น.5 วันนี้จะได้กล่าวถึง วิธีปฏิบัติชนิดตามปรกติ ที่เป็นการตัดลัดอย่างยิ่งตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุด เพื่อ ประโยชน์แก่ผู้สนใจไปเสียด้วย. นอกจากจะเป็นการ ตัดลัดที่สุดแล้ว ยังง่ายดายที่สุดเท่าที่จะง่ายดายได้ สำหรับผู้ที่มีการศึกษาน้อย แม้ที่สุดแต่ยายแก่ตาแก่ที่ ไม่รู้หนังสือ. ก่อนอื่นทั้งหมด จะต้องทบทวนความจำไว้อย่าง แม่นยำว่า "เราจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยปัญญา" ; "สิ่งทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"; "เพราะไม่ยึดมั่น ถือมั่นจึงหลุดพ้น"; ซึ่งทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่ามัน สำคัญ อยู่ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งทำไม่ให้เกิด "ตัวกู - ของกู " นั่นเอง, ดังนั้นการปฏิบัติตั้งแต่ต้นที่สุด จนถึงเบื้องปลาย
น.6 ๒ ที่สุด จึงล้วนแต่เป็นไปเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ถ้า ผิดจากนี้ก็เป็นพุทธศาสนาเทียมหรือปลอม ที่มีผู้อธิบายไปด้วย อคติอย่างใดอย่างหนึ่ง : ! ฉะนั้นเรามีหน้าที่ที่จะค้นให้พบ ว่าการปฏิบัติแนวไหนที่จะเป็น การไม่ยึดมั่นถือมั่นไป ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุดจริง ๆ แล้วให้ง่ายดายสำหรับคนที่มี การศึกษาน้อยจริง ๆ ด้วย. ผลสุดท้ายก็พบว่า หลักเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้อาจ เข้าใจได้ง่าย ๆ สำหรับทุกคน นั่นเอง และวางไว้ในลักษณะ ที่ทุกคนเข้าใจได้ทันที : แทนที่จะพูดว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น ก็ขยายความออกไปว่า กลิง" สิ่งทั้งปวงไม่ควร เข้าไปเอาหรือเข้าไปเป็น ด้วยความยึดมั่นถือมั่น" เพราะว่า มันจะกลายเป็นยาพิษ หรืออันตรายอย่างยิ่งขึ้นมาทันที ; ดังนั้นจึงยักพูดเสียใหม่ว่า "ในบรรดาสิ่งทั้งปวงไม่มีอะไร ที่น่าเอา - น่าเป็น" เพราะมันเป็น มายา และพร้อมที่ จะกลายเป็น ยาพิษ อยู่เสมอ. หากแต่ว่าคนเราความ จำเป็นตามธรรมชาติหรือทางสังคม หรือทางร่างกายก็ตาม มันบังคับให้มีการเอา การเป็น การได้ การครอบครอง
น.7 ๓ อะไร ๆ ต่าง ๆ อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นเรา จะต้องดูให้ดี ๆ ว่า จะไปเอาไปเป็นมันอย่างไร จึงจะไม่ เกิดอันตราย ; ผลสุดท้ายก็พบว่าพึงเข้าไปเกี่ยวข้อง กับมัน ในลักษณะที่เป็นของไม่น่าเอาไม่น่าเป็นนั่นเอง คือเข้าไปเกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และด้วยความ ไม่ยึดมั่นถือมั่น คือเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยสติปัญญา. เหมือนอย่างว่าถ้าจำเป็นจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสัตว์ ร้าย เช่นเสือเป็นต้น ก็ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันด้วยสติ ปัญญาถึงที่สุด บกพร่องหรือเผลอไม่ได้ จึงจะทำมันให้อยู่ ในอำนาจของเราได้ ฉันใดก็ฉันนั้น. อารมณ์ต่าง ๆ ในโลกเป็นสิ่งอันตรายยิ่งกว่าเสือ แต่ก็ไม่มีใครมองเห็น เช่นนั้น ทั้งนี้เพราะว่า อารมณ์เหล่านั้นทำอันตรายคนอยู่ ทุกลมหายใจเข้า-ออก และทั่วทุกตัวคนไม่ยกเว้นใคร ในบรรดาที่เป็นบุคคลธรรมดาสามัญ ; ส่วนเสือนั้น ยังไม่ได้ทำอันตรายแก่ใครเลย นานทีปีหนจึงจะมีสัก ครั้งหนึ่ง และก็เฉพาะในบางถิ่นกัน ซึ่งนับว่าน้อยที่สุด ในโลก. อีกทางหนึ่งสัตว์เช่นเสือ ทำอันตรายได้ก็
น.8 ๔ เพียงกาย แต่ไม่อาจจะทำให้เสียผู้เสียคน ; ส่วนอารมณ์ ต่าง ๆ เหล่านั้น ทำอันตรายได้ถึงขนาดทำให้เสียผู้เสียคน หรือเสียเกียรติแห่งความเป็นมนุษย์ จึงว่าน่ากลัวกว่าเสือ เป็นต้น ; ดังนั้น เราพึงมีชีวิตอยู่ในท่ามกลางอารมณ์ที่ไม่น่า เอา - น่าเป็น นี้อย่างที่เรียกว่าด้วยอุบายอันแยบคาย หรือ เป็น ศิลปะอันสูงสุด นั่นเอง .. มันเป็น ศิลปะแห่งชีวิต ในตัวชีวิต หรือในการเป็นอยู่นั่นเอง ซึ่งกล่าวได้ว่า มีชีวิตอยู่อย่างไม่เอาอะไร ไม่เป็นอะไรเลย. นี้คือ โดยความรู้สึกภายในใจ หรือโดยสติปัญญาที่ทำให้เกิดการ กระทำทางใจ อันเป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง. แม้โดยโลกสมมติหรือโดยกฎหมาย จะมีว่า คนนั้น ได้สิ่งนั้น มีสิ่งนั้น หรือเป็นอย่างนั้น เราก็ให้เป็นไปแต่ สักว่าเป็นโลกสมมติ หรือตามกฎหมายที่บัญญัติไว้เท่านั้น ; ดังนั้นถ้าต้องมีการกระทำที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ๆ แล้ว ทางภายนอก ก็ยังคงทำไปตามโลกสมมติ หรือ กฎหมาย หรือตามที่ถูกที่ควรแก่สังคม, ส่วนในทาง ภายในที่เป็นจิตใจส่วนลึกจริง ๆ ที่คนอื่นรู้ไม่ได้นั้น
น.9 ๕ มันยังสงบเฉยอยู่ คือเท่ากับไม่ได้ทำ ไม่ได้เอา ไม่ได้เป็น ไม่ได้มี ไม่ได้ยึดครองสิ่งใด เพราะว่าไม่มีความยึดมั่น ถือมั่นในการกระทำ หรือผลของการกระทำที่เป็นภายนอก เหล่านั้นเลย. สิ่งทั้งหมดเป็นไปในด้านดีทั้งสองด้าน คือทาง ภายนอก หรือ เรื่องโลก ก็มีกิน มีใช้ มีการเป็นอยู่ที่สบาย ทำอะไรกับใครก็ได้ มีภาระหน้าที่ ที่สูงสุดอย่างไรก็ได้ ; ส่วนทางภายใน คือจิตใจก็ยัง คงว่าง หรือเป็นปรกติอยู่ตามเดิม ไม่มีความร้อน ไม่มี ความหนัก ไม่ขึ้น ไม่ลง คือไม่หวั่นไหวเปลี่ยนแปลงไป ตามสิ่งต่าง ๆ ภายนอก ซึ่งจะต้องเปลี่ยนแปลง หรือ ผิดคาด ผิดหวัง หรือได้สมหวัง แล้วแต่กรณี การ เป็นอยู่ชนิดนี้ ถ้าจะกล่าวโดยอุปมา ก็ต้องกล่าวว่า ข้างนอกเป็นวัฏฏสงสาร แต่ข้างในเป็นนิพพาน แต่แท้ ที่จริงนั้นไม่เป็นอะไรเลย หรือถ้าจะให้เป็นก็เป็นนิพพาน ไปหมด คือว่างจากทุกข์ และเหตุให้เกิดทุกข์ โดยประการ ทั้งปวงนั่นเอง. นี่คือ ศิลปะแห่งชีวิตที่เป็นไปตาม หลักแห่งพุทธศาสนา.
น.10 ๖ ทีนี้ ที่กล่าวว่า ใช้ได้แม้แก่คุณย่าคุณยายที่ไม่ รู้หนังสือ นั้น ข้อนี้หมายความว่า ผู้เฒ่าเหล่านั้น ไม่ต้อง ศึกษาอะไร นอกจาก หัดมองดูที่ความไม่น่าเอาน้ำ เป็นของทุกสิ่ง โดยลักษณะที่กล่าวแล้วข้างต้น อยู่ เป็นประจำเท่านั้น แล้วก็อย่าไปเอา ไปเป็นด้วยจิตใจ คือ เกิดอุปาทานว่า "ตัวกู-ของกู" ขึ้นก็แล้วกัน. ที่ว่า ไม่ต้องศึกษาอะไรมาก ก็หมายความแต่เพียงว่าศึกษาแต่เพียง เท่าที่จะให้รู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ไม่น่าเอาน่าเป็น เช่น เป็นคนดีก็เป็นความทุกข์ไปตามแบบของคนดี ; เป็นคน ชั่ว ก็มีความทุกข์ไปตามแบบของคนชั่ว ; ดังนั้น การ ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเสียเลย คือไม่เป็นอะไรทั้งคนดีและ คนชั่ว นี่แหละจึงจะไม่มีทุกข์. อีกทีหนึ่งก็ว่า ถ้าเป็น คนมีบุญ ก็ต้องเป็นทุกข์ไปตามประสาของคนมีบุญ ซึ่งแตกต่างกันมากไปจากความทุกข์ของคนมีบาป แต่เป็น ทุกข์เหมือน ๆ กันก็ตรงที่ว่ามันเป็นการแบกของหนักเอาไว้ ทั้งนั้น ผิดกันแต่ว่า ของหนักของอีกคนหนึ่งนั้น กำลังลุกเป็นไฟ แต่ ของหนักของอีกคนหนึ่งนั้นหอมหวน เยือกเย็น. แต่มันก็หนักอย่างเดียวกัน. อีกทีหนึ่ง
น.11 ๗ ซึ่งสูงขึ้นไปก็ว่า เกิดมาเป็นผู้มีความสุข ก็ยังต้องทุกข์ไป ตามแบบตามประสาของคนมีความสุข ไม่แพ้บุคคลที่เกิด มามีความทุกข์. ทั้งนี้ ก็เพราะว่าความสุขนั้น มันก็ยัง เป็นสิ่งที่ต้อง "แบก" อยู่นั่นเอง เพราะว่า ความสุขนั้น ตั้งรากฐานอยู่บนความเกิด แก่ เจ็บ ตาย บนความเปลี่ยนแปลง และบน อารมณ์ทั้งหลายที่เป็นมายาที่สุด จึงเป็นของ หนัก หรือภาระหนัก ; จึงกล่าวว่า มีความทุกข์ไปตาม ประสาคนมีสุข ; สู้ไม่เป็นอะไรเลยไม่ได้. นี่แหละ จึงว่าไม่มีอะไรที่น่าเป็น. ทีนี้ เมื่อมองดูไปถึงสิ่งทั้งปวง ก็จะมองเห็น ได้ว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น มีความหมายอยู่เพียง ๒ อย่าง คือเป็น คุณ อย่างหนึ่ง และเป็น โทษ อย่างหนึ่ง ; และ ทุกอย่างจะต้องมีทั้งคุณและโทษ ไม่มีอะไรที่จะมีได้ แต่คุณอย่างเดียว หรือโทษอย่างเดียว ; แต่เป็นเพราะ บุถุชนคนธรรมดาสามัญมองไม่ออก เท่านั้น จึงได้หลง ไปว่าอย่างนั้นเป็นคุณ อย่างนี้เป็นโทษ ; แต่ ความจริง ที่ยิ่งกว่านั้น มีอยู่ว่า ทั้งคุณและโทษล้วนแต่เป็นมายา
น.12 ๘ ไปยึดถือเข้าไม่ได้ ยึดถือแล้วจะเป็นทุกข์ และ สิ่งที่ เป็นคุณนั่นแหละ จะให้ทุกข์อย่างลึกซึ้งมากกว่าที่เป็น โทษ เพราะว่า เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นยิ่งกว่าสิ่งที่เป็น โทษ. และอีกทางหนึ่งนั้น สิ่งที่เป็นโทษ ย่อมจะสอน อะไรให้มากกว่าสิ่งที่เป็นคุณ เพราะว่าสิ่งที่ถือกันว่าเป็น คุณนั้น มีแต่จะทำให้เหลิง หรือลืมตัว; ดังนั้นจึง สู้ไม่ไหว ทั้งสิ่งที่เป็นคุณและเป็นโทษ ; ไม่เอาอะไร เสียเลยดีกว่า คือมี จิตว่างจากความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่ง ทั้งสองนั้น แล้วก็ควบคุมสิ่งทั้งสองนั้นให้อยู่ใต้อำนาจ เท่าที่จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องกับมันเท่านั้น. นี่แหละคือ ความหมาย ของคำว่า "ไม่เอาอะไร" ซึ่งคู่กับคำว่า "ไม่เป็นอะไร" ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. ถ้าจะให้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับผู้เฒ่าเหล่านั้น ก็ตั้งปัญหา ไปในทำนองว่า มัน น่าสนุกไหม ในการที่จะ เป็นคน หรือเป็นสัตว์ ; เป็นผู้หญิงน่าสนุกไหม เป็น ผู้ชายน่าสนุกไหม เป็นผัวน่าสนุกไหม เป็นเมียน่าสนุกไหม เป็นแม่เขาน่าสนุกไหม เป็นลูกเขาน่าสนุกไหม ผู้เฒ่า
น.13 ๙ เหล่านั้นจะสั่นศีรษะกันไปทุกคนทีเดียว เพราะได้มี Spiritual Experience ในสิ่งเหล่านั้น มาอย่างโชกโชน ซึมซาบเต็มที่แล้ว ; ไม่เหมือนกับเด็ก ๆ หรือคนหนุ่ม คนสาว ที่ยังไม่ประสีประสาต่อความเป็นเช่นนั้น หรือ ความหมายของสิ่งเหล่านั้น แต่อาจจะมีเด็ก หรือคนหนุ่มสาว บางคน ซึ่งถ้าได้รับคำอธิบายแล้ว ก็เข้าใจได้เหมือนกัน, นั่นแหละ คือผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์ ตั้งแต่อายุ ๑๕ ปีได้ ดังที่ถือกันว่ามีอยู่ไม่กี่คนในประวัติศาสตร์แห่งพุทธศาสนา. ถ้าคิดเพียงสองสามคู่เท่านี้ยังไม่พอ ก็คิดมาก ออกไปได้อีกหลาย ๆ คู่ เช่นเป็นคนเลี้ยงดูเขา กับให้เขา เลี้ยงดู ทั้งคู่นี้น่าสนุกไหม ; เป็นนายสนุกไหม เป็นบ่าว สนุกไหม. เป็นผู้ชนะเขาสนุกไหม เป็นผู้แพ้เขาสนุกไหม, เป็นผู้ทำเขาสนุกไหม เป็นผู้ถูกเขาทำสนุกไหม. ที่ละเอียด ยิ่งขึ้นไปอีก ก็เช่นว่าเป็นคนฉลาดสนุกไหม เป็นคนโง่ สนุกไหม ซึ่งมันหมายความว่า แม้จะเป็นคนฉลาดอย่างไร ภาระของความเป็นคนฉลาดก็เพิ่มหนักขึ้นตามส่วน ดังนั้น สู้ไม่ยึดมั่นในการที่จะเป็นอะไรหมดไม่ได้ คือไม่คิดจะเป็น
น.14 ๑๐ อะไรเสียเลยนั่นเอง ปล่อยให้จิตว่างจากการยึดถือ จากการเป็นนั่นเป็นนี่อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก ให้ ชีวิตถูกควบคุมอยู่ด้วยสติปัญญาอย่างนี้ แล้วดำเนิน ประโยชน์กิจต่าง ๆ ไปด้วยอำนาจของสติปัญญานั้น ผู้เฒ่าเหล่านั้นก็จะมีความสุขสดชื่น กลับกลายเป็นว่า มีความหนุ่มความสาวขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง : เป็น ความหนุ่ม สาวนิรันดร ที่ไม่กลับแก่เฒ่า แม้ว่าร่างกายจะเน่าเข้า โลงไป. นี่แหละคือ ศิลปะแห่งชีวิต หรือ ตัวชีวิตที่เป็นอัน เดียวกับศิลปะ และเป็นอันเดียวกับ หัวใจของพุทธ- ศาสนา ; ทำให้เราเห็นได้ว่า พุทธศาสนาก็คือยอด ของศิลปะ และอาจเป็นอันเดียวกับชีวิตได้ นั่นแหละ คือภาวะอันแท้จริงของ นิพพาน ชนิดที่ผู้เฒ่าไม่รู้ หนังสืองก ๆ เงิ่น ๆ ก็เข้าถึงได้ ในเมื่อดำเนินตนไป อย่างถูกทางดังที่กล่าวแล้ว. ยังมี อุ บายที่ง่ายไปกว่านั้นอีก คือว่า เมื่อสติ ปัญญามองเห็นว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา - น่าเป็น ที่ไหน ดังนี้แล้ว
น.15 ๑๑ จิตย่อมน้อมไปสู่ความไม่เอาอะไร ไม่เป็นอะไรโดย อัตโนมัติในตัวมันเอง เ พราะมันไม่มีอะไรน่าเอา น่าเป็น ที่ไหนจริง ๆ นี้เรียกว่า จิตน้อมไม่สู่ความดับไม่เหลืออยู่ เป็นปรกติ แม้ว่าจะยังดับเดี๋ยวนี้ไม่ได้มันก็ยังจะน้อม ไปให้ได้อยู่นั่นเอง เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่น่าเอา - น่าเป็น นั่นแหละมันกดดัน มันผลักไส ให้จิตถอยกลับ หรือ กระดอนกลับหรือสลัดคืน แล้วไหลเอียงไปทางดับไม่เหลือ หรือนิพพาน. เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้อยู่เป็นประจำ ก็เป็น อันว่า จิตใจนั้นพร้อมที่จะตกลงสู่ความดับไม่เหลือ หรือนิพพาน อยู่อย่างเต็มที่แล้ว. เมื่อมีอารมณ์ใดมาสะกิดเหมาะ ๆ ก็ เกิดปัญญาถึงที่สุด ก็ตกลงสู่ความดับไม่เหลือหรือนิพพาน ได้ในวันใดวันหนึ่ง ก่อนแต่ที่ร่างกายจะแตกดับ. ☸ ☸ ☸ ☸ ทีนี้ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น คือมีชีวิตอยู่มาจนกระทั่ง ถึงขณะที่ร่างกายจะแตกดับ โอกาสที่ดีเลิศก็มีอยู่ใน วินาทีสุดท้าย คือในวินาทีที่จิตจะดับ ก็ให้ถือเอาอุบาย ชนิดที่เรียกว่า "ตกกระไดพลอยโจน" กล่าวคือเมื่อ ร่างกายจะแตกดับโดยแน่นอนแล้ว "ตัวกู - ของกู"
น.16 ๑๒ ก็พลอยกระโจนตามไป ด้วยความแน่ใจว่าไม่มีอะไรเหลือ อยู่ที่ไหน ที่น่าเอา-น่าเป็นแต่ประการใดเลย. ความรู้ ในเรื่องไม่มีอะไรที่น่าเอา - น่าเป็นที่ได้ศึกษา และปฏิบัติ อยู่อย่างซึมซาบแตกฉานนั้น อาจจะมาช่วยได้ทัน ท่วงทีในวินาทีนั้น. ด้วยอุบายอย่างนี้นี่แหละเรียกว่า การดับขันธ์ได้ด้วยสติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง และ ลุถึงนิพพาน ได้ด้วยอุบายที่เรียกว่า "ตกกระไดพลอยโจน" ซึ่งถ้า ได้รับการปรับปรุงจนเข้าใจกันดีแล้ว ท่านผู้เฒ่าทุกคน จะทำได้ แม้จะเป็นคนแก่งก ๆ เงิ่น ๆ ไม่รู้หนังสือเลยก็มีทางที่ จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในพระพุทธศาสนา และทันแก่เวลา ได้ ด้วยอุบายอย่างนี้. แม้ว่าในกรณีการดับขันธ์ จะได้เป็นไปโดย Accident หรืออุบัติเหตุ เช่นอุบัติเหตุในท้องถนน เช่น ถูกรถยนต์ทับเป็นต้น เวลาจะมีเหลืออยู่สักวินาทีหนึ่งหรือ ครึ่งวินาทีก็ตาม ก่อนแต่จะหมดความรู้สึกจริงๆ ที่ให้ ผู้เฒ่าเหล่านั้น ระลึกถึงความรู้ในเรื่องความดับไม่เหลือนี้ ขึ้นมาได้ และสามารถน้อมจิตไปสู่ความดับไม่เหลือ แล้ว ปล่อยให้นามรูปดับไป ก็เป็น การบรรลุนิพพานได้ แม้
น.17 ๑๓ ในที่เกิดอุบัติเหตุในท้องถนนนั้นเอง ! ดังนั้นจงเตรียม พร้อมที่จะดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ ฝึกฝนให้คล่องแคล่ว ชำนาญ มีความแน่ใจถึงที่สุด เพื่อตกกระไดแล้วพลอย กระโจนให้ถูกวิธีที่สุด อย่าไปนึกถึงหมอถึงผู้ช่วยเหลือ หรือ ถึงทรัพย์สมบัติลูกหลานหรือสิ่งต่าง ๆ ในขณะนั้น ; จงถือ เอาแต่เพียงอย่างเดียว คือความดับไม่เหลือเท่านั้นเอง. นี้เรียกว่า วิธีปฏิบัติอย่างลัดสั้นที่สุด ง่ายดาย ที่สุด และ ใช้ได้แก่ทุกคนที่สุด ซึ่งทุกคนควรจะสนใจ ตั้งไว้เป็นพื้นฐานและมาตรฐานที่ทุกคนต้องเข้าถึง. ส่วน การที่บางคนสามารถทำอะไรได้ดีหรือมากไปกว่านี้นั้น ให้ ถือว่าเป็นสิ่งเหลือเพื่อ หรืออย่างดีที่สุดก็เป็น เครื่อง ประดับให้ความหลุดพ้นของผู้นั้น ดูงดงามขึ้นกว่า ธรรมดา ; แต่ทุกคนอย่าลืมว่า สิ่งที่เรียกว่าเครื่อง ประดับนั้น มองดูให้ดีแล้วไม่ใช่สิ่งจำเป็น ; และ ถ้า มองให้ดีขึ้นไปอีก ก็อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้รุงรังเกินความ จำเป็นไปก็ได้ : ดังนั้นจึงควรถือเอาตามที่กำหนดไว้เป็น มาตรฐานอย่างไร ก็พอแล้ว. ☸ ☸ ☸ ☸
น.18 สักแต่ว่า. ..! ในโอกาสอันเป็นวาระสุดท้ายแห่งการบรรยายนี้ จะได้กล่าวถึง วิธีปฏิบัติในขณะที่เผชิญกับอารมณ์ ; เพื่อ ความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" การปฏิบัติเพื่อความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ในขณะที่เผชิญกับอารมณ์ มีรูปกระทบตาเป็นต้น นั้น โดยใจความสำคัญอาศัยหลักพุทธภาษิตที่ตรัสแก่พระพาหิยะ ทารุจิริยะที่ว่า "ดูก่อนพาทิยะ ! เมื่อใดเธอเห็นรูปแล้ว สักแต่ ว่าเห็น. ได้ฟังเสียงแล้วสักแต่ว่าฟัง ได้กลิ่นแล้วก็สักแต่ว่า ได้กลิ่น ลิ้มรสแล้ว ก็สักแต่ว่าได้ลิ้ม. ได้รับสัมผัสทาง ผิวกายแล้ว ก็สักแต่ว่าสัมผัส, ดังนี้แล้ว : เมื่อนั้น "เธอ" จักไม่มี, เมื่อใด "เธอ" ไม่มี : เมื่อนั้น เธอก็ไม่ ปรากฏอยู่ในโลกนี้ ไม่ปรากฏอยู่ในโลกอื่น และไม่ปรากฏใน ระหว่างแห่งโลกทั้งสอง. นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์ละ" ดังนี้ อุ. ขุ. ๒๕/๘๓/๔๙
น.19 ๑๕ จากพุทธภาษิตนี้ เราจะเห็นได้ว่า ในขณะที่มี การกระทบกันกับอารมณ์นั้น มีวิธีปฏิบัติที่จะทำไม่ให้เกิด ความรู้สึกว่า "ตัวกู" ซึ่งในที่นั้นพระองค์ตรัสเรียกว่า "เธอ" ; และที่ใดไม่มี "เธอ" หรือ "ตัวกู" ที่นั่นเป็น ที่สุดแห่งทุกข์ คือนิพพาน ; และ ใจความสำคัญของการ ปฏิบัตินั้น มีอยู่ตรงข้อที่ไม่ทำให้อารมณ์นั้น ๆ มีอิทธิพลขึ้นมา ในการที่จะครอบงำจิตใจของตน : ให้การเห็นเป็นแต่สักว่า เห็นเป็นต้น ไม่ให้การเห็นนั้นปรุงจนเกิดความรู้สึก รักหรือชัง หรือเป็นสุขเวทนา หรือทุกขเวทนาขึ้นมา นั่นเอง ; เรียกสั้น ๆ ว่า ไม่ให้ปรุงเป็นเวทนาขึ้นมา ให้เป็นสักแต่ว่าการเห็น แล้วก็หยุดไป หรือดับไป แล้วกลายรูปไปเป็นสติปัญญาเกิดขึ้นมาแทน ว่าจะ จัดการกับสิ่งนี้อย่างไร ก็จัดก็ทำไปด้วยสติปัญญา ไม่มี ความรู้สึกที่เป็นกิเลส ตัณหา หรืออุปาทานว่า "ตัวกู" ; หรือถ้าไม่ควรจัดการแต่ประการใดเลย ก็ไม่ต้องทำอะไร แล้วก็เลิกกัน ; ไม่มีทางที่จะเกิดเวทนาชนิดปรุงเป็น ตัณหา แล้วปรุงอุปาทานเป็น "ตัวกู" ว่า "ตัวกู" ได้เห็น นั่นนี่แล้วจะเอาเป็น "ของกู" หรือว่ามันจะเป็นอันตราย
น.20 ๑๖ ต่อสิ่งใด ซึ่งเป็น "ของกู". เมื่อเป็นดังนี้ก็ไม่มีภพ หรือ ชาติ หรือความทุกข์ ซึ่งเรียกได้ว่า ปฏิจจสมุปบาทฝ่าย สมุทยวารไม่อาจจะก่อขึ้น หรือไม่อาจจะเป็นไปได้ นั่นเอง. มูลฐานซึ่งเป็นที่ก่อขึ้นแห่ง "ตัวกู" ก็ได้มีแล้ว กล่าวคือการเห็นรูป ; หากแต่ว่ามันก่อขึ้นไม่ได้เพราะมี สติปัญญาเข้ามาควบคุมอยู่ กล่าวคือ ความรู้เรื่องไม่มีอะไร ที่ควรยึดมั่นถือมั่น ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง ได้เข้า มาแทรกแซงทันท่วงที การเห็นรูปนั้นจึงกลายเป็นหมันไป ต่อการที่จะก่อให้เกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ดังนี้. สำหรับในกรณีแห่งการได้ฟังเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส และได้สัมผัสทางผิวกายก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน ; แม้ ที่สุดแต่ธรรมารมณ์ที่มากระทบใจ ก็ยังอาศัยหลักเกณฑ์ อย่างเดียวกันนี้ หากแต่ไม่กล่าวถึงในที่นี้ ก็เพราะมุ่งหมาย จะกล่าวถึงการเผชิญกับอารมณ์ตามธรรมดา คืออารมณ์ ภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่จะหลีกเลี่ยงอยู่ทั่วไป. สิ่งที่ควรสังเกตเป็นพิเศษ มีอยู่ว่า คำกล่าวที่ว่า “เห็นให้เพียงสักว่าเห็น" "ได้ยินให้เป็นเพียงสักว่าได้ยิน"
น.21 ๑๗ เป็นต้นนั้น มี ความหมายอยู่เป็น ๒ ชนิด : ชนิด แรกที่สุด นั้น คือได้เห็นหรือได้ยินเป็นต้นแล้ว ก็ไม่เอา ใจใส่ เพราะกำลังส่งใจไปที่อื่น หรืออยู่กับเรื่องอื่น ; หรืออีกทางหนึ่งก็เป็นการเห็น หรือการได้ยินของพระ อรหันต์ผู้หมดอาสวะแล้ว อย่างนี้ไม่มีความหมาย หรือ ปัญหายุ่งยาก และไม่เกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องปฏิบัติ. ส่วน ชนิดหลัง หรือเรื่องที่จะต้องปฏิบัติ นั้น หมายถึงกรณี ที่เป็นไปตามปรกติ คือมีการได้เห็น และได้ยินและมีความ รู้สึกว่ามันเป็นอะไรด้วย ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปตาม ธรรมดา อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีปัญหาว่า จะต้อง ปฏิบัติต่อมันอย่างไร ; ดังนั้น คำที่กล่าวว่า เห็นสักว่า ได้เห็น ได้ยินสักว่าได้ยินนั้น มันมีความหมายอะไร บางอย่างเป็นพิเศษรวมอยู่ในนั้น ซึ่งจัดเป็นตัวการ ปฏิบัติโดยตรง ไม่อย่าง หยาบ ก็อย่าง ละเอียด ไม่อย่าง ต่ำ ก็อย่าง สูง จึงจะนับว่าตรงกับประเด็น ของเรื่องที่จะ กล่าวในที่นี้ ซึ่งเราจะได้พิจารณากันดู. การปฏิบัติอย่างหยาบหรืออย่างต่ำ อาจจะมีได้ เช่นว่า เมื่อได้เห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และรู้ว่ามันเป็นอะไรแล้ว
น.22 ๑๘ ก็ให้มีความรู้สึกหรือความเข้าใจที่ถูกต้องว่า มันเป็นสักว่า รูป หรือรูปธรรม ไม่ใช่สิ่งนั้นสิ่งนี้ ชื่อนั้นชื่อนี้ เช่น เห็นดอกกุหลาบที่สวยงาม หรือมนุษย์เพศตรงข้ามที่น่ารัก หรือของน่าเกลียดเช่น อุจจาระ ปัสสาวะ หรือคนที่ น่าเกลียดน่ากลัวเป็นต้น ก็มีการทำให้สิ่งทั้งหมดที่ได้เห็น นั้น เป็นเพียงสักว่ารูป หรือภาพที่ได้เห็น ไม่ปล่อยให้ จิตไปถือเอา "ความหมาย” ของมัน ว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ชนิดที่ก่อให้เกิดความอยากหรือความยึดมั่นถือมั่น อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา (คำอธิบายละเอียดมีอยู่ในเรื่อง สุญญตา ปี ๒๕๐๓) แล้วก็เลิกกัน. การกระทำอย่างนี้ เป็นสิ่งที่มีได้เพราะการฝึกที่ได้ฝึกไปตามแบบหนึ่ง หรือ วิธีหนึ่ง ซึ่งอาจจะใช้ได้แก่บางคน หรือใน บางกรณีที่อารมณ์ ที่มากระทบนั้นไม่มีกำลัง หรือไม่มีอิทธิพลมากมาย. สำหรับ การปฏิบัติที่สูงขึ้นไป หรือที่จะสำเร็จ ประโยชน์โดยแท้จริง นั้น ยังจะต้องมีอุบายที่แยบคาย ไปกว่านั้น กล่าวคือ มีการปฏิบัติชนิดที่ทำให้เห็น สุขเวทนา ทั้งหลายเป็นสิ่งที่เป็น มายา หลอกลวง อยู่เป็นประจำ ; ทั้งนี้เพราะว่า สิ่งต่าง ๆ ย่อมมีความหมาย
น.23 ๑๙ แก่สัตว์ทั้งหลาย อยู่ตรงที่จะให้เกิดสุขเวทนาเท่านั้น. สำหรับ ทุกขเวทนา นั้น เป็นผลอีกอันหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเนื่อง มาจากความยึดมั่นถือมั่นในสุขเวทนา ที่ไม่ได้อย่างใจนึก ; ถ้าความยึดมั่นถือมั่นในสุขเวทนาไม่มีแล้ว ทางที่จะเกิดไป ยึดมั่นถือมั่นทุกขเวทนาก็ย่อมไม่มี; ดังนั้นในทางปฏิบัติ จึงมักกล่าวถึงกันแต่สุขเวทนา ซึ่งที่แท้ก็ มีทุกขเวทนา แฝงอยู่ด้วยในส่วนลึกของความหมายตามทางปรมัตถธรรมของ คำ ๆ นี้. เมื่อสุขเวทนาเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายไปแล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยสำหรับสุขเวทนาก็พลอยไม่มี ความหมายไปด้วย จึงไม่ยั่วให้เกิดความ ยึดถืออารมณ์ ในทางตาเป็นต้น ในเมื่อได้เห็นภาพที่สวยงาม อันเป็น ที่ตั้งแห่งกิเลสตัณหาทางตา ; ดังนั้นจึงมีใจความสำคัญ อยู่ในข้อที่ว่า ต้องมีความรู้ในการที่จะตัดมูลรากอันเป็น ที่ตั้งแห่งความยึดถือต่ออารมณ์นั้น ๆ เสียก่อน. ข้อนี้ ก็ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า "คุณ" หรือ "ความหมาย" ของ อารมณ์ นั้น ๆ นั่นเอง เช่น ความสวย ความงาม ความหอม หรืออะไร ก็ตาม ซึ่งสัตว์เข้าไปหลงติดในอารมณ์นั้น ๆ หรือในวัตถุ
น.24 ๒๐ นั้น ๆ ก็เพราะ "ความหมาย" อันนี้. ถ้ามีการทำลาย "คุณ" หรือ "ความหมาย" อันนี้เสียได้ด้วยปัญญา สิ่ง ต่าง ๆ ที่ประกอบอยู่ด้วย "คุณ" เหล่านี้ ก็กลายเป็น หมันไป ในการที่จะทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น. ดังนั้น เราอาจจะกล่าวได้ว่า การเห็นรูปเป็นต้น ของบุคคลที่มีปัญญา ถึงขนาดที่ทำลาย “ความหมาย” หรือ “ คุณ” ของรูปต่าง ๆ ที่ได้เห็นนั้นเสียได้ นั่นแหละ คือ การเห็นที่สักแต่ว่าเห็น. ส่วนการได้ยินที่สักแต่ว่าได้ยิน การได้กลิ่นที่สักแต่ ว่าได้ดมเป็นต้น ก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน ซึ่งมีใจความ สำคัญอยู่ตรงที่เขาไม่เป็นทาสของสุขเวทนา แต่เป็นผู้ที่ ทำลาย "คุณ" หรือ "ความหมาย" เสียได้ทั้งของสุขเวทนา และทั้งสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของสุขเวทนา ; การกระทบกับ อารมณ์ของบุคคลนั้น จึงเป็นสักแต่ว่า ผัสสะ คือการกระทบ ไม่เกิดเป็นเวทนาขึ้นมา ; หรือแม้แต่เกิดเป็นเวทนา ขึ้นมาแล้ว ก็กลายเป็นแต่ สักว่าผัสสะต่อเวทนานั้น ไม่มีการถือเอา "ความหมาย" หรือ "คุณ" ของเวทนานั้น เวทนานั้น จึงสักว่า เวทนา แล้วก็ดับไป ไม่อาจปรุง
น.25 ๒๑ เป็นตัณหาอุปาทาน จนกระทั่งเกิดภพ เกิดชาติ และ เป็นทุกข์ขึ้นมาได้. ใจความสำคัญที่สุดจึงมีอยู่ว่า การปฏิบัตินั้น ๆ มิได้ เป็นการตรงรี่เข้าไปจัดการกับอารมณ์ที่ได้เห็น แต่กลับเป็นการ จัดการย้อนเข้าไปในภายใน มีการจัดการทำในภายใน โดยทางสติปัญญา ที่จะทำลายตัวการหรือต้นเหตุ ที่จะ ทำให้ออกไปรับอารมณ์ด้วยความยึดมั่นถือมั่นต่างหาก : คือให้ผัสสะเป็นเพียงสักว่าผัสสะ หรือถ้ากล่าวเป็นไทย ๆ ก็ว่าให้การกระทบทางตาเป็นต้น เป็นเพียงสักว่าการ กระทบแล้วก็หยุดกันเพียงเท่านั้น. ตัวผู้กระทบ หรือผู้ เป็นเจ้าของแห่งการกระทบก็ตามหามีไม่ ; มีแต่การ กระทบของตากับรูป และจักขุวิญญาณเท่านั้น ซึ่งก็รวมอยู่ กับคำว่าตา เพราะฉะนั้น จึงเหลือแต่ตากับรูปกระทบกัน เท่านั้น ไม่มี "ตัวกู" ผู้เจ้าของแห่งการกระทบหรือผู้ กระทบก็ตาม. เมื่อความรู้สึกว่า "ตัวกู" ไม่มี ก็คือไม่มี ตัณหาอุปาทานในอารมณ์นั้น ๆ หรืออารมณ์ไหน ๆ : นี้เรียกว่าไม่มี "ตัวกู" อยู่ในโลกนี้หรืออยู่ในโลกไหน
น.26 ๒๒ กลายเป็นว่างจาก "ตัวกู" ซึ่งมีความหมายเป็นนิพพาน อยู่เป็นปรกติ เพราะอำนาจที่ไม่ก่อเป็นปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายสมุทยวารขึ้นมาได้นั่นเอง นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ จะต้องพิจารณากันอย่างละเอียดต่อไปอีกสักเล็กน้อย. ใจความสำคัญของปฏิจจสมุปบาทที่ไม่อาจจะ ก่อขึ้นเป็นทุกขสมุทัย ในที่นี้นั้น โดยตัวหนังสือก็อยู่ตรง ที่ว่า "เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าได้เห็น ได้กลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น" ดังนี้เป็นต้น แล้วมันจะมีเรื่อง ยืดยาวเป็นสายตลอด ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวารได้อย่างไรกัน. สำหรับผู้ ปฏิบัติอย่างรวบรัดเช่นผู้เฒ่า ปฏิบัติเรื่องที่ถือหลักไม่เอา- ไม่เป็น ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็ย่อมไม่มีปัญหาที่จะต้อง วินิจฉัย ; แต่สำหรับผู้ปฏิบัติที่ประสงค์จะศึกษาเป็น เครื่องเรื่องปัญญานั้น ย่อมมีทางที่จะศึกษาได้และเท่าที่ จำเป็น กล่าวคือในขณะที่มี การเห็นสักแต่ว่าเห็น นั้น มันเป็นเพียงแต่ กระทบกันของสิ่งที่มีอยู่หรือเป็นอยู่ตาม ธรรมชาติล้วน ๆ คือของรูปวัตถุภายนอกและของดวงตา ที่ประกอบอยู่ด้วยจักษุประสาทเท่านั้นเอง : เป็นเรื่องของ
น.27 ๒๓ ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ไม่มีอุปาทานเข้าไปยึดครอง หรือ เข้าไปสิงอยู่แต่ประการใดในส่วนไหน มันจึงเป็นเพียง ธรรมชาติล้วน ๆ กระทบกัน ไม่มีผลเป็นเวทนา ตัณหา อุปาทาน ดังกล่าวแล้ว. นี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทฝ่าย นิโรธวาร คือมีการดับลง นับตั้งแต่ เวทนาลงมาถึงตัณหา อุปาทาน ภพชาติ และทุกข์ทั้งหลาย, ย่อมมีอยู่อย่างเห็น ได้ชัด. ส่วนปฏิจจสมุปบาทส่วนที่ย้อนหลังขึ้นไป คือ จากเวทนาไปยังผัสสะ อายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร และอวิชชา นั้น มันดับไปหรือไม่มีอยู่หรือไม่เกิดขึ้น ด้วย อาการอย่างไรนั้น ต้องทำความเข้าใจกันให้ถูกต้อง จึงจะ มองเห็นว่ามันได้เป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร ขึ้นไป กระทั่งถึงอวิชชาทีเดียว หรือตั้งแต่อวิชชาลงมาตามลำดับ จนตลอดสายทีเดียว ; และอันนี้เอง เป็นความหมาย ที่เข้าใจยากที่สุดของสิ่งที่เรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาท" แต่ ความจริงนั้นมีอยู่ง่าย ๆ และนิดเดียว คือข้อที่ว่า ถ้าเมื่อ ผัสสะคือการกระทบ เป็นเพียงเพื่อการกระทบแล้ว
น.28 ๒๔ อายตนะคือตาและรูปเป็นต้น ที่เป็นที่ตั้งแห่งการกระทบ นั้น มันจะมีค่าหรือมีความหมายอะไร คือมันมีค่าเท่ากับ ไม่มีนั่นเอง เช่นเดียวกับที่ผัสสะไม่มีค่าในกรณีเช่นนี้ ; นั่นแหละคือความดับไปของอายตนะ หรือการไม่มีอยู่ของ อายตนะ มีตากับรูปเป็นต้น. อายตนะเป็นหมันเท่ากับ ที่ผัสสะเป็นหมัน จึงเรียกว่ามันดับอยู่. เมื่ออายตนะมี ลักษณะเป็นหมันเช่นนี้ นามและรูป - หรือนามรูปอัน เป็นที่ตั้งของอายตนะนั้น ก็เป็นหมัน หรือมีค่าเท่ากับไม่มี หรือดับอยู่เหมือนกัน. เมื่อนามรูปเป็นหมัน วิญญาณธาตุ ที่ปรุงแต่งนามรูปนั้น ในขณะนั้นหรือในกรณีนั้นก็เป็น หมัน มีค่าเท่ากับไม่มีหรือดับอยู่. " เมื่อวิญญาณธาตุ เป็นหมัน สังขารที่ปรุงแต่งให้เกิดวิญญาณธาตุนั้นก็พลอย เป็นหมัน มีค่าเท่ากับไม่มี หรือดับอยู่ ; เมื่อสังขาร เป็นหมัน อวิชชาซึ่งปรุงแต่งสังขารในกรณีนั้น ก็เป็นหมัน คือมีค่าเท่ากับไม่มี หรือดับอยู่. ทั้งหมดนี้ก็เพราะเหตุ นิดเดียวที่มีอยู่ที่ตรงกลาง คือที่ตรงกลางสายของปฏิจจสมุป- บาท กล่าวคือผัสสะที่เป็นหมันนั่นเอง. เมื่อผัสสะ
น.29 ๒๕ เป็นหมัน ไม่ให้เกิดเวทนาแล้ว ปฏิจจสมุปบาททั้ง สายก็เป็นหมัน มีค่าเท่ากับไม่มีอะไรเกิดขึ้น. นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร คือฝ่ายดับทุกข์ได้มีอยู่อย่าง สมบูรณ์. ยังมีสิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกันอย่างระมัดระวัง เป็นพิเศษที่สุด คือความจริงที่มีอยู่อย่างลึกซึ้ง ในข้อที่ว่า อวิชชามันได้ดับไป หรือไม่อาจจะก่อขึ้นในขณะผัสสะ คือ ขณะที่ตากระทบรูปเป็นต้นนั่นเอง ; เมื่ออวิชชาก่อขึ้น ไม่ได้ที่ตรงนี้ ปฏิจจสมุปบาททั้งหลาย ก็ก่อขึ้นไม่ได้ตรง ที่อวิชชาก็ไม่ปรุงสังขาร กล่าวคืออำนาจอย่างหนึ่ง ซึ่งจะ ทำให้วิญญาณธาตุเกิดกลายเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่ของมันได้ นั่นก็คือ การปรุงนามรูปชนิดที่ใช้การได้นั่นเอง. เมื่อ นามรูปไม่ถูกปรุงในลักษณะเช่นนั้น ก็เป็นนามรูปที่ไม่ทำ หน้าที่ของมัน มีอยู่ก็เหมือนไม่มี ; เพราะฉะนั้นอายตนะ ต่าง ๆ ที่เนื่องอยู่ด้วยนามรูปนั้น ก็ไม่อาจจะทำหน้าที่ ของมันตามความหมาย ; นี้เรียกว่าดับอยู่. เมื่ออายตนะ ดับอยู่ คือไม่ทำหน้าที่ของมันตามความหมาย ด้วยอำนาจ
น.30 ๒๖ ของอวิชชาเป็นมูลแล้ว ผัสสะนั้น ๆก็เป็นเพียงผัสสะล้วน ๆ คือเป็นเพียงการกระทบกันของสิ่งที่เป็นเพียงธรรมชาติ ล้วน ๆ ไม่เป็นผัสสะที่อำนวยให้เกิดเวทนา และไม่เกิด ตัณหา อุปาทาน เป็นลำดับไป ; โดยนัยดังที่กล่าวแล้ว นั่นเอง. ฉะนั้น ขอให้มองเห็นใจความที่สำคัญ ที่พลิก แพลงและเร้นลับที่สุดตรงข้อที่ว่า ในขณะแห่งผัสสะนั้น มันมีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หรือไม่มีอวิชชาเข้ามา เกี่ยวข้องด้วย นั่นเอง. ผัสสะใดมีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผัสสะ นั้นเป็นที่ตั้งแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร (คือ เกิดขึ้นแห่งทุกข์) จนตลอดสายทีเดียว. ในทางตรง กันข้าม ผัสสะใดถูกควบคุมไว้ดี อวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ได้ ผัสสะนั้นก็เป็นที่ตั้งแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่าย นิโรธวาร (คือดับไปแห่งทุกข์) จนตลอดสาย อย่าง เดียวกัน. ผัสสะของคนพาล คนโง่ คนหลง คือผัสสะ ที่อวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย; ผัสสะของพระอริยเจ้า หรือของคนมีปัญญา ที่เต็มตามความหมายของการปฏิบัติ
น.31 ๒๗ ข้อนี้ เป็นผัสสะที่ไม่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ; มันจึง เป็นเพียงสักว่าผัสสะ คือการกระทบ ; ไม่มี "ตัวกู" หรือ "ตัวเธอ" เกิดขึ้นมาได้ ; จึงเป็นความดับแห่งทุกข์ อยู่ร่ำไป. นี่แหละคือข้อที่ต้องตั้งข้อสังเกตให้ดี ๆ ให้พบ ความจริงที่ว่า ความเกิดขึ้นหรือความดับไปก็ตามแห่ง อวิชชานั้นจะต้องตั้งต้นเมื่อตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง หรือจมูกได้ดมกลิ่น หรือลิ้นได้รู้รส หรือกายได้รับสัมผัส ทางผิวกาย อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป จึงเป็นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทที่ถูกตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน และ เป็นความรู้ที่อาจใช้ เป็นเครื่องปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ได้. ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว ก็เป็นปฏิจจสมุปบาทที่เพื่อไปตามตัว หนังสือ หรือตามคารมลมปากที่แย่งกันอธิบาย ซึ่งทั้งหมด นั้นใช้ให้เป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ สักนิด เดียวก็ไม่ได้. สรุปความว่า เมื่อเผชิญกันเข้ากับอารมณ์ เช่น รูปกระทบตาเป็นต้น ต้องมีสติสัมปชัญญะนำเอาความ รู้เรื่องสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เข้ามา
น.32 ๒๘ ช่วยให้ทันท่วงที เมื่อสติสัมปชัญญะเกิดแล้ว อวิชชา ก็จักไม่เกิดขึ้นปรุงแต่ง อันจะให้เกิดอำนาจชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า สังขาร ที่ปรุงแต่งวิญญาณธาตุ ให้ปรุงแต่ง นามรูปอันจะเป็นที่ตั้งของอายตนะ ซึ่งมีประสิทธิภาพทำให้ เกิดผัสสะชนิดที่ปรุงให้เกิดเวทนา ชนิดที่ปรุงให้เกิดตัณหา อุปาทาน ภพชาติ และความทุกข์ในที่สุด. ความรู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละเป็นตัว วิชชาที่เป็นตัวทำลายล้างอวิชชาอยู่เสมอไป, ดังนั้น เมื่อมี การกระทบทางตาเป็นต้น ก็ให้มีวิชชาดังกล่าวนี้เกิดขึ้น เท่านั้น ผัสสะนั้นก็จะเป็นเพียงสักว่าผัสสะ และทุกข์ก็จะ ไม่เกิดขึ้น. นี้เรียกว่า การปฏิบัติที่จะต้องปฏิบัติเพื่อเผชิญกัน เข้ากับอารมณ์ มีรูปกระทบตาเป็นต้น ซึ่งเป็นคู่กัน กับการปฏิบัติอีกสายหนึ่ง ซึ่งจะต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำ โดยนัยดังที่กล่าวมาแล้ว. เมื่อมีการปฏิบัติที่เป็นไปได้ ทั้ง ๒ แนว หรือ ๒ สาย ดังนี้แล้ว "ตัวกู - ของกู" ก็ไม่มีโอกาสจะเกิดขึ้น ; และตรงกันข้าม มีแต่จะซูบผอม
น.33 ๒๙ ตายไป เพราะอดอาหาร ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ และขาดสูญสิ้นเชื้อไป ในที่สุด ; เป็นการดับตัณหา อุปาทาน ได้สิ้นเชิง หมดทุกข์โดย ประการทั้งปวงนั่นเอง. เท่าที่มีการบรรยายมาตลอดเวลา ๓๗ ครั้งนี้ เป็นการชี้ให้เห็นลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู - ของกู้" เห็นมูลเหตุแห่งการเกิดขึ้นของมัน ; เห็นสิ่ง ตรงกันข้ามคือ ความเงียบหรือความว่างจากความมี ‘ตัวกู - ของกู" และเห็นวิธีปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงความว่าง จาก "ตัวกู - ของกู" ในฐานะที่เป็นปัญหาสำคัญสำหรับ มนุษยชาติทั้งมวล เพราะว่าความทุกข์ทั้งปวงของสัตว์ ทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในภูมิไหน สูงต่ำอย่างไร ล้วนแต่มี ความทุกข์ เพราะสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู - ของกู" นี้ทั้งนั้น. "ตัวกู - ของกู" นั่นแหละเป็นตัวทุกข์ ดังที่ตรัสว่า "โดยสรุปสั้นที่สุดแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน นั่นแหละเป็นตัวทุกข์." อวิชชาเป็นมูลเหตุให้เกิด " ตัวกู - ของกู" นั่นแหละเป็นมูลเหตุของทุกข์โดยตรง และเป็น
น.34 ๓๐ ต้นเงื่อนอันแรกที่สุด. ดับ "ตัวกู" เพราะดับอวิชชา เสียได้นั่นแหละคือดับทุกข์สิ้นเชิง. การมีชีวิตอยู่อย่าง ถูกต้องทุกลมหายใจเข้า - ออก ทั้งในขณะปรกติไม่มี อารมณ์รบกวน และทั้งในขณะที่เผชิญหน้ากันกับ อารมณ์นั่นแหละคือการปฏิบัติชอบ หรือ ตัวพรหม- จรรย์ในพระพุทธศาสนา ที่จะดับอวิชชาอันเป็นบ่อเกิด แห่ง "ตัวกู - ของกู" เสียได้ อันจะทำให้มนุษยชาติประสบ สันติสุขอันถาวรทั้งภายนอกและภายใน ทั้งส่วนสังคมและ ส่วนปัจเจกชน. ตลอดเวลาที่มนุษย์เราไม่เข้าถึงความจริงข้อนี้ โลกนี้จะยังคงมีวิกฤติการณ์ถาวรระส่ำระสายวุ่นวายไม่มี หยุด อย่างที่ไม่มีใครจะช่วยได้ เพราะเป็นการกระทำที่ ฝืนหลักความจริงของธรรมะ หรือของธรรมชาติ หรือ กล่าวอย่างปุคคลาธิษฐาน ก็ว่า ฝืนพระประสงค์ของพระ เป็นเจ้า นั่นเอง. มันเป็น การต่อสู้กันกับธรรมะ หรือ ธรรมชาติ หรือกับพระเป็นเจ้าก็ตาม ชนิดที่มนุษย์ ไม่มีทางที่จะเอาชนะได้เลย. ฉะนั้น จึงอย่าได้ประมาท
น.35 ๓๑ จงได้พิจารณาดูกันใหม่ ให้มีสัมมาทิฏฐิ หรือความเข้าใจ อย่างถูกต้องจริง ๆ แล้วมาตั้งต้นกันใหม่ด้วยการเดินไป ตามทางที่ถูกต้อง ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ ตลอดถึง ความเชื่อและความคิดเห็น ; ก็จะได้ประสบสิ่งที่ดีที่สุด หรือประเสริฐที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้รับ โดยไม่ต้อง สงสัยเลย. พุทธศาสนามีความมุ่งหมายเพียงเท่านี้ ; ใจความสำคัญของพุทธศาสนาจึงมีอยู่เพียงเท่านี้. ผู้หวังที่ จะเข้าถึงตัวพุทธศาสนาอย่างแท้จริง และหวังจะได้รับ ประโยชน์จากพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ จงพยายามศึกษา และพินิจพิจารณา ด้วยการกระทำที่สุขุมและรอบคอบเถิด จะได้รับประโยชน์ครบถ้วนจากพุทธศาสนา ไม่เสียทีที่ เข้ามาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา โดยไม่ต้องสงสัยเลย.
Buddhadasa