Buddhadasa.org
หนังสือเคล็ดลับในการครองชีวิต › อ่านฉบับเต็ม

📖 เคล็ดลับในการครองชีวิต

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกข ๑ มิถุนายน ๒๕๑๓ — เอกสารชุดมองด้านใน · วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๑๓

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.3 สำหรับพวกเราล่วงมาถึงเวลา ๒๐.๓๐ น. แล้ว. วันนี้จะได้พูดถึงเรื่อง เคล็ดสำหรับฆราวาสในทางธรรม ในฐานะเป็นเรื่องสรุปสุดท้าย. เพราะรู้สึกว่า เราจะต้อง หยุดการบรรยายชุดนี้กันในคราวนี้แล้ว เพราะผมกำลัง ไม่มีแรง อ่อนเพลียมากขึ้น. ผู้ที่ยังเหลืออยู่ ถ้าใครยัง สนใจก็เปิดเทปคำบรรยายครั้งแรก ๆ ที่ไม่เคยฟังนั้น มาฟัง ก็แล้วกัน. เพราะฉะนั้นจึงถือโอกาสให้การบรรยายครั้งนี้ เป็นครั้งสรุปเรื่องทั้งหมดที่แล้ว ๆ มาด้วย แล้วสรุปไว้ ในฐานะที่เป็น เคล็ด สำหรับจะได้เอาไปใช้ ให้สำเร็จ ประโยชน์ด้วย. สำหรับคำว่า "เคล็ด" เกือบจะไม่ต้องอธิบายกัน แล้ว เพราะรู้จักกันดีว่าหมายถึงอะไร. แต่อยากจะชี้ให้

น.4 ๒ เห็น หรือให้ตั้งข้อสังเกตสักนิดหนึ่งว่า คำว่า เคล็ด นี้ คือสิ่งที่เขาเรียกกันไพเราะเพราะ ๆ ในภาษาสมัยใหม่ว่า “เทคนิค" หรืออะไรทำนองนี้. คุณอาจจะไปสนใจบูชา คำว่า "เทคนิค" แล้วเลยมองข้ามคำว่า "เคล็ด" เสียก็ได้. โดยใจความของมันก็คือว่า วิธีที่จะทำอะไรให้สำเร็จ ประโยชน์ตามที่เราต้องการโดยง่าย โดยสะดวก มีผลดีมาก ลงทุนน้อย อะไรทำนองนี้ ; คือทำให้การงานนั้นสำเร็จ แน่ ๆ แล้วก็มีผลดีเต็มที่ เหนื่อยน้อย ลำบากน้อย ลง ทุนน้อย ทำได้มาก. ความมุ่งหมายของคำว่า เคล็ด กับ ความมุ่งหมาย ของคำว่า เทคนิค มันตรงเป็นอันเดียวกันในข้อนี้. อย่าได้ เข้าใจคำว่า " เคล็ด " นี้เป็นเรื่องแก้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ. ขอให้นึกถึง ปู่ย่า ตายาย บรรพบุรุษของเรา รู้จักแต่ คำว่า "เคล็ด" แต่ไม่รู้จักคำว่า "เทคนิค" ; แต่ท่าน เหล่านั้นก็มีเทคนิคอย่างเต็มตัวคือทำอะไรได้สำเร็จ สร้าง อะไรที่คนลูกหลานสมัยนี้สร้างไม่ได้ ; หรือว่าสร้างได้ ก็แย่ไปเลย. คนสมัยนี้ไปดวงจันทร์ได้แต่ว่าอาจจะทำ

น.5 ๓ อะไรบางอย่างไม่ได้ ; เพราะมันมีเหตุอื่นอีกหลายอย่าง เช่นสร้างสิ่งมหัศจรรย์ในโลกอย่างนครวัด ; คนเดี๋ยวนี้ ทำไม่ได้ ; ทำได้ก็แพงกว่า ยุ่งกว่า ลำบากมากกว่า. เพราะฉะนั้นขอให้มองปู่ย่า ตายาย บรรพบุรุษในลักษณะ ที่เป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด มีเทคนิคมีเคล็ด จึงรอดตาย มาได้จนเกิดพวกเรา. ถ้าบรรพบุรุษไม่มีเคล็ด ไม่มีวิชาเทคนิคอะไร เพียงพอ จะต้องตายกันเสียหมด ไม่เหลือมาเป็นพืชพันธุ์ จนทุกวันนี้ แล้วก็จะไม่สร้างอะไรขึ้นไว้ให้พวกเราดูอย่าง ที่เราไม่อาจจะสร้างได้ ; เพราะความเปลี่ยนแปลง เพราะ อะไร ๆ หลายอย่าง, ความขี้เกียจ ความขยัน ความ เสียสละ ความไม่เห็นแก่ตัว นี้เราก็สู้ปู่ย่า ตายาย ไม่ได้. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเรียกว่า "เทคนิค" นั้นก็เป็นของที่มี มาแล้ว ตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีขึ้นในโลกนี้ แล้วก็ก้าวหน้ามา เรื่อย ๆ ; สิ่งที่เรียกว่า "เคล็ด" ก็เหมือนกัน. เราจึง ถือเอาแต่ใจความสั้น ๆ ว่า เคล็ดนี้มันมีประโยชน์คือทำ ให้ลงทุนน้อย ได้ผลมาก ทันใจ สำเร็จตามต้องการ.

น.6 ๔ ทีนี้ก็มาถึง คำว่า "เคล็ดสำหรับฆราวาสในทาง ธรรม" ; เราจะไม่พูดเรื่องทำมาหากิน เรื่องอะไร ทำนองนั้น ; แต่จะพูดในข้อที่ว่า เป็นฆราวาสนั้น จะมี วิธีการอันเร้นลับอะไร ที่จะช่วยให้เรามีธรรมะพอตัว ; แล้วก็ไม่มีความทุกข์ได้. วิธีการชนิดนี้ภาษาบาลีเขา เรียกว่า "อุบาย" . แต่น่าเสียดายที่ในภาษาไทย คำว่า อุบายมีความหมายไปในทางเลวร้ายต่ำ ๆ หรือส่อ ความหมายไปในทางไม่สุจริต. แต่ในภาษาบาลีแท้ ๆ คำว่า "อุบาย" มีความหมายไปในทางที่ดี มันเป็นเครื่อง ให้สำเร็จประโยชน์ เหมือนกับคำว่า "เคล็ด" เหมือนกัน. เอาละแม้เราจะถือว่า เรื่องอุบายเป็นเรื่องหลอก ลวงก็เอา ; แต่มันเป็นเรื่องหลอกลวงกิเลส เพื่อจะฆ่า กิเลส ; หลอกลวงซาตาน หลอกลวงพญามารเพื่อจะฆ่า ซาตาน ฆ่าพญามาร ; อย่างนี้ก็ใช้ได้. แต่ที่แท้ไม่ใช่ การหลอกลวง มันเป็นสติปัญญาที่เป็นเคล็ด หรือเทคนิค เฉพาะ. ปัญญาที่มันกว้างขวางเกินไปนั้น เป็นเรื่อง ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด. ทีนี้ ปัญญาชนิดที่มันเฉพาะ

น.7 ๕ แล้วพอดี พอเหมาะ ทำให้สำเร็จประโยชน์ได้ ในเวลา อันสั้น ในเวลาที่เผชิญกับอันตรายนี้ เขาเรียกว่า ‘อุบาย" ในภาษาบาลี ; พอตกมาเป็นภาษาไทยมันเปลี่ยน ความหมาย. คำเป็นอันมากมาจากภาษาบาลี สันสกฤต พอมาเป็นภาษาไทยเปลี่ยนความหมายไป ไม่มากก็น้อย ; หรือความหมายของคำบางคำเปลี่ยนกลับเป็นตรงกันข้าม ก็มี แต่จะไม่เอามาพูดในที่นี้ เดี๋ยวจะเป็นเรื่องสอน ภาษา หนังสือ ขอให้สังเกตดูเอง. ก็ได้เคยพูดให้ฟังมาแล้วหลายหน เช่นคำว่า ตัณหา - ความอยากนี้ ไม่เหมือนกัน ในภาษาบาลี กับ ภาษาไทย. "ตัณหา" หมายถึง ความอยากที่ต้องมาจาก ความโง่ ; ส่วนความอยากที่มาจากสติปัญญา ไม่เรียกว่า "ตัณหา". แต่ในภาษาไทย เราเรียกว่า "ความอยาก" เหมือนกันหมด ซึ่งทำให้ปนกันยุ่ง. คำว่า "อุบาย" นี้สำคัญที่สุด ที่จะทำให้สำเร็จ ประโยชน์เหมือนกันกับ คำว่า "เคล็ด" หรือ "เทคนิค". ที่เป็นภาษาบาลีไม่ต้องเติมคุณศัพท์อะไรแล้ว แต่ใน

น.8 ๖ ภาษาไทยต้องเติมคุณศัพท์ เช่น คำว่า "กุศโลบาย" เป็นต้น คืออุบายในทางที่ดี ; ภาษาบาลีไม่เคยมีคำว่า กุศโลบายนี้ แม้คำ ๆ นี้เป็นภาษาบาลี ก็เป็นคำบาลีที่เขา ผูกขึ้นใหม่ ของเดิมใช้ "อุบาย" ก็พอแล้ว. ให้เรามี เคล็ด มีอุบาย มีเทคนิคอะไรก็ตาม เรียกได้ทั้งนั้น ; คือให้สำเร็จประโยชน์ ตามที่เราต้องการได้อย่างเป็นที่น่า พอใจ เพราะเร็วและลงทุนน้อย มีผลมาก. เมื่อเป็นดังนี้ ฆราวาสเราจะทำอย่างไรจึงจะได้รับ ประโยชน์จากพระธรรม หรือพระศาสนามากที่สุด ทั้งที่ไม่ได้บวชเป็นพระ ไม่ได้ปฏิบัติอย่างพระ ; นี่ผม เรียกว่า "เคล็ดสำหรับฆราวาสในทางธรรม" ทีนี้เมื่อ ใช้คำว่าเคล็ด ก็อยากจะกล่าวคำที่มันเป็นเคล็ด ๆ คือ อยากจะกล่าวว่า เมื่อยังบวชไม่ได้ ก็ทำให้มันเหมือนกับ บวชแล้วเสียเลยได้. เมื่อยังบวชไม่ได้ ก็สามารถทำ ให้เหมือนกับว่าบวชเสร็จแล้ว ; นี่มันเป็นเคล็ดไหม สังเกตดู.

น.9 ๗ ฆราวาสอยู่ที่บ้านที่เรือน และไม่ได้กินอยูนุ่งห่ม อย่างนักบวช จะมาบวช ก็มีลูก มีเมีย มีครอบครัว มีหน้าที่การงาน จะมาบวชก็ไม่ได้. แต่มีเคล็ดที่ว่าจะ ทำให้เหมือนกับบวชเสร็จแล้วอยู่ในตัวได้, บวชเสร็จ แล้วอยู่ในตัวความเป็นฆราวาสนั้นเอง. ข้อนี้ขออย่าได้ ลืมนึกถึงคำบรรยายหลายครั้งที่แล้ว ๆ มาข้างต้น ๆ คือข้อที่ ได้บอกให้ทราบว่า ถ้าเรื่องดับทุกข์ทางวิญญาณแล้ว มันไม่มีพระ ไม่มีฆราวาส ; คือพระก็ต้องปฏิบัติเหมือน ฆราวาส ฆราวาสก็ต้องปฏิบัติเหมือนอย่างพระ ; เมื่อ ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็ต้องดับตัณหาเสียเท่านั้น. เพราะฉะนั้นถ้าศึกษาและปฏิบัติอยู่อย่างนี้แล้ว ก็เหมือน กับบวชอยู่แล้ว. ทีนี้ฆราวาสนั้นมันเสียเปรียบพระ ตรงที่ว่ามีภาระ ต้องหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยตนเอง ; มันเพิ่มมาอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ก็แปลว่าฆราวาสทำ ๒ เรื่องพร้อมกัน : ปัญหาทางร่างกาย เลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ปัญหาเรื่อง ทางเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ประเทศชาตินี้มันเป็น ปัญหาหนึ่ง ; แล้วปัญหาทางจิตใจ ความทุกข์เกิดมาจาก กิเลสทำให้เกิดความทุกข์ร้อน นี้เป็นอีกปัญหาหนึ่ง.

น.10 ๘ ส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องบวช หรือไม่บวช มันอยู่ที่ ปัญหาหลัง, ปัญหาทางจิตใจ. ฉะนั้นถ้าเราลงมือปฏิบัติ ตามหลักของพระพุทธศาสนา มันก็เหมือนกับบวชอยู่แล้ว ; แต่ว่าบวชอีกประเภทหนึ่ง คือคลานไปช้า ๆ เพราะมันมี ของพ่วง ของถ่วง ; ไม่เหมือนกับนักบวชโดยตรงที่ออก จากเรือนไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีลูกเมีย มันก็เบาสบาย ; และไม่ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเอง ชาวบ้านเขาเลี้ยง ไม่ต้องทำไร่ทำนา หาเงินเอง ก็มีเครื่องบริโภคใช้สอย เป็นอยู่ได้โดยสะดวก ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของพระ. นี่ก็ผิดกันเพียงเท่านี้. เมื่อเรายังบวชไม่ได้ เราก็ทำให้มันเหมือนกับบวช อยู่แล้วในตัว โดยการปฏิบัติตามหลักอันเดียวกัน เพียงแต่ ว่าไปช้า ๆ เพราะไปเสียเวลาตรงที่ทำมาหากิน. แต่ทีนี้ ประโยชน์ที่ได้มันคุ้มกัน : ทำหน้าที่ฆราวาสเพื่อหาเงิน หาอะไร เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงครอบครัวนี้ มันเป็น ทางมา หรือเป็นโอกาสของความร้อน หรือความทุกข์ มากที่สุด ; ทีนี้เพื่อจะไม่ให้เกิดความทุกข์ร้อนข้อนี้ จึงต้อง

น.11 ๙ ไปเอาธรรมะมาช่วยกำกับไว้ด้วย ; การเป็นอยู่อย่าง ฆราวาสนั้นก็จะไม่ร้อนเป็นไฟ. ถ้าปราศจากธรรมะช่วย ความเป็นฆราวาสนั้นจะร้อนเป็นไฟทีเดียว คิดก็ไม่ถูก ปลงก็ไม่ถูก ทำอะไรก็ไม่ถูก ; มีปัญหาทางจิตใจเกิดขึ้น ก็เหมือนกับว่า จะต้องตายอย่างนั้น. คุณลองอ่านประวัติ บางเรื่องบางคน ลูกตายลงไป ตัวเองไม่ต้องกินข้าวกินน้ำ ไม่ต้องทำอะไรเป็นวัน ๆ เป็นสัปดาห์ จนตัวจะตายเอง อย่างนี้เป็นต้น นี้คือการที่ขาดธรรมะ ; เป็นประวัติของ เจ้านายชั้นสูงด้วยซ้ำไป. เพราะฉะนั้นขอให้ถือว่า เรื่องฝ่ายศาสนา หรือ ฝ่ายธรรมะนั้น มีไว้เพื่อให้ฆราวาสที่อยู่ในโลกนี้ ให้อยู่ ในโลกได้โดยไม่ต้องเป็นทุกข์มากเกินไป ; หรือถึงกับไม่ ปรากฏเป็นความทุกข์. ถ้าปราศจากธรรมะแล้ว ความเป็น ฆราวาสนี้เป็นความทุกข์อย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้นจึงมีหลัก ในบาลีว่า ฆราวาสชื่อว่าเป็นรังแห่งความทุกข์ ก็หมาย ความถึงเป็นฆราวาสที่ไม่ประกอบด้วยธรรมะ. ถ้าประกอบ ด้วยธรรมะ ก็มีโอกาสที่จะเป็น พระโสดาบัน สกิทาคามี

น.12 ๑๐ กระทั่งอนาคามี ; อย่างนี้ก็เคยพูดกันแล้วในการบรรยาย ครั้งต้น ๆ ว่า ฆราวาสเป็นได้ถึงพระอนาคามี เลื่อนชั้น อีกทีก็เป็นพระอรหันต์. แต่พอเป็นพระอรหันต์เสียแล้ว มันหมดความเป็นฆราวาส หรือหมดความเป็นพระ ; เขา จึงถือว่าเป็นพระไปเสียเลย : พระอรหันต์ไม่มีในความ เป็นฆราวาส. นี่เรียกว่า "เคล็ด". ไม่กี่วันคุณก็จะสึกออกไป เป็นฆราวาส แล้วก็ยังบวชไม่ได้ ; แต่คุณจะสามารถเป็น พระอยู่ในตัว สำเร็จรูปอยู่ในตัว ในส่วนทางฝ่ายจิตฝ่าย วิญญาณ ; มีหลักที่จะควบคุมความยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้เกิด ความโลภ ความโกรธ ความหลง เพื่อไม่ให้การงาน ประจำวันตามหน้าที่ของฆราวาส ในโลกล้วน ๆ นั้นเกิดเป็น ความทุกข์ขึ้นมา. อย่าเข้าใจว่า เมื่อฆราวาสปฏิบัติตาม หลักคิหิปฏิบัติหมดทุกหัวข้อที่กล่าวไว้ในนวโกวาทแล้วจะ ไม่มีทุกข์ นั่นมันเป็นเรื่องทางร่างกายทั้งนั้น. ข้อปฏิบัติ ในคิหิปฏิบัติตั้งหลาย ๆ หมวดนั้น ; ปฏิบัติได้หมดนั้นแล้ว ก็ยังไม่พ้นที่จะมีความทุกข์ทางจิตใจ. มันช่วยได้เพียงว่า

น.13 ๑๑ จะแก้ปัญหา ได้เงินมาอย่างไร มีเพื่อนที่ดีอย่างไร สังคม กันอย่างไร ไม่มีข้อบกพร่องในเรื่องนั้น ๆ ; แต่แล้ว เรื่องเงินที่ได้มา จะมาทำให้เกิดความทุกข์ได้ ; ความ สำเร็จที่ได้มา ก็ยังทำให้เกิดความทุกข์ได้. อย่าพูดถึง ความไม่สำเร็จเลย. เพราะฉะนั้น เราต้องมีวิชาความรู้ ที่จะดำรงจิตไว้ให้ถูกต้อง ชนิดที่จะไม่ให้อะไรมาทำ ให้เกิดความทุกข์ได้ ; ความได้ - ความเสีย ก็ไม่ทำ ให้เกิดความทุกข์ได้, ความเป็น - ความตาย ก็ไม่ทำ ให้เกิดความทุกข์ได้, ถ้าความรู้ในทางธรรมะมีมากพอ. นี่เรียกว่า "เคล็ด" แปลว่าทำทีเดียวได้ทั้งสอง อย่าง : ความเป็นฆราวาสทางร่างกาย นั้นก็มีทำได้ดี ; ความเป็นฆราวาสในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท เป็นผู้ศึกษา ธรรมะอย่างผู้ครองเรือน อยู่ในบ้านในเรือนนั้นก็มี. หมาย ความว่าเป็นอุบาสก อุบาสิกาที่ดี ที่ถูกต้อง มีธรรมะใน ฝ่ายพระพุทธศาสนาเต็มที่ด้วย ; แล้วมีการทำมาหากิน อย่างถูกต้อง เหมือนคนทั่วไปที่ไม่ใช่อุบาสกอุบาสิกาด้วย. เพราะฉะนั้นเราจะต้องกลายไปเป็นอุบาสก ไม่ใช่เป็น

น.14 ๑๒ ชาวบ้านธรรมดา. ชาวบ้านธรรมดาก็คือไม่มีธรรมะ ไม่มี ศาสนา มีแต่เรื่องทำมาหากิน มีแต่เรื่องวัตถุเนื้อหนังอย่าง คนธรรมดา ; ไม่ใช่อุบาสก อุบาสิกา. ทีนี้เราทำ อย่างนั้น ก็ทำได้ด้วย แล้วเรายังมีความรู้และประพฤติ ในทางธรรมะ เพื่อจะไม่ให้สิ่งเหล่าโน้นเกิดความทุกข์ขึ้น มาด้วย เพราะฉะนั้นเราเป็นอุบาสกหรืออุบาสิกา แล้ว แต่เพศ ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป. นี่คือความ เป็นพุทธบริษัท. อย่าได้เข้าใจให้มันผิดในเรื่องนี้ แล้วก็ไม่สนใจ ในความเป็นพุทธบริษัท หรือความเป็นอุบาสก อุบาสิกา. เมื่อผู้ใดเป็นผู้ปฏิบัติธรรมะเต็มรูปของความเป็นอุบาสก อุบาสิกานั้น มันก็แสดงว่า กำลังมีการประพฤติปฏิบัติ เหมือนพระอยู่อย่างหนึ่งส่วนหนึ่ง ; เพียงแต่ว่ามันไป ช้ากว่าพระเท่านั้น เพราะเราต้องลากลูกตุ้มอะไรไปด้วย. เหมือนกับรถบดถนน มันจะวิ่งเร็วเหมือนกับรถไฟ หรือ เรือบินไม่ได้ ; แต่มันก็มี " การไป " อยู่ในนั้น ในเมื่อ มีความต้องการจะไป มันก็หมุนไปข้างหน้า.

น.15 ๑๓ ทีนี้ เราก็ต้องมองดูให้เห็นเคล็ดในข้อที่ว่า เรา สามารถในการจับปลาสองมือ ; เราสามารถจับปลาสองมือ. เรื่อง จับปลาสองมือ โบราณเขาห้าม. แต่นั่นความหมาย มันอีกอย่างหนึ่งต่างหาก มันไม่ใช่ความหมายอย่างที่ผม กำลังพูด. จับปลาสองมือหมายความว่ามันทำไม่ถนัด มันลื่น แล้วมันเลยหลุดมือไปทั้งสองตัว ; แต่นี่มันไม่ใช่ เรื่องจับปลาอย่างนั้น นี้มันหมายถึงทำสองอย่างพร้อมกัน ได้สำเร็จทั้งสองอย่าง ; เช่นว่าเรื่องฝ่ายโลกก็ไม่ให้เสีย ฝ่ายธรรมก็ไม่ให้เสีย ; เรื่องฝ่ายร่างกายก็ไม่ให้เสีย เรื่องฝ่ายจิตใจก็ไม่ให้เสีย. พวกชาวบ้านเขายังสามารถ ทำชนิด "งานหลวงก็ไม่ให้ขาด งานราษฎร์ก็ไม่ให้เสีย" ; หมายความว่าเขาทำได้พร้อมกันทั้งสองอย่าง ; มันเหมือน กับจับปลาสองมือ. จับปลาอย่างนี้เขาไม่ได้ห้าม และ มันอยู่ในวิสัยที่จะทำได้. ส่วนจับปลาสองมือในน้ำลื่น ๆ ทั้งสองมือนั้น มันมีหวังหลุดไปเสีย ทำแล้วจะไม่ได้อะไรเลย ; แต่ใน เรื่องอย่างนี้ (ดังยกมาข้างต้น) แล้ว ทำได้. คนเขลา

น.16 ๑๔ และคนอวดดีเท่านั้นที่ว่าทำไม่ได้ เขาพูดเพ้อ ๆ ไป ; มีครูบาอาจารย์ ที่สมมุติว่าเป็นบัญฑิตนักปราชญ์ อะไร ก็ตาม พูดเพ้อ ๆ ไปตามความเขลา และความอวดดี ว่าทำไม่ได้ ; จะทำให้มีประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม พร้อมกันไปไม่ได้ ; จะร่ำรวยด้วยทรัพย์ และร่ำรวย ด้วยธรรมะ ไปนิพพานพร้อม ๆ กันไม่ได้. นั้นมันเป็น ความเขลา และความอวดดีที่เขาพูด. พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องสุญญตา กับ ฆราวาส ข้อนี้ผมอธิบายละเอียดพอแล้ว. เรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัส เรื่อง สุญญตา กับ ฆราวาส นั้น ; ฆราวาสไปทูลถามว่า ธรรมะอะไรจะเป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่พวกข้าพระองค์ผู้ เป็นฆราวาส ตลอดกาลนาน. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรื่องสุญญตานั้นคือเรื่องที่จะบรรลุมรรคผล และไป นิพพานสำหรับฆราวาส ; เพราะฉะนั้น ก็แปลว่า ฆราวาสจะต้องปฏิบัติเรื่องสุญญตา พร้อมกันไปกับเรื่อง ทำมาหากิน. เรื่องนิพพานก็มีหวังที่จะได้โดยแน่นอน ; เรื่องปากเรื่องท้องกลายเป็นเรื่องเล็ก. ถ้าคุณไม่ลืม

น.17 ๑๕ คำพูดข้อนี้แล้ว เคล็ดนั้นจะเป็นไปได้ ; ถ้าคุณเกิดไป ลืมคำพูดเรื่องนี้ ข้อนี้แล้ว คิดว่า เรื่องปาก เรื่องท้อง เป็น เรื่องใหญ่ เรื่องธรรมะเป็นเรื่องเล็กแล้ว เคล็ดนี้ก็ล้มละลาย. เพราะฉะนั้นขอให้นึกถึงคำบรรยายครั้งก่อน ๆ ที่ แล้ว ๆ มา ในข้อที่ว่าเกิดมาทำไม ? อย่างนี้ และยังระลึก ได้ว่า เกิดมาเพื่อได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้จะต้องได้ ; เพราะฉะนั้นเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องทำมาหากิน ไม่ใช่เรื่องปาก เรื่องท้อง ไม่ใช่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ; เรื่อง ต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นเรื่องเล็ก. มีพอให้มันรู้ว่าเป็นอะไร หรือพอให้รอดชีวิตอยู่ได้ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำให้ได้สิ่ง ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือภาวะสูงสุดในทางจิตใจ. จิตใจจะสูงสุด จะประเสริฐ จะวิเศษที่สุดได้อย่างไรนั้น จะต้องเอาให้ได้. เรื่องอาชีพ เรื่องเงินเดือน นั้นก็ เป็นเพียงอาชีพ เพียงเลี้ยงชีวิตอยู่ ; แล้วในขณะที่มีชีวิต อยู่นี้จะต้องได้สิ่งนั้น - คือสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์. ถ้า หลักอันนี้ไม่เฟือนละก็เคล็ดมันจะเป็นไปได้สำเร็จ. ถ้าเกิด ไปกลับกันเสีย เป็นพวกวัตถุนิยมล้วน ๆ ; เกิดมาเพื่อ

น.18 ๑๖ เอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง นอกนั้นไม่มีอะไร ธรรมะเป็น เรื่องเล็ก ; เป็นเรื่องมีไว้สำหรับหลอกคนโง่ ; อย่างนี้ ไม่มีหวัง. บัดนี้ก็มีปัญหา เรื่องโลกกำลังเป็นวัตถุนิยมจัด แล้วเป็นกันทั้งโลกมากขึ้นทุกที ก็เลยถูกจูง ถูกดึงไปแต่ ในทางผิด หรือเข้าใจไม่ได้. ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ อิสระเลือกได้ มีสติปัญญาของเราเองอย่างนี้ เราควรจะไป ให้ถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง ที่มนุษย์ควรจะไปถึง ก็คือ ไม่ใช่วัตถุนิยม ไม่ใช่เรื่องเนื้อหนัง เรื่องปากเรื่องท้อง ; แต่เป็นเรื่องสูงสุดในทางจิตใจ. เดี๋ยวนี้เขาถือกันว่า กิน ดื่ม ร่าเริงเต็มที่ เสเพล อะไรเสียเร็ว ๆ เพราะว่าพรุ่งนี้ เราอาจจะตายเสียก็ได้ ; มันเป็นเรื่องของคนบ้าวัตถุ บ้าเนื้อหนัง ; เป็นกันมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาลโน้น จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ยิ่งมีมากขึ้น ๆ. เมื่อพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ทรงแสดงสิ่งประเสริฐที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ในการที่เรา มีจิตใจ มีความดี ความสุข ความประเสริฐ สูงสุดถึง ที่สุด; แล้วเราก็รู้ของเราเอง ไม่ต้องมีใครมารู้ ; เรียกง่าย ๆ ก็คือ เรียกว่าได้นิพพาน.

น.19 ๑๗ เกี่ยวกับนิพพานก็มีเรื่องจะต้องพูดโดยสรุปอีกที หนึ่งว่า เดี๋ยวนี้คนที่โง่มาก เพราะไปหลงวัตถุ เนื้อหนัง มาก ก็ยิ่งโง่มาก ; ก็เลยเห็นนิพพานว่า เป็นเรื่องไม่เกี่ยว กับมนุษย์. นี้มันผิดทั้งสองพวก ; คือพวกที่แก่วัด เคร่งศาสนาก็เข้าใจผิดเรื่องนิพพาน เอาไปไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ เอาไปไว้ในอนาคตกี่หมื่นกี่แสนชาติก็ไม่รู้ เอาไปไว้ที่ไหน ก็ไม่รู้ กระทั่งอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ กระทั่งคืออะไรก็ไม่รู้ ; ได้แต่หวังว่า "ขอให้บรรลุนิพพาน ในอนาคตกาลเบื้องหน้า โน้นเทอญ” เท่านั้น. นี้ก็ผิดและโง่ที่สุดเลย. อีกพวก หนึ่งก็คือการศึกษาสมัยปัจจุบัน ที่ไม่เข้าใจเรื่องนิพพาน ก็หาว่า เรื่องนิพพานเป็น เรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ครึ ๆ คระ ๆ สำหรับคนโง่ สำหรับคนสมัยโบราณ ; นี่ก็ไม่รู้ว่านิพพาน คืออะไรไปเสียอีก. พวกคุณกำลังตามกันฝรั่งก็จะต้อง เป็นอย่างนั้น นิพพานเป็นของครึไม่ใช่เรื่องสำหรับเรา ; นี้ระวังให้ดี ๆ. คำว่า "นิพพาน" แปลว่าเย็น รายละเอียดพูดแล้ว ไม่ต้องพูดซ้ำอีก ; แต่พูดให้ชัดลงไปว่า นิพพาน นั้นคือ

น.20 ๑๘ ภาวะที่ อายตนะเป็นของเย็น ; ประโยคสั้น ๆ "นิพพาน คือภาวะที่อายตนะเป็นของเย็น". อายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เป็นสื่อหรือทางสำหรับติดต่อกับของ ภายนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, อยู่ข้างนอก. เรามีอายตนะภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับติดต่อกับสิ่งข้างนอกเหล่านั้น. นิพพาน คือ ภาวะที่อายตนะ นั้นเป็นของเย็น. ถ้าเราปล่อยไป ตามความโลภ ความโกรธ ความหลง อายตนะจะเป็นของ ร้อนตลอดเวลา : เดี๋ยวร้อนทางตา เดี๋ยวร้อนทางหู เดี๋ยวร้อนทางจมูก เดี๋ยวร้อนทางลิ้น เดี๋ยวร้อนทางกาย เดี๋ยวร้อนทางใจ. ถ้ามีการปล่อยไปตามอำนาจของโลภะ โทสะ โมหะ คือไม่มีธรรมะนั้น อายตนะเป็นของร้อน ; ขณะนั้นเรากำลังตกอยู่ในวัฏฏสงสารคือของร้อน. ทีนี้เรามีอุบาย มีเคล็ด มีเทคนิค อย่างที่ว่า ปฏิบัติอยู่อย่างถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา ก็จะ มีผลปรากฏคือ อายตนะกลายเป็นของเย็น ไม่เกิดความร้อน เกี่ยวกับทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ.

น.21 ๑๙ มันต่างกันนิดเดียวว่า เย็นนี้ มันมีว่าเย็นตลอดไป หรือ เย็นชั่วคราว. ถ้าเรายังเป็นคนธรรมดาสามัญอยู่มาก มัน ก็เย็นชั่วคราว เดี๋ยวมันก็กลับร้อนอีกได้ ; แล้วก็ทำให้เย็น อีกได้ เดี๋ยวมันกลับร้อนอีก แล้วก็ทำให้เย็นอีกได้. ถ้า เราปฏิบัติขึ้นไปจนถึงขั้นพระอริยเจ้า ก็สามารถทำให้เย็น ได้มากขึ้น ๆ จนไม่กลับร้อนได้อีกเลย ; มันต่างกันเท่านั้น. แต่ส่วนเย็นก็คือเย็นอย่างนั้น เย็นอย่างเดียวกันนั่นแหละ ; ร้อนก็คือร้อนอย่างนั้น. การที่สามารถทำให้เกิดความเย็น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ในที่นี่ และในเดี๋ยวนี้ ในปัจจุบันชาตินี้ ในกิจการงานทุกอย่างนี้ นั้น เรียกว่า "นิพพาน”. อย่างคุณสอบไล่ตก คุณก็ร้อน ; เกิดความ ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกู เสียหายอย่างร้ายแรง แล้วมันก็ร้อน เกิดความเสียใจ โศกเศร้า ปริเทวะอะไรก็ตาม. นี้ก็สร้าง ความร้อนขึ้นมา เป็นวัฏฏสงสาร. ถ้าคิดถูก คิดไปตาม หลักธรรมชาติก็ได้ ว่าทุกอย่างมันเป็นไปตามเรื่องของมัน ไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน ; เหตุปัจจัยมันเพียงพอ

น.22 ๒๐ ก็สอบไล่ได้ เหตุปัจจัยไม่เพียงพอมันก็สอบไล่ตก ; แล้วไม่ต้องไปร้อนกับมัน ตกแล้วก็เรียนใหม่ได้. นี้ก็ เรียกว่าทำให้มันเย็น. แต่ต่อไปข้างหน้ามันไม่ใช่เพียงเรื่อง เรียนและเรื่องสอบไล่ มันเรื่องการงานสาระพัด มีงาน สังคม งานอะไรต่าง ๆ ล้วนแต่นำมาซึ่งความร้อน. ทีนี้ คุณทำให้มันเย็นได้ในกรณีใด ก็เป็นนิพพานส่วนหนึ่ง ๆ อยู่ในกรณีนั้น ๆ ชั่วคราว ๆ ชั่วคราว ๆ ไปจนกว่ามัน จะไม่ร้อนได้อีกเลย จึงจะเป็นนิพพานที่ถูกต้องสมบูรณ์, ทั้งถูกต้อง และสมบูรณ์. เพราะฉะนั้นนิพพานไม่ใช่เรื่องที่จะต้องแยกออก ไปจากตัวเรา ต้องอยู่กับสติปัญญาของเรา เพื่อป้องกัน สิ่งต่าง ๆ ไม่ให้สร้างความร้อนขึ้นมา ; ไม่ใช่ต่อตายแล้ว อีกกี่กัปป์ กี่กัลป์ กี่ร้อยชาติ พันชาติ จึงจะถึงนิพพาน ; ไม่ใช่เช่นนั้น. พระพุทธเจ้าท่านไม่ต้องการอย่างนั้น ; ท่านชี้ระบุว่า นิพพานคือความเย็นของอายตนะ มีได้ เท่าไรก็เท่านั้น ; มีได้ตลอดกาลก็เป็นนิพพานแท้ และ สมบูรณ์. เพราะฉะนั้นเราจะต้องสนใจที่สุด ไม่เช่นนั้น

น.23 ๒๑ จะต้องตกนรกทั้งเป็น. ในวันหนึ่ง ๆ มันมีเรื่องทำให้ ร้อนมากมายหลายเรื่อง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย. มากที่สุดก็คือทางใจ เพราะมันคิดได้คล่องแคล่ว. ยิ่งสมัยนี้การศึกษาให้ผลแต่เพียงว่าเป็นคนคิดเก่ง แต่ไม่ ได้รับรองว่า คิดถูก หรือคิดผิด เพราะฉะนั้นการคิดเก่ง มันก็เลยเก่งไปในทางผิด มันก็มีเรื่องร้อนมาก และ เป็นเรื่องร้อนโดยไม่รู้สึกตัว. ผมเรียกว่า "ไฟเย็น" "ไฟเปียก" เหมือนกับพวกฮิปปี้ก็ได้. มันก็ไม่จำเป็น ที่จะต้องเป็นไฟที่ไหม้หนังพอง ไฟเย็นไฟเปียกก็ยังมี ; มันร้อน มีความหมายเป็นความร้อนด้วยกันทั้งนั้น. นี่ถ้าคุณไม่เห็นตามที่เป็นจริง แล้วก็เลยไม่รู้สึกว่า นิพพาน นี้เป็นของจำเป็น ที่จะต้องมีอยู่กับเนื้อกับตัว แม้ที่ยังอยู่ในบ้านเรือน. ถ้านิพพานไม่จำเป็นแก่พวก ฆราวาส พระพุทธเจ้าจะไม่ตรัสเรื่องสุญญตาแก่ฆราวาส ; นี้มีเหตุผล. พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องสุญญตาแก่ฆราวาส ก็เพื่อให้ฆราวาสมีนิพพานอย่างสำหรับฆราวาส อยู่ในบ้าน ในเรือน ; แล้วจะได้ดับร้อนได้. เพราะฉะนั้นคนที่พูดว่า

น.24 ๒๒ ทำไม่ได้, ทำทางโลกก็ต้องเอาแต่ทางโลกอย่างเดียว ทางธรรมทำไม่ได้; นั่นก็คือคนโง่และคนอวดดีบวกกัน, ทั้งโง่ทั้งอวดดี. ไม่ เลิกโง่เลิกอวดดีเสีย จะมองเห็น ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสถูกต้องแล้ว ว่าฆราวาสนี้จะต้อง สนใจเรื่องสุญญตาให้มันมีความเย็นทางอายตนะ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจพอสมควร ; จะได้ไม่เป็นโรคเส้นประสาท จะได้ไม่วิกลจริต จะได้ ไม่ต้องฆ่าตัวตาย และจะได้ไม่เดือดพล่านจนเป็นฮิปปี้ใน ที่สุด. ถ้าคุณเห็นว่านิพพานเป็นของครึ มันก็เท่ากับเห็น ว่า พระพุทธศาสนาทั้งหมดนั้นเป็นของครึ ; เพราะว่า พระพุทธศาสนาทั้งหมดนั้น ต้องการนิพพานที่นี่ และ เดี๋ยวนี้ ; ให้มีนิพพานในกลางวัฏฏสงสาร. ชีวิต ฆราวาสอยู่ในกลางวัฏฏสงสาร มีดี-มีชั่ว มีบุญ-มีบาป มีสุข-มีทุกข์ มีอะไรขึ้น ๆ ลง ๆ, มันเป็นวัฏฏสงสาร. ความไม่ต้องเป็นอย่างนั้น ความคงที่ ความสงบ ความ สะอาด ความหยุดได้ ความเป็นอิสระ นี้เป็นนิพพาน.

น.25 ๒๓ นึกถึงสระน้ำ ต้นมะพร้าวนาฬิเก ต้นเดียวโนเน กลาง ทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกก็ไม่ต้อง ฟ้าร้องก็ไม่ถึง กลางทะเล ขี้ผึ้ง ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญเอย . ท่อง ๆ เอาไว้บ้าง. นี้เรียกว่ามันเป็นเคล็ด ที่คุณเป็นฆราวาสก็ เกี่ยวข้องกับนิพพานได้ ; แล้วก็ไม่เป็นการจับปลาสองมือ ที่ล้มเหลว. แต่เป็นการจับปลาสองมือที่เป็นปลาคนละ ชนิดที่ต้องมีพร้อมกันไปสองมือ แล้วก็สำเร็จด้วย คือปลา ตัวนี้ไม่ทำให้ปลาอีกตัวหนึ่งเป็นของร้อนขึ้นมา. เพราะ ฉะนั้นอย่าไปเชื่อว่าต้องแยกกันเด็ดขาด ว่าเดี๋ยวนี้เป็น ชาวบ้านเป็นชาวโลกก็ต้องเอาเรื่องปากเรื่องท้องต้องทำมา หากินไม่ต้องสนใจเรื่องศาสนา เรื่องนิพพาน. เราจะ ต้องมีของสองสิ่งนี้ เคียงคู่กันไปเหมือนกับที่ผมพูดในครั้ง ที่หนึ่ง ในการบรรยายว่า ชีวิตของเราต้องเทียมด้วยควาย สองตัว ; จำควายสองตัวไว้ ควายตัวที่หนึ่งคือ เทคโนโลยี่ ตามหน้าที่การงานนั้น ๆ ควายตัวที่สองคือ Spiritual - Enlightenment ความสว่างไสวในทางวิญญาณชีวิตจิตใจ ; มีควายสองตัวเคียงคู่กันไป ชีวิตนี้ก็สะดวกสบาย ราบรื่น

น.26 ๒๔ ถึงที่สุด อย่างไม่ต้องโกลาหลวุ่นวาย ; นี่คือเคล็ด. ถ้าอย่างนี้ไม่ใช่เคล็ดแล้วก็หมดปัญญา ไม่มีอะไรจะพูดอีก. นี่เป็นเคล็ดที่ให้ผลมากที่สุดโดยลงทุนน้อยที่สุด. ที่จะเข้าใจผิดก็มีอยู่อย่างที่ว่า ไปแบ่งแยกเป็นพระ เป็นฆราวาสมากเกินไป ; จนเข้ากันไม่ได้. ทีนี้ผมบอกว่า ให้เป็นพระเสียให้เสร็จ ในความเป็นฆราวาสนั้นด้วย. เดี๋ยวนี้คุณได้ยินได้ฟังหลักพุทธศาสนาชั้นสูงว่าอย่างนั้น อย่างนี้แล้วเป็นของพระไปหมด. พอพูดเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ผล นิพพาน ก็เลยเกิดความคิดเข้าใจไปว่า อ้าว เอาของพระมาใช้ บ้าแล้วโว้ย ; อย่างนี้ เอาเรื่อง ของพระมาศึกษามาปฏิบัติ บ้าแล้วโว้ย. ความจริงไม่ใช่ เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เอาของพระไปใช้ ; เข้าใจโง่ ๆ ไปเอง ว่า เอาของพระไปใช้. มันไม่มีว่าของพระของฆราวาส เรื่องดับทุกข์ ทางจิต ทางวิญญาณไม่มีแยกไว้เป็นของพระของฆราวาส ; เป็นเรื่องต้องดับความยึดมั่นถือมั่น หรือเรื่องดับตัณหา

น.27 ๒๕ เรื่องอริยสัจจ์ เรื่องมรรคมีองค์แปดเหมือนกันหมดเลย ไม่มีพระ ไม่มีฆราวาส ในเรื่องนี้. ฆราวาสก็ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เหมือนกับพระ ; พระก็ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เหมือนกับฆราวาส. แล้วก็มีหลัก ที่จะปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา ดับกิเลสตัณหา อย่าง เดียวกันกับฆราวาส หรือพระก็ตาม ; เพียงแต่ว่า ไปได้ ไกลกว่า ไปได้มากกว่า หรือน้อยกว่า. ส่วนเรื่องของ พระทั้งหมดนั้นมันก็เป็นเรื่องของฆราวาสโดยเนื้อหา โดย สาระ โดยใจความ. แต่ถ้าเขาไปบัญญัติชื่อ เรียกกันใน หมู่พระ แล้วก็ได้ยินกันแต่ในหมู่พระ ก็เลยเข้าใจไปว่า เป็นเรื่องของพระโว้ย. เช่นเรื่อง ทำปาฏิโมกข์นี้ คุณก็คงคิดว่าเป็นเรื่อง ของพระ ; ถูกแล้วพระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้ว่า พระต้อง ทำปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือน. แต่ว่านี่มันไม่ใช่จำกัดว่า พระ ทำอย่างเดียว ฆราวาสก็ทำได้. ถ้าคุณจะเอาระเบียบ วินัยอะไรมาอ่านดู ทุก ๆ สัปดาห์ ทุก ๆ กึ่งเดือน ; แล้ว ก็เตือนตน อย่าให้ทำผิดพลาดในเรื่องกฎหมาย ในเรื่อง

น.28 ๒๖ ระเบียบอะไร มันก็ได้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้นคำว่า " ปาฏิโมกขสังวร " ใช้ได้ทั้งพระทั้งฆราวาส. พระ สำรวมระวังในข้อกฎต่าง ๆ ของพระ ; ฆราวาสก็สำรวม ระวังในข้อกฎต่าง ๆ ของฆราวาส ก็เรียกว่า "ปาฏิโมกข- สังวร" ได้. เมื่อพระมีอินทรียสังวร, สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ยินดียินร้ายไปตามสิ่งที่มากระทบ. ฆราวาส ก็ควรทำเหมือนกัน ; มิฉะนั้นจะตกนรกทั้งเป็น. จะต้อง ระวังเรื่องที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อย่าให้เกิดเป็นพิษเป็นอันตราย ขึ้นมา ; แม้ไม่เท่าพระ ไม่ทำเท่ากันกับพระ แต่ก็ทำ เหมือนกันนั่นแหละ เพียงแต่มันมีความมากน้อยกว่ากัน เท่านั้น. เรื่องของพระหนักขึ้นไปอีก เช่นว่า ปัจจเวกขณ์ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ พระท่องทุกวัน นี้ อย่าเข้าใจ ว่าฆราวาสไม่เกี่ยว ; ฆราวาสก็ต้องทำ. ถ้าไม่ทำก็เป็น ฆราวาสที่เลว แล้วจะมีความทุกข์ด้วย. คำ ปัจจเวกขณ์ จีวร ที่ว่าจะใช้จีวรนี้เพียงเพื่อบำบัดความร้อน หนาว หรือ

น.29 ๒๗ เหลือบยุง ลมแดดอะไรทำนองนี้ ; หรือว่ามันไม่ใช่ตัวสัตว์ ตัวบุคคล ทั้งผู้ใช้จีวร ผู้ห่มจีวรและตัวจีวร. ถ้าฆราวาส คิดนึกได้อย่างนั้นมันก็เป็นฆราวาสที่ดี จะไม่สุรุ่ยสุร่ายเรื่อง เครื่องแต่งตัว, จะไม่มีความหงุดหงิดเกิดขึ้นเพราะเรื่อง การแต่งกาย เครื่องนุ่งห่ม. เพราะฉะนั้นพระปฏิบัติ อย่างไร ฆราวาสก็ปฏิบัติอย่างนั้นเกี่ยวกับเรื่องเครื่องนุ่งห่ม อย่าให้มันเกินความจำเป็น, ให้เป็นเพียงเท่าที่จำเป็น อย่างไร ก็ทำอย่างนั้น. เรื่องอาหารบิณฑบาต ปัจจเวกขณ์อาหารบิณฑบาต ก็เพื่อจะเตือนตนให้บริโภคเท่าที่จำเป็น อย่าให้กลายเป็น เฟ้อ หรือเกินไป หรือด้วยความตะกละหรือด้วยความ รักสวยรักงาม, บำรุงบำเรอ. ฆราวาสก็ปฏิบัติได้ เกี่ยวกับ อาหารการกินให้พอเหมาะพอสม เท่าที่จะมีความสะดวก สบายในการปฏิบัติหน้าที่การงาน ; ไม่จำเป็นที่จะต้อง อยู่กรุงเทพฯ ขับรถยนต์ไปกินอาหารมื้อกลางวันให้อร่อยที่ นนทบุรี เป็นต้น ; นั้นมันเป็นเรื่องบ้า. ถ้าถือหลัก อย่างนั้นแล้ว ฆราวาสก็เป็นนรกทั้งเป็น ; แต่ถ้าถือหลัก

น.30 ๒๘ ตามพระ ถือปัจจเวกขณ์เรื่องบิณฑบาตกินอาหารนี้ เท่าที่ ร่างกายต้องการ มันจะสะดวกสบายสำหรับปฏิบัติหน้าที่ การงาน. คุณก็ท่องจนจำได้กันอยู่แล้ว ผมก็ไม่ต้องพูด. สวดปัจจเวกขณ์ ขอร้องแต่เพียงว่าสึกออกไปก็อย่าลืมเสีย ให้ท่องได้ตามเดิม. เรื่องเสนาสนะก็เหมือนกัน : จะอาศัยเสนาสนะ เพียงเพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายในการเป็นมนุษย์, แล้วดำเนินไปให้ถึงจุดหมายปลายทางของความเป็นมนุษย์. ถ้าเราไปมัวสร้างที่อยู่อาศัยให้มากมาย มันก็มีภาระเกิด ขึ้นมากเกินกว่าความจำเป็น ; ต้องลงทุนมาก ต้องลำบาก มาก กว่าจะได้มานี้ ; บางทีต้องฉิบหายไปเลยตั้งแต่ทีแรก. ถ้ามีอย่างนั้นมันก็ต้องรักษา ต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษา ดูแลมาก ดูแลไม่ทั่วถึง ; แม้ทำได้มันก็เป็นห่วง เป็น วิตกกังวลจนจิตใจหม่นหมอง. เพราะฉะนั้นให้มีบ้านเรือน เท่าที่จำเป็น อย่างโคลงสุภาษิตว่า "นกน้อยทำรังน้อย แต่พอตัว" นี้ ถ้าทำใหญ่เกินไปคนก็หัวเราะ ; ให้พอดี พอสะดวกแก่การที่เราจะอยู่จะอาศัย เพื่อทำหน้าที่

น.31 ๒๕ การงานของมนุษย์. นี้เรื่องเสนาสนะ หมายถึง บ้านเรือนเครื่องใช้สอยในบ้านเรือน เครื่องเรือนอะไร ก็ตาม ที่มันเนื่องด้วยเรือน ๆ ; ให้เหมือนกับพระ ปัจจเวกขณ์นั่นแหละ. ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้อง อยู่กระต๊อบอย่างนี้ ; ไปเป็นฆราวาสแล้วคุณจะต้องอยู่ กระต๊อบเล็ก ๆ อย่างนี้, ไม่ใช่ ; แต่จะอยู่อย่างพอเหมาะ พอสมอย่างไรก็ได้ แต่รู้ความหมายของมัน อย่ามีจิตใจ ที่ลุ่มหลงไป. ข้อสุดท้าย เรื่องหยูกยา ปัจจเวกขณ์ก็เพื่อให้ไม่ ต้องลำบากมากเกินไป ; เอาแต่พอที่ถูกที่ควร. ถ้ามัน เหลือวิสัยเกินกว่า ความจำเป็นแล้ว ให้มันตายไปก็ได้ ร่างกายนี้ไม่ต้องดิ้นรนจนลำบากเกินกว่าเหตุ. แต่ว่า เมื่อปฏิบัติในหลักการเป็นอยู่อย่างอื่นถูกต้องแล้ว โรคภัย ไข้เจ็บมันก็ไม่มี ; และโรคภัยไข้เจ็บนี้จะบำบัดได้ด้วย หยูกยาที่ไม่ต้องแพง ไม่ต้องวิเศษวิโสอะไร. เรื่องถึง ขนาดที่จะต้องผ่าตัดเปลี่ยน หัวใจอะไรนั้น เป็นเรื่องบ้า ไม่จำเป็นจะต้องทำ, ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ

น.32 ๓๐ คือตายหรืออะไรก็ตามใจ ; เป็นผู้สันโดษแม้ในเรื่อง หยูกยา ที่จะเยียวยาชีวิตนี้ด้วย. เป็นอันว่า เรื่องปัจจเวกขณ์ ๔ ของพระนี้, ของ ฆราวาสก็เหมือนกัน. แต่มันเรียกชื่อเป็นแบบของพระ เสียแล้ว พอฆราวาสได้ฟังเข้าก็ตกใจเลย ; กลัวจะ เป็นพระอยู่วัด. ที่จริงโดยเนื้อหา โดยความหมายแล้ว มันก็เป็นอันเดียวกัน. เรื่องประมาณในโภชนะ นี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง. เมื่อ พระต้องการทำความเพียรทางจิต ก็กินอาหารน้อยกว่า ฆราวาส ; ฆราวาสต้องการใช้กำลังทางกายก็ต้องกิน มากกว่า แต่ว่ามีประมาณ ประมาณที่พอดี. ความพอดี ในการกินอาหารนี้ ก็ต้องปฏิบัติเคร่งครัด อย่างเดียวกัน ทั้งพระทั้งฆราวาส. เรื่องของพระแท้ ๆ ยิ่งขึ้นไปอีก เช่น ชาคริยา นุโยค - คือนอนน้อย ก็เหมาะแล้วสำหรับพระที่นอนน้อย เพราะมีเรื่องฝึกฝนทางจิต ทางวิญญาณ. ฆราวาสต้องใช้ กำลังทางกาย จะนอนน้อยเท่าพระไม่ได้ ; แต่แล้วก็ต้อง

น.33 ๓๑ นอนน้อยเหมือนกัน ฆราวาสก็จงนอนให้น้อยเท่าที่จะ เหมาะสมแก่ฆราวาส. เรื่องธุดงค์ (เตลิดไปธุดงค์เสียเลย) ซึ่งใครๆ ก็ เข้าใจว่ามีบัญญัติไว้เฉพาะพระ. ฉะนั้นคุณก็พิจารณาดูเถิด กินข้าวหนเดียว ภาชนะใบเดียว อะไรทำนองนี้ ; เอา แต่ความหมายของมันซิ คือเราอย่าสุรุ่ยสุร่าย ; กินเกิน จำเป็น, กินจำนวนมื้อเท่าที่จำเป็น, ภาชนะเท่าที่จำเป็น เท่าที่สะดวกหรือเหมาะสมอย่าให้มันเฟ้อ. อย่างจีวรสาม ผืนอย่างนี้, ฆราวาสก็มีเครื่องนุ่งห่มเท่าที่จำเป็น เท่าที่ พอเหมาะพอสมอย่าให้มันเฟ้อ. เรื่องอื่นก็เหมือนกัน รวมความแล้วมันเป็นเรื่องสันโดษ ไม่มีทางผิดที่ฆราวาส จะถือธุดงค์ คือชีวิตเป็นอยู่ไม่ฟุ่มเฟือย เอาแต่พอเหมาะ พอดี เท่าที่จะเป็นอยู่ได้โดยสะดวกแก่หน้าที่การงาน. นี้เรียกว่าธุดงค์ ฆราวาสก็ยังถือธุดงค์ได้. เรื่องอื่น ๆ อีกก็เหมือนกัน จะเอามาพูดหมดทุกเรื่อง มันก็ไม่ไหว. อยากจะเตือนเรื่องสุดท้ายก็คือ เรื่อง อุดมคติของโพธิสัตว์ เป็นฆราวาสนั่นแหละเป็นโพธิสัตว์

น.34 ๓๒ ได้. ถ้าเป็นวงกว้างไม่ได้ก็เป็นแต่เพียงในครอบครัว ก็แล้วกัน ; บำเพ็ญบารมีสงเคราะห์คนในครอบครัว หรือคนข้างเคียงออกไป ๆ ให้สุดความสามารถ สุดฝีไม้ ลายมือ ก็เรียกว่ามีอุดมคติของโพธิสัตว์ได้. เพราะฉะนั้น เป็นฆราวาสที่อยู่ในบ้านเรือนนั้นทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ตาม เนื้อหาสาระของพระพุทธศาสนา ; นี้ก็คือ "เคล็ด". ทีนี้อยากจะแนะต่อไปถึงข้อที่ว่า ให้ถือปฏิบัติโดย ใจความ หรือโดยความหมาย หรือโดยเนื้อแท้ หรือโดย สาระนี้ ไม่ใช่โดยอ้อม ; คุณอย่าทำให้ปนกันยุ่ง " โดย ใจความ " นี้ไม่ใช่ " โดยอ้อม " , โดยอ้อมคือเฉไปจาก ใจความ, โดยใจความนี้คือโดยตรง: ถ้าฆราวาสเอา เรื่องของพระมาปฏิบัติ โดยใจความ นี้ก็คือปฏิบัติโดยตรง ไม่ใช่โดยอ้อม ; อย่าพูดว่าโดยอ้อม. ข้อปฏิบัติต่างๆ ที่ออกชื่อมาแล้วสำหรับพระปฏิบัตินั้น ฆราวาสเอามา ปฏิบัติได้โดยตรง ไม่ใช่โดยอ้อม ; หากแต่ว่าเป็นไปโดย ใจความ เอาใจความมาใช้ให้ถูกต้อง. ส่วนปริมาณหรือ อะไรนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเท่ากัน, ระดับไม่จำเป็นจะต้อง

น.35 ๓๓ เท่ากัน ; แต่ใจความนั้นตรงกันเสมอ. เพราะฉะนั้น เราคงมีใจความสำคัญเหมือนกันทั้งพระทั้งฆราวาส ; คือบุคคลผู้กำลังเดินไป ๆ เดินไป ๆ จากความเป็นทุกข์ สู่ความดับทุกข์ ; นั้นคือใจความ. ฆราวาสก็ต้อง เดินช้าเพราะแบกสองบ่า ; พระก็ไปเร็วเพราะแบกบ่า เดียว หรือไม่แบกเลยก็สุดแท้. ที่เรียกว่า " ใจความ " นั่นแหละสำคัญที่สุด ; อะไร ๆ ก็ขอให้ถือให้ถูก ให้ตรงตามใจความ. อย่างหลัก พระพุทธศาสนาเดี๋ยวนี้เราถือไม่ตรง, ผิดใจความผิดหลัก เลยยุ่งไปหมด ; เป็นพุทธศาสนาเก๊จอมปลอม เนื้องอก ออกมาใหม่ ๆ, เพราะถือเอาใจความไม่ได้ จับใจความ ไม่ได้ ; แม้จะรุ่งเรืองด้วยวัตถุทางศาสนา มันก็ไม่มี พุทธศาสนา หรือดับทุกข์ไม่ได้. จะสร้างวัดให้เต็มบ้าน เต็มเมือง, สร้างพระเจดีย์ให้เต็มบ้านเต็มเมือง ให้ เหลืองอร่าม ไปทั้งประเทศ มันก็ช่วยอะไรไม่ได้ ; ถ้า ถือเอาใจความผิด. ใจความของมันอยู่ที่ว่า มีจิตใจ สะอาด สว่าง สงบ นี้ ; ไม่ใช่เต็มไปด้วยโบสถ์ วิหาร

น.36 ๓๔ หรือเจดีย์ หรือผ้าเหลือง หรืออะไรทำนองนี้. เพราะ ฉะนั้นขอให้ถือว่า ใจความนั่นแหละสำคัญ ; ตัวหนังสือ ก็ไม่สำคัญ, พิธีรีตองอะไรต่าง ๆ ก็ไม่สำคัญ ; ต้องถือ เอาใจความให้ถูกต้องนั่นแหละเป็นส่วนสำคัญ. เดี๋ยวนี้เขาเน้นหนักไปในทางประเพณี. สมาคม ชื่อว่า พุทธศาสตร์และประเพณี ฯลฯ ; เรื่องประเพณี ระวังให้ดี มันจะไปโดนเปลือกมากๆ เข้าก็ได้. พุทธ- ศาสตร์ก็ต้องระวังให้ดี มันจะเป็นปรัชญาเพ้อเจ้อก็ได้ ; มันไม่ถูกใจความ. ถ้าเรื่องพุทธศาสนากลายเป็นปรัชญา ไปแล้ว มันไม่ใช่ใจความ ; จะไม่ดับทุกข์เลย. ประเพณี พิธีรีตองนี้ก็เหมือนกัน ถ้ามันผิดความประสงค์ ผิดใจ ความแล้ว มันก็เป็นเรื่องงมงายไปเลย. พุทธศาสตร์ ต้องให้ได้ใจความว่า เป็นศาสนา ไม่ใช่ศาสตร์ปรัชญา. ศาสตร์ที่เป็นศาสนา จะต้องเป็นศาสตรา. ศาสตร์นั้น คือ ศาสตรา ; ศาสตราคือเป็นของมีคม, มีคมสำหรับ ตัดความโง่ตัดความเห็นแก่ตัว ตัดกิเลสตัณหา. ถ้าเป็น ศาสนาจริงต้องเป็นของมีคมตัดความโลภ ความโกรธ ความหลง โดยตรง ; นี้เรียกว่าใจความ.

น.37 ๓๕ ถ้าเป็นประเพณีก็เพียงแต่ให้มันเกิดความสะดวก แก่การกระทำอย่างนั้น ; ถ้าเราไม่มีประเพณี มันไม่ สะดวกแก่การที่จะทำอย่างนั้น. ถ้าเราตั้งขึ้นไว้เป็น ประเพณี เช้านี้ทำอย่างนี้ เย็นนี้ทำอย่างนั้น, เดือนนี้ ทำอย่างนั้น เดือนนั้นทำอย่างโน้น ; แล้วเป็นประเพณี ที่ถูกต้องและเป็นระเบียบ ; อย่างนี้ประเพณีมันก็มี ประโยชน์. แต่ถ้าทำไปอย่างหลับหู หลับตา งมงาย มัน ก็ยิ่งไม่มีประโยชน์. เพราะฉะนั้นขอให้จำว่า " ถูกต้อง " แล้วก็ " พอดี " แล้วก็ " ครบถ้วน " ; ฟังดูคล้ายหลัก ปรัชญา แต่ว่าไม่ใช่. ผมเกลียดที่สุดเรื่องปรัชญา แต่นี้ ฟังดูมันคล้ายหลักปรัชญา ว่า " ถูกต้อง " แล้ว " พอดี " แล้ว " ครบถ้วน " มันจึงจะใช้ได้. ใจความมันอยู่ที่นั่น, ใจความมันอยู่ที่ถูกต้อง, แล้วก็พอดี, แล้วก็ครบถ้วน. คุณจะทำอะไรก็ขอให้นึกถึง ๓ คำนี้ไว้ : - ให้ถูกต้อง แล้ว ยังต้องพอดี ; ถูกเกินไปก็ไม่ไหว, ถูกเกินไปนั้นคือผิด ; ดีเกินไปนั้นคือเลว. ถูกต้องต้องถูกต้องแน่, และต้อง พอดี ; ถูกต้องมันก็ต้องพอดี เกินไม่ได้ แล้วก็ต้องครบ ; ครบที่มันควรจะมี. นั่นแหละคือใจความ.

น.38 ๓๖ ถ้าเราพูดว่า "ใจความของพระพุทธศาสนา" ก็ หมายความว่า มันถูกต้อง แล้วก็พอดี แล้วก็ครบ ตาม หลักของพุทธศาสนา ที่คน ๆ หนึ่งจะปฏิบัติ ที่ฆราวาส คนหนึ่ง ๆ จะปฏิบัติ. อย่างนี้เรียกว่าเราเอาใจความของ พุทธศาสนามาได้ คือเอาหัวใจของพุทธศาสนามาได้ ไม่ใช่ เปลือกข้างนอก. ขอทบทวนอีกทีหนึ่งว่า โดยใจความ นั้น ไม่ใช่ โดยอ้อม ; โดยความหมาย หรือโดยใจความนั้นไม่ใช่ โดยอ้อม, มันเป็นโดยตรง. โดยใจความ นั้นก็ คือ ถูกต้อง พอดี แล้วก็ ครบถ้วน . เมื่อฆราวาสถือหลัก อย่างนี้แล้ว ก็สามารถจะเป็นพระได้ทั้ง ๆ เป็น ฆราวาส ; คือเอาใจความของเรื่อง หรือของพุทธศาสนา หรือ ของพระ มาใส่ไว้ในชีวิตของตนแผนกหนึ่ง, ในฐานะ เป็นเรื่องทางฝ่ายจิต หรือฝ่ายวิญญาณ. ส่วนเรื่องของ ฆราวาสแท้ ๆ เรื่องปาก เรื่องท้อง เรื่องลูก เรื่องเมีย เรื่องทำมาหากินนั้นเป็นส่วนเรื่องร่างกาย ให้เป็นส่วนของ เรื่องร่างกาย. เรามีควายสองตัวเทียมชีวิตคือ เรื่องกาย

น.39 ๓๗ กับ เรื่องใจ; ชีวิตนี้ก็จะครบถ้วน ถูกต้องบริบูรณ์ เป็น ไปได้ด้วยดี. ทำอย่างนี้จะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน เร็วกว่าพวกพระโง่ ๆ ที่ไปทำอะไรดุ่ม ๆ อยู่กลางป่าเสียอีก. นี่พูดหยาบคายไปหน่อยต้องขออภัย ; แต่มันเป็นความ จริงที่สุด ฆราวาสที่ปฏิบัติอยู่อย่างถูกต้อง นี้ จะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน เร็วกว่าพระบอ ๆ อะไรองค์หนึ่งเสียอีก ซึ่งมีความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องของพระมากเกินไป ; ไปทำ อะไรอยู่ในป่าคนเดียวนั้น ก็ยังจะอยู่ล้าหลังฆราวาสคนนี้ เสียอีก. เพราะฉะนั้นขอให้เป็นฆราวาสที่ลืมหู ลืมตา มีสติปัญญาแจ่มใส ในความถูกต้อง พอดี ครบถ้วน ; มีพุทธศาสนาโดยใจความอยู่ในเนื้อในตัว. เราพูดกันถึงเรื่องเคล็ด มันก็เป็นเคล็ดอย่างนี้ ; เอาหัวใจมาให้ได้นั่นมันเป็นเคล็ดที่สุด ; ไม่มีเคล็ดใดจะ มากไปกว่านี้ ; จับกล่องดวงใจให้ได้นั้นคือเคล็ด. เวลาเหลืออีกนิดหนึ่งก็อยากจะพูดเรื่องเคล็ด จับ หัวใจ นี้อีกหน่อย ; ซึ่งจะสรุปเป็นคำพูดง่ายๆ อีกทีก็ คือว่า ขอเตือนให้ระลึกนึกถึงคำบางคำ ที่ได้บรรยาย

น.40 ๓๘ มาแล้วหลายครั้งอีกเหมือนกัน ว่าผมอาศัยการที่ทำงานนี้ มานานหลายสิบปี สังเกตอะไรมาเรื่อยๆ ก็พบว่า ที่สรุป ความสั้น ๆ ให้เขานี้ก็มีประโยชน์มาก. เพราะฉะนั้นจึงเกิด คำสรุปความขึ้นมาหลาย ๆ คำ ดังที่ใช้มาแล้ว. คำสรุป ความนี้มันแตกต่างกันเพื่อให้เหมาะแก่คนหลาย ๆ ประเภท; แต่ที่ใช้ได้แก่คนทุกประเภทนี้ผมเคยสรุปอย่างที่ได้ยินกันอยู่ เสมอว่า "ตายเสียก่อนตาย" . ใครมาอยู่สวนโมกข์ก็มาเพื่อรับปริญญา " ตายเสีย ก่อนตาย " ให้ตัวกู - ของกู ประเภท egoism ที่จะเป็น เรื่องเห็นแก่ตัวนี้ ตายเสียให้เสร็จหมดก่อนแต่ร่างกายนี้ มันจะตาย. ร่างกายยังไม่ทันตาย ให้อหังการ มมังการ ตัวกู - ของกู มันตายเสร็จ นี่เรียกว่า ตายก่อนตาย ; พยายาม ตายก่อนตาย ไม่มีตัวกู - ของกู ที่จะยกหูชูหาง จะดื้อ จะดัน จะโลภ จะโกรธ จะหลงอะไร นี่เรียกว่าตาย เสียก่อนตาย เย็นสนิท อายตนะจะเย็นสนิท ถ้าเราถือหลัก ตายเสียก่อนตาย. คุณไปคิดเอาเองก็ได้ นี้เป็นตัวอย่าง ที่ให้ไป สำหรับไปคิดเอาเองบ้างก็ได้. อาจจะมีคำพูด

น.41 ๓๙ อย่างอื่นที่คุณคิดได้เอง ที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณยิ่งกว่าคำนี้ ก็ได้. แต่ผมมีความคิดอย่างนี้ ได้พูดกับชาวบ้านชาวเมือง อุบาสก อุบาสิกา ก็พูดเรื่องตายเสียก่อนตาย ; วันหนึ่ง พูดไม่รู้ว่ากี่สิบครั้ง พูดคำว่า ตายเสียก่อนตาย นี้. นี้มัน เป็นเรื่องหลักอันหนึ่งที่สรุปไว้ในคำพูดเพียง ๓ พยางค์. ถ้าพูดตรง ๆ บางทีไม่สนุก ไม่กินใจ, ก็พูด อ้อม ๆ เป็นปริศนา. เดี๋ยวนี้กำลังพูดมากอยู่อีกคำว่า "ปากอย่าง ใจอย่าง ทางดับทุกข์" . พวกชาวบ้านนั้น เขาได้ยินแต่คำว่า ปากอย่างใจอย่างนั้น คือมันคบไม่ได้ เป็นคนขี้โกง คนไม่ซื่อ อย่าไปคบมัน ; คนปากอย่าง ใจอย่างนั้นเป็นคนโกหกมดเท็จ ; นี้เป็นเรื่องชาวบ้าน เป็น ภาษาชาวบ้าน. แต่ " ปากอย่าง ใจอย่าง " ในภาษา ธรรมะนี้มันมีความหมายอย่างอื่น ; หมายความว่า ปากนี้ ต้องพูดเหมือนคนอื่นพูด แต่ใจไม่เป็นอย่างนั้น. ปากพูด โดยโวหารชาวบ้านพูด ; ส่วนใจนั้นยังมีความแจ่มแจ้ง อยู่ในความจริง. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสถึงพระองค์เอง อย่างนี้ว่า " ตถาคตต้องพูดด้วยโวหารชาวบ้านพูด แต่จิต ไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน เหมือนชาวบ้านยึดมั่น ".

น.42 ๔๐ เมื่อชาวบ้านพูดว่า “ บ้านของฉัน” นี้มันเป็น บ้านของฉันจริงๆ จัง ๆ ร่างกายของฉัน ก็เป็นร่างกาย ของฉันเอาจริง ๆ จัง ๆ. มันเป็นด้วยความโง่ ความหลง ด้วยตัณหา อุปาทาน - เป็นของกูเสียจริง ๆ. แต่ถ้า พระพุทธเจ้าจะพูดว่า “ ร่างกายของฉัน ” “ ร่างกายของ ตถาคต " นั้น ปากพูดอย่างนั้น ; แต่ใจไม่ได้ยึดมั่นว่า ร่างกายของตถาคต แต่เป็นของธรรมชาติ ; ไม่มีความ ยึดมั่นด้วยอุปาทาน ว่าร่างกายนั้นเป็นของกู. ชาวบ้าน พูดว่าอย่างไร ก็ยึดมั่นอย่างนั้นทั้งนั้น ; ฉะนั้นก็เลยมาสอน กันเสียใหม่ว่า หัดเป็นคนปากอย่าง ใจอย่าง กันเถิด. เมื่อ ปากพูดว่า ของกู ใจอย่าเป็นของกู ; ปากพูดว่าตัวฉัน ใจอย่าเป็นตัวฉัน ; เดี๋ยวมันจะยกหูชูหาง. นี้เรียกว่า "ปากอย่างใจอย่าง". ปากพูดว่า "ตัวกู" อยู่ตามเคย ใจอย่าเป็นเช่นปากเอ่ย เหวยพวกเรา . ที่เขียนอยู่ ใต้รูปภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่. ปากพูด ว่า ตัวฉัน ว่า ของ ฉัน, ว่าลูกเมียของฉัน, ความรับผิดชอบของฉันอะไรก็ ตามใจ ; ก็พูดตามภาษาธรรมดาให้มันรู้เรื่องกันเท่านั้น.

น.43 ๔๑ ส่วนใจให้มันรู้อยู่เสมอว่า ทุกอย่างมันเป็นของธรรมชาติ เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันให้ถูกวิธี ให้สำเร็จประโยชน์ ก็ไม่มีความทุกข์. นั่นแหละผลที่มุ่งหมายมัน อยู่ที่ไม่มี ความทุกข์ ; แล้วมันจะเป็นของฉันไม่ได้. แล้วก็อย่าลืมที่เคยเตือนว่า อย่าให้เสียเปรียบ หรือขายหน้าพวกคริสเตียนที่ในไบเบิลของเขาก็มีสอนอย่าง เดียวกัน. มีภรรยา ก็จงเหมือนกับไม่มีภรรยา, มีทรัพย์ สมบัติ ก็จงเหมือนกับไม่มีทรัพย์สมบัติ, มีทุกข์ก็เหมือน กับไม่มีทุกข์, มีสุขก็เหมือนกับไม่มีสุข, ไปซื้อของที่ ตลาดไม่เอาอะไรมา อย่างนี้เป็นต้น. กิริยาภายนอกทำ อย่างไร ก็ตามใจ แต่ในใจไม่เป็นอย่างนั้น ; ไม่เหมือน กับที่ปากพูด หรือกิริยาอาการมันแสดง. หมายความว่า ใจไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู - ของกู. โดยทางสมมุติ ว่า ตัวกู ว่า ของกู กูซื้อมา เป็นของกูอย่างนี้ ; แต่โดย ความจริงแท้นั้นเป็นของธรรมชาติ. จิตไม่ยึดมั่นว่า ของกู ; จะใช้สอย จะกิน จะใช้อย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้องยึดมั่นว่า เป็นตัวกู - ของกู.

น.44 ๔๒ นี้เรียกว่ามีชีวิตอยู่ด้วย สติปัญญา ; ไม่ใช่มีชีวิต อยู่ด้วยความโง่ ความหลง ด้วยกิเลส ตัณหา. สติปัญญา ทำให้มองเห็นว่า ทุกอย่างเป็นของธรรมชาติ ; เราอย่า เป็นโจรปล้นธรรมชาติมาเป็นของเรา. เราจงกิน จงใช้ จงเกี่ยวข้องกับมัน ในฐานะที่มันเป็นของธรรมชาติ ก็จะได้ ความสุขสบายไปตลอดชีวิต. พอไปปล้นธรรมชาติว่า เป็นของกู กลายเป็นโจรขึ้นมาอย่างนี้ ธรรมชาติก็ตบหน้า ให้ทันที ; คือทำให้มีความรู้สึกหนักใจ ร้อนใจอะไร เพราะความยึดมั่นถือมั่นนั้น ๆ. เพราะฉะนั้นอย่าเป็นโจร ปล้นธรรมชาติ ; นี้สำหรับพุทธบริษัท. สำหรับศาสนา อื่นที่เขามีพระเจ้าก็ว่าทุกอย่างเป็นของพระเจ้า ; อย่าไป ปล้นเอาของพระเจ้ามาเป็นของเรา ; จะกิน จะอยู่ จะ ใช้สอยอะไรก็ทำไป แต่อย่ากล้ายึดมั่นว่าของกู ไปปล้น พระเจ้า พระเจ้าจะลงโทษเอา! มันก็มีเท่านี้. นี้เรียกว่า มีปากอย่าง ใจอย่าง ก็จะมีแต่ความเย็น, เย็นเป็นนิพพานทางอายตนะ. ในเรื่อง ปากอย่าง ใจ อย่างนี้ ที่อย่างที่เป็นชนิดเลว ทำไมทำกันได้ และทำกันได้

น.45 ๔๓ อยู่แล้ว. ในทางสังคมนั้นได้ยินว่า มีเรื่องโกหกมดเท็จ ปากอย่างใจอย่างทั้งนั้น ; พอพบหน้ากัน จับมือ สบาย หัวเราะ ขอบคุณอะไรสบาย ; แต่ในใจมันเต็มไปด้วย คิดอาฆาตมาดร้ายก็มี. ในสนามกีฬาเขาให้นักมวยจับมือ กันบ้าง นักกีฬาจับมือกันบ้าง นั้นมันโกหก ปากอย่างใจ อย่างทั้งนั้น แสดงอาการอย่างหนึ่ง แต่ใจมันอีกอย่างหนึ่ง. เห็นได้ชัดว่า มันชกต่อย ตบตีกัน ในท่ามกลางสนามกีฬา ; อย่างนี้ก็เพิ่มความเห็นแก่ตัว ไม่ใช่ทำลายความเห็นแก่ตัว นี่เรียกว่ากีฬาจอมปลอม เพราะมันปากอย่างใจอย่าง. ทำอย่างนั้นยังทำได้ แต่ที่มาขอให้ทำ ปากอย่างใจอย่าง อย่างนี้บ้าง กลับไม่เอา. มันจริงกว่ามันถูกกว่า ของ ธรรมชาติอย่าว่าของกู, ของพระเจ้าอย่าว่าของกู ; ให้ถือ เป็นของยืมใช้ ธรรมชาติก็ยอมให้ พระเจ้าก็ยอมให้ เรา ก็สบายจนตลอดชีวิต อย่างนี้มันดีกว่า. เพราะฉะนั้นชีวิต ของเรามันเป็นชีวิตที่ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความกลัว ; เรียก ว่าไม่มีความทุกข์คำเดียวมันรวมหมด คือไม่มีปัญหา ไม่มี ความกลัว ไม่มีความสะดุ้ง ไม่มีวิตกกังวล ไม่มีอะไรหมด.

น.46 ๔๔ นี่แหละคือ " เคล็ด " ที่จะเป็นอยู่อย่างดีที่สุด เท่าที่มนุษย์จะพึงทำได้ เรียกว่าสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์จะทำได้ ; มันก็จบกันเท่านี้ไม่มีอะไร. เกิดมาก็เพื่อให้ได้สิ่งดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. นี่ง่ายนิดเดียว แต่ในมหาวิทยาลัย ของคุณไม่ยักสอนกัน, ของง่าย ๆ นิดเดียวนี้ จนคุณ ก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม. เมื่อไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ก็เป็นอันว่า ไม่รู้ทั้งหมดแหละ เรื่องดี-เรื่องชั่ว เรื่องบุญ-เรื่องบาป เรื่องอะไรมันไม่รู้ไปหมด แล้วมันไม่สนใจด้วย ; เพราะ ไม่สนใจที่จะรู้ว่าเกิดมาทำไม. ครั้งนี้เราถือว่า เป็นการบรรยายสรุปครั้งสุดท้าย สำหรับพวกคุณ ที่มีโอกาสมาบวชระหว่างปิดภาคเรียน ควรจะได้รู้อะไรบ้าง ในเมื่อจะกลับออกไปเป็นฆราวาส. ผมก็พยายามเลือกสรรดีที่สุดแล้ว ว่าเรื่องอะไรบ้างที่จะ เหมาะแก่คุณผู้มีความประสงค์อย่างนี้ ; ฉะนั้นจึงได้บรรยาย คำบรรยายชุดนี้ โดยหัวข้อที่เรียกว่า " ฆราวาสธรรม " เป็นธรรมะสำหรับฆราวาส เท่าที่จำเป็นแก่ฆราวาส และที่ ฆราวาสจะถือเอาประโยชน์ให้ได้มากที่สุดเท่าไร ; เรียกว่า

น.47 ๔๕ “ฆราวาสธรรม" ของพวกเราที่นี่โดยเฉพาะ. เพราะว่า มันอาจจะไม่เหมือนกับที่เขาเรียกว่า “ฆราวาสธรรม" ในที่ อื่น ๆ ซึ่งมันอาจจะแคบเกินไป มีเพียงเรื่องทำมาหากิน เป็นต้น. ส่วนผมนี้ คำว่า "ฆราวาส" ก็ไม่ยอมให้ละทิ้ง พุทธศาสนา : ซีกหนึ่งให้เป็นเรื่องร่างกาย ทำมาหากินไป ; อีกซีกหนึ่งก็เป็นเรื่องทางจิต - ทางวิญญาณ จะต้องมีความ แจ่มแจ้ง สว่างไสวไป, แล้วก็ไปด้วยกัน. นั้นคือเป็น ฆราวาสที่ดี, เป็นพระอยู่ในตัวเสร็จแล้วตลอดเวลา ; แต่ว่าเป็นพระที่เดินไปช้า ๆ. นี้ขอสรุปใจความไว้อย่างนี้ ว่าเป็นฆราวาสที่ดี ที่สุดในโลก เพราะว่าเป็นฆราวาสตามแบบของพุทธบริษัท มีหลักของพุทธศาสนาเป็นเครื่องประคับประคอง. นี้ขอ ให้มีความเข้าใจ และดำเนินการปฏิบัติ ที่ถูกตรงโดย ใจความดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ; แล้วก็มีความเจริญ งอกงาม ก้าวหน้าในทางแห่งพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระบรม ศาสดา ทุกทิพาราตรีเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต