Buddhadasa.org
หนังสือสะสางปัญหาชีวิตในวันปีใหม่ › อ่านฉบับเต็ม

📖 สะสางปัญหาชีวิตในวันปีใหม่

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — สะสางปัญหาชีวิตในวันปีใหม่

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.4 ท่านที่สนใจต่อไป จะเป็นกุศลมหาศาล

น.5 พุทธทาสภิกขุ เทศน์วันปีใหม่ ที่ ๑ มกราคม ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา ————————— นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ อปฺปมตฺตา น มิยฺยนฺติ เย ปมตฺตา ยถา มตา ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตพฺโพติ ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนา พระธรรมเทศนาของพระผู้มี พระภาคเจ้า เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริม ศรัทธาความเชื่อ และวิริยะความพากเพียรของท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงาม ก้าวหน้า ในทางแห่ง พระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ ทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนาในวันนี้เป็นธรรมเทศนาพิเศษ ปรารภ เหตุอันเป็นอภิลักขิตสมัย กล่าวคือเป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งท่าน ทั้งหลายก็ทราบกันอยู่เป็นอย่างดีแล้ว. ธรรมเทศนาในวันนี้ จะได้แสดงโดยหัวข้อว่า "อปฺปมตฺตา น มิยฺยนฺติ เย ปมตฺตา

น.6 ๒ ยถา มตา" ซึ่งแปลว่า "บุคคลผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อม ไม่ตาย ; บุคคลผู้ประมาทแล้ว ย่อมเป็นเหมือน ผู้ตายแล้ว" ดังนี้ รวมความว่าเป็นพระพุทธภาษิตตรัสไว้เกี่ยวกับความ ประมาท และความไม่ประมาท โอกาสเช่นวันปีใหม่นี้ เป็นเรื่องที่เนื่องด้วยเวลา. ความสำคัญที่เกี่ยวกับเวลานั้น ก็ย่อมเกี่ยวกับความประมาท และความไม่ประมาท เพราะว่า เวลาเป็นสิ่งที่ล่วงไปอย่างที่ไม่อยู่ในอำนาจของผู้ใด. บุคคล ผู้มีอะไรเกี่ยวกันกับเวลาก็จำเป็นจะต้องประพฤติกระทำให้ถูก กันกับเรื่องของเวลา. ธรรมเทศนาเกี่ยวกับความไม่ประมาท จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับเวลา หรือว่าถ้ามีเรื่องเกี่ยวกับเวลาแล้ว เราก็จะต้องพูดกันถึงเรื่องความไม่ประมาท จึงจะสามารถเอา ชนะสิ่งที่เรียกว่าเวลานั้นได้. การเอาชนะเวลานั้น หมายความว่า ไม่มีปัญหา หรือความทุกข์ยากใด ๆ เกิดขึ้นเกี่ยวกับเวลา. อย่างน้อย ที่สุดก็เพราะว่าเราได้สามารถทำสิ่งที่ควรจะทำให้สำเร็จลุล่วง ไปทันแก่เวลา ไม่มีปัญหาเกิดขึ้นเพราะเวลา ; และถ้ามาก

น.7 ๓ กว่านั้นหรือมากถึงที่สุดแล้ว ก็หมายความว่าเรามีจิตใจชนิด ที่อยู่เหนืออำนาจของเวลา เพราะเหตุว่าเราไม่ต้องการอะไร. สิ่งที่เรียกว่าเวลานั้นมันเกิดมีความหมาย หรือเกิด มีอำนาจขึ้นมาได้ ก็เพราะความต้องการของคน ที่ต้องการ สิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่. ถ้าเกิดไม่ต้องการอะไรขึ้นมาแล้ว เวลา ก็ไม่มีความหมายอะไร. อย่างพระอรหันต์เป็นผู้ไม่ต้อง การอะไร เวลาก็ไม่มีความหมายอะไร ไม่ได้ต้องการที่จะมี ชีวิตอยู่อย่างนี้ แล้วเวลาจะทำอะไรได้ ขอให้ลองคิดดูเถิด. สิ่งที่เรียกว่าเวลานั้นเล่า ก็เป็นของลม ๆ แล้ง ๆ แต่ว่ามันก็มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีความต้องการ มนุษย์รู้จักบัญญัติกฎเกณฑ์อันเกี่ยวกับเวลา เช่นว่า เท่านั้น วัน เท่านั้นเดือน เท่านั้นปีเป็นต้น ก็เพราะมีความเกี่ยวข้อง กัน สำหรับจะได้รู้อะไรบางอย่างที่มนุษย์จำเป็นจะต้องรู้ อันเกี่ยวกับเวลา เช่นว่าอายุล่วงมาเท่าไร และอีกประมาณ สักเท่าไร จะต้องตายอย่างนี้เป็นต้น และการนับเวลาก็ถือเอา สิ่งที่เนื่องกันอยู่กับมนุษย์นั้นเองเป็นหลัก เช่นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หรือโลกนี้มีความสัมพันธ์หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง

น.8 ๔ อย่างไรเป็นรอบๆ อย่างไร ก็เอาสิ่งนั้นแหละ เป็นหลักเกณฑ์ สำหรับจะบัญญัติเวลาขึ้นมาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ มันจึงเลย เนื่องกันอยู่กับสิ่งเหล่านั้น และเนื่องกันไปหมด. เช่น มนุษย์นี้ก็เนื่องกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าโลก หรือดวงอาทิตย์ หรือดวงจันทร์ ฤดูฝน ฤดูหนาว ฤดูร้อนเป็นต้น. ทีนี้เวลา ก็บัญญัติขึ้นมา จากฤดูฝน ฤดูหนาว ฤดูแล้ง ซึ่งผันแปร ไปตามความเปลี่ยนแปลงของโลก ของดวงอาทิตย์ ของดวง ดาวต่าง ๆ จึงทำให้เกิดความสัมพันธ์กันขึ้นในระหว่าง มนุษย์กับสิ่งที่เรียกว่าเวลา และสิ่งที่จะใช้เป็นกฎเกณฑ์ สำหรับบัญญัติเวลานั้น ๆ. ดังนั้นเราจะต้องทำกับมันให้ดี ๆ อย่าให้มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเพราะสิ่งเหล่านี้ จึงจะได้ไม่ เป็นทุกข์. การที่จะทำอะไรให้ดี ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คือการ ทำจิตใจนั่นเอง เราต้องทำจิตใจชนิดที่จะไม่ต้องมีความทุกข์ เพราะสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะสิ่งที่เรียกว่าเวลา. สิ่งที่เรียกว่าเวลาที่เนื่องกันกับวันนี้นั้น ก็คือ เวลาที่ครบขวบปีตามที่เราบัญญัติกันขึ้น และบัญญัติวันนี้ ว่าเป็นวันปีใหม่ หมายความว่าฤดูฝนได้ล่วงผ่านไปอีกฤดู

น.9 ๕ หนึ่งแล้ว แล้วก็จะย่างขึ้นฤดูใหม่ หรือรอบปีใหม่ โดยถือ เอาการที่ฝนตกคราวหนึ่งเป็นปีหนึ่ง บัญญัติวันนี้ว่าเป็นวัน ขึ้นปีใหม่. สำหรับตัวเวลาเองนั้น มันไม่รู้ไม่ชี้กันกับการ บัญญัติของมนุษย์ แต่มนุษย์นั้นกลับต้องรู้ต้องชี้ เพราะว่า ตัวมีหน้าที่ที่จะต้องทำอะไรให้ทันแก่เวลา หรืออย่างน้อยที่ สุดก็ให้มันเป็นระเบียบสักหน่อย มันจึงจะก้าวหน้าไปด้วยดี เราจึงมีการทำอะไร ๆ เกี่ยวกันกับเวลา ที่เรียกว่าวันปีใหม่ เช่นวันนี้ก็มีการตักบาตรปีใหม่ เพื่อเป็นการแสดงว่าขึ้น ปีใหม่แล้ว ก็ทำบุญเนื่องด้วยปีใหม่. ถ้าเราจะทำบุญเนื่องด้วยปีใหม่ ก็ต้องให้มันมีความ หมายเป็นพิเศษไปกว่าการทำบุญตามวันธรรมดา. การทำบุญ ในวันปีใหม่นี้ อย่างน้อยที่สุดก็จะต้องทำด้วยความรู้สึก คิดนึกชนิดที่เป็นความไม่ประมาท ที่ว่าได้ล่วงมาปีหนึ่งแล้ว ก็จะได้ทำให้ดีในปีต่อไป. ที่เรียกว่าทำบุญนั้น ก็ได้เคยพูดกันมามากแล้วว่า หมายถึงอะไรโดยละเอียด เดี๋ยวนี้ก็จะกล่าวแต่สรุปสั้น ๆว่า ที่ เรียกว่าทำบุญนั้นตามธรรมดาสามัญคือทำสิ่งที่ทำให้เกิดความ สบายใจอิ่มอกอิ่มใจ นี้อย่างหนึ่ง จะเรียกว่าเป็นอย่างต่ำก็ได้.

น.10 ๖ ถัดขึ้นไปนั้น การทำบุญก็คือการทำสิ่งที่จะทำให้บาป หมดไป เอาบุญนั่นแหละเป็นเครื่องล้างบาป นี้ก็ยังน่าดู ขึ้นไปกว่าที่จะพูดว่า ทำบุญเพียงเพื่อให้มันอิ่มอกอิ่มใจ. ทีนี้ถ้าสูงขึ้นไปอีกแล้ว มันก็ต้องพูดว่า ทำบุญ ก็คือทำเพื่อให้เกิดการหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง เพราะว่า ถ้ามีแต่บุญ แล้วก็ยังจะต้องเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารด้วยบุญ อย่างนี้มันก็ยังไม่วิเศษวิโสอะไร เพราะว่าการเวียนว่ายตาย เกิดอยู่ด้วยบุญนั้น มันก็ยังจะต้องมีปัญหาเกี่ยวกับความเกิด แก่เจ็บตายนั่นเอง แล้วก็จะต้องมีความทุกข์. ฉะนั้นถ้าจะ ให้หยุดการเวียนว่ายเสียสักทีนั่นแหละ จะเป็นการดีที่สุด ดังนั้น การทำบุญมันจึงมีอยู่เป็น ๓ ชั้นอย่างนี้ : ทำบุญชั้นต้น ๆ ก็คือให้สบายใจ เหมือนคนที่ทำ กันทั่วไป อย่างนี้ไม่ยาก ทำตามเขาว่า ละเมอ เพ้อ ๆ ไป ก็ยังอิ่มอกอิ่มใจได้ ; แม้ที่สุดแต่เป็นบุญปลอม ก็ยังอิ่มอก อิ่มใจได้ เหมือนคนมีเงินปลอม เมื่อยังไม่รู้ว่าเป็นเงินปลอม มันก็ยังอิ่มอกอิ่มใจว่ามีเงินมากได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น การที่จะเอาแต่ความอิ่มใจเป็นหลักนั้นยังไม่ปลอดภัย ยังจะ ต้องระวังให้ดี ๆ ว่ามันอิ่มอกอิ่มใจถูกต้องจริงๆ หรือเปล่า

น.11 ๗ ทำบุญชั้นที่ ๒ ก็คือให้เห็นชัดลงไปว่า มันล้าง บาป อะไรที่เป็นบาปมันก็ทำให้หมดไปสิ้นไป เช่นความ ขี้เหนียวเป็นสิ่งที่ทำให้ร้อนใจ ก็ทำบุญเพื่อล้างความขี้เหนียว นั้นเสีย คือการบริจาคเพื่อทำลายเสียซึ่งมัจฉริยะ ดังนี้เป็น ตัวอย่าง เรียกว่าทำบุญเพื่อล้างบาป. ทำบุญชั้นที่ ๓ อันสุดท้ายนั้น ทำบุญเพื่อจะให้ ส่งขึ้นไปจนถึงระดับที่มีบุญเต็มปรี่แล้ว ก็ยังรู้สึกว่ามันยัง เวียนว่ายตายเกิดอยู่ ก็เลยอยากจะให้หยุดเวียนว่ายตายเกิด จึงทำไปในทางที่เป็นวิชาความรู้ ให้รู้ว่าถ้ายังมีความหลง หรืออวิชชา มีตัวกูมีของกูอยู่เพียงใดแล้ว ก็ยังมีความทุกข์ อยู่เพียงนั้น แม้จะเป็นตัวกูในสวรรค์ชั้นฟ้า ชั้นพรหมอะไร ก็ตามจึง มุ่งที่จะทำลายล้างเสีย ซึ่งความผูกพัน ของอวิชชา อย่าให้มีความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกู อีกต่อไปดังนี้. ในวันนี้ท่านทั้งหลายก็ได้ทำบุญปีใหม่ ด้วยการตัก บาตร ด้วยการรับศีล ด้วยการฟังเทศน์เป็นต้น มันจะนำ มาซึ่งความอิ่มใจ หรือว่ามันจะนำมาซึ่งการล้างบาป หรือว่า มันจะนำมาซึ่งความหลุดพ้นก็แล้วแต่ท่านทั้งหลายจะกระทำ.

น.12 ๘ แต่อยากจะแนะให้สังเกตอยู่สักข้อหนึ่งว่า เมื่อตอน เช้านี้ก็มีการกล่าวคำถวายทานตามธรรมดาว่า อิทํ วตเม ทานํ อาสวกขยาวหํ โหตุ อย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ซึ่งเป็นธรรมเนียม ประเพณีของที่นี่ แต่แล้วขอให้พิจารณาดูจากถ้อยคำที่ว่า นั้นว่า "อิทํ วตเม ทานํ - ทานของข้าพเจ้าวันนี้หนอ ; อาสวกขยาวหํ โหตุ - จงเป็นสิ่งนำมาซึ่งความสิ้นไปแห่ง อาสวะ" คำว่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะ นั้น หมายความว่า หมดกิเลสหมดอวิชชา หมดตัณหา หมดอุปาทาน หรือที่ เรากล่าวกันตามธรรมดาว่า หมดตัวกู หมดของกูโดยสิ้นเชิง. เมื่อมีการถวายทาน ก็ยังมีความประสงค์ว่า ให้ทานนี้เป็น ไปเพื่อความหมดแห่งตัวกู-ของกู ดังนี้. . ถ้ามันเป็นไปได้ อย่างนั้นจริง ในการทำบุญทำทานนั้นก็เป็นทานประเภทที่ ๓ คือเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น เพราะมุ่งหมายจะทำลายล้างเสีย ซึ่งอาสวะ. แต่จะเป็นอย่างนั้นได้หรือไม่ ก็ขอให้ลองคิดดู ต่อไป มันจะเป็นเรื่องงมงาย ทำไปโดยไม่รู้ว่าว่าอะไรก็ยังได้ อย่างนี้ก็เรียกว่ายังประมาทอยู่ และยังไม่สมกับคำว่าทำบุญ ปีใหม่เลย เพราะทำบุญปีใหม่มันต้องไม่งมงาย มันต้องไม่

น.13 ๙ หลับหูหลับตาอยู่อย่างเดิม มันจะต้องลืมหูลืมตาสว่างไสว แจ่มแจ้งขึ้น. ถ้าจะว่า "อิทํ วตเม ทานํ อาสวกฺขยาวหํ โหตุ" อีกต่อไปแล้ว ขอให้ระมัดระวังในเรื่องนี้ให้เป็น อย่างยิ่ง เพื่อให้เป็นไปตามนั้นได้จริง ๆ ก็จะเรียกได้ว่า การทำบุญนั้นสมกับที่จะว่าเป็นการทำบุญปีใหม่ และเป็น ปีใหม่เอี่ยมทีเดียว. ทีนี้จะพิจารณาดูกันต่อไป ถึงข้อที่เรียกว่าจะเป็น ความไม่ประมาทได้อย่างไร. การทำบุญปีใหม่ต้องทำด้วย ความไม่ประมาท นี้เป็นที่แน่นอน ทีนี้เราจะมีความไม่ ประมาทอย่างไร มันก็อยู่ที่การพินิจพิจารณา เกิดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ทำลายความงมงายเสียได้; อย่างนี้ จึงจะเรียกว่าความไม่ประมาท. สำหรับการทำบุญเนื่องด้วย ปีใหม่นี้ ให้ทานก็ได้ รักษาศีลก็ได้ แม้ที่สุดแต่เจริญปัญญา ภาวนาก็ได้ : ที่เป็นชั้นสูงสุด ก็เป็นเรื่องวิชาความรู้ทั้งนั้น คือรู้แจ้งสิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับสิ่งที่เราเรียกกันว่า "ชีวิตจิตใจ" คนก็ย่อมจะเข้าใจ ได้ว่าชีวิตคืออะไร, และเวลาที่ล่วงไป ๆ นี้มันมีปัญหาอะไร, ถ้าเราจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ในวันขึ้นปีใหม่

น.14 ๑๐ เราจะต้องรู้อย่างไรบ้าง, อย่างน้อยที่สุด ก็ควรจะมีความรู้ สัก ๒ ประการ คือว่า :- ข้อแรก รู้สึกยินดีที่รอดมาได้ปีหนึ่ง เพราะว่าการ ที่รอดมาได้ปีหนึ่งนี้ ทำให้เรารู้ความจริงเกี่ยวกับชีวิตจิตใจ เพิ่มขึ้นอีกปีหนึ่ง รู้กฎของธรรมชาติต่าง ๆ นานาสารพัด ที่เกี่ยวกับชีวิต ก็เรียกว่าพอใจในความรู้ที่ได้เพิ่มขึ้นมานี้ และที่ว่ายินดีที่รอดมาได้อีกปีหนึ่งนี้ พวกที่นับถือพระเจ้า เขาก็ขอบคุณพระเจ้า ว่าพระเจ้าได้ช่วยให้รอดมาอีกปีหนึ่ง แล้วก็ขอบคุณพระเจ้า ; อย่างนี้ก็มี. สำหรับพุทธบริษัทนี้ มีความหมายสำหรับคำว่า "พระเจ้า" ไปตามแบบของตัว พระเจ้าในกรณีอย่างนี้ก็เห็นจะไม่พ้นไปจากสติปัญญา หรือ ความรู้ของตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือพระธรรม ที่ได้ทำให้ มีขึ้นมาในตัวนั่นแหละเป็นเครื่องบันดาลให้เป็นไป หรือว่า คุ้มครองให้รอดอยู่ได้ เป็นเวลาปีหนึ่ง. ถ้าเราจะนึกขอบใจ อะไรขึ้นมาบ้าง ก็จะต้องขอบใจพระธรรมที่ทำให้รอดมาอีก ปีหนึ่ง. และที่รอดมาอีกปีหนึ่งนี้ ไม่ใช่รอดมาอย่างโง่เง่า งมงาย แต่รอดมาอีกปีหนึ่งด้วยสติปัญญา รู้ว่าอะไรเป็น อะไรตามที่เป็นจริงยิ่งขึ้น อย่างน้อยก็มีความรู้ความเข้าใจ

น.15 ๑๑ เรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตามากยิ่งขึ้น; อย่างนี้จึงได้ยินดีที่ว่า แหม ! มีชีวิตรอดมาได้อีกปีหนึ่งดังนี้. ข้อที่ ๒ ก็คือจะได้มีความรู้สำหรับจะได้เตรียมตัว เพื่อปีต่อไปข้างหน้าอย่างไรต่อไปอีก. ข้อนี้ก็ได้อาศัยความรู้ ที่ได้ผ่านมาแล้วแต่ปีที่แล้ว ๆ มา ทำให้รู้ยิ่งขึ้นไปว่า ปีต่อไป ข้างหน้านั้น เราจะต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัวอย่างไร ให้มันดี กว่าเดิม ให้มันเป็นการก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป เป็นของแปลก ของใหม่ ไม่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ. ท่านทั้งหลายควรจะถือว่า สิ่งที่เป็นครูที่ดีที่สุดนั้น ก็คือตัวชีวิตนั้นเอง. การที่มี ชีวิตไปวันหนึ่ง ๆ มันมีความเป็นครู บอกให้รู้อยู่ในตัว ชีวิตนั่นเอง ไม่ต้องมีใครมาสอน. ถึงจะมีใครมาสอน มันก็สอนไม่ได้ หรือไม่ดี เท่ากับที่ตัวชีวิตมันจะสอนให้เอง. เพราะมันผิดถูกอะไร เราก็รู้อยู่แก่ใจ มันสุขหรือทุกข์ อย่างไร ได้หรือเสียอย่างไร ขาดทุนหรือมีกำไรอย่างไร มันก็ล้วนแต่รู้อยู่แก่ใจ ของตนเองทั้งนั้น ; นั่นคือตัวชีวิต นั่นเอง เป็นครู. ส่วนที่ผิดก็เป็นครู ส่วนที่ถูกก็เป็นครู แต่ส่วนที่ผิดนั้นเป็นครูที่ยิ่งกว่า เป็นครูที่ดีกว่า เป็นครูที่ น่ากลัวกว่า ; ที่เรารอดตัวมาได้นี้ ก็เพราะความผิดที่เป็นครู

น.16 ๑๒ นั่นเอง. เรากลัวไม่กล้าจะทำผิดอีก เพราะความผิดนั่นแหละ มันสอนเรา. ถ้ามีแต่ความถูกต้องไปเสียหมดแล้ว ก็มีแต่จะ เหลิง ไม่ค่อยจะเป็นไปถูกทาง. ถ้ามีความผิดสอนให้อย่าง เจ็บปวดแล้ว มันก็ระมัดระวังมาก นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่า ความไม่ประมาท ซึ่งเราจะต้องมีกันให้เต็มที่เพิ่มขึ้น ทุก ๆ ปี ปีใหม่ก็คือความไม่ประมาทอย่างใหม่เกิดขึ้นมาดังนี้ จะได้ เตรียมตัวสำหรับมีปีใหม่ต่อไปข้างหน้าอย่างไร เป็นความรู้ที่ จำเป็นอย่างยิ่ง. รวมความแล้วมันก็เป็นความรู้ ๒ ประการ คือ ความรู้ข้อแรก คือรู้ฝ่ายอดีตที่มันล่วงมาแล้วของปีเก่า ความรู้ข้อที่สอง คือรู้สำหรับที่จะดำเนินต่อไปอย่างไรใน อนาคต คือปีที่กำลังจะมาถึง. วันนี้เราถือกันว่ามันเพิ่งเริ่ม ปีใหม่เพียงวันเดียว ยังมีอีกหลายวันที่จะต้องกระทำต่อไป ให้ถูกต้อง ก็จงใช้ความรู้ ๒ ข้อนี้ ให้เป็นอย่างดีที่สุดเถิด ทำอย่างนั้นแหละจึงจะได้ชื่อว่าทำบุญปีใหม่อย่างแท้จริง. ทีนี้จะได้พิจารณาดูกันต่อไป ว่ามันมีหนทางอะไร ที่จะทำได้อย่างนั้น. ข้อนี้ขอให้รู้ว่า การจะทำบุญปีใหม่

น.17 ๑๓ หรือมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปีใหม่อย่างไรนั้น มันขึ้นอยู่ กับความรู้เพียงข้อเดียวเท่านั้น คือความรู้ข้อที่ว่า เกิดมา ทำไม? เกิดมาทำไม? เพียงข้อเดียว. ถ้าคนเราเพียงรู้ว่า เกิดมาทำไม ? เพียงข้อ เดียวเท่านั้น ความรู้ต่าง ๆ ก็จะมีขึ้นมาอย่างถูกต้อง. ถ้าเราไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? แล้ว แม้เราจะรู้เรื่องอะไร ฉลาดในเรื่องอะไร อีกกี่ร้อยกี่พัน อย่าง มันก็ไม่มีประโยชน์ อะไร กลับจะมีแต่โทษด้วยซ้ำไป คือเราไม่สามารถจะใช้ ความรู้นั้นให้ถูกตรงกับข้อที่ว่า เกิดมาทำไม ? แต่แล้วก็ไป ใช้มันผิด ๆ ความรู้นั้นก็เลยเป็นภัย เพราะเหตุที่ไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? เพียงอย่างเดียวเท่านั้น. พระพุทธเจ้าท่าน ได้ตรัสว่า "สัมมาทิฏฐิ เป็นรุ่งอรุณ" หมายความว่า สัมมาทิฏฐินั้น เป็นแสงสว่าง ที่เริ่มส่องแสงขึ้นมา สำหรับ ให้มีการประพฤติกระทำ ทางกาย ทางวาจา ทุกอย่างทุกทาง เป็นไปอย่างถูกต้อง. รุ่งอรุณเกิดขึ้นมาแล้วก็หมายความว่า เวลากลางวันจะต้องมีขึ้นตามมา เป็นแสงสว่างเต็มที่ สัมมาทิฏฐินี้ก็เหมือนกัน มีลักษณะเป็นรุ่งอรุณ แล้วมันก็ เบิกบาน เป็นแสงสว่างในเวลากลางวัน.

น.18 ๑๔ สัมมาทิฏฐิอย่างยิ่ง ก็คือสัมมาทิฏฐิที่รู้ว่า เราเกิดมา ทำไม ? ถ้าเรามีความรู้ในข้อนี้อย่างถูกต้องจริงๆ แล้ว ก็เรียกว่ามีสัมมาทิฏฐิ ได้อย่างเต็มที่. คนมิจฉาทิฏฐินั้น มันก็คือคนที่ไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? นั่นแหละเป็นข้อแรก ; แล้วมันจึงไปทำอะไรผิด ๆ อีกมากมาย หลายสิบ หลายร้อย หลายพันอย่าง สมกับที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ. แต่ถ้าเป็น สัมมาทิฏฐิก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะมีความรู้ความเห็น ความเข้าใจ อย่างถูกต้องนั่นเอง ว่า เกิดมาทำไม ? โดย แท้จริงแล้ว จะต้องทำอะไร ก็ทำแต่สิ่งที่ต้องทำหรือควรทำ ก็ไม่มีเรื่องผิดพลาดอันใดเกิดขึ้นมาได้. เมื่อถามว่า เกิดมาทำไม ? ดังนี้ . มันก็มีขอบเขต ของคำตอบอย่างกว้างขวาง จนถึงกับบางคนอาจจะงงไปก็ได้ เหมือนกัน. เราพิจารณาดูเอาเองก็แล้วกัน ไม่ต้องเชื่อ ตามคนอื่น แต่ต้องขยันพิจารณาตรงไปตรงมาโดยไม่เข้าข้าง ตัว. ถ้าเราจะดูกันกว้าง ๆ เราเกิดมานี้ เกิดมาเพื่อตัวเอง หรือว่าเกิดมาเพื่อผู้อื่น หรือว่าเกิดมาทั้งเพื่อตัวเองและเพื่อ ผู้อื่น. ถ้าเรามีใจที่ไม่ลำเอียง มองดูความคิดความนึก

น.19 ๑๕ และการกระทำของเรา จนทำให้เรารู้ว่า เกิดมาเพื่อใคร กันแน่ เพื่อตัวเองหรือเพื่อผู้อื่น หรือทั้งสองอย่าง. ที่ว่า ต้องทำจิตใจไม่ให้ลำเอียงนั้น ยกตัวอย่างเช่น ว่าเรามองเห็นตัวเองว่า เราทำประโยชน์แก่ผู้อื่น ประพฤติ ประโยชน์แก่ผู้อื่นอยู่เหมือนกัน แต่แล้วมองดูให้ลึกลงไปว่า ที่เราทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นนั้น เราทำเพื่อให้เราได้ประโยชน์ แก่ตัวเองอีกทีหนึ่ง ใช่หรือไม่? เช่นว่าเราเอาอะไรไป ให้เขากิน ก็เพื่อให้เขารัก และให้เขาเอาอะไรมาให้เรา มากกว่าที่เราให้เขา เมื่อเป็นเช่นนี้จะถือว่า เป็นการทำ ประโยชน์เพื่อตัวเอง หรือว่าทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น หรือว่า ทั้งสองอย่าง ? ถ้าพิจารณาดูให้ดีก็จะเห็นว่า มันทำ ประโยชน์เพื่อตัวเองชัด ๆ เพราะว่าถ้าไม่ได้ประโยชน์แก่ตัว เองแล้วก็ไม่ทำ ไม่เอาไปช่วยเหลือคนที่ไหน. นี่เป็น ตัวอย่างของการมองอย่างไม่ลำเอียง ต้องมองกันอย่างนี้. ส่วนที่ว่า เกิดมาเพื่อผู้อื่นนั้น มันจะต้องมีจิตใจ ส่วนใหญ่หรือส่วนมากหรือทั้งหมดก็ได้ เห็นแก่ผู้อื่นจนลืม ตัวเอง อย่างที่มีข้อความกล่าวไว้เป็นหลักว่า พระพุทธเจ้า

น.20 ๑๖ ก็ดี พระโพธิสัตว์ทั้งหลายก็ดี เกิดมาเพื่อผู้อื่นทั้งโลก คือ เพื่อผู้อื่นทั้งหมด ไม่ยกเว้นผู้ใดเลยแม้สักคนเดียว. ส่วน พระอรหันต์ตามธรรมดาสามัญนั้น มีทั้งเกิดมาเพื่อตัวเอง และเพื่อผู้อื่น ไม่มีความคิดกว้างไปถึงผู้อื่นมากมายเหมือน พระโพธิสัตว์ หรือเหมือนพระพุทธเจ้า. ส่วนปุถุชนตาม ธรรมดาสามัญเราท่านนั้น เกิดมาเพื่อตัวเอง เกิดมาเพื่อลูก เพื่อหลานเพื่อเหลนของตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่; เกิดมา เพื่อตัวเองแล้วยังไม่พอ ยังจะต้องเกิดมาเพื่อลูก เพื่อหลาน เพื่อเหลน ; ดีแต่ว่ามันมีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่จะมีเหลน ถ้าอยู่ นานไปกว่านั้น มันก็เพื่อลูกของเหลน ๆ ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด : อย่างนี้ไม่เรียกว่าเพื่อผู้อื่น. เพราะคนที่ มีลูก มีหลาน มีเหลนนั้น ก็มีเพื่อสืบแทนตัวหรือเป็นของของตัว. การ เห็นแก่ลูกแก่หลานของตัวนั้น ยังไม่ชื่อว่าเห็นแก่ผู้อื่น โดย แท้จริง. เดี๋ยวนี้ เราก็เกิดมาเพื่อตัวเราเองเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็เพื่อลูก เพื่อหลาน เพื่อเหลนยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกระทั่ง เมื่อเห็นว่าตัวเองจะตายแล้ว ก็จะเห็นลูก หลาน เหลน สำคัญกว่าตัว ; อย่างนี้มันก็ไม่มีความหมายไปในทางเพื่อ

น.21 ๑๗ ผู้อื่นไปได้. เราจึงต้องเปรียบเทียบกันดูว่า การทำ ประโยชน์เพื่อตัวเองอย่างเดียว, กับเพื่อผู้อื่นโดยตรง และ ทำทั้งเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่นนั้น มันต่างกันอย่างไร. แม้เรา ไม่อาจจะเป็นพระพุทธเจ้า หรือเป็นพระโพธิสัตว์ได้ก็จริง แต่เราควรจะรู้ว่า ท่านทำอย่างไร เราก็อาจจะทำได้บ้าง ในบางเวลาหรือบางโอกาส อย่างนี้ก็ยังดี. เช่นว่าปีหนึ่ง มีตั้งหลายร้อยวัน เราจับตัวเองให้ทำอะไรเพื่อผู้อื่นล้วน ๆ กันเสียบ้างสัก ๔-๕ วัน มันก็ยังจะดีกว่าที่จะไม่ทำเสียเลย เพราะว่าการทำอะไรเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นนั้น มันดีวิเศษ หลายอย่างหลายประการ คืออย่างน้อยมันก็มีความสุขยิ่งกว่า ที่เราจะทำอะไรเพื่อหล่อเลี้ยงตนเอง. ขอให้คิดดูว่า ขณะที่เราเอาของให้สุนัขกิน หรือให้ คนขอทานกิน หรือให้ผู้อื่นใดกิน เราก็มีความรู้สึกพอใจ สบายใจ. เราอาจจะไม่รู้ว่า เพราะเหตุใดจึงเป็นอย่างนั้น ก็ได้ มันแล้วแต่ว่าคน ๆ นั้นมันมีจิตใจเป็นอย่างไร. ถ้ามัน รักสุนัขมาก เอาข้าวให้สุนัขกิน คงจะรู้สึกสบายกว่าที่จะ กินเองเป็นแน่นอน เพราะว่ามันรักสุนัขมาก. แต่ว่าคนที่

น.22 ๑๘ เขามีใจบุญ จะไม่เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ให้เพราะรักสุนัขที่ เลี้ยงไว้ แต่ว่าให้เพราะอยากจะเผื่อแผ่ผู้อื่น เมื่อเห็นผู้อื่น สัตว์อื่นมีความสุข ตัวเองก็พลอยมีความสุขด้วย ; นี้มัน เป็นกฎธรรมดาหรือกฎของธรรมชาติอันลึกซึ้งอย่างหนึ่ง. เพราะเหตุว่า ถ้ามันให้ไปด้วยจิตใจ ที่เสียสละหรือบริจาค จริง ๆ แล้ว ตอนนั้นมันก็หมดตัวกู - ของกู ไปพักหนึ่ง ขณะหนึ่ง. ขณะที่หมดตัวกู - ของกูนั้น มันมีความรู้สึก เป็นสุขอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งลึกซึ้ง ประณีต อย่างบอกไม่ถูก แต่รู้สึกได้ว่า มีความสุข. นี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า การทำประโยชน์ผู้อื่นนั้น มันก็เป็นความสุขแก่ผู้ทำ และนอกจากจะเป็นความสุขแล้ว มันเป็นเครื่องขูดเกลากิเลส คือตัวกู-ของกู อย่างยิ่งด้วย. เราควรจะมองให้ดี แล้วพยายามทำให้มากเท่าที่จะทำได้ และสอนลูก สอนหลาน สอนเหลนให้ทำอย่างนั้นด้วย เพื่อ ว่าเขาจะได้เป็นคนที่มีความสุขอันแท้จริงเหมือนกันอย่างนี้. เดี๋ยวนี้เราปล่อยไปตามอารมณ์ มันก็ได้โอกาสแก่ กิเลสซึ่งเป็นเหตุให้เห็นแก่ตัว เราจึงหมักหมมกิเลส ที่เป็น

น.23 ๑๙ เหตุให้เห็นแก่ตัวนั้นมากเข้า ๆ มันก็เกิดปัญหาขึ้นมา คือมัน ไม่ทำให้เกิดความสุขได้ แต่มันก็ทำให้เกิดความคิดว่าเราดี หรือเรามีความสุข. มันจึงเป็นเรื่องที่หลอกลวงกันอย่าง งมงาย. เหมือนกับว่าคนมีเงินมาก ก็จะต้องเข้าใจว่าตัวมี ความสุข แต่ความรู้สึกอันแท้จริงนั้น มันก็ไม่ได้รู้สึกว่ามี ความสุข ; แต่แล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะคิดไปว่าตัว ไม่มีความสุข เพราะตัวเข้าใจว่า มันมีความสุขเสียเรื่อย. ต่อเมื่อใดเขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับจิตใจใน เรื่องนี้แล้ว รู้จักสังเกตให้มากแล้ว ก็จะรู้สึกว่า ความ สุขนั้น มันจะมีต่อเราเมื่อเราไม่รู้สึกว่าเรามีอะไรเป็น ของเรา พอเรามีความรู้สึกว่า มีอะไรเป็นของเรา มันมี ความทุกข์ขึ้นมาทันที. ดังนั้นถ้าเรามีเงิน แต่ไม่ต้องรู้สึก ว่าเป็นของเรา มันก็ยังมีความสุขได้ยิ่งกว่าที่เราจะรู้สึกว่า เงินนี้ของเรา เพราะว่าเมื่อเราคิดหรือรู้สึกว่าเงินนี้ของเรา มันก็เป็นจิตใจที่มืดมัวหม่นหมองขึ้นมาทันที เช่นไปรัก ไป กำหนัดยินดีในเงินนั้น มันก็เป็นความหม่นหมองและเป็น ความทุกข์ชนิดหนึ่ง แล้วมันก็จะเกิดความลังเล สงสัยวิตก

น.24 ๒๐ กังวล ในข้อที่มันจะหายไปเสีย ในข้อที่มันจะไม่ปลอดภัย ; มันก็เลยยิ่งเป็นความหม่นหมอง หรือเป็นความทุกข์มากขึ้น มาอีก. ดังนั้นมันจึงสู้เราไม่มีความรู้สึกว่าเงินนี้เป็นของ เราไม่ได้. มีก็มีตามที่สมมติว่ามี จะใช้มันไป ก็ใช้อย่างที่จะ ต้องใช้มันอย่างไร, จะเก็บรักษา ก็เก็บรักษาไว้ตามที่ควร จะเก็บรักษาอย่างไร ไม่ต้องมีความรู้สึกคิดนึกไปในทาง ยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้. นี้คือวิธีที่จะทำจิตใจให้หมดจด จากความหม่นหมอง. การเห็นแก่ผู้อื่นก็เป็นอุบายอันหนึ่ง ที่ทำให้จิตใจ หมดจากความหม่นหมองข้อนี้ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ของ ของตัว จนมีจิตใจชนิดที่ไม่มีความทุกข์อันใดเกี่ยวกับตัว หรือของของตัว เรียกว่าเราไม่เห็นแก่ตัว . ไปเห็นแก่ผู้อื่น หรือเห็นแก่หน้าที่การงานที่จะต้องทำเพื่อคนทั้งโลกอย่างนี้ มันก็เลยสนุกสนานไป เป็นความสุขชนิดที่มีความสนุกสนาน ด้วย. ถ้ามามัวจดจ่ออยู่กับตัว มันก็ไม่มีอะไร’ นอกจาก ความทุกข์และความหม่นหมอง ความวิตกกังวล ; หนักเข้า ก็เป็นโรคทางจิตใจ และทางวิญญาณพร้อมกันไป หาความ สุขไม่ได้.

น.25 ๒๑ ในที่สุดนี้ เราจะพิจารณาดูกันต่อไป ว่าถ้าเราจะ คิดว่าเราเกิดมาเพื่อผู้อื่นแล้ว เราจะต้องทำอย่างไร ในวิสัย ที่คนธรรมดาสามัญ บุญชนเราท่านจะพึงกระทำได้. ถ้าเรา เกิดมาเพื่อผู้อื่น เราก็จะต้องทำสิ่งที่จะเหลืออยู่ให้เป็น ประโยชน์แก่ผู้อื่น หรือแก่คนทั้งโลก. จะกล่าวให้กว้างออกไปถึงเรื่องทางโลก ๆ หรือทาง สังคมตามธรรมดาสามัญ เช่นว่า เราเกิดมาเพื่อผู้อื่นจริงแล้ว สิ่งใดที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นแล้ว สิ่งนั้นเราจะต้องทำด้วย กันทั้งหมดทั้งสิ้น : ข้อแรก เราจะสืบศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ที่ดีงามของประเทศชาติ หรือของโลกให้ยังคงมีอยู่. นี้ หมายความว่าเราไม่นึกถึงตัวเรา แต่เราจะนึกไปในข้อที่ว่า โลกนี้มันจะรอดอยู่ได้อย่างไร แล้วเราก็จะทำสิ่งนั้น ๆ. ข้อแรกนี้เราจะต้องถือว่า โลกจะรอดอยู่ได้ ก็เพราะว่า ในโลกนี้ยังมีศาสนาที่ดี ที่ถูกต้อง มีวัฒนธรรมประเพณี ที่ดี ที่ถูกต้องเป็นของคนทั้งโลกอยู่. เราก็จะต้องศึกษา ให้รู้เรื่องศาสนา เรื่องวัฒนธรรม เรื่องประเพณีให้เข้าใจ อย่างถูกต้อง แล้วช่วยกันสืบต่อไว้ให้ดี ๆ ให้ยังคงมีอยู่

น.26 ๒ ๒ ต่อไป ด้วยจิตใจที่กว้างขวาง เหมือนอย่างว่าเราจะทำบุญ ตามประเพณี เช่นประเพณีทำบุญปีใหม่ หรือทำบุญอะไร ก็ตาม เมื่อมองเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์แก่มนุษย์แล้ว หรือแก่พุทธบริษัทในวงแคบนี้ก็ตามแล้ว เราก็จะต้องช่วยกัน สืบรักษาไว้. ใจความสำคัญมันรวมอยู่ที่ตัวศาสนานั่นเอง เพราะ ว่าเป็นหลักใหญ่ในการที่จะอธิบายให้เห็นว่า มนุษย์เกิดมา ทำไม ? ส่วนวัฒนธรรม หรือประเพณีปลีกย่อยนั้น มันก็ เป็นแขนงปลีกย่อย ที่แตกแยกออกไปจากหลักสำคัญใน ศาสนา. เพราะว่าทุกข้อทุกประเด็น มันจะต้องเป็นไปเพื่อ ความดับทุกข์ทั้งนั้น : ถ้าเป็นประเด็นใหญ่ ๆ ก็อยู่ในรูป ของศาสนา ที่มีความสำคัญมาก ; ที่รองลงมาก็เป็นเรื่อง ของวัฒนธรรม และประเพณี อาศัยเหตุผลที่มีอยู่ตาม กฎเกณฑ์ในทางศาสนานั้นเป็นหลัก. เมื่อเรามาช่วยกัน รักษาไว้ หรือสืบอายุไว้ ให้มีศาสนา มีวัฒนธรรม มีประเพณี ที่ดีในโลกนี้. มันก็เป็นการทำประโยชน์ผู้อื่นอย่างสูงสุดและ เต็มที่ ทำนองเดียวกันกับพระโพธิสัตว์ หรือพระพุทธเจ้า ที่ท่านมีความคิดนึก ที่จะช่วยโลกทั้งโลกไว้นั่นเอง แต่เรา

น.27 ๒๓ ไม่สามารถทำได้อย่างท่าน เราก็ทำให้มันเป็นไปในทำนองที่ จะให้ได้ผลคล้าย ๆ กัน คือช่วยโลกทั้งโลกเช่นเดียวกับท่าน แต่ในระดับหนึ่งหรือในปริมาณอันหนึ่ง ตามที่เราจะทำได้ อย่างไร โดยมีหลักง่ายๆ ว่า สิ่งใดเป็นประโยชน์แก่โลก หรือเกื้อกูลแก่โลก ทำให้โลกนี้มีอยู่ได้แล้ว สิ่งนั้นเราก็ จะต้องทำ และการกระทำนั้น เราต้องทำเองก่อน. เช่น จะสืบอายุพระศาสนานี้ เราจะต้องรู้ จะต้องเข้าใจ จะต้อง ปฏิบัติ ต้องให้ได้ผลของการปฏิบัติ ด้วยตนเองก่อน มันจึงจะได้ชื่อว่าสืบอายุพระศาสนา. ถ้าเราไม่ทำเองก่อน หรือทำไม่ได้ ก็ไม่มีใครเชื่อเรา หรือจะทำตามเราก็ไม่รู้ว่า จะทำอย่างไร. แต่ถ้าเราทำได้ และแสดงให้เห็นอยู่ว่าอย่าง นี้มันมีประโยชน์ เป็นความสงบสุขอย่างนี้แล้วคนก็พากันทำ ตาม. นี้เป็นการสืบอายุพระศาสนา ไม่ใช่เพียงแต่บอก ๆ กันด้วยปากอย่างเดียว ต้องทำกันจริงๆ ด้วย และต้องทำ เองก่อน. ถ้าจะให้พูดต่ำลงไปกว่านี้ อีก เป็นเรื่องของชาว บ้านแล้ว การทำประโยชน์ผู้อื่น ก็ต้องเล็งไปถึงการช่วยรักษา

น.28 ๒๔ วัตถุปัจจัยอะไรต่าง ๆที่มีอยู่ในโลกนี้ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น. จะทำการรักษา หรือจะทำการพัฒนาก็ตามใจ ในบรรดา สิ่งต่าง ๆ ที่มันมีอยู่เพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม แม้ที่มีอยู่ ตามธรรมชาติ. สิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เรียกว่า ทรัพยากรตามธรรมชาติ เป็นของมนุษย์ส่วนรวมก็ช่วยกัน รักษา ; และแม้สิ่งที่มนุษย์จะช่วยกันสร้างสรรค์ขึ้นมา เช่น ถนนหนทางหรืออะไร ที่จะใช้เป็นประโยชน์ร่วมกันนี้ ที่ มนุษย์ทำขึ้นมาก็จะต้องช่วยกันรักษา และช่วยกันพัฒนา. รักษา หมายความว่าทำให้คงอยู่ ทำให้มีอยู่ พั ฒนา ก็หมายความว่า ทำให้มันมีมากขึ้นไป หรือดีกว่าเก่า. การ รักษาหรือการพัฒนาสิ่งที่มีประโยชน์ร่วมกัน นี้ก็เรียกว่า ทำประโยชน์ผู้อื่น เป็นของอย่างต่ำที่สุดแล้ว; แต่แล้วเรา ก็ไม่ทำ ลองพิจารณาดูด้วยจิตใจที่ไม่ลำเอียงเหมือนกับที่ กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าเรานี่แหละรู้อยู่แก่จิตใจของตัวเองดี ว่าเราไม่ค่อยจะสมัครใจที่จะรักษา หรือพัฒนาสิ่งที่เป็น ประโยชน์ร่วมกันนั้นสักกี่คน ; เรามีแต่จะเอาเปรียบ หรือมีแต่จะใช้เอาประโยชน์ของตัว ; ส่วนการที่จะช่วยกัน

น.29 ๒๕ เสียสละรักษาและพัฒนานั้น คอยหาทางหลบหลีกอยู่เสมอ เราจึงได้เห็นสิ่งต่าง ๆ อยู่ในสภาพที่ไม่น่าพออกพอใจ เพราะ ว่าคนทุกคนหรือแทบทุกคนล้วนแต่จะหลีกเลี่ยงหน้าที่อันนี้ ด้วยกันทั้งนั้น ต้องออกกฎหมายบังคับ หรือต้องกำหนด กฎเกณฑ์อะไรบางอย่างขึ้นมา หลอกลวง ล่อหลอกให้ทำ จึงจะทำ จึงเรียกว่ามนุษย์มีกิเลส มีปัญญาที่จะใช้กิเลสนั้น เพื่อบังคับคนที่มีกิเลสให้ทำประโยชน์ผู้อื่น. ตั้งระบบภาษี อากรอะไรขึ้นมา ก็เพื่อจะเรียกเอาไปสำหรับรักษาหรือ พัฒนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน นี้แสดงว่ามนุษย์ธรรมดา สามัญนั้นไม่ได้มีศรัทธาด้วยตนเอง ไม่ได้มีความเสียสละ ด้วยตนเอง เพื่อจะรักษาหรือพัฒนาสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์ ร่วมกัน. เพียงเท่านี้ก็เรียกว่าใช้ไม่ได้หรือสอบไล่ตกอยู่แล้ว ไม่ต้องไปพูดถึงสิ่งที่สูงไปกว่านี้ให้มากทำไมกัน. ไปนึกถึง ข้อนี้กันเสียให้มากก่อนเถิด ว่าเราจะมีการเสียสละโดย บริสุทธิ์ใจกันให้มาก ๆ ขึ้นไปกว่าปีเก่า สำหรับปีใหม่นี้. บางคนบริจาคเงินเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมมาก ๆ ก็เพื่อจะเอาหน้าเอาตาเอาเกียรติยศชื่อเสียง ไม่ใช่บริจาค ด้วยความบริสุทธิ์ใจ. แม้ท่านทายกทายิกาทั้งหลายก็

น.30 ๒๖ ยังเป็นอย่างนั้น คือบริจาคทรัพย์สินอะไรออกไป ก็เพื่อ จะแลกเอาสวรรค์เอาวิมาน ซึ่งมีกำไรมากเหลือเกิน อย่างนี้ ไม่ใช่การบริจาคด้วยความบริสุทธิ์ใจ ; ไม่อยู่ในข้อที่ว่า เห็นแก่ผู้อื่นแล้ว มีการรักษาหรือการพัฒนาสิ่งที่มีประโยชน์ ร่วมกัน. ยกตัวอย่าง เช่นวัดวาอาราม ถือว่าเป็นสิ่งที่จะใช้ เป็นประโยชน์ร่วมกัน. ทีนี้คนที่จะช่วยกันบริจาคเงิน บำรุงรักษาพัฒนาวัดวาอารามนั้น ส่วนมากที่สุดก็เพื่อแลก เอาบุญเอากุศล ไม่ใช่ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ เพื่อเห็นแก่ ประโยชน์ของผู้อื่นล้วน ๆ และคนที่บริจาคมาก ๆ นั้น ก็เพื่อว่าตนจะได้บุญบ้าง ถ้าไม่เชื่อบุญ ก็ว่าตนจะได้ เกียรติยศชื่อเสียง มีหน้ามีตาบ้าง. เพราะว่าเงินมันมีมาก จนเหลือใช้เหลือกิน ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ก็เอาไปซื้อเกียรติ ซื้อหน้า ซื้อตาอย่างนี้ ; ส่วนใหญ่เป็นอยู่อย่างนี้. จะหา ได้สักกี่คนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ แล้วบริจาคทรัพย์หรืออะไร ออกไป เพื่อรักษาหรือพัฒนา สิ่งซึ่งเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ เป็นส่วนรวมโดยบริสุทธิ์แท้ ๆ.

น.31 ๒๗ นี่แหละคือปัญหาที่ว่า เราเกิดมาเพื่อผู้อื่นแล้วเรา จะต้องทำอย่างไร ? และว่าเราได้ทำแล้วหรือยัง ? ทีนี้ก็จะมองกันต่อไปถึงการบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น ด้วยการสงเคราะห์กันตรง ๆ เป็นรายบุคคล เป็นคน ๆ ไปที่เดียว : ถ้าถือตามหลักของพระพุทธเจ้าแล้ว การ สงเคราะห์เพื่อนมนุษย์กันนั้นท่านวางไว้ ๔ ประการ เรียกว่า ; ทาน การให้วัตถุสิ่งของ, บี่ยวาจา การพูดจาที่มีประโยชน์น่าฟัง, อัตถจริยา การประพฤติสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์แก่เขา, สมานัตตตา ทำตนเป็นเพื่อนเกลอของเขา. นี่ก็เข้าใจได้ทันทีเมื่อพูดขึ้นมาอย่างนี้ แต่แล้วปัญหา มันก็มีอยู่ว่า ได้ทำกันแล้วหรือยัง ? ได้ทำกันด้วยจิตใจที่ บริสุทธิ์ เป็นการสงเคราะห์ที่บริสุทธิ์หรือหาไม่ ? ถ้าให้ ทานก็ดูจะเป็นเรื่องตกเบ็ดเขาเสียมากกว่า เพื่อจะผูกพันเขา เป็นพวกเรา หรือเพื่อจะเอาประโยชน์อะไรจากเขาที่มัน ยิ่งขึ้นไป. หรือจะเป็นเรื่อง ปียะวาจา ก็เป็นวาจาที่จะตกเบ็ด เขาเสียมากกว่า พูดเพราะ ๆ เพื่อจะผูกพันเขา.

น.32 ๒๘ อัตถจริยานั้นก็เหมือนกัน ประพฤติประโยชน์เขา โดยหวังว่าหากจะมีผลประโยชน์อะไรของเราเกิดขึ้น เขาก็จะ ได้มาช่วยเรา. ส่วนการวางตนเป็นเพื่อนเกลอกันนั้น ก็เห็นแก่ ประโยชน์มากกว่าที่จะทำไปด้วยความเมตตา ด้วยความรักว่า เราเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน. นี่แหละแม้ข้อธรรมะง่ายๆ มีอยู่ชัดเจนอย่างนี้ ก็ยัง มีการบกพร่อง : ไม่ได้สงเคราะห์กันจริง ไม่ได้พูดสิ่งที่ เป็นประโยชน์กันจริง, ไม่ได้ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ กันจริง, และไม่ได้เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายกันจริง ; จึงขอ ให้ไปสะสางสังคายนา . รื้อฟื้นขึ้นมาพินิจพิจารณาวิจารณ์ดู ว่าเราได้ทำสิ่งเหล่านี้ไปโดยบริสุทธิ์ใจหรือไม่หรือว่ามากน้อย เพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสแห่งวันขึ้นปีใหม่นี้ ก็เพื่อจะสอบกันดูว่า มันดีขึ้นกว่าปีเก่าอย่างไรนั่นเอง. เมื่อปีเก่าทำได้เท่าไร ปีใหม่นี้ก็จะตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะทำ ให้มากกว่า ดีกว่า หรือให้กว้างขวางกว่าเป็นต้น กว่าปีเก่า อย่างน้อยสัก ๓ เปอร์เซ็นต์- ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังจะดีกว่า

น.33 ๒๙ ที่จะปล่อยมันไว้ไปตามบุญตามกรรม ; ไม่มีใครมารู้ของเรา เราก็จะทำไปแต่ในทางที่จะเป็นเรื่องได้ประโยชน์เรา ไม่ต้อง นึกถึงผู้อื่น จะไปนึกถึงทำไม อย่างนี้เป็นต้น. ผู้ที่เกิดมาเพื่อผู้อื่น จะต้องทำสิ่งที่เป็นการ รักษาประโยชน์ของผู้อื่น หรือของโลก ด้วยการสืบอายุ พระศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ; หรือว่าจะด้วยการ รักษาพัฒนา สิ่งต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ร่วมกันในวงแคบ ๆ หรือว่าจะทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน เฉพาะบุคคลเป็น รายบุคคลดังที่กล่าวมานี้. ทีนี้จะได้พิจารณากันต่อไปถึงข้อที่ว่า ถ้าเราเกิดมา เพื่อตัวเองเล่า เราจะต้องทำอย่างไร ? ที่ตั้งปัญหา ขึ้นมาอย่างนี้ก็เพราะว่า แม้เราจะถือหลักว่า เราเกิดมาเพื่อ ตัวเอง เราก็ยังมีทางที่จะทำให้เป็นประโยชน์ไม่เป็นโทษ คือว่าเราจะเห็นแก่ตัวเองแต่ในลักษณะที่ถูกต้อง เพื่อยก ตัวเอง เพื่อช่วยตัวเอง ; ไม่ใช่เห็นแก่ตัวเอง เพื่อจะเอา เปรียบผู้อื่น. การเห็นแก่ตัวจนเอาเปรียบผู้อื่นนั้น ยกไปทิ้ง เสียก็ได้ ไม่ต้องพูดถึงเพราะว่าพูดถึงก็ไม่มีประโยชน์อะไร.

น.34 ๓๐ แต่ดูเหมือนจะไม่ต้องพูดถึง เพราะรู้อยู่แก่ใจด้วยกันทุกคน แล้ว ว่าตัวเองก็รังเกียจคนที่เห็นแก่ตัว เรานี่แหละ ทุกคนรังเกียจบุคคลที่เห็นแก่ตัว แล้วเราจะมาเป็นคนที่เห็น แก่ตัวเสียเองอย่างนี้ มันก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่ามันไม่ไหว ไม่ถูกต้อง ; เพราะฉะนั้น เราจะไม่พูดกันในข้อนี้. เราจะพูดกันแต่ในข้อที่ว่า เมื่อเราเกิดมาเพื่อ ตัวเอง เห็นแก่ตัวเองแล้ว เราจะจัดการกับตัวเองอย่างไร อย่าไปเกี่ยวกับผู้อื่นซิ. เมื่อเห็นแก่ตัวเองแล้ว ก็จงจัดการ ไปกับตัวเองฝ่ายเดียว. เรามีหน้าที่ที่จะจัดการกับตัวเอง อย่างไร ก็จงพยายามจัดกระทำลงไปแก่ตัวเอง โดยไม่ต้อง ไปเกี่ยวกับผู้อื่น เพื่อว่าจะไม่มีทางที่จะเอาเปรียบผู้อื่น การที่จะทำประโยชน์แก่ตัวเองนั้น ในที่นี้ก็จะต้อง แบ่งแยกเป็น ๒ ประเภท คือตัวเองที่เป็นฆราวาส อยู่บ้าน อยู่เรือน, กับตัวเองที่เป็นบรรพชิตอยู่วัดอยู่ป่า. สำหรับฆราวาส ที่อยู่บ้านอยู่เรือน ครองบ้าน ครองเรือนนั้น ถือกันว่าอยู่ในระดับที่ต่ำลงไป คืออยู่ใน วิสัยที่จะต้องเกี่ยวข้องกันกับสิ่งที่เรียกว่าเรื่องกิน เรื่องกาม

น.35 ๓๑ เรื่องเกียรตินั้นมากกว่าบรรพชิต. บรรพชิตมีความมุ่งหมาย ที่จะละเสียซึ่งปัญหาอันเกี่ยวกับ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่อง เกียรติให้มากที่สุด. ส่วนฆราวาสนั้นยังจะต้องเกี่ยวข้องกับ สิ่งที่เรียกว่า เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรตินี้ไปพลางก่อน แต่ว่าให้ทำไปอย่างถูกต้อง. เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ๓ อย่างนี้ ๓ เรื่องนี้ ถ้าทำไม่ดี จะกลายเป็นที่ตั้งแห่ง ความทุกข์อย่างใหญ่หลวงแก่บุคคลนั้น และพาดพิงไปถึง ผู้อื่นด้วย จะต้องระมัดระวังให้เป็นการหามาอย่างถูกต้อง, การใช้สอยหรือการบริโภคอย่างถูกต้อง, หรือการเก็บไว้ สงวนไว้ อะไรก็ตามอย่างถูกต้อง ; อย่าให้เป็นเรื่อง โง่เขลาหรือเป็นเรื่องมัวเมา ไปด้วยอำนาจของกิเลสเลย. เมื่อยังเป็นฆราวาส ก็จะต้องมีปัญหาเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แน่ แต่ว่าทำไปในลักษณะ ที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมของฆราวาสก็แล้วกัน. เรื่องนี้ไม่ต้องอธิบายมาก เพราะเป็นเรื่องที่พอจะ เข้าใจกันได้ : เรื่องกินก็หามาหรือบริโภคใช้สอยให้มันถูก ต้องตามทำนองคลองธรรม, เรื่องกามเรื่องเพศตรงกันข้าม

น.36 ๓๒ เรื่องการสืบพันธุ์ หรืออะไรก็ตาม ก็ต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง ที่เรียกว่าประกอบอยู่ด้วยธรรม, เรื่องเกียรติก็ต้องเป็น เกียรติที่บริสุทธิ์ไม่หลอกลวง และได้มาเพราะตนได้ประพฤติ กระทำอย่างถูกต้องนั่นเอง. ไม่ใช่เกียรติชนิดที่ได้มาอย่าง หลอกลวง. ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่เป็นไร เป็นเรื่องกิน เรื่อง กาม เรื่องเกียรติ ที่ไม่ทำอันตรายแก่ผู้ใด ; แต่แล้วกลับจะ เป็นบาทฐานที่ดีสำหรับจะมีจิตใจก้าวหน้าต่อไป ในเมื่อรู้ว่า เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรตินี้ เมื่อมันถึงที่สุดเข้าแล้ว มันก็เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นอะไรไป ด้วยเหมือนกัน. อย่างที่คนแก่ ๆ นี้มีสติปัญญาพอสมควร แล้วก็จะรู้สึกได้. ทีนี้ก็มาถึง เรื่องสังคมสมาคม ผู้ที่เห็นแก่ประโยชน์ ตัว เห็นแก่ตัว ชนิดที่ไม่เอาเปรียบผู้อื่นนั้น ก็ยังจะต้อง ประพฤติต่อสังคมในลักษณะที่ไม่เอาเปรียบสังคม แต่ ประพฤติต่อสังคมนั้น อย่างถูกต้อง. พระพุทธเจ้าท่านตรัส แบ่งสังคมออกไปเป็น ๖ ทิศ ๖ ทาง เรียกว่า "ทิศ ๖" มอง ไปข้างหน้าคือบิดามารดา, มองไปข้างหลังก็คือบุตรภรรยา

น.37 ๓๓ หรือสามี, มองไปข้างขวาก็คือครูบาอาจารย์, มองไปข้าง ซ้ายก็คือมิตรสหายชาวเกลอ, มองไปเบื้องต่ำก็คือคนยากจน ลำบาก ตกยากอยู่ในความอุปถัมภ์ เช่นบ่าวไพร่เป็นต้น, มองไปข้างบนก็คือสมณะชีพราหมณ์ ผู้มีคุณธรรมสูง ; นี่แบ่งเป็น ๖ ทิศ ๖ ทางอย่างนี้ แต่ละทิศแต่ละทางเรา จะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้อง จนไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เป็นความทุกข์ยากลำบากแก่เรา. เรื่องทิศหกนี้ มีคำอธิบายอย่างละเอียดอยู่แล้วใน ตำหรับตำราสำหรับเล่าเรียน ผู้ที่เรียน นักธรรม เรียนธรรม- ศึกษาอะไร ก็ล้วนแต่ต้องเรียนเรื่องนี้ทั้งนั้น ไปหาอ่านดู เอาเองได้ และก็พอจะเข้าใจได้ แม้โดยสามัญสำนึกของตน ว่ามันมีความจำเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ที่เราจะต้องประพฤติ ให้ถูกต้อง ต่อสังคมทั้งหกทิศหกทางนี้. ในที่นี้อาจจะฟังแปลกหูไปบ้าง ที่จัดบุตรภรรยาบิดา มารดา ไว้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม. มันก็ออกจะเป็น หลักวิชาที่แปลกประหลาด ในการที่จะถือว่า ถ้านอกไปจาก ตัวเราแล้ว เราก็จะเรียกว่า "สังคม" ทั้งนั้น.

น.38 ๓๔ บิดามารดา บุตรภรรยา สามี ถือว่าเป็นผู้อื่นนอก ไปจากตัวเรา ซึ่งเราจะต้องประพฤติต่อเขา จึงรวมไว้ใน พวกที่เรียกว่าผู้แวดล้อมเราหรือสังคม. เพื่อตัดปัญหา ให้มันน้อยลง ว่านอกจากตัวเราแล้วเราก็จะต้องประพฤติ ในฐานะที่เป็นผู้ที่แวดล้อมเรา เกี่ยวข้องกันอยู่กับเรา จะต้อง ปฏิบัติต่ออย่างถูกต้องดังนี้. ผู้ที่เกิดมาเพื่อตัวเอง จะมีคุณธรรมสูง มีความ ก้าวหน้าดี ก็จะต้องระมัดระวังแม้แต่ในเรื่องสังคมอย่างนี้. ทีนี้มันก็มีหลักธรรมะ ที่ตนเองจะต้องปฏิบัติตามหลัก ของพระพุทธศาสนา. พระพุทธศาสนาทั้งหมดสรุปได้ เป็นคำ ๆ เดียว ว่าเป็นหนทางดำเนินไปเพื่อให้ถึง ความดับแห่งความทุกข์ หนทางนี้ท่านเรียกว่า “มรรค มีองค์แปด" คือหนทางที่ประกอบไปด้วยองค์ ๘ ประการ โดยเฉพาะก็คือการปฏิบัติที่มันถูกต้องอยู่ ๘ ประการ คือ ถูกต้องในความคิดเห็น, ถูกต้องในความปรารถนาหรือ ใฝ่ฝัน, ถูกต้องในการพูดจา, ถูกต้องในการกระทำ ทางกาย, ถูกต้องในการหาเลี้ยงชีวิต, ถูกต้องในความ

น.39 ๓๕ พากเพียรพยายาม, ถูกต้องในการกำหนดสติสำคัญมั่นหมาย ไว้อย่างไร, และถูกต้องในการมีความตั้งใจมั่นคือสมาธิ. เมื่อมีความถูกต้องทั้ง ๘ ประการนี้แล้ว ก็เรียกว่า เป็นหนทางอันเอกที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์โดยเฉพาะคน คือ นิพพานในที่สุด. คนแม้เป็นฆราวาส ก็จะต้องปฏิบัติตามมรรคมีองค์ แปดนี้ตามความสามารถของตน ๆ ก็จะเป็นการก้าวหน้าที่ สูงขึ้นไปจนพ้นจากความเป็นฆราวาส. ฟังดูให้ดี มิฉะนั้น บางคนจะตกใจ เพราะว่าตนยังรักความเป็นฆราวาสอยู่. ถ้าเราปฏิบัติ เดินทางไปตามหนทางนี้ให้ถูกต้องแล้ว มันจะ นำสู่ความพ้นไปจากความเป็นฆราวาส หรือเหนือความเป็น ฆราวาส แล้วก็ไม่ต้องตกใจอะไร ไม่ต้องกลัวอะไร เพราะว่า มันเป็นไปเพื่อความดับทุกข์โดยส่วนเดียวเท่านั้น. มันมีสิ่งที่จะต้องพิจารณาให้เห็นจริงในข้อนี้ ว่า เราจะมามัวเป็นฆราวาสดักดาน (ขออภัยที่ใช้คำที่ไม่ค่อยจะ สมควร) กันอยู่อย่างนี้มันจะไหวหรือ ? ควรจะพยายามให้ มันดียิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกที. ถ้าไม่มีหลักอย่างอื่น ก็อาศัยหลักที่ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ เรียกว่า อนุบุพพีกถา.

น.40 ๓๖ อนุบุพพีกถา คือเรื่องที่เราจะต้องพูดกันไปตาม ลำดับ ๆ จากต่ำไปหาสูง หรือถึงสูงสุด เรื่องที่จะต้องพูดไป ตามลำดับนี้ มีอยู่ ๕ เรื่องด้วยกัน :- ลำดับที่ ๑ คือการให้ทานที่แท้จริงถูกต้องบริสุทธิ์ ผุดผ่อง เป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว. ลำดับที่ ๒ คือเรื่องศีล คือประพฤติตนในทางกาย ทางวาจา หรือทางจิตใจด้วย ให้มันถูกต้อง ให้มันปรกติ ให้มันงดงาม ให้มันน่าดู. ลำดับที่ ๓ คือเรื่องสวรรค์ เมื่อมีทานและมีศีล ๒ อย่างนี้แล้ว ก็ได้รับประโยชน์อย่างดี ในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ และที่มันสูงไปกว่านั้น รวมเรียกว่า "เรื่องสวรรค์". เมื่อมีทานและมีศีลดีแล้ว ก็ได้รับผล ตอบแทนคือสวรรค์ หมายถึงความพอใจเป็นสุขอยู่ได้ โดย ไม่มีความเดือดร้อนในเรื่องโลก ๆ. ลำดับที่ ๔ คือเรื่องโทษของสวรรค์นั่นเอง เรียก ว่าอาทีนพ แปลว่าโทษ โทษของอะไร ก็คือโทษของสวรรค์ โทษของสวรรค์มีอยู่อย่างไร คือมันเป็นเรื่องหลอกลวงคน

น.41 ๓๗ ให้มัวเมา และเมื่อคนเรามัวเมาแล้วก็กลับทำผิดได้อีก. อาศัยสวรรค์นั่นเอง เทวดาก็กัดกัน ทะเลาะกันเหมือนสัตว์ เดรัจฉาน และ เรื่องสวรรค์ คือกามคุณนั่นแหละทำให้ มนุษย์ฆ่าฟันกัน แม้แต่บิดากับบุตรก็ยังทะเลาะกันเพราะ เรื่องกามารมณ์ เช่นว่าไปรักผู้หญิงคนเดียวกันเข้าเป็นต้น. พ่อกับลูกก็อาจเกิดวิวาทกัน อย่างนี้เป็นชั้นต่ำที่สุด. รวม กันทั้งหมดนี้แล้วเรียกว่าอาทีนพ คือเรื่องโทษของสวรรค์ เป็นลำดับที่ ๔. ลำดับที่ ๕ ก็คือเรื่อง เนกขัมมะ แปลว่า ออกไป ออกไปจากอะไร ก็คือออกไปจากสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่อง เศร้าหมอง เป็นเรื่องผูกพัน เป็นเรื่องทิ่มแทง เป็นเรื่อง เผาลน. ฟังดูให้ดี! ว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องทานก่อน แล้วก็ตรัสเรื่องศีล, และว่า ๒ เ รื่องนี้เป็นเหตุให้ได้สวรรค์, และเมื่อได้สวรรค์แล้วก็ให้ดูโทษของสวรรค์ ที่ทำให้คน โง่เง่า หลงใหล มัวเมา, แล้วก็มองไปยังเรื่องออกไป เสียให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องเนกขัมมะ, ในที่สุดก็ไปสู่

น.42 ๓๘ ความว่างหรือสุญญตา คือว่างจากความทุกข์. ดังที่ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เป็นการตอบคำถาม ของฆราวาส กลุ่มหนึ่ง ที่ไปทูลถาม ถึงสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์เกื้อกูลที่สุด ว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลที่สุดแก่ฆราวาสนั้น คือเรื่อง อันเนื่องด้วยสุญญตา. สุญญตา คือว่างจากตัวกู-ของกู ว่างจากความ เห็นแก่ตัว ว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์ ไม่มีความ ทุกข์เลย. ฆราวาสก็จะต้องไต่เต้าไปตามลำดับ จนถึงสิ่ง สูงสุด คือ สุญญตา ซึ่งเป็นเรื่องของความดับทุกข์สิ้นเชิง. นี้เรียกว่าแม้เป็นฆราวาส เมื่อเห็นแก่ประโยชน์ตัว ถนอมตัวรักตัวแล้ว ก็อย่าไปก้าวก่ายประโยชน์ของผู้อื่นเลย จงบำเพ็ญประโยชน์ของตัวให้บริสุทธิ์โดยลักษณะที่กล่าวมานี้ เถิด ก็จะได้ชื่อว่าเกิดมาเพื่อตัวเอง ชนิดที่ไม่เป็นโทษ แต่เป็นประโยชน์. ที่นี้สำหรับผู้เป็นบรรพชิตนั้น มันมีปัญหาน้อย ลงไป เพราะว่าได้หลีกออกมาเสียแล้วจากกลุ่ม ที่ยุ่งเหยิง ของเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ. หมายความว่าถ้าเป็น บรรพชิตจริงเป็นนักบวชจริง ก็จะต้องสละทรัพย์สมบัติจริง

น.43 ๓๙ สละวงศาคณาญาติแม้แต่บิดามารดาจริง และสละสิ่งทุกสิ่งซึ่ง เป็นเรื่องของฆราวาสโดยหมดสิ้น นี้จึงจะเรียกว่าบรรพชิต. คำว่า "บรรพชิต" แปลว่า ผู้มีบรรพชา คำว่า บรรพชา แปลว่า ไปหมด เว้นหมดจากความเป็นฆราวาส จึงเป็นอันว่า ได้ขจัดปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ไปได้มาก หรือหมดแล้ว อย่างที่เป็นเรื่องของ ฆราวาส. ทีนี้มันก็เหลือแต่ที่จะเดินไปตามองค์มรรค มีองค์แปดให้สูงไปกว่าที่ฆราวาสเขาเดิน และมีลำดับที่จะ ต้องไต่เต้าไป คือมี ศีล แล้วก็ไปมี สมาธิ ; ไม่ใช่มีศีล แล้วไปมีสวรรค์ เหมือนอย่างฆราวาส. บรรพชิต จะมี ศีล แล้วมี สมาธิ ; พอมีสมาธิ แล้ว ก็จะมี ปัญญา ; มีปัญญาแล้วก็จะมี วิมุติ ; มีวิมุติ แล้วก็จะต้องมี วิมุติญาณทัศนะ คือรู้จัก สุญญตา ใน ที่สุด. จุดหมายปลายทางอยู่ที่ สุญญตา คือความว่างจาก ตัวกู-ของกู ว่างจากกิเลสและความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น. จะทบทวนมาเปรียบเทียบกันดูอีกครั้งหนึ่งว่า : การ ที่จะไต่เต้าไปตามลำดับสำหรับฆราวาสนั้น ขั้นที่ ๑ มี ทาน

น.44 ๔๐ ขั้นที่ ๒ มี ศีล ขั้นที่ ๓ มีสวรรค์ ขั้นที่ ๔ ก็เห็น โทษของ สวรรค์ ขั้นที่ ๕ ก็มี เนกขัมมะ เห็นเนกขัมมะ พอใจ ในเนกขัมมะ คือจะหลีกออกไปเสียจากสิ่งเหล่านี้ เพื่อไปสู่ สุญญตา. ส่วนภิกษุนั้น ไม่ต้องข้ามไป หรือวกไปวกมา ใน เรื่องอันเกี่ยวกับสวรรค์. ถ้าไปเกี่ยวกับเรื่องของสวรรค์ ก็เป็นภิกษุปลอม. ภิกษุที่ไม่ปลอมก็จะมีขั้นที่ไต่เต้าไป ตามลำดับคือ ศีล แล้วก็ สมาธิ สมาธิแล้วก็ ปัญญา คือรอบรู้ในความจริง ของชีวิตของความทุกข์ ; มีปัญญา แล้วก็สามารถทำให้ วิมุติ คือหลุดพ้นไปจากความผูกพัน ของกิเลสนั้น ๆ แล้วก็มี วิมุติญาณทัศนะ คือรู้ผลของ ความหลุดพ้นนั้น คือสุญญตาว่าไม่มีความทุกข์. การไต่เต้า ไปตามลำดับในลักษณะที่ถูกต้องของบรรพชิตอย่างนี้ ก็เรียก ว่าเป็นการทำประโยชน์ตน ; เกิดมาเพื่อตัวเอง แล้วก็อย่า ไปก้าวก่ายประโยชน์ของผู้อื่นเลย จงบำเพ็ญประโยชน์ของ ตนไปตามลำดับ ; แม้จะทำอะไรก็ให้เป็นไปเพื่อการก้าวหน้า ไปตามลำดับ. ถ้าจะไปเกี่ยวข้องกับผู้อื่น ก็ต้องให้เป็นไป

น.45 ๔๑ เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ไม่ใช่จะไปเอาประโยชน์ของผู้อื่น มันจึงจะเรียกว่าเป็น การบำเพ็ญประโยชน์ตนที่ถูกต้อง. นี้เรียกว่า เราเกิดมาแต่ละคน ๆ บางคนก็เพื่อผู้อื่น ล้วน ๆ บางคนก็เพื่อทั้งตนและผู้อื่น. บางคนก็เพื่อ ตนเองล้วน ๆ ; แต่ว่าจะเพื่ออะไรก็ตามอย่าให้มันมีผิดพลาด ไปได้ อย่าให้เป็นความผิด แต่ให้เป็นความถูกอยู่เสมอ. ถ้าเห็นแก่ผู้อื่นล้วน ๆ ก็จงปฏิบัติอย่างพระโพธิสัตว์ ถ้าเห็นแก่ตนด้วยและผู้อื่นด้วย ก็ปฏิบัติอย่างพระ อริยเจ้าทั่ว ๆ ไป. ถ้าอยากจะเห็นแก่ตนข้างเดียว เป็นฆราวาสบุถุชนผู้ เห็นแก่ตัวแล้ว ก็ต้องถือหลักชนิดนี้ คือประพฤติประโยชน์ ตนโดยไม่กระทบกระทั่งถึงประโยชน์ของผู้อื่น มีแต่จะให้ ผู้อื่นพลอยได้รับประโยชน์ ได้ด้วยโดยอ้อมหรือโดยไม่รู้สึก เราอยากจะรู้สึกแต่เรื่องของตัว ก็รู้สึกไปเถิด แต่อย่าให้ เป็นการทำลาย หรือกระทบกระทั่งประโยชน์ผู้อื่น. ถ้าเรา ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติประโยชน์ตนอยู่อย่างถูกต้องอย่างนี้แล้ว

น.46 ๔๒ มันก็จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นไปได้ด้วย โดยไม่รู้สึกตัว เหมือนกัน ; จึงเป็นอันว่าหมดปัญหา. หมดปัญหาในข้อที่ว่า ใครจะเห็นแก่ตนก็เห็นแก่ ตนไปเถิด แต่ขอให้เห็นประโยชน์ตนอย่างถูกต้อง ขอให้ รีบทำประโยชน์ตนให้ลุล่วงไปเถิด ; ส่วนใครจะเห็นแก่ ประโยชน์ผู้อื่น. เพราะว่าไม่รีบร้อนจะเอาประโยชน์ตน ก็เห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่นไปเถิด ; มันก็จะไม่มีทางที่จะเกิด กิเลสที่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตน. ทีนี้ถ้าจะให้ทำพร้อมกันไป ทั้งสองอย่างก็ทำไปได้ตามสมควร. แต่ถ้าเห็นว่ามันยากนัก ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำแต่ประโยชน์ตน ให้มันเป็นประโยชน์แก่ ผู้อื่นโดยอ้อมพร้อม ๆ กันไปดังนี้. นี่แหละคือคำตอบของปัญหาที่ถามว่า เกิดมาทำไม ? ซึ่งเราจะต้องสะสางให้ดี ให้ยิ่งขึ้นไปในโอกาสแห่งการขึ้น ปีใหม่ ที่เราเรียกว่า ทำบุญปีใหม่ดังนี้. สรุปแล้วก็ควรจะมีปัญหาหรือมีหัวข้อของปัญหาที่จะ ตั้งขึ้นไว้ว่า เราจะต้องเกิดมาเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้ ด้วยการปฏิบัติให้ถูกต้องตามฐานะของตน ๆ

น.47 ๔๓ หรือตามความพอใจของตน ๆ. ว่าจะเกิดมาเพื่อผู้อื่น หรือ เกิดมาเพื่อตน หรือว่าเพื่อทั้งสองอย่าง แล้วแต่ว่าตนกำลัง เป็นฆราวาส หรือเป็นบรรพชิต. ตนจะเป็นฆราวาสหรือ เป็นบรรพชิตก็ตาม ล้วนแต่มีจุดหมายปลายทางอย่างเดียวกัน คือความดับไปหมดแห่งความทุกข์ คือว่างจากตัวกู-ของกู ไม่มีการเวียนว่ายในวัฏฏสงสารอีกต่อไปดังนี้. นี่แหละคือ ข้อที่เรียกว่า เกิดมาเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควร จะได้ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อมีนั่นมีนี่เป็นของตัว และเพื่อลูก เพื่อหลานของตัว ; ไม่ใช่ว่าจะเกิดมาเพื่อจะ มีเงิน มีทอง มีทรัพย์สมบัติ สิ่งของบริบูรณ์มากมายแล้ว ก็เป็นการ เพียงพอแล้ว. เพราะว่าเกิดมาเพียงแต่มีกิน มีกาม มี เกียรติสมบูรณ์แล้ว จะถือว่าหมดแล้วจบแล้วนั้นไม่ได้ เพราะว่านั่นยังไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์. สิ่งที่ดีที่สุดของ มนุษย์นั้นมันจะต้องไปไกลกว่านั้น โดยที่เราจะตั้งปัญหาขึ้น มาว่า เมื่อเรากินอิ่มแล้ว สบายแล้ว เราจะต้องทำอะไรอีก ต่อไป. บางคนคิดเสียว่า เมื่อมีกินมีใช้อิ่มสบายแล้วก็ไม่ ต้องทำอะไรอีกต่อไป นั้นมันเป็นเรื่องของคนที่มีความคิด อย่างวัวควาย สุนัข และแมวเป็นต้น. แต่ถ้าเป็นคนที่มี

น.48 ๔๔ ความคิดนึกอย่างมนุษย์แล้ว จะรู้สึกทีเดียวว่า แม้เมื่อเรากิน อิ่มแล้ว มีกินมีใช้สบายแล้ว เราก็ยังมีเรื่องที่จะต้องทำต่อไป คือเรื่องที่จะให้ได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ นั่นเอง. ตามหลักจริยธรรมสากล ของพวกนักจริยธรรมในโลกนี้ ในสมัยนี้ ยุติกันว่า :- - เราจะต้องมีความสุข - เราจะต้องมีความเต็มของความเป็นคน - เราจะมีชีวิตอยู่อย่างทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ และ - เราจะต้องมีความรักสากล นี่พูดอย่างภาษาชาวบ้าน แต่แล้วก็เป็นความหมาย ที่สูงอย่างเดียวกัน ขอแต่ให้อธิบายถ้อยคำนั้น ๆ อย่าง ถูกต้อง : เช่น เราจะต้อง มีความสุข อย่างนี้ ต้องหมายถึง มีความสุขที่แท้จริง ไม่มีอะไรมากัดแทะดวงวิญญาณของเรา. ความสุขปลอม คือเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรตินั้น มันมี อะไรมากัดแทะดวงวิญญาณของเรา ไม่เท่าไรดวงวิญญาณ ของเราก็จะเป็นขึ้กราก มีโรคขึ้กรากเกิดขึ้นในดวงวิญญาณ เพราะเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรตินั้นเอง. อย่างนี้ จะถือว่าเป็นความสุขที่แท้จริงไม่ได้ ความสุขที่แท้จริงนั้น

น.49 ๔๕ จะต้องไม่มีอะไรชนิดที่จะเป็นการเบียดเบียน หรือทำลาย อย่างเร้นลับเช่นนั้น หมายความว่า ไม่มีกิเลสที่ซ่อนเร้นไว้ จึงจะเป็นความสุขที่แท้จริง, ไม่มีความเบียดเบียนที่ซ่อน เร้นไว้ จึงจะเป็นความสุขที่แท้จริง ; นี้เรียกว่า มีความสุข ในฐานะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้เรื่องที่หนึ่ง. เรื่องที่สอง ก็แกล้งพูดออกไปให้มันเข้าใจชัดเจน ยิ่งขึ้นว่า จะต้อง มีความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์. คนโดยมากไม่มีความเต็มของความเป็นคน คือเป็นคนที่ ไม่เต็ม ยังบ้า ๆ บอ ๆ ยังมีอะไรที่ไม่เต็มอยู่ เพราะว่ายังมี ความโลภ ความโกรธ ความหลงอยู่. ความโลภ ความ โกรธ ความหลงนั้น มันแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า มันเป็น ความผิด มันเป็นความโง่ มันเป็นความเขลา ถ้าขืนเอาไว้ มันก็ทำให้ความเต็มของความเป็นคนนั้นไม่เต็ม. เหมือนว่า ดวงจันทร์ถ้ามีไฝฝ้าอะไรบีดบัง มันก็ไม่เป็นดวงจันทร์ ที่เต็ม. จิตใจนี้ก็เหมือนกัน ถ้ามีกิเลสซึ่งเป็นไฝผ้าปิดบัง มันก็ไม่เป็นจิตที่เต็ม และความเป็นคนของบุคคลนั้นก็ไม่ เต็ม ; เราจะต้องไม่มีอะไรที่เป็นความพร่องของความเป็นคน.

น.50 ๔๖ ขอให้ไปคิดดูเถิด ข้อนี้น่ากลัวมาก ถ้าไปทำเล่น ๆ กับมัน มันก็จะเป็นคนที่ไม่เต็มอยู่เรื่อยไป และไม่รู้สึกตัวด้วย. ถ้า มีความเต็มของความเป็นมนุษย์ เมื่อไร ก็เรียกว่า เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้เป็นรายการที่สอง. เรื่องที่สาม ก็มีชีวิตอยู่อย่างทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ข้อนี้หมายความว่า ถ้าทำหน้าที่เพื่อเงิน มันก็เป็นทาสเงิน, ถ้าทำหน้าที่เพื่อคนรัก มันก็เป็นทาสของคนรัก, ทำหน้าที่ เพื่ออะไร มันก็เป็นทาสของสิ่งนั้น. ที่ว่าทำหน้าที่เพื่อ หน้าที่นี้ ควรจะพูดว่าเป็นทาสของหน้าที่ แต่แล้วมันก็ ไม่เป็น เพราะว่าเราเป็นผู้ทำหน้าที่ ไม่ใช่หน้าที่มันทำเรา ; และที่เราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นั้น ก็หมายความว่าเราไม่มี กิเลสใด ๆ ที่จะปฏิบัติหน้าที่. มนุษย์อยู่นิ่งไม่ได้ต้องทำ ; เพราะฉะนั้นเมื่อทำ ก็ต้องทำหน้าที่ : จะทำหน้าที่ ก็ต้องทำเพื่อหน้าที่ อย่าไปทำเพื่อสิ่งอื่น มันจึงจะบริสุทธิ์. การได้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นี้ ไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่า เราได้มีชีวิตหรือลมหายใจอยู่อย่างมีความบริสุทธิ์เท่านั้นเอง ; เรียกว่าเป็นการได้สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ เป็นข้อที่สาม.

น.51 ๔๗ ข้อที่ ๔ ข้อสุดท้าย เรียกว่า ความรักสากล หมายความว่า ความเห็นแก่ผู้อื่นเหมือนกับพระโพธิสัตว์นั้น ไม่มีเขาไม่มีเรา ไม่มีมึงไม่มีกู ; ถือว่าทั้งหมดเป็นคน ๆ เดียวกัน หรือว่าถ้าจะให้เป็นหลายคน ก็เป็นคนที่เหมือนกัน คือเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน มีหัวอกอย่างเดียวกัน คือว่าเมื่อถูกเบียดเบียนอยู่ด้วยความทุกข์และกิเลสแล้ว จะ ต้องร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกัน ทำลายกิเลสนั้นเสีย ให้ มนุษย์นี้พ้นจากความทุกข์. ถ้ามีความรู้สึกอย่างนี้แล้ว ก็จะ รักคนทั้งหลาย รักเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย อย่างกับว่าเป็น คน ๆ เดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นความรักสากล. เมื่อมีความสุขแท้จริง, เมื่อมีความเต็มของความ เป็นคน, อยู่อย่างทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, มีความรักสากล ดังนี้แล้ว ไปคิดดูเถิดมันก็ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้ จึงเรียก ได้ว่า เป็นการได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้เป็นแน่แท้. สำหรับ ความเต็มของความเป็นมนุษย์ นั้น ฟังดู ให้ดีแล้วจะรู้สึกว่าเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง และถ้าใครยังขาด อยู่ ก็เป็นสิ่งที่น่าอับอายอย่างยิ่ง. ความเต็มของความเป็น คนนั้น มีความเต็มของสติปัญญา คือมีความรู้หรือสติ ปัญญาที่เต็ม ; เมื่อเต็มแล้วก็มีความบริสุทธิ์สะอาดที่เต็ม ;

น.52 ๔๘ แล้วก็มีความเมตตารักใคร่ผู้อื่นที่เต็ม ; เมื่อได้อย่างนี้แล้ว ตัวเองก็พอใจตัวเองได้ จึงเป็นความเต็มแห่งจิตใจของตัวเอง. ปีใหม่ของเราดีกว่าปีเก่าอย่างไรในข้อนี้ จงได้ไป พิจารณาดูให้ดีกันทุก ๆ คนเถิด และตักบาตรปีใหม่นี้ ก็คือ ตักสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในจิตใจทิ้งออกไปเสียจากจิตใจ ทำได้ เท่าไร ปีใหม่ก็จะดีกว่าปีเก่าเท่านั้น เป็นแน่นอน. หวังว่าท่านทั้งหลาย จะได้พินิจพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาในธรรมเทศนา ที่เป็นโอกาสของการขึ้นปีใหม่ โดยนัยดังที่ได้กล่าวมานี้แล้ว มองเห็นตามที่เป็นจริงว่า มันมีอยู่อย่างไร เราได้ทำแล้วเพียงไร ปีใหม่จะดีกว่า ปีเก่าอย่างไร แล้วมีความพอใจในการกระทำของตนจงทุก ๆ คนเถิด ก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท สมตามที่พระพุทธเจ้า ท่านทรงประสงค์; แล้วก็จะเป็นผู้ที่ไม่ตาย สมตาม พระพุทธภาษิตที่ว่า "อปปมตฺตา น มิยฺยนติ - บุคคลผู้ ไม่ประมาทแล้ว ย่อมไม่ตาย, เย ปมตฺตา ยถามตา - ส่วนบุคคลเหล่าใดเป็นผู้ประมาทแล้ว ก็เป็นเหมือนกับ ผู้ที่ตายแล้ว ; มีนัยดังที่ได้วิสัชนามา. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.

น.53 เอกสารชุดมองด้านใน ของ ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม ไชยา อันดับ อันดับ ๑. ภาษาคน-ภาษาธรรม ๒๖. จิตประภัสสร, จิตเดิมแท้, (มีภาษาอังกฤษ) จิตว่าง เหมือนกันหรืออย่างไร ๒. ภัยของพุทธศาสนา ๒๗. การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณ (วิปัสสนาตำน้ำพริก) อย่างสัตว์ ๓. เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ ๒๘. สิ่งที่ทำให้ชีวิตของนักศึกษา ๔. เกิดมาทำไม? (ตอน ๑-๒) ไร้ความหมาย (มีฉบับภาษาอังกฤษ) ๒๙. การศึกษาชนิดที่นำโลกไปสู่ ๕. เกิดมาทำไม ! (ตอน ๓-๔-๕) ความวินาศ ๖. เรามา ‘กิน’ เวลากันเถิด ๓๐. สิ่งที่ผู้ฉลาดถือเอาเป็นครู ๗. ทำบุญสามแบบ ๓๑. ปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวัน ๘. ทางรอด ๕ ประการ ๓๒. ทางสายกลาง ๙. ระวัง ว่างอันธพาล ๓๓. มรรค ผล นิพพานในชีวิตประจำวัน ๑๐. การมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน ๓๔. สิ่งที่ทำให้ลามก ๑๑. สมาธิ วิปัสสนา ตามวิธีธรรมชาติ ๓๕. ไม่มีศาสนา(มีฉบับภาษาอังกฤษ) ๑๒. ดวงตาที่เห็นธรรม ๓๖. ความเจ็บไข้มาตักเตือนให้ฉลาด ๑๓. วิธีชนะความตาย ๓๗. การบำรุงพระศาสนา ๑๔. มหาวิทยาลัยในตัวคน ๓๘. คนได้มีโอกาสเสียสละเป็นผู้มี ๑๕. อุปสรรคของการเข้าถึงธรรม โชคดี และปีใหม่สามแบบ ๑๖. อุปสรรคที่มีอยู่ในคำพูด ๓๙. การบวช คือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น ๑๗. ในสังสารวัฏฏ์ มีนิพพาน ๔๐. ชีวิตต้องเทียมด้วยควายสองตัว (มีฉบับภาษาอังกฤษ) ๔๑. หลักปฏิบัติเกี่ยวกับทานบริจาค ๑๘. ทำอย่างไรจึงจะเรียนดี ? ๔๒. ฆราวาส กับ ไสยศาสตร์ ๑๙. วิธีศึกษาพุทธศาสนา ๔๓. เคล็ดลับในการครองชีวิต ๒๐. โจรปล้นธรรมชาติ ๔๔. ลัด รวดเดียว ถึง ! ๒๑. รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง ๒๕. ความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก (มีฉบับภาษาอังกฤษ) ๔๕. จิตที่คิดจะให้นั้นสบายกว่าจิตที่คิดจะเอา และ ๒๒. ทำอย่างไรคุณพระจึงจะคุ้มครอง เพราะมีผู้ขาดแคลนเราจึงมีโอกาสได้บุญ ๒๓. การงาน คือการปฏิบัติธรรม ๔๖. สะสางปัญหาชีวิตในวันปีใหม่ ๒๔. ชนะดวงจันทร์ หรือชนะตนดี ๔๗. ปั้นมนุษย์แต่ยังเด็ก

น.54 ความสุข ความเอ๋ย ความสุข ใครๆ ทุก คน,ชอบเจ้า เฝ้าวิ่งหา "แกก็สุข, ฉันก็สุข, ทุกเวลา" แต่ดูหน้า ตาแห้ง ยังแคลงใจ ถ้าเผา ตัวตัณหา, ก็น่าจะสุข, ถ้ามันเผา เราก็ "สุก" หรือเกรียมได้ เขาว่าสุข สุขเน้อ! อย่าเห่อไป มันสุขเย็น หรือสุกไหม้ ให้แน่ เอย ฯ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต