Buddhadasa.org
หนังสืออิทัปปัจจยตา หัวใจพุทธวจนะที่ถูกมองข้าม › อ่านฉบับเต็ม

📖 อิทัปปัจจยตา หัวใจพุทธวจนะที่ถูกมองข้าม

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อิทัปปัจจยตา หัวใจพุทธวจนะที่ถูกมองข้าม

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.4 ท่านที่สนใจต่อไป จะเป็นกุศลมหาศาล

น.5 หัวใจพุทธวจนะ ที่ถูกมองข้าม (อิทัปปัจจยตา) พุทธทาสภิกขุ บรรยายในชุดพูดกันวันเสาร์ภาคมาฆะ ๒๕๑๕ ณ สวนโมกข์ ไชยา ๑ มกราคม ๒๕๑๕ ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย วันนี้เป็นวันแรกของการบรรยายวันเสาร์ของปีใหม่ ดังที่ท่านทั้งหลายได้ทราบกันอยู่แล้วเป็นส่วนมาก ว่าเรามีความ มุ่งหมายจะบรรยายหลักพระธรรม ทุกวันเสาร์ ตลอดฤดูแล้ง ๙ เดือน จะหยุดแต่เฉพาะฤดูฝน ๓ เดือน และเราก็ได้หยุด มาแล้ว ๓ เดือน คือเดือน ตุลา ฯ พฤศจิกา ฯ ธันวา ฯ นี้ก็ขึ้นปีใหม่เริ่มฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือน มกรา ฯ ไป ๙ เดือนนี้ ก็จะบรรยายทุกวันเสาร์. ๑

น.6 ๒ ทีนี้ ความมุ่งหมายของการบรรยายนี้ ก็ได้กล่าวแล้ว ตั้งแต่ปีก่อน บางคนคงจะยังจำได้ แต่บางคนก็อาจจะลืม และบางคนก็ยังไม่เคยฟัง. ความมุ่งหมายส่วนใหญ่ ก็คือว่า เป็นหน้าที่ที่เราจะสนองพระพุทธประสงค์ของพระพุทธเจ้า ในการที่จะช่วยกันสืบอายุพระศาสนา และในการที่จะช่วยกัน ทำความบริสุทธิ์ ความถูกต้องของพระพุทธศาสนาให้ยังคงอยู่. แต่เนื่องจากเรื่องนี้มันมากมาย มันซับซ้อนลึกซึ้ง ดังนั้นเรา จึงต้องใช้ความพยายามมาก จึงต้องมีการบรรยายกันหลายครั้ง หลายหน หรืออาจจะเป็นหลายสิบครั้งหลายสิบหน จนกว่า พวกเราพุทธบริษัท จะมีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนา อย่างถูกต้อง สมกับที่เป็นพุทธบริษัทโดยแท้จริง ; ไม่เป็น พุทธบริษัทกันแต่ปาก. นี้เป็นความมุ่งหมายโดยเฉพาะ ความ มุ่งหมายอันใหญ่ยิ่ง ที่ได้มีการบรรยายนี้ ; จึงมีการบรรยาย ให้ฝั่ง แล้วก็มีการเปิดโอกาสให้สอบถาม ซักไซ้ อภิปราย สัมนา ในหัวข้อนั้น ๆ ที่ได้พูดไปในวันหนึ่ง ๆ ให้เป็นที่ แจ่มแจ้ง จนกว่าจะครบถ้วนทุกหัวข้อ ทุกแง่ทุกมุม เพื่อจะ ทำให้มีพุทธศาสนาที่ถูกต้อง อยู่ในจิตใจของท่านทั้งหลาย ได้ทุกคน.

น.7 ๓ ทีนี้ เราก็เลือกเอาสถานที่นี้ ที่ตรงนี้ เพื่อว่าเรา จะได้เป็นเกลอกันกับธรรมชาติ เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่าน เป็น. พระพุทธเจ้าท่านเป็นเกลอกันกับธรรมชาติ เพราะว่า ท่านประสูติกลางดิน, ท่านตรัสรู้กลางดิน, และท่าน ก็นิพพานกลางดิน, แล้วท่านอยู่เป็นส่วนมากกลางดิน. วิหารของพระพุทธเจ้าก็พื้นดิน ไม่มียกพื้น ; ที่ประทับของ พระพุทธเจ้าเป็นพื้นดิน ไม่มียกพื้น ; มีเสื่อหญ้า สำหรับ ลาด อย่างดีก็จะมีเพียงที่เรียกว่าตั๋งเตี้ย ๆ ในบางครั้ง. ท่าน ประสูติที่ใต้ต้นไม้ ที่สวนลุมพินีกลางพื้นดิน นี้อย่าลืมเสีย. ท่านตรัสรู้ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่า "ต้นโพธิ์" ; ก่อนนี้มีชื่อว่าต้น อัสสัตถะ เป็นไม้ตระกูลมะเดื่อชนิดหนึ่ง. เมื่อพระพุทธเจ้าไปตรัสรู้ที่ใต้ต้นไม้ต้นนี้เข้า ต้นไม้ต้นนี้ ก็ได้เกียรติ ได้ชื่อใหม่ว่า "ต้นโพธิ์". โพธิ แปลว่า ความรู้. ท่านนั่งตรัสรู้กลางดินที่ริมตลิ่ง ของแม่น้ำเล็ก ๆ สายหนึ่ง. ทีนี้เมื่อท่านนิพพาน ก็ใต้ต้นสาละในสวนที่เที่ยวเล่นของพวก มัสละกษัตริย์ กลางดินอีกเหมือนกัน. ถ้าพูดกันอย่างสรุปความก็ว่า เกิดกลางดิน ตาย กลางดิน เป็นพระพุทธเจ้ากลางดิน สอนคนอื่นตามกลางดิน : ท่านเป็นเกลอกับธรรมชาติอย่างนี้. พวกเราทะเยอทะยาน

น.8 ๔ อยากจะได้อยู่บนตึก บนวิมาน มันเดินกันคนละทาง ฉะนั้น จึงต้องมานั่งกลางดินกันที่นี่ ให้เป็นที่ระลึกแก่พระพุทธเจ้า ว่าท่านเกิดกลางดิน ท่านตายกลางดิน เราจะได้ไม่ลืมตัว. ฉะนั้นขอให้รู้สึก โดยประจักษ์แก่ใจว่า นั่งกลางดินได้บุญ มากกว่านั่งบนอะไร ๆ มันได้เป็นเกลอกับธรรมชาติ คือ แผ่นดิน แล้วก็ต้นไม้. พระพุทธเจ้าประสูติใต้ต้นไม้ ตรัสรู้ ใต้ต้นไม้ ท่านเป็นเกลอกับธรรมชาติถึงขนาดนี้. นี่เรา พยายามเป็นอยู่ให้เหมือนท่าน ความคิดนึกในจิตใจ มันก็จะ เกิดได้ง่าย ในทางที่มันคล้าย ๆ กัน ฉะนั้นขอให้พอใจหรือยินดี เป็นพิเศษ ในการที่ได้นั่งกลางดินอย่างที่กำลังนั่งอยู่ที่นี่ เพื่อ บูชาคุณของพระพุทธเจ้า. ทีนี้ ทำไมจึงเลือกเอาเวลานี้ เวลา ๑๑ โมงครึ่ง ! เพราะว่ามันเป็นเวลาที่ง่วงนอน เป็นเวลาที่รับประทานเข้าไป มาก แล้วก็ง่วงนอน อาตมาก็เลือกเอาเวลานี้ เพราะมันเป็น เวลาที่มีประโยชน์ เพื่อจะได้ต่อสู้กับสิ่งที่เรียกว่า ถีนะมิทธะ ; ถีนะมิทธะ ความง่วง ความซึมเซา ความง่วงนอน ความ มึนชา ความละเหี่ย ; ต้องการจะให้ท่านทั้งหลาย ได้มีโอกาส รับประทานอิ่มแล้ว มานั่งง่วงนอนซึมเซา เป็นความรู้สึก เกิดขึ้นมาในใจแล้วต่อสู้ให้ชนะได้ เหมือนพระพุทธเจ้าต่อสู้

น.9 ๕ จนชนะมาร. มารคืออวิชชา ความไม่รู้ คลอดลูกออกมา เป็นถีนะมิทธะ. ถ้าขจัดถีนะมิทธะไม่ได้ เป็นอันว่าจิตนี้ไม่ แจ่มใส. ดังนั้นการเจริญสมาธิ ต้องกำจัดนิวรณ์ ๕ ประการ กามะฉันทะ, พยาบาท, ถีนะมิทธะ, อุทธัจจะกุกกุจจะ, วิจิกิจฉา, ฟังดูให้ดีว่าใน ๕ อย่างนั้นมันมีถีนะมิทธะ อยู่ด้วย. ถ้าผู้ใดใจอ่อนแอ จนถึงขนาดที่ต่อสู้ ถีนะมิทธะนี้ ไม่ได้แล้ว ย่อมแสดงว่าจิตใจของคนนั้นยังอ่อนแอ ยังไม่แข็งกล้าพอที่จะ รู้ธรรมะได้ ฉะนั้น ขอให้เราทุกคน พยายามต่อสู้กับสิ่งที่ เรียกว่า ถีนะมิทธะ ; รับประทานมาก ๆ แล้วเสร็จใหม่ ๆ มันเกิดง่าย มันเกิดมาก จึงเลือกเอาเวลานี้ ว่าจะได้ต่อสู้กับ ถีนะมิทธะเต็มที่. ฉะนั้นก็คอยจับตาดูซึ่งกันและกันก็แล้วกัน ว่าใครนั่งสับประหงกบ้าง นั่นคือมี ถีนะมิทธะ. ถ้าคนนั้น ยังนั่งสับประหงกก็แปลว่าคนนั้นยังมี ถีนะมิทธะ จิตใจนั้นยัง ไม่ได้รับการฝึกฝนที่ดี. ที่จะเป็นจิตใจที่แจ่มใสหรือเข้มแข็งพอ ที่จะรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าได้. ฉะนั้นขอให้ถือว่า ถีนะมิทธะ เป็นศัตรูอันร้ายกาจ ลึกซึ้ง. กิเลสทั้งหลายมันเนื่องกันหมด : ถ้ามีกิเลสประเภท ถีนะมิทธะ แล้ว ไม่ต้องสงสัย กิเลส ประเภทอื่นก็ย่อมมี. ถ้ากำจัดกิเลสอันนี้ ซึ่งกำจัดได้ยากนี้ได้ กิเลสอันอื่นก็เป็นอันว่าจะต้องกำจัดได้.

น.10 ๖ ทีนี้ ขออภัยสักหน่อยที่ว่าจะเล่าเรื่องส่วนตัว : เมื่อ อาตมาไปศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ไปอยู่ที่วัด ๆ หนึ่ง วัดนี้มีระเบียบมาแต่โบราณกาล ฉันเช้า ๗ โมงครึ่งเศษ ๆ พอเสร็จฉันเช้า ๘ โมงลงโบสถ์ ทำวัตรเช้า ก็คิดดูซิฉันข้าว ใหม่ ๆ ๘ โมง ไปทำวัตรเช้า. เราก็ได้มีโอกาสนั่งดูว่า ใคร มันสับประหงกบ้าง แต่อาตมาขอยืนยันด้วยเกียรติยศเวลานี้ ว่าไม่เคยแพ้เลย มีแต่ได้นั่งหัวเราะคนที่สับประหงก ตัวเอง ไม่เคยสับประหงก. ทีนี้ถ้าว่าเป็นวันอุโบสถคือวันพระ กฎ ของวัดมีว่า ฉันเพลเวลา ๑๑ น. เศษ ๆ ก็เสร็จจวน ๆ ๑๒ น. พอถึง ๑๒ น. นั้น ไปอยู่กันในโบสถ์หมดแล้ว พอนาฬิกา ในโบสถ์ตีเป๋งนี้ เขาผลักประตูดังโครม ลั่นกลอนดังโครม ทั้งประตูโบสถ์และประตูวิหารคตไม่มีใครเข้ามาแล้ว แล้วก็ลง อุโบสถเวลา ๑๒ นาฬิกา เที่ยงเช่นอย่างนี้. มีหลายๆ สิบองค์ เราก็ยังได้นั่งดูว่าใครมันสับประหงกบ้าง. การนั่งฟังปาฏิโมกข์ นั้นชวนง่วง ชวนสับประหงกง่ายที่สุด เพราะมันไม่รู้ว่าอะไร. นั่งฟังอย่างนี้มันยังรู้เรื่อง มันยังสับประหงกยาก เพราะมัน รู้เรื่องอยู่บ้าง ; แต่นั่งฟังปาฏิโมกข์นี้ ถ้าไม่ใจแข็งจริง ๆ แล้ว ก็จะต้องโงกง่วงสับประหงก. อาตมาก็ไม่ยอมแพ้ นี่กล้าพูด กล้ายืนยันว่า ไม่เคยสับประหงก ในการที่ลงโบสถ์ ฟังปาฏิโมกข์ เวลา ๑๒ น. ฉันเพลเสร็จไปใหม่ ๆ.

น.11 ๗ ทีนี้ก็มองเห็นอานิสงส์อันนี้ว่า แหม ! นี้มันเป็น เครื่องทดสอบ เป็นเครื่องสอบไล่ เป็นเครื่องวัด ว่าถ้าเรา เอาชนะ ถีนะมิทธะ อย่างนี้ได้ เรามีจิตใจเข้มแข็งพอสมควร มีความแจ่มใสพอสมควร ที่จะแจ่มแจ้งในธรรมของพระพุทธ- เจ้าได้. ทีนี้ เรามาดูถึงคนทั่วไป พอกินเข้าไปอิ่ม ก็ง่วงนอน ง่วงนอนเขาก็นอน ไม่มีใครว่าเขา ไม่มีใครเป็นนายเขา เขาก็นอนกันเสียงีบหนึ่ง. เมื่อฝรั่งมาเป็นเจ้าเป็นนายอยู่ที่ ประเทศอินโดจีน มาเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของพวกทางนี้ว่า พอเที่ยงตี ๑๒ ก็บีดออฟฟิศ นอนกันถึงบ่าย ๒ โมง ลุกขึ้น ทำงานใหม่. นี่ออฟฟิศราชการ ที่พวกฝรั่งเขามาจัดให้ที่ อินโดจีน ; ในเมืองไทยเขาทำไม่ได้ เพราะเขาไม่เป็นนาย ถึงขนาดนั้น. เขามาแก้นิสัยที่เคยอดทนของชาวตะวันออกนี้ ให้กลายเป็นคนขึ้นอนเหมือนพวกเขา. อ้างเหตุว่าเป็นเมือง ร้อน เป็นฤดูร้อน ตอนเที่ยงต้องนอน แล้วมันก็นอน ๒ ชั่วโมง ตั้งแต่ ๑๒ ถึงบ่าย ๒ โมงนั้น บีดออฟฟิศให้นอนกัน. อย่างนี้เป็นการเพาะนิสัย ให้มี ถีนะมิทธะ มากขึ้น. ถ้าเรา เป็นพุทธบริษัทเราต้องต่อสู้ ให้ ถีนะมิทธะ นี้วินาศไป อย่า ให้มีเหลือ. มันต้องแจ่มใส แม้แต่เวลาที่รับประทานอาหาร

น.12 ๘ อิ่มแล้วก็ต้องแจ่มใส. ถ้ากลัวจะไม่แจ่มใสก็อย่ารับประทาน เข้าไปมาก. หรือถ้ากลัวมากกว่านั้นอีก ก็อย่ารับประทานเลย ดีกว่า มันจะไม่ง่วงนอน. ระเบียบของพระพุทธเจ้า ท่านไปบิณฑบาตตอนเช้า ไปสาย ๆ ไปในเมือง ได้แล้วก็ออกมานอกเมือง แล้วก็มาฉัน. มันก็สายมากจวนจะเที่ยง. แล้วก็มีบาลีกล่าวไว้ชัดว่า จากนั้น ท่านก็อยู่ทิวาวิหาร. ทิวา แปลว่ากลางวัน, วิหาร แปลว่าอยู่ ; ทิวาวิหาร แปลว่าอยู่กลางวัน. ตอนบ่าย ตอนเย็นท่าน จึงจะไปวัด แล้วไปทำหน้าที่สอนภิกษุอะไรตามเคย. ที่นี้ คนขึ้นอน มันก็เข้าใจเอาเองว่า ทิวาวิหารนั้นคือนอน; นี่ โกหกใส่พระพุทธเจ้า. ทิวาวิหาร ของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ หมายความว่านอน. คือเมื่อรับประทานอาหารเสร็จไปแล้ว อยู่ทิวาวิหาร คือนั่งด้วยสมาธิ ถ้าพูดอีกทีก็คือนั่งต่อสู้กับ ดีนะมิทธะ นั่งกำจัด ถีนะมิทธะ ด้วยอำนาจของสมาธิ แต่ว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ท่านเคยชิน ทำมาแล้วแต่กาลก่อน ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาสำหรับท่าน. ฉะนั้น ทิวาวิหารของพระ พุทธเจ้าตอนเที่ยงนั้น ไม่ใช่นอน ไม่ใช่หลับ แล้วก็ไม่ใช่ เอนตัวนอน. ลูกศิษย์รุ่นหลังมันขี้เกียจ มันขึ้นอน มันเลย

น.13 ๙ อธิบายกันอย่างนั้น ; มันโกหกใส่พระพุทธเจ้า ว่าพระ พุทธเจ้าฉันแล้ว ก็นอนเสียพักหนึ่ง แล้วจึงจะไปทำอะไร ๆ. นี่ขอให้คิดดูถึงเรื่องเหล่านี้ ว่าสิ่งที่เรียกว่า ถีนะมิทธะ นั้นมันเป็นปัญหาอย่างไรบ้าง ? เราควรจะต่อสู้กับมันอย่างไร บ้าง ? อาตมาก็มองเห็นประโยชน์อันนี้ จึงเลือกเอาเวลาที่ว่ามี ถีนะมิทธะ ได้ง่ายนี้ เป็นเวลาบรรยาย ; จึงเลือกเอาเวลา ๑๑ ครึ่ง หรือ ๑๒ น. เป็นเวลาบรรยาย เป็นเวลาที่เขา นอนกัน หรือที่พวกฝรั่งมาสอนให้พวกอินโดจีนนอน ; ซึ่ง เขาไม่เคยนอน มาลบล้างวัฒนธรรมของเขา. นี่ขอให้สนใจคำว่า ถีนะมิทธะ ว่ามันเป็นข้าศึก อันร้ายกาจ ที่ทำให้คนเสียนิสัย มึนชา ซึมเซา ไม่แจ่ม ไม่กระจ่าง ; แม้ไม่นอนมันก็ซึมเซา มันไม่แจ่มใส มันไม่ กระจ่าง ; นี่คือต้นเหตุที่ทำให้ไม่เกิดสมาธิ ไม่เกิดญาณ ไม่เกิดญาณทัศนะ หรือแสงสว่างในจิตใจ. เพราะฉะนั้น เป็นอันว่าการที่เรามานั่งฟังอะไร ใน เวลาเที่ยงซึ่งชวนให้ง่วงนอนนี้ เป็นการฝึกจิตอยู่แล้วในตัว พูดให้ชัดก็คือว่า เป็นการฝึกสมาธิอยู่แล้วในตัว : ถ้าไม่มี ถีนะมิทธะ ก็แปลว่าไม่มีนิวรณ์ ; ถ้าไม่มีนิวรณ์ก็แปลว่าจิต เป็นสมาธิ. เพราะมีหลักอยู่ชัดเจนแล้วว่า จิตที่เป็นสมาธินั้น

น.14 ๑๐ คือจิตที่ปราศจากนิวรณ์. ถ้าเดี๋ยวนี้เราไม่มีนิวรณ์ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ถีนะมิทธะ เราก็เป็นผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิอยู่แล้วโดย ปริยายใดปริยายหนึ่งในลักษณะหนึ่ง. ฉะนั้นควรจะพอใจ แม้ว่าจะมานั่งฟังในเวลาที่ชวนให้ง่วงนอน. นี้ขออย่าได้คิดว่าเป็นเรื่องที่แกล้งทำให้ลำบาก ; แต่ เป็นเรื่องที่ฝึกฝน ชวนกันฝึกฝนให้เข้มแข็ง. ฉะนั้นก็เลย ขอโอกาส ขอร้องไปเสียด้วยเลยว่า ต่อไปนี้ไปที่บ้านหรือ ไปที่ไหนก็ตาม ถ้าไม่ใช่เวลานอนแล้วก็ขอให้บังคับ ไม่ให้ มันมี ถีนะมิทธะ คือง่วงนอน. และถึงแม้เวลานอนเป็น เวลาที่ควรนอน แต่ถ้ามันมีเรื่อง ที่จะต้องทำอะไร มันก็ต้อง ทำได้ ต้องไม่ง่วงนอน ; คือให้มันเป็นได้ทั้งที่ว่าจะทำ หรือจะไม่ทำ. อาตมานี่ถ้าว่า ไม่มีธุระอะไร ก็นอนเหมือนกัน ขอสารภาพว่าตั้งแต่อายุมันมากเข้านี้ ตอนบ่ายมักจะนอน เหมือนกัน. แต่พอมันมีเรื่องต้องทำ เช่นไปบวชนาค ตั้งแต่เที่ยงจนเย็นนี้ มันก็ไม่นอน มันก็ทำได้ แล้วก็ไม่เสียหาย อะไร. นี้เรียกว่าเราจะต้องทำได้ตามต้องการทุกอย่าง. ในเรื่องเกี่ยวกับ ถีนะมิทธะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับการศึกษาธรรมะ เกิดปัญหาขึ้นมาเมื่อไร ต้องศึกษา ได้เมื่อนั้น ; เดี๋ยวนี้พระเณรมันขึ้นอน มันก็นอนเสียมากกว่า

น.15 ๑๑ ที่จะเรียน. แม้เรียนมันก็เรียนอย่างจิตใจที่ซึมเซา เพราะฉะนั้น ส่วนมากมันจึงสอบไล่ตกทั้งนั้น เพราะอุปสรรคเพียงข้อเดียว คือ ถีนะมิทธะ. ฉะนั้นเป็นการถูกต้องอย่างยิ่งที่ว่าจะฝึกฝน แก้ไข ถีนะมิทธะ ด้วยการมีการกระทำเช่นอย่างนี้. คือ เราจะศึกษาหรือพูดจากันในเวลาที่มันชวนง่วงนอน เช่นเดียว กับที่วัดในกรุงเทพฯ ที่อาตมาเคยไปอยู่นั้น ทำวัตรเช้า ในเวลาที่มันชวนง่วงนอนที่สุด, ลงปาฏิโมกข์ในเวลาที่มัน ชวนง่วงนอนที่สุด. ท่านจะมีเจตนาอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่ ท่านทำกันมาอย่างนั้น หลายชั่วท่านเจ้าอาวาสแล้ว บอก ไม่ถูก ; อาตมาเห็นว่าดี. ดังนั้น เดี๋ยวนี้ก็ขอให้ถือว่าดี ที่มานั่งต่อสู้กับถีนะมิทธะ เพื่อจะพัง. นี้ดูจะเป็นเรื่องนอก เรื่องมากไปแล้ว เป็นเรื่องส่วนตัวด้วย ; แต่ว่ามันเป็นเรื่อง ส่วนตัวที่เกี่ยวเนื่องกันกับท่านทั้งหลาย คือท่านทั้งหลายจะต้อง เอาชนะความรู้สึก มึนชา ซึมเซา ง่วงเหงาหาวนอน นี้ให้ได้. ถ้าไม่อย่างนั้นไม่มีทางที่จะเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ เพราะธรรมะนี้ลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เช่นเรื่อง ปฏิจจ- สมุปบาท ที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา. ทีนี้อาตมาจะบรรยาย เรื่องปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็น เรื่องลึกซึ้ง เป็นหัวใจของพุทธศาสนา เพื่อให้ท่านทั้งหลาย

น.16 ๑๒ นอน. ก็คอยดูซิ เพราะเรื่องนี้มันฟังยาก มันเข้าใจยาก คงจะมีคนหลับกันมากกว่าเรื่องอื่น. ดังนั้นขอให้คอยเหลียว ดูกันว่าใครมันจะสับประหงกก่อนใคร. มันเป็นความจำเป็น ที่จะต้องทำอย่างนี้ เอาเรื่องที่ฟังยากและไม่ชวนฟังที่สุดนี้มาพูด ในเวลาที่มันชวนง่วงนอนที่สุดเหมือนกัน. เอาละทีนี้ก็จะได้วกไปพูดเรื่องที่เป็นเรื่องเป็นราวกัน เสียที. การบรรยายตลอดปี ปีนี้ จะพูดถึงเรื่อง หัวใจของ พระพุทธศาสนาโดยแท้จริง ยิ่งขึ้นไปกว่าทุก ๆ ปี จะพูดถึง เรื่องที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาโดยแท้จริงยิ่ง ๆขึ้นไปกว่าที่พูด มาแล้วทุก ๆ ปี. อะไรเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ที่จะพูดกันตลอดปีนี้? ก็คือสิ่งที่ท่านทั้งหลายฟังไม่รู้เรื่องว่าอะไร ที่พระท่านสวดว่า อิทัปปัจจยตา. อิทัปปัจจยตานี้ นี้คือหัวใจของพุทธศาสนา ที่แท้จริงยิ่งกว่าที่พูดมาแล้วแต่ปีก่อน ๆ. ในสูตรที่เป็นที่มา ที่สวดไปเมื่อตะกี้นี้ ในขนาด ๒ หน้ากระดาษครึ่งเท่านั้นแหละ ; พระไตรปิฎกนั้น ๒ หน้ากระดาษครึ่งเท่านั้น ซึ่งเป็นสูตรที่ ๑๐ ของวรรค ชื่อว่า อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ แห่งคัมภีร์ สังยุตฺตนิกาย สูตรนี้เป็นสูตรที่ ๑๐ มีอยู่ราว ๒ หน้ากระดาษ ครึ่ง. ชั่ว ๒ หน้ากระดาษครึ่งนี้ เอ่ยถึงคำว่า อิทัปปัจจยตา

น.17 ๑๓ ถึง ๒๒ หน ขอให้ฟังดูให้ดี. ที่พระสวดเมื่อตะก็มีคำว่า "อิทัปปัจจยตา" ถึง ๒๒ ครั้ง, มีคำว่า ธัมมนิยามตา, ธัมมัฏฐิตตา, อย่างละ ๑๑ ครั้ง ; มีคำว่า ตถตา อวิตถตา อนัญญฺถตา อย่างละ ๑๑ ครั้ง. คำเหล่านี้ที่ออกชื่อว่า ตา ๆ ๆ นี้คือหัวใจของพุทธศาสนาถึงที่สุดอย่างยิ่งที่แท้จริง. แต่ว่า ท่านทั้งหลายไม่เคยได้ยิน ; จะไปโทษใครก็ไม่ได้ จะไปโทษ บรรพบุรุษครูบาอาจารย์ แต่กาลก่อน ว่าทำไมไม่เอามาให้ ได้ยินได้ฟัง ก็โทษไม่ได้ ไม่มีเหตุผลจะไปโทษท่าน ยกเลิกกัน ดีกว่า ; เอาเพียงแต่ว่า เดี๋ยวนี้เราไม่เคยได้ยินคำที่สำคัญที่สุด คือคำว่า "อิทัปปัจจยตา" ที่เป็นหัวใจอย่างยิ่งของพุทธศาสนา. ในบรรดาสิ่งที่ลึกซึ้งเห็นยาก ชื่อว่า ทฺฺทสํ ; ทุทฺทสํ โข ภิกฺขเว ฐานํ - ฐานะที่เห็นได้ยากอย่างยิ่ง ก็คือ อิทัปปัจจยา ในปฏิจจสมุปปาโท นี้อย่างหนึ่ง ; แล้วก็คือ สพฺพสงฺขาร สมโถ, สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ คือนิพพาน นี้อีกอย่างหนึ่ง ; เป็น ๒ อย่าง เท่านั้น. เรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เองว่า เห็นยากที่สุด เข้าใจยากที่สุด ทฺฺทฺทสํ นี่. ทฺทฺทสํ เห็นยากที่สุดจนไม่อยากจะ สอนใคร ตรัสรู้แล้วไม่อยากจะสอนใคร. เรื่องที่เห็นยากที่สุดนี้ มี ๒ เรื่องเท่านั้น คือเรื่องปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายเกิดทุกข์

น.18 ๑๔ แล้วก็เรื่องนิพพาน ฝ่ายดับทุกข์ ; แต่ทั้งสองเรื่องนี้ มันเป็น เรื่องเดียวกัน. นี้ขอให้ช่วยจำไว้หน่อยว่า ในพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท เรา ไม่ใช่ฝ่ายมหายาน สูตรเพียง ๒ หน้ากระดาษครึ่ง มีคำว่า อิทัปปัจจยตา ในสูตรนั้นถึง ๒๒ ครั้ง, แล้วมีคำว่า ตถตา, ตถตา นี่ ในสูตรนั้น มีถึง ๑๑ ครั้ง. แต่ว่า ตถตาที่เรียกชื่อ อย่างอื่น ไม่ได้เรียกชื่อในคำนี้ มีทั่วไปในพระไตรปิฎก. ฝ่ายมหายาน หรือฝ่ายพวกจีนเขาเอาไปพูดกันมาก คำว่า ตถตา. ฝรั่งก็สนใจมาก คำว่า ตถตา ไปเรียกว่า ค วามเป็น อย่างนั้น ตามพระบาลีเดิม. ตถตา แปลว่าความเป็น อย่างนั้น ความไม่เป็นอย่างอื่น. ภาษาฝรั่งแปลเป็นคำสั้น ๆ ว่า Suchness ความเป็นอย่างนั้น. ภาษาจีนเรียกว่า ยู่สี. ยู่สี แปลว่าความเป็นอย่างนั้น. ยู่ไล้ คือพระตถาคต ยู่สีคือ ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น. แล้วไปอธิบายกันมากมาย หลาย ๆ แขนง มากมายทีเดียว ซึ่งพุทธบริษัทไทยเราไม่เคย ได้ยินด้วยซ้ำไป คำว่า ตถตา ; นี่หัวใจของพุทธศาสนา ที่จะพูดกันในวันนี้. ทีนี้ขอให้ตั้งใจฟัง ว่าในวันนี้จะไม่พูดอะไร จะพูด แต่สิ่งที่เรียกว่า หัวใจอันแท้จริงของพุทธศาสนา แต่ในนาม

น.19 ๑๕ ที่เรียกว่า "อิทัปปัจจยตา" ที่แสดงความหมายลึกซึ้ง และ สำคัญที่สุด. เมื่อพูดถึงหัวใจพุทธศาสนา ผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย ก็จะนึกถึงว่า สพฺพปาปฺสฺส อกรณํ กุสลสสูปสมุปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสน์ ว่านี้เป็นหัวใจของ พุทธศาสนา. แม้นี้จะเป็นพุทธภาษิต ก็ไม่ได้มุ่งหมายจะ แสดงถึงหัวใจที่สุด แต่แสดงหลักกว้าง ๆ เพราะฉะนั้นท่าน จึงตรัสว่า เอตํ พุทฺธานสาสน์ นี้เป็นคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ ทั้งหลาย ท่านผู้รู้ไหนก็ได้ ไม่ใช่เฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. แต่ถือเป็นหลักที่ท่านกล่าวได้ว่า ท่านผู้รู้ทั้งหลายจะสอน ๓ อย่างนี้ สพฺพปาปฺสฺส -อกรณํ - อย่าทำบาปทำชั่ว ; กุสลสฺสูปสมุปทา - ทำแต่กุศล ความดีให้ถึงพร้อม ; สจิตฺต ปริโยทปนํ - ทำจิตให้บริสุทธิ์ ; ๓ ข้อนี้เป็นคำสอน เป็น วิธีสอน เป็นการสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลาย. เราอย่าไป ตระครุบเอาว่า นี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนาให้มันมากนัก เพราะยังเป็นคำ ที่ยังกว้างมาก. เราก็รู้ได้ทันทีว่า สอน ไม่ให้ทำบาปนี้ ศาสนาไหนมันก็สอน, สอนให้ทำดี ศาสนา ไหนมันก็สอน, สอนให้ทำจิตบริสุทธิ์ ศาสนาไหนก็สอน, อย่าไปโง่ ; หากแต่ว่าวิธีทำจิตให้บริสุทธิ์นั้น มันหลายอย่าง

น.20 ๑๖ วิธีของเขาก็มี วิธีของศาสนาอื่นเขาทำจิตให้บริสุทธิ์โดยวิธีอื่น ; ในพุทธศาสนาเรานี้มีวิธีทำจิตให้บริสุทธิ์ ตามศาสนาของเรา. ถ้าทำจิตให้บริสุทธิ์ได้ตามวิธีของพุทธศาสนาเรา ต้องทำจิต ให้แจ่มแจ้งใน อิทัปปัจจยตา มันจึงจะบริสุทธิ์จากกิเลสได้. ทีนี้บางคนจะเถียงว่า หัวใจพุทธศาสนานั้นคือ อริยสัจจ์ ๔. นี้ทุกคนก็แทบจะได้ยินมาแล้ว ว่าหัวใจ พุทธศาสนา คืออริยสัจจ์ ๔ นี้ก็จริง และถูกที่สุดแต่มันยังพร่า มันยังตั้ง ๔ อย่าง จะเรียกว่าหัวใจมีตั้ง ๔ หัวอย่างไรได้ ; หรือว่า ๔ อย่างรวมกัน มันก็ยังมากเป็น ๑ หัว. เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความไม่มีทุกข์ เรื่องทางให้ถึง ความไม่มีทุกข์ เรียกอริยสัจจ์ ๔ นี้เป็นหัวใจ. ทีนี้อย่าลืมว่า ทุกข์นั้นก็เป็น อิทัปปัจจยตา, เหตุให้เกิดทุกข์นั้นก็เป็น อิทัปปัจจยตา, ความดับแห่งทุกข์ก็เป็น อิทัปปัจจยตา, หนทางให้ถึงความดับแห่งทุกข์ก็เป็น อิทัปปัจจยตา ; ฉะนั้น อริยสัจจ์ ๔ นั้น ก็คือ อิทัปปัจจยตา. อีกชื่อหนึ่ง ก็เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท มีอยู่สูตรหนึ่งในอังคุตรนิกาย พระพุทธเจ้า ตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจะแสดงอริยสัจจ์ ๔ แก่พวกเธอ จงตั้งใจฟังให้ดี -- - " แล้วพระพุทธเจ้าก็แสดง ปฏิจจสมุปบาท แสดงความทุกข์ คือเกิด แก่ เจ็บ ตาย ฯลฯ

น.21 ๑๗ ตามอย่างในที่ทั่ว ๆ ไปก็แสดงอย่างนั้น. พอถึงทุกขสมุทัย ท่าน ก็ขึ้นว่า อวิชชา ปัจจยา สังขารา ; สังขาระปัจจยา วิญญาณัง ฯลฯ จนเกิดทุกข์ , ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิดทุกข์นั่นแหละ คือทุกขสมุทัย. พอถึงทุกขนิโรธ ก็ว่า อวิชชายะ ตเววะ อเสสะวิราคนิโรโธ, สังขารนิโรธา ฯลฯ เรื่อยไปจนเป็น ความดับทุกข์ คือปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวาร. นี่ดูซิ อริยสัจจ์ ๔ ที่เต็มรูป ที่เต็มเปี่ยม เต็มที่นั้น คงแสดงด้วย ปฏิจจสมุปบาท ; ไม่ใช่แสดงสั้น ๆ ลุ่น ๆ เหมือนที่เราได้ยิน ได้ฟังกันโดยมาก นั่นเรียกว่าอริยสัจจ์ย่อหรือ อริยสัจจ์ธรรมดา ถ้าอริยสัจจ์สมบูรณ์แบบ คือเต็มที่แล้ว ทุกขสมุทัยต้องแสดง ด้วย ปฏิจจสมุปบาทฝ่าย สมุทยวาร, แล้วทุกขนิโรธ ต้องแสดงด้วยปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร. ฉะนั้นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ก็คือเรื่องอริยสัจจ์, เรื่องอริยสัจจ์อันสมบูรณ์ แบบก็คือ เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท. และเรื่องปฏิจจสมุปบาท นั่นแหละคือเรื่อง อิทัปปัจจยตา. ทีนี้เราก็เปรียบเทียบกันดูซิว่า มันเป็นหัวใจอย่างไร เป็นหัวใจมากน้อยกว่ากันอย่างไร ? ถ้าไปพูดถึงเรื่องว่าอย่า ทำบาป ก็มีเรื่องมาก, ทำแต่บุญ ก็มีเรื่องมาก, ทำจิต ให้สะอาดบริสุทธิ์ ก็ยังมีวิธีมาก มีเรื่องมาก. ทีนี้พูดว่า

น.22 ๑๘ ให้รู้จักอิทัปปัจจยตา คือเห็นว่า เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น. นี่เป็นหัวใจกว่า ; เพราะว่าถ้ารู้อันนี้แล้ว มันมีความรู้สึกที่เป็นไปเอง ในตัวมันเอง มันทำบาปไม่ได้. ถ้าคนเห็น อิทัปปัจจยตา แล้วทำบาปไม่ได้, ทำบุญก็เป็น บุญอยู่ในตัวโดยไม่ต้องทำ, และจิตบริสุทธิ์อยู่ในตัวมันเอง เมื่อเห็น อิทัปปัจจยตา. ที่นี้จะดูกันอีกทีหนึ่งก็ว่า ไอ้บาปนี้คือตัว อิทัป- ปัจจยตา ในฝ่ายบาป, ฉะนั้นการทำบาป ก็คืออิทัปปัจจยตา ; ไอ้บุญกุศลก็เป็น อิทัปปัจจยตา ในฝ่ายบุญ, ฉะนั้นการ ทำบุญ ทำกุศล ก็เป็น อิทัปปัจจยตา ; การทำจิตให้ดีขึ้น ๆ ๆ จนเกิดปรากฏเป็นความดับทุกข์ นี้ก็เป็น อิทัปปัจจยตา. ฉะนั้นในโอวาทปาฏิโมกข์ ๓ ข้อนั้นก็ดี ในอริยสัจจ์ก็ดี หัวใจ ของมันนั้น คืออิทัปปัจจยตา. แทนที่จะพูดถึง ๔ บรรทัด ยาว ๆ พูดคำสั้น ๆ คำเดียวว่า "อิทัปปัจจยตา". ถ้าไม่อย่างนั้น เราจะต้องพูดยาว ว่าทุกข์, ว่าเหตุให้เกิดทุกข์, ว่าความ ดับแห่งทุกข์ ; ว่าทางถึงความดับแห่งทุกข์, นี่ต้องพูดถึง อย่างนี้ ; กับพูดว่า "อิทัปปัจจยตา" คำเดียวนี้ เป็นหัวใจกว่า. หรือจะพูดว่า ไม่ทำบาป ทำแต่บุญ ทำจิตให้บริสุทธิ์ นี้ มันก็สู้พูดคำเดียวไม่ได้.

น.23 ๑๙ ทีนี้ถ้าจะพูดเป็นรายละเอียดของปฏิจจสมุปบาท ต้อง พูดถึง ๑๑-๑๒ ครั้ง อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ อายตนะเป็นปัจจัยให้เกิด ผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิด ตัณหา ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน อุปาทานเป็นปัจจัย ให้เกิดภพ ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ ; ชาติเป็นปัจจัยให้เกิด ชรา มรณะ คือความทุกข์ ตั้ง ๑๑ ชั้น ๑๑ ประโยค. ทั้ง ๑๑ ประโยคนี้ สรุปเป็นคำพูดสั้น ๆ เพียงคำเดียวว่า "อิทัปปัจจยตา". พระพุทธเจ้าจะตรัสอย่างนี้. พอตรัสว่า อิทัปปัจจยตา แล้ว ปฏิจจสมุปปาโท ก็ติดขึ้นมาเลย, หรือ พูดว่า ปฏิจจสมุปปาโท แล้ว อิทัปปัจจยตา ก็ติดขึ้นมาเลย เป็นไวพจน์ เป็น symnonym ของกันและกัน ใช้แทนกันได้. ฉะนั้นเราอุตส่าห์สวดปฏิจจสมุปบาทกินเวลาตั้งนานนั้น มัน สรุปได้ในคำสั้นๆ เพียงว่า อิทัปปัจจยตา ซึ่งตามตัวหนังสือ แปลว่า เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น. นี่คือกฎวิทยาศาสตร์ในสากลจักรวาลของ cosmos, ของ logos, ไม่ยกเว้นที่ไหน จะมีความหมายของคำว่า อิทัป ปัจจยตานี้ เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น ;

น.24 ๒๐ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นี้คือ ธรรมธาตุ ธรรมธา-ตุ. ธรรมะ แปลว่า ธรรมดา, ธา-ตุ แปลว่า ธาตุ, ธรรมธาตุ ธรรม ธา-ตุ เป็นธาตุแห่งธรรม คือ อิทัปปัจจยตา. นี้ถ้าพูดว่า อิทัปปัจจยตามันยาวนัก หลายพยางค์นัก ย่นอีก มันจะเหลือเพียง ๓ พยางค์ว่า ตถตา ; ตถตา แปลว่า ความเป็นอย่างนั้น ก็คือ อิทัปปัจจยตา ที่หลายพยางค์ยืดยาว นั้นแหละ : ที่ยืดยาวว่า เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น. ๒ ประโยคน้อย ๆ นี้เอามารวมกันเข้าเป็นวลีเดียว เป็นคำพูดคำเดียวว่า ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น. แล้วก็มีคำ กำกับหรือว่าคำแทนกันได้ว่า อวิตถตา คือ ค วามไม่ผิดไป จากความเป็นอย่างนั้น ; และว่า อนัญญฺตา คือ ความ ไม่เป็นไปอย่างอื่น : นั่นแหละคือ อิทัปปัจจยตา. ดังนั้น พวกจีนเขาจึงเลือกเอาคำที่สั้นที่สุดคือ ตถตา นี้ไปใช้กัน มากที่สุดทางฝ่ายมหายาน. แล้วยิ่งเป็นภาษาจีนก็เหลือเพียง ๒ พยางค์ว่า "ยู่สี" ยังลดได้อีกพยางค์หนึ่ง. ภาษาบาลีมันมี ถึง ๓ พยางค์ว่า ตถตา. นี้ก็ดูให้ดี : อิทัปปัจจยตา แปลว่า เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น. ขอให้เห็นใจพระพุทธเจ้าหรือผู้กล่าวบ้าง ในการที่ จะกล่าวสรุปอะไรให้เหลือเป็นคำสั้น ๆ นั้น มันก็ต้องเว้นคำ

น.25 ๒๑ บางคำ ซึ่งมันอาจจะฝากรวมไว้กับคำที่เหลืออยู่ เช่นว่า อิทะ แปลว่า นี้; ปัจจยตา แปลว่า ความเป็นปัจจัย ; อิทัป- ปัจจยตา แปลว่า ความที่มีนี้เป็นปัจจัย. "เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น" เข้าใจเสียก่อนซิว่า เมื่อมี สิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัยแล้ว สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น ; เหลียวไปทางไหน ให้รอบ ๆ ๆ ทั่วโลก ทั่วจักรวาล ทั่วสากลจักรวาล หรือว่า จนหมดอะไร ๆ ที่มันมีอยู่ มันจะพบแต่ว่า "เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็น ปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น" เพราะฉะนั้นจึงถือว่าอาการอย่างนี้ คืออาการที่สำคัญที่สุด ; คือไม่เป็นอย่างอื่น จะเป็นแต่อย่างนี้ จะไม่เป็นอย่างอื่น. นี้เราก็เลือกเอาแต่คำสั้น ๆ คือว่าจะเป็น แต่อย่างนี้ จะเป็นแต่อย่างนี้ คือ ตถตา. เขาก็เลยใช้คำนี้ แทนคำว่า อิทัปปัจจยตา มันจะได้สั้นเข้า เหลียวไปทางไหน ก็มีแต่ ตถตา ; ก้อนหินนี้ก็เป็นตถตา คนนี้ก็เป็นตถตา ต้นไม้ก็เป็นตถตา นี้พูดถึงวัตถุล้วน ๆ. คือมันเป็นอย่างนั้น คือมันเป็นอย่างที่มันเป็น, มันไม่เป็นอย่างอื่นจากที่มันเป็น มันเป็นอย่างนั้นก็คือว่าเพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น. เพราะมันมีอะไรอยู่ประเภทหนึ่งเป็นปัจจัย ก้อนหินก้อนนี้จึงเกิดขึ้น และมาตั้งอยู่ที่นี่ ; ฉะนั้นก้อนหิน ก้อนนี้จึงเป็น อิทัปปัจจยตา เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น. ทีนี้คำประโยคยาวนี้มันย่อให้สั้นลงมาได้ว่า

น.26 ๒๒ มันมีความเป็นอย่างนั้นเอง : จึงว่าก้อนหินนี่เป็นอะไร ? เป็น อย่างนั้นเอง. ก้อนหินนี้จึงเป็น ตถตา นี่คือสิ่งที่ไม่มีชีวิต ที่เราถือว่าไม่มีชีวิต มันก็เป็น ตถตา ไปตามแบบของสิ่งที่มัน ไม่มีชีวิต เพราะมันมีปัจจัยสร้างขึ้นมา. ชี้ไปถึงต้นไม้ก็ อย่างเดียวกัน ต้นไม้ก็เป็น ตถตา เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น ปรากฏอยู่เป็นต้นไม้. และจะเป็นสัตว์ เช่นสุนัขและแมวก็เหมือนกันอีก เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น. ที่นี้มาถึงคนก็อย่างเดียวกันอีก. ทีนี้ มาถึงความคิดนึกความรู้สึก ในหัวใจอย่างคน ในหัวใจของคน ก็เป็นอย่างเดียวกันอีก เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ คือ ความคิดนึกอย่างนี้มันจึงเกิดขึ้น. มันมีปัจจัยอย่างนี้ ๆ มันเกิด อย่างนี้ ๆ เพราะปัจจัยอย่างนี้ ๆ มันจึงเกิดอย่างนี้ ๆ. เมื่อมี ปัจจัยสำหรับจะเป็นทุกข์ มันก็เกิดทุกข์ ; เมื่อมีปัจจัยสำหรับ จะดับทุกข์ มันก็ดับทุกข์ มันก็ไม่มีทุกข์. เพราะฉะนั้น ปฏิจจสมุปบาททั้งฝ่ายทุกข์ และฝ่ายดับทุกข์ก็เป็น อิทัปปัจจยตา จึงไม่มีอะไรที่ไม่เป็น อิทัปปัจจยตา จะเล็งไปในทางไหน ก็เป็นอิทัปปัจจยตา : ความรู้สึกคิดนึกหรือว่าการกระทำการ เคลื่อนไหวอะไรของใครก็เป็น อิทัปปัจจยตา. เหมือนอย่างว่า ท่านทั้งหลายมาที่นี่ ความรู้สึกที่มา ที่นี่นั้นเป็น อิทัปปัจจยตา เพราะมันมีอะไรกระตุ้น เตือน

น.27 ๒๓ แหย่อะไรต่าง ๆ ให้อยากมาที่นี่. ความอยากมาที่นี่ เป็น อิทัปปัจจยตาอันหนึ่ง และท่านก็มาที่นี่ แล้วก็ต้องเดินมา ขึ้น รถไฟมา อะไรมา มันก็มีเหตุมีปัจจัยที่ทำให้เดินมา ขึ้นรถไฟมา อาการอย่างนั้นก็เรียกว่า อิทัปปัจจยตา. ทีนี้มาเกิดฟัง รู้ธรรมะ เข้าใจธรรมะที่พูด รู้ธรรมะนี้ การรู้ธรรมะนี้ก็เป็น อิทัปปัจจยตา เพราะมันมีปัจจัยแห่งการรู้ธรรมะ มีปัจจัยที่จะ ให้รู้ธรรมะ มีความฉลาดบ้าง มีอะไรบ้าง มันจึงรู้ธรรมะ. เพราะฉะนั้นความรู้ธรรมะนั้นก็เป็น อิทัปปัจจยตา คือความ ที่เมื่อสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น. เดี๋ยวนี้เรา มีความรู้ธรรมะเกิดขึ้น ก็เพราะมันมีปัจจัยของการที่จะให้รู้ ธรรมะ. ที่นี้มีศรัทธา มีศรัทธาอยากจะปฏิบัติธรรมะขึ้นมา ตัวศรัทธานี้ก็เป็น อิทัปปัจจยตา. มันเกิดมาจากปัญญา ความรู้เห็น ว่าธรรมะนี้ดี. การที่ท่านมีศรัทธาในพระพุทธ ศรัทธาในพระธรรม พระสงฆ์ มันก็เป็น อิทัปปัจจยตา. ทีนี้พยายามพากเพียรอย่างยิ่งที่จะปฏิบัติธรรม ความพยายาม นั้นมันก็เป็น อิทัปปัจจยตา มันเป็นผลของเหตุปัจจัยอันใด อันหนึ่ง มันจึงเกิดความเพียรพยายามที่จะปฏิบัติธรรม. นี้ถ้า ปฏิบัติได้ สามารถปฏิบัติได้ ความสามารถปฏิบัติได้ นี้ก็เป็น อิทัปปัจจยตา คือมันมีปัจจัยเพียงพอที่จะทำให้ปฏิบัติธรรมะได้.

น.28 ๒๔ ทีนี้ทำได้สำเร็จ ความสำเร็จนั้นก็เป็น อิทัปปัจจยตา เพราะ มันมีปัจจัยแห่งความสำเร็จ นี้ขอให้ดูให้ดีว่าไม่มีอะไรที่มันไม่ใช่ อิทัปปัจจยตา. ขออภัย พูดกันตรง ๆ หน่อยว่า ความที่มนุษย์ สัตว์ ต้องมี เพศผู้ เพศเมีย จะต้องสืบพันธุ์ ; ความจำเป็นที่จะต้อง สืบพันธุ์นั้น ก็เป็น อิทัปปัจจยตา ; ถ้าไม่อย่างนั้น มัน หายไปหมดแล้ว มันไม่มีสัตว์ ไม่มีคนเหลืออยู่ที่นี่. มันมี ความจำเป็นอะไรอันหนึ่ง โดยเป็นธรรมชาติ หรือโดยกฎ ของธรรมชาติอะไรก็ตาม. ความจำเป็นที่สิ่งที่มีชีวิตจะต้อง สืบพันธุ์ สัตว์เซลล์หนึ่งก็ต้องสืบพันธุ์ สัตว์หลายเซลล์ก็ สืบพันธุ์ สัตว์แมลงก็สืบพันธุ์ สัตว์มีกระดูกสันหลังก็สืบพันธุ์ กระทั่งคนก็สืบพันธุ์ ; ความต้องสืบพันธุ์ ความจำเป็น ที่ต้องสืบพันธุ์นี้ก็เป็น อิทัปปัจจยตา. แต่ว่ามันมีปัจจัยที่ ลึกซึ้งมาก ที่เอามาอธิบายยาก แต่แล้วก็ไม่ต้องกลัว มันเป็น ปัจจัยอันหนึ่งซึ่งลึกซึ้งมาก ที่ทำให้สัตว์ที่มีชีวิตต้องสืบพันธุ์. ทีนี้มันก็เกิดความอยากที่จะสืบพันธุ์ขึ้นมาในสัตว์ที่มีชีวิต เมื่อ มันถึงกำหนด ถึงอายุ. นี่ความอยากสืบพันธุ์นี้ก็เป็น อิทัป- ปัจจยตา ที่รุนแรงขึ้น. ที่นี้เมื่อมีการสืบพันธุ์ การสืบพันธุ์ โดยความหมายก็ดี โดยการกระทำก็ดีนั้น ก็เป็นอิทัปปัจจยตา.

น.29 ๒๕ มันมีปัจจัยที่ทำให้ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องทำอย่างนั้น. ทีนี้ การตั้งครรภ์ มีท้อง มีครรภ์ มันก็เป็น อิทัปปัจจยตา ที่ชัด มากขึ้นอีก. การคลอดลูกออกมา มันก็ยิ่งเป็น อิทัปปัจจยตา มากขึ้นไปอีก. ความเจริญเติบโตจนมาเป็นพวกเราที่มานั่งอยู่ ที่นี่ก็ยิ่งเป็น อิทัปปัจจยตา ; ยิ่งเป็น อิทัปปัจจยตา หลายซับ หลายซ้อน : อยากมาที่นี่ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง, แล้วก็มาได้ ด้วยเหตุปัจจัยอย่างนั้นอย่างนี้ มันยิ่งเป็นอิทัปปัจจยตา ซ้อนกัน หลาย ๆ ชั้น เราจึงได้มานั่งพูดกันอยู่ที่นี่. ขอให้ดูความเป็น อิทัปปัจจยตานี่ ว่าเป็นอย่างนี้ มันอยู่ในสิ่งทุกสิ่งทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต. แต่เนื่องจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่มีความรู้สึกนั้น มันไม่มีความทุกข์ ฉะนั้นอย่าไปพูดถึง มันไม่มีปัญญา มันไม่ใช่ ปัญหา ; มันจะต้องพูดถึงแต่สิ่งที่มีชีวิต มีความรู้สึกที่จะ เป็นทุกข์. ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า "เรื่อง อริยสัจจ์นี้ ฉันพูดเฉพาะผู้ที่มีเวทนา" นี้จะเคยได้ยินหรือ ไม่เคยได้ยินก็ตามใจ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนั้นว่าเรื่อง อริยสัจจ์ ๔ นี้ฉันพูดสำหรับผู้ที่มีเวทนา คือมีความรู้สึก. ถ้ามันหมดความรู้สึกไม่มีเวทนา หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีเวทนา มันก็ไม่เกี่ยวแก่เรื่องอริยสัจจ์ เพราะเรื่องอริยสัจจ์ นี่พูด สำหรับคนที่มีความรู้สึก และเป็นทุกข์ หรือต้องการจะดับ

น.30 ๒๖ ทุกข์. แต่คำว่า อิทัปปัจจยตา มันกว้างไปกว่านั้น มันแสดง ความหมาย แม้ว่าสิ่งนี้ไม่มีชีวิตไม่มีความรู้สึก มันก็มีกฎแห่ง อิทัปปัจจยตา อยู่ในนั้น. เหมือนว่าก้อนหินก้อนนี้มาตั้งอยู่ ได้ที่นี่ มันมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง คือมันใช้เวลากี่ล้าน ๆ ปี จึงเป็นก้อนหินขึ้นมา แล้วกี่ล้าน ๆ ปี กี่ร้อยล้านปี มันก็จะ สลายกลายเป็นอันอื่นไป. อย่างก้อนหินทรายนี้มันก็คงหลาย หมื่นล้านปี มันจึงจะเป็นหินทรายอย่างนี้ขึ้นมาได้ ; แล้ว วันหนึ่งมันก็จะสลายกลับไปเป็นธาตุตามนั้นของมัน. นี้เรียกว่า สิ่งที่ไม่มีชีวิตก็เป็น อิทัปปัจจยตา มีชีวิตก็เป็น อิทัปปัจจยตา ความคิดนึกของสิ่งที่มีชีวิตก็เป็น อิทัปปัจจยตา. ส่วนใหญ่ ทั้งหมดรวมทั้งตัวเรานี้เป็น อิทัปปัจจยตา. ทีนี้แม้ส่วนย่อย แบ่งออกเป็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ แต่ละอย่าง ๆ ก็เป็น อิทัปปัจจยตา ตามแบบของมัน : ของ ผม ขน เล็บ พัน หนัง ฯลฯ หรือจะแบ่งเป็น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แต่ละธาตุ มันก็เป็น อิทัปปัจจยตา ตามแบบของมัน คือมัน ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเกิดมาอย่างนั้น : เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย ผมจึงเกิดขึ้น, เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย ขนจึง เกิดขึ้น, เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย เล็บ หนัง พัน จึง เกิดขึ้น ๆ ; อันนี้ส่วนร่างกาย. พอมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย เวทนา

น.31 ๒๗ ความรู้สึกทางกายจึงเกิดขึ้น ทีนี้สัญญาเกิดขึ้น สังขารเกิดขึ้น วิญญาณเกิดขึ้น อะไรเกิดขึ้น. จะว่าให้มันย่อยลงไปอีก เช่นว่าในเนื้อนี้มันก็มีเลือด มีอะไรทุกอย่างแล้ว ถ้าว่าจะแยก เป็นโมลิคิว เป็นอะตอม เป็นอีเล็คตรอน โปรตอน อะไร ก็ตาม ทุกชิ้นยิ่งแยกไปเท่าไร ก็ยิ่งมีความเป็น อิทัปปัจจยตา. เพราะฉะนั้นกระทั่งว่า ความที่มันว่าง มันก็อยู่ในกฎเกณฑ์ ของ อิทัปปัจจยตา คือมันมีปัจจัยแห่งการเกิดขึ้น ความวุ่น ก็ไม่มี มันก็เป็นความว่าง. ฉะนั้น ความไม่มี มันก็เป็น อิทัปปัจจยตา, ความมี มันก็เป็น อิทัปปัจจยตา ไปแบบหนึ่ง ; มันมีเหตุมีปัจจัยสำหรับ ความมี, มีเหตุมีปัจจัยสำหรับ ความไม่มี. ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ฉลาดอีก ท่านจึงไม่พูดว่า มี ไม่พูดว่า ไม่มี ; ท่านพูดเสียว่า อิทัปปัจจยตา. ถ้าใคร มาเสนอว่า โลกนี้มี ท่านก็จะพูดว่า นี่ ถ้าพูดอย่างอาตมาพูด ก็พูดหยาบ ๆ ว่า "ไอ้บ้า" ; ถ้ามาเสนอว่าโลกนี้ไม่มี ก็จะว่า "ไอ้บ้า" ; นี่อาตมาเป็นคนพูดหยาบ. แต่พระพุทธเจ้า ท่านสุภาพ ท่านไม่พูดหยาบ ท่านพูดว่า ไม่ใช่ - ไม่ใช่ มันเป็น อิทัปปัจจยตา อย่าพูดว่า มี อย่าพูดว่า ไม่มี. ฉะนั้น เราจึงจับหลักได้ทันที ว่าทุก ๆ อย่างมีความ หมายอยู่ที่ อิทัปปัจจยตา. ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกฎ

น.32 ๒๘ ของ อิทัปปัจจยตา. ถ้าไม่อยากเรียกให้หลายคำนักก็เรียกว่า ตถตา ทุกอย่างเป็น ตถตา. ถ้าใครรู้จัก ตถตา ก็คือรู้จัก ทุกอย่าง. ดังนั้นนอกจากจะต้องรู้จักตัวมันทุกอย่างแล้ว จะต้องรู้จักกฎเกณฑ์ของมันด้วย. กฎเกณฑ์ก็เป็นอิทัป- ปัจจยตา. เดี๋ยวก่อนจะพูดเสียให้หมดเลย ว่าความที่สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงมีขึ้นมานี้ มันก็เป็น อิทัปปัจจยตา นั่นมี นี่มี นี่เราพูดอย่างนี้เราโง่. หากเป็นพระพุทธเจ้าท่านไม่ตรัสว่ามี ท่านตรัสว่า อิทัปปัจจยตา เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้นหรือปรากฏอยู่. ฉะนั้นการที่มีสิ่งนี้ขึ้น มันก็เป็น อิทัปปัจจยตา. ทีนี้ความที่สิ่งทั้งหลายต้องมีกฎ ความที่สิ่ง ทั้งปวงต้องมีกฎ มีเกณฑ์ ก็เป็น อิทัปปัจจยตา. ทีนี้ ตัวกฎเกณฑ์นั้นก็เป็น อิทัปปัจจยตา แต่ตอนนี้กินเวลามาก ที่จะพูดให้ฟังได้ว่า แม้ตัวกฎเกณฑ์นั้น ก็เป็น อิทัปปัจจยตา อย่างน้อยก็เพราะมันมีเหตุปัจจัยอย่างนี้ ๆ กฎนี้จึงเกิดขึ้น กฎ ว่าอย่างนี้จึงเกิดขึ้น : กฎวิทยาศาสตร์ กฎอะไรก็ตาม กฎ ธรรมะ อะไรก็ตาม ที่เป็นกฎ เป็นเกณฑ์ เป็นสัจจธรรมแล้ว มันก็อยู่ในวิสัยแห่ง อิทัปปัจจยตา ด้วยเหมือนกัน ที่นี้การ ที่ทุกสิ่งต้องเป็นไปตามกฎนี้ ก็เป็น อิทัปปัจจยตา ; ตัวกฎ นั้นมันอย่างหนึ่ง, ตัวความที่สิ่งทุกสิ่งจะต้องเป็นไปตามกฎนี้

น.33 ๒๙ มันก็อีกอย่างหนึ่ง ; แต่แล้วมันก็ยังคงเป็น อิทัปปัจจยตา. ทีนี้ความที่มันเป็นไปตามกฎ เป็นไปตามกฎ เป็นไปตามกฎ นี่มันก็เป็น อิทัปปัจจยตา. หรือว่าเมื่อมันเป็นไปถึงที่สุด ที่มันจะเป็นไปได้ ถ้าว่ามี ถ้าว่ามีที่สุด, มันก็ยังคงเป็น อิทัปปัจจยตา ; มันเป็นไปไม่ถึงที่สุดมันก็ยังเป็น อิทัป- ปัจจยตา. มันไปทางนั้นก็ อิทัปปัจจยตา, มันไปทางนี้ ก็เป็น อิทัปปัจจยตา, ไปทางโน้นก็เป็น อิทัปปัจจยตา. เกิดขึ้นก็เป็น อิทัปปัจจยตา, ดับลงก็เป็น อิทัปปัจจยตา. นี้อาตมาแกล้งพูดคำว่า อิทัปปัจจยตา หลายสิบครั้ง หลายร้อยครั้ง ให้มันชินหูของท่านทั้งหลายที่ไม่เคยได้ยินมา แต่กาลก่อน จึงใช้คำว่า อิทัปปัจจยตา ให้ชินหูกันตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันหลัง ๆ ต่อไปจะพูดกันง่าย เป็นคำที่พระพุทธเจ้า ท่านสอน ท่านรักของท่านมาก ก็จะเล่าเรื่องว่าพระพุทธเจ้า ท่านรักของท่านมากอย่างไร คือว่าคราวหนึ่งท่านนั่งเล่น (พูดอย่างนี้ขออภัยประหยัดเวลาหน่อย พูดราชาศัพท์มันลำบาก) ท่านนั่งเล่นอยู่พระองค์เดียว เป็นพระพุทธเจ้าแล้วท่านก็ยัง อยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ ปากของท่านก็พึมพำ ๆ ไป. ถ้าอย่างพวกเรา คนเดี๋ยวนี้ มันก็ร้องเพลงเล่น ผิวปากเล่น เพราะปากมัน อยู่ไม่สุขนี่ มันก็ร้องเพลงลามกอนาจารไปเลยก็มี คนสมัยนี้

น.34 ๓๐ เพราะปากมันอยู่ไม่สุข. ทีนี้วันนั้นพระพุทธเจ้าเมื่อท่าน นั่งอยู่คนเดียวที่นั่น ท่านก็ "ร้องเพลง" เหมือนกัน พึมพำ ๆ อิทัปปัจจยตา คือ อาศัยตากับรูป เกิดจักษุวิญญาณ ธรรม ๓ ประการเรียกว่า ผัสสะ มีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ฯลฯ คือ ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อิทัปปัจจยตา. แล้วท่านแจกในกรณีที่เกิดขึ้นทางตาอย่างนี้จนตลอดสาย แล้ว เกิดขึ้นทางหูอย่างนี้ จนตลอดสาย, ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย จนตลอดสาย ; ท่านร้องเพลงเล่นพระองค์เดียวเรื่อง อิทัป- ปัจจยตา. เพราะฉะนั้นจึงควรจะถือว่า มันเป็นเรื่องสำคัญ เกินกว่าที่จะสำคัญแล้ว. ถ้าไม่สำคัญพระพุทธเจ้าไม่เอามา พึมพำเล่นอยู่พระองค์เดียว. ทีนี้เผอิญคราวหนึ่งภิกษุองค์หนึ่ง แอบมาฟังอยู่ท่านเหลียวไปเห็นเข้า เอ้า ! ดีแล้ว - ดีแล้ว นี่ต้องเล่าเรียน ต้องศึกษา ต้องเรียนธรรมปริยายนี้ คือ อิทัปปัจจยตา. ทำไมมันจึงมีอาการมากถึงขนาดนี้ ? นี่ถ้าพูดหยาบ ๆ อย่างพวกเราเรียกว่า มัน "ขึ้นสมอง" ทำไม อิทัปปัจจยตา มันจึงเต็มอยู่ในจิตใจของพระพุทธเจ้า ! ขอให้ท่านทั้งหลาย คิดดู มันก็เพราะเหตุว่าการที่ท่านสละราชสมบัติออกไปบวช นั้น เพราะว่าอิทัปปัจจยตา มันบังคับ, กฎเกณฑ์ของ

น.35 ๓๑ อิทัปปัจจยตา มันบังคับ, มันเป็นความแก่รอบสุกงอมของ สติปัญญาที่ต้องการจะไปเรื่อย ๆ ๆ ๆ นี้ มันเป็นกฎของ อิทัปปัจจยตา; ท่านจึงทนอยู่ไม่ได้จึงต้องไปบวช. พอท่าน บวชแล้วท่านก็มีปัญหาใหญ่ยิ่งอยู่ว่า ทุกข์นี้เกิดมาจากอะไร ? นี้ถ้าท่านศึกษาให้ดี ท่านจะพบว่าพระพุทธเจ้าออกบวช เที่ยวค้นหา ๆ อยู่ ๖ ปี จนกว่าจะตรัสรู้นั้น มีแต่การค้นหาว่า ความทุกข์นี้เกิดมาจากอะไร ตลอด ๖ ปีนั่นแหละมัน อิทัป- ปัจจยตา. ค้น อิทัปปัจจยตา ด้วยอำนาจการบังคับของ อิทัปปัจจยตา จนกระทั่งพบ อิทัปปัจจยตา ว่าความทุกข์นี้ เกิดมาจากชาติ; แล้วก็ค้นต่อไปอีกว่าชาติเกิดมาจากอะไร ค้น อิทัปปัจจยตา ที่ ๒ ว่าชาติเกิดมาจากอะไร ก็มาจากภพ ; ค้นว่าภพมาจากอะไร ก็มาจากอุปาทาน ; อุปาทาน มาจาก อะไร มันก็ อิทัปปัจจยตา ไปทีละอย่าง ๆๆ เหมือนที่พระ สวดเมื่อตะกี้ : ว่ามันเป็นธรรมธาตุที่มีอยู่ก่อนแล้ว ที่พระ ตถาคตทั้งหลายจะเกิดขึ้นมา หรือจะไม่เกิดขึ้นมาก็ตามใจ ไม่รู้ไม่ชี้หมด ธรรมธาตุอันนี้มีอยู่ก่อนแล้ว. พระพุทธเจ้า จะเกิด ธรรมธาตุนี้ก็เป็นอย่างนี้, พระพุทธเจ้าจะไม่เกิด ธรรมธาตุนี้ก็เป็นอย่างนี้.

น.36 ๓๒ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าผู้ค้นหา อิทัปปัจจยตา จึงได้พบว่า ความทุกข์มาจากชาติ ชาติมาจากภพ ภพมาจาก อุปาทาน อุปาทานมาจากตัณหา ตัณหามาจากเวทนา เวทนามาจากผัสสะ ผัสสะมาจากอายตนะ อายตนะมาจาก นามรูป นามรูปมาจากวิญญาณ วิญญาณมาจากสังขาร สังขาร มาจากอวิชชา ; เลยนั้นไม่ต้องค้น เพราะค้นเท่าไรมันก็พบ แต่อวิชชา. นี่ถ้าพูดเป็นหลักวิชา เป็นทฤษฎี ก็พูดอย่างนี้ นี่คือ อิทัปปัจจยตา แต่ละข้อ ๆ เป็น ปฏิจจสมุปบาท และเป็น อิทัปปัจจยตา ว่าทุกข์มาจากชาติ ชาติมาจากภพ ภพมาจาก อุปาทาน ฯลฯ เหล่านี้เป็น อิทัปปัจจยตา หรือเป็น ปฏิจจ- สมุปบาทก็เรียก อยู่ทุก ๆ ตอน ฉะนั้นมันจึงขึ้นสมองท่าน : เมื่อก่อนแต่ตรัสรู้ คืนที่จะตรัสรู้นั้น เป็นคืนสำคัญที่สุด พิจารณา อิทัปปัจจยตา คือ ปฏิจจสมุปบาท นี้ในปฐมยาม การพิจารณา ปฏิจจสมุปบาท นี้ ในบางคัมภีร์ ก็พูดว่า พิจารณาแต่ฝ่ายสมุทยวาร คือ ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายที่ ให้เกิดทุกข์. อวิชชาให้เกิดสังขาร, สังขารให้เกิดวิญญาณ ฯลฯ นี้เรียกว่า สมุทยวาร. ในปฐมยามพิจารณาแต่ฝ่าย สมุทยวาร. พอสิ้นสุดของปฐมยาม เกิดความรู้แจ้งขึ้นมา วาบหนึ่ง เป็นอุทานออกมาทางปาก เป็นพุทธอุทานคำหนึ่ง

น.37 ๓๓ ที่ว่า "เมื่อใด ธรรมะมาปรากฏแก่พราหมณ์ผู้เพ่งหา ความจริงอยู่ เพราะมารู้ว่าสิ่งทั้งหลายมาแต่เหตุ" นี้ก็เป็น ผลของการพิจารณา ปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา ตลอดปฐมยาม พอตรัสรู้หน่อยหนึ่ง เรียกว่าพุทธอุทานที่หนึ่ง, มัชฌิมยาม ก็รู้ ก็พิจารณา ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวาร ตลอดมัชฌิมยาม. พอสิ้นสุดแห่งมัชฌิมยามก็เปล่งอุทาน อุทานที่สอง ว่า "ความสงสัยสิ้นไป เพราะรู้ความสิ้นแห่ง ปัจจัยทั้งหลาย" ทีนี้พอถึงปัจฉิมยามก็พิจารณา ปฏิจจ- สมุปบาททั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายสมุทยวาร และทั้งฝ่ายนิโรธวาร. ครั้นในที่สุดแห่งปัจฉิมยาม คือหัวรุ่ง ท่านก็เกิดอุทานที่สาม ที่ว่า "เดี๋ยวนี้ อวิชชาลิ้นไป เหมือนดวงอาทิตย์ขึ้นมา กำจัดความมืดให้หายไป" นี่ก็ตรัสรู้ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ด้วยการพิจารณา อิทัปปัจจยตา ทั้งคืน. ทั้งคืนนี่ช่วยจำไว้ด้วย ว่าทั้งคืน : ปฐมยามก็พิจารณาส่วนสมุทย์วารตลอดยาม, มัชฌิมยาม ก็พิจารณาฝ่าย นิโรธวาร ตลอดยาม, ปัจฉิมยาม ก็พิจารณาทั้งฝ่าย สมุทยวาร และ นิโรธวาร ตลอดยาม ; พอสว่างพอดีพร้อมกับตรัสรู้ แล้วทำไมจะไม่ขึ้นสมองท่าน. ก่อนตรัสรู้ก็ค้นแต่ อิทัปปัจจยตา, ในคืนตรัสรู้ก็ง่วนกันอยู่แต่ อิทัปปัจจยตา. ทีนี้มาถึงตอนที่ว่า พอท่านตรัสรู้แล้วหยก ๆ

น.38 ๓๔ นั้น คล้าย ๆ กับว่าท่านกลัวว่ามันจะหนีหายไปไหนเสีย อย่างนั้นแหละ ท่านก็นั่งพิจารณาทบทวนอยู่ที่นั่น ไม่ลุก จากที่ ไม่ไปฉันอาหาร ไม่ไปบิณฑบาต นี่ตามพระคัมภีร์ กล่าวอย่างนั้น อีก ๗ วัน ; ย้ำหัวตะปู อิทัปปัจจยตา อยู่อีก ๗ วัน ไม่ลุกไปบิณฑบาต ไม่ลุกไปถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ไม่ลุกไปไหน. ข้อความมันมีอย่างนี้ในพระคัมภีร์ ท่านจะเชื่อหรือ ไม่เชื่อก็ตามใจ ; แต่อาตมาเชื่อ. การที่มันมีจิตใจจดจ่ออยู่ แต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเกินธรรมดานั้น มันไม่หิวข้าว มันไม่ต้อง ไปถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ไม่ต้องไปทำอะไรเลย ดังนั้นก็แปลว่า ท่านย้ำหรือย้อมย้ำลงไปด้วยอิทัปปัจจยตา อีก ๗ วัน. ทีนี้ ที่ท่านเที่ยวสอน ทุกเรื่อง ๆ ที่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มีหัวใจอยู่ที่ อิทัปปัจจยตา ทั้งนั้น โดยเฉพาะเรื่องอริยสัจจ์ นั้นก็คือกฎเกณฑ์แห่ง อิทัปปัจจยตา. และท่านสอนเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทมากที่สุด แต่เขาไม่ค่อยเอามาพูดกันให้ใครได้ ยิน เขาถือว่ามันยาก ไม่ต้องเอามาพูด เอาแต่เรื่องง่ายมาพูด เพราะฉะนั้นเราจึงได้ยินแต่เรื่องง่าย ๆ ทั้ง ๆ ที่เรื่องที่ยากที่สุด ของเรื่องทั้งหมด คือเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา นี้เต็มไปหมด ในคัมภีร์พระไตรปิฎก แต่เราเข้าใจหรือเราเห็น อันดับ 52 ยก 3 กรอบแรก

น.39 ๓๕ แต่เพียงว่าที่มันออกชื่อถ้อยคำเหล่านี้โดยตรง แต่ที่มันไปอยู่ ในคำเหล่าอื่นนั้นเราไม่รู้ เราไม่รู้สึก ดังนั้นไม่มีอะไรเลย ที่ว่ามันจะไม่เป็น อิทัปปัจจยตา. ธาตุทั้ง ๔ ธาตุทั้ง ๖ อะไร มันก็เป็น อิทัปปัจจยตา, อายตนะภายนอก อายตนะภายใน มันก็เป็น อิทัปปัจจยตา, นามก็เป็น อิทัปปัจจยตา, รูปก็เป็น อิทัปปัจจยตา, เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เป็น อิทัปปัจจยตา. ความที่สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันสัมพันธ์กันโดย อาการอย่างนั้นอย่างนี้ก็เป็น อิทัปปัจจยตา ฉะนั้นพระไตรปิฎก ทั้งหมด ทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ไม่มีเรื่องอะไร นอกจากเรื่อง อิทัปปัจจยตา ; ถ้าไม่ฝ่ายเกิดก็ฝ่ายดับ ฝ่าย เกิดทุกข์หรือฝ่ายดับทุกข์. ทีนี้คำที่แทนกันได้ยังมีอีก คือคำว่า ธัมมฐิตตา. เมื่อตะกี้พระได้สวด คำว่า ธัมมฐิตตา ๑๑ หน ใครสับประหงก เสียก็ไม่ได้ยินทั้ง ๑๑ หน แต่เมื่อตะกี้นี้พระได้สวดคำว่า ธัมมฐิตตานี้ ๑๑ ครั้ง ธัมมฐิตตา แปลว่า ความตั้งอยู่ตาม ธรรมดา ความตั้งอยู่ตามธรรมดานี้ใช้แทนกันได้กับคำว่า อิทัปปัจจยตา. อิทัปปัจจยตา มันก็หมายถึงปรุงแต่ง ๆ ๆ นั่นแหละ คือความตั้งอยู่ตามธรรมดา ไม่ได้มีอะไรอยู่นึ่ง มีแต่ปรุงแต่งกันอยู่เรื่อย.

น.40 ๓๖ แล้วคำที่แทนกันได้อีกคำหนึ่งก็ว่า ธัมมนิยามตา แปลว่า กฎตายตัวของธรรมดา. ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ก็ดี กฎอันตายตัวของธรรมดาก็ดี นี้ก็คืออิทัปปัจจยตา. เท่าที่สวด ที่พระสวดไปเมื่อตะกี้นี้ คำว่า ธัมมธาตุ ก็คือ อิทัปปัจจยตา. ธัมมธาตุ แปลว่า ธาตุแห่งธรรม ธรรมธาตุ นี้ก็คือ อิทัปปัจจยตา : พระพุทธเจ้าจะเกิดก็ตาม พระพุทธเจ้าจะไม่เกิดก็ตาม ธรรมธาตุนี้มีอยู่แล้ว ก็แปลว่า อิทัปปัจจยตา นี่มีอยู่แล้ว เป็น ความตั้งอยู่แห่งธรรมดา บ้าง, เป็นกฎตายตัวของธรรมดาบ้าง, เป็น ตถตา คือความเป็น อย่างนั้นบ้าง, เป็น อวิตถตา คือความไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น นอกจากความเป็นอย่างนั้นบ้าง, หรือ อนัญญูถตา ความ ไม่เป็นไปโดยประการอื่นบ้าง, นี้คือ อิทัปปัจจยตา. ฉะนั้น คำสอนทั้งหลาย มันจึงเป็น อิทัปปัจจยตา หมดทั้งแปดหมื่น สี่พันพระธรรมขันธ์. พระพุทธเจ้าจะนิพพานอยู่หยก ๆ แล้ว ประโยค สุดท้ายพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอะไร ? ทุกคนก็คงจะนึกได้ ท่านตรัสว่า “ขยวยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ" สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไป สิ้นไปเป็นธรรมดา นั่นแหละ คือ อิทัปปัจจยตา สรุปท้าย ; คำสั่งคำสุดท้ายที่พระพุทธเจ้า

น.41 ๓๗ บอกเราเรื่อง อิทัปปัจจยตา ว่าสังขารทั้งหลายเป็น อิทัปปัจจยตา : ความสิ้นไปก็เป็น อิทัปปัจจยตา, ความเสื่อมไปก็เป็น อิทัปปัจจยตา ; ท่านทั้งหลายจงสร้างความไม่ประมาทให้เต็ม พร้อมในทุกแห่ง นั้นก็เป็น อิทัปปัจจยตา แล้วพอสิ้นคำพูด คำสุดท้ายท่านก็เงียบ แล้วท่านก็นิพพาน. การที่สังขารทั้งหลายต้องดับไป นี้ก็เป็น อิทัปปัจจยตา ฉะนั้น อิทัปปัจจยตา นี้มันเป็นเสียจนถึงกับว่าไม่มีตั้งต้น หรือ ไม่มีที่สุด มันเป็นตลอดไป; และเป็นไปในทุกสิ่งทุกอย่าง ฉะนั้น จึงถือได้ว่าเป็นหัวใจของทุกสิ่ง. อิทัปปัจจยตา คือตัวจริงของทุกสิ่ง หัวใจของทุกสิ่ง ; อิทัปปัจจยตา คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง. ทีนี้ถ้านอกไปจากนั้น อิทัปปัจจยตา ก็เป็นทุกอย่างที่มันเป็นอยู่ หรือมีอยู่ในโลกนี้ อย่างที่ได้บอกแล้วเมื่อตะกี้นี้ว่า อะไรๆ มันก็เป็น อิทัปปัจจยตา แม้แต่ก้อนหิน ก้อนดินขึ้นไป. ทีนี้ก็อยากจะให้ย้ำ หรือให้ทำความเข้าใจย้ำตรงคำว่า ตถตา เพื่อประหยัดเวลา. ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า เราพูดว่า อิทัปปัจจยตา ๖ พยางค์ แต่ถ้าว่าเราพูดว่า ตถตา มันจะมี ๓ พยางค์. ถ้าพูดอย่างจีน พูดว่า "ยู่สี" ก็เหลือ ๒ พยางค์ ความเป็นอย่างนั้น. ถ้าพูดอย่างบ้านนอก ภาษาบ้านเมืองนี้

น.42 ๓๘ ก็ว่า พรรค์นั้นแหละ มีเท่านั้นแหละ. ถามว่าอะไรเป็นยังไง อะไรเป็นยังไง ก็มีคำตอบว่า พรรค์นั้นแหละ ไม่มีพรรค์อื่น พรรค์นั้นแหละ. อย่าดูถูกคำว่า "พรรค์นั้นแหละ" นั่นแหละ คือความจริงของสากลจักรวาล คือคำว่า ตถตา ในภาษาบาลี. ตถ แปลว่า อย่างนั้น, ตา แปลว่า ความเป็น ความเป็น อย่างนั้น. พูดภาษาบ้านนอกธรรมดาว่า "พรรค์นั้นแหละ" เช่นถามว่าความตายคืออะไร ? พรรค์นั้นแหละ ; ความเกิด คืออะไร ? พรรค์นั้นแหละ ; ความสุขคืออะไร ? พรรค์ นั้นแหละ ; ความทุกข์คืออะไร ? พรรค์นั้นแหละ. คนฟัง ว่าบ้าแล้ว บ้าแล้ว ! นี่คือดีที่สุด จริงที่สุด ไม่บ้าที่สุด คือคำว่า ตถตา. หมายความว่าเมื่อใดเห็น ตถตา เมื่อนั้นจะไม่มีความ หลง ไม่มีอวิชชาอีกต่อไป, จะไม่มีผู้หญิง จะไม่มีผู้ชาย, จะไม่มีได้ จะไม่มีเสีย, ไม่มีเกิด ไม่มีตาย, ไม่มีขึ้น ไม่มีลง, คือไม่มีทุกอย่าง ; มันเป็น ตถตา เหมือนกันไปหมด ไม่มี อะไรนอกจากนั้น. ฉะนั้นคนที่มีการตรัสรู้แล้วก็คือตรัสรู้ ตถตา เหลียว ไปทางไหน ก็เหมือนกันหมด จึงไม่เกิดความรัก ความชัง ไม่เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลงในสิ่งใดได้; แล้ว ก็ไม่ทำอะไรให้ผิด หรือให้ถูกได้ มันเหนือความผิด เหนือ

น.43 ๓๙ ความถูก : เรียกอีกทีหนึ่งก็ว่า มันเหนือความทุกข์ ไม่มี ความทุกข์ เพราะเห็นตถตา หรือว่าเห็น อิทัปปัจจยตา หรือว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท. เหล่านี้จะมาขยายเป็นอริยสัจจ์ เป็นทุกข์ เป็นสมุทัย เป็นนิโรธ เป็นมรรค ขยายออกไปเถอะ มันก็ไม่พ้นไปจากความเป็น อิทัปปัจจยตา. ทีนี้ถ้าเป็นนักภาษาบาลีสักหน่อย ก็ขอให้นึกถึงคำว่า "ตถาดตา" คำว่า ตถาคต นี้ไม่ใช่หมายถึงแต่พระพุทธเจ้า. ทิฏฐิ ๑๐ เช่น อันตคาหิกทิฏฐิ จะใช้คำว่า ตถาคตทั้งนั้นเลย แต่เรามาพูดเป็นไทย ๆ แปลว่า สัตว์. โหติ ตถาคโต ปรํ มรณา ; น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณา แปลว่า ตถาคต ตายแล้ว - มี, ตถาคตตายแล้ว - ไม่มี. ที่ออกชื่อว่า ตถาคโต นั้นไม่ใช่บ่งถึงพระพุทธเจ้า. คนที่เรียนมาแคบ ๆ จะคิดว่า ตถาคโต นั้นหมายถึงพระพุทธเจ้า เลยเกิดปัญหาที่บ้าหลัง ที่สุดว่า พระพุทธเจ้าตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ หรือไม่เกิดอีก. ที่แท้คำว่า ตถาคตา นั้น แปลว่า สัตว์ สัตว์ทั้งหลาย สัตว์ ทั่วไปเลย ; คือว่า มาอย่างนั้น หรือ ไปอย่างนั้น เรียกว่า "ตถาคโต" มันก็คือ ตถตา. ในสัตว์ทั้งหลาย มีความเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายจึง ได้ชื่อว่า ตถาคต ไปอย่างนั้น หรือมาอย่างนั้น หรืออะไร

น.44 ๔๐ อย่างนั้น. ตถาคต แปลว่า สัตว์ทั้งหลายทั่วไป รวมทั้ง พระพุทธเจ้า. ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านเรียกพระองค์เองว่า "ตถาคต" ก็แปลว่าท่านไม่ได้ยกตัวท่านขึ้นให้สูงกว่าเราแม้แต่อณูเดียว สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคตอย่างไร, พระองค์ก็เป็นตถาคต อย่างนั้น. การที่พระองค์เรียกว่า "เรา ตถาคต" นี้เพื่อ จะบอกว่า เราก็คือสัตว์เหมือนพวกเธอ คือเป็น ตถาคต เหมือนพวกเธอ. นั่นคือสัตว์ทั้งหลายก็มีความเป็น ตถตา อยู่ในความเป็นสัตว์นั้น เพราะฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายจึงได้ชื่อว่า ตถาคตด้วย. พระพุทธเจ้าก็แสดงไว้ชัดเจนแล้วว่า ฉันก็ ตถาคต แกก็ตถาคต สัตว์ทั้งหลายก็คือตถาคต ; คือท่าน ไม่สมัครเรียกพระองค์เองด้วยคำอื่น นอกจากคำว่า "ตถาคต" นี้ก็แปลว่า เป็นการประกาศลัทธิ ตถาคต ไปในตัว ; แล้ว ทรงลดพระองค์ หรือว่าจะเรียกว่าจัดพระองค์ไว้ในฐานะที่ เท่ากันกับสัตว์ทั้งหลาย คือเป็น ตถาคต เป็นผู้ไปอย่างนั้น มาอย่างนั้น อยู่อย่างนั้น อะไรอย่างนั้น คือว่าเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยเหมือนกัน. เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึง เกิดขึ้น แปลว่า เนื้อหนัง ร่างกาย กระดูก จิตใจ อะไร ของท่าน ก็เหมือนกัน คือมันมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ

น.45 ๔๑ จึงเกิดขึ้น ฉะนั้นขอให้เข้าใจคำว่า ตถาคต นี้ให้ดี ๆ แล้ว ก็จะเข้าใจคำว่า ตถตา ได้ดี; หรือว่าถ้าเข้าใจคำว่า ตถตา ดี ก็จะเข้าใจคำว่า ตถาคต ดี เพราะว่าตถาคตก็คือผู้ที่มี ตถตา มีความเป็นไปอย่างนั้น ได้แก่สัตว์ทั้งหลาย นี้มันก็จะรวมไปถึง สัตว์เดรัจฉานด้วย สุนัขและแมวก็เป็นตถาคต เพราะมันมี ความเป็นตถตา. นี่จะเป็นเหตุให้พูดไปถึงว่า ในสุนัข ในพระพุทธเจ้า ในอะไรก็มีความเป็น ตถตา เหมือนกัน ; เราพูดไม่ออก. เขาจะด่าเอาว่า เรานี่ดูถูกพระพุทธเจ้า. แต่พระพุทธเจ้าท่านพูดเอง ว่าเป็นตถาคต สัตว์ทั้งหลายก็เป็น ตถาคต เราก็ตถาคต ตัวเราตัวพระพุทธเจ้าเอง ก็จัดไว้เป็น ตถาคต คือมันเป็น ตถตา หรือเป็น อิทัปปัจจยตา หรือว่าเป็น สักว่า ธรรมธาตุ ธรรมะธาตุล้วน ๆ ไม่เป็นอะไรมากไปกว่านั้น. ธรรม - ธาตุ ธรรมธาตุ นี้คือ อิทัปปัจจยตา มีความหมายว่า เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น ; แล้วความที่มัน ไม่เป็นอย่างอื่นเลย มันจะเป็นแต่อย่างนี้ คือเป็นว่าเพราะมี สิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจึงใช้คำรวม คำหนึ่งว่า มันมีความเป็นอย่างนั้น ความเป็นอย่างนั้น ๆ ๆ นี่คือ ตถตา. ผู้ใดมีความเป็น ตถตา ผู้นั้นคือ ตถาคต ฉะนั้นจึงเสมอกันหมดไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคลอะไรพิเศษไป

น.46 ๔๒ จากไหน. เมื่อมันไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคลแล้วก็ไม่ต้องพูดถึง ความผิดแผกแตกต่างกัน เพราะมันไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล เสียแล้ว ความต่างกันระหว่างบุคคลมันก็ไม่มี มันจึงมีแต่ ตถตา มันเลยเห็นความจริงที่สูงสุด ว่าไม่มีอะไรนอกจากความเป็น ตถตา หรือความเป็น อิทัปปัจจยตา ; นี้คือหัวใจของ พุทธศาสนา. อยากจะย้ำเพื่อกันลืมด้วยคำว่า ให้ดูจนเข้าใจว่าไม่มี อะไรเลยที่ไม่ใช่ อิทัปปัจจยตา นี่เสียก่อน ; แล้วก็มาดูอีกทีว่า ในพระไตรปิฎกทั้งแปดหมื่นสี่พันหัวข้อที่กล่าวไว้ ไม่มีเรื่อง อะไรนอกจากเรื่อง อิทัปปัจจยตา ในทางปริยัติก็ไม่มีอะไร นอกจาก อิทัปปัจจยตา, ในการปฏิบัติก็ไม่มีอะไรนอกจาก อิทัปปัจจยตา, ในการที่ได้ผลของการปฏิบัติมาเป็นมรรค ผล นิพพานอะไร ก็ไม่มีเรื่องอื่นนอกจาก อิทัปปัจจยตา. ฉะนั้น อิทัปปัจจยตา คำเดียวนั้นเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ทั้งในส่วนปริยัติ ทั้งในส่วนปฏิบัติ ทั้งในส่วนปฏิเวธ. ดังนั้น จึงขอร้องให้ท่านทั้งหลายถือว่า อิทัปปัจจยตา เป็นหัวใจ ของพุทธศาสนา. เมื่อพูดอย่างนี้มันกว้างกว่า มันหมดกว่า ที่จะพูดว่า อริยสัจจ์เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ; หรือว่าไม่ทำบาป ทำแต่

น.47 ๔๓ กุศล ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา อย่างนี้ มันก็ยังไม่มากเท่า ยังไม่เก่งเท่า ยังไม่ดีเท่า ที่จะพูดว่า "อิทัปปัจจยตา คือหัวใจของพุทธศาสนา". จากคำ ๆ นี้แยกไปหาความทุกข์ก็ได้, แยกไปหา ความดับทุกข์ก็ได้, หรือจะไม่ไปไหนไม่เกี่ยวกับดับทุกข์ เป็น อัพยากฤต ไปหมดก็ได้เหมือนกัน. ทุกสิ่งเป็น อิทัปปัจจยตา, กฎเกณฑ์ของทุกสิ่งเป็น อิทัปปัจจยตา, การกระทำตาม กฎเกณฑ์นั้นก็เป็น อิทัปปัจจยตา ; ฉะนั้นถ้าพวกเราอยาก จะมีพระเจ้ากับเขาบ้าง ก็จงถือเอา อิทัปปัจจยตา ว่าเป็น พระเจ้า ; แล้วจะเป็นพระเจ้าที่เก่งกว่าพระเจ้าไหน ๆ หมดเลย ; อย่างดีก็เสมอกัน. ถ้าเราถือเอา อิทัปปัจจยตา เป็นพระเจ้า แล้ว เราจะมีพระเจ้าที่ไม่มีพระเจ้าไหนเหนือกว่า. พระเจ้า ที่เขาถือ ๆ กันอยู่ มันถือผิด ๆ. พระเจ้าผู้สร้าง มันก็ไม่มี อะไรยิ่งไปกว่า อิทัปปัจจยตา, พระเจ้าผู้ทำลายก็ไม่มีอะไร ยิ่งไปกว่า อิทัปปัจจยตา, พระเจ้าผู้คุ้มครองก็ไม่มีอะไร ยิ่งไปกว่า อิทัปปัจจยตา, พระเจ้าคืออยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ก็ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า อิทัปปัจจยตา, พระเจ้าคือทุกสิ่ง ก็ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า อิทัปปัจจยตา. ถ้าพุทธศาสนาจะมี พระเจ้ากันบ้างก็มีที่ อิทัปปัจจยตา.

น.48 ๔๔ สิ่งนี้มีอำนาจที่สุด มีอำนาจบันดาล ถึงกับว่า พระพุทธเจ้าจะเกิด หรือพระพุทธเจ้าจะไม่เกิด "ฉันก็อยู่" พระพุทธเจ้าตรัสเองว่า อุปฺปาทา วา ภิกขเว ตถาคตานํ, อนุปฺปาทา วา ตถาคตานํ - ตถาคตจะเกิดขึ้น หรือตถาคต จะไม่เกิดขึ้นก็ตาม อิทัปปัจจยตา นั้นยังอยู่และมีอยู่แล้ว มีอยู่แล้วโดยไม่มีจุดตั้งต้น. นี่มันเหมือนกับพระเจ้า พระเจ้า มีอยู่โดยไม่มีจุดตั้งต้น ; คนมันเข้าใจผิดเอง ว่าเป็นคน เป็นอะไรมันก็มีการตั้งต้นไปเสีย. พระเจ้าที่แท้จริง ไม่ใช่คน ยิ่งกว่าคน มันคือกฎเกณฑ์อันนี้ ที่เราจะเรียกได้ว่า อิทัปปัจจยตา. ทีนี้จะเอาอะไรกันอีกลองคิดดู : ถ้าจะพูดว่าพระเจ้า คือทุกสิ่ง หมายถึงทุกสิ่งนั่นก็คือ อิทัปปัจจยตา. แล้วสิ่งที่ พระเจ้าสร้างขึ้นทั้งหมดทุกสิ่ง มันก็คือ อิทัปปัจจยตา. กิริยา อาการของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ก็คือ อิทัปปัจจยตา. ความรู้ ในเรื่องเหล่านี้ก็เป็น อิทัปปัจจยตา. การปฏิบัติก็เป็น อิทัปปัจจยตา. ผลของมันก็เป็น อิทัปปัจจยตา. พูดอีกทีหนึ่งก็ว่า ตัวธรรมชาติทั้งหลายคือ อิทัป- ปัจจยตา, กฎเกณฑ์ของธรรมชาติทั้งหลายก็คือ อิทัปปัจจยตา, หน้าที่ที่ของมนุษย์จะต้องปฏิบัติต่อกฎเกณฑ์นั้น ก็คือ

น.49 ๔๕ อิทัปปัจจยตา, ผลที่มนุษย์จะได้รับออกมาเป็นมรรคผลนิพพาน ก็คือ อิทัปปัจจยตา ; ฉะนั้นธรรมทั้งปวง ก็คือ อิทัปปัจจยตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวกู หรือเป็นของกู. ใน ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็น อิทัปปัจจยตา อย่าพึงยึดถือว่าเป็น ตัวเราหรือเป็นของเรา นี่คือหัวใจของพุทธศาสนาที่แท้จริง. เพราะฉะนั้น ประโยคที่ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย นั่นแหละเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ที่เข้มข้น ใกล้เคียงกันที่สุดกับคำว่า อิทัปปัจจยตา. เพราะมันเป็นอิทัป- ปัจจยตา มันจึงยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ หรือไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น. มันมาอยู่ที่คำว่า "อิทัปปัจจยตา" ทีนี้ประหยัดแรงสำหรับจะพูด จะออกเสียง ก็ลดเหลือว่า "ตถตา". ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน จำคำ ๒ คำนี้ไว้ให้ดี ตถตาคำหนึ่ง, อิทัปปัจจยตา อีกคำหนึ่ง ว่านี้คือทุกอย่าง และนี้คือหัวใจของพุทธศาสนาด้วย. สำหรับวันนี้ อาตมาต้องการจะพูดเพียงแง่เดียว เท่านั้น คือแง่นี้เท่านั้น คือให้รู้จักคำว่า "อิทัปปัจจยตา" นี้คืออะไร ? เป็นอันว่าวันนี้เราพูดกันว่า อิทัปปัจจยตา คือ อะไร. ทีนี้พอรู้จัก อิทัปปัจจยตา ดีแล้ว ต่อไปก็จะพูด ในแง่อื่น มุมอื่นที่มันเกี่ยวเนื่องกัน ; จะได้มีการปฏิบัติที่ ถูกต้อง หรือว่ามีความรู้ที่มันแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นไปอีก.

น.50 ๔๖ ในวันนี้พูดโดยหัวข้อว่า อิทัปปัจจยตา คือหัวใจของ พุทธศาสนาด้วย, และพูดโดยกว้างที่สุดว่า อิทัปปัจจยตา คืออะไรด้วย. พูดว่า อิทัปปัจจยตา คืออะไรก็พอแล้ว พอ รู้ว่าคืออะไร มันก็รู้ได้เองว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา หรือ เป็นหัวใจของสากลจักรวาล เป็นหัวใจของความจริงทั้งหมด เป็นหัวใจของอะไรก็ไม่มีแรงจะพูด. วันนี้ขอหยุดไว้แต่เพียงเท่านี้

น.51 คำบรรยายวันเสาร์ ชุด อิทัปปัจจยตา มีหัวข้อบรรยาย : ๑ อิทัปปัจจยตา ในฐานะ หัวใจพุทธวจนะที่ถูกมองข้าม ๒ อิทัปปัจจยตา " วิชา หรือศาสตร์ทั้งปวง ๓ อิทัปปัจจยตา " "ตัวเรา" ในทุกความหมาย ๔ อิทัปปัจจยตา " "พระเป็นเจ้า" ๕ อิทัปปัจจยตา " วิวัฒนาการทุกแขนง ของสิ่งมีชีวิต ๖ อิทัปปัจจยตา " ธรรมทั้งปวง หรือทุกสิ่งรอบตัวเรา ๗ อิทัปปัจจยตา " ไตรรัตน์ และ ไตรสิกขา ๘ อิทัปปัจจยตา " สิ่งต่อรองระหว่างศาสนา ๙ อิทัปปัจจยตา " สิ่งที่ฆราวาสต้องเรียนรู้ และปฏิบัติ ๑๐ อิทัปปัจจยตากฎ " กฎ แห่งกฎทั้งปวง ๑๑ อิทัปปัจจยตา " กฎแห่งกรรม กรรม และสิ้นกรรม ๑๒ อิทัปปัจจยตา " ทุกข์ และความดับทุกข์ ๑๓ อิทัปปัจจยตา " แบบของปฏิจจสมุปบาท ท่านจะสามารถติดตามเรื่องของ อิทัปปัจจยตา นี้อย่างครบถ้วนได้ที่ "ชุมนุมคำบรรยายวันเสาร์ ๒๕๑๕"

น.52 ชาวบ้าน - ชาววัด. อันชาวบ้าน ทำงาน เพื่อกามเกียรติ จึงเกิดความ ตึงเครียด จนสั่นเสียว ส่วนชาววัด มุ่งขจัด ไปท่าเดียว : มิให้เกี่ยว ใยยุ่งกาม มุ่งงามธรรม; จึงเกิดมี เครื่องวัด วัดชาวบ้าน ด้วย “เงิน” “งาน” “อดอยาก” หรือ “อิ่มหนำ” ? ส่วนเครื่องวัด ชาววัด, วัดกิจกรรม ว่าเขาทำ ให้ว่างได้ เท่าไร แล; ถ้าชาววัด ฮึดฮัด มุ่งกามเกียรติ มันน่าเกลียด แสนกล คนตอแหล ถ้าชาวบ้าน เกียจคร้าน งานเชือนแช ก็มีแต่ ทุกข์ทน หม่นหมองไป. จึงขอให้ ชาวบ้าน เป็นชาวบ้าน ผสมผสาน เกียรติกาม ตามวิสัย ให้ชาววัด เป็นชาววัด ขจัดไกล เพื่อพ้นภัย เกียรติ-กาม งามนักเอย ฯ.

น.53 บทสวดมนต์แปล อิทัปปัจจยตา ในปฏิจจสมุปบาท และ ธัมมปหังสนปาฐะ หันทะ มะยัง ปะฏิจจะสะมุปปาทะธัมเมสุ อิทัปปัจจะยะตาทิธัมมะปาฐัง ภะณามะ เส. กะตะโม จะ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นอย่างไรเล่า ? (๑) ชาติปัจจะยา ภิกขะเว ชะรามะระณัง, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะ ชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะย่อมมี. อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง, อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคต ทั้งหลาย, จะบังเกิดขึ้น ก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้น ก็ตาม, ฐิตาวะ สา ธาตุ, ธรรมธาตุ นั้น ย่อมตั้งอยู่แล้ว นั่นเทียว, ธัมมัฏฐิตะตา, คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา, ธัมมะนิยามะตา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, อิทัปปัจจะยะตา, คือความ ที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้สิ่งนี้ จึงเกิดขึ้น. ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชณะติ อะภิสะเมติ, ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ, ซึ่งธรรมธาตุนั้น, อะภิสัมพุชฌิต๎ว่า อะภิสะเมต๎วา, ครั้นรู้พร้อม เฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, อาจิกขะติ เทเสติ, ย่อมบอก ย่อมแสดง, ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ, ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้, วิวะระติ วิภะชะติ, ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนก แจกแจง, อุตตานีกะโรติ, ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ, ปัสสะถาติ จาหะ, ชาติปัจจะยา ภิกขะเว ชะรามะระณัง, และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะย่อมมี.

น.54 ๒ อิติ โข ภิกขะเว, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล, ยา ตัต๎ระ ตะถะตา, ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น, อันเป็น ตถตา, คือความเป็นอย่างนั้น, อะวิตะถะตา, เป็น อวิตถตา, คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, อะนัญญะถะตา, เป็น อนัญญูถตา, คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, อิทัปปัจจะยะตา, เป็น อิทัปปัจจยตา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้สิ่งนี้ จึงเกิดขึ้น. อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท, (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น.)," (๒) ภะวะปัจจะยา ภิกขะเว ชาติ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะ ภพเป็นปัจจัย, ชาติย่อมมี. .... .... .... ปัสสะถาติ จาหะ, ภะวะปัจจะยา ภิกขะเว ชาติ, และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลาย จงมาดู, เพราะภพเป็นปัจจัย, ชาติย่อมมี. .... .... (๓) อุปาทานะปัจจะยา ภิกขะเว ภะโว, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะ อุปาทานเป็นปัจจัย, ภพย่อมมี. .... .... .... ปัสสะถาติ จาหะ, อุปาทานะปัจจะยา ภิกขะเว ภะโว, และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลาย จงมาดู, เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย, ภพย่อมมี. .... .... (๔) ตัณ๎หาปัจจะยา ภิกขะเว อุปาทานัง, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะ ตัณหาเป็นปัจจัย, อุปาทานย่อมมี. .... .... .... ปัสสะถาติ จาหะ, ตัณ๎หาปัจจะยา ภิกขะเว อุปาทานัง, และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลาย จงมาดู, เพราะตัณหาเป็นปัจจัย, อุปาทานย่อมมี. .... .... ๑ ข้อที่ (๑) สวดเต็มอย่างไร, ข้อที่ (๒) - (๓) - (๔) จนถึงข้อที่ (๑๐) , ก็สวดเต็มอย่างนั้น. แต่ สำหรับ ข้อที่ (๑๑) นั้น พิมพ์ไว้เต็ม อย่างข้อที่ (๑) แล้ว ; ทั้งนี้ เพื่อประหยัดเนื้อที่.

น.55 ๓ (๕) เวทะนาปัจจะยา ภิกขะเว ตัณ๎หา, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะ เวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาย่อมมี. .... .... .... ปัสสะถาติ จาหะ, เวทะนาปัจจะยา ภิกขะเว ตัณ๎หา, และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลาย จงมาดู, เพราะเวทนาเป็นปัจจัย, ตัณหาย่อมมี. .... .... .... (๖) ผัสสะปัจจะยา ภิกขะเว เวทะนา, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะ ผัสสะเป็นปัจจัย, เวทนาย่อมมี. .... .... .... ปัสสะถาติ จาหะ, ผัสสะปัจจะยา ภิกขะเว เวทะนา, และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลาย จงมาดู, เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, เวทนาย่อมมี. .... .... (๗) สะฬายะตะนะปัจจะยา ภิกขะเว ผัสโส, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะ สฬายตนะเป็นปัจจัย, ผัสสะย่อมมี. .... .... .... ปัสสะถาติ จาหะ, สะฬายะตะนะปัจจะยา ภิกขะเว ผัสโส, และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย, ผัสสะย่อมมี. .... .... (๘) นามะรูปะปัจจะยา ภิกขะเว สะฬายะตะนัง, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะนามรูปเป็นปัจจัย, สฬายตนะย่อมมี. .... .... .... บีสสะถาติ จาหะ, นามะรูปะปัจจะยา ภิกขะเว สะฬายะตะนัง, และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะนามรูปเป็นปัจจัย, สฬายตนะย่อมมี. .... .... (๙) วิญญาณะปัจจะยา ภิกขะเว นามะรูปึง, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะ วิญญาณเป็นปัจจัย, นามรูปย่อมมี. .... .... .... ปัสสะถาติ จาหะ, วิญญาณะปัจจะยา ภิกขะเว นามะรูปึง, และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย, นามรูปย่อมมี. .... .... .... (๑๐) สังขาระปัจจะยา ภิกขะเว วิญญาณัง, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะ สังขารเป็นปัจจัย, วิญญาณย่อมมี. .... .... .... ปัสสะถาติ จาหะ, สังขาระปัจจะยา ภิกขะเว วิญญาณัง, และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะสังขารเป็นปัจจัย, วิญญาณย่อมมี. .... ....

น.56 ๔ (๑๑) อะวิชชาปัจจะยา ภิกขะเว สังขารา, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะ อวิชชาเป็นปัจจัย , สังขารทั้งหลายย่อมมี. อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง, อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เพราะเหตุที่พระตถาคต ทั้งหลาย, จะบังเกิดขึ้น ก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้น ก็ตาม, ฐิตาวะ สา ธาตุ, ธรรมธาตุ นั้น ย่อมตั้งอยู่แล้ว นั่นเที่ยว, ธัมมัฏฐิตะตา, คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา, ธัมมะนิยามะตา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, อิทัปปัจจะยะตา, คือความ ที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้สิ่งนี้ จึงเกิดขึ้น. ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ, ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ, ซึ่งธรรมธาตุนั้น, อะภิสัมพุชฌิต๎วา อะภิสะเมต๎วา, ครั้นรู้พร้อม เฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, อาจิกขะติ เทเสติ, ย่อมบอก ย่อมแสดง, ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ, ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้, วิวะระติ วิภะชะติ, ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนก แจกแจง, อุตตานิกะโรติ, ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ, ปัสสะถาติ จาหะ, อะวิชชาปัจจะยา ภิกขะเว สังขารา, และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า, ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู, เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย, สังขารทั้งหลายย่อมมี. อิติ โข ภิกขะเว, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล, ยา ตัต๎ระ ตะถะตา , ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น, อันเป็น ตถตา, คือความเป็นอย่างนั้น, อะวิตะถะตา, เป็น อวิตถตา, คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, อะนัญญะถะตา, เป็น อนัญญฺูถตา, คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, อิทัปปัจจะยะตา, เป็น อิทัปปัจจยตา , คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้สิ่งนี้ จึงเกิดขึ้น. อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว ปะฏิจจะสะมุปปาโท, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท, (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น.) อิติ, ดังนี้แล. -(บาลีทสมสูตร นิทาน. สํ. นิทาน. สํ. ๑๖/๓๐/๖๑.)

น.57 หันทะ มะยัง ธัมมะปะหังสะนะสะมาทะปะนาทิวะจะนะปาฐัง ภะณามะ เส. เอวัง ส๎วากขาโต ภิกขะเว มะยา ธัมโม, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรม, เป็นธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว อย่างนี้, อุตตาโน, เป็นธรรมอันทำให้เป็น ดุจของคว่ำ ที่หงายแล้ว, วิวะโฎ, เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของบีด ที่เปิดแล้ว, ปะกาสิโต, เป็นธรรมอันเราตถาคต ประกาศก้องแล้ว, ฉินนะปีโลติโก, เป็น ธรรมมีส่วนขี้ริ้ว อันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว, เอวัง ส๎วากขาเต โข ภิกขะเว มะยา ธัมเม, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อธรรมนี้, เป็นธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว อย่างนี้, ฯลฯ อะลัง เอวะ, ย่อมเป็นการสมควรแล้ว นั่นเทียว, สัทธาปัพพะชิเตนะ กุละปุตเตนะ วิริยัง อาระภิตุง, ที่กุลบุตรผู้บวชแล้วด้วยสัทธา, จะพึงปรารภการ กระทำความเพียร, กามัง ตะโจ จะ นะหารุ จะ อัฏฐิ จะ อะวะสิสสะตุ, ด้วยการอธิษฐานจิตว่า, แม้หนัง เอ็น กระดูก เท่านั้น, จักเหลืออยู่, สะรีเร อุปะสุสสะตุ มังสะโลหิตัง, เนื้อและเลือดในสรีระนี้ จักเหือดแห้งไป, ก็ตามที, ยันตัง ปุริสะถาเมนะ ปุริสะวิริเยนะ ปุริสะปะรักกะเมนะ ปัตตัพพัง, ประโยชน์ใด, อันบุคคลจะพึงลุถึงได้ด้วยกำลัง ด้วยความเพียรความบากบั่น ของบุรุษ, นะ ตัง อะปาปุณิต๎วา, ปุริสัสสะ วิริยัสสะ สัณฐานัง ภะวิสสะตี-ติ, ถ้า ยังไม่บรรลุ ประโยชน์นั้นแล้ว, จักหยุดความเพียรของบุรุษเสีย, เป็นไม่มี, ดังนี้. ทุกขัง ภิกขะเว กฺสิโต วิหะระติ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! คนผู้ เกียจคร้าน ย่อมอยู่เป็นทุกข์, โวกิณโณ ปาปะเกหิ อะกุสะเลหิ ธัมเมหิ, ระคน อยู่ด้วยอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย ด้วย, มะหันตัญจะ สะทัตถัง ปะริหาเปติ, ย่อมทำประโยชน์อันใหญ่หลวงของตนให้เสื่อม ด้วย, อารัทธะวิริโย จะ โข ภิกขะเว สุขัง วิหะระติ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว ย่อมอยู่ เป็นสุข, ปะวิวิตโต ปาปะเกหิ อะกุสะเลหิ ธัมเมหิ, สงัดแล้วจากอกุศลธรรม อันลามกทั้งหลาย ด้วย, มะหันตัญจะ สะทัตถัง ปะริปูเรติ, ย่อมทำประโยชน์ อันใหญ่หลวงของตนให้บริบูรณ์ ด้วย, นะ ภิกขะเว หีเนนะ อัคคัสสะ ปัตติ โหติ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การบรรลุธรรมอันเลิศ ด้วยการกระทำอันเลว ย่อมมี ไม่ได้เลย ; อัคเคนะ จะ โข อัคคัสสะ ปัตติ โหติ, แต่การบรรลุธรรมอันเลิศ ด้วยการกระทำอันเลิศ ย่อมมีได้ แล.

น.58 ๖ มัณฑะเปยยะมิทัง ภิกขะเว พ๎รห๎มะจะริยัง, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์นี้ น่าดื่ม เหมือนมัณฑะยอดโอชาแห่งโค รส ; สัตถา สัมมุขีภูโต, ทั้ง พระศาสดา ก็อยู่ ณ ที่เฉพาะหน้านี้แล้ว. ตัส๎มาติหะ ภิกขะเว วิริยัง อาระภะถะ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะฉะนั้น, เธอทั้งหลาย จงปรารภความเพียรเถิด, อัปปัตตัสสะ ปัตติยา, เพื่อการบรรลุถึงซึ่งธรรม อันยังไม่บรรลุ, อะนะธิคะตัสสะ อะธิคะมายะ, เพื่อการถึงทับซึ่งธรรม อันยังไม่ถึงทับ, อะสัจฉิกะตัสสะ สัจฉิกิริยายะ, เพื่อการทำให้แจ้งซึ่งธรรม์ อันยังไม่ได้ทำให้แจ้ง, เอวัง โน อะยัง อัม๎หากัง ปัพพัชชา, เมื่อเป็นอย่างนี้, บรรพชานี้ของเราทั้งหลาย, อะวังกะตา อะวัญญา ภะวิสสะติ, จักเป็นบรรพชาไม่ต่ำทราม, จักไม่เป็นหมันเปล่า, สะผะลา สะอุท๎ระยา, แต่จักเป็นบรรพชาที่มีผล เป็นบรรพชาที่มีกำไร. เยสัง มะยัง ปะริภุญชามะ จีวะระบีณฑะปาตะเสนาสะนะคิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขารัง, พวกเราทั้งหลาย บริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช, ของชนทั้งหลาย เหล่าใด ; เตสัง เต การา อัม๎เหสุ, การกระทำนั้น ๆ ของชนทั้งหลาย เหล่านั้น ในเราทั้งหลาย, มะหัปผะลา ภะวิสสันติ มะหานิสังสา-ติ, จักเป็น การกระทำมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่, ดังนี้. เอวัง หิ โว ภิกชะเว สิกขิตัพพัง, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย พึงทำความสำเหนียก อย่างนี้แล. อัตตัตถัง วา หิ ภิกขะเว สัมปัสสะมาเนนะ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลมองเห็นอยู่ ซึ่งประโยชน์แห่งตน ก็ตาม, อะละเมวะ อัปปะมาเทนะ ส้มปาเทตุง, ก็ควรแล้วนั่นเทียว, เพื่อยังประโยชน์แห่งตนให้ถึงพร้อม ด้วยความ ไม่ประมาท, ปะรัตถัง วา หิ ภิกขะเว สัมบัสสะมาเนนะ, ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลมองเห็นอยู่ ซึ่งประโยชน์แห่งชนเหล่าอื่น ก็ตาม, อะละเมวะ อัปปะมาเทนะ สัมปาเทตุง, ก็ควรแล้วนั่นเทียว, เพื่อยังประโยชน์แห่งชนเหล่าอื่น ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท, อุภะยัตถัง วา หิ ภิกขะเว สัมปัสสะมาเนนะ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หรือว่า เมื่อบุคคลมองเห็นอยู่ ซึ่งประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ก็ตาม, อะละเมวะ อัปปะมาเทนะ สัมปาเทตุง, ก็ควรแล้วนั่นเทียว, เพื่อยัง ประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายนั้นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท, อิติ, ดังนี้แล. -(บาลีทุติยสูตร ทสพลวรรค นิทาน. สํ. นิทาน. สํ. ๑๖/๓๔/๖๖.) )

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต