที่ต้องการ เวลาก็เป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา ทันที ฉะนั้นมันจึงอยู่ที่เรื่องกินเรื่องเล่น ไม่ใช่อยู่ที่อะไรมาก ไปกว่านั้น ปีใหม่ของเด็ก ๆ มันก็เป็นเรื่องไม่มีความรับผิด ชอบอะไร ไม่มีความหมายอะไรสำหรับคำว่าความดีหรือความ ชั่ว มีแต่เรื่องได้กินให้อิ่ม ได้เล่นให้สนุก ก็พอแล้ว.
น.35 ๑๕ ทีนี้เราไปสอนเด็ก ๆ ให้ถือว่าได้กิน ได้เล่นตามที่ต้อง การนั่นแหละ เขาเรียกว่าดี เพราะฉะนั้นให้อุตส่าห์ ทำอย่าง นั้นทำอย่างนี้ แล้วก็จะได้กินได้เล่นตามที่ต้องการนั้นมากขึ้น เด็ก ๆ ก็รู้จักอยาก รู้จักปรารถนาที่จะทำความดีขึ้นมา จน กลายเป็นผู้ที่รู้เรื่องดี รู้เรื่องชั่ว ตามที่เขาบัญญัติกันไว้อย่างไร เพราะเหตุฉะนี้เราจึงจัดพวกเด็กๆ นี้ไว้พวกหนึ่งต่างหากจาก ผู้ใหญ่ มีความรู้สึกในทางจิตใจไปตามแบบของเด็ก ๆ ฉะนั้น ปีใหม่ของเด็ก ๆ ก็ต้องมีไปตามแบบของเด็ก ๆ คือปีใหม่ ของคนที่ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่มีวิตกกังวล เพราะเขายังไม่ รู้เรื่องอะไรที่จะต้องรับผิดชอบ มันก็สบาย ปีใหม่ของ เด็ก ๆ มันก็สบายเพราะมีแต่ว่า จะได้กินอะไรแปลกหรือมาก ขึ้นไปเท่านั้นเองนี้เรียกว่าปีใหม่แบบเด็ก ๆ. ทีนี้ปีใหม่แบบที่สอง คือคนที่มีความหวาดกลัว ได้ แก่ปีใหม่ของคนที่ธุระยังไม่เสร็จ ลองคิดดูให้ดีว่า ธุระยังไม่ เสร็จนี้ มันมีความหมายอย่างไร คนที่รู้สึกว่าธุระของเรายัง ไม่เสร็จ นี้จะเป็นคนนอนสบายไม่ได้ จะเป็นคนมีจิตใจที่ หยุดไม่ได้ มันมีแต่ความวิตกกังวลขวนขวาย ปีใหม่ของคนที่ ธุระยังไม่เสร็จ และมีความรับผิดชอบที่จะต้องทำให้เสร็จนี้
น.36 ๑๖ มันจึงต่างกับปีใหม่ของเด็ก ๆ ที่ไม่มีความรับผิดชอบ แม้จะ ไม่มีความรับผิดชอบอะไร มากไปกว่าจะต้องทำตามที่เขานิยม กัน หรือทำให้ได้ในสิ่งที่ตัวต้องการจะได้ นี้มันก็เป็นความ รับผิดชอบแล้ว. คนที่โตขึ้นจากเด็ก ๆ ก็คือคนเป็นหนุ่มเป็นสาว และ พ่อบ้านแม่เรือน คนหนุ่มคนสาวก็มีอะไรที่เป็นแผนการหรือ โครงการ ที่หวังไว้อย่างนั้นอย่างนี้ ในการศึกษาก็ดี ในการ งานก็ดี เหล่านี้ล้วนแต่เรียกว่าธุระด้วยกันทั้งนั้น และเมื่อ ธุระนี้ยังไม่เสร็จแล้ว คนนั้นก็ต้องมีความขลาดความกลัว เพราะธุระยังไม่เสร็จ คนหนุ่มสาวก็มีความขลาดความกลัว เพราะธุระยังไม่เสร็จ พ่อบ้านแม่เรือนคนแก่ชราก็มีความ หวาดกลัว เพราะธุระยังไม่เสร็จ คนหนุ่มสาวธุระเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ยังไม่เสร็จ ก็มีความกระวนกระวาย พ่อบ้านแม่เรือน ธุระเรื่องเงินทองข้าวของเกียรติยศชื่อเสียงยังไม่เสร็จ ก็มี ความกระวนกระวาย คนแก่คนชรา รู้สึกว่าบุญกุศลยังไม่ได้ ทำไว้มากพอสำหรับตายไปชาติหน้า ก็มีความกระวนกระวาย ถ้าไปดูที่ความกระวนกระวายแล้วก็เหมือน ๆ กันไปทั้งนั้น มันทรมานใจอย่างเดียวกันทั้งนั้น,
น.37 ๑๗ แต่ว่าต้นเหตุที่จะทำให้กระวนกระวายนั้น มันก็ต่าง ๆ กัน คนหนุ่มคนสาวก็มีต้นเหตุที่ทำให้กระวนกระวายไปอย่าง หนึ่ง พ่อบ้านแม่เรือนก็อีกอย่างหนึ่ง คนแก่ชราก็อีกอย่างหนึ่ง ล้วนแต่มีความกระวนกระวายด้วยกันทั้งนั้น นี่ปีใหม่ของคน ที่ธุระยังไม่เสร็จมันเป็นอย่างไร ลองคิดดู ทำบุญปีใหม่นี้ ก็ด้วยหวังว่าจะให้อะไร ๆ มันดีขึ้นกว่าปีเก่า แม้มองไม่เป็น เพราะคิดไม่เป็น แต่ก็เชื่อตามที่เขาทำ ๆ กัน หรือตามที่เขา บัญญัติกันไว้อย่างไร นิยมกันมาอย่างไร เชื่อและสอนกัน มาอย่างไร เมื่อตัวไม่มีทางที่จะมองให้ดีไปกว่านั้นได้ หรือ เห็นอะไรแปลกออกไปได้ ก็ต้องทำตามที่เขาทำบุญปีใหม่ และขึ้นปีใหม่ ตามประสาของคนที่ธุระยังไม่เสร็จ ทำทุกอย่าง ทุกประการ ที่ตนเชื่อหรือหลงหรือโง่ก็ได้ ว่ามันจะมีผลดีแก่ การที่ขึ้นปีใหม่. อย่างนี้ ต้องมองใน ลักษณะ ที่กล่าว มาแล้ว ข้างต้นว่า การกระทำนั้นมันช่วยให้ยุ่งยากมากขึ้นหรือเปล่า แล้วมันได้ ผลคุ้มค่ากันหรือเปล่า ยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่งว่า เดี๋ยวนี้คน นิยมส่งบัตรความสุขปีใหม่แก่กันและกันมากขึ้น ๆ จนกิจการ นี้ต้องใช้เงินหมุนเวียนเป็นสิบ ๆ ล้าน หรือร้อยล้านพันล้าน
น.38 ๑๘ ไปแล้วก็ได้ เมื่อกล่าวทั่วไปทั้งโลก มนุษย์จะต้องใช้ทุน หมุนเวียนในการส่งความสุขปีใหม่กัน เป็นร้อยล้านพันล้าน แล้วก็ได้ เพราะจะต้องพิมพ์บัตร จะต้องมีบริการไปรษณีย์ มีคนไปรษณีย์สำหรับส่ง เรือ, รถ จะต้องบรรทุกบัตรนี้เป็น ต้น ๆ สำหรับจะไปส่ง นี้ก็ล้วนแต่ต้องใช้เงิน ความยาก ลำบากในข้อนี้ก็มีมาก แต่ว่ารวมความแล้ว มันทำให้คนมี ความสุขจริงขึ้นหรือเปล่า มีความสุขมากขึ้นกว่าปีที่แล้วมา หรือเปล่า ถ้ามันไม่ให้อะไรในทำนองนั้น นอกจากให้ความ ยุ่งยากลำบากมากขึ้นแล้ว คนก็โง่ไปกว่าเดิม โง่ไปกว่าปี เก่า ทำตนเองให้ลำบากมากไปกว่าปีเก่า มันก็เป็นคน บ้า ที่เอ่ยอ้างว่าเราส่งความสุขปีใหม่ให้แก่กันและกัน นั่น คือการกระทำของคนที่ไม่รู้จักเรื่องอันเกี่ยวกับเวลา ทำอะไร ที่เขานิยม ๆ เพ้อ ๆ ตามกันไป จนไม่ได้รับผลอะไรนอกจาก มีความยุ่งยากมากขึ้นกว่าเดิม ภายในนามที่ไพเราะเพราะพริ้ง ว่า "ความสุขปีใหม่" ความสุขปีใหม่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า เปลืองสตางค์มากกว่าเดิม ยุ่งยากมากกว่าเดิม ไม่ได้ทำให้ มนุษย์ดีขึ้นเพราะเหตุนั้น กลับทำให้มันยุ่งยากลำบากมากขึ้น เพราะเหตุนั้น เพิ่มความโง่ให้มากขึ้นว่า ทำอย่างนั้นมันดี
น.39 ๑๙ มันโง่ตรงที่เข้าใจผิดไปว่า ทำอย่างนั้นมันดี ทั้งที่มันไม่ได้ดี และมันไม่มีประโยชน์อะไร ลำบากเปล่าเปลืองเปล่าอย่างนี้ จะไม่ให้เรียกว่าโง่กว่าปีเก่าแล้วจะให้เรียกว่าอย่างไรเล่า. นี่แหละปีใหม่ของคนที่ยังไม่เสร็จธุระ มันเป็นอย่างนี้ คือคนที่ยังไม่เสร็จธุระนั้นมันกลัว มันกลัวมาก ๆ มันก็ต้อง ทำอะไรไปด้วยความหวาดกลัว เช่นคนขี้ขลาด ก็แขวนพระ เครื่องพวงใหญ่หนักจนคอนี้จะทนไม่ไหวเสียแล้ว ก็ยังไม่หาย กลัว คิดดูเถิด มันก็ยังไม่หายกลัว บางทีเพิ่มเข้าไปอีกสององค์ ความกลัวมันก็เพิ่มไปอีกสองเท่าก็ได้ ทำให้กลัวมาก แล้วจะ เพิ่มเข้าไปทำไม ดังนั้นเมื่อเพิ่มเข้าไปด้วยความกลัว มันก็ เท่ากับทำให้กลัวมากขึ้น ๆ มีพระแขวนคอจนคอแทบจะทน ไม่ไหว มันคือก็มีความกลัวมากจนจิตใจแทบจะทนไม่ ไหว ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. เรื่องเหล่านี้มันคล้ายๆ กันหมด ในข้อที่ว่า ถ้าทำ ผิดวิธีแล้ว มันย่อมได้ผลในลักษณะที่ตรงกันข้าม แต่เรา กลับเข้าใจผิดว่ามันถูกเหลือเกิน มันถูกกว่าเก่า มันดีกว่าเก่า นี่แหละคือตัวความโง่หรือตัวความหลง ซึ่งควรจะเป็นที่น่า ละอาย สำหรับ พุทธบริษัท เพราะว่า คนสมัยก่อนที่เรา
น.40 ๒๒ เยือกเย็นขึ้นมาจริง ๆ มันจึงตอบอยู่ในตัวแล้วง่าย ๆ ว่าการ เสร็จธุระนั่นเองคือปีใหม่ ที่ใหม่ออกมาจริง ๆ ทำธุระต่างๆ ให้เสร็จเถิด ปีใหม่มันจะเป็นปีใหม่ที่สดใสที่ชุ่มชื่นเยือกเย็น จริง ๆ ไม่ต้องปีใหม่ดอก แม้เดือนใหม่มันก็จะเป็นสุขอย่าง ยิ่ง วันใหม่ก็จะเป็นสุขอย่างยิ่ง ชั่วโมงใหม่นาทีใหม่ ก็ล้วน แต่จะเป็นสุขอย่างยิ่ง เพราะว่าฉันเสร็จธุระแล้ว จึงถือเอา การเสร็จธุระแล้วนี่แหละเป็นเครื่องวัด ว่าปีใหม่ของใครจะ ชุ่มชื่นเยือกเย็นอย่างไรเพียงไหน. ปีใหม่ของคนที่เสร็จธุระแล้ว กับของคนที่ธุระยังไม่ เสร็จมันต่างกันอย่างตรงกันข้ามอย่างนี้ ทีนี้บางคนอาจจะแย้ง หรือค้านว่า เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ เราจะเป็นคนเสร็จ ธุระแล้วได้อย่างไร ข้อนี้ขอตอบว่า เรื่องเสร็จธุระแล้วหรือไม่ นี้ มันเกี่ยวกับใจ แม้ยังไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ถ้า รู้จักทำจิตใจ ให้เป็นคนเสร็จธุระแล้วก็ยังทำได้ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น คน สันโดษ มีความสันโดษพอใจ เท่าที่กระทำได้หรือมีอยู่ แล้วก็พอใจ นี้ก็เรียกว่าเป็นคนเสร็จธุระแล้ว โดยปริยาย หนึ่งด้วยเหมือนกัน ตัวอย่างเช่นเป็นชาวนาทำงานหนักต้อง ขุดดินเป็นตัวอย่าง ขุดดินที่หนึ่งให้ถือว่าธุระเสร็จไปแล้วที่
น.41 ๒๓ หนึ่งแล้วก็ให้สบายใจเพราะมันเสร็จไปแล้วที่หนึ่ง ขุดสองทีก็ สบายใจเพราะมันเสร็จไปแล้วสองที ลองเป็นคนสันโดษอย่าง นี้เถอะ มันจะเป็นคนที่มีธุระเสร็จแล้วอยู่ทุก ๆ นาที ทุก ๆ วินาที จึงเป็นคนมีความสุขตามแบบของคนที่มีธุระเสร็จแล้ว แต่เดี๋ยวนี้คนไม่สันโดษกันอย่างนี้ มีความโลภมากเกินไป อะไร ๆ ก็ล้วนแต่ยังไม่เสร็จ แม้จะไถนาเสร็จแล้ว ขุดดิน เสร็จหมดทั้งผืนนาแล้ว มันก็ยังมีความหวังอย่างอื่นทรมาน ใจอยู่ ไม่มีอะไรที่เสร็จ นี้เพราะเขาไม่รู้จักใช้ธรรมะในพระ- พุทธศาสนา ในข้อที่เรียกว่าสันโดษ ถ้าเข้าใจคำว่าสันโดษ ของพระพุทธเจ้าดี ก็จะสามารถมีความอิ่มอกอิ่มใจหรือปิติ ปราโมทย์ ทุกอริยบทที่เคลื่อนไหว ทุกขณะที่มีการเคลื่อนไหว กระดิกตัวไปนิดเดียวก็มีความสุข เพราะถือว่าธุระได้เสร็จไป แล้วเท่านั้น มันเป็นเคล็ดลับอยู่มากในข้อนี้ ถ้าไม่รู้จัก ทำจิตใจให้ดี ๆ ก็ไม่มีทางที่จะประสบเลย แล้วคนสมัยนี้ ไม่รู้เรื่องนี้ เข้าใจผิดเรื่องนี้ จนถึงกับหาว่าเรื่องสันโดษนั้น เป็นเรื่องของคนขี้เกียจ บางคนกล้าพูดว่า พุทธศาสนาไม่ดี เพราะมีสอนเรื่องสันโดษอย่างนี้ก็มี เป็นคนใหญ่ ๆ โต ๆ มีเกียรติยศชื่อเสียงด้วยซ้ำไป ที่พูดอย่างนี้ เพราะความโง่
น.42 ๒๔ ของเขาเอง ที่ไม่รู้จักพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า ที่สอนว่า สันโดษนั้นเป็นอย่างไร สันโดษนั้นให้หยุดความต้องการเสีย หยุดกิเลสตัณหาเสีย แล้วทำอะไรไปด้วยสติปัญญา ที่สำนึก เพียงในหน้าที่ ว่าหน้าที่มีอย่างไรก็ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำ งานเพื่องาน อย่างนี้มันก็เย็นใจ แต่ถ้าทำงานเพื่อเงินขึ้น มา มันก็เป็นนรกขึ้นมาทันที ทำงานเพื่อตัวกูของกูขึ้น มาเมื่อไร มันก็เป็น การตกนรก หมก ไหม้ ขึ้นมาทันที เพราะมันไม่มีสันโดษ มันมีกิเลสตัณหาที่กว้างขวางออกไป อย่างพรวดพลาด มันก็มีความเผาลนจิตใจให้เร่าร้อนเหลือ ประมาณ. ทีนี้ในทำนองที่ตรงกันข้าม รู้จักใช้สติปัญญา ควบคุม จิตใจไม่ให้มีกิเลสตัณหาปรากฏในขณะนั้น ทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ อย่างที่เรียกว่า เป็นอยู่เหมือนตาย แล้ว นี้จะไม่มีความทุกข์เลย ที่วัดนี้มีอุดมคติเป็นมนต์ หรือเป็นเครื่องรางเพื่อจะคุ้มครองตัวเองในข้อนี้ จึงได้มีหลัก ว่า "กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู เป็นอยู่เหมือนตาย แล้ว" กินข้าวจานแมวนั้น ก็บอกความหมายชัดอยู่แล้วว่า ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านั้น กินพอไม่ให้มันตาย มันจึง
น.43 ๒๕ ไม่มีตัวกูของกูที่มีกิเลสตัณหา จะกินอย่างนั้นอย่างนี้ เหมือน ที่คนธรรมดาทั่วไป เขาอยากกัน อาบน้ำในคูนี้มีความหมาย ว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องมีอะไร ๆ ให้ลำบากยุ่งยากเกี่ยวกับ การเป็นอยู่ ลงไปในคูก็อาบน้ำได้ ฉะนั้นที่อยู่ที่อาศัยอะไร ทุก ๆ อย่างนั้น เอาเท่าที่มันจะเป็นไปได้โดยง่ายตามธรรม- ชาติเถิด. เป็นอยู่เหมือนตายแล้วนี้ ก็คือทำงานโดยไม่มีความ รู้สึกว่าเป็นตัวกูของกู หัดทำงานโดยไม่ต้องมีความคิดนึกรู้สึก ว่าเป็นตัวกูหรือของกู คือไม่ทำงานด้วยคิดว่า มันจะเป็นผลแก่ ตัวกูหรือของกู ทำมันไปตามที่มันควรจะทำ ตามหน้าที่ที่ควร จะทำ หรือตามธรรมชาติที่ควรจะทำ ไม่คิดว่าเพื่อตัวกูหรือ ของกู เมื่อไม่มีความคิดว่า ตัวกูหรือของกู มันก็เท่ากับตาย แล้ว ทีนี้การเป็นอยู่นั้น ยังกินอาหารอยู่ ยังทำการงานอยู่แต่ เรียกว่าเป็นอยู่เหมือนกับตายแล้ว เป็นอยู่เหมือนกับตาย แล้วก็ตรงที่ว่า ไม่มีตัวกูของกูที่จะเอาอะไรจะเป็นอะไร จะได้อะไรจะเสียอะไร ไม่มีธุระที่ยังค้างคา ทำไปเท่าไร มัน เสร็จเท่านั้น ทำไปวันหนึ่งมันเสร็จวันหนึ่ง ทำไปชั่วโมงหนึ่ง มันเสร็จชั่วโมงหนึ่ง มันเป็นคนที่มีธุระเสร็จแล้ว อยู่ทุก เวลานาที ด้วยเหตุนี้มันจึงไม่เป็นทุกข์ โดยที่ไม่ต้อง
น.44 ๒๖ เป็นพระอรหันต์ ไม่คำนึงถึงการเป็นพระอรหันต์ ไม่อยาก เป็นพระอรหันต์ อยากแต่ว่าเป็นอยู่เหมือนตายแล้ว อย่าง เดียวเท่านั้น นี่แหละคือทางออก ที่คนธรรมดาสามัญจะเป็น อยู่ได้เหมือน กับคนที่เสร็จธุระแล้ว คือเหมือน กับพระ- อรหันต์ ทีนี้อีกพวกหนึ่งก็คือพวกพระอรหันต์ เพราะว่าหมด กิเลสโดยสิ้นเชิง แม้ว่าท่านกำลังฝึกเพื่อความเป็นพระอรหันต์ มันก็ยังมีผลอย่างเดียวกัน และเมื่อหมดกิเลสหมดตัวกูแล้ว มันก็ไม่มี ปัญหาอะไรเหลือเลย คนสันโดษก็มีความรู้สึกว่า เสร็จธุระแล้ว คนไม่มีตัวกู ก็เป็นคนที่มีความรู้สึกว่า เสร็จ ธุระแล้ว เราไม่ต้องคิดถึงความเป็นพระอรหันต์ก็ได้ ขืนไป คิดมันก็เพิ่มความอยากได้ อยากเป็นอะไรขึ้นมาอีก มันก็นำ ความทุกข์มาอีก เป็นอยู่อย่างตายแล้วเรื่อยไปนั่นแหละ มัน จะมีความเป็นพระอรหันต์ชั่วคราว หรือถาวรได้ในที่สุด อยู่ ในตัวมันเองแล้ว นี้เรียกว่า คนที่ไม่มีตัวกู. รวมความว่า คนสองพวก คือคนสันโดษพวกหนึ่ง คนไม่มีตัวกูพวกหนึ่ง นี้เป็นคนที่ไม่มีความทุกข์ เพราะเป็น คนเสร็จธุระแล้ว ปีใหม่ของคนชนิดนี้เป็นปีใหม่จริง คือ
น.45 ๒๗ มันใหม่อยู่เสมอในข้อที่ไม่มีความทุกข์เลย มีแต่ความสดชื่น แจ่มใสเยือกเย็นมากขึ้นๆ จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ ยิ่งเป็น พระอรหันต์แล้ว มันก็เสร็จธุระหมดหน้าที่หมดอะไรโดยสิ้น เชิง ปีใหม่ก็เป็นปีใหม่ ที่เป็นอนันตกาล เป็นปีใหม่นิรันดร เป็นปีใหม่อนันตกาลที่ใหม่จริง คือมีความสุข ไม่รู้จักเก่า ได้แก่ความสุขคือนิพพาน เพราะความที่หมดกิเลสนั้น นี้เรา เรียกว่าปีใหม่ของคนกล้า ปีใหม่ของคนไม่ขลาดกลัว เป็น อย่างสุดท้าย. ขอบททวนอีกครั้งหนึ่งว่า ปีใหม่นี้มีสามแบบ ปีใหม่ สามแบบก็คือ ปีใหม่แบบเด็ก ๆ ปีใหม่แบบคนขี้ขลาด และ ปีใหม่แบบคนไม่กลัว ปีใหม่แบบเด็ก ๆ ไม่รับผิดชอบอะไร ไม่มีธุระการงานอะไรมันก็ไม่มีความทุกข์อะไรมากนัก แต่ว่า มันพร้อมที่จะขยายไปในทางที่จะมีความทุกข์เมื่อโตขึ้นมา นี้ เรียกว่าปีใหม่แบบเด็ก ๆ ปีใหม่แบบที่สองคือแบบคนขี้ ขลาด พวกธุระยังไม่เสร็จ ได้แก่ท่านทั้งหลายทั่วไปทุกคน ที่รู้สึกว่าธุระของเรายังไม่เสร็จ ปีใหม่แบบที่สาม ก็ได้แก่ ความใหม่ของคนกล้า ได้แก่ท่านทั้งหลายบางคน ที่รู้จัก ตั้งจิตใจของตนให้มีความสันโดษ และกล้ามีความรู้สึกในทำ นองที่ไม่มีตัวกูของกู เป็นอยู่เหมือนตายแล้ว ดังที่ว่ามา.
น.46 ๒๘ ขอย้ำว่า จงกำหนดจดจำปีใหม่สามแบบนี้ไป พิจารณาดูให้ดี โดยวันนี้เป็นวันตั้งต้น ว่าปีใหม่ของเราจะ ใหม่จริงขึ้นมาได้อย่างไร ในข้อที่ว่า จะไม่มีความทุกข์ซ้ำกับ ปีเก่า แต่จะมีความสงบสุขแปลกออกไปจากปีเก่า โดยคิดดู พิจารณาดูจากปีใหม่สามแบบนี้ แล้วถือเอาสักแบบหนึ่ง เถิดขอแต่ให้มีความทุกข์น้อยลงก็แล้วกัน เมื่อเป็นดังนี้แล้ว เวลามันก็จะละอายไปเอง มันไม่กล้าครอบงำย่ำยีบุคคล ที่สามารถทำปีใหม่ให้ถูกต้อง คือทำธุระให้ เสร็จอยู่ เสมอนี้เอง. สิ่งที่เรียกว่าเวลาก็เปิดหนี ไม่จ่อหน้าคนผู้มีจิต ใจอันตั้งไว้ชอบ ตามแบบของพระพุทธเจ้า คือไม่มีตัวกูไม่ มีของกู ไม่มีกิเลสตัณหา แม้ว่าจะไม่หมดกิเลสตัณหา ก็ควบ คุมอย่าให้กิเลสตัณหาเกิดขึ้นมา อย่างนั้นอย่างนี้ได้ ให้มันอด อาหารอยู่ในภายใน ไม่เท่าไร มันก็จะเหือดแห้งสิ้นไปโดยไม่ มีเหลืออยู่เลย ก็จะเป็นคนที่ได้ ปีใหม่อนันตกาล ปีใหม่ นิรันดร สมตามความหมายของความเป็นพุทธบริษัท เป็นผู้ รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อยู่ทุกทิพาราตรีกาลดังวิสัชนามา. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวังก็มีด้วยประการ ฉะนี้.
น.47 รายนามท่านที่สละทรัพย์ช่วยเผยแพร่เอกสารชุด มองด้านใน อันดับ ๑. คุณคำมูล อนุชาผัด ๕๐๐ บ. " ๒. คุณสอาด กองสุวรรณ ภัตตาคารรุ้งเพชร ๕๐๐ บ. " ๓. คุณแม่สิริวงศ์ สุรฤกษ์ ๕๐ บ. " ๔. นายสุน นางตุ่น ศิริอัฐ ๕๐๐ บ. " ๕. บุตรหลานนายเทพ วัชรพงศ์ อุทิศส่วนกุศลแด่ " นายเทพ วัชรพงศ์ ๓๐๐ บ. " ๖. คุณทองใบ สุวรรณพิบูลย์ ๑๐๐ บ. " ๗. คุณสวัสดิ ธารนพ ๒๐ บ. " ๘. จำปาโอสถ ลาดกระบัง ๑๐๐ บ. " ๙. ว.อ. ๑๐๐ บ. " ๑๐. คุณพี่บาง ภัทรบุตร ๕๐ บ. " ๑๑. พ.ท. ฉลอง พิศาลสงคราม ๓๐๐ บ. " ๑๒. นายแพทย์ คำนวณ คชาชีวะ ๔๐ บ. " ๑๓. คุณเวก ศรีตรัย ๑๐๐ บ. " ๑๔. คุณบุญปลอด วรโชติ ๓๐๐ บ. " ๑๕. คุณประกอบ โปษยะนันทน์ ๑๐๐ บ. " ๑๖. คุณประดับ โปษยะนันทน์ ๑๐๐ บ. " ๑๗. คุณประทิน วิรุฬห์จรรยา ๒๐ บ. " ๑๘. คุณเสงี่ยม วงษ์เสริมศรี ๘๐ บ. " ๑๙. คุณทวี ศิติสาร ตะพานหิน ๑๐๐ บ. " ๒๐. นางกิมไล้ ศรีจอมขวัญ ตะพานหิน ๑๐๐ บ. " ๒๑. ผู้ไม่ออกนาม ตะพานหิน ๑๐๐ บ. " ๒๒. พ.ต. อยู่ รัตนจักร์ ๑๐๐ บ. " ๒๓. น.อ. สกล รสานนท์ ๑๐๐ บ. " ๒๔. คุณสมบูรณ์ สิริลักษณ์ ๕๐ บ. (ส่วนที่ขาด ผู้จัดชำระ)
น.48 เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๑ ภาษาคม - ภาษาธรรม (มีพากย์อังกฤษแล้ว) " ๒ ภัยของพุทธศาสนา (วิปัสสนาตำน้ำพริก) " ๓ เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ " ๔ เกิดมาทำไม ? (ตอน ๑-๒) " ๕ เกิดมาทำไม ? (ตอน ๓-๔-๕) " ๒๕. ความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก " ๒๖. จิตประภัสสร, จิตเดิมแท้, จิตว่าง เหมือนกันหรืออย่างไร " ๒๗. การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์ " ๒๘. สิ่งที่ทำให้ชีวิตของนักศึกษาไร้ความหมาย " ๒๙. การศึกษาที่นำโลกไปสู่ความวินาศ " ๓๐. สิ่งที่ผู้ฉลาดถือเอาเป็นครู " ๓๑. ปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวัน " ๓๒. ทางสายกลาง " ๓๓. มรรค ผล นิพพาน ในชีวิตประจำวัน " ๓๔. สิ่งที่ทำให้ลามก " ๓๕. ไม่มีศาสนา " ๓๖. ความเจ็บไข้มาตักเตือนให้ฉลาด " ๓๗. การบำรุงพระศาสนา " ๓๘. คนได้มีโอกาศเสียสละเป็นผู้มีโชคดีและปีใหม่สามแบบ
Buddhadasa