Buddhadasa.org
หนังสือหลักปฏิบัติเกี่ยวกับทานบริจาค › อ่านฉบับเต็ม

📖 หลักปฏิบัติเกี่ยวกับทานบริจาค

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกข ๑๐ เมษายน ๒๕๑๔ — เอกสารชุดมองด้านใน · วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๑๔

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.5 ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายในวันนี้มีหัวข้อตามที่กำหนดไว้ว่า หลักปฏิบัติเกี่ยวกับทานบริจาค ซึ่งท่านทั้งหลายก็ได้ ทราบแล้ว จากแผ่นประกาศที่แจกไป ในครั้งที่แล้วมาเราได้พูดหลักปฏิบัติ ในเรื่อง สรณาคมน์ ถือกันว่าเป็นเรื่องแรก ซึ่งเป็นหญ้าปาก คอก ทีนี้เรื่องการให้ทานก็เหมือนกัน คนส่วนมาก มักจะถือกันว่าเป็นเรื่องหญ้าปากคอก หมายความว่า มันง่าย หรือรู้กันอยู่ดีแล้ว ทำไมจึงต้องเอาเรื่องนี้มาพูดอีก ที่เอาเรื่องนี้ มาพูดอีก ก็ขอให้ถือว่าเพื่อการปรับปรุงให้มันดีขึ้น กว่าเดิม แม้ว่าที่ทำอยู่ก่อนนั้น เป็นความงมงายก็ตาม

น.6 ๒ หรือไม่งมงายแล้วก็ตาม มันก็ยังมีทางที่จะปรับปรุง ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ฉะนั้นต้องพูดกันอีกครั้งหนึ่ง และ พยายามที่จะพูดให้ดีที่สุดครั้งเดียว แล้วก็จะใช้ได้ตลอด ชีวิต เพราะฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนกำหนดจด จำไว้ให้ดี ๆ ว่าเรื่องทานบริจาค หญ้าปากคอก ก.ข. ก. กานี้ จะพูดกันอีกครั้งหนึ่งให้สิ้นเชิง แล้วก็ถือ ปฏิบัติได้จนตลอดชีวิต การพูดเช่นนี้พูดในลักษณะนี้ ขอให้ถือว่าเป็น การช่วยเหลือพิเศษจากที่เขาพูดกันอยู่ตามธรรมดา ตรงนี้จะหาว่าอวดหรือคุยหรืออะไรก็ตามใจ ถ้าจะหา ว่าอวดหรือคุยก็จะต้องขอคุยสักหน่อยว่า พูดอะไรที่ นี่ต้องมีพิเศษเสมอ พิเศษตรงที่มันไม่ค่อยซ้ำกับใคร พูด หรือมีอะไรแปลกออกไป โดยอย่างน้อยที่สุดก็ ทำให้เรื่องมันสั้นเข้าง่ายเข้า เป็นวิธีลัด แล้วก็กว้าง ขวางกินความไปถึงทุกเรื่อง ที่จริงเขาอาจจะพูดเรื่องการให้ทานตั้งหลาย ๆ ชั่วโมงก็ได้ แต่แล้วมันก็ไม่มีอะไรมาก มันซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่ที่เรื่องเดียว

น.7 ๓ ทีนี้จะพูดเป็นพิเศษก็ตรงที่ว่า จะพูดให้หมดทุก เรื่องที่เกี่ยวกับการให้ทาน พูดโดยตรงก็คือว่า จะรวบ รวมเรื่องที่เกี่ยวกับทานที่มันไม่ซ้ำกัน จากที่มาในพระ บาลีต่าง ๆ มาไว้ในที่เดียวกันนี้ให้มันหมดทุก ๆ เรื่อง ซึ่งก็คุยได้ว่ามันยังไม่เคยมีทำกันที่ไหน จึงขอให้สนใจ เป็นพิเศษ จะรวบรวมเรื่องเกี่ยวกับการให้ทานที่เป็น หลักปฏิบัติมาใส่ไว้ในที่นี้ทั้งหมด แล้วยังแถมอยู่ใน ลักษณะพิเศษ คือส่งเสริมให้รุดหน้าไปยังพระนิพพาน โดยเร็ว โดยปกติคนทั่วไปเขาถือกันว่า เรื่องการให้ ทานนี้เป็นเรื่องต่ำ ๆ เป็นเพียงบันไดของสวรรค์ นั้นมันพูดกันถึงการให้ทานอย่างเด็ก ๆ หรือตาม ธรรมดาถ้าหากว่าทำเป็นคือให้ทานให้เป็น เรื่องการ ให้ทานกลายเป็นเรื่องของพระนิพพานไปก็ได้ เป็น เรื่องลัดดิ่งตรงไปยังพระนิพพาน อย่างนี้ก็ทำได้ ฉะนั้นจึงว่าเราพูดอะไรก็เป็นพิเศษตรงนี้ ขอให้สนใจ เป็นพิเศษเพราะมันเป็นการช่วยย่นหนทางที่ไกลนั้น

น.8 ๔ ให้มันสั้นเข้าเป็นเรื่องช่วยย่น หนทางที่ยาวนั้นให้มัน สั้นเข้า ขอให้ฟังให้ดี ๆ และถ้าทำได้ดีแล้ว เรื่อง นิพพานนี้ถึงได้เพราะการให้ทาน มันจะแปลกหรือ ไม่แปลกลองฟังดู ที่เคยดูหมิ่นเรื่องทานกันว่า เป็นบันไดขั้นต้น เป็นบันไดขั้นแรกขั้นเดียวเท่านั้น นั่นแหละมันคือ ความเข้าใจผิด ถ้ามัวทำกันแต่อย่างนั้น มันก็เป็นอย่าง นั้น ก็ให้ทานกันไปจนตาย แต่ถ้าให้ทานเป็นแล้ว ไม่ต้องทำอื่นก็ได้ เพียงแต่ให้ทานอย่างเดียวก็ถึง นิพพานได้ เดี๋ยวก็จะว่าให้ฟัง ใจความสำคัญมันมีอยู่หน่อยหนึ่ง. ขอให้ฟัง ให้ดีว่า การให้ทานมันมีอยู่ ๒ อย่าง - ให้ทานชนิดที่จะเวียนว่ายไปในวัฏฏะก็มี - ให้ทานที่จะออกไปเสียจากวัฏฏะนั้นก็มี ที่แล้ว ๆ มา มันพูดกันแต่เรื่องให้ทาน ที่จะ เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ ทำบุญให้ทานแล้วไปเกิดดี เกิด สวย เกิดรวยไปสวรรค์ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ อยู่แต่เท่านี้ ไม่เลยไปถึงนิพพานสมบัติ ซึ่งมันนอก วัฏฏะ

น.9 ๕ ถ้าให้ทานเป็น ผลทานนั้นจะส่งไปนอกวัฏฏะ ไม่เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะก็ได้เหมือนกัน ทีนี้ก็จะพูดเรื่องที่แปลกให้ฟังต่อไปอีกว่า ถ้า เราเอาเรื่องทาน การให้ทานทั้งหมดทั้งสิ้นทุกอย่าง มารวมกันเข้าแล้ว ก็จะแบ่งทานทั้งหมดนี้ได้ ๒ ชนิด อีกตามเคยคือ - ทานชนิดหนึ่งเนื่องด้วยปฏิคาหก คือต้องมี ผู้มารับทาน - ทานอีกชนิดหนึ่งไม่ต้องมีปฏิคาหก ไม่ต้อง มีใครมารับทาน นี่ลองฟังดูซิว่า มันแปลกหรือไม่แปลก ฉะนั้น จึงสัญญาว่ามันจะต้องแปลก ตรงที่จะพูดเรื่องว่าให้ ทานโดยไม่ต้องมีปฏิคาหกก็ทำได้ ดังนั้นทานที่ให้ แล้วเวียนว่ายไปในวัฏฏะนั้น มันเป็นพวกทานชนิดที่ ต้องมีปฏิคาหกรับทั้งนั้น ทีนี้ทานที่ให้แล้วจะออกไป เสียนอกวัฏฏะ ไม่มาเวียนว่ายอีกต่อไปนี้ ทานนี้ไม่ ต้องมีผู้รับ ไม่ต้องมีปฏิคาหก ไม่ต้องมียาจกเข็ญใจ มารับก็ได้ นี่เรื่องทานมันเป็น ๒ อย่างขึ้นมาอย่างนี้

น.10 ๖ อย่างต่ำก็ เวียนว่ายไป ในวัฏฏะ มีคนรับ ทาน อย่างสูงก็ไม่เวียนว่ายไปในวัฏฏะ อย่างนี้ไม่ต้องมีใคร รับทาน แล้วอย่างที่ว่าเวียนว่ายไปในวัฏฏะนั้นแหละ คือที่พูดกันอยู่โดยมาก มัน ให้เพื่อตัวกูของกู ทาน ประเภทนี้ ส่วนทานประเภทออกไปนอกวัฏฏะนั้น มัน ให้ตัวกูของกูนั้นออกไปเสียเลย ใจความสำคัญมัน อยู่ที่นี้ ทำบุญให้ทานเพื่อประโยชน์แก่ตัวกู ให้ตัวกู มันได้อะไรดีขึ้นมากขึ้น นี้มันชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรม- ดามาก แล้วรู้จักกันอยู่ทั่วไป ทีนี้ทานชั้นพิเศษ ที่จะเอามาพูดให้สิ้นเชิงนี้ ก็คือว่า ให้ตัวกูของกูออกไปเสียเลย อย่าให้มีเหลือ มันเป็นทานพิเศษสูงสุด ไม่ต้องมีใครมารับ แต่ก็ เป็นการให้ที่แท้จริงด้วยเหมือนกัน ทีนี้สำหรับทานที่ว่ามีปฏิคาหกมารับนี้ เราก็ จะต้องแบ่งได้เป็น ๓ ชนิดด้วยกัน ให้จำหัวข้อไว้ให้ ดี ๆ ก่อน .-

น.11 ๗ ทานอย่างแรกก็คือ วัตถุทาน ให้วัตถุสิ่งของ นี้เป็นทานที่ต้องมีผู้รับ แล้วอย่างที่ ๒ ก็ให้อภัยทาน อภัยโทษ อภัย ทานนี้ นี้ก็ต้องมีผู้รับ แล้วอย่างที่ ๓ ให้ธรรมทาน นี้ก็ต้องมีผู้รับ ๓ อย่างนี้มันเป็นทานที่มีผู้รับ ทีนี้อีกประเภทหนึ่งตรงกันข้าม จะต้องขอเรียก เอาเองว่า สุญญตาทาน นี่ไม่เคยได้ยินสุญญตาทาน ท่านทั้งหลายคงไม่เคยได้ยิน แต่มันเป็นเรื่องที่มีกล่าว อยู่ในพระบาลี ในพระคัมภีร์ เป็นเรื่องการบริจาค ด้วยเหมือนกัน แต่ไม่มีใครกล่าวไว้หรือไม่ได้เรียกไว้ ว่าสุญญตาทานโดยตรง พูดไว้โดยเนื้อเรื่อง แล้วเรา ก็มองเห็นชัดว่า อ้าว! นี่มันเป็นการให้ที่เนื่องด้วย สุญญตา สุญญตาทานที่ว่านี้ คือทานประเภทที่ไม่ต้อง มีผู้รับ แล้วไม่เวียนว่ายไปในวัฏฏะอีกต่อไป ทาน ๓ อย่างข้างต้นนั้นมันมีทางที่จะเวียนว่าย อยู่ในวัฏฏะ

น.12 ๘ ขอทบทวนอีกทีว่า เราจะพูดถึงเรื่องทานการ บริจาคนี้ ๔ ชนิด ๓ ชนิดแรกคือให้วัตถุเป็นทาน ให้อภัยเป็นทาน ให้ธรรมะเป็นทานนี้ต้องมีผู้รับ อย่างที่ ๔ ให้สุญญตา คือให้ทานที่เนื่องด้วยสุญญตา นี้ไม่ต้องมีผู้รับ ทีนี้ก็จะว่าโดยละเอียดทีละอย่าง ๆ อย่างที่ ๑ เรียกว่า อามิสทาน หรือวัตถุทาน ก็ได้ แล้วแต่จะเรียก วัตถุทานคือให้วัตถุ อามิสทาน ก็คือให้ อามิส อามิสคำนี้แปลว่าเหยื่อ ฟังแล้วน่า ขยะแขยง อามิสนี้หมายถึงของที่จะกินทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แม้แต่ข้าวปลาอาหารนี้ เขาก็เรียกว่าอามิส. อามิสทานมีผู้รับหรือต้องมีผู้รับ เพราะฉะนั้นจะต้องมีผู้รับที่ดี แล้วต้องมีวัตถุทานที่ดี แล้วต้องมีการให้ที่ดี นี่คือหลักปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ วัตถุทาน ถ้าท่านทั้งหลายจะให้วัตถุทาน อามิสทานต้อง เลือกดูให้ดี ให้มีผู้รับที่ดี ให้มีสิ่งของที่ดี แล้วมีการ

น.13 ๙ ให้หรือการกระทำ การให้นั้นที่ดี นี้เราจะได้ว่ากันต่อ ไป ที่ว่าจะต้องมีปฏิคาหกที่ดีนี้ เขาเล็งถึงผู้ที่จะ มารับทาน จะดีมากดีน้อย หรือถึงกับเลว หรือถึง กับอะไรก็ได้ ทานนั้นมันก็ต่าง ๆ กันเปลี่ยนแปลง กันไป จึงขอให้เอาผู้รับทานเป็นหลัก เราจะพูดกัน ถึงเรื่องนี้ต่อไป อย่างที่ ๑ เราให้เพราะสงสาร ผู้รับก็คือสัตว์ เดรัจฉาน หรือคนขอทาน หรือคนที่ช่วยตัวเองไม่ ได้ นี่คือปฏิคาหก เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เป็นคน ขอทานบ้าง เป็นคนที่ทุพพลภาพช่วยตัวเองไม่ได้ หู หนวกตาบอดอะไรอย่างนี้ อย่างที่ ๒ ให้เพราะความเลื่อมใส ฉะนั้นตัว ปฏิคาหก ก็คือตัวผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เรามีความ เลื่อมใสแล้วเราจึงให้ ฉะนั้นผู้รับก็คือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติ ชอบนี้ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่คนขอทาน ไม่ ใช่คนทุพพลภาพ เพราะเราให้ด้วยความเลื่อมใส ไม่ได้ให้ด้วยความสงสาร

น.14 ๑๐ อย่างที่ ๓ เพื่อบูชาคุณ คนเราอย่าอวดดีไป เป็นหนี้บุญคุณคนอยู่รอบด้าน นับตั้งแต่พ่อแม่ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ และผู้มีมหากรุณาธิคุณ สูงสุด คือพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย ถ้าเราให้ไปในลักษณะบูชาคุณ ปฏิคาหกของเรา ก็ เช่นพ่อแม่บิดามารดาครูบาอาจารย์พระอรหันต์ทั้ง หลายมีพระพุทธเจ้าเป็นที่สุด นี้คือการให้เพื่อบูชาคุณ อย่างที่ ๔. ให้เพื่อใช้หนี้ นี้มันก็คล้าย ๆ กับ พวกบูชาคุณ แต่ว่าใช้หนี้นี้เรารู้สึกในความรับผิดชอบ รู้สึกในความจำเป็นที่เราจะต้องใช้หนี้ พระพุทธเจ้า เป็นเจ้าหนี้ พระธรรมเป็นเจ้าหนี้พระสงฆ์เป็นเจ้าหนี้ ปูชนียบุคคลทั้งหลายเป็นเจ้าหนี้ ครูบาอาจารย์ก็เป็น เจ้าหนี้ นี้เราก็ต้องให้เพื่อใช้หนี้ ปฏิคาหกก็คือเจ้าหนี้ นี่โดยนัยนี้เราจะเห็นได้ว่าปฏิคาหกนั้นมีต่าง ๆ ชนิด กัน เราก็ต้องเลือกให้ได้ปฏิคาหกที่ดีอย่างที่ว่ามา ทีนี้ถ้าว่า มันเป็นปฏิคาหกที่ไม่ดี จัดเป็น อย่างที่ ๕ เราให้ทานแก่คนไม่ดี เช่นคนอันธพาล

น.15 ๑๑ เราให้เพื่อหาวิธีให้เขากลับตัว ที่เราอุตส่าห์ให้ทาน ไปครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นอุบายอันหนึ่งเป็นวิธีอันหนึ่งที่จะ ให้คนอันธพาลกลับตัว เราจึงให้ทานแม้แก่คนอันธ- พาล จะเรียกว่าเป็นปฏิคาหกที่ไม่ดีก็ตามใจ แต่ถ้า เรามองกลับอีกแง่หนึ่ง ก็เป็นปฏิคาหกที่ดีที่ควรให้ เหมือนกัน ถ้าเราให้ไปแล้วเขากลับตัวได้ ทีนี้มีปฏิคาหกที่ไม่ดีอีกชนิดหนึ่ง คือยิ่งให้ ไปแล้วมันยิ่งขี้เกียจ ยิ่งให้ไปแล้วมันยิ่งเอาเปรียบ อย่างนี้เป็นปฏิคาหกที่ไม่ดี แต่เราก็ยังให้เพื่อว่าอย่า ให้เขาเป็นภัยแก่สังคม ถ้าเราให้เขาเสียบ้าง เขาจะ เป็นภัยแก่สังคมน้อยเข้า เราให้ทานถึงขนาดนี้ ซื้อ ความเป็นภัยแก่สังคมเอามาเสียจากพวกอันธพาล ก็ ยังให้ทานได้ แก่ปฏิคาหกที่ไม่ดี สรุปแล้วก็ว่า ปฏิคาหกที่ดีมีอยู่ ๔ พวก คือ ให้เพราะสงสาร ได้แก่สัตว์เดรัจฉานเป็นต้น ให้ เพราะเลื่อมใสในผู้ปฏิบัติดีเป็นต้น ให้เพื่อบูชาคุณ ของผู้มีคุณ แล้วก็ให้เพื่อใช้หนี้ผู้ที่เราเป็นหนี้บุญคุณ

น.16 ๑๒ เป็นหนี้ทั้งทางวัตถุ เป็นหนี้ทั้งทางธรรมก็มีอยู่ ส่วน ปฏิคาหกที่ไม่ดี เป็นอันธพาลนั้น เราให้เพื่อให้เขา กลับตัว แล้วถ้าเขาไม่ยอมกลับตัว เราก็ให้เพื่อซื้อ ความเป็นภัยต่อสังคมของเขาให้มันน้อยลง ทั้งหมดนี้เป็นหลัก ดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่า ต้องปฏิบัติอยู่ในโลกนี้ เงินที่เหลือใช้ ที่อาจจะเจียด ให้ได้นั้น ก็เอามาให้ทาน ให้มันครบถ้วนตามนัยที่ กล่าวนี้ นี้เรียกว่าเราจะต้องเลือกปฏิคาหก หรือผู้รับ ทานให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ อย่าให้การให้ทานนั้นมัน เสียหลาย นี่เรื่องปฏิคาหกจบไปแล้ว ทีนี้ก็มาพูดถึงเรื่องวัตถุทาน ตัววัตถุทานคือ สิ่งที่จะให้ วัตถุทานนี้จะเป็นสิ่งของก็ได้ หรือว่าจะ เป็นความสุขส่วนตัวที่ตนจะต้องสละออกไป เพื่อให้ เกิดความสุขแก่ผู้อื่นก็ได้ วัตถุสิ่งของเช่นเงิน เช่น สิ่งของโดยตรงที่มันเกื้อกูลแก่ชีวิต แก่กิจการงานของ เขา ตามทางวินัยเขาแยกวัตถุไว้เป็น ๔ คือ อาหาร

น.17 ๑๓ เรียกว่าบิณฑบาต แล้วเครื่องนุ่งห่มเรียกว่าจีวร ที่ อยู่อาศัยเรียกว่าเสนาสนะ เครื่องบำบัดโรคเรียกว่า คิลานเภสัช ตามหลักวินัยเราให้บิณฑบาต จีวร เสนาสนะ คิลานเภสัช ถ้าตามหลักของอภิธรรม ก็ว่าให้สิ่งที่เป็น ประโยชน์ทางตา ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ทางหู ให้สิ่ง ที่เป็นประโยชน์ทางจมูก ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ทาง ลิ้น ทางผิวหนัง ทางจิตใจ นี้วัตถุสิ่งใดมันไปเป็น ประโยชน์แก่สิ่งทั้ง ๖ นี้แล้วก็ให้ เขาว่านะ เขาว่า เขาพูดอย่างปรมัตถ์ ส่วนทางพระสูตร สุตตันตะนี้ก็มักจะระบุตัว วัตถุตรง ๆ ไปเลย ให้ข้าว ให้น้ำ ให้ที่อยู่อาศัย ให้ยานพาหนะ คือว่าให้ทุกอย่างที่มนุษย์มันจะใช้ เป็นประโยชน์ได้ แม้ที่สุดให้ร่ม ให้รองเท้า อย่าง นี้เขาก็เรียกว่าให้ยานพาหนะ ให้มุ้งกันยุง อย่างนี้ มันก็แปลกออกไปจากที่พูดแล้วในเรื่องวินัยหรือเรื่อง อภิธรรม

น.18 ๑๔ แต่ทั้งหมดนี้มันก็อันเดียวกันนั่นแหละ คือ วัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งที่มันจะเป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่ชีวิตการเป็นอยู่ หรือกิจการงานของเขา เราให้ไป. ทีนี้ถ้ามันไม่มีวัตถุที่จะให้ มันก็ยังเล็งถึงว่า บางทีเราต้องเสียสละความสุขของเรา ความผาสุก ของเรา ไปเจือจานเขา ก็นับรวมเข้าในวัตถุอีก เหมือนกัน สิ่งใดที่เกื้อกูลผู้อื่นโดยเราต้องเสียสละ แล้ว ก็เรียกว่า "วัตถุทาน" ทั้งนั้น นี้เรียกว่าวัตถุ เกื้อกูลแก่ชีวิตหรือการงาน ที่นี้อย่างที่ ๒ การช่วยเหลือทางเรี่ยวแรง ทาง เงินทอง ทางสติปัญญา ทางอำนาจวาสนา นี่แหละ เราช่วยเหลือผู้อื่นได้หลาย ๆ ทาง ทางเรี่ยวแรงนี้ไม่ ถึงกับเสียความสุขส่วนตัว แต่เราก็ต้องเสียเรี่ยวแรง หรือเสียเวลาอะไรบางอย่าง หรือมิฉะนั้นก็ช่วยเหลือ ทางการเงิน หรือมิฉะนั้นก็ช่วยเหลือด้วยอำนาจวาสนา สติปัญญา ที่เขาเรียกกันว่า น้ำลายไอปากอย่างนี้ มันก็เป็นเครื่องมือ สำหรับไปช่วยเขาได้เหมือนกัน

น.19 ๑๕ ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็เรียกว่า "วัตถุทาน" วัตถุแห่งทาน ได้เหมือนกัน ทีนี้วัตถุแห่งทานนี้ มันมีจำกัดอยู่ว่า ต้อง ประกอบด้วยธรรม ต้องได้มาโดยธรรม วัตถุที่เรา จะให้ทานไปนั้น มันต้องเป็นธรรม คือว่ามันต้องถูก ต้องและเหมาะสม แล้วเราได้มาโดยธรรม ไม่ใช่ลัก ขโมยมา ตัววัตถุมันก็เป็นธรรมอยู่แล้ว คือว่าเหมาะ สมที่คนผู้รับเขาควรจะได้รับ ไม่เป็นโทษ แล้ววัตถุนี้ เราได้มาโดยธรรม ได้มาอย่างเป็นธรรม เงินหรือ ของที่จะทำทานนี้ มันควรได้มาโดยธรรม อย่าไป โกงมา มันเป็นเรื่องตบตา เป็นเรื่องวกวนอะไร ชอบกล แล้วขโมยก็จะไปแก้ตัวว่า ไม่มีอะไรให้ ทานวันนี้ไปขโมยเขาหน่อยโว้ย เพื่อเอามาให้ทาน มันไม่ควรเตลิดเปิดเปิงไปถึงอย่างนี้ วัตถุนั้นมันต้อง เป็นธรรม แล้วก็ได้มาโดยธรรม ทีนี้อย่างที่ ๓ นี่ไปไกลไปถึงกับว่า เสียสละ อวัยวะเลือดเนื้อ เสียสละชีวิต เสียสละบุตรภรรยา

น.20 ๑๖ ออกเป็นทาน มันกลายเป็นเรื่องของพระโพธิสัตว์ไป แต่ก็มีผู้ทำ มีผู้กระทำมาแล้ว บางทียอมเสียอวัยวะ เช่นลูกตา เช่นแขนขาอะไรของตนให้เป็นประโยชน์ แก่ผู้อื่น หรือบางทีก็เสียสละชีวิตนี้ มีเรื่องพระโพธิสัตว์อยู่หลายเรื่อง เสียสละชีวิต ให้เสือกินก็มี เพื่อว่าเสืออย่าไปกินลูกของมัน นี้มัน เป็นวิธีของโพธิสัตว์ แล้วก็เรื่องสละบุตรภรรยา เป็น เรื่องชินหูพวกเราที่สุด คือพระเวสสันดรนี้ มันเป็น เรื่องน้ำใจของมหาบุรุษ จึงจะทำอย่างนี้ได้ มีการบัญญัติในตอนหลัง เป็นทาน ๓ ชั้น ทานบารมี ทานตามธรรมดา ให้ของที่ตามธรรมดา เขาก็ให้ ๆ กันอยู่ ทานอุปบารมี สูงขึ้นไปเป็นทาน ขนาดกลาง นี้ก็ให้สิ่งที่ให้ได้ยาก ถึงขนาดให้อวัยวะ ร่างกายนี้ แล้วทานปรมัตถบารมี ให้สิ่งที่แสนจะให้ ยาก เช่นให้ลูกให้เมียไปเป็นทานอย่างนี้เป็นต้น ทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องของวัตถุทาน เป็นวัตถุ สิ่งของก็มี เป็นความช่วยเหลือทางเรี่ยวแรงสติปัญญา

น.21 ๑๗ ก็มี เป็นการให้ชั้น อุกฤษฎ ให้อวัยวะ ชีวิต บุตร ภรรยาก็มี ใครจะทำได้เท่าไร ก็ไปเลือกเอาเอง ทั้ง หมดนี้เราพูดกันเรื่องวัตถุ หรือตัววัตถุที่จะถูกให้ไป เป็นทาน เรื่องที่ ๑ พูดถึงผู้ที่จะรับทาน เรื่องที่ ๒ พูด ถึงวัตถุทานที่จะให้ไป ทีนี้เรื่องที่ ๓ ก็จะพูดถึงการให้หรือวิธีให้ การให้นี้ต้องดีด้วย ที่เป็นหลักใหญ่ก็ต้องมีเจตนาแห่ง การให้นั้นบริสุทธิ์ การให้ไปนั้นมีเจตนาบริสุทธิ์ ไม่ ใช่เพื่อตกเบ็ดคนอื่น เดี๋ยวนี้เขาให้เป็นแสนเป็นล้าน ร้อยล้านพันล้านนั้น มันเพื่อตกเบ็ดคนอื่นเอามาเป็น พวกแล้วก็แสวงหาประโยชน์ด้วยกัน อย่างนี้เจตนา ไม่ดี แล้วอีกอย่างหนึ่งต้องพอใจต้องยินดี เมื่อคิดว่า จะให้ก็ต้องอิ่มอกอิ่มใจ เมื่อให้อยู่ก็อิ่มอกอิ่มใจ เมื่อให้ เสร็จแล้วก็ยังอิ่มอกอิ่มใจ นี่เพราะว่ามันเป็นการกระ ทำที่ถูกต้อง มันจึงอิ่มอกอิ่มใจทั้ง ๓ เวลา ก่อนให้ กำลังให้ และให้แล้ว นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าถูกต้องแน่

น.22 ๑๘ ทีนี้การให้ที่ดีนั้น ต้องมีการเลือกเฟ้น สิ่ง ของที่จะให้นั้นต้องเลือกเฟ้น ให้ถูกต้อง ให้เหมาะสม แล้วเวลาที่จะให้ก็ต้องเลือกเฟ้นให้มันถูกต้อง เหมาะ สม ถ้าเราไม่เลือกเรื่องเวลาแล้ว มันจะประดังกัน เข้ามา คนรับทานก็เอาไปเททิ้ง อย่างการทำบุญทำ ทานของเราในบางโอกาส เหลือมากจนไม่รู้จะเอาไป ไหน อย่างนี้มันผิดเวลา ควรจะทำให้ถูกเวลา มีคนเล่าให้ฟังว่า ที่ไปฮัจยีกันที่เมืองเมกกะ นั้น เขามีระเบียบมีธรรมเนียมให้ทานเหมือนกัน คือ คนแต่ละคนที่ไปนั้น จะต้องบริจาคเงินค่าแพะตัวหนึ่ง บ้าง สองตัวบ้าง แล้วฆ่าแพะนั้นไว้เป็นทานเพื่อว่า คนที่ไม่มีสตางค์จะได้อาศัยเป็นอาหาร แต่มันมีคน บริจาคมากเกินคาด แพะที่ถูกฆ่านี้กองเป็นภูเขา แล้ว ไม่มีใครกินหวาดไหว มันก็เลยเน่าหมด เหม็นคลุ้ง ไปหมด สำหรับแร้งกินอย่างนี้ นี่มันผิดเวลาผิดสถานที่ มันก็มีด้วยกันทุก ศาสนา เพราะว่าศรัทธามันมากเกินไป ฉะนั้นจึงต้อง

น.23 ๑๙ เลือกสิ่งของ ต้องเลือกเวลา เลือกสถานะการณ์ เลือก บุคคล เลือกอะไรเลือกให้ดี พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่า " เลือกเฟ้นเสียก่อนแล้วจึงให้ทาน นี้พระ สุคตสรรเสริญ" ทีนี้อาการที่ให้ต้องถูกต้อง ต้องเคารพ ต้อง เหมาะสม อย่างน้อยเราต้องเคารพในทานของเรา แม้ เรา ให้คนขี้เรื้อนเราก็มี ความ เคารพ ในทานของเรา เพราะมันเป็นการประพฤติธรรม ฉะนั้นเราต้องเคารพ ทีนี้เราจะต้องเลือก ให้เป็นการให้ ที่มีประโยชน์ กว้างขวาง ดังนั้นมันจึงเกิดมีสังฆทาน มีบุคคลิก ทาน. ให้บุคคลิกทาน คือให้แก่คนที่เรารักเราชอบ เป็นคน ๆ ไป ให้สังฆทานนั้นให้เป็นส่วนรวมแก่หมู่ แก่คณะ แก่คณะสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข อย่าง นี้ก็เรียกว่าสังฆทาน ถ้าชอบใจพระองค์นั้นองค์นี้ก็ เอาไปให้เป็นส่วนตัว นี้ก็เรียกว่าบุคคลิกทาน มัน คับแคบ นี้แหละคือการให้ที่ดีที่ถูกต้อง ต้องระวัง ให้เป็นอย่างนี้

น.24 ๒๐ ทั้งหมดนี้ มันเป็น เรื่องเกี่ยวกับวัตถุทานทั้ง นั้น ปฏิคาหกก็ดี วัตถุทานนั้นก็ดี การให้นั้นก็ดี นี้ก็เป็นเครื่องวัดว่าการให้ทานนี้ดี แต่ทีนี้ขอเตือน ว่าระวังให้ดีอีกอย่างหนึ่ง คือการให้วัตถุทานอย่างนี้ มันเป็นไปเพื่ออาสวะก็มี ไม่เป็นไปเพื่ออาสวะก็มี เป็นไปเพื่ออาสวะนั้นมันเพิ่มกิเลส มันอยู่ที่เจตนาค้า กำไรเกินควร ทำบุญให้ทาน แล้วก็จบแล้วจบเล่า สังเกตดูว่าให้มันได้ผลร้อยเท่าพันเท่าหมื่นเท่า คล้ายๆ กับว่าทำบุญบาทหนึ่งได้วิมานหลังหนึ่งอย่างนี้ นี้มัน เป็นการค้ากำไรเกินควร เป็นการให้ทานชนิดที่เป็น ไปเพื่ออาสวะ คือเพิ่มความเห็นแก่ตัวให้มากขึ้น เขา ก็ไม่ได้ตำหนิว่าผิดอะไรนัก แต่ระบุให้เห็นว่านี้เป็น อาสวฐานียะ คือเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสแห่งอาสวะที่ มากออกไป เมื่อก่อนเรายึดถือน้อย ทีนี้พอได้ผล มากเข้าก็เลยยึดถือมาก นี้จึงมีอาสวะมาก ก็กลับจะมี ความทุกข์เพราะความยึดถือมาก เพราะเนื่องจากการ ให้ทานชนิดนี้ ทานชนิดนี้เขาเรียกว่ามันเป็นไปเพื่อ อาสวะ

น.25 ๒๑ ทีนี้อย่างที่ ๒ ไม่เป็นไปเพื่ออาสวะ คือตรง กันข้าม ให้เพื่อให้มันหมดไป ทำลายความยึดมั่นถือ มั่นให้หมดไป ทำลายความเห็นแก่ตัวให้หมดไป เช่นบริจาคออกไปนี้ ไม่มัวจบอยู่ว่าเอาวิมานหนึ่งหลัง เอาวิมานสิบหลัง เอาอะไรอย่างนั้น ให้ไปโดยคิดว่า จงไปเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเถิด เราไม่ต้องการอะไร นอกจากความไม่เห็นแก่ตัว ให้ไปเพื่อทำลายความ เห็นแก่ตัวของเรา แล้วให้ไปเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น เถิด เราไม่ต้องการเอาร้อยเท่าพันเท่าสิบเท่าเหมือน ที่เขาต้องการกัน นี่คือข้อที่ต้องระวังให้ดี ให้เพื่อ เอากำไรเกินควรนั่นแหละ คือเวียนว่ายไปในวัฏฏะ อีก แล้วก็เป็นอุปธิคือเป็นของหนักที่จะต้องแบกเอา ไป มันรวยกว่าเก่ามันก็ต้องแบกเอาไปมากกว่าเก่า มันจึงเป็นของหนัก แต่ถ้าให้โดยไม่เอาอะไรตอบแทน อย่างนี้มันเป็นของเบา เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นไปเพื่อ นิพพาน ให้ที่เป็นไปเพื่อนิพพานนี้ต้องเบา ให้ที่เอา กำไรมาก ๆ มันก็ต้องหนัก จะให้ทานชนิดไหนก็เลือก เอาเองก็แล้วกัน หลักปฏิบัติมันมีอยู่อย่างนี้

น.26 ๒๒ ทีนี้ถ้าการให้ไม่ดี ให้อย่างหลับหูหลับตา มันทำ ให้มีคนอันธพาลมากขึ้น ทำให้มีอลัชชีในพุทธศาสนา มากขึ้น ถ้าให้ไม่เป็นให้ไม่ดีมันเพิ่มอันธพาล เพิ่ม อลัชชีขึ้นมาในโลกนี้ นี่มันยิ่งร้ายไปกว่าเสียอีก นี้ คือสิ่งที่ต้องระวังให้ดีในการ ให้ทาน หลักปฏิบัติที่เกี่ยวกับการให้วัตถุทาน มันก็จะ มีเพียงเท่านี้ โดยหัวข้อสำคัญ ๆ ถ้าพูดกันโดยราย ละเอียด ให้แสดงอานิสงส์ได้สวรรค์วิมาน พูดกัน ตั้งปียังไม่จบ จะพูดแต่หัวข้อที่จะต้องรู้ไว้และปฏิบัติ ให้สำเร็จประโยชน์เกี่ยวกับวัตถุทานคือให้สิ่งของ ทีนี้ก็มาถึงทานที่ ๒ เรียกว่าอภัยทาน แม้สิ่งที่ เรียกว่าอภัยทานนี้ก็ต้องมีปฏิคาหก มีผู้รับเหมือน กัน อภัยทานหมายถึงให้อภัย คำว่า "อภัย" นี้แปล ว่า "ไม่ต้องกลัว" เราให้อภัย คือเราให้ความไม่ต้อง กลัวแก่บุคคลนั้น แปลว่าบุคคลนั้นไม่ต้องกลัวเรา นี่ คือให้อภัย ทีนี้บางคนอาจจะคิดว่านี้มันไม่ใช่ให้ทาน นี่มันไม่รู้ มันพูดไปทั้งไม่รู้ ให้อย่างนี้เขาก็เรียก

น.27 ๒๓ ว่าให้ทาน แต่เขาเรียกว่าอภัยทาน เป็นสิ่งที่ให้กัน ได้ ให้ได้ทั้งทางกาย ให้ได้ทั้งทางวาจา ให้ได้ทั้ง ทางจิตใจ. ทางร่างกาย เขามาขอขมาขออภัยเราก็รับ ทางวาจาเราก็บอกอโหสิกรรม ทางจิตใจเราก็สลัด ความโกรธความอาฆาตจองเวร อย่างนี้ก็เรียกว่าอภัย- ทานทั้งนั้น มีได้ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ ทีนี้จะแยกประเภทให้เห็นชัด ว่าอภัยทานนี้ อย่างน้อยก็มีอยู่สัก ๓ อย่าง อภัยทานทีแรกคือการ ให้อภัยโทษ ให้ขมาโทษ คือยอมรับการขมาโทษ เรียกว่าให้อภัยโทษรับการขอขมา เข้าใจดีแล้วไม่ต้อง อธิบายก็ได้ ทีนี้อย่างที่ ๒ เราไม่เบียดเบียนไม่ประทุษร้าย ใคร นั่นแหละคือให้อภัยทานเหมือนกัน เราจงเป็น อยู่อย่างไม่เบียดเบียน อย่างไม่ประทุษร้ายใครที่เขา เรียกกันว่า "ศีล-ศีล" นั่นแหละคืออภัยทาน เราไม่ ประทุษร้ายไม่เบียดเบียนแก่ชีวิตแก่ร่างกาย หรือแก่ น้ำใจ ไม่เบียดเบียนเนื้อตัวของเขา ไม่เบียดเบียนจิตใจ ของเขา ไม่ทำลายชีวิตของเขา ทุกระดับเลย นับ

น.28 ๒๔ ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานขึ้นมา จนถึงมนุษย์ จนถึงกระ- ทั่งเทวดาหรือพรหมอะไรถ้ามันจะมี แปลว่าสิ่งที่มี ชีวิตมีความรู้สึกคิดนึกแล้ว เราไม่เบียดเบียนให้เขารู้ สึกกระทบกระทั่งเป็นทุกข์ นี้เรียกว่าให้ความไม่เบียด เบียนความไม่ประทุษร้าย ทีนี้อันที่ ๓ แผ่เมตตาจิตอยู่เป็นปกติ ทุกวัน ทุกคืนทุกลมหายใจเข้าออก แผ่เมตตาจิตอยู่ทุกลม หายใจเข้าออก นี้ก็คืออภัยทาน นึกดูแล้วก็น่ารวยในข้อที่ว่าอภัยทานนี้ไม่ต้อง ลงทุนสักสตางค์หนึ่งก็ได้ ถ้าเราสร้างโบสถ์หลังหนึ่ง ต้องเสียหลายแสนนะ แต่ทำอภัยทานนี้ไม่ต้องให้ สตางค์สักสตางค์หนึ่งก็ทำได้แล้วยังจะมีผลสูงกว่าเสีย ด้วย เดี๋ยวพูดไปจะถอยศรัทธาอย่าพูดดีกว่า แต่ขอให้รู้ไว้ว่า อภัยทานนี่มันทำยากกว่าที่ จะให้วัตถุ เพราะมันเป็นเรื่องจิตใจมากขึ้นไปอีก คน ถือตัว ใครมาขอขมาก็ไม่ยอมให้ แล้วเป็นอยู่อย่าง ผู้อื่นเดือดร้อนอยู่เรื่อย ไม่รักผู้อื่นไม่เห็นใจผู้อื่น นี้เรียกว่าไม่มีอภัยทาน

น.29 ๒๕ ฉนั้นขอให้ตัดสินใจแน่ลงไป ว่าเรานี้ตั้งแต่ วันนี้ไป จะสะสางเรื่องอภัยทานนี้ให้เป็นชิ้นเป็นอัน สำหรับวัตถุทาน ก็ทำมามากแล้ว อย่างเมื่อเช้านี้ ก็เห็นอยู่ว่าเป็นวัตถุทาน ที่ไหน ๆ ก็มีแต่วัตถุทาน เห็นง่าย แต่เรื่องอภัยทานนี้ดูยังโหรงเหรง แล้วไม่ ค่อยเห็นด้วย นี่ขอให้ไปชำระสะสาง คือทำให้มัน มีขึ้น ให้มันครบถ้วน ให้มันถูกต้อง ว่า ๑. ให้อภัยโทษ ยอมรับขมา ๒. ไม่เบียดเบียน ไม่กระทบกระทั่งไม่ประ- ทุษร้ายใครหมด ๓. อยู่ด้วยจิตที่แผ่เมตตาทั้งกลางวันและกลาง คืน ทั้งหมดนี้ก็เป็นอภัยทาน เป็นทานที่ ๒ ทานที่ ๑. คือวัตถุทานให้วัตถุ ทานที่ ๒. คืออภัยทาน ให้อภัย ทีนี้ทานอย่างที่ ๓. เรียกว่า "ธรรมทาน" นี้คือ ให้ธรรมะเป็นทาน คำว่า "ธรรม" ในที่นี้หมาย ถึงความรู้ ที่เขารู้แล้วเขาจะพ้นทุกข์ได้ เรียกว่าธรรม

น.30 ๒๖ ในที่นี้ แล้วทานก็คือการให้ ทานที่ ๓ นี้ก็ต้องมี ปฏิคาหก คือผู้รับอีกเหมือนกัน ไม่ค่อยเป็นไปเพื่อ กิเลสอาสวะ เพราะมันเป็นเรื่องของวิชาความรู้ของ ปัญญา ไม่ลุ่มหลงง่ายเหมือนวัตถุทาน ธรรมทานนี้มีได้เป็น ๒ อย่าง คือ โดยตรง และโดยอ้อม โดยตรง เช่นอาตมากำลังพูดเรื่องที่มี ประโยชน์ให้ท่านทั้งหลายฟัง อย่างนี้ก็เรียกว่าให้ ธรรมทานโดยตรง ส่วนชนิดที่เป็นโดยอ้อมนั้นก็คือ ว่าผู้ที่ช่วยสนับสนุนให้เป็นได้อย่างนี้ เช่นอาตมา ต้องการจะพิมพ์หนังสือให้มันแพร่หลายอย่างนี้ มี เยอะแยะหลายคนช่วยจัดพิมพ์ นี่เขาก็เป็นผู้ให้ธรรม- ทานโดยอ้อม ในเมื่ออาตมาเป็นผู้ให้ธรรมทานโดย ตรง ธรรมทานมีได้ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม แล้วก็ ต้องมีผู้รับทานจึงจะสำเร็จประโยชน์ ถ้าให้ไปแล้ว ไม่มีใครรับ มันก็เป็นหมันเหมือนกัน จะพิมพ์หนัง- สือจนท่วมโลก แต่ถ้าไม่มีใครอ่าน มันก็ไม่มี

น.31 ๒๗ ประโยชน์อะไร หรือเทศน์ให้เท่าไร ๆ ก็ไม่มีใครฟัง มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร นี้ต้องมีปฏิคาหก ทีนี้ธรรมทาน ก็อยากจะแจกแจงออกไปเป็น ๓ ประเภทอีกด้วย คืออย่างน้อยมันก็มี ๓ ระดับ ระดับที่ ๑. ให้ความรู้พื้นฐานเบื้องต้นทั่ว ๆ ไปเป็นทาน หมายถึงความรู้สามัญชั้นพื้นฐาน ให้ ความรู้ แม้แต่เรื่องเรียน ก.ข. ก. กา. เรียนหนังสือ หนังหาเบื้องต้นนี้ก็สงเคราะห์เข้าในธรรมทาน ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ทั่วไป ก็อยู่ในฐานะผู้ให้ธรรมทานทั้ง นั้น แม้แต่พ่อแม่อุตส่าห์สอนลูกสอนหลานให้รู้ประสี ประสา นี้ก็เป็นธรรมทาน หรือมากไปกว่านั้นอีก สอนให้มันกินข้าวเป็น สอนให้มันอาบน้ำเป็น สอน ให้มันรู้จักรักความดี อย่างนี้ก็เป็นธรรมทาน พ่อ แม่สอนลูกเล็ก ๆ ให้รู้สิ่งที่ควรรู้อย่างพื้นฐาน นี้ก็ เรียกธรรมทาน แล้วสอนหนังสือหนังหาสอนวิชา อาชีพ นี้ก็เรียกว่าธรรมทานชั้นต่ำชั้นต้น แต่มัน เป็นชั้นพื้นฐาน ถ้าไม่มีขั้นพื้นฐานแล้ว ชั้นต่อไป

น.32 ๒๘ มันก็มีไม่ได้ ฉะนั้นเราจะต้องสนใจ โดยตรงก็สอนไป โดยอ้อมก็ช่วยให้มันสำเร็จ เช่นช่วยสร้างโรงเรียน ช่วยสร้างอุปกรณ์การศึกษาอะไรต่าง ๆ นี้ก็เป็นการ ให้ธรรมทานโดยอ้อม เช่นเราให้กระดานดำ ให้ อะไรเหล่านี้ เราไม่เรียกว่าวัตถุทาน เราเรียกว่า ธรรมทานโดยอ้อม อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่ การที่จะทำให้เกิดวิชาความรู้ นี้เราเรียกว่าธรรมทาน โดยอ้อม ธรรมทานโดยตรงก็พูดไปตรง ๆ ในเรื่อง ที่จะต้องพูดนั้น อย่างต่ำก็คือว่า ความรู้พื้นฐาน ทีนี้ชนิดที่ ๒. สูงขึ้นมา เราเรียกว่าแสงสว่าง ในทางวิญญาณ ให้แสงสว่างในทางวิญญาณ นี่จะ เป็นธรรมะ หรือเป็นศาสนา เป็นธรรมะที่สูงขึ้นมา กว่าระดับธรรมดา จึงเรียกว่าแสงสว่างทางวิญญาณ เช่นเทศน์เรื่องดับทุกข์ สอนเรื่องดับทุกข์อย่างนี้ เป็นการให้แสงสว่างทางวิญญาณ คือชี้หนทางแห่ง การเดินของชีวิต ชี้ทางเดินของชีวิต ให้มันสูงขึ้น ไป จนรู้ว่ามันเป็นอย่างไร

น.33 ๒๙ เราสอนเด็ก ๆ ให้รู้หนังสือ ก.ข.ก. กา. ใน โรงเรียนในมหาวิทยาลัยนี้ เด็ก ๆ ก็ยังไม่รู้ว่า เกิด มาทำไม ? เกิดมาแล้วจะทำอะไร จะไปข้างไหน มันยังไม่รู้ มันรู้แต่วิชาเรื่องปากเรื่องท้อง นั้นเป็น เบื้องต้น ทีนี้พอมาถึงขั้นที่ ๒. นี้ ให้แสงสว่างแก่วิญญาณ เพื่อจะเดินทางไปให้ถูกต้อง นี้คือหลักธรรมะใน พุทธศาสนา หรือศาสนาใดก็ตาม นี้เป็นตัวธรรม- ทานแท้อยู่ที่นี่ แล้วก็มีโดยอ้อมอีกเหมือนกัน ช่วย สร้างวัดสร้างวาสร้างโบสถ์สร้างวิหาร สร้างอะไร ถ้าว่ามันเป็นไปเพื่อให้คนมันลืมหูลืมตาแล้ว ก็เป็น ธรรมทานโดยอ้อม ถ้าไม่อย่างนั้นมันเป็นวัตถุทาน เพื่อความสะดวกสะบาย ทีนี้แสงสว่างทางวิญญาณนี้ ขอให้ช่วยฟังให้ ดี ๆ ว่าไม่จำเป็นจะต้องไพเราะเสมอไป ถูกแล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสกำชับกำชาอยู่เสมอว่า จงไป ประกาศพรหมจรรย์ จงแสดงธรรม ให้มีความไพเราะ

น.34 ๓๐ ในเบื้องต้น มีความไพเราะในท่ามกลาง มีความ ไพเราะในเบื้องสูง ไพเราะอย่างนี้ไม่ได้หมายความ ว่าไพเราะหู แต่หมายความว่าไพเราะแก่จิตใจ คือ สบายแก่จิตใจ เป็นประโยชน์แก่จิตใจ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว หลักมันก็มีต่อไปถึงกับ ว่า แม้คำด่าก็เป็นธรรมทาน พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสเองว่า ให้ทุกคนถือว่า คำด่าเป็นคำชี้ขุม ทรัพย์ คำด่าของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ นั้นเป็น คำชี้ขุมทรัพย์ เพราะฉะนั้นคำด่าชนิดนี้ ก็เป็นธรรม- ทาน ถ้าเราไม่ได้อาศัยธรรมทานชนิดนี้ เราคงไม่ เป็นเนื้อเป็นตัวมาอย่างนี้ คงเหลวไหลกว่านี้ นี่คำ ขนาบคำด่า ของบิดามารดาครูบาอาจารย์ช่วย สร้างเนื้อสร้างตัวเรามา จนมาอยู่ในสภาพอย่างนี้ จึง ถือว่าแม้แต่คำด่าก็เป็นธรรมทาน เพราะว่ามันเป็น คำด่าด้วยความหวังดี ด้วยความรักลูก ด้วยความรัก ศิษย์ ด้วยความรักเพื่อนมนุษย์จึงได้ด่า ฉะนั้นคำด่า นั้นจึงเป็นคำชี้ขุมทรัพย์ มันมีความหมายเฉพาะของ

น.35 ๓๑ มัน ไม่ใช่ด่าด้วยกิเลส มันด่าด้วยความอยากให้ดี แม้แต่คำโกหก ถ้ามันโกหกด้วยความหวังดี ให้คน ประพฤติดี มันก็เป็นธรรมทาน เพราะพูดดี ๆ มัน ไม่เชื่อ ต้องพูดโกหกมันจึงเชื่อ แล้วมันไม่ไปทำ ความชั่ว ฉะนั้นคำพูดโกหกนั้นกลายเป็นธรรมทาน ไปได้ เพราะว่าทำด้วยเจตนาดี แต่ถ้าโกหกเพื่อลัก ล้วงเอาประโยชน์ของเขานี้ไม่ใช่ นี้คนละเรื่องคนละ อัน คำโกหกอย่างนี้พาลงไปในนรก ส่วนคำโกหกที่ ทำให้คนบางคนกลับดีได้ นี้เป็นธรรมทานโดยอ้อม นี่ธรรมทานอย่างที่ ๒ นี้ ก็คือให้แสงสว่างเป็นทาน ให้ธรรมะเป็นทาน ทีนี้อยากจะแถมอย่างที่ ๓ ให้นิพพานเป็นทาน เสียเลย คนไม่เคยฟัง ฟังไม่ถูก ให้นิพพานเป็นทานนี้ ลองคิดดูทีว่า มันให้อะไร หลายคนชอบพูดว่า ท่าน พุทธทาสนี้ชอบว่าเอาเอง พูดเอาเอง ไม่ใช่เรื่องจริง หรือไม่ใช่เรื่องมีในคัมภีร์ ว่าไปก็ได้ ว่าอย่างนั้นก็ ได้ ไม่ใช่พูดเอาเอง ไม่ใช่ว่าเอาเอง มันมีอยู่ใน

น.36 ๓๒ คัมภีร์ แต่เขาเรียกชื่อไม่เหมือนกัน เราเอามาเรียกชื่อ ธรรมดาสามัญ ให้ฟังถูก ให้มันเป็นที่เข้าใจง่าย จับฉวยเอาง่าย ให้นิพพานเป็นทานนี้ อยากจะจำกัดความ หมายลงไปว่า เราทำโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ที่ทำให้ ผู้นั้นได้ชิมรสของพระนิพพาน คือความเย็นใจ ถ้า ท่านทั้งหลายได้ทำบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ให้ได้รับ ความเย็นใจ เยือกเย็นสงบเย็นในจิตใจจริงแล้ว นี่ เรียกว่าให้นิพพานเป็นทาน โดยตรงบ้าง โดยอ้อม บ้าง ชั้นต้นบ้าง ชั้นกลางบ้าง ชั้นปลายบ้าง นี้อยาก จะอวดสักหน่อย เขาว่าเราขี้อวดนัก เราก็อยากจะอวด ว่าที่นั่งกันอยู่ตรงนี้ นี่แหละคือให้นิพพานเป็นทาน เพราะว่าได้จัดอะไรไว้หลาย ๆอย่าง พอมานั่งตรงนี้ แล้วเย็นอกเย็นใจ ไอ้ตรงนี้มันให้ความเย็นอกเย็นใจ เย็นอกเย็นใจเพราะอะไร เพราะมันลืมตัวกูของกู เมื่อมานั่งลงตรงนี้ ทุกคนลืมตัวกูลืมของกู ลืมบ้าน ลืมของกูที่บ้าน แล้วลืมตัวกว่ามีชีวิตอยู่ จิตมันว่าง มันเลยสงบเย็น ดื่มรสตัวอย่างของพระนิพพาน ที่

น.37 ๓๓ ตรงที่นั่งอยู่แถวนี้ตรงนี้แหละ ฉะนั้นเราจะพูดว่าตรง นี้แหละ เป็นที่ให้นิพพานเป็นทาน ใครไม่เชื่อก็ลอง คิดดู ลองค้านดูก็ได้ ว่าตรงนี้มีการให้นิพพานเป็น ทาน คือตรงนี้มันทำให้ลืมตัวกูลืมของกู จิตว่างปราศ- จากตัวกูของกู ได้รับความเย็นชนิดพิเศษของนิพพาน เป็นการชิมลองชั่วคราว ประจวบเหมาะบังเอิญ ยัง ไม่ใช่นิพพานแท้ นิพพานถาวร นิพพานตลอดกาล อะไร แต่ก็มีรสชาตอย่างเดียวกัน คือเย็นใจสบายใจ บอกไม่ถูก แล้วไอ้สิ่งที่เรียกว่ามหรสพทางวิญญาณ นี้คือการให้นิพพานเป็นทานด้วย ไม่ใช่เพียงแต่ให้ ความรู้อย่างเดียว เราจัดก้อนหิน จัดต้นไม้ จัดสระน้ำลำธารอะไร ไว้อย่างนี้ เป็นมหรสพทางวิญญาณ คนที่มาได้รับ ความเย็น ความสบายใจที่บอกไม่ถูก นี้ชิมรสของ พระนิพพานล่วงหน้า จะยอมให้กว้างออกไปถึง ว่า สร้างปูชนียสถาน สร้างปูชนียวัตถุ พระธาตุ พระเจดีย์อะไรก็ตามถ้าสร้างถูกวิธีมีประโยชน์ ทำให้ คนเย็นใจได้ ก็ควรจะเรียกว่าให้นิพพานเป็นทาน

น.38 ๓๔ เหมือนกัน คนแต่ก่อนเขาสร้างมากเพราะเหตุนี้ สร้าง พระธาตุองค์ใหญ่ประจำบ้านประจำเมือง ให้คนเห็น แล้วสบายใจเย็นใจมีจิตใจสงบลงทันที นี้ก็เรียกว่าให้ นิพพานเป็นทานได้เหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้มันเฟ้อ แล้ว มันไม่ให้ประโยชน์อย่างนั้นเสียแล้ว เพราะกลัวว่าจะ เปลืองมากเกินกว่าผลที่ได้รับ ดังนั้นมาเล่นกับธรรม ชาติดีกว่า ก้อนหินพูดได้ ต้นไม้พูดได้ เม็ดทราย พูดได้ มาฟังดูซิว่า มันพูดว่าอะไร มันพูดว่า โอ้ย ! อย่าบ้าไปนักโว้ย ! หยุด ! หยุด ! หยุด ! คนนี้ก็หยุด อย่าร้อนกันนักโว้ยเย็นกันเสียบ้าง ก้อนหินพูดอย่างนี้ ต้นไม้พูดอย่างนี้ มานั่งอยู่กับก้อนหินต้นไม้นี้มันก็ต้อง ได้ยินอย่างนี้ ถ้ามีหูไม่หนวก เดี๋ยวนี้หูมันแส่แต่จะไป หาวัตถุ หาเหยื่อ คอยฟังว่าก้อนหินจะบอกเลขอะไร นี่มันเคยมีที่นี่แล้ว พอได้ยินว่าก้อนหินพูดได้ ต้นไม้ พูดได้ มันก็คอยฟังว่า ก้อนหินต้นไม้จะบอกเลข สามตัว ว่าเลขอะไรนี่มันเดินกันคนละทางอย่างนี้ มันไม่มีทางที่จะได้รับนิพพานเป็นทานหรอก แต่ถ้า

น.39 ๓๕ มานั่งดูก้อนหิน ว่ามันหยุดมันเย็นอย่างไร ต้นไม้ มันหยุดมันเย็นอย่างไรเราลืมไอ้เรื่องวุ่นวาย เรื่องยึด มั่นถือมั่นกันเสียทีเถอะ มาเป็นก้อนหินกันสักพักหนึ่ง เถอะ ก็ได้รับความเย็นเป็นนิพพาน ฉะนั้นจึงว่าการจัดสถานที่อย่างนี้ หรือว่าวัตถุ อย่างไหนก็ตาม ให้มันเกิดความหยุดแก่จิตใจ ความ เย็นแก่จิตใจแล้วก็ถือว่าเป็นการให้นิพพานเป็นทาน ทั้งนั้น ซึ่งที่แท้มันก็เป็นการให้ธรรมทานชนิดหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน แต่เป็นพิเศษไกลออกไปจนถึงกับว่า ให้ได้รับผลเลย ไม่ต้องไปมัวรีรอปฏิบัติอะไรที่ไหน อีกแล้ว ธรรมทานตามธรรมดาต้องรับฟังเอาไปคิด เอาไปนึก แล้วนำไปปฏิบัติจึงจะได้ผล เดี๋ยวนี้เรา มานั่งกับก้อนหินก้อนนี้ ใจมันเย็นลงไปได้ นี่แหละ เรียกว่าเป็นการให้ความเย็นใจเป็นทาน โดยเจตนา ให้ท่านทั้งหลายได้รับความเย็นอกเย็นใจเป็นทาน ถ้า ใครเกิดได้ขึ้นมา ก็เรียกว่าให้นิพพานเป็นทาน

น.40 ๓๖ ทั้งหมดนี้มันสงเคราะห์เป็นเรื่องธรรมทานทั้ง นั้น เป็นธรรมะที่แปลก ๆ ต่าง ๆ กัน ให้ความรู้พื้น ฐาน ก. ข. ก. กา ให้มันรู้จักกิน รู้จักนอน รู้จักอะไร ก็เรียกว่าธรรมทานขั้นต้น ทีนี้ให้แสงสว่างแก่จิตใจ ให้เดินทางของชีวิตถูกต้อง ให้ชีวิตเดินถูกทาง อย่าง นี้ก็เรียกว่าธรรมทานแท้ ทีนี้ให้ผลของความสงบเย็น เลย ที่นี่และเดี๋ยวนี้เลย ก็เรียกว่าให้นิพพานเป็นทาน รวมทั้ง ๓ ประการนี้เรียกว่าธรรมทานทั้งนั้น พยา- ยามให้มีการให้ธรรมทานให้มาก พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสว่า "สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" ในบรรดาทาน ทั้งหลายนั้น ธรรมทานชนะทานทั้งหลายทั้งปวง นี่พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญธรรมทาน ว่าชนะ ทานทั้งปวง นี้หมายความว่า ท่านพูดหมายถึงทาน ประเภทที่มีผู้รับ อาตมาขอแบ่งแยกยกเว้นทานชนิด ที่ไม่ต้องมีผู้รับ ซึ่งจะพูดอีกทีหลัง ที่นี้ในบรรดาทาน ที่มีผู้รับกันแล้ว ธรรมทานสูงกว่าทานไหน ๆ หมด จนชนะเลย จะเป็นวัตถุทานให้สิ่งของก็ดี จะเป็นอภัย

น.41 ๓๗ ทานให้อภัยก็ดี จะเป็นธรรมทานการให้ความรู้ก็ดีใน ๓ อย่างนี้ ธรรมทานการให้ความรู้นี้ชนะ แต่ต้อง เป็นความรู้จริงและดับทุกข์ได้ นี้เป็นอันว่าทาน ๓ อย่างนี้ชี้แจงหมดไปแล้ว ในบรรดาทานที่ต้องมีผู้รับ ทีนี้ก็จะพูดถึงทานที่ไม่ต้องมีผู้รับ พิเศษออก ไป ที่เขาจะหาว่าท่านพุทธทาสนี้ชอบว่าเอาเองนี้ ก็คือ ทานประเภทนี้แหละ จะว่าเอาเอง หรือไม่ว่าเอาเอง ก็ลองฟังดูซิ พอจะพูดถึงทานประเภทนี้ มันไม่มีผู้ รับ จึงมีอาการแปลกประหลาด จะต้องวินิจฉัยคำ บางคำกันเป็นพิเศษ คำว่าทานแปลว่าให้ คำที่ ๒ บริจาค แปลว่า สละออกไปรอบด้าน จาคะ แปลว่าสละ บริแปลว่า รอบด้าน บริจาคแปลว่าสละออกไปรอบ ๆ ด้าน แล้ว ปฏินิสสัคคะ แปลว่าให้คืน สลัดคืนหรือให้คืน ถ้า เข้าใจคำ ๓ คำนี้ตามลำดับแล้ว จะเข้าใจทานอันประ- หลาดนี้ได้ เราเรียกกันว่าสุญญตาทาน ทานที่เนื่อง

น.42 ๓๘ ด้วยสุญญตา สุญญตาคือความว่าง สุญญตาทานคือทาน ที่เนื่องด้วยสุญญตา ลองฟังดูว่ามันหมายความว่า อะไร สุญญตาทาน นี้ ขอบอกดัง ๆ เลยว่าตั้งชื่อเอา เอง อาตมาตั้งชื่อเอาเองว่าสุญญตาทาน จะหาชื่อ อย่างนี้ไม่พบในพระไตรปิฎก แต่เรื่องราวนั้นมีเยอะ แยะไปหมด เรื่องราวที่บริจาคตัวกูของกูออกไปเสีย ให้หมดนี้ เรียกว่า "สุญญตาทาน" ทานนี้ไม่ต้องการ ปฏิคาหก ไม่ต้องการผู้รับทาน แล้วจะยิ่งกว่านั้นขึ้น ไปอีก ทานนี้ไม่ต้องมีผู้ให้ทาน ฟังดูซิแปลกไหม ทานที่ไม่ต้องมีทั้งผู้ให้ทานและผู้รับทาน ถ้าทำได้ จริงทำได้ถึงที่สุด จะไม่มีตัวกูของกูผู้ให้ทาน หรือไม่ มีใครจะเป็นผู้รับทาน นี่ฟังยากขึ้นทุกที ฉะนั้นจึงต้อง ขอร้องให้คิดถึงคำว่า บริจาค ๆๆ คือมันซัดออก ไป ๆๆ ไม่เอาเข้ามา แล้วคำว่า ปฏินิสสัดคะ นี้ มัน สลัดคืนเจ้าของเหวี่ยงคืนเจ้าของเดิม สำหรับสุญญตาทาน ท่านที่เนื่องด้วยสุญญตา นี้ ถ้าเกิดถามกันขึ้นมาว่า เอาอะไรให้ เอาอะไร

น.43 ๓๙ เป็นวัตถุสำหรับให้ ก็ตอบว่า เอาตัวกูของกูนั่นแหละ ให้ อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นว่านี้ตัวกูนี้ของกู เอา อันนี้แหละให้ ให้ออกไปให้มันหมดตัวกูของกู แล้ว มันก็มีความว่างเกิดขึ้นมาแทน นี่ทานที่เนื่องด้วย สุญญตา ความว่าง มันเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ทุกคน มันหวงตัวกูหวงของกู มันไม่อยากให้ใคร มันยิ่งมี ตัวกู ยิ่งมีของกู มันยิ่งหวงไอ้สิ่งที่เรียกว่าตัวกูของกู มันไม่อยากให้ แล้วจะพูดกันรู้เรื่องได้อย่างไรเล่า มันล้วนแต่ไม่อยากจะให้ เดี๋ยวนี้อาตมาบอกว่าต้อง ให้ ไอ้ตัวกูของกูนี้อย่าเอาไว้ มันร้อนเป็นไฟ ที่นี้ ไอ้ตัวกูของกูที่ร้อนเป็นไฟนี้ เอาไปให้ใคร ใครมัน จะเอาล่ะ นอกจากคนโง่ คนฉลาดไม่มีใครจะรับเอา ไป มันเป็นไฟ มันร้อนเป็นไฟ กิเลสหรือความทุกข์ นี่มันร้อนเป็นไฟ เอาไปให้ใคร ไม่มีใครเอา ทีนี้ตัวเรานี้ ตัวกูของกูจะถูกให้ออกไป แล้ว ใครจะเป็นผู้ให้ มันก็ต้องความว่าง ความว่างจาก ตัวกูของกู คือจิตที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา จิตที่ ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญานี้ ไม่ใช่ตัวกู ไม่ใช่ของกู

น.44 ๔๐ จิตที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญานี้ มันจะให้สิ่งที่เรียกว่า ตัวกูของกูออกไปให้หมดสิ้น นี้เรียกว่าไม่ต้องมีตัวผู้ ให้ก็ได้เพราะจิตนั้นไม่ใช่ตัวตน ถ้าจิตเป็นตัวตนมัน ก็ไม่ให้อีกนั่นแหละ เรียกว่าไม่มีผู้ให้ก็ได้ ไม่มีผู้ : รับก็ได้ ให้ใคร ใครก็ไม่เอา ถ้ามีตัวตนแล้วมันให้: ไม่ได้มันต้องไม่มีตัวตน มันจึงจะให้ตัวตนนี้ออกไป เสีย ดังนั้นเขาจึงพูดว่า จิตบริสุทธิ์ หรือเบญจขันธ์ บริสุทธิ์นามรูปบริสุทธิ์ ไม่มีตัวกูของกูนั่นแหละเป็น ผู้ให้ตัวกูของกูออกไป โดยสมมุติ อย่างนี้เขาเรียก ว่าบริจาคอย่างยิ่ง บริจาคหมดไม่มีอะไรเหลือ ถ้าลง บริจาคตัวกูของกูออกไปเสียแล้วมันจะมีอะไรเหลือเล่า คิดดูซิ! มันเหลือแต่ความว่าง หรือความบริสุทธิ์ หรือความสะอาด ไม่ใช่ตัวกูของกูเลย ตัวกูของกูนี้ สกปรก มืดมัว เร่าร้อนให้ไปเสีย มันก็เลยว่าง ไม่มี ตัวกู ไม่มีตัวตน ภาวะที่เหลืออยู่คือ ความสะอาด สว่าง สงบ ของความว่างจากตัวกูของกู นี่ทาน ชนิดนี้มันเป็นอย่างนี้ ทีนี้เข้าใจคำไปตามลำดับว่า "บริจาค-บริ- จาก" นี้ มันสละออกไปหมด มันจึงจะเป็นบริจาค

น.45 ๔๑ ถ้าสละแล้วเอากำไรมาก อย่างนี้มันไม่เป็นการบริจาค มันเป็นการค้าขาย คำว่า "บริจาค" หมายความว่าต้อง สละออกไปด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ อย่างนั้นเป็นบริจาค ทีนี้บริจาคนี้มันต้องทำด้วยสติปัญญา ที่นี้บริจาคนี้ไม่ รู้จะบริจาคไปให้ใครในตอนนี้ ก็เรียกว่าบริจาคคืน ให้ธรรมชาติ ซึ่งเป็นเจ้าของเดิม ตรงนี้ต้องศึกษาธรรมะในชั้นลึกอีกข้อหนึ่งว่า ทุกอย่างเป็นของธรรมชาติ ธรรมชาตินี้ไม่ใช่ตัวตน มีแต่ธรรมชาติเท่านั้น มันปรุงแต่งกันอยู่ มันเป็นไป อยู่ตามธรรมชาติ มีบาลีที่ควรจะสนใจ ว่า "สุทธํธมฺม สมุปฺปนฺนํ" เป็นธรรมชาติเกิดขึ้นล้วน ๆ "สุทฺธํ สงฺขารสนฺตติ" เป็นการสืบต่อของสังขารล้วน ๆ ไม่ มีตัวกูไม่มีของกู นับตั้งแต่ก้อนดินก้อนหินต้นไม้ อะไรมา จนถึงว่าเลือดเนื้อร่างกายชีวิตจิตใจของเรา นี้เป็นธรรมชาติ เป็นการเกิดขึ้นของธรรมชาติล้วนๆ เป็นการปรุงแต่งของธรรมชาติล้วน ๆ เป็นการสืบต่อ ของธรรมชาติล้วนๆ มันจึงเกิดออกมาเป็นคน กินได้

น.46 ๔๒ เดินได้ นอนได้ ทำนั่นทำนี่ มันเป็นการสืบต่อ ปรุงแต่งของธรรมชาติล้วน ๆ ทีนี้จิตมันโง่ว่าตัวตน ว่านี้แหละคือตัวตน เราเป็นเจ้าของสิ่งนี้ เพราะเราคิดว่าเราเป็นเจ้าของ สิ่งนี้ เพราะเราคิด เรารู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของสิ่งนี้ นี้มันก็เป็นของเรา แล้วเราเป็นเจ้าของสิ่งนี้ เราเป็น เจ้าของ มันเป็นของเรา เราเป็นเจ้าของแก่มัน นี้ คือตัวกูของกู ความโง่ที่แสนจะโง่เกิดขึ้นแล้วในใจ แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นความโง่ คิดว่าเป็นความจริง ดัง นั้นความยึดมั่นว่าเป็นตัวกูเป็นของกู มันก็เกิดขึ้นใน ใจ แล้วก็ลงรากแน่นหนาแน่นแฟ้นว่า อะไรตัวกู ของกู อะไรตัวกูอะไรของกูไปหมด ถูกลิงล้างหูใส่ หน้าเท่าไร ๆ ก็ไม่รู้สึก ไม่รู้จักจำ ดังนั้นถ้าว่ายัง สละไอ้ตัวกูของกูนี้ออกไปไม่ได้ มันก็ยังมีความทุกข์ อยู่ ฉะนั้นเราต้องสละ สละคืนให้ธรรมชาติเป็น ลำดับไป

น.47 ๔๓ อันที่ ๑. สละมานะทิฏฐิอย่างหยาบๆ ไอ้ มานะทิฏฐิจองหองพองขนหยาบ ๆ นี้ ที่ไม่ยอมใคร นี้ สละเสียก่อนเถอะ สละให้ใครก็ไม่มีใครรับ นี้ เราก็สละคืนให้ธรรมชาติเจ้าของเดิม ไปเป็นธรรม- ชาติของกิเลส มันอยู่ที่ไหนก็ตามใจ เราไม่ต้องรู้ สละ คืนให้ธรรมชาติ อันที่ ๑. สละมานะทิฏฐิ ที่ทำให้ จองหองพองขน เป็นต้น อันที่ ๒ ก็สละความเห็นแก่ตัว ความเห็นว่า ของกูนี้ เขาเรียกว่า "อัตตนียา’ ว่าของกู อะไรที่ ว่า ของกู ๆ ๆ ๆ นั้น เลิกเป็นนกเขากันเสียที ถ้าได้ ยินนกเขาขันเมื่อไรละก็ให้รู้ว่ามันบ้า นี่เราเอานกเขา มาเปิดให้ฟังกันบ่อย ๆ ให้รู้จักเปรียบเทียบว่าไอ้ของ กู ๆ นี้มันบ้า เพียรละความเห็นแก่ตัว เอาเข้ามาข้าง ตัวนี้ ที่ว่าของกู ๆ เหมือนนกเขากันเสียก่อน ในขั้นที่ ๓ ต่อไปอีก ก็ละ "อัสมิมานะ" ตัว สุดท้าย คือตัวกูนั่นแหละ ละตัวกูทีนี้ ตัวกูก็อย่าได้มี เลย คือสิ่งที่เรียกว่าอัตตา อัตตา นี้เป็นแกนกลาง

น.48 ๔๔ ของกิเลส เป็นแกนกลางของความรู้สึกที่ผิด ๆ ทั้งนั้น ให้ละอัตตานี้ออกไปเสีย บริจาคออกไปเสีย เหวี่ยง คืนไปให้เจ้าของเสีย เจ้าของเดิมคือธรรมชาติ ถ้าสามารถละ ไอ้สิ่งที่เรียกว่าอัตตาหรือตัว กูเสียได้ นี้จะเป็นอย่างไร? มันก็เป็นนิพพาน ละมานะ ทิฏฐิจองหองพองขนเสียได้ แล้วก็ละอะไร ๆ ที่เป็น ของกูเสียได้ แล้วก็ละตัวกูนี้เสียได้อีกทีหนึ่ง มันก็ หมดกัน ก็เป็นนิพพาน นิพพานคือว่างจากตัวของ กู ว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์ ว่างจากความ ว่ายเวียน ว่างจากทุกอย่าง มันจึงเป็นความสงบสุข เย็น เวลาที่ใจของเราเย็นไม่ถูกปรุงแต่งอะไรเลยนั้น แหละ เป็นตัวอย่างของนิพพาน อย่างนี้เรียกว่าการ ให้ทานที่เนื่องด้วยสุญญตาคือความว่างจากตัวกูของกู เพียง ๓ อย่างเท่านี้ยังไม่หมด ขอแถมพกอีก อย่าง จะสละอะไร ลองทายล่วงหน้า ลองเดาดูซิว่า จะสละอะไร เดี๋ยวนี้ได้นิพพานแล้วเย็นสบายแล้วจะ สละอะไรอีก

น.49 ๔๕ อันที่ ๔ ก็คือ สละนิพพานนั่นแหละออก ไปเสียอีกทีหนึ่ง ไม่ใช่นิพพานของกู ไม่ใช่นิพพาน ของนิพพาน ไม่ใช่นิพพานของอะไร นิพพานนั้น เป็นความว่าง และเป็นความว่างอย่างยิ่ง เหลืออยู่ แต่ความว่างอย่างยิ่ง นี้ผลของสุญญตาทาน หรือทาน ที่เนื่องด้วยสุญญตา ไป ๆ มา ๆ ก็ไม่เหลืออะไรให้ เหลือแต่ความว่าง ก็ลองทบทวนดูว่า ไอ้การให้ทานนี้มันมีมา เป็นลำดับ ๆ เป็นระดับที่สูงขึ้นไป ๆ นับตั้งแต่ว่าให้ วัตถุทาน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ด้วยสิ่งของ ให้อภัยทาน ให้ความไม่เบียดเบียน แล้วก็ให้ธรรมทาน ให้ความ รู้ที่จะทำให้เขาเดินไปถูกทาง จนถึงว่ามันจะแน่ต่อ พระนิพพาน ที่นี้เพื่อที่จะให้ได้นิพพาน เราก็ให้ตัว กูของกูนี้ออกไปเสียที่หนึ่งก่อน แล้วเมื่อได้เป็นนิพ- พานขึ้นมา ก็อย่าถือว่านิพพานของกู อย่าถือว่า นิพพานของนิพพาน อย่าให้นิพพานโดยความเป็น นิพพานนี้เป็นของใคร ให้เป็นของความว่าง เหลืออยู่

น.50 ๔๖ แต่ความว่าง อันสุดท้ายนี้เรียกว่าสุญญตาทาน คือ การให้ที่เนื่องด้วยสุญญตา แล้วก็ไม่ได้อะไรมานอก จากความว่าง แต่ว่าความว่างนี้คือจิต หรือกาย หรืออัตตภาพ นี้ ที่มันว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์ ว่างจาก ความว่ายเวียน นี้มันก็เป็นของธรรมชาติ เป็นไป ตามธรรมชาติ ธรรมชาติล้วน ๆ เป็นไป ไม่มีใคร เป็นเจ้าของ มันก็เลยหมดกันว่า เรื่องมันจบเพราะ การให้ทานนี้ ถ้าใครทำได้อย่างนี้ ไม่ต้องไปสนใจ เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญาก็ได้ มันเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา อยู่หมดในการให้ทาน ไม่ต้อง ไปสนใจเรื่องอื่น ๆ ร้อยเรื่องพันเรื่องหมื่นเรื่อง เช่น เรื่องมรรคมีองค์แปด เรื่องอะไรต่าง ๆ ไม่ต้องสนใจ ก็ได้ถ้าทำได้อย่างนี้ คือรู้จักให้ทานตัวกูของกู ออกไปเสียให้หมด แล้วมันหมดกันแค่นั้นแหละ มัน ได้นิพพานมาแล้ว ยังสลัดนิพพานออกไปเสียอีกที่ หนึ่ง ให้มันว่าง มันจบเกินกว่าที่จะจบ มันไม่มีอะไร

น.51 ๔๗ จะจบยิ่งไปกว่านี้ ดังนั้นที่พูดนี้จริงหรือไม่จริงก็ ลองไปคิดดู คือพูดว่าเป็นเรื่องลัดสั้นที่สุดนี้ มันลัด หรือไม่ลัด แล้วจะหาว่าอาตมานี้ว่าเอาเองทั้งนั้น ก็ ลองไปพิจารณาดูว่า มันว่าเอาเอง หรือว่าพระพุทธ- เจ้าท่านว่า พระพุทธเจ้าท่านว่า ไอ้เรื่องที่มันเนื่องด้วย สุญญตานั่นแหละ คือเรื่องที่ฉันพูด นอกจากนั้นฉัน ไม่พูด เดี๋ยวนี้มันก็เป็นเรื่องสุญญตาเต็มตัว เข้ากับ พระพุทธภาษิตที่ว่า "เยเตสุตตันตา" สุตตันตะทั้ง หลายเหล่าใด "ตถาคต ภาสิตา" อันตถาคตบัญญัติ แล้ว "คัมภีรา" ลึกซึ้ง "คัมภีรัตถา" มีเนื้อความอัน ลึกซึ้ง "โลกุตตรา" เหนือโลก "สุญญตัปปฏิสังยุตตา" คือเรื่องที่เนื่องด้วยสุญญตา นี้เราไม่อยากจะทำอะไรมาก เกิดมาทีหนึ่งไม่ อยากจะยุ่งมาก อยากจะทำแต่การให้ทานอย่างเดียว ก็ขอให้ให้ทานอย่างที่ว่านี้เถอะ ให้ทานอย่างเดียวนี้ พอ ถึงนิพพานแล้วเลยไปอีก คือแม้แต่นิพพานก็ไม่

น.52 ๔๘ เอามาเป็นของกู คงเป็นว่างไปหมด แล้วเป็นนิพพาน จริง นิพพานตลอดอนันตกาล เป็นนิพพานนิรันดร ไม่มีเวียนว่ายอะไรที่ไหน นี่เรื่องมันจบ นี้ก็ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน กำหนดจดจำให้ ดี เอาไปคิดไปนึกให้ดี ว่าหลักแห่งการปฏิบัติเกี่ยว กับทานบริจาคมันเป็นอย่างนี้ หลักปฏิบัติมันมีอยู่ อย่างนี้ จงปฏิบัติไปตามแนวนี้ แล้วจะพบความว่าง แล้วเรื่องก็จะจบกัน นี่วันนี้ไม่ค่อยมีแรงพูด ต้องจบเท่านี้ที่ก่อน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต