Buddhadasa.org
หนังสือการบวชคือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น › อ่านฉบับเต็ม

📖 การบวชคือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น

คำอบรมพระในพรรษา ปี ๒๕๑๒ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา ๔ สิงหาคม ๒๕๑๒ — เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๓๙ · วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๑๒

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.41 พระพุทธเจ้าท่านจะไม่นั่งพูดบนหินอ่อน หรือบนอาคารที่หรูหรา. ธรรมเทศนา หรือพระสูตรส่วนมาก พูดกันที่ไหนก็ได้ แล้วแต่มันจะมีชนวน ให้พูด มันมีอะไรที่สะดุดใจที่ไหนท่านก็พูดเรื่องนั้นไปเลย ดังนั้นพระสูตร หรือคำสอนทั้งหมดเกิดขึ้น เนื่องจากท่านพูดตามที่ต่าง ๆ และก็ไม่เคยมีพูดกัน อย่างแบบพิธีรีตองในห้องปาฐกถา หรือในอาสนะที่สวยงาม ดังนั้นที่เราพูดกัน ที่หน้าตึกนั้นมันไม่เข้ารูป แต่ว่าทีแรกที่ได้พูดที่นั่น ก็เพื่อฉลองน้ำใจของคน ที่เสียเงินสามหมื่นบาท ตรงหน้ามุขบันไดนั้นเขาเสียเงินไปสามหมื่นบาท ค่า หินอ่อนค่าหินขัด ก็เลยใช้ที่ตรงนั้นพูดบ้าง ให้คนที่ออกเงินได้บุญ. ทีนี้มัน ไม่ใช่แบบของเรา ภิกษุบรรพชิตหรือสันยาสี ซึ่งกินอยู่กลางดิน หรือกลางพื้นดิน. ดังนั้นเราก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างนี้เสียบ้าง แล้วก็ให้มากหน่อย. ผมบอกพวกที่ มาที่นี่ ทั้งฝรั่งทั้งไทยว่า แม้ว่าเราอยู่ที่นี่มา ๒๐ กว่าปีแล้ว มีอาคารมีอะไร อย่างนี้ แต่การเป็นอยู่ยังสงวนไว้ให้เป็นแบบพักแรมอยู่เสมอ คือ Camping life พักแรมชั่วขณะที่นั่นคืนที่นี่คืน. จึงขอให้รู้ไว้ว่าเรายังมั่นคงในชีวิตแบบพักแรม การเป็นอยู่แบบพักแรมอยู่เสมอ ดังนั้นอย่าไปทำอะไรให้มันเหมือนกับคนที่เขา อยู่บ้านเรือน มีนั่นมีนี่ อย่างนั้นอย่างนี้ แขวนนั่นแขวนนี่ นั้นมันเป็นเรื่อง บ้านเรือน. โดยเฉพาะพวกที่อยู่ทางด้านหลังเขา ซึ่งเป็นที่ที่กำหนดไว้สำหรับ การอยู่ตามแบบนั้นโดยเฉพาะ ส่วนด้านหน้านี้ก็เปลี่ยนแปลงไปบ้าง เพราะ เป็นที่รับแขก. ในเรื่องพักแรมอยู่เสมอนี้ดี ดังนั้นที่เราพูดกันอย่างนี้ที่นี่ตรงนี้ ก็ให้ถือว่าเสมือนพูดในขณะที่ที่กำลังเดินทางไกลไปตามตำบลต่าง ๆ สะดวกที่ จะนั่งพูดนั่งคุยกันตรงไหนก็เอาที่นั่น อย่างนั้นแหละดี. ๑

น.42 ๒ สำหรับเรื่องที่จะพูดวันนี้ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับ พระใหม่โดยเฉพาะ แล้วก็ไม่รู้ไม่ชี้กับพระเก่า ไม่นึกถึง ; เพราะว่าเราเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องพูดกับพระใหม่ ให้เป็น การปลอดภัย, ฟังให้ดี ๆ, ให้เป็นการปลอดภัยไปตั้งแต่แรก เรียกว่าเรื่องรีบด่วน เรื่องรีบด่วนที่จะต้องพูด นี้ผมอยาก จะเรียกว่า ทางธรรม คือเป็น เรื่องรีบด่วนทางธรรม. ต้องนึกถึง เรื่องรีบด่วนทางวินัย ก่อน : พอเรา บวชพระกันเสร็จในอุโบสถนั้น ก็มีเรื่องรีบด่วนทางวินัย รีบบอกกันทันที คือเรื่องอนุศาสน์ ๘ ซึ่งเป็นเรื่องรีบด่วน ทางวินัย ได้แก่เรื่อง อกรณียกิจ ๔ ที่ทำเข้าไม่ได้ ทำแล้ว ก็ล้มละลายหมด ในความเป็นภิกษุทางวินัย. เหมือนที่ บอกแล้วในวันบวชนั้น เรื่องเมถุนธรรม เรื่องอทินนาทาน เรื่องฆ่ามนุษย์ เรื่องอวดอุตริมนุสสธรรม เหล่านี้เป็น เรื่องรีบด่วนทางวินัย เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้. แล้วอีก ๔ เรื่องก็คือ เรื่องรีบด่วนเพื่อให้เกิดความแน่ใจ ความ เบาใจ ว่าอย่ากลัวอด อย่ากลัวไม่มีอะไรจะนุ่งห่ม จะอยู่ จะกิน จะใช้ จะรักษาโรค; ให้แน่ใจเสียว่า จะกินอาหาร ที่ได้มาจากชาวบ้าน, นุ่งห่มผ้าที่เขาทิ้ง, อยู่โคนไม้. เมื่อ อยู่โคนไม้ได้ ก็ไม่มีปัญหาว่าจะมีกุฏิอยู่หรือไม่. เรื่องยา

น.43 ๓ แก้โรคนั้นก็ใช้ของที่มันง่ายที่สุด ที่จะหาได้สำหรับสมัยนั้น ก็คือเภสัชกลางบ้าน ที่ปรุงขึ้นด้วยน้ำมูตร เขาเรียกว่าเภสัช ทั่วไป จนกระทั่งอนุญาตไว้ว่าไม่ต้องประเคน มูตร คูณ เถ้า ดิน. มูตร คูณ ขี้เถ้า ดิน สี่อย่างนี้ ไม่ต้องประเคน ให้ขวนขวายมาใช้บำบัดโรค. มูตรก็เช่นปัสสาวะที่ใช้เป็นยา, คูถก็คืออุจจาระ จะเป็นอุจจาระสัตว์ หรืออะไรก็สุดแท้, แล้วก็ขี้เถ้า แล้วก็ดิน ; นี่อยู่ในเภสัชที่เรียกว่าของภิกษุ รวมความหมายอยู่ในคำว่า ปูติมุตตเภสัชช์. เราก็เลยเบาใจ เป็นอิสระทันที เมื่อเรารู้สึกว่าเรา ไม่ต้องกลัวในการที่เราเปลี่ยนชีวิตมาในแบบนี้ ไม่ต้องกลัว ว่าจะไม่มีข้าวกิน จะไม่มีเครื่องนุ่งห่ม หากินอย่างขอทาน นุ่งห่มผ้าที่เขาทิ้ง อยู่โคนไม้เป็นที่สุด ไม่มีอะไรก็อยู่โคนไม้ สำหรับยาแก้โรคนั้นใช้ไปตามบุญตามกรรม ตามที่ชาวบ้าน เขามีอยู่มาแต่โบราณ อาศัยความเข้มแข็งความทรหดอดทน หรือความต้านทานในร่างกายนี้ยังใช้ได้ อย่าไปหวังว่าจะได้ ยาแพง ๆ อร่อย ๆ ; ทั้งหมดนี้เรียกว่า เรื่องรีบด่วนทาง วินัย . วันนี้ผมจะพูด เรื่องรีบด่วนทางธรรม สำหรับ ภิกษุใหม่ด้วย คำว่า รีบด่วน มันก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่า

น.44 ๔ สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องใด ควรถือว่าเป็นเรื่องรีบด่วน. สำหรับ เรื่องรีบด่วนทางธรรม นี้ คุณจะหาไม่พบในหนังสือ หนังหาตำหรับตำราก็ได้ เพราะว่าเขาไม่นิยมพูดไม่นิยมเขียน แต่ความจริงมันสำคัญมาก เพราะว่า เมื่อบวชเข้ามาแล้ว มันต้องมีการตั้งต้นที่ถูกต้อง ที่เป็นรากฐานที่ถูกต้อง มิฉะนั้นเราจะเสียใจทีหลังว่า เราไม่ได้ทำให้ถูกต้องมาตั้งแต่ วินาทีแรก หรือวันแรก ; ก็เสียดาย. ความที่ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ทีแรกนั้น มันทำให้ รากฐานมันเลื่อนลอย ในที่สุดอาจจะแกว่ง แกว่งไปจน เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง. ทีนี้เรื่องมันมากนัก เรื่องต่าง ๆ ถ้าจะเอาโดยรายละเอียดมันมากเรื่องนัก ฉะนั้นเราอยากจะ เอาเพียงเรื่องเดียว แล้วกินความทั่วไปหมดทุกเรื่อง. ในที่สุด มันก็เป็นเรื่องสรุปของสิ่งที่เราเรียกกันว่า ธรรมปาฏิโมกข์ ธรรมปาฏิโมกข์ที่พูดอยู่เป็นประจำตั้ง สองสามปีมาแล้วที่บันไดตึกนั้น. สำหรับเรื่องธรรมปาฏิโมกข์ทั้งหมด ไม่ว่าคราวไหน ครั้งไหน มันก็เป็นเรื่องทำลายตัวกูของกู นั่นแหละ เป็นเรื่องสำคัญ. เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดถึงเรื่องรีบด่วนใน ทางธรรมะแล้ว มันก็ไม่มีอะไรนอกจากเป็นการทำลายความ

น.45 ๕ ยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวกูของกูนั่นเอง. แต่มันมีปัญหายุ่งยาก มากตอนนี้ ที่ว่าทุกหนทุกแห่ง หรือพระมหาเถระ ผู้มี อำนาจท่านห้าม ไม่ให้เอาเรื่องทำลายความยึดมั่นตัวตน นี้มาสอนพระใหม่ แทบทุกหนทุกแห่งเขาห้ามกันอย่างนี้ ว่าไม่ให้เอาเรื่องสูงสุดที่เขาสมมติเรียกว่าโลกุตตระ เรื่อง หลุดพ้นเรื่องทำลายความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเป็นเรื่องสูงสุด เอามาสอนพระใหม่ แต่เรามันเห็นด้วยไม่ได้ เราเห็นว่า มันไม่มีเรื่องไหน มันมีเรื่องเดียว จะเป็นพระใหม่หรือ พระเก่าก็ตาม มันมีเรื่องเดียว เรื่องหาวิธีทางใดทางหนึ่ง ตามความเหมาะสมแก่ฐานะของตน แล้วทำลายความยึดมั่น ว่าตัวกูว่าของกูนี้ แม้พระใหม่บวชเข้ามาใหม่ ๆ ทำไม่ได้มาก ก็จริง แต่มันก็ต้องมีความถูกต้องคือตรงจุด ต้องมีความ ตรงจุด ถูกต้องในเรื่องนี้. การทำลายความยึดมั่นถือมั่นนี้ มันมีได้หลายระดับ เหมือนกัน เราจะเอาตั้งแต่ระดับที่อาจจะประพฤติได้ ; แม้พระใหม่ ก็จะเป็นการตั้งต้นที่ตรงจุด ถูกต้อง รวดเร็ว คุ้มกับที่ว่ามีโอกาสบวชเพียงสามเดือน. ถ้าจะให้ไปเรียน อย่างที่เขากำหนดไว้ เรียนธรรมะเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว ก็เรียนคิหิปฏิบัติในเดือนสุดท้ายนั้น อย่างนี้ผมไม่เห็น

น.46 ๖ ด้วย แต่ไม่ต้องออกชื่อ เดี๋ยวจะเป็นการกระทบกระเทือน ถือเสียว่า คิหิปฏิบัติอย่างนี้ บางคนก็มีอยู่แล้ว แล้วไปอ่าน เอาเองก็ได้ ไม่ต้องมาพูดมาเรียนมาอะไรให้เสียเวลาที่มีค่า อย่างที่เราบวชเพียงสามเดือนนี้ ต้องถือว่าเป็นเวลาที่มีค่า เป็นทองคำ ถ้าไปเรียนเรื่องที่มันไม่จำเป็น ก็น่าเสียดาย ฉะนั้นจึงมีความเห็นว่า พวกบวชเพียงสามเดือนนี้ต้องรีบ เรียนเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น นั้นแหละโดยตรง แล้วก็ให้ พอเหมาะสมแก่ระดับ. คำว่า "เรียน" ในที่นี้ ไม่ใช่หมายความว่า เรียนอ่าน แต่มันเป็นการเรียนทำ เป็นการเรียนกระทำ. ให้ถือไว้เป็นหลักว่า ในพุทธศาสนา เมื่อพูดว่า ศึกษา หรือเล่าเรียน เขาหมายถึงการกระทำทั้งนั้น การกระทำ ลงไปเลยนั่นแหละคือการเล่าเรียน ฉะนั้นเราต้องถือ โอกาสทำเลย โดยไม่ต้องเรียนชื่อเรียนเสียง หรือเรียน ทฤษฎีอะไรกันมากนัก ให้รีบตั้งต้นเสียเลย ในการกระทำ ที่ว่านี้ โดยมีหัวข้อง่าย ๆ ว่า เมื่อก่อนบวชจนกระทั่งวัน บวชนี้ ทำอะไร ๆ เพื่อตัวเองทั้งนั้น แต่พอบวชเข้ามาแล้ว อย่างนี้ต้องเปลี่ยน เปลี่ยนอย่างกลับหลัง ต้องทำอะไร ๆ เพื่อไม่ใช่ตัวเอง จะเรียกว่าเพื่อความว่างก็ได้ แต่ว่าฟัง

น.47 ๗ มันสูง ถ้าเรียกว่า เพื่อผู้อื่น มันค่อยยังชั่ว. แต่ถ้า เพื่อผู้อื่น มันก็เปรียบได้ว่าไม่ใช่เพื่อตัวเองอยู่เหมือนกัน ดังนั้นนับตั้งแต่บวชเข้ามาแล้วนี้ เราเปลี่ยนกลับหลัง ตรงกันข้ามในข้อที่ว่า เคยทำเพื่อตัวเองนั้น จะต้อง เปลี่ยนเป็นทำเพื่อผู้อื่น เมื่อก่อนนี้มีอาชีพ ตามความ สามารถของตน ๆ หาเงินหาชื่อเสียงหาอะไรก็ตาม มันเพื่อ ตัวเองทั้งนั้น. เพื่อผู้อื่นก็แต่ปากเท่านั้น ที่จริงมันก็เพื่อ ตัวเอง หาเงินไว้ให้มาก อย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องของฆราวาส มันก็อยู่อีกส่วนหนึ่ง หรือว่าอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องที่แล้ว ไปแล้ว เดี๋ยวนี้พอย่างเข้ามาในการบวชนี้มันก็ต้องตรง กันข้าม นี่หัวข้อใหญ่มีอย่างนี้. ต่อนี้ไปตลอดเวลา ก็ต้องทำทุกอย่างไม่ใช่เพื่อ ตัวเอง พูดตามภาษาธรรมดาก็ให้เพื่อผู้อื่น เพื่อสิ่งอื่น เพื่อ ส่วนรวม เพื่อศาสนา เพื่ออะไรก็ตาม แล้วในระดับที่ สูงสุด ก็เพื่อความว่าง ทำด้วยจิตว่าง เพื่อความว่าง ว่างจากตัวกู ว่างจากของกูนั่นแหละ คุณจะต้องเข้าใจคำนี้ เป็นเบื้องต้น เป็นวันแรก เป็นบทเรียนข้อแรก เป็น การพูดกันครั้งแรก นี้คือเรื่องรีบด่วน. ดังนั้น งานก็ยังคงมีให้ทำ แม้ว่าเรามาอยู่ในสภาพ อย่างนี้ หรือแม้ที่สุดแต่กำลังเดินทางอยู่กลางทาง มัน

น.48 ๘ ก็มีงานทำ ถ้าอยากทำสิ่งที่เป็นประโยชน์. อย่างเราเดิน ทางไกลนี้ พบศาลาเข้าหลังหนึ่ง นั่งพักร้อน ก็ช่วยรักษา ความสะอาด ทำความสะอาด ทำความเรียบร้อย ทำอะไร ก็เพื่อผู้อื่นทั้งนั้น เสร็จแล้วเราไป. สำหรับที่นี่อยากจะ ให้มีชีวิตแบบพักแรม แต่ก็ยังทำอะไรได้ ที่ไหนกินอาหารได้ ที่นั่นมันก็ทำงานได้ ก็มีการทำงาน แล้วก็เพื่อผู้อื่นซึ่งไม่ใช่ ตัวเอง แล้ว ในที่สุดในระดับสูงสุดก็เพื่อความว่าง ซึ่ง ไม่ใช่เราเองหรือไม่ใช่ใครด้วย คือไม่ใช่เพื่ออะไร ทั้งหมด. เมื่อพูดอย่างนี้ ฟังดูมันคล้ายกับเรื่องสูงสุดเลย คือเรื่องนิพพานไปเลย มันก็จริงเหมือนกัน แต่มันปฏิบัติ ได้แม้ในหมู่คนที่ยังเป็นฆราวาสด้วยซ้ำไป ฆราวาสนั้น มันยากที่จะทำ เพราะมันมีอะไรผูกมัดมาก ที่เป็น ๆ มาแล้ว ก็ปรากฏอยู่แล้ว มันทำไม่ได้ ถือกันว่าทำไม่ได้ หรือทำได้ น้อยเต็มที ที่จะทำเพื่อผู้อื่นหรือทำเพื่อความว่าง มันทำได้ น้อยเต็มที เพราะมันไม่เป็นอิสระแก่ตัว ทีนี้พอมาเป็น นักบวช ก็เป็นอิสระแก่ตัว เหมือนกับนกมีแต่บึกบิน ไปไหนก็ไปได้ แล้วก็เป็นการสละหมด ตอนที่บวชอยู่นี้ ต้องเป็นการสละหมด ขอบอกให้ว่า จะเป็นลูกหรือ

น.49 ๙ เป็นเมีย หรือเป็นทรัพย์สมบัติ เป็นบิดามารดาอะไรก็ตาม ความหมายของคำว่าบวช คือสละสิ่งเหล่านั้นหมด. ไม่ใช่ เรื่องทารุณหรือโหดร้ายต่อใคร แต่ว่าการบวชมันหมายความ ว่าอย่างนั้น ดังนั้น เดี๋ยวนี้เราเป็นคนฟรีจากความผูกพัน เป็นอิสระจากความผูกพัน ดังนั้น มันต้องทำอะไรได้มาก อย่างตรงกันข้ามกับเมื่อก่อนบวช. ถ้าเราถือว่าบวชสามเดือน มันก็เป็นการแสดง อยู่ในตัวแล้วว่า มันเป็นการฝึกหัด เป็นการฝึกหัด ชั่วบวชสามเดือนนี้ เป็นการเรียนบทเรียนใหม่บทหนึ่ง ฉะนั้นมันต้องไม่เหมือนกับที่ไม่ได้บวช ถ้ามันเหมือน กันแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร ในการที่มาบวช ป่วยการ. ดังนั้นจึงต้องมีบทเรียนใหม่ ชนิดที่ไม่เหมือนกัน ชนิดที่ ตรงกันข้ามเลย. การบวชจะมีประโยชน์อะไร ? มันมีประโยชน์มาก แล้วจำเป็นด้วย เพราะว่าที่เราทำเพื่อตัว ทำด้วยความ เห็นแก่ตัวนั้นมันมากนัก มันมากเกินควรทั้งนั้น อย่างที่คุณ มีครอบครัว มีการงาน มีอะไรแล้วมาบวชนี้ มันยิ่งแสดง ชัดเลยว่า มันมากเกินควร ส่วนที่เป็นหนุ่มยังไม่มี ครอบครัวมันก็เห็นอยู่ว่า ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งหนุ่มนี้

น.50 ๑๐ มันก็ล้วนแต่ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น ไม่เคยทำบทเรียน เพื่อผู้อื่น หรือเพื่อสละออกไป เพื่อความว่างเลย. ทีนี้เราก็เป็นผู้ขาดความรู้ในส่วนนี้ แล้วก็เกินมากใน ความรู้สึกส่วนที่เห็นแก่ตัว ความรู้ฝ่ายที่จะทำเพื่อตัวนั้น มันเฟ้อ หรือเกินมากไป ดังนั้นเราก็ต้องมาเรียนความรู้ ประเภทที่ไม่เห็นแก่ตัวนี้ชดเชย หรือเอาไปเป็น เครื่องถ่วง เครื่องควบคุมความเห็นแก่ตัว ต่อไปข้างหน้า เมื่อสึก กลับออกไป มันจะได้ความรู้นี้ไปควบคุมความเห็นแก่ตัว แล้วจะได้ผลดีด้วย แต่ถ้าไม่สึก มันก็จะยิ่งถูก เพราะ เรื่อง บวชนี้มันมีแต่เรื่องเดินออกไปสู่ความหมดตัว ดังนั้น การตั้งต้น ทำบทเรียน ที่ทำลายความเห็นแก่ตัวนี้ มัน เลยถูก ถูกที่สุดเลย. ดังนั้นจึงเป็นอันว่าถูกทั้งผู้ที่จะสึก และถูกทั้งผู้ที่จะอยู่ต่อไป. ขอให้ถือว่าที่แล้วมามันมีความรู้ฝ่ายที่เห็นแก่ตัวนั้น มันเกินขอบเขต เกินความพอดี จนเป็นอันตราย จนบางคน ก็เริ่มปวดหัว เริ่มเป็นโรคเส้นประสาทเสียแล้ว จึงมาบวช บางคนบวชไม่ได้ ก็ต้องอุตส่าห์ มาที่วัดเพื่อไต่ถาม เพื่อ ศึกษาเรื่องนี้ นี่ก็เพราะโทษของความเกินในความรู้เรื่อง เห็นแก่ตัว เรื่องการกระทำเพื่อตัว. ฉะนั้นเราจึงต้องมี บทเรียนที่กลับตรงกันข้าม คือบทเรียนทำเพื่อผู้อื่น เพื่อ ไม่ใช่ตัว.

น.51 ๑๑ แต่ก็มีปัญหาอยู่ที่ว่า กลัวว่าทุกคนจะเห็นว่า เป็นเรื่องเล็กน้อย จะเห็นว่าบทเรียนนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่มีความสำคัญ ที่จริงบทเรียนนี้จะช่วยชีวิตในอนาคต ให้มีค่า หรือให้มีความสุข หรืออะไรอย่างนั้น แล้วก็จะ ทำให้การบวชนี้ไม่เป็นหมัน ฉะนั้นอย่าเห็นเป็นเรื่อง ไม่สำคัญ แล้วก็ปล่อย ๆ ให้มันเลือน ๆ ไป หัวเราะเสีย มากกว่า ในวันหนึ่งคืนหนึ่งมีเรื่องหัวเราะเสียมากกว่า. ทีนี้ ถ้าทำก็ทำเพื่อหัวเราะ หรือว่าทำเพื่อเห็นแก่ตัวอีก ปริยายหนึ่ง เห็นแก่ตัวอีกปริยายหนึ่ง หมายความว่า ทำให้เขารัก ทำให้เขาขอบใจ ให้เขายกย่อง ให้เขา เห็นว่าเป็นคนเก่ง ถ้าอย่างนี้มันก็ยังไม่พ้นไปจากความเห็น แก่ตัว ฉะนั้นใครจะทำอะไร หน้าที่ไหนก็ตาม อย่างใน วัดเรานี้มีหน้าที่มากมายหลายหน้าที่ ใครจะทำหน้าที่ไหน ก็ตาม ระวังอย่าไปย้ำหมุดย้ำหัวตะปู เรื่องความเห็นแก่ตัว เข้าอีก มันจะถอนไม่ขึ้น จึงขอให้มีสติสัมปชัญญะ ระวังอยู่ ทุกกระเบียดนิ้ว ว่าทุกอย่าง การเคลื่อนไหวทุกอย่างนี้ เพื่อถอนความเห็นแก่ตัว การงานโดยตรงก็ดี หรือการงาน โดยอ้อมก็ดี หน้าที่ของภิกษุสามเณรก็ดี จะต้องเพื่อทำลาย ความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ให้มันเต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะ

น.52 ๑๒ มีสติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง มีความไม่ประมาทอย่างยิ่ง อยู่ ตลอดเวลา. ยกตัวอย่างเช่นว่า หน้าที่ของภิกษุสามเณร จะ ต้องไปบิณฑบาต อย่างนี้ต้องมีความสำนึกในการที่ ทำลายความเห็นแก่ตัวอยู่เสมอ คือทำลายความรู้สึก ที่ถือว่าตัวดีวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ ให้รู้สึกว่าขณะนี้ตัวเป็น คนขอทานแล้ว เป็นเปรตชนิดหนึ่งแล้ว เมื่อเดินไป บิณฑบาตนั้น อย่าเดินคุยกัน อย่าหัวเราะกัน อย่าอะไรกัน ซึ่งทำให้ลืมพิจารณาตามบทพิจารณาปัจจเวกขณ์ ให้รู้สึกว่า เดี๋ยวนี้ เราเป็นเปรตชนิดหนึ่ง คือขอทาน ตามที่เขาจะให้ ชีวิตนี้เป็นอยู่ด้วยผู้อื่น มันก็ลดความเย่อหยิ่งจองหอง ลดความทะนงตัว ลดอะไรได้หมด เพราะเราเป็นคน ขอทาน นี้เป็นตัวอย่าง ว่าแม้แต่ทำงานบิณฑบาตตามหน้าที่ ของภิกษุนี้ ก็ยังต้องทำเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้ผมเคยเห็นทั่ว ๆ ไป มันเดินสูบบุหรี่กัน ไปพลาง คุยกันไปพลาง หัวเราะกันไปพลาง บิณฑบาต กันไปพลาง มันไม่มีลักษณะที่ว่า ประพฤติธรรมะ เหลืออยู่เลย ฉะนั้นจึงยกมาเป็นตัวอย่าง ว่าเรานี้ไป บิณฑบาตอย่างขอทาน สำนึกอยู่ในฐานะของผู้ไม่มี

น.53 ๑๓ ความทะนงตัว แล้วก็ปัจจเวกขณ์อย่างสูงสุด "ยถาปจฺจย์ ปวตฺตมานํ ธาตุมตฺตเมเวตํ ฯลฯ" นั้น อยู่โดยเนื้อความ โดยความรู้สึกว่า กำลังไม่มีตัว ผู้ที่กำลังเดินไปขอนี้ก็ไม่ ใช่ตัว ข้าวที่ได้มา ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกว่าตัว หรือว่ามา สนับสนุนตัว ทั้งผู้ใส่บาตร ผู้รับบาตร ของที่ใส่บาตรอะไร ก็ตาม ยังดูโดยความเป็นของว่างจากตัวอยู่เสมอ เพียงเท่านี้ มันมีผลสูงสุดในการบวช เหลือที่จะพูด. ถ้าคุณเดินสูบบุหรี่กันไปพลาง คุยกันไปพลาง หัวเราะกันไปพลาง มันก็แย่ แล้วบางทียิ่งกว่านั้น มีทาง ที่จะเกิดกิเลสอีกมากมาย บิณฑบาตบ้านนี้สกปรกบ้าง หรือว่าอะไรบ้าง หรือว่าอยากจะได้ของดี ๆ บ้าง หรือถ้า มันเป็นเรื่องที่เหมือนที่กรุงเทพฯ แย่งชิงกันเลยอย่างนี้บ้าง มีเรื่องโกรธเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ในระหว่างผู้ที่ไป บิณฑบาตนั้นก็มี อย่างนี้เรียกว่าหมดเลย "ตัวตน" มันออกมาถึงขนาดทะเลาะวิวาทกันทั้ง ๆ ที่ยังถือบาตร อยู่. นี่แหละ การงานหรือหน้าที่ของพระแท้ ๆ ก็ต้องทำไปเพื่อ ความไม่มีตัว นี้เป็นตัวอย่างอย่างหนึ่งในหลาย ๆ อย่าง ในการทำตามหน้าที่ของนักบวช.

น.54 ๑๔ ทีนี้ ที่มันไม่ใช่หน้าที่โดยตรง ในวัดเราก็มีงาน เหน็ดเหนื่อยเหงื่อไหลไคลย้อย เพื่องานของวัดก็มี แล้วยัง มีงานเพื่อสงเคราะห์กันเป็นส่วนตัวก็มี เพราะว่าเมื่ออยู่ รวมกันอย่างนี้ มันก็มีการชอบพอกัน ระหว่างคนนั้น คนนี้เป็นส่วนตัว แล้วก็มีการช่วยเหลือกันตามความสามารถ แม้อย่างนี้ก็ต้องเรียกว่า ต้องระวัง อย่าให้มันเป็นไปเพื่อ เพิ่มตัว เพิ่มความทะนงตัว อย่าทำไปเพื่อแสดงความ สามารถให้เขายกย่อง อย่าทำไปเพื่อให้เกิดความผูกพัน ประโยชน์ หรืออย่าอะไรอย่างนั้น ให้ระวังไว้เสมอว่า ช่วยฟรี ! ช่วยฟรี ! ช่วยอย่างไม่เอาอะไรกลับเข้ามา ให้ ความเหน็ดเหนื่อยของเรา หรือความลำบากของเรานี้ เป็น ประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยที่เราไม่เอาอะไร นอกจากการทำลาย ความเห็นแก่ตัว. ถ้าเราไปเกิดอยากเอาอะไรเข้า มันไม่ ทำลายความเห็นแก่ตัว เราขาดทุนยุบยับเลย. ฉะนั้นอย่าไปอวดดีว่า เราไปช่วยเขา แล้วให้เขา ขอบใจ แล้วเราก็ดีแล้ว อย่างนี้มันไม่ถูก มันยังไม่ดี มันไปเหมือนกับชาวบ้านทำ. เมื่อเราเป็นพระ เราก็ต้อง เอาแต่ความไม่เห็นแก่ตัว เพื่อนผู้ได้รับความช่วยเหลือ ได้รับไปก็แล้วกัน ไม่หวังความผูกพันฉันท์มิตร ฉันท์

น.55 ๑๕ เพื่อน ที่จะต้องช่วยเหลือตอบแทนซึ่งกันและกัน ไม่ ต้องการคำขอบใจ ไม่ต้องการคำยกย่องสรรเสริญ มัน ต้องทำอย่างนี้ มันจึงจะเป็นเรื่องที่ตรงกับเรื่องของการบวช ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะเท่าเดิม เท่าเมื่ออยู่ที่บ้าน. อยู่ที่บ้าน ทำอะไรให้ใคร ก็หมายความว่า เพื่อผูกพัน เพื่อขอบใจ เพื่อเกียรติ เพื่ออะไร ไปตามเรื่อง. นี่เวลาสามเดือน บวชสามเดือนของคุณจะมีไม่พอ ระวังให้ดี ๆ ฉะนั้นให้รีบหัดเสียแต่แรก แม้ที่ช่วยกันเป็น ส่วนตัว งานที่มนุษย์จะต้องช่วยกันเป็นส่วนตัว มัน ก็ยังต้องระวัง ให้มันเป็นเรื่องทำลายความเห็นแก่ตัว ไว้เรื่อย เมื่อพูดถึงงานของวัด ที่เหน็ดเหนื่อยเหงื่อไหล ไคลย้อย มีอยู่หลาย ๆ พวก หลาย ๆ ชนิด เป็นประจำวันนี้ ยิ่งสำคัญมาก ทำผิดนิดเดียว ก็จะวกไปเป็นการเพิ่มการทะนง ตัวได้เหมือนกัน ฉะนั้นระวังให้ดี ให้มันเป็นเรื่องทำลาย ความทะนงตัว ความมีตัว ความเห็นแก่ตัว ไว้เรื่อยไป. จนกระทั่งว่า ใช้วิธีที่ปลอดภัยคือนึ่งเงียบไม่พูด แบบ ไม่ให้ใครรู้ แบบขีดทองหลังพระ นั่นแหละยิ่งดี.

น.56 ๑๖ การขีดทองหลังพระนั้นได้บุญมากกว่าที่ขีดทอง หน้าพระ เพราะว่า การปิดทองที่หน้าพระ มันเพิ่มตัว มันเพิ่มความเห็นแก่ตัว ความทะนงตัว. ทีนี้การปิดทอง หลังพระนั้น อย่างไร ๆ มันก็ต้องไม่เพิ่มความทะนงตัว เพิ่มความอะไรที่เป็นตัว ๆ เพิ่มความเห็นแก่ตัว ฉะนั้นเรา ยิ่งต้องระวังมาก เพราะว่าวันหนึ่งมันก็หลายชั่วโมง ในการ ทำงานนี้ อาจจะเผลอได้มาก เผลอได้หลาย ๆ ครั้ง ฉะนั้น แบบฝึกหัด หรือบทเรียนที่ดีที่สุดนั้น มันอยู่ที่เมื่อทำงาน ไม่ใช่อยู่ในโรงเรียนนักธรรม หรือในโรงเรียนบาลี หรือ ในโรงเรียนอะไรก็ตาม แม้กระทั่งการมานั่งพูดอย่างนี้. บทเรียนที่แท้จริง ที่ดีที่สุด มันอยู่เมื่อขณะที่ทำงาน คือเมื่อประสบอารมณ์ พูดภาษาธรรมะหน่อยก็ว่า เมื่อ อารมณ์มากระทบ. พูดภาษาธรรมดา ๆ ก็ว่าเมื่อทำงาน. ผมบอกว่า เมื่อทำงานนั้นแหละ มันเป็นบทเรียนที่ดี เป็นการสอบไล่ที่ดี เพราะเวลานั้นแหละ คือเป็นเวลา ที่อารมณ์กระทบ อารมณ์มากชนิดจะกระทบ. แม้แต่ตัวงานนั้นมันก็เป็นอารมณ์ ตัวงานที่เราทำ นั่นแหละ ตามภาษาธรรมะก็ต้องเรียกว่าอารมณ์ชนิดหนึ่ง มันเข้ามาเกี่ยวข้อง ทีนี้เราต้อนรับงานนั้นด้วยลักษณะ

น.57 ๑๗ อย่างไร. ต้อนรับอารมณ์นั้นด้วยลักษณะอย่างไร ? ก็คือ ต้อนรับมันโดยลักษณะที่จะไม่เกิดตัวกูของกูนั่นแหละ. ทีนี้ เมื่อทำ มันก็ต้องมีบุคคลที่สองที่สามเกี่ยวข้อง นั่นแหละ มันจะเกิดกระทบอารมณ์ที่ร้ายกาจยิ่งขึ้นไปอีก. มันเต็มไป ด้วยอารมณ์ เต็มไปด้วยการกระทบของอารมณ์ เต็มไปด้วย บทเรียนและการสอบไล่. สำหรับทางนามธรรม ทางธรรมนี้ มีบทเรียน ที่ไหน มันก็มีการสอบไล่ทันที พร้อมกันไปในตัว ไม่เหมือนเรื่องทางโลก ๆ เรียนหลายๆ เดือนสอบไล่กัน ทีหนึ่ง ครบปีสอบไล่กันทีหนึ่ง นั้นเรียกว่ามันเป็นเรื่อง เหลวไหลมาก. ถ้าเป็นเรื่องธรรมะแล้ว ขณะที่ลงมือ เรียน มันก็เป็นการสอบไล่ทันที เมื่อคุณกระทบอารมณ์ อย่างนี้ คุณจะต้องทำอย่างไรกับมัน นั้นมันเป็นบทเรียน แล้วการทำผิดหรือทำถูกมันก็เป็นการสอบไล่ แล้วภายใน หนึ่งนาทีนั่นแหละ มันเกิดตัวกูของกู เป็นทุกข์เหมือน ตกนรกขึ้นก็ได้ ; มันเป็นการสอบไล่ทันควัน. เราจะต้องระวัง ให้มันเป็นการกระทำที่ถูกต้อง คือเป็นบทเรียนหรือการสอบไล่ที่ดี ที่ทำลายตัวกูอยู่เสมอ. ทีนี้ก็ไม่มีอะไร ที่จะไม่ทำอย่างนี้. อย่างสมมติว่ากิจวัตร

น.58 ๑๘ การไหว้พระสวดมนต์ ก็เหมือนกันอีก แปลว่า ทุกอิริยาบถ ที่เคลื่อนไหวไป ในรูป เดิน ยืน นั่ง นอน อะไร ก็ตาม ล้วนแต่เป็นบทเรียนไปหมด กระทั่งว่าจะต้องระวัง แม้แต่เมื่อทำกรรมฐานนั้นแหละ ทำสมาธิ ทำวิปัสสนา ทำกรรมฐาน ทำอะไรก็ตาม เมื่อนั้นแหละ มันก็จะ เกิดตัวกูของกูเหมือนกัน มันก็เป็นเวลาที่ต้องระวัง เหมือนกัน. ทำกรรมฐาน ทำวิปัสสนาด้วยความมุ่งหมาย อะไร ด้วยความต้องการอะไร ; ที่ทำด้วยความโง่ ทำเพ้อ ๆ ไปก็มี. บางทีก็ทำด้วยความอยากจะเด่น อยากจะอวดคน อย่างนี้ก็มี ทำด้วยความอยากจะมีฤทธิ์ มีเดช มีคุณวิเศษ ยิ่งกว่าธรรมดา มนุษย์อย่างนี้มันก็มี ถึงแม้แต่จะพูดว่า ทำเพื่อนิพพาน นี้มันก็ไม่พ้นที่ว่าจะทำให้ดีกว่าคนอื่น ทำเพื่อดีกว่าคนอื่น อย่างนี้มันจะฉิบหายหมดเหมือนกัน. แต่ถ้าว่าเขาทำด้วยความรู้สึกว่า โอ๊ย ! อ้ายโรค ตัวกูของกูมันรบกวนนักแล้วโว้ย ! ไม่มีทางอื่นแล้ว ต้อง ทำอย่างนี้แล้ว คือทำวิปัสสนานี้ นั่นแหละเมื่อทำเข้า มันจึงจะบรรเทาตัวกูของกู มันก็เป็นวิปัสสนาจริง เป็น กรรมฐานจริง.

น.59 ๑๙ เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอย่างนั้น โดยมากเขาทำวิปัสสนา เพื่อหลอกตัวเอง ว่าได้ดี ได้ของดี ได้ของวิเศษ มีหวัง ว่าจะไปนิพพานอย่างนี้ บางทีก็ทำเพื่อลาภสักการะ ให้เขา บูชา บางทีก็แต่งหนังสือหนังหา ก็เพื่อเอาปริญญาเกี่ยวกับ การแต่งหนังสือเรื่องพุทธศาสนานั่นเอง. นี่ถ้าคุณนึกออกว่า ยังมีอะไรอยู่อีกก็ลองนึกดู ผมสามารถที่จะพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ทุกอย่างมันเป็นโอกาส ที่จะเกิดตัวกูของกูยิ่ง ๆ ขึ้นไป หรือเกิดความทะนงตัว ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ดังนั้นจึงขอให้กลัวให้มาก ให้ยิ่งกว่ากลัวเสือ กลัวอะไรไปเสียอีก ให้กลัวการเกิดแห่งตัวกูนี้ กลัวยิ่งกว่า กลัวอะไร ยิ่งกว่าเชื้อโรค ยิ่งกว่าผีสาง ยิ่งกว่าเสือ ยิ่งกว่าโจร ยิ่งกว่าอะไรหมด. นี่แหละคือเรื่องรีบด่วนฝ่ายธรรมะที่ต้องพูดกัน เราก็บวชเข้ามาตั้ง ๖-๗ วันแล้ว เรื่องบุพภาค บุพกิจ อะไรมันก็พอจะเสร็จ ๆ ไปแล้ว ทีนี้ก็ตั้งต้น เรื่องที่เป็นหัวใจ ของการบวช ที่เป็นเรื่องเนื้อหาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องบุพกิจ ฉะนั้นจะต้องพูดน้อย จะต้องนึ่งมาก คิดมาก แล้วก็ ระวังมาก แต่นี่ยังไม่เป็นอย่างนั้น สังเกตดูไม่ค่อยจะเป็น อย่างนั้น มีการพูดมาก แล้วก็พูดเรื่องอื่น มักจะคุยไม่มีหยุด.

น.60 ๒๐ แม้ไม่ใช่เรื่องหัวเราะก็เถอะ แต่ถ้าเป็นการพูดเรื่องอื่นแล้ว มันก็ไม่ช่วยให้จิตใจลดตัวกูลง หรือว่าไม่ช่วยให้จิตใจมันอยู่ ในภาวะที่สงบ หรือเหมาะสม ที่จะเข้าใจเรื่องนี้. เดี๋ยวนี้มันพูดกันมากเกินไป แล้วก็อ่านหนังสือที่ ไม่มีประโยชน์มากเกินไป. นี่ก็คิดดูเถอะว่า มันเสียเวลา ไปเท่าไร ที่โรงฉันนั่นแหละ ได้ยินคุยกันในเรื่องไม่จำเป็น กันมาก หรือว่านั่งรอกันอาบน้ำ ก็คุยกันในเรื่องไม่มีสาระ มารอตักอาหารบิณฑบาตที่โรงฉัน ก็ไม่ได้คุยกันในเรื่อง ที่มีสาระ หลังจากสวดมนต์ ก็ไม่ค่อยคุยเรื่องที่มีสาระ พบกันเป็นส่วนตัว ก็ไม่ได้คุยเรื่องที่เป็นสาระ คือเรื่อง ทำลายตัวกูของกู แต่ไปคุยแต่ละเรื่อง ๆ ชนิดที่ส่งเสริม เรื่องความทะนงแห่งตัวกู แล้วมันก็แย่ แล้วจะไม่ให้ ผมเรียกว่า มันเป็นเรื่องรีบด่วนอย่างไร. มันเรื่องรีบด่วน เหมือนกับคนจะตาย จะต้องไปตามหมอมาให้ทันท่วงที มิฉะนั้นมันตาย. นี่ก็ขอระวังในเรื่องบวชใหม่นี้ แล้วเวลาก็มีเพียง สามเดือน ถ้าจัดไปไม่ดี ใช้ไปไม่ดี จะไม่คุ้มกัน เว้นเสีย แต่จะไปถืออย่างละเมอตามเขาว่า บวชแล้วมันก็ได้แล้ว, บวชแล้วมันก็ได้แล้ว แล้วบวชเหลือง ๆ แดง ๆ แล้ว

น.61 ๒๑ มันก็ได้แล้ว, ถ้าถืออย่างนั้น มันก็ไม่มีปัญหา มันได้แล้ว ที่จริงมันยังไม่ได้ตามเจตนารมณ์ของการบวช มันได้ตาม ที่เขาละเมอ ๆ. ฉะนั้น ถ้าอย่างไรก็ขอให้ช่วยกัดพันอดกลั้นอดทน กัดพันรักษาอุดมคตินี้ไว้ให้ได้ ตลอดเวลาสามเดือนที่บวช. ถ้าจะอ่านหนังสือบ้าง ก็ให้อ่านหนังสือที่ส่งเสริมเรื่องนี้ ถ้าจะคุยกันบ้าง ก็คุยกันแต่เรื่องที่มันส่งเสริมเรื่องนี้ ให้มัน แวดล้อมอยู่แต่อย่างนี้ แล้วผมรับรองได้ว่า จะได้สิ่งที่แท้จริง ที่เป็นเจตนารมณ์ของการบวช หรือสิ่งสูงสุดในพระพุทธ- ศาสนา คือความลดลงแห่งตัวกู จะเอาไปใช้เพื่อเป็น พระอรหันต์ต่อไปข้างหน้า หรือว่าจะเอาไปใช้ ถ่วงให้มัน สมดุลย์กัน ในเมื่อกลับไปเป็นฆราวาส ในระหว่างความ เห็นแก่ตัว กับความไม่เห็นแก่ตัว ให้มันสมดุลย์กัน. แม้ฆราวาสยังจะต้องเห็นแก่ตัวบ้าง ก็ขอให้มัน ถูกวิธี ให้มันพอสมดุลย์กัน ไม่อย่างนั้นจะเป็นโรค เส้นประสาท หรือเป็นโรคอะไรทางจิตทางวิญญาณมาก หาความสุขไม่ได้ แม้จะมีเงินนับแสน มีอะไรมากมาย แต่มันก็หาความสุขไม่ได้ ไม่ต้องมีใครแช่ง ไม่ต้องมีพระเจ้า ที่ไหนมาแช่ง มันก็หาความสุขไม่ได้ มันพุ่งไปพักหนึ่ง

น.62 ๒๒ ผลสุดท้ายมันก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน มันหมดท่าแล้ว มันก็เลยต้องหันมาทางนี้อีก แต่มันช้าไปเสียแล้ว ฉะนั้น เดี๋ยวนี้เมื่อมันเป็นโอกาสแล้ว ได้บวชแล้วตามธรรมเนียม ด้วยว่าคนหนุ่มควรจะได้รู้อะไรทุกแง่ทุกมุมเกี่ยวกับชีวิต. นี้มันเป็นแง่หนึ่งมุมหนึ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต คือบท เรียน เรื่องควบคุมตัวภูของภู. ดังนั้น ถ้าเรียนอันนี้ก็คือทั้งหมดแล้ว ถ้าเรียน อันนี้ก็คืออันสุดท้ายของวิชาที่สูงสุดของมนุษย์ ไม่มีอะไร สูงเท่า นอกนั้นมันเป็นเรื่องเบื้องต้น. ฉะนั้น อุดมศึกษา จึงควรอยู่ที่นี่ นอกนั้นก็เป็นมัธยมศึกษา ประถมศึกษา แม้จะไปเรียนมหาวิทยาลัย จนมีดีกรียาวหลายๆ บรรทัด มันก็เป็นเรื่องอุดมศึกษาไปไม่ได้ เพราะยังไม่รู้สักทีว่า เกิดมาทำไม ? จะแก้ปัญหาไม่ให้มีความทุกข์ร้อน ในชีวิตได้อย่างไร ยังไม่รู้สักที. การที่เรามาบวชตามแบบพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ก็เพื่อเรียนข้อนี้ ดังนั้นมันก็ควรจะเป็นอุดมศึกษาจริง มันไม่มีอะไรสูงไปกว่านี้ ไม่มีความรู้อันไหนจะสูงไปกว่านี้ กล้าท้าเลย จะเป็นความรู้ทางศาสนา หรือทางไหนก็ตาม มันไม่มีความรู้อันไหนจะสูงไปกว่าความรู้อันนี้ เป็นอัน

น.63 ๒๓ สุดท้ายของมนุษย์ ฉะนั้นเราบวชสามเดือนนี้ ต้องรู้ว่า เรากำลังกระโดดพรวดเข้ามาเรียนความรู้อันสุดท้าย ของมนุษย์ แล้วจำเป็นด้วย รีบด่วนด้วย ฉะนั้นอย่าไป มัวโลเล ให้มันเฉื่อยชา ให้มันเสียเวลา มันจะเสียหาย มากเกินไป เพราะสามเดือนมันไม่ใช่เวลายืดยาวนมนาน อะไรนัก แล้วก็ระมัดระวังให้ดี ๆ สามเดือนจะผ่านพ้นไป ไม่ทันรู้ ขอให้ ๓ เดือนนี้เต็มไปด้วยวันคืนที่มีค่า คือ ขูดเกลาตัวกูของกูอยู่ทุกกระเบียดนิ้วทุกวัน ๆ ๆ. ปัญหาที่เหลืออยู่ก็คือว่า ความเคยชิน ที่บ้าน มันจะติดมา. ความเคยชินที่บ้าน ก็หมายถึงข้อนี้แหละ พอไปจับทำอะไรขึ้นมา มันก็เพื่อเงิน เพื่อชื่อเสียง เพื่อ ความมีหน้ามีตา เพื่อความมีเกียรติ พอไปจับทำอะไรเข้า มันก็เคยชินแต่อย่างนั้น กลัวว่าความเคยชินอันนี้มันจะ ติดมา พอมาจับอะไรเข้าที่นี่ ความคิดอันนั้นมันจะเกิด ขึ้นมาอีก. ใคร ๆ ก็รู้อยู่ว่า ความเคยชินนี้ มันแก้ยาก การระวังความเคยชินนี้ มันระวังยาก แก้ยาก แต่ ก็ไม่เหลือวิสัย ถ้าเอาจริง มันก็ได้ทั้งนั้นแหละ. แม้ว่า การที่เราจะบังคับความเคยชิน มันจะยากกว่าการทิ้งบุหรี่ ทิ้งเหล้า ทิ้งอะไรมากมายก็จริง แต่มันก็ยังแก้ได้ แก้ไข

น.64 ๒๔ ความเคยชิน ควบคุมความเคยชินให้ไปในทางที่ถูก มัน ก็ทำได้อยู่ดี ฉะนั้นมันก็หมดปัญหา ถ้าใครเอาชนะความ เคยชินได้ ก็เรียกว่าคนนั้นเก่งมาก อย่างภาษาธรรมะ ก็เรียกว่าละอนุสัยได้ ละสังโยชน์ได้ คือละความเคยชิน ของกิเลสที่มันชินมากได้ ก็เก่งที่สุด. วันนี้มันก็มีใจความเพียงเท่านี้ คือเป็นจุดตั้งต้น ของเรื่องทั้งหมด แล้วมันก็มีเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น ซึ่งจะต้องขยายความหรือศึกษากันต่อไปอีก. ฉะนั้นขอให้ สรุปลงไปให้ได้ว่า มันเป็นเรื่องรีบด่วน รีบด่วนจี๋เลย สำหรับผู้ที่บวชในระยะจำกัดอย่างนี้ หรือ ทุกคนที่ยังมีกิเลส อันนี้เป็นเรื่องรีบด่วน มันมีใจความว่า ทำอะไรทุก กระเบียดนิ้ว เคลื่อนไหวอะไรทุกกระเบียดนิ้ว ต้อง เป็นไปเพื่อทำลาย ความทะนงแห่งตัวกู. "การเคลื่อน ไหวทุกกระเบียดนิ้ว ต้องเป็นการทำลายความทะนงแห่ง ตัวกู" นี้เป็นสูตรหรือ formular มีว่าอย่างนี้. ทีนี้ขอ ให้ไปพิจารณาดูโดยรายละเอียดแล้วควบคุมกันอยู่ โดยนัย ที่ได้อธิบายแล้วพอเป็นตัวอย่าง.

น.65 ๒๕ นี่เรียกว่า เรากำลังพูดกันในบรรยากาศที่ใกล้ชิด ธรรมชาติที่สุดแล้ว หรือใกล้ชิดตามแบบพิธีที่พระพุทธเจ้า ท่านใช้อยู่แล้ว แล้วก็เป็นเรื่องที่ตรงที่สุด ที่พระพุทธเจ้า ท่านสอน ท่านต้องการ ให้เราได้ ให้เราถึงอยู่แล้ว ฉะนั้นขอทุก ๆ องค์อย่าได้ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่มี เรื่องอื่นแล้ว มีแต่เรื่องนี้เรื่องเดียว. ขอยุติการประชุมวันนี้ที. เรื่องที่ท่านอบรมพระใหม่ในพรรษา ๒๕๑๒ ชุดนี้ : ๑. การบวช คือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น ๒. การบวชคือการพักผ่อนทางวิญญาณ ๓. ความว่างจากตัวกู คือการพักผ่อนทางวิญญาณ ๔. ความพักผ่อนทางวิญญาณ คือความหมายของนิพพาน. ๕. ความว่างจากตัวกู คือความเต็มของสติปัญญา. ๖. ความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นสติปัญญาสุดยอด. ๗. ความกำกวมของภาษา เป็นสิ่งที่ควรระวัง ๘. ผลของการค้นคว้า เกี่ยวกับความยึดมั่น ๙. ขอบเขต ของการค้นคว้าทางวิญญาณ. ๑๐ การค้นคว้าทางวิญญาณ มีจุดมุ่งหมายไปยังตัวกู-ของกู ๑๑. ยูโด ทางวิญญาณ. ๑๒. การทำงานทุกชนิด ด้วยจิตว่าง. ๑๓. ทำไมจึงใช้ คำว่า “จิตว่าง” ?

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต