น.13 วันนี้ ปรารภในการที่ได้จัดตั้ง มูลนิธิช่วยเหลือนักเรียนผู้ขาดแคลนแห่งจังหวัดสุราษฎร์ ธานี ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัด สุราษฎร์ธานีเป็นประธานกรรมการ เพื่อส่งเสริมการ- ศึกษาของชาติให้ไพศาลก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป. การกระทำ ถึงปานดังนี้ เป็นการถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ของพุทธบริษัทแห่งพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาที่ มากไปด้วยปัญญาและเมตตา ตามที่องค์สมเด็จพระ- บรม ศาสดาได้ทรงบัญญัติไว้เป็นหลักสำคัญเป็น ๒ ประการด้วยกันดังนี้ คนเราในโลกนี้ ย่อมมีปัญญาเป็นคุณธรรมสำคัญ ในการที่จะขจัดปัญหาหรืออุปสรรคต่าง ๆ ให้หมดสิ้นไป แล้วมีความเจริญรุ่งเรืองได้, แต่แม้กระนั้นก็ตาม เขาผู้ นั้นยังจะต้องเป็นผู้ประกอบไปด้วยเมตตา เป็นส่วนสำคัญ อีกส่วนหนึ่ง ควบคู่กันไปด้วย. ถ้าปราศจากเมตตา เสียแล้ว เขาก็จะเป็นคนเห็นแก่ตัว กลายเป็นคนที่ ไม่น่าดู ไม่งดงามไปเสียอีก ดังพระบาลีพุทธภาษิต ใน สุตตนิบาต ขุททกนิกายที่ได้ยกขึ้นไว้เป็นนิกเขปบทเบื้อง
น.14 ๑๑ ต้นนั้นว่า "อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา" แปลว่า ผู้มี ปัญญาแต่ในประโยชน์แห่งตนนั้น เป็นมนุษย์อสุจิ คือ มนุษย์ ไม่สะอาด หรือมนุษย์สกปรกดังนี้ เพราะฉะนั้นขอให้ผู้ มีปัญญาทุกคน จงได้ระลึกถึงการสงเคราะห์ผู้อื่น ใน ฐานะที่เป็นหน้าที่อันจำเป็นที่จะต้องกระทำอีกอย่างหนึ่ง ด้วย. คนทุกคนที่เกิดมาในโลกแล้ว จะต้องเป็นสมาชิก คนหนึ่ง ๆ ของสมาคมโลก และมีหน้าที่เกิดขึ้นแก่ตนเอง โดย ๓ ทางด้วยกันเป็นอย่างน้อย คือ หน้าที่โดยธรรม- ชาติ ๑, หน้าที่โดยธรรม ๑, และหน้าที่โดยการผูกพัน เพื่อให้เกิดการสัมพันธ์กันมากขึ้น ๑, ดังนี้. หน้าที่เหล่านี้ มีอยู่อย่างไม่มีทางที่จะให้คนใดหลีกเลี่ยงได้ ผู้ใดหลีก เลี่ยงแล้ว ผู้นั้นย่อมจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ หรือ สิทธิแห่งความเป็นสมาชิกของสมาคมโลกนั่นเอง โดยไม่ ต้องมีใครถอดถอน หากแต่กรรมของผู้นั้นเอง จะเป็น ผู้ถอดถอนเขาเอง. แม้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ ก็จะเหมือนกับ คนที่ตายแล้ว เพราะว่าเขาเป็นผู้ประมาทอย่างหลับหู หลับตา สมดังพระพุทธภาษิตว่า "เย ปมตฺตา ยถามตา"
น.15 ๑๒ แปลว่า ชนเหล่าใดประมาทแล้ว ชนเหล่านั้นย่อมเป็นเหมือน บุคคลผู้ตายแล้ว ดังนี้. บัดนี้จะได้กล่าวถึงหน้าที่ทั้ง ๓ อย่างนั้น เป็น ลำดับไปทีละอย่าง. สำหรับหน้าที่ประเภทที่หนึ่ง ที่เกิดขึ้นแก่เรา โดยธรรมชาตินั้น ที่เห็นได้โดยง่าย เช่นเราจะต้องหา อาหารเลี้ยงชีวิต ต้องบริหารร่างกาย ต้องป้องกันแก้ไข ความเจ็บไข้ ทั้งต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นอีกมากมายเกี่ยวกับ การนี้ ทำให้ทุกคนต้องมีการศึกษาฝึกฝนสติปัญญาความ สามารถ แล้วพร้อมเพรียงกันในการช่วยเหลือกันแก้ไข ปัญหาและอุปสรรคนั้น ๆ ให้หมดไป “แล้วอยู่กันเป็น สังคมที่มีความผาสุก และมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นเบื้อง หน้า สมตามพระพุทธภาษิตว่า "สมคฺคานํ ตโป สุโข" แปลว่า ความพากเพียรของบุคคลผู้พร้อมเพรียงกันเป็นหมู่ ย่อมให้เกิดความสุข ดังนี้. เพื่อให้สำเร็จประโยชน์อย่างถูกต้อง และสม- บูรณ์ตามนี้ ในเบื้องต้นเราจะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและ กันให้มีการศึกษา ให้เป็นโลกของมนุษย์ที่มีการศึกษา
น.16 ๑๓ อย่างแพร่หลายทั่วถึง ด้วยการเสียสละของเราทั้งโดย กำลังกาย โดยกำลังทรัพย์ โดยกำลังปัญญา และกำลัง แห่งความสามัคคี ดังกล่าวแล้วนั้นทุกประการ. ถ้า ผิด จากนี้ไปแล้ว ธรรมชาติจะลงโทษเราผู้เป็นมนุษย์ ให้มีความทุกข์ยากลำบาก อุตลุดไม่น่าดู ไม่สมควรแก่ นามว่า "มนุษย์" เลย. ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่เกี่ยวกับทาง วัตถุหรืองทางกายเป็นส่วนใหญ่ นับว่าเป็นหน้าที่ประ- เภทต้นหรือประเภทแรก. สำหรับหน้าที่ประเภทที่สอง ที่เกิดขึ้นโดย ธรรมนั้น เป็นเรื่องทางจิตใจหรือทางวิญญาณเป็นส่วน สำคัญ ท่านทั้งหลายลองคิดดูให้ดีเถิด คนเรามิได้มีเพียง ร่างกายแต่ส่วนเดียว ยังมีส่วนที่เป็นจิตใจอีกส่วนหนึ่ง ต่างหากด้วย. แม้ร่างกายจะมีอาหารและสิ่งอุปโภคอื่นๆ สมบูรณ์แล้ว แต่จิตใจก็ยังเป็นทุกข์เดือดร้อนอยู่ด้วย การขาดอาหารในทางวิญญาณ คือขาดอาหารแห่งความ สะอาด ความสว่าง และความสงบของจิตนั่นเอง. รูป ร่างเนื้อตัวดูสะสวย ส่วนข้างในมีแต่ความสกปรกมืดมัว และเร่าร้อน เพราะความโลภ ความโกรธ และความ
น.17 ๑๔ หลง อันเกิดมาจากความเห็นแก่ตัว หรือมีความยึดมั่น ถือมั่นในเรื่องตัวกู-ของกู มากเกินไปนั่นเอง. แม้จะมี ความร่ำรวยสะสวย หรืออำนาจวาสนาเพียงไร ก็ย่อมมี อาการเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น อยู่ภายในจิต ไม่สร่างซา ดังนั้นเราจึงมีหน้าที่ที่จะต้องมีการศึกษาให้ก้าวหน้าไปใน ทางธรรม มีสติปัญญาในทางธรรม มีความเคารพหนัก แน่นในพระธรรม มีความซื่อตรงต่อพระธรรม เห็นแก่ พระธรรมยิ่งกว่าเห็นแก่ชีวิตหรือสิ่งใด ประพฤติหน้าที่ ทุก ๆ อย่าง เพื่อเห็นแก่พระธรรม โดยมิได้เห็นแก่ สิ่งใด สมดังพระพุทธภาษิตที่ได้ตรัสไว้ว่า "ธมฺมํ สุจริตํ จเร" แปลว่า จงประพฤติธรรมให้สุจริต ดังนี้แล้ว ย่อม ทำลายความเห็นแก่ตัว แล้วก็อาจจะเห็นแก่ผู้อื่นได้โดย ไม่ยากเลย และจะสามารถช่วยกันสร้างสรรค์ความสามัคคี ให้เป็นปึกแผ่นได้ เพราะคุณธรรม คือความไม่เห็นแก่ตัว นั่นเอง. สำหรับหน้าที่ประเภทที่สาม ที่เกิดขึ้นโดย ความผูกพันแก่กันและกันในทางสังคมนั้น คือหน้าที่ทาง การทดแทนบุญคุณซึ่งกันและกันเป็นส่วนใหญ่. ความ
น.18 ๑๕ ผูกพันกัน เพื่อความร่วมมือกันหาทางเอาเปรียบผู้อื่นโดย การปล้นสดมภ์เอาประโยชน์ของฝ่ายอื่นมาแบ่งปันกันนั้น หาใช่หน้าที่ในข้อนี้ไม่. หน้าที่อันแท้จริงในที่นี้ เกิดมา จากจิตใจที่ไม่เห็นแก่ตัว. ผู้ที่มีจิตใจปรกติ ไม่โง่เขลางม- งาย ย่อมจะยอมรับว่า เรามีชีวิตอยู่ในโลกคนเดียวไม่ ได้ ทุกคนในโลกมีประโยชน์เกื้อกูลแก่กันและกัน มีบุญคุณแก่กันและกัน ไม่ว่าจะเป็นคนยากจนหรือ คนมั่งมี. ดังนั้นจะต้องรักใคร่สามัคคี และสงเคราะห์ คนขาดแคลนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ เพื่อจะมี ความสมดุลย์ระหว่างบุคคล แล้วก็จะมีความสุขเสมอกัน ทั้งโลก ทำมนุษย์ทั้งโลกให้เป็นเสมือนบุคคลคนเดียว กัน. นี่แหละ คือหน้าที่ที่สมาชิกสังคมโลกหรือพลโลก ทุกคน จะต้องกระทำมิฉะนั้นแล้วก็จะไม่มีความเหมาะสม ที่จะอยู่ในโลกต่อไปอีกเลย. ขืนอยู่ไป ก็รังแต่จะถูกบาป กรรมกระทำให้เหมือหมกไหม้อยู่ในนรก ภายใต้โลกนี้ เท่านั้นเอง. คนชนิดนี้เรียกกันว่าคนรกโลก ท่านสอน กันไว้ว่า "น สิยา โลกวฒฺฑโน" แปลว่า อย่าเป็นคนรก
น.19 ๑๖ โลก ดังนี้. ข้อนี้หมายความว่า ให้คนแต่ละคนมีหน้า ที่ทำตนให้เป็นประโยชน์แก่กันและกัน จนดูคล้าย กับว่าเป็นคน ๆ เดียวกัน เสมอไป. หน้าที่ทั้งหมดตามที่กล่าวมานี้ สรุปได้เป็น ๓ อย่างคือ - หน้าที่โดยธรรมชาติ หนึ่ง, - หน้าที่โดยธรรม หนึ่ง, และ - หน้าที่โดยความผูกพันที่เกิดขึ้นใหม่ หนึ่ง, ดังนี้ หน้าที่แต่ละอย่าง ๆ เหล่านี้ จัดเป็นหน้าที่อัน บุคคลจะพึงกระทำต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อเพื่อน ฝูงและเพื่อนบ้าน ต่อประเทศชาติ และต่อโลกเป็นส่วน รวม เป็นที่สุด. แต่ถึงอย่างนั้นก็มิได้มีความหมายที่สูง ไปกว่าหน้าที่อันจะพึง กระทำต่อบุคคล ที่กำลังขาดแคลน หรือกำลังมีความทุกข์. ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่า ถ้ายังมีคน ที่ยังขาดแคลนอยู่ ก็ย่อมหมายความว่ายังไม่มีความ สมดุลย์ในหมู่คนเหล่านั้น. เมื่อยังไม่มีความสมดุลย์ ก็หมายความว่าจะ ต้องมีความ ระส่ำระสายขึ้น เป็น หลาย
น.20 ๑๗ อย่างหลายประการ เป็นต้นว่าจะเต็มไปด้วยความไม่สงบ เรียบร้อยบ้าง ขัดขวางแก่กันและกันโดยไม่เจตนาบ้าง หรือเบียดเบียนกันโดยเจตนาบ้าง ด้วยอำนาจแห่งความ ไม่สมดุลย์นั้น โดยไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้. แม้ลัทธิ การเมืองที่ กำลังเป็น ปัญหา ของโลกใน ยุคปัจจุบันนี้ เช่นลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นต้น ก็ล้วนแต่ เกิดมาจากความไม่สมดุลย์ในหมู่มนุษย์ในลักษณะที่กล่าว แล้วนั่นเอง. เมื่อคนยากจนขาดแคลน ทนอยู่ไม่ได้ ก็ ย่อมหาทางทำลายคนมั่งมี โดยไม่คำนึงถึงความเป็น ธรรม จึงย่อมก่อให้เกิดความไม่สมดุลย์อย่างอื่น ๆ ติด ตามมาอีก เช่นการทำสงครามยืดเยื้อกันเป็นต้น. ความ เมตตาอารีสงเคราะห์กันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แก่บุคคลที่กำลังขาดแคลน หรือกำลังมีความทุกข์เท่า นั้น ที่จะช่วยให้โลกเราเกิดความสงบสุข ส่วนความใจจืด ดูดาย ซึ่งกันและกันนั้น ย่อมทำ ให้โลกล่มจมไปทีละน้อย ๆ อย่างชื่นตา. สมดังบาลีมหา สมณะภาษิตว่า "อรติ โลกนาสิกา" ซึ่งแปลว่า ความไม่
น.21 ๑๘ ยินดีแก่กันและกัน เป็นเครื่องทำโลกให้ฉิบหาย ดังนี้ นับ ว่าเป็นสิ่งที่ควรสังวรไว้เป็นอย่างยิ่ง. เกี่ยวกับข้อนี้ เราควรจะระลึกนึกถึงบุคคลอีกประ เภทหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่า "พระโพธิสัตว์" ในพระพุทธ ศาสนา พระโพธิสัตว์ คือผู้ที่ยอมเสียสละประโยชน์ หรือ ความสุขส่วนตน ที่ตนจะพึงได้ หรือได้โดยเร็วเพื่อไป ช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์เสียก่อน แล้วจึงจะนึกถึง ประโยชน์ตน หรืออาจจะไม่นึกถึงเสียเลยก็ได้. ในพุทธ ศาสนาอย่างนิกายมหายาน มีหลักเกณฑ์ที่ถือกันอยู่ว่า พระโพธิสัตว์จะต้องสมาทานศีล มีใจความว่า เราจะตั้ง หน้าตั้งตาช่วย มนุษย์ที่ตกอยู่ในกองทุกข์คนสุดท้าย เสียก่อน แล้วจึงจะยอมเข้าสู่พระนิพพาน. พระ โพธิสัตว์จะไม่ยอมเข้านิพพานในเมื่อยังมีสัตว์ที่ตกอยู่ใน กองทุกข์เหลืออยู่ในโลกนี้ แม้แต่เพียงคนเดียว. ข้อนี้ หมายความว่า พระโพธิสัตว์จะยอมทนลำบากในการช่วย เหลือผู้อื่น โดยไม่นึกถึงการนิพพานของตนนั่นเอง. นี้ คืออุดมคติสูงสุดของการช่วยเหลือผู้อื่น หรือช่วยเพื่อน
น.22 ๑๕ มนุษย์ที่กำลังขาดแคลน ดังที่กำลังเป็นปัญหายุ่งยากของ โลกในยุคปัจจุบัน. ข้อนี้มีอรรถาธิบายอันลึกซึ้งลงไปอีกว่า พระ โพธิสัตว์ ได้ถือเอาการช่วยเหลือผู้อื่นนั้นเอง เป็น ความสุขหรือเป็นประโยชน์สุขอันสูงสุดของตน . หา ได้ละเลยประโยชน์ของตนแต่ประการใดไม่. ถ้าหากในโลก นี้มีแต่บุคคลที่มีจิตใจอย่างนี้แล้ว โลกจะมีความสงบสุข สักเท่าไร เป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายอาจจะคำนวณดูได้โดย ถูกต้องด้วยตนเอง โดยไม่ยากเลย ผู้แสวงหาความสุข ใส่ตน ด้วยการช่วยเหลือผู้อื่นให้มีความสุขนี้ เป็นสิ่งที่ เข้าใจได้ยากสำหรับคนธรรมดาสามัญทั่วไป ซึ่งมักจะมี แต่ความเห็นแก่ตัว สมกับพระบาลีที่มีอยู่ว่า "สตํ ธมฺโม ทุรนฺวโย" แปลว่า ธรรมะของสัตบุรุษนั้น คนทั่วไปเข้าใจ ได้ยาก ดังนี้. การช่วยเหลือบุคคลผู้ขาดแคลน นับรวมอยู่ใน ธรรมของสัตบุรุษข้อนี้ ขอท่านทั้งหลายอย่าได้มองข้าม ไปเสียเลย. คนที่กำลังขาดแคลนนั้นแหละ คือบุคคล ที่คนทุกคนในโลกควรจะให้ความสนใจ และช่วย
น.23 ๒๐ กันแก้ไขความขาดแคลนของเขา มิฉะนั้นแล้ว โลก นี้จะระส่ำระสาย ไม่มีทางที่จะผาสุกสนุกสบายได้ เพราะ ว่าธรรมชาติหรือกฎ ของธรรมชาติ มันเป็นอย่างนี้เอง. หรือแม้จะ กล่าวว่าพระเป็นเจ้าได้กำหนดไว้อย่างตายตัว เช่นนั้นเอง ก็ยังได้ ความหมายก็ยังคงเป็นอย่างเดียวกัน. สำหรับความขาดแคลนนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่ประ- หลาดอย่างยิ่งอยู่อย่างหนึ่ง ในข้อที่ว่าทุกคน ยังรู้สึกว่า ตนยังต้องการอะไร หรือยังขาดแคลนอะไรอยู่อย่างหนึ่ง เสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังรู้สึกว่าตนขาดแคลนความ ร่ำรวย แม้จะเป็นมหาเศรษฐีแล้ว ก็ยังรู้สึกว่าตนยัง ขาดแคลนความร่ำรวยอยู่นั่นเอง อยู่เป็นนิจ. สมตาม พระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ในมารสังยุต สังยุตตนิกายว่า" "ปพฺพตสฺส สุวณฺณสฺส ชาตรูปสฺส เกวลา ทฺวิธา ว นาล เมกสฺส อิติวิทฺธา สมญฺจเร" แปลว่า แม้ภูเขาจะกลายเป็น ทองคำไปทั้งลูก-ทั้งลูก ตั้ง 2 ลูก มันก็ยังไม่พอแก่ความต้อง การของบุคคลแม้เพียงคนเดียว : ผู้ใดรู้อย่างนี้แล้ว พึงประ- พฤติตนให้พอเหมาะ-พอสมเถิด ดังนี้. ความขาดแคลน ชนิดนี้เป็นความขาดแคลนผิดปกติ หรืออุตริวิตถาร
น.24 ๒๑ เป็นความไม่รู้จักอิ่มจักพอในทางวิญญาณ ทั้งที่ตนเองมี วัตถุเหลือเพื่อ ; เป็นความขาดแคลนอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ด้วยอำนาจ การครอบงำ ของความเข้าใจผิด หรืออวิชชา นำมาซึ่งความลามกทางจิตใจ ดังมีพระบาลีในภิกษุณี วิภังค์ วินัยปิฎก ปรากฏอยู่ว่า "อติโลโภ หิ ปาปโก" แปลว่า ความโลภที่เกินไปนั้นเป็นสิ่งที่ลามก ดังนี้. บุคคลที่ไม่รู้จักอิ่มจักพอ ชนิดนี้ เป็นคนขาด แคลนทางวิญญาณ ถูกจัดไว้ว่าเป็นคนพาล ไม่รู้จักการ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ชักชวนใครในการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ ยกย่องสรรเสริญความเมตตาปราณี ดังพระพุทธภาษิต ที่ยกมาเป็นนิกเขปบทข้อที่สองว่า "พาลาหเว นปฺสํสนฺติ ทาน" แปลว่า คนพาลย่อมไม่สรรเสริญการให้ทานโว้ย ! ดังนี้. ข้อนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายจะพึงตั้งข้อสังเกต ไว้ให้เป็นอย่างดี. สำหรับความขาดแคลนที่แท้จริงนั้น คือการที่ คนบางคน ตกอยู่ในฐานะขาดแคลนวัตถุปัจจัยเครื่อง ยังชีพขาดความรู้ความสามารถในการช่วยตนเอง เพราะ ขาดการศึกษาที่ถูกต้องและเพียงพอ. ความขาดแคลน
น.25 ๒๒ ชนิดนี้มีทางมาจากต้นเหตุ 2 ประการ คือความโง่ของ เขาเอง และความเขลาของบิดามารดาของเขา ในการ ที่มิได้ให้การศึกษาที่ถูกต้องและเพียงพอแก่เขา ดังที่ กล่าวมาแล้วนั้น. แต่ว่า โชคร้ายของเขาเหล่านั้น อาจจะเปลี่ยน เป็นโชคดีได้ ในเมื่อเขาได้รับความช่วยเหลือจากเราผู้ นิยมความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่. เราอาจจะช่วยเหลือให้เขา หายโง่ ด้วยการช่วยกันให้การศึกษาที่จำเป็นและเพียง พอแก่เขา ทั้งเป็นการช่วยเปลื้องบาปกรรมที่พ่อแม่ผู้มี ความเขลาของเขาได้ทำไว้ให้เขาโดยไม่รู้สึกตัว พร้อมกัน ไปในคราวเดียวกัน. แต่ในกรณีทั่ว ๆ ไปนั้น มักจะเกิดมาจากการ ที่บิดามารดาของเขาก็เป็นผู้ขาดแคลนมาแต่เดิม ดังนั้น การช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ขาดแคลนในกรณีเช่นนี้ นับ ว่าเป็นการช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลก หรือเพื่อนร่วมการ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน อย่างมีขอบเขตอันกว้างขวาง เพราะการทนไม่ได้ของเรา ในเมื่อเราอยู่ในวิสัยที่จะช่วย เหลือเขาได้ สมดังพระมหาสมณะภาษิตที่มีว่า "มหาปุ
น.26 ๒๓ ริสสฺส ลฺกฺขณํ กรุณาสโห" แปลว่า อัธยาศัยที่ทนอยู่ไม่ได้ เพราะความกรุณานั้น เป็นลักษณะของมหาบุรุษ ดังนี้. ถ้าคิดดูให้ดีอีกทางหนึ่ง เราจะมองเห็นว่า เมื่อ มีผู้ใดมีความขาดแคลนอยู่จริง ๆ นั่นแหละมันเป็น โอกาสดี ที่เราจะได้บุญ. ถ้าไม่มีใครในโลกนี้มีความ ขาดแคลน เราก็หมดโอกาสที่จะได้บุญ. คิดดูเถิดการที่ เราถวาย จตุปัจจัยแก่ทักขิเณยยบุคคลในพระพุทธศาสนา กล่าวคือพระภิกษุสงฆ์อยู่เป็นประจำนั้น ก็เพราะว่าท่าน ขาดแคลนจตุปัจจัยเครื่องยังชีพ โดยที่ท่านไปมัวศึกษา เล่าเรียนหรือสั่งสอนผู้อื่น อันเป็นการสืบอายุพระ- ศาสนาเสีย จนหมดเวลา, เราจึงมีโอกาสช่วยเหลือการ สืบอายุพระศาสนาของท่าน ทำให้ท่านกลายเป็นเนื้อนา บุญ เราก็ร่ำรวยด้วยบุญ ดังนี้ได้ ก็เพราะการขาดแคลน วัตถุปัจจัยในส่วนตัวท่านเหล่านั้นเอง. ดังนั้นเราควรถือ เสียว่าความขาดแคลนของเพื่อนมนุษย์นั่นแหละ เป็นที่ ตั้งที่อาศัยของบุญ ในหมู่พุทธบริษัทผู้ไม่มีความเห็นแก่ ตัว. การช่วยเหลือผู้อื่นนั้น จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ ในฐานะที่เป็นหน้าที่โดยตรง ของผู้ที่เกิดมาเป็น
น.27 ๒๔ มนุษย์. ดังพระบาลีที่มีอยู่ว่า "ทเทยฺย ปุริโส ทานํ" แปลว่า เป็นคนควรให้ทาน ดังนี้ ดังที่ได้ยกขึ้นไว้เป็นนิก เขปบทข้อที่สามข้างต้นนั้นแล้ว. ข้อนี้หมายไปถึงคนทั่วไป มิได้จำกัดอยู่แต่ใน ขอบเขตของพุทธบริษัท และพุทธบริษัทก็ไม่ควรจะ ล้าหลังใครในเรื่องนี้. ประวัติศาสตร์แห่งชนชาติไทย แม้จะต้องต่อสู้รอบด้านเพียงใด ในใจก็ยังเต็มไปด้วยการ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่. ถ้าเราจะถือกันว่าความยากจนขัด สนขาดแคลน นี้นับว่าเป็นโชคร้ายที่สุด หรือเป็น โชคร้าย พื้น ฐานอย่างน่า เวทนา สงสาร ที่สุด ของ- มนุษย์แล้ว เราก็จะต้องไม่เฉยเมยต่อคนที่ยังขาด แคลน, ในทางตรงกันข้าม เรากลับจะรู้สึกอยากและ ยินดีในการช่วยเหลือผู้อื่น แล้วร่วมมือกระทำกันให้ สนุกสนาน เหมือนการจัดตั้ง มูลนิธิช่วยเหลือนักเรียน ผู้ขาดแคลน แห่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในพระบรมราชู- ปถัมภ์นี้ ในบัดนี้ ที่กำลังเปิดโอกาสให้ผู้มีใจบุญทั้งหลาย ได้ร่วมมือหรือสมทบทุนได้ โดยตลอดไป๋ ไม่จำกัดเวลา หรือฐานะแห่งบุคคล ; นับว่าเป็นสิ่งที่เป็นความเพลิด
น.28 ๒๕ เพลินในการบำเพ็ญกุศล ตามทางแห่งพระพุทธศาสนา ที่สามารถ จะกำจัด อุปัทวะ ทั้งหลายในโลกนี้ให้หมดไป ด้วยความร่าเริงยินดี. สมตามพระบาลีที่ว่า "สนฺโต สตฺต- หิเต รตา" แปลว่า สัตบุรุษทั้งหลาย เป็นผู้ยินดีแล้วในการ เกื้อกูลแก่สัตว์โลก ดังนี้ ดังที่ได้ยกขึ้นไว้เป็นนิกเขป บทข้างต้นเป็นข้อที่สี่ นั่นเอง. ขอกล่าวทบทวนต่อท่านสาธุชนทั้งหลายไว้ในที่ นี้อีกครั้งหนึ่งว่า ความขาดแคลนมี่อยู่ที่ไหน มันก็ เป็นโอกาสที่เราจะได้บุญที่นั้น ถ้าไม่มีใครที่ขาดแคลน เราก็ไม่มีโอกาสที่จะได้กุศลโดยง่ายดาย เหมือนอย่างที่ กล่าวนี้เลย. คนที่มีความขาดแคลน หรือมีโชคร้าย เพราะความขาดแคลนนี้ ควรแก่การเห็นใจ และ ทนอยู่ไม่ได้ ต้องช่วยเหลือ ของผู้ที่ได้พบเห็น. เมื่อได้พิจารณาดูให้ดี ให้ลึกซึ้งแล้ว จะเห็นได้ ว่าไม่มีใครที่จะมีโชคร้ายอย่างลึกซึ้ง เท่ากับเด็กนักเรียน ที่ขาดแคลน. อนาคตของเด็กเหล่านี้กำลังมืดมน ความมืดมนนั้นเป็นอันตรายแก่สังคมยิ่งกว่าที่จะเป็น อันตรายแก่ตัวเขาเองโดยเฉพาะ เขาจะเบียดเบียน
น.29 ๒๖ ตนเองและผู้อื่นอย่างไม่รู้สิ้นสุด. จนกว่าเขาจะตาย ไป อย่างน่าเวทนา ชนิดที่เรียกได้ว่าศพของเขานั้น แม้ แต่สุนัขก็ไม่กิน ดังนี้. ยังมีที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นก็คือ ลูกหลานพืชพันธุ์ ที่เกิดมาจากบุคคลประเภทนี้ มีแต่จะเป็นพืชพันธุ์ ที่มีความโง่เขลาติด มา แล้ว มากเกินไปในสันดาน หรือในอุปนิสัย ซึ่งจะเป็นการยากแก่การอบรมสั่งสอน ยิ่งขึ้นทุกที; เป็นการ เพิ่มพูนความยุ่งยากลำบากให้แก่ หมู่มนุษย์ในอนาคต ที่จะพัฒนาโลกให้เจริญ ทั้งทางด้าน วัตถุและทางวิญญาณ แล้วโลกนี้ก็จะกลายเป็นโลกของคน อันธพาลมากขึ้น โดยไม่จำเป็น, เมื่อมากไปด้วยแต่คนโง่ หรือคนอันธพาลแล้ว สิ่งที่เรียกว่าความลามก หรือบาป ก็จะยิ่งหนาแน่นขึ้น ในโลกนานาชนิด สมดังพระพุทธภาษิตที่มีอยู่ว่า "ปา- ปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ โมหา" แปลว่า คนทั้งหลายทำบาป ทั้งหลาย เพราะความโง่คือโมหะ ดังนี้. เพราะฉะนั้นขอ ให้ท่านสาธุชนทั้งหลาย จงได้เห็นแก่เด็ก ๆ ตาดำ ๆ บางจำพวก ที่กำลังเป็นนักเรียนที่ขาดแคลน ในครอบ
น.30 ๒๗ ครัวที่ขาดแคลน ขาดวัตถุปัจจัยที่จำเป็นในการศึกษา เล่าเรียน ด้วยกันจงทุกท่านเถิด. เพราะว่า เขาเป็น บุคคลที่กำลังมีโชคร้าย แล้วจะร้ายยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยไม่รู้สึก แต่มันก็อยู่ในวิสัยที่ท่านทั้งหลายทุก คนสามารถช่วยป้องกัน หรือแก้ไขได้โดยแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเพราะกรรมแต่หนหลัง หรือจะเป็นเพราะ ความโง่เขลาของเขาในปัจจุบันนี้ก็ตาม. การสงเคราะห์ นักเรียนผู้ขาดแคลนให้สามารถได้รับการศึกษา เท่าที่ จำเป็นแก่ชีวิตของเขา ให้เป็นผลสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี นั้น เมื่อกล่าวโดยที่แท้แล้ว ก็เป็นการให้ทานธรรม อย่างหนึ่งนั่นเอง. การให้ธรรมเป็นทานนั้น คือการให้ความรู้ ที่สามารถทำผู้ได้รับให้สามารถช่วยเหลือตนเอง จน รอดพ้นจากความทุกข์ได้ และเป็นความสว่างไสวทาง วิญญาณทำชีวิตนี้ให้ตื่นจากหลับ และเบิกบาน ไม่มี ความงัวเงียด้วยอวิชชา. การกระทำนี้เป็นความมุ่งหมาย ของพระพุทธศาสนาโดยตรง.
น.31 ๒๘ จงพิจารณาดูให้ดีต่อไปอีกชั้นหนึ่ง จะเห็นได้ต่อ ไปอีกว่า แม้ว่าเราจะสงเคราะห์นักเรียนยากจนขัดสน ด้วยสิ่งของที่เป็นวัตถุ เช่น เครื่องนุ่งห่ม แบบเรียน เครื่องเขียน หยูกยาเป็นต้น ซึ่งเป็นวัตถุ แต่สิ่งเหล่า นั้นทั้งหมด มีผลโดยตรงทำให้เด็กประสบความสำเร็จ ในการเรียน มีความรู้ มีความสว่างไสวทางจิตใจ และ เอาตัวรอดได้ในที่สุด เพราะความรู้อันเป็นพื้นฐานที่ดี และเพียงพอนั่นเอง. การให้วัตถุในลักษณะเช่นนี้หาใช่ เป็นอามิสทานไม่ หากแต่เป็นธรรมทาน อยู่ในตัวมัน เอง. ผู้ให้ ย่อมได้ชื่อว่าให้สิ่งสูงสุดใน บรรดาสิ่งที่ ควรให้ ต้องตามพระพุทธภาษิตเทศนานัย ที่ดังก้อง แก่โสตประสาทของพุทธบริษัททุกคนอยู่แล้วว่า "สพฺพ ทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" แปลว่า การให้ธรรม เป็นทาน เป็นการให้ที่ชนะเหนือการให้ทั้งปวง ดังนี้. โชคดี จะไม่เกิดมีแก่เรา ถ้าเราเฉยเมยต่อ คนโชคร้าย เพราะใจจืดและดูดาย นั่นเป็นการแสดง อยู่แล้วว่าเป็นจิตใจที่ปราศจากความเมตตากรุณา ไม่ ประกอบด้วยธรรม ไม่รู้จักหรือไม่รับรู้ต่อหน้าที่ในทาง
น.32 ๒๙ สังคม ก็มีแต่ความเห็นแก่ตัวอย่างเดียว. พระเป็นเจ้า จะไม่กรุณาเรา ถ้าเราไม่กรุณาคนโชคร้าย ซึ่งพระ เจ้ามีไว้สำหรับทดสอบน้ำใจของเรา ว่าประกอบอยู่ ด้วยธรรมหรือหาไม่. พระเป็นเจ้าที่แท้นั้น ก็คือพระธรรมเจ้านั่นเอง ถ้าเราไม่ประพฤติตาม ธรรม หรือตาม พระ ประสงค์ของ พระเจ้าแล้วไซร้ นั่นแหละคือการลบหลู่พระธรรม หรือ เยียบย่ำพระธรรม. เมื่อเป็นดังนี้แล้ว พระธรรมกล่าว คือกฎแห่งกรรม ก็จะลงโทษเรา ราวกับว่าตบหน้าเรา เอาทีเดียว. ทรัพย์สมบัติ หรือเพื่อนฝูง หรืออะไร ๆ ของเรา ก็ช่วยเราไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ใช้ทรัพย์สมบัติ หรือสิ่งเหล่านั้น ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของพระธรรม กล่าวคือช่วยเหลือเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันนั่นเอง. เกี่ยวกับข้อนี้ พระบาลีมีอยู่ว่า “น มิยฺยมานํ ธนมนฺเวติ กิญฺจิ" แปลว่า เมื่อชนทั้งหลายตายไป ทรัพย์ สมบัติใด ๆ สักนิดหนึ่ง ก็มิได้ติดตามเขาไป ดังนี้. เพราะ ฉะนั้นเราจะเปลี่ยนแปลงทรัพย์สมบัติเหล่านี้ ให้กลาย เป็นบุญกุศลที่สามารถติดตามตนไปได้ในทุก ๆ ภพ ให้
น.33 ๓๐ เป็นคนโชคดี มีความสุข ในทุก ๆ ภพ ตามความประ- สงค์ทุกประการ. ขอท่านสาธุชนทั้งหลาย จงได้กระทำ การอธิษฐานในข้อนี้ให้แน่นแฟ้นมีความตั้งใจหนักแน่น ในการที่จะสงเคราะห์บุคคลผู้ขาดแคลน ไม่เลือกหน้า ตามกำลังทรัพย์หรือกำลังปัญญา กำลังอำนาจวาสนาของ ฅน ๆ จงทุก ๆ คนเถิด. การสงเคราะห์ผู้อื่นนั้น มีหลัก ในทางธรรมะว่า เราเลือกช่วยให้ถูกต้องตามเหตุผลที่ เห็นว่าควรช่วย และเท่าที่เราสามารถจะช่วย หรือจะ ขวนขวายชักชวนให้ร่วมมือกันทำการช่วย ใ นรูปงานที่ ไพศาลและมั่นคง. การ สงเคราะห์ นักเรียน ผู้ขาดแคลน ตาม วัตถุ ประสงค์ของมูลนิธิดังกล่าวข้างต้น ก็อยู่ในขอบเขตแห่ง เหตุผลดังกล่าวนี้ และท่านสาธุชนทั้งหลายก็อยู่ในฐานะ ที่ควรช่วย และอาจจะช่วยได้โดยแท้จริง ด้วยความ พร้อมเพรียงกันในการสบทบทุนแห่งมูลนิธินั้น ที่จัดขึ้น เพื่อสงเคราะห์นักเรียนประเภทนี้. เป็นการช่วยที่เป็น หลักฐานมั่นคงดี ตลอดกาลยืดยาวนาน ตามหลักการ ของมูลนิธิ คือใช้แต่ดอกผล ไม่มีการทำลายต้นทุน มี
น.34 ๓๑ แต่จะสมทบให้เพิ่มพูนยิ่ง ๆ ขึ้นไป เรียกได้ว่าเป็นบุญนิ ธิกล่าวคือ ขุมทรัพย์ที่ ให้เกิดบุญ แก่บุคคลนั้น ๆ จน ตลอดกัลปาวสาน ไม่มีอันตรายใด ๆ มาพ้องพานแก่ บุญนิธินั้นได้ สมดังพระพุทธวัจนะเทศนานัยที่มีอยู่ว่า "ปุญฺญํ โจเรหิ ทูหรํ" แปลว่า บุญ เป็นสิ่งที่โจรปล้นได้แสน ยาก คือไม่สามารถจะปล้นได้เลย ดังนี้เป็นอาทิ สาธโว ดูก่อน ท่านสาธุชนทั้งหลาย ข้อความ ตามที่ได้บรรยายมาโดยพิศดารทั้งหมดนี้ ย่อมเป็นการ แสดงให้ท่านทั้งหลายเห็นได้ด้วยดี ว่าผู้ที่มีปัญญาแต่ใน เรื่องประโยชน์ของตน โดยไม่เห็นแก่อิฏฐผลของผู้อื่น เสียเลยนั้น เป็นคนไม่สะอาด. พวกคนพาลคนเขลาเท่า นั้น ที่ไม่ยินดีในการให้ทาน ไม่สรรเสริญทานไม่ชักชวน ในการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ในฐานะที่เป็นหน้าที่ที่ทุกคนจัก ต้องช่วยเหลือกัน. ส่วนพวกสัตบุรุษนั้น ย่อมยินดีใน การเกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ โดยเฉพาะแก่บุคคลผู้กำลังขาด แคลน อยู่ในภาวะที่ควรสงสาร. ทั้งหมดนี้ ตรงตามพระพุทธภาษิตบรรหาร ที่ ได้ยกขึ้นไว้เป็นนิกเขปบทเบื้องต้น ครบถ้วนทั้ง ๔ หัวข้อ ด้วยกัน นั้นว่า :
น.35 ๓๒ -อตฺตฺตฺถปญฺญา อสุจิ มนุสสา -ผู้มีปัญญาแต่ในประโยชน์แห่งตน เป็นบุคคล ที่ไม่สะอาด. - พาลา หเว นฺปสํสนฺติ ทานํ -บุคคลผู้เป็นพาล ย่อมไม่สรรเสริญการให้ทานเลย. - ทเทยฺย ปุริโส ทานํ -เกิดมาเป็นคนแล้ว ควรมีการบำเพ็ญทาน -สนฺโต สตฺตหิเต รตา -สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมชื่นชมยินดีในการเกื้อกูล สัตว์ ดังนี้. มีอรรถาธิบายดังที่ได้วิสัชนามา โดยสมควรแก่เวลา, เอวัง ก็มี ด้วยประการฉะนี้.
น.36 ถ้าท่านต้องการรู้หลักพุทธศาสนาที่แท้จริง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ดับทุกข์ ดับกิเลส ในชีวิตประจำวัน เชิญอ่านหนังสือต่อไปนี้. เอกสารชุดมองด้านใน ของท่านพุทธทาสภิกขุ ๑. ภาษาคน-ภาษาธรรม (มีฉบับภาษาอังกฤษ) ๒. ภัยของพุทธศาสนา (วิปัสสนาตำน้ำพริก) ๓. เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์. ๔. เกิดมาทำไม ? (ตอน ๑-๒) (มีฉบับภาษาอังกฤษ) ๕. เกิดมาทำไม ?. (ตอน ๓-๔-๕) ๖. เรามากินเวลากันเถิด. ๗. ทำบุญสามแบบ. ๘. ทางรอด ๕ ประการ. (วิมุตตายตนะ) ๙. ระวังว่างอันธพาล. ๑๐. การมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน. ๑๑. สมาธิวิปัสสนาตามธรรมชาติ. ๑๒. ดวงตาที่เห็นธรรม. ๑๓. วิธีชนะความตาย. ๑๔. มหาวิทยาลัยในตัวคน. ๑๕. อุปสรรคของการเข้าถึงธรรม. ๑๖. อุปสรรคที่มีอยู่ในคำพูด. ๑๗. ในวัฏฏสงสารมีนิพพาน. (มีฉบับภาษาอังกฤษ) ๑๘. ทำอย่างไรจึงจะเรียนดี. ๑๙. วิธีศึกษาพุทธศาสนา. ๒๐. โจรปล้นธรรมชาติ ๒๑. รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง (มีฉบับภาษาอังกฤษ) ๒๒. ทำอย่างไรคุณพระจึงจะคุ้มครอง. ๒๓. การงาน คือการปฏิบัติธรรม ๒๔. ชนะดวงจันทร์ หรือชนะตนดี. ๒๕. ความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก
น.37 ๒๖. จิตประภัสสร, จิตเดิมแท้, จิตว่าง, เหมือนกันหรืออย่างไร? ๒๗. การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์. ๒๘. สิ่งที่ทำให้ชีวิตของนักศึกษาไร้ความหมาย. ๒๙. การศึกษาชนิดที่นำโลกไปสู่ความวินาศ. ๓๐. สิ่งที่ผู้ฉลาดถือเอาเป็นครู ๓๑. ปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวัน. ๓๒. ทางสายกลาง. ๓๓. มรรค ผล นิพพาน ในชีวิตประจำวัน. ๓๔. สิ่งที่ทำให้ลามก. ๓๕. ไม่มีศาสนา (มีฉบับภาษาอังกฤษ) ๓๖. ความเจ็บไข้มาตักเตือนให้ฉลาด. ๓๗. การบำรุงพระศาสนา ๓๘. คนได้มีโอกาสเสียสละเป็นผู้มีโชคดี และปีใหม่สามแบบ. ๓๙. การบวช คือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น. ๔๐. ชีวิตต้องเทียมด้วยควาย ๒ ตัว. ๔๑. หลักปฏิบัติเกี่ยวกับทานบริจาค. ๔๒. ฆราวาส กับไสยศาสตร์. ๔๓. เคล็ดลับในการครองชีวิต ๔๔. ลัด รวดเดียว ถึง ! ๔๕. จิตที่คิดจะให้นั้นสบายกว่าจิตที่คิดจะเอา เพราะมีผู้ขาดแคลนเราจึงมีโอกาสได้บุญ. เอกสารชุดมองด้านในราคาเล่มละ ๑ บาท ค่าส่งทะเบียนเล่มละ ๒ บาท
น.38 หนังสือซึ่งองค์การฟื้นฟูพุทธศาสนาได้จัดพิมพ์ให้ร้าน ธรรมบูชาเป็นผู้แทนจำหน่ายคือ ราคา คู่มือมนุษย์ คำบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุ ๕ วิธีระงับดับทุกข์ " ๘ จิตว่าง " ๕ เรียนลัดพุทธศาสนา " ๘ ศาสนาสำหรับปัญญาชน " ๘ กลัวสิ่งที่มองไม่เห็น " ๒ ทัศนาจรด้วยจิตว่าง " ๒ ภูตผีปีศาจในตัวคน, ในตัวข้าราชการ, ในตัวนักการเมือง " ๒ สิ่งที่เรายังเข้าใจกันไม่ได้ " ๒ แนะแนวคำตอบข้อถามพุทธธรรมบางเรื่อง " ๒ ภาษาธรรมต่างกับภาษาคน " ๒ สิ่งที่เรายังสนใจกันน้อยไป " ๑ วันวิสาขบูชาในทัศนะของปัญญาชน " ๑ อุปสรรคแห่งการเข้าใจธรรมะ " ๔ วิวาทะในเรื่อง "จิตว่าง พุทธทาสภิกขุ, ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ๓ เกิดมาแล้วควรทำอย่างไร, มีศาสนาทำไม? พุทธทาสภิกขุ, นายปุ่น ๒ ชาวพุทธควรเชื่ออย่างไร ท่านปัญญานันทะภิกขุ ๒ พุทธศาสนาที่แท้ " ๒ ศึกษาพุทธธรรม " ๒ ใครเห็นผิด " ๕ ความงมงาย พุทธทาสภิกขุ, ปัญญานันทะภิกขุ ฯลฯ ๕
น.39 ล้างสมองเล่ม ๑ (เทวดาในทัศนะของชาวพุทธ) นายปุ่นและคณะ ราคา ล้างสมองเล่ม ๒ (ที่พึ่งของคน) " ๕ ล้างสมอง เล่ม ๓ (ปฏิรูปคำสอนพุทธศาสนา) " ๕ ล้างสมอง เล่ม ๔ (ธรรมะนอกวัด) " ๘ ล้างสมอง เล่ม ๕ (ความเกิดความตายไม่มี และวิธีทำให้ไม่เกิดไม่ตาย) ท่านพุทธทาสภิกขุ และนายปุ่น จงประเสริฐ " ๕ ล้างสมอง เล่ม ๖ (ตายแล้วมีวิญญาณหรือไม่) นายปุ่น จงประเสริฐ ๑๐ ธารชีวิต ทวี วรคุณ และนายปุ่น จงประเสริฐ ๕ ตอบปัญหาแก้กลุ้ม ธัมมานันทะภิกขุ ๕ พุทธธรรมกำมือเดียว นายปุ่น จงประเสริฐ ๒ ตำราดูพระภิกษุ (คัดจากขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ) ๘ หนังสือชุดของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งคณะธรรมทานมูลนิธิ ไชยา และสำนักพิมพ์ธรรมบูชา จัดพิมพ์จำหน่าย. ราคา ค่าส่ง หลักธรรมะสำหรับนักศึกษา ๕ ๒ นิพพาน ๘ ๒ บวช ๓ เดือน ๕ ๒ แนวการปฏิบัติธรรมในสวนโมกข์ ๗ ๒ คำสอนผู้บวชพรรษาเดียว ฉบับสมบูรณ์ ๓๐ ๒ ภาพชีวิตปริศนา ๑ ๒ อบรมตุลาการ ชุดที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๙๙. (ปกอ่อน) ๒๒ ๓ อบรมตุลาการ ชุดที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๙๙ (ปกแข็ง) ๓๗ ๓
น.40 อบรมตุลาการ ชุดที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๐๑ ๒๗ ๓ อบรมตุลาการ ชุดที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๐๓ ๒๗ ๓ อบรมตุลาการ ชุดที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๐๔ ๒๗ ๓ อบรมตุลาการ ชุดที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๐๕ ๒๗ ๓ อบรมตุลาการ ชุดที่ ๘ พ.ศ. ๒๕๐๙ ๒๗ ๓ อบรมตุลาการ ชุดที่ ๑๐ พ.ศ. ๒๕๑๒ ๒๗ ๓ ธรรมะล้ออายุ (กระดาษปอนด์) ๗ ๒ ชุมนุมปาฐกถาชุดพุทธธรรม ๒๐ ๓ ตามรอยพระอรหันต์ ๑ ชุด (มี ๒ เล่ม) ๒๒ ๓ เกิดมาทำไม ? (เอกสารชุดมองด้านในรวมเล่มที่ ๑) ๑๑ ๒ การเลื่อนชั้นตัวเอง (เอกสารชุดมองด้านในรวมเล่มที่ ๒) ๑๑ ๒ อุปสรรคของการเลื่อนชั้นตัวเอง (เอกสารชุดมองด้านในรวมเล่มที่ ๓ ) ๑๑ ๒ ธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือสร้างคน สร้างชาติ สร้างโลก ๑๑ ๒ ศึกษาธรรมะอย่างถูกวิธี ๑๒ ๓ อบรมพระธรรมทูต เล่ม ๑-๒ ๒๔ ๓ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (ปกอ่อน ) ๒๗ ๓ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (ปกแข็ง) ๔๐ ๖ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ (ปกอ่อน ) ๓๒ ๗ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ (ปกแข็ง) ๔๕ ๘ ชุมนุมเรื่องยาว ๑๕ ๒ ชุมนุมเทศนา เล่ม ๑ ๑๐ ๒ ชุมนุมเทศนา เล่ม ๒ ๘ ๒ ชุมนุมบทประพันธ์ของ สิริวยาส ๑๕ ๒
น.41 คำสอนของฮวงโป ๘ ๒ สูตรของเว่ยหล่าง ๘ ๒ มหาสติปัฏฐานสูตร ๒ ๒ หลักพระพุทธศาสนาและธรรมบรรยายพิเศษ ๑๑ ๒ อานาปานสติภาวนา ๑ ชุด มี ๓ เล่ม ๓๘ ๓ คู่มืออุบาสกอุบาสิกา ทำวัตรเช้า-เย็น (แปล) ๒ ๒ อานาปานสติภาวนา ภาษาอังกฤษ (กระดาษปอนด์) ๓๑ ๓ อานาปานสติภาวนา ภาษาอังกฤษ (กระดาษปรู๊ฟ) ๒๑ ๒ คริสต์ธรรม พุทธธรรม (ภาษาไทย) ๕ ๒ คริสต์ธรรม พุทธธรรม (ภาษาอังกฤษ) ๑๐ ๒ คู่มือมนุษย์ ภาษาอังกฤษ (กระดาษปอนด์) ๑๕ ๒ คู่มือมนุษย์ ภาษาอังกฤษ (กระดาษปรู๊ฟ) ๑๐ ๒ หลักธรรมะสำหรับนักศึกษา ภาษาอังกฤษ (กระดาษปอนด์) ๑๐ ๒ ธรรมะคุ้มครองโลก (ภาษาอังกฤษ) ๕ ๒ วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม (ภาษาอังกฤษ) ๘ ๒ หัวข้อธรรมในคำกลอนของพุทธทาสภิกขุ ๑.๕๐ ๒ อภิธรรมคืออะไร ๕ ๒ ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ๕ ๒ พระพุทธเจ้าชนิดที่อาจอยู่กับเราได้ตลอดเวลา นิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้ กับ นิพพานต่อตายแล้ว ๕ ๒ อานาปานสิติภาวนา สำหรับนิสิต ๑๔ ๓ ปัญญาในพุทธศาสนานิกายเซ็น ขุนประจักษ์ (แปล) ๓ ๒ ภาพล้อคน ในโรงมหรสพทางวิญญาณ ๑๐ ๒
น.42 แก่นพุทธศาสน์ ๑๑ ๒ เราเป็นใคร ๕ ๓ ตัวกูของกู ๒๗ ๔ คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน กำลังพิมพ์ โอวาทของท่านพุทธทาส " ฆราวาสธรรม " หมายเหตุ หนังสือบางเล่มที่คิดราคาเพิ่มขึ้นอีก ๑-๒ บาท คือค่าปกพลาสติกที่ร้านซื้อมาใส่ ปกเล็ก ๑ บาท ปกใหญ่ ๒ บาท เพื่อให้หนังสือทนทานถาวร สั่งซื้อทางจดหมายส่งเงินพร้อมกับใบสั่ง เขียนชื่อ ที่อยู่ และชื่อหนังสือที่ต้องการซื้อให้ชัดเจน ธนาณัติหรือเช็คไปรษณีย์ สั่งจ่าย ป.ณ. ราชดำเนิน สั่งซื้อได้ที่ นายไสว สุนทร ผู้จัดการ ร้านธรรมบูชา ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ เชิงสะพานเจริญศรี ริมคลองหลอด ตรงข้ามกระทรวง ยุติธรรม (ศาลอาญา) กรุงเทพฯ ๒ โทร. ๒๒๓๕๔๙ ขอแนะนำหนังสือดีของท่านพุทธทาสที่ออกใหม่ ๑ แก่นพุทธศาสน์ (บรรยายที่มหาวิทยาลัยมหิดล ร.พ. ศิริราช) ๒ ตัวกูของกู (บรรยายทางสถานีวิทยุ ว.ป.ถ. ๑) ๓ อภิธรรมคืออะไร (บรรยายที่สวนโมกข์ ไชยา) ๔ ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร (บรรยายที่สวนโมกข์ไชยา) ๕ พระพุทธเจ้าชนิดที่อาจอยู่กับเราตลอดเวลา และนิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้ กับ นิพพานต่อตายแล้ว (บรรยายที่สวนโมกขพลาราม ไชยา)
น.43 หนังสือที่ดีที่สุด ซึ่งพระภิกษุสงฆ์ทุกองค์และประชาชน ทุกคนควรอ่านอย่างยิ่ง เพื่อความสิ้นกิเลส สิ้นทุกข์ เพื่อความเป็น พระสงฆ์ที่สมบูรณ์ เพื่อเลื่อนชั้นตัวเองจาก สมมุติสงฆ์เป็นอริยสงฆ์, จากปุถุชนเป็นอริยชน เพื่อความเจริญรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนา และประเทศชาติ ผู้ใดซื้อถวายพระสงฆ์ ได้กุศลมหาศาล เพราะเป็น การส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงยาวนานต่อไปอีก และเป็นการช่วยให้ประเทศชาติมีความสงบสันติสุข เหมาะ สำหรับซื้อถวายพระสงฆ์ ในเทศกาลบวชพระ เข้าพรรษา ออกพรรษา ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า และงานศพ เป็นต้น หรือ ซื้ออ่านเอง หนังสือนั้นคือ ๑. คำสอนผู้บวชพรรษาเดียว ( ฉบับสมบูรณ์ ) ๒. บวช ๓ เดือน ๓. การบวชคือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น ๑ ชุดมี ๓ เล่ม ราคา ๓๖ บาท ลดเหลือ ๓๐ บาท รวม ทั้งค่าส่งเสร็จ มีจำหน่ายที่ร้านธรรมบูชา ๕/ ๑ -๒ ถนนอัษฎางค์ เชิงสะพานเจริญศรี ริมคลองหลอด ตรงข้าม กระทรวงยุติธรรม (ศาลอาญา) กรุงเทพฯ ๒ โทร. ๒๒๓๕๔๙
Buddhadasa