Buddhadasa.org
หนังสือการรับใช้ผู้อื่นทำให้โลกสันติ › อ่านฉบับเต็ม

📖 การรับใช้ผู้อื่นทำให้โลกสันติ

คำอบรมพระนิสิตบวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ๑ พฤษภาคม ๒๕๑๓ — เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๕๐ · วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๑๓

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.5 สำหรับพวกเราล่วงมาถึงเวลา ๔.๔๕ น. แล้ว. ในวันนี้จะได้พูดกันถึงเรื่อง ฆราวาส กับ อุดมคติของ โพธิสัตว์. ถ้าสังเกตดูจะเห็นได้ว่า เราพูดแต่เรื่องฆราวาส เกี่ยวกับฆราวาสติดต่อกันเรื่อยมา จนกระทั่งถึงวันนี้ ซึ่งเป็น เรื่องอุดมคติของโพธิสัตว์. มีความหมายสำคัญอยู่ที่ตรงคำว่า "โพธิสัตว์". ๑

น.6 ๒ คนบางคนอาจจะยังไม่ทราบด้วยซ้ำไป ว่า โพธิสัตว์ นั้นเป็นพระ หรือเป็นฆราวาส. เรื่องนี้มันก็ยากอยู่ เหมือนกัน ; เพราะว่าพวกหนึ่งก็มักจะได้ยินอย่างหนึ่ง แล้วมันมีหลายพวกด้วยกัน บางพวกก็เพิ่งจะประดิษฐ์ หลักเกณฑ์ หรือเรื่องราวเกี่ยวกับโพธิสัตว์ขึ้นมาใหม่ เพราะฉะนั้นจึงมีความหมายต่างกัน. แต่ถึงอย่างไรก็ดี ในที่สุดควรจะทราบว่า โพธิสัตว์นั้นเป็นได้ทั้งบรรพชิต และทั้งฆราวาส ; แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นฆราวาส. ยิ่งในฝ่าย เถรวาทเรานี้ด้วยแล้วก็ลดต่ำลงไปจนถึงกับว่า เป็นสัตว์ เดรัจฉาน ; อย่างชาดกเรื่องลิงล้างหู, โพธิสัตว์เป็น พญาวานร อย่างนี้เป็นต้น ; แล้วก็เป็นตั้งแต่สัตว์เดรัจฉาน เป็นปลาในน้ำขึ้นมาทีเดียว จนถึงสัตว์บก สัตว์ฟ้า กระทั่ง ถึงคน ถึงรุกขเทวดา. ทีนี้เรามาพิจารณาถึงคำ ๆ นี้ คือคำว่า "โพธิสัตว์" : คำว่า โพธิสัตว์ ประกอบขึ้นด้วยคำ ๒ คำ คือ "โพธิ" คำหนึ่ง แล้วก็ "สัตว์" คำหนึ่ง. โพธิ นี้หมายถึงความรู้ หรือความตรัสรู้ ซึ่งเล็งถึงเรื่องสูงสุด ; สัตว์ ก็คือสัตว์นี่เอง คำว่าโพธิสัตว์นี้ เราอาจจะถอดรูปสมาสคำนี้ออกไปได้ หลายอย่าง ตามแบบของภาษาบาลี. คำสมาสนั้นเราอาจจะ

น.7 ๓ ถือเอาความหมายของมันได้ทุก ๆ อย่าง ตามที่มันอำนวยให้ ถอดรูปออกไปอย่างไร. คำสมาสคำนี้อย่างน้อยก็จะถอด รูปความหมายออกมาได้สัก ๓ อย่างคือ :- โพธิสัตว์ แปลว่า สัตว์เพื่อโพธิ, หรือสัตว์มีโพธิ, แล้วก็สัตว์ที่ใช้โพธิ. เพื่อ โพธิ มีโพธิ ใช้โพธิ อย่างน้อยก็ได้ ๓ อย่าง อย่างนี้. สัตว์เพื่อโพธิ ก็หมายความว่า สัตว์นั้นจะเป็น พระพุทธเจ้า กำลังพยายามเพื่อให้ได้โพธิ. สัตว์มีโพธิ ก็หมายความว่า มีโพธิ มีปัญญา มีอะไรอยู่พอสมควร คือว่าเต็มรูปของความหมาย ของคำว่าโพธิสัตว์ที่มีโพธิ. สัตว์ที่ใช้โพธิ ก็หมายความว่า เขาใช้สติปัญญานั้นทำหน้าที่ การงานเพื่อตน หรือเพื่อผู้อื่น ; มันเนื่องกันเกี่ยวกับ คำว่าโพธิสัตว์นี้ คือทำประโยชน์เพื่อตน และผู้อื่น. แม้ว่า จะแปลว่าสัตว์ที่พยายามเพื่อโพธิ บางอย่างก็เพื่อตนก่อน เพื่อตนตรัสรู้ก่อนแล้วยังมุ่งหมายจะช่วยผู้อื่น. ทีนี้สัตว์ มีโพธิไว้ทำไม ? ก็มีไว้ช่วยตน หรือผู้อื่นพร้อม ๆ กันไป. สัตว์ใช้โพธิ มันก็เล็งถึงประโยชน์ผู้อื่นมากกว่า. นี่แหละ คำว่า โพธิสัตว์ เมื่อดูตามรูปศัพท์ตามหลักของภาษา มันมี ความหมายได้อย่างน้อยก็ ๓ ความหมาย. อย่างนี้ เรียกว่า โดยนิตินัย. ทีนี้ตามที่เป็นจริง หรือว่าโดยพฤตินัย ถ้าเรา

น.8 ๔ จะรวมเรื่องราวออกมาทั้งหมด ทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน มันก็มีความมุ่งหมายในการกระทำต่าง ๆ กันอยู่ พอที่จะแบ่ง ได้เป็น ๓ พวกอีกเหมือนกัน. พวกแรกกำลังพยายามเพื่อความเป็นพุทธะ ; นี้คือฝ่ายเถรวาทเรา, ให้ความหมายของคำว่า โพธิสัตว์ นี้ เป็นว่า ผู้พยายามเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้า. ชาดกต่าง ๆ ๕๐๐ กว่าเรื่องนั้นก็มีความหมายอย่างนี้ทั้งนั้น คือสัตว์บ้าง คนบ้าง รุกขเทวดาบ้าง ที่กำลังฝึกฝนอบรมตนอยู่ ให้ เต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรม เพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้า. หรือว่า ผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้านั้น กำลังเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นมนุษย์ เป็นรุกขเทวดาอะไรก็ได้ แล้วแต่จะพูด ; จนกระทั่งชั่วโมงสุดท้ายที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ที่ใต้ต้นโพธิ์ ยังมีพระพุทธภาษิตเรียกพระองค์เองว่า "ก่อนแต่การตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่" มีพระพุทธภาษิตเล่าเรื่องของพระองค์ เอง. คุณจะหาอ่านดูได้หลาย ๆ เรื่อง จากหนังสือ "พุทธ ประวัติจากพระโอษฐ์". ในหนังสือพุทธประวัติจากพระ โอษฐ์ได้ยกเอามาไว้หลายเรื่อง มีถ้อยคำที่พระพุทธเจ้าตรัส ถึงพระองค์เองว่า ก่อนแต่การตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ แล้วก็อยู่ที่นั้น ๆ ได้ทำอะไรอย่างนั้น ๆ. นี่เป็นคติของฝ่าย

น.9 ๕ เถรวาท คือฝ่ายใต้, ได้แก่ฝ่ายพุทธศาสนาในประเทศไทย พม่า ลังกา มีความเชื่ออย่างนี้. พวกที่ ๒ ซึ่งพวกมหายานเขาไม่เห็นอย่างที่กล่าว แล้วเป็นสำคัญ ; เขาให้ความหมายของโพธิสัตว์ไป ๒ แบบ เป็นอย่างน้อย. ทีนี้เราจะติดตามดูว่า มันมีเหตุผล หรือ ว่ามีความจำเป็นอย่างไร ? โพธิสัตว์ฝ่ายมหายานนั้นอาจจะ บัญญัติคำได้ว่า : โพธิสัตว์ คือ ผู้สนองพระพุทธโองการ (นี่ผมสรุปความรู้บัญญัติเอาเอง) ; แล้วก็โพธิสัตว์ คือ ผู้สมาทานศีลของโพธิสัตว์ ; นับว่ามีอยู่อีก ๒ ความหมาย. รวมกับของเถรวาทด้วยก็เป็น ๓ ความหมาย. ความหมายแรก ที่เป็นของมหายานนั้นมันมีเรื่องที่ค่อนข้างพิสดาร. คุณก็ เคยเห็นหรือว่าเคยได้ยิน รูปปฏิมาที่เรียกว่า "อวโลกิเตศวร โพธิสัตว์" . ที่หน้ากุฏินั้นก็มีอยู่แห่งหนึ่ง ที่เสาทางบ่อน้ำนั้น ก็มีอยู่แห่งหนึ่ง เขาเรียกว่า อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์. โพธิสัตว์ ประเภทนี้ก็มีหลายองค์ เขาจัดให้ประจำพระพุทธเจ้าองค์ หนึ่ง ๆ ; ทำหน้าที่สนองพระพุทธประสงค์ของพระพุทธเจ้า องค์นั้น ๆ. นี่เป็นเรื่องราวของพวกมหายาน เลยมีเรื่อง พิสดารออกไปถึงว่า พระพุทธเจ้านั้นมีหลายระดับ : พระ - พุทธเจ้าที่เป็นต้นตอแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, แล้วก็

น.10 ๖ พระพุทธเจ้าที่เกิดมาจากฌานของพระพุทธเจ้าองค์แรก นั้น มีอีกหลายองค์, พระพุทธเจ้าที่มาอยู่ในรูปของมนุษย์ ธรรมดาสามัญนี้ ก็มีอีกระดับหนึ่ง ชุดหนึ่ง มากมาย หลายองค์, รวมกันแล้วหลายร้อยหลายพัน. พระพุทธเจ้าที่เกิดจากฌานของอาทิพุทธเจ้านั้น มีอยู่องค์หนึ่งที่เรียกว่า "อมิตาภะพุทธเจ้า" แล้วก็พระ โพธิสัตว์ประจำพระองค์อมิตาภะพระพุทธเจ้าก็คือ อวโลกิ- เตศวร นี้. สมัยหนึ่งนับถือกันมากทั้งในประเทศอินเดีย และในประเทศที่พุทธศาสนาอย่างมหายานแผ่ไปถึง จนมีรูป พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรนี้ เกิดขึ้นทั่ว ๆ ไป หลาย ๆ ขนาด ขนาดใหญ่ประจำวิหาร ขนาดเล็กประจำบ้านเรือน อยู่บนหิ้ง ในประเทศไทยเราก็พบมาก องค์ที่สวยที่สุด ก็พบที่วัด พระธาตุที่ไชยา คือองค์ที่ว่ามานั้น. อยากรู้เรื่องก็ไปศึกษา ทางโบราณคดีอีกส่วนหนึ่งต่างหากก็แล้วกัน ; แต่นี้เราจะ พูดกันเท่าที่มันเกี่ยวกับศาสนา. ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับทางศาสนา ไม่ใช่ทางศิลป เข้าใจว่า พวกมหายานตั้งใจที่จะรวบรวมคนให้มาถือศาสนา ของตนให้มากที่สุด สมกับคำว่า มหายาน, คือยานใหญ่ หลวง ใหญ่โต พาคนไปได้มาก นี้คือหมายความว่า จะต้อง

น.11 ๗ พาคนโง่ไปด้วย. แล้วส่วนมากของคนในโลกนี้เป็นคนโง่ ขี้ขลาด ; แล้วเราจะมัวมาถือแต่เรื่อง อนัตตา สุญญตา อยู่นี้มันจะเข้าใจได้สักกี่คน. และทางฝ่ายศาสนาอื่น ที่เป็นคู่แข่ง เช่น ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู อย่างนี้ เขามี พระเจ้า คนที่โง่และขี้ขลาดก็ใช้พระเจ้านั้นเป็นที่พึ่ง นับถือ เชื่อ และอ้อนวอน ; อย่างนี้มันก็หมดปัญหาในจิตในใจ ของเขา. เพราะฉะนั้นคนก็อยากจะถือศาสนาที่มีพระเจ้าช่วย มากกว่าที่จะใช้สติปัญญาช่วยตัวเอง. ฝ่ายพวกมหายานก็อยากจะให้มีพระเจ้าในพุทธ- ศาสนาขึ้นมาบ้าง ; ก่อนนี้ไม่มี. ทีนี้อยากจะมีพระเจ้า จะทำอย่างไร ? ก็เลยบัญญัติเรื่องที่ว่านี้ คือบัญญัติเรื่องของ พระพุทธเจ้านี้ ให้มันขยายยืดออกไป จนมีอาทิพระพุทธเจ้า องค์แรก ; แล้วก็มีพระพุทธเจ้าที่เกิดมาจากอำนาจฌาน ของพระพุทธเจ้าองค์แรก ; แต่ละองค์ - แต่ละองค์ มี โพธิสัตว์คอยรับสนองพระพุทธประสงค์. พระอมิตาภะ พระพุทธเจ้ามีพระโพธิสัตว์องค์นี้ เรียกชื่อว่า "อวโลกิ- เตศวร". อวโลกิเตศวร ถอดสนธิของคำก็เป็น อวโล + กิตะ + อิศะวะระ. อิศะวะระ ก็คือ อิศวร เป็นชื่อเหมือน กับพระอิศวรในฝ่ายฮินดู ฝ่ายพราหมณ์. ก็แปลว่าเราก็มี

น.12 ๘ พระอิศวรให้ประชาชนที่โง่และขี้ขลาด ; แล้วก็บัญญัติให้ อวโลกิเตศวรนั้นคอยดูแลโลก มองดูโลกอยู่ด้วยความเมตตา ใครต้องการอะไร ก็ขอได้ อ้อนวอนได้ จากอวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นผู้ที่จะสนองพระพุทธประสงค์ในการช่วยสัตว์. ฉะนั้นจึงมีความสำคัญอยู่อย่างหนึ่งว่า อวโลกิเตศวร นี้เป็นผู้รับใช้, มีลักษณะเหมือนเป็นผู้รับใช้ของพระพุทธเจ้า อมิตาภะ ; เพราะฉะนั้นที่รูปของอวโลกิเตศวร จึงจะต้อง มีพระพุทธรูปที่บริเวณหน้าผาก คือเหนือหน้าผากขึ้นไป ตรงเชิงของมงกุฎอยู่องค์หนึ่งเสมอ อย่างน้อยก็องค์หนึ่ง, อย่างมากก็มีหลาย ๆ องค์ ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง. นี่ก็แสดง ความหมายว่า เป็นผู้รับใช้พระพุทธเจ้าด้วย แล้วก็มี พระพุทธเจ้ารวมอยู่ในรูปอวโลกิเตศวรนี้ด้วย. ฉะนั้น การที่ใครจะไหว้รูปอวโลกิเตศวร มันก็มีความหมายมาก ออกไป คือไหว้พระพุทธเจ้าด้วย แล้วยังไหว้อวโลกิเตศวร นั้นเองด้วย. มันก็เป็นการตีตื้นขึ้นมา คือชนะได้ ในการ ที่จะจูงประชาชนอันมากมาย ซึ่งเป็นคนขลาดและคนเขลา นั้นมาได้โดยง่าย. ศาสนาพุทธอย่างมหายานเขาต่อสู้ศาสนาอื่นที่เขามี พระเจ้าโดยลักษณะอย่างนี้. ดังนั้นอุดมคติของพระโพธิสัตว์นี้

น.13 ๙ มันก็กลายเป็นผู้รับสนองพระพุทธโองการ ในการรักษา ศาสนาไว้, แล้วก็ช่วยคนที่ถือศาสนา. พระโพธิสัตว์ ในความหมายนี้ คือผู้ที่จะรักษาศาสนาของพระพุทธเจ้าไว้ แล้วก็ช่วยสัตว์ทั้งหลายที่นับถือพุทธศาสนา. มันก็เลยต่าง กว่าความหมายเดิมอย่างของเถรวาท ซึ่งมีว่าโพธิสัตว์คือผู้ที่ พยายาม เพื่อที่จะเป็นพระพุทธเจ้า. ความหมายอย่าง มหายานกลายเป็นว่า มีหน้าที่รับสนองพระพุทธโองการ ในการที่จะรักษาศาสนาไว้ช่วยสัตว์ทั้งหลายต่อไป. พวกที่สาม ซึ่งเป็นของมหายานด้วยเหมือนกัน ได้แก่ใครก็ได้ ที่ถือสมาทานศีลโพธิสัตว์. ศีลโพธิสัตว์ก็มี ข้อสำคัญอยู่ข้อเดียวเท่านั้น คือว่า จะช่วยเพื่อนมนุษย์ คนสุดท้ายเสียก่อน ที่ตัวเองจะนิพพาน ; คือว่าถ้ายังมี คนสุดท้ายเหลืออยู่เพียงคนเดียวก็ตาม เขาจะยังไม่ นิพพาน คือยังไม่เข้าสู่นิพพาน. สมาทานศีลว่าอย่างนี้ ก็เรียกว่าสมาทานศีลของโพธิสัตว์. นี่มันก็เป็นอุดมคติ เท่านั้น โดยพฤตินัยแล้วมันทำไม่ได้ ; เพราะมนุษย์ มันเกิดมาเรื่อย แล้วโพธิสัตว์จะช่วยจนกระทั่งคนสุดท้าย ก็ต้องรอไปเรื่อย ; ก็แปลว่าจะไม่มีโอกาสเข้านิพพาน ด้วยซ้ำไป เพราะว่าสัตว์มันเกิดมาเรื่อย. แต่เราอย่าไปถือ

น.14 ๑๐ เอาส่วนนั้นเพื่อเป็นข้อคัดค้านกัน ให้มันเสียเวลาเปล่า ๆ ; ให้ถือเอาอุดมคติของผู้ที่จะช่วยผู้อื่นก่อน ช่วยตัวเอง ก็เลย สมาทานศีล ปฏิญญา สาบาน หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก ว่าเราจะช่วยมนุษย์จนกระทั่งคนสุดท้ายจึงจะนิพพาน. ขอให้คุณเปรียบเทียบดูทั้ง ๓ ความหมายนี้ : ความ หมายที่ ๑ เป็นอย่างเถรวาท โพธิสัตว์คือผู้ที่กำลังพยายาม เพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้า. ความหมายที่ ๒ เป็นมหายาน โพธิสัตว์คือผู้ที่รับสนองพระพุทธประสงค์ ในการรักษา ศาสนาไว้ ก็ดี ในการช่วยเป็นที่พึ่งแก่สัตว์ก็ดี. ความหมาย ที่ ๓ ก็เป็นของมหายาน โพธิสัตว์คือผู้ที่สมาทานศีลของ โพธิสัตว์ สำหรับการที่แบ่งเป็นเถรวาท หรือมหายานนี้ เราเอาความหมาย หรือหลักส่วนใหญ่ๆ ; ที่จริงข้อปลีกย่อย มันก็เหมือนกัน ก็มีอยู่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย. การช่วยผู้อื่น หรือการทำตามพระพุทธประสงค์ มันก็มีอยู่ในฝ่ายเถรวาท แต่เขาไม่พูดมาก ไม่ยกขึ้นมาเป็นเรื่องใหญ่เหมือนฝ่าย มหายาน. มหายานบางนิกายจะไม่พูดถึงอะไรหมดเลย จะพูด ถึงแต่เรื่องสมาทานศีลของโพธิสัตว์เท่านั้น. แต่ฝ่ายเถรวาท เรานี้ที่เปิดไว้กว้าง ๆ ว่า โพธิสัตว์คือผู้ที่กำลังพยายามเพื่อจะ

น.15 ๑๑ เป็นพระพุทธเจ้า. ถ้าถือเอาแต่ความหมาย มันก็ไม่ ขัดข้องอะไรกัน มันกลายเป็นหน้าที่ที่ทุกคนจะต้องทำ และสามารถจะกระทำได้ด้วย. ฉะนั้นฆราวาสครอง บ้านเรือนอยู่ตามปกตินี้ สามารถจะเป็นโพธิสัตว์ทั้ง ๓ ความ หมาย. บางเวลาเราก็เป็นอยู่แล้ว เป็นโดยวิธีที่ผมเรียกว่า อุปปาติกะ หรือโอปปาติกะ คือเมื่อจิตมันเป็นอย่างไร เราก็เกิดเป็นอย่างนั้น. บางเวลา จิตของเรามุ่งจะเป็น พระพุทธเจ้า อธิษฐานจะเป็นพระพุทธเจ้า มันก็กลาย เป็นโพธิสัตว์ไป. บางเวลา เราก็มุ่งจะรักษาศาสนาของ พระพุทธเจ้าให้คงอยู่เป็นที่พึ่งแก่เพื่อนมนุษย์ นั่นก็เท่ากับ กลายเป็นโพธิสัตว์ไปตามความหมายที่ ๒ นั้น. บางเวลา หรือบางคนอาจจะคิดในบางคราว ในการที่จะมีเกียรติยศ ชื่อเสียง ในการช่วยผู้อื่นก็กลายเป็นโพธิสัตว์น้อย ๆ ไป. นี้เรียกว่าอุดมคติของโพธิสัตว์นั้น ฆราวาสสามารถ ประพฤติได้; แล้วฆราวาสอาจจะเป็นโพธิสัตว์ได้โดย ความหมายของโอปปาติกะ คือเรามีหลักว่า คิดอย่างไร ก็เกิดเป็นอย่างนั้น ซึ่งได้พูดกันโดยละเอียดมาแล้วในคราว ก่อน ๆ. ยกตัวอย่าง เช่นว่า คิดอย่างโจรก็ชื่อว่าเกิดเป็น โจรในขณะนั้น, คิดอย่างบัณฑิตก็ชื่อว่าเกิดเป็นบัณฑิต

น.16 ๑๒ ในขณะนั้น, กระทั่งว่า คิดอย่างสัตว์เดรัจฉานก็กลายเป็น สัตว์ระดับเดรัจฉานไปในขณะนั้น, คิดอย่างเปรต อย่าง อสุรกาย ก็กลายเป็นเปรต เป็นอสุรกายในขณะนั้น, เมื่อ คิดอย่างโพธิสัตว์ มันก็กลายเป็นโพธิสัตว์ไปในขณะนั้นได้ เหมือนกัน. หลักเกณฑ์อย่างนี้มันไม่ให้โทษ มันมีประโยชน์ โดยส่วนเดียว ; ทีนี้เราก็พยายามที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ ให้มากเท่าที่มันจะมากได้ ; เราก็ควรจะได้รับคำสอนเป็น อย่าง ๆ ไป. แผ่นดินตรงนี้, แผ่นดินภาคใต้ของประเทศไทยนี้ ก็เคยนับถือพระพุทธศาสนาทั้งอย่างเถรวาท และอย่าง มหายาน ; แล้วดูตามร่องรอย ซากโบราณวัตถุ โบราณ สถานที่เหลืออยู่แล้ว ก็พูดได้ว่า อย่างมหายานเคยเจริญ แพร่หลายมากกว่าด้วยซ้ำไป โบราณสถานยังคงปรากฏมีอยู่. ทีนี้ความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ที่เนื่องด้วยวัฒนธรรม ก็มีลักษณะของมหายานอยู่ในการที่จะเป็นโพธิสัตว์. เรื่อง ปรารถนาพุทธภูมินี้ก็เป็นอุดมคติทั้งฝ่ายเถรวาท และฝ่าย มหายาน. การปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ในอนาคตนั้น มันเป็นความปรารถนาร่วมทั้งเถรวาทและ มหายาน. เราจะได้เห็นหลักฐานที่คนแต่ก่อน คนรุ่นโบราณ หรือ ปู่ย่า ตายาย นั้น จะอธิษฐานว่า "ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็น

น.17 ๑๓ พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ในอนาคตกาลเทอญ" อย่างนี้ก็มี อยู่มาก ตามสมุดข่อยเก่าๆ. ตอนจบสมุดข่อยนั้นจะมี คำอธิษฐานอย่างนี้ "ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นพระพุทธเจ้า องค์หนึ่งในอนาคตกาลเทอญ ด้วยบุญกุศลที่ได้ทำไว้นานา ชนิด" กระทั่งคัดลอกสมุด นี้ก็เป็นอุดมคติของโพธิสัตว์ แล้วคนนั้นก็เป็นฆราวาส คือวาด หรือตั้งความปรารถนา ไว้ไกลในอนาคต ขอให้เป็นพระพุทธเจ้าสักองค์หนึ่ง. ฉะนั้น คำว่า "อุดมคติของโพธิสัตว์" นั้น ถ้าจะ สรุปเอาเพียงแต่ความหมายเดียว มันก็คือ ช่วยผู้อื่น-ช่วยผู้อื่น -ช่วยผู้อื่น. ถ้าแยกเป็น ๓ ความหมายก็อย่างที่พูดมาแล้ว ; แต่ว่าโดยความหมายใหญ่เพียงความหมายเดียวแล้ว ก็คือ เห็นแก่ผู้อื่น. ฉะนั้นอุดมคติของโพธิสัตว์นี้จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับโลกสมัยปัจจุบันนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว. เรื่องนี้ควรจะนึกถึงอยู่เสมอ ว่าภั ยอันตรายที่ร้ายแรง ที่สุดของมนุษย์ในยุคปัจจุบันนี้ ก็คือความเห็นแก่ตัว. คุณไปดูซิ เรื่องการเมืองก็ดี เรื่องเศรษฐกิจก็ดี เรื่องอะไรก็ดี มันสรุปอยู่ที่เรื่องความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น. มนุษย์สมัยนี้ จึงไปบูชา เทคโนโลยี่-เครื่องมือของความเห็นแก่ตัว โดยไม่ คำนึงถึงศาสนา หรือพระเจ้า ; กวาดพระเจ้า กวาดศาสนา ออกไปทั้งหมด.

น.18 ๑๔ เด็กไม่ได้ยินคำว่า พระเจ้า คำว่าศาสนา เหล่านี้ ได้ยินแต่คำเทคโนโลยี่มากขึ้นทุก ๆ สาขา นี่คืออิทธิพลของ ความเห็นแก่ตัว ; ต้องการจะแสวงหาประโยชน์เพื่อตัว เป็นความเอร็ดอร่อยทางวัตถุ ทางเนื้อหนัง ไม่มีขอบเขต. ฉะนั้นมันก็ต้องการที่จะเอามาจากผู้อื่น โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง เอามาเป็นของตัว อย่างไม่มีขอบเขต. มันมีความละโมบ ถึงขนาดนี้แล้ว ความกลัวมันก็มีมาก จึงต้องใช้วิชาเทคโนโลยี่ ในทางป้องกันตัว อย่างไม่มีขอบเขต. มันก็เลยสาละวนกัน แต่เรื่องความเห็นแก่ตัวไปทุกแง่ทุกมุม โลกก็เป็นโลกที่ร้อน เป็นไฟมากขึ้นทุกที ๆ ทุกที ๆ เพราะความเห็นแก่ตัว. ฉะนั้นโดยเนื้อแท้แล้ว โลกต้องการอุดมคติของ โพธิสัตว์, คือว่าเลือดเนื้อชีวิตของเราสละได้เพื่อผู้อื่น. ศาสนาคริสเตียนโดยเฉพาะคำสอนของพระเยซูนั้น เป็น อุดมคติของโพธิสัตว์อย่างสูงสุด. "ให้รักผู้อื่นยิ่งกว่ารักตัว" "ให้ให้อภัยแก่ผู้ที่ทำอันตรายเรา" นี้เป็นอุดมคติของโพธิ- สัตว์โดยสมบูรณ์. มีคนบางคนกลืนคริสเตียน โดยพยายาม อธิบายให้เห็นว่า พระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ; เรียกตามภาษาฮิบรู หรืออะไร เรียกว่า โยซาพัต. ไปหาคัมภีร์ โยซาฟัตอ่านดูเถอะ จะเห็นว่าเขาอธิบายว่า พระเยซูเป็น

น.19 ๑๕ พระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง. แต่เราไม่เอามากถึงอย่างนั้น มัน เป็นการรุกล้ำมากเกินไป ; เพียงแต่เราจะพยายามชี้ให้ เห็นว่า อุดมคติของพระเยซู เป็นอุดมคติของโพธิสัตว์ คือเห็นแก่ผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว. ถ้าโลกนี้เชื่อพระเยซู ปฏิบัติตามพระเยซู ก็สบาย อย่างยิ่ง เป็นโลกของพระศรีอารย์ไปได้เหมือนกัน ; ไม่ เป็นอย่างที่กำลังเป็นอยู่นี้. เดี๋ยวนี้ปีศาจหรือซาตานมัน ครอบงำโลก ทำให้มนุษย์ในโลกมีความเห็นแก่ตัวหนักขึ้น ๆ แล้วก็เลยได้เป็นอย่างนี้. ที่จริง โลกนี้ กำลังต้องการ อุดมคติของโพธิสัตว์เป็นอย่างยิ่งกว่าสิ่งใด ที่จะมาหยุด วิกฤตการณ์ต่างๆในโลกได้. เพราะฉะนั้นถ้าคุณชอบคำๆนี้, ชอบอุดมคติอันนี้ก็จงเชื่อเถิดว่า เราทำได้ เราเป็นได้ แม้ ในเพศฆราวาส ; คือพยายามเห็นแก่ผู้อื่น ทำลายความเห็น แก่ตัว. แม้ที่สุดแต่อุดมคติอย่างโลก ๆ คืออุดมคติของ การเล่นกีฬานี้ มันก็คือ sporting - spirit ไม่ใช่เห็นแก่ตัว ให้ให้อภัย. ฉะนั้นถ้าใครเป็นนักกีฬาแท้จริง คนนั้น ก็เป็นผู้อยู่ในอุดมคติของโพธิสัตว์. เดี๋ยวนี้สังเกตดู ไม่เห็นมีใครเป็นนักกีฬาที่แท้จริง เป็นนักกีฬาปลอมทั้งนั้น ; แม้กีฬาของมหาวิทยาลัยนี้

น.20 ๑๖ ก็เป็นกีฬาปลอม ; เห็นแก่ตัว จนทำอันตรายกันในสนาม กีฬา, ระเบิดขวดบ้าง อะไรบ้าง. แล้วพวกกองเชียร์นั้น คือพวกเห็นแก่ตัวที่สุด, มีจิตใจที่กำลังเห็นแก่ตัว ไปเชียร์ พวกของตัวร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ไม่เชียร์อีกฝ่ายหนึ่งแม้ สักเปอร์เซ็นต์เดียว. ฉะนั้น กองเชียร์นี้เป็นเรื่องของปีศาจ หรือซาตานมากกว่า คือเพิ่มการเห็นแก่ตัว หรือเห็นแก่ พวกของตัว. แล้วทีนี้ตัวผู้เล่นกีฬาเอง ก็มีความเห็นแก่ตัว ชกต่อยกัน, แล้วคิดเอาเปรียบอย่างไม่มีความเป็นธรรม อยู่ในใจตลอดเวลา. แต่ปากก็พูดว่าเล่นกีฬา รักษาระเบียบ รักความเป็นธรรม ; แต่ใจมันไม่เป็นอย่างนั้น. ฉะนั้น ถ้า เพียงแต่ว่า เป็นนักกีฬาที่แท้จริงกันเท่านั้น มัน ก็เป็นอุดมคติของโพธิสัตว์ มีโพธิสัตว์กำลังวิ่งอยู่ในสนาม กีฬา ; คือว่าฝึกความเห็นแก่ผู้อื่น เห็นแก่ความถูกต้อง, ทำลายความเห็นแก่ตัวอยู่เสมอ. เห็นแก่ธรรมะ เห็นแก่ความ ถูกต้องนั่นแหละ คือเห็นแก่ทั้งหมด ไม่ยกเว้นอะไร, แล้ว ทำลายความเห็นแก่ตัวเสียเรื่อย ๆ ไป ด้วยการให้อภัย ด้วยการ อะไรได้ แม้แต่เขาล่วงเกินเรา เอาเปรียบเรา เราก็ให้อภัยได้. ฉะนั้น ผมอยากจะขอร้องให้ทุก ๆ องค์ ทุก ๆ คน แม้ที่ไม่ได้ มานี้, ศึกษากันให้ดี ว่า อุดมคติของโพธิสัตว์นี้ จำเป็น

น.21 ๑๗ ในทุกกรณีแก่ความเป็นอยู่ของคนในโลก คือความเห็น แก่ผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว. เมื่อไรเรามีความรู้สึกอยู่อย่างนี้ มีความปรารถนาอยู่อย่างนี้ แล้วกำลังจะทำอยู่อย่างนี้ ก็เป็น พระโพธิสัตว์เมื่อนั้น เวลานั้น. จะลงสนามกีฬา ก็ลงเพื่อ เป็นโพธิสัตว์กันดีกว่าที่จะเป็นภูตผีปีศาจ. แม้ว่าเราจะศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยก็ตาม ก็คิดให้มันกว้างว่า เราจะเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เพื่อประโยชน์แก่โลกเป็นส่วนรวม ; ส่วนตัวเองคนเดียวลืม เสียก็ได้ ลูกเมีย ถ้าจะมี ก็ลืมเสียก็ได้ อย่าให้เอามาเป็นเรื่อง สำคัญ. ทั้งเราทั้งลูกเมียของเรานั้น มันเพื่อประโยชน์ แก่โลก อย่างนี้เรียกว่าไม่เห็นแก่ตัว. ถ้าจะเอาแต่ความ สนุกสนาน เอร็ดอร่อยแต่เรื่องในครอบครัวของตัว ก็ไม่พ้น ที่จะเป็นภูตผีปีศาจชนิดหนึ่ง คือมันจะค่อย ๆ เผลอ ค่อย ๆ เผลอ เผลอจนเห็นแก่ตัวชนิดที่ดูไม่ได้. ถ้าอุดมคติของ โพธิสัตว์มาคุ้มครองไว้บ้าง นั่นแหละจะเป็นครอบครัวที่ดี ครอบครัวนั้นจะมีการดำเนินชีวิตที่ดี น่าไหว้ น่านับถือ น่าบูชา เห็นแก่เพื่อนบ้าน เห็นแก่ประเทศชาติ เห็นแก่ โลกทั้งหมด สากลโลก กระทั่งสัตว์เดรัจฉานด้วย. นี่มัน มีความเมตตาเต็มที่เต็มเปี่ยมอยู่ในจิตในใจ.

น.22 ๑๘ ถ้าหากว่าเรากำลังเป็นพ่อบ้าน - แม่เรือน หรือเป็น อะไรอยู่ก็ตาม มันไม่มีอะไรดีวิเศษไปกว่าเป็นเพื่อเป็นสุข กันทั้งโลก เสียสละประโยชน์ส่วนตัวได้ ในเมื่อมันจะเป็น ประโยชน์แก่ส่วนรวมจริง ๆ เมื่อมันเห็นอยู่จริง ๆ. และ นั่นแหละควรจะเรียกว่า "มหาบุรุษ" หรืออะไรที่มันสูงสุด ที่แท้จริง. มหาบุรุษที่เอาเปรียบผู้อื่น เห็นแก่ตัว ฆ่าคน ได้มาก ๆ นั้น มันไม่ใช่มหาบุรุษ ; ว่าเอาเองตามที่มันมีอำนาจ จะว่า จะแต่งตั้งตัวเอง หรือว่าแต่งตั้งขึ้นโดยบุคคลที่โง่เขลา ชนิดเดียวกัน. ในโลกนี้มันมีคนโง่มาก ไปนิยมมหาบุรุษ อย่างนั้น. มหาบุรุษจริง ๆ ก็ต้องแบบของโพธิสัตว์ ของ พระพุทธเจ้า คือไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ผู้อื่น ช่วยผู้อื่น ช่วยโลก. ที่ผมพูดนี้ ก็หมายความว่า มุ่งหมายจะให้คุณเข้าใจ คำว่า "โพธิสัตว์" แล้วอย่าเหวี่ยงทิ้งไปเสียไกลลิบ ไม่รู้อยู่ ที่ไหน เลยปฏิเสธเสียว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา มันสูงเกินไป อุดมคติครึคระบ้า ๆ บอ ๆ ของคนโบราณ ; อย่าได้คิดอย่าง นั้น ที่แท้เป็นเรื่องของทุกคนนี้จะต้องพยายาม ธรรมชาติ มันก็ต้องการให้คนทุกคนเป็นอย่างนั้น แล้วสถานการณ์ ของโลกในปัจจุบันนี้ มันก็ต้องการให้คนเป็นอย่างนี้ เพื่อจะ

น.23 ๑๙ ยุติปัญหาที่ยุ่งยากของโลกได้. ที่เขาคิดว่าจะแก้ไขกันด้วย การเมือง ด้วยการทูต ด้วยการจัดทางเศรษฐกิจ ด้วยอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้ มันเป็นเรื่องหลับตางมงายอย่างยิ่ง. มันเป็นยุค เป็นสมัย ที่โลกกำลังเป็นอย่างนี้ เรียกว่ามันหมุนมาอยู่ในราศี ที่โง่เขลางมงายอย่างยิ่งจนได้ฆ่าฟันกัน เป็นเหมือนฆ่าเนื้อ ฆ่าปลา โบราณเขาว่าจะถึงยุคที่เรียกว่า มิคสัญญี คือไม่ยอม รับนับถือซึ่งกันและกันว่าเป็นมนุษย์ ; ถือว่า เป็นสัตว์ ตัวเล็ก ๆ จึงฆ่ามันเสียให้พินาศเลย นี้เขาเรียกว่ามิคสัญญี คือเหมือนกับฆ่าเนื้อฆ่าปลา. แต่ก่อนนี้ไม่เคยมี ที่จะฆ่ากัน ง่าย ๆ มาก ๆ เหมือนในสมัยนี้. ฉะนั้นขอให้มองดูอุดมคติอันนี้ ในฐานะที่มันอยู่ ด้วยกันกับฆราวาสได้ แม้ว่าจะเป็นฆราวาสที่ต่ำต้อยอย่างไร ก็ควรจะมุ่งหมายที่จะเป็นโพธิสัตว์ ; โดยไม่เข้าใจไปว่าเป็น เรื่องเห่อเหิมเกินฐานะ, ไม่เจียมตัว หรืออะไรทำนองนี้. เราไม่มองกันในแง่นั้น มองกันในแง่ที่ว่าธรรมชาติ หรือ พระเจ้า หรือพระธรรมอะไรก็ตาม, ต้องการให้ทุกคนถือ อุดมคติอันนี้ ; ไม่เห็นแก่ตัว ให้เห็นแก่ผู้อื่น. ต่อไป ก็จะพูดกันถึง เรื่องบารมีที่จะเป็นโพธิสัตว์. คำว่า " บารมี " ก็แปลว่าเครื่องมือ สำหรับข้ามไปฝั่งโน้น

น.24 ๒๐ ก็ได้ ; หรือแปลว่า สิ่งที่ทำความประสงค์ให้เต็ม ก็ได้ ; ความหมายมันอย่างเดียวกัน. สิ่งที่จะทำให้ข้ามไปฝั่งโน้น ก็คือว่าเราต้องการที่จะไปฝั่งโน้น ; สิ่งที่ทำความประสงค์ให้ เต็มก็หมายความว่าเราประสงค์อะไรแล้ว เราต้องสร้างบารมี มันจึงจะเต็มขึ้นมาได้ตามความประสงค์. แล้วความประสงค์ ของมนุษย์ทั้งหมด ไม่มีอะไรดีวิเศษไปกว่า ข้ามเรื่อง ความทุกข์ไปเสียให้พ้นไปสู่ฝั่งโน้นคือความไม่มีทุกข์เลย. ถือตามหลักเถรวาท คำว่า "บารมี" นั้นมีตั้ง ๑๐ อย่าง : คือ ๑. ทาน, ๒. ศีล, ๓. เนกขัมมะ, ๔. ปัญญา, ๕. วิริยะ, ๖. ขันติ, ๗. สัจจะ, ๘. อธิฏฐาน, ๙. เมตตา, ๑๐. อุเบกขา. พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีเหล่านี้ แล้วก็ได้เป็น พระพุทธเจ้าในเวลาอันสมควร. เขาได้ให้ตัวเลขไว้อย่างน่า ตกใจว่า นานสี่อสงไขย แสนกัปป์ ; นับตั้งแต่พระโพธิสัตว์ องค์นี้, องค์ที่เป็นพระพุทธเจ้าที่เรานับถือกันอยู่นี้, เริ่ม บำเพ็ญบารมีมา ใช้เวลา สี่อสงไขย แสนกัปป์ จึงตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้า เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้วนี้. เรื่องอย่างนี้ อย่าไปพูดถึงตัวเลขที่มันน่าตกใจจนไม่น่าเชื่อ. ถ้าจะแก้ ปัญหาให้ลุล่วงไป ก็ใช้วิธีอย่างที่ผมใช้ : คำว่า "ชาติ" ชาติหนึ่งนั้น คือเกิดความคิดที่เป็นตัวเราครั้งหนึ่ง. ดังนั้น

น.25 ๒๑ วันหนึ่งเรามีได้หลายสิบชาติ หลายร้อยชาติ ; ไม่ใช่ชาติ เกิดมาแล้วเข้าโลงที่หนึ่ง เรียกว่าชาติหนึ่ง ไม่เอาอย่างนั้น. เกิดความคิดที่เป็นตัวกูครั้งหนึ่ง แล้วก็ดับไปครั้งหนึ่ง นี้เรียกว่าชาติหนึ่ง ; ฉะนั้นคนธรรมดาสามัญนี้ เกิดได้มาก วันหนึ่งหลายสิบครั้ง หลายร้อยครั้ง, เดือนหนึ่งหลายหมื่น หลายแสน, ปีหนึ่งหลายล้าน หลายโกฏิ, หลาย ๆ ปี ก็หลายอสงไขย. สื่อสงไขย แสนกัปป์นั้นเอาเป็นว่าต้อง ทำมากหน่อยก็แล้วกัน ในการที่จะมีคุณธรรมเหล่านี้ครบ. ทาน ต้องฝึกฝนเรื่อย ฝึกฝนตัวเองในการที่จะ ให้ทาน. เด็ก ๆ บางคนชอบให้ทาน ขยันให้ทาน ฝึกการ ให้ทาน นี้แหละน่าเลื่อมใส, มีสตางค์บ้างก็ให้คนขอทาน เสียบ้าง ให้เพื่อนเสียบ้าง ซื้อขนมกินบ้าง ; นี้คือความหมาย ของคำว่า ทาน คือการให้ เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น, ไม่ใช่ เพื่อเรา. ฉะนั้น ทานของโพธิสัตว์ ต้องเล็งผลเพื่อ ประโยชน์ผู้อื่น ไม่ใช่แลกเอาสวรรค์วิมานเหมือนยายแก่ ตาแก่ ที่เขาสอนให้ทำทาน เพื่อสวรรค์ วิมาน. ศีล นี้คือ การบังคับตัวเอง ให้มีความเป็นระเบียบ ให้ถูกต้องในความประพฤติทางวาจา ทางร่างกาย นี้คือศีล, จะมีตัวเองนี้อยู่ในระเบียบ.

น.26 ๒๒ เนกขัมมะ นี้คือ หลีกออกจากกามารมณ์. หมายความว่าพยายามที่จะไม่ให้ตกเป็นทาสของกามารมณ์ นี่คือเนกขัมมะ. ที่เราออกบวชเป็นพระเป็นเณรอย่างนี้ ก็เรียกว่าเป็นเนกขัมมะ. ถ้าไม่บวชอย่างพระอย่างเณร ก็ พยายามโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ที่จะไม่เป็นทาสของกามารมณ์ เรื่องเพศ ; อย่างนี้ก็เรียกว่า เนกขัมมะ. ปัญญา หมายถึงรู้สิ่งที่ควรรู้ เท่าที่ควรจะรู้ เรียกว่า ปัญญา ; ไม่ใช่รู้เพ้อเจ้อ อย่างนักปรัชญา รู้แล้วใช้ ประโยชน์อะไรไม่ได้. ที่ว่ารู้สิ่งที่ควรรู้ ก็คือรู้เรื่องที่จะ ทำให้ไม่มีความทุกข์, รู้จักแก้ปัญหาของชีวิตที่เกี่ยวกับ ความทุกข์. วิริยะ คือความพากเพียร. ความพากเพียรที่จะ ปฏิบัติให้ลุล่วงไป อบรมนิสัยให้มีความพากเพียร. เรามีคำว่า ฝนทั่งให้เป็นเข็ม นี้มันก็รวมอยู่ในบารมีของโพธิสัตว์ ไม่ยอมแพ้. ขันติ อดทน ; มันคู่กันไปกับความเพียร ถ้าไม่ทน มันเพียรต่อไปไม่ไหว มันเจ็บปวด ; ต้องทนได้ รอได้ คอยได้.

น.27 ๒๓ สัจจะ ความจริงใจ นี้เอามาไว้ต่อท้าย. เราเคย พูดถึงฆราวาสธรรม เอาสัจจะมาหน้า ก็เหมือนกัน คือ มันมีพร้อมกันอยู่เป็นใช้ได้. สัจจะความจริงใจ, คือ ความจริงรวมทั้งความซื่อสัตย์. คำว่า ความจริง นี้ ขอให้มัน กว้าง ๆ รอบตัวออกไป กล่าวคือ จริงต่อตัวเอง : จริง ต่อเวลา จริงต่อหน้าที่การงาน จริงต่ออุดมคติ อย่างนี้เรียกว่า จริงต่อตัวเอง ; แล้วก็ จริงต่อผู้อื่น นั่นแหละคือความ ซื่อสัตย์ ที่เราเรียกกันตามธรรมดาสามัญ ว่า ความซื่อสัตย์ ต่อผู้อื่นแล้วก็ซื่อสัตย์ต่อตนเองด้วย ; รวมกัน ๒ อย่างก็ เป็นสัจจะ. อธิฏฐาน นี้แปลว่าตั้งใจมั่น. ตั้งใจมั่น คือ ปักใจมั่น ระดมกำลังใจทั้งหมดลงไปในอันนั้น เรียกว่า อธิฏฐาน. เมตตา ก็ไม่ต้องอธิบายแล้ว, คือความรักผู้อื่น เหมือนกับรักตัวเอง หรือยิ่งกว่าตัวเอง ; มันก็ย่อมรวม ไปถึงการช่วยผู้อื่นด้วย ไม่ใช่รักเฉย ๆ. อุเบกขา คือว่าทนได้ หรือว่าเฉยได้ ในเมื่อมัน ช่วยไม่ได้. เมื่อสิ่งต่าง ๆ มันไม่เป็นไปตามความหวังดีของ เรานี้ เราอย่าเป็นบ้าเสียเอง. เช่นว่าเราเลี้ยงสัตว์ไว้ด้วย

น.28 ๒๔ ความเมตตา แล้วมันเจ็บไข้ สัตว์ตัวนั้นมันจะต้องตายแน่ ๆ ตายไปต่อหน้าต่อตา อย่างนี้ ; ถ้าเรามาเป็นทุกข์เสียเองก็ใช้ ไม่ได้, ยังไม่ใช่คนฉลาด ยังไม่ใช่โพธิสัตว์. เราก็ต้อง มีอุเบกขา แก้ไขไปตามความสามารถที่จะแก้ไขได้. เมื่อ มันยังต้องตายอีก มันก็อุเบกขาได้. ทีนี้มันไม่ใช่เฉพาะแต่ สัตว์ คือสูงขึ้นมาถึงลูกถึงเมีย ถึงบิดามารดา ถึงใครก็ตาม, ในกรณีที่มันช่วยไม่ได้ก็ต้องอุเบกขา. คำว่า อุเบกขา มีความหมายกว้างไปถึงเรื่องอื่น ๆ ด้วย ที่จะต้องวางเฉยได้, มีจิตใจไม่หวั่นไหวง่อนแง่น คลอนแคลน ไม่ล้มละลาย ; นี้ เรียกว่า อุเบกขา คือมองดูเฉยอยู่ได้. นี่รวมเป็น ๑๐ อย่าง นี้เรียกว่า "บารมี" แล้วคุณ ไปพิจารณาดูซิว่า อย่างไหนที่ฆราวาสไม่ควรปฏิบัติ หรือว่า ปฏิบัติไม่ได้. จะเห็นได้ว่าทุกอย่างทั้ง ๑๐ อย่างนี้ ฆราวาส ก็ควรปฏิบัติตามความสามารถ แล้วเป็นสิ่งที่สามารถปฏิบัติ ได้ : จะให้ทานเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไป ใจกว้างนี้ มาก่อน, แล้วมีศีลตามแบบของฆราวาส. เนกขัมมะนั้น พยายาม ที่จะชนะกามารมณ์ หลีกออกจากความบีบคั้นของกามารมณ์; จะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องเพศ ก็ทำด้วยสติปัญญา อย่าทำ ด้วยความลุ่มหลงกามารมณ์. แล้วก็มีปัญญา ความหมายนี้

น.29 ๒๕ กว้างทั่วไปแล้ว ฆราวาสก็ต้องมีปัญญาช่วยตัว. มีวิริยะ มีความเพียร มีขันติ มีความสัตย์ซื่อ มีความอธิฏฐาน ในการทำงาน ; แล้วก็มีเมตตาเป็นเบื้องหน้า ; แล้วก็มี อุเบกขาในกรณีที่มันแก้ไขไม่ได้. นี่แหละทำให้ฆราวาส มีความสุขอย่างยิ่ง, เป็นฆราวาสที่น่าบูชา น่าเลื่อมใส. ถ้าผิดจากนี้ ก็เป็นฆราวาสที่มีความทุกข์ทน หม่นหมอง ; ต่ำลงไปกว่านั้นอีกก็เป็นอันธพาล. นี่ขอให้เข้าใจอุดมคติของโพธิสัตว์ และเครื่องมือ ปฏิบัติให้ได้ตามอุดมคตินั้น ๆ ในลักษณะอย่างที่ว่ามานี้. ถ้าเราเกิดชอบคำ ๆ นี้ อุดมคติอันนี้ ก็ถือหลักอย่างนี้ก็ได้ โดยไม่ต้องไปถือหลักอย่างอื่น ; เพราะถือหลักเท่านี้มันก็พอ เหมือนกัน. ถ้าปฏิบัติอยู่อย่างนี้มันก็มี มัชฌิมาปฏิปทา, มี ฆราวาสธรรม มีอะไรครบถ้วน เหมือนกับที่เราพูด มาแล้ว ในการที่เราควรจะปฏิบัตินั้น. หัวข้อธรรมะ ที่เราจะเอามารวมเป็นหมวดเป็นหมู่สำหรับปฏิบัติ เราจะจัด อย่างไรก็ได้ system อันไหนก็ได้ เพราะมันเป็นไปเพื่อผล อย่างเดียวกันนั่นเอง. ในที่นี้เราใช้คำว่า "อุดมคติ ของโพธิสัตว์" แล้วบำเพ็ญบารมีอยู่ถึง ๑๐ อย่าง นี้มัน ครบหมด. ในที่สุดก็จะเป็นพระพุทธเจ้า หรือเป็นอะไรได้

น.30 ๒๖ ในจุดหมายปลายทาง ; เรียกว่า เป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ ครบถ้วน ทั้งที่เป็นฝ่ายตนเอง และเป็นฝ่ายผู้อื่นบำเพ็ญ ประโยชน์ครบถ้วน. บัดนี้ เราพูดกันถึง ฆราวาส และ อุดมคติของ โพธิสัตว์ ซึ่งจะต้องขอร้องให้คุณเอาไปคิดดู ด้วยจิตใจ ที่เป็นอิสระ ตามเหตุผลของตัวเอง. ถ้าคุณไปฟังเสียง คนทั่วๆ ไป เขาจะคัดค้านว่าฆราวาสอย่าไปยุ่งกับอุดมคติ ของโพธิสัตว์ ; แต่ผมยืนยันว่าต้องยุ่ง. ถ้าไม่ยุ่งแล้ว โลกนี้จะทำลายลงไปในพริบตาเดียว เป็นโลกของนรกไปเลย, เป็นนรกหมกไหม้ไปทั้งโลก. ถ้ามนุษย์มีอุดมคติของ โพธิสัตว์ มันก็เป็นโลกพระศรีอารย์ คือตรงกันข้าม ; เป็นโลกที่น่าอยู่. ขอให้ไปคิดดู แม้เมื่อคุณจะไปเป็น ฆราวาสแล้ว ก็จะต้องเกี่ยวข้องกับอุดมคติอันนี้. นกกางเขนบอกหมดเวลา ก็พอกันที.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต