Buddhadasa.org
หนังสือการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด › อ่านฉบับเต็ม

📖 การแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกข ๒๘ เมษายน ๒๕๑๒ — เอกสารชุดมองด้านใน · วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๑๒

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.5 เวลาสำหรับพวกเราล่วงมาจวนจะ ๕.๐๐ น. แล้ว ในวันนี้จะได้พูดถึงเรื่อง บรมธรรม กับ การมัวแก้ปัญหา ชีวิตกันแต่ในทางฝ่ายวัตถุหรือเนื้อหนัง. อะไรที่ เรียกว่า "เนื้อหนัง" นี้ เราก็ได้พูดกันแล้วโดยละเอียด ปัญหาเหลืออยู่แต่ว่าคนเราในปัจจุบันนี้ สนใจแต่เรื่องทาง เนื้อหนังและเฝ้าแก้ปัญหาแต่ทางเนื้อหนังกันมากยิ่งขึ้น ทุกที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องส่วนรวมของโลก. ว่าที่แท้แล้ว เรื่องส่วนรวมของโลก ก็สืบเนื่อง ไปจากเรื่องส่วนตัวของบุคคล. เมื่อบุคคลแต่ละคนเป็น อย่างไร โลกทั้งหมดก็ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะว่ามันเป็น เพียงที่รวมของบุคคลทุกคน. เพราะฉะนั้น เมื่อพูดถึง คำว่า โลก ก็คือคนทุกคนในโลกนั่นเอง. เดี๋ยวนี้คนแต่ ละคนในโลก ถูกกระทำให้สนใจหรือเข้าใจ เข้าเกี่ยวข้อง

น.6 ๒ แต่เรื่องทางฝ่ายวัตถุ จึงมัวสาละวนกันแต่เรื่องทางวัตถุ มากเกินไป, จนถึงกับไม่สนใจ หรือเหลียวแลเรื่องทาง ฝ่ายจิต; จนกระทั่งเรื่องทางฝ่ายจิตกลายเป็นสิ่งที่เร้นลับ เข้าใจไม่ได้ และค่อยเลือนหายไปในที่สุด. สิ่งที่จะต้องสังเกตดูให้ดี ก็คือ การที่มนุษย์สมัยนี้ เมื่อสนใจในเรื่องฝ่ายวัตถุ หรือฝ่ายร่างกายมากเข้า ก็จะ รู้สึกว่า เรื่องทั้งหมดมีแต่เรื่องเดียว คือ เรื่องทางฝ่าย ร่างกาย ; ไม่ได้แยกออกเป็น ๒ เรื่อง คือเรื่องกายกับจิต ; เห็นว่ามีแต่กายอย่างเดียว สำคัญอยู่ที่วัตถุอย่างเดียว ; ถือเสียว่ามันมีปัญหาเดียว คือเมื่อทางร่างกายหรือวัตถุดี แล้วก็หมดปัญหา. แม้ว่าคนสมัยนี้จะมีคำว่า จิต พูดกัน อยู่, หรือคำว่า วิญญาณ พูดกันอยู่ ก็มีความหมายเพียง ระบบประสาท, ความรู้สึกทางประสาท. ความเข้าใจอย่างนี้ มันดูเป็นเรื่องที่น่าหวัว เพราะว่าถ้าคนหรือสัตว์ก็ตาม ที่มีชีวิตนี้ ไม่มีความรู้สึก ทางระบบประสาทเป็นต้นแล้ว มันจะมีชีวิตได้อย่างไร. มันเริ่มทางระบบประสาท หรือความรู้สึกเพียงเท่านี้ มันก็

น.7 ๓ เป็นเรื่องที่ต้องมีเป็นธรรมดา และมันเนื่องกันอยู่กับ ร่างกายจริง ; เพราะว่าถ้าไม่มีความรู้สึกทำนองนี้แล้ว มันก็มีชีวิตไม่ได้. ร่างกายที่มีชีวิตก็ต้องมีความรู้สึก ที่ เป็นความรู้สึก เป็นระบบประสาท เป็นต้น, ที่เขาเรียก กันเดี๋ยวนี้ว่า จิต. พุทธศาสนา หรือศาสนาอื่น ที่เป็นเครือเดียวกัน มีความหมายของคำว่า "จิต" นั้นเป็นอย่างอื่น, จึงมี ปัญหาเกิดขึ้นเป็น ๒ ฝ่าย หรือ ๒ เรื่อง คือ ทั้งทางฝ่ายกาย และฝ่ายจิต. แม้เรื่องทางฝ่ายกาย จะหมดปัญหาไปแล้ว เรื่องทางฝ่ายจิตก็ยังเหลืออยู่อีกมาก ; มากกว่าเรื่องทาง ร่างกายมากมาย หลายเท่า หรือหลายสิบเท่า. ตรง กันข้ามกับคนสมัยนี้ ซึ่งเป็นวัตถุนิยม จะมีความรู้สึกว่า เรื่องทางฝ่ายกาย หรือฝ่ายวัตถุนั้น มีปัญหามากมายหลาย สิบเท่า ยิ่งกว่าเรื่องทางฝ่ายจิต ; จนถึงกับเคยพูดว่า ถ้าเรื่องทางกายดีแล้ว เรื่องทางจิตก็ดีเอง. นี่เอาเรื่องทาง ฝ่ายจิตไปเป็นของพ่วงกันอยู่กับเรื่องทางกาย ; และก็เห็น ไปว่าเป็นของนิดเดียวเท่านั้น เหมือนกับเรือนิด ๆ พ่วง ท้ายเรือลำใหญ่เบ้อเร่อ ; ปัญหามันมีต่างกันอยู่อย่างนี้.

น.8 ๔ ทีนี้ เราจะพิจารณากันเฉพาะพฤติการณ์ของคนใน โลกสมัยนี้ ที่มัวแก้ปัญหากันเฉพาะ แต่ทางฝ่ายกาย หรือ ฝ่ายวัตถุอย่างเดียว ; เพราะว่าเมื่อเราเข้าใจข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว คงจะมีประโยชน์ในการที่จะช่วยกัน แก้ปัญหาของสังคม ; หรือแม้ที่สุดแต่ปัญหาของเราเอง โดยเฉพาะ ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนไปตามร่องรอยของสังคม คือจะพลอยกลายเป็นวัตถุนิยมไปด้วย. ดังนั้นเราจะได้ พิจารณากันดูให้ดี ๆ ถึงปัญหาอันนี้โดยเฉพาะ แม้ว่าจะ เป็นการซ้ำซาก ก็เป็นการซ้ำซากที่ทำให้เข้าใจได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. เอาละ เราจะพูดกันแต่ เรื่องปัญหาทางฝ่ายกาย อย่างเดียวก่อน กระทั่งถึงเรื่องที่คาบเกี่ยวกันอยู่กับปัญหา ทางฝ่ายจิต ; เมื่อเราแยกออกมาจะเป็นว่า ปัญหาทาง ฝ่ายวัตถุ หรือทางฝ่ายร่างกาย เราอาจจะแบ่งออก เป็น ๓ ตอน หรือ ๓ ส่วน : ปัญหาตอนแรกที่สุด ก็เป็นปัญหาเรื่องการ ไม่มีปัจจัย ที่จำเป็นแก่ชีวิต เช่นไม่มีกิน ไม่มีใช้ ไม่มี

น.9 ๕ อนามัยที่ดี, เรียกว่าไม่มีปัจจัยที่จำเป็นแก่ชีวิต; กระทั่ง ปัญหาที่คนไม่รู้หนังสือ ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาจัดเป็นปัญหาใหญ่ ด้วย. ไม่ใช่เพียงแต่ว่า ไม่มีกิน ไม่มีใช้ หรือว่าไม่มี อนามัยดีเท่านั้น ยังมีเรื่องไม่รู้หนังสือด้วย. เรื่องไม่รู้หนังสือ นี้ อยากจะพูดแทรกเป็นพิเศษ ที่ตรงนี้ว่า เดี๋ยวนี้เขาเห็นว่าเรื่องการไม่รู้หนังสือนี้ เป็น เรื่องสำคัญ เพราะเป็นเหตุให้ขัดข้องในการที่จะทำความ ก้าวหน้า หรือแก้ปัญหาอย่างอื่น ๆ แล้วก็กลัวกันมากที่สุด พยายามกันมากที่สุด เรื่องที่จะให้คนรู้หนังสือ. แต่ถ้า เราย้อนไปดูในครั้งโบราณ ที่คนยังไม่รู้หนังสือ มันกลับ กลายเป็นว่ามีวัฒนธรรมดีกว่าคนสมัยที่รู้หนังสือ มีความ สงบสุขในสังคมยิ่งกว่าสมัยที่คนรู้หนังสือ. นี้ตามความ รู้สึกของผม จะเท็จหรือจริงอย่างไรก็ไปสังเกตดูเอาเอง ไปศึกษาในแง่ของประวัติศาสตร์ก็ได้. ความเป็นอยู่ หรือระบบการปกครอง หรืออะไร ต่าง ๆ ของคนสมัยที่ไม่รู้หนังสือนั้น ไม่ยุ่งยากลำบาก ไม่คดโกง เหมือนกับสมัยที่คนรู้หนังสือ. เดี๋ยวนี้เขามี

น.10 ๖ ปัญหาหนัก เรื่องคนไม่รู้หนังสือ แล้วพยายามกันมาก ; จะพยายามแต่ปาก หรือเพื่อผลทางโฆษณาอย่างอื่นก็ไม่ ทราบได้ ; แต่เอาตามที่ปรากฏอยู่จริงนี้ ก็ขวนขวาย กันมาก เรื่องที่จะให้คนรู้หนังสือ. เพราะฉะนั้น สมัยนี้ เขาจึงมีปัญหาใหญ่ เพิ่มขึ้นเป็น ๓ เรื่องคือ เรื่องไม่มีกิน - ไม่มีใช้อย่างหนึ่ง, แล้วก็ไม่มีอนามัยดีนี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็ไม่รู้หนังสือนี้อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเพิ่งจะเพิ่มเข้ามา. ปัญหาตามธรรมชาติแท้ ๆ ก็จะมีเพียงว่า ไม่มีกิน ไม่มี ใช้เพียงพอ และไม่มีอนามัยที่ดี. ปัญหาข้อนี้มันก็ต้องแก้ ได้ด้วยการทำให้มันมี, เมื่อมันไม่มีก็ต้องทำให้มันมีขึ้นมา. ปัญหาถัดไป ก็มีว่า ในการที่จะทำให้มันมี ขึ้นมา จะให้โลกมีกินมีใช้ จะให้มีอนามัยดี เหล่านี้มันก็ มีปัญหาตรงที่ว่า เต็มไปด้วยความยากลำบาก, แล้วก็ นำมาซึ่งความทุกข์ เป็นทุกข์ทางใจด้วยก็ได้ ในการที่จะ แก้ไขปัญหาเหล่านี้. พวกวัตถุนิยมมุ่งแก้ปัญหานี้ด้วย การมีเครื่องทุ่นแรง. เครื่องมือเครื่องใช้ที่ประดิษฐ์ขึ้น ตามแบบสมัยใหม่ ที่เรียกว่าเครื่องทุ่นแรงทุกชนิดนี้ จะ

น.11 ๗ แก้ปัญหาเรื่องไม่มีกิน ไม่มีใช้ ; เขาหวังที่จะพึ่งเครื่อง ทุ่นแรง. หรือว่าความก้าวหน้าด้วยวิชาความรู้ทาง เทคนิคต่าง ๆ เช่นเรื่องการเกษตร เรื่องการอุตสาหกรรม หรือเรื่องอะไรก็ตาม ซึ่งล้วนแต่ว่ามันเป็นเรื่องเทคนิคที่ เขาค้นพบได้ใหม่ ๆ ทำให้มันมีขึ้นเจริญขึ้น ประกอบ พร้อมกันไปกับการทุ่นแรง. คือว่ามีวิชาความรู้เกี่ยวกับ เรื่องเทคนิค ที่ประกอบกันไปกับเครื่องทุ่นแรง เพื่อแก้ ปัญหาเหล่านี้, แล้วก็หวังกันอย่างนี้ แล้วก็ระดมทุ่มเท กันลงไปในลักษณะอย่างนี้. ทีนี้ จะต้องคิดดูให้ดีว่า การที่มีความรู้ มีปัญญา แก้ปัญหาทางวัตถุทำนองนั้น มันเกิดเป็นปัญหาขึ้น ๒ ทาง คือว่าคนโดยมากทำไม่ได้ : เช่นเราเห็นกันอยู่ว่า ชาวนา ส่วนมากนี้ใช้เครื่องทุ่นแรงไม่ไหว, มีไม่ได้. แม้แต่ เครื่องทุ่นแรงขนาดเล็ก ๆ ก็ยังไม่มี อย่างว่าจะเย็บผ้าก็ ต้องเย็บด้วยมือ ไม่มีจักรจะใช้เย็บ นี้เป็นอย่างต่ำที่สุด ; กระทั่งเครื่องทุ่นแรงอย่างอื่นจนลำดับสูงขึ้นไปนี้มันก็มี ไม่ได้ นี้อย่างหนึ่ง. แล้วอีกอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะมีได้

น.12 ๘ มีสมบูรณ์แล้ว มันก็ยังมีความรู้สึกเป็นทุกข์ในทางฝ่ายจิต คือความไม่ได้อย่างใจ ความไม่พอกับความต้องการ ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นเนื่องในการแข่งขัน. ยิ่งเพิ่ม การทุ่นแรงมากขึ้นเท่าไร มันก็ยิ่งเพิ่มความหมายของการ แข่งขัน หนักมากขึ้นเท่านั้น ; มันก็มีปัญหาทางฝ่ายจิต แทรกขึ้นมา. ดังนั้นคนจนจึงต้องมีธรรมะหรือต้องมี ศาสนา เพื่อระงับความกระวนกระวายในข้อนี้ เพราะว่า ขาดเครื่องทุ่นแรงเป็นต้น ; ส่วนคนมั่งมีที่มีเครื่องทุ่นแรง ก็จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ทางจิต สำหรับดับความร้อน ความวิตกกังวล ความทะเยอทะยานนั้น ; นี้เรียกว่า ปัญหามันเกิดคาบเกี่ยวกันขึ้นมา ซับซ้อนกันขึ้นมา โยงไป ถึงสิ่งอื่น. นี่คือการแก้ปัญหาทางกายมันไม่เพียงพอ มันก็โยงไปถึงการแก้ปัญหาทางฝ่ายจิตด้วย. ปัญหาอันสุดท้าย อันที่ ๓ จึงมีว่า แม้จะมีกิน มีใช้ มีอนามัยดี กระทั่งรู้หนังสือกันหมดแล้วก็ตาม มันก็ ยังหาความสุขที่แท้จริงไม่ได้ ; คือทางฝ่ายกายนี้ มัน หมดปัญหาแล้วทุกประการ มันก็หาความสุขที่แท้จริงไม่ได้

น.13 ๙ เพราะว่ามันได้มีโรคภัยไข้เจ็บทางจิต ทางประสาทนี้เพิ่ม ขึ้นมาใหม่ ในลักษณะที่ไม่เคยมีมาแต่กาลก่อน. โรค ประสาทหรือโรคจิตชนิดที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อน นี้มันได้เกิด มีขึ้นมา. แม้แต่เชื้อโรคทางกาย ซึ่งเป็นเรื่องทางกาย ทางวัตถุแท้ ๆ นี้ มันก็มีแปลกออกมาเนื่องจากทางจิตมัน แปลกออกไป. ปัญหาเรื่องอนามัย เรื่องอะไรมันก็ไม่มี ทางจะสิ้นสุดลงได้ : แม้ว่ามีกิน มีใช้ มีอนามัยดี ตามที่ ต้องการในระดับหนึ่งแล้ว มันก็ยังมีปัญหาเพิ่มขึ้นมาใหม่ ; เป็นความไม่สมบูรณ์ ไม่เพียงพออยู่นั่นเอง. โรคประสาท โรคจิตเพิ่มขึ้นมาก เพราะความ สมบูรณ์แต่ทางร่างกาย หรือฝ่ายวัตถุนี้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งก็คือ โรคความเห็นแก่ตัวนี้มันเพิ่มมากขึ้น คุณก็ควรเข้าใจคำว่า "โรคความเห็นแก่ตัว" นี้ให้ดี ๆ. โรคความเห็นแก่ตัวนี้ มันทรมานทั้งฝ่ายกายและ ฝ่ายจิต. เห็นแก่ตัวมากจนนอนไม่หลับ ทรมานทาง ฝ่ายกาย ; ทีนี้ทางฝ่ายจิตก็มีความเสื่อมทรามในส่วน ศีลธรรม. นี่เป็นเรื่องทางวิญญาณไปแล้ว คือมีความ

น.14 ๑๐ เสื่อมทรามทางวิญญาณ ทางศีลธรรม แล้วก็เบียดเบียนกัน ฆ่าฟันกัน มีวิกฤตกาลถาวร เป็นสงครามนิรันดรไม่มีที่ สิ้นสุดอะไรทำนองนี้ ; ล้วนแต่มาจาก โรคเห็นแก่ตัว ทั้งนั้น. การที่เราเป็นโรคจิต โรคประสาท ไปอยู่กัน เต็มโรงพยาบาล นี้ก็ มีมูลมาจากโรคเห็นแก่ตัว. ข้อนี้ มันยืดยาว ต้องไปพิจารณาดูเองอีกทีหนึ่ง พูดกันตั้งชั่วโมง ก็จะไม่หมด ; แต่ให้รู้ว่า ความเห็นแก่ตัวจัดยิ่งขึ้นทุกที ทำให้เป็นโรคประสาท และโรคจิตชนิดทางฝ่ายร่างกาย หรือวัตถุ, แล้วก็เป็นโรคฝ่ายวิญญาณ จนศีลธรรมเสื่อม จนเบียดเบียนตัวเอง เบียดเบียนผู้อื่น. เบียดเบียน ตัวเองด้วยการถูกกิเลสเผาลน เหมือนอยู่ในกองไฟ ; เบียดเบียนผู้อื่นก็คือ ไม่มีศีลธรรม แล้วก็เบียดเบียน ผู้อื่นด้วยการแย่งชิง, ใช้สงครามร้อนสงครามเย็นเป็น เครื่องมือสำหรับการแย่งชิง การทำลายผู้อื่น โรคที่ประหลาด หรือปัญหาที่ประหลาดอีกอย่าง หนึ่งก็คือ โรควัตถุเฟ้อ นี่ผมเรียกเอาเอง เพราะไม่รู้จะ

น.15 ๑๑ เรียกอย่างไร. การที่วัตถุมันเฟ้อ มันเกินความจำเป็น มากนักนี้ มันกลายเป็นโทษ เป็นอันตราย เป็นความ รบกวนมนุษย์ให้มีปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด, แล้วก็ยังอยากจะ เฟ้ออยู่นั่นเอง; เฟ้อจนต้องเอาไปทิ้ง ก็ยังมีการทำอยู่นั้น. นี้ก็มีมูลมาจากเครื่องทุ่นแรง เดี๋ยวก็มีปัญหาเรื่องข้าวไม่มี เดี๋ยวก็มีปัญหาเรื่องข้าวมีมากเกินไป, มีปัญหาเรื่องดีบุก ไม่มี มีปัญหาเรื่องดีบุกมากเกินไป, เรื่องยางไม่มี หรือ ว่ามียางมากเกินไป ; อยู่กันแต่อย่างนี้. เรื่องวัตถุเฟ้อนี้ มีความยุ่งยากซับซ้อนมาก เป็น ความปั่นป่วนของโลกทางเศรษฐกิจ และแม้ทางส่วนตัว บุคคล ในบ้านเรือนเต็มไปด้วยปัญหาของวัตถุเฟ้อ ; คือ เราไปนั่งพิจารณาดูให้ดี ในบ้านเรือนที่มีทรัพย์สมบัติ มีอะไร เครื่องใช้ไม้สอยมากเจริญที่สุด นั่นแหละเต็มไป ด้วยของเฟ้อทั้งนั้นเลย ของที่ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ทั้งนั้น เลย. นี่มันเฟ้อในส่วนที่จะมีสำหรับใช้สอย. สิ่งของ ที่ขายอยู่ในห้าง ในร้าน บริษัท ที่ขายของ นี้ก็เหมือนกัน ส่วนมากจะมีแต่สิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องมีก็ได้.

น.16 ๑๒ นี่คุณทำใจให้ดี ๆ ทำใจให้บริสุทธิ์ แล้วก็ไปนั่ง พิจารณาดู ไปเดินพิจารณาดู. แต่ถ้าทำใจไม่ดี ทำใจไม่ เป็นธรรมแล้ว มันจะเห็นว่าจำเป็นไปทั้งหมด ; ของที่ ฟุ่มเฟือยนั้น-จะมองเห็นเป็นของจำเป็นไปหมด. วัตถุเฟ้อ มันเป็นปัญหาหนัก เป็นการลงโทษของพระเจ้าอย่างยิ่ง ที่ทำให้มนุษย์ลำบากไม่มีที่สิ้นสุด คือไม่รู้สึกว่าเฟ้อ, แล้ว ก็จะมุ่งหา มุ่งสร้าง มุ่งทำกันขึ้นมาให้มากไปกว่าที่มีอยู่ แล้วอีก. นี่คือความบ้าหลังในทางวัตถุมีอย่างนี้ มัวแก้ ปัญหากันแต่ทางวัตถุนี้ มันมีลักษณะอย่างนี้ มีผลอย่างนี้ ; ที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า มัวแก้ปัญหากันแต่ทางฝ่ายวัตถุ. อยากจะขอย้ำข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอยู่เสมอเรื่อยไป ว่า อนุชนรุ่นหลังเกิดขึ้นมา ก็ถูกกระทำให้มีความเข้าใจผิด โดยไม่รู้สึกตัว เหมือนกับถูกมอมให้มึนเมาโดยไม่รู้สึกตัว ในการที่จะลุ่มหลงไปแต่ในทางวัตถุ. เราอย่าลืมว่าอนุชน ลืมตาขึ้นมาในโลกนี้ เขาจะทำอย่างผู้ใหญ่โดยไม่รู้สึกตัว ; นี่ มันง่ายข้อนี้. ถ้าผู้ใหญ่เป็นวัตถุนิยม ลูกเด็ก ๆ ก็ เป็นวัตถุนิยม : ถ้าผู้ใหญ่เป็นธรรมนิยม เด็ก ๆ ก็เป็น

น.17 ๑๓ ธรรมนิยมขึ้นมาโดยไม่รู้สึกตัวได้. นี่วัฒนธรรมประจำ บ้านเรือนมีอิทธิพลมากอย่างนี้ ทำให้คนเราเป็นอะไร ตาม ๆ กันไป โดยไม่รู้สึกตัว แล้วเป็นกันหมด. เพราะ ฉะนั้นเพียงชั่ว generation เดียวเท่านั้นก็เปลี่ยนได้, ยิ่งมา ตั้งหลาย generation มันก็เป็นเต็มที่ ให้เป็นโลกอีกโลก หนึ่งไปทันที โลกอีกแบบหนึ่งไปทันที ; เรียกว่าหลับหู หลับตา เอากันใหญ่ในเรื่องทางวัตถุ จนกลายเป็นเรื่องวิ่ง, เจริญอย่างวิ่ง, ไม่ใช่อย่างเดิน ; เป็นอย่างวิ่ง หรือ อย่างวิ่งเร็ว แล้วก็ไปลงเหวแห่งความร้อนใจ ทั่วไปหมด ทุกหัวระแหงไม่ยกเว้นใคร ; โดยที่คนเหล่านั้นไม่รู้ว่า มันเรื่องอะไรกัน หรือมันมีมูลมาจากอะไรกัน. นี้รู้แต่ว่า มันมีปัญหายุ่งยากไปหมด แล้วก็มัวแก้กันแต่ปลายเหตุ ผิว ๆ เผิน ๆ ไม่ได้แก้กันที่ตัวต้นเหตุอันแท้จริง คือเรื่อง ทางจิต หรือเรื่องทางวิญญาณ. ทีนี้ เราดูถึงสภาพที่มันเป็นอยู่จริง : การที่ขาด ความรู้สภาพที่เป็นอยู่จริงว่า เป็นอย่างไรนั้น เกิดมาจาก การที่มันขาดความรู้ทางฝ่ายจิต หรือทางฝ่ายวิญญาณ. ข้อสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า ผู้ที่กำลังประสบความสำเร็จทาง

น.18 ๑๔ วัตถุ ทางฝ่ายร่างกายมีเครื่องทุ่นแรง มีความรู้ทางเทคนิคดี กำลังประสบความสำเร็จทางฝ่ายวัตถุนี้, เขาก็อิ่มใจ พอใจ ยินดีตัวเอง นับถือตัวเองในที่สุด ; นี่คือโง่อย่างที่สุด ไปสำคัญเอาว่าปัญหาหมดแล้ว. นี่แหละ ความหลง หรือความโง่อย่างที่สุด มันอยู่ตรงที่เข้าใจว่า ปัญหา หมดแล้ว, สบายแล้ว ๆ ดีกว่าผู้อื่นแล้ว. จงไปดู ความเข้าใจอย่างนี้ ของประเทศที่อิ่มพัฒนา สมบูรณ์ใน ทางพัฒนาและการสังคมสงเคราะห์. เดี๋ยวนี้ทุกประเทศรวมทั้งประเทศเราด้วย ก็ชะเง้อ หวังเรื่องความสมบูรณ์ในทางพัฒนา และการสังคม- สงเคราะห์, มีการกระทำที่ให้อยู่ดีกินดีเต็มที่, แล้วก็ ประกันสังคม ให้สงเคราะห์คนที่ทุพพลภาพเจ็บไข้ หรือ คนแก่ หรือคนทั่วไปก็ตาม ที่ต้องการประกันสังคม สงเคราะห์ จะให้มีงานทำเรื่อย ให้มีอนามัยดีเรื่อย ถ้า เจ็บไข้ได้ป่วยก็มีส่วนกลางที่จะรักษา ไม่ต้องเป็นทุกข์ นอนตาหลับ ; นี่เขารู้จักกันแต่เพียง ๒ เรื่องนี้. พวก คุณก็กำลังจะมีความรู้สึกอย่างนี้ และกำลังบูชาเพียงเท่านี้ ก็ได้ นี่ผมคาดคะเนเอา แต่แล้วระวังดูให้ดีว่า นั้นยัง

น.19 ๑๕ เป็นเพียงความโง่ความหลงที่สุดอย่างหนึ่ง ว่าปัญหามัน หมดแล้ว ปัญหามันมีเพียงเท่านั้น. การที่ไปนึกว่าถ้าทำ ให้สิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดนี้เป็นไปเหมือนกับเครื่องจักร คงจะ ควบคุมได้ อย่างนี้มันเป็นความโง่ความหลงที่สุด ; ที่แท้ มันเป็นเรื่องทางจิตใจ ซึ่งมันจะควบคุมไม่ได้เหมือน เครื่องจักร. คนที่อยู่ดีกินดีแล้ว มีหลักประกันสังคม- สงเคราะห์ดีแล้วนั่นแหละมันก็ยังมีปัญหา, ไม่ใช่ว่า ปัญหาทางศีลธรรมมันจะหมดไปได้โดยเหตุที่มีการ ประกันเพียงเท่านั้น. แม้ในประเทศที่มีสังคมสงเคราะห์ดี มันก็ยังมีความเสื่อมทางจิตใจ ทางศีลธรรม และกำลังเป็น ตัวตั้งตัวตีที่จะฆ่ามนุษย์ฝ่ายตรงกันข้าม. เมื่อมีความ สมบูรณ์ทางวัตถุทางเนื้อหนัง กระทั่งมีความอุ่นใจทาง สังคมสงเคราะห์แล้ว ที่นี้ ก็มีงานที่จะต้องทำต่อไป คือ จะต้องมีงานฆ่าฝ่ายตรงกันข้ามอยู่นั่นเอง ; โดยเหตุที่ว่า เขาจะมาเป็นอุปสรรค ทำลายความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ทาง วัตถุของเรา, เขาจะมาเป็นคู่แข่งขัน กระทั่งเป็นศัตรู กระทั่งทำลายลัทธิที่เราบูชานี้. โดยหาว่าฝ่ายตรงกันข้าม

น.20 ๑๖ เป็นอุปสรรค เป็นศัตรูของความเป็นอยู่อย่างนี้ คือความ หลงบูชาความเป็นอย่างนี้ มันมากเกินไป มันก็มีการทำ สงคราม คือฆ่ากันต่อไป ต่อไปอีก อย่างไม่มีสิ้นสุด แล้วก็ นอนตาไม่หลับ เหมือนกัน. ข้อที่เอามาหลอกตัวเอง หรือปลอบใจตัวเอง ให้ชื่นชมยินดีอยู่เพียงแค่กินดีอยู่ดี มีการสังคมสงเคราะห์ ดีนี้ มันจึงไม่พอ เพราะเหตุนี้. นี่แหละความเจริญทาง ฝ่ายวัตถุที่ขาดความเจริญในทางฝ่ายจิต, ความรู้ทางฝ่าย วัตถุที่ขาดความรู้ในทางฝ่ายวิญญาณ มันให้ผลเพียงนี้ ; คือมัวแก้ปัญหากันแต่ทางฝ่ายวัตถุ หรือฝ่ายร่างกาย ยิ่ง แก้เท่าไรปัญหามันก็ยิ่งมากขึ้นในทางฝ่ายวัตถุ ที่เรียกว่า วัตถุเฟ้อ วัตถุอาละวาด วัตถุครองโลก วัตถุครองจิตใจ ของมนุษย์ จนมนุษย์ไม่เป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์วัตถุ เป็นมนุษย์เครื่องจักรอะไรชนิดหนึ่งไป. โลกสมัยนี้กำลังสนใจ และกำลังเจริญไปแต่ในทาง อย่างนี้ที่กำลังทำให้ตัวเองเป็นเหมือนเครื่องจักรชนิดหนึ่ง ในทางวัตถุ. วิชาเทคนิคต่าง ๆ หรือพวก Technicians

น.21 ๑๗ ต่างๆ ที่เขามีกันอยู่ คุณดูเถอะมันทำอะไรได้ นอกจาก ทำให้วัตถุเฟ้อ. คำว่า เฟ้อ นี้คือมันก้าวหน้า จนล้ำหน้า เรื่องทางฝ่ายจิตมากเกินไป. ผมขอประกาศตัว หรือจะ เรียกว่าออกตัว หรืออะไรก็ตามใจว่า ผมไม่ได้คัดค้าน การเจริญทางวัตถุ ไม่ได้คัดค้านความเจริญก้าวหน้า ทางวัตถุ. แต่คัดค้านที่มันเฟ้อ หรือมันล้ำหน้าความ เจริญทางฝ่ายจิตมากเกินไป. นี่คุณดูให้ดีมันคนละเรื่อง คนละอัน. ขอคัดค้านความเฟ้อทางวัตถุที่ล้ำหน้าความเจริญ ทางฝ่ายจิต; แต่ไม่ได้คัดค้านความเจริญทางวัตถุ ; เพราะว่า ต่อไปมันอาจจะมีมากกว่านี้อีกมากในเรื่องความ เจริญทางวัตถุนั้น. แต่ คนควรต้องรีบทำความเจริญ ทางฝ่ายจิตขึ้นไปให้ทันกัน ; มิเช่นนั้นแล้ว วัตถุ นั่นแหละมันจะกัดเอา หรือมันจะฝั่งมนุษย์ลงไปในนรก ในเหวใหญ่ในนรก. ความเฟ้อทางวัตถุนี้ระวังให้ดี ถ้าความก้าวหน้า ทางจิตใจมันไม่ทันกัน. อย่างประเทศไทยเราหรือ ประเทศไหนก็ตาม จะพัฒนานั่น พัฒนานี่ จะสร้าง

น.22 ๑๘ เขื่อนยักษ์ จะสร้างอะไรก็ได้, จะสร้างระบบไฟฟ้า ปรมาณูอะไรก็ตาม แต่ถ้าความเจริญทางจิตใจมันไปไม่ทัน กันแล้ว มันจะมีปัญหาเต็มไปหมด นับตั้งแต่มีการ ทุจริตในการพัฒนานั้นเอง มีคอร์รัปชั่นในการพัฒนา ตั้งต้นขึ้นมาด้วยอย่างนี้ ; พัฒนาขึ้นมาแล้วก็ยิ่งเพิ่ม คอร์รัปชั่น ที่ลึกที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปทุกที. นี่มนุษย์ชาติที่เคยได้รับเกียรติว่าเจริญ เป็น สุภาพบุรุษ หรือไม่มีความคดโกง นี้มันจะหาไม่ได้แล้ว ในโลกนี้. ในโลกมันกลายเป็นประเทศชาติที่มีความ คดโกง ความทุจริตอะไรตาม ๆ กันไปหมด เพราะ ความเฟ้อทางวัตถุ หรือเฟ้อในการพัฒนาทางวัตถุ. เพราะฉะนั้น ปัญหามันมีอยู่ว่า ทำอย่างไรความเจริญ ความก้าวหน้า หรือความรู้ทางฝ่ายจิตมันจะขนานเคียงคู่ กันไปกับความเจริญทางวัตถุ. เดี๋ยวนี้มันกำลังทิ้งกันไกล ทิ้งกันไกล จนทิ้งหมดเลย จนไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน, เรื่อง ทางจิตทางวิญญาณ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เพราะความเข้าใจ ผิดอย่างเดียว ว่า มันไม่มีความสำคัญ ; มันสำคัญอยู่ แต่เรื่องทางฝ่ายวัตถุ.

น.23 ๑๙ นี่เราพูดถึง บรมธรรม กันเรื่อยทุกวัน ๆ เราพูดถึง บรมธรรม แล้วก็เตือนอยู่ว่า อย่าไปเข้าใจไขว้กันเสีย. บรมธรรมทางวัตถุมันก็เป็นอย่างหนึ่ง บรมธรรมทางฝ่าย จิตมันก็เป็นอย่างหนึ่ง. บรมธรรมทางฝ่ายวัตถุนั้น คือ บรมธรรมปลอม ความเฟ้อทางวัตถุ มันก็ไม่มีทางที่จะถึง ที่สุด หรือสูงสุดลงไปที่จุดไหนได้ เพราะว่าความอยาก ความต้องการมันไม่มีที่สิ้นสุด. เรื่องทางเนื้อหนัง ที่เป็น กิเลสตัณหา ไม่มีทางจะสิ้นสุด มันก็ไม่เป็นบรมธรรม อย่างยิ่ง หรือสูงสุดตรงไหนได้ ; มันก็ไหลไปอย่างนั้นเอง. มันก็เพิ่มกำลังเพิ่มกระแสอะไรมากขึ้น ๆ, มันก็เผาลน มนุษย์มากขึ้น แต่เขาก็บูชามันว่าเป็นบรมธรรม คือเหมา เอาว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นั้นมีเพียงเท่านี้. บรมธรรม ที่ถูกมันเป็นเรื่องทางฝ่ายจิต แล้วมัน จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ ; ขอให้มีความก้าวหน้าทางฝ่ายจิต มันจะแก้ปัญหาทางฝ่ายวัตถุได้ แต่มันต้องในระดับที่ไม่ เฟ้อ. เพราะฉะนั้นต้องระวังคำว่า เฟ้อ หรือ ไม่เฟ้อ ไว้ให้ดี ๆ มันต้องในระดับที่ไม่เฟ้อ. เรื่องมีกินมีใช้ทาง

น.24 ๒๐ ปากทางท้องนี้ มันก็ต้องไม่เพ้อ. ถ้าคนมีจิตใจสูง มี คุณธรรมทางจิตใจสูงจริงแล้ว มันก็ไม่ต้องอดตายแน่ มัน จะต้องพอมีกินมีใช้ตามสมควรแก่อัตตภาพ; แต่มันไม่ หรูหรา เหมือนที่เขาต้องการกันสมัยนี้. มันไม่หรูหรา ฟุ่มเฟือยเหมือนที่เขาต้องการสมัยนี้ มันจะมีแต่เพียง พอกินพอใช้ อย่างที่เรียกว่า กินอยู่พอดี. มันอาจจะไม่มี กินดีอยู่ดีตามความต้องการของคนสมัยนี้จริง, แน่นอน ; แต่ มีการกินอยู่พอดีตามที่ธรรมชาติต้องการ. ขอเตือน เสมอว่า อย่าให้คำพูด ๒ คำนี้ ปนกันยุ่งไปหมดว่า กินอยู่พอดี กับ กินดีอยู่ดี. ถ้ามี บรมธรรมทางจิตแล้ว เพียงแต่กินอยู่พอดีนี้ก็ไม่มีปัญหาแน่. ทีนี้ พูดถึงเรื่องอนามัย หรือเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ถ้ามีวัฒนธรรมทางจิตเพียงพอ มีบรมธรรมทางจิต เพียงพอ โรคภัยไข้เจ็บจะไม่ท่วมท้นโลกมากเหมือน สมัยนี้. นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องแยกดูกันโดยละเอียด ว่า โรคภัยไข้เจ็บทางกายนี้ มันมาจากโรคภัยไข้เจ็บทาง วิญญาณอย่างไร. ขอยืนยันเป็นเพียง hypothesis ไว้ที่ หนึ่งก่อนว่า ความเจ็บไข้ทางเนื้อหนัง ทางวัตถุนี้

น.25 ๒๑ มันมาจากทางจิต. ยกตัวอย่าง แม้แต่โรคกระเพาะ อาหาร โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ เหล่านี้ มันก็มีมูล มาจากโรคทางจิตทางวิญญาณก่อน จึงเป็นโรคกระเพาะ อาหารเป็นต้นได้. เพราะว่าทางจิตทำให้ระบบประสาท หรือระบบของจิตใจมันไม่ปรกติ, มันเอาเลือดไปเลี้ยง ความบ้าของมันสมองเสียมากเกินไป จนไม่เอามาย่อย อาหาร, นานเข้ามันก็เป็นโรคกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็น ที่วัตถุแท้ ๆ เป็นที่กระเพาะอาหาร ; แต่คนก็ไม่นึกว่า มันมีมูลมาจากเรื่องทางจิต ไปจัดเป็นโรคทางกาย. ก็ถูก แล้วเพราะมันปรากฏที่กาย ; แต่มูลเหตุแท้จริง มันมา จากความวิตกกังวล ที่ไม่เคยนอนหลับสนิทจนตลอดชีวิต ถ้ามากเข้ามันก็เป็นโรคทางกายปรากฏออกมา. ถึงแม้โรคทางจิต มันก็โรคทางกายนั่นแหละ, บ้าคลั่งไปอยู่โรงพยาบาลปากคลองสานนั้น ก็เป็นโรค ทางกาย คือระบบประสาท ระบบมันสมอง มันเสื่อม เสียไป นั่นมันไม่ใช่โรคทางจิตแท้ ๆ. โรคกิเลส นั่นแหละจึงจะเป็นโรคทางจิต หรือโรคทางวิญญาณ

น.26 ๒๒ แท้ ๆ. เดี๋ยวนี้เขารู้กันแล้วว่า โรคจิตที่ไปอยู่ปาก คลองสานนั้นไม่ใช่โรคจิต เป็นเรื่องของระบบประสาทที่ เกี่ยวอยู่กับร่างกาย. เขาก็ยังงงอยู่ว่า โรคจิตแท้ ๆ คือ อะไร เพราะเขารู้เรื่องจิตแต่เพียงจิตชนิดที่เกี่ยวเนื่อง กันอยู่กับร่างกาย. มันต้องมาเรียนเรื่องทางศาสนาโดย เฉพาะ ให้รู้เรื่องโรคทางจิต ทางวิญญาณจริง ๆ เสียก่อน, แล้วก็จะรู้ว่า นั่นแหละมันเป็นต้นเหตุของโรคทางจิต ด้านนอก กระทั่งโรคทางกาย. โรคทางจิตด้านใน ทาง จิตแท้ ๆ นั้นมันเป็นต้นเหตุของโรคจิตด้านนอก ๆ กระทั่ง เป็นโรคที่ปรากฏออกมาทางเนื้อ ทางหนัง ทางร่างกาย. เพราะฉะนั้น คำว่า อนามัยนี้ มันไม่ได้หมาย เพียงว่าอนามัยทางกายเหมือนที่เข้าใจกัน, มันต้อง มีอนามัยทางจิตด้วย. สมัยนี้เขาก็พูดถึงอนามัยทางจิต แต่แล้วมันก็มีความหมายอยู่แค่อนามัยทางกาย คือจิตที่ เนื่องกันอยู่กับกาย, แล้วก็คุยโวโอ้อวดต่าง ๆ นานาว่า รู้เรื่องอนามัยทางจิต. ผมว่าไม่ได้เท่าปีกริ้น ในเมื่อนำ ไปเปรียบเทียบกับอนามัยทางจิตของทางฝ่ายศาสนา ; ไม่ว่า

น.27 ๒๓ ของศาสนาไหน ไม่ต้องพูดถึงของพุทธศาสนาอย่างเดียว. แต่ว่าทางฝ่ายศาสนาเขาไม่เรียกว่าอนามัยทางจิต เพราะ เขาไม่รู้จักเพียงแค่ร่างกายอย่างเดียวเหมือนคนสมัยนี้ หรือ ไม่รู้เรื่องอนามัยในความหมายอย่างคนสมัยนี้. เพราะฉะนั้นขอให้ศึกษาธรรมะเรื่อง มรรค ผล นิพพาน ชั้นสูงสุดนี้ ในฐานะที่ว่าจะเป็นประโยชน์แก่ อนามัยทางจิต. คุณจะต้องศึกษาธรรมะในฐานะเป็น เครื่องมือ หรืออุปกรณ์เพื่ออนามัยทางจิตด้วย ; แล้ว อนามัยทางกายก็จะดีเอง: โรคภัยไข้เจ็บตั้ง ๘๐, ๙๐, ๙๕ เปอร์เซ็นต์จะหายไป จะไม่เกิดขึ้น เพราะมีอนามัยทางจิตดี. อนามัยทางจิตดีแล้วก็ไม่เป็นคนสะเพร่า ไม่ทำมีดบาดมือ ไม่เดินตกล่อง. คนที่เดินหกล้มปากแตกนั้น มันก็เพราะ ขาดอนามัยทางจิต เวลานั้นจิตมันกำลังฟุ้งซ่าน หรือกำลัง เลื่อนลอย หรือกำลังกลัดกลุ้ม หรือกำลังอะไรอย่างหนึ่ง มันจึงเดินหกล้มปากแตก. นี่พูดแล้วมันก็น่าหวัว หรือ ไม่น่าเชื่อว่า โรคภัยไข้เจ็บทางกายทั้งหมดนี้ มีมูลมาจาก โรคภัยไข้เจ็บในทางฝ่ายวิญญาณ.

น.28 ๒๔ ธรรมะทุกอย่างมันเป็นเรื่องแก้ไขโรคทาง วิญญาณทั้งนั้น : โดยหัวข้อใหญ่ ๆ ก็มีเพียง ศีล สมาธิ ปัญญา ๓ เรื่อง แต่โดยรายละเอียดก็มีหลายสิบหลายร้อย เรื่อง ; ทั้งหมดนั้นเพื่อแก้ไขโรคทางวิญญาณ. เมื่อ ไม่มีโรคทางวิญญาณ โรคทางกายก็พลอยไม่มีไปด้วย, หรือมีเหลือน้อยเหลือเกิน. การที่มีเชื้อโรคทางวัตถุ ล้วน ๆ เช่นโรคอหิวาต์ โรคอะไรเกิดขึ้นนี้ มันก็ดูแล้วยัง น่ากลัวน้อยกว่าโรคทางฝ่ายจิต เพราะมันทรมานมากกว่า กันมาก ; และบางทีมันจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ามนุษย์มีความ รู้ดีในทางฝ่ายจิต, ซึ่งสามารถจะมีร่างกายที่เข้มแข็งต่อ ต้านเชื้อโรคชนิดนี้ได้. เดี๋ยวนี้มนุษย์เลวลง ๆ ในทางฝ่ายจิต ฉะนั้น สภาพทางร่างกายมันก็เลวลง ๆ ; สภาพทางร่างกาย เลวลง ความต่อต้านในร่างกายมันก็เลวลง. เชื้อโรค ในลักษณะหนึ่งมันทำอันตรายแก่ร่างกายนี้ได้ แต่มันไม่ ทำอันตรายแก่ร่างกายอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมีความเข้มแข็ง มีความต่อต้านสูง เพราะว่ามันมีจิตสูง. เพราะฉะนั้นเรา จึงไม่พบพวกโยคีที่มีกายและจิตแข็งแกร่ง, คือแข็งทั้งกาย

น.29 ๒๕ และจิต ตามป่าตามดง เป็นโรคชนิดนี้ โรคที่เกิดจาก เชื้อโรคเพียงเท่านี้. หรือว่าถ้าจิตสูงจริง ๆ กินยาพิษก็ได้ อย่าว่าแต่เชื้อโรคเลย. นี่เดินกันคนละทางอย่างนี้. ทีนี้เรามาโง่ทางวัตถุ เป็นทาสทางวัตถุ วัตถุ มันก็กดเราให้จมลง ๆ ต่ำลง กระทั่งมีความอ่อนแอ ทางร่างกาย กระทั่งมีเชื้อโรคนิดหนึ่งก็ทำอันตรายได้ ไม่มีความต้านทานสูงเลย. แม้โรคเล็ก ๆ น้อย ๆ มันก็ ทำอันตรายมนุษย์ให้ตายหมดทั้งโลกได้ เพราะมนุษย์มัน เลวลงในทางความต้านทาน เพราะมันบูชาเนื้อหนัง จน เนื้อหนังอ่อนแอต่อการต้านทานโรค. ปัญหามันก็เกิด ขึ้นอย่างสมน้ำหน้า, ขออภัยพูดหยาบ ๆ เพราะมันเป็น อย่างนี้จริง ๆ. สมน้ำหน้าที่ว่า มันบูชาวัตถุมากเข้า เท่าไร มันก็ต้องได้รับผลตอบแทน หรือการลงโทษ ตอบแทนมากอย่างสาสมกันทีเดียว. ปัญหามันจึงเต็ม ไปหมด ยุ่งยากเต็มไปหมดจนเวียนหัว จนไม่รู้ว่าจะแก้กัน อย่างไร ; ยิ่งแก้ยิ่งเข้าลึก, ไม่ใช่ว่ายิ่งแก้ แล้วมันยิ่งดี, แต่ยิ่งแก้ มันยิ่งเข้าไปลึกมากกว่าเดิม. ข้อนี้อาจจะฟังยาก แต่มันไม่ยากเกินไปจนเข้าใจไม่ได้ คุณไปคิดดูให้ดีเถอะ.

น.30 ๒๖ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราก็พูดวลีหนึ่งมีว่า : "วัวยิ่ง แล่น ไถก็ยิ่งกินลึก" นี้หมายความว่า วัวมันยิ่งกระชาก รุดไปเท่าไร ไถมันก็ยิ่งกินดินลึกไปเท่านั้น มันเป็นเรื่อง ของความโง่. เรายิ่งโง่มากเข้าไปเท่าไร โง่ลึกเข้าไปเท่าไร, ปัญหามันก็ยิ่งมากยิ่งลึกเข้าไปเท่านั้น. ฉะนั้นจะระดม ทุ่มเทกำลังเครื่องทุ่นแรง กำลังเทคนิค กำลังอะไร ยิ่งลึก เท่าไร, ปัญหามันก็ยิ่งลึกตามมากเข้าไปเท่านั้น. มันไม่ เป็นไปในทางแก้ แต่เป็นไปในทางทำให้ปัญหาเพิ่มมาก ขึ้น ๆ โดยไม่รู้สึกตัว. มันเหมือนกับฝ่ายสนองตอบ เช่นเราอยากได้เงินบาทหนึ่ง พอได้มาบาทหนึ่ง มันก็ไม่ พอใจ, เพราะมันอยากได้ ๕ บาท ๑๐ บาทเสียแล้ว ; อย่างนี้เรื่อยไปจนไม่มีที่สิ้นสุด ความพอใจเกิดขึ้นไม่ได้. เรื่องสนองความต้องการทางวัตถุนี้ก็เหมือนกัน ยิ่งแก้มัน ยิ่งกินลึก. เดี๋ยวนี้มันยิ่งไปกว่านั้นอีก ที่น่าเศร้าใจ น่าตกใจ ก็คือว่า เครื่องมือที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้นี้ มันกลายเป็น เครื่องมือที่ไปเพิ่มกำลังให้แก่ปัญหา. ยกตัวอย่างที่เรา

น.31 ๒๗ สร้างเครื่องมือสื่อมวลชนขึ้นมาได้ เพื่อจะแก้ปัญหาของ สังคมนี้ มันกลับไปเพิ่มปัญหาทางสังคม คุณไปมองดู : เราคิดประดิษฐ์อะไรขึ้นมา เพื่อจะแก้ปัญหายุ่งยาก หรือ ความเดือดร้อน แล้วก็สร้างขึ้นมา. อย่างสร้างเครื่อง วิทยุขึ้นมาสำเร็จอย่างนี้ ส่งกระจายเสียงไปทั่วโลกอย่างนี้ พวกชาวโลกก็หาได้ใช้ไป ในทางที่จะแก้ปัญหานั้นไม่ มัน กลับเพิ่มปัญหา คือเป็นสื่อสำหรับแพร่โรคติดต่อ หรือ เชื้อโรคทางวิญญาณนี้ ให้ระบาดไปทั่วโลก. มันก็มีโรค มากขึ้น มีปัญหามากขึ้นกว่าเดิม. เช่นเราจะเล็งถึงการศึกษา มีระบบการศึกษาดีมาก. แต่แล้วมันก็ถูกใช้ไปในทางทำให้คนเป็นทาสของวัตถุ, แล้ว ปัญหามันจะสิ้นสุดอย่างไร เพราะปัญหามาจาก วัตถุนิยม. อะไร ๆ สร้างขึ้นมาก็เป็นเหยื่อของวัตถุนิยม. เพราะฉะนั้นความเจริญก้าวหน้าทั้งหมดนี้ มันก็เป็นการ ช่วยฝ่ายภูตผีปีศาจ ที่จะรังควานมนุษย์มากขึ้นอยู่นั่นเอง, แล้วก็มากเรื่องเรื่อยไป ; นี้คือความตกเป็นทาสของ วัตถุนิยม มันมีลักษณะอย่างนี้. ทีนี้ถ้าเป็นมนุษย์ที่มี

น.32 ๒๘ มโนธรรม มีความนิยมในทางธรรมหรือทางจิต นี้มันจะมี อย่างนี้ไม่ได้ มันมีภาวะอย่างนี้เกิดขึ้นไม่ได้ มันจะไม่ทำ สิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องทำ ; มันจะเป็นอยู่พอดี กินอยู่พอดี มีอนามัยพอดี มีความแข็งแกร่งจากธรรมชาติ โดย ธรรมชาติ เพื่อต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บตามธรรมชาติของ มันได้. นี่แหละ เรามีวิธีการที่จะต่อต้าน หรือแก้ปัญหา ตามแบบของฝ่ายมโนนิยม หรือบรมธรรมในลักษณะ อย่างนี้ ; เราไม่พึ่งเครื่องจักร ไม่พึ่งเครื่องทุ่นแรง ไม่พึ่งเทคนิคอะไร เราก็สามารถจะต้านทาน แก้ปัญหาเรื่อง ไม่มีกิน ไม่มีใช้ ไม่มีอนามัยดีนี้ได้ ; และจะเป็นไปใน ลักษณะที่พอดี. คุณดูก็แล้วกันว่า ทำไมคนมันจึงเหลือ มาจนถึงสมัยนี้ มาเป็นปู่ย่าตายายของคนสมัยนี้ได้ ; ทำไมมันไม่ตายหมด. คนที่ไม่รู้หนังสือ ไม่มีอนามัยดี อะไรเหล่านั้น ทำไมจึงไม่ตายหมด, ทำไมจึงมาเป็นบิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ของคนสมัยนี้ได้. ถ้ามีความสูงทาง จิตใจ มันไม่มีปัญหาอย่างนี้ แม้แต่การงานก็เป็นของเล่นไป

น.33 ๒๙ ไม่หนักอกหนักใจ ไม่วิตกกังวล ไม่มีการนอนไม่หลับ เหมือนที่กำลังเป็นกันอยู่ในหมู่นักวัตถุนิยม หรือนายทุน หรืออะไรก็ตาม. แล้วปัญหาเรื่องความเจ็บ ความไข้นั้น มันมีน่าหัวเราะมากทีเดียว คุณไปคิดดูให้ดีเถิด. พวกที่ถือศาสนา ถือพระเจ้า ถือมโนนิยมนั้น เขาหัวเราะเยาะความเจ็บไข้ ความตาย. นี่คุณก็ต้อง สังเกตนะ ผู้ที่เต็มไปด้วยคุณธรรมทางนี้ เขาหัวเราะเยาะ ความเจ็บ ความไข้ ความตาย, ไม่ใช่กลัวอย่างความกลัว ขึ้นสมองเหมือนคนสมัยนี้. ความเจ็บนิดหนึ่งก็กลัวกัน ได้อย่างมากมาย, ความตายก็กลัวกันอย่างทำอะไรไม่ถูก. ส่วนพวกบริษัทของศาสนานั้น เขาหัวเราะเยาะความเจ็บไข้ ความตาย ความอะไรก็ตาม. พวกหนึ่งก็เชื่อว่า ความตายนี้เป็นความประสงค์ ของพระเจ้า จะเรียกตัวเราไปอยู่กับพระเจ้า เราก็ยินดีที่ จะไป. เพราะฉะนั้นความตายก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นใจไปเลย ไม่ใช่น่ากลัว. การเจ็บไข้ ก็เมื่อถือว่าเป็นความประสงค์ ของพระเจ้า มันก็ไม่ต้องกลัวอะไร มันก็นอนเจ็บไข้อย่าง

น.34 ๓๐ ยิ้มแย้มได้. หรือความวิบัติต่าง ๆ ในโลกนี้ เช่นแผ่นดิน ไหว น้ำท่วม อะไรก็ตาม มันก็เป็นความประสงค์ของ พระเจ้า, มันก็หัวเราะได้. ถ้ามันจะต้องตายมันก็ตาย อย่างเดียวกันอีก คือตามประสงค์ของพระเจ้า. หรือว่า มนุษย์ที่มีปัญญา เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มัน ก็ไม่ต้องกลัว. นี้มันแก้ปัญหากันคนละแบบอย่างนี้, เพราะฉะนั้นคุณต้องระวังให้ดี ๆ. พวกวัตถุนิยม ที่เป็นทาสของวัตถุ เขาก็บอกว่า โอย, ป่วยการ, เรื่องศาสนานี้เอาไว้สำหรับปลอบใจ คนที่ไม่มีความสามารถ. คุณเคยได้ยินไหมประโยคนี้ ? พวกนักศึกษาก้าวหน้าสมัยใหม่นี้ เขาประณามศาสนาว่า ศาสนานี้มีไว้เพียงเพื่อปลอบใจคนทุพพลภาพ ; ทุพพล- ภาพ ไม่มีกิน ไม่มีใช้ ก็เอาศาสนาเป็นเครื่องปลอบใจว่า เออ, มันเป็นอย่างนี้เอง มันเป็นกรรมของเรา. หรือ ปลอบใจ เมื่อทำอะไรไม่ได้มากเหมือนเขา ไม่มีเครื่องจักร ไม่มีอะไรทำ ก็ปลอบใจว่าเราก็สันโดษยินดี. นี่มันเป็น ความคิดของคนเหล่านั้น ที่เขามักจะตั้งปัญหาถามในรูป ทำนองอย่างนี้.

น.35 ๓๑ มันเป็นการถามที่ล้อเลียน หรือเยาะเย้ยไปในตัว. เพราะเรื่องอบรมจิตให้มีจิตเป็นจิตพิเศษ ไม่กลัวตาย ไม่กลัวอะไรนี้ เขาว่ามันเป็นเรื่องปลอบใจคนโง่. แม้ว่า ยิ้มตาย เพราะว่าพระเจ้าต้องการ นี้ก็ว่าเป็นเรื่องปลอบใจ คนโง่ เพราะว่าในถิ่นนั้น ๆ ในประเทศนั้นๆ มันไม่มี พัฒนาการทางทำมาหากิน ไม่มีการอนามัยดี มันมีโรคภัย ไข้เจ็บมาก คนจนก็ต้องมีเครื่องมาปลอบใจ หรือหลอก ให้ยินดีไปตามแกน ๆ อย่างนั้น ; เรื่องศาสนาก็มีเพียง เท่านี้เอง เขาว่าอย่างนี้. นี่คือคำพูดของคนที่ไม่รู้จักสิ่ง ที่เรียกว่า "ศาสนา" ; แม้เป็นคริสเตียนก็ทิ้งศาสนา คริสเตียน, เป็นศาสนาไหนก็ทิ้งศาสนานั้น. มันดีแต่ ว่าศาสนาพุทธเรายังไม่เป็นเอามาก ๆ ถึงเพียงนั้น. เราต้องลองคิดดูถึงข้อที่ว่า พุทธศาสนาในอินเดีย สองพันกว่าปี สามพันปีมานี้. อินเดียสมัยนั้นมันก็ไม่ได้ แห้งแล้งอย่างอินเดียสมัยนี้, อย่าเข้าใจผิดนะ. การ ทำผิดของประชาชนพลเมืองทำให้แผ่นดินแห้งแล้ง เกี่ยว กับเรื่องทางฟิสิคส์ มันจึงมีอดอยากมาก. ประเทศ

น.36 ๓๒ อินเดียสมัยโน้นยังชุ่มชื้น ยังอุดมสมบูรณ์จึงไม่ควรจะพูดว่า ศาสนามีไว้สำหรับปลอบใจคนที่ยากจน เพราะอยู่ใน ประเทศที่แห้งแล้ง. มันก็จริงถ้าพูดอย่างหลับหูหลับตา. ดินแดนพาเลสไตน์ที่เป็นที่เกิดของศาสนาคริสเตียนหรือ อาหรับนี้, สมัยโน้นมันก็ไม่ได้แห้งแล้งเหมือนอย่าง เดี๋ยวนี้ มันยังมีความชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ เพราะว่าโลก มันยังดีอยู่ ยังไม่ถูกทำลายเหมือนสมัยนี้, มันไม่ได้ผันแปร มาอย่างสมัยนี้. เพราะฉะนั้นจะพูดว่า ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ เกิดขึ้นในยุคในสมัย ในถิ่นที่เต็มไปด้วยความ แห้งแล้ง อดอยากยากแค้น ไม่มีอนามัยเหลือเลย นี้ไม่ถูก. เขาดูถูกว่า สมัยนั้นการแพทย์ไม่เจริญ คนเจ็บ ป่วยมาก ต้องมีอะไรมาใช้หลอกใจ อย่างเรื่องพระเจ้า หรือศาสนา, อย่าได้เป็นทุกข์ในเรื่องเจ็บไข้ ; นั่นมัน ก็ถูกอยู่นิดเดียวส่วนหนึ่งเท่านั้น. แต่ที่จริงเขาเป็นโรคภัย ไข้เจ็บน้อยกว่าคนสมัยนี้ เป็นโรคภัยไข้เจ็บยากกว่าคน สมัยนี้ ; แล้วเขามีการกินอยู่พอดี คือพอสบายดีแล้ว ในทางกาย ส่วนทางสติปัญญาเขาสำนึกรู้ได้ว่ามันยังไม่พอ ;

น.37 ๓๓ เขาคิดว่า ยังมีอะไรดีกว่านี้ เขาจึงคิดค้นจนพบหลักของ ศาสนา จนพบหลักของการทำให้จิตมีความสุขสูงขึ้นไป จากความพอแล้วในทางร่างกาย. ทางร่างกายนั้นมีการ กินอยู่พอดี สบายดี อนามัยก็ดี. นี่แหละคนสมัยนี้มันโง่ มองดูประเทศอินเดีย สมัยนี้ มองดูดินแดนประเทศพาเลสไตน์สมัยนี้ ซึ่งเป็นถิ่น แห้งแล้งกันดารอดอยากยากแค้น ในอินเดีย ก็มีความ ยากจน อดตาย เขาก็มีพุทธศาสนาเพื่อจะแก้ปัญหานี้ ; คิดไปอย่างนี้ ว่าไปอย่างนี้ คนพูดบ้าเอง โง่เอง. ขอ ให้มองเห็นว่า มันเป็นการก้าวหน้าอีกก้าวหนึ่ง ออกไป ทางฝ่ายจิต. คนสมัยวัตถุนิยมเขาไม่มองในแง่นี้ แต่มอง ไปในแง่ว่า เพราะขาดแคลนทางวัตถุ จึงต้องปลอบใจ ตนเอง. ที่แท้ความอิ่มหมีพีมันทางวัตถุจะต้องมีแล้ว ตั้งแต่สมัยโน้น. พวกฝรั่งสมัยนี้ก็ไม่เข้าใจคำที่พระเยซูพูดว่า :- ชีวิตมนุษย์ไม่ได้เนื่องกันอยู่กับขนมปัง แต่มันเนื่อง กันอยู่กับธรรมะของพระเจ้า". คือเมื่อพระเยซูไปนั่ง

น.38 ๓๔ ทำความเพียรบนภูเขา มีมารมาบอกว่า ถ้าเก่งจริง เป็น ลูกพระเจ้าจริง, ก็จงเสกก้อนหินบนภูเขานี้ให้เป็นขนมปัง ดูซิ. พระเยซูจึงตอบประโยคนี้ออกมา, ซึ่งพวกฝรั่ง สมัยนี้เองก็ไม่เข้าใจ ที่ว่า "ชีวิตนี้มิใช่เป็นอยู่ได้ด้วยขนมปัง แต่เป็นอยู่ด้วยพระธรรมของพระเจ้า." นี่หมายความว่า พวกคนร่ำรวยสมัยนั้น ไม่ยินดีรับคำสอนของศาสนา เพราะไปเข้าใจว่า เราเป็นมนุษย์มีชีวิตรอดอยู่ได้เพราะ อาหารต่างหาก, คำว่าขนมปังหมายถึงอาหาร ; ฉะนั้น ต้องทำทั้งหมดให้เป็นอาหารขึ้นมาจึงจะนับถือ นี่พระเยซู ก็บอกว่า ชีวิตไม่ได้เป็นอยู่ได้เพราะอาหาร, เพราะ ขนมปัง, แต่เป็นอยู่ได้เพราะธรรมะของพระเจ้า. นี่พระเยซูเป็นผู้รู้หรือเข้าใจในเรื่องนี้ จึงตอบมาร อย่างนี้. เพราะฉะนั้น มารก็ไม่ใช่อะไรนอกจากความหมาย ทั้งหมดของวัตถุนิยม. พวกฝรั่งเดี๋ยวนี้ แม้พวกคริสเตียน ก็น้อยคนที่จะเข้าใจว่า "มนุษย์ไม่ได้อยู่ด้วยขนมปัง, แต่อยู่ได้ด้วยพระธรรมของพระเจ้า", ทั้ง ๆ ที่คำพูด เหล่านี้ เขาก็ท่องอยู่ทุกวัน สวดอยู่ทุกวัน อ่านอยู่ทุกวัน.

น.39 ๓๕ พวกศาสนาอื่นก็เหมือนกันจะต้องเข้าใจว่า ชีวิตไม่ใช่อยู่ได้ ด้วยอาหาร หรือมีอาหารอย่างเดียว, จะต้องด้วยธรรมะ เท่านั้น. นี้ก็หมายความว่า "ชีวิต" คำนี้คือชีวิตจริง ไม่ใช่ชีวิตเนื้อหนังร่างกาย ; ชีวิตที่เป็นเนื้อหนังร่างกาย นั้น แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็เป็นอยู่ด้วยอาหาร. แต่ ชีวิตคนนี้มันควรจะมีความหมายสูงกว่านั้น ต้องเป็น อยู่ด้วยธรรม ; เรื่องทางจิต ทางวิญญาณมันจึงเกิดขึ้น. ทีนี้ เมื่อเรามีความเข้าใจถูก ในทางฝ่ายจิตฝ่าย วิญญาณ อย่างที่เรียกว่า เห็นได้ด้วยตนเอง, เห็นและ คิดได้ด้วยตนเองว่า ระบบศาสนานี้มันไม่ใช่เพื่อหลอก คนให้ยินดี ไปวันหนึ่ง ๆ เพราะว่ายากจน หรือว่าหมด ปัญญา หมดทางสู้ ; แต่เขาต้องการให้จิตของคนวิวัฒนา- การไปเหนือวัตถุจนกระทั่งว่ามันเป็นกลาง ไม่เป็นจิต หรือไม่เป็นวัตถุ ที่เรียกว่า "ว่าง" ไม่ยึดถือว่า เป็น อะไรอย่างนั้น อย่างนี้. มันเป็นธรรมชาติล้วน ๆ มันจึงว่างจากสิ่งที่จะเรียกว่ากาย หรือเรียกว่าจิต ; นี้คือตอนลึกสุดของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ที่เป็นโลกุตตร-

น.40 ๓๖ ธรรม : จะไม่มีกาย จะไม่มีจิต, มีแต่ความว่าง ซึ่งอธิบายกันได้ยืดยาว ต้องพูดกันคราวอื่น หรือคุณต้อง ไปหาอ่านดูเอง เรื่องความว่างนี้ ไม่รู้สึกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา, ไม่มีทั้งกาย ไม่มีทั้งจิต มันไปไกลลิบ ไปเลย ; นั่นแหละยอดสุดของความก้าวหน้าทางฝ่ายจิต หรือบรมธรรม มันต้องไปถึงขนาดนั้น. ทีนี้เราก็จะรู้สึกว่า น่าหัวเราะ หรือน่าสงสาร ที่ พวกฝรั่งมาถึงก็ถามว่า พวกท่านมีวิธีแก้ปัญหาความอด อยาก อนามัยเลวกันอย่างไร ? นี้เขามาถึงเห็นบ้านเรา เป็นกระท่อมซอมซ่อ เป็นกะต๊อบ เป็นอยู่อย่างนี้ เขาก็ สันนิษฐานเอาเองว่า แย่แล้ว การกินอยู่ฝืดเคือง อดอยาก อนามัยเลวมาก ; ก็เลยถามทำนองเยาะเย้ย ทำนองล้อ- เลียนแฝงอยู่ในคำถามนั้น. เขากลัวเสียมารยาท ไม่กล้า ล้อโดยตรง ถามโดยตรง ก็ถามด้วยคำถามแฝงเยาะเย้ย ล้อเลียนว่าพวกคุณแก้ปัญหาเรื่องความยุ่งยากลำบาก ไม่มี กิน ไม่มีใช้ เรื่องอนามัยไม่ดีนี้กันอย่างไร, ในเมื่อมัวแต่ ไปวัดไปวา ทำบุญให้ทาน หรือเป็นอยู่อย่างนั้น. นี่ความ

น.41 ๓๗ ที่เขาเคยชินแต่เรื่องความก้าวหน้าทางวัตถุ, มีอาชีพดี มีสังคมสงเคราะห์ดี, หมดปัญหาเรื่องความเจ็บความไข้ ความไม่มีงานทำอะไรต่าง ๆ นี้มันน่าหวัว. ขอให้พวกเราเข้าถึงหัวใจ หรือจุดปลายทางของ เรื่อง ทางจิต ทางวิญญาณนี้ แล้วจะหมดปัญหาเรื่องนี้, แล้วก็จะมองเห็นชัดว่า ความเจริญทางวัตถุอย่างเดียวนั้น เป็นอันตรายที่สุด, ว่าการสังคมสงเคราะห์ที่ฟังไพเราะ ที่สุดของโลกสมัยนี้ ก็เป็นเรื่องแต่ทางฝ่ายวัตถุ ฉะนั้น สังคมสงเคราะห์แบบนี้มีมากขึ้นเท่าไร คนก็จะอ่อนแอลง เท่านั้น เลวลงเท่านั้น ; อ่อนแอลงจนไม่ช่วยตัวเองได้ ตามลำพังด้วยเรื่องกำลังจิต กำลังสติปัญญา ต้องอาศัย ระบบเครื่องจักร มีการช่วยกันผลิต แล้วต้องมีการสังคม สงเคราะห์อย่างนี้เรื่อยไป ; แล้วก็ทนอยู่ด้วยความหวาด กลัวนอนไม่หลับ แล้วไม่อาจจะระงับสงครามอันยืดเยื้อ นี้ได้. คุณเป็นนักศึกษา ก็ให้เป็นนักศึกษาดี ๆ ก็แล้วกัน อย่าไปหลงเรื่อง การศึกษาชนิดที่ยิ่งศึกษายิ่งโง่ ของคนสมัยนี้

น.42 ๓๘ ในโลกนี้ ในเวลานี้เลย. ยิ่งศึกษายิ่งโง่ ยิ่งศึกษามาก ยิ่งมีปัญหามาก ยิ่งพัวพันหนักขึ้น เหมือนสัตว์ที่มันชักใย พันตัวเองหนาเข้า ๆ ; แล้วเมื่อไรก็ไม่รู้ ที่มันจะทำลาย สิ่งห่อหุ้มเหล่านั้นออกมาได้. สู้ตัวด้วงตัวหนอนก็ไม่ได้ ที่มันมีวันมีเวลาที่จะทำลายสิ่งห่อหุ้มเหล่านั้นออกมาได้ ส่วน มนุษย์ในโลกวัตถุนิยมนี้ ดูยังไม่มีหวังที่จะทำลาย ใยที่ชักพันตัวเองนี้ออกมาได้ จนกว่าเมื่อไร เขาจะ หายโง่ มาสนใจเรื่องบรมธรรมหรือความก้าวหน้าทาง จิตทางวิญญาณกันเสียบ้าง เท่านั้นเอง. เพราะว่าสิ่งนี้ มันจะทำลายสิ่งที่ห่อหุ้มครอบงำ ปิดบัง เผาลน อะไร ต่าง ๆ ได้หมด. เวลา ๑ ชั่วโมงของเราก็หมด.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต