Buddhadasa.org
หนังสือภาษาคน - ภาษาธรรม ภัยพุทธศาสนา เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ › อ่านฉบับเต็ม

📖 ภาษาคน - ภาษาธรรม ภัยพุทธศาสนา เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ภาษาคน - ภาษาธรรม ภัยพุทธศาสนา เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.5 บัดนี้ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประ- ดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา-ความเชื่อ และวิริยะ ความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่ง พระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนาในวันนี้เป็นธรรมเทศนาพิเศษ ดังที่ท่านทั้งหลาย ก็เห็นได้อยู่แล้ว อาตมาได้พิจารณาแล้ว ๆ เล่า ๆ ว่าจะแสดงด้วย เรื่องอะไรดี ในที่สุดก็มามองเห็นว่า ข้อที่ท่านทั้งหลายส่วนมาก ไม่ เข้าใจในธรรมะอันลึกซึ่งแสดงอยู่แล้วเป็นอันมาก ได้ยินได้ฟังกันอยู่ เป็นอันมากก็ยังไม่เข้าใจ เกิดความสงสัยขึ้นว่า ข้อนี้เป็นเพราะเหตุ ไร ค้นไปค้นมา ในที่สุดก็พบว่าเนื่องด้วยคนเราโดยมากรู้แต่ ภาษาธรรมดา คือภาษาชาวบ้านพูด หรือเรียกว่า "ภาษาคนธรรมดา" ไม่ค่อยจะรู้ "ภาษาของธรรมะ" และไม่เคยคิดว่ามีภาษาอีกภาษาหนึ่ง ซึ่งแตกต่างกัน แทบจะตรงกันข้าม หรือตรงกันข้ามก็มี นั้นเป็นภาษา ธรรมะ,

น.6 ๒ ขอให้กำหนดจดจำไว้ให้ดีว่า ภาษาคนนั้นเป็นอย่าง หนึ่ง ภาษาธรรมะนั้นเป็นอย่างหนึ่ง ภาษาคนก็คือภาษา โลก ๆ ภาษาของคนที่ไม่รู้ธรรมะ พูดกันอยู่ตามประสาคน ที่ไม่รู้ธรรมะนี้เรียกภาษาคน: ส่วนภาษาธรรมะนั้นเป็นภาษา ที่ " คน" เหมือนกันพูด, แต่ว่าได้เห็นธรรมะในส่วนลึก หรือเห็นธรรมะที่แท้จริง แล้วพูดไปด้วยความรู้สึกอัน นั้น จึงเกิดเป็นภาษาธรรมะขึ้นมา ไม่เหมือนภาษาคน นี้ เรียกว่าภาษาธรรมะ. ภาษาจึงมีอยู่เป็น ๒ ภาษา คือ ภาษาธรรม อย่างหนึ่ง ภาษาคน อย่างหนึ่ง ภาษาคนนั้นเอาเกณฑ์ตามทางของวัตถุ ตามทางที่รู้สึกได้อย่างคนธรรมดารู้สึก และอาศัยวัตถุเป็น พื้นฐาน ไม่ได้อาศัยธรรมะเป็นพื้นฐาน จึงพูดแต่เรื่องวัตถุ พูดแต่เรื่องโลก พูดแต่เรื่องที่เห็นได้ด้วยตาตามธรรมดา สามัญชน. ส่วนภาษาธรรมะนั้น เป็นไปในทางนามธรรม ที่ไม่เห็นตัว ไม่เนื่องด้วยวัตถุ ต้อง มีปัญญาเห็นนามธรรม เหล่านั้นแล้ว จึงจะพูดเป็น และให้ความหมายเป็น; จึงพูด กันอยู่แต่ในหมู่ผู้เห็นธรรม นี้เป็นภาษาธรรมะ ภาษา นามธรรมที่เหนือไปจากวัตถุ.

น.7 ๓ ถ้าพูดอย่างภาษาสมัยใหม่นี้ก็จะพูดว่า เป็นภาษาทาง Physics ซึ่งอาศัยวัตถุเป็น Physical way of Speaking คือ พูดไปตามแบบตามวิธีของฝ่าย Physics. ทีนี้ที่ตรงกันข้าม นั้นเป็น Meta -physics คือนอกเหนือที่วิชา Physics จะเข้า ไปเกี่ยวข้องด้วยได้ อย่างนี้เรียกว่า Meta-physics; มีวิธีพูด เป็น Meta physical way of Speaking ของมันเอง. ฉะนั้น เรียกสั้น ๆ ว่ามีภาษา Physics กับภาษาที่เหนือ Physics. ภาษา Physics ก็คือภาษาโลก ภาษาคน ที่พูดกันอยู่ ตามธรรมดา ที่อาศัยวัตถุเป็นพื้นฐาน ส่วนภาษาMeta- physics ต้องอาศัยนามธรรมเป็นพื้นฐาน, ต้องเคยรู้ต้องเคย ศึกษา ต้องเคยเข้าใจ ไม่ต้องอาศัยวัตถุเป็นพื้นฐาน แต่ อาศัยนามธรรมพวก abstract ต่าง ๆ เป็นพื้นฐาน หวังว่า ท่านคงจะเข้าใจในความแตกต่างของภาษาคนกับภาษาธรรม ขึ้นบ้างแล้ว. อาตมาจะชี้ต่อไปว่า เพราะรู้แต่ภาษาคนนี่เอง ไม่รู้ ภาษาธรรมะ จึงฟังธรรมะแท้ๆ ไม่เข้าใจ, คือธรรมะใน ชั้นสูง ธรรมะในชั้นโลกุตตระ ที่จะดับทุกข์ได้จริง นั้น ฟังไม่เข้าใจ, เพราะรู้ภาษาคน ไม่รู้ภาษาธรรม ทีนี้เพื่อจะ

น.8 ๙ เปรียบเทียบให้เห็น ก็ต้องยกมากล่าวทั้งภาษาคน และภาษา ธรรมควบคู่กันไปทีเดียว. ขอให้สนใจในนิกเขปบท ที่ได้ยกขึ้นไว้ข้างต้นว่า : อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ อธิคณฺฺหาติ ปณฺฺฑิโต ผู้ที่ เป็นบัณฑิตนั้น ย่อมถือเอาอรรถทั้งหลายทั้งสองได้, อตฺถาภิสมยาธีโร ปณฺฺฑิโตติ ปวุจฺฺจติ.- เป็นคน ฉลาดรู้พร้อมซึ่งอรรถทั้งหลายแล้ว เขาก็เรียกว่าเป็น บัณฑิต. นี้เป็นหลักทั่ว ๆ ไป ที่จะใช้ในทางธรรมะชั้นสูงก็ได้ ชั้นต่ำก็ได้ แม้จะใช้กับเรื่องภาษาพูดก็ได้ เพราะมีคำจำกัด ชัดอยู่ว่า: อุโภ อตฺเถ ถือเอาซึ่งความหมายทั้งสองหรือซึ่ง อรรถะทั้งสอง ถ้าเป็นคนฉลาดต้องถือเอาความหมาย หรือ อรรถะได้ทั้งสองฝ่าย หรือสองอย่าง, ไม่ใช่ถือเอาได้แต่ อย่างเดียว เช่นถือเอาแต่ความหมายในทางภาษาคนได้, แต่ไม่ถือเอาความหมายในทางภาษาธรรมะได้, อย่างนี้ก็ต้อง เรียกว่าไม่ใช่บัณฑิต, ไม่ใช่คนฉลาด เพราะพระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้ว่า ถ้าเป็นคนฉลาดต้องถือเอาอรรถะทั้งหลาย ได้ทั้งสองฝ่ายนั่นเอง เราต้องเป็นคนไม่ประมาท ขยัน

น.9 ๕ ศึกษา ถือเอาอรรถะทั้งสองฝ่ายให้ได้, คือทั้งฝ่ายภาษาคน และฝ่ายภาษาธรรม ซึ่งจะได้เปรียบเทียบให้เห็นต่อไป ขอให้ตั้งใจฟังให้ดีสักหน่อย. คำแรก ที่อาตมาจะยกเอามาเป็นตัวอย่าง คือคำว่า "พุทธะ" คำว่าพุทธะก็แปลว่าพระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายก็ รู้ดีอยู่แล้ว พุทธะในภาษาคน หมายถึงองค์พระพุทธเจ้า เนื้อ หนังของท่าน ร่างกายของท่าน ที่เกิดในประเทศอินเดียเมื่อ สองพันกว่าปีมาแล้ว นิพพานแล้ว เผาไหม้ไปหมดแล้ว นั้นพุทธะภาษาคน. ส่วน พุทธะภาษาธรรมนั้น หมายถึงตัวธรรมแท้ที่ พระพุทธองค์ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม. ผู้ที่ไม่เห็นธรรมนั้น แม้จะจับจีวรของตถาคตอยู่แท้ ๆ ก็ไม่ชื่อว่าเห็นตถาคตเลย" ลองคิดดูว่า "ธรรมะ" ในที่นี้คืออะไร ? ธรรมะ ในที่นี้คือ สิ่งที่เป็นนามธรรมไม่เป็นตัวเป็น ตนไม่ใช่เนื้อหนัง แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นั่นแหละ คือ ตัวตถาคต องค์ตถาคต ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นเห็น ตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรมะ. ไม่เห็นธรรมะ ก็ชื่อว่าไม่เห็นตถาคต เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าในภาษา

น.10 ๖ ธรรม นั้นคือตัวธรรมะที่ทำบุคคลให้เป็นพระพุทธเจ้า คือ ว่าถ้าเห็นแล้วจึงได้ชื่อว่าเห็นพระพุทธองค์จริง, เห็นแต่ เนื้อหนังของท่านไม่ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า และไม่สำเร็จ ประโยชน์อะไร. คนเป็นอันมากในครั้งพุทธกาล ไม่ชอบพระพุทธเจ้า ด่าพระพุทธเจ้า ทำร้ายพระพุทธเจ้าก็มี นั่นเขาเห็นเนื้อเห็น ตัวท่าน ก็ไม่เข้าใจท่าน เพราะนั่นเป็นพระพุทธเจ้าส่วน เปลือก ส่วนภาษาคน; พระพุทธเจ้าเนื้อแท้ ภาษาธรรมะนั้น คือ ธรรมะในจิตใจของท่าน ที่ทำบุคคลให้เป็นพระพุทธเจ้า ขึ้นมา, อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้น เห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรมะ" นี่คือพระพุทธเจ้า ในภาษาธรรมะ. หรืออีกอย่างหนึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า "ธรรมวินัยที่ ได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว นั้นจักอยู่เป็นศาสดาแห่งพวกเธอทั้ง หลาย ในกาลเป็นที่ล่วงลับไปแห่งเรา" หมายความว่า พระ- พุทธเจ้าองค์แท้นั้นไม่ได้ดับหายไป ไม่ได้สูญไป ดับ หายไปแต่ร่างกายหรือเปลือก พระศาสดาองค์แท้คือธรรม วินัยนั้นยังอยู่ อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นพระพุทธเจ้าในภาษา ธรรม.

น.11 ก็ว่า พระพุทธเจ้าภาษาคนนั้น หมายถึงตัวคน พระพุทธเจ้าภาษาธรรมะนั้น หมายถึงธรรมะที่ทำความเป็น พระพุทธเจ้า, ที่นี้ก็มาถึงคำที่สอง คือคำว่า ธรรม หรือ ธ มฺ ม, พระธรรม คำว่า พระธรรม ภาษาเด็กๆ ก็หมายถึงพระคัมภีร์ หนังสือหนังหา ที่เรียกกันว่าพระธรรมอยู่ในตู้; หรือว่าเสียง · ที่ใช้แสดงธรรม ดังที่กล่าวออกเสียงอยู่เดี๋ยวนี้ ว่านี่คือตัว ธรรม; พระคัมภีร์เป็นตัวธรรม เสียงเทศน์เป็นตัวธรรม อย่างนี้เป็นต้น ธรรมะอย่างนี้มันเป็นภาษาคน ภาษาคนโง่ ภาษาของคนที่ยังไม่เห็นธรรมะ เรียกว่าภาษาคน. ธรรมะในภาษาธรรม นั้นก็คือ "ธรรม" ที่เป็นอัน เดียวกันกับพระตถาคต ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม ธรรมจริงในภาษา ธรรมนั้นอยู่ที่นั่น หรือถ้าจะให้จำแนก คำว่า "ธรรม" ในภาษาบาลีนั้น หมายถึงสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งหลายอย่างหลายประการรวมกัน ที่เรียกว่าธรรมชาติ. ไม่มีเวลาที่จะจารไนโดยรายละเอียด จะกล่าวแต่หัวข้อว่า :-

น.12 ๘ -ตัวธรรมชาติ แท้ ๆ นั้นก็เรียกว่าธรรม -กฎเกณฑ์ ของธรรมชาตินั้นก็เรียกว่าธรรม -หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องประพฤติ ให้ถูกให้ต้องตามกฎ ธรรมชาตินั้นก็เรียกว่าธรรม -ผล อันใดเกิดขึ้นมาจากการประพฤติปฏิบัติถูกต้อง ตามธรรมชาตินั้น ก็เรียกว่าธรรมเหมือนกัน. ธรรมะมีความหมายกว้างขวางอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นเพียง หนังสือ คัมภีร์ ใบลาน หรือเสียงเทศน์. คำว่า ธรรมะในภาษาธรรม หมายถึงนามธรรมเป็น ธรรมะที่กว้างขวาง ที่ลึกซึ้ง ที่หมายถึงทุก ๆ สิ่งที่เข้าใจได้ยาก ก็มี เข้าใจได้ง่ายก็มี. ทีนี้ คำถัดไป คือคำว่า "สังฆะ" หรือ พระสงฆ์ คำว่าพระสงฆ์ในภาษาคน หมายถึงตัวนักบวชเหลือง ๆ แดง ๆ เพ่นพ่านอยู่ทั่วๆ ไป . นี่คือพระสงฆ์ในภาษาคน, ภาษาคนโง่ที่ยังไม่เห็นธรรม. ส่วนพระสงฆ์ในภาษาธรรมะนั้น หมายถึงธรรมะอีกเหมือนกัน คือธรรมะหรือคุณธรรมทุกขั้น ทุกตอนที่มีอยู่ในจิตใจของนักบวชผู้มีคุณธรรม นักบวชคนไหน

น.13 ๙ มีคุณธรรมอยู่ในใจไม่ใช่เป็นนักบวชแต่เปลือก คุณธรรมที่มี อยู่ทุกขั้นทุกตอน ในจิตใจของนักบวชนั้นเรียกว่าพระสงฆ์. พระสงฆ์ภาษาธรรม ก็หมายถึง คุณธรรมหรือพระ- ธรรมอีกเหมือนกัน; พระสงฆ์ภาษาคน หมายถึงตัวนักบวช พระสงฆ์ภาษาธรรม หมายถึงคุณธรรมที่มีอยู่ในจิตใจของ คนอย่างที่เราเรียกว่าพระสงฆ์ มี ๔ :- โสดา, สกิทาคา, อนาคา, และอรหันต์ นี้ก็หมายถึงคุณธรรม ไม่ได้หมายถึง ตัวคนที่เป็นเปลือก เพราะตัวคนนั้น มันเหมือน ๆ กันหมด ไม่ว่าของใคร มันผิดกันแต่คุณธรรมในใจที่ทำให้เป็น พระโสดา, สกิทาคา, อนาคา, และอรหันต์ขึ้นมา เราควรรู้ จักพระสงฆ์ในภาษาธรรมกันเสียบ้าง. ทีนี้ก็มาถึง คำว่า ศาสนา หรือ พระศาสนา คำว่า ศาสนาในภาษาคน หรือภาษาคนโง่นั้น หมายถึงโบสถ์ วิหาร เจดีย์ ผ้ากาสาวพัสตร์เหลืองอร่ามไปหมด มี เจดีย์สะพรั่งไปหมด มีโบสถ์สะพรั่งไปหมดก็ว่า "พระศาสนาเจริญแล้วเว้ย !" นี่พระศาสนาในภาษาคน. ส่วนคำว่า ศาสนาในภาษาธรรมนั้น หมายถึงตัว ธรรมะที่แท้จริง ที่เป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ได้จริง ธรรมะใด

น.14 ๑๐ เป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ได้จริง ดับทุกข์ให้แก่มนุษย์ได้จริง ธรรมะนั้นคือพระศาสนา คือสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ในภาษา ธรรมะ ถ้า ศาสนาเจริญก็หมายความว่ามีคุณธรรมที่ดับทุกข์ ได้จริงแพร่หลายทั่วไปในหมู่มนุษย์ ; นี้เรียกว่าศาสนาเจริญ ไม่ใช่เพียงแต่รุ่งเรืองไปด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ แล้วก็จะเรียก ว่า ศาสนาเจริญก็หาไม่. ศาสนาภาษาคน หมายถึงโบสถ์วิหาร เจดีย์ ผ้า กาสาวพัสตร์เป็นต้น ศาสนาภาษาธรรม หมายถึง ธรรมะที่เป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ได้จริง. หรือจะเขยิบให้ใกล้เข้ามาอีกหน่อยหนึ่ง คำว่า ศาสนา แปลกันว่า คำสั่งสอน คนโดยมากก็เอาคำสั่งสอนเป็นตัว ศาสนา ถ้ามีการเรียนการสอนแล้วก็เรียกว่า ศาสนา เจริญ นี้ก็ถูกเหมือนกัน แต่ถูกน้อยเกินไป คือถูกแต่ตาม ตัวหนังสือ ศาสนาที่แปลว่า คำสั่งสอนนี้เป็นภาษาคน ไม่ใช่ภาษาธรรม. ศาสนาที่เป็นภาษาธรรมนั้นคือ ตัวพรหมจรรย์ คือ การประพฤติปฏิบัติลงไปจริง ๆ ตามทางธรรม เป็นพรหมจรรย์ ที่มีความงดงามในเบื้องต้น พรหมจรรย์ที่มีความงดงามใน ท่ามกลาง และพรหมจรรย์ที่มีความงดงามในเบื้องปลาย:

น.15 ๑๑ เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสั่งภิกษุ ๖๐ รูปว่า "เธอจง ไปประกาศพรหมจรรย์แก่ชาวโลก จงประกาศพรหมจรรย์ ให้งดงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย" "พรหมจรรย์" ในที่นี้ท่านหมายถึงการประพฤติปฏิบัติ ที่ดับทุกข์ได้จริง งามในเบื้องต้น คือการศึกษาเล่าเรียน งามในท่ามกลาง คือการปฏิบัติ งามในเบื้องปลายสุดท้าย ก็คือผลของการปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง ๆ นี้คือพรหมจรรย์ ที่เป็นตัวศาสนาตามภาษาของธรรมะ. ศาศนาภาษาคน หมายถึงตัวคำสั่งสอน แต่ศาสนา ภาษาธรรม หมายถึงตัวพรหมจรรย์ที่งดงามในเบื้องต้น ใน ท่ามกลาง และเบื้องปลาย ดังที่กล่าวมา จึงต่างกันมาก. ทีนี้ จะพิจารณากันให้ละเอียดลงไป จนถึงคำที่เกี่ยว ข้องกับเราเป็นประจำวัน เช่นว่า:- คำว่า "ทำการงาน" หรือ "การงาน" ภาษาคน การงานหมายถึงอาชีพ ที่ทำด้วยความจำเป็น ไม่ทำไม่ได้ มันบังคับให้ทำ เพื่อเอามาเลี้ยงปาก เลี้ยงท้อง เพื่อ เสวยกามารมณ์บ้าง อาชีพที่ทำไปด้วยความจำเป็นนี้เรียกว่า การงานในภาษาคน ส่วนการงานในภาษาธรรมนั้นหมายถึง

น.16 ๑๒ กัมมัฏฐาน คือการปฏิบัติธรรม หรือตัวการปฏิบัติธรรมนั่นเอง เป็นตัวการงาน จะเปรียบเทียบให้เห็นชัดยิ่งขึ้นไป คนธรรมดาหรือ คนไม่เห็นธรรม ทำการงานด้วยความจำเป็น เพื่อเลี้ยงปาก เลี้ยงท้อง เพื่อซื้อหากามคุณ; แต่พระอริยบุคคลหรือคนที่ เห็นธรรม ทำการงานในฐานะที่เป็นการปฏิบัติธรรม เพราะว่าการงานนี้ต้องทำด้วยความซื่อตรง ด้วยความสุจริต ด้วยความขยัน ด้วยความแข็งขัน ด้วยความฉลาด ด้วยคุณ ธรรมมากมายหลายประการจึงจะสำเร็จการงานนั้นได้ ดัง นั้น การงานนี้ก็คือ การปฏิบัติธรรม. ในขั้นที่ลึกขึ้นไป ถ้าคนเราทำการงานตามหน้าที่ของตน แม้การงานในโลก ในที่สุดการงานนั้นจะสอนให้รู้จักความ จริงของชีวิตจิตใจ สอนให้รู้จักความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็น อนัตตา ทำให้บรรลุธรรมะโดยไม่รู้สึกตัว. การงานในภาษา ธรรม จึงหมายถึงการปฏิบัติธรรม ที่มีอยู่เองในตัวชีวิตจิตใจ นั่นเอง; แม้ที่สุดแต่การที่เราจะต้องบริหารร่างกายให้เป็น สุข ให้สะอาดให้เรียบร้อย นี้ก็เป็นการปฏิบัติธรรม จะ ต้องทำด้วยจิตใจที่ดี ที่ฉลาด ที่ขยันขันแข็ง เป็นต้น.

น.17 ว่า "การงาน" ภาษาคนหมายถึงอาชีพที่ทำ ด้วยความจำเป็น การงานในภาษาธรรมะ หมายถึงการปฏิบัติ ธรรม คำว่า "กัมมัฏฐาน" ก็แปลว่าการงาน การปฏิบัติที่ เป็นชิ้นเป็นอันในทางธรรมะแล้ว ก็เรียกว่า กัมมัฏฐานทั้ง นั้น กัมมัฏฐานก็แปลว่าการงาน. "การงาน" ในภาษาธรรมะ จึงหมายถึง การปฏิบัติธรรมอยู่ในตัวเอง. จะกล่าวถึงคำว่า "พรหมจรรย์" อีกครั้งหนึ่ง พรหม- จรรย์ ภาษาคน ภาษาชาวบ้าน ที่ไม่รู้อะไรในทางธรรม ก็ เข้าใจแต่เพียงว่า พรหมจรรย์นั้น คือเว้นจากการประพฤติ ผิดในทางกาม ของคนหนุ่มคนสาวเท่านั้นเอง. แต่คำว่า พรหมจรรย์ในภาษาธรรมะนั้นหมายถึงการทำเพื่อละกิเลสอย่าง ใดอย่างหนึ่ง ระบบใดระบบทนึ่งลงไปจริง ๆ ด้วยความเคร่ง- ครัดไม่ให้บกพร่อง ไม่ว่าเขาจะสมาทานการปฏิบัติข้อไหน ถ้าปฏิบัติลงไปให้จริงให้เคร่ง ไม่มีการบกบร่องแล้วเรียก ว่าพรหมจรรย์ทั้งนั้น; มิได้หมายแต่เพียงว่า การไม่ประ- พฤติผิดในทางเรื่องชู้สาว ของคนหนุ่มสาวเท่านั้นเอง; นี่ แหละ ภาษาคนกับภาษาธรรมต่างกันอยู่อย่างนี้.

น.18 ๑๔ ทีนี้ กระโดดข้ามไปถึงคำว่า "นิพพาน" นิพพาน ในภาษาคน ภาษาชาวบ้าน ที่ไม่รู้อะไรก็มักจะเทศน์อยู่ว่า "นิพพานเป็นอมตะมหานคร" บ้าง เป็น "เมืองแก้วกล่าว แล้ว คือพระนิพพาน” บ้าง. คนที่ฟังฟังไม่เข้าใจ ก็เข้าใจ ว่าเป็นนครเป็นบ้านเป็นเมืองเอาจริง ๆ แล้วเลยเดาต่อไป อีกชั้นหนึ่งว่า ที่นั่นมีอะไรให้สารพัดอย่าง เป็นเมืองแก้ว สารพัดนึก จะนึกอะไรก็ได้นั่น ตามชอบใจตัวเอง ก็เลย อยากไปนิพพาน เพราะเป็นบ้านเป็นเมืองสารพัดนึกเช่น นั้น; นี้ นิพพานภาษาคน, ภาษาคนโง่ ภาษาคนที่ไม่รู้ ธรรมะ ซึ่งก็มีอยู่มากทั่ว ๆ ไปแทบทุกวัดทุกวา. คำว่า "นิพพาน" ในภาษาธรรมะนั้น หมายถึงความ ดับสิ้นสุดลงแห่งกิเลสและความทุกข์โดยประการทั้งปวง และ อย่างแท้จริง. เมื่อใดมีการดับแห่งกิเลส และความทุกข์ อย่างแท้จริง เมื่อนั้นเป็นนิพพานตามมากตามน้อย ตาม สถานะ; ถ้าหมดจดสิ้นเชิงก็เป็นนิพพานถึงที่สุด เป็นการ ดับเย็นแห่งความทุกข์ความร้อน แห่งไฟ คือกิเลสและความ ทุกข์ นี้นิพพานภาษาธรรม; นิพพานภาษาคนก็คือ เมือง

น.19 ๑๕ แก้วสารพัดนึก นิพพานภาษาธรรม ก็คือความดับทุกข์ สิ้นเชิงที่นี่และเดี๋ยวนี้ได้ ท่านลองคิดดูเถิดว่าคนเข้าใจ นิพพานอย่างไรกันโดยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนแก่ตาม ศาลาวัด. ถัดไป ก็มาถึงคำว่า "มรรค-ผล" คำว่ามรรคผลนี้ ชอบพูดกันติดปาก แม้พวกชาวบ้าน ทำอะไร ทำให้เป็น มรรคเป็นผล พอประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนต้องการขึ้น มา ก็เรียกว่า "เป็นมรรคเป็นผลแล้วเว้ย !" แม้แต่เป็น เรื่องโลกีย์ โลกียะของคนชาวบ้านกิเลสหนา ก็พูดว่า "เป็นมรรคเป็นผลแล้วเว้ย !" เพราะทำการทำงานนั้นได้ สำเร็จตามที่ตนต้องการ นี่มรรคผลภาษาคนหมายถึงอย่างนี้ แต่ มรรคผลภาษาธรรม นั้นหมายถึงการทำลายความ ทุกข์ ทำลายกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้อย่างถูกต้อง ตามหลักธรรมะเป็นขั้น ๆ ขึ้นไปทีเดียว นี้คือคำว่ามรรคผล ในภาษาธรรมะ. ท่านทั้งหลายก็เคยพูดคำว่ามรรมผลกันอยู่เป็นประจำ วัน เมื่อไรพูดถึงมรรคผลภาษาคน เมื่อไรพูดถึงมรรคผล ตามภาษาธรรมะ หรือภาษาพระพุทธเจ้า ก็ต้องระวังให้ดีๆ

น.20 ๑๖ ทีนี้ มาถึงคำที่ประหลาดต่อไป ก็คือคำว่า "มาร" มาร พญามารเป็นต้น มารในภาษาคน ก็หมายถึงยักษ์มารที่มีรูป ร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว นี่มารในภาษาคน. มารใน ภาษาธรรมะนั้นไม่เป็นคน แต่เป็นภาวะอันหนึ่ง ซึ่ง มีลักษณะขัดขวางความดีความงาม ความที่จะก้าวไปถึง ความดับทุกข์, สภาพที่ขัดขวางหนทางของสิ่งเหล่านี้ เรียก ว่ามาร หรือถ้าจะเรียกให้เป็นตัวบุคคลกันก็เอา แต่ต้อง เข้าใจให้ถูกต้อง. คำว่า "มาร" นั้นคงจะได้ยินได้ฟังกันมาบ้างแล้วว่า มาจากชั้นปรนิมมิตวสวัสดี ลงมาจากสวรรค์ชั้นปรนิมมิต- วสวัสติมาผจญพระพุทธเจ้า นี้คือพญามารที่แท้จริง มา จากสวรรค์ชั้นสูงสุด สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัสตีนั้น เป็น สวรรค์ที่ประกอบไปด้วยกามคุณชั้นสูงสุดด้วย แล้วยังได้ อย่างอกอย่างใจ มีคนคอยอำนวยให้อย่างเต็มความต้องการ ด้วย, ไม่ใช่พญามารที่หน้าตาดุร้าย น่าเกลียด เที่ยวจับ สัตว์เดรัจฉานกินเลือดที่ปากแดงอย่างนี้เป็นต้น นั่นเป็น มารของคนโง่ มารในภาษาคน คือคนโง่ที่ไม่รู้จักมาร. มารในภาษาธรรมะอย่างเลวที่สุดก็หมายถึงสวรรค์ หรือ กามคุณชั้นสูงสุดที่เรียกชื่อว่าปรนิมมิตรสวัสดี และเมื่อกล่าว

น.21 ๑๗ โดยทั่วไป ก็คือสภาวะทางนามธรรม ที่ขัดขวางความดีความ งามความก้าวหน้าในทางธรรมทุกชนิด นี้เรียกว่ามารในภาษา ธรรมะ. ทีนี้ พูดถึงคำว่า "โลก" กันบ้าง คำว่าโลก ภาษาคน หมายถึงแผ่นดิน ตัวโลกนี้ จะว่าแบนหรือกลมก็ตาม หมายถึงตัวโลกแผ่นดิน, นี่คำว่าโลกในภาษาคน. แต่ภาษาธรรมนั้น คำว่า "โลก" เขาหมายถึง นามธรรม หรือ คุณธรรม หรือ คุณสมบัติที่มีประจำอยู่ในโลก เช่นความทุกข์ เป็นต้น. ความไม่เที่ยง ความเปลี่ยนแปลง ความทุกข์ เหล่านี้ เป็นคุณสมบัติประจำอยู่ในตัวโลก นั่นแหละคือตัวโลกในภาษาธรรมะ จึงกล่าวว่าโลกก็คือ ความทุกข์ ความทุกข์ก็คือโลก อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส อริยสัจสี่ บางทีก็ใช้คำว่า "โลก" บางทีก็ใช้คำว่า "ทุกข์" เป็นอันเดียวกัน เช่นพูดว่า :- โลก, เหตุให้เกิดโลก, ความดับสนิทของโลก หนทางให้ถึงความดับสนิทของโลก; อย่างนี้ พระพุทธองค์ทรงหมายถึงตัวทุกข์, ตัวเหตุให้เกิด ทุกข์, ตัวความดับสนิทของความทุกข์ และวิธีหรือหนทาง ทำให้ถึงความดับสนิทของความทุกข์.

น.22 ๑๘ เพราะฉะนั้น ในภาษาของพระพุทธเจ้าหรือภาษา ธรรมะนั้น คำว่า "โลก" หมายถึงความทุกข์, ทุกข์กับโลก เป็นตัวเดียวกัน. หรืออีกทางหนึ่ง คำว่า "โลก" หมายถึงเรื่องที่ต่ำ ๆ เตี้ยๆ ไม่ใช่ลึกซึ้ง ไม่ใช่สูงสุด เราพูดกันว่าเป็นเรื่องโลก ไม่ใช่เรื่องธรรมะ อย่างนี้เป็นต้น; นี้ก็ยังเป็นคำว่า "โลก" ในภาษาธรรมเหมือนกัน ไม่ใช่คำว่าโลกจะหมายถึงแต่ตัว แผ่นดินเสมอไป นั่นเป็นภาษาคน. ทีนี้ เขยิบให้สูงขึ้นไปก็มาถึงคำว่า "ชาติ" หรือ "ความเกิด" คำว่าความเกิดหรือชาติในภาษาคนนี้หมายถึง การคลอดจากท้องแม่; คน ๆ หนึ่งก็คลอดทีเดียวเท่านั้น แล้วก็อยู่ไปจนกว่าจะตายเน่าเข้าโลง ความเกิดมีครั้งเดียว; เกิดจากท้องแม่ อย่างนี้เป็นความเกิดในภาษาคน. ส่วนคำว่า "เกิด" หรือ ความเกิดในภาษาธรรมะนั้น หมายความถึง ความเกิดแห่งความรู้สึกว่าตัวฉันหรือตัวกูก็ตาม ที่เกิดขึ้นมาครั้งหนึ่ง ๆ ในจิตใจของคนเรา เป็นประจำวัน คนธรรมดาก็เกิดได้มากครั้ง ถ้าเป็นคนดีก็เกิดได้น้อยครั้ง ถ้าเป็นพระอริยเจ้าก็ยิ่งเกิดน้อยลงไปอีก กระทั่งไม่เกิดเลย

น.23 ๑๙ เมื่อใดเกิดความรู้สึกว่า "ตัวฉัน" อย่างนั้นอย่างนี้เร่า ๆ ขึ้นมาในใจ กระทั่งเป็นตัวกูขึ้นมาอย่างนั้นอย่างนี้ นี้ก็ เรียกว่าตัวฉันเกิดขึ้นมาคราวหนึ่ง เรียกว่าความเกิด. เพราะฉะนั้นความเกิดจึงเกิดได้หลาย ๆ ครั้งแม้ใน วันหนึ่ง ๆ คิดไปอย่างสัตว์เดรัจฉาน ก็เกิดเป็นสัตว์ เดรัจฉานเดี๋ยวนั้นเอง, คิดไปอย่างคนก็เกิดเป็นคนเดี๋ยว นั้นเอง, คิดไปอย่างเทวดาก็เกิดเป็นเทวดาเดี๋ยวนั้นเอง, เพราะว่าชีวิต, อัตตภาพ, สุขทุกข์ หรืออะไรเหล่านี้ ท่าน กำหนดไว้ ด้วยความเกิดขึ้นแห่งจิต ขณะหนึ่ง ๆ เท่านั้น, ฉะนั้นคำว่า "ความเกิด" ในภาษาธรรมะนั้นหมายถึงเกิด แห่งความรู้สึกว่าตัวฉันหรือตัวกู นี้เป็นความเกิดในภาษา ธรรม ความเกิดในภาษาคนหมายถึงเกิดจากท้องแม่. เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม เรื่องความเกิดนั้น บางคราวก็แสดงด้วยภาษาคน ก็มีเหมือนกัน ในเมื่อพูด ตามธรรมดา; แต่ถ้าพูดในเรื่องธรรมะชั้นสูง เช่นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท เป็นต้นแล้ว คำว่า ความเกิดนั้น ท่าน พูดในภาษาธรรมะ ไม่ได้หมายถึงเกิดจากท้องแม่ แต่ หมายถึง การเกิดขึ้นแห่งอุปาทานว่าตัวตน หรือของตน ตัวฉัน หรือของฉัน ตัวกู หรือของกูเป็นต้น.

น.24 ๒๐ ทีนี้ ก็มาถึง "ความตาย" ความตายภาษาคน ก็คือ ตายชนิดที่จะต้องเอาใส่โลงไปเผาไปฝั่ง แต่ความตายในภาษาธรรมนั้น หมายถึงความสลายลง แห่งความรู้สึกที่ว่าเมื่อตะกี้นั่นเอง คือความรู้สึกที่เกิดขึ้น ว่าเป็นตัวฉัน ตัวกู นั่นแหละมันสลายลงไป นี้เรียกว่า ความตายในภาษาธรรมะ. พูดถึงคำที่เรียกว่า "ชีวิต" คำว่าชีวิตในภาษาคน, ภาษาเด็ก ๆ ก็ได้ ก็คือสิ่งที่ไม่ตาย ยังเป็นอยู่ ยังดิ้นได้ ยังเดินได้ ยังกินอาหารได้เป็นต้น; ภาษาที่ละเอียดที่สุด เช่นภาษา ชีววิทยา ก็ว่า ความสดอยู่ได้ของ Nucleus ของ Cell เซลล์หนึ่ง คือ Protoplasm นั้นยังสดอยู่ ยังเจริญอยู่ ก็เรียกว่าชีวิตอย่างนี้; นี้ก็ยิ่งเป็นภาษาวัตถุ หรือภาษาคนมากขึ้นไปอีก. ส่วนคำว่า ชีวิตภาษาธรรมะนั้น ต้องหมายถึงสภาวะ ที่ไม่รู้จักตายจริงๆ คือสังขตธรรม-คือนิพพานหรือชีวิตนิรันดร จริงๆ จึงจะเรียกว่าชีวิต. เมื่อใดพูดว่าชีวิตภาษาคน ก็ หมายถึงชีวิตอย่างที่พูด ๆ กันอยู่ เมื่อใดพูดถึงชีวิต ใน ภาษาธรรม ก็หมายถึงภาวะที่ไม่รู้จักตาย เพราะมันไม่มี

น.25 ๒๑ ความเกิด มันจึงไม่มีความตาย ซึ่งได้แก่อสังขตธรรม ทั้งหลาย ที่เราเรียกกันว่านิพพาน เป็นต้น; หรือในที่อื่น หรือในศาสนาอื่นเขาอาจจะเรียกว่า ชีวิตนิรันดร เป็นชีวิต ที่ไม่รู้จักดับอีกต่อไป เป็นชีวิตพระเป็นเจ้า. หรือชีวิต อะไรก็แล้วแต่จะเรียก นั่นแหละจึงจะเป็นชีวิตจริงหรือ ชีวิตในภาษาธรรม. ทีนี้ก็มาใกล้ จนกระทั่งถึงคำว่า "คน" เราพูดกัน ติดปากว่า "คน คน คน" ทุกคนก็เป็นคน, แต่ระวัง ให้ดี คำ ๆ นี้ก็มีอยู่ ๒ ความหมาย คำว่าคนในภาษาคน ก็หมายถึงสัตว์ที่มีรูปร่างอย่างที่เราเรียกว่าคน. แต่คำว่า คนในภาษาธรรมะนั้น หมายถึงคุณธรรม ที่เหมาะกับคำว่ามนุษย์ คือคุณธรรมที่สูงที่เหมาะกับคำว่า มนุษย์ คือมีจิตใจสูง. นี้เราจะเข้าใจได้ง่าย ๆ เช่นเมื่อท่าน ทั้งหลาย บางคนไปด่าเพื่อนด่าฝูงว่า “มึงไม่ใช่คน " นี้หมายความว่าอย่างไร ? เขาก็เป็นคนมีรูปร่างเหมือนคน ที่ด่าเขานั่นเอง แต่ทำไมไปหาว่าเขาไม่ใช่คน นี่ก็เพราะว่า เขาขาดคุณธรรมที่เหมาะสำหรับคำว่ามนุษย์ เราจึงด่าเขา ว่าไม่ใช่คน. คำว่า "คน" จึงมี ๒ ความหมายเสียแล้ว ความหมาย หนึ่งเป็นภาษาคน หมายถึงสัตว์ที่มีรูปร่างอย่างคน อีกความ

น.26 ๒๒๒ หมายหนึ่งเป็นภาษาธรรมะ หมายถึงคุณธรรมที่เหมาะสม กับคำว่ามนุษย์. ทีนี้ไปนึกถึงคำว่า "พระเจ้า" หรือ "พระเป็นเจ้า" พระเป็นเจ้าในภาษาคน ก็หมายถึงเทวดาที่มีอำนาจในการ สร้าง ในการบันดาล ในการเนรมิตต่าง ๆ นี้เรียกว่า พระเป็นเจ้า นี้ก็ถูกตามภาษาคน. แต่ในภาษาธรรมนั้น คำว่า พระเป็นเจ้า เขาหมายถึงอำนาจอันลึกลับ ที่ไม่ต้อง เป็นตัวคน ไม่ต้องเป็นตัวเทวดา ไม่ต้องเป็นตัวอะไร หมด; แต่เป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ เป็นนามธรรม เช่น กฎของธรรมชาติเป็นต้น สิ่งที่เรียกว่า ; -กฎของธรรมชาติ นั่นแหละ บันดาลให้เกิดสิ่งนั้น สิ่งนี้ขึ้นมา -กฎของธรรมชาติ นั่นแหละควบคุมสิ่งทั้งหลายทั้งปวง -กฎของธรรมชาติ นั่นแหละมีอำนาจเหนือสิ่งทั้งปวง เพราะฉะนั้นคำว่า "พระเป็นเจ้า" ในภาษาธรรมะนั้น เราหมายถึง กฎของธรรมชาติ เช่นนี้เป็นต้น นี้เป็นตัวอย่าง และเราเรียกว่า "ธรรม".

น.27 ๒๓ กฎของธรรมชาตินี้ เราเรียกกันอย่างภาษาไทย, ถ้าเรียกอย่างภาษาบาลี เรียกว่า ธรรม เฉย ๆ ธรรมะ นั่นแหละ คำ ๆ เดียวกันนั่นแหละ เรียกว่าธรรมเฉย ๆ หมายถึงกฎของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นพระเป็นเจ้าของเรา ก็คือ ธรรม. ทีนี้ มองดูลงไปข้างล่าง ถึงคำว่า "อบาย" คำว่า อบาย ก็หมายถึงโลกที่ตกต่ำ ตามปกติ เราแจกเป็น -สัตว์นรก, -สัตว์เดรัจฉาน,-เปรต,-อสุรกาย สี่อย่างรวมกัน เรียกว่า อบาย เขียนภาพไว้ตามฝาผนังโบสถ์, นรกเป็น อย่างนั้น สัตว์เดรัจฉานเป็นอย่างนี้ เปรตเป็นอย่างโน้น อสุรกายเป็นอย่างนู้น แล้วจะเป็นต่อเมื่อตายแล้วทั้งนั้น นั้นเรียกว่าอยู่ในสภาพที่เป็นวัตถุ เป็นสัตว์ที่เลวๆ นี่คือ อบายในภาษาคน นรกในภาษาคน สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกายในภาษาคน. เทียบคู่กันให้เห็นง่ายๆ "นรก" ในภาษาคนหมายถึง เมืองอยู่ใต้ดิน มีเจ้าหน้าที่เป็นยมบาล จับคนไปลงโทษ ต่าง ๆ นานา ตายแล้วจึงจะไปถึง. ส่วน นรกในภาษาธรรมะ นั้นหมายถึง ความร้อนใจ เหมือนไฟเผา เมื่อใดมีความร้อนใจเหมือนไฟเผา เมื่อนั้น

น.28 ๒๔ เรียกว่า เป็นนรกในภาษาธรรมะ ใครทำความร้อนใจให้เกิด ขึ้นแก่ตนเองในลักษณะเหมือนไฟเผา เมื่อไร ก็เรียกว่า ตกนรกเมื่อนั้น และความร้อนใจนั้นก็มีหลายอย่าง หลาย แบบ หลายชนิด เพราะฉะนั้นจึงแบ่งชื่อนรกได้ต่างๆกัน. คำว่า “สัตว์เดรัจฉาน" กำเนิดสัตว์เดรัจฉานก็หมาย ถึง หมู หมา กา ไก่ ที่เที่ยววิ่งอยู่ตามพื้นดิน ตายแล้วไป เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างนั้น นี่เรียกว่ากำเนิดเดรัจฉาน ในภาษาคน. ส่วน ในภาษาธรรมะนั้น หมายความว่า เมื่อใดเรา มีความโง่เช่นเดียวกับสัตว์เดรัจฉาน เมื่อนั้นเราเกิดเป็นสัตว์ เดรัจฉานแล้วที่นี่และเดี๋ยวนี้เอง; วันหนึ่งเราเกิดเป็นสัตว์ เดรัจฉานหลายหนก็ได้ นี่คำว่ากำเนิดเดรัจฉานในภาษาธรรมะ หมายถึงความโง่. คำว่า "เปรต" ในภาษาคน หมายถึงสัตว์ที่มีปาก นิดเดียว มีท้องโตมาก กินไม่ทันและหิวอยู่เรื่อย และจะ เป็นก็ต่อเมื่อตายแล้วเหมือนกัน นี่เรียกว่า เปรต ในภาษาคน. ส่วน เปรตในภาษาธรรมะ นั้น เมื่อใดมีความทะเยอ- ทะยานด้วยกิเลสตัณหา มีความวิตกวังวลด้วยกิเลสตัณหาแล้ว เมื่อนั้นเรียกว่าเป็นเปรต เพราะมันมีอาการเหมือนกับว่า

น.29 ๒๕ ปากเท่ารูเข็ม ท้องเท่าภูเขา เมื่อคนมีกิเลสตัณหามาก โลภจัดเกินไป วิตกกังวลมากเกินไป ก็มีอาการเป็นเปรต เรียกว่าเกิดเป็นเปรตแล้วที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอต่อตาย แล้ว. คำว่า "อสุรกาย" กำเนิดอสุรกายภาษาคนก็หมายถึง ผีชนิดหนึ่งมองไม่เห็นตัว เที่ยวหลอกเที่ยวหลอนไม่กล้า แสดงตัว เพราะมีความขลาด. แต่ อสุรกายในภาษาธรรมนั้น หมายถึง ตัวความขลาด ในจิตใจของมนุษย์นั่นเอง ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว จึงจะไป เกิดเป็นอสุรกาย เมื่อใดมีความขี้ขลาด เมื่อนั้นเป็นอสุรกาย ทันที ขี้ขลาดอย่างไม่ควรขี้ขลาด ขี้ขลาดเกินไป กลัว กระทั่งจิ้งจก ตุ๊กแกกิ้งกือไส้เดือน เหล่านี้ก็เรียกขี้ขลาด เกินไป จมอยู่ในสภาพอสุรกาย; กลัวการทำความดีก็มี กลัวว่าบรรลุนิพพานแล้วไม่มีรสไม่มีชาติ สู้อยู่ในเรื่อง โลก ๆ นี้ไม่ได้ เพราะกลัวนิพพานอย่างนี้ก็มี. มีความ กลัวอย่างไม่มีเหตุผล นี้เป็นอสุรกาย เมื่อใดมีความกลัว อย่างนี้ ก็ให้ถือว่าเป็นอสุรกายที่นี่ และเดี๋ยวนี้. นี่เป็นอบายในภาษาธรรมะ แตกต่างกับอบายใน ภาษาคน; แล้วมันยังมีเรื่องที่จะต้องคิดต่อไปว่า ถ้าไม่ตก

น.30 ๒๖ อบายในภาษาธรรมะแล้ว เป็นไม่ตกอบายในภาษาคนแน่; เช่นว่าเราไม่ทำผิดจนมีอะไรร้อนใจ ไม่ตกนรกในชาตินี้ แล้ว ชาติหน้าไม่ต้องกลัว ต่อหลังจากตายแล้วไม่ต้องกลัว เป็นไม่ตกนรกแน่. หรือว่าชาตินี้เราไม่โง่อย่างสัตว์ เดรัจฉาน; ไม่หิวอย่างเปรต; และไม่ขี้ขลาดอย่างคน ขี้ขลาดแล้ว; ก็ไม่มีบาปอันใดที่จะทำให้ต้องตายแล้วไป เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเป็นเปรต หรือเป็นอสุรกาย. เพราะฉะนั้นจงสนใจแต่เรื่องนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ที่จะตกที่นี่จะเป็นกันที่นี่ และเดี๋ยวนี้ให้มากที่สุด, นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ที่จะถึงต่อตายแล้วนั้น เก็บไว้ก่อนก็ได้ ไม่ต้องไปสนใจ เพราะว่าถ้าไม่เป็นนรก, เดรัจฉาน, เปรต, อสุรกายในภาษาธรรมะ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ แล้ว; แม้จะตายอย่างไร ก็ไม่ต้องไปตกนรก หรือไปเป็น เปรต เป็นต้น; เพราะว่าเราประพฤติปฏิบัติชอบ ไม่มี อะไรทำให้ต้องตกอบายในปัจจุบันนี้แล้ว มันก็ไม่ต้องไป ตกต่อเมื่อตายแล้วแน่นอน. ทุกคนก็ดูเหมือนจะพูดเป็นว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ; แล้วทำไมจึงโง่เกินไป ถึงกับไม่เข้าใจ

น.31 ๒๗ ในเรื่องอบายทั้งสี่ ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันนี้จริง ๆ; ทั้งที่ พูดอยู่ว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ. ถูกแล้วแน่นอน สวรรค์หรือนรกภาษาคนนั้น อยู่ นอกตัวอยู่ที่โลกไหนก็ไม่รู้ ถึงกันต่อเมื่อตายแล้ว. ส่วน นรกหรือสวรรค์ในภาษาธรรมะนั้นอยู่ในใจ ถึงเมื่อไรก็ได้ แล้วแต่การปรุงแต่งของชีวิตจิตใจ นี้เรียกว่าอบายในภาษา คนกับอบายในภาษาธรรมะ มันต่างกันอย่างนี้. เมื่อพูดถึง สวรรค์ ในภาษาคนก็หมายถึงเทวโลกอันงด- งามอยู่เบื้องบน ที่ใฝ่ฝันกันนัก; ทำบุญสักบาทหนึ่งก็จะเอา วิมานหลังหนึ่ง มีนางฟ้าเป็นร้อย ๆ สิบ ๆ นี้เป็นสวรรค์ ในภาษาคน. ส่วนสวรรค์ในภาษาธรรมะนั้น หมายถึงกามคุณหรือ ยอดสุดของกามคุณเป็นต้น ที่ทำให้คนลุ่มหลง นี้เรียกว่า สวรรค์ชั้นกามาวจร; ถ้าเป็นสวรรค์ชั้นพรหมโลก นี้เรียก ว่าสวรรค์ชั้นกามาวจร; ถ้าเป็นสวรรค์ชั้นพรหมโลก ก็หมายถึงความว่างจากกามารมณ์ มีความสบายใจเพราะ ไม่ถูกกามารมณ์รบกวน; เหมือนอย่างว่า คน ๆ หนึ่ง เมื่อมีความหิวในกามารมณ์ บริโภคกามารมณ์เสร็จแล้ว ไม่อยากแตะต้องกามารมณ์อีกต่อไป ในเวลานั้นต้องการ อยู่ว่าง ๆ เงียบๆ จืดๆ นี้ก็คือความรู้สึกที่ว่างจาก

น.32 ๒๘ กามารมณ์ ที่พอจะเทียบกันได้กับคุณสมบัติของพวกพรหม หรือพรหมโลก. เพราะฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า สวรรค์ชั้น ธรรมดาก็คือสมบูรณ์ไปด้วยกามารมณ์ สวรรค์ชั้นสูงสุด เช่น ปรนิมมิตวสวัสดี ก็คือสมบูรณ์ไปด้วยยอดสุดของ กามารมณ์ สวรรค์ชั้นพรหมโลก ก็คือว่างจากการเบียด- เบียนของกามารมณ์ แต่ยังมีตัวมีตนมีตัวกูอยู่. ทีนี้ ลองพูดถึงคำว่า "น้ำอมฤต" น้ำอมฤตซึ่งแปล ว่า น้ำที่ทำความไม่ตาย น้ำอมฤตภาษาคน ก็หมายถึง เหล้าชนิดหนึ่ง ซึ่งพวกเทวดากินกันเข้าไปแล้วไม่ตาย แล้วก็เลยรบราฆ่าฟันกันอีก นี้น้ำอมฤตภาษาคน. แต่น้ำอมฤตในภาษาธรรมนั้น หมายถึงธรรมะชั้นสูง ในชั้นอนัตตา หรือสุญญตา ธรรมะชั้นสูงถึงขนาด อนัตตาหรือสุญญตานั้น ทำให้คนไม่ตาย เพราะทำ ให้ว่างจากตัวคน ไม่มีตัวคนแล้ว จะมีความตายได้ อย่างไร ฉะนั้นธรรมะ ในชั้นอนัตตาหรือสุญญตา นั้น คือ น้ำอมฤต ในภาษาธรรมะ. ส่วนสุราชนิดหนึ่งที่กินกันเข้าไปแล้วไม่ตาย ตามที่ เล่ากันมาอย่างปรัมปรานั้น เป็นน้ำอมฤตในภาษาคน, คนโง่, คนที่ไม่เห็นธรรมหรือไม่ถึงธรรมะ ทีนี้เมื่อได้พูด

น.33 ๒๙ ถึงคำว่า สุญญตาขึ้นมาแล้ว ก็จะถือโอกาสอธิบายคำ ๆ นี้ เสียเลย. คำว่า "สุญญตา" เป็นภาษาบาลี, "สุญญ" แปลว่า ว่าง; "ตา" แปลว่าความ "สุญญตา" แปลว่า ความว่าง. ความว่างในภาษาคน, ภาษาคนโง่ที่ไม่เห็นธรรม ไม่ถึง ธรรมนั้น, มีความหมายว่าไม่มีอะไรเลย หรือสูญเปล่า ไม่ได้อะไรเลย. ฟังดูให้ดี ๆ ว่าสุญญตา ความว่างใน ภาษาคนนั้นไม่มีอะไรเลย แม้แต่สักนิดเดียว สักอย่างเดียว คือมันว่างไปหมด แล้วก็สูญเปล่าด้วย ไม่เป็นประโยชน์ อะไร นี่สุญญตาความว่างในภาษาคน คนโง่ คนไม่เห็น ธรรม. ส่วน สุญญตา หรือความว่าง ในภาษาธรรมนั้น มีทุกอย่างทุกประการ อะไร ๆก็มี; มีเท่าไร ๆ ก็ได้ เว้นเสียแต่ความรู้สึกว่าตัวฉัน หรือของฉัน. ให้มีอะไรๆ ครบทุกอย่างทุกประการจะนึกคิดไปอย่างไร ๆ ก็ได้ ให้มี ทุกๆ อย่างได้ ทั้งรูปธรรมนามธรรม เว้นเสียอย่างเดียว แต่ ว่าไม่มีความรู้สึกว่า ตัวฉัน หรือของฉัน; ไม่มีความรู้สึกว่า ตัวกู หรือของกู นั่นคือ สุญญตา-ความว่าง ตามความ หมายในภาษาธรรมะ หรือภาษาของพระพุทธเจ้า,

น.34 ๓๐ สุญญตา แปลว่า ว่าง; ว่างจากอะไร ? ว่างจากตัวตน หรือของตน นอกนั้นมีได้หมด อะไรๆ ไม่ถือว่าเป็นตัวฉัน และของฉัน ตัวกูและของกูก็แล้วกัน: นี่เรียกว่า สุญญตา -ความว่าง ในภาษาธรรมะ; เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สุญญตาหรือความว่าง ท่านตรัสในภาษาธรรมะ, พวกคน โง่ฟังในภาษาคน ก็เลยเหมาเป็นว่า ไม่มีอะไรหรือสูญเปล่า; เมื่อเข้าใจคำว่าความว่างเป็นเช่นนี้ ในภาษาคนเช่นนี้เสีย แล้ว มันก็เข้าใจสุญญตาในภาษาธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ได้; คนโง่เหล่านี้จึงได้พ่นอะไรออกมาแปลกๆเกี่ยวกับ เรื่องความว่าง ซึ่งไม่เข้าเรื่องเข้าราวกับความว่างของ พระพุทธเจ้า ที่ได้กล่าวไว้ในภาษาธรรม. จึงหวังว่า ท่านทั้งหลายทุกคนจะได้สนใจกำหนด จดจำคำว่า “ว่าง, ว่าง" นี้ไว้ให้ดีว่า ถ้าภาษา Physical หรือ Physics นั้น หมายถึงไม่มีอะไรจริง ๆ แต่ภาษา Meta-physics แล้วหมายถึงมีทุกอย่าง เว้นเสียแต่ความ เป็นตัวฉัน หรือความเป็นของฉัน. ในวัตถุสิ่งของรูปธรรม นามธรรม หรืออะไร ก็ตาม มันไม่มีอะไรที่เป็นตัวฉัน หรือของฉันได้;

น.35 ๓๑ มันว่างจากคุณสมบัติแห่งความเป็นตัวฉันเป็นของฉัน เช่นนี้ จึงได้เรียกมันว่าว่าง; และมันไม่ได้สูญเปล่า จะเอามาใช้ทำอะไรก็ได้ตามที่สติปัญญาจะรู้จักใช้ รู้จัก ทำมันก็แล้วกัน ขออย่างเดียวแต่ว่า อย่าไปเกิด มีความรู้สึกว่าเป็นตัวฉัน หรือของฉันเข้า. เพราะฉะนั้น สุญญตา หรือความว่างภาษาธรรมะนั้น ไม่ได้แปลว่า สูญเปล่า ถ้าใครไปแปล สุญญตา-ความว่าง ว่าสูญเปล่านั้น เป็นคนโง่ ยังไม่รู้จักธรรมะ ไม่รู้ภาษาของ ธรรมะ พูดไปตามภาษาคนอย่างเดียว; แล้วเอามางัดกัน เข้ากับความว่างในภาษาธรรมะ แล้วมันจะพูดกันรู้เรื่อง ได้อย่างไร ขอให้เข้าใจคำ ๆ นี้ไว้เป็นพิเศษ ว่ามีความ หมายเป็น ๒ ทางอย่างนี้. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า "ความหยุด" หยุดคือไม่แล่น ไม่ เคลื่อนไหวนั้น ความหยุดอย่างภาษาคน ภาษาชาวบ้านนั้น มีความหมายอย่างหนึ่ง; ความหยุดอย่างภาษาธรรมะของ พระพุทธเจ้านั้น มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง จะยกตัวอย่าง ให้เห็นง่ายๆ :- เช่นความหยุดตามภาษาขององคุลิมาลนั้นมันอย่างหนึ่ง ความหยุดตามภาษาของพระพุทธเจ้านั้นมันอีกอย่างหนึ่ง;

น.36 ๓๒ ท่านทั้งหลายก็เคยได้ยินได้ฟังเรื่ององคุลิมาลมาแล้ว ว่า โต้ตอบกันอย่างไรกับพระพุทธเจ้าในข้อนี้ ความหยุดอย่าง ขององคุลิมาลนั้นเป็นภาษาคน ความหยุดอย่างของ พระพุทธเจ้านั้นเป็นภาษาธรรม, ความหยุดอย่างภาษา ชาวบ้านภาษาคนขององคุลิมาลก็คือไม่เคลื่อนไหว ให้ยืน อยู่นิ่ง ๆ. แต่ ความหยุดในภาษาของพระพุทธเจ้านั้น ท่าน หมายถึงความว่างจากตัวตน ถ้าว่างจากตัวตน แล้ว จะเอาอะไรไปวิ่ง. ลองคิดดูข้อนี้ก็แล้วกัน ถ้าเมื่อมันว่าง จากตัวตน แล้วจะเอาตัวฉันที่ไหนไปวิ่ง; ก็ต้องถือว่า ฉันหยุดแล้ว นี้ความหยุดอย่างภาษาของพระพุทธเจ้า ไม่มี ตัวตนที่จะยึดถือได้ว่าเป็นตัวตนโดยสิ้นเชิง. ความว่าง นั้นคือ ความหยุดในที่นี้ นี้คือหยุดอย่าง ภาษาพระพุทธเจ้า มันต่างกับหยุดอย่างภาษาคนธรรมดา อย่างไร; ลองเปรียบเทียบกันดูเถิด. หยุดอย่างภาษาพระพุทธเจ้านั้น วิ่งอยู่ก็ได้ ก็เรียก ว่าหยุด เพราะมันไม่มีคนผู้วิ่ง มันหยุดความต้องการ ของกิเลสตัณหาโดยประการทั้งปวง; ไม่มีตัวฉันที่จะ ต้องการอะไรที่ไหน ไม่วิ่งไปวิ่งมาที่ไหน.

น.37 ๓๓ เหมือนอย่างคนที่ว่า ยังมีความอยากก็เที่ยววิ่งหาบุญ หากุศล หาความดี หาอะไรไปเสียสาระพัดอย่าง ที่นั่นที่นี่ เที่ยวแห่กันไปเที่ยวแห่กันมา อย่างนี้ก็เรียกว่า วิ่ง. แต่ถ้าหยุดความต้องการเสียได้ หยุดความมีตัวมี ตนเสียได้ แม้จะขึ้นเรือบินอยู่ ก็เรียกว่าหยุด. ขอให้ รู้จักเปรียบเทียบความหยุดในภาษาคน กับความหยุดใน ภาษาธรรม ให้เข้าใจให้ดี แล้วจะช่วยให้เข้าใจเรื่องความ ว่างได้ดีด้วย. พูดแต่เรื่องลึก ๆ อย่างนี้ก็คงจะง่วงนอน ทีนี้ก็มาพูด ถึงคำง่าย ๆ เช่นว่า "แสงสว่าง" : ตามธรรมดาเมื่อพูดถึง แสงสว่าง ก็หมายถึงแสงตะเกียง แสงอาทิตย์ แสงไฟฟ้า แสงอะไรก็แล้วแต่จะเรียกกัน นี้เป็นภาษาคน. แต่ถ้า ภาษาธรรม ของพระพุทธเจ้า คำว่า "แสงสว่าง" ท่านหมายถึงปัญญาหรือวิชชา หรือ ญาณ หรืออะไรที่คล้ายกัน แม้จะอยู่ในถ้ำมืดตื้อ ก็มีแสงสว่าง เพราะว่า ขณะนั้นมีปัญญา มีวิชชา มีญาณอยู่ในใจอย่างโชติช่วง จึง ว่าที่นั่นก็มีแสงสว่าง ; ในถ้ำมืดตื้อ หรือว่ากลางคืน ไม่มี แสงเดือน แสงดาว ดับตะเกียงเสียให้หมด ก็เรียกว่ามีแสง

น.38 ๓๔ สว่าง คือมีปัญญา มีวิชชา มีญาณอยู่ในจิตในใจของพระ- โยคาวจรนั้น นี้ก็เรียกว่าแสงสว่างภาษาธรรม. ทีนี้เกี่ยวกับ "ความมืด" ความมืดในภาษาคนธรรมดา หมายถึง มืดจนมองด้วยตาไม่เห็น มันมืดเหลือเกิน นี้เรียก ว่า ความมืดภาษาคน. ส่วนความมืดในภาษาธรรมนั้นหมายถึง อวิชชา- ความโง่ ความหลง โมหะ นั่นแหละคือความมืด จับตัวไป นั่งอยู่กลางแดด มันก็ยังมืดอยู่นั่นเอง. เพราะมันมืดด้วย อวิชชา มืดด้วยโมหะ ความมืดภาษาคนกับความมืดภาษา ธรรมต่างกันอย่างนี้. ทีนี้ ก็มาถึงคำว่า "กรรม" เมื่อชาวบ้านเขาพูดว่า "กรมแล้วเว้ย !" ก็หมายความว่า มันแย่แล้ว ! มีโชคร้าย มีผลบาปมาถึง นี่คำว่ากรรมภาษาชาวบ้าน. แต่กรรมในภาษาธรรมะนั้นหมายถึงสิ่งอื่น คือหมาย ถึงการกระทำ กระทำไม่ดี กระทำชั่วก็เรียกว่ากรรมดำ กระทำดี ก็เรียกว่า กรรมขาว, แล้ว มีกรรมประหลาดอีก อย่างหนึ่ง ที่ไม่ดำไม่ขาว คือกรรมที่ทำให้สิ้นกรรม อีกต่อหนึ่ง ยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าทำอย่างไร ; ก็คือ

น.39 ๓๕ เรื่องทำให้รู้อนัตตา ให้รู้สุญญตา จนไม่มีตัวตน นั่นแหละ ทำอย่างนั้นเรียกว่าเป็นกรรมในพระพุทธศาสนา กรรมที่ แท้จริง กรรมที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสั่งสอน ท่านอุตส่าห์ สั่งสอนยิ่งกว่ากรรมไหนหมด. แต่คนก็สนใจกันเพียงเรื่องกรรมดำกรรมขาว คือ กรรมดี กรรมชั่ว; ไม่สนใจกันถึง กรรมที่สาม ที่ไม่ดำ ไม่ขาว ไม่ดี ไม่ชั่ว คือว่างจากตัวตนไปหมด และทำให้ลุ ถึงนิพพาน ทำให้สิ้นกรรมดีกรรมชั่วโดยประการทั้งปวง. เขาไม่เข้าใจว่า จะสิ้นกรรมได้อย่างไร ไม่รู้ว่าจะสิ้นกรรม ได้ด้วย ? การจะสิ้นกรรมได้ เพราะการทำกรรมให้ถูกต้อง ตามวิธีของพระพุทธเจ้า ที่ได้ตรัสไว้ คือ อริยมรรคนั้นเอง. เมื่อใดประพฤติอริยมรรค โดยเฉพาะคืออริยมรรค มีองค์แปด เมื่อนั้นชื่อว่าทำกรรมที่ไม่ดำไม่ขาว และจะ เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งปวง นี่คือกรรมในภาษาธรรมะ ไม่ใช่กรรมภาษาลูกเด็ก ๆ ว่าเป็นกรรมแล้ว แย่แล้ว โชค ร้ายจริง นี้เรียกว่ากรรม นี่เป็นกรรมในภาษาคน. คำว่า "ที่พึ่ง" หรือคำว่า สรณะ ที่พึ่ง. คำว่าสรณะ ภาษาคนนั้น หมายถึงคนอื่น หมายถึงสิ่งอื่นที่อยู่นอกตัว ที่จะเอามาเป็นที่พึ่ง เช่น พึ่งเจ้า พึ่งนาย ก็หมายถึงพึ่งคนอื่น

น.40 ๓๖ ที่อยู่นอกตัวเรา พึ่งผีพึ่งสาง พึ่งจอมปลวก พึ่งศาลพระภูมิ พึ่งอะไรก็สุดแท้ มันล้วนแต่เป็นสิ่งอื่น คนอื่น อยู่นอกตัว เรา นี้คือสรณะ-ที่พึ่งในภาษาคน. ส่วน สรณะที่พึ่งในภาษาธรรม นั้น หมายถึงตัวเอง อยู่ในตัวเอง แม้ว่าเราจะพูดว่า พึ่งพระพุทธ พึ่งพระธรรม พึ่งพระสงฆ์ ก็หมายถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่มีอยู่ ในตัวเรา มีอยู่ในจิตใจของเรา จึงจะเป็นที่พึ่งแก่เราได้; เพราะฉะนั้นท่านจึงมีอยู่ในตัวเรา หรือเป็นการกระทำของ ตัวเราที่ทำให้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมาใน จิตใจของเรา ที่พึ่งหรือสรณะในภาษาธรรมะนั้น คือตัว เองอยู่ในตัวเองไม่ได้อยู่ข้างนอก. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า "หัวใจของพระพุทธศาสนา" เมื่อพูด ถึงหัวใจของพระพุทธศาสนาแล้ว จะมีเรื่องประหลาด ๆ บางคน ก็ท่องนั้น นี่ เช่น วิ-สุ-ปะ=วินัย, สุตตะ, ปรมัตถะ อย่างนี้ วิสุปะ, วิสุปะ วิสุปะ ว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา. หัวใจพุทธศาสนาอย่างนี้มันภาษาคน, คนโง่, คนไม่เห็น ธรรมท่องคาถาเป็นภาษาบาลี ๒-๓ ตัว เรียกว่าหัวใจของ พุทธศาสนา หรือท่องอย่างอื่นก็มี

น.41 ๓๗ แต่ หัวใจของพระพุทธศาสนาในภาษาธรรม ตามแบบ ของพระพุทธเจ้า นั้น คือ "ความรู้ที่รู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวเราหรือของเรา" ถ้าพูดเป็น ภาษาบาลีก็ว่า: "สพฺเพ ธมฺมา นาลิ อภินิเวสาย สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง อันบุคคลไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวเราของเรา" นั้นคือหัวใจของพุทธศาสนา ตามภาษาธรรม หรือภาษา ของพระพุทธเจ้าดังที่กล่าวมาแล้ว. เพราะฉะนั้นใครอยากจะมีหัวใจของพระพุทธศาสนา ก็ระวังให้ดี อย่าไปถือเอาหัวใจพุทธศาสนาตามภาษาคน หรือคนโง่ คนไม่เห็นธรรม คนไม่ถึงธรรมเข้า จะนำ หัวเราะเหมือนเด็ก ๆ. ทั้งหมดเท่าที่แสดงมานี้ ก็เรียกว่าพอที่จะช่วยให้ท่าน ทั้งหลาย รู้จักเปรียบเทียบ ว่าคำ ๆ เดียวมี ๒ ความหมาย อย่างไร. ถ้าเป็นบัณฑิตมีสติปัญญา จะถือเอาได้ซึ่งอรรถ ทั้งสอง, อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ อธิคณฺหาติ ปณฺทิโต-บัณฑิต เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมถือเอาได้ซึ่งอรรถทั้งสอง, อรรถ ทั้งสองในที่นี้ อาตมาหมายถึงความหมายทั้งสอง ของคำทั้ง สองประเภท.

น.42 ๓๘ ความหมายของคำทางภาษาคนนั้นอย่างหนึ่ง ความ หมายของคำ ๆ เดียวกัน ในทางภาษาธรรมะนั้น อีกอย่าง หนึ่ง ถ้าเป็นคนฉลาดจริงก็จะต้องถือเอาให้ได้ทั้งสองอย่าง เหมือนตัวอย่างที่ได้ยกมากล่าวให้เห็นอย่างมากมาย แต่ว่า คำทั้งหลายที่ได้ยกมากล่าวแล้วข้างต้นนั้น เป็นภาษาที่สูง ๆ ไป ทีนี้เราจะมาพูดกันถึงภาษาต่ำ ๆ ดูบ้าง. ขออภัยอย่าถือว่าเป็นคำโสโดกหยาบคาย เช่นคำว่า "กิน" คำว่ากินในภาษาคน หมายถึงกินอาหารทางปาก เหมือนที่เราเรียกกันอยู่ว่า กินเข้าไป. แต่คำว่า "กิน" ในภาษาธรรมนั้น คือกินทางตา กิน ทางหู กินทางจมูก กินทางลิ้น กินทางกาย กินทางใจ; ลอง คิดดูว่าหมายถึงอะไร คำว่ากิน ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูก ได้กลิ่นนี้เรียกว่า กินทางตา กินทางหู เป็นต้น อย่างนี้ท่าน เรียกว่า กินในภาษาธรรมะ เช่นคำว่า "กามโภคี" -ผู้บริโภค กามใช้อยู่ทั่วไป ในภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็น คำ ๆ เดียวกันกับคำว่ากิน. คำว่า "บริโภคสตรี" ฟังดูก็คงจะเป็นที่หัวเราะกันลั่น ทีเดียว สำหรับคนไทยเรา; แต่เป็นของธรรมดาที่สุดใน ภาษาบาลีหรือสันสกฤต.

น.43 ๓๙ คำว่า บริโภคสตรี ไม่ใช่หมายถึงจับผู้หญิงมาฆ่ามา แกง แต่หมายถึงบุรุษเพศบริโภครสอันเกิดแต่สตรี อย่างนี้ ‘ เรียกว่า บริโภคสตรี คำว่า กิน ในภาษาธรรมะ หมายความ อย่างนี้. ในภาษาบาลี ถ้าพูดว่า "นิพฺโภโก๋’ คือไม่มีอะไรจะ กิน ก็หมายความว่า พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทั้ง หลายไม่ถูกปรุงแต่งด้วย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อีกต่อไป; อยู่เหนืออำนาจการปรุงแต่งของสิ่ง ทั้งหกนี้แล้ว เรียกว่า คนไม่มีอะไรจะกิน จงรู้จักคำว่า "กิน" ในภาษาธรรมะให้กว้างขวางอย่างนี้ จะทำให้เข้าใจ ธรรมะอันลึกซึ้งได้โดยง่าย. ทีนี้มาถึงว่า "นอน" นอนหลับนี่แหละ เราหมายถึง การนอน อย่างสุนัขนอน หมานอน แมวนอน นี้คือนอน ภาษาคน นอนหลับภาษาคน. แต่ถ้านอนหลับภาษาธรรม หมายถึงเป็นอยู่ด้วย อวิชชา ต่อให้นั่งลืมตาอยู่อย่างนี้ แต่ถ้ากำลังโง่แล้ว เรียกว่า หลับอยู่นี้คือ "หลับ" ในภาษาธรรมะ ; การเป็นอยู่ หรือมี ชีวิตอยู่ด้วยอวิชชา ในอิริยาบถใดก็ตามเรียกว่าหลับ,

น.44 ๔๐ การตื่น เราหมายถึงตื่นนอน ในภาษาธรรมนั้น หมายถึงชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยฌาคริยานุโยค เป็นอยู่ด้วย สติปัฏฐาน ทั้งหลับและทั้งตื่นก็เรียกว่าตื่น. ผู้เจริญสติปัฏฐานมีสติไม่ขาดตอน แล้วหลับลง ไปแล้ว ตื่นขึ้นมาด้วยสติอย่างนั้นอีก อย่างนี้เรียกว่ามี สติทั้งหลับทั้งตื่น, เมื่อเขาตื่นอยู่เรียกว่าตื่นอยู่, เมื่อเขา หลับอยู่ ก็เรียกว่าเขาตื่นอยู่ นี่ตื่น, ตื่นแล้วในภาษาธรรมะ. ทีนี้ถ้าพูดว่า "เล่น" ภาษาชาวบ้าน ภาษาคนก็หมาย ความถึง เล่นอย่างเด็ก ๆ เล่นกีฬาเล่นหัว สนุกสนาน ทำนองนั้นเรียกว่า "เล่น" . แต่คำว่าเล่นในภาษาธรรมนั้น หมายถึงบันเทิงอยู่ ด้วยธรรมะ เป็นธรรมบันเทิง แม้ที่สุดแต่เล่นอยู่ใน ความสุขของณานของสมาธิก็เรียกว่า "ฌานกีฬา" อย่างนี้ก็เป็นการเล่นของพระอริยเจ้า คำว่า "เล่น" ในภาษา ธรรมะหมายอย่างนี้. คำว่า "นางฟ้า" ภาษาคนก็หมายถึงนางฟ้าตัวสวย ๆ อยู่ในสวรรค์วิมานข้างบนโน้น เรียกว่า นางฟ้า. แต่ นางฟ้าในภาษาธรรม กลับหมายถึงธรรมะของ พระพุทธเจ้า โดยมากมักจะเล็งถึงปริยัติธรรม แต่โดยที่แท้

น.45 ๔๑ แล้ว ต้องเล็งถึงธรรมะทั่ว ๆ ไป ที่มีความงามในเบื้องต้น มี ความงามในท่ามกลาง มีความงามในเบื้องปลาย, เหมือนที่ได้ กล่าวมาแล้วในคำว่าพรหมจรรย์ นี้คือนางฟ้าในภาษา ธรรมะเป็นที่ต้องการเป็นที่ปรารถนาของสัตบุรุษในพระ- พุทธศาสนา แม้แต่คำว่านางฟ้า ก็ยังมีความหมายแตกต่าง กันอย่างนี้. ทีนี้ เราลองพูดถึงคำว่า "หญิงกับชาย" ภาษาคน ธรรมดาสามัญ ภาษาโลก ๆ ก็หมายถึงเพศตรงกันข้ามเป็น หญิงเป็นชาย. แต่ถ้า ภาษาธรรมะ เขาหมายถึงนิมิตแห่งหน้าที่ที่ ธรรมชาติกำหนดให้มนุษย์จะต้องร่วมมือกันกระทำ ไม่ใช่เรื่อง การบริโภครสของกามคุณ แต่เล็งถึงการที่ว่า มนุษย์จะต้อง อยู่ในโลก จะต้องไม่สูญพันธุ์ไป แปลว่ามนุษย์ยังไม่บรรลุ ถึงธรรมะสูงสุดคือนิพพานอยู่เพียงใด ยังจะต้องมีการสืบ เชื้อสายเมื่อนั้น จึงต้องแบ่งแยกหน้าที่กัน ในระหว่างหญิง กับชาย, หรือว่าเมื่อเป็นหญิงเป็นชายแล้ว ก็ช่วยกันแบ่ง ภาระ ในหน้าที่การงานประจำวันที่เป็นการปฏิบัติธรรม ให้ เบาบางลงไป นิมิตแห่งหน้าที่ที่ธรรมชาติกำหนดให้อย่างนี้ เรียกว่าเป็นหญิงเป็นชายในภาษาธรรมะ, ไม่ใช่หญิงชาย

น.46 ๔๒ ตามภาษาธรรมดา มีความหมายต่ำๆเป็นไปตามสัญชาตญาณ ซึ่งสัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็นไม่ควรจะนึกไปเพียงเท่านั้นว่า ความหมายของเพศหญิงเพศชายนี้มีความหมายเช่นนั้น, ควรจะนึกถึงแต่เพียงว่า เครื่องหมายอันหนึ่ง ซึ่งเป็นการ แบ่งแยกหน้าที่ที่จะต้องร่วมกันทำ ดังนั้นจะเลยพูดถึงคำว่า "สมรส" เสียเลยจะดีกว่า. คำว่า "สมรส" แปลว่าการแต่งงาน หรืออะไรทำนอง นั้น ก็รู้กันดีอยู่แล้ว, คำว่าสมรสในภาษาคน หมายถึงคน หญิงชาย แต่งงานกันตามธรรมเนียมตามประเพณี สมรส อย่างนี้เป็นภาษาคน. แต่คำว่า สมรสในภาษาบาลี หรือภาษาธรรมนั้นแปลว่า มีรสเสมอกันโดยธรรม คือมีความปรารถนา มีความต้องการ ที่ถูกต้อง แล้วร่วมเป็นอันเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีการ สัมผัสระหว่างหญิงกับชาย, ไม่มีแม้แต่ว่า จะเขียนจดหมาย ถึงกันทางไปรษณีย์ก็ยังได้ คือโดยทางเนื้อหนัง ทางตัว บุคคลนั้น ไม่เคยแตะต้องกันเลย แต่ก็มีการสมรสกันได้, เพราะมีความปรารถนาอย่างเดียวกัน มีหน้าที่อย่างเดียวกัน เช่นว่า ต้องการจะพ้นทุกข์ด้วยกันอย่างแท้จริง ในหลัก เกณฑ์อันเดียวกัน; ต่างคนต่างพอใจในการปฏิบัติธรรม

น.47 ๔๓ อันนั้นร่วมกัน หวังผลร่วมกัน; อย่างนี้ก็เรียกว่า มีรสเสมอ กัน เป็นการสมรสในภาษาธรรมะ หรือภาษาบาลีก็ตาม; ภาษาตามทางธรรมมีความหมายที่บริสุทธิ์สะอาดอย่างนี้ เสมอไป. ทีนี้มาถึงคำว่า "พ่อแม่" ภาษาชาวโลกที่เราเรียก กันว่าพ่อแม่ ก็หมายถึงผู้ให้กำเนิดเกิดมา. แต่ใน ภาษาธรรมะอันลึกซึ้ง นั้น พ่อหมายถึงอวิชชา แม่ หมายถึงตัณหา ล้วนแต่ต้องฆ่าเสียให้ตายอย่างที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า :- “มาตรํ ปีตรํ หนฺตวา อกตญฺญูสิ พฺราหฺมณ " เป็นต้น ให้ฆ่าพ่อฆ่าแม่เสีย แล้วเป็นคนอกตัญญู จึงจะถึงพิพพาน อย่างนี้; พ่อผู้ให้กำเนิดคืออวิชชา แม่ผู้ให้กำเนิดคือตัณหา พ่อ-แม่ในภาษาธรรมมะชั้นสูง ท่านเล็งความหมายกันอย่าง นี้ กลายเป็นสิ่งที่ต่างต้องฆ่าต้องทำลายเสีย แล้วจึงจะบรรลุ ถึงนิพพาน; พ่อแม่ในภาษาคน ภาษาชาวบ้าน ภาษาเด็ก ๆ นั้น ก็คือผู้ที่เรียกว่าพ่อแม่ ๆ อยู่เป็นประจำวัน. คำว่า “เพื่อน" ภาษาชาวบ้านภาษาโลก ๆ นี้ก็เรียกว่า เพื่อน ว่าเกลอ ว่านั่นนี่ กันตามที่ใช้กันอยู่ เรียกว่าเพื่อน คือคนที่ทำอะไรถูกใจตนก็เรียกว่าเพื่อน.

น.48 ๔๔ แต่เพื่อนหรือสหายหรือมิตรใน ภาษาธรรมะนั้นหมาย ถึงธรรมะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือธรรมที่ทำความพ้นทุกข์ให้ ; ระบุชื่อลงไปว่าอัษฎางคิกมรรคหรืออัฏฐังคิกมรรคนี้พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสว่า เป็นกัลยาณมิตรอย่างยิ่งของคนทุกคน คำว่าเพื่อนในภาษาธรรมะ หมายถึงอริยอัฏฐังคิกมรรค มี องค์แปดประการ: สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป ฯลฯ" ดังนี้ เป็นต้น นี่คือเพื่อนในภาษาธรรมะ. คำว่า "ศัตรู" ศัตรูภาษาโลก ภาษาคน ก็คือคนที่เรา เกลียดและคนที่กำลังต้องการทำอันตรายเรา เรียกว่าศัตรู. แต่ คำว่าศัตรูในภาษาธรรมะนั้น หมายถึงจิตใจ ของตัวเองที่ตนตั้งไว้ผิด ๆ ; จิตใจของตัวเองและที่ตน เองตั้งมันไว้ผิด ๆ นั่นแหละคือศัตรู จิตที่เราตั้งไว้ผิด นั่นแหละคือศัตรู ไม่ใช่คนนอกตัวเรา ไม่ใช่คนที่อยู่ นอกตัวเรา เหมือนที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า ศัตรู, นั้นมัน ศัตรู ภาษาคน ศัตรูภาษาธรรมะนี้ คือจิตที่ตั้งไว้ผิด เมื่อใด ตั้งจิตไว้ผิดเมื่อนั้นมีศัตรู และเกิดอยู่ในใจ เกิดขึ้นในใจ เกิดจากจิตใจ มีศัตรูอยู่ในอกในใจ. เมื่อใดจิตนั้นตั้งไว้ถูก ประกอบไปด้วยธรรมะ เมื่อนั้นไม่มีศัตรู, แต่มีมิตร.

น.49 ๔๕ คำสุดท้ายที่อยากจะพูดถึง ก็คือคำว่า "ของเหม็นคาว เหม็นเน่า" ปลาเน่า เป็นต้น เราเรียกกันว่าของเหม็นคาว ของเหม็นเน่าในภาษาคน ภาษาโลก. แต่ ของเน่าของเหม็นคาวในภาษาธรรม นั้น พระพุทธเจ้า ตรัสระบุถึงกิเลส เช่น อภิชฌา-ความอยากได้เกินประมาณ หรืออัสมิมานะ ความมีตัวมีตน ยกหูชูหาง เป็นตัวกู -ของกู ขึ้นมาอย่างนี้เรียกว่าของเหม็นคาว. ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นคำธรรมดาที่สุดแล้ว ที่เอามา เป็นตัวอย่าง มาเปรียบเทียบให้เห็นว่า ภาษาคนกับภาษา ธรรมนั้นมันแตกต่างกันอย่างไร เมื่อท่านทั้งหลายทบทวน ดูแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า นี่เองเป็นต้นเหตุ เป็นมูลเหตุ ที่ทำ ให้เราฟังธรรมชั้นลึกซึ้งนั้น ไม่รู้เรื่อง เพราะว่าเราไม่ เข้าใจภาษาธรรมะ เข้าใจแต่ภาษาคนอย่างเดียว ภาษา พระอริยเจ้าเราเข้าใจไม่ได้. ตัวอย่างเหมือนกับว่า "การหัวเราะ" มีพระพุทธภาษิต ว่า "การที่หัวเราะร่วนไปอย่างนั้น เขาเรียกว่าอาการของเด็ก อ่อน นอนเบาะ" คิดดูเถิด เราก็ยังชอบหัวเราะร่วนกันอยู่

น.50 ๔๖ ทั้งที่เป็นอาการของเด็กอ่อนนอนเบาะ เราก็ไม่รู้จักละอาย เราชอบหัวเราะกัน ร่าเริงร่วนกันไป สรวลเสเฮฮากันไป. ทำไมจึงว่า "หัวเราะเหมือนอาการของเด็กนอนใน เบาะ" ก็คิดดูเถิดว่า เด็กนอนในเบาะ มันก็ยิ้มแหยอยู่อย่าง นั้น. แต่ถ้าจะเป็นการ หัวเราะอย่างประสาพระอริยเจ้ากัน บ้างแล้ว ก็ต้องหัวเราะเยาะสังขารที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตาที่มีความเปลี่ยนแปลง, เรารู้เท่าทัน แล้วหัวเราะเยาะ สังขารหรือหัวเราะเยาะกิเลสตัณหา ว่าต่อไปนี้ มันทำอะไร เราไม่ได้ อย่างนี้จึงจะเรียกว่าหัวเราะที่ควรแก่คำว่าหัวเราะ ที่มีคุณค่าที่มีประโยชน์. คำว่า "ร้องเพลง" การร้องเพลง เหมือนที่ร้องกัน อยู่แซ็ดตามวิทยุนั้น คืออาการของเด็กร้องไห้ หรืออาการ ของคนร้องไห้, พระอริยเจ้าท่านจัดมันไว้ในฐานะเป็น อาการร้องไห้, เพราะต้องทำปาก ทำคอ ทำเสียง ทำลิ้น ทำอะไรเหมือนกับการร้องไห้. แต่ทว่า ถ้าเป็นการร้องเพลงจริง ๆ ตามแบบของพระ- อริยเจ้าแล้ว ก็คือการเห็นธรรมะ แล้วเปล่งอุทานอันสูงสุด ออกมา เป็นการแสดงความจริงบ้าง เป็นการแสดงความ

น.51 ๔๗ พอใจในธรรมะบ้าง เป็นการบรรเลงในทางธรรมะออกมา. หรือกล่าวอุทานเป็นธรรมะออกมา นี่จึงจะเป็นการร้อง เพลงที่แท้จริง. ทีนี้ก็มาถึง "การเต้นรำ" ที่นิยมกันมาก อุตส่าห์ไป หัดกันใช้ให้ลูกสาวลูกชายไปหัดกัน เสียเงินเสียทองเป็น อันมากนั้น มันคืออาการของคนบ้า พระอริยเจ้าเรียกการ เต้นรำว่า อาการของคนบ้า ไปเปรียบเทียบดูเอาเองก็แล้ว กัน ว่ามันเป็นอาการของคนบ้าอย่างไร ถ้าไม่บ้าแล้วมัน คงลุกขึ้นเต้นไม่ได้, เคยคำนวณกันไว้ว่า มันต้องบ้ามาก เกินกว่า ๑๕% มันจึงจะหมดความละอาย ลุกขึ้นเต้นได้, จึงถือว่า การลุกขึ้นเต้นรำนี้เป็นอาการของคนบ้า. แต่ถ้าจะเป็น การเต้นรำตามแบบของพระอริยเจ้า แล้ว มันต้องหมายถึง "ธรรมนันทิ" คือลุกขึ้นเต้นรำเยาะเย้ย กิเลส หรือแสดงความหลุดพ้นแล้ว, ไม่ติดบ่วงของอุปาทาน ทั้งสี่ ที่เท้า ที่มือ ที่แขน ที่ขา ที่คอ เป็นมือ เท้า แขน ขา ที่อิสระรำฟ้ออยู่ได้ เพราะไม่ถูกอุปาทานผูกมัด นี่จึงจะ เรียกว่าเต้นรำตามแบบของพระอริยเจ้า. คิดดูเถอะ ถ้าเรารู้กันแต่ทางภาษาคน คงจะไม่อาจฟัง คำเหล่านี้เข้าใจ ผู้ที่มีปัญญาจะพูดว่า "นกไม่เห็นฟ้า"

น.52 ๔๘ คนโง่ ๆ ก็ไม่เชื่อ, ทำไมนกจะไม่เห็นฟ้า เพราะว่านกมัน ก็บินอยู่ในฟ้า. คนมีปัญญาจะพูดว่า "ปลาไม่เห็นน้ำ" คนโง่ ๆ ก็ไม่ เชื่อ ไม่เคยนึกว่า ปลาอยู่ในน้ำนั้นไม่อาจจะเห็นน้ำ เพราะ ตามันถึงน้ำมันจึงไม่รู้จักน้ำ. หรือว่า ไส้เดือนที่มุดอยู่แต่ในดินก็ไม่เห็นดิน, หรือว่า หนอนที่จมอยู่ในคูถเกิดในคูถตายในคูถ ก็ยังไม่เห็นคูถ, ในที่สุด คนนั่นเองไม่เห็นโลก, คนที่นั่ง นอน เดิน ยืน อยู่ในโลกนี่แหละ ไม่เห็นโลก เป็นผู้ไม่เห็นโลก ถ้า เป็นผู้เห็นโลกแล้วคงจะไม่จมอยู่ในโลก คงจะขึ้นมาเสีย จากโลก มาอยู่กับธรรมะ. เพราะคนจมอยู่ในโลก เหมือนหนอนจมอยู่ในคูถ จึง รู้แต่ภาษาคน ไม่รู้ภาษาธรรม-ไม่รู้ภาษาธรรมะ เพราะว่า มัวจมอยู่แต่ในโลก เหมือนหนอนจมอยู่ในคูถ, เหมือน ไส้เดือนจมอยู่ในดิน เหมือนปลาจมอยู่ในน้ำ, เหมือนนก ไม่เห็นฟ้า ดังนั้นคนจึงไม่รู้ภาษาธรรม, คนรู้แต่ภาษาคน เลยฟังภาษาธรรมไม่ถูก.

น.53 ๔๙ อาตมาจะยกตัวอย่าง ภาษาธรรมะ อย่างรุนแรงมาให้ฟัง เช่น ภาษาธรรมะ จะพูดว่า "ยิ่งเดินจะยิ่งไม่ถึง" คนธรรมดา ก็ฟังไม่ถูก เพราะว่าการเดินนั้น มันหมายถึงว่ามันต้องการ อะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วมันก็เดินไปเที่ยวหา เดินเพื่อจะไป เอาให้ได้, ยิ่งเดินมันก็ยิ่งไม่ถึง คือไม่ถึงความสงบ ไม่ถึง นิพพาน นิพพานจะถึงได้เพราะไม่ต้องการ เพราะไม่ อยาก เพราะไม่หวัง เพราะไม่ปรารถนา มันจึงไม่ ต้องเดิน ไม่เดินมันจึงจะถึงนิพพาน, ยิ่งเดินยิ่งไม่ถึง ยิ่ง เอายิ่งไม่ได้ ยิ่งเอา คือว่า ยิ่งมีตัณหาอยากเอานั่นเอานี่ เป็นนั่นเป็นนี่ มันก็ยิ่งไม่ได้ พอหยุดเอาเสียเท่านั้น มัน ก็ได้เต็มที่ขึ้นมาทันที. เกี่ยวกับ "การส่งเสียง" ภาษาธรรมะจะพูดว่า "การ ส่งเสียงนี้จะไม่ดัง, ไม่มีเสียงนั้นแหละจะดัง" หมายความว่า ถ้าเรามีสมาธิ มีความสงบ มีความรำงับแล้ว เสียงของ ธรรมะจะดังขึ้นมาในจิตในใจ. หรือจะพูดว่า สิ่งที่เอามาพูดได้นี้ไม่ใช่ธรรมะ ไม่ใช่ ของจริง, สิ่งที่เป็นธรรมะแท้จริง เอามาพูดไม่ได้. ดังนั้นที่อาตมาพูดอยู่ตลอดเวลานี้ ยังไม่ใช่ธรรมะ ยัง ไม่ใช่ของจริง, เป็นแต่เสียงที่แสดงออกไปเพื่อให้เกิดความรู้

น.54 ๕๐ ความเข้าใจ ว่าจะไปถึงของจริงได้อย่างไรเท่านั้น ของจริง นั้นเอามาพูดไม่ได้ ยิ่งพูดเท่าไร ยิ่งไม่เป็นของจริง. พูดได้ ก็แต่วิธี ที่จะแนะที่จะบอกกันว่า ทำอย่างไรจึงจะถึงของ จริง ดังนั้นจึงต้องเลิกพูดกัน. เป็นอันว่าจบเรื่องของการเปรียบเทียบ ในระหว่าง ภาษาคนกับภาษาธรรม, และขอให้ท่านทั้งหลาย เอาไป คิดไปนึกดูให้ดี ว่ามันจริงตามที่อาตมาคิดนึกหรือไม่. อาตมานึกว่า เดี๋ยวนี้เราฟังเทศน์ ฟังปาฐกถา พึ่ง ธรรมเทศนากันมา ตั้ง ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี แล้วก็มี แต่ทำไม จึงฟังไม่เข้าใจไม่รู้เรื่อง ไม่เห็นธรรมไม่ถึงธรรม ที่ฟังไม่ เข้าใจไม่รู้เรื่อง นี้ก็เพราะว่าฟังไม่ถูก. ทำไมจึงฟังไม่ถูก ก็เพราะรู้แต่ภาษาคน ไม่รู้ภาษา ธรรม รู้ฟังแต่ภาษาคน ไม่รู้ฟังภาษาธรรม พอได้ยินภาษา ธรรม ก็เอาภาษาคนเข้าไปจับ เหมือนคนที่โง่ ๆ เอาคำว่า "ความว่าง" ในภาษาคนไปจับกันเข้ากับภาษาธรรม เลยไม่ รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ แล้วก็พูดอะไรโง่ ๆ ออกมาอีกมากมาย. นี้คือโทษของการที่ไม่รู้ภาษาคน และภาษาธรรมทั้ง สองอย่าง ถือว่าเป็นคนประมาท ยังไม่ใช่บัณฑิตเลย ไม่ตรง

น.55 ๕๑ ตามพระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า :- "อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ อธิคณฺหาติ ปณฺฑิโต" - บัณฑิตย่อมถือเอาซึ่งประโยชน์ ทั้งหลายทั้งสองอย่างได้ เป็นผู้ไม่ประมาท. -"อตฺถาภิสมยาธีโร ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจติ" - คน ฉลาดชื่อว่าเป็นบัณฑิตก็เพราะรู้แจ้งแทงตลอด ซึ่งอรรถ ทั้งหลายทั้งปวง ดังวิสัชนามา. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอว์ ก็มีด้วยประการ ฉะนี้.

น.56 มองแต่แง่ดีเถิด. เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่ เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย ; จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ ตาบอด - ตาดี. หมู่นกจ้อง มองเท่าไร ไม่เห็นฟ้า ถึงฝูงปลา ก็ไม่เห็น น้ำเย็นใส ไส้เดือน มอง ไม่เห็นดิน ที่กินไป หนอนก็ไม่ มองเห็นคูต ที่ดูดกิน ; คนทั่วไป ก็ไม่ มองเห็นโลก ตัองทุกข์โศก หงุดหงิด อยู่นิจสิน ส่วนชาวพุทธ์ ประยุกต์ธรรม ตามระบิล เห็นหมดสิ้น ทุกสิ่ง ตามจริงเอย ฯ พุทธทาส อินทปัญโญ

น.57 ภัยของพุทธศาสนา พระราชชัยกวี (พุทธทาสภิกขุ) บรรยายที่วัดชลประทาน ฯ ๒๓ มกราคม ๒๕๐๙ ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! วันนี้อาตมาได้รับการขอร้อง ให้มาช่วยพูดในสถาน ที่นี้เป็นพิเศษ ก็เลยนึกได้ว่า เรื่องที่ควรจะเอามาพูดที่ เหมาะแก่ท่านทั้งหลายก็คือ เรื่องที่เกี่ยวกับความว่าง หรือ สุญญตา. ที่เป็นดังนี้ก็เพราะว่า เรื่องความว่าง เรื่อง สุญญตานี้ มีในพุทธศาสนาก็มี ไม่มีในพระพุทธศาสนาก็มี และยิ่งกว่านั้นยังเข้าใจผิดกันอยู่ คือเมื่อได้ยินคำว่า "สูญ- ญตา" หรือ "สุญญ" ก็ตาม ก็เข้าใจกันว่า สูญเปล่า- ไม่มีอะไร การเข้าใจว่า สุญญตา คือสูญเปล่าไม่มีอะไรนี้ เป็น ความโง่ที่สุดของพุทธบริษัทสมัยนี้ เพราะว่าเรื่องสุญญตา เป็นเรื่องหัวใจ เป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนา ถ้าเรื่องหัวใจ

น.58 ๕๔ หรือเรื่องแก่นแท้ของพุทธศาสนา เป็นเรื่องสูญเปล่าไม่มีอะไร พุทธศาสนาก็เป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ไม่มีสาระอะไร; เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจคำว่า "สุญญ" หรือ "สุญญตา" เสียให้ถูกต้อง ข้อแรกที่สุดที่อยากจะบอกให้ทราบก็คือข้อที่ว่าสุญญตา หรือเรื่องความว่างนี้ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ข้อนี้ก็คือข้อที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “เมื่อใดไม่มีการศึกษา สนใจ ปฏิบัติ เรื่องสุญญตา เมื่อนั้นเนื้อแท้ของพุทธศาสนาหมดไปแล้ว ไม่ได้มีเหลืออยู่" ข้อนี้มีพระพุทธภาษิตกล่าวไว้ว่า "เปรียบเหมือนกับกลองศึกของพวกกษัตริย์พวกหนึ่งชื่อว่า ‘ทสาฬหะ’ แต่เก่าแก่ โบราณ, เมื่อเนื้อไม้ที่กลองนั้นเกิดผุ เกิดแตก เกิดริ พวกกษัตริย์เหล่านั้นก็เอาไม้ใหม่มาปะ มาอุด, ควักเนื้อเสียเนื้อร้ายออก อุดลงไปหรือปะลงไปที่รอยแตก. ครั้นทำดังนี้นานเข้า ๆ หลายสิบปี ก็มาถึงวันหนึ่งซึ่งปรากฏว่า ไม้เดิมของกลองหรือเนื้อแท้ไม้เดิมของกลอง ไม่มีเหลืออยู่เลย; มีแต่ชิ้นไม้ที่ปะๆ อุด ๆ กันเข้าใหม่ทั้งนั้น. ข้อนี้ฉันใด ในพุทธศาสนานี้จักมีสมัยหนึ่ง ซึ่งพุทธบริษัทไม่สนใจในเรื่องสุญญตา อันเป็นเรื่อง สุตตันตะ ที่ตถาคตกล่าวเอง มีข้อความลึกซึ้ง มี

น.59 ๕๕ ความหมายลึกซึ้ง เป็นเรื่องเหนือโลก และเนื่องด้วยเรื่องสุญญตา; แต่ไปสนใจกับเรื่องใหม่ ๆ ที่สาวกพวกกวีทำขึ้นในชั้นหลัง ไพเราะทางตัวหนังสือ ไพเราะทางอักขระพยัญชนะเป็นเรื่องนอกแนวไม่เกี่ยวกับสุญญตา, และเมื่อเป็นดังนี้ก็เป็นอันว่าเรื่องเดิมเรื่องเนื้อแท้ของพุทธศาสนานั้นหมดไป เหลือแต่เรื่องที่ปรุงแต่งกันขึ้นใหม่ ๆ. เหมือนเนื้อไม้ใหม่ที่แทนเนื้อไม้เก่าของกลองใบนั้น" มีพระพุทธภาษิตในนิทานวรรคสังยุตตนิกาย ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้. เพราะฉะนั้นขอให้คิดว่า เรื่องสุญญตานี้เป็นเรื่องสำคัญมากน้อยอย่างไร เป็นเรื่องเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนาอย่างไร แล้วการที่มาเข้าใจ หรือเอามาสอนให้เข้าใจกันว่า สุญญ คือสูญเปล่าไม่มีอะไรนี้ มันเป็นเรื่องโง่เรื่องหลงสักเท่าไหร่. เนื้อแท้ของพระพุทธศาสนาจะเป็นเรื่องสูญเปล่าไม่ได้ แต่ต้องเป็นเรื่องอะไรที่ประเสริฐที่สุด. ในสูตรอีกสูตรหนึ่งตรัสว่า “เมื่อใดไม่มีการสนใจศึกษา ปฏิบัติ เรื่องสุญญตา แต่ไปสนใจเรื่องใหม่ ๆ ที่แต่งขึ้นชั้นหลังแล้ว เมื่อนั้นเรียกว่า วินัยเลอะเลือนไปแล้ว เพราะธรรมเลอะเลือน, และธรรมก็เลอะเลือนไปแล้วเพราะวินัยเลอะเลือน, วินัยเลอะเลือนเพราะธรรมเลอะ-

น.60 ๕๖ เลือน, ธรรมเลอะเลือน เพราะวินัยเลอะเลือน, จะเกิดขึ้นมา เพราะการไม่สนใจของเก่าของเดิมแท้ คือคำสอนเรื่อง สุญญตา; แต่ไปสนใจคำสอนเรื่องใหม่ ๆ ที่แต่งขึ้น ทีหลัง และนี้คืออนาคตภัยที่ยังไม่เคยเกิด แต่แล้วก็จะ เกิดขึ้น; เพราะฉะนั้นเธอทั้งหลายจงรู้ไว้ ครั้นรู้ไว้ แล้วจงพยายามปฏิบัติ เพื่อสะกัดกั้นภัยนี้เสีย" พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้. นี่เป็นอันว่า มันเป็นเรื่องสำคัญ ถึงกับว่า ถ้าไม่มีเรื่องสุญญตานี้แล้ว, ก็คือภัยใหญ่หลวงได้ มาถึงพุทธศาสนาแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องสุญญตาต้องไม่ใช่ เรื่องว่างเปล่า สูญเปล่า ไม่มีอะไร. ทีนี้อีกเรื่องที่อยากจะให้ทราบก็คือว่า พวกฆราวาส พวกหนึ่ง มีอุบาสกชื่อ ธัมมทินนะ เป็นหัวหน้าเข้าไปเฝ้า พระพุทธเจ้า ทูลแก่พระพุทธเจ้าว่า ขอให้ทรงแสดงเรื่อง ที่เป็นประโยชน์สุขเกื้อกูลแก่พวกข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอด กาลนาน พระพุทธเจ้าก็ตรัสเรื่องสุญญตา ซึ่งมีบาลีสั้น ๆ ว่า "เย เต สุตฺตนฺตา - สุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด; ตถาคต- ภาสิตา-เป็นคำกล่าวของตถาคต, คมฺภีรา-เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง; คมฺภีรตฺถา-มีความหมายลึกซึ้ง; โลกุตฺตรา-เป็นเรื่อง เหนือโลก; เหนืฏิญตปฺปฏิสํยุตฺตา-เนื่องเฉพาะด้วยเรื่อง

น.61 ๕๗ สุญญตา เธอจงเข้าใจว่า นี้เป็นเรื่องที่ควรศึกษาเล่าเรียน." นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ฆราวาสควรศึกษาเรื่องสุญญตา จึงจะได้รับประโยชน์สุขเกื้อกูลตลอดกาลนานแล้วเรื่องสูญ- ญตานั้น โดยบาลีก็มีลักษณะจำกัดระบุไว้ดังที่กล่าวแล้ว. ที่ว่าสุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด นี้หมายความว่า ถ้อยคำ ที่เป็นเนื้อแท้ ที่ร้อยกรองไว้เป็นระเบียบ นี้เรียกว่า สุตตันตะ หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ สมัยนี้ว่า พระสูตร แต่ มักเข้าใจผิด คำว่าพระสูตรสมัยนี้ ไปหมายถึงนิทานต่าง ๆ สนุกสนานเรื่องต่ำ ๆเตี้ย ๆ, ที่จริงคำว่า สูตร นั้นไม่ใช่ เป็นเรื่องนิทาน นี่คือความโง่ของพุทธบริษัทสมัยนี้ ซึ่ง เข้าใจคำว่า สูตร ว่าหมายถึงนิทาน. สูตร หมายถึงหลักธรรม ที่กล่าวถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เป็นแก่นเป็นสาระ แต่ว่ากล่าว อย่างมีระเบียบ เหมือนเป็น Formula อันหนึ่ง ๆ ซึ่งมีใจ ความรัดกุมเป็นระเบียบในการกล่าว นั้นก็เรียกว่าสูตร ๆ หนึ่งเป็นหลักธรรมะทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องนิทาน; เพราะฉะนั้น ควรจะเลิกงมงายที่เข้าใจว่า พระสูตรนั้นเป็นเรื่องนิทานกัน เสียที ถ้าไม่อย่างนั้นก็เรียกตามที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกดี กว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่เรียกพระสูตรหรือสูตร ท่านเรียก ว่าสุตตันตะ สุตตฺต-แปลว่ายอดของสูตร; สุตฺต-แปลว่า

น.62 ๕๘ สูตร อนฺต -แปลว่าที่สุด คือยอด; สุตฺตนฺต -แปลว่า ยอด ของสูตร; คำว่ายอดในที่นี้หมายถึงใจความหรือเนื้อแท้ ที่ กล่าวไว้ในฐานะเป็นสูตร. ท่านควรจะรู้ต่อไปว่า คำว่า สูตร นี่แปลว่า เส้นด้าย เหมือนกับเส้นบรรทัดที่ขึงตึงเป็นบรรทัด นี้ก็เรียกว่า สูตร; ช่างไม้ก็ต้องใช้เส้นบรรทัด แล้วเชือกเส้นด้ายนี้ ก็คือใช้ สูตรนั่นเองเป็นหลักสำคัญในการทำไม้; ฉะนั้นคำว่าสูตร จึงแปลว่า ระเบียบ หรือบรรทัดที่เป็นแนว อย่างใดอย่าง หนึ่ง ทีนี้, อนฺต -ที่แปลว่า ที่สุด ก็แปลว่า ชั้นดี ชั้นเลิศ ชั้นยอดของมัน ก็แปลว่า บรรทัดที่ดี เส้นบรรทัดที่ดีนั้น เอง เรียกว่า สุตตันตะ. พระพุทธเจ้าตรัสว่า "สุตตันตะ ทั้งหลายเหล่าใด" ทีนี้คำว่า ตถาคตภาสิตา - ซึ่งเป็นคำที่ตถาคตกล่าว นี้แบ่งแยกเด็ดขาดกันว่า ที่พระตถาคตกล่าวนั้นอย่างหนึ่ง ที่สาวกชั้นหลังกล่าวนั้นอย่างหนึ่ง. ที่ตถาคตกล่าวก็ต้อง เป็น คมฺภีรา -แปลว่า ลึกซึ้ง; คมฺภีรตฺถา -มีความหมายลึก ซึ้ง; โลกุตฺตรา -เป็นเรื่องเหนือโลก, คือเป็นเรื่องที่จะทำให้ มนุษย์อยู่เหนือการครอบงำย่ำยีของโลก; ถ้าถูกโลกครอบงำ ย่ำยีก็หมายความว่ามีความทุกข์; เพราะฉะนั้นเราจะต้อง

น.63 ๕๙ อยู่เหนืออำนาจครอบงำของโลก. เมื่อใดอยู่เหนืออำนาจ ครอบงำของโลก เมื่อนั้นเรียกว่าอยู่เหนือโลก หรือโลกุตตร, แล้วเรื่องนี้ต้องเป็น สุญฺญตปฺปฏิสํยุตฺตา คือเนื่องเฉพาะ ด้วยเรื่อง สุญญตา. เรื่องที่พระตถาคตกล่าวลึกซึ้ง มีความ หมายลึกซึ้ง และอยู่เหนือโลกนั้น ต้องเป็นเรื่องที่เนื่อง ด้วยสิ่งที่เรียกว่า สุญญตา-คือความว่าง. เรื่องสุญญตา หรือความว่างมีมาก หลายแนวหลายแง่ หลายมุม; เพราะฉะนั้นจึงใช้คำว่า ต้องเนื่องด้วยเรื่อง สุญญตา: ถ้าเป็นอย่างนี้เรียกว่าเป็นตถาคตภาษิต เป็นของ เดิมแท้ เหมือนเนื้อไม้ที่สร้างกลองทีแรก. ถ้าเป็นสาวกภาษิตก็มีว่า เย เต สุตฺตนนฺตา อีกเหมือนกัน สุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด กวิกตา -ที่พวกนักปราชญ์ทำขึ้น; กาเวยฺยกา -เป็นไปในทำนองกาพย์ หมายความว่าคำที่ ร้อยกรองอันไพเราะ เรียกว่า กาพย์; กาเวยฺยา; จิตฺตกฺขรา จิตฺตปฺพยญฺชนา -มีตัวหนังสือ มีพยัญชนะ อันวิจิตรงดงาม สละสลวยชวนให้เพลิดเพลิน: พาหิรกา -นอกแนว คือนอก แนวของเรื่อง สุญญตา นี่เป็น สาวกภาสิตา-เป็นภาษิตของ พระสาวก.

น.64 ๖๐ ขอให้รู้จักแบ่งแยกกันอย่างนี้ก่อน แล้วสาวกภาษิตชั้นหลังนี้คือไม้ใหม่ ที่เอามาอุดมาเสริม มาซ่อมกลองใบนั้น จนปะปิดเนื้อไม้ของเก่าหมด ไม่มีเหลืออยู่เลย. เมื่อเรารู้ว่า ตถาคตภาสิต เป็นเรื่องสุญญตา สาวกภาสิตชั้นหลัง ๆ ที่ร้อยกรองกันให้ไพเราะนี้ ไม่เนื่องด้วยสุญญตาอย่างนี้แล้ว ก็ควรจะระลึกย้อนหลังกลับไปสู่เรื่องสุญญตาคือของเดิมของพระพุทธเจ้า มีทางที่จะทำได้ โดยการที่กลับไปสนใจศึกษาเรื่องสุญญตาอีกนั่นเอง. นี่ความหมายของคำว่าสุญญตา หรือที่มาของสุญญตามีอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องไม่มีอะไร, สูญเปล่า. ทีนี้จะอธิบายเรื่องสุญญตานั้น ในลักษณะที่ฆราวาสทั้งหลายจะเข้าใจได้ และโดยเฉพาะสมัยนี้ ถ้าจะเข้าใจเรื่องสุญญตาก็ต้องระลึกถึงพระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า "โลกนี้ว่าง, โลกนี้เป็นของว่าง" ท่านเข้าใจหรือยังก็ลองคิดดู; เด็ก ๆ คงจะไม่เชื่อ เพราะไม่เห็นว่าโลกนี้มันว่าง, เพราะว่าโลกนี้เต็มไปหมดด้วยสิ่งต่าง ๆ; ถ้าใครยังคิดอย่างนี้ คนนั้นก็ยังเป็นเด็ก. ถ้าเป็นคนโตมีปัญญาอย่างผู้ใหญ่ ก็จงใคร่ครวญดูตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่า "โลกนี้ว่างอย่างไร?" พระพุทธเจ้าตรัสว่า "โลกนี้ว่าง เพราะไม่มีสิ่งใดที่ควรยึดถือ

น.65 ๖๑ ว่าเป็นตัวตนหรือของตน" ขอย้ำอีกว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าโลกนี้ว่าง ก็เพราะว่าไม่มีสิ่งใดเลยที่ควรจะยึดถือว่าเป็นเราหรือเป็นของเรา" มันมีมากมายเต็มไปหมด เรื่องรูปธรรม, นามธรรม อย่างนั้นอย่างนี้ วิจิตรพิศดารอย่างยิ่งสวยงามอย่างยิ่ง แต่ไม่มีอะไรสักสิ่งเดียว ที่ควรจะถือว่าเป็นตัวตนหรือของตน. เมื่อมันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวตน หรือของตนอย่างนี้แล้ว จะเรียกว่า มันว่างหรือไม่ว่าง ก็ลองคิดดู. มันมีเกลื่อนกลาดไปหมด ก็แต่สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนหรือของตน ไม่ควรถือว่าตัวตนหรือของตน มันเป็นเหมือนกับมายา. ทำไมจึงเรียกว่ามายา ? เพราะมันเปลี่ยนแปลงเรื่อย มันไหลเรื่อย; เราเรียกกันในภาษาของพวกเราว่า "อนิจจัง". ภาษาของพวกอื่นเรียกว่า ไหลเรื่อย มันก็เหมือนกัน เช่นพวกกรี๊กใช้คำว่า "ไหลเรื่อย"; คือมีศาสดาพวกกรี๊กพ้องสมัยกับพระพุทธเจ้าในประเทศกริ๊กว่า "แพนทาเร (Panta Rhei)" Panta แปลว่า ทุกสิ่ง, Rhei แปลว่าไหล, ทุกสิ่งไหลเรื่อย. นี่พวกอื่นก็ยังมองเห็นว่า ทุกสิ่งไหลเรื่อย พวกเราก็มองเห็นว่า ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง. "อนิจจัง" ก็คือเปลี่ยนแปลงเรื่อย, มันก็คือไหลเรื่อย; เพราะฉะนั้นจึงถือว่าเป็นมายา เมื่อเป็นมายาก็ไม่มี

น.66 ๖๒ ส่วนที่จะถือว่า "เป็นตัวตนหรือเป็นของตน. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โลกนี้ว่างเพราะปราศจากสิ่งที่ควรถือว่าเป็นตัวตนหรือของตน; เราต้องศึกษาต้องเข้าใจในข้อแรกที่สุดนี้ก่อนว่า "โลกนี้ว่าง”. ทีนี้ก็มาถึง ข้อที่สองเกี่ยวกับจิต, เมื่อจิตประกอบไปด้วยปัญญา เห็นว่าโลกนี้ว่างจริงๆ; จิตนี้พลอยว่างไปด้วย คือจิตนี้จะไม่ไปเที่ยวยึดถือเอาอะไรเข้าว่าเป็นตัวเป็นตน จิตที่ไม่ยึดถืออะไรว่าเป็นตัวเป็นตน หรือกำลังไม่ยึดถืออะไรว่าเป็นตัวเป็นตนนี้ เราขอเรียกว่า จิตว่าง"; เพราะไม่มีคำอื่นที่ดีกว่านี้ จิตที่ไปจับฉวยอะไรไว้ เราเรียกว่า " จิตวุ่น" จิตที่ไม่ได้จับฉวยอะไรเอาไว้ด้วยความยึดถือด้วยอุปาทานนี้ เราเรียกว่า จิตว่าง; เหมือนกับมือของเราถ้าไปจับกุมอะไรอยู่เราเรียกว่า มือไม่ว่าง. ถ้ามือไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้จับกุมอะไรไว้ ก็เรียกว่ามือว่าง; นี่เปรียบได้อย่างนี้ จิตนี้ก็เหมือนกัน ถ้าไปมองเห็นอะไรด้วยความเข้าใจผิดว่า :- น่ารัก, น่ายึดถือ, น่าพอใจ อย่างนี้มันก็ไปจับฉวยเอาด้วยกิเลส, ด้วยอุปาทาน; เมื่อนั้นในจิตก็มีราคะบ้าง, มีโทสะบ้าง มีโมหะบ้าง แล้วแต่กรณี อย่างนี้เรียกว่าจิตไม่ว่าง. ทีนี้ถ้าว่ามันว่างจากการจับฉวย ไม่มีราคะ, โทสะ, โมหะ

น.67 ๖๓ ก็กลายเป็นจิตที่ว่าง; มันมีคำอธิบายอยู่ใน "สทฺธมฺม ปโชติกา" ภาคหนึ่ง กล่าวว่า ราคโทสโมเหหิ สุญฺญตตฺา สุญฺญโต" .– ชื่อว่า สุญญตา คือว่าง เพราะว่าว่างจากราคะ, โทสะ, โมหะทั้งหลาย, จิตในขณะนั้นว่างจาก ราคะ, โทสะ, โมหะ, เพราะจิตในขณะนั้นประกอบด้วยปัญญา เห็นว่า "โลกว่าง"; ด้วยเหตุนี้แหละ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสสอนว่า "จงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ" เหมือนอย่างสอนพระโมฆราชในโสฬสปัญหา ซึ่งทุกๆ คนก็แทบจะได้ยินอยู่แล้ว :– "สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสฺ โมฆราช สทา สโต" -ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติ เห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่เสมอไป". พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้ เมื่อเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง จิตก็ไม่มีที่ยึดถืออะไรด้วยอุปาทาน; เพราะฉะนั้นจึงเป็นจิตว่าง. จิตว่างนี้สบายที่สุด, ฉลาดเฉลียวที่สุด, คล่องแคล่วต่อการทำการงานที่สุด; เพราะว่ามันประกอบไปด้วยปัญญา ไม่ประกอบไปด้วยกิเลส. นี่ความว่างของจิตอย่างนี้เรียกว่า สุญญตา, เพราะฉะนั้น สุญญตาเป็นสิ่งที่ดีที่สุด, มีค่าที่สุด ประเสริฐที่สุดยิ่งกว่าสิ่งใด; แล้วคนโง่ ๆ เขลา ๆ ก็มาเข้าใจเสียว่า สุญญตานี้ก็คือความสูญเปล่าไม่มีอะไร,

น.68 ๖๔ อาตมาจึงต้องขอเรียกว่า นี้คือความโง่ของพวกพุทธบริษัท บางพวก และเป็นส่วนมากในสมัยนี้ จึงฟังคำว่า "โลกว่าง" นี้ไม่ถูก; แล้วฟังคำว่า "จิตว่าง" ก็ไม่ถูกเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น เราได้ใจความครั้งแรกว่า "โลกนี้ว่าง เพราะว่างจากตัวตน;" ได้ใจความถัดมาว่า "จิตว่างเพราะ ว่างจาก ราคะ โทสะ โมหะ." โดยเหตุที่จิตนี้ได้มองเห็นว่า โลกนี้ว่าง ไม่มีอะไรที่ควรยึดถือว่า ตัวตนของตน นี่คือ ความหมายของคำว่าสุญญตา; อันเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้เองเป็นเรื่องลึกซึ้ง มีความหมายลึกซึ้ง เป็น เรื่องที่จะช่วยคน ให้มีจิตใจอยู่เหนือการครอบงำของโลก และไม่มีความทุกข์เลย; เราจะเรียกเรื่องนี้ว่า อนัตตาก็ได มันก็มีความหมายอย่างเดียวกัน. อนัตตา-แปลว่าไม่มีตัวตน ก็คือว่างจากสิ่งที่เป็น ตัวเป็นตน หรือควรยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน; มันมีเยอะแยะ ไปหมดแต่เป็นสังขารธรรม คือสิ่งปรุงแต่งไหลเวียนเปลี่ยน แปลงเรื่อยไปนี้ มีเต็มทั่วไปหมด; แต่เป็นอนัตตาเพราะ ไม่มีส่วนใดที่ควรถือว่าเป็นตัวตน: เพราะฉะนั้นเรื่อง ไม่ ควรยึดมั่นถือมั่นนั้นแหละเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าง จึงไม่ ยึดมั่น เพราะไม่มีตัวตน จึงไม่ยึดมั่น.

น.69 ๖๕ เพราะฉะนั้นความสำคัญมัน จึงอยู่ที่ความไม่ยึดมั่นถือ มัน ถ้ายึดมั่นก็เป็นทุกข์; ถ้าไม่ยึดมั่นก็ไม่มีความทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านไม่ตรัสเรื่องอื่น ท่านตรัสว่า :- "ปุพฺเพ จาหํ ภิกฺขเจ เอตรหิจ ทุกฺขณเจว ปญฺญา- เปมิ ทุกฺขสฺส จ นิโรธํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่ก่อนนี้ ก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี ตถาคตบัญญัติเฉพาะเรื่องความทุกข์ และความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น" นี่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสเรื่องอื่น ไม่ได้พูดเรื่องอื่น ไม่ได้สอนเรื่องอื่น นอกจากเรื่องความทุกข์กับความดับ ทุกข์เท่านั้น; ทีนี้เราไปมัวสนใจเรื่องอื่นที่เป็นฝอยปลีก ย่อยออกไป ยกตัวอย่างเช่น ไม่มัวสนใจอย่างเป็นบ้า เป็นหลังว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด, อะไรไปเกิด พาไปเกิดได้อย่างไร. แต่ไม่สนใจในข้อที่ว่า เดี๋ยวนี้เกิดอยู่, เป็นทุกข์อยู่: จะดับทุกข์ได้อย่างไร นี้ไม่สนใจ. ก็แปลว่า ไม่สนใจเรื่องทุกข์และเรื่องความดับทุกข์โดยตรง แต่ไป สนใจเรื่องอื่นที่มันไกลออกไป ไกลออกไป ๆ ซึ่งไม่ใช่ เป็นเงื่อนต้นของความดับทุกข์; เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้า ท่านไม่เรียกว่า อาทิพรหมจรรย์ เรื่องชนิดนั้นไม่ใช่เงื่อน ต้นของพรหมจรรย์ เพราะมันชวนให้พูด ชวนให้ถก

น.70 ๖๖ ชวนให้เถียง จนไกลออกไปเรื่อย; ไม่มาสู่ปัญหาสำคัญ คือว่าทุกข์เป็นอย่างไร, ดับทุกข์เป็นอย่างไร; นี่เรียกว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนแต่เรื่องทุกข์กับความดับทุกข์. เรา อยู่ในโลก กำลังอยู่ในโลกนี้มันเป็นทุกข์ จะต้องรีบดับ ทุกข์โดยด่วน; เหมือนไฟไหม้บ้าน ต้องรีบดับไฟ อย่า ไปมัวถามว่า ใครจุด จุดเพราะเหตุอะไร; เอาอะไรมาจุด, มันโกรธเรื่องอะไร มันจึงมาจุด, มันมีนโยบายอย่างไร มันจึงได้จุด: นี้อย่าไปมัวถามให้เสียเวลา. ต้องรีบดับไฟ ทันทีให้ไฟมันดับดีกว่า แล้วมันก็หมดเรื่องกัน; เพราะ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงกำชับและให้สนใจเรื่องทุกข์ กับ ความดับทุกข์; เพราะว่าเมื่อศึกษาเรื่องความดับทุกข์ถึงที่ สุด, สนใจแต่เรื่องความดับทุกข์ถึงที่สุด ท่านจะพบเรื่อง อนัตตา คือไม่มีตัวตนหรือเรื่องว่าง คือไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มีตน ไม่มีเราไม่มีเขา; นั้นมันเป็นมายา มันมีแต่สังขาร ที่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่คน. ทีนี้ พอรู้เรื่องไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่คน มันก็ไม่มีใครตาย ใครเกิด; แม้ที่นั่งอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้มีใครเกิดอยู่; แล้วจะไป ถามว่าตายแล้วเกิดหรือไม่ เกิดอย่างไร มันเป็นปัญหา ที่บ้าที่สุด ที่บอที่สุด ที่เสียเวลาที่สุด; เพราะว่าที่แท้มัน

น.71 ๖๗ ไม่มีคน ก็ไม่มีคนเกิด ไม่มีคนตาย. สิ่งที่เรียกว่าคนนั้น เป็นเพียงความเข้าใจผิด ความโง่ ความหลง ไปยึดมั่น สังขารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่กำลังไหลเวียนเปลี่ยนแปลงว่าคน; แล้วก็ไปหลงสำคัญผิดว่ากิริยาอย่างนั้นเรียกว่าเกิด, กิริยา อย่างนั้นเรียกว่าแก่, กิริยาอย่างนั้นเรียกว่าตาย; เพราะ ฉะนั้นคำว่าเกิด แก่ เจ็บ ตายนี้ มีขึ้นมาได้เพราะความ ยึดมั่นถือมั่นในเรื่อง "คน" ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงการ เปลี่ยนแปลงอย่างนั้น ๆๆ ๆ เป็นแต่เพียงความเปลี่ยน- แปลงของสังขาร. ทีนี้เรามาเข้าใจผิดด้วยความยึดมั่นถือมั่น ก็เรียกว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ด้วย ความยึดมั่นถือมั่น อย่างนี้มันก็เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที. ความ เกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ก็ เพราะว่าในความเกิด ความแก่ ความตายนั้น มันมีความ ยึดมั่นด้วยอุปาทาน; ถ้าไม่ยึดมั่น มันเป็นเพียงการไหล เวียนแห่งสังขาร ไม่มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย. พระพุทธเจ้าท่านประสงค์จะให้รู้ความจริงข้อนี้ ว่า คนไม่มี สัตว์ไม่มี มีแต่สังขารที่ไหลเวียนเปลี่ยนไป ตามเหตุ ตามปัจจัย. พอเราปฏิบัติถึงความดับทุกข์สิ้นเชิง เห็นคนไม่มี; อะไรเกี่ยวกับคน ๆ นี้ก็ไม่มี ปัญหาที่ถามว่า

น.72 ๖๘ เกิดหรือไม่เกิดมันก็หมดไป; มันไม่มี มันไม่เกิดมาเป็น ปัญหาขึ้นได้; แล้วเราเองก็หมดปัญหา เพราะว่าเดี๋ยวนี้ ไม่มีความทุกข์แล้ว; นี่คือประโยชน์ของการศึกษาเรื่องว่าง เรื่องอนัตตา เรื่องสุญญตา เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นอย่างนี้. ทีนี้ ท่านคงจะถามว่า จะปฏิบัติอย่างไร ชั่วเวลาเล็ก น้อยก็จะตอบว่า การปฏิบัตินั้นให้แบ่งออกเป็น ๓ ระยะ :- ระยะแรก คือตามปกติ อยู่กันอย่างนี้ ตามปกติ ไม่ได้กระทบอารมณ์ นี่เรียกว่า ในระยะแรกก็ให้มีปัญญา ให้มีปัญญาอยู่เป็นประจำ ศึกษา พินิจพิจารณาว่า โลกว่าง. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โลกว่างนั้น มันว่างอย่างไร; แล้วจิตมันไปยึดมั่นถือมั่นเข้า มันเป็นจิตวนอย่างไร; จิต ไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะเห็นว่าโลกว่าง เป็นจิตว่างนี้มัน เป็นอย่างไร; นี่ศึกษาข้อนี้อยู่เป็นประจำ, ปรึกษาหารือ กันอยู่เป็นประจำ ถกเถียงคุ้ยเขี่ยกันอยู่เป็นประจำ จนมอง เห็นจริงตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โลกนี้ว่าง. เราจะ ศึกษาในแง่ของปริยัติในแง่ของทฤษฎี หรืออะไรก็ได้ แต่ให้เข้าใจเรื่องคำว่า โลกนี้ว่าง; นี่เรียกว่า ทำปัญญาอยู่ เป็นประจำ. อย่าลืมว่าปัญญาต้องมาก่อนเรื่องอื่น ในการ ปฏิบัติทั้งหลายแหล่ทั้งหมดทั้งสิ้น ต้องเอาปัญญาออกมา

น.73 ๖๙ ก่อน; ถ้าเอาเรื่องศีล เรื่องอะไรออกมาก่อน แล้วมันจะ เขวออกนอกทาง, เป็นศีลที่เขวออกนอกทางได้; แม้แต่ การทำทานก็เหมือนกัน การให้ทานก็ต้องเอาปัญญา มาก่อน จึงจะให้ทานถูกต้องไม่เป็นทานที่เขว ทานที่เขว นั้นนำไปสู่ความทุกข์ก็ได้, ศีลที่เขานำไปสู่ความทุกข์ก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องเอาปัญญามาก่อน ให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือโลกนี้เป็นของว่าง เช่นนี้ กันเสียก่อน แล้วความมุ่งมาดปรารถนามันก็ถูกต้อง. เพื่อจะเอาชนะโลกที่ว่าง, เพื่อไม่ให้เป็นทุกข์อย่างนี้ ก็ปฏิบัติในเรื่องทาน เรื่องศีล; เพื่อกำจัดกิเลส เพื่อกำจัด ความยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น; ถ้าไม่อย่างนั้นละก็ จะให้ทาน เพื่อแลกเอาวิมาน เอาสวรรค์; รักษาศีลเพื่อไปเกิดใน สวรรค์ เกิดสวย เกิดรวย . อย่างนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา สามัญ ไม่วิเศษที่ตรงไหน. แต่ถ้ารู้เรื่องโลกว่าง ไม่มี อะไรยึดถือ แต่จิตมันจะยึดถืออยู่เรื่อย ก็จงให้ทาน รักษาศีลเพื่อกำจัดความยึดถือกำจัดความตระหนี่, ความ ยึดเอาเป็นของตนนี้เรื่อยๆ ไป; เพราะเหตุเช่นนี้จึงมีหลัก ว่า ปัญญาต้องมาก่อน.

น.74 ๗๐ ท่านจะเห็นได้ด้วยตนเองว่า ในพระพุทธภาษิตที่ สำคัญ ที่เป็นหลักปฏิบัติ เช่น มรรคมีองค์แปด - สัมมา- ทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป นี้มาก่อน อย่างนี้เป็นปัญญา; มาเป็น เข็มทิศ มาเป็นการกรุยทางที่ดี; แล้วจึงมาถึงศีล คือ สัมมาวาจา, สัมมากัมมันโต, สัมมาอาชีโว; แล้วก็มาถึง ส่วนสมาธิ, คือ สัมมาวายาโม, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ. ศีลกับสมาธิตามหลังมา. ปัญญานำหน้า เพื่อให้ศีล และสมาธิถูกทาง; เมื่อศีลสมาธิถูกทาง มันก็ส่งเสริม ปัญญาให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก: เมื่อปัญญาสูงยิ่งขึ้นไปอีก มันก็ทำให้ศีลสมาธิสูงขึ้นไปอีก; มันวนเวียนส่งเสริม ซึ่งกันและกันอย่างนี้ วันหนึ่งมันก็บรรลุธรรมะในระดับ สูงสุด. นี้เรียกว่าถ้าพูดเป็นหลักปฏิบัติแล้วก็ต้องพูดว่า ปัญญาแล้วศีล แล้วสมาธิ; ข้อเท็จจริงหรือพฤตินัยเป็น อย่างนี้; แต่โดยนิตินัยนั้นเรามักจะพูดกันว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เรียงตามลำดับคุณค่าที่มีมากและน้อย สูงและต่ำ; แล้วก็เคยชินกันแต่ว่า ศีลสมาธิปัญญาเสียเรื่อยไป พอถึง คราวปฏิบัติก็ตั้งหน้าตั้งตาแต่เรื่องศีลอย่างงมงาย หลับหู หลับตา เพราะไม่มีปัญญา อย่างนี้ รักษาศีลจนตาย ก็ไม่มีศีล มีแต่ท่าทาง มีแต่พิธี มีแต่ระเบียบ; ลองให้ มีปัญญานำหน้า ศีลจะมีประโยชน์ ตั้งแต่ขณะที่แรกรักษา

น.75 ๗๑ คือจะขูดเกลาความยึดมั่นถือมั่น เพราะฉะนั้นจึงมีหลักใน ทางปฏิบัติทั่วไปว่า เอาปัญญามาก่อน. ปญฺญา หิ เสฏฺฐา กุสลา วทนฺติ; พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ปัญญาเป็นของประเสริฐที่สุด นอกนั้นเป็น บริวารของปัญญา; ฉะนั้นเรื่องเกี่ยวกับความว่างนี้ ในชั้นแรก จะต้องศึกษาคุ้ยเขี่ยกันอยู่เรื่อยๆ ด้วยปัญญา ว่ามันว่างอย่างไร; พอวุ่นขึ้นมาแล้วเป็นทุกข์อย่างไร: พอว่างแล้วก็ไม่มีความทุกข์อย่างไร; กระทั่งเห็นว่า หัวใจ ของพุทธศาสนาคือเรื่องความว่าง เหมือนกับที่ได้กล่าว ตอนต้น; นี่เรียกว่า การปฏิบัติในระดับแรกทำปัญญา อยู่เป็นประจำ. อันดับที่สอง การปฏิบัติก็คือ ทำสติสัมปชัญญะ หรือสมาธิ นั่นเอง. เราจะต้องทำ สติ หมายความว่า เมื่อมีอารมณ์มากระทบ การปฏิบัติขั้นที่สองนี้ เมื่อมี อารมณ์มากระทบ; ส่วนการปฏิบัติขั้นที่หนึ่ง คือในเมื่อ เราเตรียมตัวอยู่ในเวลาปกติ ยังไม่มีอารมณ์มากระทบ การปฏิบัติข้อสองคือ เมื่อมีอารมณ์มากระทบจะต้องมีสติ มีสัมปชัญญะ สตินี้ก็ไม่ใช่อะไรอื่น คือปัญญานั้นเอง ที่วิ่งมาช่วยทันท่วงที; สติก็ระลึกถึงการรู้ความจริงสิ่งถูก ต้องว่าอะไรเป็นอย่างไร อย่างนี้เรียกว่าสติ; เพราะฉะนั้น

น.76 ๗๒ สติกับปัญญานั้นมันแยกกันไม่ได้. ระลึกได้ก็คือ ระลึกด้วยปัญญา นั่นแหละมา เช่นระลึกว่า "โลกนี้ว่าง อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเข้า" นี้ก็เรียกว่า ตัวความรู้นั้นเป็นปัญญ ตัวการระลึกความรู้ออกมาได้นั้น เรียกว่าสติ. เพราะฉะนั้นปัญญาเปรียบเหมือนอาวุธที่เก็บไว้ในบ้านในเรือน ; สตินั้นเหมือนกับเอามาใช้ ขณะที่เอามาใช้นั้นเป็นสติ ขณะที่เก็บไว้เฉยๆ เป็นปัญญา ; เพราะฉะนั้นปัญญาเฉยๆ ไม่เอามาใช้ด้วยสติ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ; เหมือนมีอาวุธไว้ป้องกันตัว เก็บไว้บนเรือนเฉย ๆ ไม่ได้เอามาใช้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร. ข้าศึก ก็คือ อารมณ์ที่มากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง ทางใจ หกอย่างนี้ ; ที่เรียกว่าข้าศึกก็เพราะว่า มันจะมาทำอันตรายให้เกิดความทุกข์ ; เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำให้ดี อย่าให้มันเป็นอันตรายขึ้นมา กำจัดมันเสีย หรือให้กลายเป็นประโยชน์เป็นมิตร เป็นเพื่อนไปเสียเลย. ขอบอกกล่าวว่า อารมณ์ที่มากระทบ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมมารมณ์ที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ ตามปกตินั้นมันเป็นข้าศึก; เพราะว่าคนตาม ปกติ นั้น โง่ นั้น หลง ไม่รู้แม้แต่เรื่องสุญญตา; และคน

น.77 ๗๓ ตามปกตินั้นมีอวิชชา มีโมหะ มีความหลง แล้ว รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสเข้ามา ก็เข้ามาเป็นศัตรู ทำบุคคลผู้นั้นให้เป็นทุกข์. แต่ถ้าตามปกติคนเรามีสติปัญญาแล้ว รูป เสียง กลิ่น รส นั้นจะเข้ามาในฐานะเป็นเครื่องมือรับใช้อำนวยความสะดวกสบายก็มี; เข้ามาในฐานะเป็นการศึกษาให้เราได้ศึกษามัน เข้าใจมันยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็มี นี่มันกลับมาทำประโยชน์ให้แก่เรา ไม่ใช่มาทำให้เราเดือดร้อนเสียหายอะไร. แต่ เพราะความโง่ ความเขลา ความหลง ความไม่รู้ของเราในเรื่องหลักธรรมะ จึงต้อนรับอารมณ์เหล่านั้นมาในฐานะเป็นเครื่องทำลายตัวเอง; หรือว่า ทำตัวเองให้เป็นทุกข์; ทีนี้เราก็มีทาง ป้องกันได้ด้วยปัญญาและสติ; ไม่รับเอามันมาในฐานะที่เป็นเครื่องให้เกิดทุกข์; แต่เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการศึกษา เกิดความรู้ความเข้าใจ ว่าสิ่งนี้เป็นอย่างไร จนมันไม่อาจจะทำให้เป็นทุกข์แก่เราได้. ในการที่จะรู้ว่าสิ่งนี้เป็นอะไรนั้น พระพุทธเจ้าท่านแนะให้สังเกตอย่างน้อย ๓ อย่างว่า :- สิ่งนี้มันมีความ ยั่วยวนอย่างไร เขาเรียกว่า อัสสาทะ มันมีอัสสาทะอย่างไร; แล้วก็สิ่งนี้มันมีโทษหรือมีพิษร้ายอย่างไร โทษหรือพิษร้าย นี้เรียกว่า อาทีนวะ; แล้วสิ่งนี้เรามีอุบายวิธีที่จะเอาชนะ

น.78 ๗๔ มันได้อย่างไร อุบายวิธีนี้เรียกว่า นิสสรณะ; เพราะฉะนั้นขอให้จดจำไว้ว่า การที่เราจะศึกษาสิ่งใดที่เป็นเรื่องสำคัญ เราต้องตั้งปัญหาขึ้น ๓ ประการนี้เป็นอย่างน้อย ว่าอัสสาทะของมันเป็นอย่างไร อาทีนวะของมันเป็นอย่างไร และนิสสรณะของมันเป็นอย่างไร. ยกตัวอย่างว่า เงิน-เงินที่เราชอบกันมากนี้ ทำงานเพื่อเงินนี้ เพราะเราชอบเงิน; เงินนี้มีอัสสาทะ คือเสน่ห์หรือมายาดึงดูดใจคนอย่างไร; แล้วเงินนี้มีอาทีนวะ คือโทษอันร้ายการเลวทรามอย่างไร; แล้วเงินนี้มันมีนิสสรณะคือทางที่เราจะอยู่เหนือเงิน เอาชนะเงินให้จนได้นี้มันเป็นอย่างไร; ถ้ารู้ครบทั้งสามอย่างนี้แล้ว เป็นอันว่าปลอดภัยและเรียกว่าเป็นผู้ที่รู้จริง. ในเรื่องอารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อย่างนี้ก็เหมือนกัน ต้องรู้ว่า อัสสาทะคือเสน่ห์ของมันเป็นอย่างไร; อาทีนวะ คือพิษร้ายที่มันซ่อนไว้เบื้องหลังนั้นเป็นอย่างไร; แล้วนิสสรณะ คืออุบายที่จะออกไปเสียได้จากอารมณ์เหล่านี้ คืออย่าให้ทำอะไรเราได้นั้นเป็นอย่างไร. เหมือนปลาตัวหนึ่งมองเห็นเหยื่อที่เกี่ยวเบ็ดอยู่ พอรู้ว่าเหยื่อนี้อร่อย มีอัสสาทะอร่อย; แต่ว่าเหยื่อนี้มันมีอาที่นวะ คือ

น.79 ๗๕ เบ็ดอยู่ข้างใน; ทีนี้นิสสรณะ ก็คืออย่าไปกินมันเข้า ปลาตัวนั้นก็ไม่กินเบ็ด ไม่กินเหยื่อ มันก็ไม่ติดเบ็ด. มนุษย์เราเปรียบเหมือนกับปลา เวียนว่ายอยู่ในน้ำ คือวัฏฏสงสาร โดยมากโง่ กินเหยื่อและติดเบ็ดเข้าไปด้วย; มันควรจะเป็นปลาที่ฉลาดรู้ว่า อัสสาทะเป็นอย่างไร; อาทีนวะเป็นอย่างไร, นิสสรณะเป็นอย่างไร; แล้วก็อยู่ในโลกนี้โดยไม่ต้องจมโลก ไม่ต้องกินเหยื่อในโลก แต่ขึ้นเหนือโลกนั่นแหละเขาเรียกว่าโลกุตตระ. ถ้าจมน้ำกินเหยื่อติดเบ็ดตายอยู่ในน้ำ เกิดอยู่ในน้ำเรื่อยไป ก็เรียกว่าเป็นโลกียะ คือจมโลก หรืออยู่ใต้โลก เป็นปลาโง่; ถ้านานเข้ามันก็ควรจะฉลาดรู้ว่า เหยื่อเป็นอย่างไร เบ็ดเป็นอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะกินแต่เหยื่อแล้วไม่ติดเบ็ด. นี่คือข้อที่ว่าเราจะบริโภค รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสธรรมารมณ์อย่างไร จึงจะไม่เกิดทุกข์; อย่างนี้เรียกว่ารู้จักแต่เหยื่อเป็นอาหารแล้วไม่ติดเบ็ด. ฉะนั้น คำว่า "เหยื่อ" กับ คำว่า "อาหาร" นั้นต่างกัน เหยื่อ คือล่อให้ติดเบ็ดและเป็นทุกข์; อาหารเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องกิน เพื่อบำรุงรักษาชีวิตไว้ สืบอายุไว้

น.80 ๗๖ เพราะฉะนั้นเราไปทำ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เหล่านั้น ให้เป็นอาหาร อย่าทำให้เป็นเหยื่อ : นี้เรียกว่ามีอุบาย ถือเอานิสสรณะเหล่านั้น ไม่ติดเบ็ด แต่ได้กินเหยื่อเป็น อาหาร เปลี่ยนสภาพเหยื่อให้เป็นอาหาร การทำอย่างนี้ ทำได้เพราะมีสติ เพราะมีสัมปชัญญะ เมื่อเผชิญกันเข้า กับเหยื่อ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เป็นเหยื่อ ในโลก หรือบางทีก็เรียกว่า มารเถยยะ คือบ่วงมารซึ่งมี ลักษณะเป็นพวงดอกไม้ บ่วงมารต้องมีลักษณะสวยสด งดงาม หอมหวน ไพเราะ เป็นพวงดอกไม้; แต่แล้วมัน เป็นบ่วงที่จะผูกคอมนุษย์ ลากไปสู่ความทุกข์; นี่เราไม่กิน เหยื่อ เราไม่ติดบ่วงมารเพราะมีสติ. พอมีอารมณ์ทางตา ทางหูมากระทบก็สักว่ากระทบ อย่าไปตะครุบเอาด้วยตัณหา และอุปาทาน แล้วมีตัวตนของตน เกิดรัก เกิดโกรธ เกิดเกลียด เกิดกลัว เกิดหลงใหลต่างๆ ก็ต้องมีความ ทุกข์; แต่ให้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร มันเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร ควรจัดการกับมันไหม ถ้าไม่ควรก็ไม่ต้องจัดการอะไรเลย. ถ้าจะต้องจัดการกับมันอย่างไร เช่นเปลี่ยนเหยื่อให้เป็น อาหารก็ทำไป เปลี่ยนเหยื่อให้เป็นอาหาร; นี้รวมความว่า ถ้าไม่ต้องจัดต้องทำก็อย่าไปทำมันเลย อยู่สบาย ๆ นิ่ง ๆ

น.81 ๗๗ แต่ถ้าต้องจัดต้องทำเพราะมีหน้าที่ เพราะสัมพันธ์กัน เกี่ยวข้องกัน ก็จัดก็ทำไปด้วยสติสัมปชัญญะ; สิ่งเหล่านั้น ก็กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เป็นการศึกษาไปบ้าง เป็น อาหารไปบ้าง เป็นอะไรไปบ้างในทางที่จะเป็นประโยชน์. ขั้นที่สอง นี้ เรียกว่า มีสติสัมปชัญญะ อย่างนี้ แต่ แล้วก็ต้องรวมธรรมะที่เนื่องกัน เช่น สัญญมะ - ความ สำรวม; เราจะต้องมีความสำรวมจึงจะมีสติ เพราะฉะนั้น จึงต้องมีศีล จึงจะมีสติ หรือความสำรวมนั้นเอง เป็นทั้งสติ เป็นทั้งศีล. ข้อนี้อยากจะแนะว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นไม่แยกกัน ในทางปฏิบัติที่สำเร็จประโยชน์จริงนั้นไม่อาจจะแยกกัน; ใครถือว่าแยกกันได้ คนนั้นเป็นคนโง่ที่สุด ในพระพุทธ- ศาสนาเราไม่อาจจะแยกศีลออกไปจากสมาธิหรือปัญญา ไม่ อาจแยกปัญญาออกไปจากศีลหรือสมาธิ เพราะมันเป็นไป ไม่ได้; ศีลมันต้องมีปัญญาควบคุม และความมุ่งมั่นที่จะให้ มีศีลนั้นมันก็เป็นสมาธิ ขอให้เข้าใจอย่างนี้ เราจะรักษาศีล โดยไม่มีความมุ่งมั่นนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะความมุ่งมั่นนั้น เป็นสมาธิ; แล้วความรู้เรื่องศีลว่าคืออะไร เป็นอย่างไร นั้นเป็นปัญญา นี่รักษาศีลอย่างนี้จึงเป็นศีลในพุทธศาสนา

น.82 ๗๘ ถ้าผิดจากนี้เป็นเพียงพิธีรีตรอง ไม่เป็นพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นเมื่อเราทำสติ ที่จะเห็นโลกเป็นของว่างอย่าง เดียวเท่านั้น มันมีทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา. รู้ว่าโลกเป็นของว่างนี้เป็น ปัญญา พออารมณ์มา กระทบมีสตินี้เป็น สมาธิ แล้วสำรวมระวังไว้อย่างนี้เสมอ นี้เป็น ศีล; ความสำรวมระวังนั้นคือศีล หรือ เมื่อกำหนด ลมหายใจ การตั้งความกำหนด บังคับตัวเองให้กำหนด ลมหายใจนี้เป็นศีล; ความที่กำหนดอยู่ได้นั้นเป็นสมาธิ: การรู้ลักษณะของลมหายใจว่าเป็นอย่างไร เช่นความไม่ เที่ยงเป็นต้นนี้เป็นปัญญา เพราะฉะนั้นจึงมีทั้งศีล สมาธิ ปัญญา เต็มเปี่ยมอยู่ในการกำหนดลมหายใจ, กิริยา อย่างนี้เรียกว่า สมังคี คือถึงพร้อมด้วยองค์สม่ำเสมอครบ ถ้วน; เช่นมรรคมีองค์แปดต้องครบทั้งแปดองค์ เป็นอัน เดียวกันสม่ำเสมอครบถ้วนเรียกว่า สมังคี. ศีลสมาธิปัญญา นี้ก็ต้องสมังคี จึงจะเป็นศีล สมาธิ ปัญญาในพระพุทธ- ศาสนา ขืนแยกกันก็จะไม่มีเหลือสักอย่างเดียว. จึงขออภัย ที่กล่าวว่า ใครถือว่าแยกกันได้ และปฏิบัติแยกกัน คนนั้น เป็นคนโง่ที่สุดในพระพุทธศาสนา; เขาเป็นผู้ทำสิ่งที่เป็น ไปไม่ได้ และไม่มีประโยชน์อะไรเลย; เพราะฉะนั้น

น.83 ๗๙ ขอให้สนใจที่จะทำให้ สำเร็จประโยชน์ในการทำสติ- สัมปชัญญะ นี้มีทั้งปัญญา มีทั้งศีล. ทีนี้ อีกอย่างหนึ่ง เราจะต้องใช้อุบาย กิเลสนี้มัน ตลบแตลง: เพราะฉะนั้นเราจะต้องใช้อุบายให้มันสมกัน กับที่กิเลสนี้มันเป็นมายา มันตลบแตลง. อย่างเสือนี้ถ้าเรา เข้าไปสู้มันซึ่งหน้า มันกัดเราตาย แต่ถ้าเราใช้อุบาย การดัก, การลอบทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เสือก็ตายได้; เราก็ไม่ต้องตาย. กิเลสนี้มันร้ายยิ่งกว่าเสือ มันใหญ่โตกว่า เสือ มันดุร้ายกว่าเสือ เข้าไปซึ่งหน้าแล้วเราก็จะแย่ เราจะ ต้องใช้อุบายวิธี อุบายวิธีคือหลักธรรมะของพระพุทธเจ้า. ตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ถ้าภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่างจากพระ- อรหันต์’; ฟังดูคล้ายกับไม่ได้ทำอะไร :- สเจ เม ภิกฺขเว ภิกฺขู สมฺมา วิหเรยฺยุํ- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเหล่านี้ พึงอยู่โดยชอบไซร้; อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส - โลกนี้ ก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์. "โลกนี้ไม่ว่างจากพระอรหันต์ ด้วยเหตุสักว่า ภิกษุทั้งหลายอยู่โดยชอบ" ; แต่คำว่า “อยู่โดยชอบ" นี้ มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ มันเป็นอุบาย ที่ลึกซึ้ง; แต่พูดว่าอยู่โดยชอบนี้ ฟังดูคล้าย ๆ กับว่าเล่นๆ

น.84 ๘๐ อยู่เล่น ๆ ไปอย่างนั้น, อยู่โดยชอบเล่น ๆ ไป มันไม่ใช่ อย่างนั้น นี่แหละ คือลักษณะของสิ่งที่เรียกว่าอุบาย. อุบายเป็นอยู่โดยชอบ นี้หมายความว่า เป็นอยู่ด้วย สติปัญญา ที่เห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ; มีสติ ที่จะทำจิตให้ว่างอยู่เสมอ มองเห็นโลกโดยความเป็นของ ว่าง แล้วก็ไม่อยากจะเอาอะไรเป็นอะไรด้วยตัณหาอุปาทาน คือไม่มีอุปาทาน อยู่ด้วยจิตว่างอย่างนี้แหละเรียกว่า อยู่ชอบ พึงอยู่โดยชอบ เป็นอยู่โดยชอบ นี้เป็นอุบาย; เพราะว่า เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ กิเลสไม่ได้กินอาหาร ไม่มีทางที่กิเลส จะได้กินอาหารจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์. รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เกิดขึ้น ในฐานะที่จะเป็นเหยื่อของกิเลส; เรากำจัดด้วยจิตที่ว่าง นี้มันไม่อาจจะเป็นเหยื่อของกิเลสได้; แต่มันกลายไปเป็น เหยื่อของปัญญา ทำให้รู้แจ้งยิ่งขึ้นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างไร เหตุการณ์นี้เป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไรไปเสีย. ทีนี้กิเลสไม่ได้กินอาหาร ไม่เท่าไรมันก็ซูบผอม คือ อ่อนกำลังลง และไม่เท่าไรมันก็สิ้นไป; เหมือนกับว่าเสือ ตัวหนึ่ง ถ้าเราช่วยกันล้อมไว้ ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ให้ อาหารเข้าไปหาเสือได้เลย เสือก็ออกมาหาอาหารไม่ได้;

น.85 ๘๑ ไม่เท่าไรอาหารที่มีอยู่ในที่ล้อมอยู่กับเสือนั้น มันก็หมดไป อาหารข้างนอกเข้าไปไม่ได้ เสื้อมันก็ไม่มีทางที่จะได้กิน อาหาร มันก็จะผอมลงๆ แล้ววันหนึ่งมันจะต้องตาย. ภิกษุนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเป็นอยู่โดยชอบ ในลักษณะ อย่างที่กิเลสไม่ได้กินอาหาร เพราะมีจิตว่างอยู่เป็นประจำ แล้ว กิเลสก็จะต้องเหือดแห้งลง, เหือดแห้งลง และสิ้นไป; นี่เป็นอยู่ชอบอย่างนี้โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์. ขออ้างคำว่า "อสฺญฺโญ" แปลว่าไม่ว่าง, อสุญฺโญ โลเก อรหฺเตหิ อสฺสฺ สฺญฺญ-แปลว่าว่าง, อสฺญฺญ-แปลว่า ไม่ว่าง; โลกนี้ก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ นี้เรียกว่าอุบาย วิธี. อีกแง่หนึ่งก็คือ การปฏิบัตินี้จะต้องทำจนชินเป็นนิสัย; ช่วยจำคำว่าต้องทำจนชินเป็นนิสัย, ไม่ใช่ว่าวันพระมาที่นี่ ทีหนึ่งแล้วก็นึกกันนิด ๆ หน่อย ๆ กลับไปบ้านก็เลิกกัน ไป แล้ววันพระก็มาอีก อย่างนี้ทำจนตายก็ไม่ชินเป็น นิสัย. มัน จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องอยู่เป็นประจำ ทั้งที่วัดทั้งที่บ้าน ทั้งที่ ไหนก็ตามใจจนเคยชินเป็นนิสัย จนสามารถจะมีสติได้ โดยไร้สำนึก โดยภายใต้สำนึก,

น.86 ๘๒ ข้อนี้จะยกตัวอย่างเหมือนว่า พอเราตื่นนอนขึ้นมา เราก็ไปล้างหน้า แปรงฟัน แล้วตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ นี่ทำไป ได้โดยจิตใต้สำนึก ไม่ต้องตั้งเจตนา; ทีแรก ๆ เมื่อไม่เคย ต้องตั้งเจตนา ตื่นขึ้น เตือนตัวเองให้ไปล้างหน้า ให้ไป แปรงฟัน แต่พอทำไปจนชินเป็นนิสัยแล้ว ไม่ต้องมีเจตนา ทำไปได้ ล้างหน้าแปรงฟัน ด้วยความเคยชิน นั่นมันสำเร็จ ประโยชน์เต็มที่อย่างนั้นมันไม่ทุกข์ มันไม่ลำบาก มันไม่ ต้องยุ่งยาก. ทีนี้เรื่อง สติ ก็เหมือนกัน ต้องทำให้เป็นอย่างนั้น ที่ ใกล้ชิดเข้ามาอีกอย่างหนึ่ง ก็เหมือนกับการขับรถ; ที่นั่งกัน อยู่ที่นี่ ใครขับรถยนต์เป็นจนชำนาญ; ลองคิดดู. เมื่อแรก ขับรถ มันต้องมีความระมัดระวังมาก แทบจะไม่มีระยะว่าง เป็นงานที่ยากลำบากอย่างยิ่ง; แม้แต่ขี่รถจักรยาน อย่าว่าแต่ จะขับรถยนต์เลย ไหนจะไปชนเขา ไหนอะไรจะเป็นอย่าง นั้นอย่างนี้ ต้องมีสติมาก; แต่ขับไปหลายๆ ปีเข้า เป็น ๒๐ ปี ๓๐ ปีเข้า เกิดความเคยชิน อะไรผ่านแวบวับมาอย่างนี้ ก็เหยียบเบรคได้เอง อะไรได้เอง โดยความเคยชิน ไม่ต้อง มีเจตนา แล้วก็สบาย แล้วก็ปลอดภัยที่สุดด้วย. นี่คือความ เคยชินเกิดขึ้นเพราะกระทำมามาก กระทำมานาน โดยบท ว่า;- ภาวิตา พหุลีกตา -นี้ ทำให้มาก ทำให้ชำนาญอย่างนี้

น.87 ๘ ๓ แล้วมันสบายเท่าไร; แล้วไปเปรียบเทียบดูกับคนที่แรกหัด ขับรถยนต์วันนี้ เดือนนี้ดูซิ มันต่างกันเท่าไร; มันต้องมี ความระมัดระวังสำรวมมากเท่าไร นี่ ปฏิบัติธรรมะ ก็ เหมือนกัน ต้องทนทำจนมีความเคยชินเป็นนิสัย. เดี๋ยวนี้ไม่ เป็นอย่างนั้นไม่ได้ทำจนเคยชินเป็นนิสัย ทำอย่างหลอกตัว เองอย่างขอไปที อย่างเพื่ออวดสังคมบ้างอะไรบ้าง ทำนอง นี้ หรือเพราะไม่รู้จะทำอะไร; หรือเพราะหวาดกลัวว่า ตาย แล้วจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ อุตส่าห์ทำๆ ไว้บ้าง อย่างนี้ไม่เกิด ความถูกต้อง ไม่เกิดความเคยชิน ไม่เกิดผลที่สมบูรณ์ได้. ฉะนั้น ขอให้มีความคิดที่จะทำจนเคยชินเป็นนิสัย เหมือนกับที่ว่า เราทำงานต่าง ๆ จนเคยชินเป็นนิสัย ไม่ ต้องมีเจตนา; การปฏิบัติที่ชินถึงขนาดไม่ต้องมีเจตนา นี้ เป็นโลกุตตระ; ถ้ายังต้องตั้งเจตนาควบคุมอยู่ ยังเป็น โลกียะ อยู่เรื่อยไป. นี่คือขั้นที่สองที่ว่า ต้องมีสติ. สตินี้ ต้องมีความสำรวม มีสัญญมะ มีอุบาย, มีการกระทำให้ชิน เป็นนิสัย จึงจะเป็นสติจริง ๆ ; ไม่อย่างนั้นจะเป็นเพียงสติ ที่ล้มลุกคลุกคลาน หรือไม่อย่างนั้นจะเป็นสติเพียงระเบียบ พิธีรีตรอง, ท่าทาง เท่านั้นเอง ใช้ไม่ได้ ต้องเป็นสติจริง ๆ นี่เป็นขั้นที่สอง.

น.88 ๘๔ ขั้นที่สาม เราจะต้องรู้ไว้ว่า เมื่อเราได้ทำพลาดไป เพราะว่าครั้งแรก ๆ จะต้องพลาด เช่นหัดขี่รถจักรยาน หัด ขับรถยนต์นี้จะต้องมีการพลาดในตอนแรก ๆ ; ในการทำ สติไม่ให้ไปยึดมั่นนั่นนี่ ว่าเป็นตัวกู-ของกู นี่ก็เหมือนกัน มันพลาดอยู่เรื่อย ขั้นที่สามนี้ เมื่อมีการพลาด อย่างนี้ ต้องมี ความละอาย ต้องมีความกลัว คือต้องมีหิริและมีโอตตัปปะ รู้จักละอายกันเสียบ้าง รู้จักกลัวกันเสียบ้าง. เดี๋ยวนี้เป็นคน หน้าด้าน ไม่รู้จักอายุ; แล้วเป็นคนเย่อหยิ่ง ทะนง อวดดี ไม่รู้จักกลัว คือ ไม่มีหิริ และโอตตัปปะ ทั้งนี้ก็เพราะถือ เสียว่า เรื่องกิเลสเกิดตัวกู-ของกู ในใจเป็นทุกข์นี้ไม่มีใคร เห็น เพราะฉะนั้น ไม่ต้องละอาย นี่มันคือความเข้าใจผิด. ถ้าเป็นพุทธบริษัทจริง แม้ไม่มีใครเห็น ก็ต้องละอาย อย่างยิ่ง ละอายในการที่เผลอจนเกิดกิเลส เป็นตัวกู เป็น ของกู เป็นจิตวุ่น และเป็นทุกข์ นี่ต้องละอายอย่างยิ่ง; เพราะนี่มันคือ ความเสียหายอย่างยิ่ง ความสูญเสียสิ่งที่ดีที่ สุดที่มนุษย์ควรจะได้. ที่เรื่องทางวัตถุ ทางโลกๆ ละอายกัน เหลือเกิน ไม่ได้หวีผมนิดหน่อยก็ละอาย ไม่ได้ใส่น้ำมัน นิดหน่อยก็ละอาย, หรือไปทำอะไรหลุดลุ่ยกลางถนนหน

น.89 ๘๕ ทางก็ละอาย จนไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน; ที่อย่างนั้น ละก็ละอาย-ละอายเป็น; แต่พอถึงที่ของการปฏิบัติธรรมะ ที่ควรละอายอย่างยิ่งกลับไม่ละอาย ว่าได้เกิดความโลภขึ้นก็ ไม่ละอาย เกิดความโกรธขึ้นก็ไม่ละอาย เกิดความโง่ขึ้นก็ ไม่ละอาย. ขอให้คิดกันเสียใหม่ว่า พอถึงวันหนึ่งคืนหนึ่งเวลา สุดท้ายของวันก่อนจะนอน นี่ต้องคิดบัญชีดูว่า วันนี้ได้ พลาดพลั้งขาดสติ เกิดความรู้สึกเป็นตัวกู-ของกู มีความ โลภ มีความโกรธ มีความหลงอย่างไรบ้าง; แล้วก็เอามา นอน ละอายให้มาก เสียใจให้มาก คือมีหิริและโอตตัปปะ ให้มากแล้วก็มีความเข็ดหลาบ รู้จักเข็ดหลาบ; เหมือนกับ เผลอตกร่องหนหนึ่ง แข้งขาถลอกปอกเบิกนี้ ต้องรู้จัก เข็ดหลาบ ทั้ง ละอาย ทั้ง กลัว ทั้ง ระวัง ไม่ให้ตกอีก แล้ว ก็มีความ เบื่อระอา ที่จะเป็นอย่างนั้นอีก นี่เป็นนิพพิทา ในเบื้องต้นที่เกิดขึ้น. สิ่งที่เรียกว่า นิพพิทา จะตั้งต้นที่ตรงนี้ คือละอาย และ กลัว , และ เข็ดหลาบ แล้วก็ ระอาที่จะเป็นอย่าง นั้นอีก; นิพพิทาอ่อน ๆ ตั้งขึ้นในลักษณะอย่างนี้, นี้อันดับ ที่สาม เราต้องมีความกลัว มีความละอาย มีความเข็ดหลาบ มีความระอาที่จะเป็นอย่างนั้นอีกให้มากที่สุด แล้วมันก็จะ

น.90 ๘๖ ไม่เป็นอีก แล้วการทำสตินี้จะเป็นของที่ทำได้ ไม่เหลือ วิสัย เดี๋ยวนี้มีแต่บ่นกันว่า ทำสติปัฏฐานนี้มันยาก มัน เหลือวิสัย มันทำไม่ได้ จนไม่คิดจะทำ ท้อใจที่จะทำ นี้ มันไม่จริง ความจริงมันอยู่ที่ว่า ต้องรู้จักละอายรู้จักกลัว รู้จักเข็ดหลาบ รู้จักระอา. รวมข้อปฏิบัติเป็น ๓ ขั้น หรือ ๓ ฝ่ายด้วยกัน :- ขั้นแรก ตามปกติก็ต้อง เจริญปัญญา อยู่เสมอ ให้รู้ ว่าโลกว่าง จิตอย่าไปยึดถือเข้า จิตจะได้เป็นจิตว่างอยู่เสมอ. ขั้นที่สอง มีสติ เมื่อจ่อหน้ากันเข้ากับข้าศึก คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มีสติสัมปชัญญะ มีสัญญมะ มีอุบายวิธี มีการต่อสู้จนเคยชิน. ขั้นที่สาม เมื่อได้พ่ายแพ้ไปแล้ว ก็ละอายให้มาก กลัวให้มาก เข็ดหลาบให้มาก รู้จักระอา นี่ถ้าเผอิญว่า วัน หนึ่ง ๆ ทำสำเร็จ ไม่มีการบกพร่องเลย ก็อย่าเหลิง ก็อย่า ประมาท จะมีปิติปราโมทย์บ้างก็ได้เหมือนกัน แต่อย่าถึง กับประมาท. ถ้าปฏิบัติอยู่อย่างนี้แล้ว เป็นอันว่ามีการปฏิบัติธรรมะ ในพระพุทธศาสนาถึงขั้นสูงสุดของฆราวาส คือทำจิตให้ ว่างนี้ จะเป็นไปได้; จะไม่ไปมีเรื่องมีราวกับรูป เสียง กลิ่น

น.91 ๘๗ รส สัมผัส จนขาดศีล จนไม่มีสมาธิ จนเป็นทุกข์เป็นร้อน. ขอให้นึกถึงเรื่องว่า ธรรมดา ๆ ทำไมเราไม่เผลอ เราจึง ไม่เผลอตกร่องที่นอกชานทุกวัน แล้วทำไมเราจึงไม่ขับรถ ลงคูทุกวันเพราะเราทำด้วยอุบายอย่างนี้. ทีนี้ การที่เราจะขับรถคืออัตตภาพของเรานี้ ให้แล่น ไปตามทางของอริยมรรคไปสู่นิพพาน มันก็เหมือนกันอย่าง นั้น; เพราะฉะนั้นขอให้สนใจโดยหลักอย่างนี้ไว้เป็นประจำ; รวมความว่า ขอให้ให้ความสนใจแก่ธรรมะให้เพียงพอ. จงให้ความเป็นธรรแก่พระธรรมให้เพียงพอ เดี๋ยวนี้ไม่ให้ ความเป็นธรรมแก่พระธรรมให้เพียงพอ เพราะว่าในวัน หนึ่ง ๆ ๒๔ ชั่วโมงนั้น สนใจปฏิบัติธรรมะไม่กี่นาทีนอก นั้นเอาไปทำอะไรเสียก็ไม่ทราบ ไปคิดดูเองก็แล้วกัน; นี้ เรียกว่า ไม่ให้ความสนใจที่เพียงพอ ไม่ให้ความเป็นธรรม ที่เพียงพอ เพราะไม่รู้สึกว่า ธรรมะนี่คือตัวชีวิตจิตใจ คือ เนื้อแท้ตัวแท้ของชีวิต ของความดับทุกข์. เราต้องให้ความ สนใจมากกว่าอย่างอื่น ถ้าเราไม่มีเวลาไปนั่งทำภาวนาตาม โคนต้นไม้ ตามถ้ำ ตามเขา เราก็ต้องทำวิปัสสนาในการงาน นั่นเอง; การงานที่ทำอยู่นั่นแหละจะเป็นการงานครัว, งาน บ้าน, งานเรือน งานค้าขาย ทำไร่ ทำนา ทำสวน ทำ

น.92 ๘๘ ราชการที่ออฟฟิศ บนโต๊ะที่ทำงานก็ต้องทำวิปัสสนา คือมีสติอย่างที่ว่ามานี้. เมื่อใดมีสติอย่างที่ว่ามานี้ เมื่อนั้นเป็นการทำวิปัสสนา ดังนั้น หุงข้าว ตำน้ำพริกอยู่ในครัว กะเด็นเข้าตาก็ควรจะ เป็นวิปัสสนา ยิ่งกว่าจะไปร้องอู้เหมือนกับสัตว์ถูกน้ำร้อนลวก มันไม่สมควรกัน; มัน ควรจะพิจารณาเวทนา ควรจะฝึกหัดควบคุมสติ ควรจะฝึกหัดไม่ให้ดิ้นรนจนเป็นทุกข์เท่านั้น. ปฏิบัติธรรมที่ตรงนั้น มีทั้งศีล มีทั้งสมาธิ และปัญญา ในขณะที่ตำน้ำพริกแกงเข้าตาอย่างนี้ เป็นต้น; ในห้องน้ำ ห้องส้วม ห้องอะไรก็เหมือนกันหมด จะต้องมีสติสัมปชัญญะในเรื่องทั้งปวงว่าง ยึดถือไม่ได้. สิ่งที่มายั่วให้โกรธ ก็ไม่ยึดถือ สิ่งที่มายั่วให้รักก็ไม่ยึดถือ นี่เรียกว่าฝึกหัด ศีล สมาธิ ปัญญา หรือเรียกว่าวิปัสสนาก็ตามใจอยู่ทุกอิริยาบถ; ดังนั้นการปฏิบัติธรรมะมันจึงไม่ยาก เพราะมีอยู่ในตัวชีวิตและการงาน อย่างนี้จึงจะเรียกว่าให้ความเป็นธรรม หรือให้ความยุติธรรมแก่ธรรมะเพียงพอ. จนในที่สุด จิตนี้ว่างเป็นส่วนมาก วันหนึ่งคืนหนึ่งจิตนี้ว่างเป็นส่วนมาก ที่วุ่นมีนิดเดียว หรือถึงกับไม่มีหรือถึงกับไม่

น.93 ๘๙ ปรากฏ เราก็ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือความสะอาดบริสุทธิ์ ความสว่างไสว–แจ่มแจ้ง และความสงบสุขเยือกเย็น; ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ซึ่งเรียกโดยภาษาบาลีว่าความบริสุทธิ์ หรือปัญญา หรือสันติทำนองนี้. สุทธิ, ปัญญา, สันติ อย่างนี้; สะอาด, สว่าง สงบ เหล่านี้, เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ แล้วก็ได้ในตัวความว่างหรือจิตว่างนั่นเอง; เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าความว่างนั้นไม่ใช่การสูญเปล่า ไม่มีอะไร แต่ว่ามีทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้เพราะเหตุนี้. เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงเข้าใจผิดว่า สุญฺญ-สูญเปล่าไม่มีอะไร หรือชีวิตนี้ไม่มีแก่นสาร นั่นคือคนโง่ที่สุด คนบ้าที่สุด ที่พูดว่าชีวิตนี้ไม่มีแก่นสาร; ถ้าเขารู้จักประพฤติธรรมะของพระพุทธเจ้าในเรื่องสุญญตา ที่ทรงประทานแก่ฆราวาสแล้วแก่นสารของชีวิตจะปรากฏออกมาให้เห็น เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ และชีวิตนี้จะเป็นแก่นสารสำหรับผู้มีปัญญา; เพราะเหตุนี้. นี่คือคุณค่าของเรื่องสุญญตาหรือเรื่องความว่าง ไม่ใช่หมายถึงไม่มีอะไร แต่ว่ามีอะไรทุกอย่างที่มนุษย์ควรจะได้ และควรปรารถนา.

น.94 ๙๐ จึงหวังว่า ท่านทั้งหลายจะได้เริ่มสนใจ และสนใจ ยิ่ง ๆ ขึ้นไปในเรื่องสุญญตา ซึ่งเป็นเนื้อแท้ของพระพุทธ- ศาสนา ดังที่ได้ยกเอาพระพุทธภาษิตมากล่าวให้พึ่งแล้ว พอ สมควรแก่เวลา. ขอยุติการบรรยายเพียงเท่านี้.

น.95 เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ พุทธทาสภิกขุ บรรยายที่วิทยาลัยเทคนิค กรุงเทพ ฯ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๐ ท่านนักศึกษาทั้งหลาย ! อาตมารู้สึกยินดีที่ได้พบกันวันนี้ และแสดงธรรม บรรยายที่เห็นว่าเหมาะสมแก่พวกเราที่นี่. สิ่งที่รู้สึกสดุดใจหรือสนใจที่สุด ก็คือคำว่า "วิทยาลัย เทคนิค" หรือโดยเฉพาะก็คือคำว่า "เทคนิค" คำนี้เป็นคำ ที่น่าสนใจอย่างไรนั้น จะได้อธิบายให้ฟังตามทัศนะของ ธรรมะ หรือตามหลักธรรมะในพุทธศาสนา อาจจะมีคนไม่ เข้าใจ หรือเข้าใจผิดอยู่บ้างก็ได้เกี่ยวกับคำ ๆ นี้ กับสิ่งที่ เรียกว่าธรรมะในพระพุทธศาสนา. เพราะฉะนั้นหัวข้อที่จะกล่าวในวันนี้ก็มีว่า เทคนิคนั่น แหละ คือธรรมะ หรือ ธรรมะ นั่นแหละคือเทคนิค ฉะนั้น ขอให้สังเกตหรือฟังให้ดีพิจารณาให้ดี.

น.96 ๙๒ ในชั้นแรกนี้ที่จะต้องนึกถึง ก็คือว่า สิ่งที่เรียกว่า เทคนิคนั้น เรายังรู้จักกันน้อยไป หรือสนใจกันแต่บาง ประเภท เทคนิคที่สัมพันธ์กันอยู่หลาย ๆ อย่าง ซึ่งควรจะรู้ ทั้งหมด เราก็มักจะรู้หรือสนใจกันแต่เพียงอย่างเดียวและ วิทยาลัยของเราก็สอน หรืออบรมเฉพาะเทคนิคที่เกี่ยวกับ วิชาอาชีพ; แต่เนื้อแท้นั้น สิ่งที่เรียกว่าเทคนิคนั้น มันมี มากกว่านั้น จนถึงกับจะต้องกล่าวว่า เทคนิคของความ เป็นคนหรือ เทคนิคของความเป็นมนุษย์ มากกว่า. ที่ว่าสัมพันธ์กันนั้น ยกตัวอย่าง เช่น เรามีเทคนิคใน การทำการงาน จนประสบความสำเร็จในการงาน แต่เรา ก็ไม่มีเทคนิคในการที่จะทำ ให้การงานนั้นไม่เป็นทุกข์แก่เรา หรืออีกอย่างหนึ่งก็ว่า เรามีเทคนิคในการหาเงินแต่แล้ว เราก็ไม่มีเทคนิคในการที่จะป้องกันไม่ให้เงินนั้นเกิดเป็น พิษร้ายขึ้นแก่เรา เราจึงต้องเป็นทุกข์ทั้งที่มีเงินหรือหาเงิน ได้ อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้นสิ่งที่มนุษย์ต้องการและแสวงหากัน เช่น เงิน ชื่อเสียงเหล่านี้ หรือความสะดวกสบายอย่างอื่น ที่เรียกว่า สิ่งที่มนุษย์ต้องการนั้น หามาได้ แต่แล้วกลับมาเป็นพิษ

น.97 ๙๓ ร้ายคือทำให้มนุษย์มีความทุกข์อย่างอื่นเกิดขึ้นมา อย่างที่ เราเห็นกันอยู่ในเวลานี้ ว่าโลกสมัยนี้ยิ่งก้าวหน้าทางวิชา การทางวัตถุ แต่แล้วก็ยิ่งมีความทุกข์ความเดือดร้อนมากใน ทางจิตใจ หรือแม้ที่สุดแต่เรื่องสงคราม ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่เจริญ งอกงามไปตามความเจริญของวัตถุนั้น นี้เรียกว่าเทคนิค นั้นไม่สัมพันธ์กันเสียแล้ว. เรามีเทคนิคแต่เรื่องหา สร้างวัตถุ แต่แล้วเราก็ไม่มี เทคนิคในการที่จะควบคุมสิ่งเหล่านั้น นี้เรียกว่าเทนิคแห่ง ความเป็นมนุษย์ไม่สมบูรณ์ เพราะขาดเทคนิคส่วนที่จะ ควบคุมสิ่งที่เราต้องการหรือได้มา, ถ้าท่านเข้าใจข้อความนี้ ท่านจะเข้าใจได้เองทันทีว่า ธรรมะนั้นคืออะไร ? หรือเป็นเทคนิคอย่างไร ? คนหนุ่มคนสาวสมัยนี้ไม่สนใจธรรมะ เพราะเข้าใจ ผิดไปว่า ไม่เกี่ยวข้องกับเรา หรือไม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ เป็นของมีไว้ดูเล่น มีไว้บูชา มีไว้ประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ ไม่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ใครเข้าใจอย่างนี้ก็เป็นคนโง่ที่ สุดในโลกนี้ เพราะว่าเขาไม่รู้ว่า ธรรมะนั้น เป็นระบบ

น.98 ๙๔ เทคนิคอันหนึ่งที่จะควบคุม สิ่งที่เรากำลังทำ กำลังหากำลัง สร้างนั้นอย่าให้เกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมา. ถ้าท่านเข้าใจความข้อนี้ ท่านก็จะชอบใจธรรมะขึ้น มาเอง จะรักและนับถือพระพุทธเจ้าขึ้นมาเอง แต่ถ้า ไม่เข้าใจความจริงข้อนี้แล้ว แม้ใครจะชักชวนหรือจะ บังคับอย่างไร ท่านก็จะไม่ชอบธรรมะ จะไม่ต้องการ พระพุทธเจ้าอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงให้หัวข้อเรื่อง ว่า เทคนิคนั้นคือธรรมะ ธรรมะนั้น คือ เทคนิค แม้แต่ เทคนิคทางวัตถุ ทางวิชาอาชีพนี้ ก็ยังเป็นธรรมะซึ่งจะได้ ว่าให้ฟังเป็นลำดับไป. แต่ในตอนนี้ อยากจะขอร้องให้ช่วยกันซ้อมความ เข้าใจในคำว่าเทคนิคให้ตรงกันเสียก่อน. เราจะต้องนึกถึงคำสองคำ คือ คำว่าเทคนิค ซึ่งตัว C อยู่ท้าย กับเทคนิค ซึ่ง que อยู่ท้าย เทคนิคส์ (Technics) เราแปลกันว่าวิชาการ ส่วนเทคนิค (Technique) นั้น เรา แปลว่าวิธีการ เราจะมีความรู้แตกฉานแต่วิชาการไม่ได้ เรา ต้องมีความแตกฉานในส่วนวิธีการด้วย และต่อเมื่อเอา

น.99 ๙๕ เทคนิคส์กับเทคนิคมารวมกันมันจึงจะเป็น Technical ที่ถูก ต้องคือสมบูรณ์ทั้งวิชาการและวิธีการ. วิชาการคือความรู้ วิธีการคือการกระทำ และทั้งหมด นั้นต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ ทั้ง เทคนิคส์ และเทคนิคจะต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ เราจะรู้หรือไม่รู้ไม่สำคัญ แต่ข้อเท็จจริงหรือ ความจริงนั้น ต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติและกฎของ ธรรมชาตินั่นเองคือสิ่งที่เรียกว่าธรรหรือธรรมะก็แล้วแต่จะ เรียกว่า ธรรม เฉย ๆ หรือ ธรรมะก็ได้. ตรงนี้สรุปความว่า ต้อง สมบูรณ์ทั้งเทคนิคส์และ เทคนิค คือทั้งวิชาการและวิธีการ ถ้าท่านยอมรับหลักอันนี้ ว่าสองอย่างนี้รวมกันแล้วจึงจะเป็น Technicial ที่สมบูรณ์ หรือที่ถูกต้องที่จะใช้ประโยชน์ได้แล้ว ท่านก็จะเกิดความ แน่ใจและพอใจในพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านมีคุณสมบัติ ที่สำคัญอันหนึ่งเรียกว่า วิชชาจรณะ สัมปัณโณ, ถ้าท่านเคยสวด อิติปิโสท่านก็จะได้ ยินชินหูว่า: อิติปีโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณะ สัมปัณโณ; วิชาจรณะสัมปัณโณ ฟังดูให้ดี ๆ วิชชาจรณะ

น.100 ๙๖ สัมปัณโณ แปลว่าสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ วิชชานั้น คือเทคนิคส์ ส่วนจรณะนั้นคือเทคนิค วิชชาแปลว่าความรู้ จรณะแปลว่าการกระทำหรือการประพฤติ สัมปัณโณแปลว่า สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงเป็นผู้ที่สมบูรณ์ ทั้งเทคนิคส์และเทคนิค ท่านจึงเป็นบุคคล Technician อย่าง สมบูรณ์ที่สุด. การที่ใครจะไปสมบูรณ์แต่ทางวิชาการอย่างนี้ก็ไม่ถูก แน่ เพราะว่าอาจจะกระทำไม่ได้ก็ได้ มีแต่ความรู้แล้ว กระทำไม่ได้ก็ได้: ถ้าจะมีแต่การกระทำ ไม่มีความรู้ มันก็ ทำไม่ได้ ดังนั้นจึงจะต้องระบุให้ชัดลงไปว่า "วิชชา จรณะ สัมบัณโณ" สมบูรณ์ทั้งความรู้และการกระทำ, คือมีทั้ง เทคนิคส์และเทคนิคอย่างที่กล่าวแล้ว. ฉะนั้นหลักของการมีเทคนิคนี้จึงเป็นหลักในพระ- พุทธศาสนา หรือเป็นหลักที่ยิ่งกว่านั้น ก็คือ อยู่ที่เนื้อที่ ตัวของพระพุทธเจ้านั่นเอง ฉะนั้นขอให้สนใจในคำว่า : วิชชาจรณะสัมปัณโณ แล้วเราก็จะรู้ว่า เทคนิค นั้น เกี่ยวข้อง กับธรรมะอย่างไร.

น.101 ๙๗ สิ่งที่เรียกว่าเทคนิคเป็นภาษาต่างประเทศเราก็ยังไม่ได้ แปลเป็นภาษาไทยให้เป็นที่พอใจ ก็แปลแต่เพียงว่าวิชา การ เทคนิคก็คือวิธีการ วิชาการกับวิธีการผสมกัน ก็คือ Technical ที่สมบูรณ์ดังที่ได้กล่าวมาเมื่อตะกี้นี้ว่าทั้งสอง อย่างนี้ต้องเป็น ไปตามกฎแห่งธรรม. ทีนี้จะอธิบายคำว่าธรรม ท่านจงกำหนดไว้เป็นหลักว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมนี้, มันหมายถึงสิ่งทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร แต่เรามักจะเข้าใจกันว่า ธรรมหรือพระธรรมะนี้เป็นคำสั่ง สอนที่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ า และยังไม่รู้ว่าสอน อย่างไรด้วยซ้ำไป แต่คำว่าธรรมนั้นหมายถึงสิ่งทุกสิ่ง คือ ทั้งที่มนุษย์รู้จักหรือไม่รู้จักก็ตาม ขอให้ถือเป็นความรู้ที่ เพิ่งได้ยินใหม่วันนี้ก็ตามใจ ว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมนั้นคือทุก สิ่งและเพื่อเข้าใจความหมายของคำว่าทุกสิ่ง เราแจก ออกไปได้เป็นว่า :- (๑) ธรรมชาติทั่วไป (๒) กฎของธรรมชาติ ที่มีอยู่ในตัวธรรมชาตินั้น

น.102 ๙๘ (๓) หน้าที่ที่มนุษย์ จะต้องกระทำให้ถูกต้องตาม กฎของธรรมชาตินั้น และ (๔) ผลที่เกิดขึ้น จากการกระทำนั้น เป็น ๔ อย่างด้วยกัน ๑) ตัวธรรมชาติแท้ ๆ นี้อย่างแรก จะเป็นวัตถุก็ ได้มิใช่วัตถุก็ได้ สิ่งที่เป็นความคิดนึกล้วน ๆ ก็ได้ ที่เป็น อยู่ตามธรรมชาติ นี้เราเรียกว่าธรรมชาติหมด Nature หรือ ธรรมชาติในลักษณะเช่นนี้ อาจจะไม่เหมือนกันกับที่เขา พูดกันอยู่ในโลกก็ได้ แต่ว่าตามหลักธรรมะในพระพุทธ- ศาสนาจะเรียกทุกอย่างนี้ว่าธรรมชาติหมด อย่างคนเราคน หนึ่งร่างกายก็เป็นธรรมชาติ จิตใจก็เป็นธรรมชาติ ความ คิดนึกก็เป็นธรรมชาติ และสิ่งต่าง ๆ ที่นอกออกไปจากตัว เราเป็นแผ่นดิน ต้นไม้ ภูเขา ทุกอย่างที่มนุษย์รู้จักนี้เรียก ว่าธรรมชาติหมด จนกระทั่งว่ามีรูปก็มี ไม่มีรูปก็มี เปลี่ยน แปลงก็มี ไม่เปลี่ยนแปลงก็มี อย่างนี้เป็นต้น-หมดเลย, นี้เรียกว่าธรรมชาติ. ๒) กฎของธรรมชาติ (Law of Nature) คือว่ากฎ ของธรรมชาติ ก็มีอยู่ในธรรมชาติ, เช่นความเปลี่ยน

น.103 ๙๙ แปลง ถ้าเปลี่ยนแปลงจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไรเป็นต้น เช่นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอย่างนี้, เรียกว่าเป็นกฎของธรรมชาติ หรือแม้แต่กฎวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ก็ยังเรียกว่า กฎของธรรมชาติ นี้เราก็ต้องรู้จัก. ๓ ) หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ นี้คงจะเข้าใจได้เองว่าธรรมชาติมันมีอำนาจที่เฉียบขาด ที่เด็ดขาด ถ้าใครทำไม่ถูกต้องกับเรื่องของมัน มันก็จะเกิดปัญหาไปในทางที่เป็นทุกข์ ถ้าทำถูกต้องก็จะได้ประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ, ฉะนั้นมนุษย์จึงต้องรู้จักหน้าที่ ๆ ตนจะต้องกระทำตามธรรมชาติ แม้ที่สุดแต่ว่าหน้าที่ ๆ จะต้องกินอาหาร จะต้องถ่ายอุจจาระปัสสาวะอะไรก็ตาม, นี้เป็นหน้าที่ทางร่างกาย ที่นี้หน้าที่ทางจิตใจ คือเราจะต้องดำรงค์จิตใจไว้ในลักษณะอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ จึงจะไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้เรียกว่าหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ. ๔ ) ผลที่เกิดขึ้นจากการทำหน้าที่ มันก็ต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติ เช่นว่า จะสร้างอะไรขึ้นมาเป็นวัตถุ มันก็ต้องเป็นไปตามอำนาจกฎของธรรมชาติ, ได้ผลทางวัตถุขึ้นมา, หรือว่าเราประพฤติในทางจิต ทางใจ ได้ผล

น.104 ๑๐๐ เป็นความสงบสุขขึ้นมา อย่างที่เรียกว่ามรรคผลนิพพานในพระพุทธศาสนา, นี้เรียกว่า เป็นผลที่เกิดมาจากการทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ตามกฎธรรมชาติ. เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า เราแบ่งสิ่งที่เรียกว่าธรรมนี้ออกเป็น ๔ ประเภทอย่างนี้, แล้วทั้งหมดนั้นล้วนแต่เนื่องอยู่กับธรรมชาติ. หนึ่ง คือ ตัวธรรมชาติเอง, สองคือ กฎของธรรมชาติ, สามคือ หน้าที่ของมนุษย์ตามธรรม ชาติ , สี่คือ ผลที่มนุษย์จะพึงได้รับตามกฎของธรรมชาติ ฉะนั้นทุกสิ่งทั้งหมดจะรวมอยู่ใน ๔ ประเภทนี้. แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า ก็รวมอยู่ในคำว่าธรรมนี้เหมือนกัน คือพระเจ้าในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ มีหน้าที่มีอำนาจเฉียบขาดตามธรรมชาติ ทีนี้คนเราก็รวมอยู่ในสิ่งเหล่านี้ ความรู้ ความคิด การกระทำของคนเรา ก็รวมอยู่ในสิ่งเหล่านี้ ผลที่เกิดขึ้น เป็นความเจริญ หรือเสื่อมทรามอะไรก็สุดแท้ ก็รวมอยู่ในสิ่งเหล่านี้. นี้คือคำว่าธรรมในภาษาบาลี ฉะนั้นจึงกล่าวว่าธรรมคือทุกสิ่ง ที่เป็นธรรมชาติและเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ

น.105 ๑๐๑ ฉะนั้นถ้าเรารู้เรื่องเหล่านี้ดี ก็เรียกว่ารู้ส่วนที่เป็นเทคนิคของสิ่งเหล่านี้ ถ้าเรารู้หน้าที่ ที่จะต้องกระทำต่อสิ่งเหล่านี้ดี ก็เรียกว่ารู้เทคนีคของสิ่งเหล่านี้ เมื่อรวมกันทั้งเทคนิคกับเทคนีค (Technics-Technique) ก็คือความสมบูรณ์ ที่จะนำมาซึ่งชัยชนะหรือความสำเร็จในการที่เราจะเป็นมนุษย์ในโลกนี้ คือสามารถทำตนให้ไม่มีความทุกข์ได้อย่างนี้. จึงเห็นได้ว่าเป็นคำกล่าวที่มีวงกว้างมากที่สุด คือกินความไปถึงทุกสิ่ง ไม่ใช่เพียงแต่ความรู้เท่าที่จะทำให้เราประกอบการงานที่เป็นอาชีพได้เท่านั้น, ไม่ใช่. ฉะนั้นขอให้นักศึกษาจำคำว่า ธรรม หรือ ธรรมะใน ๔ ความหมายนี้ ไว้เป็นต้นทุนสำหรับศึกษาหาความรู้ในวิชาเกี่ยวกับธรรมะต่อไปในคราวอื่น ๆ อาตมาขอยืนยันว่าถ้ามีความเข้าใจในส่วนนี้เป็นพื้นฐานเป็นต้นทุนแล้ว จะเข้าใจธรรมะที่มากมายได้โดยไม่ยาก แต่โดยง่ายโดยสะดวก. ดังนั้นเราจะต้องเห็นกันให้ชัดลงไปว่า ธรรมนั่นแหละคือเทคนิค เทคนิคนั่นแหละคือธรรม แต่เดี๋ยวนี้เราไม่เคยนึกกันอย่างนี้ เราว่า เทคนิคก็คือวิชาที่สอนให้เราทำ

น.106 ๑๐๒ อะไรให้เป็นไปตามที่เราต้องการ แต่แล้วก็เป็นเรื่องทางวัตถุทั้งนั้น มันจะเป็นเรื่องหาเงินหรือหาชื่อเสียงอย่างเดียวโดยไม่รู้จักควบคุมสิ่งเหล่านั้น ฉะนั้นถ้าเราจะพูดถึงเทคนิคโดยสมบูรณ์ เราต้องมีความรู้ที่จะควบคุมสิ่งเหล่านั้นด้วย. ฉะนั้นนักศึกษาเทคนิคทั้งหลาย นอกจากจะมีวิชาความรู้เทคนิคฝ่ายที่จะสร้างหรือจะหามา แล้วยังจะต้องมีความรู้ที่จะควบคุมสิ่งเหล่านั้นให้อยู่ในอำนาจของเราด้วย คืออย่าให้เป็นพิษแก่จิตใจของเราขึ้นมา เช่นมีเงินแล้วเงินกลายเป็นพิษขึ้นมา ทำให้คนต้องติดคุกติดตะราง ต้องฆ่าตัวตาย ต้องเป็นโรคเส้นประสาท ต้องเป็นโรคจิต ก็เพราะเงินที่เขามีอยู่นั้นเหมือนกัน ชื่อเสียงก็เหมือนกัน ฉะนั้นจึงต้องนึกถึงเทคนิคส่วนนี้ด้วย. นี่คือความจำเป็นที่ทำให้ต้องมีการสั่งสอน อบรมเทคนิคในส่วนนี้กันบ้าง การบรรยายธรรมะในวันนี้จึงได้มีขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ส่วนนี้เอง แต่แล้วก็เป็นที่น่าประหลาดใจที่ว่ามันเป็นคำ ๆ เดียว, คือคำว่าเทคนิคดังที่กล่าวแล้ว ถ้าทางฝ่ายวัตถุ ท่านทั้งหลายก็เรียนก็ทำสำเร็จอยู่แล้ว แต่ฝ่ายจิตใจนั้นอาจจะยังขาดอยู่ก็ได้ คือยังไม่ได้รู้และยังไม่ได้

น.107 ๑๐๓ ทำ มันอาจจะปวดหัวเพราะการเรียนนั้นก็ได้ เพราะการทำ นั้นก็ได้ อาจจะร้องไห้เพราะการเรียนหรือการทำนั้นก็ได้ ถ้ามันยังแยกกันอยู่โดยไม่เกี่ยวข้องกันอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้น เราจึงควรสนใจธรรมะหรือเทคนิคในทางฝ่ายธรรมะ คือที่ เป็นฝ่ายจิตใจหรือฝ่ายวิญญาณอีกด้วย. ทีนี้เราก็จะมองกันต่อไปว่า เทคนิคชนิดไหนก็ตาม จะต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ฝืนกฎธรรมชาติไป ไม่ได้ อย่าได้อวดดีในเรื่องนี้ ถ้าขืนอวดดีในเรื่องนี้ ก็จะเป็นคนโง่ที่สุดในโลกเป็นครั้งที่ ๒ จะต้องดูให้ดีว่ามัน จะเป็นไปตามกฎธรรมชาติได้อย่างไร ? เราอาจจะยืนยันได้ว่า ถ้าฝืนธรรมะแล้ว ก็จะต้อง ฝืนธรรมชาติ ถ้าฝืนธรรมชาติแล้วก็จะต้องฝืนธรรมะ ถ้าฝืนธรรมะหรือธรรมชาติแล้วจะไม่มีเทคนิค จะไม่ เป็นเทคนิค ฉะนั้นอย่าได้เข้าใจไปตามคนสมัยใหม่บางคน พูดอย่างเขลา ๆ ว่า เราจะควบคุมธรรมชาติ เราจะเอาชนะ ธรรมชาติ แล้วคนบางคนก็เข้าใจไปตามนั้นว่า เราจะเอา ชนะธรรมชาติได้, นี้ฟังดูให้ดี ถ้าฟังไม่ดีแล้วจะเข้าใจผิด

น.108 ๑๐๔ ว่าเราอาจจะฝืนธรรมชาติได้ เราอาจจะเอาชนะธรรมชาติ ได้ควบคุมธรรมชาติได้ อย่างนี้เป็นไปไม่ได้. เราไม่อาจจะผืนธรรมะได้, ไม่อาจจะเอาชนะธรรมชาติ ได้ นอกจากจะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ คือธรรมะหรือเทคนิคของธรรมชาติ เราเอาชนะมันได้ตาม ที่เราต้องการนั้น ก็เพราะเราทำถูก-ถูกตามกฎของมัน ถ้า พูดอย่างว่ามันเป็นคน ก็คือทำถูกใจมัน ๆ จึงอำนวย ประโยชน์ให้แก่เรา. เหมือนกับที่เรานับถือพระเจ้า อ้อนวอนพระเจ้า ทำถูกใจพระเจ้า เราจึงได้รับประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้จาก พระเจ้า ถ้าแปลความให้ถูกต้อง พระเจ้า ในที่นี้ ก็คือกฎ ธรรมชาติ เราอ้อนวอนพระเจ้าก็ด้วยการพยายามทำให้ดีที่ สุดให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติเราจึงจะได้ประโยชน์. แม้การสร้างสรรค์ในทางวัตถุก็เหมือนกัน จะสร้าง นั่นสร้างนี่ขึ้นมาเป็นความเจริญอย่างสมัยใหม่นี้ มันก็ดู ๆ คล้ายกับว่าเราแก้ไขธรรมชาติ, ผืนธรรมชาติ, ชนะธรรมชาติ ที่จริงเป็นการเปล่าเลย เรากลับจะต้องทำให้ถูกต้องตาม ธรรมชาติ, ตามกฎธรรมชาติที่เร้นลับอยู่อีกส่วนหนึ่งต่างหาก

น.109 ๑๐๕ เราจึงจะประสบความสำเร็จ ในการที่เอาธรรมชาติมาใช้ให้ เป็นประโยชน์แก่เราได้ ถ้าเราจะพูดว่าควบคุมธรรมชาติ ชนะธรรมชาติได้ มันก็มีความหมายเพียงอย่างนี้เท่านั้น คือ เราไปทำถูกต้องตามกฎของธรรมชาติเข้าแล้วโดยไม่รู้สึกตัว เมื่อเราเอามันมาใช้ได้ เราก็คิดว่าเราชนะมัน ที่แท้มันชนะ เราอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เรียกว่าเทคนิคก็คือสิ่งที่เราเอาชนะ ธรรมชาติกันในลักษณะอย่างนี้ โดยเราทำถูกต้องตามกฎ ของธรรมชาติ จนเราเอาประโยชน์จากมันได้. ทีนี้ท่านคงจะมองเห็นได้บ้างแล้วว่า พระพุทธเจ้า เป็นนักเทคนิคที่สมบูรณ์อย่างไร ส่วนเราจะเป็นนัก เทคนิคเพียงกะผีกเดียวของพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ จะเท่ากับ ปีกลิ้น ในเมื่อเอาไปเปรียบกับภูเขาเลากาทำนองนั้น. คนโบราณมีเทคนิคมากกว่าคนสมัยนี้ ฟังดูไม่น่าเชื่อ และก็คงจะไม่มีใครเชื่อกี่คนนัก ว่าคนโบราณมีเทคนิคมาก กว่าคนสมัยนี้ คงจะไม่ค่อยมีใครเชื่อเพราะว่ามันไม่มี คำว่าเทคนิคพูดของคนโบราณ แต่แล้วอย่าลืมตัวอย่างที่ได้ ยกขึ้นให้ฟังว่า พระพุทธเจ้าสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ คือ ทั้งเทคนิคส์และเทคนิค ซึ่งเข้าใจกันดีแล้ว.

น.110 ๑๐๖ ทีนี้ไม่ต้องถึงพระพุทธเจ้า, คนโบราณ ปู่ ย่า ตา ยายของเรา ท่านก็ยังมีเทคนิคมากกว่าพวกเราสมัยนี้ ยกตัว อย่างให้ฟังสักเรื่องหนึ่งว่า เมื่ออาตมาเป็นเด็ก ๆ อายุ ๑๔- ๑๕ ปี ไปเยี่ยมย่ายายต่างตำบลออกไปท่านให้พรอย่างที่ฟัง แล้วสะดุ้งจนงงว่า "ให้ได้เมียที่เป็นหญิง นะลูกนะ" ฟังดู "ให้ได้เมียที่เป็นหญิงนะลูกนะ" นี่เป็นเทคนิคอย่าง ยิ่ง ซึ่งจะรู้ว่าผู้หญิงนั้นคืออะไร เรางงเลยว่า ใครๆ ก็มี ภรรยาเป็นผู้หญิงกันทั้งนั้น แล้วคนเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไรบ้าง ดูจะไม่สนใจที่จะได้ภรรยาที่เป็นหญิง อะไรก็เอาทั้งนั้นเลย, แล้วยังไม่รู้ความหมายของคำว่า หญิงกับชายนี้ต่างกันอย่างไร ด้วยซ้ำไป และยิ่งมาถึงสมัยนี้ยิ่งปนกันยุ่ง คือผู้หญิงทำ อย่างเดียวกับผู้ชาย ๆ ทำอย่างเดียวกับผู้หญิง, จนไม่รู้ว่าจะ เป็นหญิงหรือเป็นชายกันแน่. นี่เสียเวลาสักหน่อยอยากจะพูดให้ฟังว่า ถ้าตามความ หมายทางศาสนาอย่างคริสเตียนนี้ ก็เขียนไว้ชัดในเยเนซีส นั้นว่า พระเจ้าสร้างผู้หญิงขึ้นจากกระดูกซี่โครงผู้ชาย ซึ่ง สร้างขึ้นมาด้วยดิน พระเจ้าเอาดินขึ้นมาสร้างเป็นมนุษย์ผู้ ชาย และดึงเอากระดูกซี่โครงของผู้ชายมาสร้างเป็นมนุษย์

น.111 ๑๐๗ ผู้หญิง คิดดูมันต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร นี่ไปอ่าน ดูเอาเองก็แล้วกัน เยเนซีสของคัมภีร์ไบเบิ้ล ในเยเนซีส ตอนท้ายจะเรียกผู้ชายว่า Son of God เรียกว่าผู้หญิง Daughter of man คนละคำคนละศัพท์กันเลย มันจะ เหมือนกันไม่ได้. นี่เขามีความมุ่งหมายชัดอยู่แล้วว่า, ผู้หญิงต้องมี ลักษณะอย่างผู้หญิง, ต้องทำหน้าที่อย่างผู้หญิง ผู้ชาย ต้องทำหน้าที่หรือมีลักษณะอย่างผู้ชาย. ทีนี้ในทางพุทธศาสนาเราก็มี, ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า, ผู้หญิงเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ เป็นจักรพรรดิไม่ได้ เป็น พรหมไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะว่ามันทำหน้าที่ต่างกัน และพระพุทธเจ้าท่านยังทรงรับรองขนบธรรมเนียมประเพณี ในอินเดียสมัยนั้นที่ว่า ผู้หญิงจะไม่นั่งในรัฐสภา ผู้หญิง จะไม่ไปแคว้นกัมโพชะ คือไปศึกษาอย่างชั้นสูงเหมือน อย่างไปเรียนเมืองนอกสมัยนี้ ผู้หญิงจะไม่ทำการงานที่ สำคัญ หน้าที่การงานที่สำคัญอย่างเป็นนายกรัฐมนตรีอะไร ทำนองนี้ ก็เพราะว่าเขาสร้างผู้หญิงมาเพื่อทำอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งผู้ชายไม่ทำหรือทำไม่ได้ ที่นี้ถ้าทั้งสองฝ่ายทำรวมกันก็

น.112 ๑๐๘ เป็นความสมบูรณ์ การที่ทำแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมันเป็นเพียง ครึ่งเดียว. ฉะนั้นความหมายของคำว่าหญิง ว่าชาย นี้ จึง มีความสำคัญมาก ปู่ ย่า ตา ยายของเรา จึงมีเทคนิคมาก ที่ว่าให้หาเมียที่เป็นหญิง ส่วนคนสมัยนี้ไม่ได้คิด ฉะนั้นจึง ถือว่าไม่มีเทคนิค เป็นคนเพ้อเจ้อ ทำอะไรละเมอๆ ฟุ้งไป ตามความต้องการของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีความหมาย ไม่มีหลักเกณฑ์ ไม่มีเทคนิค ถึงจะหาเงิน ได้ก็หามาเพื่อเป็นพิษร้ายแก่ตน จะต้องร้องไห้หรือจะต้อง ฆ่าตัวตายเพราะเงินเพราะชื่อเสียง เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่อง เกียรติ เหล่านี้ จะมาเป็นพิษขึ้นทั้งนั้น ถ้าขาดเทคนิค ในส่วนนี้. นี่ขอให้ยอมรับกันเสียสักทีว่า ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ก็เป็นนักเทคนิค แล้วเป็นเทคนิคที่สำคัญกว่าเสียด้วย คือ เทคนิคในทางธรรมะ. ทีนี้ก็มาถึงข้อที่พูดเมื่อตะกี้ว่า เทคนิคนั้นมีความมุ่ง หมายใหญ่ คือเทคนิคสำหรับความเป็นมนุษย์หรือความเป็น คน ฉะนั้นถ้าเราจะตั้งปัญหาทางเทคนิคที่สมบูรณ์ เราจะ

น.113 ๑๐๙ ต้องตั้งปัญหาว่า ความเป็นคนนี้เป็นทำไม หรือว่าเกิด มาทำไม อย่างนี้จะดีกว่า ตั้งปัญหาข้อแรกว่า เกิดมาทำไม ถ้าไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ก็เป็นคนโง่ที่สุด ครั้งที่ ๓ ในโลกเพราะไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม นี้ลองถามตัวเองดูทุกคนว่า เกิดมาทำไม อาจจะยังไม่เคยคิด หรือถ้าคิดเดี๋ยวนี้ก็คงจะ คิดไปได้หลาย ๆ ทาง หลายๆ แนว. ถ้าถามเด็กเล็ก ๆ ก็คงจะคิดว่าเกิดมานี้เพื่อสนุก เพื่อ เล่นเพื่อกินให้สนุก กินเนื้อสะเต๊ะให้หมดจานแล้วก็ไปขี่ ประตูแกว่งเล่นอ๊อดแอ๊ด ๆ เท่านี้ก็พอแล้ว ดีที่สุดแล้ว สำหรับการที่เกิดมา เกิดมาเพื่ออย่างนี้. หรือที่ว่าโตขึ้นมาเป็นคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาว ก็จะต้อง เพื่อความสำราญตามที่ต้องการ. ทีนี้ถ้าว่าเป็นคนอายุมากแล้วเป็นพ่อบ้านแม่เรือน เขา ก็จะมีความรู้สึกว่า เกิดมาเป็นวัวเป็นควายแท้ ๆ คือเกิดมา เป็นผู้รับภาระหนักให้ลูกให้หลานสบาย คนที่เป็นพ่อบ้าน แม่เรือนจะรู้สึกว่า เกิดมาเพื่ออย่างนี้. ทีนี้พอถึงคนชราแก่หง่อมแล้ว เกิดมานี้ไม่สนุกเลย

น.114 ๑๑๐ เกิดมาให้เขาหัวเราะ เกิดมาให้เด็ก ๆ เขารำคาญ. เรื่องนี้อยากจะเล่านิทานสั้น ๆ ๕ นาที ให้ฟังเพื่อช่วย ให้จำง่าย คือนิทานเรื่องสร้างโลก มีว่า พระเจ้าสร้างโลก ขึ้นมาใหม่ ๆ แล้วก็สร้างมนุษย์ขึ้นมา เพื่อให้โลกนี้ไม่ว่าง เปล่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมา ทันทีนั้นก็งงเหมือนกับพวก เราเดี๋ยวนี้ คือไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร ตัวเองจะเป็นอะไร เป็น มนุษย์จะเป็นทำไม เป็นเพื่ออะไรก็ไม่รู้ จึงต้องถามพระเจ้า ว่า เป็นอะไร? พระเจ้าว่า เป็นมนุษย์, เป็นทำไม ? ก็ เป็นเพื่อช่วยทำให้โลกนี้มีประโยชน์และงดงาม เป็นหน้าที่ ที่สำคัญมาก ให้โลกนี้มีประโยชน์และงดงาม มนุษย์ถามว่า ให้อยู่นานเท่าไร พระเจ้าว่าให้อยู่นาน ๓๐ ปี มีอายุ ๓๐ ปี. ทีนี้ พระเจ้าเห็นว่ามนุษย์นี้ต้องมีเครื่องมือสำหรับทำมา หากิน ก็เลยสร้างสัตว์ เช่น วัว ควาย ขึ้นมา วัวควาย ก็ไม่รู้จักตัวเองก็ต้องถามพระเจ้าว่า เป็นอะไร เป็นวัวเป็น ควายเป็นทำไม? รับใช้มนุษย์ทำการงาน, ให้มนุษย์ได้ทำ การงานในหน้าที่ของตน อยู่นานเท่าไร? อยู่นาน ๓๐ ปี วัว ควายนี้บอกว่ามากนัก ๓๐ ปี ทำงานหนัก, ให้ลด พระเจ้า

น.115 ๑๑๑ ลดให้ ๒๐ ปี และมีอายุประมาณ ๑๐ ปี. ทีนี้มนุษย์เมื่อตะก็ที่พอใจในความเป็นมนุษย์ของตัว ก็ไปต่อรองกับพระเจ้าว่าขออายุที่ลดให้วัว ๒๐ ปี นี่เอามา ให้มนุษย์เถอะ เอามาเพิ่มให้มนุษย์ มนุษย์ก็ได้มาอีก ๒๐ ปี เป็น ๕๐ ปี. ทีนี้ ต่อมาพระเจ้าเห็นว่าเมื่อมนุษย์มีทรัพย์สมบัติแล้ว ไม่มีสัตว์อารักขาทรัพย์สมบัติของมนุษย์ ๆ ก็จะลำบาก จึง สร้างสัตว์อารักขา เช่นสุนัขเฝ้าบ้านขึ้นมา สุนัขก็ถามพระ เจ้าว่าเป็นอะไร ? เป็นสุนัข เป็นทำไม ? เฝ้ายามระวังรักษา ทรัพย์สมบัติของมนุษย์ นานเท่าไร ? ๓๐ ปีอีก สุนัขว่าไม่ ไหว อดนอน ๓๐ ปีมากนัก ก็ต่อรอง พระเจ้าก็ลดให้ ๒๐ ปี เป็นสุนัข ๑๐ ปี, ๒๐ ปียกเลิก. มนุษย์ก็ค่อยๆ คลานเข้าไปขอร้องอีกว่า ที่ลดให้ สุนัข ๒๐ ปี เอามาให้คนอีกเถอะ ก็ได้มาอีก ๒๐ ปี. ทีนี้ต่อมาพระเจ้าเห็นว่ามนุษย์มีทรัพย์สมบัติ มีสัตว์ อารักขาแล้ว ก็ควรจะมีสิ่งสนุกสนานบ้าง ก็เลยสร้างสัตว์ เช่นลิง ขึ้นมา สำหรับมนุษย์จะได้หัวเราะ ลิงถามพระเจ้าว่า

น.116 ๑๑๒ เป็นอะไร ? พระเจ้าว่าเป็นลิง เป็นทำไม ? เป็นเพื่อช่วยให้ มนุษย์มีความสำราญ ได้หัวเราะมีอายุกี่ปี ? ก็ ๓๐ ปี อีก ดูจะ เป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ลิงก็บอกว่าทำงานหนักนัก ๓๐ ปี ทำหน้าที่จำอวดนี่ ก็เลยให้ลด ก็ลด ๒๐ ปีอีก ให้เป็น ลิงมีอายุประมาณ ๑๐ ปี. ทีนี้คนก็แข็งใจเข้าไปเป็นครั้งสุดท้ายขอ ๒๐ ปี ที่ลด ให้ลิงเอามาให้คนอีก ลองทบทวนดู พระเจ้าให้เป็นคน ๓๐ ปี แต่มนุษย์ก็ยังมาขอ ที่เรียกภาษาหยาบคายว่าสะเออะ หรือเลือกเข้าไปขอเอาของวัวมา ๒๐ ปี ของสุนัขมา ๒๐ ปี ขอลิงมา ๒๐ ปี มันได้มาใหม่อีก ๖๐ ปี รวมกันเป็น ๙๐ ปี มนุษย์เราจึงมีอายุประมาณ ๙๐ ปี. ทีนี้ก็ให้เป็นไปตามข้อสัญญาข้อตกลง มนุษย์อย่างสมัย นักศึกษาเหล่านี้ มันก็ยังเป็นคนอยู่ เพราะมันอยู่ในระยะ ๓๐ ปี มันจึงน่าดูหรือสวยงามหรือว่าสดชื่น ทีนี้พอหลังจากนั้น ๓๐ ปีขึ้นไปถึง ๕๐ ปีที่เอาของวัวมานี้มันจะเป็นวัวแล้ว จะ ต้องทำหน้าที่อย่างวัว คือลากแอก หน้าที่การงานรับผิดชอบ ครอบครัวอะไรก็ตาม เป็นพ่อบ้านแม่เรือนอะไรเหล่านี้ พอ

น.117 ๑๑๓ เลย ๕๐ ปีขึ้นไป จะเป็นคุณย่าอย่างนี้มันก็นอนไม่หลับ เหมือนสุนัข เพราะเอาอายุของสุนัขมามันนอนหลับยาก เป็นห่วงลูกห่วงหลานที่ไปเรียนอยู่เมืองนอกบ้าง, อยู่ที่ ไหนบ้างก็ไม่รู้, มันนอนหลับยาก ทรัพย์สมบัติก็หวงแหน เกินประมาณ วิตกกังวลเกินประมาณ นอนหลับยาก ที่ นี้ต่อไปอีก ๒๐ ปี ซึ่งไปเอาของลิงมา ก็แสดงเป็นคน ป้ำๆเป๋อๆ งกๆเงิน ๆ กินแล้วว่าไม่ได้กินอะไร ทำนอง นี้, ครบบริบูรณ์ นี่ถ้าถามว่า เกิดมาทำไม ก็ดูจากเรื่องนี้ หน้าที่ที่มัน เป็นไปอย่างแท้จริงตามธรรมชาติ ที่เราเอาชนะธรรมชาติ ไม่ได้ นั่นแหละคือข้อที่เราเอาชนะธรรมชาติไม่ได้ มัน จึงต้องเป็นไปอย่างนั้น ถ้าเราเป็นนักศึกษาเทคนิค อย่างแบบของพระพุทธ- เจ้า เราต้องควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ ต้องไม่มีความทุกข์ไม่มี ความลำบากเพราะสิ่งเหล่านี้ ถ้าเรามีความรู้ทางธรรมะแล้ว เราก็จะสามารถเปลื้องข้อผูกพันที่ต้องเป็นวัว ๒๐ ปีได้ ถ้า สามารถทำจิตใจให้อยู่เหนือความทุกข์ชนิดนี้ได้ ด้วยธรรมะ

น.118 ๑๑๔ ชั้นสูงที่เรียกว่าความไม่ยึดมั่นถือมั่นหรืออะไรก็ตาม การ งานนั้นแทนที่จะเป็น ของหนักเหมือนแอก สำหรับ วัวลาก มันกลายเป็นของสนุกสนานไปก็ได้ แต่เรื่องนี้มันกินเวลา มากที่จะอธิบาย ฉะนั้นให้ศึกษาเอาเองต่อไปข้างหน้าหรือ มีเวลาก็จะพูดกันใหม่ แต่ว่าธรรมะนี้จะช่วยได้ คือจะช่วยให้คนไม่ต้อง เป็นทุกข์เพราะการทำงาน การงานนั้นถ้าทำไปด้วยความ ยึดมั่นถือมั่นแล้ว จะหนักเหมือนภูเขา หรือตกนรกทั้งเป็น แต่ถ้าทำด้วยจิตใจที่ประกอบด้วยเทคนิคตามทางธรรมะของ พระพุทธเจ้าแล้ว กลายเป็นของสนุก การงานจะกลาย เป็นของสนุก เหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องพูดอย่างเดียวหรือเป็น เรื่องพูดเล่น เป็นข้อเท็จจริงที่จะไปรู้ได้เองเมื่อสามารถ ทำได้ ทีนี้ที่จะต้องเป็นมนุษย์นอนไม่หลับนั้นก็เหมือนกัน เพราะขาดธรรมะ ไม่มีธรรมะเรื่องปล่อยวาง จึงนอนไม่ หลับ ถ้ามีธรรมะถูกต้องตามเทคนิคของธรรมะแล้วนอน

น.119 ๑๑๕ หลับสนิทกว่าที่แรกเสียอีก ถ้ามีธรรมะสมบูรณ์แก่ชราอายุ ๑๐๐ ปี ก็ไม่พื้นเพื่อน ไม่หลงใหล ไม่งก ๆ เงิน ๆ นี่ถ้าใครสามารถทำสติปัฏฐานอยู่เป็นประจำจนแก่จน ชราก็จะเป็นคนชราที่ไม่หลงไม่พ้นเพื่อน ไม่งก ๆ เงิน ๆ ไม่ต้องแสดงละครลิงให้ลูกหลานดู, นี่มันพ้นบาปมากถึง อย่างนี้. ทีนี้ที่ว่า เกิดมาทำไม ก็กลายเป็นว่า เกิดมาเพื่อ การสอบไล่ ๓ ชั้น ๔ ชั้นนี้ให้ได้ ให้ลุล่วงไปด้วยดี ด้วย เทคนิคหรือธรรมะ ไม่ใช่อย่างที่ว่าเด็ก ๆ เกิดมาเพื่อกิน เพื่อเล่น คนหนุ่มคนสาวเกิดมาเพื่อความสำราญ คนพ่อ บ้านแม่เรือนเกิดมาเพื่อลากแอกอย่างวัวนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น นั้นเป็นส่วนที่มนุษย์เอาชนะไม่ได้ คือไม่เป็นเทคนิค ไม่เป็นนักเทคนิค แต่ถ้าเราจะตอบกัน อย่างจริยธรรม หรือความคิดของนักจริยธรรม ก็จะเป็นการง่ายแก่การ จดจำ ฉะนั้นขอให้ช่วยจำว่า ถ้าถูกถามว่า เกิดมาทำไม ? ก็ตอบอย่างกำปั้นทุบดินก่อนว่า เกิดมาเพื่อได้สิ่งที่ดีที่สุดที่

น.120 ๑๑๖ มนุษย์ควร จะได้ เรียกว่ากำปั้นทุบดิน น่าหัว เพื่อสิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. ที่นี้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นั้น ต้องเอาตาม หลักจริยธรรม Ethicist คือ นักจริยธรรมทั่วโลก ค้นคว้า ศึกษารวบรวมโดยสมบูรณ์แล้วและตอบว่า เพื่อ Summum Bouum คือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ต้องได้ในชาตินี้ ๔ ประการ (๑) ความสุขที่แท้จริง Happiness นี่เรียกตรง ๆ แปลตรงๆ ว่า Happiness (๒) เพื่อความเต็ม Perfection คือความเต็มเปี่ยม (๓) เพื่อทำหน้าที่ Duty และ (๔) เพื่อความรักสากล Universal Love ๑) เพื่อความสุข ต้องเป็นความสุขที่แท้จริง ไม่ ใช่ความสุขอย่างหลอกลวง ฉะนั้นมันจึงต้องมีความหมาย เป็นความ สะอาด สว่าง สงบ อยู่เป็นธรรมดา ความสุข ที่ไม่ทำให้คนต้องนั่งร้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่าอะไรทำนองนี้ เรียกว่าความสุขความสงบเย็น นั้นเข้าใจได้ไม่ยาก ถ้าร้อน อยู่ก็ไม่ใช่ แม้จะร่ำรวยมีเกียรติมีอะไรมากมาย แต่ถ้ายัง ร้อนอยู่ก็ไม่ใช่ ยังร้อนอยู่คือยังตกนรกทั้งเป็นอยู่ยังไม่ใช่ ความสุข

น.121 ๑๑๗ ๒) ความเต็ม หรือ Perfection นี้คือความเต็ม แห่งความเป็นมนุษย์ ลองถามดู ว่าใครเป็นมนุษย์ที่เต็ม แล้วบ้างที่นั่งอยู่ที่นี่ เต็มคืออย่างไร เต็มแห่งความเป็น มนุษย์คืออย่างไร หลวงวิเชียร ฯ ว่ายังน้อยกันอยู่ ๑๕% ยังพล่องอยู่นี่อย่างน้อยหรืออย่างธรรมดา ฉะนั้นความเต็ม นี่มันอยู่ที่ไหน ความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ มันต้องอยู่ ที่มีความรู้ถูกต้อง มีการกระทำถูกต้อง คือมีทั้ง Technics และ Technique อีกนั่นเองที่สมบูรณ์ จึงจะมีความเต็ม แห่งความเป็นมนุษย์ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ทั้งทางสติ- ปัญญาความคิดเห็น ทางวิญญาณ ๓ ) เพื่อทำหน้าที่ Duty หน้าที่นี้พิเศษหน่อย เพราะ มีระบุว่า หน้าที่เพื่อหน้าที่ Duty for the Sake of Duty หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ ถ้าใครยังทำหน้าที่เพื่อประ- โยชน์แก่เงิน ยังไม่ใช่ เราเรียนเราประกอบอาชีพเพื่อ ประโยชน์แก่เงิน ด้วยความรู้สึกเห็นแก่ตัวเราเองเห็นแก่ ตัวกูของกูแก่ครอบครัวของกู นี้ยังไม่ใช่ ยังไม่ใช่คำว่า หน้าที่ในที่นี้ หน้าที่ที่จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์นั้นคือหน้า ที่เพื่อหน้าที่

น.122 ๑๑๘ เรารู้สึกว่าเราเกิดมา เป็นมนุษย์ มีหน้าที่ที่จะต้องทำ หน้าที่ของมนุษย์ แล้วก็ทำหน้าที่นั้นให้สมบูรณ์ ส่วนเงิน หรืออะไรนั้นเป็นของพลอยได้เป็นขี้ฝุ่นไปเท่านั้น ตัว หน้าที่คือตัวสิ่งที่ประเสริฐ แล้วก็ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ หรือ พูดอีกภาษาหนึ่งก็คือ ทำงานเพื่องาน ถ้าในใจยังมีความรู้ สึกรับผิดชอบและทำจริง ในข้อที่ว่าทำงานเพื่องานทำ หน้าที่เพื่อหน้าที่นั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด สิ่งที่สูงประเสริฐที่สุด ในความเป็นมนุษย์ที่จะพึงได้พึงถึง ฉะนั้นอย่างน้อยขอให้จำใส่ใจไว้ว่า สักระดับหนึ่งเรา จะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ แม้เราเรียนนี้ก็เรียนเพราะ เป็นหน้าที่ของมนุษย์ เราประกอบการงานก็เพราะเป็น หน้าที่ของมนุษย์ เราจะต้องทำอย่างอื่นอีกหลายๆ อย่าง ก็ เพราะเป็นหน้าที่ของมนุษย์ หน้าที่เพื่อหน้าที่ อย่างนี้ ใจบริสุทธิ์ ถ้าทำหน้าที่ เพื่อเงิน เพื่อเกียรติ เพื่ออะไรแล้วมันเป็นไปเพื่อตัวกู- ของกูอย่างนี้ใจไม่บริสุทธิ์ คือเป็นกิเลส ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด ของมนุษย์ ฉะนั้นเขาจึงระบุว่าต้องทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ๔) ความรักสากล Universal Love แต่คำว่า Love นี้ หมายถึงเมตตา คือควรจะระบุให้ชัดว่า Loving

น.123 ๑๑๙ Kindness เมตตา ไม่ใช่ Love ความรักด้วยกิเลสตัณหา Love ความรักสากลนี้ไม่ใช่ความรักของหญิงโสเภณี, มี ความหมายเฉพาะที่บริสุทธิ์ที่ประกอบด้วยเทคนิคคือธรรมะ คือมีเมตตาสากลนี้เป็นสิ่งที่ทำยาก เป็นเทคนิคยิ่งกว่าเทค- นิคของเราทั้งหมดรวมกันก็ได้ เราจะต้องมีจิตใจในลักษณะ พิเศษเฉพาะที่มีไว้เฉพาะ จึงจะมีความรักสากลซึ่งเป็นสิ่ง ที่ ๔ ในบรรดาสิ่งที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ รับ แล้วเราก็เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ที่นี้ท่านจะมองเห็นได้ทันทีว่า มันเป็นเทคนิคที่กว้าง ขวาง, ที่ลึกลับซับซ้อน ที่มีอะไรมากมายสักเท่าไร ฉะนั้น ปัญหาเทคนิคข้อใหญ่ของความเป็นมนุษย์เรา ก็อยู่ตรงที่ ว่า เกิดมาทำไม เป็นต้น ถ้าสะสางปัญหาข้อนี้ได้ก็เรียกว่า เป็นผู้มีเทคนิคที่สมบูรณ์ เดี๋ยวนี้มักจะคุยกันเสียว่า ความเจริญการศึกษาใหม่ๆ ของพวกฝรั่งนี้ทำให้มนุษย์เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเทคนิค มีวิชา ความรู้ความสามารถ ถึงกับคุยโตว่าขึ้นถึงขีดสูงสุดของ เทคนิค นี่เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ เพราะว่ามันยังมีเทคนิค ของธรรมชาติอีกมากมายที่ยังไม่เปิดเผยออกมา ที่ยังลึกลับ อยู่ ที่มนุษย์เหล่านี้ยังรู้ไม่ได้

น.124 ๑๒๐ ฉะนั้นเทคนิคในโลกปัจจุบันนี้ ก็เป็นเรื่องทางวัตถุ ล้วน ๆ แล้วก็ยังไม่หมด ฉะนั้นก็ไม่ควรจะคุยโตว่าเป็น เทคนิคในโลกยุคที่สมบูรณ์หรืออะไรทำนองนั้น มันพิสูจน์ ได้ง่าย ๆ ตรงที่ว่า เดี๋ยวนี้โลกมันยุ่งยากมากขึ้นใช่ไหม ? ถ้ามันเป็นไปอย่างถูกต้องตามทางเทคนิคแล้ว โลกนี้มัน มันควรจะเรียบร้อยหรือสงบเย็นลงไป เดี๋ยวนี้มันยุ่งยาก มากขึ้น เดือดร้อนมากขึ้น น่าเวียนหัวมากขึ้น มีคนเป็น โรคจิตกันมากขึ้น เทคนิคอะไรกันอย่างนี้ ฉะนั้นเราจะต้อง มุ่งไปยังความสงบเป็นเครื่องวัดว่า เทคนิคนี้สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ ที่นี้ก็ไปเข้ารูปดังที่กล่าว มาแล้วข้างต้นว่า เทคนิคนั้นต้องแบ่งเป็น ๒ อย่าง คือ เทคนิคทางฝ่ายวัตถุนี้อย่างหนึ่ง และเทคนิคทางฝ่ายวิญญาณ นั้นอีกอย่างหนึ่ง มันก็เลยมีความยากลำบากแก่การศึกษา หรือเข้าใจเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่า เทคนิคทางฝ่ายวัตถุอย่างเดียว เราก็รู้สึกว่ามันยากมาก อยู่แล้ว คำพูดก็ไม่พอไม่ค่อยพอ ที่จะใช้ในการทำความเข้า ใจกัน ทีนี้ยิ่งเป็นเรื่องเทคนิคทางวิญญาณเข้าด้วยแล้ว มัน ก็ยิ่งยากไปกว่านั้น แล้วไม่มีคำพูดในโลกนี้เลยที่จะใช้กัน

น.125 ๑๒๑ ได้ เพราะว่าเขาไม่เคยรู้จักและไม่ได้พูดถึง ฉะนั้นจึงเป็น เรื่องที่เราจะเข้าใจทันทีไม่ได้ ขอให้มีความเห็นอกเห็นใจ ในข้อนี้ อย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาใหม่ๆ ท่านก็จนปัญญา เหมือนกัน ท้อถอยอยู่พักใหญ่ว่า ไม่รู้จะสอนอย่างไร มัน ไม่ใช่คำพูด มันไม่มีคำพูดที่มนุษย์พูดกันอยู่ แล้วจะไป พูดให้เขาเข้าใจกันได้อย่างไร แล้วเรื่องมันก็ลึก ท่านเลย คิดว่าไม่สอนละอยู่ระยะหนึ่ง จะไม่สอนสัตว์ จะไม่โปรด สัตว์จนกว่าความคิดอันใหม่จะมีเพราะความกรุณา ความ กรุณามีมาก ว่าถ้าอย่างไรก็จะสอนเฉพาะผู้ที่อาจจะเข้าใจ ได้ ก็เลยทรงสอน นี้คือความยากลำบากของเรื่องเทคนิคทางวิญญาณมัน ไม่มีคำพูดในโลกที่พูดกันอยู่ก่อน มันจึงลำบากในการสอน จะยกตัวอย่างให้นักศึกษาทั้งหลายฟังสัก ๒ -๓ คำเช่น คำว่า ความเกิด การเกิดนี้ ถ้าทางวัตถุทาง Physical มันก็เป็นเรื่องเกิดจากท้องแม่ ความเกิดหมายความอย่างนี้ เสียแล้ว แต่ถ้าทางฝ่ายวิญญาณหรือเรื่องทางจิตใจ ความ เกิดนั้นเขาหมายถึงความคิดในใจที่เกิดคิดขึ้นมาว่า ฉันกำลัง เป็นอะไร ฉันเป็นอย่างไร คิดครั้งหนึ่งก็เรียกว่าเกิดครั้งหนึ่ง

น.126 ๑๒๒ เช่นคิดอย่างโจรก็เกิดเป็นโจร คิดอย่างมนุษย์ก็เกิดเป็น มนุษย์ คิดอย่างสัตว์เดียรัจฉานก็เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ลงไปทันทีที่นี่และเดี๋ยวนี้ คิดอย่างเทวดาก็เกิดเป็น เทวดาแล้วอย่างนี้เป็นต้น นี่คำว่าความเกิดในภาษาเทคนิค ทางฝ่ายวิญญาณเป็นอย่างนี้ ทีนี้คำว่า ชีวิต "ชีวิต" ภาษาวัตถุ ภาษา Physics ชีวิตก็คือยังไม่ตาย คือยังสดอยู่ ตามภาษาชีววิทยาโปโต- พลาสม์ในเซลล์ ๆ หนึ่งยังสดอยู่ ก็คือมีชีวิตอยู่ ยังกิน อาหารยังเจริญงอกงาม นี้เรียกว่าชีวิต แต่ในทางวิญญาณ ทางธรรมะเขาไม่อธิบายอย่างนั้นเขากลับจะถือว่า นั่นคือ ความตายเสียด้วยซ้ำไป "ชีวิต" คือ "ความไม่ตาย" ไม่ ตายจริงๆ ที่เรียกว่า "ชีวิตนิรันดร" ไม่มีความตายเลย นี่ เป็นภาษาธรรมะ เช่น ในทางพุทธศาสนาก็มีว่า ถ้าเรา มีความรู้ธรรมะจนเห็นว่า มนุษย์นี้ไม่ได้เป็นมนุษย์ เป็น เพียงธรรมชาติ และธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักตายอย่างนี้ นั่นแหละคือเห็นความไม่ตาย ถ้าจิตมันมีความรู้สึกอย่างนั้น ก็เรียกว่าจิตถึงความไม่ตาย ถึงสิ่งที่ไม่ตาย จึงเป็นชีวิต นิรันดรอย่างนี้เป็นต้น ทีนี้พูดถึง ความตาย ความตายธรรมดาก็คือ อายุ แก่มาก หรือเจ็บไข้ มันตายลงไปจับใส่โลงไปเผาไปฝั่ง

น.127 ๑๒๓ นี้คือความตายภาษาธรรมดา ภาษาธรรมะนั้นเขาหมายถึง ความที่หมดความดี หมดคุณสมบัติของมนุษย์ ในคริส- เตียนเขาหมายถึงการมีบาปถาวร ต้องเป็นทุกข์นั่นแหละ คือความตาย ที่นี้คำสุดท้ายก็คือคำว่าว่าง คำว่า "ความว่าง" ภาษา วัตถุธรรมดา ทาง Physics ทางวัตถุว่างก็คือไม่มีอะไรเลย เรียกว่าว่าง ว่างเหมือนกับ Vacuum หรือยิ่งกว่านั้นไปอีก ไม่มีอะไรเลย คือไม่มีอะไรเลย ไม่คิดนึกอะไรเลย ไม่ทำ อะไรเลย เมื่อไม่มีอะไรเลยจะคิดจะนึกอะไรได้อย่างไรแต่ ว่าความว่างในภาษาธรรมะนั้นหมายถึงว่า เมื่อจิตของเรา รู้สึกว่าไม่มีอะไรเป็นตัวเราของเรา อย่างนั้นเรียกว่า "ว่าง" เมื่อเราไม่ถือว่าโลกนี้เป็นของเรา ก็ถือว่าโลกนี้ว่างอย่างนี้ เป็นต้น มีความหมายคนละอย่าง อย่างนี้เสมอ ฉะนั้นเทคนิคในทางธรรมะมันจึงไม่มีในคำพูดที่พูด กันอยู่ตามธรรมดา เลยเข้าใจไม่ได้ ต้องศึกษากันใหม่ แต่ว่า เมื่อศึกษา แล้ว จะมี ประโยชน์ คุ้มค่า ของ การศึกษา ฉะนั้นขอให้สนใจ ทีนี้เรามัวสนใจกันแต่ในเรื่องทางฝ่ายวัตถุ ทั้งที่เรา

น.128 ๑๒๔ จะต้องร้องไห้ ต้องเป็นทุกข์เพราะเรื่องนั้น เราก็ยังไม่รู้สึก เราก็ยังไม่เข็ดหลาบไม่ ขวนขวายหา ความรู้ ที่จะทำให้เกิด ความสงบสุขหรือความตรงกันข้าม นี่เรามั่วมุ่งหมายแต่ใน ทางวัตถุเกินไปนั่นเอง ที่นี้เมื่อพูดถึง สิ่งที่ไม่มีตัวตน เช่นธรรมะ เราเข้าใจ ไม่ได้ก็ท้อแท้ หรือหมดความพยายามเสียทีเดียว ถ้าใคร เข้าใจอย่างนี้ขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ ได้ทรงประสงค์ ไม่ได้ทรงต้องการถึงขนาดนั้น เราไม่ต้อง รู้ทุกสิ่ง เรารู้แต่สิ่งที่จำเป็นแก่ความเป็นมนุษย์ของเราก็พอ ฉะนั้นในทางฝ่ายวัตถุ เราก็จงรู้แต่เท่าที่จำเป็นแก่ความเป็น มนุษย์ของเรา ในทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณฝ่ายธรรมะ ก็รู้ เท่าที่จำเป็นแก่ความเป็นมนุษย์ของเรา เพราะว่าตัวสิ่งนั้น เรายังไม่อาจจะเข้าถึงได้โดยสมบูรณ์ แต่ว่าเราอาจจะได้รับ ประโยชน์จากสิ่งนั้นได้ ต้องฟังดูให้ดี จะทบทวนใหม่ว่า เราอาจจะเอาประโยชน์จากสิ่ง นั้นได้ โดยที่เราไม่รู้จักว่ามันเป็นอะไร คงจะหัวเราะกัน ครืนก็ได้ ถ้าพูดอย่างนี้ แต่ที่จริงมันเป็นอย่างนี้ พระพุทธ- เจ้าท่านจึงวางขอบเขตไว้ว่า เรารู้กันเพียงเท่านี้ก็พอ อย่า ไปรู้ถึงสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้ เพราะไปมัวรู้ ไปมัวอยากรู้

น.129 ๑๒๕ หรือพยายามจะรู้สิ่งเหล่านั้นก็ตายก่อน ไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ ฉะนั้นท่านจึงจำกัดขอบเขตเข้ามาว่า มนุษย์ควรจะศึกษาวิชาเทคนิคอย่างไร หรือเท่าไรหรือ เพียงไร ยกตัวอย่างในทางวัตถุ ไม่เกี่ยวกับธรรมะ เช่น เรื่องไฟฟ้าอย่างนี้ เดี๋ยวนี้นักปราชญ์ยอดสุดทางวิชาไฟฟ้า ก็ยังไม่รู้ว่า ไฟฟ้าคืออะไรกันแน่ บัญญัติลงไปคราวหนึ่ง ไม่เท่าไรก็ต้องถอนคำนิยามอันนั้น ทำกันอยู่อย่างนี้ ก็ยัง ไม่รู้ว่าไฟฟ้าโดยแท้จริงนั้น มันคืออะไรกันแน่ แต่เราก็ สามารถเอาไฟฟ้านี้มาใช้เป็นประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้ จน กระทั่งยุคนี้ยุคอีเล็คโทรนิค ซึ่งละเอียดซับซ้อนมากขึ้นไป อีกเราก็นำมาใช้เป็นประโยชน์ได้ ทั้งที่เรายังไม่สามารถจะ ตอบหรือจะให้คำนิยามจำกัดลงไปได้ว่าไฟฟ้านั้นคืออะไร ทีนี้สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนี้ก็เหมือนกัน สิ่งที่เรียกว่า พระเจ้านั้นก็เหมือนกัน เรายังไม่ต้องรู้หรือว่าเรายังไม่ สามารถจะรู้ว่า ตัวแท้ของธรรมะ พระเจ้า หรือตัวพระเจ้า นั้นคืออะไร แต่ถ้าเราปฏิบัติไปตามหลักปฏิบัติระบอบหนึ่ง เราจะได้ประโยชน์จากพระเจ้า หรือจากพระธรรมหรือ จากพระพุทธเจ้า ถึงขนาดที่เรียกว่า ดีที่สุดที่มนุษย์ควร

น.130 ๑๒๖ จะได้รับได้ ฉะนั้นเรามาสนใจกันแต่ส่วนที่เป็นเทคนิค เพียงเท่านี้อย่าให้มากไปจนถึงว่าทั้งหมด มันจะตายเสียก่อน ยกตัวอย่างที่เห็นชัดขึ้นมาอีก เหมือนกับว่าจีนคน หนึ่งเขาอยากจะทำสวนมะพร้าวเลี้ยงชีวิตอย่างนี้ ถ้าเขาจะ ไปมัวเรียนเรื่องเทคนิค เรื่องดินอย่างละเอียด เรื่องโรค อย่างละเอียด เรื่องแมลงอย่างละเอียด เรื่องวัตถุธาตุอะไร อย่างละเอียด เขาก็ไม่ได้ทำสวนมะพร้าว แล้วเรียนก็ไม่ได้ ถึงจะเรียนได้มันก็ไม่ได้ทำสวนมะพร้าว ฉะนั้นพวกจีน เขาก็ปลูกมะพร้าวได้เป็นผลงอกงามดี มีผล ได้เงินตาม ความต้องการ โดยที่รู้เทคนิคเพียงว่า ขุดหลุมอย่างไร ฝั่ง อย่างไร ใส่ปุ๋ยอย่างไร เท่านั้นเอง ไม่ต้องรู้ทั้งหมด. ในพระพุทธศาสนาก็จำกัดไว้อย่างนี้ โดยพระพุทธ- เจ้าท่านตรัสว่า สิ่งที่ตถาคตรู้นั้น มีมากเท่ากับใบไม้ทั้งป่า แต่เอามาสอนนั้นเท่ากับใบไม้กำมือเดียว แต่มันเป็นเทคนิค ที่จำเป็น ที่เป็น Practical ที่สุดสำหรับความเป็นมนุษย์ ของเรา ฉะนั้นมันจึงไม่ยาก มันจึงไม่เหลือวิสัย มันไม่ใช่ มากเกินไป ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ควรจะสนใจแต่ส่วนนั้น ที่นี้ตามที่ปรากฏอยู่จริงมันไม่เป็นอย่างนั้น ปัญหาที่ อาตมาถูกถามมากที่สุด ก็คือปัญหาที่ว่า ตายแล้วเกิด

น.131 ๑๒๗ หรือไม่ นี้ขอให้ฟังดูซิ ไปถามว่าตายแล้วเกิดหรือไม่ ไม่ ถามว่าเดี๋ยวนี้จะต้องทำอะไร ไม่ค่อยมีใครถามว่า เดี๋ยวนี้ จะต้องทำอะไร ไปถามว่าตายแล้วเกิดหรือไม่ แล้วทำไม ไม่คิดว่าถ้าเกิดก็เกิดมาเป็นอย่างนี้อีก แล้วทำไมไม่ถามว่า ถ้าเกิดมาเป็นอย่างนี้อีกแล้วจะต้องทำอะไร ฉะนั้นจึงเรียก ว่าเป็นปัญหานอกเรื่องแม้จะเป็นวิชาหรือจะเป็น ความจริง หรือจะเป็นเทคนิคอันหนึ่งก็ตาม แต่ยังไม่จำเป็น ยังนอก เรื่อง เพราะฉะนั้นในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าท่านไม่ ยอมตอบปัญหาที่คนเหล่านั้นมาถาม เรื่องตายแล้วเกิดหรือ ไม่เป็นต้น เขามีว่า คือมีอยู่ ๑๐ หัวข้อด้วยกันที่คนในอินเดีย สมัยพระพุทธเจ้านั้นชอบถาม ว่าโลกนี้เป็นของเที่ยงหรือ ว่าไม่เที่ยง เขาตั้งปัญหาว่าโลกนี้เป็นของตายตัวอย่างนี้ หรือว่าไม่ตายตัวอย่างนี้, ว่าโลกนี้จะมีที่สิ้นสุดลงไปหรือ ว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด, หรือว่าร่างกายนี้หรือที่ไปเกิดอีกหรือ ว่าเป็นร่างกายอื่น, หรือว่าตายแล้วไปเกิดใหม่นั้น จะเกิด เป็นอย่างนี้อีกหรือว่าจะเกิดเป็นอย่างอื่น, หรือว่าจะเป็น อย่างนี้อีกก็มีไม่เป็นอย่างนี้อีกก็มี, หรือว่าจะเป็นอย่างนั้น ก็ไม่ใช่จะไม่เป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่ : เป็น ๕ คู่ และ ๑๐

น.132 ๑๒๘ หัวข้อด้วยกัน อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านประณามว่าเป็น ปัญหาที่ไม่ต้องตอบ ไม่มีประโยชน์อะไร คือจะไม่เป็น ชนวนให้เราประสบความสำเร็จในการเป็นมนุษย์ คือมัน ไม่ช่วยให้พบกันเข้ากับความสงบสุขหรือนิพพาน ถ้ามัวตั้ง ปัญหาอย่างนี้ ฉะนั้นควรจะต้องตั้งปัญหาว่า ที่เราเกิดอยู่นี้ ที่กำลัง เป็นอยู่นี้ จะต้องทำอย่างไร พระองค์หนึ่งไปขะนั้นขะยอถามพระพุทธเจ้าว่า ถ้าไม่ ตอบปัญหา ๑๐ ข้อนี้แล้วจะสึก พระพุทธเจ้าท่านว่าสึกก็ สึกซิเพราะว่า เราไม่ได้สัญญากันว่า จะตอบปัญหานี้จึงมา บวช เพราะเป็นปัญหาที่ไม่มีประโยชน์อะไร ทีนี้ท่านก็ย้อนถามพระองค์นั้นว่า ต่อเมื่อเรารู้ว่าโลก เที่ยงหรือไม่เที่ยงเสียก่อน แล้วเราจึงจะประพฤติธรรมะ ได้อย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างเดี๋ยวนี้ก็ว่า เราจะต้องรู้ว่าตาย แล้วเกิดหรือไม่เกิดเสียก่อน แล้วเราจึงประพฤติธรรมะได้ อย่างนั้นหรือ พระองค์นั้นก็จำนนต่อเหตุผล ก็ต้องตอบ ว่า ไม่ใช่อย่างนั้น คือว่าเราไม่ต้องไปรู้คำตอบของปัญหา เหล่านั้นเราก็ประพฤติธรรมะ หรือประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อดับทุกข์นี้ได้.

น.133 ๑๒๙ ก็เป็นอันว่า เราไม่ต้องรู้คำตอบของปัญหาเหล่านั้น เราก็สามารถจะประพฤติธรรมเพื่อให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่ มนุษย์ควรจะได้รับได้ เพราะฉะนั้น อย่าไปตั้งปัญหาชนิดที่ทำให้เสียเวลา พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อไปฝังมันอยู่ในความเชื่อว่าโลก เที่ยงหรือไม่เที่ยง มีที่สิ้นสุดหรือไม่มีที่สิ้นสุดนี้ เมื่อไปฝัง มันอยู่กับความเชื่ออย่างนี้แล้ว นั่นแหละจะมีความเกิด, ความแก่, ความเจ็บ, ความตาย, ความโศรก, ความทุกข์ อย่างที่เป็นทุกข์แก่มนุษย์นี้ขึ้นมา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความ ทุกข์ที่ตถาคตบัญญัติว่า มนุษย์เราสามารถจะกำจัดเสียได้ ในชีวิตนี้ในชาตินี้ ไม่ใช่หลังจากตายแล้ว นี้หมายความว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นั้น มันได้เสร็จทันในชาตินี้ พระพุทธเจ้าท่านยืนยันอย่าง นี้ ความทุกข์ซึ่งเราบัญญัติการกำจัดเสียได้ในภพที่ตน เห็นเองนี้ นี่ฟังไว้เป็นเครื่องประดับความรู้บ้างก็ได้ ถ้า เป็นภาษาบาลี คำว่า ชาตินี้ ท่านเรียกว่าภพที่ตนเห็น เองนี้ คือว่าผู้นั้นเห็นเอง คือเห็นอยู่ คือยังไม่ตายนี่แหละ คือชาตินี้ ความทุกข์เป็นสิ่งที่เราบัญญัติการกำจัดเสียได้ใน

น.134 ๑๓๐ ภพที่ตนเห็นเอง หมายความว่า นิพพานเป็นสิ่งที่บรรลุ ได้ในชีวิตนี้ แล้วจะไปมัวถามว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ทำไม ฉะนั้นเราจะต้องถือหลักเหมือนที่นักจริยธรรมสากล เขานิยมกันว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ต้องเป็นสิ่งที่ ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับในชีวิตนี้ คือว่าถ้าเราสนใจ อย่างนี้ก็จะเป็นการสนใจธรรมะหรือเทคนิค ธรรมะที่เป็น เทคนิค เทคนิคที่เป็นธรรมะ ในลักษณะที่จำกัดพอเหมาะ พอดีกับที่เราจะสะสางให้เสร็จสิ้นไปได้ในชีวิตนี้ ทันแก่ ความเป็นมนุษย์นี้ เราจะแก้ปัญหาอย่างเมื่อตะกี้นี้ได้ ไม่ ต้องเป็นมนุษย์วัว มนุษย์สุนัข มนุษย์ลิง อะไรทำนอง นั้น เพราะฉะนั้นขอให้ถือว่า มันเป็นเทคนิคอย่างยิ่ง คือ จำกัดเวลาให้เพียงชาตินี้ เพียงชาตินี้ต้องรู้ให้ทัน ต้อง รู้ ให้ครบ ต้องทำเสร็จ ให้ได้รับผลทันในชาตินี้ มันก็ยิ่งเป็นเทคนิคอย่างยิ่ง จำกัดเข้ามารอบตัว ทั้งการ กระทำ ทั้งเวลา ทั้งขอบเขตอะไรเหล่านี้ ทีนี้ใจความสำคัญของเรื่องที่เราจะพูดกันในวันนี้ก็คือ เทคนิคฝ่ายวิญญาณหรือฝ่ายธรรมะนั่นเอง เพราะว่าเทค-

น.135 ๑๓๑ นิดทางฝ่ายวัตถุนั้น ท่านนักศึกษาทั้งหลายที่นี่กำลังมีอยู่ อย่างสมบูรณ์ ถ้าอาตมาพูดเรื่องนี้ ก็เหมือนกับเอา มะพร้าวมาขายสวน ที่มันมีมากกว่าเสียอีก ไม่จำเป็น ก็ เลยพูดแต่ฝ่ายที่เรียกว่าเป็นฝ่ายนามธรรม คือเป็นฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ จนต้องใช้คำว่าทางวิญญาณขึ้นมา อะไร ๆ ก็ถูกหาว่าทางวิญญาณ เขาหาว่าเป็นเรื่อง บ้าบอชนิดหนึ่ง ทางวิญญาณไม่รู้ว่าทางอะไร มีคนพูด มากแต่อาตมาก็ยังขอยืนยันว่า ทางวิญญาณนี้มันคู่กันกับ ทางร่างกายทางวัตถุ คือว่าทาง Physics นี้ก็อย่างหนึ่ง แล้ว ก็ทาง Meta-physics คือ มันเหนือไปกว่า Physics หรือ นอกขอบเขต Physics นั่นแหละคือทางฝ่ายจิต หรือฝ่าย วิญญาณ จะยกตัวอย่างเป็นการเปรียบเทียบกับวัตถุ สมมติว่า เราจะยกตัวอย่างเรื่องการหกล้ม การหกล้มนี้ใครๆ ก็รู้จัก ดีเมื่อพูดถึงทางวัตถุ ถ้าหกล้มทุกที มันไม่สนุกเลย อย่าง น้อยมันก็แข้งขาถลอกปอกเปิก นี่มันก็กลัว แล้วก็รู้จักดี แล้วก็ระวังตัวดีมาก ไม่ค่อยมีใครหกล้มทั้งวันทั้งเดือนทั้งปี แต่ว่าการหกล้มนั้นไม่ได้มีแต่ทางฝ่ายร่างกาย อย่างนี้ มันมีทางฝ่ายวิญญาณด้วย เมื่อใดจิตของเราสูญเสียสภาพ

น.136 ๑๓๒ ปกติ สูญเสียความสมดุลย์ไม่ Balance หรืออะไรทำนองนี้ ที่เรียกว่าไม่สงบนั่นแหละ เอียงมาทางข้างซ้ายก็ดี เอียง ไปทางขวาก็ดี คือว่าไปรักเข้าก็ดี หรือไปเกลียดเข้าก็ดี ไป กลัวเข้าก็ดี ไปกล้าเข้าก็ดี อะไรเหล่านี้เรียกว่า เสียสมดุลย์ นี่แหละคือเอียง นี้คือหกล้ม มีการหกล้มทางวิญญาณเมื่อไร จะมีความทุกข์เมื่อนั้น อย่างน้อยก็ปวดหัวขึ้นไปจนถึงร้อง ไห้เป็นโรคเส้นประสาท ต้องส่งโรงพยาบาลโรคจิต จน กระทั่งตายเลย ทีนี้สังเกตดูให้ดีว่า การหกล้มในทางจิตทางวิญญาณ นี้ มันมีอยู่อีกแบบหนึ่งอีกส่วนหนึ่ง และหกล้มกันมากที่ สุด ยิ่งกว่าทุกคน แล้วคนหนึ่งก็หกล้มกันวันละหลายหน หลายๆ สิบหน การหกล้มในทางวิญญาณนี้ คือการที่จิต หม่นหมอง มืดมน เร่าร้อน อึดอัด กลัดกลุ่ม หนักอกหนัก ใจ นี่ มันเสียความทรงตัวของมันเมื่อไร ก็เรียกว่ามีการหก ล้มทางวิญญาณ ได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อนั้น ฉะนั้นถ้าใครมีธรรมะไม่พอ มีเทคนิคของธรรมะไม่ พอ จะหกล้มวันหนึ่งมากครั้งเกินไป และเมื่อหกล้มแล้ว มันทำอะไรไม่ได้ มาเรียนหนังสือก็ไม่ได้ อย่าว่าแต่จะทำ

น.137 ๑๓๓ อะไรเลย นั่งอยู่เฉย ๆ มันก็ไม่มีความสุข นอนก็ไม่มีความ สุข ถ้ามันมีการหกล้มในทางจิตทางวิญญาณ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงเห็นว่ามันเป็นความจำ- เป็นมากที่มนุษย์จะต้องมีความรู้เรื่องนี้ ท่านจึงสอนธรรมะ ในลักษณะที่ว่าเปรียบเหมือนกับการป้องกันการหกล้ม ในทาง จิตทางวิญญาณ นั่นเอง ทีนี้เราจะรวบรัดเรื่องทั้งหมดที่เป็นคำสอนของพระ- พุทธเจ้ามาพูดกันในเวลาอันสั้น เพราะเวลาของเรามีเท่านี้ ก็ขอให้นึกถึงพระพุทธภาษิต ที่มีอยู่ว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรไปสำคัญมั่นหมายเอาว่า มันเป็นตัวเรา หรือของเรา" ประโยคนี้ช่วยจดลงไปในกระดาษ ถ้าเป็น นักเทคนิค อย่างน้อยต้องมีเศษกระดาษอยู่ในกระเป๋ามี ดินสออยู่บ้าง นักเรียนแห่งหนึ่งไม่มีปากกาอยู่ในกระเป๋า ได้ความว่าเอาไปขาย ซื้อพวงมาลัยรำวงเมื่อคืน ยังไม่ได้ ไถ่มา อาตมาให้จดก็เลยไม่มีปากกาจะจด นี่ที่พิษณุโลก นี้เรียกว่าไม่เป็นเทคนิคอย่างยิ่งเลย คือไม่ได้เตรียมพร้อม "สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรสำคัญมั่นหมาย ว่าเป็นตัวเราหรือของเรา" ถ้าเป็นภาษาบาลีก็ว่า

น.138 ๑๓๔ "สพฺเพ ธมฺมา นาลิ อภินิเวสาย" สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอัน ใคร ๆ ไม่ควรสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเราหรือของเรา คือ มีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า คำสอนของพระพุทธเจ้า มากมายเหลือเกิน อย่างที่เดี๋ยวนี้เราเรียกว่าแปดหมื่นสี่พัน พระธรรมขันธ์ เรียนเวียนหัว ขอให้พระพุทธเจ้าช่วยสรุป ให้เป็นประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียวจะได้ไหมและว่าอย่าง ไร พระพุทธเจ้าท่านก็ว่าอย่างนี้ คือประโยคนี้ คนนั้นก็ เลยได้รับประโยคสั้น ๆ ที่เป็นคำสอนทั้งหมดในพระพุทธ- ศาสนาทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์จะรวมอยู่ที่นี่คือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา ทีนี้ก็ขอให้สังเกตต่อไปว่า เมื่อใดเรามีความรู้สึกมั่น- หมายหรือยึดมั่นทางจิตใจนั่นนี่ว่าอะไรเป็นของเราเมื่อนั้นก็ มีตัวเรา เมื่อนั้นก็มีตัวฉัน เมื่อนั้นก็มีของฉัน มันจึงไม่ ว่าง ฉะนั้นเข้าใจได้ง่าย ๆ ตรงที่มันมีตัวฉันมีของฉันมัน จะว่างได้อย่างไร ถ้าความรู้สึกว่า ตัวเราหรือของเราไม่มี เมื่อนั้น เรียกว่ามันว่าง คือว่าจิตนี้ไม่ได้ยึดถืออะไรไว้ มันก็ว่าง มัน เหมือนกับมือว่าง เพราะไม่ได้ถืออะไรไว้ ถ้าจิตไปถือ

น.139 ๑๓๕ อะไรเข้าอย่างใดอย่างหนึ่งว่าตัวฉันว่าของฉัน จิตนั้นก็ไม่ ว่าง เมื่อไม่ว่างนั่นแหละคือหกล้มในทางวิญญาณ มันสูญ เสียสภาพเดิมปกติของมัน นี่มันเกิดเป็นเทคนิคอย่างแรงอย่างทำยาก ปฏิบัติยาก ขึ้นมาว่า เราจะทำอะไรได้โดยที่จิตว่าง คำตอบก็มีว่า ระวัง อย่าไปสำคัญมั่นหมายอะไรเข้าว่า เป็นตัวเราหรือเป็น ของเรา อย่างว่าเราเรียนวิชาในวิทยาลัยนี้ กำลังเรียนอยู่ แท้ ๆ ก็เรียนด้วยสติปัญญา มีสติสัมปชัญญะ อย่างเต็ม ที่ แต่ความรู้สึกว่าฉัน ฉันจะเอาอย่างนั้น ฉันจะเอาอย่าง นี้ ฉันจะได้อย่างนั้น ฉันจะเสียอย่างนี้ อย่ามีเป็นอันขาด นั่นแหละเรียกว่าเรียนด้วยจิตที่ว่างจากตัวฉันหรือของฉัน. ทีนี้เมื่อจิตมันว่างจากตัวฉันของฉัน มันก็เป็นจิตที่ไม่ หนัก ไม่อุ้ยอ้าย มันเป็นจิตที่เบาที่โปร่ง ที่มี สมาธิ มีปัญญา คิดอะไรได้คล่องแคล่ว ว่องไว จำเก่ง สิ่งที่เรียนไปแล้วมันก็นึกได้ไว นี่แหละเรียนด้วยจิตที่ว่าง คือจิตที่ไม่หกล้ม ขณะสอบไล่ แล้วยิ่งจำเป็นมาก ที่จะต้องสอบไล่ด้วย จิตที่ว่าง คือไม่หกล้ม เพราะถ้าไปยึดถืออะไรเข้าฝ่ายใดฝ่าย

น.140 ๑๓๖ หนึ่ง สมมติว่าฝ่ายซ้ายคือความรัก ฝ่ายขวาคือความเกลียด ถ้ามันเอียงซ้าย หรือเอียขวา มันก็คือหกล้ม ถ้ามันทรง สภาพอยู่ตามปกติ มันก็คือไม่หกล้ม ตามปกติมันว่าง เต็มไปด้วยปัญญาและสมรรถภาพ ถ้ามันหกล้มมันไม่ว่าง คือมันวุ่น มันสูญเสียสมรรถภาพ สูญเสียสติปัญญา มันหมกมุ่นวุ่นวายอยู่ด้วยความมืดมัว สกปรกเร่าร้อน เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นประโยชน์จากคำตรัสของพระ- พุทธเจ้าที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรเข้าไป สำคัญมั่นหมายว่าตัวเราของเรา แม้การเรียนนี่ก็ เรียน ไป ได้ อย่าง เต็ม ที่ โดย ไม่ต้อง สำคัญมั่นหมายว่า เราเรียนเพื่อจะเอาอย่างนั้นจะเอาอย่างนี้ หรือแม้ประสบความสำเร็จในการเรียน ไปทำการงานก็ ตามก็ไม่ต้องไปยึดมั่นการงานนั้น จนจิตใจปั่นป่วนหกล้ม หรือได้เงินทองได้ผลได้เกียรติได้อะไรมา ก็ไม่ต้องยึดมั่น ในเงินในเกียรติเหล่านั้นจนจิตใจปั่นป่วนคือหกล้ม เป็น จิตใจที่ทรงตัวอยู่ได้ปกติอยู่ได้ ที่เรียกว่า Equilibrium มัน ปกติอยู่ได้มีความสมดุลย์อย่างยิ่ง

น.141 รักษาคุณสมบัติต่าง ๆ ของมันไว้ ได้ เช่นสติปัญญา ความสดชื่น ความแจ่มใส ความว่อง ไว Activeness นี้ไว้ได้หมด ฉะนั้นเราจึงได้รับสิ่งที่ดีที่ สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับอยู่ในสิ่งนั้น คือ มีความสุขหรือ Happiness อยู่ในสิ่งนั้น, มีความเต็มหรือ perfection อยู่ ในสภาพอย่างนั้น, และนั่นแหละคือทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ และนั่นแหละเราเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นหัวใจของ ศาสนาทุกศาสนาเป็นอย่างนี้ เพราะเราไม่ไปยึดมั่นอะไรเข้า เราจึงไม่มีการหกล้ม ในทางจิตทางวิญญาณ คำสั่งสอนทั้งหมดใน พระไตรปิฎกก็มีเท่านี้เอง อย่าไปยึดมั่นถือมั่น คือไปโง่ เข้าว่าอะไรเป็นของเราหรือเป็นตัวเรา ให้เป็นของธรรม ชาติไปหมด เป็นของธรรมะไปหมด เป็นของพระเจ้าไป ก็ได้ อย่าเป็นของเรา จิตใจของเรา ก็จะปกติอยู่ในสภาพ ที่เรียกว่าไม่หกล้ม แล้วก็มีการได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้อยู่ในตัวมันเอง เวลาน้อยก็พูดได้แต่ใจความสั้นๆ ที่นี้ที่จะพูดในเวลาที่เหลือนี้ก็คือว่า ทำอย่างไรที่ เป็นหลักปฏิบัติ โดยสรุปสั้น ๆ ก็จะต้องแบ่งเป็นว่า ก่อน

น.142 ๑๓๘ เกิดเรื่อง กำลังเกิดเรื่อง และเกิดเรื่องแล้ว "เรื่อง" นี่หมายความว่าที่จะหกล้มนั่นแหละ "เรื่อง" คือการหก ล้ม ก่อนการหกล้ม ก่อนที่จะเกิดเรื่องหกล้ม คือว่าก่อน ที่อารมณ์จะมากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางอะไร จนเกิดเรื่องหกล้มนี้ เราจะต้องมีปัญญา พิจารณาเห็นโทษ ของการหกล้ม และเห็นคุณของการไม่หกล้มนี้อยู่เป็นประจำ ที่เรียกว่าทำกัมมัฏฐานทำวิปัสสนาก็คือทำสิ่งนี้ ดูโทษของการหกล้มนี้ ดูอานิสงส์ของการไม่หกล้ม คือดูโทษที่น่าเกลียดของกิเลสของความทุกข์ แล้วก็ดูอานิ- สงส์คือไม่มีทุกข์ ว่ามันสะอาด สว่าง สงบอย่างไร ดู อยู่เป็นประจำ แล้วก็มีสติสัมปชัญญะ คือความรู้สึกที่ไว ต่อการถูกต้องอย่างไวอยู่เสมอ ในการที่มีอะไรมากระทบ ตากระทบหูนี่อย่าให้ความคิดมันเป็นไปในทางหกล้ม นี้ เรียกว่ามีปัญญามีสติสัมปชัญญะอยู่ก่อนเกิดเรื่อง. พอเกิดเรื่องหกล้ม ก็ต้องมีสติ มีขันติ มีสติลุกขึ้น ทันที อย่าให้หกล้มนาน หรือเพียงแต่เซ ก็ให้มันทรงตัวเสีย ให้ได้ อย่าให้ถึงกับหกล้ม แต่ในขณะนั้นต้องมีความ อดทน ถ้าไม่อดทนมันก็คิดเตลิดเปิดเปิงไปอย่างผิด ๆ

น.143 ๑๓๙ จนกลายเป็นหกล้มมาก หกล้มใหญ่ หกล้มไม่ลุกไปเลย ถ้ามีความอดกลั้นอดทนสำรวมสติสัมปชัญญะ เราก็ตั้งตัว ขึ้นมาได้ทันที นี้เรียกว่าเมื่อหกล้ม หลังจากหกล้มแล้ว ระยะที่ ๓ นี่เราต้องมี หิริ คือความละอาย มีโอตตัปปะ คือความกลัว แล้วก็มีนิพพิทา อย่างสามัญธรรมดา คือรู้จักเข็ดรู้จักทราบเสียบ้าง เดี๋ยวนี้เราไม่ละอาย ความคิดที่ชั่วร้ายเกิดขึ้นในใจ เราหกล้ม เราถือเสียว่าไม่มีใครรู้ เราก็ไม่ละอาย แล้วสิ่ง นี้มันก็ลึกลับเกินกว่าที่เราจะกลัว เราก็เลยไม่กลัว แล้ว เราก็ไม่เบื่อไม่เข็ดหลาบ เพราะไม่ละอายและไม่กลัว มัน จึงหกล้มกันเรื่อย ทางจิตทางวิญญาณจึงมีการหกล้มกันเรื่อย เพราะ มันมีทางออกอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่มีใครรู้ แล้วก็ไม่ ละอาย ถ้าทางฝ่ายวัตถุเราไปทำผ้านุ่งหลุดกลางถนน ก็ ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ละอาย มันก็เลยไม่เผลอ เพราะมันละอายมาก แต่ทางฝ่ายวิญญาณไม่มีใครเห็น ของเรา เราก็ไม่ละอาย

น.144 กลายเป็นเรื่องที่ทำยากโดยที่ไม่ ควรจะเป็น ที่จริงมันไม่ยาก ถ้าเรามีความละอายความ กลัวมากเหมือนเรื่องทางวัตถุแล้ว เรื่องทางฝ่ายจิตนี้เราจะ ทำได้เหมือนกับเรื่องทางฝ่ายวัตถุเหมือนกัน ถ้าเราหกล้ม ลงที่นี่เราละอายเพื่อนจะหัวเราะ เราก็เลยไม่หกล้ม แต่ หกล้มทางวิญญาณไม่มีใครเห็นของเรา เราเก็บไว้สบาย เลย จนเคยชินเป็นนิสัยในการหกล้ม มันจึงยาก-ยากแก่ การที่จะแก้ไข ถ้าเรากลัวมันแต่ทีแรกละอายมันแต่ทีแรก มัน ก็ไม่มีการหกล้มเป็นนิสัยได้เหมือนกัน ฉะนั้นต้องให้ความยุติธรรมแก่พระพุทธเจ้า แก่ ธรรมะหรือแก่อะไรนี้ ว่าที่แท้มันเป็นเรื่องที่ง่ายเท่ากัน แต่ถ้าเราไม่สนใจ เราไม่ละอาย เราไม่กลัว จนเกิด ความเคยชินเป็นนิสัย จะกลายเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นขออย่าได้เข้าใจว่า "เทคนิค" ทาง ธรรมะทางวิญญาณนี้มันยากเกินไป หรือว่ายากเกินวิสัย ของมนุษย์ ที่แท้ไม่ยากเกินไป ไม่เกินวิสัย อยู่ในวิสัย เช่นเดียวกับเรื่องทางฝ่ายวัตถุ แต่แล้วเราก็สนใจกันแต่ เรื่องทางฝ่ายวัตถุหมดทั้ง ๑๐๐ % แห่งเวลา ความคิดนึกรู้- สึกของเราไปสนใจแต่เรื่องทางฝ่ายวัตถุหมดทั้ง ๑๐๐ % จะ

น.145 ๑๔๑ เจียดให้เรื่องทางฝ่ายวิญญาณสัก ๑% ก็ทั้งยากในปีหนึ่ง เดือนหนึ่ง และถ้ามีใครมาสนใจบ้าง ก็มักจะสนใจเพื่อ เอาไปประดับเกียรติทางฝ่ายวัตถุ อย่างนี้เป็นการให้ความ อยุติธรรมแก่ธรรมะอย่างยิ่ง ที่จะ เอา ธรรมะ ไป เป็น เครื่อง ประดับเกียรติทางผ่างวัตถุ มาวัดบ้างก็เพื่อมีโอกาสดีทาง สังคม เพื่อหาเงินหาเกียรติต่อไป มันไม่ใช่เรื่องของ ธรรมะ ฉะนั้นไม่ควรจะคิดว่า จะศึกษาธรรมะเพื่อเป็นเครื่อง ประดับเกียรติทางฝ่ายวัตถุ ต้องถือว่าเป็นของที่คู่กันที่จำ- เป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์เราจะมีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องได้ ก็ เพราะความสมบูรณ์ทั้งทางฝ่ายร่างกายและทั้งทางฝ่ายจิต นี่ จึงต้องมีการบรรยายอย่างนี้กันบ้างในสถานที่นี้ ซึ่งเป็น สถานที่สำหรับศึกษาเทคนิคทางฝ่ายวัตถุโดยตรง แต่เมื่อ ทางฝ่ายจิตมันจำเป็นเท่ากัน คู่กัน มันก็ต้องเอามาพูดกัน บ้าง แต่มันก็โชคดีอย่างยิ่งที่ว่าเรื่องทางฝ่ายจิตทางฝ่ายวิญ- ญาณนี้ มันไม่ต้องสอนมากพูดมากทั้งเดือนทั้งปีเหมือน ทางฝ่ายวัตถุ เพราะว่าถ้าพูดเข้าใจแล้ว พูดเพียงชั่วโมง เดียวปฏิบัติจนตายก็ไม่หมด

น.146 ขอให้เข้าใจให้ถูกต้องให้สมบูรณ์ เท่า ที่พูดเพียงชั่วโมงเดียวนี้ ก็สามารถจะปฏิบัติได้จนตาย ก็ไม่หมด เราจึงไม่ต้องเสียเวลามากเหมือนกับการศึกษาทาง ฝ่ายวัตถุ ซึ่งต้องเรียน ๕ ปีบ้าง ๘ ปีบ้าง ๑๐ ปีบ้าง แล้วก็ยังจะต้องไปฝึกหาความชำนาญอยู่อีกตั้งนาน ส่วน ฝ่ายวิญญาณนี้พูดชั่วโมงเดียวครึ่งชั่วโมงก็ได้ ปฏิบัติจน ตายก็ไม่หมด ฉะนั้นขอให้จำไว้ให้ดี ทำความเข้าใจไว้ให้ ดี ให้เป็นหลักที่มันจะออกมาช่วยได้ทันท่วงที นี่เรียกว่าเทคนิคของความเป็นมนุษย์โดยใจความ สำ- คัญที่สุดของพระพุทธศาสนา ฉะนั้นเราจะต้องสนใจ เทคนิคนี้เพื่อความเป็นคน เพื่อความเป็นมนุษย์ของเรา เรียกว่า เทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ เราต้องเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา ให้บิดามารดา ได้รับความชื่นอกชื่นใจจากเรา ไม่จับบิดามารดาใส่ลงไป ในนรกด้วยการทำบิดามารดาให้ร้อนใจอย่างใดอย่างหนึ่ง นี้ เรียกว่าอาศัยเทคนิคเพื่อความเป็นบุตรที่ ดี ของ บิดา มารดา เพราะธรรมะช่วย

น.147 ๑๔๓ เราจะต้องเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ครูบาอา- จารย์ไม่ใช่ลูกจ้างเหมือนที่นักเรียนบางคนเข้าใจ ครูบา- อาจารย์เป็นปูชนียบุคคลที่ช่วยเหลือเรา เพื่อให้เอาชนะ ปัญหาของชีวิต เพื่อความเป็นมนุษย์ของเรา เพื่อจะ เป็นมนุษย์ที่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ฉะนั้นจะต้องตั้งอยู่ใน ฐานะเป็นปูชนียบุคคลเสมอ ดังนั้นเราจึงต้องเป็นศิษย์ที่ ดีของครูบาอาจารย์ของเรา เราจะต้องเป็นประชาชนที่ดีของประเทศชาติ ข้อนี้ ไม่อยากอธิบาย เพราะว่ารู้กันอยู่ทั่ว ๆ ไปแล้ว แต่จะต้อง บอกกันอีกว่า ตรงที่เราต้องมีเทคนิคที่ถูกต้องในการเป็น ประชาชนที่ดีคือมีธรรมะ จึงจะเป็นประชาชนที่ดีของ ประเทศชาติได้ เราจะต้องเป็นพลเมืองดีของโลกทั้งหมด โดยส่วน รวม เป็นพลโลกที่ดีของโลก ในที่สุด เราก็จะเป็นสาวที่ดีของพระสัมมาสัมพุทธ- เจ้า นี่ผลของเทคนิคแห่งความเป็นมนุษย์ จะทำให้เกิดสิ่ง ที่น่าชื่นอกชื่นใจอย่างนี้,

น.148 จึงหวังว่านักศึกษาทุกคนจะได้เป็น บุตรที่ดีของบิดามารดา เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ เป็นประชาชนที่ดีของประเทศชาติ เป็นพลเมืองที่ดีของ โลก และในที่สุดเป็นสาวกที่ดีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วปัญหาก็สิ้นสุดลง แล้วเรื่องของเราก็จบกัน ขอกล่าวคำว่าสวัสดี เพราะเวลาอำนวยให้เพียงเท่านี้.

น.149 หลักการทำงาน ถ้าทำงานมุ่งเพื่อตัว จะหมองมัวชั่วชีวิต ถ้าทำงานเพื่ออุทิศ สิ้นชีวิตแล้วยังอยู่ ถ้าทำงานแข่งกับสังคม ความพินาศล่มจะตามมา ถ้าทำงานเห็นแก่หน้า จะพบปัญหาเรื่อยไป ถ้าทำตัวเห็นแก่ได้ อย่าหวังน้ำใจจากเพื่อนฝูง ถ้าขาดความพอดี จะเป็นลูกหนี้ตลอดกาล. เพลง "ปราบคนโกง" ทำนองแม่เสรียง คนโกงนี้หนา มีแต่พาชาติล่มจม พวกเราไม่นิยม ไม่ชื่นชมไม่ยินดี พวกเราจะไม่เคารพ พวกเราจะไม่นอบนบ ขออย่าได้พบ ... คนโกงอย่ามี จะได้เป็นศรีเมืองไทย. (สร้อย) ชาติจะรุ่งเรือง เพราะไทยเราเฟื่อง ไม่มีคนโกง (ซ้ำ)

น.150 ข่าวดีสำหรับนักธรรมะ เชิญเลือกซื้อ เลือกชมได้ที่ธรรมบูชา ๑ แก่นพุทธศาสน์ เล่มละ ๑๕ บาท ๒ คู่มือมนุษย์ " ๑๒ " ๓. ในโลกมีแต่คนบ้า " ๑๐ " ๔. อาหารใจ " ๖ " ๕. วิถีแห่งการบรรเทาทุกข์ " ๗ " ๖. จุดมุ่งหมาย " ๑๐ " ๗. บวช ๓ เดือน " ๑๐ " ๘. ภาพจากจิต-สู่จิต " ๓๐ " ๙. คำสอนผู้บวช เล่ม ๑-๒ " ๑๕ " ๑๐. รักลูก เล่ม ๑-๒-๓ " ๑๐ " ๑๑. หลวงตา เล่ม ๑-๒-๓ " ๑๕ " ๑๒. เผาศพทั้งทีเผาผีเสียบ้าง " ๖ " ๑๓. เรื่องสั้นขำ ๆ " ๑๕ " ๑๔. รวมนิทาน " ๑๕ " ๑๕. ชุมนุมปริศนาธรรม " ๑๕ " ๑๖. ความสุขแท้มีอยู่แต่ในงาน " ๑๕ " ๑๗. การทำงานเพื่องาน " ๒๐ " ๑๘. กระโหกหัวเราะ " ๑๕ " ๑๙. กงกรรมกงเกวียน " ๑๒ " สนใจสั่งซื้อที่ นายวิโรจน์ ศิริอัฐ ร้านธรรมบูชา ๕๒๑-๒ ถนนอัษฎางค์ กทม. ๒ โทร. ๒๒๒-๓๕๔๙ สั่งจ่ายธนาณัติ ป.ณ. ราชดำเนิน หากเพิ่มค่าลงทะเบียนอีกเล่มละ ๒ บาท

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต