Buddhadasa.org
หนังสือมนุษย์ของพระเจ้า กับคนของกิเลส › อ่านฉบับเต็ม

📖 มนุษย์ของพระเจ้า กับคนของกิเลส

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — มนุษย์ของพระเจ้า กับคนของกิเลส

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.4 ท่านที่สนใจต่อไป จะเป็นกุศลมหาศาล

น.5 มนุษย์ของพระเจ้า กับ คนของกิเลส พุทธทาสภิกขุ แสดงที่สวนโมกขพลาราม ไชยา เสาร์ที่ ๒๓ ม.ค. ๑๔ ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย วันนี้เราจะได้พูดกันอย่าง เพื่อนเกิดแก่เจ็บตายอีกตาม เคย. ขอตักเตือนและขอร้องซ้ำ ๆ ให้นึกถึงข้อที่ว่าทำไม เราจึงต้องมาพูดกัน-ฟังกัน อย่างนี้บ่อยๆ อย่างที่เราตั้งใจ ว่าจะทำไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ วันเสาร์. ขอให้นึกไว้เสมอว่า ฐานะของพุทธบริษัทเราเวลานี้ยังไม่สมกับฐานะ ยังรู้อะไร น้อยเกินไป และยังปฏิบัติอะไรได้น้อยเกินไป หรืออะไรก็ ตามที่เรียกว่ายังไม่สมกับฐานะ ถ้าเราพิจารณาดูสิ่งอื่นๆ โดย เฉพาะที่เป็นเรื่องของโลก นี้มันก้าวหน้าไปเรื่อย; แต่ฐานะ ของพุทธบริษัทนี้ยังไม่เป็นอย่างนั้น. นี้ก็เป็นสิ่งที่ควรจะวิตก สำหรับพวกเราชาวพุทธในประเทศไทย ที่ถือกันว่ามีพุทธ- ศาสนาเจริญรุ่งเรืองที่สุดกว่าประเทศใด, ถ้ามัวแต่นึกเอา

น.6 ๒ ฝันเอาเองอย่างนั้น สักวันหนึ่งก็จะต้องประจักษ์ออกมาว่า ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน คือมีอะไรที่ยังไม่สมแก่เกียรติหรือ ฐานะของพุทธบริษัท และอีกอย่างหนึ่งก็ขอให้ถือว่าธรรมะ นี้เป็นของยากอยู่บ้าง จึงต้องขวนขวายกันเรื่อย ๆ ไป. ถ้า มันเป็นสิ่งที่ง่าย เราพูดกันคราวเดียวก็พอ; แต่เนื่องจากมัน เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายจึงต้องพูดกันเสมอๆ. ฉะนั้นจึงขอเจียดเวลามา ทำความเข้าใจกันอย่างนี้บ่อย ๆ. สำหรับเรื่องที่จะพูดก็ได้แสดงความมุ่งหมายไว้แล้วใน ใบประกาศที่แจกกันไป ว่าในภาคแรก ๓ เดือนนี้ สามเดือน ตอนแรกนี้จะพูดกันถึงเรื่องหลักวิชา, สามเดือนต่อ ๆ ไปก็ จะพูดถึงเรื่องหลักปฏิบัติและอบรมการปฏิบัติ. ในวันนี้ก็ยัง เป็นเรื่องของหลักวิชาหรือว่าเป็นเรื่องทางทฤษฎีที่จะต้องทำ ความเข้าใจกันเรื่อย ๆ ไปเป็นวงกว้าง ๆ เหมือนกับพื้นฐาน หรือ back ground ของตัวการปฏิบัติ. ถ้ามีพื้นฐานนี้พอ การ ปฏิบัติก็จะเป็นไปได้โดยง่าย. ในการบรรยายครั้งที่ ๑ ได้พูด ถึง พระพุทธเจ้าชนิดที่จะอยู่กับเราได้ตลอดเวลา ผู้ที่ได้ฟังแล้วก็ย่อม จะเข้าใจได้ว่า เราพูดกันถึง เรื่อง พระพุทธเจ้าใน ลักษณะที่จะ มองดูกว้างทั่วไปหมด และเลือกเอาว่าพระพุทธเจ้าชนิดไหน

น.7 และอย่างไร ที่จะอยู่กับเราได้ตลอดเวลา. ในครั้งที่ ๒ ต่อมา ก็ได้พูดโดยหัวข้อว่า นิพพานที่นี่เดี๋ยวนี้ กับ นิพพานต่อตายแล้ว เพื่อจะเป็นเครื่องเปรียบเทียบให้ดูให้ฟังให้เข้าใจ ว่าเรามี ความเข้าใจเรื่องนิพพานแตกแยก หรือก้าวก่ายกัน อยู่อย่างไร แล้ว ทำไมจึง ไม่ค่อย ได้รับประโยชน์จาก เรื่องของ นิพพาน. ส่วนในวันนี้จะได้พูดในหัวข้อว่า " มนุษย์ของพระเจ้า กับ คนของกิเลส ". "มนุษย์ของพระเจ้า," "คนของกิเลส." เพียงแต่ ได้ยินหัวข้อก็เข้าใจว่าบางคนอาจจะทายได้ว่ามีความมุ่งหมาย อย่างไร. มนุษย์ของพระเจ้า คนของกิเลส บางคนก็ยังจะสงสัย ว่าทำไมไปแยกมนุษย์ออกเสียจากคน หรือแยกคนออกไปเสีย จากมนุษย์. เอามนุษย์ไปไว้ฝ่ายพระเจ้า, เอาคนมาไว้ฝ่าย กิเลสหรือพญามาร. ถ้าเป็นมนุษย์ ก็เป็นของพระเจ้า ถ้า เป็นคนก็เป็นของกิเลสหรือเป็นของพญามาร. ขอให้ท่าน ทั้งหลายฟังแล้วก็พิจารณาดูโดยหลักกว้าง ๆ ให้เข้าใจคำว่า มนุษย์กับคน. ปัญหาใหญ่ในโลกนี้ก็อยู่ตรงที่ไม่ค่อยจะเป็น มนุษย์กันโดยมาก ไปเป็นเสียแต่เพียงคน, เราจึงแยกมนุษย์ เป็นของพระเจ้า คนเป็นของกิเลส,

น.8 ๔ สำหรับมนุษย์กับคน ขอให้สังเกตดูเป็นข้อแรกก่อน ว่า ประชาชนในโลกทั้งหมดหรือว่าคนในโลกทั้งหมดนี้มีทั้ง ชนิดที่เป็นมนุษย์ของพระเจ้าและมีทั้งชนิดที่เป็นคนของกิเลส. ขอให้กวาดตาหรือส่องใจไปดูทั่ว ๆ โลก ก็จะพบว่าในโลกนี้ มีทั้งมนุษย์ของพระเจ้าและมีทั้งคนของกิเลส แล้วอันไหนจะ มากกว่ากัน ท่านทั้งหลายก็จะทายได้เอง, แล้วยังจะต้องสังเกต ดูว่าบุคคลบางคนนี้ เป็นมนุษย์ของพระเจ้าอย่างถาวรอย่าง แท้จริง แต่บางคนมันก็ตลบแตลงกลับไปกลับมา บางคน เดี๋ยวเป็นมนุษย์ของพระเจ้า เดี๋ยวเป็นคนของกิเลส. แล้วก็ ยังมีบางคน หรือบางพวกเป็นคนของกิเลสอย่างถาวร ไม่เคย เป็นมนุษย์ของพระเจ้าเอาเสียเลย. ลองส่องใจดูไปทั่ว ๆ โลก แม้ที่เราไม่เคยไปเห็นเราก็ยังเชื่อได้ว่าคนบางพวกในโลกนี้เป็น มนุษย์ของพระเจ้าอย่างถาวร, คนบางคนในโลกนี้เป็นคน ของกิเลสอย่างถาวร, แล้วบุคคลบางพวกเดี๋ยวเป็นมนุษย์ของ พระเจ้า เดี๋ยวเป็นคนของกิเลสกลับไปกลับมา, แล้วพวกไหน จะมากที่สุด บางที่จะจัดตัวเองได้เลยเสียด้วย ว่าเราเองนี่ เป็นคนชนิดไหนในโลกนี้.

น.9 ๕ ที่นี้จะขอร้องให้ดูให้ละเอียดไปกว่านั้น มันจะได้ใกล้ จุดของปัญหามากขึ้น คือว่าในคนคนเดียว ในบุคคลเพียง คนเดียว คือตัวเราเองหรือใครก็ตามเพียงคนเดียว ก็ยังมีทั้ง ความเป็นมนุษย์ของพระเจ้าและความเป็นคนของกิเลส บางทีในวันหนึ่ง ๆ วันเดียวเท่านั้น เราเป็นคนของกิเลส ตั้งหลาย ๆ หน แล้วเป็นมนุษย์ของพระเจ้าเพียงไม่กี่หน. พูดอย่างนี้ท่านก็พอจะเข้าใจได้อย่างน้อยก็ลาง ๆ ว่าเราเองนี่ เวลาไหนชั่วโมงไหนเป็นคนของกิเลส ชั่วโมงไหนเป็นมนุษย์ ของพระเจ้า, และชนิดไหนมันเหนียวแน่นกว่ากัน คือความ เป็นมนุษย์ของพระเจ้าของเรานี้เหนียวแน่น หรือว่าความเป็น คนของกิเลสมันเหนียวแน่น. หมายความว่าเราเกิดมาแล้ว จนบัดนี้ มันสะสมอะไรเข้าไว้มาก สะสมอย่างไหนเข้าไว้มาก อันนั้นแหละถึงจะเป็นสิ่งที่เหนียวแน่นมาก. ทีนี้เราดู ให้ดีเราจะเห็น ได้ว่าเวลาที่เราเป็นมนุษย์ของ พระเจ้านั้นน่าดู, เวลาที่เราเป็น คนของกิเลส นั้นมันไม่น่าดู. แล้ว คน ๆ หนึ่งก็ยังเป็นสองอย่างสลับกันอยู่อย่างนี้ พอดีมันไป เข้ารูปกันกับคำพูดที่พูดกันอยู่ว่า "คุ้มดีคุ้มร้าย". เราพูดว่า คุ้มดีคุ้มร้าย เราเป็นผู้พูดเอง แล้วก็รู้สึกว่าเป็นคำดูหมิ่น

น.10 ๖ ผู้ที่ฟัง แต่แล้วทำไมไม่ย้อนมาดูตัวเองดูบ้าง ว่าความคุ้มดี คุ้มร้ายนั่นแหละมันได้แก่ตัวเรา. เมื่อใดเราเป็นมนุษย์ของ พระเจ้าก็เป็นคนคุ้มดี เมื่อใดเราเป็นคนของกิเลสก็เป็นคน คุ้มร้าย. เราเองคนเดียวก็เป็นคนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเป็นคนคุ้มดี คุ้มร้าย แล้วแต่ว่าเรากำลังเป็นอะไร. นี่ก็คือความคุ้มดีคุ้ม ร้ายของคนเราวันหนึ่ง ๆ เดี๋ยวเป็นคนของกิเลสเดี๋ยวเป็น มนุษย์ของพระเจ้า, เรียกว่าคุ้มดีคุ้มร้ายนี้ถูกแล้วไม่เป็นการ แกล้งด่าแกล้งว่าอะไร แต่แล้วคนก็ไม่ค่อยจะยอมรับเอาให้ เป็นเรื่องของคนบ้า ๆ บอ ๆ คุ้มดีคุ้มร้าย. อย่างนั้นมันไม่มี ปัญหาอะไร มันไม่มีเรื่องมาก. ไอ้คนที่เรียกตัวเองว่าปรกติ นี่แหละ มันยังมีคุ้มดีคุ้มร้าย วันหนึ่งหลายๆ หน. ถ้ามนุษย์เรา แก้ปัญหาข้อนี้ได้ โลกนี้ก็จะหมดปัญหา. เพราะฉะนั้นขอให้ มองเห็นกันเสียให้เป็นที่ชัดเจนว่า โรคคุ้มดีคุ้มร้ายนี้กำลัง เป็นกันอยู่ทุกคน ไม่ยกเว้นใครผู้ใด จะเป็นชาวไร่ชาวนาตาสี ตาสา เป็นพ่อค้าข้าราชการ เป็นนักการเมืองเป็นพระราชา มหากษัตริย์กระทั่งพระจักรพรรดิ์ กระทั่งเทวดาในเทวโลก. เกี่ยวกับคนเราก็ลองอ่านดูประวัติศาสตร์ แม้คนที่เป็น พระมหาจักรพรรดิ์ในโลกนี้ มันก็ยังคุ้มดีคุ้มร้ายเดี๋ยวก็มีจิตใจ

น.11 ๗ ขุ่นมัวหม่นหมองอาละวาด เดี๋ยวก็มีใจคอปรกติเฉลียวฉลาด เป็นถึงจักรพรรดิ์แล้วยังเป็นอย่างนี้. กระทั่งเป็นเทวดาใน เทวโลกก็ยังหม่นหมองคุ้มดีคุ้มร้าย เดี๋ยวกลัวตาย เดี๋ยวไม่กลัว ตาย เดี๋ยวได้อย่างใจเดี๋ยวไม่ได้อย่างใจ ก็มีอารมณ์เปลี่ยนไป เป็นเรื่องคุ้มดีคุ้มร้าย. นี้ก็เรียกว่าบางคราวคนเหล่านั้นก็เป็น คนของกิเลสหรือเป็นสัตว์ของกิเลส และบางคราวก็เป็นมนุษย์ ของพระเจ้าด้วยเหมือนกัน. ดังนั้นขอให้ถือว่าไอ้โรคคุ้มดีคุ้ม ร้ายนี้เป็นกันทุกคน คือเดี๋ยวเป็นมนุษย์ เดี๋ยวเป็นคนสลับกัน ไปอย่างนี้, แล้วไม่ยกเว้นใครผู้ใดเลยถ้ายังเป็นปุถุชนธรรมดา สามัญ หรือยังไม่เป็นพระอรหันต์อยู่เพียงใดแล้ว มันก็ต้องมี โรคคุ้มดีคุ้มร้ายสลับกันอยู่อย่างนี้เสมอไป. นั่นแหละขอให้ เข้าใจ ไปพิจารณาดูเอาเถิดว่าหัวข้อของเราสำหรับบรรยาย ในวันนี้ คือ มนุษย์ของพระเจ้า กับ คนของกิเลส นี้มันเป็นเรื่อง อะไร เป็นเรื่องของใคร ที่ไหน ถ้ามันไม่ใช่เป็นเรื่องของเรา โดยตรง และเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันทุก ๆ วัน จึงถือว่าเป็น เรื่องที่ควรเอามาพูดกันอย่างยิ่งหรือไม่ นี่ก็ขอให้ลองคิดดู. เดี๋ยวนี้อาตมายืนยันว่า เรากำลังเป็นโรคคุ้มดีคุ้มร้าย เดี๋ยวเป็นมนุษย์เดี๋ยวเป็นคนกันอยู่อย่างนี้ และถ้าเมื่อใดใน

น.12 ๘ โลกนี้มีกันแต่มนุษย์ของพระเจ้า ไม่มีคนของกิเลสแล้วมันจะ เป็นอย่างไร ? ถ้าในโลกนี้มีแต่มนุษย์ของพระเจ้า โลกนี้ก็เป็น โลกพระศรีอารย์ขึ้นมาทันที. โลกพระศรีอริยเมตตรัยจะเกิด ขึ้นมาทันทีในขณะที่คนเป็นมนุษย์ของพระเจ้ากัน เลิกเป็นคน ของกิเลสกันเสียที. ถ้าจะพูดอย่างภาษาศาสนาอื่นก็มีพูดได้ ต่าง ๆ กันแต่ใจความมันเหมือนกัน .. พูดอย่างคริสเตียนก็จะ พูดว่า แผ่นดินพระเจ้าปรากฏขึ้นมาทันทีแล้ว ; พูดอย่างพวก เราก็ว่า โลกพระศรีอารย์มาถึงแล้ว . ถึงศาสนาไหนๆ ก็มี ความหมายตรงกันที่ว่า สภาพหรือภาวะที่ปรารถนากันอย่างยิ่ง ที่สุดนั้นได้มาถึงเข้าแล้ว โดยมนุษย์ที่เป็นมนุษย์กันอย่างถูก ต้อง เป็นมนุษย์ของพระเจ้า แล้วก็ช่วยกันสร้างโลกพระศรี- อารย์ หรือแผ่นดินพระเจ้าขึ้นมาในโลกนี้ได้ทันแก่เวลา. ดัง นั้นเป็นอันว่าเรื่องการเป็นมนุษย์ของพระเจ้านี้เป็นเรื่องที่เรา ควรจะสนใจกันอย่างเต็มที่ จึงได้เอามาพูดเพื่อให้ได้สนใจ กันอย่างเต็มที่ในการที่จะทำตนให้เป็นมนุษย์ของพระเจ้าแทน ที่จะเป็นคนของกิเลส. เอาละทีนี้เราก็จะได้พูดกันต่อไปโดยหัวข้อที่ว่า "มนุษย์" กับ "คน" นี้มันต่างกันอย่างไรให้ชัดเจนยิ่งขึ้น. มีบางคน

น.13 ๙ กล่าวหาว่าอาตมาว่าเอาเอง ว่ามนุษย์เป็นอย่างนั้น คนเป็น อย่างนี้. ที่แท้มนุษย์กับคนนั้นเป็นของสิ่งเดียวกัน หรืออย่าง เดียวกัน. นั้นมันก็ถูกแล้วเป็นความถูกต้องอย่างลูกเด็ก ๆ ใน โรงเรียน เรียนหนังสือครูก็สอนว่ามนุษย์แปลว่าคน. นร ก็ แปลว่าคน, ชน ก็แปลว่าคน ไม่เห็นมันต่างอะไรกัน. นั้นเป็น เรื่องของลูกเด็ก ๆ ที่เรียนหนังสือแรกเริ่มเรียน, ส่วนเรื่องทาง ธรรมะทางภาษาศาสนาทางภาษาปรัชญาหรืออะไรก็ตามที่มัน สูงไปกว่าลูกเด็กๆ แล้ว เราก็ให้ความหมายต่างๆ กัน สำหรับ คำที่เคยเข้าใจว่าเป็นคำเดียวกันหรือหมายถึงสิ่งเดียวกัน. ดัง นั้นอาตมาจึงแนะให้สังเกตว่าคำว่า "มนุษย์" กับคำว่า "คน" นี้มันต่างกัน ทั้งโดยตัวหนังสือและทั้งโดยความหมาย ถ้าว่ากันตามตัวหนังสือ คำว่า "มนุษย์" นิยมแปลกัน ว่า มีใจสูง หรือว่าเป็น เหล่ากอของผู้ที่มีใจสูง . มนุษย์แปลว่าใจสูง ก็ได้ หมายความว่าเป็นสัตว์ที่มีใจสูง หรือจะแปลว่าเทือกเถา เหล่ากอของผู้ที่มีใจสูงก็ได้, มันหมายถึงว่าเมื่อเป็นเทือกเถา เหล่ากอของผู้ที่มีใจสูง มันก็มีใจสูงอยู่นั่นเอง. ที่นี้ส่วนคำว่า "คน" นี่ถือเอาความหมายของคำว่า"ชน" เป็นหลัก คำว่าชน

น.14 ๑๐ นี้มันแปลว่าเกิดมา มีชีวิตเกิดขึ้นมา หรือสักแต่ว่าเกิดมาก็ เป็นคน, ส่วนมนุษย์นั้นมีคำว่า มน ที่แปลว่าใจ อุส ที่แปลว่า สูง มันถึงต่างกัน แม้โดยตัวหนังสือ. แต่เรามาสอนกันอย่าง หวัด ๆลวก ๆ แปลว่าคนเหมือนกันหมดในภาษาไทย. มนุษย์ ก็แปลว่าคน, ชนนี้ก็แปลว่าคน, ประชาชนก็แปลว่าคน, บุคคล ก็แปลว่าคน, นรก็แปลว่าคน, อะไรก็แปลว่าคน; มันก็เลยทำ ไห้ไม่ฉลาด ไม่ฉลาดก็หมายความว่ายังโง่อยู่บางอย่าง. ฉะนั้น ควรจะถือเอาประโยชน์จากคำพูดเหล่านี้ ในลักษณะที่มันจะ ช่วยให้เราได้รับประโยชน์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงได้แบ่ง "มนุษย์" ออกไปเสียจาก "คน" หรือแบ่ง "คน" ออกไปเสียจาก ว่า "มนุษย์" มนุษย์มีใจสูง ว่าคนนี้สักแต่ว่าเกิดมา. นี้เรียก ว่าตามตัวหนังสือมันเป็นอย่างนี้ ที่นี้ตัวหนังสือมันก็ยังไม่แน่นอน เราเอาตัวจริง เอา ความจริง คืออรรถะหรือความหมายกันอีกชั้นหนึ่ง คำว่า มนุษย์ที่แปลว่ามีใจสูงนั้น มันหมายความว่าเป็นสัตว์ที่มีโพธิ คือมีปัญญา มีสติปัญญา แล้วกำลังงอกงามไปตามอำนาจของ สิ่งที่เรียกว่าโพธิ นี้แหละคือมนุษย์. มนุษย์มีโพธิกำลังงอกงาม

น.15 ๑๑ ไปตามอำนาจของโพธิ ส่วนคนนั้นหนาอยู่ด้วยกิเลส แล้ว กำลังงอกงามไปตามอำนาจของกิเลส. พวกหนึ่งงอกงามไป ตามอำนาจของโพธิ พวกหนึ่งงอกงามไปตามอำนาจของกิเลส อย่างนี้มันจะเหมือนกันได้อย่างไร, ก็เป็นที่เข้าใจได้ ไม่ยาก แก่ทุก ๆคนแล้ว. ทีนี้เราก็สรุปเอาใจความสั้น ๆ ว่า มนุษย์นี้ แปลว่ามี ใจสูงสูง อยู่เพราะมีโพธิ แล้วเป็นไปตาม อำนาจของ โพธิ อย่างนี้เรียกว่า "มนุษย์" ส่วนคนธรรมดาที่ไม่ใช่มนุษย์ นั้นมันสักแต่ว่าเกิดมาแล้วหนาขึ้นด้วยกิเลส แล้วเป็นไป ตามอำนาจของกิเลส. ดังนั้นโพธินั้นแหละเป็นเครื่อง ทำความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับคน, ถ้าเป็นมนุษย์ก็มี โพธิ ถ้าเป็นคนยังไม่ต้องก็ได้. เราดูกันต่อไปอีกว่าสิ่งที่เรียกว่า "โพธิ" นี้คืออะไร กันแน่ คำว่าโพธิ ตัวหนังสือแปลว่าความรู้หมายถึงสติปัญญา ที่จะช่วยให้รอดได้ และถือกันว่าสิ่งที่เรียกว่าโพธินี้เป็นคุณสม บัติดั้งเดิมของจิตใจคือว่าจิตใจทุก ๆ ชนิดจะมีเชื้ขอองความ เป็นโพธิให้มาด้วยเสร็จ คืออย่างน้อยมันก็รู้จักอะไรตามที่ควร จะรู้จักในขั้นแรก แล้วมันจะค่อย ๆ เจริญงอกงามไปจนรู้จัก สิ่งที่ยากที่ลึกที่สูงขึ้นไป. จึงขอให้ยอมรับกันเสียทุกคนว่าเรา

น.16 ๑๒ ธรรมชาติได้ให้เชื้อแห่งโพธิมาแล้วทั้งนั้น แต่เราไม่ปลูกไม่ ฝังหรือไม่เพาะหว่านมันให้เจริญงอกงาม มันก็เลยเป็นช่อง ว่างสำหรับที่กิเลสอันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามจะงอกงาม. เราเกิด มา แทนที่โพธิจะงอกงามกลับหดหู่หดลงไป ให้ช่องแก่กิเลส ที่จะงอกงามเจริญยิ่งขึ้น เราจึงกลายเป็นไม่มีโพธิ ทั้งที่มี เชื้อแห่งโพธิ ทั้งที่ธรรมชาติได้มอบหมายให้มาเสร็จแล้ว. ส่วนโพธิแท้ ๆ นั้น มันเป็นเรื่องของสติปัญญา ที่ได้เชื้อมา แล้วจะต้องอบรมด้วยการศึกษา ด้วยการประพฤติกระทำให้ เจนจัดในสิ่งเหล่านั้น นี่เรียกว่าเป็นสิ่งที่ต้องอบรมขึ้นมา นอก จากจะต้องอบรมขึ้นมาแล้ว มันยังเป็นสิ่งที่ทำได้ยากด้วย อบรม ได้โดยยาก, แล้วมันยังมีลักษณะฝืนกระแสโลก มันไม่คล่อง หรือสะดวก หรือลื่นไปตามกระแสโลก มันผืนกระแสโลก เพราะว่า โลกนี้มันต้องการแต่จะไป ในทางที่ง่าย คือตกไปใน ทางต่ำ ส่วนสิ่งนี้มันก็ฝืนกระแสโลกคือต้องการจะไปในทาง สูงที่เราเรียกกันว่าดี. นี้แหละสติปัญญาหรือที่เรียกว่าโพธินั้น มันมีลักษณะอย่างนี้ คือต้องอบรมขึ้นมา แล้วก็ต้องทำโดย ยากลำบาก แล้วก็ต้องยอมผืนกระแสโลก. ถ้าเราจะเอาแต่ง่าย เข้าว่า แล้วจะเอาตามชอบใจ ตามสะดวกสบายของกิเลส

น.17 ๑๓ แล้ว ไม่มีช่องทางที่ต้นโพธิ์นี้จะเจริญงอกงามได้. ทีนี้สิ่งที่ เรียกว่าโพธิ หรือสติปัญญานี่แหละพอที่จะเรียกได้ว่าเป็น "พระเจ้า" ที่จะช่วยมนุษย์ใหมีความเป็นมนุษย์ ให้ถึงขีด ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์. ถ้าปราศจากสิ่งนี้คือ โพธินี้แล้วก็เหมือนกับ ไม่มีพระเจ้าที่จะมาช่วย ให้มนุษย์งอก- งามถึงความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ มนุษย์จะเป็น มนุษย์ของพระเจ้าได้ก็เพราะมีสิ่งที่เรียกว่า "โพธิ" ฉะนั้น เราจึงสรุปความสำคัญว่า โพธินี้คือสติปัญญาที่จะต้องอบรม ขึ้นมาด้วยความยากลำบากทวนกระแสโลกเรื่อยไปจนกว่าจะถึง ที่สุด. นั่นแหละคือสิ่งที่จะช่วยมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ในฐานะ ที่เป็นพระเจาผู้ช่วยมนุษย์. ทีนี้ก็ดูถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามคือกิเลสว่าคืออะไร : ถ้าจะ จำกัดความกันให้ง่าย ๆ สำหรับคนสมัยนี้ถือเป็นหลักโดยสะ- ดวก ก็อยากจะพูดว่ากิเลสนั้น คือความโง่ต่ออารมณ์ ที่ชิง โอกาสวิวัฒนาการแทนโพธิเสียเรื่อย ๆ มา ตั้งแต่เกิด. กิเลส นี้คือความโง่ต่ออารมณ์ เป็นความโง่ที่มันชิงโอกาสของโพธิ เสียเรื่อยจึง เข้ามาอยู่แทน แล้วมันก็วิวัฒนาการเจริญงอกงาม ยิ่ง ๆ ขึ้นมาแทนโพธิ แล้วเป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ มาตั้งแต่อ้อน

น.18 ๑๔ แต่ออกแรกเกิดมาจากพ่อแม่ นี้เป็นคำจำกัดความสั้น ๆ แล้ว คำอธิบายก็พอจะมองเห็น ได้ว่าพอเราเกิดมาในโลกนี้จากท้อง แม่ สิ่งแวดล้อมที่มันแวดล้อมตัวเรานี้ล้วนแต่เข้ามาทำให้เรา โง่โง่ต่อความจริงที่จะให้เป็นมนุษย์ที่อาจจะดับทุกข์ได้ สิ่งที่ สวยงามก็มาล่อเราให้หลงใหลในความสวยงาม, สิ่งที่ไพเราะก็ มาล่อให้เราหลงใหลในความไพเราะ สิ่งที่หอมหวนก็มาล่อให้ เราหลงใหลไปในสิ่งที่หอมหวน สิ่งที่เอร็ดอร่อยทางลิ้นก็ล่อให้ เป็นคนหลงแต่เรื่องกิน เรื่องอร่อยทางลิ้น แล้วความเอร็ด- อร่อยทางผิวหนัง สัมผัสทางผิวเนื้อนี้ ก็มีเพิ่มมากขึ้นที่จะ มาล่อให้เราหลงต่อสัมผัสทางผิว แล้วก็ความรู้ที่ผิด ๆ โดยไม่ รู้สึกตัวก็มีมาล่อให้เราหลงไปอย่างผิด ๆ หลงว่าพ่อของกู แม่ ของกู บ้านของกู เงินของกู อะไรของกู เด็กเล็ก ๆ ก็พูด เป็นทั้งนั้น ว่าอะไร ๆ ก็ของกู. นี้ก็แปลว่าก็ถูกแวดล้อม หรือถูกหลอกถูกล่อให้เกิดความโง่ต่ออารมณ์ทุก ๆ ชนิดที่ เข้ามาแวดล้อมตน, ไม่มีใครสอนเด็ก ๆ ลูกเล็ก ๆ ว่าอย่าไป หลงเรื่องรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส แล้วอย่าไปถือว่าอะไรเป็นตัว กูเป็นของกู มีแต่จะสอนให้หลงไปในเรื่องตัวกูของกู เรื่อง เอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทาง

น.19 ๑๕ ผิวหนังอะไรทั้งนั้น. นี่ก็เพราะว่าพ่อแม่หรืออะไรมันก็โง่มา ก่อนแล้วและกำลังโง่อยู่อย่างนั้น มันก็สอนลูกให้เป็นอย่าง อื่นไปไม่ได้. ทีนี้ลูกเกิดมาก็ได้รับการแวดล้อมที่ทำให้เกิด ความโง่ต่ออารมณ์ต่าง ๆ ที่มาแวดล้อมตัว แล้วความโง่นี้ได้ โอกาสชิงโอกาสของสติปัญญาไว้ได้หมด ฉะนั้นความโง่ก็ เจริญโพธิหรือสติปัญญาก็ถอยไป. ตรงนี้ต้องสังเกตดูให้ดี ๆ ว่า การที่เราให้เด็กเล็ก ๆ เรียนหนังสือหนังหาเรียนวิชาความรู้กระทั่งเรียนปรัชญาเรียน วิชาสูงสุดของมนุษย์นี้ มันกลับกลายเป็นทำให้โง่ คือโง่ไปใน ทางที่จะยึดมั่นถือมั่นในเรื่องตัวกูของกูทั้งนั้น. วิชาที่เขาสอน กันอยู่ในโลกสมัยนี้นับแต่ชั้นอนุบาลขึ้นไปถึงชั้นมหาวิทยาลัย ล้วนแต่ทำให้โง่เรื่องตัวกูของกู คือยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวกู ของกูทั้งนั้น มันยิ่งเรียนก็ยิ่งโง่ในทางนี้ คือยิ่งฉลาดในการ ที่จะโง่ในทางนี้ มันฉลาดแต่จะโง่ในทางนี้เรื่อยไป. มนุษย์จึง เป็นมนุษย์ของพระเจ้าไม่ได้ กลายเป็นคนของกิเลส ก็เลยได้ รบราฆ่าฟันเบียดเบียนกันทั้งต่อหน้าและลับหลังใต้ดินบนดิน จนกระทั่งวันนี้ มนุษย์ก็ยังมีจิตใจทารุณโหดร้าย เป็นทาสของ

น.20 ๑๖ อารมณ์หลงในอารมณ์ มีเรื่องตัวกูของกูหนาแน่นขึ้นทุกที. นี่แหละคือคำอธิบายหรือความหมายของคำว่ากิเลสคืออะไร ? โดยสรุปความคำว่ากิเลสคือความโง่ต่ออารมณ์ที่ชิง โอกาสของโพธิมา วิวัฒนาการเสียเต็มปรี่ในจิตใจดังนี้เรื่อย ๆ มา ตั้งแต่อ้อนแต่ออก แล้วผลก็ดูเอาเองว่ามันเป็นอย่างไร. ทีนี้ถ้าจะพูดกันอย่างบุคคลาธิษฐานก็กล่าวได้อีกว่า กิเลสนั้น คือพญามาร หรือซาตานแล้วแต่จะเรียกโดยคำภาษาไหน กิเลสนั้นถ้าพูดโดยสมมติก็คือพญามาร อย่าไปดูพญามาร ที่อื่น มารอย่างอื่นไม่ร้ายเท่าพญามารคือกิเลสชนิดที่ได้ กล่าวมาแล้ว ว่าคือความโง่ทางอารมณ์ที่ชิงโอกาสวิวัฒนาการ เรื่อยมาจนบัดนี้. มารนี้เราจะมองดูกันได้ใน ๒ แง่ ข้อนี้ อาจจะผิดแปลกแตกต่างไปจากที่ท่านทั้งหลายเคยฟังมาแล้วก็ ได้ คือท่านมักจะมองสิ่งที่เรียกว่ามารหรือกิเลสกันแต่ในแง่ ร้ายด้านเดียว. ถูกแล้วมันเป็นเรื่องร้าย หรือทำให้เกิดความ ทุกข์หรือทำให้ตายจากความดี นี้เรียกว่า “มาร” แต่ถ้าเรา จะมองในมุมกลับที่จะแก้ลำมันให้ได้ก็จะต้องมองว่า ไอ้มาร นี้มันเป็นสิ่งที่ควรจะมี หรือว่าถ้ามีพระเจ้าที่สร้างอะไรได้ทุก อย่างก็ สร้าง พญามาร ขึ้นมา ให้มนุษย์ เพื่อ เป็นประ โยชน์แก่

น.21 ๑๗ มนุษย์เพื่อจะฝึกฝนมนุษย์ให้มันเข้มแข็ง เพื่อจะให้เป็นเรียน หรือบทสอบไล่ ฉะนั้นขอให้ถือว่าความโง่นี้มันเป็นบทเรียน ที่จะทำให้ฉลาด ถ้าไม่เคยโง่แล้วมันจะฉลาดได้อย่างไร ถ้า ไม่มีความโง่แล้วความฉลาดก็ไม่มีราคาไม่มีความหมาย ฉะนั้น ต้องถือเอาความโง่เป็นบทเรียน ก.ข.ก. กา สำหรับสร้าง ความฉลาด ฉะนั้นเมื่อความโง่เป็นพญามาร ก็จงถือว่า พญามารนี้มันมาเพื่อทำให้เราดีขึ้น อย่าไปยอมแพ้ จะกลาย เป็นคนโง่หนักขึ้นไปอีก; มันโง่อยู่แล้ว ถ้าไปยอมแพ้ความโง่ อีก มันก็โง่หลายซับหลายซ้อน ถ้าจะคิดเสียใหม่ว่าไอ้ความ โง่นี้มันมาทำให้เราฉลาดทีเดียวมันก็หายโง่; ฉะนั้นให้จัดการ ถูกต้องกับเรื่องของความโง่เพื่อความเป็นคนฉลาด โดยถือ เอาความหมายอีกทางหนึ่งว่า กิเลสหรือมารนี้คือบทเรียน และบทสอบไล่ของเรา เราต้องเรียนและสอบไล่ผ่านไปให้ ได้. ทีนี้ถ้าพูดอย่างเป็นเขาเป็นเรากันอย่างสมมติ พระเจ้า กับมารนี้ก็อย่าได้คิดว่ามันเป็นคนละเรื่องกันไปเสียทีเดียว ให้ ถือว่า พระเจ้าสร้างพญามารขึ้นมาสำหรับทำให้มนุษย์

น.22 ๑๘ ดีขึ้น. คนอื่นเขาจะถืออย่างไรตามใจเขา เรานี้จะถือว่าพระ- เจ้าสร้างซาตานสร้างมารสร้างอะไรขึ้นมาก็เพื่อจะให้มนุษย์มัน ดีขึ้นเร็ว ๆ ให้ซาตานหรือมารร้ายคอยเล่นงานคนโง่ให้มัน ฉลาดขึ้นมาเสียเร็ว ๆ พอมันฉลาดรู้ทันแล้วมันก็เลยไม่มีมาร ไม่มีซาตานอะไรอีกต่อไป ทีนี้เราก็สรุปความกันเสียเลยว่า สิ่งที่เรียกว่ากิเลสหรือมารหรือพญามารนี้ มันเป็นของขวัญที่ ธรรมชาติหรือพระเจ้าให้แก่เรา เพื่อให้เราเป็นมนุษย์ที่ถูก ต้องของพระเจ้าได้โดยเร็ว ถ้ามันยุ่งฝั่นเฝือนักก็ถือสั้น ๆ แต่ เพียงว่ามารคือสิ่งที่มีไว้สำหรับให้เราเอาชนะให้ได้ มารคือ สิ่งที่มีไว้สำหรับให้เราเอาชนะมันให้ได้ อย่าให้แพ้เป็นอันขาด ถ้าแพ้ก็บ้าหรือตายเลย. ใครแพ้แก่พญามารคนนั้นต้องบ้า หนักเข้าก็ตายเลย. พ่ายแพ้แก่ความรู้สึกฝ่ายชั่วฝ่ายต่ำฝ่ายเลว แล้วทำลงไปตามอำนาจของความรู้สึกฝ่ายชั่ว มันก็คือคนบ้า. แต่เมื่อมันบ้ากันมากๆ เข้าก็เลยไม่หาว่าบ้ากลายเป็นดีไปก็ได้ เพราะมันบ้ากันหมดทุกคน. แต่ถ้าเอาธรรมะเป็นหลักแล้วคน ที่ทำอะไรไปตามอำนาจของมารเพราะพ่ายแพ้แก่มารนั้นแหละ คือคนบ้า ไม่ได้ใส่โซ่ตรวนอะไรที่ไหน เมื่อบ้าหนักเข้าก็ตาย.

น.23 ๑๙ คำว่า "ตาย" ในที่นี้หมายถึงตายจากความดี ไม่มีความดี อะไรเหลืออยู่ก็เหมือนกับคนตายแล้ว ฉะนั้นขอให้ทุกคนระวัง ไว้ว่า มารนี้คือสิ่งที่เราจะต้องเอาชนะ เขามีไว้หรือธรรมชาติ มีให้เราเพื่อให้เราเอาชนะ ขืนแพ้ก็บ้าหรือตาย. นี้แหละคือ สิ่งที่เรียกว่ากิเลส. ถ้าไม่เคยเข้าใจสิ่งที่เรียกว่ากิเลสมา ในลักษณะอย่างนี้ ก็ขอให้เข้าใจกันใหม่เสียเดี๋ยวนี้ว่ากิเลสคืออย่างนี้ กิเลสคือ ความโง่ต่ออารมณ์ตั้งแต่เกิดมาจนบัดนี้ มันเป็นมารทำให้เรา สูญเสียความดี แต่ว่ามันก็มิใช่อะไรอื่น มันเป็นบทเรียนสอบ ไล่ ที่เราจะเรียนและสอบไล่ให้ได้ เพื่อให้เราเป็นมนุษย์ของ พระเจ้า ไม่บ้าและไม่ตาย. ฉะนั้นมารคือสิ่งที่มีไว้สำหรับให้ มนุษย์เอาชนะให้ได้ ดังนั้นท่านผู้ใดต้องการที่จะเป็นมนุษย์ ก็จงตั้งหน้าในการที่จะชนะมาร อย่าปล่อยให้ตกอยู่ในอำนาจ ของมารหรือพ่ายแพ้แก่พญามาร. นี่แหละเราได้พูดกันแล้วว่ามนุษย์คืออะไร ? คนคือ อะไร และได้พูดกันถึงคำว่าพระเจ้า. ที่นี้ก็ว่าถึง มนุษย์ของ

น.24 ๒๐ พระเจ้าและคนของกิเลส ต่อไป เราถือว่าโพธิหรือสติ- ปัญญาว่าเป็นใจความของพระเจ้า กี้ ถ้ามนุษย์มีใจสูงได้จริง มันก็เป็น "มนุษย์ของพระเจ้า" ถ้าใจต่ำมันก็เป็น "คนของกิเลส" สรุปความก็คือว่า มนุษย์ของพระเจ้านั้น คือบุคคลที่กำลังอยู่กับโพธิ กำลังมีโพธิอยู่ในใจ มีสติปัญญา ของพระเจ้าอยู่ในใจ เขากำลังมีความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ระดับใดระดับหนึ่งอยู่แม้ชั่วขณะหนึ่ง ๆ ก็ยังดี. มนุษย์จะต้องมีความสะอาด ความสว่าง ความสงบ อยู่แม้ ชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี แม้แต่ระดับใดระดับหนึ่งก็ยังดี เพราะมัน เป็นลักษณะของโพธิทั้งนั้น นี้เรียกว่า “มนุษย์ของพระเจ้า". ทีนี้ส่วน "คนของกิเลส" นั้นก็คือบุคคลที่กำลังปล่อยตัวไป ตามสัญชาตญาณของกิเลสนั่นเอง. สัญชาตญาณของสัตว์นี้ถ้า ไม่ควบคุมมันก็งอกงามเป็นกิเลส และเป็นมารคือทำลายผู้นั้น. "คนของกิเลส" ก็คือคนที่ปล่อยตัวให้อยู่ใต้อำนาจของกิเลส ตามสัญชาตญาณที่ปราศจากการควบคุม ดังนั้นเขาจึงกำลัง สกปรก มืดมว เร่าร้อนไปตามขณะ ๆ ๆ ที่ว่าอะไรมากระทบ เข้าแล้วทำให้เขามืดมัวไปอย่างไร. มนุษย์ของพระเจ้ากำลัง

น.25 ๒๑ สะอาด สว่าง สงบ ส่วน "คนของกิเลส" นั้นกำลังสกปรก มืดมัว และเร่าร้อน มันจึงต่างกันมากอย่างนี้. วันนี้เรากำลังพูดกันถึงเรื่องมนุษย์ของพระเจ้ากับคน ของกิเลส เพื่อจะเปรียบเทียบกันให้เห็นชัดเจนยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนเป็นที่แจ่มแจ้ง และปัญหาใหญ่มันอยู่ตรงที่คำว่า "พระ- เจ้า" เพราะมันกว้างขวางลึกซึ้งยากที่จะเข้าใจ. เมื่อเราไม่ต้อง การที่จะเป็นคนของกิเลส เรื่องกิเลสยังไม่ต้องพูดกันก็ได้ แต่เราต้องการจะเป็นคนของพระเจ้า เราก็ต้องพูดกันเรื่อง พระเจ้าให้ชัดเจน ฉะนั้นขอให้ท่านทนฟังความรู้ความคิดเรื่อง ราวเกี่ยวกับพระเจ้าต่อไปอีก. คำว่า "พระเจ้า" บางคนจะรู้สึกว่าเป็นของแปลก เป็นของพิเศษหรือวิเศษหรือนอกเหนือธรรมชาติธรรมดา มัก จะรู้สึกกันอย่างนั้นเพราะว่าไม่คุ้นเคยกับสิ่งที่เรียกกันว่า "พระ เจ้า” เพราะไม่ได้รับคำสั่งสอนอบรมให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ‘พระเจ้า". เดี๋ยวนี้อาตมาอยากจะพูดว่า "พระเจ้า" นั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตามความรู้สึกทางสัญชาตญาณของสัตว์อีก

น.26 ๒๒ เหมือนกัน. (สัตว์มีสัญชาตญาณคือความรู้ที่เกิดได้เองไม่ต้อง มีใครมาสอน นี้เป็นตัวสัญชาตญาณ มีอยู่ประเภทหนึ่งต่างจาก ความรู้ที่จะต้องอบรมสั่งสอน), ส่วน "พระเจ้า" นั้นเกิดมา จากสัญชาธญาณโดยไม่รู้สึกตัว คือสัญชาตญาณแห่งความกลัว สัญชาตญาณแห่งการต้องการที่พึ่ง สุนัขของเราพอมันกลัวอะ- ไรขึ้นมามันจะวิ่งมาหาเราให้เป็นที่พึ่ง. นี่สัญชาตญาณแห่ง ความกลัว ไม่ต้องมีใครสอน เช่นที่อาตมาเลี้ยงไว้มันก็จะวิ่ง มาหาอาตมา พอถูกเบียดเบียนอย่างใดอย่างหนึ่งเข้า. นี่เรียก ว่าเป็นไปตามอำนาจของสัญชาตญาณ ความต้องการที่พึ่ง คือ มันต้องการสิ่งที่เป็นที่พึ่ง นั่นแหละคือพระเจ้า. เมื่อมนุษย์ กลัวอะไรขึ้นมา ต้องการที่พึ่งขึ้นมา ก็นึกหาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หวัง ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตามที่ตนจะคิดนึกเอาได้ด้วยสติปัญญาหรือ ด้วยความโง่ก็ตามใจ ในขณะนั้นมีความรู้สึกอย่างไรก็จะต้อง ถือเอาสิ่งนั้นแหละเป็นที่พึ่ง ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" หรือสิ่งสูงสุดนี่แหละมันเกิด ขึ้นตามสัญ ชาตญาณ ของ สัตว์ที่มี ความกลัวและต้องการที่พึ่ง. ฉะนั้นเราอย่าไปคิดว่าพระเจ้านี้ วิเศษวิโสอะไรนัก มนุษย์นี้แหละสร้างขึ้นมา.

น.27 ๒๓ เมื่อมนุษย์เกิดกลัว เกิดต้องการที่พึ่ง ยึดเอาอะไรเป็น ที่พึ่ง อันนั้นก็เป็น "พระเจ้า" ทีนี้พระเจ้ามันก็แปลกแตกต่าง กันออกไป สูงขึ้นไป ๆๆ ๆ ตามสติปัญญาของมนุษย์ที่วิวัฒนา. การขึ้นไปตามลำดับจากสัญชาตญาณ แต่ว่าจุดตั้งต้นริเริ่มที แรก มันมาจากสัญชาตญาณแห่งความกลัว และความต้องการ ที่พึ่ง ฉะนั้นถือว่าพระเจ้านี้เกิดขึ้นตามอำนาจของสัญชาต- ญาณ พระเจ้ายังเป็นสิ่งที่เราอาจจะรู้จักหรือรู้สึกได้ทางสัญ- ชาตญาณอีกนั่นเอง เป็นสัญชาตญาณแห่งการหนีภัย ถ้าเรา ไม่มีสัญชาตญาณแห่งการหนีภัย เราจะไม่มีโอกาสหรือไม่มี หวังที่จะรู้จักพระเจ้า. ฉะนั้นเราอาศัยสัญชาตญาณ ของการที่ จะหนีไปจากอันตราย แล้วเราก็พยายามจะหนีจากอันตรายนั้น โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง. และเมื่อหนีได้เท่าไร มันก็เป็น "พระเจ้า" ให้แก่เราเท่านั้น. เราหนีจากอันตรายได้เท่าไร พระเจ้าก็เกิด ขึ้นแก่เราได้เท่านั้น คือช่วยเราได้เท่านั้น. นี้พูดเป็นคำกว้าง ขวางตลอดกาลนิรันดร ตั้งแต่มนุษย์ยังเป็นสัตว์หรือยังคล้าย สัตว์ แล้วเป็นมนุษย์ขึ้นมาน้อย ๆ เป็นมนุษย์สูงสุด แล้วต่อ ไปข้างหน้าในอนาคตอีกยืดยาวไม่รู้จบไม่รู้สิ้น เราจะต้องอา- ศัยสัญ ชาตญาณแห่งการหนีภัยนี้เป็นเครื่องมือสำหรับจะรู้จัก

น.28 ๒๔ พระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าคือสิ่งที่จะช่วยเราให้ปลอดจากภัย พ้นไปจากภัยได้ พ้นไปจากภัยได้เท่าใด เราก็รู้จักพระเจ้า เท่านั้น. ขอให้รู้จักพระเจ้าอย่างนี้กันก่อน ซึ่งเป็นพระเจ้าที่ จริง และเป็นจุดตั้งต้น. ถ้ารู้จักพระเจ้าชนิดนี้แล้ว ต่อไปจะ รู้จักพระเจ้าทุก ๆ ชนิด ซึ่งมีมากมายแล้วแต่มนุษย์ชาติไหน ภาษาไหนจะบัญญัติขึ้นมาอย่างไร. เอาละทีนี้เราจะลองจำแนกพระเจ้าดูบ้าง อยากจะ อวดดี เป็นมนุษย์นี่แหละจะจำแนกพระเจ้าดูบ้าง เพราะว่า ได้อวดดีมาตั้งแต่ทีแรกแล้วว่ามนุษย์นี้สร้างพระเจ้าขึ้นมา ด้วย สัญชาตญาณแห่งความกลัว การหาที่พึ่ง การเอาตัวรอด เพื่อเราจะได้รู้จักพระเจ้าเป็นพวก ๆ ไป เราก็มองดูพระเจ้า พวกแรกที่สุด คือพระเจ้าในความรู้สึกสามัญสำนึกของคน ทุกคน. ความรู้สึกสามัญสำนึกนี้ไม่ต้องเรียนจากหนังสือ ไม่ ต้องเชื่อใครด้วย เราจะต้องถือว่าทุกคนจะเป็นคนดีก็ตาม คนชั่วก็ตาม มีความรู้สึกในสามัญสำนึกและบางทีก็ตรงกันเลย ทั้งคนดีและคนชั่ว แต่คนชั่วนั้น เขายังบังคับไม่ได้มันฝืน ความรู้สึกแม้สามัญสำนึก มันจึงไปทำความชั่วเพราะมันเห็น แก่ปากแก่ท้องหรือเห็นอะไรทำนองนั้น แต่ในใจมันอาจจะ

น.29 ๒๕ รู้สึกอยู่ว่าของดีของจริงของประเสริฐนั้นไม่ใช่อย่างนี้ อย่างนี้ ก็มี. แต่เมื่อเขาบังคับไม่ได้หรือเขาบังคับได้เท่าไหร่ เขาก็ยุติ เอาที่นั่นว่าเป็นที่พอใจของเขาและก็เอาเป็นพระเจ้าไปเสียเลย. ฉะนั้นเราจึงมีพระเจ้าตามสามัญสำนึกนี้ผิดแปลกกัน. อันแรกก็ดูจะเรียกว่า พระเจ้าเงินตรา เพราะ เดี๋ยวนี้มีสามัญสำนึกว่าเงินช่วยอะไรได้ทุกอย่าง มันจะโง่ หรือฉลาดไว้ค่อยพูดกัน แต่คนโดยมากจะถือว่าเงินนี้ช่วย อะไรได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นเงินเป็นพระเจ้า เพราะว่าจะ ช่วยเราได้ทุกอย่าง ก็เลยบูชาเงินเป็นพระเจ้าองค์แรก คือ พระเจ้าแห่งเงินตรา เงินตรานี้หมายถึงอำนาจแห่งการซื้อหา สิ่งที่ต้องการ จะเป็นกระดาษหรือโลหะหรืออะไรก็สุดแท้ เรียกว่าเงินตรา มีอำนาจในการซื้อหาสิ่งที่เราต้องการ ใคร มีมากมันก็มีอำนาจที่จะซื้อหาหรือเอาอะไรได้มาก คือเรียกว่า มันช่วยได้มาก แล้วเราก็ลองทดสอบดูตัวเราเองว่าเรามีพระ เจ้าเงินตรา มีเงินตราเป็นพระเจ้ากันหรือเปล่าบางทีแม้เวลานี้ ในสภาพปัจจุบันนี้เราก็ถือพระเจ้าเงินตรากันอยู่เป็นส่วนมาก โดยเฉพาะพวกวัตถุนิยมก็ถือพระเจ้าเงินตรากันทั้งนั้น ไม่รู้จัก พระเจ้าอย่างอื่น. แล้วเรานี่แหละบางทีบางเวลาบางโอกาส

น.30 ๒๖ เราก็คุ้มดีคุ้มร้ายไปเป็นวัตถุนิยมเป็นคนของกิเลส เราก็ต้อง ถือพระเจ้าเงินตรา เงินตราเป็นพระเจ้าไปพักหนึ่ง จนกว่าจะ นึกได้แล้วละอายขึ้นมา. นี่พูดกันตรง ๆ ก็ต้องพูดกันอย่างนี้. ทีนี้พระเจ้าถัดไปก็คือสิ่งที่ตนรัก ตนชอบ ตนพอใจ เขาใช้คำ ว่าพ่อทูนหัว แม่ทูนหัว. คำว่าแม่ทูนหัวก็หมายถึง ผู้หญิง พ่อทูนหัวก็หมายถึงผู้ชาย คือไม่มีอะไรดีกว่านั้น จึง ได้พูดคำคำนี้ออกมา. นี้ก็ด้วยความรัก ถ้ามันรักอะไรเข้า อันนั้นก็เป็นพระเจ้าขึ้นมาทันที พระเจ้าอื่นไม่รู้ไม่ชี้ เวลานี้สิ่ง ที่เรารักที่สุดนั้นเป็นพระเจ้าสำหรับเรา นี้ก็เป็นพระเจ้าอันหนึ่ง ตามสามัญสำนึกที่คนทุกคนจะมอบกายถวายชีวิตจิตใจทั้งหมด ทั้งสิ้นให้แก่พระเจ้านี้ โดยไม่เห็นแก่หน้าพระเจ้าอื่น. อยาก จะพูดให้มันหยาบคายสักหน่อยว่าคนก็จะหันหน้าไปหาแฟน ของตัว มากกว่าที่จะหันหน้าไปหาพระพุทธเจ้า. เขาบอกว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาก็ยังไม่สนใจ จะไปหาแฟนของตัวก่อน. นี้ลองเทียบดูเถิดว่าพระเจ้า ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของความรัก ความหลงนี่มันเป็นอย่างไร มันใหญ่หรือเล็ก มันมากหรือน้อย. นี้ก็เป็นพระเจ้าตามสามัญสำนึกจริง ๆ เป็นพระเจ้าจริงๆ ด้วย เหมือนกัน.

น.31 แบบอื่นต่อไปอีก คือโดยเหตุที่เรามี สัญชาตญาณแห่งความกลัว เมื่อความกลัวครอบงำแล้ว มัน ไม่รู้จักสิ่งอื่น นอกจากสิ่งที่ตนกลัว ก็อยากจะพ้นจากความ กลัว ฉะนั้นอะไรที่มันจะทำให้รู้สึกบรรเทาความกลัวได้แล้ว ก็ยอมรับหมด ฉะนั้นเราไม่รู้จักพระเจ้า ไม่เคยเห็นพระเจ้า แต่เราก็บูชาพระเจ้า ในฐานะที่ว่าเป็นสิ่งที่เรากลัวคนเป็นอัน- มากในโลกนี้ ถือพระเจ้าชนิดนี้แล้วก็ถือแต่ตามพิธีรีตอง เพราะเขาไม่เคยเห็นพระเจ้า ไม่อาจจะรู้จักพระเจ้าแต่เขากลัว ก็ต้องทำไปตามพิธีรีตองที่จะช่วยบรรเทาความกลัว จึงมีพิธี รีตองบนบานศาลกล่าวเซ่นสรวงพิธีทางไสยศาสตร์นานาชนิด เพื่อขจัดความกลัวแล้วก็ สมมติเอาว่า พระเจ้ามีอยู่ทั้ง ที่เราไม่ เคยเห็นตัว ไม่เคยรู้จักหน้า แล้วก็เชื่ออย่างนั้นด้วย แล้วทำ การบนบานศาลกล่าวฉะ นั้นพระเจ้าชนิดนี้ก็ คือผู้หรือสิ่งที่เรา กลัวแล้วบนบานศาลกล่าวกันอยู่ทั้งที่ไม่รู้จักตัวและเห็นตัว มี อยู่ทั่วไป จะเรียกว่าเป็น "พระเจ้าผี" หรือ "พระเจ้ามายา" ทำนองนั้นแหละจะถูกกว่า เพราะไม่เห็นตัวไม่เคยรู้จักตัว แต่ ทำไปโดยอำนาจของความกลัวตามพิธีรีตองนั้น ๆ. พระเจ้า นี้ก็ครอบครองจิตใจมนุษย์อยู่มากที่สุดด้วยเหมือนกัน.

น.32 ๒๘ ทีนี้อยากจะพูดถึงพระเจ้าอีกแบบหนึ่งซึ่งน่าหัว แล้ว ก็มีจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็สมัยใหม่ปัจจุบันนี้หยก ๆ นี้เอง จะเรียกว่าพระเจ้าชนิดไหน ท่านทั้งหลายลองตั้งชื่อเอาเอง จะดีกว่า. คือว่าคนสมัยปัจจุบันนี้ หลงใหลกันอย่างยิ่งก็คือ การงานที่จะนำมาซึ่งประโยชน์ตามที่ตัวต้องการ. คนคนหนึ่ง เขาเล่าให้ฟังไม่ใช่ประสบกับอาตมาเอง ว่าเพื่อนของเขาเป็น ญี่ปุ่นคนหนึ่งเป็นคนหนุ่ม พอคุ้นเคยกันพอสมควรแล้วเขา แอบกระซิบถามว่า ท่านถือพระเจ้าอะไร หรือศาสนาอะไร. เพื่อนญี่ปุ่นคนนั้นก็บอกเขาว่าถือพระเจ้า Hitachi เพราะว่า เขาทำงานอยู่กับบริษัท Hitachi มีเงินเดือนสูงเป็นช่างเทคนิค บริษัท Hitachi เลี้ยงไว้. ถ้าบริษัทนี้ไม่เลี้ยงไว้เขาจะต้องเป็น อย่างไรคือไม่มีงานทำ. เมื่อสังเกตดูตามน้ำเสียงสีหน้าของเขา ก็รู้สึกว่าเขา ไม่มีศาสนาอย่าง อื่นไม่มี พระเจ้าอย่าง อื่นจริง ๆ นอกจากพระเจ้า Hitachi สินค้าญี่ปุ่นยี่ห้อ Hitachi มันแพร่ หลายมาก ทำเงินได้มากเขาถือพระเจ้า Hitachi พระเจ้าชนิด นี้คือพระเจ้าอะไรชนิดไหน ลองตั้งชื่อเอาเอง ก็อยากจะตั้ง ชื่อเอาได้ทุกคนมันก็ยิ่งกว่าพระเจ้าเงินตราอย่างที่กล่าวทีแรก เพราะพระเจ้าเงินตรามันทั่ว ๆ ไปเป็นมาแต่ก่อนโบราณกาล

น.33 ๒๙ หลายพันหลายหมื่นปีมาแล้วก็ได้แต่พระเจ้า Hitachi เพิ่งเกิด หยกๆ นี้คือมันแรงมาก หรือเพิ่งจะเดือดจัดกันมากถึงที่สุดใน เวลานี้ฉะนั้นใครที่ฝากเนื้อฝากตัวอยู่กับบริษัทไหน การงาน ไหนองค์การไหน นักการเมืองคณะไหน พรรคไหนก็คงจะ เอานั่นแหละเป็นพระเจ้า. นี่แหละพระเจ้าใหม่ หยก ๆ สด ๆ ร้อน ๆ ก็มีขึ้นมาอีกพวกหนึ่งอย่างนี้. นี้เป็นตัวอย่างพอแล้ว พูดไปก็ไม่รู้จักจบจักสิ้น ว่า พระเจ้าในความรู้สึกสามัญสำนึกที่เกิดขึ้นมาได้เองในจิตใจนั้น มันเป็นอย่างนี้ แล้วเราคนไหนกำลังมีพระเจ้าชนิดนี้กันอย่าง ไรมากน้อยเท่าไร ลองสำรวจดูตัวเองก็แล้วกัน เอาละพอ กันเสียทีสำหรับพวกพระเจ้าที่เกิดขึ้นตามความรู้สึกสามัญสำ- นึกใครบังคับใครไม่ได้ นี่มันเป็นอย่างนี้. ทีนี้ก็มาถึงพระเจ้าอีกประเภทหนึ่ง คือพระเจ้าที่ถูก บัญญัติขึ้น ตามหลักเกณฑ์หรือตามทางแห่งศาสนา. สิ่งที่ เรียกว่าศาสนา นี้กว้างขวางลึกซึ้งพูดกันไม่จบ แต่รวมความว่า เป็นสถาบันที่มีอำนาจเหนือมนุษย์. ทีนี้พระเจ้าที่บัญญัติขึ้น ตามทาง ศาสนานี้ก็ พลอยมี อำนาจอย่างยิ่งไป ด้วยตามเครติด

น.34 ๓๐ ของศาสนานั้น ๆ. พระเจ้าที่ถูกบัญญัติขึ้นโดยกฎเกณฑ์ตาม ทางศาสนานี้ก็มีมากเหมือนกัน เอากันแต่ที่เราจะเห็นกันได้ ง่าย ๆ เช่นว่าพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า นี้ก็ ย่อมาจากคำที่ว่าพระพุทธเป็นเจ้า พระธรรมเป็นเจ้า พระ สงฆ์เป็นเจ้า สำเร็จเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ขึ้นมา นี้ก็เรียกว่า "พระเจ้า" ล้วนก็มีทั้งอย่างงมงายและไม่งมงาย คนถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้มีทั้งอย่างที่งมงาย และไม่งมงาย แต่จะงมงายหรือไม่งมงายก็ตามใจ มันอยู่ใน รูปของพระเจ้าทั้งนั้น ถ้าถือกันในรูปของความขลังหรือศักดิ์- สิทธิ์ หรือแม้ด้วยสติปัญญา. งมงายมันก็ถือด้วยชีวิตจิตใจ ด้วยความงมงาย ถ้ามีสติปัญญามันก็ถือสุดชีวิตจิตใจเพราะ มีสติปัญญามองเห็นชัดเจน. ฉะนั้นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี่แหละอยู่ในรูปที่เป็นพระเจ้า หรือเป็นพระเป็น เจ้าของพุทธบริษัททั้งที่งมงาย และไม่งมงาย คือทั้งพุทธ- บริษัทแท้จริง และพุทธบริษัทไม่จริง คืองมงาย. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นพระเจ้าอย่างไรนี้เราไม่จำเป็นต้อง อธิบายกันในที่นี้แล้ว มันจะกินเวลาเสียมากไป คราวอื่นก็ ได้อธิบายแล้ว ไปหาความเข้าใจเอาได้ แต่ว่าสรุปความว่า เรา

น.35 ๓๑ กำลังมอบกายถวายชีวิตจิตใจ แก่พระพุทธ พระธรรม พระ- สงฆ์ นับถือเป็นสิ่งสูงสุด จะช่วยเราให้พ้นจากความทุกข์ ทั้งปวงที่พระเจ้าอย่างอื่นช่วยไม่ได้ มันก็เลยมีพระเจ้าที่พระ- พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เรียกว่าเป็นพระเจ้าที่บัญญัติ ขึ้นด้วยเหมือนกัน. โดยทั่วไปเป็นสิ่งที่บัญญัติขึ้น แต่เฉพาะ คนบางคนนั้นเขารู้จักด้วยใจเองโดยไม่ต้องมีใครมาช่วยบัญญัติ ให้นี้ก็ยังมี. แต่ว่าทีแรกเขาถือพระเจ้าเหล่านี้ตามการบัญญัติ ของคนที่บัญญัติไว้แต่ก่อน. ทีนี้พระเจ้าถัดไปอีก คือคำพูดว่า "พระเจ้า" ที่บัญญัติ ไว้ในภาษาไทยแต่บรมโบราณ คำว่าบรมโบราณนี้ขอจำกัด ระบุว่าก่อนแต่ที่ศาสนาคริสเตียนหรือศาสนาอะไรจะเข้ามาใน เมืองไทยในประเทศไทย คนไทยเราก็มีคำว่า "พระเจ้า" ใช้อยู่แล้ว ก่อนแต่ศาสนาคริสเตียนเป็นต้นจะเข้ามา ฉะนั้นคำ ว่า "พระเจ้า" ไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่พวกคริสเตียนนำมาให้ เพราะว่าไทยเราก็มีสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" อยู่ก่อนแล้ว บัญญัติใช้อยู่ในคำพูดอยู่ในภาษาไทย. คำว่า "พระเจ้า" เฉย ๆ ในภาษากฎหมายโบราณ สมุดข่อยนั้น หมายถึงพระ- พุทธเจ้า หมายถึงพระเจ้าพระสงฆ์ก็มี ไม่ได้หมายถึงพระเจ้า

น.36 ๓๒ อย่างของคริสเตียนมาแต่ก่อน เพราะว่ามันก่อนคริสเตียน เข้ามาในเมืองไทยเราก็มีคำว่า "พระเจ้า" ใช้อยู่ในภาษา พูดแล้ว ฉะนั้นเขาหมายถึงสิ่งไร นั้นก็คือพระเจ้าที่เขา บัญญัติ ขึ้นตาม หลักเกณฑ์ของ ภาษาทาง ศาสนาหรือทาง วัฒนธรรม เป็นต้น. ทีนี้ก็ยังมีพระเจ้าที่เขาบัญญัติกัน ขึ้นมาเป็นลายลักษณ์ อักษร เป็นเทวดาหรือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์พิเศษ เป็นเรื่อง ทางไสยศาสตร์ทางวิญญาณศาสตร์ ทางอะไรที่เขาบัญญัติขึ้น เฉพาะศาสตร์นั้น ๆ อย่างนี้เราพลอยถือตาม ๆ เขาไปเพราะ ว่าเรายังมีความโง่ ทั้งที่ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นพระเจ้าอยู่แล้ว ก็พลอยไปมีพระเจ้าที่เขาบัญญัติตาม ทางฝ่ายไสยศาสตร์นั้นเข้ามาอีก นี้มันเป็นคนไม่มีอะไรที่เป็น ชิ้นเป็นอันเป็นหลักเป็นเกณฑ์. มันมีความกลัวพร่า ๆ ไปหมด มันก็รับพระเจ้าอย่างพร่า ๆ ไปหมด คือรับเอามา หมดเป็นพุทธบริษัทมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็น พระเจ้าสูงสุดอยู่แล้วยังไปรับเอาพระเจ้า ไสยศาสตร์อย่างที่น่า หัวเราะนั้นเข้ามาอีก. นี้ก็เรียกว่าไปถือพระเจ้าที่เขาบัญญัติ ขึ้นมาอีกเหมือนกัน ไม่ใช่ความรู้สึกตามสามัญสำนึกของตัว เองเลย มันไปพลอยโง่กับเขาเท่านั้นเลือกจากพายุ.

น.37 ที่บัญญัติขึ้นมาอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งลึก- ซึ่งหรือออกจะลึกซึ้ง คือพระเจ้าที่อาศัยหลักปรัชญาหรือหลัก พระธรรมทางศาสนาโดยตรงบัญญัติขึ้นจะเป็นทางศาสนาพุทธ หรือศาสนาไหนก็ตาม มันมีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวแน่นอนลงไป ว่ามันมีอะไรที่จะทำให้โลกนี้เกิดขึ้นหรือทำให้โลกนี้ตั้งอยู่หรือ เปลี่ยนไป หรือทำให้โลกนี้ดับลง. พุทธศาสนาก็มีหลักแห่ง ความเชื่ออย่างนี้ว่าโลกนี้มันเกิดเองไม่ได้ มันต้องมีเหตุปัจจัย อะไรทำให้มันเกิดขึ้นมา แล้วให้ตั้งอยู่ ให้เป็นไป แล้วดับลง สิ่งนั้นก็มีอยู่ ทีนี้ตามทางปรัชญาหมายความว่า เมื่อได้ศึกษา สิ่งต่าง ๆ รอบด้านทั้งทางศาสนา ทั้งทางวิทยาศาสตร์ทาง อะไรอื่น ๆ เสร็จแล้ว มาสรุปเอาเป็นเหตุผลของตัวก็มีความ รู้สึกว่าต้องมีอะไรอย่างหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ สร้างโลกนี้ขึ้นมา ควบคุมโลกนี้อยู่ หรือว่าจะทำลายโลกนี้ ให้สิ้นไปในวาระหนึ่ง ๆ ก็เลยบัญญัติสิ่งนี้ให้เป็นพระเจ้า เกิด เป็นพระเจ้าซึ่งมีหน้าที่สร้างโลกขึ้นมา มีหน้าที่ควบคุมโลกนี้ ไว้ และมีหน้าที่ทำลายโลกให้ดับไปคราวหนึ่ง ๆ. นี้พระเจ้า ที่บัญญัติขึ้นตามหลักเกณฑ์ทางปรัชญา หรือทางธรรมะ หรือทางศาสนา ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด.

น.38 ๓๔ สิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานของพระเจ้าที่ถาวรได้ ขอให้ ท่านทั้งหลายกำหนดไว้ให้ดี ๆ ว่า รากฐานของพระเจ้าที่แท้ จริงนั้น มันมาจากหลักที่ว่า โลกนี้ต้องมีอะไรสร้างขึ้นมา หรือ ควบคุมอยู่ หรือทำลายให้ดับไป มันจะเป็นคนเป็นสัตว์หรือ เป็นสิ่งของเป็นอะไรยังรู้ไม่ได้ แต่ว่ามันมีแน่. ทีนี้พวกที่เขา เชื่อในความเป็นบุคคลเขาก็ถือว่ามีสัตว์ มีบุคคลหรือมีเทวดา มีอะไรที่มองไม่เห็นตัว เรียกว่าพระเจ้า พระเจ้าผู้สร้างโลกเช่น พระพรหม ของศาสนาฮินดู มีพระเจ้าผู้ควบคุมโลกคือพระนา- รายณ์ของ ศาสนาฮินดู และมีพระเจ้าผู้ทำลายโลกเป็นคราว ๆ คือพระศิวะ(พระอิศวร) พระศิวะของศาสนาฮินดู. เราฟังไม่ ได้ศัพท์จับมากระเดียดก็พลอยเข้าใจไปว่ามีคน เป็นอย่างนั้น แล้วเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง ที่เชื่อก็มีไม่เชื่อก็มี ที่นี้เอาคนออก ไปเสียซิมันก็จะหมดปัญหา คือเอาตัวพระพรหม พระนารายณ์ พระอิศวร ที่เป็นคนออกไปเสีย มันก็เหลืออยู่แต่อำนาจอะไร อันหนึ่งซึ่งใครก็ไม่รู้ไม่รู้จัก มีอำนาจในการที่จะสร้างอะไรขึ้น มามีอำนาจที่จะควบคุมสิ่งต่าง ๆ อยู่, และมีอำนาจที่จะยุบหรือ ดับสิ่งต่าง ๆ ลงไปเป็นคราว ๆ นี่. เมื่อพูดอย่างนี้มันก็เป็น ความจริง แม้วิทยาศาสตร์ของปัจจุบันหยก ๆ นี้ก็จะด้านความ

น.39 ๓๕ คิดอันนี้ไม่ได้ คือความคิดที่ว่ามีอำนาจอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่ง เรายังไม่รู้จักที่สร้างโลก ควบคุมโลก แล้วก็ยุบโลกเสียเป็น คราวๆ แล้วสร้างใหม่. นี่คือรากฐานอันแท้จริงของพระเจ้า. ในทางพุทธศาสนาก็ให้ชื่อไปอย่างหนึ่ง ในทางวิทยาศาสตร์ก็ ต้องให้ชื่อไปอีกอย่างหนึ่งในศาสนาฮินดูสำหรับคนโง่เขาเรียก ว่าพระพรหม พระนารายณ์ พระอิศวร. ส่วนศาสนาฮินดูที่ฉลาด เขาก็ไม่พูดอย่างนั้น ศาสนาฮินดูที่ฉลาดเช่นลัทธิเวฑานตะ เขาพูดเป็นอย่างอื่น เป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์อะไรอย่างหนึ่ง ซึ่ง ให้ชาวบ้านเรียกว่า พระพรหม พระนารายณ์ พระศิวะ กันไป ตามชอบใจก็แล้วกัน แต่ตัวจริงมันเป็นอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งเอา มาพูดให้คนเหล่านี้ฟังไม่ได้เพราะมันฟังไม่ถูก เพราะมันยังโง่ ก็เลยให้มันเชื่อว่ามีพระพรหม พระนารายณ์ พระอิศวร ไป เรื่อยๆ ก็แล้วกัน แต่ตัวจริงของพระเจ้าทั้งสามนั้นคืออะไร ไว้ ค่อยรู้ทีหลัง นี่แหละคือพระเจ้าที่ถูกบัญญัติขึ้นตามหลักเกณฑ์ ทางศาสนา ทางปรัชญาหรือทางวิทยาศาสตร์มันก็ต้องมีอย่างนี้. เอาละทีนี้เราไม่ต้องการที่จะมาพูดให้เสียเวลากับเรื่อง ที่ไม่จำเป็น เราจะพูดแต่เรื่องที่จำที่จะทำให้ลุล่วงไป เราก็ ต้องมี พระเจ้าชนิดที่จะเป็นประโยชน์แก่เรา และเป็น

น.40 ๓๖ พระเจ้าที่มีอยู่จริง เราก็ต้องเลิกพระเจ้าชนิดที่ไม่จำเป็นแก่เราเสีย หรือพระเจ้าที่ต่ำเกินไป สำหรับเด็กเกินไป ก็จะเลิกเสีย เช่นพระเจ้าเงินตรานี้ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็คงจะละอายกันมาก พอที่จะเลิกไปเสียได้ ไม่ตั้งให้เป็นพระเจ้าแล้ว พ่อทูนหัวแม่ทูนหัว สิ่งที่เรากลัว หรือพระเจ้า Hitachi อย่างนี้เราก็ไม่ตั้งใหเป็นพระเจ้าแล้ว. เราจะมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หรือเทวดา หรือว่าพระพรหม พระนารายณ์ พระอิศวร บ้าง ก็ตีความให้มันถูกต้อง คือให้เป็นสิ่งที่มีอำนาจในการสร้าง ในการคุ้มครอง ในการดับทำลายอะไรได้จริง ๆ. ทีนี้เราก็มาเอาแต่ความหมายที่จริงที่อาจจะเข้าถึงได้เสียดีกว่า นี้ก็เลยต้องแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ว่าพระเจ้าประเภทที่พูดให้เป็นบุคคลอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมานี้เรียกว่า "พระเจ้าโดยบุคคลาธิษฐาน" อย่างนี้เรามีไว้สำหรับคนที่ไม่ฉลาด ( ขออภัยที่จะพูดว่าคนโง่ก็จะโกรธเอา ) สำหรับคนส่วนมากที่ยังไม่ฉลาด ก็ต้องมีพระเจ้าประเภทบุคคลาธิษฐานเป็นบุคคลในสวรรค์หรือในโลกของพระเจ้าในวิมานอะไรของท่าน เป็นบุคคลโกรธก็ได้รักก็ได้ต้องประจบท่านอะไรอย่างนี้ นี่พระเจ้าบุคคลาธิษฐาน มีไว้สำหรับคนที่ไม่ชอบทำสิ่งที่ยาก ๆ เพราะ

น.41 ๓๗ โง่หรือไม่สามารถทำสิ่งที่ยาก ๆ เพราะโง่ต้องการที่จะทำง่าย ๆ คือเชื่อ แล้วก็ทำไปตามพิธีรีตองไปก่อน อย่าไปทำความชั่วก็แล้วกัน ทำให้ถูกใจพระเจ้านั้นต้องทำความดี พระเจ้าที่แท้จริงต้องการให้มนุษย์ทำความดี ถ้าต้องการให้มนุษย์ทำความชั่วแล้วไม่ใช่พระเจ้า ถอดเสียจากพระเจ้าได้เลย ถ้ายังเป็นพระเจ้าแล้วละก็ต้องหมายความว่าต้องการให้มนุษย์ทำความดี แม้จะทำอย่าง พิธีรีตองมันก็มีความหมายอยู่ตรงที่ทำความดี. ฉะนั้นเชื่อพระเจ้ามันก็ปลอดภัยอยู่ในข้อนี้ คือว่าอย่างไรเสียก็ต้องทำความดี แล้วก็ต้องช่วยตัวเองก่อน แล้วพระเจ้าจึงจะช่วย นั้นเป็นพระเจ้าอย่างบุคคลาธิษฐาน มีอยู่จริงในฐานะเป็นสิ่งที่ต้องตีความ พูดสมมติไว้เป็นบุคคล ต้องตีความให้เป็นธรรมาธิษฐานออกมาอีกทีหนึ่ง ที่นี้เราปัดทิ้งออกไปพระเจ้าอย่างบุคคล เรามาเอาพระเจ้าอย่างเป็นธรรม เป็นนามธรรม เป็นธรรมมาธิษฐาน. ทีนี้เราก็จะพูดกันถึง พระเจ้าโดยธรรมาธิษฐาน ท่านช่วยฟังให้ดีเพราะมีประโยชน์อยู่ที่ตรงนี้ หรือจะช่วยกันได้จริงก็อยู่ที่ตรงนี้ จะมีจริง จะถึงจริง จะอะไรจริงมันก็อยู่ที่ตรงนี้. พระเจ้าโดยธรรมาธิษฐานคือว่าไม่เพ่งที่บุคคล แต่เพ่งที่

น.42 ๓๘ ธรรมะหรือตัวพระธรรม: ทีนี้คำว่า "พระธรรม" นี้อันแรกที่สุด สิ่งแรกที่สุดสำหรับเป็นความหมายของคำว่าธรรมนั่นคือธรรมชาติ ฉะนั้นพระเจ้าที่แท้จริงเราจะต้องเพ่งเล็งไปถึงตัวธรรมชาติ. การเพ่งเล็งไปถึงตัวธรรมชาติต้องแบ่งออกเป็น๔ ส่วน คือ ๑ ตัวธรรมชาติแท้ ๆ ล้วน ๆ นั้นอย่างหนึ่ง คือปรากฏการณ์ทั้งหลายที่ปรากฏอยู่เป็นธรรมชาตินี้อย่างหนึ่ง. ๒ ก็คือกฎของธรรมชาติ ที่มีอยู่ในตัวธรรมชาตินั้น ๆ นี้ระบุไปยังตัวกฎหรือหลักหรือเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตัวธรรมชาตินั้น ๆ แล้ว ๓ ก็คือ หน้าที่ที่เฉียบขาดที่มนุษย์จะต้องกระทำตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, ที่นี้อันสุดท้ายคือข้อ ๔ ก็คือว่า ผลที่เกิดมาจากการทำตามหน้าที่นั้น ๆ นี้เป็นผลจากการทำหน้าที่ตามธรรมชาติ, เมื่อครบทั้ง ๔ อย่างนี้แล้วจึงจะเรียกว่าเป็นตัวธรรมชาติที่สมบูรณ์ คือเป็นทั้งหมด ไม่ยกเว้นอะไร ไม่เหลืออะไร. ในศาสนาอื่นที่เขามีคำว่าพระเจ้าใช้เป็นหลักนั้นเขาจะพูดว่าพระเจ้าเป็นทุกสิ่ง พระเจ้าคือทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไร ในศาสนาพุทธเราเมื่อพูดโดยหลักธรรมชาติอย่างนี้แล้ว มันก็เป็นทุกสิ่ง ธรรมชาติ กฎธรรมชาติ หน้าที่ตามธรรมชาติ

น.43 ๓๙ และผลตามธรรมชาติรวมกันเป็น ๔ อย่าง นี้แหละคือทุกสิ่ง ทุกสิ่งที่มนุษย์จะรู้จักหรือพูดถึงได้. ธรรมชาติทั้ง ๔ อย่างนี้เป็นหลักในพุทธศาสนาด้วย: สภาวะธรรมทั้งปวงเรียกว่าธรรมชาติ, กฎของธรรมชาติเรียกว่า สัจจธรรม, หน้าที่ตามธรรมชาติบังคับไว้นั้นเรียกว่าธรรมหรือธรรมะ ธรรมะนั้นแปลว่าหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติจึงได้แก่ปฏิบัติธรรม, แล้วผลที่จะเกิดขึ้นมาเป็นบุญเป็นบาปเป็นดีเป็นชั่ว เป็นนรกสวรรค์หรือว่าเป็นมรรคผลนิพพานอะไรก็ตาม ผลเหล่านี้ก็เรียกว่า วิปากธรรม. ดังนั้นในพุทธศาสนาจึงมีหลักที่เกี่ยวกับธรรมชาติครบถ้วนทั้ง ๔ ประการ คือว่าตัวธรรมชาติก็ดีตัวกฎธรรมชาติก็ดีหน้าที่ตามธรรมชาตินั้นก็ดีผลจากหน้าที่นั้นก็ดี รวมกันทั้งหมดนี้เรียกสั้น ๆ คำเดียวว่า "ธรรม" หรือ "ธรรมชาติ" ตามภาษาบาลีที่พุทธศาสนาใช้อยู่ และนี่แหละคือ "พระเจ้า" ใน ๔ อย่างนี้เมื่อเอามารวมกันหมดแล้ว นี่แหละคือพระเจ้า ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ พระเจ้าคือทุกสิ่ง ก็คือ ๔ สิ่งนี้รวมกัน. แล้วพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกับเรามากที่สุด คือหน้าที่ที่จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แล้วมันก็ต้องมีธรรมชาติสำหรับให้เราเข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าไม่มีธรรม-ชาติอะไรเสียเลยเราก็ไม่ได้เกิดขึ้นและทำอะไรไม่ได้.

น.44 ๔๐ เนื้อหนังร่างกายของเรานี้มันคือตัวธรรมชาติ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม สิ่งต่าง ๆ ที่ประกอบกันอยู่เป็นโลกคือธรรมชาตินี้ก็คือตัวธรรมชาติ มันต้องมีธรรมชาติพื้นฐานอย่างนี้ แล้วก็มีกฎอยู่ในธรรมชาตินั้น. เราพบมันแล้ว เราจึงปฏิบัติต่อสิ่งนั้น ๆ ได้ เช่นเรารู้เรื่องกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่เกี่ยวกับร่างกายเรา เราจึงปฏิบัติต่อร่างกายอย่างถูกต้องได้. เราปฏิบัติต่อสิ่งทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลกได้ ทีนี้เราก็ได้รับผล เหมือนกับว่าพระเจ้าประทานให้ ตามที่เราประพฤติกระทำถูกผิด ดีชั่ว มากน้อยอย่างไร. นี้คือพระเจ้าที่เด็ดขาดที่สุด แล้วมีอยู่จริง ถึงกับมีอยู่ในเลือดในเนื้อของเรา. กฎเกณฑ์ของธรรมชาตินั้นมีอยู่ในเลือดในเนื้อของเรา คอยควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วร่างกายจิตใจนี้ต้องทำหน้าที่ของมัน ตามอำนาจบังคับบัญชาของพระเจ้า แล้วเกิดผลขึ้นมาจากการประทานของพระเจ้า ฉะนั้นเราเลยเป็นพระเจ้าอยู่ทั้งเนื้อทั้งตัว ผู้อื่นก็เหมือนกัน สิ่งทั้งหลายต่าง ๆ ที่รวมเป็นโลกนี้ ก็เรียกว่ามีพระเจ้าเป็นเนื้อเป็นตัวอยู่ในนั้นทั้งนั้น. ฉะนั้นขอให้มองดูพระเจ้าชนิดที่มีอยู่จริง กระทั่งว่าอยู่ในตัวเราเป็นเนื้อเป็นตัวของเราอย่างนี้ นี่แหละพระเจ้าโดยธรรมา-

น.45 ๔๑ ธิษฐานมันเป็นอย่างนี้ มันต่างจากพระเจ้าที่เป็นบุคคลาธิษฐานเป็นตัวเป็นตน เป็นคนอยู่บนสวรรค์วิมาน อยู่ที่ไหนเหลือที่จะกล่าวได้ นั้นมันอย่างสมมติ พูดให้เป็นบุคคลาธิษฐาน. เดี๋ยวนี้เรามีอำนาจที่จะสร้างโลกหรือควบคุมโลก หรือยุบโลกเป็นคราว ๆ อยู่ในเนื้อในตัวของเรา. ถ้าเรารู้จักสิ่งที่เรียกว่า "โลก" อย่างถูกต้องเหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า "โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งที่มีพร้อมทั้งสัญญาและใจ" พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ในร่างกายคนเป็น ๆ (ไม่ใช่คนตาย ต้องคนเป็น ๆ) นั้นมีโลก มีเหตุให้เกิดโลกมีความดับสนิทแห่งโลก มีทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลกอยู่พร้อมเสร็จแล้ว. คือหมายความว่าในร่างกายคนเป็น ๆ คนหนึ่งมีพระเจ้าทุกชนิดอยู่ครบถ้วน ผู้สร้าง ผู้ควบคุม ผู้ทำลาย มีอยู่เสร็จ. เราจงศึกษาพิจารณาให้รู้จักอำนาจอันลึกลับน่าอัศจรรย์ข้อนี้ก็แล้วกัน. อำนาจทำให้เกิดขึ้น อำนาจที่ทำให้ตั้งอยู่ชั่วขณะ อำนาจที่ทำให้ดับลงเพื่อเกิดใหม่ แห่งสังขารธรรม

น.46 ๔๒ ทั้งปวง. ถ้าหนีวัดมากเกินไปจนไม่รู้จักคำว่า "สังขารธรรมทั้งปวง" มันก็ฟังยาก มันก็ช่วยกันยาก. ถ้ารู้จักคำว่า สังขารธรรม อยู่เป็นปกติแล้วละก็จะฟังเรื่องนี้ง่าย. สังขารธรรมคือธรรมชาติที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง แล้วก็กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ตั้งอยู่เพราะเหตุปัจจัย ดับไปเพราะเหตุปัจจัย นี้เรียกว่า "สังขารธรรม". อำนาจที่ทำให้เกิดสังขารธรรม ก็มีอยู่ในร่างกายนี้ อำนาจที่ทำให้สังขารธรรมเป็นไปอยู่ เปลี่ยนไปอยู่ ก็มีอยู่ในร่างกายนี้ อำนาจที่จะทำให้สังขารธรรมอันหนึ่งดับไป เพื่อให้อันอื่นเกิดขึ้นมาแทนใหม่ มันก็มีอยู่ในร่างกายนี้ ; เรียกว่าอำนาจลึกลับอะไรก็ไม่รู้เหลือที่จะพูดได้ ที่ทำให้มีการเกิด มีการตั้งอยู่ มีการดับลงไปแห่งสังขารธรรมทั้งหลาย. ทีนี้อำนาจที่ทำให้เกิดสังขารธรรมนี้คือ ผู้สร้างโลก, อำนาจที่ทำให้สังขารธรรมตั้งอยู่ชั่วขณะเปลี่ยนไปนี้ก็เรียกว่า ผู้ควบคุมโลก, อำนาจที่สังขารธรรมดับลงไปแล้วเกิดใหม่นี้เรียกว่า ผู้ทำลายโลก เพราะฉะนั้นพระเจ้าผู้สร้างโลก ควบคุมโลกและทำลายโลกมันก็อยู่ที่นี่. หรือว่าพระพรหม พระนารายณ์พระอิศวรมันก็อยู่ที่นี่ อยู่ตรงอำนาจที่กำลังทำหน้าที่เพื่อสร้างสังขารธรรม ควบคุมสังขารธรรม

น.47 ๔๓ หรือทำให้ดับไปเป็นครั้งคราว. เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็จะระบุไปยังสิ่งลึกลับอะไรอันหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดการเกิดขึ้นแห่งสังขาร ตั้งอยู่แห่งสังขารดับไปแห่งสังขาร นั่นแหละว่าเป็นพระเจ้า. เมื่อตะกี้นี้เราใช้คำว่า ""ธรรมชาติ" ตัวธรรมชาติ กฎธรรมชาติ หน้าที่ตามธรรมชาติ ผลตามธรรมชาติ นั้นคือพระเจ้า. เดี๋ยวนี้เรามาพูดว่า อำนาจลึกลับอะไรอันหนึ่งซึ่งเราก็ไม่รู้แต่เขาเรียกกันว่า "ธรรม" ที่ทำความเกิด ทำความตั้งอยู่ ทำความดับไป นี้ก็เรียกว่า "ธรรมชาติ" ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันก็คือธรรมชาติอีกนั่นแหละ. แม้ว่าอำนาจนี้จะเป็นอำนาจลึกลับวิเศษน่าอัศจรรย์ เข้าใจไม่ได้ก็คือธรรมชาตินั่นเอง. นี่แหละพระเจ้าคืออำนาจที่ลึกลับเหลือประมาณ ที่ทำหน้าที่สร้าง ควบคุมและทำลาย; นี้เราได้พระเจ้ามาถึง ๒ ชนิดแล้ว. ที่นี้จะกล่าวถึงชนิดสุดท้าย คือพระเจ้าจริง ๆ คือตัวเองนี้. ตนเองมันก็มีพระเจ้าอย่างที่ว่าอยู่แล้ว คือสังขารธรรมในตัวคนเรานี้มันก็มีกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มีลักษณะสร้าง ควบคุม และทำลายอยู่แล้ว ที่นี้เมื่อได้อบรมให้ดีถึงที่สุด ตนเองก็จะเป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้ ไม่มีอะไรอื่น ดังพระพุทธ

น.48 ๔๔ ภาษิตว่า อตฺตาหิ อตฺตโนนาโถ ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งของตน คำว่า "ตน" นี้มันไม่ใช่ตนโง่ ๆ อย่างทีแรก ที่เกิดมาแล้ว ไม่รู้อะไร ก็โง่ต่ออารมณ์ที่เข้ามาแวดล้อม ตนอย่างนั้นใช้ไม่ ได้. มันก็ต้อง "ตน" ที่อบรมดีแล้ว ศึกษาดีแล้ว ผ่านมา พอแล้ว เป็นตนที่เข้าถึงธรรมชาติแล้ว เป็นตนที่ประกอบ อยู่ด้วยอำนาจตามกฎของธรรมชาติ อำนาจอันสูงสุดของ ธรรมชาติเดี๋ยวนี้ได้มามีอยู่ในตนนี้แล้ว เพราะว่ามันได้อบรม ดีแล้ว ฉะนั้นมันต้องการอะไรก็ได้. ตนที่อบรมดีแล้วนี้ต้อง การอะไรก็ได้ ต้องการมรรคผลนิพพานก็ได้ หรือต้องการ อะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอให้มันเป็นตน ที่อบรมดีแล้วเท่านั้นแหละ ต้องการเงินก็ได้ ต้องการชื่อเสียงก็ได้ ต้องการความสุขอย่าง ไหนก็ได้ ต้องการมรรคผลนิพพานก็ได้ นี่คำว่า "ตน" นี่คือ พระเจ้าที่แท้จริง. นอกจากจะเป็นพระเจ้าที่แท้จริง แล้วยังเป็น พระเจ้าที่อยู่กับเนื้อกับตัวของเราตลอดเวลาอีกด้วย แล้วจะ เอาอย่างไรกันอีก. เป็นพระเจ้าที่แท้จริงคือช่วยได้แล้วยังเป็น พระเจ้าที่อยู่กับเราตลอดเวลา คือตัวเรานั่นแหละเป็นพระเจ้า เสียเอง. ตนที่อบรมดีแล้วทุกอย่างทุกทางตั้งแต่ต้นจนปลาย นี้เป็นพระเจ้า.

น.49 ๔๕ เราก็จะต้องนึกกันต่อไปอีกสักหน่อยหนึ่งว่า ทำอย่าง ไร จึงจะเกิด "ตน" หรือพระเจ้าชนิดนี้ขึ้นมา ? เพราะว่า เราต้องการที่จะเป็น มนุษย์ของพระเจ้า ทีนี้คิดทบทวนไปมา มันก็เข้ารูปลงรอยกันไปได้ว่า ถ้าเราต้องการจะเป็นมนุษย์ ของพระเจ้า เราก็จงอบรมตนให้มีวิวัฒนาการหรือ ความเจริญก้าวหน้าถึงที่สุดก็แล้วกัน. เราจะเป็นคนของ พระเจ้า เราจะมีพระเจ้า เราจะถึงพระเจ้า เราจะอยู่กับ พระเจ้าได้ ก็โดยที่การอบรมตนให้ถึงจุดสูงสุดของความเป็น มนุษย์คือประกอบอยู่ด้วยธรรม. ประกอบอยู่ด้วยพระธรรม เท่านั้น แล้วตนนี้ก็จะถึงสภาพสูงสุด เพราะประกอบอยู่ด้วย ธรรม มีคุณสมบัติ มีความสามารถหรือมีสมรรถภาพในการที่ จะช่วยตนได้ทุกอย่าง ต้องการอะไรก็ได้ทั้งนั้น แล้วไม่มีอะไร ที่ต้องกลัว ไม่มีอะไรจะเหลืออยู่สำหรับกลัวสำหรับเป็นปัญหา ต้องการอะไรที่ควรต้องการ มันมีปัญญาว่าอะไรควรต้องการ มันต้องการอะไรในทางที่ควรต้องการ มันก็ได้ทั้งนั้น. กระทั่ง มรรค ผลนิพพานก็ได้. ทีนี้เราจะต้องการตนชนิดนี้ หรือว่าต้องการ พระเจ้าที่ ตนชนิดนี้จะต้องปฏิบัติอย่างไร ? มันมีคำตอบอย่างกำปั้นทุบ

น.50 ๔๖ ดินว่าต้องปฏิบัติตามพระเจ้า คือตามกฎเกณฑ์ที่มีอยู่สำหรับ ตนนี้ปฏิบัติตามพระเจ้า. ในทางพุทธศาสนาก็ว่าจะต้องปฏิบัติ ให้ถูกต้อง พูดสั้น ๆ ก็ว่า. พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ถ้าภิกษุทั้ง หลายจะเป็นอยู่กันโดยชอบแล้ว โลกจะไม่มีว่างจากพระอรหันต์" นี้เอาหลักมาง่ายๆ ก็ว่า “เป็นอยู่ให้ถูกต้อง" เป็นอยู่ให้ถูก ต้องนี้มันเป็นคำที่ชัดดีอยู่แล้ว แต่บางคนอาจจะมองไม่ทั่วถึง ดังนั้นจึงต้องจำแนกออกเป็นอริยมรรคมีองค์ ๘. ที่เราเรียกกันว่ามรรคมีองค์ ๘ ประการ คือ ความถูก ต้องในความคิดเห็น เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ, ความถูกต้องของ ความปรารถนาและใฝ่ฝัน เรียกว่า สัมมาสังกัปโป ความถูก ต้องในการพูดจาเรียกว่า สัมมาวาจา ความถูกต้องในการประ กอบการงานทางกาย เรียกว่าสัมมากัมมันโต ความถูกต้องใน การหาเลี้ยงชีวิตเรียกว่าสัมมาอาชีโว ความถูกต้องในการพาก เพียรขยันขันแข็งตะบึงตะบัน ไปไม่มีที่สิ้นสุดเรียกว่าสัมมาวา- ยาโม ความถูกต้องในการดำรงสติไว้ตลอดเวลานี้เรียกว่าสัมมา สติและความถูกต้องในการมีกำลังใจเข้มแข็งถึงที่สุดอยู่ตลอด เวลา นี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ รวมกันเป็น ๘ ความถูกต้อง

น.51 ๔๗ คือทางปฏิบัติ. นี่แหละคือหนทางหรือทางปฏิบัติเพื่อให้เรา เป็นคนของพระเจ้า มีพระเจ้าถึงพระเจ้า และอยู่กับพระเจ้า นี้ เรียกว่าปฏิบัติตามพระเจ้า. เพราะว่าพระเจ้าต้องการให้ทำ อย่างนี้ถ้าพระเจ้าองค์ ไหนไม่ต้องการให้ ทำอย่าง นี้ถอดออก จากตำแหน่งพระเจ้าได้เลย” ถือเป็นพระเจ้าไม่ได้. ทีนี้มันมีคำง่ายๆ สั้นๆ คำเดียวที่เป็นหลักของการ ปฏิบัติรวบรัด เรียกว่าทางลัดหรือเคล็ด ก็คือการปฏิบัติที่ทำ ตนใหเป็นคนของผู้อื่นเสีย ทำตนให้เป็นคนของผู้อื่นเสีย อย่า เป็นคนของตัวอย่าเป็นตัวของตัว อย่าเพื่อตัว อย่าเห็นแก่ตัว. คล้าย ๆ กับว่าเราลืมตัวเลย เรื่องตัวของเรานี้ไม่ต้องนึกถึง มุ่งหน้าแต่จะทำประโยชน์ของผู้อื่นเท่านั้น. อย่าเพ่อตกใจว่าจะ ไม่มีข้าวกิน มันจะโง่เกินไป ถ้ามาตกใจว่ามันมัวแต่ทำ ประโยชน์แก่ผู้อื่นแล้วจะไม่มีข้าวกิน มันเป็นคนที่มองอะไร อย่างลวก ๆ มากเกินไป. ถ้าเป็นผู้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น ล้วน ๆ จริงแล้วจะมีข้าวกินจนกินไม่ไหว. ขอท้าไว้อย่างนี้ และจะไม่อธิบาย ขออ้างหลักฐานพระพุทธเจ้าเป็นพยานว่า มัวแต่ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น แล้วมีข้าวกินจนกินไม่ไหวคือพระ พุทธเจ้า. ฉะนั้นขอให้เราลืมนึกถึงประโยชน์ของตัวเราเถอะ เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลาเถอะ มันจะเกิดความ

น.52 ๔๘ มถูกต้อง ๘ ประการขึ้นมาอย่างอัตโนมัติ แล้วก็จะเป็นการปฏิบัติชนิดที่พระเจ้าต้องการ. รวมความว่าพระเจ้าต้องการให้คนทุกคนลืมตัวเองนึกถึงแต่ผู้อื่นทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น แล้วทุกคน ทำอย่างนั้น แล้วแต่ละคนจะมีข้าวกินไม่ไหว. นี้เรียกว่าวิธีที่จะให้มนุษย์เป็นคนของพระเจ้าเลิกเป็นคนของกิเลสกันเสียที. อย่าเป็นคนของกิเลสซาตานพญามารเลย จงเป็นมนุษย์ของพระเจ้าเถิด. ที่นี้คำสุดท้ายที่จะพูดก็เหลืออยู่ว่าแต่เราจะเป็นพระเจ้าเสียเอง. ถ้าเราได้ปฏิบัติโดยหลักที่กล่าวมาอย่างนั้นแล้ว คือมีตนที่ชนะกิเลสแล้ว เราเป็นพระเจ้าเสียเอง เหมือนกับที่ได้อธิบายมาแล้วเมื่อตะกี้นี้คือเป็นพระเจ้าด้วยตนเอง ตนเองที่อบรมดี ฝึกฝนดีก้าวหน้าถึงที่สุดแล้วเรียกว่ามีตน ชนิดที่เห็นแก่ตนนั้นออกเสียแล้วชนะกิเลสแล้ว ชนะตัวเองที่เป็นกิเลสเสียแล้ว ก็เรียกว่ามีตนอันชนะแล้ว ตนชนิดนี้มันไม่มีความยึดมั่นว่าตัวกูว่าของกูไม่มีกิเลสอะไรจะเกิดขึ้นได้ ก็เลยเป็นตนสูงสุด ที่ต้องการอะไรก็ได้ทั้งนั้น ต้องการความสุข อย่างมรรคผลนิพพานก็ได้ตามที่ตัวต้องการ เรียกว่า เป็นตนที่สามารถทำอะไรที่ควรทำได้ทุกอย่างทั้งเพื่อตัวเองและเพื่อผู้อื่น. นี้แหละคือพระเจ้าที่แท้จริง มันเป็นตนที่ไม่มีปัญหา

น.53 ๔๙ เหลืออยู่ต่อไป. ถ้าไม่มาถึงขั้นนี้ปัญหาจะยังเหลืออยู่สำหรับความเป็นคนหรือเป็นมนุษย์ แต่ถ้ามันมาถึงขั้นที่ตนชนะตนแล้ว ชนะกิเลสแล้ว มันก็ถึงที่สุด คือมันมีธรรมะเป็นตน มีตนเป็นธรรมะ มีธรรมะเป็นตน มีตนเป็นธรรมะ ไม่ใช่ตัวกูไม่ใช่ของกู กลายเป็นธรรมหรือธรรมชาติไปเสีย, เดี๋ยวนี้จิตใจไม่มีความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวเพื่อตัวเพื่อของตัว. นี้เรียกว่ามันเป็นสิ่งสูงสุดในทางคุณค่า สูงสุดในทางสมรรถภาพ สูงสุดในความประเสริฐวิเศษทุก ๆ ทาง นี้เราเรียกโดยโวหารว่า “เราเป็นพระเจ้ากันเสียเองทุก ๆ คน" แล้วความเป็นพระเจ้านั้นมันจะเหมือนกันหมด ไม่ว่ามันจะไปอยู่ในโครงร่างไหน ถ้ามันเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องแล้วมันจะเป็นมนุษย์เหมือนกันหมด เรียกว่ามนุษย์ที่ปราศจากกิเลส เหมือนกันหมด เรียกว่ามีธรรมเป็นตน มีตนเป็นธรรม. ธรรมนั้นแหละคือพระเจ้า เพราะฉะนั้นพระเจ้าก็คือตน ตนก็คือพระเจ้า คือตนที่เป็นธรรม. ความเป็น คนของกิเลส หมดไปไม่มีเหลือ. ขอให้ทบทวนดูให้ดีทุก ๆ คนว่า มีความแตกต่างกันอย่างไร ระหว่าง ความเป็นมนุษย์ของพระเจ้า กับความเป็นคนของกิเลส เอาไปทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้ง

น.54 ๕๐ ชัดเจนแล้ว มันจะง่ายที่สุด ในการที่จะ แยกตนออก มาเสียจากความเป็นคนของกิเลสมาสู่ความเป็นมนุษย์ของพระเจ้า. มีผลเท่ากับช่วยกันสร้างโลกพระศรีอารย์ขึ้นมาในโลกนี้ได้ในพริบตาเดียว ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องก่อการร้าย หรือเรื่องอะไรอย่างที่มันเป็นกันอยู่ทั่วโลกอย่างในปัจจุบันนี้ เพราะว่ามันขบถต่อพระเจ้า มันไม่นับถือพระเจ้า มันนับถือกิเลส. เป็น คนของกิเลส เดี๋ยวนี้มาทำให้เป็น มนุษย์ของพระเจ้า เสียเท่านั้น ปัญหาก็จะหมดไป. เดี๋ยวนี้ปัญหาในโลกมาติดชะงักอยู่ตรงที่ว่าไม่มีมนุษย์ของพระเจ้ามีแต่ที่เป็นคนของกิเลส. เพราะฉะนั้นวิชาความรู้มันจะดีเท่าไรก็ช่วยไม่ได้, แผนการจะดีอย่างไรเท่าไรก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะไม่มีคนดีที่จะปฏิบัติตามแผนการ มีแต่คนของกิเลส พอยื่นแผนการที่ดีให้ไป มันก็ไปทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของมันเอง ความรู้จะดีเท่าไร แผนการจะดีเท่าไรก็ไม่มีประโยชน์แก่คน หรือแก่ประเทศชาติอยู่นั่นเอง. เพราะว่ามันขาดมนุษย์ของพระเจ้า มีอยู่แต่ คนของกิเลส.

น.55 ๕๑ มันมีความสำคัญอย่างยิ่งอยู่อย่างนี้ ในการที่ว่าโลกนี้จะรอดอยู่ได้อย่างเป็นโลกของมนุษย์นั้นมันจะต้องมีการแก้ไขกันที่ตรงนี้ มิฉะนั้นแล้วมันจะเป็นโลกของคนที่เต็มอยู่ด้วยกิเลสอยู่ตลอดไป. ขอยุติการบรรยายด้วยสมควรแก่เวลาไว้เพียงเท่านี้.

น.56 พิมพ์ที่โรงพิมพ์ศึกษาการพิมพ์ 129/21 ตรอกวัดดงมูลเหล็ก บางกอกน้อย ธนบุรี สันติ ออสกุล ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา 15

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต