น.1 โลกพ้นยุคมิคสัญญี ได้อย่างไร ของ พุทธทาสภิกขุ (รูปภาพคนดำลงไปงมแก้วมณีในดอกบัว) จงรู้จักตัวเอง ! "จงรู้จัก ตัวเอง" คำนี้หมาย ว่าค้นพบ แก้วได้ ในตัวท่าน หานอกตัว ทำไม ให้ป่วยการ ดอกบัวบาน อยู่ในเรา อย่าเขลาไป ในดอกบัว มีมณี ที่เอกอุตม์ เพื่อให้ทุกชีวิตได้พบ เพื่อมนุษย์ ค้นหา มาให้ได้ วิธีการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ "การตรัสรู้ หรือรู้ สิ่งใดๆ ล้วนมาจาก ความรู้ ตัวสูเอง" ๒/ -
น.2 ทำประโยชน์ผู้อื่นคือประชาธิปไตยแท้ ! ! ! " .... ประชาธิปไตยนั้นเป็นของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน ฟังดูมันเพราะมาก แต่มันก็อันตรายอย่างยิ่ง เพราะว่า ถ้าประชาชนเป็นคนไม่ดีแล้ว มันก็พลิกโลกนี้ทั้งโลก ให้กลายเป็นนรกไปทันที ... เพราะฉะนั้นเราจงตั้งหน้าตั้งตา อุทิศชีวิตจิตใจ เพื่อผลิตความดีให้มีขึ้นในจิตใจของเพื่อน มนุษย์ของเราทุกคน ... ตรงที่ให้ทำลายความเห็นแก่ตัว ... ความ เห็นแก่ตัวนี้ คือต้นตอของกิเลส ของความชั่ว ของการ เบียดเบียน ของวิกฤตการณ์อันถาวรในโลก .... ทำลายความ เห็นแก่ตัวเรื่อย ๆ ไปจนหมดตัว .... ถ้าเขาถือพระเจ้า เขาก็ยก ตัวให้แก่พระเจ้าเสียหมด ตัวเขาก็ไม่มี .... เพื่อทำตามความ ประสงค์ของพระเจ้า และพระเจ้าก็ไม่เคยใช้ใครให้ทำอะไร นอกไปจากทำประโยชน์ผู้อื่น เพราะฉะนั้นเขาก็เป็นคนไม่ เห็นแก่ตัวได้เหมือนกัน ...... " จากเรื่อง เราจะได้อะไรจากการมาประชุมกันที่สวนโมกข์นี้ ของ พุทธทาสภิกขุ หากท่านไม่อ่านอีก โปรดถวายภิกษุสามเณร หรือมอบท่านที่สนใจ จะเป็นกุศลมหาศาล พิมพ์ครั้งที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๑๖ จำนวน ๕,๐๐๐ เล่ม
น.3 โลก พ้นยุคมิคคสัญญี ได้อย่างไร ? พุทธทาสภิกขุ เทศน์ในวันปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๖ นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ อตฺตนา โจทยตฺตานํ ปฏิมํเสตมตฺตนา-ติ ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตพฺโพ-ติ ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา ของพระผู้มี พระภาคเจ้า เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญาส่งเสริมศรัทธา ความเชื่อและวิริยะความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็น พุทธบริษัทให้เจริญงอกงามในพระพุทธศาสนา ของสมเด็จ พระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย กว่าจะยุติ ลงด้วยเวลา.
น.4 ๒ ธรรมเทศนาในวันนี้เป็นธรรมเทศนาอันจะแสดงเป็น พิเศษ สาระเหตุเป็นอภิลักขิตกาล วันที่สมมติกันว่าขึ้นปี ใหม่. ธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อบุคคล ได้สดับแล้ว ได้ไคร่ครวญแล้ว ย่อมทนต่อการพิสูจน์ คือ ย่อมแสดงให้เห็นว่าทำอย่างไรเสียก็ต้องมีประโยชน์. เมื่อมี ความรู้สึกแน่ใจดังนี้ ย่อมมีความเชื่อ มีความพากเพียร ในการที่จะปฏิบัติตามมากขึ้น. ดังนั้นเราจึงควรจะฟังธรรม เทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งได้ทรงแสดงไว้ และจะ ได้นำมาวิสัชนาในที่นี้ ซึ่งในวันนี้จะแสดงโดยหัวข้อว่า อตฺตนา โจทยตฺตานํ- จงเตือนตนด้วยตน ปฏิมํเสตมตฺตนา- จงพิจารณา ซึ่งตนด้วยตน. หัวข้อมีอยู่ว่าจงเตือนตนด้วยตน จงพิจารณา ตนด้วยตน. ท่านทั้งหลายจงพิจารณาดูให้เข้าใจว่า จะทำได้ อย่างไร ? วันนี้สมมติกันว่าเป็นวันปีใหม่ เพื่อประโยชน์จะ ให้ เกิดความไม่ประมาท ว่า เวลามันล่วงไปมากพอสมควร แล้ว ปีหนึ่งก็ควรจะเอามาคิดมานึก มาพิจารณาดูว่าควรจะ ทำอย่างไรต่อไปอีก. คล้าย ๆ กับบุคคลผู้ประกอบการค้า
น.5 ๓ หรือประโยชน์อะไรก็ตาม เมื่อครบปีหนึ่งเขาก็จะใคร่ครวญ กันทีหนึ่ง ว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง และควรจะทำอย่างไร ต่อไปอีก ทีนี้ชีวิตจิตใจ การเป็นอยู่ของคนเราคนหนึ่ง ๆ นี้ก็ เช่นเดียวกัน : ถึงแม้ว่าจะไม่เนื่องด้วยผู้อื่น มันก็ยังเนื่องอยู่ ด้วยสิ่ง ๒ สิ่งซึ่งตรงกันข้ามคือสิ่งที่เรียกว่ามี กำไรหรือว่าขาด ทุน. นี้เป็นการพูดกันอย่างสมมติ อย่างให้มีตัวมีตน สำหรับ จะได้ประพฤติปฏิบัติ จึงจะต้องคิดไปทำนองว่ามันมีกำไร หรือว่ามันขาดทุน. พูดกันง่ายๆ ก็คือว่า ถ้ามันเลวลงก็ เรียกว่าขาดทุน, ถ้ามันดีขึ้นก็เรียกว่ามีกำไร. เราก็ตรวจ ดูว่าตลอดปีหนึ่งนี้มันเป็นอย่างไร : ถ้าขาดทุนก็จะได้แก้ไข, ถ้ามีกำไรก็จะได้ทำเช่นเดียวกันนั้น ให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นไป. อาศัยหลักพระพุทธภาษิตที่ว่า อัตตนาโจทยัตตานัง- เธอจงตักเตือนตนด้วยตน นี้เป็นต้น ถ้าใครเป็นคนช่างคิด ก็จะคิดได้ ตามความรู้สึกของตนว่ามันมี "ตน" ไหนที่จะมา ตักเตือน "ตน" ไหน มันมี ๒ ตน หรือว่ามันมีตนเดียว. แม้คำพูดนั้นก็ยังกล่าวว่า ท่านจงตักเตือนตนด้วยตน; แม้จะ
น.6 ๔ พูดว่าจงตักเตือนตนเอง ก็ยังต้องตักเตือนด้วยตน. ผู้ที่เป็น คนช่างคิดช่างค้าน ก็จะคิดว่า ถ้ามันมีตนเดียวมันจะเอาตน ไหนมาตักเตือน ; มันควรจะมีสัก ๒ ตน ดังนี้เป็นต้น. นี่แหละคือปัญหาที่อาจจะมีอยู่เป็นประจำวัน ในความ สงสัย หรือในการศึกษาของบุคคล ผู้ที่ศึกษาอย่างละเอียด ก็จะสงสัยในข้อที่ว่า ถ้าจิตนี้มันมีแต่ดวงเดียวจิตเดียว ; แล้ว จิตไหนจะเป็นผู้ตักเตือน. ถ้าหากมันเป็นจิตเดียวกัน เดี๋ยว มันดีเดี๋ยวมันเลว แล้วอย่างนี้จะเอาอะไรมาเป็นผู้ตักเตือน หรือมาเป็นผู้ควบคุม. นี่แหละมันเป็นปัญหาทางการพูดจา หรือทางเหตุผล ของการพูดจา. ถ้าคนเรามันไปติดยึดในเรื่อง การพูดจา หรือคำพูดนี้แล้ว มันก็จะฉงนอยู่อย่างนี้ จนไม่ รู้ว่าจะทำอย่างไรดี. เกี่ยวกับข้อนี้จะต้องสังเกตดูในส่วนลึก ของจิตใจ ว่าจิตมันมีดวงเดียวจริง แต่ว่ามันเปลี่ยนไปได้ตามสิ่งที่มา ปรุงแต่ง : เมื่อสิ่งที่มาปรุงแต่งมันมีมากอย่าง จิตก็เปลี่ยนไป ได้มากอย่าง. แต่ว่าแม้มันจะมากอย่างสักเท่าไรก็สงเคราะห์ ได้เป็นเพียง ๒ อย่างหรือ ๓ อย่างเท่านั้น. ถ้าว่า ๒ อย่าง
น.7 ๕ ก็คืออย่างที่ดี ไม่เป็นทุกข์, อย่างที่ชั่วก็เป็นทุกข์. ถ้าจะ เป็น ๓ อย่างก็มีอีกอย่างขึ้นมา คือ : ไม่ดี-ไม่ชั่ว ไม่สุข- ไม่ทุกข์. เมื่อจิตมันมีดวงเดียว แล้วมันจะเอาจิตไหนมาคุม ตัวมันเอง ; เพราะว่าจิตมันมีดวงเดียว สิ่งปรุงแต่งจิตมันมี มาก. นี่ก็ต้องตอบอย่างที่เรียกว่าฝากไว้กับเหตุผล เมื่อ คำนวณดูก็ว่า ต้องให้สิ่งปรุงแต่งฝ่ายที่ดีนั่นแหละมีโอกาส เข้ามาปรุงแต่งจิต อย่าให้สิ่งที่ไม่ดี คือ เจตสิกที่ไม่ดี เข้า มาปรุงแต่งจิต. ทีนี้ใครจะเป็นคนจัด ? นี่แหละคือตัวปัญหา. เพราะฉะนั้นเราจะต้องนึกให้ละเอียดลงไปว่า ทำไมเรามันจึง ดีขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้ ใครเป็นคนจัด ; ในเมื่อจิตมันก็มีดวง เดียวเท่านั้น. มองกัน สักหน่อย หนึ่งก็จะ เห็นว่า ความเข็ดหลาบนั่น แหละมันเป็นคนจัด : เมื่อไปถูกเข้าอย่างนี้ เจ็บปวดมากเข้า ๆ มันก็รู้จักเข็ดหลาบ แล้วมันก็จัดตัวมันเองเสียใหม่ ให้เป็น ไปในทางอื่น ในทางที่ตรงกันข้าม. เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าชีวิต รวมทั้งจิตด้วยนั้น มันไม่อยากจะฉิบหาย มันไม่อยากจะ ตาย ; โดยเนื้อแท้มันไม่อยากจะตาย หรือว่ามันไม่อยากจะ
น.8 ๖ ฉิบหาย. นี้เป็นความรู้สึกที่เกิดได้เอง ที่เราเรียกกันว่า สัญชาตญาณ. เราจะดูตัวอย่างที่ไม้เลื้อยทอดยอด มันทอดยอดอ่อน ออกไปถูกสังกะสีร้อน ๆ มันก็ทนไม่ได้ สังกะสีมันร้อน ถ้า มันขืนทอดเข้าไปมันก็ต้องเหี่ยวแห้ง และตายไป. ดังนั้น มันจึงรู้จักหลบถอยหลังหรือไปเสียทางอื่น. นี้ก็เรียกว่าสิ่งที่มี ชีวิตนั้นมันไม่อยากตาย. พอมันต้องตาย หรือมันรู้สึกว่า ครึ่งตายเข้าไปแล้ว มันก็เปลี่ยน ถอยหลังไปทางอื่น. เรา จะต้องถือว่า ความทุกข์นั่นแหละมันสอน : สอนให้ในรูป ของความเข็ดหลาบ มีความทุกข์ไม่สนุก มันเจ็บปวดหรือ มันจะตาย มันก็กลัวมันก็เข็ดหลาบ. ต้นไม้แท้ ๆ ยังเป็น อย่างนั้น. ทีนี้สัตว์เดรัจฉานมันก็เหมือนกันอีก : มันจะไม่ฝ่าเข้า ไปในที่ที่เป็นอันตราย มันกลัว เพราะมันเคยถูกเข้าบ้างแล้ว มันก็เข็ดหลาบ. ความเข็ดหลาบนี้ ก็เป็นเจตสิกธรรมอัน หนึ่ง ซึ่งควรจะสงเคราะห์เข้าไว้ในฝ่ายที่เป็นกุศล คือเรียก
น.9 ๗ ว่า หิริ ก็ได้ โอตัปปะ ก็ได้ เป็นชื่อของเจตสิกธรรม ฝ่าย ที่เป็นกุศล. สำหรับคน เราเรียกว่าหิริ และโอตัปปะ คือเกลียด กลัว ละอาย ความชั่วหรือความทุกข์. สำหรับสัตว์นั้นมันก็ต้องกลัวความตาย ต้นไม้มันก็กลัว ความตาย ; มันจึงเกิดความรู้สึกอันหนึ่งขึ้นซึ่งปรุงแต่งความ รู้สึกของมันให้กลัวตาย ให้หลีกเลี่ยง ที่จะไปทางนั้น. คนเราเกิดมาในโลกนี้ มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ครั้งแรกก็ โง่ คือปราศจากสติปัญญา มันก็ทำไปผิด ๆ มันเกิดการเจ็บ ปวดขึ้นมา มันก็สำนึกกันใหม่. เอาอย่างที่ง่ายๆ ก่อน : เช่นว่าเด็กเล็ก ๆ มันหกล้ม มันก็เจ็บ มันก็ไม่ชอบ ทีนี้ มันก็ระวังไม่ให้หกล้มได้ ไม่ต้องมีใครมาสอน. ถึงใครจะ มาสอน ก็ไม่มีประโยชน์อะไร มันฟังไม่ถูก ; สู้ให้มันหก ล้มไม่ได้ แล้วมันก็เจ็บ แล้วมันก็สอนของมันได้เอง มันก็ พยายามที่จะไม่หกล้ม. หรือมันเดินตกล่อง ทีเดียวมันก็ หลาบจำ มันก็จะมีความคิด ความฉลาดที่จะไม่ให้เดินตก ล่อง. หรือว่าทำมีดบาดมือ ครั้งหนึ่ง-สองครั้ง ต่อมา
น.10 ๘ มันก็ระวัง. ขอให้ทุกคนคิดดู ว่าใครมาสอนเรา เรื่องที่ ไม่ทำให้มีดบาดมือ. แม้พ่อแม่จะเคยห้าม มันก็ฟังไม่ถูก เราก็ไม่เชื่อ ; ต้องให้มีดมันบาดมือสักครั้ง-สองครั้ง ทีนี้มัน ก็สอนมันได้ในตัวเอง ที่จะระวังไม่ให้เป็นอย่างนั้น. นี้เราก็เรียกว่า กุศลเจตสิกที่เรียกว่าปัญญาเป็นต้น มัน จะเกิดขึ้นและมันจะปรุงแต่งจิตอันใหม่ เป็นจิตที่ฉลาดขึ้น แล้วมันก็ไม่ทำมีดบาดมืดอีกต่อไป. ความกลัวความเข็ดหลาบ กลัวมีดจะบาดมือ ที่อยู่ในชื่อของคำว่าหิริ และโอตัปปะโดย สมมตินี้มันก็มีอำนาจมาก เพราะมัวกลัว ; มันก็ประกอบ ปรุงแต่งจิตให้เกิด ความหวาดกลัวคือความระมัดระวัง ที่ เรียกว่าความไม่ประมาทเป็นต้น. นี้ขอให้พิจารณาดูให้ดีว่า กุศลเจตสิกชื่อว่าปัญญาก็ดี ชื่อว่าความไม่ประมาทก็ดี ชื่อว่าหิริ และโอตัปปะก็ดี และ ยังมีชื่ออื่น ๆ อีก ใครเอามาสอนให้ ; ก็ต้องถือว่า ความ ทุกข์นั่นเองมันสอนให้ หรือสิ่งแวดล้อมนั่นแหละมันสอน ไม่ต้องมีบุคคลอีกคนหนึ่งที่ไหนมา ; หรือว่าไม่ต้องมีจิตอีก ดวงหนึ่ง. มีจิตแต่ดวงเดียวที่ว่านั่นแหละ แต่แล้วมันปรุง
น.11 ๙ ขึ้นมาด้วยเจตสิกที่เป็นไปในทางที่ดี คือเกลียดกลัวฝ่ายที่มัน ชั่วหรือมันเป็นทุกข์ ไปทำผิดทีไร มันเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะ เจ็บปวด เจ็บปวดมันก็มีความรู้สึกที่ฉลาดเกิดขึ้น ความ กลัวเกิดขึ้น ความเข็ดหลาบเกิดขึ้น. เจตสิกเลว ๆ มันก็ไม่มี โอกาสที่จะมาปรุงแต่งจิตอีก มันก็ให้โอกาสแก่เจตสิกที่ดีที่ เป็นกุศล ดังนั้นเราจึงฉลาดมากขึ้น เราจึงไม่ประมาทมาก ขึ้น มีความกลัวมีความละอายอะไรมากขึ้น ก็เป็นคนดีมาก ขึ้น ๆ. นี้ว่าในส่วนที่เป็นชั้นต้น ๆ ชั้นง่าย ๆ มันเป็นของมัน อย่างนี้ได้. ทีนี้เรื่องอันแท้จริงมันไม่เป็นอย่างนั้น คือว่าอะไรที่ มันเป็นความชั่วความเลวนั้น มันมีของหุ้มห่อ เคลือบย้อม ด้วยความเอร็ดอร่อยที่มาหลอกลวง : สิ่งที่จะเป็นความทุกข์ ความลำบาก ความชั่วนั้น มันมีเปลือกหุ้มที่เป็นสิ่งสวยงาม สนุกสนาน เอร็ดอร่อย ล่อให้เข้าใจผิด ให้ไปหลงกับมัน บ่อย ๆ หรือว่าหลงไม่สร่างก็มี. อย่างนี้เราเรียกว่า "เครื่อง ล่อ" ซึ่งตามธรรมชาติมันก็ต้องมีอยู่อย่างนั้น เราก็เรียกชื่อ ฝ่ายนี้ว่ามันเป็น เครื่องล่อของพญามาร.
น.12 ๑๐ ทำไมจึงไปเกิดเรียกว่ามารเข้า ? ก็เพราะว่าถ้าไป หลงมันเข้าแล้ว มันจะถึงกับเจ็บปวดหรือตาย. คำว่า "มาร" คำนี้แปลว่า ผู้ที่ทำให้ตาย : มตะมาจากมระ ที่แปลว่าตาย มาระนี่คือ มระแปลว่าผู้ทำให้ตาย. ถ้ามันมาซื่อ ๆ ง่าย ๆ ก็ ไม่มีใครหลงมัน เดี๋ยวนี้มันมาในรูปที่ปิดบัง หลอกลวง เช่นว่า ความชั่วนี้จะต้องฉาบทาไว้ด้วยความเอร็ดอร่อย ทางเนื้อทางหนัง ความสนุกสนานทางเนื้อทางหนัง มัน จึงเบื่อยาก มันจึงมองเห็นยาก ; แม้ว่าจะเกิดความเจ็บปวด ทีหลัง มันก็สู้ความยั่วยวนทีแรกไม่ได้ ; แม้ว่ามันจะเจ็บปวด คราวหนึ่ง เดี๋ยวมันก็ลืม พอมีอะไรมาล่อมันก็หลงไปอีก. นี่มันจึงซ้ำซากกันอยู่อย่างนี้ นี่แหละคือปัญหาอันแท้จริง ที่มีแก่คนทุกคนที่อยู่ในโลกนี้ มันซ้ำ ๆ ซาก ๆ ในการที่จะ รู้ความจริงว่านี้ดี-นี้ชั่ว นี้ไม่ควรจะเอากับมัน-นี้ควรเอากับ มัน. เพราะเหตุนั้นตัวตนนั่นแหละมันเป็นที่พึ่งแก่ตนได้ ยาก หรือมันจะตักเตือนตนด้วยตนก็ยาก. เพราะว่าส่วนที่จะ ปรุงแต่งฝ่ายชั่วนั้นมันสนุกสนานเอร็ดอร่อย โดยบาลีเขาเรียก ว่า อัสสาทะ แปลว่าเสน่ห์ของมัน.
น.13 ๑๑ ไม่ว่าสิ่งใดในโลกนี้ อาจบัญญัติได้ว่ามันมีเสน่ห์ ทั้งนั้น แต่บางทีเสน่ห์นั้นมันไม่ตรงกับความต้องการของ บางคน มันก็ไม่สนใจ เสน่ห์นั้นมันเก้อไป ; มันก็ไปเป็น เสน่ห์แก่บางคนหรือบางตัวต่อไปอีก. แต่แล้วที่มันแน่นอน ก็คือว่า มันเป็นเสน่ห์ในบางคนได้เสมอ. ส่วนมากสิ่งที่มี ความสนุกสนานเอร็ดอร่อยนั้น มันก็เป็นเสน่ห์แก่ทุกคนที่ ยังชอบความเอร็ดอร่อยสนุกสนานอยู่ โดยเฉพาะเจาะจงก็ เช่นสิ่งที่เรียกกันว่า กามารมณ์ หรือ กามคุณ สิ่งที่เรียกว่ากามคุณนั้น มันก็เหมือนกับสิ่งอื่น ๆ คือ มันมีส่วนที่เป็นเสน่ห์ ในทางที่จะยั่วความรู้สึกประเภทราคะ คนโดยมากอยู่ในระดับต่ำ ๆ มีจิตใจต่ำ ๆ ยังไม่ได้ยินได้ฟัง ยังไม่ได้รู้เรื่องอะไร มีจิตใจเหมาะที่จะหลงตะครุบเอาเหยื่อ ที่มีเสน่ห์นั้น. นี้โดยมากเป็นอย่างนี้. ที่เรียกว่าโดยมากนี้ก็ อยู่ในชั้นกามาวจรภูมิคือจะไปหลงเสน่ห์ ที่เป็นกามคุณนั้น ได้ง่าย ๆ. แต่ว่าในโลกนี้ไม่ได้เป็นกันทุกคน ; หรือว่า ถ้าเสน่ห์นั้นมันไม่ตรงเรื่องกัน มันไม่ถูกฝา-ถูกตัวกัน มัน ก็ไม่เป็นเสน่ห์อะไร.
น.14 ๑๒ สิ่งที่เป็นเสน่ห์แก่คน มันไม่เป็นเป็นแก่สัตว์เดรัจฉาน ก็ได้. หรือว่าแม้เป็นคนด้วยกันยังมีจิตใจต่างกัน มันก็ไม่ จำเป็นจะต้องหลงใหลในสิ่งเดียวกันอย่างเดียวกันหมด. นี่จึงต้องจัดคนไว้เป็นชั้น ๆ ภูมิ ๆ : ถ้าหลงใหลในความ สุขทางกามเป็นปกติแล้วก็เรียกว่า "กามาวจรภูมิ" ถ้าหลง ไหลในความสุขที่เกิดจากรูปอันบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับกาม ก็เรียกว่า “รูปาจวรภูมิ" ซึ่งมีน้อย, ที่นี้ถ้าหลงใหลในความ สุขที่ประณีตไปกว่านั้น คือความสุขที่ไม่เกี่ยวกับกาม ไม่ เกี่ยวกับรูป มันกลายเป็นอรูป ก็เรียกว่า " อรูปาวจรภูมิ" ซึ่งมีน้อยยิ่งขึ้นไปอีก. แต่แล้วก็ไม่พ้นจากเสน่ห์ของสิ่งเหล่า นั้น คือเป็นที่ตั้งแห่งความพอใจแห่งความยึดมั่นถือมั่น. เมื่อมีเสน่ห์เคลือบไว้ข้างใน บังไว้ข้างในอย่างนี้ ความรู้จัก เข็ดหลาบมันก็มีได้ยาก มันไม่ค่อยจะรู้สึกเป็นทุกข์ หรือว่า เป็นทุกข์มันก็ทนเอา กลายเป็นของสนุกไปเสียอีก ; เพราะ ว่าจิตมันกำลังอยู่ในสภาพต่ำ ความรู้สึกที่เป็นกาม หรือ เป็นรูปเป็นต้นเหล่านั้น ปรุงแต่งได้โดยง่าย. นี่คนธรรมดา มีปัญหาอย่างนี้.
น.15 ๑๓ ทีนี้อยากจะกล่าวต่อไปถึงว่า สิ่งทั้งปวงก็มีอัสสาทะ คือเสน่ห์ แต่แล้วสิ่งทั้งปวงพร้อมกันนั้นก็มีสิ่งที่เรียกว่า อาทีนวะ คือโทษหรือความเป็นอันตราย. เช่นกามคุณมี เสน่ห์ ทำให้ลุ่มหลง แต่แล้วในนั้นก็มีส่วนที่เป็นอันตราย ที่ทำให้เกิดความทุกข์ความร้อน เหมือนกับว่ามันกัดเอา. นี่ ถ้าว่าใครเข้ามาถึงส่วนนี้ คนนั้นจะรู้สึกกลัว รู้สึกละอาย และรู้สึกเข็ดหลาบ เกิดความไม่ประมาทขึ้นมา คือจะเอา ชนะกามารมณ์หรือกามคุณนั้นให้ได้. นี่คิดดูเถอะว่าใครจะมาสอนใคร จิตดวงไหนจะมาสอน จิตดวงไหน มันย่อมแล้วแต่สิ่งแวดล้อม ที่ทำให้เกิดกำลัง แก่เจตสิกธรรมประเภทไหน. ถ้าสิ่งแวดล้อมมันทำให้เกิด กำลังแก่เจตสิกธรรมฝ่ายที่เป็นกุศล เจตสิกพวกนี้มันก็ เข้าปรุงแต่งจิต จิตนี้ก็ฉลาดไม่ประมาท รู้จักละอายรู้จักกลัว มันก็ดำรงอยู่ในฝ่ายกุศลคือฝ่ายถูกต้อง. แต่ถ้าว่าสิ่งแวดล้อม มันเป็นอย่างอื่น มันให้โอกาสแก่ความยั่วยวนความลุ่มหลง มานเกินไป มันก็ต้องลุ่มหลงกันไปก่อน ; จนกว่าจะถึงขนาด หรือถึงเวลาที่มันเพียงพอที่จะรู้สึกได้.
น.16 ๑๔ ตลอดเวลานี้ก็ไม่มีใครเตือนใครได้ ตัวเองก็ยังเตือน ตัวเองไม่ได้ ก็มีแต่ความลุ่มหลง เหมาะสมแต่ที่จะลุ่มหลง. แต่เมื่อหลายครั้งเข้า หลายสิบครั้งหลายร้อยครั้งเข้า มันจะ เป็นอย่างไร ก็ลองคิดดู : มันมีเวลาที่จะเอือมระอา. เมื่อมีความสลดสังเวช นี้ก็เริ่มให้โอกาสแก่เจตสิกธรรม ฝ่ายกุศล มันได้มีโอกาส มันได้กำลัง มันเพิ่มขึ้น จิตก็มี กำลังที่จะยับยั้ง คือความไม่ประมาท มีหิริโอตตัปปะช่วย ทำให้สติปัญญา ที่จะรู้ความเป็นจริงว่าอย่างนั้นอย่าไปเอากับ มัน จงมาอยู่เสียอย่างนี้. โอกาสของเจตสิกธรรมฝ่าย ที่เป็นกุศลมันมีมากขึ้นได้อย่างนี้ มันก็ปรุงแต่งจิตได้อย่างนี้; ความรู้มันก็เกิดขึ้น ว่าอย่างนี้มันถูก เราจึงกลับตัวได้ จาก ความเป็นบาปเป็นอกุศลหรือความทุกข์เหล่านั้น นี้คือข้อที่พระพุทธองค์ ตรัสว่า "จงตักเตือนตนด้วย ตน, จงพิจารณาตนด้วยตน". ใครอยากจะพูดว่ามี ๒ ตน ๒ จิตก็ได้-ตามใจ ; ใครจะมองเห็นว่ามีจิตเดียวตนเดียวก็ได้ แล้วแต่จะพูด. แต่ที่พูดว่ามีจิตเดียว-ตนเดียวนั่นแหละถูก กว่าหรือจริงกว่า เพราะว่าความจริงมันก็เป็นอย่างนั้น. แปล
น.17 ๑๕ ว่ามันมีจิตเดียวตนเดียว แล้วมันมีเจตสิกธรรมผู้ปรุงแต่งนั้น เป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายที่ทำให้ชั่ว ให้เลว ให้เป็นทุกข์นั้นมัน อยู่ฝ่ายหนึ่ง, แล้วอีกฝ่ายหนึ่งก็ตรงกันข้าม. ส่วนจะเป็น โอกาสแก่ฝ่ายไหน ก็แล้วแต่สถานะการณ์ที่แวดล้อม ; แต่ ในที่สุดถ้ามันเป็นไปเพื่อทุกข์แล้ว แม้จะลุ่มหลงไปพักหนึ่ง มันก็จะต้องรู้ความเจริญขึ้นมา, เมื่อผิดแล้วต้องเป็นทุกข์แน่ มันก็เลยเกิดการหลีกเลี่ยง ; เจตสิกฝ่ายบุญฝ่ายกุศลมันก็เกิด ขึ้น ทำให้หลีกเลี่ยงฝ่ายที่เป็นบาป ; มันก็เป็นการเห็นบาป โดยอัตโนมัติอยู่ในตัวมันเอง คือในการปรุงแต่งของเจตสิก ชนิดนั้น. เช่นว่าสุนัขมันไปนอนทับลงบนรังของมดแดง มดมันกัดเอา ใครจะต้องสอนมัน. มันจะต้องถอยมันจะ ต้องหนี แล้วมันก็ต้องรู้ แล้วมันก็ต้องจำได้ ว่าที่ตรงนี้มี รังมด ขึ้นไปนอนทับอีกมันจะกัดอีก. เจตสิกธรรมที่เป็น กลาง ๆ คือสัญญาเป็นต้นนี้ มันก็ช่วยได้ ให้จำได้ว่าตรงนี้ มันรังมด ; มันก็เกิดความฉลาดเป็นฝ่ายกุศลว่าอย่าไปนอนทับ เข้าอีก. แม้แต่สุนัขมันยังทำได้อย่างนี้ ถ้าคนทำไม่ได้ มันก็ไม่ ควรจะเป็นคน. คือไปนอนทับบาปความชั่ว อกุศลหรือความ
น.18 ๑๖ ทุกข์เข้าแล้ว ยังไม่รู้สึก มันก็ไม่ดีไปกว่าสุนัข. ถ้าผู้ใดไป ทำบาปทำชั่วเข้าแล้ว มันก็ควรจะรู้จัก และควรรู้จักเข็ดหลาบ รู้จักหลีกเลี่ยง มันจึงจะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ สร้างมาอย่างนี้. แต่สำหรับสิ่งที่มีชีวิตนั้น มันจะต้องรู้จักหลีก เลี่ยงอันตราย เพราะว่ามันไม่อยากตาย. การกล่าวทั้งหมดนี้ เป็นการกล่าวโดยหลักธรรมดา กว้าง ๆ ตามธรรมดาไม่ใช่พิเศษ ทีนี้ลองดู เรื่องพิเศษ ก็คือเพื่อให้เรื่องนี้มันง่ายเข้า ก็ โดยเราไปฟังธรรมะของพระพุทธเจ้ากันเสียบ้าง จะปล่อยให้ รู้จักด้วยตัวเอง บางทีมันอาจจะสายเกินไป เข้าแบบที่เรียก ว่า ถั่ วไม่ทันสุกงามันก็ไหม้ คือร่างกายนี้มันจะตายเสียก่อน กว่าที่จิตใจจะเจริญจนถึงที่สุด เราจึงต้องหันไปหาวิธีที่จะ ช่วยประหยัดเวลา คือไปฟังธรรมะของพระอริยะเจ้า ที่สอน ที่บอก ว่าทำอย่างไร อะไรเป็นอย่างไร ควรทำอย่างไร อย่างนี้มันประหยัดเวลาได้มาก. ถ้าเอามาพิจารณาดูแล้วจะ เห็นจริง มันก็เลยเลื่อนชั้นไปได้โดยเร็ว. หมายความว่าจะ ทำให้เกิดปัญญา ให้เกิดสติสัมปชัญญะได้ง่ายได้มากได้เร็ว แล้วก็หลีกเลี่ยงบาปอกุศลได้เร็ว.
น.19 ๑๗ การที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จงเตือนตนด้วยตน นี้ ก็หมายความว่าจะให้พระพุทธเจ้าช่วยเตือนแทนนี้ไม่ได้ เว้น ไว้แต่ท่านจะบอกวิธีบอกเรื่องราวต่าง ๆ ให้ เอามาสำหรับ เตือนตนด้วยตน พิจารณาตนด้วยตน หลีกเลี่ยงตนด้วยตน เป็นที่พึ่งให้แก่ตน. ทีนี้เรามักจะทำผิดพลาดในข้อนี้ คือละเมอเพ้อ ฝัน ว่าพระพุทธเจ้าจะช่วยเตือนหรือพระพุทธเจ้าจะมา ช่วย มาคุ้มครอง อย่างที่เราร้องขอหรืออ้อนวอน อย่าง ที่เชื่อกันอยู่ ; อย่างนี้มันเป็นไปไม่ได้ มันก็เลยตายด้าน แล้วก็ไม่รู้สึกตัว. การทำที่พึ่งให้แก่ตนในทำนองนี้มันงมงาย มัน ตายด้าน แล้วก็ไม่รู้สึกตัวว่ามันตายด้าน แล้วมันก็ตายไป จริง ๆ; คือร่างกายมันก็แตก ทำลายตายไปเสียก่อนตามกาล เวลา จิตนี้ก็ไม่เจริญรุ่งเรืองถึงขนาดที่จะอยู่เหนือความทุกข์ ได้.นี่ก็เพราะว่าเขาไม่ ตักเตือนตนด้วยตน ไม่พิจารณาตนด้วย ตน ; ไปคิดในทำนองที่มันตรงกันข้ามไปเสียหมด ไม่ระมัด ระวังไม่สังเกตให้เป็นอย่างดี ก็ปล่อยเพ้อ ๆ ไปอย่างนั้น,
น.20 ๑๘ ทีนี้บางคนก็ไม่เข้าใจ ก็พาลหาเรื่อง ก็ไม่รู้ว่าจะเอาตนไหน มาตักเตือนตนไหน ไม่รู้ว่าจะเอาจิตไหนจะมาตักเตือนจิตไหน ; เมื่อจิตมีดวงเดียวแล้วจะตักเตือนกันอย่างไร มันไม่เข้าใจ ไปหมด. ที่ชอบพูดอย่างสมมติว่าให้มีจิต ๒ จิต มีตน ๒ ตน ก็ ได้เหมือนกัน คือตนแห่งความชั่วตนหนึ่ง ตนแห่งความดี ตนหนึ่ง ให้มันต่อสู้กัน ; เสร็จแล้วมันเป็นเรื่องพูดโดยสมมติ มันจะมีสองจิต สองตนอย่างนี้โดยแท้จริง มันเป็นไปไม่ได้ ; ต้องเป็นไปอย่างที่ว่ามาแล้ว ว่าจิตนั้นมันมีอยู่เพียงจิตเดียว เป็นแกนกลาง สำหรับจะรับฝ่ายชั่วหรือจะรับฝ่ายดี. เรา ต้องคอยระวังสังเกตดูว่า เดี๋ยวนี้มันกำลังรับฝ่ายชั่ว หรือ กำลังรับฝ่ายดี, กำลังเป็นทุกข์หรือกำลังไม่เป็นทุกข์ ; แล้ว ก็ระวังอย่าให้มันเดินไปในทางที่จะพบกันเข้ากับความทุกข์ คือหลีกเลี่ยงเสียทั้งภายนอกและภายใน ทั้งทางกาย ทั้งทาง วาจา ทั้งทางใจ มันก็จะไม่มีความทุกข์เกิดขึ้น ; หนักเข้า ๆ มันก็จะชอบในฝ่ายนี้ มันไม่ไปหลงเข้าใจผิด ไปชอบในฝ่าย โน้น. มันจะชอบในฝ่ายดีฝ่ายถูกนี้มากขึ้นทุกที อย่างนี้เรียก
น.21 ๑๕ ว่าให้โอกาสแก่เจตสิกธรรมฝ่ายกุศล ให้เจริญงอกงาม ให้ แคล่วคล่องว่องไว ในการที่จะเข้ามาปรุงแต่งจิต เพื่อให้ มันเป็นกุศลจิตอยู่เสมอ ; เรียกว่ามีปัญญา มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะตามชื่อของกุศลจิตเหล่านั้น. ส่วนอกุศลจิตไม่ได้ โอกาส หนักเข้า ๆ มันก็เฉื่อยชาไปเอง หรือว่ามันตาย ไปเอง. เพราะฉะนั้น เราต้องเป็นอยู่ให้ถูกต้อง ในลักษณะที่ อกุศลเจตสิกปรุงแต่งจิตไม่ได้ แต่กุศลเจตสิกปรุงแต่งจิตได้ โดยสะดวก โดยง่ายดาย ทุกวันทุกเวลา โดยที่เราช่วยกัน คือ เป็นอยู่ให้ถูกต้อง ความเข็ดหลาบนั้นจะมาช่วยบอก ว่า ต้องเป็นอยู่อย่างนี้ ๆ ต้องทำอย่างนี้ ๆ ต้องกินอย่างนี้ๆ ต้อง นอนอย่างนี้ๆทุกประการ มันก็พบกันเข้ากับความไม่ทุกข์นั้น ไม่มีความทุกข์หรือจะมีความสุขนี้เรื่อย ๆ ไปจนมากขึ้น จน กลายเป็นของธรรมดาสามัญไป คือไม่เผลอที่จะปล่อยความ ทุกข์ให้เกิดขึ้นได้อีก. นี่คือข้อที่ว่า ถ้าท่านผู้ใดมีความสงสัยวนเวียนไปหมด ไม่รู้ว่าจิตไหนจะตักเตือนจิตไหน หรือว่าตนไหนจะตักเตือน
น.22 ๒๐ ตนไหน ถ้าตั้งปัญหาว่าจิตดวงเดียว แล้วจิตดวงไหนจะ เป็นผู้สอนจิตดวงไหน อย่างนี้เป็นต้น ก็สรุปความว่าให้จับ หลักให้ได้ว่า อ้ายตัวผู้สอนนั้นคือความทุกข์ ตัวผู้สอนที่ดี ที่สุดนั้นคือความทุกข์ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องยอมรับเอาเป็น ครู อย่าให้ต้องสอนกัน หลายหนนัก มันไม่ไหว ; สอนทีเดียว สองทีก็ให้รู้จักเข็ดหลาบ รู้จักกลัว รู้จักละอายกันเสียบ้าง ความทุกข์มันสอนให้รู้จักเข็ดหลาบ ความรู้จักเข็ดหลาบ มันสอนให้ควบคุมให้ระมัดระวังสังวร. เพราะว่าตัวเจต- สิกธรรมส่วนที่ไม่อยากจะตาย ไม่อยากจะทุกข์ มันมีอยู่เสมอ มันจึงได้เอียงหรือเทไปในทางของกุศล กลายเป็นบุคคลที่ ตั้งอยู่ในฝักฝ่ายของกุศล ทำบาปยาก ทำบาปไม่เป็นใน ที่สุด. นี่คือผลของการที่รู้จักตักเตือนตนด้วยตน พิจารณา ตนด้วยตน. ผลของมันก็คือชัยชนะ ความชนะ ไม่แพ้ คือไม่มีการพ่ายแพ้ มีแต่ความชนะ. ทีนี้เราก็ตั้งต้นสอบสวนกันต่อไปอีกว่า เอาชนะอะไร บ้าง ? และชนะเป็นลำดับขึ้นไปอย่างไร ?
น.23 ๒๑ ครั้งแรกมันก็ต้องชนะเรื่องง่าย ๆ เตี้ย ๆ ต่ำ ๆ เรื่อง กินเรื่องนอนเรื่องเกี่ยวกับร่างกายประจำวัน. อย่างสุนัขนี้ มันรู้จักไม่ไป นอนทับรังมดแดง อย่างนี้เป็นต้น นี่ก็เรียกชนะ แล้ว ชนะความโง่ส่วนหนึ่งแล้ว, ชนะความทุกข์ส่วนหนึ่ง แล้ว ชนะความผิดความหลงส่วนหนึ่งแล้ว เรียกว่าชนะ ; หรือจะเรียกว่าชนะโลกเข้ามานิดหนึ่งก็ได้. เพราะ โลกคือทุกข์ ทุกข์คือโลก ในโลกเต็มไปด้วยความทุกข์. เมื่อเราชนะ ความทุกข์ได้ส่วนหนึ่ง หรือนิดหนึ่ง ก็เรียกว่าชนะโลกได้ นิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นแม้แต่สุนัข มันก็รู้จักชนะโลกได้นิด หนึ่ง กล่าวคือความทุกข์ในโลกบางอย่าง บางประการนั้น มันรู้จักหลบหลีกเสียได้ มันชนะเสียได้ ไม่ทำให้มันทุกข์ ก็เรียกว่ามันไม่แพ้ในส่วนนี้ มันชนะในส่วนนี้. ทีนี้คนก็ไม่ควรจะเลวกว่านั้น ควรจะชนะในเรื่อง อย่างนี้กันก่อน : เรื่องจะกินอย่างไร จะนอนอย่างไร จะหา มาอย่างไร จะอาบอย่างไร จะถ่ายอย่างไร ทำให้มันถูก ต้องเสียก่อน ; ให้มันชนะในส่วนนี้ คือเป็นส่วนรากฐานพื้น ฐานที่สุดที่เกี่ยวกับร่างกายนี้กันเสียก่อน ให้ทางร่างกายชนะ
น.24 ๒๒ หมดปัญหา แล้วจึงเขยิบไปถึงเรื่องทางจิตใจ เอาชนะความ ชั่วทางจิตใจให้ได้ให้สูงขึ้นต่อไปอีก. นี่จะเป็นเรื่องของคน ที่จะเลื่อนขึ้นไปถึงระดับของมนุษย์ ที่รู้จักเอาชนะอันตรายในทางฝ่ายจิตใจ. เพราะมนุษย์มัน ต่างจากสัตว์ ก็ตรงที่ว่า มันมีจิตใจสูงขึ้นมา ๆ ความเฉลียว ฉลาดมันมากขึ้นมา. แต่ว่าความฉลาดนั้นมันก็ยังไม่ปลอดภัย มันฉลาดในการทำผิดก็ได้ และทำผิดได้มากกว่าคนโง่ก็ได้ ทำผิดได้ลึกกว่าก็ได้ ; ก็เลยจะต้องระวังในเรื่องความฉลาด หรือความเป็นมนุษย์นี้ให้มันถูกวิธี ถ้าผิดวิธีมันจะมีความ ทุกข์มากกว่าสัตว์. ขอให้คิดดูด้วยว่า มนุษย์นี้ถ้าทำผิดวิธี จะมีความทุกข์ มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน เพราะกำลังใจมันแรง มันสูง มันพัฒนามามาก มันก็มีอะไรมากกว่า ; ต่อเมื่อเราทำถูกต้อง มันจึงจะมีความทุกข์น้อยกว่าสัตว์เดรัจฉาน หรือจะได้ดีกว่า สัตว์เดรัจฉาน เมื่อมีการกระทำถูกต้อง. เพราะฉะนั้นมนุษย์ จึงมีปัญญาที่จะเอาชนะโลกในทางฝ่ายจิตใจได้อีกส่วนหนึ่งด้วย ไม่ใช่เฉพาะแต่ฝ่ายร่างกาย.
น.25 ๒๓ ทีนี้ อะไรเป็นศัตรู เป็นอันตรายต่อจิตใจ ก็คือ อกุศลธรรมหรือที่เรียกให้ชัดก็ว่าอกุศลเจตสิก หรืออกุศล เจตสิกธรรม แล้วแต่จะเรียก. คือความรู้สึกชั่วร้ายที่จะเกิด ขึ้นปรุงแต่งจิตให้เป็นจิตชั่ว นี่คืออันตราย สำหรับมนุษย์ ผู้คิดเก่ง. ส่วนสุนัขและแมวคิดไม่เป็น ปัญหาอันนี้มันก็ ไม่มี ; มนุษย์คิดเก่ง ปัญหาอันนี้มันก็เกิดขึ้น คือปล่อยให้การ ปรุงแต่งในทางจิตนี้มันเป็นไปอย่างรวดเร็ว รุนแรง แล้วก็ ผิดพลาด มนุษย์จึงมีความรู้สึก ชนิดที่เรียกว่ากิเลสนั้นแหละ เกิดขึ้น เป็นความโลภ เป็นความโกรธ เป็นความหลง ซึ่งสัตว์เดรัจฉานมันไม่มี หรือมันมีก็น้อย จนไม่มีปัญหา ส่วนมนุษย์เรามันมีมากจนเป็นปัญหา. มูลเหตุ ก็เพราะว่า จิตมันมีวิวัฒนาการมากไปนั่นเอง มันจึงคิดเก่งอะไรเก่ง มัน จึงมีความคิดสูง ถึงกับโลภ โกรธ ถึงกับหลง ถึงกับ อาฆาตพยาบาท เรื้อรังกันไปหมด. นี้คือสิ่งที่เรียกว่ากิเลสนี้มันได้เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์ นับตั้งแต่รู้จักลุ่มหลง ในความสุขสนุกสนาน ที่เกินจำเป็น นั้น. ถ้ากินอยู่แต่เท่าที่จำเป็น กิเลสก็เกิดยากเหลือเกิน.
น.26 ๒๔ เดี๋ยวนี้เราต้องการมีกินมีใช้ มีอะไรจนเกินจำเป็น กิเลสมันก็ เกิดมาก ; แต่มันไม่ได้เกิดเปล่า ๆ หรอก เกิดขึ้นมากเท่าไร มันก็ทำอันตรายแก่จิตใจมากเท่านั้น ก็เลยเกิดเป็นปัญโดย เฉพาะทางฝ่ายจิตใจขึ้นมา ที่มนุษย์จะต้องแก้ไข. เราจึง ต้องมีหน้าที่ที่จะต้องเอาชนะความโลภ ความโกรธ ความหลง ตามกำลังสติปัญญา ความสามารถของเรา. การจะแก้ไขได้ ก็โดยวิธีที่กล่าวมาแล้ว คือเมื่อเกิดความ โลภหนักเข้า ๆ ความโลภมันก็กัดเอา ; หลายหนเข้า มันก็นึก ได้ เมื่อมันรู้จัก แล้วมันก็เข็ดหลาบ แล้วมันก็กลัว. เพราะฉะนั้นการที่ช่วยกันทำให้รู้จักเข็ดหลาบ และ กลัวนี้ดีมาก ; อย่าเป็นคนกระด้าง ไม่ละอาย ไม่กลัว ; ต้อง เตรียมจิตใจไว้ให้พร้อม ต้องเตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อม ให้มองเห็นอันตรายที่เกิดจากความโลภ ความโกรธ ความ หลง. ถ้าจะเรียกกันอีกทีหนึ่งก็เรียกว่าทำกัมมัฏฐานทำวิปัสสนา ทำอะไรเหล่านี้แหละ เมื่อถึงเวลาเข้าแล้ว ก็ทำวิปัสสนา คือเอาเรื่องของความโลภ ความโกรธ ความหลงอันเป็น
น.27 ๒๕ ต้นตอของความทุกข์ของอะไรต่างๆ มาพิจารณา มาทบทวน มาศึกษา ก็เพื่อจะ ให้เห็นโทษเห็นอันตรายของกิเลสและ ความทุกข์ ; พอเห็นแล้วมันก็จะปรับปรุงภายในกันใหม่ คือ ปิดโอกาสของการปรุงแต่งจิตในฝ่ายผิดหรือฝ่ายชั่วนั้นได้เอง แล้วเปิดโอกาสของการปรุงแต่งจิตฝ่ายถูกต้อง, พูดง่าย ๆ ก็ว่านิสัยมันจะค่อย ๆ น้อมมาในทางดี ห่างมาเสียจากทาง เลว ปิดกั้นฝ่ายเลว เปิดโล่งฝ่ายดี มันก็เลยเดินมาทางนี้. นี่ การที่ทำกัมมัฏฐาน วิปัสสนาที่ถูกต้องอยู่เป็น ประจำวันนั้น มันเป็นช่วยได้มากอย่างนี้ : คือปิดกั้นทาง เกิดแห่งอกุศลเจตสิก แล้วก็เปิดโล่งทางเกิดแห่งกุศลเจตสิก เพราะฉะนั้นจิตจึงได้รับการปรุงแต่งในทางที่เป็นกุศลโดยง่าย และมากพอ ; จึงมีชีวิตอยู่ด้วยจิตที่เป็นกุศล ที่ฉลาด ที่รู้ ที่ไม่ประมาท ที่มีหิริ โอตตัปปะ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มันก็เลยรอดตัว. นี้ก็เรียกว่าเอาชนะได้อีก ชนะปัญหา ชนะ อันตราย ; หรือเรียกอีกทีหนึ่งก็ว่าชนะโลกในด้านจิตใจ. ทีแรกเราชนะโลกในด้านวัตถุ และร่างกาย คือร่าง กายสบาย, เดี๋ยวนี้เราก็ชนะโลกในด้านจิตด้านวิญญาณ เรา
น.28 ๒๖ ก็มีจิตใจสบาย, เราจึงเป็นคนสบายทั้งทางกายและทางจิต ; เรื่องมันเป็นอย่างนี้ มันแน่นอนอย่างนี้ มันเด็ดขาดอย่างนี้. แต่ทีนี้คนเรามาทำให้ฝั่นเฝือสับสนกันไปหมดจนยุ่ง เพราะ ความโง่. พระพุทธเจ้าท่านเปรียบอุปมาข้อนี้ไว้ว่าเมื่อไปหลงใน สิ่งสวยงามแล้ว จิตมันก็ยุ่งเหมือนกับปมด้ายยุ่ง. ด้ายที่เป็น ปม มีปุ่ม เป็นเศษด้าย แล้วก็ขยำกันเข้าให้ปนกันยุ่ง สาง ไม่ออก อย่างนี้ก็มี นี่ความยุ่งของจิต. บางทีก็ต้องเปรียบ กับความยุ่งของหญ้ามุญชะ หญ้าปัพพชะ ซึ่งไม่แน่นักว่าจะ แปลเป็นภาษาไทยว่าหญ้าอะไร แต่ก็หมายถึงหญ้าชนิดที่มัน ขึ้น แล้วพันกันยุ่ง จนไม่รู้ว่าต้นอยู่ไหน ปลายอยู่ที่ไหน ; ไปดูหญ้าเถาวัลย์บางชนิดที่มันขึ้นสับสนปนกันยุ่ง ตามริม ลำธารหรือตามเชิงพงหญ้าต่าง ๆ นี้ มันยุ่งขนาดนั้นแหละ ยุ่งจนสางไม่ไหว. เมื่อจิตไปหลงเข้ากับอารมณ์อันที่เป็น ที่ตั้งของความยั่วยวนแล้ว จิตจะยุ่งแบบนั้น จนมันช่วยตัว เองไม่ได้ จนมันสางให้แก่ตัวเองไม่ได้. ฉะนั้นต้องกลัว ต้องระวัง อย่าไปหลงเข้ากับสิ่งที่หลอกลวงของพญามาร ;
น.29 ๒๗ คืออย่าไปหลงในอัสสาทะของสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้ก็แล้วกัน โดย เฉพาะอย่างยิ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่า กามคุณ. จะหลงกันเพียง ครั้ง ๒ ครั้ง ๓ ครั้งก็ไม่เป็นไร แล้วเราก็ถอยออกมาเสีย ; แต่ถ้าหลงไม่รู้สร่างแล้วก็จะออกไม่ถูก ; ก็เลยไม่มีทางที่จะเอา ชนะมันได้. ถ้าทางจิตมันยุ่งก็ไม่มีทางชนะ เมื่อจิตพ่ายแพ้ แล้วทางกายมันก็พ่ายแพ้ตามไปด้วย คือว่าเมื่อกิเลสครอบงำ หนักเข้าแล้ว ก็กินไม่ได้ นอนไม่หลับ มันก็ผอม แล้วก็ เจ็บป่วยที่สุดก็ตายได้เหมือนกัน, เพราะฉะนั้นเราจะต้องระวัง ให้มีการชนะ มีชัยชนะเหนือโลกในด้านจิตใจนี้ด้วย, ถ้า ปล่อยไปตามเรื่องราวของเดิมในลักษณะที่ไม่ได้แก้ไขอย่างไร เราก็จะเรียกว่าพ่ายแพ้ พ่ายแพ้แก่โลกียะวิสัยก็แล้วกัน. โลกียะวิสัยก็คือลุ่มหลงในอารมณ์โลก แล้วก็พ่ายแพ้ แก่อารมณ์นั้น มันก็จมอยู่ในกองทุกข์ : ในทางกายก็แก้ไข ไม่ได้, ในทางจิตก็แก้ไขไม่ได้ ; อย่างนั้นแหละเรียกว่าโลกียะ แท้ เป็นอยู่เองแล้วไม่ต้องมีใครมาสอน. เรื่องที่ต้องสอน กันก็คือเรื่องต้องเอาชนะให้ได้ : เอาชนะโลกนิดหนึ่งก็ยังเรียก ว่าชนะ.
น.30 ๒๘ ทางกายก็ให้มันชนะ อย่าให้มีความทุกข์ทางกาย เรียก ว่าชนะโลกในทางกาย ; ทีนี้ทางใจก็ให้รู้จักควบคุมเอาชนะ อะไรให้ได้ตามสมควร ก็เรียกว่ชนะโลกในทางจิตใจ. นี้คือ การชนะโลก ชนะได้เท่าไร ก็เรียกว่าอยู่เหนือโลกเท่านั้น ; นี้อาจจะไม่มีใครเชื่อ เพราะว่าเขาไม่ค่อยจะคิด. อาตมาอยากระบอกว่า ชนะโลกได้เท่าไร ก็เรียกว่า อยู่เหนืออำนาจของโลกได้เท่านั้น คือเป็นโลกุตตระเท่านั้น แต่เขาก็ยังไม่เรียกว่าโลกุตตระสิ้นเชิง ; เป็นแต่เพียงว่าชนะ เป็นส่วนน้อย. แต่ว่าส่วนน้อยนี่แหละสำคัญมาก คือว่าจะนำไปหา ส่วนใหญ่. เราจะต้องเริ่มชนะโลกส่วนน้อย ๆ นี้ไปก่อน : ทางเนื้อหนังร่างกายที่มีอยู่นี้ต้องเอาชนะให้ได้ อย่าให้ความ ยากจนมันครอบงำได้, อย่าให้ความเจ็บป่วยมันครอบงำได้ อย่าให้อันตรายทางกายใด ๆ ก็ตามมันครอบงำได้ ; นี้คือชนะ โลกในส่วนร่างกาย. ที่นี่ก็พยายามชนะในส่วนจิตใจ อย่า ให้จิตฝ่ายชั่วครอบงำได้. รวมกันก็เรียกว่าเป็นผู้ชนะโลก พอสมควรอยู่.
น.31 ๒๙ แม้ปุถุชนนี้ก็มีส่วนชนะโลก ตามวิสัยของปุถุชนที่จะ เป็นปุถุชนชั้นดี. ถ้าชนะได้มากกว่านี้ต่อไปอีก มันก็เป็น พระอริยเจ้า คือเป็นพระโสดาบัน. เป็นผู้ชนะโลกที่พอจะ พูดได้เต็มปากว่าชนะโลก ในอันดับแรกก็เป็นพระโสดาบัน; แล้วก็ชนะยิ่งขึ้นไป ๆ จนหมดสิ้นคือเป็นพระอรหันต์. แต่อย่าลืมว่าปุถุชนเราก็มีทางที่จะชนะได้ ตามสัดส่วน ของปุถุชน : เพราะว่ามัน เริ่มรู้เริ่มเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า "โลก" ก็เป็นปุถุชนชั้นดี ; นั่นก็คือชนะโลกได้ส่วนหนึ่ง แล้ว ขอให้ตั้งอยู่ในระดับนี้ คือเป็นปุถุชนที่ดี ที่มีส่วน แห่งการชนะโลกนั้นตามสมควรเถิด ก็เรียกว่ามันตั้งต้นชนะ โลก คือตั้งต้นเป็นโลกุตตระ หรือเตรียมสำหรับจะเป็น โลกุตตระ อยู่ในวิสัยของปุถุชนชั้นดี อีกประเดี๋ยวมันก็ชนะ ในชั้นในระดับพระโสดาบัน ก็เป็นโลกุตตระขั้นที่หนึ่ง แล้ว ก็เป็นสกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์ในขั้นที่สุด รวมความว่าถ้าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว จะมีชัยชนะ หรือชนะโลก ในลักษณะใด ในลักษณะหนึ่ง ปริยายใด ปริยายหนึ่งอย่างแน่นอน. ฉะนั้นขออย่าให้อยู่ด้วยความพ่าย แพ้ มันจะละอายแก่สุนัข.
น.32 ๓๐ แต่ที่สุนัขมันมีความทุกข์น้อย : ในส่วนร่างกายมันก็เอา ชนะโลกได้เพราะว่ามันไม่ตาย อยู่ที่มันไม่ตาย ; ส่วนความ ทุกข์ทางจิตใจมันก็มีน้อยกว่าคน มันมีส่วนที่จะชนะได้ ในทางจิตใจของมัน : แต่ว่านั่นมันเป็นเพราะธรรมชาติช่วย ธรรมชาติไม่ได้ให้สติปัญญาแก่มันมากมาย มันคิดไม่ได้ลึกซึ้ง แต่มันไม่รู้จักโลภ ไม่รู้จักโกรธ ไม่รู้จักหลงเหมือนกับคน มันจึงมีความทุกข์ในส่วนนั้นน้อย นี้ถ้าพูดอย่างนี้เราก็เสีย เปรียบสัตว์ทุกที เพราะว่าเราอุตส่าห์ไปรู้มาก ไปรู้มากเข้า มันจึงยากนาน. คนเราไปรู้เกินกว่าระดับสัตว์ มันก็ต้องมี ปัญหามากกว่าสัตว์. เดี๋ยวนี้เราจะเอาว่า จะดีกว่าจะสูงกว่าจะอะไรกว่า เราก็ ต้องดันทุรังไปตามประสาของมนุษย์ ไม่ย้อนกลับไปเป็นสัตว์ คือวิวัฒนาการนั้นก็หมายความว่ามันต้องก้าวต่อไปข้างหน้า แต่อย่าให้มันต้องเคียงคู่กันไปกับความทุกข์ยากลำบาก : ความ เจริญทางวัตถุก็ต้องเคียงคู่กัน ไปกับความยากลำบากในทาง วัตถุ, ความเจริญในทางจิตใจ ก็จะต้องเคียงคู่กันไปกับ ความยากลำบาก ในการศึกษาฝึกฝนอบรมในทางจิตใจ ; แต่แล้วที่สุดก็ได้ผล เป็นการชนะที่อยู่เหนือความทุกข์นั้น.
น.33 ๓๑ ทั้งหมดที่พูดมานี้ก็แสดงให้เห็นสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติ หรือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ และสิ่งต่าง ๆ ที่มันเปลี่ยนแปลง วิวัฒนาการไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แล้วมันก็ได้แก่ เนื้อหนังร่างกายจิตใจของคนเรานี้เอง. ในตัวคนเราที่เป็น ส่วนร่างกายก็ดี ส่วนจิตใจก็ดี มันเป็นตัวธรรมชาติ อยู่ใต้ กฎเกณฑ์ของชาติ เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เกิด ขึ้นอย่างนั้นเราเรียกว่าทุกข์, เกิดขึ้นอย่างนี้เราเรียกว่าสุข, เลยนั้นไปก็ต้องเรียกว่าเหนือทุกข์ เหนือสุข. นี้เป็นเรื่องของ ธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นผู้บังคับบัญชา. ถ้าถามว่าใครสอน มันก็ธรรมชาติสอน ; คือความเจ็บปวดมันสอนให้ฉลาด นี้ เราเรียกว่าธรรมชาติสอน. พ่อแม่ก็ไม่ได้สอน ครูบาอาจารย์ ก็ไม่ได้สอน พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้สอน ; แต่ความทุกข์มันสอน ความผิดพลาดตามธรรมชาตินั้นแหละมันสอน ; แล้วคนก็ถอย หลังกลับ หันมาหาธรรมชาติส่วนที่ตรงกันข้าม แล้วก็ไม่ ทุกข์, ก็เป็นธรรมชาติสอนอีกว่าอย่างนี้ไม่ทุกข์ ; เราก็เลยยึด เอาฝ่ายนี้มากขึ้น ๆ จนกว่าจะชนะความทุกข์มากขึ้นตามลำดับ จนหมดทุกข์เลย จนเหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวง. ทั้ง
น.34 ๓๒ หมดนี้เราจะเรียกว่าธรรมชาติก็ได้ หรือจะเรียกว่าธรรม เฉย ๆ ก็ได้ หรือจะเรียกว่าพระธรรมก็ได้. ธรรมที่เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพพยากฤต มันได้แก่สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด. เพราะฉะนั้นธรรมะนั่นแหละมันเป็นอะไรทั้งหมด. มัน เป็นกายก็ได้, เป็นจิตก็ได้, เป็นความสุขความทุกข์อะไรก็ได้ ทั้งหมด. มันก็ต้องจัดการกันโดยธรระเหล่านั้นเอง โดย ธรรมชาติเหล่านั้นเอง ไม่มีตัวตนบุคคลอะไรอื่นที่ไหน. ธรรมชาติร่างกายต้องเป็นอย่างนี้ ธรรมชาติจิตก็ต้องเป็น อย่างนี้ ; เมื่อมีสิ่งนี้เข้ามาปรุงแต่ง มันก็เป็นอย่างนี้ ; เมื่อมี สิ่งอื่นเข้ามาแวดล้อมปรุงแต่ง มันก็เป็นอย่างอื่น ; มันก็เป็น เป็นอย่างที่เราเป็น ๆ กันมานี้. แต่ถ้าจิตนี้มันยังโง่อยู่ มันก็ยังเข้าใจผิดว่าเป็นตัวกู เลยพูดว่าตัวกูอย่างนั้น ตัวกู อย่างนี้ ตัวกูจะสอนตัวกูอย่างนี้ มันพูดเพ้อไปอย่างนั้นแหละ โดยสมมติทั้งนั้น ; แต่ว่าโดยแท้จริงแล้ว มันเป็นตัวธรรม- ชาติซึ่งมีความรู้สึกนึกคิดได้ แล้วก็รู้สึกเข็ดหลาบอยู่ใน ธรรมชาตินั้น. ทางฝ่ายด้านจิตใจนั้นมันเกิดความรู้สึกเข็ด หลาบ ฉลาดสูงขึ้นทุกที ๆ.
น.35 ๓๓ ธรรมชาติมันวิวัฒนาการไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ฉะนั้นผู้รู้ท่านจึงกล่าวว่า สุทฺธิธมฺมา ปวตฺตนฺติ ธรรมชาติ ล้วน ๆ เป็นไปหรือว่า สงฺขารสนฺตตึ การสืบต่อของสังขาร เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีตัวตนบุคคล เรา-เขากันที่ไหน. เดี๋ยวนี้เราก็ยังคิดว่าเป็นบุคคล เป็นเรา และที่ร้ายกาจมาก ก็ข้อที่ว่าเราเก่ง เราก็พูดจ้อ พูดฟุ้งไปทีเดียว ว่าเราอย่าง นั้น เราอย่างนี้ เราเก่งอย่างนั้นเราเก่งอย่างนี้ ; มันก็พูดให้ ผีหัวเราะ เพราะมันไม่จริง. แต่ต่อไปขอให้รู้ว่ามันเป็นธรรม ชาติ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของธรรมชาติ ตาม กฎเกณฑ์ของปฏิจจสมุปบาป หรือตามกฎเกณฑ์ของอะไรก็ ได้ ที่เรียกว่าเป็นกฎเกณฑ์ของชาติก็แล้วกัน. เมื่อเดี๋ยวนี้เรา ไม่มีตัวตนของเราเลย อย่างนี้เราจะ ทำอย่างไร ? ก็ว่า อะไรมันมีอยู่ สิ่งนั่นแหละมันทำ ; ร่าง กายมันมีเส้นประสาทรับสัมผัส รู้ร้อนรู้หนาว รู้สุข รู้ทุกข์ ถ้ามันโง่ไปหาสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ มันก็รู้จักเข็ดหลาบ. อย่างเดียวกับที่ยกตัวอย่างว่า ต้นไม้ งอกงามไปทางทิศนี้ ถูก สังกะสีร้อนเข้าก็หดไปทางทิศอื่น ไม่ต้องมีเป็นคนเป็นตัว
น.36 ๓๔ ตนอะไรที่ไหน คนเรานี้ก็เหมือนกัน แม้จะวิเศษอย่างไร ถ้ามันยื่นไปทางนี้ ไปโดนความทุกข์เข้า มันก็หด ; นี่คือ ความฉลาด จึงสามารถที่จะตักเตือนตนด้วยตนได้. หรือว่า ด้วยจิตดวงเดียวนั่นแหละ สามารถเปลี่ยนจากความทุกข์เป็น ความสุขได้ เรียกว่ามันสอนอยู่ในตัวมันเอง. ความทุกข์มัน สอนให้เข็ดหลาบ, ความเข็ดหลาบมันก็รู้จักสอนให้ทำอย่าง นั้น-อย่างนี้-อย่างโน้น จนไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป. เมื่อรู้ในอันดับแรกก็เรียกว่าชนะโลกในอันดับแรก จะ เรียกว่าชนะโลกนี้กันก่อน ; ชนะโลกนี้ให้เป็นโลกุตตระต่อ โลกนี้คือว่าไม่ยากจนค่นแค้น ไม่โง่เง่า ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ อะไรชนิดที่เรียกว่าเป็นปัญหาทางโลกนี้. ชนะโลกนี้ให้ได้ อย่างนี้ก่อน ก็ไปเหนือโลกนี้ แล้วมันดีไหม ? มันก็ดีกว่า ที่จะไม่ชนะ. ทีนี้ถ้ามีโลกอะไรที่เหนือไปกว่านี้ คือโลกหน้า ก็อย่า ให้มันทำอันตรายอะไรเราได้ อย่าไปหลงกับมัน. นี้เรียกว่า เราเหนือโลกขึ้นไปทุกที เหนือโลกนี้ก่อน แล้วก็เหนือโลก อื่นด้วย แล้วก็เหนือโลกทั้งปวง คือไม่มีโลกไหนจะมาทำ
น.37 ๓๕ ให้หลงได้ มาหลอกให้หลงได้ ; นี้ก็เลยชนะทุกโลก ก็เลย เป็นโลกุตตระอันดับแรก โลกุตตระอันดับกลาง เป็นโลกุต- ตระอันดับสุดท้าย แม้ปุถุชนก็มีลักษณะแห่งโลกุตตระได้. ถ้าพูดถึงโลกเตี้ย ๆ โลกต่ำ ๆ โลกง่าย ๆ โลกของเด็ก อมมือนั้น เรามาชนะโลกของเด็กอมมือให้ได้เสียก่อน ก็ พอจะเรียกว่าเริ่มต้นโลกุตตระ แล้วก็ชนะต่อไป จนเป็นชั้น พระโสดา สกิทาคา อนาคา คือชนะได้หมดทุกโลก จน กระทั่งเป็นพระอรหันต์ ชนะหมดทุกโลก. พระโสดาบันนั้นยังชนะไม่ได้หมด เป็นแต่เพียงแน่ นอน ว่าจะชนะได้เท่านั้นเอง ; นั่นก็นับว่าวิเศษแล้ว. ที่นี้ ถ้าไม่มีการตระเตรียมที่ถูกต้องมาก่อนในชั้นปุถุชน อยู่เฉยๆ จะโผล่เป็นพระโสดาบันขึ้นมาได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ ต้องมีการตระเตรียมมาในลักษณะอย่างเดียวกัน ที่มันเข้า รูปกัน : ชนะแม้แต่ความทุกข์น้อยๆ ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความยากจน ให้ชนะขึ้นมาเถอะ ; จะเรียกว่าอยู่เหนือโลกขึ้น มาตามลำดับทั้งนั้น,
น.38 ๓๖ ถ้าเป็นโลกียะแล้ว ก็ใช้ไม่ได้ คือมันจมอยู่ในกอง ทุกข์. เพราะฉะนั้นเราเตรียมที่จะขึ้นอยู่เหนือสิ่งที่เรียกว่า โลกียะ ทำให้รอดสูงขึ้นมาได้ตามลำดับ ; นี้เรียกว่าสิ่งที่เรียก ว่าชีวิต ร่างกายนี้ มันสอนของมันได้ในตัวเอง โดย ธรรมชาติ ตามวิถีทางของธรรมชาติ โดยกฎของธรรมชาติ ถ้าไม่เคยทราบข้อนี้ ก็ขอให้ได้ทราบเสีย ว่าเดี๋ยวนี้ มันขึ้นปีใหม่แล้ว วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ ที่เราสมมติแล้ว เราไม่ควรจะโง่เท่าเดิน. ถ้าว่ายังโง่าอยู่เท่าเดิมมันก็ไม่มี ปีใหม่ ไม่ควรจะเรียกว่ามีปีใหม่ เพราะมันโง่เท่าเดิม. ถ้า จะให้ฉลาดกว่าปีเก่าก็ควรจะรู้อะไรที่ยังไม่รู้. ฉะนั้นถ้าใคร ยังไม่รู้เรื่องที่สำคัญนี้ ก็ขอให้รู้เถอะ ; แล้วก็รู้เพิ่มขึ้นปีละ นิด ๆ ทุก ๆ ปี ปีหนึ่งเพิ่มขึ้นนิดหนึ่ง นั่นแหละมันเป็นปี ใหม่-ปีใหม่-ปีใหม่ แปลกออกไปตามลำดับ. สำหรับวันนี้ก็พูดแต่ในแง่ที่ว่าขอให้รู้จัก สิ่งที่เรียกว่า จิตนี้มันช่วยตัวมันได้ สอนตัวมันเองได้ ; ตัวตนนั่นแหละ มันสอนตัวตนได้ เป็นการเตือนตนด้วยตน การพิจารณา ตนด้วยตนของตน ; นี้พูดด้วยสมมติ.
น.39 ๓๗ แต่ถ้าพูดไม่สมมติพูดจริง ๆ กันแล้ว ก็ว่าธรรมชาตินั่น แหละ มันเป็นทุกข์ได้ แล้วมันก็สอนตัวในตัวมันเอง ให้ ถอยออกมาเสียจากความทุกข์ได้ โดยความรู้สึกชนิดที่เรียก ว่า เกิดได้เอง หรือสัญชาตญาณที่มีอยู่ในสิ่งที่มีชีวิตทุกชีวิต ไม่ว่าชีวิตไหน : ชีวิตระดับต้นไม้ก็มี ชีวิตระดับเดรัจฉาน ก็มี ชีวิตระดับมนุษย์ก็มี : ทุกชีวิตมีพรวิเศษอันหนึ่งคือรู้จัก เข็ดหลาบ แล้วก็รู้จักปรับปรุงแก้ไขตัวมันเอง. ถ้าชีวิตชนิด ไหนไม่รู้จักเข็ดหลาบ มันตายแล้ว : มันไม่มามีชีวิตอยู่ได้ จนถึงเดี๋ยวนี้หรอก มันสูญหายไปหมดแล้ว. มันต้องมีส่วน ที่เป็นความรู้สึกเข็ดหลาบแล้วหลีกเลี่ยงหรือต่อต้าน จนรอด ชีวิตมาได้. เราจึงถือว่า สิ่งนี้เป็นของคู่กันมากับชีวิต ให้มันรอด มา ๆ จนบัดนี้ ; แล้วก็เจริญวัฒนาเรื่อยมา ถึงระดับที่สูงสุด ที่สิ่งที่เรียกว่าชีวิตมันจะไปถึงได้ : เช่นความเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นชีวิตที่ประเสริฐสูงสุด ไม่มีระบบชีวิตชนิดไหน จะสูงเท่า. นี้คือสิ่งที่ว่าเราจะพูดกัน สำหรับวันปีใหม่ เพื่อ จะได้ปรับปรุงขยับขยายให้มันเป็นอย่างนี้มากขึ้น ๆ นั่นเอง.
น.40 ๓๘ ที่เหลืออยู่อีกหน่อยหนึ่ง ก็อยากจะพูดเพื่อให้เกิดความ ไม่ประมาท หมายความว่าสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนี้มันไม่มีอะไรที่ แน่นอน มันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยที่แวดล้อม. ถ้า มันไปโง่ มันไปต้องการมาก มันก็ร้อนมาก ; แล้วมันก็รู้สึก ไม่อิ่มไม่พอ. ความไม่รู้สึกอิ่ม ไม่รู้สึกพอนี้ มันเป็นความ ทุกข์ทรมาน ; จะเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่ามันเป็นเปรต คือ เป็นอบายชนิดหนึ่ง เป็นเปรตหิวเหลือประมาณ เพราะมัน เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ไม่ถูกต้องมันจึงหิว. พอหิวมันก็กระวน กระวาย กระสับกระส่าย รู้สึกเสมือนว่า เวลา มันวิ่งไปเร็ว คนที่มีความอยาก มีตัณหามากนี้ เวลา มันวิ่งเหมือนกับบิน ไปอย่างนั้นแหละ. ถ้าเรามีกิเลสมีตัณหาน้อยหน่อย เวลา ก็ เหมือนเดินไปช้า ๆ. ถ้าเราไม่ต้องการอะไรเลย เวลา มันก็ หยุด ; หยุดเลยสำหรับคนนั้น ไม่ล่วงไปเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปีอะไรอย่างนั้น เพราะใจมันไม่ต้องการอะไรเลย. เดี๋ยวนี้มันยังต้องการนั่นนี่อยู่ แม้ที่สุดเกิดต้องการ มรรคผลนิพพานนี้มันได้ไม่ทันแก่ความต้องการ. มันยังรู้สึก ว่า เวลาไม่พอ เหมือนกับว่าเวลามันวิ่งไปเสียเร็วจนเราขับ ไล่ไม่ทัน ; นั่นแหละคือความทุกข์. เวลานี่แหละมันทำให้เรา
น.41 ๓๕ มีอายุสั้น ; ถ้าเรามีกิเลสมาก อายุก็สั้น, พอมีกิเลสน้อยอายุ ก็ยาว ; ถ้าเราไม่มีกิเลสเลย มันก็เรียกว่าเป็นนิรันดร คือไม่ รู้จักหมด จักสิ้น. อยากจะเอาเรื่องบรมโบราณมาพูดซ้ำอีก ให้ระลึก นึกกันได้ใหม่อีก ว่าในพระบาลีมีกล่าวไว้ ว่าในสมัยที่มนุษย์ ยังไม่จักทำบาปกรรมไม่มีความชั่วนั้น เขามีอายุยืนกัน ๘๐,๐๐๐ ปี มนุษย์มีอายุยืน แปดหมื่นปี. คนธรรดาฟังแล้วไม่เชื่อ หาว่าพูดโกหก หรือหาว่าพระคัมภีร์เขียนผิด. แล้วพระ คัมภีร์ได้กล่าวไว้ต่อไปว่า ทีนี้มนุษย์มันประมาท ทำกรรม ทำบาป ทำความชั่ว เพิ่มขึ้น ๆ ๆ ๆ อายุของมนุษย์ก็ลดลงๆ เหลือเพียง ๔๐,๐๐๐ ปี. แล้วทำชั่วต่อไปอีก อายุมันก็ลด ลงไปอีกเหลือเพียงหมื่นปี. ชั่วมากขึ้นอีก มันก็ลดลงอีกจน กระทั่งเหลือ ห้าพันปี สองพันปี หนึ่งพันปี. ยิ่งทำชั่ว มากขึ้นไปอีกจนเหลือเพียงสี่ห้าร้อยปี สองร้อยปี ร้อยปี กระทั่งเหลือไม่กี่สิบปี. ทำชั่วสูงสุด จนอายุเหลือสิบปี. มนุษย์ที่มีความชั่วสูงสุดนั้น เขาจัดไว้ว่ามันมีอายุเพียง ๑๐ ปี เพราะกิเลสตัณหามันมาก วันคืนมันไม่พอ.
น.42 ๔๐ นี่เขาเปรียบเทียบกันอย่างนี้กันต่างหากไม่ใช่เอาปีอย่าง ที่นับฝนตกครั้งหนึ่งเป็นปี ; นั้นมันเป็นเรื่องข้างนอก. เรื่อง ข้างในที่เกี่ยวกับเวลานั้นมันมีอยู่ว่า ถ้ามีกิเลสตัณหามาก เวลา มันก็ไม่พอกับกิเลสตัณหา ; จึงดูสั้น. เด็กเล็ก ๆ อายุ ๕ ขวบ ๗ ขวบนั้น เรารู้สึกว่าวันคืนมันยาว นอนตื่นหนึ่ง แล้วไป วิ่งเล่นเสียพักหนึ่ง แล้วก็มานอนอีกตื่นหนึ่ง แล้วก็ไปวิ่งเล่น เสียอีกพักหนึ่ง ; ทำอย่างนี้ได้วันละหลาย ๆ หนู รู้สึกว่าวัน คืนมันช่างยาวจริง อาตมายังจำได้ จำความรู้สึกอันนี้ได้ คน อื่นไม่ทราบ แต่ความรู้สึกของอาตมาเองจำได้ ว่าเมื่อเด็ก ๆ นั้นวันคืนทำไมมันจึงยาว นอนแล้วนอนเล่า วันหนึ่งหลาย ๆ หนมันก็ไม่ค่ำสักที. พอมาเดี๋ยวนี้ พออ่านหนังสือนิดหนึ่งยัง ไม่ทันจบมันก็ค่ำเสียแล้ว ; หรือว่าทำอะไรไม่ทันมันก็ค่ำเสีย แล้วที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าเรื่องมันมาก ความต้องการมันมาก ความรับผิดชอบมันมาก นั่นก็เพราะความอยากนั่นแหละมัน มากวันมันจึงสั้น. ถ้าเปรียบเทียบกันแล้วมันคงจะผิดกันสัก๑๐ เท่า เห็นจะได้. เมื่อยังเป็นเด็กตัวเล็กๆนี้ รู้สึกว่าความยาว ของวันคืนมันยาวเท่านั้นเท่า : เดี๋ยวนี้รู้สึกว่ามันหดสั้นเข้ามา
น.43 ๔๑ สัก ๑๐ เท่า. สมมติว่าเวลานี้เรามีอายุสมมติว่า ๕๐ ปี ; เมื่อ เด็ก ๆ เราก็คงมีอายุ ๕๐๐ ปี มันต้องสิบเท่าเสมอ. นี่คิด อย่างนี้มันก็พอมองเห็นได้: . เมื่อเป็นเด็กมันมีความอยากมี ตัณหามีความต้องการน้อย วันคืนจึงยาว ; พอโตขึ้นความ อยากความต้องการมันมาก มันหลายแขนง แล้วมันมากขึ้น ๆ วันคืนก็สั้น. ที่วันมันสั้น นั่นก็คืว่าอายุสั้น เพราะฉะนั้น ข้อความที่พูดไว้ในพระคัมภีร์นั้นถูกต้องดีแล้ว. มหาจักก- วัตติสูตร มัชฌิมนิกาย มีพูดไว้อย่างนี้. ว่าทีแรกเมื่อมัน ไม่มีกิเลส ไม่มีอะไร มันอายุยืนแปดหมื่นปี ; พอกิเลสเพิ่ม ขึ้นมันลดลงมา เป็นห้าหมื่นปี เป็นหมื่นปี เป็นห้าพันปี เป็นพันปี เป็นห้าร้อยปี เป็นหนึ่งร้อยปี แล้วเป็นห้าสิบปี ยี่สิบปี จนกระทั่งอายุเหลือเพียงสิบปี แต่งงานกันตั้งแต่ อายุหนึ่งปีสองปี นี้เพราะว่ามันอยากมาก เวลามันก็เร็ว มัน ก็สั้น. ที่นี้พอมนุษน์มีความเลวมาก มีกิเลสมากจนคำนวณ แล้วอายุ ๑๐ ปีนี้ก็ถึงยุคที่เรียกไว้ว่า สัตถันตรกัปป์ คือยุค ที่มนุษย์นิยมบูชาการใช้อาวุธ เพราะกิเลสตัณหาหรือความ
น.44 ๔๒ เห็นแก่ตัวกูนั้นมันมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ขึ้นเข้มข้นมาก จึงบูชาการ ใช้อาวุธ แทนที่จะบูชาธรรมะ ก็เลยเกิดสิ่งที่เรียกว่ามิคสัญญี ในสัตถันตรกัปป์นั้น มนุษย์มีอายุสิบปีเท่านั้น. ระวังให้ดี มันจะได้แก่ตัวเราที่นั่งอยู่ที่นี่ ; แล้วก็นิยม ใช้อาวุธเป็นเครื่องเผด็จเพื่อประโยชน์ ก็เลยเป็นมิคสัญญี ไม่ยอมรับนับถือว่าคนเป็นมนุษย์หรือคนเป็นคน เห็นว่า เป็นสัตว์; มิคคะแปลว่าสัตว์ที่เราจะเอามาฆ่ามาแกงอะไรอย่าง นั้นแหละ เขาเรียกว่ามิคสัญญี คือสำคัญกันและกันว่าเป็น สัตว์ ไม่รู้สึกอะไร ในการที่จะฆ่ามันให้ตาย. เหมือนกับ เราตบยุง เราไม่ค่อยรู้สึก ; แต่ถ้าเราไปฆ่าคนเรารู้สึกว่าเขา เป็นคนด้วยกัน. เดี๋ยวนี้เรารู้สึกเหมือนกับว่าคนนั้นเหมือนกับยุง ก็เลย ฆ่าคนเหมือนกับตบยุง ด้วยการใช้อาวุธประหัตประหารกัน ไม่มีธรรมะ ไม่มีศาสนา ไม่มีพระเจ้า ไม่มีอะไรเหลือแล้ว ในยุคมิคสัญญีนี้ เพราะประโยชน์ขัดกัน มันก็ฆ่ากันอย่างกับ ว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นสัตว์ เป็นเนื้อทราย หรือว่าเป็นยุงก็เลย ฆ่ากันใหญ่. เหมือนกับที่ใช้ระเบิดปรมาณูโยนใส่กันอย่าง นั้นแหละ.
น.45 ๔๓ ทีนี้มนุษย์ส่วนน้อย ส่วนหนึ่ง มันก็คิดว่า โอ้ย ! ไม่ ไหว เราไม่ฆ่าใคร เราไม่อยากให้ใครฆ่าเรา ก็เลยหนีๆ ๆ ไปสุด ไกลที่สุดที่เรื่องราวเหล่านี้มันจะตามไปถึง. ทางนั้น เขาฆ่ากัน ๆๆ ถึงที่สุด ตายหมดแล้ว ส่วนที่เหลืออยู่ไม่กี่คน มันก็กลับมาดู. พอมาเห็นก็สังเวช จิตใจหดเหี่ยวเหลือ ประมาณบอกไม่ถูก ก็เลยเปลี่ยนจิตใจ พอถึงขนาดนั้น ก็ เปลี่ยนจิตใจ ว่า เอ้า! อย่างนี้ไม่ไหวแล้ว ทำอย่างนี้ไม่ไหว แล้ว ตั้งต้นกันใหม่ ตั้งต้นกันใหม่ ประพฤติธรรมกันใหม่ มนุษย์ที่เหลือตายนั้นก็เลยตั้งต้นประพฤติธรรมกันใหม่ ไม่ ถือระบบมิคสัญญี หรือระบบสัตถันตรกัปป์ เปลี่ยนมาเป็น ยุคใหม่ต่อไปอีก ; เขาก็ประพฤติธรรมมากขึ้น อายุก็ยาวขึ้นๆ จากสิบปีเป็นยี่สิบปี ห้าสิบปี ร้อยปี จนกระทั่งเป็นพันปี ห้าพันปี หมื่นปี กระทั่งแปดหมื่นปีอีก นี่ยุคนี้คือยุคที่ พระสัมมาสัมพุทธพระนามว่าพระเมตตรัยจะปรากฏ นี่พระ พุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนี้ ; ไม่ใช่เรื่องนอกคัมภีร์. เรื่องพระ เมตตรัยมีในพระคัมภีร์อย่างนี้ ไม่วิจิตรพิศดารเหมือนกับ ในคัมภีร์พระมาลัยที่เขียนกันทีหลัง.
น.46 ๔๔ คัมภีร์พระมาลัยที่เขียนตามผนังโบสถ์ หรือเขียนเรื่อง พระศรีอาริย์นั้น เขาเขียนมากเกินไป แต่ก็ไม่ผิด ; เป็น ความหมายเดิมนั่นแหละ ไม่มีบาปกรรมมีแต่ความผาสุก ไม่มีการเบียดเบียน. ในบ้านเมืองสมัยพระเมตตรัยนั้น ไม่มี การเบียดเบียน อยู่กันเป็นสุข มารดาให้บุตรน้อย เต้นรำ อยู่บนทรวงอก คือมันไม่มีเรื่องทุกข์ร้อน แม่จะนอนให้ลูก เต้นอยู่บนอกได้ทั้งวันทั้งคืน ; หรือว่าไม่ต้องปิดประตูเรือน เพราะไม่มีการเบียดเบียน. ทีนี้เขาขยายความเอาเองจากนั้น มากออกไป แต่ก็ไม่ถึงกับขัดกัน มีความสะดวกสบาย มีต้น กัลปพฤกษ์ ใครต้องการอะไรไปเอาได้ที่ต้นกัลปพฤกษ์ ก็ หมายความว่าไม่มีใครอยากอะไร ไม่อยากได้อะไรเลย เป็น ของธรรมดาไปหมด แก้วแหวนเพชรพลอย เงินทองวิเศษ วิโส มันเป็นของขี้ฝุ่นไปหมด เพราะมันเต็มไปด้วยต้น กัลปพฤกษ์ ใครต้องการไปโกยมากี่กะบุงก็ได้ ; แล้วก็เลยไม่มี ใครอยากอะไร. นี่ศาสนาพระเมตตรัยเป็นอย่างนี้ พลเมือง มีอายุแปดหมื่นปี ; และพอลงไปจากบ้าน จำกันไม่ได้ว่าใคร เป็นใคร เพราะว่ามันดีเหมือนกันไปหมด ทุกคนมันดี
น.47 ๔๕ เหมือนกันไปหมด ไม่มีคนบาป ; พอลงจากเรือนเลยไม่รู้ว่า ใครเป็นใคร ดีเหมือนกันไปหมด ไม่มีคนอื่น ไม่มีศัตรู ไม่มีเรา-ไม่มีเขา มีแต่คนดี ; นี่บ้านเมืองของพระเมตตรัย เป็นอย่างนี้ ; และคนอายุยืนแปดหมื่นปี. ทีนี้เรามันไปยึดถือตัวเลข แปดหมื่นปี นี้มันโง่ ไม่ เทียบส่วนตามกิเลส. ถ้ากิเลสมากอายุมันสั้น, ถ้ากิเลสน้อย อายุมันยาว, ไม่มีกิเลสเลยเทียบกับอายุแปดหมื่นปี ; กิเลสไม่ ปรากฏ มีแต่การทำดี ทำบุญ ทำกุศล. นี่สมมติว่ามันเป็นไปไม่ได้ คนในโลกวันนี้ควรจะหยุด ทำบาป มันก็เป็นโลกพระศรีอาริย์ขึ้นมาทันที ไม่มีใครต้อง การอะไร ที่จะไปลักขโมยของใคร, ไม่มีใครเร่าร้อนเป็น โลกเส้นประสาท เพราะมันไม่ได้ตามชอบใจนี้ มันก็สบาย กันไปหมด ; แล้วมันไม่กลัวตายมันเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันหัวเราะเยาะความตาย ก็เลยไม่มีความทุกข์. เกี่ยวกับความเจ็บ ความไข้ ความตาย เห็นเป็นของสนุก เป็น ของน่าหัวเราะ นี่มันสบายอย่างนี้. นี่ขอให้กลับไปถือธรรมะกันอีกเท่านั้นแหละ อายุก็ จะยืดพรวดเดียวไปถึงแปดหมื่นปีได้. เดี๋ยวนี้อย่างที่คำนวณ
น.48 ๔๖ แล้ว มนุษย์ในโลกปัจจุบันนี้จะมีอายุสัก ๑๕ ปี หรือจวน ๆ จะ ๑๐ ปีเข้าไปแล้ว มันเป็นยุคสัตถันตรกัปป์ ที่บูชาการใช้ อาวุธแล้ว, นักเรียนมันพกปืน ขู่ครู ว่าถ้าครูให้กูสอบไล่ตก กูจะยิงมึง : ครูคนหนึ่งเอามาปรับทุกข์อย่างนี้. มันเลวถึง ขนาดสอบไล่ตก ยังจะพกปืนไปขู่ครู ว่าถ้าเราตกเราจะต้อง ยิง. ครูก็กลัว บางทีก็ให้ได้ไปทั้งที่มันไม่ควรจะได้ อย่างนี้ ก็เรียกว่าสัตถันตรกัปป์ ได้อยู่แล้ว. แม้จะพูดว่าสมัยนี้เป็นสัตถันตรกัปป์ คือนิยมการใช้ อาวุธมันก็ถูกอยู่แล้ว ; แล้วมันกำลังจะฆ่ากันเป็นเนื้อทราย หรือยุงอยู่แล้ว ก็ควรจะถือได้ว่ามนุษย์ในโลกนี้ ทุกวันนี้มี อายุ ๑๐ ปีหรือ ๑๕ ปี เป็นอย่างมาก. ฉะนั้นต้องละความ ชั่วอันนี้ ประพฤติความดีกันใหม่ จิตใจมันจะได้ดีขึ้น เวลา มันจะได้มีอาการเหมือนกับว่ายาวออกไป ๆ จนเหมือนกับว่า เมื่อเราเป็นเด็กเล็ก ๆ นั้น นอนหลาย ๆ ตื่น มันก็ยังไม่หมด วันสักที. ที่เอามากล่าวนี้ก็เพราะเห็นว่า พูดอย่างนี้มันจำง่ายดี แล้วมันน่ากลัวด้วย มันลืมยาก. เคยมีอายุยืนแปดหมื่นปีแล้ว
น.49 ๔๗ ก็มีความสุข ; กลับหดสั้นเข้ามาเหลือ ๑๐ ปี แล้วกำลังจะฆ่า กันเหมือนมิคคสัญญี ใครจะรับผิดชอบ. มันจะต้องคิดพึ่ง พระธรรม พระศาสนา, คิดพึ่งพระเจ้า คิดพึ่ง บุญกุศล กลับตัวเสียใหม่ อายุมันก็จะได้ถอยไปในทางยาวขึ้น ๆ ๆ ; เดี๋ยวนี้มันสั้น ๆ ๆ เต็มที่แล้ว จะเป็นชีวิตยุงกันอยู่แล้ว. เอาละเป็นอันว่า เป็นเรื่องที่ควรจะเอามาคิดดูในวัน ขึ้นปีใหม่ ปรับปรุงกันใหม่ สะสางกันใหม่ ให้สำเร็จ ประโยชน์ สำหรับที่มันจะน่าชื่นใจสมกับที่ว่ามันใหม่ -ใหม่ ออกไป สดชื่นขึ้น ไม่เหี่ยวแห้งลง. นี่ความหมายของคำว่า "ปีใหม่" ควรจะเป็นอย่างนี้. ทางอื่นไม่มี มีหนทางเดียว คือ ให้ธรรมะเข้ามาในลักษณะที่ทุกคนเตือนตนด้วยตน พิจารณา ตนด้วยตน เปิดโอกาสให้กุศลเจตสิกปรุงแต่งจิต ปิดโอกาส ที่อกุศลเจตสิกจะปรุงแต่งจิต ทีนี้จิตมันก็เป็นกุศลอยู่เรื่อย ๆๆ มันก็เจริญงอกงามไปในทางที่ว่า จะบรรลุมรรคผลนิพพาน. จิตมันช่วยจิตได้อย่างนี้ มันสอนจิตได้อย่างนี้ ; ไม่ต้อง มีจิตดวงที่สอง ไม่ต้องมีบุคคลที่สอง ; ในตัวมันเอง มันจัด ของมันเองได้ ด้วยอำนาจสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ที่มันเกิดขึ้น แล้วเกิดความเข็ดหลาบ เพราะความเข็ดหลาบก็เปิดโอกาส
น.50 ๔๘ ให้เดินไปในทางที่จะไม่ให้ทุกข์ คือให้โอกาศความดีความถูก ต้องนั้นเข้ามา. ความผิดมันก็ถูกปิด มันไม่เข้า ก็เจริญ งอกงามมาตามทางของพระศาสนา ตามคำสอนของพระศาสดา อันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย. นี่อาตมาจึงถือว่า คำสอนของพระศาสดานี้จะช่วยให้ เรามีกำลังใจ มีกำลังศรัทธา มีอะไรที่จะปฏิบัติตามคำของ พระพุทธองค์ แล้วก็ดับทุกข์ได้ เป็นที่พึ่งแก่คนทุกคนได้ ด้วยเหตุนี้ ; จึงเห็นว่า เป็นเรื่องที่ควรเอามาพูดกันในวันเช่น วันนี้ ซึ่งสมมติกันว่าวันขึ้นปีใหม่. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการะ ฉะนี้.
น.51 รายนามท่านที่สละทรัพย์ช่วยเผยแพร่เอกสารชุด มองด้านใน ๑. คุณแม่สิริวงศ์ สุรฤกษ์ ๕๐ บาท ๒. ว.อ. ๑๐๐ " ๓. คุณพี่คำมูล อนุชาผัด ๕๐๐ " ๔. คุณสอาด กองสุวรรณ ภัตตาคารรุ้งเพชร ๕๐๐ " ๕. นายสุน นาตุ่น ศิริอัฐ ๕๐๐ " ๖. อาจารย์วัชรินทร์-อบเชย แสงจันทร์ ๕๐ " ๗. คุณสุรพงษ์ เจริญบูลย์วิวัฒน์ ๑๐๐ " ๘. อาจารย์ เสถียร พันธรังษี ๒๐ " ๙. คุณพิศิษฐ์ งามพานิช ๒๐ " ๑๐. คุณกมล รัตนกำพน ๒๐ " ๑๑. คุณบัญฑิต ตรีเนตรสัมพันธ์ ๕๐ " ๑๒. คุณชยาภรณ์ บียอุย ๒๐ " ๑๓. คุณฝอยทอง อยู่เย็น ๕๐ "
น.52 ๑๔. คุณวิไล ปฤมานนท์ ๕๐ บาท ๑๕. คุณลุงมณี สนธิไชย ๓๐๐ " ๑๖. นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒๐ " ๑๗. คุณอมรเทพ โอสายไทย ๑๐๐ " ๑๘. คุณพี่ประกอบ โปษยะนันทน์ ๑๐๐ " ๑๙. คุณพี่ประดับ โปษยะนันทน์ ๑๐๐ " ๒๐. คุณนายทวี แป้นสกุล ๔๐๐ " ๒๑. คุณอำไพวัฒนะ ท่าเตียน ก.ท. ๑,๐๐๐ " ๒๒. คุณสมชัย ศรีประเสริฐ ๔๐๐ " ( ส่วนที่ขาดผู้จัดทำชำระ )
Buddhadasa