น.5 เวลาสำหรับพวกเราล่วงมาถึง ๕.๐๐ น. แล้ว. วันนี้จะได้พูดกันถึงเรื่อง บรมธรรม กับ เด็กทารก. ในครั้งที่แล้วมา เราพูดกันถึงเรื่องมูลเหตุที่พวกฮิปปี้ เกิดขึ้นในโลก ; สรุปความว่า เพราะเด็กขาดบรมธรรม เพราะฉะนั้นในที่นี้ ก็จะขอถือโอกาสพูดถึงการทำให้เด็กมี บรมธรรม แม้ในขนาดที่เรียกว่าเด็กทารก. ถ้าถือเอาตามภาษาบาลี ที่มีคำกล่าวถึงเด็ก อยู่หลายคำ ก็พอจะจำกัดความลงไปได้ว่า คำว่า ทารก หมายถึงเด็กรุ่นเล็กรุ่นจิ๋ว, ถ้าเป็นอย่างสมัยนี้ก็อย่างเด็ก ในโรงเรียนอนุบาล. คำว่า กุมาร กุมารี หมายถึงเด็กรุ่น ประถม รุ่นมัธยมทำนองนั้น. คำว่า ยุวา ยุวตี ก็หมายถึง ที่เราเรียกกันว่า ยุวชน สมัยนี้. เพราะฉะนั้นคำว่า
น.6 ๒ เด็กทารกของเราไม่ได้หมายถึงเด็กอ่อนนอนเบาะ แต่ หมายถึงเด็กที่รู้พึ่งรู้คิด รู้โต้แย้งด้วยเหตุผลของตัวเอง ; และมีหลักที่จะต้องพิสูจน์ว่า เด็ก ๆ ก็ต้องเกี่ยวข้องกับ บรมธรรม หรือมีบรมธรรม. บรมธรรมเป็นสิ่งที่มีไว้ สำหรับมนุษย์ทุกคน และทุกระดับตั้งแต่เด็กทารก เป็นต้นไป. สำหรับคำว่า "บรมธรรม" จะต้องหมายถึง โลกุตตรธรรม หรือปรมัตถธรรม อย่างที่เรียกกันเดี๋ยวนี้ เสมอไป จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้, แม้ที่เป็นเด็กทารก ก็ต้องมีธรรมที่เป็นฝักฝ่ายของโลกุตตระ ที่เรียกว่า ปรมัตถธรรม คือธรรมที่มีเนื้อหาลึกซึ้ง หรือสูงสุด อย่างยิ่ง. เดี๋ยวนี้เราถูกกระทำให้ยึดถือในฐานะเป็น ของขลังของศักดิ์สิทธิ์มากเกินไป ถ้าพูดอย่างธรรมดา ๆ ที่ไม่มีความยึดถือแล้ว สิ่งนี้มันก็เป็นเพียงสิ่งสูงสุด เท่านั้นเอง, เป็นธรรมชาติอันสูงสุด, เรียกภาษา อย่างง่าย ๆ ก็ว่า ยอดสุดของทุกสิ่ง . แต่แล้วยอดสุดของ ทุกสิ่งนี้ไม่ใช่เป็นยอดสุดอยู่ผู้เดียว ต้องมาเกี่ยวข้องกัน
น.7 ๓ กับมนุษย์ ; จะเกี่ยวข้องกับมนุษย์แต่เพียงชั้นผู้ใหญ่ หรือชั้นคนเฒ่าคนแก่มันก็ไม่ได้ เพราะว่าเด็ก ๆ จะเดิน ผิดทาง. และโดยแท้จริงนั้น ธรรมชาติได้จัดสรร หรือว่ามีสิ่งนี้ไว้ ในฐานะเป็นพื้นฐานของสิ่งทั่วไป ; สิ่งสูงสุดนี้เป็นพื้นฐานของสิ่งทั่วไป. ในอีกทางหนึ่งเมื่อเราพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า บรมธรรม ในนามว่า พระเจ้า เราก็หมายความว่า พระเจ้าสำหรับ ทุกคน แม้แต่เด็กทารก แม้แต่ที่ยังไม่คลอดออกจาก ครรภ์มารดา ในฐานะที่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง. พระเจ้ามีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง มีอยู่ในสิ่งทุกสิ่ง ในทุกเวลา และทุกสถานที่นั่นเอง, สำหรับสิ่งที่เรียกว่าบรมธรรมนี้ ก็เหมือนกัน. เดี๋ยวนี้ มันมีปัญหาเกิดขึ้น ในการที่ ผู้ใหญ่นั้นเองโดยมาก มีความคิดไปในทำนองว่า บรมธรรมหรือโลกุตตรธรรมนี้ ไม่เกี่ยวข้องกันเลยกับ เด็ก ๆ ยิ่งกว่านั้นก็ว่า ไม่ ต้อง หรือ ต้องไม่ เกี่ยวข้องกับ เด็ก ๆ; และว่าแม้แต่ผู้ใหญ่ ที่เป็นฆราวาสที่ครองเรือน. และว่าไม่ใช่เพียงแต่มันไม่เกี่ยวข้องกัน แต่มันจะทำให้เขา
น.8 ๔ ไม่ก้าวหน้าในเรื่องโลก โดยเฉพาะในเรื่องบริโภคกามสุข. ผู้ใหญ่มีความเห็นอย่างนี้เสียโดยมาก เพราะได้รับ การศึกษา หรือสิ่งแวดล้อมที่ทำให้คิดอย่างนั้น, หรือ บางทีก็เป็นเพียงความคาดคะเนของตัวเอง. ผมขอยืนยันว่าเป็นความเข้าใจผิด, ผิด อย่างยิ่ง. ถ้ามีการพูดไปตามความคาดคะเนของตัวเอง มันก็ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสาร เพราะว่าเขาไม่สนใจและ ไม่เข้าใจในพระพุทธภาษิต ที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่อง สุญญตา ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่ง ตลอดกาลนานแก่ฆราวาส. เขาไม่เข้าใจประโยคสั้น ๆ ประโยคนี้ ที่พระพุทธเจ้าท่าน ได้ตรัสไว้ แล้วก็ไม่สนใจที่จะเข้าใจเพราะถูกครอบงำด้วย วัตถุนิยม, เลือดของวัตถุนิยมเข้าหู เข้าตา, นี่พูด อย่างภาษาชาวบ้าน. ผมขอยืนยันว่า เด็ก ๆ แม้เด็กทารกก็ต้องมีสิ่งที่ เรียกว่า บรมธรรมเป็นพื้นฐาน หรือเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างจำเป็นเต็มที่ เต็มความหมายของสิ่ง ๆ นี้. เหมือน
น.9 ๕ กับที่เราได้พูดกันมาแล้วว่า แม้ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในโลกก็จะไม่พูดไม่สอน หรือไม่เอามาพูดกันในเรื่อง พระเจ้า หรือเรื่องสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ หรือเรื่อง บรมธรรม. ในประเทศไทยเรานี้ก็เหมือนกัน, นี้ เพราะว่าผู้จัดการศึกษาเหล่านั้น ไม่มองเห็นค่าของสิ่ง เหล่านี้; หรือสูงขึ้นไปกว่านั้นก็พวกนักการเมืองไม่รู้จัก สิ่งเหล่านี้ เขาจึงจัดหรือควบคุม หมุนหันให้การศึกษา ของประเทศไปตามความประสงค์ของการเมือง โดยไม่ต้อง เข้ามาเกี่ยวข้องกับสิ่ง ๆ นี้ ; ทั้ง ๆ สิ่ง ๆ นี้ ต้องเป็น พื้นฐานของมนุษย์ทุกคน แม้แต่ในขั้นเด็กทารก เพื่อ เตรียมพื้นฐานของจิตใจของเขาไว้ให้ดี ๆ สำหรับจะเป็น มนุษย์ที่ถูกต้อง และเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ต่อไปข้างหน้า. เราระบุกันให้ชัดลงไปเลยว่า เด็กทารกขนาดเด็กใน โรงเรียนอนุบาลเป็นฝูง ๆ ควรได้รับการอบรมใน กระแส หรือในคลองของสิ่งที่เรียกว่าบรมธรรม ; เป็นการปลูกฝั่ง รกราก หรือเชื้อของสิ่ง ๆ นี้ ลงไปในจิตใจของเด็ก การที่จะพูดโดยวิธีพูดอย่างอื่นนี้ผมรู้สึกว่าไม่ เหมาะ, เราพูดเป็นเรื่อง ๆ ไปในลักษณะเพียงยก
น.10 จะดีกว่า เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า บรมธรรมนี้ มันกว้าง แม้จะเอามาพูดสำหรับเด็ก ๆ มันก็จะกินเวลา มากมาย. ฉะนั้นจะพูดไปในลักษณะที่เป็นตัวอย่างเป็น เรื่อง ๆ ไป มันก็จะช่วยได้เหมือนกัน คือถ้าเข้าใจตัวอย่าง สัก ๒-๓ ตัวอย่าง หรือสักจำนวนหนึ่งแล้ว ก็เข้าใจได้ ทั้งหมด. เด็ก ๆ ของเราต้องไม่ร้องไห้ เมื่อตุ๊กตาตกแตก, ต้องไม่โกรธในเมื่อตุ๊กตาตกแตก, ต้องไม่โทษคนอื่น ในเมื่อตุ๊กตาตกแตก ; หรืออะไรที่คล้าย ๆ กันกับเมื่อ ตุ๊กตาตกแตก. คุณลองคิดดูที่ว่า มันจะต้องทำอย่างไร จึงจะเป็นเช่นนั้นได้; หรือว่าจะไม่ร้องไห้เมื่อสอบไล่ตก หรือเมื่ออะไร ๆ มันผิดหวังมาก. เดี๋ยวนี้เราเห็นเด็ก ๆ ของเราร้องไห้ในกรณีเหล่านี้ หรือถึงกับตีโพยตีพาย ถึงกับโทษคนนั้นโทษคนนี้ กลายเป็นคนไม่มีเหตุผลไปใน ขณะนั้น ; นี่เพราะมันขาดบรมธรรม. คนเลี้ยงก็มีแต่ ปลอบ หรือเอาสิ่งอื่นมาจ้างมาชดใช้ให้หยุดร้องไห้. มัน ก็กลายเป็นการทำเด็กไม่ให้มีเหตุผล, ให้มีมันสมองชนิด ที่ไม่อยู่ในร่องในรอยของบรมธรรม.
น.11 ๗ เราต้องให้เขามีความรู้ ความเข้าใจ เท่าที่เขาจะ เข้าใจได้ อย่างน้อยก็ว่า ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปตาม ใจเรา ; มันเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่เป็นไปตาม ใจเรา. เด็ก ๆ ควรจะรู้อย่างนี้ แล้วก็ไม่ต้องร้องไห้ เพราะมันเป็นไปตามธรรมชาติ, เพราะธรรมชาติมัน ต้องเป็นไปอย่างนั้น ; แล้วความที่ต้องเป็นอย่างนั้น เราเรียกว่าเป็นธรรมดา. เพราะฉะนั้นเด็ก ๆ ควรจะ รู้จัก สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติ หรือธรรมดา พอเหมาะสม แก่มันสมองน้อย ๆ ของเขาในจุดตั้งต้น ; นี่ก็คือบรมธรรม ที่กำลังจะก่อเชื้อ หรือพักตัวขึ้นในสมองของเด็ก ๆ. ที่ว่า "ไม่มีอะไรจะเป็นไปตามความพอใจ ของเรา" นี้ มันเป็นหลักสำคัญ ที่แม้ผู้ใหญ่ก็ยังไม่รู้ ยังร้องไห้เหมือนเด็ก ๆ, จึงไม่ได้สอนเด็ก ๆ ในเรื่องนี้ หรือสอนไม่เป็น. หลักที่ให้รู้ว่า "ไม่มีอะไรที่จะ เป็นไปในอำนาจของเรา" คือหลักอนัตตา ในพระ พุทธศาสนา, พอพูดถึงอนัตตา เขาก็สั่นหัว, อย่า อย่าเอามาสอนเด็ก แม้แต่ผู้ใหญ่ แม้แต่คนชาวบ้านที่
น.12 ๘ หัวหงอกแล้วก็ว่า อย่าเอามาพูดถึงเรื่องอนัตตา ; ให้พูด ถึงเรื่องที่จะทำอะไรได้ตามที่ตนต้องการ หวังที่จะได้ตามที่ ตนต้องการ แล้วก็ตายไปด้วยความหวังเท่านั้นเอง. เด็ก ๆ จะต้องรู้เรื่องอนัตตา สุญญตา ซึ่งเป็น เรื่องหัวใจของพุทธศาสนาตามประสาเด็ก ๆ ว่า มัน ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปตามความพอใจของเราได้ทุก อย่าง, มันเป็นธรรมชาติธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง. พูดกันหลาย ๆ ครั้งเข้า เด็กตัวเล็ก ๆ ก็เข้าใจได้ ว่าไม่มี อะไรที่จะเป็นไปตรงตามความประสงค์ของเราได้ทั้งหมด ; เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรวิบัติไปก็ไม่ต้องร้องไห้ หรือเสียอะไร ไปก็ไม่ต้องร้องไห้ ; หรือว่าได้อะไรมาอย่างถูกอกถูกใจ ก็ไม่ต้องดีใจให้มันมากไป เพราะว่าไม่เท่าไรมันก็จะต้อง เป็นไปตามธรรมชาติ หรือธรรมดาของมันอีกอย่างนี้. ผมขอฝากไว้ให้ทุก ๆ คนไปลองสังเกตดู แล้วพยายามดูว่า เด็กจะเข้าใจได้หรือไม่ จะบรรเทาการร้องไห้ของเด็ก ๆ ได้หรือไม่. เด็ก ๆ ต้องไม่กลัวตาย มันก็เป็นเรื่องที่ยากที่จะ ทำให้เด็ก ๆ ไม่กลัวตาย เพราะผู้ใหญ่นั้นกลัวตาย เป็น
น.13 ทำให้ดูอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว ทุกวินาที. เด็ก ๆ ต้องไม่กลัวตาย ไม่กลัวความเจ็บไข้ ไม่กลัวความวิบัติ ไม่กลัวต่อการที่จะเผชิญกับอันตราย หรืออุปสรรค. เราต้องชวนกันพูดจาซักไซ้ สอบถามให้เด็ก ๆ มีความคิด จนมองเห็นว่า ความตาย ความเจ็บไข้ ความ วิบัติ เหล่านี้มันเป็นของธรรมดา, ไม่ใช่มีมาให้เรากลัว ไม่ใช่มีไว้สำหรับให้เรากลัว; แต่มีไว้สำหรับให้เราเรียน ให้เราศึกษา ให้เรากล้าเผชิญหน้า. ให้สิ่งที่ไม่ตรงกับ ความต้องการของเรานั้นแหละ มันมาเพื่อให้เราเรียน หรือมาเพื่อสอบไล่ความเก่งของเรา ; เด็ก ๆ ตัวเล็กๆ คนไหนเก่ง ก็ลองดู ด้วยการทดสอบข้อนี้. ให้เด็ก ๆ พยายามที่จะแสดงความสามารถ หรือ ความเก่งของตัว ในการที่จะเผชิญกับความตาย ความ เจ็บไข้ หรือสิ่งที่เรียกกันว่าอันตราย อย่างยิ้มแย้มแจ่มใส. เขาคงจะหาว่า นี่เป็นเรื่องเกินไป หรือการทำอย่างนี้เป็น เรื่องบ้า ๆ บอ ๆ; แต่ผมว่า ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น มันมี หนทางที่จะย้อมนิสัยเด็ก ๆ ของเราเด็กทารกนี้ ให้มีนิสัย
น.14 ๑๐ ที่จะกล้าหาญหรือว่ามีเหตุผล ที่จะเผชิญกับธรรมชาติ หรือความจริงของธรรมชาติ ด้วยสติปัญญา ด้วยความ คิดนึก ; ดีกว่าเอาเรื่องความตาย หรือความมืด หรือ อะไรที่มันมีลักษณะเป็นความหมายของความตายนั้น มาขู่ ให้เขากลัว. เอาเรื่องงู เรื่องตุ๊กแก เรื่องอะไรต่าง ๆ มาขู่ให้เขากลัว จนทำให้เขามีนิสัยแห่งความกลัว ; มีความ กลัวตายมากกว่าที่ธรรมชาติกำหนดไว้. ดูสัตว์เดรัจฉานก็แล้วกัน มันเกือบจะไม่มีความ หมายสำหรับความกลัวตาย เพราะมันไม่ถูกหลอกอย่างนั้น มาตั้งแต่เล็ก ๆ; ส่วนมนุษย์นี้ มีอะไร ๆ ที่จะถ่ายทอด กันได้ทางจิตใจ มันกลับไปถ่ายทอดในเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ ในเรื่องที่เป็นความโง่ เพาะนิสัยให้กลัวตาย ให้สะดุ้ง หวั่นไหวต่อความตาย เกินกว่าระดับที่ธรรมชาติกำหนดไว้; เหมือนกับที่มีไว้สำหรับสัตว์เดรัจฉานนั้น มันมีน้อยมันไม่ เป็นปัญหา. เด็ก ๆ ที่เป็นมนุษย์กลับถูกหลอกถึงขนาด ที่เป็นปัญหาขึ้นมา ทำความยุ่งยากในตอนหลังขึ้นมา. นี้มันจะต้องแก้ไขกันมาก ถ้าจะให้เด็ก ๆ เกี่ยวข้องกับ บรมธรรมไปตั้งแต่เล็ก.
น.15 ๑๑ อีกทางหนึ่ง เด็ก ๆ ต้องไม่ถูกทำให้เกิดความ สำคัญผิดไปว่า บิดามารดามีหน้าที่จะต้องรักเรา ช่วยเรา ตามใจเรา. ที่เด็ก ๆ มาเกณฑ์ หรือมาปรับ หรือมาถือว่า เป็นความยุติธรรมแล้ว ที่ว่า บิดามารดา ต้องรักเราช่วยเราตามใจเรา ; ไม่ถือไปในทางตรงกันข้าม ที่ว่า เราต้องรักบิดามารดา ต้องช่วยบิดามารดา ต้อง ตามใจบิดามารดา. เด็กๆ เสียนิสัยไปหมดในข้อนี้. เห็นเป็นว่าบิดามารดาต้องตามใจเรา, ไม่ใช่เราต้อง ตามใจบิดามารดา หรือง้อบิดามารดา. เด็ก ๆ ต้องมี ความเข้าใจถูกต้องว่า บิดามารดาจะรักเรา หรือไม่รัก เรานั้น ท่านถือเอาความถูกต้องเป็นใหญ่ บิดามารดาต้อง ถือเอาความถูกต้องเป็นใหญ่ ไม่ใช่มาโง่รักเราตะพึดไป. เราจะต้องรู้ว่า เราอยู่ในฐานะที่จะต้องช่วยตัวเอง มากขึ้นทุกที โดยไม่ต้องรบกวนบิดามารดา, ความหมาย ว่าทำให้เด็กเข้าใจพระพุทธภาษิตที่ว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ นี้มากขึ้นทุกที ; อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแล เป็นที่พึ่งของตน.
น.16 ๑๒ เด็ก ๆ จะต้องรักผู้อื่น หรือรักสัตว์อื่น เท่ากับ รักตัวเองเป็นอย่างน้อย ; เพราะว่าเขาเป็นเพื่อนของเรา เป็นเพื่อนที่มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เหมือนเรา. ให้เด็กรู้จักว่า นกเล็ก ๆ ผีเสื้อตัวเล็ก ๆ ลูกแมวตัวเล็ก ๆ ก็ตาม มันเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา. ผมเชื่อว่าเด็ก ๆ จะเข้าใจคำพูดนี้ได้ ว่ามัน เกิดเหมือนเรา มันแก่เหมือนเรา มันตายเหมือนเรา มันไม่อยากจะเดือดร้อนเหมือนเรา มันอยากจะสบาย เหมือนเรา มันอยากอะไรเหมือนเราทุกอย่าง ; เพราะ ฉะนั้นก็ต้องรักเขา เท่ากับรักเรา เพราะเขามีจิตใจเหมือน เรา; แล้วเป็นเพื่อน ซึ่งถ้าในทางความทุกข์ก็เป็น เพื่อนทุกข์กันกับเรา ; ในทางความสุขก็เป็นเพื่อนสุขกัน กับเรา. ทำไมเราไม่อบรมเด็กให้มีความรู้สึกอย่างนี้. เราปล่อยให้เด็ก ๆ มีความคิดไปในทางเห็นแก่ตัว, ทำ ลายความสุขของผู้อื่น เพื่อเห็นแก่ความสุขของตัว. เราจะต้องทำทุกอย่างให้เด็ก ๆ มีความสุข ต่อเมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุข: เห็นแมวมีความสุข เห็น
น.17 ๑๓ สุนัขมีความสุข เห็นนกมีความสุข เห็นผีเสื้อมีความสุข ; แล้วเราจึงจะมีความสุข. ถ้าพูดให้ละเอียดออกไปอีก เราจะต้องพยายามพิสูจน์ให้เด็ก ๆ เห็นว่า การเสียสละ ให้ผู้อื่นดีกว่ากินเอง. เด็ก ๆ คงจะไม่ยอม ว่ากินเอง มันอิ่มที่ปากที่ท้องของเรา ก็จะดีกว่า, ให้ผู้อื่นกินจะดี อะไร. แม้ว่าเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เราก็ยังมีทางที่จะคิด หรือจะรู้ว่า มันมีมันเป็นอยู่อย่างนั้น ถ้าเราทำได้ ; ถ้าเรา ทำได้ ให้ผู้อื่นกินนั้นดีกว่ากินเอง. ทีนี้เราไม่ต้องถึง ขนาดนั้น เอามาครึ่งหนึ่งเรียกว่า ไม่กินคนเดียว. เช่นจะยกตัวอย่างให้เด็กๆ ฟังว่า เรามีดอกกุหลาบ ที่สวย หอม ที่สุดดอกหนึ่ง ถ้าเราหวงไว้ดมเอง เสียบ ผมเอง อะไรเอง ; วันเดียวมันก็เหี่ยวแล้วมันก็หมดไป. แต่ถ้าเราเอาดอกกุหลาบดอกนั้นให้เพื่อน เขาจะขอบใจ เราไปอีกกี่ปี ; หรือถ้าเขารู้จักคิดนึกว่า นี้มันเป็นความดี ที่เราทำลงไป และความดีนั้นมันมีอายุยืนไม่จำกัด, นึกถึง เมื่อไรมันก็ดีเมื่อนั้น นึกถึงเมื่อไรก็ยินดี สบายใจเมื่อนั้น พอใจตัวเองเมื่อนั้น, ไม่รู้กี่ปีหรือจนตลอดชาติ. ถ้า
น.18 ๑๔ เอามาเสียบผมเองดมเอง เดี๋ยวมันก็เหี่ยว ก็ขว้างทิ้งไป ; แต่ถ้าเราให้ผู้อื่น ดอกกุหลาบนั้นมันไปบานอยู่ในจิตใจ ของผู้อื่น และไปบานอยู่ในจิตใจของเราเอง, มันก็ได้ กำไรมากกว่าที่จะกินเองใช้เอง. เพราะฉะนั้นเมื่อมีอะไร ที่เป็นของกินได้ ควรแบ่งให้ผู้อื่นบ้าง หรือถ้าเป็นไปได้ ก็ควรให้คนอื่นกิน ดีกว่าเรากินเอง. นี่เป็นการ ทำลายความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง. เป็นกระแสแห่ง บรมธรรมอย่างยิ่ง ที่เด็ก ๆ อาจจะเข้าใจได้หรือมีได้. การเห็นแก่ผู้อื่นดีกว่าเห็นแก่ตัว. เด็กเล็ก ๆ ก็น่าจะเข้าใจได้ ถ้าจะพยายามชี้แจง. แต่เดี๋ยวนี้ผู้ใหญ่ อยากจะให้เด็ก ๆ เห็นแก่ตัว ให้พยายามทำอะไรเพื่อให้ ตัวเองเจริญ. พ่อแม่ตกเป็นทาสของวัตถุนิยม อยาก จะให้ลูกร่ำรวยด้วยวัตถุ ก็สนับสนุนส่งเสริมลูก ไปในทาง ที่จะให้เห็นแก่ตัวทั้งนั้น เพื่อจะได้มาซึ่งวัตถุ. การเห็น แก่ผู้อื่นนั้นแหละเป็นความดี ; ตอนนี้จะต้องพูดกัน หลายคำจะต้องซักไซ้กันหลายคำ ต้องใช้โวหารที่เป็น เหตุผลกันหลายคำ. เด็ก ๆ จะเข้าใจได้ว่า เห็นแก่ผู้อื่น
น.19 ๑๕ นั่นแหละเป็นความดี เห็นแก่ตัวนั้นไม่ใช่ความดี ; หรือ ถ้าดีก็ดีนิดเดียว. ก่อนอื่น ผู้ใหญ่จะต้องรู้ว่า ไม่เห็นแก่ตัว นั้นแหละเป็นความดีจริง ๆ. คนโต ๆ แล้วจะต้องรู้สึกว่า เห็นแก่ตัวนี้มันเป็นวัตถุนิยม เห็นแก่ผู้อื่นมันเป็น มโนนิยม เป็นธรรมนิยม เป็นฝ่าย Spiritualism, คือ เป็นฝ่ายบูชามโนธรรม ; ถ้าเห็นแก่ตัวเป็นฝ่ายบูชาวัตถุ. เพราะฉะนั้นความดีนั้นจึงต้องเป็นไปเพื่อเห็นแก่ผู้อื่นโดย ไม่เห็นแก่ตัว ; แล้วเป็นสิ่งที่มีอายุยืนไม่รู้จักสิ้น. ความ เห็นแก่ตัวนั้นเดี๋ยวเดียวก็สิ้น พร้อมกันนั้นมันก็เผาลน. ถ้าเด็ก ๆ มีความทุกข์ร้อนอะไรขึ้นมา ก็ต้องชี้ให้เห็นโทษ ของความเห็นแก่ตัว ; ความทุกข์ร้อนทุกอย่างมีรากฐาน อยู่ที่ความเห็นแก่ตัว สามารถจะชี้ให้เห็นได้. ต่อไปอีก เราจะต้องอบรมเด็ก ๆ รวมทั้งการอบรม พูดจาชี้แจงสั่งสอนทุกประการนี้ ให้เขาทำความดีได้ตาม ลำพังตนเองโดยไม่ต้องมีใครยุ ; ให้เด็ก ๆ เขามีนิสัยที่ จะทำความดีตามลำพังตนเองโดยไม่ต้องมีใครยุ. เดี๋ยวนี้
น.20 ๑๖ คนเลี้ยงเด็กทำให้เด็กเสียนิสัยโดยยุให้ทำความดี. เขาจะ มีธรรมเนียมประเพณี มีอะไรกันก็ไม่ทราบที่จะคอยยุ คอยกระตุ้นให้เด็กทำความดีจนเสียนิสัย จนต้องมีคนยุ. ถูกแล้วที่ว่ามันจะต้องยุ แต่ว่ามันจะต้องยุในบางโอกาส ในบางกรณี ในขอบเขต ; ไม่ใช่ยุกันเรื่อย เหมือน อย่างที่ทำ ๆ กันอยู่ เราจะต้องสอนให้เด็กรู้ว่า ถ้าทำดีเพราะมีคน ยุนั้น ยังไม่ใช่คนดี พิสูจน์กันด้วย logic ง่าย ๆ logic สำหรับเด็ก ๆ ว่า ถ้าเราทำความดีเพราะคนอื่นยุนั้นเรา ยังไม่ใช่คนดี. คุณจะมองเห็น logic ข้อนี้ ว่าการกระทำ นั้นยังไม่ใช่ความดีที่สมบูรณ์ เพราะว่าเราทำเพราะถูกเขายุ หรือว่าเรารับจ้างเขาทำความดี ; ความดีนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่ใช่ดีจริง ไม่ควรจะเอามายกหูชูหางร่าเริง ว่าเป็นผู้ทำ ความดี. จงทำให้เขาเกิดนิสัยถือเป็นหลักว่า ความดีนี้ ต้องทำโดยไม่มีใครยุ เพื่อให้เขาเข้าใจหลักของพระพุทธเจ้า ที่ว่า สัตว์ทั้งปวงมีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลแห่ง กรรมนั้น จะเป็นกรรมดีก็ตาม กรรมชั่วก็ตาม ทุกคน
น.21 ๑๗ จะต้องรับผลแห่งกรรมนั้น เพราะฉะนั้นกรรมดีนี้ต้องเป็น สิ่งที่ต้องทำเอง. เมื่อเรายังโง่อยู่เขายุให้ทำ แต่พอเราฉลาดแล้ว เป็นผู้มีสติปัญญาแล้วเราต้องทำเอง. สิ่งที่เรียกว่าความ ดีนี้ เราต้องทำเอง ; เหมือนกับเรื่องการเดินนี้ เราต้อง เดินเอง เราจึงจะถึงเอง; ถ้าไม่เดินเอง คนอื่นเดินแทน เราจะถึงได้อย่างไร ; แล้วเรายังจะต้องมีสติปัญญาของ เราเอง. เราจะต้องสอนเด็ก ๆ ให้รู้ว่า เราจะต้องทำดี ชนิดที่เป็นความดีจริง ๆ เสมอไป ไม่ใช่ทำดีเพราะ คนอื่นเขาว่าดี ; หรือจนต้องทำดีเพราะคนอื่นเขามายุ มาจ้างให้ทำความดี. ทีนี้ก็มาถึง เรื่องการถือพรรคถือพวก ; เราอาจ จะพูดให้เด็กทารกขนาดอนุบาลนี้รู้ว่า เราไม่ควรจะถือพวก เพราะว่าการถือพวกนี้ มันเป็นการนำไปสู่ความเห็นแก่ตัว. เด็ก ๆ ก็ชอบผูกพันกันเป็นพวก เพื่อจะเล่นงานคนอื่น พวกอื่นเหมือนกัน, แม้แต่เด็กตัวเล็ก ๆ เราจะสอน ให้เด็กตัวเล็ก ๆ รู้ว่า แม้ในวงการกีฬาในสนามกีฬา เรา
น.22 ๑๘ จะไม่เชียร์ใครแม้แต่พวกของเรา. เมื่อโรงเรียนของเรา ไปเล่นกีฬา เราไปนั่งดูอยู่ เราก็จะไม่เชียร์ใครแม้แต่พวก ของเรา. นี่มันตรงกันข้ามกับที่เขาสอนกันอยู่ เขากระทำ กันอยู่. การกีฬานี้ไม่ใช่เขาเอามาทำเพื่อให้วัด หรือสอบดูว่า ใครจะเป็นคนแพ้หรือคนชนะ : แต่การกีฬานี้เขาจัดขึ้น เพื่อทดสอบดูว่า ใครเป็นคนเห็นแก่ตัว ใครเป็นคน ไม่เห็นแก่ตัว. การเล่นกีฬานี้ แม้แต่พวกคุณ คนโต ๆ แล้วนี้ ควรรู้ว่าเขาจัดขึ้นเพื่อทดสอบว่า ใครเป็นคนเห็นแก่ตัว, ใครเป็นคนมีความไม่เห็นแก่ตัว, นี่ sporting spirit อยู่ที่ ความไม่เห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้เราโง่ถึงขนาดที่ว่า จะมา ทดสอบความแพ้ ความชนะ ความเก่งความไม่เก่ง แล้ว ก็ไปนั่งเชียร์พวกของตัว เพิ่มนิสัยเลวทรามแห่งความ เห็นแก่ตัวให้เกิดขึ้นในกองเชียร์นั้น. เพราะฉะนั้นเรา จะไม่ไปนั่งเชียร์ เพราะความเห็นแก่ตัวหรือพวกของตัว ; เราจะไปนั่งดูว่า ใครเป็นคนมีความเห็นแก่ตัว ใครเป็น คนไม่มีความเห็นแก่ตัว ; ใครมีความเห็นแก่ตัวมาก ใครเป็นคนมีความเห็นแก่ตัวน้อย.
น.23 ๑๙ แม้เด็ก ๆ จะเป็นผู้เล่นกีฬาเสียเองก็ต้องเป็นผู้ถือ หลักอย่างนี้. แม้เราจะทำอะไรที่เป็นการประกวดประชัน กัน ระหว่างตัวต่อตัว เราก็ต้องถือหลักอย่างนี้ เพราะว่า เด็ก ๆ ก็มีการเล่นหวัวกันในระหว่างพวกเพื่อน. เราจะ ต้องทำไป ๆ จนกระทั่งเด็ก ๆ ของเรารู้ว่า การถือเขา ถือเรา ถือมึงถือกูนี้เป็นความบาป. ให้เด็ก ๆ รู้จัก ต้นตอของบาป รู้จักตัวบาป ไปเสียแต่เล็ก ๆ ว่า มันอยู่ ที่การถือเรา ถือเขา, ถือมึงถือกู, ถือพวกเราถือ พวกเขา, นี้คือต้นตอของบาปทั้งหมดในโลก. ความ เห็นแก่ตัวนั้นเหมาะสำหรับสัตว์ ไม่เหมาะสำหรับคน. เด็ก ๆ ถ้ายังไม่เข้าใจก็กลัวไว้ก่อน ก็ฟังไว้ก่อน ว่าความ เห็นแก่ตัวนี้เหมาะสำหรับสัตว์ ไม่เหมาะสำหรับคน. พอเด็ก ๆ เกิดความรู้อย่างนี้ ก็เรียกได้ว่า เขามีบรมธรรม เต็มที่. ต่อไป ในแขนงอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น เด็ก ๆ ต้อง ไม่กลัวผี. บิดามารดาโง่เขลาจนทำให้เด็กกลัวผี, คน เลี้ยงโง่เขลาจนทำให้เด็กกลัวผี ; ยิ่งกว่านั้นก็ทำให้กลัว
น.24 ๒๐ ไส้เดือน จิ้งจกตุ๊กแก นี้ชื่อว่าทำพื้นฐานที่ดีอยู่ก่อนแล้ว ให้เสียไป เพราะความโง่ของคนเลี้ยงที่ไม่รู้จักบรมธรรม. เด็ก ๆ ต้องกล้าแหกคอกแหวกแนว แม้แม่กลัวผี เราก็ ไม่ต้องกลัวผี ; แม่กลัวไส้เดือน จิ้งจกตุ๊กแก เราก็ไม่ ต้องกลัวไส้เดือน จิ้งจกตุ๊กแก. ความกลัวคือความโง่ กลัวผี โง่ที่สุด โดยที่คิดเลขชั้นเด็กอนุบาลก็ไม่ได้ : ๒ บวก ๒ เป็น ๔, ๒ บวก ๓ เป็น ๕, ๕ ลบ ๒ เหลือ ๓ อะไรทำนองนี้เป็นต้น. เด็ก ๆ จะต้องรู้จักคิดว่า เรานี้ มีอะไร ผีมีอะไร. บางทีเด็ก ๆ ถูกทำให้เข้าใจว่า ผีคือ โครงกระดูก อย่างที่แขวนอยู่ที่ศาลา ; นี้เป็นความ เข้าใจผิด หรือว่าในนั้นมีวิญญาณด้วยก็เอา. ผีก็มีโครง กระดูก กับมีวิญญาณ มีเพียง ๒ ; ส่วนเรามนุษย์นี้มี โครงกระดูก, ข้างในของเราก็มี ที่เรียกว่า วิญญาณนั้น ของเราก็มี แล้วเรายังมีเนื้อหนัง มีกล้ามเนื้อ มีเลือด มีกำลังงานอย่างอื่นอีกแยะ ; เพราะฉะนั้นเราต้องมีมาก กว่าผี ซึ่งมีเพียง ๒. เรามีถึง ๕ ถึง ๖, ฉะนั้นเรา ก็ต้องไม่กลัวผี. เด็ก ๆ อนุบาลที่คิดเลขเป็น ก็ควรจะ คิดเลขบวก ลบ ประสาเด็ก ๆ นี้ได้ มันก็ไม่กลัวผีได้ ;
น.25 ๒๑ เพราะเรามีอะไรมากกว่าสิ่งที่เรียกว่า ผี. ทีนี้ มันถูกทำ ให้โง่ไป จนรู้สึกว่า ผีมีอะไรก็ไม่รู้ ; นี่เรียกว่าไม่เป็น ผู้ที่อยู่ในเหตุผล เพราะฉะนั้นต้องไม่มีความกลัว อย่างที่ เรียกว่าเป็นความโง่. นี้เราต้องสอนให้เด็ก ๆ รู้เรื่อยขึ้นไป ๆ จนกระทั่ง รู้ว่า ทุกอย่างมันมีเหตุมีปัจจัย มีกฎเกณฑ์ของมันเอง ; ไม่ต้องเอาผีสางเทวดาเข้ามาเกี่ยวข้อง. การกระทำ การ เป็นอยู่ การเป็นไปในตัวเรา มันมีเหตุมีปัจจัยของมันเอง มีกฎเกณฑ์ของมันเอง อย่างที่เรากล่าวกันแล้วในเรื่อง ธรรมชาติ, กฎของธรรมชาติ หน้าที่ตามธรรมชาติ, ผลตามหน้าที่ของธรรมชาติ. ให้เด็กรู้ว่า มันมีกฎเกณฑ์ มีปัจจัยส่วนของมันเอง ไม่ต้องมีผีสางเทวดาเข้ามา เกี่ยวข้อง ; ไม่ต้องเอาฤกษ์เอายามอย่างพวกไสยศาสตร์ เข้ามาเกี่ยวข้อง ; เว้นแต่ว่า เวลา ที่เหมาะสมตามเทคนิค ของการงานนั้น. อย่างที่เราจะทำอะไร เราก็ต้องมีเวลา ที่ถูกต้องเหมือนกัน แต่มันจะต้องเป็นเวลาที่เป็นไปตาม เทคนิคของงาน, ไม่ใช่เวลาของไสยศาสตร์ด้วยฤกษ์
น.26 ๒ ๒ ด้วยดวงดาว ด้วยผีสางเทวดา มาเป็นใหญ่เป็นโตอย่างนี้ รู้จักเปรียบเทียบของที่เป็นคู่ ๆ เหล่านี้กันเรื่อยไป. ให้เด็ก ๆ ของเรากล้าค้านว่า ถ้าผีสางเทวดาเก่ง จริง ทำไมทำบ้านเรือนอยู่เองไม่ได้. อย่างศาลพระภูมิ คนก็ต้องทำให้. ถ้าเทวดาเก่งจริงทำไมไม่ทำบ้านเรือน เอาเองบ้าง. ยิ่งกว่านั้น เวลาสุนัขมาเยี่ยวรดบ้านเรือน ของเทวดานั้นทำไมไม่รู้จักไล่สุนัขได้, ไม่สามารถจะไล่ สุนัขให้ไปได้. เราให้เด็ก ๆ มีเหตุผลของตัวเองในเรื่องนี้ ให้เพียงพอ. นี่คืออยู่ในคลองของบรมธรรม อยู่ใน กระแสของบรมธรรม ที่จะเจริญต่อไปข้างหน้า. แต่ถ้า เราไปทำวิญญาณของเขาให้โง่ ให้หลงเสียตั้งแต่ทีแรกแล้ว ก็ช่วยไม่ได้จริง ๆ เหมือนกัน ; เด็ก ๆ จะต้องรู้ว่า พระเจ้า ช่วยเราต่อเมื่อเราทำตามคำสั่งของพระเจ้าที่สั่งให้ช่วยตัวเอง. เกี่ยวกับเรื่องพระเจ้านี้ ยังไม่ต้องการให้เด็กพิสูจน์ ให้เชื่อว่ามีพระเจ้า ; แต่ให้เชื่อว่าพระเจ้าช่วยเราต่อเมื่อ เราทำตามคำสั่งของพระเจ้า ที่สั่งว่าให้ทุกคนช่วยตนเอง. ดังนั้นเราต้องคิดช่วยตนเอง เราต้องคิดช่วยตัวเองก่อน
น.27 ๒๓ คิดให้พระเจ้าช่วย หรือคิดอ้อนวอนพระเจ้า; ให้คิด ช่วยตัวเองก่อนเสมอ ก่อนที่จะคิดอ้อนวอนพระเจ้า. การคิดอ้อนวอนพระเจ้านั้น เอาไว้ทีหลัง ; ช่วยตนเอง ก่อนถูกต้องกว่า ตรงตามความประสงค์ของพระเจ้ากว่า, เพราะพระเจ้าต้องการให้เรากล้าหาญ และช่วยตัวเอง แต่คนมันขี้ขลาด เลยคิดแต่จะอ้อนวอนพระเจ้า. ข้อต่อไป ให้เด็กมองให้ชัดลงไปว่า เราต้องทำงาน ในหน้าที่ให้ดี เรามีหน้าที่ที่จะทำอะไร มีหน้าที่เล่าเรียน มีหน้าที่ช่วยพ่อแม่อะไรก็ตาม หลาย ๆ หน้าที่ก็ตาม, เราต้องทำหน้าที่นี้ให้ดี. การทำหน้าที่ให้ดีนั่นแหละเป็น ความโปรดปรานของพระเจ้า ทำให้พระเจ้าโปรดปราน. สมมุติว่า เผื่อไม่มีพระเจ้าขึ้นมา เราก็ยังได้รับประโยชน์ จากการทำหน้าที่ ; มันก็เท่ากับพระเจ้ามีอยู่นั่นเอง เท่ากับ มีพระเจ้าโปรดปรานอยู่นั่นเอง. พระเจ้านั้นมีจริง เดี๋ยวนี้ เรายังไม่รู้จักพระเจ้า แต่เราจะต้องรู้จักในภายหลัง. เรา จะรู้จักพระเจ้าได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าถึงตัวพระเจ้า ด้วยการทำ ความดีถึงที่สุด เป็นที่พอใจของพระเจ้า. เดี๋ยวนี้เด็กๆ ยัง ไม่อาจจะเห็นพระเจ้า เข้าถึงพระเจ้า จะต้องทนทำความดี
น.28 ๒๔ ต่อไป เพื่อเป็นสะพานให้ถึงพระเจ้า ; และก็ให้รู้ให้ ถูกต้องว่า พระเจ้านั้นไม่ใช่ผีสาง เทวดา หรืออะไร ทำนองนั้น เหมือนที่เขาพูดกันว่า พระเจ้าเป็นจอมเทวดา หรือเป็นอะไร ๆ คล้าย ๆ ผี ๆ สาง ๆ. พระเจ้ายังอยู่เหนือวิสัยที่เด็ก ๆ จะรู้ได้ว่าเป็นอะไร ในเวลานี้ เรียกว่าพระเจ้าไปก่อนก็แล้วกัน ; สักวันหนึ่ง เราจะต้องถึงพระเจ้า เห็นพระเจ้า หรือรู้จักพระเจ้า หรือ มีพระเจ้าอยู่ในตัวเราในที่สุด. แล้วให้รู้จนให้เชื่อ หรือว่า ยอมรับว่า ความเห็นแก่ตัวนั้นไม่เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า. ความเห็นแก่ตัวนั้นพระเจ้าไม่ชอบ พระเจ้าชอบความ ไม่เห็นแก่ตัว. นี่เด็ก ๆ ไปมัวเห็นแต่แก่ตัว หรือเห็น แต่แก่พวกพ้องของตัว อย่างนี้เข้ากันไม่ได้กับพระเจ้า. เราต้องเห็นแก่พระเจ้าหรือเห็นแก่ความดี เราต้องทำ ความดีเพราะเห็นแก่ความดี. เมื่อเราทำความดี เราต้องลืมทุกสิ่งทุกอย่างหมด คือไม่เห็นแก่อะไรหมด นอกจากเห็นแก่ความดี. ทำ ความดีเรื่อยไป ทำความดีเพื่อความดี ทำความดีเพื่อ
น.29 ๒๕ ความดี ไม่ต้องทำเพื่อตัวเรา, คือถ้าทำเพื่อตัวเรา มันดีน้อย ; ทำความดีเพื่อความดี หรือเพื่อพระเจ้านั้น มันดีกว่า ดีมากกว่า. ฉะนั้นเราจะต้องทำความดี เพื่อ ความดี จนเข้าหลักจริยธรรมสากลว่า "บรมธรรมนั้นคือ ทำงานเพื่องาน" ไม่ใช่ทำงานเพื่อขนม ทำงานเพื่อเงิน. ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน ; เด็ก ๆ ต้องทำ หน้าที่เพื่อหน้าที่ประจำวันก่อน, แล้วอะไรจะมาทีหลัง จะได้รางวัลหรือไม่นั้น มันคนละเรื่องกัน. เราทำงาน เพื่องาน ทำความดีเพื่อความดี, หรือทำความดีเพื่อ พระเจ้าก็ได้ ; ไม่ใช่ว่าทำเพื่อตัวเอง. นี่มีแต่ไปสอน เพื่อตัวเองกันเสียเรื่อย มันก็ย่อมไม่รู้จักการเห็นแก่ผู้อื่น หรือเห็นแก่พระเจ้า. ให้เด็ก ๆ รู้จักคิด รู้จักเปรียบเทียบเอาเองว่า ทำอะไรที่ทำเพื่อตัวนั้น มันง่ายกว่าที่ทำเพื่อผู้อื่น ทำ ความดีเพื่อตัวเอง เห็นแก่ตัวเอง นั้นมันง่ายมันง่ายกว่า กว่าที่จะเห็นแก่ผู้อื่น การเห็นแก่ปากแก่ท้องของตัวนี้ มันง่ายกว่าเห็นแก่ปากแก่ท้องของผู้อื่น ; ดังนั้นจึงไม่มี
น.30 ๒๖ ใครสรรเสริญ. อย่าว่าแต่พระเจ้าเลย มนุษย์ก็ไม่สรรเสริญ คนที่เห็นแก่ปากแก่ท้องของตนเอง โดยไม่เห็นแก่ปาก แก่ท้องของผู้อื่น. เพราะฉะนั้นการเห็นแก่ตัวเองนี้มันง่าย. คนที่ทำของง่าย ไม่มีใครนิยมหรือสรรเสริญ; เขา สรรเสริญคนที่ทำของยาก ทำสิ่งที่กระทำได้ยาก เพราะ ฉะนั้นเด็ก ๆ ควรต้องชอบกระทำสิ่งที่ยาก ทำให้เกิด ความนิยมในการที่จะกระทำสิ่งที่ยาก นี่ผมพูดแล้วเมื่อตะกี้ว่า ในเรื่องบรมธรรม กับ เด็กทารกนี้ ทำได้เพียงยกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง ถ้าจะ พูดให้หมดมันก็ต้องหลายชั่วโมง. ฉะนั้นยกมาให้ดูเป็น ตัวอย่าง คุณก็เอาตัวอย่างเหล่านี้ไปเทียบดูเอาเอง ไป พิสูจน์ดูเอง จนกระทั่งเห็นได้ว่า บรมธรรมนี้มีได้แม้แก่ ทารก จำเป็นแม้แก่ทารก. โลกุตตรธรรม ปรมัตถ- ธรรมหรือบรมธรรมนี้ จำเป็นแม้แก่ทารก และมีได้แม้ แก่ทารก กระทำให้เกิดขึ้นได้แม้ในทารก. แต่เดี๋ยวนี้ มันมีข้อเท็จจริงอยู่ที่ว่า บิดามารดาหรือคนเลี้ยงนั่นแหละ ไม่มีบรมธรรม ไม่รู้จักบรมธรรมเสียเอง, แล้วจะไปทำ
น.31 ๒๗ ให้เด็ก ๆ รู้จักหรือมีบรมธรรมได้อย่างไร. สภาพที่น่า เวทนาสงสารที่สุดมันอยู่ที่ตรงนี้. แต่แล้วยกไปให้ใคร ก็ไม่รู้ หรือยกไปให้ธรรมชาติ ว่าเด็ก ๆ ไม่อาจจะรู้ โลกุตตรธรรม ไม่อาจจะมีบรมธรรม. นี้เป็นข้อแก้ตัว ของคนโง่. เพราะฉะนั้นเลิกเป็นคนโง่เสียนิดเดียวเท่านั้น มันก็แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้. ทีนี้บิดามารดา หรือคนเลี้ยง ไม่รู้จักบรมธรรม ไม่มีบรมธรรม จึงไม่มีความฝัน แม้แต่ความฝันที่จะอบรม บรมธรรมให้แก่เด็ก ๆ ในที่สุดก็ถือไปเสียว่า เป็นสิ่งที่ ทำไม่ได้, เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ; เด็ก ๆ จะรู้ปรมัตถธรรม หรือบรมธรรมไม่ได้ ตัดออกไปเลย ; แล้วก็ฝั่งหัว วัตถุนิยมลงไปในเด็ก ๆ อย่างดีที่สุดเขาก็ว่าไม่ควรทำ, ไม่ควรทำ, ยังไม่ควรทำ. ผมไม่เห็นด้วย เพราะว่า จะทำให้นิสัยของเด็กเสียไป เหไปนอกทางของบรมธรรม แล้วจะแก้ไขยากที่สุด เมื่อเด็กโตแล้ว. เมื่อเขาเห็นว่า ไม่ควรทำ, ผมเห็นว่าควรทำ; เพราะถ้าทำ เด็กจะมี เชื้อแห่งบรมธรรม หรือมีบรมธรรมตามระดับของเด็ก ;
น.32 ๒๘ แล้วโลกเรานี้ก็จะไม่มีปัญหายุ่งยากที่เรียกว่า ปัญหาเยาวชน เหมือนกับที่ผู้ใหญ่ปวดหัวอยู่เดี๋ยวนี้. นี่เป็นการลงโทษ อย่างสาสมของพระเจ้า ที่ผู้ใหญ่อยากโง่จนเด็กสร้างปัญหา ขึ้นมาให้ผู้ใหญ่ปวดหัว. นี่แหละรู้คุณค่าของบรมธรรมกันเสียบ้าง ว่า จำเป็นแม้แก่เด็ก ๆ แล้วก็รีบทำให้เด็ก ๆ มีบรมธรรม แม้ในขั้นเด็กทารก ; ไม่จำต้องพูดถึงเด็กโต ๆ อย่างพวก คุณที่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัย. เวลา ๑ ชั่วโมงของเราก็หมดลงพอดี.
Buddhadasa