น.5 วันนี้เป็นวันบรรยายวันแรกของพวกเรา. ในวันนี้ จะพูดแต่เรื่องที่เป็นอารัมภบท คือเริ่มเรื่องทั่ว ๆ ไป สำหรับจะได้เข้าใจเรื่องเฉพาะเรื่อง ที่พวกคุณต้องการจะ ทราบ. จากบันทึกที่พวกคุณเขียนให้ ผมก็รวบรวมใจความ ออกมาดู ว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่จะต้องพูดกันอย่างไร. ในเรื่องอารัมภบทนี้ ก็คือหัวข้อที่คุณอยากจะ ทราบว่า จะปฏิบัติอย่างไรจึงจะป้องกันมิให้ความทุกข์ เกิด หรือแก้ไขความทุกข์ที่เกิดอยู่แล้ว สำหรับพวก ฆราวาส. การที่ต้องการจะทราบเรื่องสำหรับฆราวาส ก็ถูกเหมือนกัน คือว่าเราไม่ได้อยู่เป็นพระตลอดไป จะ ต้องออกไปเป็นฆราวาส จึงอยากจะทราบ ในฐานะที่จะ แก้ปัญหาของพวกฆราวาส. แต่ผมอยากจะพูดไปอีกทาง
น.6 ๒ หนึ่งว่า ไม่ต้องพูดถึงพระถึงฆราวาสกันก็ได้ แต่ควรพูด ในฐานะเป็นเรื่องทั่วไปสำหรับมนุษย์. คุณต้องเข้าใจว่า จะเป็นฆราวาส หรือจะเป็น บรรพชิตก็ตาม เรื่องของกิเลสและความทุกข์นั้น มันเป็น เรื่องเดียวกัน อย่างเดียวกัน ; เพียงแต่ว่า เรื่องของ ฆราวาสนั้น มันออกจะหยาบ ๆ ต่ำ ๆ ; แต่ก็เป็นเรื่อง เดียวกัน คือว่า ฆราวาสก็ตาม บรรพชิตก็ตาม ถ้าจะมี ความทุกข์ แล้วก็มีเพราะความยึดมั่นถือมั่น ด้วยกัน ทั้งนั้น, คือมาจากตัณหาอุปาทานด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่า พระ ไม่ว่าฆราวาส และบางทีมันก็เหมือนกันเสียด้วย จนไม่รู้ว่า สำหรับพระ หรือฆราวาสกันแน่ เพราะว่า กิเลสก็ดี ความทุกข์ก็ดี มันไม่มีพระ ไม่มีฆราวาส ; มันเป็นเรื่องของจิตใจคน. คน นั้นแม้ว่าเป็นพระ ไปนึกคิดอย่างฆราวาสก็ได้ ฆราวาสนึกคิดอย่างพระก็ได้ บางทีก็ตรงกัน. ยิ่งพระ สมัยนี้ด้วยแล้ว ก็มีอะไรที่คิดนึกเหมือนฆราวาสมาก. แต่ขอให้ดูเป็นพิเศษตรงที่ว่า กิเลสนั้นมันเหมือนกัน. ความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็ตาม, ตัณหา อุปาทาน
น.7 ๓ ก็ตาม, ทั้งของพระ ของฆราวาส นี้มันเหมือนกัน ; มันเกิดความทุกข์ขึ้นมาจากกิเลสนั้น มันก็เหมือนกันอีก. นี่ขอให้ดูในวงกว้าง ๆ อย่างนี้กันก่อน แล้วที่จะไปแบ่ง แยกเป็นพระ เป็นฆราวาสนั้น เป็นเรื่องเล็กน้อย. เมื่อพูดถึงความทุกข์แล้ว ก็แทบจะเหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นเราพูดกันถึงเรื่องของมนุษย์ หรือของคน รวม ๆ กันไปดีกว่า. สำหรับปัญหาที่ถามว่า จะป้องกันความทุกข์ และ แก้ความทุกข์กันอย่างไร ? เราจะไม่พูดกันโดยรายละเอียด จะพูดกันโดยหลักกว้าง ๆ อย่างที่เรียกว่า อารัมภกถา ดังที่กล่าวแล้ว. แต่ว่าเป็นการตอบปัญหาที่ตรง เหมือนกัน. เกี่ยวกับข้อนี้ก็อยากจะพูดเป็นหลักไว้ก่อนว่า ชีวิตของคนเรานี้ต้องเทียมด้วยควายสองตัว, เปรียบ เหมือนการไถนาด้วยควาย คนไทยเราใช้ควายไถนา ก็เลย เอาเรื่องควายไถนานี้มาพูด เหมือนกับเป็น Symbolic ช่วยความจำให้แม่นยำ ว่า ชีวิตของคนเราต้องเทียมด้วย ควายสองตัว นั่นแหละจึงจะดับทุกข์ที่เกิดอยู่ได้ และ ป้องกันความทุกข์ที่ยังไม่เกิดได้.
น.8 ๔ ผมอยากจะเล่าเรื่องควายที่ไถนา เพราะว่าพวก คุณเป็นเด็ก ๆ ไม่รู้เรื่องนี้ และยิ่งนับวันจะไม่รู้. ผมเกิด ก่อนคุณ ในสมัยที่เห็นเขาไถนาด้วยควายสองตัว เดี๋ยวนี้ เขาไถตัวเดียว หรือบางทีก็ใช้เครื่องจักรไปเสียเลย. ปู่ย่า ตายายของเราไถนาด้วยควายสองตัว และอย่าไปเข้าใจว่า ควายสองตัวนี้ มันเป็นควายเหมือนกัน. ควายตัวหนึ่ง ฉลาด ตัวเล็กก็ได้ผอมก็ได้ ไม่ค่อยมีแรง แต่ตัวนี้ฉลาด เขาเรียกกันว่า "ควายตัวต้น" แล้วควายอีกตัวหนึ่ง แข็งแรงตัวใหญ่ เขาเรียกว่า "ควายตัวปลาย" ที่เจ้าของเคาะไม้เรียว หรือว่าพูดอะไรดังลั่นอยู่ในทุ่งนานั้น เขาพูดกับควายตัวที่หนึ่งทั้งนั้น, ภาษาพูดนั้นเขาใช้กับ ควายตัวที่หนึ่งทั้งนั้น. ควายตัวที่สองหูหนวกก็ได้ คือ ไม่ต้องรับฟังคำพูดนั้น, เมื่อเขาพูดว่า ซ้าย หรือ ขวานั้น เขาบอกให้ควายตัวที่หนึ่งเบียดไปทางซ้าย หรือเบียดไป ทางขวา. ส่วนตัวที่สองมันโง่ ให้ควายตัวที่หนึ่งหยุด บอกให้หยุด ควายตัวที่สองก็ยังเดินเรื่อย เพราะฉะนั้น มันก็เลี้ยวได้.
น.9 ๕ นี่แหละให้รู้ไว้ว่า ควายนั้นไม่ได้ทำหน้าที่เหมือน กันทั้งสองตัว ไม่ได้ฟังคำสั่งทีเดียวพร้อมกันทั้งสองตัว. ตัวต้นเป็นควายที่ฉลาด เรียกว่า "ตัวรู้" (ความรู้), ตัวที่สองแข็งแรง เรียกว่า "ตัวแรง" (หรือตัวมีแรง). ฉะนั้นจะเห็นว่า ตัวหนึ่งมันฝากแรงไว้กับอีกตัวหนึ่ง การไถนาก็เป็นไปได้จนสำเร็จ. เราก็แยกออกไปได้ว่า ตัวหนึ่งเป็นตัวรู้ อีกตัวหนึ่งเป็นตัวแรง. การไถนา ประกอบอยู่ด้วยลักษณะอย่างนี้ แล้วก็ดีมาก. ชีวิตของคนเรา ก็ต้องเทียมด้วยควายสองตัว เหมือนกัน. คือตัวหนึ่งรู้ และตัวหนึ่งแรง. ตัวหนึ่ง คือความรู้ ตัวหนึ่งคือกำลัง ถ้าชีวิตไหนเทียมด้วยควาย แต่ตัวเดียว มันก็มีปัญหา. ถ้าเผอิญว่า มันไปเทียมด้วย ควายเพียงตัวเดียว คือตัวมีแรง มีกำลัง และ ขาดตัวที่ รู้แล้ว ชีวิตนั้นอันตรายมาก, กลายเป็นอันตรายมาก. แต่ถ้าเผอิญว่ามีแต่ตัวเดียวคือตัวที่เป็นตัวรู้ ไม่มีตัวที่ เป็นแรง นี้ยังไม่อันตราย แต่ว่ามันทำอะไรได้น้อยหน่อย ; แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ปลอดภัย. ถ้าชีวิตนี้มันเทียมด้วย
น.10 ๖ ควายตัวต้นตัวเดียว คือมีความรู้ มันก็ยังปลอดภัย ไปได้ ช้า ๆ หรือพอเหมาะพอดีก็ได้. แต่ถ้ามันเผอิญไปเทียม ด้วยควายตัวที่สอง คือตัวมีแรงเพียงตัวเดียว มันก็ อันตราย ระวังให้ดี ; และก็ได้แก่พวกคุณทั้งหมดนี่เอง ที่กำลังมีควายเพียงตัวเดียว แล้วก็มีควายตัวแรงนั้น ; และก็ได้แก่คนในโลกทั้งหมดส่วนมากในเวลานี้ด้วย. ในที่นี้จะชี้ให้เห็นชัดลงไปอีกว่า ชาวตะวันออก เราร่ำรวยไปด้วยความสว่างไสวทางวิญญาณ คุณแปลเอง ก็ได้ว่า Spiritual-Enlightenment นี้คือสมบัติของทางฝ่าย ตะวันออก เป็นความรุ่งเรืองสว่างไสวแจ่มแจ้งในทางฝ่าย วิญญาณ. คุณจะเห็นได้ว่า ศาสนาทุกศาสนานั้นเกิดใน ทางตะวันออก : ศาสนาคริสเตียนเกิดในปาเลสไตน์ ก็เป็น แดนตะวันออก; ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาเล่าจื้อ ขงจื๊อ โซโรอัสเตอร์ อะไรก็ตาม มัน ตะวันออกทั้งนั้น. ดังนั้นตะวันออกจึงรุ่งเรืองไปด้วย ความสว่างไสวทางวิญญาณ. พวกตะวันตกมีแต่ความรู้ เรื่องปากเรื่องท้อง เดี๋ยวนี้มีวิวัฒนาการมากจนเรียกว่า
น.11 ๗ เทคโนโลยี ที่พวกคุณกำลังบูชากันอยู่. พวกฝรั่งเขาบูชา เทคโนโลยี หายใจเป็นเทคโนโลยี่ ก็คือเรื่องปากเรื่องท้อง, ความสว่างไสวทางวิญญาณ หายไปหมด. ที่เคยนับถือ ศาสนากันบ้างก็ละทิ้งหมด เขาว่า พระเจ้าตายแล้วเดี๋ยวนี้, เดี๋ยวนี้ไม่ต้องถืออะไร พวกฝรั่งก็เหลือแต่ เทคโนโลยี่ พวกฝรั่งมีแต่เทคโนโลยี นี่ฟังดูให้ดี คือมันมีแต่ควายตัว ที่สอง ซึ่งมีแต่เรี่ยวแรง จะบันดาลอะไรก็ได้ ไปโลก พระจันทร์ก็ได้ หรือจะเอาเรื่องปากเรื่องท้องกันเท่าไรก็ได้ เกี่ยวกับเทคโนโลยี ซึ่งมันเจริญมาก แต่แล้วมันไม่มีความ สว่างไสวทางวิญญาณคือ Spiritual Enlightenment. นี่แหละ ดูข้อนี้ให้เข้าใจกันก่อน มิฉะนั้นเราจะ ไม่รู้อะไรอีกมากมาย และข้อสำคัญก็คือไม่รู้ว่า โลกนี้กำลัง เป็นอย่างไร. โลกนี้กำลังน่ารื่นรมย์หรือไม่ น่าบูชาหรือไม่ คุณลองไปคิดดูเอาเอง มันเลวลงทุกที มันสกปรก ลงทุกที. อย่างเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นว่า แต่ก่อนนี้ ประชาชนแถวนี้ร้อน ๆ อย่างนี้ก็นอนบนแคร่ใต้ถุนเรือน ได้สบายจนสว่างเลย ; เดี๋ยวนี้ไม่กล้านอน เพราะมีคน มายิงตาย นอนอยู่บนเรือนซึ่งปิดประตูหน้าต่างแล้ว ก็ยัง
น.12 ๘ ไม่ปลอดภัย, เมื่อก่อนนี้เขานอนใต้ถุนบนแคร่ตากลม จนสว่างได้. ทีนี้คุณดูที่กรุงเทพฯ ปล้นจี้ อนาจาร กลางวันแสก ๆ ทั้งนั้น เดี๋ยวนี้กำลังลักพาหญิงไปหา ประโยชน์. ยิ่งดูเมืองนอกมันก็ยิ่งกว่ากรุงเทพ ฯ คดีลามก อนาจารในบางประเทศมีอยู่ทุกหนึ่งวินาที ผมเคยพบ หนังสือข่าวแบบนั้น. อย่างนี้ไม่เคยมีในสมัยโบราณ นั่นแหละคือผลของเทคโนโลยี ซึ่งมีแต่ให้เอร็ดอร่อย ทางปาก ทางท้อง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น หรือว่าจะเอาอะไรก็ได้ในทางฝ่ายวัตถุ ; ไปโลกพระจันทร์ ก็ได้ จะทำอะไรก็ได้. แต่ความสว่างไสวทางวิญญาณ มันไม่มี จนไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม. ฝ่ายตะวันออกเรา พวกเรานี้ มันมี Spiritual- Enlightenment ความสว่างไสวทางวิญญาณ เป็นมรดกตก ทอดกันมานมนาน แล้วก็ค่อย ๆ จางไปเลือนไปในเวลานี้ เพราะไปตามกันฝรั่ง ซึ่งมีให้แต่เทคโนโลยีอย่างเดียว. คุณไปดูพวกฝรั่ง เขามีให้เราแต่เพียงเทคโนโลยีอย่าง เดียว ; ส่วนเรามีสมบัติเดิมคือ Spiritual - Enlightenment เหลือเพื่อ คือเคยผาสุกสบายเยือกเย็นทางจิตทางใจ
น.13 ๙ แม้ไม่มีรถยนต์ขี่ ไม่มีเรือบินขี่ ไม่มีอะไร ก็ยังมีความ สงบสุขตามแบบของมนุษย์. ทีนี้พอไปเกี่ยวข้องกับฝรั่ง ไปตามก้นฝรั่ง ก็ค่อย ๆ ไปเมาในผลของเทคโนโลยี ก็สลัด ละทิ้ง Spiritual - Enlightenment มรดกดั้งเดิม กำลังตาม ก้นฝรั่ง. พวกคุณก็คือพวกที่กำลังจะไปตามก้นฝรั่ง : คุณ เรียนตามความนิยมของพวกฝรั่ง ครูบาอาจารย์ก็เป็นฝรั่ง, จะไปเมืองนอกเมืองนา ไปหาวิชาความรู้ ผลสุดท้ายก็ไป หอบเอาเทคโนโลยีแขนงใดแขนงหนึ่งมา. คุณต้องดูให้ดีว่า เดี๋ยวนี้ศาสตร์ (Science) ทั้งหลายที่เป็นพื้นฐานนั้น มันถูกกวาดไปเป็นทาส เป็น ขี้ข้าของเทคโนโลยี่หมด, จะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อะไรศาสตร์ ก็ตาม, มันเอาไปเป็นทาสของเทคโนโลยี่หมด คือมันมุ่งหมายที่จะใช้เพื่อเทคโนโลยีแต่อย่างเดียว. ถ้า เป็นสมัยก่อน ศาสตร์ ๆ เหล่านี้เขาจะเอาไปใช้ในทาง ความรู้ทางวิญญาณ ความสว่างไสวทางวิญญาณก็ได้ หรือ ใช้กันทั้งสองฝ่ายก็ได้. เดี๋ยวนี้คุณจะเรียนหนังสือ เรียน อักษรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรืออะไรศาสตร์ก็ตาม มัน
น.14 ๑๐ ไปเป็นทาสของเทคโนโลยีหมด. ผมพูดจริง หรือไม่จริง ก็เอาไปคิดดูเองก็แล้วกัน ว่า ศาสตร์ทั้งหลายที่มนุษย์ กำลังเรียนกันอยู่ในโลกนี้ เรียนเพื่อจะไปเป็นเครื่องมือ หรือเป็นอุปกรณ์ของเทคโนโลยี่, ไม่เคยนำไปใช้เป็น อุปกรณ์ของความสว่างไสวทางวิญญาณ ซึ่งเป็นมรดกของ ตะวันออก. ปู่ย่า ตายาย ของเราไม่เคยประสบความทุกข์ หรือปัญหายุ่งยากทางศีลธรรม หรือทางอะไรเหล่านั้น ก็เพราะว่าเขายึดหลักในทางความสว่างทางวิญญาณ คือ พระธรรม หรือศาสนา. แต่แล้วก็มิใช่ว่า เขาจะไม่มีแรง. เขาก็มีวิชาความรู้ เรื่องการทำมาหากิน เรื่องประดิษฐ์ เรื่องอะไรเหมือนกัน แต่ว่าพอสมควรเท่านั้น ; เพราะว่า เขาไม่ต้องการที่จะไปโลกพระจันทร์ หรือว่าไม่ต้องการ ที่จะทำอะไรมากกว่าที่จำเป็น ; โดยที่เข้าถือพระพุทธภาษิต ที่ว่า "อติโลโภ หิ ปาปโก" คือโลภเกินนั้นลามก. อติโลโภ- แปลว่า โลภเกิน, หิ-ก็, ปาปโก-ลามก. -โลภเกินก็ลามก.
น.15 ๑๑ พวกที่เป็นทาสของเทคโนโลยี่นั้น โลภ ไม่มีขอบเขต ต้องการจะมีวัตถุอุปกรณ์ใช้สอยพุ่มเพื่อยไม่มีขอบเขต, ต้องการจะไปโลกพระจันทร์ โลกพระอังคาร โลกอะไรอีก กี่โลก ก็ตามใจ ไม่มีขอบเขต. นี่มันเข้าบทพระพุทธภาษิต ที่ว่า "โลภเกิน นั้น ลามก" . ลามกก็คือเป็นทุกข์ ระส่ำระสายไปทั้งโลก คุณไปค้นเถอะจะพบว่า ที่ทำ สงครามกันอยู่ที่นั่นที่นี่ ทุกหัวระแหงในโลกนี้ มันมาจาก โลภเกินทั้งนั้น. จะเป็นคนชาติไหนก็ตามใจ ที่เป็นคู่ สงคราม และทำสงครามกันอยู่ ก็เพราะความโลภเกิน ทั้งนั้น. ขอให้รู้ว่า ศาสนาทุกศาสนาเขาถือหลักเดียว กันหมด : โลภเกินนั้นลามก เพียงแต่เขาไม่ได้พูดไว้ชัด เหมือนของเรานี้ ; ของเรามีชัดอยู่ว่า : อติโลโภ-โลภเกิน, หิ-ก็, ปาปโก-ลามก. ในศาสนาคริสเตียนก็มีว่า : ถ้า แสวงหา หรือมีไว้เกินจำเป็นนั้น เป็นบาป เป็น Sinful คือมีบาป ; เพราะ คนที่แสวงหา หรือโลภเกินนั้น มันต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อนมาก แล้วตัวเองก็มี
น.16 ๑๒ ความทุกข์เกินกว่าที่ควรจะเป็น ; ฉะนั้นจึงให้แสวงหา หรือมีไว้แต่เพียงพอเหมาะพอดี, เท่าไรก็ตามใจเถิด พูดไม่ถูก พอเหมาะ พอดี, ให้มันพอดี อย่าให้มันเกิน. ในศาสนาไหน ๆ ก็เหมือนกัน จะสอนในลักษณะที่ว่า ให้แสวงหา หรือมีไว้ เท่าที่มันพอเหมาะพอดี นอกนั้น มันไม่จำเป็น เพราะมันเป็นเรื่องก่อให้เกิดความทุกข์ จึงว่าลามก. ทีนี้ เราก็มีความรู้ หรือแสงสว่าง ในเรื่องฝ่าย วิญญาณ ก็รู้ว่า โลภเกิน นี้ลามก. ฉะนั้นปู่ย่า ตายาย ของเราไม่เคยโลภเกิน, โลภพอดี. . ฝ่ายพวกฝรั่งมา เห็นเข้า ก็ว่า อย่างนี้ขี้เกียจ อย่างนี้ถอยหลัง. เราก็เกิดไป เข้าใจผิดตามเขา เลยลูกหลานของตายาย ก็พลอยไปโลภ เกินเหมือนพวกฝรั่ง ; จะเอร็ดอร่อย ทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ทางกาย กันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด. นั่นแหละ ดูให้ดีว่า ปู่ย่า ตายายของเรานั้น มีควาย ๒ ตัวเทียมชีวิต. Spiritual Enlightenment นี้รับมรดกตกทอดกันมาเรื่อยๆ แล้วก็มีการทำมาหากิน กสิกรรม เกษตรกรรมอะไร
น.17 ๑๓ เขาก็ทำได้, แล้วก็พอเหมาะพอดีที่มนุษย์คนหนึ่งจะมี ความสุข, คนทั้งโลกก็มีความสุข ; ต่างคนต่างพอใจ ถึงขนาดว่านอนตากลมบนแคร่ใต้ถุนเรือนได้จนสว่าง ไม่มี ใครมาลอบยิง. นี่คือวัฒนธรรมประจำชาติที่แสนประเสริฐ ของพวกเราชาวไทย คือวัฒนธรรมแห่งการที่ชีวิตนี้เทียม อยู่ด้วยควายสองตัว. Spiritual Enlightenment คือ ควายตัวรู้, แล้ว วิชาทำมาหากิน เทคโนโลยีขนาด น้อย ๆ ตามที่เขาจะทำได้นี้ เป็นควายตัวที่สอง ตัวแรง ; ชีวิตนี้เทียมด้วยควายสองตัว พอเหมาะพอดี; อย่างนี้ ก็เลยสบาย. พวกฝรั่งนั้นเผลอตัว ตกไปเป็นทาสของวัตถุ มันจึงก้าวหน้าพรวดพราด ๆ ไปทางเทคโนโลยี่ มีแต่ควาย ตัวที่สอง ดำทะมึนสูงกว่าภูเขา, มันเป็นควายขนาดยักษ์ ใหญ่กว่าภูเขา และมีควายตัวเดียวเท่านี้; ส่วนตัวที่จะ เป็น Spiritual Enlightenment นั้นไม่มี ; นี่มันผิดกันกับ ปู่ย่าตายายของเราอย่างนี้. ลูกหลานจะเอาข้างไหนก็ตามใจ ใครว่าใครไม่ได้ ; เพราะว่า เราเชิดชูประชาธิปไตย
น.18 ๑๔ จะเอาอย่างไหนก็ได้ : จะเลือกเอาควายตัวเดียวอย่างฝรั่ง ก็ได้ หรือควายสองตัวอย่าง ปู่ย่า ตายายก็ได้. แต่ผม กำลังบอกพวกคุณว่า ปู่ย่า ตายาย ท่านไม่มีปัญหาอย่างที่ คุณถาม ที่ว่าจะป้องกันความทุกข์อย่างไร ? จะแก้ความทุกข์ ที่เกิดแล้วอย่างไร ? เช่นนี้ เขาไม่มีปัญหาอย่างนี้ ; เพราะว่าเขามีเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ป้องกันอยู่แล้วในตัว คือ ชีวิตที่มีควายสองตัวนั่นแหละ มันเป็นเครื่องราง ป้องกัน อยู่แล้ว ไม่ให้เกิดความทุกข์ ไม่ยุ่งยากลำบาก ลามก อนาจาร เหมือนลูกหลานสมัยนี้. นี่แหละคืออารัมภกถา คุณฟังดูให้ดี บอกให้ทราบ ถึงต้นเหตุ มูลเหตุ ของปัญหายุ่งยากสมัยนี้, ปู่ย่า ตายาย ไม่เคยมีปัญหานี้ เพราะมีวัฒนธรรมไทยที่ถูกต้อง เป็นเครื่องรางป้องกันไว้. มันมีมากมายเหลือเกิน เกี่ยว กับร่องรอยต่าง ๆ ของวัฒนธรรมอันสูงสุดทางฝ่ายวิญญาณ ที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยนี้ ; แม้ที่สุดแต่บทกล่อมลูกให้นอน เรื่อง มะพร้าวนาฬิเกร์ ที่ได้สร้างสระเป็นอนุสาวรีย์ไว้ ที่ตรงนั้น ; นั้นก็เป็นซากหรือร่องรอยของการที่มนุษย์
น.19 ๑๕ มีวัฒนธรรมสูงในทางฝ่าย Spiritual Enlightenment. พวกคุณเองเสียอีกจะยังไม่รู้ว่า "มะพร้าวนาฬิเกร์กลาง ทะเลขี้ผึ้ง" นั้นเป็นอย่างไร ? เรื่องนี้เขาเคยรู้กันมาตั้งพัน กว่าปีแล้ว สมัยที่พระพุทธศาสนายังรุ่งเรืองอยู่ในถิ่นนี้. นี่แหละมาทิ้งของดี ๆ ไปอย่างน่าใจหาย หรือว่ามันหมุน กลับไปสู่ทางมืดมัว ทางมืดมน. ทีนี้พวกเราจะสามารถมีชีวิตชนิดที่เทียมด้วยควาย ทั้งสองตัวหรือไม่ นั่นแหละคือตัวปัญหา. สำหรับเรื่อง ทฤษฎีนั้นมันก็หมดกันไปแล้ว ว่า มันต้องเทียมด้วยควาย สองตัวแน่ ; แต่ทีนี้ปัญหามันเหลืออยู่ในทางปฏิบัติ ว่า เราจะสามารถทำได้หรือไม่ ในการที่จะให้ชีวิตนี้มัน เทียมด้วยควายสองตัว. โลกปัจจุบันมันหมุนไปแต่ใน ทางที่จะมีควายตัวเดียวคือเทคโนโลยี. ทีนี้พวกคุณก็จะถามขึ้นว่า วิชาความรู้นี้มันไม่ใช่ ความรู้ดอกหรือ ? ผมก็ยอมรับว่า มันเป็นความรู้ แต่ มันไม่รู้เรื่องที่ควรจะรู้, และมันรู้ผิดในเรื่องที่ควรจะรู้ คือรู้ผิด เช่นเห็นว่า Spiritual-Enlightenment นี้เป็นของ
น.20 ๑๖ ครึคระล้าสมัย. นักเรียนมหาวิทยาลัยจะเห็นว่า ธรรมะ หรือศาสนานี้ล้าสมัย, พวกฝรั่งเท่านั้นที่ทันสมัย แล้ว ก็เฮไปตามกันเขา. แต่ อย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้พวกฝรั่งบางคน หรือส่วน น้อย เขาลืมตาขึ้นมา เ ขากลับมองเห็นว่าตะวันออกนี้มี ของประเสริฐวิเศษ จึงมาตะวันออก มาแสวงหาสิ่งวิเศษนี้ คือมาเรียนศาสนาของตะวันออก ที่เป็นตัวศาสนาจริง ๆ ที่ไม่ใช่เป็นแต่เพียงปรัชญาเพ้อเจ้อ. ที่พวกฝรั่งเอาไป สอนกันในมหาวิทยาลัยอังกฤษ หรือ อเมริกา อะไรก็ตาม เขาสอนพุทธศาสนาในลักษณะที่เป็นปรัชญา แล้วก็เป็น ปรัชญาเพ้อเจ้อ ; ไม่ได้สอนวิธีปฏิบัติที่เป็นตัวพระ ศาสนา. ถ้าสอนวิธีปฏิบัติที่เป็นตัวศาสนา ก็ควรสอน เรื่องที่ว่าทำอย่างไรจึงจะควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หกอย่างนี้ไว้ได้ ให้อยู่ในอำนาจของเรา ; เมื่อมัน ได้รับอารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แล้ว มันจะไม่ปรุงแต่งให้เกิดตัณหา อุปาทานนั้น ; ต้อง ฝึกฝนอย่างนั้นจึงจะเป็นตัวศาสนา. แต่เขากลับเอาไป
น.21 ๑๗ พูดกันในเรื่องทฤษฎีนั้น ทฤษฎีนี่ แม้แต่เรื่องนิพพาน เรื่องอนัตตา สุญญตา อะไรก็ตาม เอาไปพูดอย่างทฤษฎี เป็นปรัชญาไปหมด. สอนอย่างนี้ ให้สอนกันจนตาย อีกกี่ชาติ ก็ไม่อาจเข้าถึงตัวพุทธศาสนา มันเป็นปรัชญา เพ้อเจ้ออยู่อย่างนั้นแหละ. พวกฝรั่งที่ฉลาดบางคน เขาจึงอุตส่าห์มาทางบ้านเรา ศึกษาวิธีปฏิบัติที่เรียกว่า "กัมมัฏฐาน วิปัสสนา" คือให้รู้ว่าทำอย่างไร เราจึงจะ ชนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราได้ ; นี่แหละ คือตัวศาสนา. ทางโน้นเขามัวสอนกันแต่เรื่องในรูปของปรัชญา เปรียบเทียบกับปรัชญานั้น เปรียบเทียบกับปรัชญานี้ ตั้งเหตุผลทาง Logic ว่า ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมเป็น อย่างนี้. ตอบได้ชั้นหนึ่งแล้ว ก็ยังถามว่า ทำไมจึงเป็น อย่างนั้นอีก ตอบได้แล้ว ก็ยังถามอีกว่า ทำไมจึงเป็น อย่างนั้นอีก ; นี้เป็นปรัชญาเพ้อเจ้อ. พระพุทธเจ้าท่าน ไม่ต้องการให้รู้เกินกว่าจำเป็นที่จะต้องรู้ เช่นว่าเราจะดับ ทุกข์ก็ต้องรู้เท่าที่จะดับทุกข์ ; ไม่ต้องถามว่า ทำไมต้อง
น.22 ๑๘ เป็นอย่างนั้น ? ทำไมต้องเป็นอย่างนั้นอีก 1. เป็นชาวนา ก็รู้แต่เพียงว่า เอาดินอย่างนี้มาทำปุ๋ย ต้นไม้ก็งาม เมื่อปลูก ต้นไม้ได้งาม ได้กินผล : ไม่ต้องรู้ว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น, ทำไมดินนั้นจึงเป็นอย่างนั้น, ทำไมธาตุนั้นจึงประกอบ เป็นดินอย่างนี้ ; ไม่ต้องรู้ ขืนรู้ก็เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ. เดี๋ยวนี้ เรามันไปรู้ส่วนเพ้อเจ้อ จึงอยู่ในสภาพ ที่ว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ; เรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ เรื่องสูงสุด เรื่องอะไรก็ตาม มันเป็นไปในรูป "ความรู้ ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด", อย่างนี้ผมเรียกว่า ปรัชญา เพ้อเจ้อ. พวกฝรั่งกำลังเรียน กำลังสอนพุทธศาสนากัน อยู่ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในต่างประเทศ มันไม่ใช่ตัว พุทธศาสนา, คือมันไม่ใช่ตัวศาสนา ไม่ใช่ตัว Religion แต่มันเป็นตัว Philosophy หรือเป็น Logic เป็นอะไรไป ตามเรื่อง. ฉะนั้นแม้จะรู้จนท่วมหัว รู้จนหาบกันไม่ไหว หรืออะไรก็ตาม มันไม่มีประโยชน์อะไร ; สู้ปู่ย่า ตายาย ของเราที่มีควายสองตัวเล็ก ๆ เทียมอยู่ในชีวิตไม่ได้ :
น.23 ๑๙ ความรู้ก็รู้ เท่าที่จะต้องรู้, เรี่ยวแรงก็มีเท่าที่จะต้องมี แล้วชีวิตนี้ก็เป็นผาสุก. นี่คุณระวังให้ดี คุณอย่าเข้าไปหลงแต่ควาย ตัวใหญ่ ไม่รู้ที่สิ้นสุดแต่เพียงตัวเดียว. คุณจะมีเรี่ยว มีแรงในการแสวงหามาบำรุงบำเรอ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ด้วยเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องประสบ ความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่เรื่องทางวิญญาณไม่มี. อย่างนั้นมันก็ก่อหวอดขึ้นแล้วในมหาวิทยาลัยของพวกคุณ : มีตี มีฆ่า มีอะไรกัน ในมหาวิทยาลัย, มีทะเลาะวิวาท กันในมหาวิทยาลัย ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่เคยมีในสถาบันอย่างนี้ เดี๋ยวนี้มันมีแล้ว. มันก็มีเชื้อโรคมาจากการที่นิยม แต่เพียงควายดำเมื่อมตัวใหญ่นั้นตัวเดียว ; ไม่มีควาย ตัวที่สำคัญตัวต้น คือความรู้ว่า ชีวิตนี้คืออะไร ? ชีวิต ของคนเรานี้มีวัตถุประสงค์อย่างไร ? ความรู้อย่างนี้ไม่มี ; ซึ่งคุณก็เห็นอยู่ ก็ประจักษ์อยู่ ในจิตใจของคุณเองแล้วว่า ในมหาวิทยาลัยไม่มีการสอนว่า ชีวิตนี้คืออะไรในแง่ของ ฝ่าย Spiritual Enlightenment เขาสอนทาง Biology ทาง
น.24 ๒๐ อะไรไปก็ได้ แต่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย มันก็เท่ากับ ไม่รู้หรือรู้ผิดอยู่เรื่อยไป ; ไม่มีการสอนว่าเกิดมาทำไม ผมไม่เห็นมีมหาวิทยาลัยไหน โรงเรียนไหน ที่สอนเรื่อง คนเรานี้เกิดมาทำไม ?. เขาสอนวิชาสาระพัดอย่าง สอนเทคนิคต่าง ๆ นั่นแหละคือไม่มีควายตัวที่หนึ่ง ซึ่ง เป็นตัวรู้, มีแต่ตัวแรง มันเป็นเสียอย่างนี้. วิชาความรู้ที่คุณมีกันเกือบจะท่วมหัวอยู่แล้วนี้ มันเป็นเรื่องของการคลำไปหมด, เที่ยวคว้า เที่ยวคลำ ไปหมด ; เพราะคุณไม่รู้ในข้อที่ว่า เกิดมาทำไม เห็นไหม ? เดี๋ยวนี้คุณไม่รู้อย่างกระจ่างแจ้งในข้อที่ว่า เกิดมาทำไม ? ฉะนั้นวิชาความรู้ที่คุณมีอยู่ทั้งหมด มัน ก็เป็นเรื่องคลำ ๆ - คลำ ๆ - คลำ ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้ว่า จะเอาอะไรมาใช้อะไร ที่ไหน ? อย่างดีที่สุดก็เอามาใช้กับ เรื่องปาก เรื่องท้อง ก็มีความรู้เพียงไปทำอาชีพ หน้าที่ การงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้เงินมาหล่อเลี้ยงความต้องการ ของเรา ซึ่งล้วนแต่เป็นกิเลส ตัณหา เพราะเราไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ?. ถ้าเรารู้ว่าเกิดมาทำไมอย่างถูกต้อง เรา
น.25 ๒๑ ก็จะใช้สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพื่อวัตถุประสงค์อันนั้น ให้รู้ว่า เกิดมาทำไมอย่างถูกต้อง. อย่างผม มักจะพูดอย่างกำปั้น ทุบดินว่า เกิดมาเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควร จะได้; คุณก็ไม่ทราบว่า มันคืออะไร. ฉะนั้นที่ อุตส่าห์ปลุกปล้ำอยู่ทั้งวัน ๆ ในการเล่าเรียน การอะไร ก็ตาม นี้ก็ไม่รู้ว่า ทำทำไม ? ทำเพื่ออะไร ? นอกจาก เพื่อเอร็ดอร่อยทางปาก ทางท้อง. นั่นแหละเป็นเรื่อง ของควายตัวที่สองเสียเรื่อย; ไม่มีเรื่องของควาย ตัวที่หนึ่ง ที่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? ชีวิตมีวัตถุประสงค์ อย่างไร ? อะไรเป็น Goal ของชีวิต ? อย่างนี้เป็นต้น. ในเรื่องคลำ นี้มันก็มากออกไปทุกที ๆ คือมนุษย์ จะเล่าเรียนในเรื่องเทคโนโลยี นี้มากออกไปทุกที ๆ; อย่างที่ฝรั่งบางคนเขาพูดว่า ไปโลกพระจันทร์นี้ก็เพื่อที่จะ รู้ถึงความรู้ที่สูงสุดของมนุษย์. ผมไม่เชื่อ แต่ยังมีความ สุภาพที่จะไม่พูดว่า เขาโกหก. ความจริง เขาอาจจะรู้ ว่าเรื่องนี้มันแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย, ไปโลกพระจันทร์นี้. มันจะแก้ปัญหาสันติภาพของมนุษย์อะไร ไม่ได้เลย;
น.26 ๒๒ แต่เขาก็ต้องพูดว่า มันจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตกาลของโลก จะทำให้มีสันติภาพอะไรอย่างนี้ ; เราไม่เชื่อ. ทีนี้มัน ก็จะคลำต่อไปอีก ไปโลกอื่น โลกไหนก็ตามใจ, ก็คลำ ๆ คลำ ๆ อยู่นั่นแหละ คลำต่อไปอีก; ในที่สุดก็ไม่รู้ว่า จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างไรกัน. คุณจะต้อง "ทำวิปัสสนา" ในข้อนี้กันเสียก่อน คือไปสู่ที่สงัดเงียบตามสมควร แล้วหลับตาใคร่ครวญ พิจารณาว่า โลกนี้มันอยู่ในสภาพอย่างไร ? เราเองด้วย อยู่ในสภาพอย่างไร ? มันถูกจุดประสงค์ของธรรมชาติ แล้วหรือยัง ที่ว่ามีมนุษย์ขึ้นมาทำไม ? นิยายปรัมปรา ที่เราเอามาทำเป็นสะไล้ด์ เรื่องล้อคน ฉายดูเล่นกันอยู่นี้ เขาก็ยังมีบอกว่า พระเจ้า สร้างมนุษย์ขึ้นมาในโลก เพื่อให้โลกนี้มันดีขึ้น ให้โลกนี้ มันน่าอยู่ ให้มันงดงาม ให้มันประเสริฐ. พระเจ้า สร้างมนุษย์ขึ้นมาในโลกนี้ ก็เพื่อให้โลกนี้มันงดงามน่าอยู่ ดีขึ้น และประเสริฐ. แล้วเดี๋ยวนี้มนุษย์ก็กำลังมากขึ้น ในโลก มากขึ้น ๆ แล้วมันทำโลกนี้ให้น่าอยู่ ให้งดงาม
น.27 ๒๓ ให้ประเสริฐ จริงได้หรือไม่ ก็ลองคิดดู. ลองไปนั่งทำ วิปัสสนา (คือใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง) ในข้อนี้กันเสียก่อน ; ให้เห็นความน่าสลดใจ น่าเศร้า น่าสงสาร น่าเกลียด น่าชัง ของความบ้าหลังของมนุษย์สมัยนี้กันเสียก่อน ที่มันรู้จักแต่ควายตัวเดียว ควายตัวที่สองตัวเดียวอยู่เรื่อย ; แล้วเรากำลังจะเป็นอย่างไร ? ตัวเราเองนี้กำลังจะเป็น อย่างไร ? อยู่ในฐานะอย่างไร ? หรือได้เป็นเข้าไปแล้ว อย่างไรบ้าง ? นั่นแหละจะเรียกว่า คุณกำลังเข้าร่องเข้า รอยของการที่จะศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนา คือต้อง มองเห็นตัวปัญหา หรือตัวความทุกข์ที่มันเป็นปัญหา (ตัวความทุกข์นั่นแหละคือปัญหา) ; ต้องมองให้เห็น ปัญหานั้น ให้ถูกต้องเสียก่อน ในฐานะมันเป็นปัญหา แล้วมันจึงจะแก้ปัญหาได้ถูกต้อง. อย่างน้อยเราต้อง รู้เรื่อง ความเจ็บ ความไข้ ความป่วย อะไรของเรานี้ เสียก่อน ว่ามันเป็นอย่างไร เราจึงจะหาวิธีแก้ไขมันได้. ถ้าคุณมองไม่เห็นตัวปัญหา หรือตัวความทุกข์ แล้วมาขอคำตอบจากผม ขอวิธีแก้ไขป้องกันความทุกข์
น.28 ๒๔ อะไรนี้ มันก็เป็นเรื่องน่าหัว ; บางทีจะเป็นเรื่องหลับตา กันทั้งคุณและผม ทั้งสองฝ่ายต่างก็หลับตาว่ากันไป โดยที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นตัวปัญหา หรือตัวความทุกข์ ; แล้วก็พูดกันถึงเรื่องวิธีแก้ปัญหา แก้ความทุกข์กันเสียจน น้ำลายฟุ้งไปเท่านั้นเอง. เดี๋ยวนี้มันอยู่ในสภาพอย่างนี้ ทั้งนั้น ที่กรุงเทพ ฯ ก็ตาม ที่ไหนก็ตาม มันอยู่แต่ใน สภาพอย่างนี้ : มันมีแต่เรื่องพูด ซึ่งตัวผู้พูดก็ไม่รู้ว่า อะไร, แล้วฟังดูก็แปลกดี สนุกดี ดูประเสริฐสูงสุด อะไรดี, เรื่องธรรมะ อย่างนั้นอย่างนี้, ธรรมะสูงสุด อย่างนั้นอย่างนี้. ขอให้ตั้งต้นด้วยการรู้จักตัวความทุกข์กัน เสียก่อน แล้วก็มาตามลำดับว่า เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร ? จึงจะรู้สภาพตรงกันข้าม คือความดับทุกข์นั้นเป็นอย่างไร ? แล้วก็จะพบวิธีที่ถูกต้องได้ นั้นก็คือเรื่องอริยสัจจ์ในพระ พุทธศาสนา มีอยู่ ๔ หัวข้อว่า :- ความทุกข์คืออะไร ?- เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร ? - ความไม่มีทุกข์เลยนั้น คืออย่างไร ? แล้วจะทำโดยวิธีใดจึงจะได้มา ? นี่คือ
น.29 ๒๕ อริยสัจจ์ ที่เรียกกันว่า เป็นตัวพระพุทธศาสนา มีอยู่ อย่างนี้. เดี๋ยวนี้มันอยู่ในลักษณะอื่น คือสมัครเล่น สมัครรู้ สมัครเรียนโดยที่ไม่มีปัญหา คือตัวความทุกข์ แต่มาสมัคร จะปฏิบัติเพื่อดับทุกข์. พวกไปวัดไปวา เข้าวัดเข้าวา ก็เป็นอย่างนี้เสียโดยมาก. ทีนี้คนหนุ่ม นักศึกษา หรือนักเรียนนี้ ก็สนใจพุทธศาสนา ก็มักจะอยู่ในรูปนี้ เสียโดยมาก, คือไม่ได้พบตัวปัญหา แล้วติดตามมาจาก ปัญหานั้น ๆ. ถ้าเอาไปสอนในมหาวิทยาลัย ในฐานะเป็น วิชาพุทธศาสนา ก็เป็นเรื่องทฤษฎี ปรัชญา ทั้งนั้นเลย ; ไม่ทำให้เกิดความสว่างไสวทางวิญญาณ อะไรได้. มันกลายเป็นเรื่องยุ่ง หรือว่าปนกันยุ่ง ในทางวิญญาณ มากขึ้น. และถ้าหากว่า ข้อที่เอาไปเรียนนั้นมันผิด ๆ ถูก ๆ ด้วยแล้ว มันก็จะปนกันยุ่งใหญ่ จนผู้เรียนจับอะไร ไม่ได้ ; ฉะนั้นเรียนพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. ผมไปพูดที่คุรุสภาว่า ยิ่งเรียนพระไตรปิฎก ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา เขาไม่เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ว่าจะ
น.30 ๒๖ เป็นอย่างที่ผมพูดนั้น มันไม่มีเหตุผล. ยิ่งไปเรียนพระ ไตรปิฎก ยิ่งไม่รู้พระพุทธศาสนา เพราะพระไตรปิฎกนั้น มันอยู่ในรูปของวรรณคดี อักษรศาสตร์ พอไปเรียนเข้า มันเพลินไปในแง่วรรณคดี และอักษรศาสตร์; แม้ไป เรียนอภิธรรม มันก็เป็นเรื่อง Logic เป็นเรื่องปรัชญา, มัน ก็มัวเพลินแต่เรื่อง Logic เรื่องปรัชญา. เมื่อจิตใจไม่พบ ปัญหาความทุกข์ แล้วไม่สนใจจะดับทุกข์โดยตรง ยิ่งไป เรียนพระไตรปิฎก ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา มันคืออย่างนี้ คุณเอาไปคิดดูบ้าง. ที่จริงแท้นั้น มันต้องเรียนชีวิต เรียนธรรมชาติ เรียนตัวเอง จึงจะรู้พุทธศาสนา. พระไตรปิฎกก็เป็นการ บอกวิธีเรียนเหมือนกัน แต่มันมากนักจนคนจับไม่ได้; เว้นไว้แต่จะศึกษาอย่างถูกต้อง และเก็บเอามาอย่างถูกต้อง ใช้เป็นวิธีสำหรับดับความทุกข์ในใจโดยตรงนั้นได้. แต่ถ้า ไปมัวเรียน อักษรศาสตร์ วรรณคดีแล้วละก็ไม่มีทาง ; เช่น ไปเรียนจนได้เปรียญ ๙ ประโยค ๑๐ ประโยค เป็นมหา เปรียญแล้ว ก็ยังไม่รู้อะไรเลยที่จะดับทุกข์. เพราะเรียน ในแง่อักษรศาสตร์ ว่าไปได้อย่างนกแก้ว นกขุนทองเลย.
น.31 ๒๗ ฉะนั้นเรียนพระไตรปิฎกจะไม่รู้พุทธศาสนา ต้องเรียนเข้า ไปที่ตัวกิเลส ตัวความทุกข์จากในใจของคนเรา ในใจของ ตัวเองนั่นแหละ ; พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนั้น : ว่า โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับแห่งโลกก็ดี ทางให้ ถึงความดับแห่งโลกก็ดี เราตถาคตบัญญัติอยู่ในร่างกาย ที่ยาววาหนึ่งนี้ ที่ยังเป็น ๆ ที่ยังมีสัญญาและใจ ; นี่เหมือน กับพวกคุณนี้ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ที่ยังเป็น ๆ อยู่. ในร่างกายนี้ มันมีโลก มีเหตุให้เกิดโลก มีความดับสนิทแห่งโลก และทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลก. หมายความว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสว่า ให้ไปดูในพระไตรปิฎกใน เรื่องเหล่านี้ แต่ให้ดูในชีวิตในร่างกาย ที่ยาววาหนึ่งนี้. นี่คือข้อที่ผมพูดว่า ต้องเรียนจากชีวิตโดยตรง เรียนจากจิตใจนี้โดยตรง คือเรียนตัวกิเลส ตัวความ ทุกข์ โดยตรง จึงจะรู้พุทธศาสนา ชนิดที่ว่าเป็น พุทธศาสนาจริง ๆ. ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว มันเป็นเปลือก เป็นกระพี้ เป็นอะไรของพุทธศาสนา ในแง่ของวรรณคดี อักษรศาสตร์ อะไรต่าง ๆ นานา
น.32 ๒๘ นี่เรียกว่า เราจะมองกันอย่างกว้าง ๆ ให้รู้จักสิ่ง ที่เรียกว่าชีวิตนี้เสียก่อน. ชีวิต ทาง Biology ทางอะไรนั้น ผมไม่เอานะ ไม่พูดด้วย เมื่อ Protoplasm ในเซลล์หนึ่ง ๆ ยังสดอยู่ เรียกว่า มีชีวิตอยู่, อย่างนี้ไม่เกี่ยวข้องกันเลย. คำว่า "ชีวิต" ทางฝ่ายวัตถุอย่างนั้น มันไม่เกี่ยวข้อง กันเลยกับพุทธศาสนา; มันต้องหมายถึงชีวิตในทางฝ่าย ธรรมะฝ่าย Spiritual - sense มันจึงจะเป็นเรื่องของพุทธ- ศาสนา. ศาสนาไหนก็เหมือนกันแหละ คำว่า "ชีวิต" เขาไม่ได้หมายถึงชีวิตทาง Biology หรือภาษาพูดธรรมดา ว่า ยังเป็น ๆ อยู่ ยังไม่ตาย ก็เรียกว่ามีชีวิต อย่างนั้น มันเป็นชีวิตในภาษาอักษรศาสตร์ ; อย่างนี้มันไม่พอ เพราะคำว่า "ชีวิต" มันมีอะไรมากกว่านั้น เพราะเขาอาจ จะพูดได้ว่า แกนี่ ไม่มีชีวิตแล้ว บางทียังเป็น ๆ อยู่นี่แหละ แต่ก็ชี้หน้าได้ว่า ไม่มีชีวิตแล้ว ; คือไม่มีชีวิตตาม ความหมายของคำว่า "ชีวิต". ในคัมภีร์ของพวกคริสเตียน พระเยซูพูดว่า :- สละชีวิตเสียแล้ว จะได้ "ชีวิต". "สละชีวิตเสียแล้ว จะ ได้ชีวิต" พูดสั้น ๆ เท่านี้ พวกคริสเตียนเองก็คงฟัง
น.33 ๒๙ ไม่ถูก แล้วพวกคุณก็ยิ่งพึ่งไม่ถูก ในสำนวนประหลาด ๆ อย่างนี้. ให้สละชีวิตบ้า ๆ บอ ๆ นี้เสีย แล้วก็จะได้ชีวิต นิรันดรของพระเจ้า นี้คือชีวิต ที่เป็นแบบแห่งการครอง ชีวิต ก็เรียกว่าชีวิตได้เหมือนกัน. คำว่า Life นั้นมันมี ความหมายมากมาย .- จงสละ Life แล้วจะได้ Life. เดี๋ยวนี้มันมี Life, มีชีวิตอย่างโง่ ๆ ไปหลงควาย ตัวที่สองเสียเรื่อย แล้วได้ชีวิตใหม่ที่ฉลาด รู้จักคุณค่า ของควายสองตัว แล้วก็ดำเนินชีวิตไปถูกทาง, แล้วก็ไป ถึงพระเจ้าได้ เรียกว่าชีวิตนิรันดร. พุทธบริษัทก็เรียกว่า อมตธรรม อมตภาพ ชีวิตที่ไม่รู้จักตาย. ชีวิตที่แท้จริง นั้นต้องไม่รู้จักตาย ; ถ้ายังรู้จักตาย ยังไม่ใช่ชีวิต อย่างนี้เป็นต้น. นี่เรารู้จักชีวิตกันแต่ในแง่ของวัตถุ หรือในแง่ ของภาษาชาวบ้าน ไม่รู้จักชีวิตในภาษาศาสนา. เดี๋ยวนี้ เราเรียกว่า ชีวิตทางฝ่ายวิญญาณ ชีวิตทางฝ่ายที่ไม่ใช่วัตถุ นี้ลองคิดดูให้ดี ๆ ว่า อะไรที่เรายังไม่รู้ ? คำว่า Spiritual - Enlightenment. Enlightenment คือ ความตรัสรู้ คือความรู้อย่างสว่างไสว. มีความรู้
น.34 ๓๐ อย่างสว่างไสวนั้นแล้ว ยังต้องมีคำว่า Spiritual กำกับ อยู่อีก ; คือมันทางฝ่ายธรรมะ ทางฝ่ายจิตฝ่ายธรรม ; ดังนั้นความรู้ทางฝ่ายวัตถุนี้มันช่วยไม่ได้. แล้วสิ่งที่เรียก ว่า Enlightenment นั้น อย่าไปทำเล่นกับมัน พวกคุณ อาจจะไม่รู้ว่าคืออะไรก็ได้ เพราะคำว่า รู้ รู้ นี้มันมีหลาย คำนัก แล้วมันหลายระดับด้วย. คุณอ่านหนังสือ เรียนหนังสืออย่างในมหาวิทยา- ลัยนี้ คุณก็ได้ความรู้ เราเรียกว่า Knowledge หรืออะไร ก็ตามใจ, มันก็คือความรู้เท่านั้น. แล้วคุณก็ใช้ความรู้นี้ใน การศึกษาค้นคว้า ในการใช้เหตุผล ใช้ Reasoning, โดยใช้ อันนี้เป็นเครื่องมือ คุณก็จะได้ Understanding หรืออะไร ที่เป็นทำนองเดียวกันนั้นมา ; เรียกว่ามัน convince เข้าไป อีกขั้นหนึ่งจาก Knowledge ; นี้ก็ยังไม่ใช่ Enlightenment เพราะมันอาศัยเหตุผล (Reasoning). "สำหรับความรู้ Knowledge นั้นอาศัยตำรับตำราศึกษาเล่าเรียน (Studying) อะไรก็ตาม นั้นมันยังต่ำเกินไป. ทีนี้ ความเข้าใจ (Under- standing) พวกนี้ มันก็อาศัยเหตุผล (Reasoning), มันเป็น ทาสเป็นขี้ข้าของเหตุผล ไม่ใช่ความรู้แจ้ง (Enlightenment)
น.35 ๓๑ ที่นี้คุณเอาความรู้ understanding อันนี้ไปใช้ ต่อไป ในการรู้จักสิ่งที่รู้จากจิตใจโดยตรง, คือเอาประสพ- การณ์ (Experience) ต่าง ๆ ในชีวิตเป็นบทเรียน แล้ว ก็ยังจำกัดชัดลงไปด้วยว่า Spiritual Experience ต้องเป็น Experience ทาง Spiritual คือทางฝ่ายที่เกี่ยวกับจิต วิญญาณ ธรรมะชั้นสูงนั้นมา. เช่น คุณเคยเป็นเด็กมา เป็นอย่างไร ? แล้วมันผ่านอะไรมาในชีวิต ! ตั้งแต่เด็กมา จนบัดนี้ เจ็บปวดอย่างไร ? สุขทุกข์อย่างไร ? กิเลสเป็น อย่างไร ? เหล่านั้นแหละเขาเรียกว่าเป็น Spiritual- Experience เอาเรื่องเหล่านี้มาศึกษาใหม่ โดยใช้วิชา ความรู้ที่เรียนทางหนังสือ ทาง Reasoning อะไรต่าง ๆ มาช่วยกันจนกว่าจะรู้แจ้ง มันว่า กิเลสคืออะไร ? ความ ทุกข์คืออะไร ? อย่างที่เรียกว่า Realization มันจึงจะเป็น ประเภท Enlightenment. ฉะนั้นพวก Knowledge ยังพึ่งไม่ได้, พวก Understanding ทั่วๆ ไปนี้ ก็ยังไว้ใจไม่ได้ เพราะมันยัง ขึ้นอยู่กับเหตุผล. ฉะนั้นต้องเหนือจากเหตุผล ก็คือเรื่อง
น.36 ๓๒ จริงที่มีมาแล้วแต่หนหลัง แล้วมาเห็นอยู่กระทั่งเดี๋ยวนี้, เช่นว่า พอเกิดความกำหนัด เกิดราคะขึ้นมา แล้วมัน ร้อนอย่างไร ? คุณไม่ต้องใช้เหตุผล ไม่ต้องอาศัยความรู้ ในหนังสือ. ถึงแม้ความรู้ในหนังสือจะบอกว่า ราคะเป็น ของร้อน มันก็คล้ายนกแก้วพูด. หรือจะใช้เหตุผลว่า ราคะคงจะเป็นของร้อน มันก็เป็นการคาดคะเนเท่านั้นเอง มันต้องเคยมีราคะมาแล้ว แล้วมันร้อนอย่างไร รู้อย่างนั้น แหละเรียกว่า Spiritual Experience มันเป็น material ของ Enlightenment. เราไม่เอา Enlightenment แขนงอื่น เราจะเอาแต่แขนงที่เกี่ยวกับเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ คือ ความทุกข์ และความดับทุกข์ท่าเดียว Spiritual - Enlightenment อย่างนี้เคยมีเต็มไปหมด ในผืนแผ่นดิน ตะวันออกของเรา คือมีศาสนาพุทธ มีศาสนาโซโรอัสเตอร์ แล้วก็มีศาสนาเวทานตะ คือฮินดู กระทั่งมีเล่าจื้อ ขงจื๊อ กระทั่งมีคริสเตียน ศาสนาซิกซ์ ศาสนาอิสลาม เป็นต้น, ซึ่งเป็นเรื่องแสงสว่างทางวิญญาณทั้งนั้น. แต่แล้วเรา ก็ไม่เข้าใจศาสนาเหล่านั้น หรือว่าคนในศาสนานั้น ๆ ก็ไม่ เข้าใจศาสนานั้น ๆ ยิ่งขึ้นทุกที ๆ ; - ไม่เหมือนสมัยก่อน.
น.37 ๓๓ ยิ่งไม่เชื่อ แล้วก็ตัดความเชื่อไปเสียเลยด้วย ; ความเข้าใจ ไม่มี แล้วก็ไม่ยอมเชื่อ ไม่ยอมรับด้วย, เราจึงเลยสูญเสีย ของประเสริฐวิเศษของตะวันออกนี้ไปทุกที ๆ ไปเป็น ทาสทางปรัชญาของฝรั่งทางตะวันตกมากขึ้นทุกที. ผมพูดอย่างนี้ไม่กลัวพวกฝรั่งโกรธ พูดที่ไหน ก็พูดอย่างนี้, พูดกับพวกฝรั่งก็พูดอย่างนี้ เขียนก็เขียน อย่างนี้ ไม่กลัวโกรธ ; เพราะถือว่าพูดความจริง นี้อย่าง หนึ่ง แล้วก็ถือว่าพูดเพื่อจะดึงพวกเรานี้ กลับมาสู่ของดี วิเศษประเสริฐของเรา ที่เคยมีมาแต่กาลก่อน ; ดึงกลับ มาสู่ของดี ที่เราเคยมีมาแต่กาลก่อน ซึ่งเวลานี้กำลังจะ แหกคอก แตกคอกออกไปนิยมสิ่งที่เป็นมาร สิ่งที่จะเป็น ผู้ทำลายล้าง ให้มนุษย์สูญเสียความเป็นมนุษย์ ให้โลกนี้ ไม่มีสันติภาพ, ดึงมาสู่สภาพเดิมของเรา. มันเป็นสิ่งที่ ทำได้ เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องเฉพาะคนเป็นคน ๆ ไป เราไม่อาจจะดึงมาทั้งหมด หรือทั้งโลก แต่ว่าเราอาจจะดึง มาได้เป็นคน ๆ ไป ด้วยการขอร้องให้คน ๆ นั้นดูเสียใหม่ ว่าอะไรเป็นอย่างไร ? ชีวิตคืออะไร ? เกิดมาทำไม ? มนุษย์จะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะได้รับนี้ ได้โดยวิธีใด ?
น.38 ๓๔ เดี๋ยวนี้ผมกำลังพูดกับพวกคุณ ซึ่งเป็นนิสิตมหา วิทยาลัย หรือว่าในระดับที่เทียบเท่าอย่างนั้น ก็อยากจะขอ เตือนสักหน่อยว่า พวกคุณอย่าเพ่อทะนงตัวว่ามีความรู้ใน ขั้นอุดมศึกษา เพราะว่าคุณยังไม่รู้ แม้แต่คำถามที่ว่า เกิดมาทำไม ?, คุณยังไม่รู้แม้แต่ว่าตัวเองนี้ เกิดมาทำไม ? คุณขาดความรู้อันนี้, ฉะนั้นไม่ใช่อุดมศึกษาดอก, สิ่งที่ เรียน ๆ อยู่นั้น ถ้าว่าเป็นอุดมศึกษา มันก็เป็นอุดมศึกษา ของเด็กอมมือ ที่เห็นแต่ลูกกวาด, คือเป็นอุดมศึกษา ของมนุษย์ที่รู้จักแต่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ. พอ คุณจบมหาวิทยาลัย คุณก็มีอุดมศึกษาของมนุษย์ธรรมดา ที่มีแต่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ, ถือว่าเป็นอย่างดี ที่สุดของมนุษย์ที่เป็นทาสของ เทคโนโลยี การที่ยืมเอาคำว่า "อุดมศึกษา" ไปใช้นั้น พวก พุทธบริษัทเขาหัวเราะ เพราะว่าอุดมศึกษาของพุทธบริษัท นั้น มันหมายถึงปฏิบัติไปจนถึงขนาดบรรลุ มรรค ผล นิพพาน. ข้อที่พุทธบริษัทเรียกว่า อุดมศึกษา อุดม วิชา อุดมอะไรก็ตาม มันหมายถึงบรรลุ มรรค ผล
น.39 ๓๕ นิพพาน. ถ้าเอาอุดมศึกษาไปใช้แก่การจบหลักสูตรมหา- วิทยาลัยเสียแล้ว, แล้วเรื่องบรรลุ มรรค ผล นิพพาน จะเอาคำไหนมาใช้. ที่พูดกันนี้ เพื่อป้องกันการลืมตัว ว่าอุดมศึกษานั้นมันยังเป็นอุดมศึกษาของเด็กอมมือ คือ เด็กที่ยังไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? ถ้าพวกคุณยังไม่รู้ว่า เกิด มาทำไม ? ผมอยากจะเรียกว่า เด็กอมมือ , ไม่ใช่เรียก ว่า นิสิต หรือนักศึกษา ในอุดมศึกษา แต่จะเรียกว่า เด็กอมมือที่ยังไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? ในสังคมทั่วไปนั้น คุณก็เป็นนิสิต คุณก็เป็นนัก ศึกษา ในขั้นอุดมศึกษา, แต่ในสังคมสวนโมกข์นี้ คุณ เป็นเด็กอมมือ, เพราะว่า คุณยังไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ? นี่แหละขอให้นำเรื่องนี้ไปคิดดู เพราะว่าคุณตั้งปัญหาถาม มาในลักษณะที่เป็นอุดมศึกษาจริง ๆ ว่า ทำอย่างไรจึงจะ ป้องกันไม่ให้ความทุกข์เกิดขึ้นมา ? แล้วทำอย่างไรจึง จะทำลายความทุกข์ที่เกิดอยู่แล้วให้หมดไปได้ ! นี่แหละ เป็นอุดมศึกษาจริง ๆ, เป็นปัญหาทางอุดมศึกษา ; ถ้ารู้ แล้วก็เป็นผู้สำเร็จอุดมศึกษา ไม่ใช่เด็กอมมือ. ผมก็เลย
น.40 ๓๖ ตอบอย่างคร่าว ๆ กว้าง ๆ รวม ๆ กันไปว่า คุณต้องมีควาย สองตัวสำหรับเทียมชีวิต, ให้ชีวิตเป็นไปได้ด้วยควายสองตัว คือทั้ง เทคโนโลยี และทั้ง Spiritual Enlightenment, สองอย่างนี้คู่กันไป คุณก็จะพ้นจากภาวะที่เป็นเด็กอมมือ ในพุทธศาสนา จะมาสู่ความเป็นมนุษย์ ที่ว่าเติบโตแล้ว เจริญแล้ว ถึงขนาดที่เรียกว่าจะเป็นพุทธบริษัทได้. ในวันนี้เราพูดกันถึงเรื่องอารัมภกถา ก็หมายความ ว่าเรื่องกว้าง ๆ ที่จะให้เข้าใจเรื่องเฉพาะ ๆ อย่างชัดเจน แล้ววันหลังเราก็จะพูดถึงโดยรายละเอียดอย่างใดอย่างหนึ่ง ในข้อที่ว่าความทุกข์เป็นอย่างไร ? เกิดมาจากอะไร ? จะ ดับมันได้โดยวิธีใด เป็นต้น. เพราะการที่พูดแต่เพียงว่า ให้ชีวิตนี้เทียมด้วยควายสองตัว นี้มันก็เห็นคร่าวๆ เท่านั้น ว่าเราจะต้องเจริญทั้งวิชาฝ่ายเนื้อหนัง และวิชาฝ่าย วิญญาณ ; จะต้องรู้จักคำพูดทั้ง ๒ ภาษา คือคำพูดภาษา คนธรรมดาพูด และคำพูดภาษาพระอริยเจ้าพูด. ไปหา รายละเอียดอ่านเอาเอง จากหนังสือเล่มเล็กๆ ที่เรียกว่า “ภาษาคน - ภาษาธรรม" ซึ่งคุณจะได้รู้ภาษาสองภาษา เพิ่มขึ้น.
น.41 ๓๗ เช่นคำว่า "ชาติ" - ความเกิด นี้ ภาษาคนก็ว่า เกิดมาจากท้องแม่, แต่ภาษาธรรมเขาหมายว่า ความ เกิดแห่ง Conception thought ว่า กู ว่าของกู ครั้งหนึ่ง, เรียกว่า "ความเกิด". คำว่า ความเกิด มีความหมาย ต่างกันอยู่อย่างนี้ นี่เป็นตัวอย่างเท่านั้น ; ต่อเมื่อคุณ รู้จักทุกๆ สิ่งในความหมายทางภาษาธรรมด้วย เมื่อนั้น แหละจึงรู้จักควายสองตัวอย่างถูกต้อง, จะมีความรู้เรื่อง ควายสองตัวถูกต้องและครบถ้วน. เรื่องอารัมภกถาของเราก็พอกันทีสำหรับวันนี้.
น.42 ๓๘ (ในวันนี้ถ้าเกิดฉุกนึกแปลกใจว่า ทำไมเรามา นั่งกลางดินกันอย่างนี้ ก็ขอให้นึกถึงพระพุทธเจ้าว่า นี่ เราทำเพื่อจะเป็นเครื่องระลึกถึงพระพุทธเจ้า ป้องกันความประมาท. คุณเรียนกันบนตึกราคา แสน ๆ ล้าน ๆ ทั้งนั้นที่กรุงเทพฯ คุณนั่งเรียน นั่งสอนกันบนตึกราคาแสน ๆ ล้าน ๆ เดี๋ยวนี้ผม ขอให้คุณนั่งกลางดิน, เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่าน เกิดกลางดิน ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณกลางดิน โคนต้นไม้ แล้วก็สอนสาวกส่วนมากก็กลางดิน ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็นิพพานที่กลางดิน. ฉะนั้น เราไม่ต้องการตึกราคาล้าน ๆ. การทำอย่างนี้ จะเป็นทางให้เราปลีกตัวออกมาจากความ เป็นทาสของเทคโนโลยี อย่างนี้เป็นการใช้ ชีวิตอย่างสาวกของพระพุทธเจ้า นั่งกลางดิน ใต้ต้นไม้ แล้วก็เป็นเวลาที่สงบสงัด.)
Buddhadasa