น.4 ท่านที่สนใจต่อไป จะเป็นกุศลมหาศาล
น.5 ควรจะทำอย่างไรกับปัญหาที่ว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่? พุทธทาสภิกขุ เทศน์วันมาฆะบูชา ปี ๒๕๑๖ ณ สวนโมกข์ ไชยา นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส สจิตฺต ปริโยทปนนฺติ ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตฺโพ-ติ ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เนื่องในวัน มาฆะบูชาในวันนี้ ต่อจากธรรมเทศนาที่ได้วิสัชนามาแล้ว ใน ตอนต้นแห่งราตรี ธรรมเทศนาที่กล่าวค้างไว้นั้น ก็คือ ปรารภเรื่อง สจิตฺต ปริโยทปนํ กล่าวคือการทำจิตของตน ให้ผ่องแผ้ว. ท่านทั้งหลายควรจะได้ทราบว่าการทำจิตของตน ให้ผ่องแผ้วนั้นมันกินความหมายกว้าง ; คือมันเท่ากันกับสิ่ง ที่มาทำจิตให้เศร้าหมอง. สิ่งที่จะทำจิตให้เศร้าหมองมันมี มากมาย ฉะนั้นในการที่จะทำจิตให้ผ่องแผ้ว มันก็ต้องมี มากมายตามไปด้วย.
น.6 ๒ ในบรรดาสิ่งที่จะทำจิตให้เศร้าหมอง ที่มีมากมายนั้น ในที่นี้จะกล่าวแต่เฉพาะบางอย่างซึ่งเป็นของละเอียดและ เรื้อรัง. ความโลภความโกรธความหลง โดยกิริยาอาการอัน อันหยาบนั้นก็เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วว่า เป็นเครื่องทำจิตให้ เศร้าหมอง ไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากมายนักก็ได้ ; ยังเหลือ อยู่ในส่วนที่เป็นความละเอียด ประณีตลึกซึ้ง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งก็คือความสงสัย ความลังเล ความไม่แน่ใจ ; แม้ที่สุด แต่ว่าจะมีความสงสัยว่าเรานี้ตายแล้วจะเกิดหรือไม่? นี้ก็เป็น เครื่องทำจิตให้ไม่ผ่องใส ถ้ายังมีความลังเลอยู่ แม้แต่ส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่นว่า เราจะได้รับบุญกุศลที่ได้กระทำไว้นี้ ต่อหลังจากตายแล้วหรือ ไม่ ? นี่ก็ล้วนแต่เป็นปัญหาที่เนื่องอยู่ในเรื่องเดียวกัน คือเรื่อง ที่ว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่ นั่นเอง. คนบางคนเข้าใจผิด เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไปมีมติตามวิถีทางของตัว แล้วแต่ว่าจะมี ความยึดมั่นในชั้นไหน มีความสงสัยว่าตายแล้วเกิดหรือไม่ นี้ก็เป็นเครื่องรบกวนใจให้เศร้าหมอง. หรือว่าจะมีความยึด มั่นว่าตายแล้วต้องเกิดอีก อย่างนี้มันก็เป็นความเศร้าหมอง อย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน. แม้ยืนยันว่าตายแล้วไม่เกิดอีก แต่ เป็นความยึดมั่นของตัวเอง ซึ่งไม่ถูกตรงกับความจริง อย่าง
น.7 ๓ นี้มันก็เป็นความเศร้าหมอง. ดังนั้นจึงน่าจะพิจารณาให้เห็น กันว่าแม้แต่ปัญหาว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด นี้ ก็แตก แยกแขนงออกไปสำหรับจิตใจจะได้สงสัยลังเล เป็นความ เศร้าหมองได้มากมายหลายประการ. ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ ย่อมจะไม่มีความลังเลสงสัยคือมี จิตบริสุทธิ์ขาวผ่องถึงที่สุด ไม่มีความมืดมัวหรือสลัวด้วย ความสงสัย. ส่วนคนธรรมดาก็ยังมีความสงสัยที่กลับไปกลับ มาเดี๋ยวก็ว่าตายแล้วคงจะเกิด เดี๋ยวก็ว่าตายแล้วคงจะไม่เกิด และเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาที่ไม่มีที่สิ้นสุด คือสงสัยลังเลกันมา แล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล กระทั่งถึงพุทธกาล สืบมากระทั่ง ถึงบัดนี้มีความลังเลสงสัยอย่างเดียวกัน ไม่ได้เปลี่ยนแปลง อะไร เพราะว่าที่ตั้งแห่งความสงสัยมันคงยังมีอยู่อย่างนั้น. คนสมัยนี้ส่วนมากไม่เชื่อว่าตายแล้วจะเกิด ก็มีความ เศร้าหมอง เพราะความเชื่อที่ผิด ๆ ก็ได้. หรือแม้จะพูดอยู่ว่า ตายแล้วไม่เกิด แต่ในใจมันก็อดลังเลไม่ได้ ปัญหาจึงไม่มี ที่สิ้นสุด ถึงขนาดที่เรียกกันว่าเป็นปัญหาโลกแตก. คนเป็น อันมากก็คงจะได้ยินคำ ๆ นี้ ที่เรียกกันว่าเป็นปัญหาโลกแตก คือเป็นปัญหาที่จะมีให้เถียงกันไปพูดกันไป จนกระทั่งโลกนี้ แตกทำลายลงไป ปัญหานั้นก็ยังไม่สิ้นสุด อย่างนี้ก็เรียกว่า
น.8 ๔ ปัญหาโลกแตก คือจะมีไปจนกระทั่งโลกนี้แตกสลายไป ปัญ- หาก็ยังไม่สิ้นสุด มันก็เป็นเรื่องที่น่าหวัว ที่ว่าโลกแตกไป แล้วปัญหาก็ยังไม่สิ้นสุด ; เพราะมันมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน คือมีแง่ให้ถามกันเรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด. คนที่ถามปัญหาว่าตายแล้วเกิดหรือไม่นี้ บางคนก็หลับ ตาถาม คือตัวเองก็ไม่ได้เชื่อ แต่ก็ถาม หรือว่าถามทั้ง ๆ ที่ว่า ไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไร. คนตอบก็อาจจะหลับตาตอบคน เชื่อก็ต้องหลับตาเชื่อ. คิดดูให้ดีว่าเราไปถามใคร ว่าตายแล้ว เกิดอีกหรือไม่ ; เมื่อเขาตอบว่า ตายแล้วเกิดอีก หรือตาย แล้วไม่เกิดอีกก็ตาม ก็ไม่มีอะไรที่มายืนยันให้เห็นจริงได้ ; มันก็หลับตาเชื่อ อย่างนี้มันก็ป่วยการ ; ไปคิดปัญหาอื่นเสีย ยังจะดีกว่า อย่างน้อยก็เช่นปัญหาที่ว่า ที่ยังไม่ตายนี้ จะต้อง ทำอย่างไร? เพราะมันเป็นเรื่องถึงเข้าเฉพาะหน้าแล้ว ที่จะ ต้องทำให้ถูกต้อง ให้สิ้นสุดกันไป ; จะมามัวถามปัญหาที่ต้อง หลับตาถาม แล้วก็หลับตาตอบ แล้วก็หลับตาเชื่อกันอยู่อย่าง นี้มันก็คงจะเสียเวลา. แต่แล้วในที่สุดมันก็ช่วยไม่ได้ในข้อที่ ว่าถ้ายังเป็นปุถุชนอยู่มันก็ยังสงสัยอยู่อย่างนี้ อยากจะถามอยู่ อย่างนี้แล้วตัวเองก็ตอบได้เหมือนกัน ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง.
น.9 ๕ ทีนี้ เราก็ตั้งปัญหาสมมติขึ้นมาว่า ถ้าเราไปทูลถาม พระพุทธเจ้าหรือว่าเราจะไปถามพระอรหันต์ทั่ว ๆ ไปก็ดี ว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่อย่างนี้ ก็ลองคิดดูว่าท่านจะตอบว่าอย่าง ไร. มีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้าในลักษณะอย่างนี้ ท่านก็ พิจารณาดูว่า ควรจะตอบอย่างไรอยู่ด้วยเหมือนกัน. ถ้าว่าผู้ ถามเป็นปุถุชนธรรมดาสามัญอยู่มาก ๆ และเป็นการถามปัญ- หาในทางของศีลธรรม เพื่อประโยชน์แก่ศีลธรรม พระพุทธ องค์ก็จะทรงตอบไปในทำนองที่เป็นประโยชน์แก่ศีล ธรรม ของคนทั่วไป. แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยทรงยืนยันลงไปตรง ๆ ว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด. ท่านจะตอบไปในทาง ที่ว่า ความเชื่ออย่างไหนมันจะมีประโยชน์กว่ากัน คือว่าถ้า เชื่อว่าตายแล้วเกิด มีประโยชน์กว่าที่จะเชื่อว่า ตายแล้วไม่ เกิด; หรือว่าเชื่อว่าตายแล้วไม่เกิดมีประโยชน์กว่า ที่จะเชื่อว่า ตายแล้วเกิด; ในที่สุดผู้ถามนั้นเองจะเป็นผู้ตอบได้เอง. เพราะ ว่า ถ้าเราเชื่อว่าตายแล้วเกิดอย่างนี้มันได้เปรียบกว่า ในเมื่อ ก็ไม่รู้ทั้งนั้น ว่าตายแล้วจะเกิดแน่หรือไม่เกิดแน่ ไม่มีอะไร มาเป็นพยานหลักฐานแล้วพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ทรงกระทำ ไปในลักษณะที่จะให้คนนั้นเชื่ออย่างที่เรียกว่างมงาย คือ หลับตาเชื่อ ท่านจึงต้องมาตั้งปัญหาให้เขานึกเอาเองว่า ใน
น.10 ๖ สองอย่างนี้ควรเชื่ออย่างไหนดี. ถ้าเชื่อว่าตายแล้วเกิดอีก คนก็ต้องพยายามจะทำความดีไว้ เพื่อประโยชน์แก่การที่จะ เกิดอีก ; อย่างนี้มันก็ได้ประโยชน์กว่า. ถ้าเชื่อว่าตายแล้วไม่ เกิดมันมีทางที่จะเป็นอันตราย คือจะทำอะไรไปในทางที่ ไม่ เผื่อไว้ ว่ามันจะเกิดอีก ก็อาจจะทำความชั่ว ทำบาปได้ โดย ง่ายกว่าพวกคนที่เชื่อว่าตายแล้วเกิดอีก สำหรับข้อนี้ เมื่อมันตกลงกันไม่ได้หรือมันจะทำจิต ให้ปลงลงไปชัดไม่ได้ ว่าตายแล้วเกิดอีกหรือไม่เกิดอีกก็จริง แต่สามารถที่จะทำให้จิตมีความเชื่อแน่นแฟ้นลงไปได้ ในข้อ ที่ว่าเมื่อเราทำความดีไว้เผื่อการเกิดอีก นี้ก็ไม่มีทางที่จะ ขาดทุนเป็นที่มั่นใจได้ รับประกันตัวเองได้ว่าไม่มีทางที่จะ ขาดทุนว่าเมื่อเราทำความดี ให้มาก ๆ เข้าไว้ มันก็ ได้รับผล ของความดีนั้นทั้งหมดทั้งสิ้น ในปัจจุบันนี้ ; แม้ว่าไม่เกิดอีก มันก็ไม่ขาดทุนเพราะเราได้ผลของการทำความดีไว้ทั้งหมด ทั้งสิ้น ในปัจจุบันนี้แม้ว่าถ้ามันเผอิญไปเกิดอีกเข้าจริง ๆ ก็ไม่ขาดทุน แต่ยิ่งได้กำไร. อย่างนี้ทำให้แน่ใจ เพราะฉะนั้น เราถืออย่างนี้ดีกว่า. ถ้าเราอาจจะมองเห็นชัดลงไปในข้อที่ว่า เกิดอีกหรือไม่เกิดอีกเราก็มองเห็นชัดลงไปว่า ถ้าเชื่อว่าเกิด อีก มันมีทางที่จะได้กำไรแน่นอน.
น.11 ๗ ความเชื่อว่าตายแล้วเกิดอีกนี้ เชื่อกันมาแล้วตั้งแต่ ก่อนพุทธกาล และเป็นเรื่องของศีลธรรมคือช่วยให้คนมี ศีลธรรมดีประพฤติ แต่ความดีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สงเคราะห์เกื้อ- กูลซึ่งกันและกันโดยถือเสียว่าทั้งหมดนี้จะต้องเกิดอีก จะต้อง เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร เป็นเพื่อนทุกข์ เพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายในวัฏฏสงสาร ตลอดกาล นาน ถ้าทุกคนคิดอย่างนี้ ศีลธรรมมันก็ดี คือไม่เบียดเบียน กัน. เดี๋ยวนี้คนสมัยนี้ จะไม่คิดอย่างนี้ แม้แต่ตัวเองก็ไม่ คิดว่ามันจะเกิดอีกก็ได้ แล้วก็ชวนกันไม่ให้นึกถึง ว่าตาย แล้วมันจะเกิดอีก หรือไม่เกิดอีก ก็เลยเอาแต่ประโยชน์ส่วน ตัว ที่นี่เดี๋ยวนี้ จิตใจมันก็เลยคับแคบในการที่จะทำความดีให้ มากเข้าไว้ถือเอาประโยชน์เฉพาะหน้าเป็นใหญ่ ก็เลยทำไป ในลักษณะที่กระทบกระทั่งผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่น เอา ประโยชน์มาเป็นของตัวให้มากเข้าไว้ ศีลธรรมมันจึงได้เสื่อม. นี่แหละขอให้สังเกตดูให้ดีไว้ที่หนึ่งก่อนว่า ถ้ามีคนไป ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเรื่องนี้ ว่าตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ ? แล้วคน ๆ นั้นก็เป็นคนที่ยังเป็นธรรมดาสามัญเกินไป ยังมี
น.12 ๘ ปัญหาทางศีลธรรมมากกว่า พระองค์ก็จะทรงตอบไปในทาง ที่จะให้เขามีความเชื่อในการที่จะทำความดีหรือมีศีลธรรมนั้น ให้ถึงที่สุด. อีกทางหนึ่งเรียกว่าไม่เหมือนกัน หรือจะถึงกับตรง กันข้าม ถ้าเป็นคนที่มีสติปัญญาพอที่จะเข้าใจเรื่องสัจธรรม หรือเรื่องปรมัตถธรรมในส่วนตัวของบุคคลคนหนึ่งได้ พระ พุทธเจ้าก็จะตรัสตอบไปในทางอื่น คือว่าอย่ามาพูดกันถึง เรื่องตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิดเลย; มาพูดกันถึง เรื่องว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรเป็นความทุกข์ อะไร ที่จะดับทุกข์เสียได้อย่างนี้ดีกว่า ก็คือพูดกันเรื่องอริยสัจจ์. ความทุกข์คือความยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์ โดย ความเป็นตัวเป็นตนของ ๆ ตนนี้. เกิดความทุกข์ขึ้นมาเพราะความยึดมั่น ความยึดมั่น ก็มาจากตัณหา คือความอยากอย่างนั้น อยากอย่างนี้ อยาก อย่างโน้น ตามที่ตัวต้องการอย่างไร แล้วก็ยึดมั่นอย่างนั้น. ความทุกข์มันเป็นอย่างนี้ เหตุให้เกิดทุกข์มันเป็นอย่างนี้. จะดับทุกข์ได้ก็ต้องดับความยึดมั่นอย่างนี้เสีย ดับ ตัณหาอย่างนี้เสีย.
น.13 ๙ จะดับตัณหานี้อย่างไร ก็คือตั้งตนไว้ในอริยมรรคมี องค์แปดประการ ซึ่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวประธาน เป็นตัว นำอยู่ข้างหน้า กล่าวคือมีความเข้าใจถูกต้องในเรื่องธรรม ทั้งปวงที่มีเหตุ ล้วนแต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย - เป็นเรื่องเป็น ราวไป. ปัญหาของมนุษย์นี้ ส่วนใหญ่ก็มาจากความยึดมั่นถือ มั่นในเรื่องตัวตน หรือในเรื่องของ ๆ ตน ถ้ามีสัมมาทิฏฐิ มองเห็นให้ชัดเสียก่อนว่า มันไม่มีตัวตน มันไม่มีของตน เรื่องมันก็จะเดินไปถูกทาง ไม่เขวออกไปนอกทาง คือเห็น ว่ามันเป็นเหตุปัจจัย ปรุงแต่งกันไปตามธรรมชาติ. สิ่งที่เป็น เหตุเป็นปัจจัย หรือเป็นผลก็ตาม ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า ธาตุคือเป็นสักว่าธาตุ ดังที่ได้วิสัชนาแล้วโดยละเอียด ว่ามัน เป็นสักว่าธาตุอย่างไร. พอเห็นว่าสักว่าธาตุเป็นไปตาม ธรรมชาติอย่างนี้ ก็หมดความสำคัญผิด ในเรื่องเกี่ยวกับตัว คนหรือของคนคือจะไม่เกิดความรู้สึกที่เป็นตัวตน หรือเป็น ของตน ก็เรียกว่ามีสัมมาทิฏฐิ ก็เลยหมดปัญหาปลีก ย่อยต่าง ๆ นานา เช่นว่าจะเกิดหรือไม่. การที่จะคิดว่า เกิดหรือไม่เกิดนี้ มันต้องมีตัวตน สำหรับไปเกิด; แต่พอเห็นแจ้งลงไปว่า ไม่มีตัวตนเสียแล้ว
น.14 ๑๐ มันก็ตอบได้เองว่า ไม่ได้มีการเกิด และไม่ได้มีการเกิดอีก หรือเกิดมาแล้ว เพราะว่ามันไม่มีตัวตน เราเคยคิด เคย เชื่อเคยหลงไปว่ามีตัวตน และมีเกิด มีเราเกิด; เดี๋ยวนี้เรา มามองเห็นชัดเจนว่า มันเป็นสักว่าธาตุ เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยไม่มีส่วนใดที่จะเป็นตัวตน หรือมั่นหมายเอาเป็น ตัวตน สำหรับที่จะเป็นตัวตนของตนไปเกิดอย่างนั้น ไปเกิด อย่างนี้. เรื่องมันก็จบลงที่ความไม่มีตัวตน ปัญหาต่าง ๆ มัน ก็สิ้นสุดตามไปด้วยว่าเกิดหรือไม่เกิด. คนนั้นเมื่อเห็นว่า ไม่มีตัวตนแล้ว ก็เป็นเหตุให้ข้าม ปัญหาหรือข้ามความสงสัยต่าง ๆ ได้หมดสิ้น ที่เกี่ยวกับว่ามี ตัวตนแล้วจะไปเกิดอย่างไร จะพาเอาอะไร จะได้อะไรไป อย่างนี้. นี่มันเป็นปัญหาที่เรียกว่าสูงขึ้นไป เป็นอย่าง สัจธรรม หรือปรมัตถธรรม; คู่กันกับปัญหาทางศีลธรรม ที่เป็นประโยชน์แก่สังคมยิ่งกว่าคนหนึ่ง ๆ ปัญหาทาง สัจธรรม หรือปรมัตถธรรมนั้น มันเป็นประโยชน์แก่ บุคคลหนึ่ง ๆ ยิ่งกว่าที่จะไปมัวเล็งถึงสังคม เพราะว่าสังคม นั้นมันคือคนมาก แล้วคนมาก ๆ นั้นจะให้ฉลาดพร้อมไปใน คราวเดียวกัน มันไม่ได้; มันมีการถ่วงการดึงกัน แม้แต่ ความคิดเห็น ฉะนั้น ต้องลดลงไป ในลักษณะที่ว่าจะเข้าใจ
น.15 ๑๑ เหมือน ๆ กันได้ และไปด้วยกันได้ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องของ ศีลธรรม และเป็นเรื่องของสังคม. อย่างในกรณีที่เกี่ยวกับ ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด นี้ ก็เป็นเรื่องของสังคมอาจจะทำ ให้เข้าใจ และเชื่อพร้อม ๆ กันไปได้ในข้อที่ว่า ถ้าเรา เชื่อว่าตายแล้วเกิด อย่างนี้มันดีกว่าที่จะไปเชื่อว่าตายแล้วไม่ เกิด. ถ้าทุกคนเชื่อว่าตายแล้วเกิด มันก็ชวนกันทำความดี เพราะจะไปเกิดอีกเกิดใหม่ สังคมมันก็ดี และทุกคนอยู่กัน ได้ด้วยความสงบ ตั้งหน้าตั้งตาทำความดี มีศีลมีธรรมสำหรับ ไปเกิดดี. นี่เห็นได้ชัดว่า เรื่องศีลธรรมก็จำเป็น เพราะเคยเชื่อ กันมาอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ทรงยกเลิกข้อนั้น ไม่ กล่าวอะไรที่หักล้างขัดขวางกัน ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้ว พระ องค์จะทรงสอนเรื่องความที่ไม่มีคน ความที่ไม่มีตัว–มีตน ไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคลต่างหาก. เมื่อคนส่วนใหญ่ยังเข้าถึงไม่ได้ เพราะว่าความเจริญอันนี้มันสูงไป ก็จะลดลงไปอยู่ศีลธรรม ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าถ้าจะให้ตรงกันในแง่ของศีลธรรมแล้ว ให้ถือว่าตายแล้วเกิด เพื่อจะได้มีศีลธรรมดี. แต่ถ้ามันเป็น เรื่องที่สูงขึ้นไปถึงสัจธรรม ปรมัตถธรรมของบุคคลหนึ่ง ๆ ที่ว่าจิตใจของเขาจะบริสุทธิ์ ผ่องแผ้วไปจากความลังเลสงสัย
น.16 ๑๒ หรือความงมงายแล้ว เขาก็จะต้องศึกษาไปในทางที่ว่าไม่มีตัว ตน ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล มีแต่สักว่าธาตุเป็นไป ตาม ธรรมชาติไม่มีตรงไหนที่จะไปยึดเอาเป็นบุคคลได้. นี่ก็เป็น เรื่องของปรมัตถธรรม. สิ่งทั้งสองนี้ จะต้องคู่กันไป หมายความว่าเมื่อยังเป็น ปุถุชนอยู่ ก็ยึดกันไปในหลักพื้นฐานของศีลธรรม; ยังไม่ อาจจะเข้าใจในส่วนปรมัตถธรรม. แต่ถ้าคนได้ทำดีถึงที่สุด โดยหลักที่ว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ– ไม่ทำบาปทั้งปวง, กุสลสฺสูปสมฺปทา– ทำกุศลให้ถึงพร้อม ก็มีศีลธรรมดี มี กุศลดีมีอะไรพร้อมแล้ว มันก็ยังรู้สึกว่า ทำไมยังเป็นทุกข์อยู่ ทำไมยังมีปัญหาเรื่องเกิด เรื่องแก่ เรื่องเจ็บ เรื่องตาย เรื่อง อะไรทำนองนี้อยู่; ศีลธรรมไม่ช่วยแก้ปัญหาของบุคคล โดย เฉพาะในเรื่องอันลึกซึ้งที่เกี่ยวกับความยึดมั่นถือมั่น ดังนั้น คนจึงต้องก้าวหน้าต่อไปอีกขั้นหนึ่งตามหลักที่พระพุทธองค์ ทรงวางไว้ว่า สจิตฺต ปริโยทปนํ จะต้องทำจิตของตนให้ขาว ผ่อง นี้เป็นภาพพจน์เป็นอุปมา ใช้คำว่า ขาวผ่อง แต่ในที่นี้ หมายถึงความเกลี้ยงเกลา จากเรื่องเศร้าหมองจิตทุกชนิด แม้ แต่ว่าเป็นเพียงความลังเลความสงสัย ว่าตายแล้วเกิดหรือ ไม่.
น.17 ๑๓ ผู้ใดต้องการจะมีจิตบริสุทธิ์ผ่องใส ที่เรียกว่า ปริโยทปนํ ผู้นั้นจะต้องชำระจิตให้หมดจดจากความลังเล สงสัยในทุกประการ แม้แต่ความลังเลที่ว่าตายแล้วเกิดหรือ ไม่เกิดให้มันหมดสิ้นไปเสียว่า ไม่ได้มีคนแน่นอน ไม่ได้มี คน; มีสักว่าธาตุเป็นไปตามอำนาจปรุงแต่ง ตามธรรมชาติ ตามธรรมดาของสิ่งที่เรียกว่าธาตุนั้นเอง. นี่ก็เกิดขึ้นเป็น เรื่องทางปรมัตถธรรมขึ้นมาอย่างนี้ ศีลธรรมก็ไม่ต้องเลิก คงปล่อยไว้ในขั้นที่ว่าบุคคลสามัญธรรมดาจะไม่ทำบาป แล้ว ก็จะทำบุญหรือความดีให้ถึงพร้อม ไม่ต้องยกเลิก แม้จะมี ความคิดว่าตายแล้วเกิดก็ไม่เป็นไร เพราะมันยังดีกว่า ที่จะ คิดว่าตายแล้วไม่เกิด. อย่างเด็ก ๆ เขายังไม่อาจจะเข้าใจ เขาอาจจะรำคาญ ในข้อที่ว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด เราก็ช่วยตัดบท ให้เขาว่า เชื่อว่าตายแล้วเกิดดีกว่า หรือว่าเชื่อว่าตายแล้ว เกิดนั่นแหละถูก; แล้วก็รีบทำให้สมกับที่ว่าเราตายแล้วจะ ต้องเกิด ก็จะเป็นเหตุให้เด็ก ๆ นั้นรู้จักทำความดีโดยส่วน เดียว กีดกันความชั่วหรือบาปออกไปได้เป็นส่วนใหญ่ เพราะ ว่าตั้งใจจะเป็นคนดี แล้วตายแล้วก็จะไปเกิดดี.
น.18 ๑๔ สำหรับบุคคลที่โตแล้ว แต่ยังมีความเข้าใจหรือความ คิดความเชื่ออย่างเด็ก ๆ ทั่ว ๆ ไป ก็ควรจะให้ถืออย่างเดียว กัน ว่าเอาข้างปลอดภัยไว้ก่อนแหละดี ถ้าเราไม่อาจจะยุติ กันได้ในข้อนี้ ก็เอาข้างปลอดภัยไว้ก่อนนั่นแหละดี อย่าไป มัวสงสัยลังเลอยู่เลยว่า จะอย่างไรกันแน่ เพราะเราเอาใน ทางที่ว่าอย่างนี้มันมีประโยชน์กว่าแน่ ก็เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คนเขาจึงเชื่อในเรื่องตายแล้วเกิดกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ในสมัยพุทธกาล จนกระทั่งบัดนี้ แล้วคนที่เชื่ออย่างนี้ ก็ได้ เปรียบคนที่เชื่ออย่างตรงกันข้าม ในทางสังคมหรือโลกทั้ง สิ้นก็ยังดีในทางศีลธรรม. ศาสนาทุกศาสนา ที่มีประโยชน์แก่โลก แก่สังคม แล้วจะมีการสอนไปในทำนองที่ว่า ตายแล้วเกิดทั้งนั้น จะ ผิดกันอยู่ก็แต่ว่า ไม่ได้เวียนว่ายตายเกิดซ้ำ ๆ ซาก ๆ คือตาย แล้วเกิด เสร็จแล้วก็ไปรออยู่ สำหรับที่จะไปเสวยสุข-เสวย ทุกข์ ตามกรรมของตน อย่างศาสนาของพวกยิวหรือของ พวกคริสเตียน ทางฝ่ายตะวันตกโน้น ก็ยังยอมรับในข้อที่ว่า ตายแล้วก็เกิด แม้จะไม่เกิดซ้ำ ๆ ก็ไปเกิดรอสำหรับวันที่จะ พิพากษาโทษ อย่างนี้เราก็อย่าไปดูถูกดูหมิ่นเขา ว่าเป็น ความคิดผิด ๆ บ้า ๆ บอ ๆ เพราะเขาอาจจะฉลาดเหนือกว่าเรา
น.19 ๑๕ ก็ได้ ถ้าเขาไม่มองเห็นเป็นคนหลายคนหลายทีเกิด เพราะ มันก็เป็นกระแสแห่งการปรุงแต่งของจิต ของวิญญาณอะไรก็ ตามใจอยู่เรื่อยไป จนกว่าจะถึงวันพิพากษาโทษ จึงจะเด็ด ขาดลงไปว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ รวมความแล้วก็ยังกล่าวได้ว่า มันอยู่ในพวกที่ถือว่า ตายแล้วเกิดอยู่นั่นเอง ก็ต้องทำความดีด้วยกันทั้งนั้น. แม้ว่า พุทธศาสนาหรือศาสนาอื่น ๆ ที่คล้ายกัน จะสอนเรื่องการ เวียนว่ายตายเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก มันยังไม่มุ่งหมายอยู่ในข้อที่ว่า จะต้องทำความดีนั่นแหละเป็นส่วนใหญ่. คนที่เขาเชื่อว่าตายแล้วเกิด ตายแล้วเกิด เป็นวัฏฏ- สงสารนั้น เขาเชื่อกันมาก่อนครั้งพุทธกาล พอพระพุทธเจ้า ท่านบังเกิดขึ้นมาในโลก ก็มาเผชิญกับปัญหานี้ ในข้อที่ว่า มันจะควรให้เขาเชื่อว่าอะไรดี จะลบล้างของเก่า หรือว่าจะ ให้เชื่อของใหม่ในคำสอนที่ว่าไม่มีบุคคลดี ในที่สุดก็กลาย เป็นว่าเมื่อคนมันไม่เหมือนกัน ก็ต้องมีคำสอนที่เหมาะสม แก่คนเหล่านั้น เป็นพวก ๆ ไป. นี่เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้า ท่านก็ได้ตรัสเรื่องทาง ศีลธรรม คล้าย ๆ กับว่ามีตัวมีตน แต่ท่านไม่ยืนยันในข้อที่ ว่ามีตัวมีตน ยืนยันว่า ถ้าถือว่าอย่างนี้ละก็จงทำอย่างนี้ ที่นี้
น.20 ๑๖ ถ้าว่าคนไม่อาจจะเห็นถึงขนาดนี้ ก็ยอมรับว่า เอ้า ! ถ้าอย่าง นั้นก็มีตัวตน เวียนว่ายตายเกิด มันก็ทำความดีให้เผื่อไว้ สำหรับคนที่จะเวียนว่ายตายเกิด. เราจะหาว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสไม่คงที่ ไม่แน่นอน ไม่คงเส้นคงวาอย่างนี้ก็ไม่ได้ มันอยู่ที่คนฟังนั้นต่างหาก เขาอยู่ในระดับอย่างไร พระพุทธองค์ย่อมจะต้องทรงตอบ เขาไปในลักษณะที่เป็นประโยชน์แก่เขาที่สุดเท่านั้น เพราะ ว่าท่านทำไปด้วยความเมตตา ให้คนนั้น ๆ ได้รับประโยชน์ ไม่มีความทุกข์ และท่านทำไปด้วยปัญญา ท่านจึงทราบว่า ควรจะพูดกะคนนี้ ๆ ว่าอย่างไร ท่านมีทั้งปัญญา ท่านมีทั้ง เมตตา ฉะนั้นจึงให้คำตอบที่ดีได้ ที่เป็นประโยชน์แก่เขา ให้มากที่สุดได้. ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาดูในข้อนี้ แล้วก็จะไม่เห็น หรือจะไม่รู้สึกว่าพระพุทธเจ้านี้ท่านตอบไม่คงเส้นคงวา ตอบ แก่เขาคนนี้อย่างหนึ่ง ตอบแก่คนโน้นอย่างหนึ่ง. ตอบแก่ คนหนึ่งก็สอนทำนองที่ว่า มันเกิดอีก ให้ทำความดีเข้าไว้; ตอบแก่อีกคนหนึ่งก็ว่า มันไม่มีตัวไม่มีตนที่ไหน มีแต่สิ่งที่ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. หรือว่าถ้าจะให้มันกลมกลืนกัน ไปได้ทั้งสองอย่าง ก็ให้ถือว่า อ้ายสิ่งที่ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มี
น.21 ๑๗ สัตว์ไม่มีบุคคล มีแต่สิ่งที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยนั่นแหละ ขอให้มันรับผิดชอบตัวเอง ให้เหตุปัจจัย หรือสิ่งที่เป็นผล เกิดมาจากเหตุจากปัจจัยนั่นแหละ มันรู้สึกคิดนึกเอาเอง ว่า ถืออย่างนี้ดีกว่าปลอดภัยกว่า เพราะว่าเมื่อต้องเป็นไปตาม เหตุตามปัจจัยแล้ว มันก็ต้องทำแต่ฝ่ายที่ดี พอไปทำฝ่ายที่ ชั่วเข้า มันก็เดือดร้อนเท่านั้นเอง. มันจะเป็นตัวเป็นตน หรือจะไม่เป็นตัวเป็นตนก็สุดแท้; แต่ถ้าปรุงแต่งกันไปใน ทางที่ไม่ดีแล้วจะต้องเป็นทุกข์. นี้ก็สรุปความได้ว่า ทำชั่วนี้ไม่ดีแน่ หรือว่าถ้าไปยึดมั่น ถือมั่นเป็นตัวตนมากไป มันก็ต้องมีความทุกข์ มันก็ไม่ดีแน่ เหมือน ในที่สุดก็ต้องเอาทางฝ่ายที่ว่า ไม่มีความทุกข์ไว้ นั่นแหละดี . ทำอย่างไรอย่าให้มีความทุกข์ได้; นั้นเป็นการ ถูกต้องแน่. ถ้ายังเชื่อว่าตายแล้วเกิด มันก็ทำอย่างที่ไม่ต้อง เป็นทุกข์ ตายแล้วได้เกิดอีก; ถ้าเห็นว่าไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคล ก็อย่าปล่อยใจให้มันปรุงแต่งไปในทางที่เรียกว่าเป็นความชั่ว แล้วจะได้มีความทุกข์เพราะความชั่ว. แต่ถ้าผู้ใดมองเห็น ชัดเจนลงไปว่า ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลตัวตนแล้วมันก็ทำชั่ว บางคนก็ดันทุรังไปในทำนองที่ว่า ถ้าไม่มีตัวไม่มีตนแล้ว
น.22 ๑๘ มันก็จะคิดไปในทางทำความชั่ว อย่างนี้มันไม่ถูก; เพราะว่า ถ้ามันเห็นว่า ไม่มีตัวไม่มีตนจริง ๆ อย่างถูกต้อง ไม่ใช่อย่าง อันธพาล ไม่ใช่อย่างมิจฉาทิฏฐิ มันก็ทำความชั่วไม่ได้. นี่ แหละ ผู้มีปัญญา เห็นอนัตตา เห็นสุญญตา จึงทำความชั่ว ไม่ได้ เมื่อไม่ทำความชั่ว มันก็ไม่มีความทุกข์ ก็เป็นอันว่า ใช้ได้แล้ว; เห็นอนัตตา เห็นสุญญตานั้น มันยังไปไกลจน ถึงกับว่า ไม่มีตัวตนสำหรับจะแบกเอาไว้ ซึ่งมันเหมือนกับ แบกของหนัก. อย่างในบทสวดมนต์ที่ว่า ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ขันธ์ทั้งหลายห้าเป็นของหนักเน้อ !; คือขันธ์ห้าที่มีบุคคล ยึดมั่นถือมั่นด้วยความเป็นตัวเป็นตน นั้นมันเป็นของหนัก เพราะว่ามันไปยึดมั่นด้วยจิตใจ คือแบกไว้ด้วยจิตใจ นั่น แหละคือความร้ายกาจของตัวตน. ตัวตนเป็นมายา ไม่มี อยู่จริง พอไปยึดมั่นถือมั่นเข้า มันก็มีผลเท่ากับมีอยู่จริง พอมีอยู่จริงมันก็หนัก แก่บุคคลผู้เข้าไปยึดมั่นถือมั่น คือการ แบก จึงได้ถือเป็นหลักได้เลยว่า ภารา ห เว ปญฺจกุขนฺธา ขันธ์ทั้งหลายห้าเป็นของหนัก แม้มันหนัก แต่ถ้าเราไม่แบก มันก็ทำอะไรเราไม่ได้ มันหนักก็หนักไปซิ เมื่อเราไม่เอามา
น.23 ๑๕ แบกไว้มันจะทำอะไรเราได้ นี่ข้อที่สอนให้บุคคลรู้จักความไม่ มีตัวตน คือไม่ไปแบกเอาอะไรเข้าไว้โดยความเป็นตัวตน. ส่วนเรื่องรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขาร ขันธ์ วิญญาณขันธ์ ก็ไปตามเรื่องของมัน อย่าเอามาแบก ไว้โดยเป็นเรื่องของตัวตน ของจิตที่คิดไปผิด ๆ จะต้อง จัดการกับรูปกับเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างไร ก็จัดไปอย่างนั้น. ที่แท้มันก็เป็นจิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง หรืออยู่กับขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง หรือว่าร่วม กันหลาย ๆ ขันธ์ มันก็ต้องทำไปตามความถูกต้องที่จะไม่มี ความทุกข์ขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่า เป็นความรู้ในชั้นที่เป็น ของจริง หรือเป็นปรมัตถธรรมในชั้นสูงสุด คือจะไม่มีความ ทุกข์เลย ไม่มีความทุกข์อะไรเหลืออยู่อีกต่อไปด้วย. นี่คือปัญหาที่จะมาจากความสงสัย ว่าตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด. ถ้าความสงสัยของผู้ใดยังเหลืออยู่ จิต ของบุคคลนั้นไม่มีทางที่จะผ่องแผ้ว คือไม่อาจจะเป็นจิตที่ ขาวผ่องเป็นปริโยทาโต. ปริโยทาโต แปลว่าขาวผ่อง. ตาม ตัวหนังสือมันแปลว่าขาวผ่อง แต่เนื้อความมันหมายความว่า มันไม่ยึดถืออะไรไว้ มันจึงจะเกลี้ยงเกลาหรือขาวผ่อง อันนี้เป็นคุณสมบัติอันสุดท้าย คือสูงสุดที่จะทำคนให้
น.24 ๒๐ บริสุทธิ์ แล้วก็เป็นบุคคลประเภทพระอริยเจ้า มีความเป็น พระอรหันต์ เป็นชั้นสูงสุด ชั้นสุดท้าย. ขอให้ระลึกนึกถึงที่ได้กล่าวแล้ว แต่ตอนกลางวัน นั้นว่า : ข้อแรก สพฺพปาปฺส อกรณํ นี้ บัญญัติสำหรับ คนบาปหรือคนชั่ว; ข้อ ๒ ว่า กุสลสฺสูปสมุปทา นี้บัญญัติ สำหรับคนดี, ส่วนข้อ ๓ ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ นี้บัญญัติ สำหรับคนบริสุทธิ์. ผู้ที่ได้ฟังแล้วยังจำไว้ได้ จะยังมีประ- โยชน์หรือเข้าใจได้ว่า มันมีคนบาปคนชั่วเป็นอันดับแรก แล้วต่อมามันก็มีคนดีเป็นอันดับที่ ๒ แล้วต่อมามันก็มีคน บริสุทธิ์อยู่เหนือความชั่วความดีไปทั้งหมดเลย เป็นอันดับ ที่ ๓ ต้องมาถึงความเป็นความบริสุทธิ์ เรื่องของมันจึงจะ จบ. คนบริสุทธิ์นี้ไม่มีอะไรเหลืออยู่ สำหรับมาทำจิตใจเศร้า หมอง แม้ด้วยความสงสัยลังเล การที่เราพูดว่าคนชั่ว คนดี คนบริสุทธิ์นี้ พูดอย่าง ภาษาธรรมดาสามัญ สำหรับฟังกันง่ายๆ ที่จริงควรจะพูดว่า จิตที่ชั่ว ที่เลว หรือจิตที่ดี หรือจิตที่บริสุทธิ์ต่างหาก เพราะว่ามันไม่มีคน มันมีแต่ร่า งกายกับจิตใจ. มันก็มีร่าง กายและจิตใจนั่นแหละ ที่จะรวมกันเข้าแล้วกระทำไปในทาง
น.25 ๒๑ ที่ว่าเป็นชั่วหรือเป็นเลว แล้วกระทำไปในทางที่เป็นดี แล้ว กระทำไปในทางที่เป็นความบริสุทธิ์ เป็น ๓ ชั้นอยู่อย่างนั้น นี้เป็นหลักในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าพระพุทธเจ้าองค์ไหน จะตรัสรู้ขึ้นมาเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะสอนอย่างนี้ เรื่อง ชั่วก็ต้องแก้ปัญหาให้หมดไป, เรื่องดีก็ต้องแก้ปัญหาให้หมด ไป, เรื่องบริสุทธิ์นี้ก็ต้องแก้ปัญหาให้หมดไป. ปัญหาที่เหลือก็คือ ปัญหาทำความยุ่งยากใจ เข้าใจ ได้ยาก สลัดออกไปได้ยาก มีความลังเลสงสัยเกี่ยวพันกันอยู่ เรื่อยไป อย่างนี้จึงควรจะเอามาพูดกันให้เป็นที่เข้าใจ แล้วก็ ขจัดเสียได้ แล้วเรื่องก็จะจบ. ทีนี้มาพิจารณากันต่อไป ถึงปัญหาข้อนี้ โดยราย ละเอียดปลีกย่อยบางอย่าง ; จะมองกันไปยังผู้ถามปัญหานี้ ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ ทุก ๆ คนมีคำถามอย่างนี้หรือเปล่า คือมีข้อสงสัยอย่างนี้หรือเปล่า คือสงสัยว่าตายแล้วเกิด หรือไม่ ? พูดกันตามความเป็นจริงแล้ว เราก็ไม่ค่อยจะสนใจ นักว่าตายแล้วเกิดหรือไม่ ; ถ้าใครถามปัญหานี้ ก็ดูจะเป็น คนอุตริ ปากมันทำงานมากเกินไป จนอุตริไปถามปัญหาที่
น.26 ๒๒ ไม่ควรจะถาม หรือยังไม่ควรจะถาม และตัวเองก็ไม่ได้ สนใจเรื่องต่อตายแล้ว สนใจที่นี่และเดี๋ยวนี้ เรื่องลูก เรื่อง บุตรภรรยาสามีเรื่องครอบครัว เรื่องไข้ เรื่องเป็นเรื่องตาย ในที่สุดก็เป็นแต่เรื่องที่นี่และเดี๋ยวนี้. ข้อนี้มันก็อยู่ที่ใจจริงของคนทุกคน ว่าที่ทำไป นี่มัน เป็นปัญหาที่นี่หรือเปล่า ? ส่วนปัญหาหลังจากตายแล้วนั้น มันเป็นเรื่องเผื่อ ๆ ไว้เท่านั้นเองใช่ไหม ? ในวันหนึ่งคืน หนึ่งชั่วโมงหนึ่ง นาทีหนึ่ง มันก็ง่วนกันอยู่แต่ปัญหาที่นี่และ เดี๋ยวนี้ทั้งนั้น. ปัญหาแรกอาจจะมีว่า ไม่มีอะไรจะกิน ก็แก้ ปัญหาไม่มีอะไรจะกิน, มีอะไรกินแล้ว ก็ยังหานึกถึงเรื่อง ตายแล้วจะเป็นอย่างไรไม่ ; มันก็ยังนึกถึงว่า เรื่องลูกจะมี อะไรกินเรื่องลูกจะมีอะไรศึกษาเล่าเรียน ลูกจะเป็นใหญ่ เป็นโตขึ้นมาอย่างไร กี่เรื่องกี่ราวมันก็อยู่ที่นี่ ในโลกนี้ เดี๋ยว นี้ทั้งนั้น, ทุกคนมีการงาน มีข้อผูกพันอยู่แต่เรื่องที่นี่และ เดี๋ยวนี้ทั้งนั้นตามที่เป็นจริง มันเป็นอย่างนี้ ไม่มองเห็นเรื่อง โลกหน้าว่าจำเป็นเท่ากับเรื่องที่นี่และเดี๋ยวนี้. ดังนั้น การจะ ไปมัวถามกันอยู่ ว่าตายแล้วเกิดหรือไม่นี่ มันเป็นปัญหา อุตริ ตนเองก็มิได้มีปัญหาอย่างนี้ กำลังทำทุกอย่างทุกสิ่งอยู่
น.27 ๒ ๓ ก็เพื่อที่นี่และเดี๋ยวนี้. แต่แล้วก็คิดว่า ถ้าไปพูดถึงเรื่องหลังจากตายแล้วนั้นมันจะได้เป็นนักปราชญ์กับเขาบ้าง เขาจะได้นับถือ ว่าเป็นผู้มีปัญญาในขั้นนักปราชญ์ รู้เรื่องต่อตายแล้วหรือแม้แต่สนใจเรื่องต่อตายแล้ว หลังจากตายแล้วนี้ก็ยังดีเขาจะได้ว่าเป็นนักปราชญ์ มีความฉลาดอยู่บ้าง. ดูว่าที่ถามเรื่องนี้ มันเป็นเสียอย่างนี้ ยิ่งกว่าที่จะเป็นปัญหาจริง ๆ ที่รู้สึกเดือดร้อนอยู่ในใจเกี่ยวกับตายแล้วเกิดหรือไม่. สรุปความได้ว่า คนส่วนใหญ่ส่วนมาก ที่มาถามปัญหานี้ อุตริถามหรือว่าชิงสุกก่อนห่าม หรือว่าอะไรก็แล้วแต่จะเรียก เขาไม่ได้ถามปัญหาที่มีอยู่จริง ๆ ในใจนั่น. เขาถามปัญหา เพื่อว่าจะได้หาโอกาสเป็นนักปราชญ์พูดเรื่องลึกๆ กับเขาบ้าง. นี่คนส่วนใหญ่ ก็คือคนอุตริ ถามเรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด. ที่นี้ก็มีคนส่วนน้อยที่รู้สึกลำบากยากใจเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นจริง ๆ ซึ่งก็นับว่าน้อยมาก น้อยที่สุดเลย คนที่มีปัญหาจริง ๆ ในข้อนี้มีน้อยคนที่สุด. มันก็มีเหตุผลอยู่บ้างคือว่าเขารู้สึก คือเขารู้สึกห่วง รู้สึกวิตกกังวล รู้สึกรบกวนอยู่ในจิตใจเช่นว่าคนที่รักใคร่ตายไป เป็นบุตรภรรยาสามีอะไรก็ตามตายลงไป เขาตายลงไป มันตัดความรักความ
น.28 ๒๔ อาลัยไม่ได้มันก็คิดไปในทำนองที่ว่า นี่เขาจะไปเกิดอีกหรือไม่ ถ้าไปเกิดอีกเราก็จะได้ทำบุญอุทิศส่งไปให้ ปัญหามันก็เลยเกิดขึ้นมาว่าคนเรานี้มันตายแล้วจะไปเกิดหรือไม่ ? เมื่อหลาย ๆ คนรวมกันมีปัญหาอย่างนี้ มันก็กลายเป็นปัญหามีตาม ๆ กันไปในสังคมก็ได้เหมือนกัน แต่มันเป็นเรื่องส่วนน้อย มันมาจากความรักความอาลัยส่วนตัว ในบุคคลบางคนที่ตายไปแล้ว มันมีความรักใคร่ในสิ่งที่ตัวรัก อยากจะอยู่ด้วยกัน อย่าจากกันไปเพราะคนหนึ่งจะต้องตายไป มันเลยมีความคิดมากจนถึงกับว่าทำอย่างไร จึงจะได้ไปพบกันอีก ปัญหามันก็เลยเกิดในทำนองที่ว่า มันจะเกิดอีกหรือไม่ ถ้าเขามีความรักกันมาก เขาคงอยากให้เกิดอีก แล้วจะไปพบกันอีก แต่แล้วก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นอย่างนั้น มันก็มีความสงสัยลังเลอยู่ ปัญหามันก็คงเหลืออยู่สำหรับที่จะคิดนึกกันต่อไป ว่าตายแล้วนี่ มันจะเกิดอีกหรือไม่ทำอย่างไรจะได้ไปพบกันอีก เพราะเรายังมีความรักกันอยู่. ทีนี้ที่น่าหวัง ที่อาจจะเป็นอันสุดท้าย ก็ว่าเราแก่แล้ว ถ้าเด็ก ๆ มันถาม เราตอบไม่ได้ก็จะอายเด็ก ว่าตายแล้วเกิดอีกหรือไม่นี่. ถามพ่อถามแม่ ถามปู่ถามตา ว่าตายแล้วเกิด
น.29 ๒๕ หรือไม่ เด็ก ๆ ถามตอบไม่ได้ คนแก่ ๆ ก็ละอาย ก็เลยคิด ว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด หรือว่าจะตอบว่าอย่างไรดี ก็เลย หาคำตอบไว้สำหรับเผื่อว่าเด็ก ๆ มันจะถามเท่านั้นเอง นี้จะเห็นใจความสำคัญ ในข้อที่ว่า คนอ่านน้อยที่จะ ไปสนใจข้อที่ว่าตายแล้วเกิดอีก คนส่วนใหญ่หรือเวลาส่วน มากของคนส่วนใหญ่ มันสนใจแต่เรื่องที่นี่และเดี๋ยวนี้. สิ่ง แรกที่สนใจมากที่สุด ก็เรื่องปากเรื่องท้อง ถ้ามีความอิ่มปาก อิ่มท้องแล้วมันก็นึกออกไปถึงการที่จะกัก จะตน จะเก็บ จะมี ไว้ เผื่อไว้มาก ๆ อีก เผื่อตัวเองยังไม่พอ ก็เผื่อลูก เผื่อหลาน เผื่อเหลน เผื่อวงศ์ตระกูลอะไรต่อไปข้างหน้าอีก ส่วนใหญ่ จะเป็นอย่างนี้คือเรื่องที่นี่และเดี๋ยวนี้ทั้งนั้น เอาละเป็นอันว่า มันก็เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่า ปัญ หาหลังจากตายแล้วนี้มันมีอยู่ และเป็นเรื่องที่สนใจ ก็เกิดถาม ขึ้นเป็นปัญหาที่ไม่สิ้นสุด เป็นปัญหาโลกแตก เป็นคำถาม โลกแตก ; อย่างที่กล่าวมาแล้วนี้เรียกว่าฝ่ายผู้ที่ถามปัญหา. ทีนี้ ฝ่ายผู้ที่จะตอบปัญหานี้เล่าเป็นอย่างไร ? คนที่ ถูกถาม แล้วจะต้องตอบนั้น ก็ยังต้องแบ่งออกเป็น ๒ พวกอยู่ นั่นเอง คือพวกที่รู้จริงพวกหนึ่งแล้วก็พวกที่ไม่รู้จริง รู้ไม่ จริงนี้พวกหนึ่ง.
น.30 ๒๖ พวกที่รู้จริงในคำตอบของปัญหาเหล่านี้ ก็ได้แก่ พระอรหันต์จะเป็นชั้นสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือจะเป็นพระ อรหันต์ชั้นสาวกของสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตามใจ จะต้องถือได้ ว่าเป็นพวกที่รู้จริงในเรื่องนี้ เมื่อท่านจะทรงเป็นผู้ตอบ ปัญหา ท่านก็ตอบได้จริง ตอบได้ถูกต้อง. แล้วยิ่งกว่านั้น ก็คือว่าตอบเหมาะแก่อุปนิสัย สถานะแห่งจิตใจของบุคคลผู้ ถาม แล้วยังต้องแยกออกไปว่า นี้จะต้องตอบ เพื่อประโยชน์ แก่ศีลธรรมของคนเหล่านั้น หรือว่าจะตอบเพื่อปรมัตถธรรม ของคนเหล่านั้น : ท่านก็จะแยกออกจากกันเป็น ๒ ปัญหา อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าแม้แต่พระพุทธเจ้า ท่านก็ ทรงปฏิบัติอย่างนั้น ถ้าจะตอบปัญหาเพื่อประโยชน์แก่ศีลธรรมของสังคม หรือว่าจะตอบเพื่อปรมัตถธรรมของคน ๆ หนึ่งมันก็ตอบให้ ถูก ตอบทางศีลธรรม ก็ตอบให้ถูกทางศีลธรรม ; ตอบทาง ปรมัตถธรรม ก็ให้ถูกทางปรมัตถธรรม. เป็นอันว่าถึง อย่างไรท่านก็ต้องตอบถูกแน่ เพราะว่าท่านเป็นผู้รู้จริง. ผู้ รู้จริงนี้ยังจะตอบให้ถูกแก่เหตุ ผล กาละเวลา บุคคลต่อไป อีก ว่าเมื่อคน ๆ นี้ มันมีอะไรอย่างนี้ มันถามปัญหาอย่างนี้
น.31 ๒๗ เราควรจะตอบปัญหานี้ลงไปโดยตรง หรือว่าเราควรจะชัก เขาไปยังปัญหาอื่นอย่ามายุ่งอยู่กับปัญหานี้. นี่แหละคือข้อที่ว่า ทำไมคนบางคนที่มาทูลถาม พระพุทธเจ้าถึงเรื่องนี้ ท่านจึงปฏิเสธเสียว่า นี่ไม่ใช่เงื่อน ต้นของพรหมจรรย์ ไม่ควรพูดเสียเวลาเปล่า ๆ ; มาพูดกัน เรื่องว่าทุกข์คืออะไร? เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร? แล้วดบทุกข์ ให้เสร็จสิ้นไปปัญหานั้นมันก็จะหมด. นี่คืออาการที่ว่า ท่าน ไม่ตอบปัญหานี้ แต่ท่านชักไปสู่ปัญหาอื่น ; อย่ามามัวพูด กันเรื่องว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิดเลย ไปพูดกันว่าดับทุกข์ ให้หมดสิ้นได้อย่างไร เมื่อดับทุกข์หมดสิ้นได้แล้ว มันจะ เกิดหรือไม่เกิด มันไม่ใช่ปัญหา. มันดับทุกข์หมดสิ้นได้ ต่อเมื่อมันไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตน ; พอรู้สึกว่าไม่ เป็นตนแล้ว ปัญหาที่ว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด มันก็เรียก ว่ายกเลิกไปในตัวมันเองไม่มีปัญหา. เมื่อความจริงมีอยู่อย่างนี้ เกิดคำใหม่ขึ้นมาว่า คำถาม ชนิดนี้เป็นอัพพยากตปัญหา คือเป็นปัญหาที่พระพุทธเจ้า ท่านจะไม่ยอมตอบตรงตามคำถามนั้น ว่าตายแล้วเกิดหรือ ไม่เกิด. ท่านจะไม่ตอบ ในข้อที่ว่า มันเกิดหรือไม่เกิด ท่าน ไม่ยอมตอบในข้อนั้น เรียกว่าเป็นอัพพยากตปัญหา สำหรับ
น.32 ๒๘ ประเด็นนั้น; แต่มันไปมีในประเด็นอื่นว่า ท่านจะต้องตอบ อย่างไร อันนั้นเป็นปัญหาที่ท่านตอบ. ถ้าถามอย่างนี้เป็น ปัญหาที่ท่านทรงปฏิเสธ และไม่ตอบ แล้วก็ดึงไปหาปัญหา อื่นที่อ้อมค้อมไปจากปัญหานี้ แล้วกลายเป็นปัญหาที่ควร ตอบ และเป็นปัญหาที่ท่านตอบ. ขอให้ทบทวนดู คำที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ถ้าไป ทูลถามท่านว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ท่านกลับถามว่า ถือ อย่างไหนดี ถืออย่างไหนดีกว่า; ถือว่าตายแล้วเกิด หรือว่า ตายแล้วไม่เกิด นี่ถืออย่างไหนดีกว่า ? คนถามก็ต้องมองไป ในทางที่ว่า ถือว่าตายแล้วเกิดดีกว่า. ถ้าอย่างนั้นก็ทำไปให้ สมกับที่ว่า ถ้าเราตายแล้วจะต้องเกิด จะต้องทำอย่างไร ? ก็ทำความดีให้มากเข้าไว้. อย่างนี้จะถือว่า พระพุทธเจ้าท่าน หลอกล่อคนไม่ได้ แต่ท่านเชื่อว่าเป็นผู้ที่กล่าวสิ่งเป็นประ- โยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งอย่างสูงสุดแก่บุคคลนั้นแล้ว. ขอให้เลือกเอาเองถือเอง ถ้าตายแล้วเกิด ก็ทำให้ สมกับที่ว่าตายแล้วจะต้องเกิด คือทำความดีให้มากเข้าไว้ แต่สมมติว่ามันไม่มีใครเกิดขึ้นมา ตายแล้วไม่เกิด มันก็ไม่ ขาดทุนอะไร; หรือว่าถ้าไม่มีตัวไม่มีตน มันก็ได้รับผลแก่สิ่ง ที่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนนั่นแหละ คือการปรุงแต่งของสังขาร
น.33 ๒๙ ของเหตุ ของปัจจัยที่สมมติกันว่า เป็นสัตว์เป็นบุคคลนั้น มันก็ได้แก่สิ่งเหล่านั้นแหละ คือมันได้แก่กระแสของการ ประพฤติการกระทำ การได้รับผลของการกระทำ ของสิ่งที่ไม่ ใช่ตัวตนนั่นแหละ ; มันเป็นสักว่าเป็นไปตามอาการแห่งการ ปรุงแต่งของเหตุของปัจจัย อย่างนี้มันก็ไม่ผิด. แต่ถ้าบุคคล นั้นอาจจะเข้าใจความลึกซึ้งในเรื่องนี้ได้ ท่านก็เลยสอนถึง เรื่องความไม่มีตัวไม่มีตนเสียเลย ไม่พูดกันในเรื่องศีลธรรม. นี่เรียกว่าผู้ที่รู้จริง ท่านตอบอย่างนี้. ผู้รู้จริงคือ พระอรหันต์จะเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธะ คือเป็น พระพุทธเจ้าก็ได้ หรือจะเป็นเพียงพระอรหันต์สาวกของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ ท่านก็จะตอบอย่างนี้. แม้ว่าจะ เป็นพระอรหันต์ที่ไม่รู้อะไรมาก เป็นพระอรหันต์สุกขวิปัสสก ท่านก็ยังอาจจะตอบอย่างนี้ได้ เพราะท่านได้เข้าใจ คือได้ผ่าน สิ่งเหล่านี้มาแล้ว ท่านรู้ถึงความที่มันไม่มีตัวตน ท่านก็ตอบ อย่างที่เรียกว่า มันไม่มีตัวตน แต่ถ้าคนเขายังมีตัวตน ท่านก็บอกให้ทำไปในทางที่จะเป็นผลดีแก่ตัวตนนั้น อย่าไป ทำผิดทำชั่วเข้า ในที่สุดมันก็ค่อย ๆ รู้ขึ้นไปตามลำดับ จน กระทั่งว่าเลิกตัวตนกันเสียได้. นี้ผู้รู้จริงจะตอบสิ่งที่เป็น ประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่รู้ ในลักษณะอย่างนี้.
น.34 ๓๐ ทีนี้ถ้าเราไปถามคนที่มันไม่จริงเข้า เขาจะมีคำตอบ แปลก ๆ กันไปอีก เช่นคนธรรมดาสามัญไม่รู้จริง เราถาม เขาว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด; เขาก็ยังมีคำตอบที่แตกต่าง กันถ้าเป็นคนที่มีการศึกษาบ้าง ก็ตอบไปอย่างหนึ่ง คนไม่มี การศึกษาเลยก็ตอบไปอีกอย่างหนึ่ง. แม้ที่สุดแต่ว่า จะต้อง ตอบไปตามขนบธรรมเนียมประเพณี ถือเป็นวัฒนธรรมกัน มาอย่างไรก็ตอบอย่างนั้น ก็มี. อย่างว่าไม่เอาเรื่องของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่เอา เรื่องของพุทธศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง มนุษย์ก็มักจะมีขนบ ธรรมเนียมประเพณี หรือวัฒนธรรม ประจำพวก ประจำ ชาติของตัวมาก่อนแล้วทั้งนั้น. คนป่าในสมัยดึกดำบรรพ์ ก็มี ความเชื่อเรื่องนี้ มีขนบธรรมเนียมประเพณีเรื่องนี้ จนมา กระทั่งลูกหลานชั้นนี้ มันก็ยังมีทางที่จะตอบไปตาม วัฒนธรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณี. หรือถ้ามันไม่มี ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่แน่นอนมาอย่างนี้ มันก็คาดคะเน เอา แล้วตอบด้วยความคาดคะเนก็ได้. นี่ก็เรียกว่ายังน่าดู ว่าเขาเชื่ออย่างนั้นเขาก็ตอบอย่างนั้น. มันร้ายอยู่ก็แต่พวกที่จะหาประโยชน์ส่วนตัว ที่ไป สอนคนอื่นว่า ตายแล้วเกิด รีบทำความดี เอาทรัพย์สมบัติ
น.35 ๓๑ มาลงทุนทำความดี ก็เอามาให้แก่ตัวผู้ที่บอกว่าตายแล้วเกิดนั่นเองอย่างนี้มันก็มีอยู่เหมือนกัน หลอกให้เขาทำบุญ เพราะว่าตนจะได้เก็บเกี่ยวผลเหล่านั้นเอามาเป็นของตัว นี่เรียกว่าคดโกง. คนธรรมดาสามัญจะเป็นไปได้ถึงอย่างนี้ เพราะว่าคนธรรมดาสามัญนี้ มันยังมีกิเลส มันไปหลอกเขาก็ได้ ให้เขาชื่อว่าตายแล้วเกิด รีบทำบุญ แล้วก็มาทำกับฉันอย่างนี้ก็ ไม่ใช่ว่ามันไม่มี มันก็มีอยู่ในโลกนี้ และก็อาจจะมีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลก่อนพระพุทธกาล ก็ ได้. รวมความว่าคนธรรมดา เป็นคนไม่รู้จริง ตอบตามวัฒนธรรมประเพณีที่จับเชื่อมาก็ได้, ตอบตามความคาดคะเนก็ได้. ตอบไปด้วยเจตนาจะหลอกลวง ให้เขาทำบุญแก่ตัวก็ได้. มีคนพูดอย่างนี้กับคนต่างชาติต่างศาสนา เรื่องเล่ากันมาเป็นเรื่องของคนจีนด้วย มีว่าพอพูดเสร็จแล้วก็ถามคนจีนคนหนึ่งว่าเป็นอย่างไร คนจีนคนนั้นเขาบอกว่า : ฉันรู้ ! ฉันรู้ว่าที่ลือพูดนี้ มันต้องการให้อั๊วเอาอะไรไปให้ลื้อ นี่เจ๊กเขาว่าอย่างนี้. พุทธบริษัทก็ควรจะระวัง ที่จะไม่ทำอะไรที่เป็นเรื่องที่ไม่สมกับพุทธบริษัท ในการที่จะถามปัญหานี้ก็ดี. ในการที่จะตอบปัญหานี้ก็ดี; อย่าให้มันมีอะไร ที่ไม่สมกับความเป็น
น.36 ๓๒ พุทธบริษัท. พุทธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่เราท่องกันอยู่ทุกวัน มันต้องให้เป็นเรื่องรู้ เป็นเรื่องตื่น คือไม่หลับแล้วก็เป็นเรื่องเบิกบาน คือมันถูกต้อง มันจึงสดชื่นและแจ่มใส.. ปัญหาเรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่นี้ ก็เป็นปัญหาอันหนึ่งซึ่งควรจะชำระ ให้หมดไปจากความเป็นปัญหา อย่ามัวมาสงสัยลังเลอยู่ มันจะเป็นเรื่องทำจิตให้เศร้าหมอง ให้มันแน่ใจลงไปอย่างหนึ่งว่า ถ้าเรายังรู้เองไม่ได้ เราก็เลือกเอาข้างที่ว่า เชื่อลงไปอย่างไหน มันมีประโยชน์กว่าก็เชื่ออย่างนั้น. ครั้นมาถึงยุคถึงสมัยที่เราอาจจะรู้ได้เอง ว่า ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา ก็ไม่มีปัญหาเหลือ คือไม่มีใครเกิดมา ไม่มีใครตายไปตามเรื่องของรูป ตามเรื่องของนาม. รูปธรรมนามธรรมมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันไป เกิดขึ้นอย่างนั้นอย่างนี้. นี่มันเป็นเรื่องลึกเห็นยาก มันถูกหลอกให้เป็นตัวตน ของตนกระทั่งเป็นตัวกู ของกู แรงกล้าอยู่ด้วยอำนาจของกิเลสด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น เมื่อใดผู้ใดมามองเห็นความจริงข้อนี้ผู้นั้นจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ จะชำระความสงสัยลังเลได้ สามารถทำจิตให้ผ่องใสได้ สมตามความหมายของพระพุทธ
น.37 ๓๓ โอวาทที่ตรัสไว้ เป็นหลักเป็นประธานในพระพุทธศาสนานี้ นับตั้งแต่ว่า : ไม่ทำบาปทั้งปวง, ทำความดีให้ถึงพร้อม ทำจิตใจให้ขาวผ่อง; เรื่องมันก็จบกันได้. คือว่าเรื่องของ มนุษย์มันมีเท่านี้แหละ ไม่ทำความชั่ว แล้วทำความดี แล้ว ทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาด ไม่มีสิ่งเศร้าหมองแม้แต่นิดเดียว เข้าไปประกอบอยู่ แม้ที่สุดแต่ว่าความลังเล ในเรื่องตาย แล้วเกิดหรือไม่เป็นต้นนี้ ความคิดนี้มันเป็นของที่เกิดขึ้นได้ ใหม่ ๆ แล้วก็กลับไปกลับมาก็ได้ ผิดแล้วถูก ถูกแล้วผิด จนกว่ามันจะแน่ลงไปในลักษณะที่ว่า จะไม่กลับไปกลับมา จึงจะเรียกว่า ทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาด ให้ขาวผ่องได้. เป็นอันว่าในโอกาสแห่งมาฆบูชาของปีนี้ เราพูดกัน ถึงเรื่องการทำจิตให้ขาวผ่อง เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อว่าจะเป็นการเลื่อนชั้นของการทำมาฆบูชานี้ ให้สูงขึ้นไป ตามลำดับ อย่าให้ย่ำเท้าอยู่กับที่ อย่าให้ย่ำแล้วย่ำเล่า เป็นการ ย่ำอยู่กับที่ จะเสียเกียรติของพุทธบริษัท ที่ว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. หวังว่าท่านทั้งหลายทุกคน จะได้สะสางความเป็น พุทธบริษัทของตนให้สะอาดด้วย. นั่นแหละคือทำจิตใจให้
น.38 ๓๔ สะอาด ถ้าความเป็นพุทธบริษัทของตน มันยังมืดมัวสลัวไม่ แจ่มใส มันงมงาย หรือมันละเมอเพ้อ ๆ ไป หรือมันเต็ม ไปด้วยความลังเลสงสัย ก็รีบชำระสะสางเสียอย่าให้ความรู้สึก ใด ๆ เหลืออยู่เป็นเครื่องรบกวนจิตใจ คือทำจิตใจให้เศร้า หมอง แล้วทำความเป็นพุทธบริษัทของตนให้เศร้าหมอง มันก็จะไม่เข้าไปใกล้รัตนตรัย คือไม่สมกับความเป็นผู้นั่งใกล้ พระรัตนตรัย ไม่เป็นอุบาสก ไม่เป็นอุบาสิกา ที่ถูกต้องตาม ความหมายของคำนั้น ๆ นี่คือข้อที่จะต้องเตือนกันว่า จะต้องเลื่อนชั้นใหใกล้ เข้าไป ๆ กับความถึงที่สุดแห่งความทุกข์คือดับความทุกข์ ให้ความทุกข์มันสิ้นสุด; นั่นเขาเรียกว่า ที่สิ้นสุดแห่งความ ทุกข์; ให้ที่สิ้นสุดแห่งความทุกข์นั้นเข้าไปทุกที ก็เรียกได้ว่า เป็นผู้เจริญงอกงามในพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระบรม- ศาสดา อันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลายทุก ๆ คน ไม่เสียทีที่เกิด มาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุดังนี้. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
น.39 รายนามท่านที่สละทรัพย์ช่วยเผยแพร่เอกสารชุด มองด้านใน ๑. คุณแม่สิริวงศ์ สุรฤกษ์ ๕๐ บาท ๒. ว.อ. ๑๐๐ " ๓. คุณพี่คำมูล อนุชาผัด ๕๐๐ " ๔. คุณสอาด กองสุวรรณ ภัตตาคารรุ้งเพชร ๕๐๐ " ๕. นายสุน นางตุ๋น ศิริอัฐ ๕๐๐ " ๖. คุณนิภา พิชัยนุช ๔๐ " ๗. คุณระรื่น สุวัฒวิทยากร ๑๐๐ " ๘. คุณคำรณ ธีระกุลภา ๑๐๐ " ๙. คุณอา ถนัดช่าง ๑๒๐ " ๑๐. พ.ต.ท. พลิศร์ พันธยุทธ อุทิศส่วนกุศลแด่ นางทองอยู่ คงฟู ๑๐๐ " (ส่วนที่ขาด ผู้จัดทำชำระ)
น.41 เอกสารชุดมองด้านใน ของ ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม ไชยา อันดับ 1. ภาษาคน-ภาษาธรรม อันดับ 30. สิ่งที่ผู้ฉลาดถือเอาเป็นครู 2. ภัยของพุทธศาสนา 31. ปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวัน 3. เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ 32. ทางสายกลาง 4. เกิดมาทำไม? (ตอน ๑-๒) 33. มรรค ผล นิพพานในชีวิตประจำวัน 5. เกิดมาทำไม? (ตอน ๓-๔-๕) 34. สิ่งที่ทำให้ลามก 6. เรามา 'กิน’ เวลากันเถิด 35. ไม่มีศาสนา 7. ทำบุญสามแบบ 36. ความเจ็บไข้มาตักเตือนให้ฉลาด 8. ทางรอด ๕ ประการ 37. การบำรุงพระศาสนา 9. ระวัง ว่างอันธพาล 38. คนได้มีโอกาสเสียสละเป็นผู้มี 10. การมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน โชคดี และปีใหม่สามแบบ 11. สมาธิ วิปัสสนา ตามวิธีธรรมชาติ 39. การบวช คือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น 12. ดวงตาที่เห็นธรรม 40. ชีวิตต้องเทียมด้วยควายสองตัว 13. วิธีชนะความตาย 41. หลักปฏิบัติเกี่ยวกับทานบริจาค 14. มหาวิทยาลัยในตัวคน 42. ฆราวาส กัน ไสยศาสตร์ 15. อุปสรรคของการเข้าถึงธรรม 43. เคล็ดลับในการครองชีวิต 16. อุปสรรคที่มีอยู่ในคำพูด 44. ลัด รวดเดียว ถึง ! 17. ในสังสารวัฏฏ์ มีนิพพาน 45. จิตที่คิดจะให้นั้นสบายกว่าจิตที่คิดจะ 18. ทำอย่างไรจึงจะเรียนดี ? เอาและเพราะมีผู้ขาดแคลนเราจึงมีโอกาสได้บุญ 19. วิธีศึกษาพุทธศาสนา 46. สะสางปัญหาชีวิตในวันปีใหม่ 20. โจรปล้นธรรมชาติ 47. ปั้นมนุษย์แต่ยังเด็ก 21. รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง 48. การแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด 22. ทำอย่างไรคุณพระจึงจะคุ้มครอง 49. กรรมตามหลักพุทธศาสนา 23. การงาน คือการปฏิบัติธรรม 50. การรับใช้ผู้อื่น ทำให้โลกสันติ 24. ชนะดวงจันทร์ หรือชนะตนดี 51. มนุษย์ของพระเจ้า กับ คนของกิเลส
น.42 25. ความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก 52. อิทัปปัจจยตา- พุทธวจนะที่ถูกมองข้าม 26. จิตประภัสสร, จิตเดิมแท้, จิตว่าง 53. หนังสือพิมพ์ คือผู้บันดาลโลก เหมือนกันหรืออย่างไร 54 สวรรค์นั่นแหละ คือนรก 27. การศึกษาที่ส่งเสริมสัญชาตญาณ 55. ทำอย่างไร กับปัญหา ตาย-เกิด ? อย่างสัตว์ 28. สิ่งที่ทำให้ชีวิตของนักศึกษา ไร้ความหมาย 29. การศึกษาชนิดที่นำโลกไปสู่ความวินาศ (อันดับที่มีดอกจันทน์ มีฉบับภาษาอังกฤษแล้ว) คณะธรรมทาน ไชยา พิมพ์-ธรรมะพุทธทาส หลักพุทธศาสนา สำหรับผู้มีการศึกษา : ราคา ค่าส่ง ชุดที่ ๑ (ปี ๒๔๙๙) ว่าด้วย : วิชาที่บอกว่าอะไรเป็นอะไร ๒๗ ๓ ชุดที่ ๒ (ปี ๒๕๐๐) ว่าด้วย : หลักปฏิบัติที่สำคัญในพุทธศาสนา ๒๗ ๒๗ ๓ ชุดที่ ๓ (ปี ๒๕๐๑) ว่าด้วย : ถอนความยึดมั่น ตามหลักพุทธศาสนา ๒๒ ๒๒ ๓ ชุดที่ ๔ (ปี ๒๕๐๓) ว่าด้วย : "ทาง" ตามหลักพุทธศาสนา ๒๗ ๓ ชุดที่ ๕ (ปี ๒๕๐๔) ว่าด้วย : "สิ่งดีที่สุด" ตามหลักพุทธศาสนา - ชุดที่ ๖ (ปี ๒๕๐๕) ว่าด้วย : หลักธรรมสำคัญในพุทธศาสนา ๒๗ ๓ ชุดที่ ๗ (ปี ๒๕๐๘) ว่าด้วย : ศาสนา และ จริยธรรมสากล - ชุดที่ ๘ (ปี ๒๕๐๙) ว่าด้วย : "ความว่าง" ตามหลักพุทธศาสนา ๒๗ ๒๗ ๓ ชุดที่ ๙ (ปี ๒๕๑๑) ว่าด้วย : "ธรรม" คำเดียวในหลักพุทธศาสนา - ชุดที่ ๑๐ (ปี ๒๕๑๒) ว่าด้วย ; ธรรม คือทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ ๒๗ ๒๗ ๓
น.43 หนังสือหลักฐานสำหรับค้นคว้า ราคา ค่าส่ง พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (ปกแข็ง) ๖๐ ๖ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ อริยสัจจ์จากพระโอษฐ์ สันทัสเสตัพพธรรม (ธรรมหลักความรู้) โอสาเรตัพพธรรม (ธรรมหลักปฏิบัติ) อิทัปปัจจยตาธรรม (ธรรมอันเป็น ใจความทั้งหมด) ธรรมะระดับมหาวิทยาลัย (รวมปาฐกถา) พุทธิกจริยธรรม (รวมธรรมะเกี่ยวกับครู) หนังสือเล่ม ไหน ยัง ไม่มีราคา แสดงว่ายังพิมพ์ ไม่เสร็จ ขอให้คอยดประกาศรายชื่อหนังสือออก ใหม่ล่าสุด หน้าสุดท้าย ราคา ค่าส่ง ชมนุมเรื่องยาว (บทนิพนธ์ของพุทธทาส) ๑๕ ๒.๕๐ ชุมนุมเทศนา เล่ม ๑ แสดงตามแบบฉบับ ชุมนุมเทศนา เล่ม ๒ ๑๐ ๒.๕๐ ๘ ๒.๕๐ ชุมนุมบทประพันธ์ "สิริวยาส" ๑๕ ๒.๕๐ คำสอนของฮวงโป สตรของเว่ยหล่าง งานแปลของพุทธทาส มหาสติปัฏฐานสูตร ๘ ๒.๕๐ ๘ ๒.๕๐ ๒ ๒.๕๐ อานาปานสติภาวนา (ฉบับสมบูรณ์) ๑ ชุด มี ๓เล่ม ๓๘ ๒.๕๐ คู่มืออุบาสกอุบาสิกา ทำวัตรเช้า-เย็น (สวดแปล) ๒ ๒.๕๐ ศึกษาธรรมะอย่างถูกวิธี (สำหรับผู้เรียนมากหรือจะเริ่ม) ๑๒ ๓ อานาปานสติภาวนา สำหรับนิสิต (ฉบับคู่มือฝึก) ฆราวาสธรรม(กระดาษปรู๊ฟ ปกแข็ง) ๕๐ ๖ บรมธรรมรวมเล่ม (กระดาษปอนด์ ปกแข็ง) ๘๐ ๑๐ อมรมพระธรรมทูต เล่ม ๑-๒ (รุ่นปี๒๕๑๐) ๒๔ ๓
น.44 ธรรมบูชา พิมพ์- ธรรมะพุทธทาส ตัวกู - ของกู (ปรู๊ฟ ปกอ่อน) > ฉบับออกอากาศ วปถ. ตัวกู - ของกู (ปอนด์ ปกแข็ง) การไหว้ทิศอย่างอารยชน หรือ ทิศธรรม ๗ ๓ แก่นพุทธศาสน์ (ฉบับได้รับรางวัล UNESCO) ๑๑ ๒.๕๐ แพร่ธรรม อย่างมีหลักการ (แสดงพิเศษยุวพุทธฯ) ๕ ๓ นั่งสนทนาเกี่ยวกับสวนโมกข์ (มีปกและภาพแทรก) ๑ ๒. ๕๐ งานปราบผี ๓ ๒.๕๐ หลักธรรมที่ฝรั่งเข้าใจผิด > อบรมธรรมทูตไปต่างประเทศ ๕ ๓ สอนพุทธศาสนาผ่านทางคัมภีร์ไบเบิล ๖ ๓ คนถึงธรรม - ธรรมถึงคน ๓ เล่มจบ (ฉบับออกอากาศ) เล่มละ ๕ ๓ ปล่อยเต่าในวันล้ออายุ (๒๗ พฤษภาคม ๒๕๑๔) ๘ ๓.๕๐ ประสูติ ตรัสรู้ นิพพาน ตรงเป็นวันเดียวกันแน่หรือ ? ๑ ๒.๕๐ เสียงตะโกน จากธรรมชาติ ๒ ๒.๕๐ ใครเป็นเจ้าโลก ? ๓ ๒.๕๐ กิจจำเป็น ก่อนภาวนา ๒ ๒.๕๐ เหนือวิทยาศาสตร์ ! ๓ ๒.๕๐ วัคซีนกันโรคบ้า ! ๒ ๒.๕๐ คำสอนผู้บวชพรรษาเดียว ฉบับสมบูรณ์ ๒๐ ๕ หลักธรรมะสำหรับนักศึกษา (ฉบับพ็อคเก็ต) ๕ ๒.๕๐ นิพพาน ( " ) ๗ ๓ บวช ๓ เดือน ( " ) ๕ ๓ พระพุทธเจ้าชนิดที่อาจอยู่กับเราได้ตลอดเวลา ๔ ๒.๕๐ นิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้ กับนิพพานต่อตายแล้ว นิทานภาพล้อคน ! (ภาพสีประกอบทุกเรื่อง) ๑๐ ๒.๕๐ ถ่ายทอดธรรมด้วยภาพ จากจิต - สู่จิต ๑๐ ๒.๕๐ ภาพชุดล้อความจริง ๑๐ ๒.๕๐ แนวการปฏิบัติธรรมในสวนโมกข์ ๗ ๒.๕๐ ภาพชีวิตปริศนาธรรม (ฉบับใส่กระเป๋า) ๑ ๒.๕๐ หัวข้อธรรมในคำกลอนของพุทธทาสภิกขุ (ฉบับใส่กระเป๋า) ๒ ๒.๕๐
น.45 อาหารใจ (ฉบับใส่กระเป๋า) ๒ ๒.๕๐ นิทานปริศนาธรรมสั้นๆ ของพุทธทาส ๕ ๓ ปริศนาธรรมแบบธยาน เรื่องลู่ทางชีวิตวัฒนา ๒ ๒.๕๐ คริสต์ธรรม พุทธธรรม (ปาฐกถาพิเศษท่ามกลางชาวคริสต์) ๕ ๒.๕๐ ธรรมบูชา พิมพ์- ธรรมะพุทธทาส (อังกฤษ) คริสต์ธรรม พุทธธรรม (ภาษาอังกฤษ) ๑๐ ๒.๕๐ คู่มือมนุษย์ ภาษาอังกฤษ (กระดาษปอนด์) ๑๕ ๒.๕๐ คู่มือมนุษย์ ภาษาอังกฤษ (กระดาษปรู๊ฟ) ๑๐ ๒.๕๐ อานาปานสติภาวนา ภาษาอังกฤษ (กระดาษปอนด์) ๓๐ ๓ อานาปานสติภาวนา ภาษาอังกฤษ (กระดาษปรู๊ฟ) ๒๐ ๒.๕๐ ภาษาคนภาษาธรรม (ภาษาอังกฤษ) ๗ ๒.๕๐ เกิดมาทำไม? (ภาษาอังกฤษ) ๓ ๒.๕๐ ในวัฏฏสงสารมีนิพพาน (ภาษาอังกฤษ) ๓ ๒.๕๐ รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง (ภาษาอังกฤษ) ๗ ๒.๕๐ ไม่มีศาสนา (ภาษาอังกฤษ) ๕ ๒.๕๐ หลักธรรมะสำหรับนักศึกษา (ภาษาอังกฤษ) ๑๐ ๒.๕๐ ธรรมะคุ้มครองโลก (ภาษาอังกฤษ) ๕ ๒.๕๐ วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม (ภาษาอังกฤษ) ๘ ๒.๓๐ ธรรมบูชา พิมพ์- ธรรมะปัญญานันทะ ราคา ค่าส่ง องค์พระที่สิงสถิต ณ เมืองไชยา ๑ ๒.๕๐ พ่อสอนลก ๒ ๒.๕๐ อธิษฐานใจ ๒ ๒.๕๐ งานคือเงาสะท้อนชีวิตจริง ๕ ๒.๕๐ หลวงพ่อปัญญาฯ สอนเด็กรุ่นเล็ก ๒ ๒.๕๐ ชีวิตของข้าพเจ้า (ประวัติท่านเล่าเอง) ๕ ๒.๕๐ บทธรรม เรื่องปัญญา ชุด ๓ เล่มๆ ละ ๕ ๓ บทธรรมกล่อมเกลาจิต ชุด ๓ เล่มๆ ละ ๕ ๒.๕๐ ปฏิรูปประเพณี ๑ ๒.๕๐
น.46 พระบารมีปกเกล้า ๑ ๒.๕๐ จับชายผ้านาค ได้ขึ้นสวรรค์จริงหรือ ? ๒ ๒.๕๐ ทำศพแบบชาวพุทธ ๑ ๒.๕๐ (เล่มไหนราคาเพิ่ม ๑ หรือ ๒ บาท แสดงว่าเล่มนั้นหุ้มปกพลาสติกให้แล้ว) (ค่าส่งที่แจ้งไว้ เป็นค่าส่งลงทะเบียน หนังสือไม่หาย) ธรรมบูชา พิมพ์-ธรรมะพิเศษ ราคา ค่าส่ง รัตนะมณีแห่งโลกุตตระปัญญา (สูตรตัดเพชรมหายาน) ๓ ๒.๕๐ ธรรมะสำหรับคนนอกวัด (คุณวิลาศ มณีวัต ๒ ๒.๕๐ ปัญญาในพุทธศาสนานิกายเซ็น ขุนประจักษ์ (แปล) ๓ ๒.๕๐ ชีวิตและงานของท่านพุทธทาสภิกข ช.ภ.ท. ๓๐ ๕ ยอดกตัญญู หรือ ยี่จับสี่ห่าว (ของ ร. บุนนาค) ๒๐ ๓.๕๐ อุเทนราช (แพรเยื่อไม้ เล่าเป็นนิยายธรรม) กระดาษปอนด์ ๓๐ ๔.๕๐ อุเทนราช (แพรเยื่อไม้ เล่าเป็นนิยายธรรม) กระดาษปรู๊ฟ ๒๐ ๔.๕๐ หลวงตา เล่ม ๑-๒ (แพรเยื่อไม้ เล่าสนุก) ๘ ๓.๕๐ แห่งอื่นพิมพ์- ธรรมะพุทธทาส ราคา ค่าส่ง ชุมนุมปาฐกถา ชุดพุทธธรรม ๒๐ ๓.๕๐ ชุมนุมเรื่องสั้น ๒๐ ๓.๕๐ ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ ข้อคิดอิสระ ๒๕ ๓ ตามรอยพระอรหันต์ เล่ม ๑ ๒๐ ๓ ตามรอยพระอรหันต์ เล่ม ๒ พุทธประวัติ (สำหรับนักศึกษา) งานแปลของพุทธทาส ๒๕ ๓ ชมนมธรรมบรรยาย เรื่องจิตสว่าง ๒๕ ๓ อัลบั้มภาพปริศนาธรรมอาจารย์เซ็น มี ๑๖ ภาพ ๑๐ ๒.๕๐ แผ่นภาพปฏิจจสมุปบาท (แบบธิเบต) ๕ ๒.๕๐ ภาพโครงกระดูก (ถ่ายจากสวนโมกข์) ๑๐ ๒.๕๐
น.47 หน้านี้จะมีเสนอชื่อหนังสือใหม่ อยู่เรื่อย ๆ ๑. ธรรมะสำหรับคนนอกวัด (ของคุณวิลาศ มณีวัต) ๒. มองด้านใน อันดับ ๕๔ สวรรค์นั่นแหละ คือนรก ! ๕๕ ทำอย่างไร กับปัญหา ตาย-เกิด ? ๓. บทธรรมเรืองปัญญา ของปัญญานันทะ ชุด ๓ เล่ม ๔. งาน คือเงาสะท้อนชีวิตจริง (ปัญญานันทะ) ๕. หลวงพ่อปัญญา ฯ สอนเด็กรุ่นเล็ก ๖. เสียงตะโกนจากธรรมชาติ (มีภาพสวนโมกข์ประกอบในเล่ม) ๗. ยอดกตัญญู หรือ ยี่จับสี่ห่าว (นิยายอมตะมีภาพของจีน) ๘. ใครเป็นเจ้าโลก ? ของพุทธทาส ๙. เหนือวิทยาศาสตร์ " ๑๐. วัคซีนกันโรคบ้า! " ๑๑. กิจจำเป็นก่อนภาวนา " ๑๒. นิทานภาพล้อคน (ภาพฝาผนังในสวนโมกข์) ๑๓. พระบารมีปกเกล้า (ปัญญานันทะ) ๑๔. บทธรรมกล่อมเกลาจิต (ปัญญานันทะ) ชุด ๓ เล่ม ๑๕. การศึกษา คืออะไร? ของพุทธทาส ๑๖, ฆราวาส คืออะไร ? " ๑๗. ปฏิรูปประเพณี ของปัญญานันทะ ๑๘. ถ่ายทอดธรรมด้วยภาพ จากจิต-สู่จิต (ภาพฝาผนังในสวนโมกข์) ๑๙. ภาพชุดล้อความจริง ( " " ) หากสั่งซื้อทางจดหมาย กรุณาส่งเงินพร้อมกับใบสั่ง เขียนชื่อ ที่อยู่และแจ้งชื่อหนังสือที่ต้องการให้ชัดเจน ธนาณัติหรือเช็คไปรษณีย์ สั่งจ่าย ป.ณ. ราชดำเนิน ก.ท. ๒ ในนามของ นายวิโรจน์ ศิริอัฐ แห่งสำนักหนังสือธรรมบูชา ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ ข้างวัดศิริมาตยาราม กรุงเทพ ๒ โทร. ๒๒๓๕๔๙
Buddhadasa