น.5 วันนี้จะกล่าวในหัวข้อว่า ฆราวาส กับ ไสย- ศาสตร์. ขอให้สังเกตว่า ทุกตอนที่แล้วมา ได้พูดแต่ เรื่องที่เกี่ยวกับ ฆราวาส จนได้ชื่อว่า "ฆราวาสธรรม" ไปหมด, และในครั้งที่แล้วมา ครั้งสุดท้ายก็ได้พูดถึง ภาวะจิตทรามในความเป็นฆราวาส. ทีนี้เรามาพูดกันถึง ไสยศาสตร์ ก็น่าจะวินิจฉัยกันในข้อที่ว่า มันมีความเป็น จิตทรามในไสยศาสตร์นี้ด้วยหรือเปล่า. ถ้าเราจะดูกันโดยทั่ว ๆ ไป ด้วยความรู้สึกอย่าง สามัญสำนึก เราจะเห็นความแตกต่างกันมาก ระหว่าง ความมีจิตต่ำอย่างไสยศาสตร์ กับ ความมีจิตทรามของยุค ปัจจุบัน. คนในยุคปัจจุบันหรือในอารยธรรมปัจจุบันมี
น.6 ๒ จิตทรามอย่างไร เราก็ได้พูดกันยืดยาวจนเป็นที่เข้าใจแล้ว; จะเห็นได้ว่า จิตมีความทรามเพราะความตะกละในความสุข ทางเนื้อหนังหรือทางวัตถุ. ส่วนบุคคลผู้ถือไสยศาสตร์ หรือในยุคที่โลกยังพึ่งไสยศาสตร์นั้น เขาไม่ได้มีความ ตะกละในวัตถุหรือเนื้อหนัง หากแต่มีความขลาด หรือ ความเขลาโดยไม่รู้ตัว, โดยไม่มีเจตนาที่จะขลาดจะเขลา เหมือนคนสมัยปัจจุบัน ที่มีเจตนาที่จะตะกละตะกลามใน ความสุขทางเนื้อหนัง. เรื่องทางไสยศาสตร์นั้นเป็นเรื่องทางวิญญาณ คือ เป็นฝ่ายจิตใจ ไม่ใช่ฝ่ายวัตถุ ; แม้ว่าจะต้องการผลเป็น วัตถุบ้าง แต่เรื่องมันก็เป็นเรื่องทางฝ่ายจิตใจ นับตั้งแต่ เป็นเรื่องของความเชื่อ ความขลัง กระทั่งความเป็น สมาธิจิต ในการที่จะประกอบกรรมที่เป็นไสยศาสตร์ อย่าง สูงสุด ; เพราะอำนาจของความเชื่อที่มีกำลังจิตแรง กระทั่งแสดงฤทธิ์เดชก็ได้อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นภาวะ จิตทรามในอารยธรรมปัจจุบัน กับ ความมีจิตต่ำ หรือเขลา ในไสยศาสตร์นั้น ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน; เรื่องมันจึงต่างกัน
น.7 ๓ มาก. แล้วเราควรพิจารณาในฐานะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ฆราวาส เพราะว่าไสยศาสตร์นั้นสัมพันธ์กับชีวิตฆราวาส อย่างยิ่ง; ซึ่งจะได้พิจารณากันดู จนกระทั่งเห็นว่ามันมี ความสัมพันธ์กันกับความเป็น ฆราวาส อย่างจะแยกกัน ไม่ออก. บัดนี้เราจะพูดกันถึงคำว่า "ไสยศาสตร์" โดย เฉพาะก่อน. ผมอยากจะสรุปชี้ให้เห็นเป็นการประหยัด เวลาว่า ไสยศาสตร์นี้ มันเป็นคู่ผัวตัวเมียกันมากับ อารมณ์ของมนุษย์ ที่ปราศจากเหตุผล. คำว่า “อารมณ์” ในที่นี้หมายถึงความรู้สึกหรือความคิดนึก ที่ ปล่อยไปตามความรู้สึกล้วน ๆ ตามธรรมชาติ, ไม่เกี่ยวกับ การใช้เหตุผล. เรามีความคิดพลุ่งออกไปอย่างไร โดย ไม่ต้องมีเหตุผล อย่างนี้เรียกว่าอารมณ์; แล้วก็สิ่งที่ เรียกว่า "อารมณ์" นี้ มันเป็นคู่ผัวตัวเมียกับสิ่งที่เรียกว่า "ไสยศาสตร์" . ที่ใช้คำว่า "คู่ผัวตัวเมีย" ก็หมายความ ว่า มันมาด้วยกัน มันแยกกันไม่ได้ , ฉะนั้นมันจะสนิท แน่นแฟ้นที่สุด ; เพราะว่าถ้าเกิดมีเหตุผลขึ้นมาเมื่อไร
น.8 ๔ สิ่งที่เรียกว่า "ไสยศาสตร์" ก็มีไม่ได้. ฉะนั้นเราจึงถือว่า ไสยศาสตร์นี้คู่กันกับอารมณ์ที่ไม่เกี่ยวกับเหตุผล; จะ เพราะว่าไม่รู้จักใช้เหตุผล หรือมันไม่มีเหตุผล หรือไม่ อยู่ในวิสัยที่จะใช้เหตุผล มันได้ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น จึงพูดได้ว่า ไสยศาสตร์นั้นมันเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับ สติปัญญา ที่เนื่องอยู่กับเหตุผล. ถ้าจะมีสติปัญญามัน ก็กลายเป็นสติปัญญาอย่างอื่น คือสติปัญญาที่จะไม่ต้องใช้ เหตุผลนั่นเอง. เราจะรู้จักไสยศาสตร์ดี ก็ต่อเมื่อมองดู ในลักษณะเป็นเรื่องในอดีต หรือเป็นโบราณคดี ; ศึกษา ในแง่ของโบราณคดีก็จะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ไสยศาสตร์" ได้กว้างขวางขึ้น. เราอาจจะพูดได้เลยว่า ไสยศาสตร์เป็นของดีเลิศ ดีที่สุด ในสมัยที่ยังไม่มีการศึกษา. สมัยที่ยังไม่มีการศึกษา นั้น ไสยศาสตร์เป็นของดีเลิศกว่าสิ่งใด คือเป็นวิชาความรู้ เท่าที่มีสมัยนั้น ที่ยังไม่มีการศึกษาที่ไม่รู้จักใช้เหตุผล ; เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็ต้องดีเลิศ. นี่ ผมสันนิษฐานเอาเองว่า คำว่า "ไสยศาสตร์" นี้มีความหมายตามตัวหนังสือของมัน
น.9 ๕ อย่างนี้ ; นักอักษรศาสตร์ส่วนมากก็ไม่รู้ ว่าคำว่า "ไสยศาสตร์" นี้มันเป็นอะไรกันแน่ หรือโดยตัวหนังสือ มันจะเป็นอย่างไร; มันเลยถือเอาความหมาย หรือจับ ความหมายของคำว่าไสยศาสตร์ได้ยาก. แต่ถ้าเราจะเขียน กันอย่าง ไ ส ย แล้ว คำ ๆ นี้มันแปลว่า ดี หรือ ดีกว่า. ถ้าสมมติว่า เป็นภาษาบาลี ผมก็เลยสันนิษฐานเอาว่า คำ ๆ นี้เหมาะที่สุดแล้ว; มันก็แปลว่า ดีกว่า คือมัน ดีกว่าสิ่งใด ๆ ในยุคนั้น ซึ่งไม่มีการศึกษา หรือไม่มีการใช้ เหตุผล ไม่มีสติปัญญา. คำว่า "ดีกว่า" นี้ มันดีกว่าได้ทั้ง ๒ ทาง คือ ทางส่วนตัวบุคคลมันดีกว่า เพราะมันระงับความขลาดได้. ความขลาดกลัว มันเป็นปัญหาอย่างยิ่งของมนุษย์; แล้วเมื่อมันขจัดความขลาดไปได้ มันก็รู้สึกว่าเป็นของดี. แล้วมันยังดีสำหรับสังคม คือมันเป็นเครื่องมือสำหรับ การปกครองบุคคลในยุคนั้น ในยุคที่ไม่มีการศึกษา ไม่มี การใช้เหตุผล; หรือแม้ในยุคนี้ ในหมู่คนที่งมงาย เหมือนกับไร้การศึกษา หรือไร้เหตุผล. แม้ในยุควิทยา-
น.10 ๖ ศาสตร์ยุคนี้ ปัจจุบันนี้มันก็ยังมีคนประเภทที่งมงาย ไร้เหตุผล; การศึกษาไม่เป็นการศึกษาสำหรับคนเหล่านี้, เขาศึกษาไปในทางอื่น ไม่ได้ศึกษาไปในทางที่จะหาย งมงายก็มีอยู่เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า "ไสยศาสตร์" นี้มีได้ในโลกสมัยวิทยาศาสตร์ แล้วก็ถือ กันอย่างงมงาย; เพราะว่ามันเป็นเครื่องขจัดความกลัวได้. วิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบันเป็นเพียงเรื่องทางวัตถุ เจริญทางเทคโนโลยี ทุกแขนง แต่ไม่เป็นไปในทางจิต หรือวิญญาณ; เพราะฉะนั้น ความกลัวจะยังเหลืออยู่ และมีมากในยุคแห่งบุคคลผู้ตะกละทางเนื้อหนัง. ด้วย เหตุนี้ไสยศาสตร์จึงยังมีที่อาศัยในโลกปัจจุบันนี้ และจะ กล่าวได้ว่า มันก็จำเป็นเหมือนกันสำหรับโลกปัจจุบันนี้ ที่มี สิ่งเหล่านี้มาช่วยระงับความกลัวและความขลาดอย่างงมงาย. ความกลัวนั้นเกิดมาจากความอยาก นี่พระพุทธ- ภาษิตมีอยู่อย่างนี้ : ที่เรากลัวอะไร กระทั่งกลัวตาย กลัวผี นี้มันเกิดมาจากความอยาก คือเราอยากสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่; อยากได้สิ่งนั้น ไม่อยากจากไปจากสิ่งนั้น เพราะฉะนั้น
น.11 ๗ มันจึงมีความกลัว. สมัยนี้มันก็ยิ่งมีความกลัวมาก เพราะ มันมีความอยากมาก; และสิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์ก็มีเนื้อ ที่ สำหรับจะอาศัยอยู่ในโลกปัจจุบันนี้อยู่นั่นเอง. แม้จะ ไปศึกษามาจนให้มีปริญญายาวเป็นหาง ก็เป็นเรื่องทางวัตถุ มันก็เลยไม่กำจัดความกลัว ซึ่งเป็นเรื่องทางวิญญาณ. ทีนี้ถ้าจะพูดกันอย่างยุติธรรมแล้ว เรื่องไสยศาสตร์ นี้มันก็เป็นเรื่องทางฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ ในยุคที่มันยังไม่มี ความสว่างไสวทางวิญญาณมากพอ. ข้อสำคัญที่สุดที่มัน เป็นปัญหา ที่มันเป็นประยุกต์ก็คือว่า มันเป็นการยาก ที่จะแยกเรื่องของไสยศาสตร์ออกจากฆราวาส. คุณต้องรู้ ความหมายที่สำคัญของฆราวาส คือว่าฆราวาสมีเรื่องมาก; เมื่อมีเรื่องมากมันก็ทำให้เวียนหัว; เมื่อเวียนหัวมันก็มี ทางที่จะงมงายได้ง่าย. ฆราวาสที่มีการศึกษาไม่พอ หรือ อะไรไม่พอนี้ มีเรื่องยุ่งเวียนหัว จนไม่รู้ว่าจะแก้ไขมัน อย่างไร; ก็เลยไปแก้ด้วยวิธีทางไสยศาสตร์; มันก็เลย แยกออกจากกันยากกับชีวิตของฆราวาส.
น.12 ๘ นี่เราก็ควรดูให้ดี ๆ ที่มันเกี่ยวกันอยู่ แม้กับ ฆราวาสสมัยนี้. นี้คือลักษณะหรือความหมายของสิ่งที่ เรียกว่า "ไสยศาสตร์" โดยตัวหนังสือก็ตาม โดยเนื้อความ ก็ตาม โดยพฤติที่มันเป็นอยู่จริงในชีวิตของฆราวาสก็ตาม. ที่นี้ดูกันต่อไปในลักษณะที่เป็นหลักวิชา ว่าการถือ ไสยศาสตร์นี้ มันก็ควรจะเรียกว่า เป็นสถาบันอันหนึ่ง คือรู้จักกันดี และยอมรับกันว่าเป็นอย่างไร และมีการ ปฏิบัติกันอย่างที่เรียกว่า ยิ่งกว่าเป็นล่ำเป็นสัน คือมันอยู่ ในเนื้อในตัว. เพราะฉะนั้นสถาบันของไสยศาสตร์นี้ก็คือ การที่ถูกยกให้ หรืออุปโลกน์ให้ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ต้องพิสูจน์. สถาบันไสยศาสตร์มันก็เรียกร้องเอาสิทธิที่ว่า ต้องเป็น สิ่งที่ไม่ต้องพิสูจน์; เพราะฉะนั้นอย่ามาพิสูจน์; แล้ว ก็เลยเรียกร้องเอามากถึงกับว่า ไม่ยอมให้มนุษย์พิสูจน์; แล้วขอให้ยกเป็นเรื่องของสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ เป็นเรื่องของ พระเจ้า ของเทวดา ของผี ปีศาจ ของอะไรก็สุดแท้; ให้เรียกว่ามันเป็นเรื่องของสิ่งหรือผู้ที่พิสูจน์ไม่ได้ก็แล้วกัน. อย่างนี้มันจึงจะเป็นไสยศาสตร์. แต่ในที่สุดมันก็เพ่งเล็ง
น.13 ๙ ไปยังเรื่องผีสาง เทวดา หรือสิ่งที่อธิบายไม่ได้, เช่น ฤทธิ์เดช ของดวงดาว อะไร ของสิ่งต่าง ๆ ที่เชื่อกันว่ามัน อยู่นอกเหนืออำนาจของมนุษย์. ต่อไปเราก็ดูเรื่องที่มันเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ตั้งต้น มาแต่ว่า มีสิ่งที่เรารู้จักไม่ได้ มองไม่เห็นตัว, หรือว่า ลึกลับเกินกว่าที่เราจะมองเห็น จะรู้จักมันได้; ก็มีผีสาง เทวดา หรืออะไรเหล่านี้ที่มนุษย์กลัว ด้วยเหมือนกัน. จนกระทั่งดวงดาว หรืออะไรก็ตาม ที่มันเป็นต้นตอของ ฤกษ์ยาม หรือลางต่าง ๆ จนกระทั่งมาอยู่ในรูปของ พิธีรีตองอย่างนั้นอย่างนี้, จนกระทั่งมาอยู่ในรูปของวัตถุ ล้วน ๆ เช่นวัตถุที่ใช้เป็นเครื่องรางแขวนคอ หรือทำ อย่างอื่น. นี้คือปรากฏการณ์สุดท้ายของสิ่งที่เรียกว่า "ไสยศาสตร์" ซึ่งมุ่งหมายกันแต่เพียงจะให้ระงับความกลัว เกิดความสบายใจ. ไสยศาสตร์นี้มันมีผลดี ไม่ใช่ว่าไม่มี ผลดี; มันมีผลดีตรงที่ทำให้สบายใจได้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกกันตามความพอใจของเขาว่า "ไสยศาสตร์" คือศาสตร์ที่มีความดี หรือดีกว่าศาสตร์
น.14 ๑๐ หลาย ๆ อย่าง. นี่ความหมายหรือความจริงอาจจะเป็น อย่างอื่นอีกก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้เราพูดในลักษณะที่จะเข้าใจได้ หรือมองเห็นง่าย หรือมีประโยชน์ในการที่จะเข้าใจสิ่ง ๆ นี้ ว่ามันทำให้คนขลาดคนเขลาสบายใจได้. คนที่ตะกละเนื้อหนังสมัยนี้ มันก็ยังเป็นคนขลาด คนเขลา อยู่นั่นเอง ; มันก็พลอยสบายใจได้เพราะ ไสยศาสตร์. เรื่องความขลาด ความเขลานี้ มันเป็น ไปมากเข้า ๆ แล้วมันก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นตาม มาอีก. ผมพูดว่าคนเดี๋ยวนี้ทั้งขลาดทั้งเขลา ยิ่งกว่า คนป่าเถื่อนสมัยโบราณ. ขอให้มองให้ดี ๆ อย่างที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ความกลัวมาจากความอยาก". เมื่อคนสมัยนี้มันอยากอะไรมากกว่าคนสมัยโบราณ ฉะนั้น ความเขลาของคนสมัยนี้มันก็ต้องมีมากกว่า ความเขลา ความขลาดของคนสมัยโบราณ. ดังนั้นมันจึงเปิดโอกาส ให้ไสยศาสตร์เพิ่มมากขึ้น หรือเปลี่ยนรูปไปในลักษณะที่ จะเหมาะสมแก่คนสมัยนี้.
น.15 ๑๑ คนเดี๋ยวนี้มีความขลาดและเขลามากขึ้น ในทาง หนึ่ง ก็เลยเป็นช่องทางทำให้เกิดความปนเป สับสน จนกระทั่ง สิ่งที่เรียกว่า "ไสยศาสตร์" นี้มันครอบคลุม เข้ามามีอำนาจเหนือพระเจ้า เหนือบุญกุศล เหนือศาสนา หรือศาสนพิธี. มองดูให้ดีจะเห็นว่า เพราะความขลาด และ ความเขลาของมนุษย์ที่มีมากขึ้น เกินไปนี้แหละ มันทำให้สิ่งที่ไม่ใช่ไสยศาสตร์ถูกครอบงำโดยไสยศาสตร์ มากขึ้น จนมีคนถือพระเจ้าอย่างถือผีถือสางไป; ก็มี บางคน ไม่ใช่ทุกคน ที่เป็นพุทธบริษัท มีการถือ พระพุทธเจ้าอย่างเทวดา ผีสาง อ้อนวอนอย่างนั้นอย่างนี้. ในกรุงเทพฯ ก็มีเอาไข่กับปลาร้าไปถวายพระพุทธรูป บางองค์ อย่างนี้เป็นต้น. นี่คือไสยศาสตร์ที่มันมากจน ครอบคลุมศาสนา, แล้วพุทธศาสนาก็ถูกครอบคลุม อย่างนี้. ไสยศาสตร์ ยังครอบงำไปถึงบุญกุศล ; แทนที่ จะเป็นเรื่องของกรรม ก็ถือว่าบุญกุศลเป็นเครื่องราง เป็นอะไรไป ในลักษณะที่จะช่วยป้องกันความหวาดกลัวภัย
น.16 ๑๒ เป็นเครื่องอุ่นใจ. นี่เป็นความหมายที่เอียงไปทาง ไสยศาสตร์. ทีนี้ศาสนพิธีต่าง ๆ ก็เลยกลายเป็นไสยศาสตร์ ไปโดยไม่รู้สึกตัว ทั้งที่เป็นพิธีในทางศาสนา แม้ของพุทธ- ศาสนา ก็เอาไสยศาสตร์ไปผสมปนเปลงไป จนบางที มากกว่าตัวศาสนาเองเสียอีก. เพราะฉะนั้นจึงมีพระภิกษุ สงฆ์เป็นเจ้าหน้าที่อ่านโองการเชิญเทวดา ซึ่งผมก็เคยผ่าน มาแล้วตามหน้าที่ราชการ. นี่คือความแผ่กระจาย ของสิ่ง ที่เรียกว่าไสยศาสตร์ ซึ่งมีอำนาจในบางคราวมากขึ้น เพราะความขลาดความเขลาที่มันมากขึ้น, จนเราทำยุ่ง สับสนพัวพันกัน แยกไม่ออก. นี่เรียกว่าเมื่อขลาดและเขลาหนักเข้า ไสยศาสตร์ ก็ครอบงำ แม้แก่สิ่งที่เคยเป็นแสงสว่าง หรือเป็นการศึกษา หรือเป็นเรื่องความถูกต้อง ตามเหตุผล. เช่นกรรมนี้ ถือว่าเป็นเรื่องความถูกต้องตามเหตุผล หรือมีเหตุผล; แต่พอขลาดและกลัวมากเข้า ก็ถือลัทธิกรรมนี้เป็น ไสยศาสตร์ไปเลย, เป็นของลึกลับอะไรอันหนึ่งกลายเป็น การอ้อนวอน เป็นตัวกรรมไปเสีย. เราดูกันต่อไปก็จะ
น.17 ๑๓ เห็นได้ว่ามันกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปตามความขลาด และ ความเขลาของมนุษย์. พระพุทธเจ้า หรือพุทธบริษัทของพระองค์นั้น หมายความว่า ไม่มีความขลาดและความเขลา. เพราะว่า คำว่าพุทธะ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. จำคำว่า "พุทธะ" ไว้ที่สวดกันอยู่เป็นประจำวันนั้น. คำว่า พุทธะ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ; ความขลาด ความกลัว ‘ความเขลา ไม่มีเนื้อที่ในจิตใจของคนชนิดนี้. เดี๋ยวนี้พุทธบริษัทที่เป็นพุทธบริษัทแต่ทะเบียน หรืออะไร ทำนองนี้มันมีมากเข้า ๆ เข้าไปถือพุทธศาสนาก็ด้วยความ งมงาย หรือความกลัว หรือเห่อ ตาม ๆ กันไป; ไม่ได้ มีปัญญาเห็นธรรมะเป็นธรรมจักษุเสียก่อน แล้วจึงถือ พุทธศาสนา เหมือนยุคแรก ๆ เพราะฉะนั้นพุทธบริษัท ดังกล่าวคือคนธรรมดา ชนิดนี้ ที่มีความขลาด ความกลัว ชนิดนี้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ก็ด้วยความ มุ่งหมายอย่างเดียวกับที่เขาเคยมุ่งหมายทางไสยศาสตร์; เพียงเพื่อขจัดความกลัว เพื่อความอุ่นใจ. มันดีอยู่
น.18 ๑๔ หน่อยหนึ่งที่ว่าหากไปเกี่ยวข้องกับ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ถูกต้องมันก็ดีขึ้นตามลำดับ; มันก็จะละ ความขลาด ความเขลานั้นได้ พ้นจากภาวะของไสยศาสตร์ มาเป็นพุทธศาสตร์ หรือเป็นอะไรทำนองนี้ไปได้ในที่สุด. ดูต่อไป ว่า มันแยกกันที่ตรงไหน ? ก็คือว่า ไสยศาสตร์มันก็อาศัยความเชื่อ; พุทธศาสตร์ก็อาศัย ความรู้ หรือสติปัญญา ซึ่งมันอาจจะพบกันในระหว่างกลาง คือเจือกันทั้งสองอย่าง; แล้วก็มีปัญหาเกิดขึ้นว่า อะไร จะนำอะไร. ถ้าความเชื่อ หรือศรัทธายังนำปัญญาอยู่ ปัญญามีกำลังน้อยกว่า มันก็เป็นไสยศาสตร์ หรือยังเป็น ไสยศาสตร์. ถ้าปัญญามันมีกำลังมากกว่า มันนำความเชื่อ มันก็พ้นจากความเป็นไสยศาสตร์ มาเป็นพุทธศาสตร์อะไร ไปได้ในที่สุด. เพราะฉะนั้นคุณจงดูความรู้สึกในชีวิต จิตใจของตนเอง ว่า ความเชื่อมั่นนำปัญญาหรือว่าปัญญา มันนำความเชื่อ. ต่อเมื่อปัญญามันนำความเชื่อ เราจึง จะเป็นพุทธบริษัท; ถ้าความเชื่อยังนำปัญญาอยู่แล้ว เราก็เป็นสมาชิกของไสยศาสตร์ไปตามเดิม. มันก็เปรียบ
น.19 ๑๕ ได้ง่าย ๆ ว่า เป็นระบบยาแอสไพริน คือยาในระบบที่ระงับ ความปวดชั่วคราว คือความเชื่อ. เมื่อไสยศาสตร์มันอยู่ในลักษณะระงับความปวด ชั่วคราวเหมือนยาแอสไพริน ผมเลยเรียกว่า "ระบบยา แอสไพริน" ; มันก็ดีกว่าไม่กิน ที่จะได้ระงับความปวด ไปเสียชั่วคราว แล้วค่อยไปหามูลเหตุ ไปเอ็กซเรย์รักษา อะไร ทำให้มันหายขาดไปโดยสิ้นเชิง. พระพุทธเจ้าท่านก็ ไม่ได้ตำหนิไสยศาสตร์ ในฐานะเป็นของที่ไร้ประโยชน์ โดยสิ้นเชิง ; ดังบท พหุํ เว สรณํ ยนฺติ ฯลฯ ที่เราสวด กันอยู่ทุก ๆ วัน ในบทเขมาเขมสรณที่ปีกคาถา นั้น. ว่า พวกที่ถือ ต้นไม้ ภูเขา วัตถุศักดิ์สิทธิ์ ยาศักดิ์สิทธิ์ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ อะไรศักดิ์สิทธิ์ เหล่านั้น ก็มีอยู่มาก ในโลกนี้ ; พหุํ - คือมีอยู่มากในโลกนี้ ; แต่ว่า "เนตํ โข สรณํ เขมํ" - นั่นไม่ใช่สรณะอันเกษม. ที่ว่ามัน ไม่ใช่สรณะอันเกษม ไม่ใช่สรณะอันอุดมนี้ ก็ไม่ใช่ว่า มันไม่ใช่เป็นสรณะเสียเลย; แต่มันเป็นสรณะที่ไม่เกษม ไม่อุดม มันเพียงบรรเทาความขลาด ความกลัว ของคน ได้บ้างเท่านั้น.
น.20 ๑๖ ต่อเมื่อใดมีความรู้แจ้งในเรื่องความทุกข์, เรื่องเหตุ ให้เกิดทุกข์, เรื่องความดับทุกข์, เรื่องหนทางให้ถึงความ ดับทุกข์, คืออริยสัจจ์สี่ นั่นแหละจึงจะเป็น เอตํ โข สรณํ เขมํ, เอตํ สรณ มุตฺตมํ. เพราะฉะนั้นในธรรมะ จริง ๆ นั้นเป็นเหมือนกับยา ที่แก้โรคโดยเด็ดขาด, หรือ เป็นการผ่าตัด รื้อรังโรคออกไปเสียได้. มันก็เลยมีสรณะ ขึ้นมา ๒ ชนิด คือสรณะชั่วคราว ไม่เกษม ไม่อุดม กับสรณะที่เที่ยงแท้ถาวรแท้จริง ที่เกษมและอุดม. เพราะ ฉะนั้นไสยศาสตร์ก็ยังมีเนื้อที่ ที่อาศัยอยู่ในพวกสรณะที่ ชั่วคราว คือไม่เกษม หรือไม่อุดม. นี้เราก็มองเห็นชัด ในความแตกต่างระหว่าง ของ ๒ สิ่งนี้ว่า ไสยศาสตร์ต้องมีรากฐานอยู่บนความเชื่อ หรือเอาความเชื่อมาก่อนปัญญา, หรือว่าไม่มีปัญญา เสียเลยก็ตามใจ. ถ้าเป็นพุทธศาสตร์ก็เอาปัญญามาก่อน ความเชื่อ; แล้วความเชื่อมันก็ถูกทำให้เชื่อที่ถูกต้อง คือมีเหตุผลเป็นปัญญาไป
น.21 ๑๗ สำหรับเรื่องของไสยศาสตร์ ที่อาศัยรากฐาน คือ ความเชื่อ มันก็ต้องทำไปตามความเชื่อ; เพราะฉะนั้น จึงมีรูปร่างอยู่ ๒ รูป กล่าวคือรูปร่างของการปฏิบัติในทาง ไสยศาสตร์มีอยู่ ๒ รูป คือว่า อ้อนวอน กับ ปฏิบัติไปตาม ความเชื่อ. อ้อนวอนตามความเชื่อ, แล้วก็กระทำลงไป ตามความเชื่อ. อ้อนวอนตามความเชื่อนั้น ไม่มีการ กระทำอะไร มากไปกว่าอ้อนวอน ; ส่วน ปฏิบัติ หรือ การกระทำตามความเชื่อ นั้น มันทำลงไปจริง ๆ อย่างนั้น อย่างนี้ ตามที่เขาบัญญัติไว้อย่างไร แล้วเราก็ไม่พิสูจน์ เราก็ทำไปตามบทบัญญัตินั้น ๆ ก็กลายเป็นพิธีรีตองไป. ยกตัวอย่าง ไสยศาสตร์ในเรื่อง เสกน้ำล้างหน้า กระทั่งมาถึงสิ่งที่มันเป็นวิทยาศาสตร์ โดยไม่รู้สึกตัวว่า ต้องหันหน้าทางนั้น ต้องหันหน้าทางนี้, เวลาเช้า ทำอย่างนั้น เวลาเย็นทำอย่างนี้ ; จนกระทั่งผมก็ถือ ไสยศาสตร์อย่างยิ่งอยู่บางอย่าง. ที่เรียกว่าผมถือไสยศาสตร์ ก็หมายความว่า ทำตรงตามที่เขาบัญญัติไว้ว่า อย่างนั้น ๆ ตามแบบของไสยศาสตร์. เช่นอาบน้ำตอนเช้า ต้องรดที่
น.22 ๑๘ ศีรษะก่อน, อาบน้ำตอนกลางวัน เที่ยงต้องรดที่หน้าอก ก่อน, อาบน้ำตอนค่ำต้องรดที่เท้าก่อน. นี่ปู่ย่า ตายาย ก็พูดมาอย่างนี้ ในลักษณะที่เป็นไสยศาสตร์ไม่อธิบาย และห้ามพิสูจน์ ; แต่แล้วเมื่อปฏิบัติเข้าจริงมันเป็น วิทยาศาสตร์. เมื่อทำถูกต้องตามเวลาทั้งสามอย่างนั้น มันป้องกันการเป็นหวัด หรือได้ผลดีในการที่จะไม่ให้ เป็นหวัดเป็นต้น. ถ้าผมอาบน้ำค่ำ ๆ จะราดที่เท้าจนโชก ก่อน, ถ้าไปรดหัวก่อนแล้วเกิดเรื่อง. คนโบราณเขาว่า เช้า ๆ สิริมันอยู่ที่บนหัว, เที่ยง ๆ กลางวัน สิริมันอยู่ที่หน้าอก, ค่ำ ๆ สิริมัน อยู่ที่ตีน อย่างนี้ห้ามอธิบาย ห้ามพิสูจน์ แต่แล้วมันกลาย เป็นวิทยาศาสตร์. อย่างนี้มันไม่ใช่ไสยศาสตร์โดยตรง แต่เป็นไสยศาสตร์ของคนที่เขาฉลาด มีปัญญา, แล้วเขา ฝากไว้ในไสยศาสตร์ก็ได้, คือเขาฝากวิชาความรู้ หรือ พุทธศาสตร์ฝากไว้ในไสยศาสตร์ก็ได้. หรือว่าคนป่าอาจ จะพบโดยบังเอิญ ไม่มีเหตุผลมากทางหลักวิชา แต่เขา เผอิญพบมันอย่างนี้แล้วปฏิบัติตาม ๆ กันมา แล้วบัญญัติ
น.23 ๑๙ ไว้ในฐานะเป็นไสยศาสตร์ ก็ได้เหมือนกัน. แต่รวม ความแล้ว เนื้อแท้ของมันเป็นวิทยาศาสตร์, แต่หน้าตา ของมันเป็นไสยศาสตร์. ผมก็ถือไสยศาสตร์มาจนทุกวันนี้ กระทั่งเดี๋ยวนี้ เมื่ออาบน้ำโดยเฉพาะ ; ทั้งนี้ไม่ได้หมาย ความรวมถึงอย่างอื่น. นี้เราก็รู้ว่ามันเป็นอะไร เราจะปฏิบัติตามมัน ในฐานะเป็นวิทยาศาสตร์ ; แต่เพราะไสยศาสตร์เขาพูด ไว้ก่อนอย่างนั้น เราก็เลยยอมรับเสียดีกว่า ว่าเราก็ถือ ไสยศาสตร์. อย่างนี้เรียกว่ามีการปฏิบัติด้วย ไม่ใช่อ้อน วอนเฉย ๆ. เมื่อไปนั่งยกมือไหว้ฟ้าอ้อนวอนเฉย ๆ อะไรนั้น เป็นเรื่องอ้อนวอนเฉย ๆ; ถ้ามีการปฏิบัติด้วย คือเขาบัญญัติไว้ให้ทำอย่างไร ๆ ก็ปฏิบัติด้วย มันก็เป็น การปฏิบัติ เพราะฉะนั้น อย่าลืมว่าไสยศาสตร์ที่มีมาตั้ง แต่โบราณ กระทั่งปัจจุบันนี้มันก็มีทั้ง ๒ แบบ คืออ้อน วอนเฉย ๆ กับมีการปฏิบัติด้วย. ที่นี้อ้อนวอนเฉย ๆ นั้น มันก็เป็นเครื่องช่วยให้หายความกลัวได้, มันก็มีประโยชน์
น.24 ๒๐ เท่านั้น. ส่วนการปฏิบัติด้วยนั้น มันไม่ใช่เพียงให้หาย ความกลัว มันได้รับผลทางวัตถุทางร่างกายด้วย ; อย่างที่ ผมพูดถึงเรื่อง อาบน้ำ อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้เราก็มองดูให้ดีว่า ถ้าไสยศาสตร์ชนิดที่มีการ ปฏิบัติด้วย มันมีวิทยาศาสตร์อยู่ในนั้น ; เพราะฉะนั้น มันจึงช่วยรักษาความหมาย หรือความศักดิ์สิทธิ์ของ ไสยศาสตร์ไว้ได้ แม้อย่างงมงาย. เช่นคุณไม่มีความรู้ เรื่องนี้ แต่คุณเชื่อเรื่องศรี เรื่องสิริ ว่า เช้าอยู่ที่บนหัว กลางวันอยู่ที่หน้าอก เย็นอยู่ที่เท้า, ทำไปแม้อย่างงมงาย มันก็ได้ผลจากการกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน. ไสยศาสตร์ มันก็เลยมีเนื้อที่ อาศัยอยู่ในโลกมาได้ เป็นคู่แข่งกันมา เรื่อยไป, ก็เลยให้ชื่อใหม่อีกชื่อหนึ่งว่า "ไสยศาสตร์ที่ เป็นวิทยาศาสตร์" เราต้องศึกษาโบราณคดีของมนุษย์ เกี่ยวกับเรื่อง ความเป็นมาของวัฒนธรรมสายนี้. ในสมัยที่มนุษย์ในโลก ยังไม่มีการศึกษาอย่างสมัยนี้ เขาค้นคว้าไปตามความ งมงายนั้น เขาก็พบอะไรมาก แต่ไม่พบเหตุผล, เขาพบ
น.25 ๒๑ ผลของมัน ไม่ต้องพบทั้งเหตุและผล ; คือไม่พบ reason, reasoning แต่มันพบ result เป็นผล ; เช่นว่า ทำอย่างนี้แล้วมันก็สบายดี ก็เลยบัญญัตินี้ว่า เป็นของ ศักดิ์สิทธิ์, เป็นของหมู่คณะที่จะต้องถือ. การปฏิบัติ ชนิดนี้ไม่เนื่องด้วยการใช้เหตุผล เพราะฉะนั้นมันจึงถือว่า เป็นความขลังความศักดิ์สิทธิ์ ; ให้ใช้ความขลัง ความ ศักดิ์สิทธิ์นี้เป็น motive เป็นสิ่งที่บังคับให้คนต้องทำตาม เรียกกันว่า "ตาบู". ตาบู คือว่าสิ่งที่บัญญัติไว้ อย่างที่ ไม่ยอมให้มีการพิสูจน์ ; ตั้งต้นขึ้นสำหรับคนป่าสมัยโน้น. เขาบัญญัติว่าอย่างนี้เป็นตาบูละก็ คือทำไม่ได้อย่างเด็ดขาด ; อย่างนี้ไม่เป็นตาบูละก็ ทำได้. เป็นภาษาอะไรก็ไม่ทราบ เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้อยู่ในวิชาวัฒนธรรม หรือการศาสนา. มนุษย์สมัยนั้นเริ่มรู้จักว่าอะไรเป็นโทษ อะไร เป็นคุณขึ้นมาบ้างแล้ว ; เช่นคนแก่พบว่าอันนี้กินเข้าไป ไม่ได้ แทนที่จะบัญญัติว่ากินไม่ได้ด้วยเหตุผล ก็บัญญัติว่า เป็นตาบ. คนมีครรภ์กินสิ่งนี้ไม่ได้ นี้เป็นตาบู ; คน มีครรภ์ก็ไม่กล้ากิน ไม่กล้าแตะต้อง. ทีนี้ก็บัญญัติ
น.26 ๒๒ มากขึ้น ๆ ดีขึ้น ๆ ก็เป็นตาบูที่เป็นระบบครบถ้วน. มนุษย์มีการตั้งต้นอย่างไร ก็มีตาบูเป็นไปจนตลอดสาย นับแต่คนตั้งต้นตั้งแต่มารดามีครรภ์ แล้วมีข้อปฏิบัติ อย่างไรบ้างที่มารดาจะต้องปฏิบัติ นั้น เรียกว่าเป็น ตาปู ; สิ่งที่ทำไม่ได้นั้นเรียกว่า ตาบู. กระทั่งมีโลหิตระดูก่อน การมีครรภ์นั้น ก็จะต้องมีการปฏิบัติ เกี่ยวกับการมีโลหิต ระดูนั้น ตามแบบที่ไม่ต้องอธิบายด้วยเหตุผล เรียกว่า ตาบู. อย่างนี้ผู้หญิงก็ปฏิบัติมา จนมีครรภ์ จนคลอดลูก จนกระทั่งเลี้ยงลูกจนโต มันมีตาบูเป็นระยะ ๆ มา. ให้ถือ ศักดิ์สิทธิ์ ถือขลังเลย ไม่อธิบาย ; แย้งไม่ได้ พิสูจน์ ไม่ได้ จนกระทั่งเป็นสาวเป็นหนุ่ม มีตาบูอย่างไร ก็ปฏิบัติ เคร่งครัด ; เพราะฉะนั้นจึงมีศีลธรรมจรรยาเรื่องเพศดี กว่าคนสมัยนี้ ที่ตะกละกามารมณ์ในยุคปัจจุบัน. กระทั่ง เป็นคนเฒ่าคนแก่ กระทั่งตายเข้าโลงฝั่งศพอย่างไร ก็เป็น ตาบูหมด ; เขาทำด้วยความเชื่อ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ; และความเชื่อนี้มันก็ทำให้ปฏิบัติเคร่งครัดกว่าคนสมัยนี้ ซึ่งไม่อาศัยความเชื่อ, อาศัยเหตุผลของเนื้อหนังเป็นหลัก.
น.27 ๒๓ เพราะฉะนั้นอย่าได้เข้าใจว่า คนป่าสมัยโน้นนั้นมันเลว ไม่มีความเป็นผู้ดี ; ที่จริงมันมีความเป็นผู้ดียิ่งกว่ามนุษย์ สมัยปัจจุบัน สมัยอารยธรรมใหม่ ที่เราพูดกันมาแล้วว่า เต็มไปด้วยความมีจิตทราม. เมื่อไสยศาสตร์มันตั้งต้นขึ้นมาในลักษณะอย่างที่ เป็นตาบูแบบนี้ มันก็เป็นเครื่องประคับประคองมนุษย์ ให้รอดชีวิตอยู่ได้, แล้วเจริญขึ้นมา จนเกิดลูกหลานคือ พวกเรานี้. ทีนี้เราก็แหกคอกออกไป เป็นเรื่องทางวัตถุ ทางเนื้อหนังมากขึ้น ความเป็นไสยศาสตร์ส่วนที่มีประโยชน์ มันก็สูญหายไป ; พอมาเจอะเข้ากับความเขลา ความขลาด ความกลัว สมัยใหม่ที่มีมากขึ้น มนุษย์สมัยนี้ก็ไปมี ไสยศาสตร์แบบอื่นโดยไม่รู้สึกตัวได้อีก. พวกนักวิทยาศาสตร์ที่ไปเรียนเมืองนอก ก็ยังถือ ฤกษ์ ถือยาม ถือนั่นถือนี่อะไร ไปรดน้ำมนต์อะไรอยู่นั่น มันช่วยไม่ได้. แม้ว่าไปเรียนวิทยาศาสตร์มาจากเมืองนอก ปริญญายาวเป็นหาง เขียนกันไม่ไหว ก็ยังไปรดน้ำมนต์ ; เพราะมีความขลาด และความเขลา ในส่วนอีกส่วนหนึ่ง
น.28 ๒๔ มาก. แต่แล้วดูเอาเถอะว่า ไสยศาสตร์อย่างยุคตาบู นี่แหละ คือ วิทยาศาสตร์ที่ไม่เปิดเผย ที่ไม่อาศัยการ ใช้เหตุผล หรือเปิดเผย ด้วยการพิสูจน์. แต่ที่ต้อง จัดเป็นไสยศาสตร์ ก็เพราะว่าทำไปโดยไม่มีการพิสูจน์ ทำไปด้วยความกลัว, ทำไปด้วยความขลาดค้นไปอย่าง นั้นเอง จนพบพิธีรีตอง ธรรมเนียมอะไรขึ้นมาอย่างนี้ มันก็เป็นไสยศาสตร์. แล้วต่อมามันก็แยกทางกันเดิน : ส่วนที่วิวัฒนาการมาทางแนวเหตุผล อย่างนี้ก็มี, วิวัฒนา การไปทางขลังทางศักดิ์สิทธิ์ทางงมงายยิ่งขึ้นไป ๆ ยิ่งขึ้น ไป ๆ อย่างนี้ก็มี ; นั่นแหละมันเป็นไสยศาสตร์เต็มตัว อาศัยอยู่เหลืออยู่ : โดยอาศัยคำนิยามเป็นหลักกว้าง ๆ ว่า ไปคิดพึ่งพาสิ่งที่เข้าใจไม่ได้ ที่ตัวกลัว ที่ตัวหวัง ด้วย ความขลาด ด้วยความเขลานั้น. มันหาสิ่งที่มีความหมาย ชัดแจ้งไม่ได้, หรือสิ่งที่มีความชัดแจ้งมันไม่เป็นที่พึ่งให้ แก่ตนได้ มันก็หันไปหาสิ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ; ก็มี เท่านี้เอง.
น.29 ๒๕ ทางรอด ทางออกของมันก็คือว่า เมื่ออาศัยกำลัง ความเชื่อ เชื่อมั่นมันก็มีกำลังจิตแรง เป็นประเภทสมาธิ เป็นมิจฉาสมาธิ ; มันก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าฤทธิ์ หรือ ปาฏิหาริย์ขึ้นมาได้ ด้วยอำนาจมิจฉาสมาธินั้น ; แล้วก็ เป็นมิจฉาฤทธิ์ หรือมิจฉาปาฏิหาริย์ไป มันก็น่าอัศจรรย์ เหมือนกัน ; แล้วเมื่อมันเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์แล้ว มัน ก็หาลูกค้าได้ คือหาสมาชิกที่จะไปนับถือ ไปบูชา เข้าไป เป็นสมาชิกได้ ; มันก็เลยเป็นสถาบันอันหนึ่ง ซึ่งใหญ่โต เหมือนกัน. นี่ คุณขอให้อธิบายเรื่องที่เกี่ยวกับฆราวาส ผม ก็บอกอย่างนี้ ว่าระวังให้ดี ฆราวาสนี้มันมีส่วนที่พลัดเข้า ไปสู่วงของไสยศาสตร์ล้วน ๆ คือความงมงายได้เมื่อไรก็ได้ เท่าไรก็ได้. นี้เราต้องรักษาเกียรติ ของพุทธบริษัทไว้ ว่าพุทธศาสนานี้ไม่มีทางที่จะเป็นไสยศาสตร์ เพราะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เอาปัญญามาก่อน. ศาสนาอื่นที่มีเชื่อ พระเจ้าอะไรนั้นแหละ ระวังให้ดี มันหวุดหวิด เผลอ เข้าไปทำพระเจ้าเป็นไสยศาสตร์ไปก็ได้. ทั้ง ๆ ที่พุทธ-
น.30 ๒๖ ศาสนาไม่มีพระเจ้า ไม่มีอาศัยความเชื่อ ก็ยังเผลอเอาไข่ ต้มกับปลาร้าไปถวายพระพุทธรูปได้. ทีนี้ฝ่ายศาสนา ที่เชื่อพระเจ้าอะไรอยู่แล้ว ก็มีทางที่จะเป็นไปได้ง่ายกว่า. ผมจึงใช้คำว่า "หวุดหวิด". พวกที่ถือศาสนาพระเจ้านี้ มันหวุดหวิดที่จะกลายเป็นไสยศาสตร์ถ้าไม่ระวังให้ดี. พระพุทธรูปที่สวนโมกข์เก่าของเรา ที่พุมเรียงนั้น เป็นที่บนบานขอลูก; คนที่ไม่มีลูกบนบานเข้าก็สำเร็จ รายสองราย ก็เลยระบือลือชากันใหญ่. เมื่อมันไปขอกัน ตั้งหลายสิบราย หลายร้อยราย มันก็ไม่มีสักรายหนึ่งละ หรือ ? ที่มันจะฟลุค มันก็มีลูกขึ้นมาได้ ก็เลยยกให้เป็น อานุภาพของพระพุทธรูป. นี่มันเป็นไปได้มากถึงอย่างนี้ ; ความเชื่อมันก็เลยเฉหันเหไปในทางทำพระพุทธรูปให้กลาย เป็นเครื่องมือของไสยศาสตร์ไป. นี่ เราโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธ- ศาสนา ก็ขอให้ถือให้ถูก ให้ตรง ให้มั่นคงไว้ โดยอาศัย ปัญญามาก่อน. ถ้าว่าเราจะช่วยคนโง่ คนขลาด คนเขลา เราก็ฝากพุทธศาสนาไว้ในไสยศาสตร์ก็ได้ พูดอะไรไว้
น.31 ๒๗ ในรูปของไสยศาสตร์ก็ได้ ; เพราะไม่อย่างนั้นเขาไม่เชื่อ เขาไม่ทำตามโดยเคร่งครัด. เราก็เอาพุทธศาสนาใส่ลงไป ในไสยศาสตร์ ที่มันไม่น่าเกลียด ที่มันพอดูได้ ให้มันเชื่อ ถือขลังอย่างถือไสยศาสตร์ ก็พอไปกันได้ ; เพื่อแก้ปัญหา เฉพาะหน้าเป็นระบบยาแอสไพริน อย่างนี้ก็พอได้ ; ซึ่ง เป็นการอนุญาต หรือยอมให้ทำได้เหมือนกัน ถ้ามันทำไป ด้วยสติปัญญามีเหตุผล. เดี๋ยวนี้มันน่าละอาย หรือน่าอันตราย ที่ว่าเรา ขลาดและเขลามากเกินไป จนทำพุทธศาสตร์ให้เป็น ไสยศาสตร์, ทำให้ไสยศาสตร์มีโอกาสครอบงำพุทธศาสตร์. เราต้องลืมหูลืมตาในข้อนี้ ต้องทำพุทธศาสตร์ให้ครอบงำ ไสยศาสตร์ไว้เรื่อย แล้วก็ใช้ไสยศาสตร์นั้นเป็นตัวเครื่อง มือ เป็นตัววัตถุ เป็นภาชนะ เป็นรูปร่างภายนอก ; แต่ เนื้อในของมันเป็นสติปัญญา ดังที่ผมยกตัวอย่าง เรื่อง อาบน้ำนั้น. ถ้าคุณจะไปบอกแก่เด็ก ๆ ว่า ทำอย่างนี้ซิ เป็นสิริมงคลสมบูรณ์ที่สุดเลย เด็ก ๆ ก็อาจจะทำ แล้ว มันก็เป็นวิทยาศาสตร์ คือได้ผลดี ที่ไม่เป็นหวัดอะไร
น.32 ๒๘ ทำนองนี้ ; แล้วมันก็เป็นพุทธศาสตร์ คือเป็นเรื่องของ สติปัญญา. บัดนี้สิ่งที่น่าสังเวชก็คือว่า การถอยหลังเข้าคลอง ของมนุษย์ในยุคปัจจุบันนี้ ; เพราะว่ามันไปหลงวัตถุมาก ทำให้มีความอยากมาก; ความอยากมากมันก็ทำให้มี ความขลาด และมีความเขลามาก. ช่วยเอาไปคิดดูให้ดี ๆ ถ้าเราไปเพิ่มความอยากเข้าเท่าไร ความขลาด ความ เขลามันจะมีมากขึ้นเท่านั้น. นี่เทคโนโลยีต่างๆ มันมี มูลมาจากความอยาก, เพื่อความอยาก เพื่อความต้องการ ทั้ง ๆ ที่เป็นเทคนิเซี่ยน เทคโนโลยิสต์ อะไรก็ตาม มันก็ เลยยิ่งเป็นไสยศาสตร์โดยไม่รู้ตัวได้ ; • คืออาณาจักรของ ความกลัวนั้นมันครอบงำแล้ว มันก็เชื่อพระเจ้าอย่าง ไสยศาสตร์ เชื่ออะไร ๆ อย่างไสยศาสตร์ไปหมด ; ฉะนั้น พวกนักวิทยาศาสตร์ หรือเทคนิเชี่ยน มันก็ทำพิธีรีตอง ทางศาสนา อ้อนวอนพระเจ้า, ในกองทัพก็อ้อนวอน พระเจ้าเป็นไสยศาสตร์ไปหมด เพราะมาจากความขลาด และความเขลา ซึ่งมาจากความอยากอันต้องการมหาศาล
น.33 ๒๙ อีกทีหนึ่ง. กิจกรรมมันใหญ่ขึ้น จนจะฆ่ากันทั้งโลกนี้ ; ความขลาด ความเขลามันก็มากขึ้นตามตัว ก็ทำความ งมงายได้มากขึ้น. โดยส่วนตัวบุคคล เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนัก ศึกษา อย่างพวกคุณอย่างนี้ จะกลับไปเป็นผู้งมงาย อย่าง สมัยตาบู มันก็น่าหวัว ; แต่แล้วมันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้. ถ้าจะป้องกันหรือแก้ลำได้ ก็ต้องรีบมีปัญญา, รีบมีปัญญา ก็คือรีบทำให้มันไม่ขัดขวางกัน ให้มันประสานกันตาม โอกาส ตามความเหมาะสม เกี่ยวกับเวลา บุคคล สถานที่อะไรเหล่านี้ ; มันก็จะช่วยแก้ปัญหาทางสังคมไปได้ โดยอาศัยพื้นฐานของมนุษย์ทั้งหลาย ที่มีความขลาด ความ เขลา พึ่งสิ่งซึ่งไม่เข้าใจ มองไม่เห็นตัวอยู่แล้วเป็นธรรมดา ; เรียกว่าเรายอมรับความศักดิ์สิทธิ์ แต่ว่าความศักดิ์สิทธิ์ ที่มีรากฐานเป็นสติปัญญา. อย่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่เป็น ความโง่เขลา เป็นความขลาด ความเขลาเลย. ฆราวาส ก็มาได้เพียงเท่านี้.
น.34 ๓๐ หลังจากนั้น ฆราวาสที่ต้องการจะเดินทางต่อไป มันก็ไม่มีอะไรนอกจากไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า. ทีนี้ ก็เริ่มตั้งต้นละความอ่อนแอที่เกี่ยวกับไสยศาสตร์นี้เสีย. คุณไปศึกษาหาอ่านเสีย ผมบรรยายไว้มากมายแล้ว ในเรื่อง เกี่ยวกับ อัฏฐังคิกมรรค - เดินทางไปสู่ความเป็นพระ- อริยเจ้านี้. เริ่มต้นก็มีการละสังโยชน์ : ในอันดับแรก " ก็ละ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาส ; นี่เป็น หลักที่ดีที่สุดในพระพุทธศาสนา แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจ ที่จะละจากความเป็นฆราวาส หรือ คนธรรมดา ไปสู่ ความเป็นพระอริยเจ้า. นี้มันเป็นเรื่องละความเชื่อเรื่อง ไสยศาสตร์เป็นข้อแรกก่อน, เป็นบทเรียนอันแรก เป็น การสอบไล่อันแรกก่อน. ข้อที่ ๑ สักกายทิฏฐิ มันเป็นความเขลา ว่ามีตัวกู มีผีสาง มีวิญญาณเกิดไปเกิดมา, จุติ ปฏิสนธิ ; คนเดียว กันนั่นแหละ เกิดแล้วเกิดอีก อย่างนี้มันเป็นความเขลา ต้องละก่อน.
น.35 ๓๑ ข้อที่ ๒ วิจิกิจฉา คือความลังเล ระหว่างไสย- ศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ คือความที่อยู่ในอำนาจเหตุผลกับ ความที่ไม่อยู่ในอำนาจเหตุผล ซึ่งกำลังตีกันยุ่งนี้แหละ เรียกว่าวิจิกิจฉา. คุณอย่าเพ่ออวดดีว่า คุณเป็นมนุษย์ ที่อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล ; ความไม่อยู่ในอำนาจแห่ง เหตุผลมันมีเมื่อไรก็ได้ ในเมื่อมันมีเชื้อเป็นรกราก ที่ฝั่ง อยู่ในสันดานของมนุษย์ ที่มีความขลาด ความเขลามาแต่ เดิมนั้น ; แล้วความที่มันมี conflict กันอยู่ระหว่างสอง สิ่งนี้ บางเวลาเรามีเหตุผล บางเวลาเราก็ไม่อยู่ในอำนาจ แห่งเหตุผลเลย, นี้ก็ต้องละ เป็นข้อที่ ๒. ข้อที่ ๓ สีลัพพตปรามาสนี้แหละเป็นไสยศาสตร์ โดยตรง คือการประพฤติกระทำไปโดยไม่อยู่ในอำนาจ แห่งเหตุผล. ถ้าละสามอย่างนี้ได้จึงเป็นพระโสดาบัน, เป็นพระอริยบุคคลในอันดับแรก. การที่มนุษย์จะวิวัฒนาการทางวิญญาณ ไปในทาง สูงนี้อันแรกที่สุดก็มาปะทะกันเข้ากับเรื่องไสยศาสตร์ ; ถ้าผ่านด่านนี้ไปไม่ได้ ก็ไม่ต้องหวังที่จะเป็นพระอริย-
น.36 ๓๒ บุคคล หรือว่าอารยธรรมทางวิญญาณในพุทธศาสนา, ไม่ใช่อารยธรรมทางวัตถุแห่งยุคปัจจุบัน ; ชื่อเหมือน ๆ กันระวังให้ดี. คำว่า อริยะ กับคำว่าอารยะ นั้นเป็น คำเดียวกัน, ตัวหนังสือมันเป็นคำ ๆ เดียวกัน เขียน เป็นบาลีเป็นสันสกฤตเท่านั้นเอง. แต่แล้วอารยะ แท้จริงนั้น ต้องสูงและถูกต้องทางวิญญาณไปเลย ; ส่วน อารยะตกต่ำไปสู่ความทรามนั้น คือ อารยะทางวัตถุ. ยิ่งกินยิ่งเมา, ยิ่งเมายิ่งเอาใหญ่ ; มันก็เลยตกไปทาง ความมีจิตทราม ก็เรียกว่าอารยธรรมแผนปัจจุบันทางวัตถุ. อารยธรรมฝ่ายวิญญาณ ของพระพุทธเจ้านั้นมันเป็นอารย- ธรรมฝ่ายวิญญาณ มันเลยมามีบทเรียนตรงที่ว่า ต้อง ปะทะกันกับไสยศาสตร์ แล้วละ หรือทำลายให้ได้ ผ่าน ไปให้ได้ ; รวมความแล้วก็คือความไม่มีเหตุผลเพียงพอ. สักกายทิฏฐิถือตัวจิตวิญญาณที่ไม่มีเหตุผล ; แล้ววิจิกิจฉา มันก็ไม่มีเหตุผล มันกำลังตีกันยุ่งระหว่างเหตุผลกับความ โง่นี้ ; สีลัพพตปรามาสก็คือความไม่มีเหตุผล. ถ้าเรา ผ่านอันนี้ไปได้ ก็เรียกว่า ละเครื่องกีด กั้นอันดับแรก
น.37 ๓๓ เป็นด่านหน้าของสิ่งกีดกัน ที่ไม่ให้ไปสู่โลกพระอริยเจ้า นั้นได้ ; เราผ่านไปไม่ได้. นี่ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ไสยศาสตร์ ในอันดับสุดท้าย ในวาระสุดท้ายว่า มันเป็น เครื่องกีดกัน ขวางทาง ของการไปสู่โลกของพระอริยเจ้า. ทีนี้เราเคยอาศัยมันมา เหมือนเรือเหมือนแพ เหมือนยานพาหนะตามลำดับมาแล้วแต่หนหลัง ก็ขอบใจ มันเถิด ; แต่พอมาถึงตอนนี้ ก็ถือว่า ต้องแยกกันละ ; จะไม่แบกเอาเรือแพขึ้นบกไป หรือไปสู่ยานพาหนะที่ดีกว่า หรือไปหาเรือหาแพอย่างอื่นกันดีกว่า ; พอถึงบกจริง ๆ ก็ไม่แบกอะไร ไม่แบกเรือแบกแพเอาไปด้วย ฉะนั้น เรือแพอย่างอันดับแรก ๆ ตอนต้น ๆ คือไสยศาสตร์นี้ ต้องละกันที ไปหาเรือแพหรือเรือบินที่มันดีกว่า; ในที่สุด เมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ก็โกยทั้งหมดเลย. เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถที่จะพูดว่า อะไรเป็นสิ่ง ที่ไม่ดีโดยส่วนเดียว; สิ่งที่ไม่ดีนั้น มันหมายความว่า มันไม่เหมาะแก่กาละเทศะ ที่จะเป็นประโยชน์แก่เราใน เวลานั้น. มนุษย์ก็ตั้งต้นมาด้วย ความโง่ ความไม่รู้
น.38 ๓๔ เป็นคนป่า หรือไม่ถึงกับเป็นคน ยังเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์, แล้วก็เรื่อย ๆ มา จนมีความสูงขึ้นมา มันก็พูดอะไรโดย ส่วนเดียวไม่ได้. สิ่งที่ว่าเคยดีสำหรับสมัยนั้น มันไม่ดี สำหรับสมัยนี้ก็ได้ ; เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันดีอยู่เสมอไป ก็คือ มันใช้เป็นประโยชน์ได้ตามเวลา ตามกาละ ตาม สถานที่ ตามความเปลี่ยนแปลง, ในที่สุดมันก็ขึ้นเหนือ ความดี พ้นไปจากความดี พ้นไปจากความผูกพันของ ความดี, ก็เป็นพระอริยเจ้าไป เป็นโลกุตตระไปได้. เรื่องดี เรื่องชั่ว นี้จะสับสนปนเปกันอยู่เรื่อย : ที่เคยคิดว่าชั่ว มันก็ยังมีประโยชน์ในข้อที่ว่า ทำให้คน ฉลาดขึ้น เพราะความชั่วมันกัดเอาเจ็บ ๆ คนมันก็ฉลาด ขึ้น. ความดีนั้นทำให้คนเหลิง หลงใหล ลืมตัว มันก็ กัดเอาเจ็บ ๆ เหมือนกันในอีกลักษณะหนึ่ง. ผลสุดท้าย มันก็เป็นเรื่องที่ขบกัดมนุษย์ทั้งนั้น ในบรรดาเรื่องดี เรื่องชั่วนี้ ; เราก็เลยหาทางที่อยู่เหนือขึ้นไป พ้นขึ้นไป ขึ้นไปเหนือ เป็นเรื่องของพระอริยเจ้า เป็นเรื่องของ
น.39 ๓๕ มรรค ผล นิพพาน. เพราะฉะนั้น เรื่องไสยศาสตร์นั้น ก็เป็นเรื่องนิดเดียว ที่จะป้องกันอันตรายนิด ๆ หน่อย ๆ เป็นระบบยาแอสไพริน ; รู้จักมันอย่างนี้แล้วก็อย่าได้เผลอ หลงเป็นทาส เป็นบ่าวของไสยศาสตร์. จงใช้มันเหมือน ระบบยาแอสไพริน หรือว่าที่มันไม่ควรจะใช้ก็เลิกไปเสียเลย ทิ้งมันเสียเลย. แต่อย่าลืมว่า มนุษย์นี้มันสัมพันธ์กัน มากับไสยศาสตร์ ตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ แยกกัน ไม่ออก. ขอให้ฆราวาสรู้จักความเป็นฆราวาส ที่เกี่ยวกับ ไสยศาสตร์ ที่มันจะครอบงำเอา ; เพราะฆราวาสอยู่ใน วิสัยที่ไสยศาสตร์จะครอบงำเอา เมื่อไรก็ได้ เท่าไรก็ได้. นี่เราเป็นฆราวาสพุทธบริษัท เราก็ลืมหู-ลืมตา อย่างผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ขึ้นมาตามลำดับ ๆ มันก็เปลื้องสิ่งเหล่า นี้ออกไปได้ ; กลายเป็นผู้พ้นจากความมืดมัว จากการ ไปถือสรณะอันไม่เกษม อันไม่สูงสุด มาเป็นผู้มีสรณะ อันเกษมสูงสุด ; แล้วก็พ้นจากความเป็นผู้ต้องถือสรณะ ในที่สุด คือ เป็นโลกุตตระไป.
น.40 ๓๖ ที่พูดกันยาวยืดนี้ ก็เพื่อจะชี้ให้มองเห็นว่า มันคาบ เกี่ยวสัมพันธ์กันมาอย่างแยกกันไม่ออก จนกระทั่งบัดนี้. คุณต้องการเป็นฆราวาสที่ดี ก็จงมองดูสิ่งเหล่านี้อย่าง ถูกต้อง. ผมพูดเรื่องฆราวาสกับไสยศาสตร์ ด้วยความ มุ่งหมายอย่างนี้. นกกางเขน กับเรไร ก็บอกว่า หมดเวลาสำหรับวันนี้.
Buddhadasa